MG Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/mg/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 31 Aug 2026 05:39:23 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘สรรพสามิต’ จ่อใช้ CO2 เป็นเกณฑ์ในการหนุนภาษียานยนต์ ตั้งเป้าดันไทยจากฐานผลิต EV สู่ ‘Export Hub’ https://thestandard.co/excise-co2-car-tax-ev-export-hub/ Mon, 31 Aug 2026 05:34:58 +0000 https://thestandard.co/excise-co2-car-tax-ev-export-hub/ ภาพกราฟิกแสดงโลโก้กรมสรรพสามิตและข้อความเกี่ยวกับเกณฑ์ภาษียานยนต์ใหม่ที่ใช้ CO2 สำหรับ BEV, HEV, PHEV, EREV

กรมสรรพสามิตเตรียมปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ครั้งใหม่ วาง […]

The post ‘สรรพสามิต’ จ่อใช้ CO2 เป็นเกณฑ์ในการหนุนภาษียานยนต์ ตั้งเป้าดันไทยจากฐานผลิต EV สู่ ‘Export Hub’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงโลโก้กรมสรรพสามิตและข้อความเกี่ยวกับเกณฑ์ภาษียานยนต์ใหม่ที่ใช้ CO2 สำหรับ BEV, HEV, PHEV, EREV

กรมสรรพสามิตเตรียมปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ครั้งใหม่ วาง ‘CO2’ เป็นตัวชี้วัดสำคัญแทนการกำหนดสิทธิประโยชน์เฉพาะประเภทรถ เปิดทางทั้ง BEV, HEV, PHEV และ EREV ตั้งเป้าดันไทยจากฐานผลิต EV สู่ ‘Export Hub’

 

 
 

พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยว่า กรมสรรพสามิตเตรียมใช้ระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นดัชนีชี้วัดในการกำหนดมาตรการทางภาษี แทนการกำหนดกรอบสิทธิประโยชน์จากประเภทรถยนต์เพียงอย่างเดียว ตามแผนงานของกระทรวงการคลังที่อยู่ระหว่างทบทวนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้มาตรการภาษีไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) แต่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) สามารถปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีไฮบริด ทั้ง HEV, PHEV และ EREV ได้

 

“กลุ่มโรงงานประกอบและกลุ่มโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สันดาปแบบเดิมจะได้ประยุกต์ทักษะและความสามารถเดิม เพื่อก้าวเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีอย่างค่อยเป็นค่อยไป และประคองแรงงานเดิมไว้” พรชัยกล่าว

 

จาก EV3.0 สู่โจทย์ใหม่ของอุตสาหกรรมไทย

 

พรชัยกล่าวว่า มาตรการ EV3.0 และ EV3.5 ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 มีเป้าหมายสำคัญในระยะแรก คือเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เรียนรู้และคุ้นเคยกับเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อให้การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าในช่วงแรกนำไปสู่การลงทุนและการผลิตในประเทศ ไม่ใช่เพียงการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปเพื่อจำหน่าย

 

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่เข้ามาตั้งฐานการผลิตแล้วราว 8-10 บริษัท อาทิ BYD และ MG ขณะที่มีรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานในประเทศประมาณ 170,000 คัน อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนมีเงินลงทุนสะสมแล้วกว่า 140,000 ล้านบาท กำลังการผลิตรวมมีศักยภาพสูงสุดประมาณ 380,000 คันต่อปี และก่อให้เกิดการจ้างงานราว 25,000 ตำแหน่ง

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังมองว่าโจทย์ของอุตสาหกรรม EV ในระยะถัดไปไม่ควรหยุดอยู่ที่การดึงผู้ผลิตต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานในประเทศ เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไทยจำเป็นต้องสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากฐานการผลิตดังกล่าวให้มากขึ้น

 

“หากเราพอใจแค่นี้ อย่าลืมว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยน เราควรจะลดการนำเข้ารถไฟฟ้า เพราะเทคโนโลยีส่วนหนึ่งเริ่มอิ่มตัวและเราเริ่มผลิตได้ สิ่งที่จะไปต่อคือเรายังมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในประเทศเพิ่ม” พรชัยกล่าว

 

กาง 3 ยุทธศาสตร์ ดันไทยสู่ EV Export Hub

 

สำหรับทิศทางหลังจาก EV3.0 และ EV3.5 กระทรวงการคลังนำโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบนโยบายให้กรมสรรพสามิตเดินหน้าปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมผ่าน 3 แนวทางหลัก ดังนี้

 

  • นำเข้าเพื่อดึงการลงทุน ไม่ใช่พึ่งการนำเข้า

 

ประเทศไทยจะไม่มุ่งเน้นการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูปเพื่อจำหน่ายเพียงอย่างเดียว แต่จะใช้การนำเข้าเป็นเครื่องมือในการนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ประเทศ สร้างการเรียนรู้ และดึงดูดผู้ผลิตต่างชาติให้เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย

 

  • ขยายจากฐานผลิตสู่ศูนย์กลางส่งออก

 

เมื่อมีฐานการผลิตและกำลังการผลิตในประเทศแล้ว เป้าหมายต่อไปคือการขยายขนาดการผลิตเพื่อส่งออก โดยนำจุดแข็งเดิมของไทยในฐานะ ‘Detroit of Asia’ จากยุคเครื่องยนต์สันดาปมาต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์พลังงานสะอาดในภูมิภาค

 

“เราเคยเป็น Detroit of Asia ทำไมจะเป็น Detroit of Asia ของรถ EV อีกไม่ได้ นี่คือหลักการที่สอง เพื่อให้ประเทศไทยไปสู่การเป็น Export Hub” พรชัยกล่าว

