Mike Pence – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 22 Aug 2024 03:01:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 เจ.ดี. แวนซ์ คู่หูคนใหม่ของทรัมป์ และกระแสที่น่าจับตาในฐานะทายาทการเมืองรีพับลิกัน https://thestandard.co/jd-vance-donald-trump-new-partner/ Wed, 17 Jul 2024 08:03:06 +0000 https://thestandard.co/?p=959135 เจ.ดี. แวนซ์ ทรัมป์

ภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมงจากเหตุการณ์ลอบสังหารที่เมือง […]

The post เจ.ดี. แวนซ์ คู่หูคนใหม่ของทรัมป์ และกระแสที่น่าจับตาในฐานะทายาทการเมืองรีพับลิกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ.ดี. แวนซ์ ทรัมป์

ภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมงจากเหตุการณ์ลอบสังหารที่เมืองบัตเลอร์ มลรัฐเพนซิลเวเนีย โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดี และตัวแทนพรรครีพับลิกันชิงชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยหน้า ก็ได้ประกาศตัวคู่หูคนใหม่ของเขาในการลงชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี 

 

โดยทรัมป์ได้เลือกนักการเมืองรุ่นใหม่อย่าง เจ.ดี. แวนซ์ ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองในฐานะสมาชิกวุฒิสภาจากมลรัฐโอไฮโอไม่ถึง 2 ปีมาเป็นเบอร์สองของเขา แทนที่ ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีที่แตกคอกับทรัมป์ หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เพนซ์ไม่ยอมโหวตไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งที่แล้วตามที่ทรัมป์ร้องขอ หลังจากที่ทรัมป์พ่ายแพ้ให้กับไบเดนในการเลือกตั้งปี 2020

 

แวนซ์เป็นใคร? และอะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้ทรัมป์ตัดสินใจเลือกเขาแซงหน้านักการเมืองที่มีประสบการณ์การเมืองสูงกว่าอีกหลายๆ คน บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงกลยุทธ์ของทรัมป์ต่อการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน และทิศทางของพรรครีพับลิกันในยุคหลังทรัมป์

 

เจ.ดี. แวนซ์

 

แวนซ์เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีอายุเพียง 39 ปี ซึ่งถ้าหากเขาและทรัมป์ชนะการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ เขาจะกลายเป็นรองประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นอันดับที่ 3 (เป็นรองแค่ จอห์น บริกเคนริดจ์ และ ริชาร์ด นิกสัน)

 

แวนซ์สร้างชื่อมาจากการเขียนหนังสือเรื่อง Hillbilly Elegy ซึ่งเป็นหนังสือบรรยายชีวประวัติของตัวเขาเองที่เติบโตมาในแถบชนบทยากจนของมลรัฐโอไฮโอ ซึ่งในหนังสือบรรยายถึงความยากจน การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจและปัญหายาเสพติดที่คนขาวในเขตชนบทอย่างเขาต้องพบเจอ และเขาก็ได้วิพากษ์วิจารณ์พรรคเดโมแครตอย่างรุนแรงว่านโยบายของพวกเขาทอดทิ้งคนขาวและเอาใจแต่คนผิวสีในเมือง หนังสือเล่มนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่ผู้อ่านที่มีแนวคิดแบบอนุรักษนิยมและติดอันดับหนังสือขายดีของ The New York Times

 

แวนซ์เริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงการเมืองในช่วงของการเลือกตั้งในปี 2016 ซึ่งมักจะออกมาให้สัมภาษณ์โจมตีทรัมป์อยู่เสมอๆ โดยบอกว่าทรัมป์ไม่มีคุณสมบัติที่ดีพอจะเป็นผู้นำของประเทศ เพราะทรัมป์มักจะพูดเท็จ มีประวัติทุจริตในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และปัญหาเรื่องการหย่าร้างจากการมีสัมพันธ์นอกสมรส

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อแวนซ์ตัดสินใจลงสนามทางการเมืองจริงๆ ด้วยการลงสมัคร สว. ของมลรัฐบ้านเกิดอย่างโอไฮโอ เขาก็กลับลำ 180 องศาด้วยการกลับมาเป็นผู้สนับสนุนทรัมป์อย่างเต็มตัว เพราะเขารู้ว่าฐานเสียงของพรรคนั้นภักดีกับทรัมป์มากขนาดไหน ซึ่งนั่นก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของเขา เพราะทรัมป์ได้ให้การสนับสนุนแวนซ์เป็นการตอบแทนจนทำให้เขาชนะการเลือกตั้งจนได้เป็นผู้แทนพรรครีพับลิกันและชนะการเลือกตั้งทั่วไปในที่สุด จนได้เป็น สว. คนใหม่ของโอไฮโอ

 

America First

 

ถึงแม้ว่าการที่แวนซ์ตัดสินใจกลับมาสนับสนุนทรัมป์ก่อนที่เขาจะลงมาเล่นการเมืองจะดูเหมือนเป็นเรื่องของการฉวยโอกาสเพื่ออนาคตทางการเมืองของเขาเอง แต่ว่ากันตามจริงแนวคิดทางการเมืองของเขานั้นก็ตรงกับแนวคิดแบบ America First ของทรัมป์แทบจะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดำเนินนโยบายเอาใจคนขาวในเขตชนบทด้วยแนวคิดการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบ Protectionism เช่น การตั้งกำแพงภาษี, การทำสงครามการค้ากับจีน และการลดการนำเข้าแรงงานจากเม็กซิโกเพื่อสร้างงานอุตสาหกรรมในเขตชนบท และนโยบายการต่างประเทศแบบไม่ยุ่งกับประเทศอื่น (Isolationism) เพื่อนำเงินงบประมาณมาใช้จ่ายกับประชาชนในประเทศแทนที่จะเอาไปช่วยเหลือประเทศอื่น โดยเฉพาะการใช้จ่ายทางการทหารเพื่อปกป้องพันธมิตร NATO ซึ่งแวนซ์เป็น สว. เพียงไม่กี่คนของพรรครีพับลิกันที่พูดมาอย่างชัดเจนเสมอว่าสหรัฐอเมริกาต้องยุติการช่วยเหลือยูเครนได้แล้ว

 

ทรัมป์มั่นใจว่าจะชนะ

 

ปกติแล้วการเลือกคู่หูมาลงชิงชัยในตำแหน่งรองประธานาธิบดีนั้น พรรคและผู้สมัครประธานาธิบดีมักจะเลือกคู่หูมาเติมในสิ่งที่ตัวเองขาดเพื่อเพิ่มคะแนนเสียงให้กับตัวเอง

 

แม้แต่ทรัมป์เองในการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 นั้น เขาก็ได้เลือกเพนซ์มาเป็นคู่หูเพราะเพนซ์มีภาพของความเป็นนักการเมืองสายอนุรักษนิยม เคร่งศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์ในขณะนั้นยังขาด ด้วยปัญหาเรื่องการมีสัมพันธ์นอกสมรสและการหย่าร้างหลายครั้ง ซึ่งทำให้ฐานเสียงสายอนุรักษนิยมเคร่งศาสนาของพรรคสงสัยในความเป็นอนุรักษนิยมแท้ในตัวของทรัมป์ ทำให้เขาต้องเอาเพนซ์มาอุดรอยรั่วตรงนี้ 

 

แต่อย่างไรก็ดี ทรัมป์ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองกับฐานเสียงสายอนุรักษนิยมเคร่งศาสนาอีกแล้ว เพราะทรัมป์เป็นคนทำให้กฎหมายทำแท้งเสรี (Roe v. Wade) ต้องถูกล้มไปจากตุลาการศาลสูงสุดสามคนที่เขาแต่งตั้งเข้าไปในช่วงการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของเขา ซึ่งการล้มกฎหมายทำแท้งเสรีนี้เป็นความปรารถนาสูงสุดของสมาชิกพรรคสายเคร่งศาสนามาหลายสิบปี

 

ในการเลือกตั้งรอบนี้ นักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายคนเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ทรัมป์น่าจะเลือกนักการเมืองผิวสี เช่น มาร์โก รูบิโอ (เชื้อสายฮิสแปนิก) สว. ของมลรัฐฟลอริดา หรือ ทิม สกอตต์ สว. ของมลรัฐเซาท์แคโรไลนา (แอฟริกัน-อเมริกัน) เพื่อเพิ่มคะแนนในหมู่ชนกลุ่มน้อยในเขตเมือง หรือเลือกคนที่มีภาพลักษณ์กลางๆ อย่าง ดัก เบอร์กัม ผู้ว่าการรัฐนอร์ทแคโรไลนา หรือ เกล็น ยังคิน ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย เพื่อดึงดูดคะแนนจากคนที่อยู่กลางๆ โดยเฉพาะในเขตชานเมือง

 

แต่การที่ทรัมป์เลือกคนที่แทบจะเป็นโคลนนิ่งของเขาอย่างแวนซ์ แปลได้ว่าเขามั่นใจในผลโพล และคิดว่าการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้อยู่ในมือของเขาแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องใช้รองประธานาธิบดีไปหาเสียงจากใครอีก และเขาควรที่จะเลือกคนที่จะยังคงเอาแนวคิด America First มาเป็นทายาท เพื่อกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนพรรครีพับลิกันต่อไป หลังจากที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครบ 2 สมัยแล้ว

 

เกาะติด การเลือกตั้งสหรัฐ 2024 ได้ที่ เว็บไซต์พิเศษ : เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 และ Facebook : THE STANDARD

 

ภาพ: Melina Mara / The Washington Post via Getty Images

The post เจ.ดี. แวนซ์ คู่หูคนใหม่ของทรัมป์ และกระแสที่น่าจับตาในฐานะทายาทการเมืองรีพับลิกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถอนตัวจากการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2024 https://thestandard.co/mike-pence-bailed-from-us-president-2024-candidate/ Mon, 30 Oct 2023 08:45:38 +0000 https://thestandard.co/?p=860464 Mike Pence

ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศในที่ประชุม […]

The post ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถอนตัวจากการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mike Pence

ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศในที่ประชุม Republican Jewish Coalition ในลาสเวกัส เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ตุลาคม) ว่าเขาถอนตัวจากการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2024 โดยระบุว่า “นี่ไม่ใช่เวลาของผม” ท่ามกลางคะแนนนิยมที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

“เราทราบมาโดยตลอดว่านี่จะเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบาก แต่ผมไม่เสียใจเลย” เพนซ์ระบุในแถลงการณ์

 

เพนซ์เป็นผู้สมัครเบอร์ต้นคนแรกของพรรครีพับลิกันที่ยุติการหาเสียง หลังจากที่ผลสำรวจความคิดเห็นเผยให้เห็นคะแนนนิยมของเพนซ์ที่ตกลงเรื่อยๆ ในขณะที่เขาพยายามหาเสียงจากบรรดาผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ท่ามกลางผู้แข่งขันหลายราย ซึ่งนำโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

 

นอกจากนี้แคมเปญรณรงค์หาเสียงของเพนซ์ยังก่อให้เกิดหนี้จำนวนมาก โดยรายงานระบุว่า เพนซ์มีหนี้อยู่ 621,000 ดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกันยายน และมีเงินในธนาคารเพียง 1.2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่นๆ จากพรรครีพับลิกัน

 

“ผมกำลังจะยกเลิกแคมเปญนี้ แต่ผมจะไม่มีวันละทิ้งการต่อสู้เพื่อคุณค่าความเป็นอนุรักษนิยม” เขาระบุในแถลงการณ์ที่เขียนถึงผู้สนับสนุนของเขา

 

อดีตรองประธานาธิบดี วัย 64 ปี สูญเสียคะแนนนิยมอย่างมากหลังจากที่เขาประกาศแตกหักกับทรัมป์จากกรณีเหตุจลาจลที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 นอกจากนี้เขายังเป็นประธานในการรับรองผลการเลือกตั้งปี 2020 ของ โจ ไบเดน ในสภาคองเกรส ซึ่งสวนทางกับที่ทรัมป์พยายามกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานว่าเดโมแครตและไบเดนทุจริตการเลือกตั้ง

 

อดีตรองประธานาธิบดีกล่าวเมื่อเดือนมีนาคมว่า การที่ทรัมป์สนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการจลาจล “ทำให้ครอบครัวของผมและทุกคนที่อาคารรัฐสภาในวันนั้นตกอยู่ในอันตราย”

 

ทั้งนี้ ทรัมป์เคยตักเตือนเพนซ์ที่ขาด ‘ความกล้าหาญ’ เมื่อเขาปฏิเสธที่จะล้มผลชนะการเลือกตั้งของผู้นำพรรคเดโมแครต นอกจากนี้ผู้ก่อเหตุจลาจลบางคนร้องตะโกนว่า “แขวนคอ ไมค์ เพนซ์” ขณะที่พวกเขาบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาเมื่อปี 2021 และตั้งแต่นั้นมาผู้สนับสนุนที่จงรักภักดีต่อทรัมป์หลายคนก็มองว่าเพนซ์เป็นคนทรยศ

 

การตัดสินใจถอนตัวของเพนซ์จากการแข่งขันเพื่อเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกิดขึ้นไม่นานก่อนการดีเบตครั้งที่ 3 ของผู้สมัครของพรรคในวันที่ 8 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ดี เพนซ์ยังไม่ได้ประกาศสนับสนุนผู้สมัครคนใดของพรรครีพับลิกันอย่างเป็นทางการหลังการถอนตัว

 

ภาพ: Ethan Miller / Getty Images

อ้างอิง:

The post ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถอนตัวจากการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักเศรษฐศาสตร์เสียงแตก หันหนุนความเห็น ‘ไมค์ เพนซ์’ แนะ Fed ยกเลิกเป้าหมายการจ้างงานสูงสุด https://thestandard.co/economists-weigh-in-on-mike-pence/ Tue, 27 Jun 2023 04:29:17 +0000 https://thestandard.co/?p=808122 Fed

เป็นที่รู้กันดีว่าเป้าหมายสำคัญของการดำเนินนโยบายการเงิ […]

The post นักเศรษฐศาสตร์เสียงแตก หันหนุนความเห็น ‘ไมค์ เพนซ์’ แนะ Fed ยกเลิกเป้าหมายการจ้างงานสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fed

เป็นที่รู้กันดีว่าเป้าหมายสำคัญของการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ระบุไว้ในตัวบทกฎหมายอย่างชัดเจน มี 2 ประการด้วยกันคือ การควบคุมเสถียรภาพของราคา ทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมายที่กำหนด และการทำให้เกิดการจ้างงานสูงสุด 

 

ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แนวทางการดำเนินนโยบายด้านการเงินของ Fed จะต้องให้น้ำหนักความสำคัญกับเป้าหมาย 2 ประการข้างต้นเป็นหลัก 

 

อย่างไรก็ตาม ไมค์ เพนซ์ (Mike Pence) อดีตรองประธานาธิบดี สมัยที่ โดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ และกำลังลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดี กลับชูแนวทางรณรงค์ให้ยกเลิกเป้าหมายหน้าที่ของ Fed เกี่ยวกับการจ้างงาน

 

ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์บางคนกล่าวว่า การยกเลิกดังกล่าวไม่ใช่ความคิดที่น่ากลัว แต่ก็ไม่เหมาะกับพรรคเดโมแครตที่เชื่อว่าธนาคารกลางจำเป็นต้องพิจารณาผลกระทบของการตัดสินใจนโยบายการเงินต่อการจ้างงาน และในขณะที่การปรากฏตัวของประธาน Fed เจอโรม พาวเวลล์ ต่อหน้าสมาชิกสภานิติบัญญัติในรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็ทำให้ชัดเจนว่าพรรคเดโมแครตยึดมั่นในภารกิจการจ้างงานของ Fed แน่นอน กระนั้น ท่าทีของสมาชิกพรรครีพับลิกันเองก็ไม่ได้ชัดเจนว่าจะสนับสนุนท่าทีของเพนซ์มากน้อยแค่ไหน 

 

สำหรับกฎหมายของรัฐบาลกลางที่ก่อตั้ง Fed เมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ได้รับการแก้ไขล่าสุดในปี 1977 เพื่อปฏิรูปธนาคารกลางในช่วงเวลาที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูง และการว่างงานสูง หรือในยุคภาวะเงินฝืด โดยหนึ่งในการปฏิรูปดังกล่าวคือต้องการให้ Fed ส่งเสริมการจ้างงานอย่างเต็มที่ นอกเหนือไปจากเสถียรภาพด้านราคา

 

ทั้งนี้  Fed มีเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ 2% ที่ชัดเจนมาโดยตลอด แต่สำหรับการจ้างงาน เป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้สอดคล้องกับเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น โดยขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่า มีคำถามสำคัญสองข้อที่ต้องพิจารณาคือ Fed มีประสิทธิภาพเพียงใดในการบรรลุการจ้างงานสูงสุด และจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรหากคำสั่งจ้างงานถูกยกเลิก

 

งานนี้ บรรดานักเศรษฐศาสตร์ รวมทั้งอดีตผู้ว่าการ Fed มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย โดยฝ่ายที่เห็นด้วยกับการยกเลิกมองว่า แม้กฎหมายปฏิรูปธนาคารกลางสหรัฐปี 1977 ซึ่งลงนามในกฎหมายโดยอดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ ทำให้การจ้างงานเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของธนาคารกลาง ฝ่ายนิติบัญญัติ และหน่วยงานรัฐบาลในการพยายามบรรลุเป้าหมายดังกล่าว แต่นักเศรษฐศาสตร์บางคนแย้งว่า นโยบายการคลังมีประสิทธิภาพมากกว่า

 

ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พาวเวลล์กล่าวว่า เครื่องมือกำหนดนโยบายหลักของ Fed มีจำกัด จึงไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ความเหลื่อมล้ำทางประชากร หรือสร้างงานได้ ซึ่งแม้อัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานในที่สุด แต่การจัดการกับภาวะเงินเฟ้อก็มีผลเช่นเดียวกัน

 

Peter Ireland ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่ Boston College และนักวิจัยนโยบายการเงิน กล่าวว่า การขอให้ Fed มุ่งเน้นไปที่อัตราเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เป็นการเพิกเฉยต่อการพัฒนาในตลาดแรงงาน แต่เป็นการบรรลุเป้าหมายเดียวกันทุกประการ พร้อมยกตัวอย่างกรณีภาวะถดถอยครั้งใหญ่ หรือ Great Recession ที่การว่างงานเพิ่มสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจก็จัดการกับอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลาง

 

Ireland อธิบายเพิ่มเติมว่า การมีหน้าที่เดียว (Single Mandate) แทนที่จะเป็นหน้าที่คู่ (Dual Mandate) แบบในปัจจุบัน จะทำให้ Fed มีความคล่องตัวมากกว่า เพราะ Fed จะมีหน้าที่หลักในการทำทุกวิถีทางที่จะทำให้นโยบายการเงินเอื้ออำนวยมากขึ้น ในการทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย ที่ในท้ายที่สุดก็ช่วยอำนวยความสะดวกในการฟื้นตัวของตลาดแรงงาน ดังนั้น ต่อให้ยกเลิกเป้าหมายหน้าที่การจ้างงานของ Fed  ก็ไม่ส่งผลกระทบใดๆ อย่างมีนัยสำคัญอยู่ดี 

 

ขณะเดียวกัน Ireland ชี้ว่า โครงการริเริ่มด้านนโยบายการคลัง เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ได้พิสูจน์แล้วว่ารวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าในการหนุนตลาดแรงงาน 

 

ขณะที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกแย้งว่า การที่ Fed มีหน้าที่หลัก 2 ประการ (Dual mandate) เป็นสิ่งที่ทำให้ Fed มีความยืดหยุ่น ซึ่งพัฒนาไปตามสถานการณ์และช่วยเสริมเสถียรภาพราคา ดังนั้น รัฐบาลกลางควรปล่อยให้ Fed มีหน้าที่ตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 

 

Laurence Meyer นักเศรษฐศาสตร์ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ Fed ตั้งแต่ปี 1996-2002 ชี้ว่า อัตราเงินเฟ้อสูงและการว่างงานต่ำ ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของราคา ซึ่งในภาวะปกติ เป้าหมายหน้าที่ดังกล่าวล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน 

 

ด้าน Adriana Kugler นักเศรษฐศาสตร์แรงงานผู้ช่ำชอง ยกมือสนับสนุน Dual Mandate เช่นกัน โดยชี้ว่าหน้าที่ทั้งสองของ Fed มีความสำคัญเท่ากัน แต่จะให้ลำดับความสำคัญมากน้อยขึ้นอยู่กับบริบทแวดล้อมในช่วงเวลานั้น โดยขณะนี้ปัจจัยด้านเงินเฟ้อมีความสำคัญมากกว่า 

 

ขณะที่ Meyer เสริมว่า เป้าหมาย ‘การจ้างงานสูงสุด’ (Maximum Employment) เปิดให้ตีความโดย Fed และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของเศรษฐกิจในขณะนั้น ซึ่งหมายความว่า Fed ตั้งเป้าหมายสำหรับอัตราเงินเฟ้อได้ แต่ไม่สามารถกำหนดเป้าหมายสำหรับอัตราการว่างงานได้ เนื่องจากต้องปล่อยให้โครงสร้างเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดว่า การว่างงานควรต่ำเพียงใด โดยไม่ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น 

 

อ้างอิง: 

The post นักเศรษฐศาสตร์เสียงแตก หันหนุนความเห็น ‘ไมค์ เพนซ์’ แนะ Fed ยกเลิกเป้าหมายการจ้างงานสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไมค์ เพนซ์ โจมตีทรัมป์ ชี้เป็นต้นเหตุจลาจลรัฐสภาสหรัฐฯ ต้นปี 2021 พร้อมท้าชิงสิทธิ์ผู้แทนพรรคสู้ศึกเลือกตั้ง 2024 https://thestandard.co/mike-pence-tears-into-donald-trump-at-2024/ Thu, 08 Jun 2023 06:45:19 +0000 https://thestandard.co/?p=800705 ไมค์ เพนซ์

ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวโจมตี โ […]

The post ไมค์ เพนซ์ โจมตีทรัมป์ ชี้เป็นต้นเหตุจลาจลรัฐสภาสหรัฐฯ ต้นปี 2021 พร้อมท้าชิงสิทธิ์ผู้แทนพรรคสู้ศึกเลือกตั้ง 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไมค์ เพนซ์

ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กล่าวโจมตี โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เขาเคยร่วมงานอย่างใกล้ชิดมานานกว่า 4 ปี ว่าเป็นต้นตอปลุกระดมให้กลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายขวาจัดก่อเหตุจลาจลและบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อช่วงต้นปี 2021 พร้อมทั้งประกาศท้าชิงสิทธิ์ผู้แทนพรรครีพับลิกันกับทรัมป์และผู้สมัครคนอื่นๆ เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2024 ในโอกาสที่เปิดตัวแคมเปญหาเสียงอย่างเป็นทางการที่รัฐไอโอวา เมื่อวานที่ผ่านมา (7 มิถุนายน)

 

เพนซ์ระบุว่า “ใครก็ตามที่ตั้งตนอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ไม่สมควรเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา และใครก็ตามที่ขอให้คนอื่นแต่งตั้งพวกเขาให้อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สมควรกลับมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกครั้ง”

 

หลายฝ่ายมองว่าการกล่าวโจมตีทรัมป์ในครั้งนี้นับเป็นการเปิดฉากท้าชิงอำนาจครั้งสำคัญของเพนซ์ เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงประเด็นที่โจมตีอดีตเจ้านายเก่าโดยตรงมาโดยตลอด อีกทั้งประเด็นเกี่ยวกับการก่อเหตุจลาจลเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 ก็มักจะแทบไม่เคยถูกสมาชิกพรรครีพับลิกันกล่าวถึงเท่าใดนัก

 

เพนซ์กำลังเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงมาก โดยคาดหวังว่าผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงจะเลือกมอบคะแนนให้กับตัวเขาที่สนับสนันรัฐธรรมนูญแทนที่จะเป็น โดนัลด์ ทรัมป์ โดยเพนซ์ระบุอีกว่า การกระทำของทรัมป์ในวันนั้นทำให้ครอบครัวของเขาและทุกคนที่อยู่ในอาคารรัฐสภาตกอยู่ในอันตราย

 

เพนซ์กล่าวว่า “พลเมืองอเมริกันสมควรได้รับรู้ว่าในวันนั้นประธานาธิบดีทรัมป์เคยให้ผมเลือกระหว่างเขาและรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะต้องเผชิญกับตัวเลือกเดียวกัน ผมเลือกรัฐธรรมนูญและจะเลือกสิ่งนี้ตลอดไป”

 

โดยการชิงชัยสิทธิ์ผู้แทนพรรครีพับลิกันนี้จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2024 ก่อนที่ผู้แทนคนสุดท้ายของแต่ละพรรคจะลงสนามครั้งสำคัญสู้ศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2024

 

แฟ้มภาพ: Wade Vandervort / AFP

อ้างอิง:

The post ไมค์ เพนซ์ โจมตีทรัมป์ ชี้เป็นต้นเหตุจลาจลรัฐสภาสหรัฐฯ ต้นปี 2021 พร้อมท้าชิงสิทธิ์ผู้แทนพรรคสู้ศึกเลือกตั้ง 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ประกาศลงชิงชัยสิทธิผู้แทนพรรครีพับลิกัน สู้ศึกเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 https://thestandard.co/mike-pence-enters-republican-presidential-race/ Tue, 06 Jun 2023 03:15:12 +0000 https://thestandard.co/?p=799604 ไมค์ เพนซ์

ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานา […]

The post อดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ประกาศลงชิงชัยสิทธิผู้แทนพรรครีพับลิกัน สู้ศึกเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไมค์ เพนซ์

ไมค์ เพนซ์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศลงชิงชัยสิทธิผู้แทนพรรครีพับลิกันอย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้ (5 มิถุนายน) เพื่อสู้ศึกครั้งสำคัญในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ช่วงปลายปี 2024

 

โดยเพนซ์ได้ยื่นเอกสารแสดงความจำนงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกลางของสหรัฐฯ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดว่าเขาจะเริ่มปล่อยวิดีโอและเปิดตัวแคมเปญหาเสียงของเขาภายในวันพุธนี้ 

 

อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ รายนี้จะต้องเผชิญหน้ากับผู้สมัครคนสำคัญอย่างทรัมป์ที่เขาเคยร่วมงานด้วยอย่างใกล้ชิดเมื่อหลายปีก่อน โดยเพนซ์มักจะยืนหยัดข้างทรัมป์เสมอมา ก่อนที่เขาจะแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยในกรณีที่ทรัมป์พยายามจะคว่ำผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปี 2020 ที่ทรัมป์เป็นฝ่ายพ่ายให้กับโจ ไบเดน ทำให้ไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ 2 สมัยติดต่อกัน 

 

เพนซ์มีแนวคิดอนุรักษนิยมที่แข็งกร้าวและเริ่มตีตัวออกหากจากทรัมป์มากยิ่งขึ้น หลังจากที่เขามองว่าทรัมป์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปลุกระดมบรรดากลุ่มผู้สนับสนุนฝ่ายขวาสุดโต่งให้ก่อเหตุจลาจลบุกอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2021 เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับผลการเลือกตั้งและชี้ว่ากระบวนการเลือกตั้งในครั้งนั้นไม่โปร่งใส

 

โดยนอกจากทรัมป์แล้ว เพนซ์ยังต้องชิงชัยสิทธิผู้แทนพรรครีพับลิกันที่มีเพียงแค่ 1 สิทธิเท่านั้นกับสมาชิกพรรคคนสำคัญที่ประกาศลงชิงชัยไปแล้วเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น รอน ดีแซนทีส ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา, นิกกี เฮลีย์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ, ทิม สกอตต์ วุฒิสมาชิกจากรัฐเซาท์แคโรไลนา, อาซา ฮัตชินสัน อดีตผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอ, แลร์รี เอลเดอร์ พิธีกรและนักจัดรายการวิทยุชื่อดัง และ วิเวก รามาสวามี นักธุรกิจและนักลงทุนเชื้อสายอินเดีย-อเมริกันวัยเพียง 37 ปี 

 

โดยคาดว่าการชิงชัยสิทธิผู้แทนพรรครีพับลิกันนี้จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2024 ก่อนที่ผู้แทนคนสุดท้ายของแต่ละพรรคจะลงสนามครั้งสำคัญสู้ศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะจัดขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2024

 

แฟ้มภาพ:  Allison Joyce / AFP

อ้างอิง:

The post อดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ประกาศลงชิงชัยสิทธิผู้แทนพรรครีพับลิกัน สู้ศึกเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทางการสหรัฐฯ รับรายงาน ตรวจพบเอกสารลับที่บ้านพักอดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ https://thestandard.co/pence-classified-documents-fbi/ Wed, 25 Jan 2023 03:52:52 +0000 https://thestandard.co/?p=741697 ประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์

วานนี้ (24 มกราคม) ทางการสหรัฐอเมริกาได้รับรายงานการตรว […]

The post ทางการสหรัฐฯ รับรายงาน ตรวจพบเอกสารลับที่บ้านพักอดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์

วานนี้ (24 มกราคม) ทางการสหรัฐอเมริกาได้รับรายงานการตรวจพบเอกสารลับที่บ้านพักของอดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ในรัฐอินดีแอนาจำนวนหนึ่ง ก่อนที่จะส่งมอบให้หน่วย FBI ตรวจสอบและส่งมอบให้กับหอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐฯ ต่อไป 

 

เอกสารลับดังกล่าวถูกพบโดยทนายความของเพนซ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนที่จะแจ้งทางการสหรัฐฯ ให้มาดำเนินการจัดเก็บเอกสารตามขั้นตอนต่อไป โดยกฎหมายสหรัฐฯ กำหนดให้เอกสารลับของทำเนียบขาวจะต้องถูกจัดเก็บที่หอจดหมายเหตุฯ เมื่อผู้นำระดับสูงสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่ง

 

ทางด้านผู้แทนของเพนซ์ชี้แจงว่า เอกสารลับจำนวนหนึ่งติดมาในกล่องของเพนซ์ และได้รับการขนส่งมายังบ้านพักหลังดังกล่าวอย่างไม่ตั้งใจในช่วงที่เพนซ์ใกล้หมดวาระการดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อราว 2 ปีก่อน 

 

โดยการตรวจพบเอกสารลับในครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีโจ ไบเดนกำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่า พวกเขาทั้งสองคนได้จัดการกับเอกสารลับของทางการสหรัฐฯ ในช่วงที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี และช่วงที่ไบเดนเป็นรองประธานาธิบดีได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ เพราะสิ่งนี้เกี่ยวพันกับความมั่นคงของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของประเทศอื่นๆ หากเอกสารลับมีการหลุดรอดหรือเผยแพร่ออกไป

 

ภาพ: Ryan M. Kelly / AFP

อ้างอิง:

The post ทางการสหรัฐฯ รับรายงาน ตรวจพบเอกสารลับที่บ้านพักอดีตรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไมค์ เพนซ์ รองผู้นำสหรัฐฯ เข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 แล้ว โจ-จิล ไบเดน เตรียมเข้ารับวันจันทร์ที่จะถึงนี้ https://thestandard.co/mike-pence-vaccinated-against-covid-19/ Sat, 19 Dec 2020 03:52:24 +0000 https://thestandard.co/?p=433325 ไมค์ เพนซ์ รองผู้นำสหรัฐฯ เข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 แล้ว โจ-จิล ไบเดน เตรียมเข้ารับวันจันทร์ที่จะถึงนี้

วานนี้ (18 ธันวาคม) ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมร […]

The post ไมค์ เพนซ์ รองผู้นำสหรัฐฯ เข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 แล้ว โจ-จิล ไบเดน เตรียมเข้ารับวันจันทร์ที่จะถึงนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไมค์ เพนซ์ รองผู้นำสหรัฐฯ เข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 แล้ว โจ-จิล ไบเดน เตรียมเข้ารับวันจันทร์ที่จะถึงนี้

วานนี้ (18 ธันวาคม) ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 แล้ว ภายในทำเนียบขาว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพลเมืองอเมริกันว่าวัคซีนมีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงในการต้านโควิด-19 

 

ขณะที่โจ ไบเดน และจิล ไบเดน ว่าที่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนใหม่ของสหรัฐฯ เตรียมเข้ารับการฉีดวัคซีนในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ (21 ธันวาคม) ส่วนคามาลา (กมลา เทวี) แฮร์ริส และดัก เอ็มฮอฟฟ์ ว่าที่ผู้นำและสุภาพบุรุษหมายเลขสอง มีกำหนดการเข้ารับวัคซีนในสัปดาห์ถัดไป

 

ล่าสุด ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อสะสมแล้วกว่า 75.5 ล้านราย (75,588,781 ราย) รักษาหายกว่า 53.2 ล้านราย (53,275,632 ราย) หรือคิดเป็นราว 70% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด เสียชีวิตแล้ว 1,672,826 ราย อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ราว 2.2% 

 

ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ สหรัฐอเมริกา (17,442,180 ราย) ตามมาด้วยอินเดีย (9,979,447 ราย) บราซิล (7,162,978 ราย) รัสเซีย (2,764,843 ราย) และฝรั่งเศส (2,499,465 ราย) พบผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 185 จาก 193 ประเทศทั่วโลก

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

 

ภาพ: Doug Mills-Pool / Getty Images

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post ไมค์ เพนซ์ รองผู้นำสหรัฐฯ เข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 แล้ว โจ-จิล ไบเดน เตรียมเข้ารับวันจันทร์ที่จะถึงนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอใหญ่แนะให้ไบเดน-แฮร์ริส-ทรัมป์-เพนซ์ ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 โดยเร็ว https://thestandard.co/anthony-fauci-advice-joe-biden-donald-trump-and-mike-pence-inject-vaccine/ Fri, 18 Dec 2020 02:40:58 +0000 https://thestandard.co/?p=432828 หมอใหญ่แนะให้ไบเดน-แฮร์ริส-ทรัมป์-เพนซ์ ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 โดยเร็ว

ดร.แอนโทนี เฟาซี หมอใหญ่และผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดของส […]

The post หมอใหญ่แนะให้ไบเดน-แฮร์ริส-ทรัมป์-เพนซ์ ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 โดยเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอใหญ่แนะให้ไบเดน-แฮร์ริส-ทรัมป์-เพนซ์ ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 โดยเร็ว

ดร.แอนโทนี เฟาซี หมอใหญ่และผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดของสหรัฐอเมริกา แนะให้ โจ ไบเดน, คามาลา (กมลา เทวี) แฮร์ริส ว่าที่ประธานาธิบดีและว่าที่รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ รับการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 โดยเร็ว เนื่องด้วยเหตุผลด้านสุขภาพและความมั่นคง

 

ไบเดนเผย ทีมงานกำลังเตรียมวางแผนการเข้ารับวัคซีนให้กับตัวเขาและแฮร์ริส โดยเขาต้องการแสดงให้พลเมืองชาวอเมริกันมั่นใจว่าวัคซีนต้านโควิด-19 ที่ทางการสหรัฐฯ อนุมัติมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง

 

“ผมไม่ได้ต้องการที่จะต่อหัวแถว แต่ผมต้องการชี้ให้พลเมืองอเมริกันเห็นว่าการเข้ารับการฉีดวัคซีนมีความปลอดภัย”

 

ขณะที่ทรัมป์เผยว่าเขาจะเข้ารับการฉีดวัคซีนก็ต่อเมื่อทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำทำเนียบขาวแนะให้ฉีด เพราะตัวเขาเคยเข้ารับการรักษาแบบ Monoclonal Antibody Cocktail นับตั้งแต่ตรวจพบการติดเชื้อ และคาดว่าประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 จากการรักษาในครั้งนั้นอาจจะยังคงมีอยู่ ส่วนเพนซ์จะเข้ารับวัคซีนในวันนี้ (18 ธันวาคม)

 

ล่าสุด ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อสะสมแล้วกว่า 74.8 ล้านราย (74,875,300 ราย) รักษาหายกว่า 52.8 ล้านราย (52,838,164 ราย) หรือคิดเป็นราว 69% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด เสียชีวิตแล้ว 1,660,132 ราย อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ราว 2.3% 

 

ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ สหรัฐอเมริกา (17,192,376 ราย) ตามมาด้วยอินเดีย (9,956,557 ราย) บราซิล (7,110,434 ราย) รัสเซีย (2,736,727 ราย) และฝรั่งเศส (2,483,524 ราย) พบผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 185 จาก 193 ประเทศทั่วโลก

 

บทความที่เกี่ยวข้อง:

 

 

ภาพ: Jabin Botsford / The Washington Post via Getty Images

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post หมอใหญ่แนะให้ไบเดน-แฮร์ริส-ทรัมป์-เพนซ์ ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 โดยเร็ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทม์ไลน์หลังเลือกตั้ง ขั้นตอนจากนี้ถึงวันสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ https://thestandard.co/timeline-after-election/ Sun, 08 Nov 2020 09:47:02 +0000 https://thestandard.co/?p=418548 ไทม์ไลน์หลังเลือกตั้ง ขั้นตอนจากนี้ถึงวันสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

หลังรอคอยมาเกือบหนึ่งสัปดาห์นับจากวันเลือกตั้งเมื่อวันท […]

The post ไทม์ไลน์หลังเลือกตั้ง ขั้นตอนจากนี้ถึงวันสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทม์ไลน์หลังเลือกตั้ง ขั้นตอนจากนี้ถึงวันสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

หลังรอคอยมาเกือบหนึ่งสัปดาห์นับจากวันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ในที่สุดชาวอเมริกันและผู้คนทั่วโลกก็ได้เห็นโฉมหน้าว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็คือ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต 

 