 

  • ยกระดับ Local Content จากชิ้นส่วนพื้นฐานสู่ High Value-Added

 

โจทย์สำคัญอีกด้านคือการเพิ่มสัดส่วน Local Content ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยไม่จำกัดอยู่เพียงการผลิตชิ้นส่วนพื้นฐานหรือการประกอบ เช่น เบาะหนัง ยางหุ้ม หรือชิ้นส่วนทั่วไป แต่ต้องยกระดับผู้ผลิตไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยีสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

 

“สายการผลิตของผู้ที่เกี่ยวข้องจะไม่ใช่แค่ทำเบาะหนัง ทำเรื่องยางหุ้ม แต่มันต้องไปทำเรื่อง Value Added ในเมืองไทยที่เป็น Local Content ในเมืองไทยได้มากขึ้น” พรชัยกล่าว

 

ไม่ได้ปรับแค่ ‘ภาษีรถ’ แต่รื้อโครงสร้างอุตสาหกรรม

 

นอกจากโครงสร้างภาษีรถยนต์แล้ว กรมสรรพสามิตยังอยู่ระหว่างพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีในกลุ่มสินค้าเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาด โดยเฉพาะชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ ซึ่งจะพิจารณาจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นกระบวนการผลิต และให้ความสำคัญกับระดับการปล่อย CO2

 

“อะไรที่สร้างมลภาวะน้อย เราก็ถือว่าสิ่งนั้นคือพลังงานสะอาด โดยเราจะเน้นไปที่ CO2 ถ้าอะไรที่ทำให้มี CO2 น้อยสุด ก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องสนับสนุน” พรชัยกล่าว

 

ทั้งนี้ รายละเอียดของโครงสร้างภาษีและมาตรการที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างการจัดทำ โดยกรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป

 

สำหรับกรมสรรพสามิต มองว่าการปรับโครงสร้างครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงคำถามว่าจะ ‘ลดหรือเพิ่มภาษีรถยนต์’ แต่เป็นการวางโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะต่อไป ตั้งแต่การดึงดูดการลงทุน การสร้างฐานผลิตเพื่อส่งออก ไปจนถึงการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยีใหม่

 

“วันนี้มันไม่ได้จบที่ลดหรือไม่ลด เพิ่มหรือไม่เพิ่มภาษีสรรพสามิต เพราะมันเป็นการมองแค่ช็อตเดียว เรื่องนี้อยู่ในแผนของกระทรวงการคลังมานาน ตั้งแต่เริ่มทำ EV3.0 เราอยากให้มองเป็นภาพใหญ่ เป็นพลวัตมากกว่า เพราะเป้าหมายของเราคือการยกระดับประเทศเป็นศูนย์กลางการส่งออก ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ร่วมกับยกระดับการลงทุนในประเทศไปพร้อมกัน” พรชัยกล่าว

 

The post ‘สรรพสามิต’ จ่อใช้ CO2 เป็นเกณฑ์ในการหนุนภาษียานยนต์ ตั้งเป้าดันไทยจากฐานผลิต EV สู่ ‘Export Hub’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ ‘สุโรจน์’ ประธาน EVAT ทำไม Soft Loan และ FTA ไทย-EU คือ 2 กุญแจรักษา ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ https://thestandard.co/suroj-evat-soft-loan-fta-ev/ Wed, 22 Jul 2026 07:04:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1233630 ภาพประกอบบทความ สุโรจน์ แสงสนิท ประธาน EVAT พร้อมข้อความ Soft Loan หนุนซื้อ และ FTA ไทย-EU หนุนส่งออก

“หากรัฐไม่มีกำแพง หรือมีมาตรการบังคับอย่างชัดเจน ปล่อยใ […]

The post คุยกับ ‘สุโรจน์’ ประธาน EVAT ทำไม Soft Loan และ FTA ไทย-EU คือ 2 กุญแจรักษา ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบทความ สุโรจน์ แสงสนิท ประธาน EVAT พร้อมข้อความ Soft Loan หนุนซื้อ และ FTA ไทย-EU หนุนส่งออก

“หากรัฐไม่มีกำแพง หรือมีมาตรการบังคับอย่างชัดเจน ปล่อยให้นำเข้าได้ตลอด ก็เท่ากับ ประเทศไทยไม่ได้อะไรเลย”

 

 
 

สุโรจน์ แสงสนิท ซึ่งเพิ่งได้รับตำแหน่งนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) สมัยที่ 2 ปัจจุบันเป็นรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด (แบรนด์ MG) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระหว่างเยี่ยมชมโรงงาน MG จ.ชลบุรี

 

ลุ้นปลดล็อกตลาดใหม่ FTA ไทย-EU

 

สุโรจน์ ชี้ว่า การแข่งขันตลาดยานยนต์วันนี้มีปัจจัยท้าทายหลายด้าน ทั้งการแข่งขันจากแบรนด์จีน ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน แต่ไทยยังมีศักยภาพในการเป็นฐาน การผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังตลาดต่างประเทศได้อีก โดยเฉพาะยุโรป

 

หากรัฐบาลสามารถเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้า FTA ไทย-EU ได้สำเร็จ รวมถึงขยายตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

 

ปัจจุบัน รถยนต์ที่ส่งออกจากประเทศจีนไปยังยุโรปต้องเสียภาษีนำเข้าสูงประมาณ 18% ขณะที่รถยนต์ที่ส่งออกจากประเทศไทยเสียภาษีเพียง 10% ทำให้ไทยยังมีความได้เปรียบด้านต้นทุน หากสามารถรักษาสิทธิประโยชน์ทางการค้าและขยาย FTA ไปยังตลาดสำคัญเพิ่มเติมได้จะเป็นแต้มต่อสำคัญ