แล้วขั้นตอนต่างๆ หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อ เรามาสรุปไทม์ไลน์ตั้งแต่วันเลือกตั้งจนถึงวันเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปี 2021 กัน

 

3 พฤศจิกายน: วันเลือกตั้ง

ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่คูหา เมื่อปิดหีบก็เริ่มนับคะแนน

 

แม้ชาวอเมริกันหลายล้านคนได้ทยอยใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนวันเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการโหวตผ่านทางไปรษณีย์หรือการหย่อนบัตรที่คูหาเลือกตั้งล่วงหน้าด้วยตนเอง แต่กฎหมายสหรัฐฯ ได้กำหนดให้วันเลือกตั้งจัดขึ้นในวันอังคารแรกหลังวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายนของทุกๆ 4 ปี และเริ่มการนับคะแนนทั่วประเทศตั้งแต่วันเลือกตั้ง 

 

4-23 พฤศจิกายน: นับคะแนนเลือกตั้ง

บัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์ต้องประทับตราวันที่ไม่เกินวันที่ 3 พฤศจิกายนในทุกรัฐของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การรับบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์อาจล่าช้ากว่านั้น และการนับคะแนนก็อาจยังคงดำเนินต่อไปในอีกหลายรัฐ โดยในหลายกรณี กำหนดให้ต้องได้รับบัตรลงคะแนนภายใน 1 หรือ 2 วันหลังวันเลือกตั้ง แต่ในรัฐวอชิงตัน อนุญาตให้รับบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์ล่าช้าได้ถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันก่อนที่รัฐวอชิงตันจะให้การรับรองผลการเลือกตั้ง ขณะที่ในรัฐสมรภูมิ (Battleground State) อย่างนอร์ทแคโรไลนาและเพนซิลเวเนียนั้น อาจรับบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์จนถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน

 

ส่วนในรัฐมินนิโซตาและรัฐเนวาดา ซึ่งเป็นสองรัฐสมรภูมิเช่นกัน สามารถรับบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน และอาจช้าได้ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายนในรัฐโอไฮโอ

 

10 พฤศจิกายน-11 ธันวาคม: รัฐต่างๆ รับรองผลการเลือกตั้ง

แต่ละรัฐไม่ต่างกันมาก โดยหลังวันเลือกตั้งหนึ่งสัปดาห์ รัฐบาลของรัฐต่างๆ จะเริ่มรับรองผลการเลือกตั้ง อย่างไรก็ดี กำหนดเส้นตายอาจแตกต่างกันในกรณีที่มีการนับคะแนนใหม่เพราะคะแนนสูสีกันมาก ซึ่งวันรับรองผลการเลือกตั้งของรัฐส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน และทุกรัฐยกเว้นแคลิฟอร์เนีย กำหนดให้มีขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม  

 

8 ธันวาคม: ‘Safe Harbor’ เพื่อตัดสินผลเลือกตั้ง และแต่งตั้งผู้เลือกตั้ง (Electors)

กฎหมาย Electoral Count Act กำหนดให้วันนี้เป็นวันที่รัฐต่างๆ ควรต้องนับคะแนนเลือกตั้งให้แล้วเสร็จ ยุติข้อขัดแย้ง และตัดสินผู้ชนะจากคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) โดยผู้ว่าการรัฐจะออกเอกสารรับรอง (Certificate of Ascertainment) ที่ระบุว่าใครเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง และประกาศรายชื่อผู้เลือกตั้ง (Electors) โดยในปี 2000 ศาลสูงสุดได้มีคำสั่งให้ยุติการนับคะแนนใหม่ในรัฐฟลอริดา เพราะพิจารณาแล้วว่าการนับคะแนนใหม่อาจไม่แล้วเสร็จภายในวันที่ 8 ธันวาคม (Safe Harbor Date) ส่งผลให้ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช จากรีพับลิกัน คว้าชัยในการเลือกตั้งปีนั้นไปครอง โดยเอาชนะ อัล กอร์ จากพรรคเดโมแครตมาได้

 

14 ธันวาคม: ผู้เลือกตั้งลงคะแนน

ตามกฎหมายแล้ว วันลงคะแนนของผู้เลือกตั้งคือวันจันทร์ วันแรกหลังจากวันพุธที่สองในเดือนธันวาคม ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 14 ธันวาคม ผู้เลือกตั้ง (Electors) จะต้องประชุมกันในรัฐของตนเองและลงคะแนนเลือกประธานาธิบดี จากนั้นส่งคะแนนเลือกตั้งไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทั้งนี้หลายรัฐมีกฎหมายที่กำหนดให้ผู้เลือกตั้งต้องสนับสนุนผู้ชนะที่ประชาชนเลือกมา และสามารถลงโทษปรับเงินผู้เลือกตั้งที่ไม่ยอมปฏิบัติตาม โดยคณะผู้เลือกตั้งนั้นเป็นบุคคลที่พรรคการเมืองแต่งตั้งเพื่อมาทำหน้าที่

 

23 ธันวาคม: คะแนนจากผู้เลือกตั้งต้องมาถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

คะแนนของคณะผู้เลือกตั้งที่ได้รับการรับรองมีเวลา 9 วันในการส่งจากรัฐของตนมายัง Capitol Hill หรือรัฐสภา 

 

3 มกราคม 2021: สมาชิกสภาคองเกรสชุดใหม่ทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง

 

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งในเวลาเที่ยงวัน และนับเป็นการเริ่มต้นวาระของสภาคองเกรสชุดที่ 117 อย่างเป็นทางการ

 

วันที่ 6 มกราคม 2021: นับคะแนนผู้เลือกตั้ง

ส.ส. และ ส.ว. ทั้งหมดประชุมร่วมกันในสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา (ได้แก่ รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์) เป็นประธานการประชุม ขณะที่ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งจำนวน 2 คน ซึ่งคนหนึ่งมาจากสภาผู้แทนฯ และอีกคนมาจากวุฒิสภา จะทำหน้าที่อ่านและนับคะแนนผู้เลือกตั้งตามลำดับตัวอักษร จากนั้นส่งผลการนับคะแนนรวมแก่เพนซ์ ซึ่งจะเป็นผู้ประกาศผลและรับฟังหากมีการคัดค้าน โดยหากมีการคัดค้าน สภาผู้แทนราษฏรและวุฒิสภาจะแยกกันพิจารณาเพื่อตัดสินว่าจะนับคะแนนเหล่านั้นอย่างไร

 

คะแนนผู้เลือกตั้งมีจำนวนทั้งสิ้น 538 คะแนน ถ้าไม่มีแคนดิเดตคนใดได้คะแนนผู้เลือกตั้งถึง 270 คะแนน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 435 คนจะทำหน้าที่ตัดสินการเลือกตั้ง โดยให้แต่ละรัฐโหวต อย่างไรก็ดี แม้ปัจจุบันเดโมแครตมี ส.ส. ในสภาผู้แทนฯ มากกว่า แต่รีพับลิกันมีคณะผู้แทนของแต่ละรัฐมากกว่า จึงมีความเป็นไปได้มากที่สภาผู้แทนฯ อาจเลือก โดนัลด์ ทรัมป์ เพราะแม้เดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ แต่ผู้ที่เป็นประธานาธิบดีจะต้องได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่จากคะแนนโหวตของแต่ละรัฐ ทั้งนี้สภาผู้แทนฯ มีเวลาจนถึงเที่ยงวันของวันที่ 20 มกราคมในการเลือกประธานาธิบดี หากไม่สามารถเลือกได้ รองประธานาธิบดีหรือผู้มีสิทธิ์ในลำดับต่อไปจะทำหน้าที่ประธานาธิบดีแทน

 

20 มกราคม 2021: วันสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี

ประธานาธิบดีคนใหม่จะทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในช่วงเที่ยงวัน ณ อาคารรัฐสภาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หากผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีเสียชีวิตก่อนวันสาบานตน ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีจะทำพิธีสาบานตนและขึ้นเป็นประธานาธิบดีแทน สำหรับในกรณีการเลือกตั้งที่มีการโต้แย้ง หากสภาผู้แทนราษฎรไม่เลือกประธานาธิบดี แต่วุฒิสภาเลือกรองประธานาธิบดี ผู้ที่ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีก็จะทำหน้าที่เป็นรักษาการประธานาธิบดีไปจนกว่าสภาผู้แทนฯ จะมีมติเลือกประธานาธิบดี และหากไม่มีผู้ที่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี สภาผู้แทนฯ ก็จะแต่งตั้งประธานขึ้นมาทำหน้าที่จนกว่าจะมีมติเลือกประธานาธิบดีได้ในที่สุด 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง: 

The post ไทม์ไลน์หลังเลือกตั้ง ขั้นตอนจากนี้ถึงวันสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ทีมผู้ช่วยรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ของสหรัฐฯ ติดโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 5 ราย https://thestandard.co/pence-chief-staff-senior-political-adviser-both-test-positive-covid/ Mon, 26 Oct 2020 05:14:44 +0000 https://thestandard.co/?p=412364

วันนี้ (26 ตุลาคม) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมผู้ช […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ทีมผู้ช่วยรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ของสหรัฐฯ ติดโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 5 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 ตุลาคม) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมผู้ช่วยของไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่กำลังลงทำศึกชิงเก้าอี้รองผู้นำประเทศอีกสมัย ติดโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 5 ราย เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายฝ่ายกังวลว่าบุคคลใกล้ชิดรองประธานาธิบดี รวมถึงใกล้ชิดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะทยอยติดโรคระบาดนี้อย่างต่อเนื่อง

 

โดยไมค์ เพนซ์ และคาเรน เพนซ์ สตรีหมายเลขสองของสหรัฐฯ เพิ่งตรวจหาการติดโควิด-19 ไปอีกครั้งเมื่อวานที่ผ่านมา โดยผลตรวจยังคงเป็นลบ ไม่พบการติดเชื้อแต่อย่างใด ขณะที่ทรัมป์ และสตรีหมายเลขหนึ่งอย่าง เมลาเนีย ทรัมป์ รวมถึงทีมผู้ช่วยก็เคยติดเชื้อไปแล้วก่อนหน้านี้ จนเป็นเหตุให้ต้องยกเลิกศึกดีเบตชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐฯ ยกที่ 2 ไป 

 

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐฯ ยังถือว่ามีความน่ากังวลอยู่มาก หลังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มสูงกว่า 8 หมื่นรายในวันเดียว อีกทั้งพลเมืองอเมริกันจำนวนไม่น้อยก็ยังไม่สวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างทางสังคมขณะอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ก่อนคูหาเลือกตั้งจะเปิดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

ภาพ: Ben Hasty / MediaNews Group / Reading Eagle via Getty Images

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

 

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ทีมผู้ช่วยรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ของสหรัฐฯ ติดโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 5 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปดีเบตรองผู้นำสหรัฐฯ จับตาเหตุปะทะอาเซอร์ไบจาน-อาร์เมเนีย https://thestandard.co/thestandarddaily081063/ Mon, 12 Oct 2020 08:25:31 +0000 https://thestandard.co/?p=406545 Debate Pence Harris Azerbaijan Armenia clash

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 8 ตุลาคม  2563 &nbs […]

The post สรุปดีเบตรองผู้นำสหรัฐฯ จับตาเหตุปะทะอาเซอร์ไบจาน-อาร์เมเนีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Debate Pence Harris Azerbaijan Armenia clash

THE STANDARD Daily ประจำวันที่ 8 ตุลาคม  2563  เวลา 19.00 น.

 

  • สรุปประเด็นดีเบตรองผู้นำสหรัฐฯ เพนซ์-แฮร์ริส ที่ปะทะกันได้น้ำได้เนื้อกว่าทรัมป์-ไบเดน พร้อมเจาะลึกเหตุยกระดับปะทะอาเซอร์ไบจาน-อาร์เมเนีย หลังปะทะเดือดรุนแรงสุดในรอบหลายสิบปี ปมข้อพิพาทเหนือดินแดน นากอร์โน-คาราบัค ที่อาจยกระดับสู่สงครามเต็มรูปแบบได้ทุกเมื่อ ท่ามกลางการจับตาของนานาชาติและเหล่าพันธมิตร
  • อัปเดตแนวทางการชุมนุม 14 ตุลาคม หลังแกนนำประกาศไม่มีลดเพดาน

 

ติดตามได้ใน THE STANDARD Daily วันนี้ 8 ตุลาคม 2563 เวลา 19.30 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook Live และ YouTube Live ของ Thestandardth

The post สรุปดีเบตรองผู้นำสหรัฐฯ จับตาเหตุปะทะอาเซอร์ไบจาน-อาร์เมเนีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ดีเบตกลับมาเป็นอย่างที่ควรเป็น แต่เพนซ์-แฮร์ริส เลี่ยงตอบคำถามยาก: 5 ข้อสรุปจากเวทีดีเบตรองประธานาธิบดี https://thestandard.co/us-electio-debate-pence-harris-5-question/ Fri, 09 Oct 2020 09:16:22 +0000 https://thestandard.co/?p=405868 us election 2020 debate Pence Harris

การดีเบตครั้งแรกและครั้งเดียวระหว่างผู้สมัครตำแหน่งรองป […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ดีเบตกลับมาเป็นอย่างที่ควรเป็น แต่เพนซ์-แฮร์ริส เลี่ยงตอบคำถามยาก: 5 ข้อสรุปจากเวทีดีเบตรองประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
us election 2020 debate Pence Harris

การดีเบตครั้งแรกและครั้งเดียวระหว่างผู้สมัครตำแหน่งรองประธานาธิบดีอย่าง ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีคนปัจจุบันจากพรรครีพับลิกัน และ คามาลา แฮร์ริส ผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครต ได้สิ้นสุดลงไปแล้วเมื่อค่ำคืนวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งน้ำเสียงของผู้สมัครและบรรยากาศโดยรวมแตกต่างไปจากความโกลาหลที่เกิดขึ้นระหว่างการดีเบตระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ โจ ไบเดน อยู่มาก และนี่คือบทสรุปประเด็นน่าสนใจจาก 1 ชั่วโมง ที่ทั้งสองคนได้ประชันวิสัยทัศน์กันบนเวทีแบบตัวต่อตัว

 

ความปกติหวนกลับคืนสู่เวทีดีเบต

หลังจากที่ชาวอเมริกันต้องผิดหวังกับการดีเบตที่แสนจะสับสนอลหม่านระหว่างทรัมป์กับไบเดนที่มีแต่การแย่งกันพูด จนผู้ฟังทางบ้านไม่มีโอกาสได้ฟังแนวคิดและนโยบายในการบริหารประเทศ การดีเบตระหว่างเพนซ์กับแฮร์ริสนั้นให้ภาพที่แตกต่างออกไป โดยผู้สมัครทั้งสองเคารพกฎกติกาเป็นอย่างดี แทบไม่มีการพูดแทรกกัน (ถึงแม้ว่าฝั่งเพนซ์จะพูดเกินโควตาเวลาของตัวเองไปบ้าง) และที่สำคัญผู้สมัครทั้งสองต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่มีการโจมตีกันเรื่องส่วนตัว เพนซ์ถึงกับกล่าวแสดงความยินดีกับแฮร์ริสที่เธอเป็นผู้หญิงผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้สมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดีของพรรคการเมืองใหญ่

 

ภาพที่ออกมานี้น่าจะทำให้ชาวอเมริกันสบายใจได้ในระดับหนึ่งว่า ความผิดปกติและความโกลาหลในทางการเมืองที่พวกเขาเห็นมาตลอด 4 ปีหลังนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเฉพาะตัวกับทรัมป์ เพราะแม้แต่ผู้นำเบอร์ 2 ของพรรคอย่างเพนซ์ (ซึ่งว่ากันตามจริงมีแนวคิดทางการเมืองที่ขวามากกว่าทรัมป์เสียด้วยซ้ำ) ก็ไม่ได้มีพฤติกรรมแบบทรัมป์ เขายังเคารพความปกติและธรรมเนียมปฏิบัติในทางการเมืองอยู่ 

 

แฮร์ริสเลือกโจมตีเรื่องโควิด-19 เพนซ์เลือกโจมตีเรื่อง Green New Deal 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้รูปแบบที่ดูเหมือนว่าผู้สมัครทั้งสองจะเคารพและให้เกียรติกันนั้น แท้จริงแล้วเนื้อหาที่เพนซ์และแฮร์ริสหยิบยกมาอภิปรายมีความดุเดือดไม่แพ้กับการดีเบตระหว่างทรัมป์กับไบเดน แฮร์ริสใช้เวลาส่วนใหญ่ของเธอโจมตีไปที่ความล้มเหลวในการจัดการวิกฤตโควิด-19 ของทรัมป์ 

 

เธอพยายามชี้ให้ชาวอเมริกันเห็นว่า ทรัมป์และเพนซ์รับรู้ถึงความรุนแรงของการระบาดมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว แต่ทำเนียบขาวกลับเลือกที่จะนิ่งเฉย และไม่บอกความจริงกับประชาชน เธอใช้คำพูดรุนแรงถึงขนาดกล่าวว่า นี่คือความล้มเหลวที่สุดในประวัติศาสตร์ของรัฐบาล 

 

ในขณะที่เพนซ์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการโจมตีนโยบายด้านการพลังงานและสิ่งแวดล้อมของไบเดน เพนซ์โจมตีว่า รัฐบาลของไบเดนจะออกนโยบายที่ใกล้เคียงกับ Green New Deal ซึ่งไม่เป็นมิตรกับอุตสาหกรรมคาร์บอน เพนซ์พยายามฉายภาพให้คนอเมริกันเห็นว่า นโยบายของไบเดนจะทำให้ธุรกิจขุดเจาะน้ำมันด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Fracking ต้องปิดตัวลง อันจะส่งผลให้คนอเมริกันจำนวนมากต้องตกงาน โดยเฉพาะแรงงานในเขตมิดเวสต์ (ที่เป็น Swing States ซึ่งจะเป็นมลรัฐที่ชี้ขาดว่าใครจะได้เป็นประธานาธิบดี) และยังจะทำให้ต้นทุนพลังงานของประเทศสูงขึ้น จนธุรกิจของชาวอเมริกันไม่สามารถไปแข่งขันในตลาดโลกได้

 

เลี่ยงที่จะตอบคำถามที่ยาก

ผู้ดำเนินรายการอย่าง ซูซาน เพจ พยายามถามคำถามยากๆ กับผู้สมัครทั้งสองคน แต่ทั้งสองก็พยายามเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามเหล่านั้นตรงๆ เพราะทั้งสองกลัวว่าคำตอบจะถูกนำไปขยายความโจมตีโดยพรรคตรงข้าม

 

ในส่วนของเพนซ์ เขาถูกถามว่า ถ้าทรัมป์แต่งตั้ง เอมี โคนีย์ บาร์เรตต์ เป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดคนใหม่ได้สำเร็จ จนทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีเสียงที่มากกว่าในศาลสูง และมีการกลับคำตัดสินของคดีดังอย่าง Roe v Wade จนทำให้สิทธิในการทำแท้งไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญอีกต่อไป เพนซ์อยากเห็นกฎหมายทำแท้งในระดับมลรัฐที่มีหน้าตาเป็นอย่างไร เพจถามคำถามนี้กับเพนซ์ เพราะเธอรู้ดีว่าเพนซ์เป็นนักการเมืองฝั่งขวาแบบเคร่งศาสนาที่มีแนวคิดต่อต้านการทำแท้งในทุกรูปแบบ เพนซ์เลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถาม โดยที่เขาเฉไฉไปพูดเรื่องอื่นแทน เพราะเขารู้ว่าหญิงอเมริกันส่วนใหญ่มีแนวคิดว่าสิทธิในการทำแท้งเป็นสิทธิเหนือร่างกายของตัวเอง (โดยเฉพาะในไตรมาส 1 ที่ตัวอ่อนในครรภ์ยังไม่สามารถมีชีวิตรอดนอกมดลูกได้) การที่เขาจะไปยอมรับตรงๆ ว่าเขาจะแบนการทำแท้งน่าจะทำให้ฝ่ายเดโมแครตเอาไปเป็นประเด็นโจมตีให้เขาเสียคะแนนในหมู่ผู้หญิง

 

นอกจากนี้เพจยังพยายามถามให้เพนซ์คอมเมนต์ถึงดีเบตที่แล้วที่ทรัมป์ปฏิเสธจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งหากเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เพนซ์ตอบแค่ว่า เขามั่นใจว่าทรัมป์และเขาจะเป็นฝ่ายชนะเลือกตั้ง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ยากสำหรับเพนซ์ เพราะถ้าเขาตอบว่าเขาจะยอมรับความพ่ายแพ้ ก็จะกลายเป็นการหักหน้าทรัมป์ แต่ถ้าตอบแบบทรัมป์ ก็จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีก ทำให้สุดท้ายเพนซ์เลือกที่จะเลี่ยงไม่ตอบคำถาม

 

ส่วนแฮร์ริสถูกถามว่า รัฐบาลของไบเดนจะเพิ่มจำนวนผู้พิพากษาของศาลสูงสุด (Court Packing) จากเดิมที่มีอยู่ 9 คนหรือไม่ เพื่อทำให้ฝ่ายเสรีนิยมกลับมามีเสียงข้างมากในศาลสูงสุด แฮร์ริสเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามนี้เช่นกัน เพราะถ้าเธอตอบว่าจะทำก็จะถูกรีพับลิกันเอาไปประเด็นโจมตีได้ว่า รัฐบาลของไบเดนเป็นรัฐบาลเผด็จการ ที่พยายามจะล้ำเส้นไปควบคุมฝ่ายตุลาการ แต่ถ้าเธอตอบว่าจะไม่ทำ ก็จะทำให้ฐานเสียงของพรรคผิดหวังในตัวเธอและไบเดน เพราะตอนนี้ฐานเสียงของพรรคเดโมแครตกำลังโกรธแค้นพรรครีพับลิกัน (ที่ครองเสียงข้างมากในสภาสูง) อย่างมาก จากกรณีที่พยายามแต่งตั้งผู้พิพากษาคนใหม่ในปีที่มีการเลือกตั้ง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยปฏิเสธไม่ยอมให้ บารัก โอบามา แต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงในปีสุดท้ายของการทำหน้าที่ประธานาธิบดี ฐานเสียงของพรรคเดโมแครตรู้สึกว่าที่นั่งในศาลสูงสุดของพวกเขาถูกขโมย และต้องการให้ไบเดนแต่งตั้งผู้พิพากษาเพิ่มเป็นการชดเชย

 

แฮร์ริสมีความพร้อมที่จะเป็นประธานาธิบดี

แฮร์ริสมีหนึ่งสิ่งที่จะต้องพิสูจน์ในการขึ้นเวทีดีเบตครั้งนี้ นั่นก็คือเธอจะต้องสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวอเมริกันให้ได้ว่า เธอมีความพร้อมที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีเอง ในกรณีที่ประธานาธิบดีลาออกหรือเสียชีวิต ซึ่งในอดีตก็มีรองประธานาธิบดีหลายคนต้องขึ้นมารับหน้าที่แทน เช่น ลินดอน จอห์นสัน ที่ต้องก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทนประธานาธิบดีเคนเนดีที่ถูกลอบสังหาร หรือ เจอรัลด์ ฟอร์ด ที่ต้องก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทนประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ที่ลาออกจากกรณีอื้อฉาวที่วอเตอร์เกต ยิ่งในกรณีของแฮร์ริส การพิสูจน์ให้สาธารณชนเห็นว่า เธอมีความพร้อมในกรณีฉุกเฉินมีความสำคัญมาก เพราะผู้สมัครในตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างไบเดนมีอายุมากถึง 77 ปีแล้ว

 

นักวิเคราะห์ทางการเมืองเห็นตรงกันว่า แฮร์ริสทำผลงานได้ดีในการดีเบต เธอสามารถโต้เถียงกับนักการเมืองรุ่นใหญ่อย่างเพนซ์ที่เคยเป็นทั้งผู้ว่าการรัฐและเป็นรองประธานาธิบดีคนปัจจุบันได้อย่างดี เธอสามารถพูดจาลงลึกถึงรายละเอียดของนโยบายและตัวเลขต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ภาพของเธอบนจอโทรทัศน์ยังเป็นภาพของหญิงแกร่งที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ แต่ก็ดูผ่อนคลาย ไม่แข็งเกร็งจนเกินไป 

 

แต่สุดท้ายแล้วดีเบตนี้ก็อาจไม่ส่งผลอะไร

อย่างไรก็ดี คนอเมริกันส่วนใหญ่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคไหนโดยดูที่ประธานาธิบดีเป็นหลัก ผู้สมัครรองประธานาธิบดีมีผลน้อยมาก ยิ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ที่ความสนใจของทุกคนจดจ้องไปที่ทรัมป์กันหมด ทำให้ความสำคัญของคู่หูในบัตรเลือกตั้งยิ่งน้อยลงไปอีก การที่ทั้งเพนซ์และแฮร์ริสสามารถหลบเลี่ยงการสร้างข้อผิดพลาดให้คู่แข่งเอาไปโจมตีได้ ก็น่าจะถือว่าทั้งสองคนประสบความสำเร็จกับการทำหน้าที่ของตัวเองบนเวทีแล้ว