 

“เราหวังว่ารัฐบาลจะเจรจา FTA สำเร็จ ซึ่งสมาคมได้เข้าหารือกระทรวงพาณิชย์ แล้ว จะช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศมากขึ้น” สุโรจน์ กล่าว

 

เร่งปรับตัวห่วงโซ่อุปทาน เข้มมาตรการ Local Content

 

เมื่อถามถึง การแข่งขันตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่รุนแรงในไทย และการไหลบ่าเข้ามาของค่ายรถ EV จีน สุโรจน์ มองว่า “หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ของภูมิภาค ซึ่งยอดผลิตที่ลดลงก็ทำให้ไทยเสียอันดับท็อป 10 ไปแล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั่วโลกเริ่มหันไปนำเข้ารถยนต์จากจีนมากขึ้น”

 

ดังนั้น หากไทยไม่มีมาตรการส่งเสริมการลงทุน และการผลิตภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการอาจเลือกนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปแทนการลงทุนตั้งโรงงานในไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนและการจ้างงานภายในประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ

 

หมายความว่า หากไม่มีการกำหนด หรือบังคับให้ชัดเจน ปล่อยให้นำเข้าได้ตลอด เท่ากับ ‘ประเทศไทยไม่ได้อะไรเลย’ นี่คือหนึ่งในภารกิจที่ผมกังวล และต้องการเห็นความแข็งแกร่งนั้นกลับมา

 

พร้อมกันนี้ ทั้งในนามประธานสมาคมและ MG ได้เสนอข้อคิดเห็นต่อภาครัฐหลายด้าน ทั้งการเร่งเจรจา FTA การกำหนดมาตรการส่งเสริมที่เชื่อมโยงกับการลงทุนจริงภายในประเทศ เช่น การตั้งโรงงาน การลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&D) การจัดตั้งศูนย์ทดสอบ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

 

“ภาครัฐต้องเพิ่มความเข้มข้น ในการตรวจสอบการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ให้ครอบคลุมมากกว่าการตรวจสอบเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนชั้นแรก (First Tier) เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมไทยอย่างแท้จริง และสร้างประโยชน์ต่อระบบซัพพลายเชนภายในประเทศได้มากยิ่งขึ้น”

 

เมื่อถามถึงความต่อเนื่อง มาตรการ EV 3.5 ที่ใกล้สิ้นสุดลง แม้ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ภายหลังมาตรการปัจจุบันที่จะสิ้นสุดลงในปี 2570 แต่ยืนยันว่า ไม่เคยกล่าวถึงมาตรการ “EV 4.0” ตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้

 

สุโรจน์ อธิบายว่า สิ่งที่ให้ข้อมูลมีเพียงว่า มาตรการส่งเสริมของรัฐบาลจะสิ้นสุดในปี 2570

 

ขณะที่เป้าหมายการผลักดันอุตสาหกรรม EV ของประเทศกำหนดไว้ในปี 2573 จึงยังมีช่วงเวลาอีก 3 ปีที่ภาครัฐจำเป็นต้องออกมาตรการ ใหม่เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง แม้ขณะนี้จะยังไม่มีข้อสรุปว่ามาตรการดังกล่าวจะออกมาในรูปแบบใด

 

“ผมพูดแค่ว่ามาตรการรัฐบาลจบปี 2570 แต่เป้าหมายอยู่ปี 2573 ดังนั้นต้องมีมาตรการต่อเนื่องแน่นอน แต่ไม่เคยพูดว่าจะเป็น EV 4.0 หรือใช้ชื่อโครงการอะไร” สุโรจน์ กล่าว

 

ชงคลังใช้ Soft Leon หนุนซื้อ เบรกรถเก่าแลกใหม่

 

สุโรจน์ ระบุอีกว่า ส่วนตัวได้มีการหารือปลัดกระทรวงการคลังอย่างต่อเนื่อง ถึงมาตรการส่งเสริมระยะต่อไป ซึ่งไม่ควรอยู่ในรูปแบบการ อุดหนุนเงินซื้อรถยนต์เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากต้องคำนึงว่าภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และไม่ควรมีรถเก่าแลกใหม่ซึ่งทราบว่าชะลอโครงการไปแล้ว

 

“ในนามสมาคม EVAT ได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐหลายรูปแบบ ทั้งมาตรการที่ใช้งบประมาณและไม่ใช้งบประมาณ โดยข้อเสนอสำคัญคือ การสนับสนุนดอกเบี้ยสินเชื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แทนการอุดหนุนเงินดาวน์หรือเงินส่วนลดให้กับผู้ซื้อโดยตรง”

 

โดยสมาคมเสนอให้รัฐบาลร่วมรับภาระดอกเบี้ยบางส่วนในลักษณะเดียวกับโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ยกตัวอย่างกรณีดอกเบี้ย 2,000 บาทต่อเดือน รัฐบาลรับภาระ 1,200 บาท

 

ขณะที่ประชาชนรับภาระ 800 บาท ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้งบประมาณน้อยกว่า และช่วยให้มาตรการมีความยั่งยืนมากขึ้น โดยข้อเสนอดังกล่าวได้ส่งถึงกระทรวงการคลังแล้ว

 

ขณะเดียวกัน สุโรจน์ แนะว่า “ภาครัฐควรสื่อสารทิศทางของมาตรการใหม่ให้ชัดเจน เนื่องจากทุกครั้งที่มีข่าวว่าจะออกมาตรการส่งเสริม ผู้บริโภคมักชะลอการตัดสินใจซื้อรถเพื่อรอความชัดเจน ส่งผลให้ยอดจองและยอดขายของอุตสาหกรรมชะลอตัวในช่วงเวลาดังกล่าว” สุโรจน์ ย้ำ

 

ไม่ประมาท ‘วิกฤตตะวันออกกลาง’

 

สำหรับภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้ สุโรจน์ยอมรับว่ายังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ว่าความต้องการซื้อจะยังมีอยู่ แต่ผู้ผลิตยังเผชิญความเสี่ยงจากปัญหา ซัพพลายเชนและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งอาจกระทบต่อการจัดหาวัตถุดิบ เช่น เม็ดพลาสติกสำหรับผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ส่งผลให้ในบางช่วงผู้ผลิตอาจไม่สามารถส่งมอบรถได้ครบตามคำสั่งซื้อ แม้จะมีแบตเตอรี่พร้อมใช้งานก็ตาม

 

“อย่างน้อยการที่มีคำสั่งซื้อเข้ามาถือเป็นสัญญาณที่ดี จากงานมอเตอร์โชว์ ที่มียอดจอง EV แซงรถยนต์ ICE แต่สิ่งสำคัญคือผู้ผลิตต้องสามารถ ส่งมอบสินค้าได้ตามความต้องการของตลาด ท้ายที่สุดอุตสาหกรรมจะเติบโตได้ เราก็อยากเห็นตลาดในประเทศโต ไปพร้อมกับความแข็งแกร่งที่อยู่ในช่วงรอยต่อ Supply chain ใหม่” สุโรจน์ กล่าว

 

วางหมากรุก 3 ด้าน รักษาดีทรอยด์เอเชีย

 

ทั้งนี้ ก้าวต่อไป สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) วางโรดแมปการดำเนินงานในวาระปี 2569-2571 จะมุ่งยกระดับ EV Ecosystem ของไทยครบวงจร เพื่อรักษาขีดความสามารถการ แข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน

 

โดยแผนการดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่การผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน เทคโนโลยีแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐานและสถานีชาร์จ มาตรฐานความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการสร้างความรู้ความเข้า ใจและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

 

โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของอุปนายกสมาคมทั้ง 6 ฝ่าย เพื่อเชื่อมโยงทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมเข้าสู่เป้าหมายเดียวกัน

 

พร้อมวางยุทธศาสตร์เชิงรุก 3 ด้าน ประกอบด้วย การทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยง Demand Ecosystem ควบคู่กับเครือข่ายผู้ผลิต (Supply Side) เพื่อสร้างอุปสงค์และความเชื่อมั่นของตลาด การทำงานร่วมกับภาครัฐ ทั้งสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ด EV)

 

สุโรจน์ ทิ้งท้ายว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มกำลังการผลิต แต่ต้องสร้าง Demand Ecosystem ให้แข็งแกร่ง

 

“เมื่อระบบนิเวศทั้งฝั่งการผลิตและฝั่งอุปสงค์เติบโตไปพร้อมกัน จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของอุตสาหกรรมยานยนต์”

 

แม้ ณ วันนี้ ประเทศไทยได้หลุดอันดับ Top 10 ผู้ผลิตรถยนต์ของโลกเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และกำลังเผชิญวิกฤตสูญเสียสถานะ ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ ไป

 

แต่หากไทยสามารถเชื่อม Supply chain จากฐานผลิต ICE สู่พลังงานใหม่ NEV ในทุกแพลตฟอร์ม และหากรัฐบาลสามารถเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไปจนถึงวางนโยบายที่สมดุล ก็จะเป็นโอกาสใหม่ที่ไทยจะสร้างอุตสาหกรรมให้กลับมาแข็งแกร่ง

The post คุยกับ ‘สุโรจน์’ ประธาน EVAT ทำไม Soft Loan และ FTA ไทย-EU คือ 2 กุญแจรักษา ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สศอ’ เปิดผลศึกษา 5 ประเทศ ชี้ไทยต้องเร่งเกมเปลี่ยนผ่าน Supply Chain EV ชิงฐานผลิตยานยนต์แห่งอนาคต https://thestandard.co/thailand-ev-supply-chain-race/ Sun, 19 Jul 2026 04:59:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1232379 ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลศึกษา 5 ประเทศ เรื่องการเปลี่ยนผ่าน Supply Chain EV และฐานผลิตยานยนต์

สศอ.เผยจีนนำระบบนิเวศ EV ครบวงจรภูมิภาค ไทยและเวียดนามต […]

The post ‘สศอ’ เปิดผลศึกษา 5 ประเทศ ชี้ไทยต้องเร่งเกมเปลี่ยนผ่าน Supply Chain EV ชิงฐานผลิตยานยนต์แห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลศึกษา 5 ประเทศ เรื่องการเปลี่ยนผ่าน Supply Chain EV และฐานผลิตยานยนต์

สศอ.เผยจีนนำระบบนิเวศ EV ครบวงจรภูมิภาค ไทยและเวียดนามตลาดโตแต่ยังติดข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐาน แนะเร่งพัฒนาแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ และมาตรฐานใหม่ รับศึกชิงฐานผลิตอาเซียน

 

สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยผลการศึกษาโครงการประเมินความพร้อมของตลาดยานยนต์พลังงานใหม่และระบบการเดินทางอัจฉริยะในประเทศอนุภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขง พบจีนมีความพร้อมสูงสุด

 

ขณะที่ไทยและเวียดนามอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนกัมพูชาและ สปป.ลาว ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา

 

ศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้ร่วมกับสถาบันยานยนต์ ดำเนินโครงการประเมินความ พร้อมของตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles: NEVs) และระบบการเดินทางอัจฉริยะ (Smart Mobility) ในอนุภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขง สนับสนุนโดยกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง สาธารณรัฐประชาชนจีน ครอบคลุม 5 ประเทศ ได้แก่ จีน ไทย เวียดนาม กัมพูชา และ สปป.ลาว