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ดีเบตกลับมาเป็นอย่างที่ควรเป็น แต่เพนซ์-แฮร์ริส เลี่ยงตอบคำถามยาก: 5 ข้อสรุปจากเวทีดีเบตรองประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิปเลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: เพนซ์-แฮร์ริส โต้เดือดประเด็นเชื้อชาติ-โควิด-19 บทสรุปดีเบตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ https://thestandard.co/mike-pence-kamala-harris-debate/ Thu, 08 Oct 2020 14:11:43 +0000 https://thestandard.co/?p=405543 เพนซ์-แฮร์ริส โต้เดือดประเด็นเชื้อชาติ-โควิด-19 บทสรุปดีเบตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นี่คือภาพบรรยากาศส่วนหนึ่งของศึกดีเบตรองประธานาธิบดีสหร […]

The post ชมคลิปเลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: เพนซ์-แฮร์ริส โต้เดือดประเด็นเชื้อชาติ-โควิด-19 บทสรุปดีเบตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพนซ์-แฮร์ริส โต้เดือดประเด็นเชื้อชาติ-โควิด-19 บทสรุปดีเบตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นี่คือภาพบรรยากาศส่วนหนึ่งของศึกดีเบตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพียงยกเดียวที่จัดขึ้นในการเลือกตั้งหนนี้ ระหว่างรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน กับ คามาลา แฮร์ริส ผู้ท้าชิงเก้าอี้รองผู้นำสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต ที่จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยยูทาห์ เมืองซอลต์เลกซิตี้ รัฐยูทาห์ โดยทั้งสองตอบโต้กันอย่างดุเดือดในประเด็นการรับมือโควิด-19 ไปจนถึงปัญหาการแบ่งแยกเชื้อชาติ

The post ชมคลิปเลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: เพนซ์-แฮร์ริส โต้เดือดประเด็นเชื้อชาติ-โควิด-19 บทสรุปดีเบตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: คำต่อคำ ‘เพนซ์-แฮร์ริส’ โต้ประเด็นเดือด ศึกดีเบตรองประธานาธิบดี https://thestandard.co/us-election-2020-mike-pence-and-kamala-harris-debate/ Thu, 08 Oct 2020 13:39:12 +0000 https://thestandard.co/?p=405532 เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: คำต่อคำ ‘เพนซ์-แฮร์ริส’ โต้ประเด็นเดือด ศึกดีเบตรองประธานาธิบดี

จบไปแล้วกับศึกดีเบตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จัดขึ้นรอบเ […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: คำต่อคำ ‘เพนซ์-แฮร์ริส’ โต้ประเด็นเดือด ศึกดีเบตรองประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: คำต่อคำ ‘เพนซ์-แฮร์ริส’ โต้ประเด็นเดือด ศึกดีเบตรองประธานาธิบดี

จบไปแล้วกับศึกดีเบตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จัดขึ้นรอบเดียวที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ รัฐยูทาห์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม โดย ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ได้ประชันวิสัยทัศน์กับ คามาลา แฮร์ริส ผู้ท้าชิงจากเดโมแครต ซึ่งประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างดุเดือด หนีไม่พ้นปัญหาเศรษฐกิจ, การรับมือวิกฤตโควิด-19 และการทำสงครามการค้ากับจีน 

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: คำต่อคำ ‘เพนซ์-แฮร์ริส’ โต้ประเด็นเดือด ศึกดีเบตรองประธานาธิบดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ไฮไลต์ดีเบตรองประธานาธิบดี เพนซ์-แฮร์ริส โต้เดือดปมรับมือโควิด-19 ปัญหาแบ่งแยกเชื้อชาติ https://thestandard.co/debate-highlights-harris-pence/ Thu, 08 Oct 2020 06:45:07 +0000 https://thestandard.co/?p=405276

การดีเบตประชันวิสัยทัศน์คู่ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหร […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ไฮไลต์ดีเบตรองประธานาธิบดี เพนซ์-แฮร์ริส โต้เดือดปมรับมือโควิด-19 ปัญหาแบ่งแยกเชื้อชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การดีเบตประชันวิสัยทัศน์คู่ชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่าง ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีคนปัจจุบันจากพรรครีพับลิกัน และคามาลา แฮร์ริส ตัวแทนจากพรรคเดโมแครต จัดขึ้นเมื่อค่ำวานนี้ (7 ตุลาคม) ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ ในเมืองซอลต์ เลกซิตี้ มลรัฐยูทาห์ โดยมีพิธีกรคือซูซาน เพจ จากหนังสือพิมพ์ USA Today

 

ภาพรวมบรรยากาศการดีเบตตลอด 90 นาที พบว่ามีความสงบ ชัดเจน และเคารพกติกา มากกว่าการดีเบตระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และโจ ไบเดน คู่ชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีเมื่อสัปดาห์ก่อน 

 

ขณะเดียวกันก็มีการติดตั้งแผ่นกระจกใสกั้นระหว่างเพนซ์และแฮร์ริส พร้อมเว้นระยะห่างเพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19 หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นหนึ่งในผู้ติดเชื้อเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม แผ่นกระจกกั้นดังกล่าวไม่อาจหยุดยั้งการปะทะคารมอย่างดุเดือดระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกมาดีเบต คือนโยบายรับมือการระบาดของโควิด-19 รวมถึงปัญหาความแปรปรวนของสภาพอากาศ การค้า และการจ้างงาน รวมถึงท่าทีของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีน 

 

ซึ่งแฮรริส เป็นฝ่ายออกหมัดก่อนในประเด็นนโยบายโควิด-19 ด้วยการโจมตีความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้การนำของทรัมป์และเพนซ์ 

 

“ชาวอเมริกันได้เห็นว่าอะไรคือความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในการบริหารประเทศของประธานาธิบดีในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา” 

 

ปมร้อนนโยบายโควิด-19 

คำถามแรกในการดีเบตเปิดฉากด้วยนโยบายการรับมือโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคระบาดที่คร่าชีวิตชาวอเมริกันไปแล้วกว่า 210,000 คน โดยซูซาน เพจ โยนคำถามให้แฮร์ริส ว่ารัฐบาลของโจ ไบเดน จะรับมือการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ได้อย่างไร 

 

ขณะที่แฮร์ริส ชี้ให้เห็นถึงความเลวร้ายและยอดผู้เสียชีวิตจากการระบาดในสหรัฐฯ ก่อนจะถล่มรัฐบาลทรัมป์และเพนซ์ ที่ล้มเหลวในการรับมือการระบาดตั้งแต่วันแรกๆ

 

“พวกเขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเขาไม่ได้บอกคุณ พวกเขารู้ แต่พวกเขาปกปิดมันไว้” เธอกล่าว

 

ด้านเพนซ์ปกป้องการทำงานของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตที่เกิดขึ้น โดยโต้แย้งว่า รัฐบาลของไบเดนก็ไม่สามารถทำได้ดีกว่าหากเผชิญสถานการณ์ในแบบเดียวกัน

 

“ประเทศของเราผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายมากในปีนี้ แต่ผมอยากให้ชาวอเมริกันรู้ว่า นับตั้งแต่วันแรก ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพของคนอเมริกันมาเป็นอันดับแรก” เพนซ์ กล่าว

 

นอกจากนี้ แฮร์ริสยังถูกถามว่า เธอจะยอมรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ผ่านการอนุมัติก่อนเลือกตั้งหรือไม่ โดยแฮร์ริสตอบว่าเธอจะไม่ยอมรับการฉีดวัคซีนที่ประธานาธิบดีทรัมป์ผลักดันให้อนุมัติ โดยไม่ผ่านการรับรองจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

 

ขณะที่เพนซ์ ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าคณะทำงานด้านโควิด-19 ของทำเนียบขาว กล่าวว่า”ข้อเท็จจริงคือคุณต้องการบ่อนทำลายความมั่นใจของประชาชนในเรื่องวัคซีนต่อไป หากว่าวัคซีนนั้นเกิดขึ้นในระหว่างรัฐบาลทรัมป์ ผมคิดว่ามันไร้เหตุผล” 

 

เพนซ์-แฮร์ริส เลี่ยงคำถามอายุของคู่ชิงประธานาธิบดี

เพจ ยังถามทั้งเพนซ์และแฮร์ริส ถึงความกังวลเกี่ยวกับอายุของ 2 ผู้ท้าชิงประธานาธิบดี คือทรัมป์ วัย 74 ปี และไบเดน วัย 77 ปี แต่ทั้งเพนซ์และแฮร์ริส กลับไม่มีใครตอบคำถามนี้แบบตรงๆ 

 

ที่ผ่านมา ทีมหาเสียงของทรัมป์พยายามนำเรื่องอายุของไบเดนมาเป็นประเด็นโจมตีในการเลือกตั้ง แต่กลายเป็นฝ่ายทรัมป์ที่ติดเชื้อโควิด-19 และอาการทรุดจนต้องเข้าโรงพยาบาล แม้ล่าสุดจะแข็งแรงดีขึ้นและกลับมารักษาตัวในทำเนียบขาวแล้ว แต่อายุของเขาก็ยังจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง 

 

ช่วงสำคัญของการดีเบต ประเด็นร้อนการแบ่งแยกเชื้อชาติ

ในคำถามเรื่องการแบ่งแยกเชื้อชาตินั้น เพนซ์กล่าวว่าเขารู้สึกช็อกต่อเหตุการณ์ที่ตำรวจทำให้ จอร์จ ฟลอยด์ เสียชีวิต ในรัฐมินนิโซตา แต่ยืนยันว่านั่นไม่ใช่เหตุผลในการก่อจลาจล และลักขโมยข้าวของที่เกิดขึ้นตามมา

 

จากนั้นเขาได้ชี้ไปยังหนึ่งในแขกที่เข้าชมการดีเบต ชื่อ ฟลอรา เวสต์บรูกส์ หญิงผิวดำที่ร้านทำผมของเธอถูกทำลายจากเหตุจลาจลในเมืองมินนิแอโปลิส 

 

“ข้อสันนิษฐานนี้ คุณได้ยินมาบ่อยครั้งจากโจ ไบเดน และคามาลา แฮร์ริส คำที่โจ ไบเดน เคยบอกว่า อเมริกานั้นมีการแบ่งแยกเชื้อชาติอย่างเป็นระบบ และการบังคับใช้กฎหมายมีอคติต่อชนกลุ่มน้อยนั้น เป็นการดูหมิ่นอย่างยิ่ง” เพนซ์ กล่าว

 

ขณะที่แฮร์ริส ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์เป็นหญิงผิวสีคนแรกที่ลงชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า

 

“เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ขึ้นเวทีดีเบตต่อหน้าชาวอเมริกันกว่า 70 ล้านคน แต่กลับปฏิเสธที่จะประณามการกระทำของกลุ่มเชิดชูคนผิวขาว (White Supremacist) และมันไม่ใช่ว่าเขาไม่มีโอกาส แต่เขาไม่ยอมประณาม และเมื่อถูกกดดัน เขายังบอกให้คนกลุ่มนี้เตรียมพร้อมให้ดี นั่นคือส่วนหนึ่งในตัวตนของโดนัลด์ ทรัมป์” เธอกล่าว ขณะที่เพนซ์พยายามแย้งว่าไม่เป็นความจริง

 

ความวุ่นวายเล็กน้อยระหว่างดีเบต

การดีเบตระหว่างสองฝ่ายร้อนแรงขึ้น เมื่อแฮร์ริสหยิบยกเรื่องรายงานเกี่ยวกับทัศนคติและท่าทีของทรัมป์ที่มีต่อกองทัพมาพูด พร้อมชี้ถึงกรณีอ้างอิงที่ระบุในรายงานว่ารัสเซียเสนอค่าหัวให้กองกำลังติดอาวุธในอัฟกานิสถาน หากสังหารทหารอเมริกันได้ โดยแฮร์ริสชี้ว่าไบเดนจะทำให้รัสเซียต้องรับผิดชอบต่อกรณีดังกล่าว 

 

ขณะที่เพจพยายามจะผ่านประเด็นนี้ไป แต่เพนซ์ยืนยันว่าเขาได้รับอนุญาตให้ชี้แจงได้ ทำให้เพจให้เวลาเขาพูดอีก 15 วินาที แต่เพนซ์ยืนยันว่าเขาต้องได้เวลามากกว่านั้น และจะไม่ยอมผ่านประเด็นนี้โดยไม่มีการโต้แย้ง 

 

“การใส่ร้ายประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับชายและหญิงในกองทัพของเรานั้นเป็นเรื่องไร้สาระ” เพนซ์ กล่าว ขณะที่เพจพยายามแทรกแต่เขาไม่สนใจและยังคงพูดต่อไป 

 