 

ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนระดับความพร้อมและศักยภาพ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในแต่ละประเทศ โดยประเมินจาก 5 มิติสำคัญ ได้แก่ สถานะตลาด นโยบายภาครัฐ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานด้านถนนและดิจิทัล และเทคโนโลยียานยนต์

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลศึกษา 5 ประเทศ เรื่องการเปลี่ยนผ่าน Supply Chain EV และฐานผลิตยานยนต์ 1

 

เผยตลาด EV ไทยและเวียดนามโตเร็ว

 

ผลการศึกษา พบว่าจีนมีความพร้อมสูงสุดในภูมิภาค เนื่องจากมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครบวงจร

 

ทั้งด้านการผลิต เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ และกรอบนโยบายที่สนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

 

ขณะที่ ประเทศไทยและเวียดนามอยู่ในระดับความพร้อมปานกลาง โดยมีการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว และได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐและการลงทุนจากภาคเอกชน แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง

 

ส่วนกัมพูชาและ สปป.ลาว ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาตลาด

 

และยังต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติมทั้งด้านนโยบาย การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น

 

ชี้ภูมิภาคยังมีข้อจำกัดสถานีชาร์จ

 

ทั้งนี้ ประเทศในภูมิภาคยังเผชิญความท้าทายร่วมกันหลายด้าน ได้แก่ การขาดระบบบริหารจัดการพลังงานสำหรับสถานีชาร์จอัจฉริยะ เช่น Smart Charging และ Vehicle-to-Grid (V2G) การขาดกรอบนโยบายและกฎระเบียบด้านระบบการเดินทางอัจฉริยะและยานยนต์อัตโนมัติ ความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัย ทางไซเบอร์และการบริหารจัดการข้อมูลที่ยังไม่เพียงพอ

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดของเครือข่ายสถานีชาร์จความเร็วสูง โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตเมือง ขณะเดียวกัน การประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านพลังงาน คมนาคม และดิจิทัล ยังจำเป็นต้องเร่งบูรณาการให้สอดคล้องกันมากขึ้น เพื่อให้การพัฒนาระบบนิเวศของยานยนต์พลังงานใหม่และการเดินทางอัจฉริยะในภูมิภาคสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

ศุภกิจ กล่าวว่า ผลการศึกษาจะเป็นข้อมูล สำคัญในการกำหนดแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เชื่อมโยงกับตลาด และห่วงโซ่อุปทานยานยนต์พลังงานใหม่ของภูมิภาคล้านช้าง แม่โขง

 

THE STANDARD WEALTH มีโอกาสร่วมลงพื้นที่ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์ MG ของบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

 

ศุภกิจ ระบุว่า โรงงานผลิตรถยนต์ MG สามารถสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นจริงในภาคการผลิต ทั้งด้านเทคโนโลยีการลงทุน และการปรับตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพื่อจะเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดและข้อจำกัดของแต่ละประเทศในภูมิภาคต่อไป

 

สรุปผลศึกษาไทยต้องเร่งห่วงโซ่อุปทาน EV รักษาฐานผลิต

 

อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาของ สศอ. สะท้อนว่าไทยควรเร่งยกระดับบทบาทจากฐานการผลิตยานยนต์เดิมไปสู่

 

การเป็นฐานผลิตและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานยานยนต์พลังงานใหม่ของภูมิภาค

 

โดยเฉพาะการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ อุตสาหกรรมแบตเตอรี่และซอฟต์แวร์ โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ มาตรฐานรองรับเทคโนโลยี Vehicle-to-Grid และระบบการเดินทาง

 

ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานใหม่ และระบบการเดินทางอัจฉริยะในอนุภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขงจำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาอย่างบูรณาการ ทั้งด้านนโยบายเทคโนโลยี พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ควบคู่กับความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค เพื่อสร้างมาตรฐาน องค์ความรู้ หนุนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

MG มองหากไทยไม่เร่งปรับตัว อาจเสียฐานผลิต

 

ด้านสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) และรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด (MG) เปิดเผยว่า เราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัว ให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ของภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ทั่วโลกเริ่มนำเข้ารถยนต์ EV ที่มากขึ้น

 

นอกจากนี้ สุโรจน์มองว่า มาตรการส่งเสริมภาครัฐในระยะต่อไป ไม่ควรใช้รูปแบบการอุดหนุนเงินซื้อรถยนต์เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ

 

ในนามสมาคม EVAT ได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐหลายรูปแบบ ทั้งมาตรการที่ใช้งบประมาณและไม่ใช้งบประมาณ โดยข้อเสนอที่ให้ความสำคัญคือการสนับสนุนดอกเบี้ยสินเชื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แทนการอุดหนุนเงินดาวน์หรือเงินส่วนลดให้กับผู้ซื้อโดยตรง

 

“ภาครัฐควรสื่อสารให้ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางของมาตรการใหม่ เนื่องจากทุกครั้งที่มีข่าวว่าจะออกมาตรการส่งเสริม ผู้บริโภคมักชะลอการตัดสินใจซื้อรถเพื่อรอความชัดเจน ส่งผลให้ยอดจองและยอดขายของอุตสาหกรรมชะลอตัวในช่วงดังกล่าว”

 

สำหรับภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปีนี้ 2569 ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ว่าความต้องการซื้อจะยังมีอยู่ แต่ผู้ผลิตยังเผชิญความเสี่ยงจากปัญหาซัพพลายเชนและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกระทบต่อการจัดหาวัตถุดิบ ทำให้การผลิตบางช่วงอาจไม่สามารถส่งมอบรถได้ครบ แม้จะมีแบตเตอรี่พร้อมใช้งานก็ตาม

 

“แต่อย่างน้อยการที่มีคำสั่งซื้อเข้ามา โดยเฉพาะช่วงมิเตอร์โชว์ที่ยอดจอง EV สูงเป็นประวัติการณ์ ถือเป็นสัญญาณที่ดี สิ่งสำคัญคือผู้ผลิตต้องสามารถส่งมอบสินค้าได้ตามความต้องการของตลาด ภาพรวมจึงยังดี” สุโรจน์ กล่าว

 

ภาพอินโฟกราฟิกสรุปผลศึกษา 5 ประเทศ เรื่องการเปลี่ยนผ่าน Supply Chain EV และฐานผลิตยานยนต์ 2

 

ก.อุตฯ วางกติกามาตรฐานใหม่ ชิงฐานผลิต EV อาเซียน

 

ด้านวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ล่าสุด คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติเห็นชอบให้ผลิตภัณฑ์และระบบที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี (EV) อีก 5 มาตรฐาน เป็นสินค้าควบคุม ประกอบด้วย สายชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบพกพา , ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) , ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสตรงแบบฟาสต์ชาร์จ (DC Fast Charger) , มาตรฐานการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนจากด้านข้าง, มาตรฐานการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนจากด้านหน้าของยานยนต์

 

”การลงทุนในอุตสาหกรรม EV ที่รุนแรงขึ้นทั่วภูมิภาค รวมถึงตลาด EV ในไทยก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เราจึงเร่งอุดช่องโหว่ โครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ไปสู่ระบบนิเวศ EV อย่างเต็มรูปแบบ ควบคู่กับการติดตั้งสถานีชาร์จทั้งในบ้าน คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน และพื้นที่สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ปัจจุบันไทยกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ EV แล้วถึง 214 มาตรฐาน และบังคับเป็นสินค้าควบคุมแล้ว 6 มาตรฐาน

 

ขณะที่แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ากำลังจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน มี.ค. 2570 ส่วนมาตรฐานใหม่อีก 5 รายการ จะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2570-2571 ส่งผลให้จำนวนสินค้าควบคุมด้าน EV เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในเวลาไม่กี่ปี

 

สำหรับสายชาร์จแบบพกพาและตู้ชาร์จ AC ที่ใช้ในบ้านพักอาศัย คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือน มิ.ย. 2570 ส่วนตู้ชาร์จแบบฟาสต์ชาร์จและมาตรฐานการป้องกันการชนของยานยนต์จะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2571

 

การเร่งยกระดับมาตรฐานในครั้งนี้ จึงเป็นการวางกติกาเศรษฐกิจใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม EV ไทยในระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งผู้บริโภค นักลงทุน และผู้ผลิต ท่ามกลางการแข่งขันชิงฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ

The post ‘สศอ’ เปิดผลศึกษา 5 ประเทศ ชี้ไทยต้องเร่งเกมเปลี่ยนผ่าน Supply Chain EV ชิงฐานผลิตยานยนต์แห่งอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สุโรจน์ แสงสนิท’ บิ๊ก MG นั่งนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าต่ออีกสมัย นำทัพไทยสู่ฮับ EV อาเซียน https://thestandard.co/suroj-saengsnit-evat-president-thailand-ev-hub/ Tue, 16 Jun 2026 09:58:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1219134 ภาพสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เคาะผลการเลือกตั้งนายกสมาคม […]

The post ‘สุโรจน์ แสงสนิท’ บิ๊ก MG นั่งนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าต่ออีกสมัย นำทัพไทยสู่ฮับ EV อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เคาะผลการเลือกตั้งนายกสมาคมฯ และคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ โดยสมาชิกมีมติเป็นเอกฉันท์เลือก สุโรจน์ แสงสนิท ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยต่อเป็นวาระที่ 2 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อบทบาทผู้นำในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

 

สำหรับวาระการดำรงตำแหน่งปี 2569-2571 EVAT มุ่งสานต่อภารกิจในการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ครอบคลุมทั้งยานยนต์ไฟฟ้า 2 ล้อ 4 ล้อ รถโดยสาร และรถเพื่อการพาณิชย์ พร้อมผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยี มาตรฐานความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และการพัฒนาบุคลากร เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน

 

ทั้งนี้ ความโดดเด่นของคณะกรรมการบริหารชุดใหม่นี้ คือการรวมผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตยานยนต์ ผู้ประกอบการชิ้นส่วน ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เข้ามาร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EV ไทยอย่างบูรณาการ

 

โดยเฉพาะการเพิ่มบทบาทด้านการพัฒนาผู้ประกอบการชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตไทยให้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน EV ยุคใหม่และแข่งขันได้ในระดับสากล

 

โดยมีคณะกรรมการบริหารสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย วาระปี 2569-2571 ประกอบด้วยอุปนายกสมาคมฯ ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่

 

  • อุเทน สุปัตติ อุปนายกฯ ฝ่ายวิชาการ
  • สยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการผลิตยานยนต์
  • สุทีป รัตนภาส อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
  • อัษฎายุทธ รุธิรโก อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
  • ธมลวรรณ ชลประทิน อุปนายกฯ ฝ่ายส่งเสริมการใช้และประชาสัมพันธ์

 

สุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวว่า การทำงานในวาระที่ 2 นี้ยังคงยึดมั่นในเป้าหมายเดิม คือการทำงานเพื่อประเทศ เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ แข่งขันได้ และเกิดประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน

 

“EVAT จะทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันมาตรฐาน เทคโนโลยี การผลิต การพัฒนาชิ้นส่วน โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก พร้อมดึงดูดการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”

 

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารสมาคมยานยนต์ไฟฟ้า ไทยชุดใหม่อยู่ระหว่างจัดทำกรอบนโยบายและแผนการดำเนินงานสำหรับวาระปี 2569-2571 โดยมีกำหนดแถลงวิสัยทัศน์ ทิศทางการดำเนินงาน และนโยบายสำคัญของสมาคมฯ อย่างเป็นทางการในช่วงเดือนสิงหาคม 2569

 

สำหรับ สุโรจน์ แสงสนิท ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ซึ่งดูแลแบรนด์เอ็มจี (MG) ในประเทศไทย โดยมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมายาวนาน และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยทำงานร่วมกับทั้งฝั่งผู้ประกอบการและผู้บริโภค

 

The post ‘สุโรจน์ แสงสนิท’ บิ๊ก MG นั่งนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าต่ออีกสมัย นำทัพไทยสู่ฮับ EV อาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉาก ‘Motor Show 2026’ ยอดจองรถทุบสถิติทะลุ 1.3 แสนคัน โตพุ่ง 71% พลังงานไฟฟ้าเบอร์หนึ่ง BYD ครองแชมป์ ขณะที่กลุ่มกระบะยังน่าห่วงจากพิษเศรษฐกิจและสงคราม https://thestandard.co/motor-show-2026-ev-byd-sales/ Mon, 06 Apr 2026 12:41:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1195278 ภาพสรุปยอดจอง Motor Show 2026 พุ่ง 1.3 แสนคัน โดยรถ EV และแบรนด์จีนกวาดส่วนแบ่งตลาด

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยสำหรับงาน Bangkok Internationa […]

The post ปิดฉาก ‘Motor Show 2026’ ยอดจองรถทุบสถิติทะลุ 1.3 แสนคัน โตพุ่ง 71% พลังงานไฟฟ้าเบอร์หนึ่ง BYD ครองแชมป์ ขณะที่กลุ่มกระบะยังน่าห่วงจากพิษเศรษฐกิจและสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสรุปยอดจอง Motor Show 2026 พุ่ง 1.3 แสนคัน โดยรถ EV และแบรนด์จีนกวาดส่วนแบ่งตลาด

เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยสำหรับงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 มีนาคม ถึง 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี โดยตลอด 12 วันของการจัดงานมีประชาชน ให้ความสนใจเนืองแน่นกว่าทุกปี อันเนื่องมาจากภาวะราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าช่วงราคา 400,000 – 600,000 บาท มีตัวเลือกเพิ่มขึ้นและราคาที่ประชาชนเป็นเจ้าของได้ง่าย

 

 
 

ทุบสถิติยอดจอง 1.3 แสนคัน สะท้อนกำลังซื้อฟื้นตัว

 

รายงานจากบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงาน Bangkok International Motor Show ระบุว่า ตลอดระยะเวลาการจัดงานสามารถสร้างยอดจองรถยนต์ 132,951 คัน และรถจักรยานยนต์ 2,056 คัน ยอดผู้เข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 1,798,312 คน สะท้อนถึงกำลังซื้อ และความเชื่อมั่นของตลาดที่เริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง

 

เปิดลิสต์ Top 10 แบรนด์ยอดฮิต: ค่ายรถจีนกวาดกระดาน

 

สำหรับ 10 อันดับยอดจองรถยนต์สูงสุดในงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47

 

  • BYD: 17,354 คัน
  • TOYOTA: 15,750 คัน
  • OMODA JAECOO: 15,088 คัน
  • MG: 10,537 คัน
  • DEEPAL+NEVO (เครือ CHANGAN): 8,573 คัน
  • GEELY: 7,811 คัน
  • CHERY: 7,509 คัน
  • GWM: 6,819 คัน
  • GAC: 6,287 คัน
  • HONDA: 5,907 คัน

 

เมื่อเทียบกับยอดจองรถยนต์ปี 2025 อยู่ที่ 77,379 คัน พบว่าเติบโตขึ้น 71.82% เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ผู้เข้าชมงานในปี 2026 เติบโตขึ้นจากปีก่อน 12.32% ซึ่งเห็นได้จากช่วงการจัดงานในวันธรรมดาผู้เข้าชมงานหนาแน่นกว่าปีก่อนชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มแบรนด์รถยนต์ที่มีพลังงานไฟฟ้า ผู้ชมให้ความสนใจชนิดต่อแถวรอชมรถคันจริง หรือแม้กระทั่งคิวทดสอบรถที่เต็มอย่างรวดเร็วชนิดเปิดงานยังไม่ทัน 1 ชั่วโมงคิวเต็มแล้ว

 

หัวเลี้ยวหัวต่ออุตสาหกรรม: จากสันดาปสู่ ‘ยุคพลังงานใหม่’

 

จาตุรนต์ โกมลมิศร์​ รองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 เปิดเผยว่า แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความผันผวน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ถึงกระนั้นงาน ‘Bangkok International Motor Show’ ยังคงเป็นงานแสดงยานยนต์ที่มีศักยภาพในการช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา

 

สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ คือการขยายตัวของกลุ่มยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีค่ายรถชั้นนำทั้งจากเอเชียและยุโรปนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เข้ามาเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในยังคงได้รับความสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มรถอเนกประสงค์และรถกระบะที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตจริง

 

ความสำเร็จของงานในครั้งนี้ไม่ได้วัดเพียงยอดจองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทบาทของงานในการเป็น ‘แพลตฟอร์ม’ เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค ตลอดจนการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่การเปลี่ยนผ่านในยุคพลังงานใหม่อย่างเป็นรูปธรรม