“คุณได้เวลามากกว่าที่เธอ (แฮร์ริส) ได้ มากแล้ว” เพจกล่าว ในขณะที่มีเสียงวิจารณ์หลังดีเบต ว่าเพนซ์พยายามเอาชนะทั้งแฮร์ริสและเพจ และมองว่าเพจนั้นควรต้องทำมากกว่านั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เพนซ์พูดอีก หลังจากที่เวลาของเขาหมดไปแล้ว

 

คำถามจากเด็กเกรด 8: หากคุณยังสามัคคีกันไม่ได้ และประชาชนจะสามัคคีกันได้อย่างไร

เพจถามคำถามสุดท้ายของการดีเบตแก่เพนซ์และแฮร์ริส ซึ่งเป็นคำถามที่ถูกส่งมาจากเด็กนักเรียนเกรด 8 จากเมืองสปริงวิลล์ รัฐยูทาห์ 

 

“เมื่อฉันได้ดูข่าว ทั้งหมดที่ฉันเห็นคือสองผู้สมัครจากพรรคฝ่ายตรงข้าม พยายามจะทำลายกันและกัน หากผู้นำของเรายังไม่สามารถสามัคคีกันได้ และประชากรจะสามัคคีกันได้อย่างไร” เพจอ่าน พร้อมให้ทั้งสองฝ่ายยกตัวอย่างที่สามารถสร้างความแตกต่างเพื่อทำให้ประชาชนสามัคคีกันได้” 

 

เพนซ์ตอบกลับว่า “อย่าสรุปเอาว่าสิ่งที่หนูเห็นในเครือข่ายสำนักข่าวท้องถิ่นนั้นตรงกับชาวอเมริกันทุกคน” เพนซ์กล่าว และยกตัวอย่าง รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก อดีตผู้พิพากษาศาลสูงผู้ล่วงลับ กับแอนโทนิน สกาเลีย อดีตตุลาการสมทบของศาลสูง ที่เป็นเพื่อนสนิทกัน แม้จะมีความเห็นต่างในมุมมองทางการเมือง

 

ด้านแฮร์ริสใช้โอกาสนี้พูดถึงคาแร็กเตอร์ของไบเดน “โจ นั้นเป็นที่รู้จักมานานจากการทำงานกับฝ่ายตรงข้าม เขามีประวัติในการอุ้มชูชีวิตของประชาชน และต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของพวกเขา” เธอกล่าว

 

และนี่คือภาพรวมประเด็นสำคัญบางส่วนที่มีการถกกันบนเวทีดีเบตรองประธานาธิบดี ซึ่งหลายคนมองว่าได้น้ำได้เนื้อมากกว่าการดีเบตประธานาธิบดีรอบแรกเสียอีก 

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ไฮไลต์ดีเบตรองประธานาธิบดี เพนซ์-แฮร์ริส โต้เดือดปมรับมือโควิด-19 ปัญหาแบ่งแยกเชื้อชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: จับตาดีเบตชิงเก้าอี้รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ สังเวียนสำคัญระหว่าง คามาลา แฮร์ริส และไมค์ เพนซ์ https://thestandard.co/kamala-harris-and-mike-pence-debate/ Wed, 07 Oct 2020 07:39:26 +0000 https://thestandard.co/?p=404812

วันนี้ (7 ตุลาคม) ศึกการดีเบตบนสังเวียนชิงเก้าอี้รองประ […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: จับตาดีเบตชิงเก้าอี้รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ สังเวียนสำคัญระหว่าง คามาลา แฮร์ริส และไมค์ เพนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (7 ตุลาคม) ศึกการดีเบตบนสังเวียนชิงเก้าอี้รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่าง คามาลา แฮร์ริส สมาชิกวุฒิสภารัฐแคลิฟอร์เนีย วัย 55 ปี ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต และไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน ที่สู้ศึกรักษาเก้าอี้รองผู้นำประเทศอีกสมัยกำลังจะเปิดฉากขึ้นแล้วในวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ โดยจะจัดขึ้นเพียงรอบเดียวในการเลือกตั้งหนนี้ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ เมืองซอลต์เลกซิตี้ รัฐยูทาห์ โดยมี ซูซาน เพจ จากสำนักข่าว USA Today ทำหน้าที่พิธีกร

 

หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าดีเบตในครั้งนี้จะเป็นศึกสังเวียนชิงเก้าอี้รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังจากภาพรวมการดีเบตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีรอบแรกที่จบลงไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนอาจทำได้ตำ่กว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น พลาดโอกาสในการแสดงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนประเทศ ตลอดจนการติดเชื้อโควิด-19 ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังคงมีอาการติดเชื้อ จึงทำให้ศึกดีเบตระหว่างแฮร์ริสและเพนซ์อาจเป็นสังเวียนสุดท้ายที่จะมีการนำเสนอนโยบายที่สำคัญ รวมถึงวิสัยทัศน์ต่างๆ ในอีก 4 ปีข้างหน้านับจากการเลือกตั้ง

 

นอกจากนี้การเลือกตั้งในครั้งนี้ยังเป็นการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ ที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองคนล้วนแล้วแต่มีอายุมากกว่า 70 ปี โดยทรัมป์อายุ 74 ปี ขณะที่ไบเดนอายุ 77 ปี จุดนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผู้สมัครชิงเก้าอี้รองประธานาธิบดีจากทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่จะต้องพิสูจน์และแสดงความพร้อมว่าตนเองสามารถที่จะก้าวขึ้นมารับช่วงต่อในการบริหารประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ได้ หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นกับตัวประธานาธิบดี

 

โดยการจัดการดีเบตในครั้งนี้จะเว้นระยะห่างระหว่างผู้สมัครทั้งสองคนจาก 7 ฟุตเมื่อดีเบตประธานาธิบดีรอบแรกเป็น 12 ฟุตในการดีเบตครั้งนี้ พร้อมมีเฟซชิลด์กั้นเพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 ทั้งยังจำกัดผู้เข้ารับชมการดีเบตไม่เกิน 200 คนเท่านั้นภายใน Kingsbury Hall ของมหาวิทยาลัยยูทาห์ และหนึ่งในประเด็นที่อาจจะยังคงได้รับการพูดถึงอย่างต่อเนื่องในดีเบตครั้งนี้คือความล้มเหลวในการจัดการวิกฤตโควิด-19 ของรัฐบาลทรัมป์ ที่ทำให้พลเมืองอเมริกันติดเชื้อสะสมไปแล้วกว่า 7.5 ล้านราย เสียชีวิตแล้วกว่า 2.1 แสนราย มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกขณะนี้ 

 

ภาพ: Sara D. Davis / Getty Images, Drew Angerer / Getty Images

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: จับตาดีเบตชิงเก้าอี้รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ สังเวียนสำคัญระหว่าง คามาลา แฮร์ริส และไมค์ เพนซ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผย เตรียมใช้วิธีการตรวจหาโควิด-19 จากแอนติบอดี้เร็วๆ นี้ https://thestandard.co/americans-will-have-a-coronavirus-antibody-test-very-soon-pence-says/ Sat, 11 Apr 2020 05:00:40 +0000 https://thestandard.co/?p=352924

ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยกับสื่อมวลชนเมื […]

The post รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผย เตรียมใช้วิธีการตรวจหาโควิด-19 จากแอนติบอดี้เร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยกับสื่อมวลชนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่นว่า สหรัฐฯ เตรียมจะใช้วิธีการตรวจจากแอนติบอดี้ (Antibody Test) ในอีกไม่ช้า เพื่อหาว่าพลเมืองในประเทศเคยรับเชื้อโควิด-19 มาแล้วหรือไม่

 

“ปัจจุบันได้มีตรวจการผู้ติดเชื้อมากกว่า 2.1 ล้านครั้งแล้ว และเราก็ยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ตลอดจนซัพพลายเออร์ทั่วประเทศเพื่อขยายกำลังในการตรวจ

 

“และในเร็วๆ นี้เรากำลังจะใช้วิธีการตรวจผ่านแอนติบอดี้ ซึ่งจะทำให้พลเมืองชาวอเมริกันทราบได้ว่าพวกเขาเคยป่วยจากการติดเชื้อโควิด-19 หรือไม่”

 

ทั้งนี้ปัจจุบันสหรัฐฯ ถือเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของโลกที่ราว 502,876 ราย ในจำนวนนี้แบ่งเป็นผู้ป่วยที่รักษาตัวและหายจากอาการป่วยแล้ว 27,314 ราย และเสียชีวิตอีก 18,747 ราย

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผย เตรียมใช้วิธีการตรวจหาโควิด-19 จากแอนติบอดี้เร็วๆ นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ วิจารณ์ NBA เหมือนบริษัทสาขาของจีน เหตุปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก https://thestandard.co/mike-pence-criticises-nba/ Fri, 25 Oct 2019 11:02:52 +0000 https://thestandard.co/?p=298286 NBA

ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ วิจารณ์สมาคมบาสเกตบอลแ […]

The post รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ วิจารณ์ NBA เหมือนบริษัทสาขาของจีน เหตุปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
NBA

ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ วิจารณ์สมาคมบาสเกตบอลแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NBA ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ โจมตีนโยบายการทูตและการค้าของจีน ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วานนี้ โดยเพนซ์กล่าวหา NBA และบริษัท Nike ผู้ผลิตสินค้าอุปกรณ์กีฬายักษ์ใหญ่ ว่ากำลังหมอบคลานให้กับรัฐบาลจีน และพยายามปิดปากผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์จีน หลังเกิดกรณีที่ ดาริล มอเรย์ ผู้จัดการทั่วไปทีมบาสเกตบอลฮูสตัน ร็อกเก็ตส์ แสดงความเห็นสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงในฮ่องกง จนสร้างความไม่พอใจแก่จีน

 

“จากการเข้าข้างพรรคคอมมิวนิสต์จีน และปิดกั้นเสรีภาพในการพูด NBA กำลังทำตัวเหมือนเป็นบริษัทสาขาที่รัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ” เพนซ์กล่าว

 

กระแสความไม่พอใจต่อทวีตสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงในฮ่องกงของมอเรย์เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งแม้เขาจะลบข้อความไปแล้ว แต่ก็ยังสร้างความไม่พอใจอย่างมากในจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของ NBA ที่มีประชากรนิยมกีฬาบาสเกตบอลมากกว่า 300 ล้านคน สินค้าของ NBA ถูกเก็บออกจากชั้นวาง สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลจีนระงับถ่ายทอดเกมการแข่ง NBA ทำให้ NBA ต้องรีบออกแถลงการณ์ 2 ฉบับทางทวิตเตอร์ หนึ่งในนั้นคือ การแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับความเห็นของมอเรย์ ซึ่งแม้จะเป็นความพยายามคืนดีกับชาวจีน แต่ในทางกลับกัน ดูเหมือนจะทำให้ชาวอเมริกันไม่น้อย ไม่พอใจต่อท่าทีของ NBA ที่โอนอ่อนต่อจีน

 

นอกจากนี้เพนซ์ยังกล่าวหารัฐบาลจีนว่า พยายามขยายอิทธิพล เผยแพร่การปิดกั้นการแสดงความเห็นในสหรัฐฯ และใช้ประโยชน์จากความละโมบของบริษัทอเมริกัน ที่หวังอยากทำธุรกิจในจีน

 

“ร้านค้าของ Nike ในจีนถอดสินค้าของทีมฮูสตัน ร็อกเก็ตส์ออกจากชั้นวาง เพื่อร่วมมือกับรัฐบาลจีนในการประท้วงต่อต้านทวีตเพียง 7 คำ ของผู้จัดการทีมร็อกเก็ตส์ ที่ว่า ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ยืนหยัดกับชาวฮ่องกง” เพนซ์กล่าว

 

ขณะที่สุนทรพจน์ของเพนซ์มีขึ้นหลังสภาคองเกรสลงมติรับรองกฎหมายสนับสนุนสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในฮ่องกง ซึ่งรัฐบาลจีนเตือนว่า จะดำเนินมาตรการตอบโต้อย่างรุนแรง หากทำเนียบขาวผ่านกฎหมายฉบับนี้ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ และจีนก็กำลังพยายามที่จะทำข้อตกลงยุติสงครามการค้าระหว่างกัน โดยเพนซ์ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ได้พยายามจะจำกัดการพัฒนาของจีน และต้องการความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับผู้นำจีน

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล 

อ้างอิง:

The post รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ วิจารณ์ NBA เหมือนบริษัทสาขาของจีน เหตุปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
คณะกรรมาธิการสภาล่างสหรัฐฯ ส่งหนังสือถึงทำเนียบขาว เรียกดูเอกสารหลักฐานเพื่อถอดถอนทรัมป์ https://thestandard.co/mike-pence-documents-impeachment/ Sat, 05 Oct 2019 09:03:20 +0000 https://thestandard.co/?p=292987

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ส่งหมายเรียกถึงทำเน […]

The post คณะกรรมาธิการสภาล่างสหรัฐฯ ส่งหนังสือถึงทำเนียบขาว เรียกดูเอกสารหลักฐานเพื่อถอดถอนทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ส่งหมายเรียกถึงทำเนียบขาวเพื่อขอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับยูเครน ในกระบวนการรวบรวมหลักฐานเพื่อพิจารณาความผิดและถอดถอนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากข้อกล่าวหาดึงรัฐบาลต่างชาติมาช่วยแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020

 

หมายเรียกดังกล่าวถูกส่งไปยังทำเนียบขาว ภายหลังจากคณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎร 3 ชุดที่ทำหน้าที่ตรวจสอบทรัมป์ได้ส่งจดหมายเพื่อขอเอกสารข้อมูลจากรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบทรัมป์ รวมถึงบทสนทนาระหว่างเขากับประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีของยูเครน 

 

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ทรัมป์ได้พูดคุยกับผู้นำยูเครน โดยขอให้เขาช่วยตรวจสอบกรณีการทุจริตของ โจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสมัยบารัก โอบามา และ ฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชาย ที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร Burisma บริษัทก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของยูเครน โดยก่อนหน้าการสนทนาอื้อฉาว ทรัมป์ได้สั่งระงับมอบเงินช่วยเหลือทางการทหารแก่ยูเครน ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ถูกมองว่าทรัมป์พยายามกดดันผู้นำยูเครนด้วยการนำเงินช่วยเหลือมาเป็นเครื่องต่อรอง

 

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์ยังออกมาเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้รัฐบาลยูเครนและจีนเริ่มสอบสวนสองพ่อลูกไบเดน โดย โจ ไบเดน ถือเป็นคู่แข่งทางการเมืองของทรัมป์ และมีโอกาสลงชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีในศึกเลือกตั้งปีหน้า ขณะที่ทรัมป์กล่าวหาว่าการดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของไบเดนมีส่วนเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจของบุตรชาย ซึ่งนำไปสู่ข้อกังขาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน

 

“เราเสียใจอย่างยิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้นำเราและประเทศชาติมาถึงจุดนี้ การกระทำของเขาทำให้เราไม่มีทางเลือก นอกเสียจากต้องออกหมายเรียกครั้งนี้” อีไลจาห์ คัมมิงส์ ประธานคณะกรรมาธิการฝ่ายควบคุมตรวจสอบของสภาล่างสหรัฐฯ, อดัม สคิฟฟ์ ประธานคณะกรรมาธิการการข่าวกรอง และ อีเลียต เอนเจล ประธานคณะกรรมมาธิการฝ่ายการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ระบุในหนังสือส่งถึงทำเนียบขาวเมื่อวานนี้ (4 ตุลาคม) 

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post คณะกรรมาธิการสภาล่างสหรัฐฯ ส่งหนังสือถึงทำเนียบขาว เรียกดูเอกสารหลักฐานเพื่อถอดถอนทรัมป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน สู่ความแตกแยกในเวที APEC https://thestandard.co/apec-leaders-divided-after-us-china-spat/ https://thestandard.co/apec-leaders-divided-after-us-china-spat/#respond Mon, 19 Nov 2018 11:34:01 +0000 https://thestandard.co/?p=150046

การประชุมซัมมิตกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิ […]

The post ความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน สู่ความแตกแยกในเวที APEC appeared first on THE STANDARD.

]]>

การประชุมซัมมิตกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่ประเทศปาปัวนิวกินี ปิดฉากลงท่ามกลางบรรยากาศอันอึมครึมจากสงครามการแผ่ขยายอิทธิพลและอำนาจของสหรัฐอเมริกาและจีน ความขัดแย้งนี้ทำให้เวที APEC เกิดความแตกแยกในแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และลงเอยด้วยการไม่มีแถลงการณ์ร่วมต่อประเด็นปัญหาต่างๆ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ซึ่งเดินทางมาร่วมประชุมซัมมิตครั้งนี้ ยอมรับว่าจุดยืนเรื่องการค้าที่ขัดแย้งกันระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทำให้ทุกฝ่ายมาถึงทางตัน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับเขา

 

“ผมไม่คิดว่าจะเป็นความประหลาดใจครั้งใหญ่อะไร เมื่อที่ประชุมมีวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการค้า สิ่งเหล่านั้นทำให้ชาติสมาชิกไม่สามารถบรรลุฉันทามติในแถลงการณ์ร่วม” ทรูโด กล่าวต่อสื่อมวลชนที่มารอฟังแถลงการณ์ร่วมของ APEC อย่างใจจดใจจ่อ

 

ขณะที่ปาปัวนิวกีนี ซึ่งถูกมองว่า ‘โดนรับน้อง’ ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม APEC ครั้งแรก ยอมรับว่า การประชุมครั้งนี้ไม่มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพราะความขัดแย้งระหว่าง ‘สองยักษ์’

 

“หากประเทศมหาอำนาจไม่สามารถตกลงกันได้ เราก็ไม่ควรเสแสร้งว่าตกลงกันได้” ปีเตอร์ โอ’นีลล์ นายกรัฐมนตรีปาปัวนิวกีนีกล่าว

 

สาเหตุที่รอมชอมไม่ได้

สองยักษ์จากสองภูมิภาคคนละซีกโลกชนประสานงากันเกี่ยวกับประเด็นเนื้อหาที่เขียนลงในเอกสารฉบับสุดท้าย โดยจีนยืนกรานไม่ยอมรับย่อหน้าที่เรียกร้องให้มีการยกเครื่ององค์การการค้าโลก (WTO) ใหม่ รวมถึงคำเตือนเกี่ยวกับกลเม็ดและวิธีปฏิบัติในด้านการค้าที่ไม่เป็นธรรม

 

เป็นที่ทราบกันดีว่า จีนภายใต้การนำของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เชิดชูนโยบายส่งเสริมการค้าเสรี และปกป้องกฎระเบียบการค้าโลกในกรอบของ WTO ตรงข้ามกับสหรัฐฯ ในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มองว่ากฎเกณฑ์ของ WTO ทำให้อเมริกาสูญเสียผลประโยชน์ ดังนั้นเขาจึงต้องการจัดระเบียบการค้าโลกใหม่ ดังจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ฉีกข้อตกลงการค้าหลายฉบับ รวมถึงหันหลังให้กับความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP และเปิดการเจรจาใหม่กับประเทศคู่ค้า เช่น แคนาดาและเม็กซิโกในข้อตกลง NAFTA

 

คณะบริหารของทรัมป์กล่าวหาจีนมาตลอดว่าพยายามใช้อำนาจบีบบังคับประเทศคู่ค้าในทางเศรษฐกิจ อีกทั้งใช้นโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมในประเทศเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าประเทศอื่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างมหาศาล ส่งผลให้ทรัมป์ตัดสินใจใช้มาตรการภาษีกับสินค้าส่งออกของจีน ขณะที่จีนก็ตอบโต้ด้วยมาตรการเดียวกัน จนจุดชนวนสงครามการค้ามูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

 

แหล่งข่าวเผยกับสำนักข่าว ABC ว่า ในที่ประชุม APEC ครั้งนี้ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม พยายามโน้มน้าวให้สหรัฐฯ และจีนรอมชอมกันในแถลงการณ์ร่วม แต่ก็คว้าน้ำเหลว เพราะการประสานรอยร้าวระหว่างสองประเทศต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

 

ชิงความเป็นผู้นำในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ก่อนถึงบทสรุปของซัมมิต APEC ประจำปี 2018 การประชุม 2 วันล้วนถูกครอบงำด้วยสงครามจิตวิทยาระหว่าง สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มาร่วมประชุมในฐานะตัวแทนทรัมป์ โดยสปีชของทั้งคู่ต่างแฝงด้วยถ้อยคำโวหารที่พยายามชิงความเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้อย่างชัดแจ้ง

 

เพนซ์ใช้เวทีนี้กล่าวเตือนประเทศต่างๆ ว่าอย่าได้คล้อยตามโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ หรือ Belt and Road ของจีน เพราะจีนเสนอมอบเงินกู้ให้กับประเทศยากจนเพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลให้หนี้สาธารณะพอกพูนจนเกิดวิกฤตขึ้นได้

 

ผู้แทนสหรัฐฯ ยังปรามาสโครงการ Belt and Road ว่าเป็น ‘Constricting Belt’ หรือแถบเศรษฐกิจที่ตีบแคบ และ ‘One-way Road’ หรือเส้นทางวันเวย์ที่จีนจะได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว

 

นอกจากนี้เพนซ์ยังเชิญชวนให้ชาติต่างๆ หันมาคบค้าสมาคมกับสหรัฐฯ แทน พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ จะไม่ทำให้ประเทศคู่ค้าจมอยู่ใต้กองหนี้ รวมถึงไม่บังคับคู่เข็ญ คดโกง หรือลิดรอนอิสรภาพของประเทศเหล่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ในสปีชของสีจิ้นผิงต่อบรรดาผู้นำภาคธุรกิจ ระบุว่า โครงการ Belt and Road ไม่ใช่ ‘กับดัก’ และไม่มีวาระซ่อนเร้นแต่อย่างใด แม้จะมีกระแสโจมตีว่าโครงการในดำริของสีจิ้นผิงเป็นเพียง ‘การทูตสมุดเช็ค’ ในภูมิภาค

 

สีจิ้นผิงยังวิจารณ์นโยบาย ‘America First’ หรือมาตรการกีดกันทางการค้าของทรัมป์ว่าเป็น ‘กลยุทธ์ที่ไม่มองการณ์ไกล’ ซึ่งท้ายที่สุดจะต้องล้มเหลวไม่เป็นท่า

 

ออสเตรเลียกับบทบาทกาวใจ?

สกอตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กล่าวว่า การดีเบตที่เผ็ดร้อนระหว่างสองชาติมหาอำนาจไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ พร้อมเตือนว่า การกล่าวเกินจริงเกี่ยวกับความตึงเครียดที่เป็นอยู่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้

 

“เขตเศรษฐกิจอื่นๆ ยังอยู่รอบโต๊ะประชุม เราแสดงท่าทีอย่างแจ่มชัดแล้วว่าต้องการเห็นปัญหาพิพาทระหว่างจีนและสหรัฐฯ ได้รับการสะสาง” มอร์ริสันกล่าว “เพราะนั่นอยู่ในผลประโยชน์แห่งชาติของเราเช่นกัน และเราได้แสดงจุดยืนเหล่านั้นต่อทั้งสหรัฐฯ และจีนด้วยโอกาสต่างๆ ที่เรามี”

 

อย่างไรก็ตาม บิล ชอร์เทน ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของออสเตรเลีย มองว่า รัฐบาลออสเตรเลียควรเพิ่มบทบาทในการประสานรอยร้าวระหว่างชาติสมาชิก APEC เพราะความขัดแย้งกำลังขยายตัวไปทั่วภูมิภาค

 

ถึงแม้ความระหองระแหงระหว่างสหรัฐฯ และจีน จะทำให้ทั่วโลกตกอยู่ในความประหวั่นพรั่นพรึง และยิ่งวิตกขึ้นไปอีกเมื่อสีจิ้นผิงและเพนซ์ไม่ได้พูดคุยกันนอกรอบในระหว่างงานเลี้ยงกาลาดินเนอร์เมื่อค่ำคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา (17 พ.ย.) แต่เพนซ์ยืนยันต่อผู้สื่อข่าวว่า เขาได้พูดคุยกับสีจิ้นผิง 2 ครั้งในระหว่างการประชุม และทั้งคู่มีบทสนทนาที่ตรงไปตรงมาต่อกัน

 

เขายังแจ้งกับผู้นำจีนว่า สหรัฐฯ ต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีนให้ดียิ่งขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับปักกิ่งว่าจะเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าตามที่วอชิงตัน ดี.ซี. ต้องการหรือไม่  

 

ศึกน้ำลายบนเวที APEC ครั้งนี้จึงอาจเป็นเพียงการเรียกน้ำย่อย เพราะคาดกันว่า สีจิ้นผิงและโดนัลด์ ทรัมป์ จะเผชิญหน้ากันอีกครั้งบนเวทีประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินาในปลายเดือนนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าถ้อยแถลงของเพนซ์เป็นสาส์นจากทรัมป์เพื่อแสดงให้จีนเห็นว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมถอยในประเด็นการค้า แม้ว่าจีนต้องการลดแรงเสียดทานในที่ประชุม G20 ก็ตาม ซึ่งจะเป็นอย่างไรต่อ ต้องติดตามชนิดตาไม่กะพริบ

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post ความขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน สู่ความแตกแยกในเวที APEC appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/apec-leaders-divided-after-us-china-spat/feed/ 0