 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย โปรโมชันพิเศษ และกิจกรรมทดลองขับที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี รวมถึงการนำเสนอเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ และโซลูชันการเดินทางแห่งอนาคต สำหรับภาพรวมของงานในปีนี้ จึงถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่านทั้งด้านเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และโครงสร้างตลาด โดยมีงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ทำหน้าที่เป็นเวทีหลักในการขับเคลื่อนและสร้างแรงส่งให้กับทั้งระบบอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย

 

จาตุรนต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จอันงดงามของการจัดงานในปีนี้ถือเป็นผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นตั้งใจและการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอขอบคุณคณะผู้บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่เป็นส่วนสำคัญทำให้การจัดงานเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย นอกจากนี้ ยังต้องขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่ได้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการทำงานอย่างหนักตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

 

“ผมขอขอบคุณผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นค่ายรถยนต์และจักรยานยนต์ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงประชาชนที่ให้ความสนใจและมาเยี่ยมชมงานอย่างล้นหลาม ซึ่งทุกท่านมีส่วนร่วมสำคัญในการผลักดันให้เกิดความสำเร็จในวันนี้ และเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของงานแสดงยานยนต์นี้ในระดับประเทศและระดับภูมิภาค” จาตุรนต์กล่าว

 
ภาพสรุปยอดจอง Motor Show 2026 พุ่ง 1.3 แสนคัน โดยรถ EV และแบรนด์จีนกวาดส่วนแบ่งตลาด 1

 

ปัจจัยเสี่ยงฉุดรั้ง: เมื่อ ‘ราคาน้ำมัน-สงคราม’ กระทบกลุ่มกระบะ

 

ด้านสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เผยสถานการณ์รถยนต์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 มองว่า ภาพรวมยังติดลบอยู่ แต่กลุ่มรถยนต์นั่งมีแนวโน้มเริ่มปรับตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นอานิสงส์ของมาตรการ EV จากรัฐบาลต่างๆ เพราะรถที่ขายได้มันไปกระจุกตัวอยู่รถประเภท xEV แต่การส่งออกยังไม่ค่อยสู้ดีนัก ส่วนที่ยังไม่ฟื้นคือกลุ่มรถกระบะนอกจากผลกระทบจากความเข้มงวดของสถาบันการเงิน สภาพเศรษฐกิจ ยิ่งสงครามตะวันออกอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มรถกระบะโดยตรงอีกด้วย

 
ภาพสรุปยอดจอง Motor Show 2026 พุ่ง 1.3 แสนคัน โดยรถ EV และแบรนด์จีนกวาดส่วนแบ่งตลาด 2

สุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

 

“กลุ่มรถกระบะเดิมมีผลกระทบด้านสถาบันการเงินอยู่ แล้วมาซ้ำเติมด้วยเรื่องสงครามตะวันออก เพราะ 2 เดือนที่ผ่านมามันยังไม่รวมสงคราม เดือนมีนาคมเราอาจจะได้เห็นบ้าง แต่ข้อดีอันหนึ่งคือถ้าผู้บริโภคยังไม่ตื่นตระหนก ยังมีการใช้จ่ายอยู่ ถ้ามันยุติเร็วการใช้จ่ายปกติก็จะไม่กระทบมาก แต่ถ้ามันยืดเยื้อผู้บริโภคอาจมีความกังวลใจและเซฟตัวเอง”

 

ขณะเดียวกันสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามตะวันออกกลาง สุวัชร์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแง่จิตวิทยาถ้ารถที่ยังต้องใช้น้ำมันและน้ำมันปรับตัวขนาดนี้ มันก็มีส่วนที่อาจทำตลาดรถยนต์โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันหรือดีเซล เพราะซื้อมาไม่มีตังค์เติมน้ำมันก็มี และปรับตัวแบบสูงเยอะด้วย

 

“เมื่อเทียบกับภาวะปกติที่ปรับน้อยเป็นเปอร์เซ็นต์ต่ำ แต่อันนี้ปรับขึ้นมากระโดด เพราะฉะนั้นการคำนวณภาระที่ต้องใช้จ่ายเรื่องนี้สูงขึ้นเขาก็อาจต้องชะลอตัว ต้องรัดเข็มขัดตัวเองเพราะราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อสินค้าอื่นด้วย กำลังในการซื้อรถยนต์มันก็อาจจะลดน้อยลง” สุวัชร์กล่าว

 

Roadmap ปี 2026-2027: รับไม้ต่อมาตรการ EV 3.5

 

ด้านมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาลในปัจจุบันได้เข้าสู่มาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระยะที่ 2 EV 3.5 ช่วงปีพ.ศ. 2567 – 2570 โดยขณะนี้บางผู้ผลิตได้เข้าสู่ช่วงการผลิตชดเชย โดยเงินอุดหนุนจะลดลงเหลือ 20,000 – 50,000 บาท สำหรับรถที่มีความจุแบตเตอรี่ไม่เกิน 50 kWh และ 50,000 – 100,000 บาท สำหรับรถที่มีความจุแบตเตอรี่เกิน 50 kWh ลดการเก็บภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% และต้องมีการผลิตชดเชยในสัดส่วน 1:2 คัน (นำเข้า 1 คัน ผลิตคืน 2 คัน) ซึ่งมาตราการดังกล่าวมีผลไปจนถึงปี 2570

 

และในปีนี้มีผู้ผลิตหลายรายเข้าสู่กระบวนการผลิตชดเชย ซึ่งเตรียมเปิดสายการผลิต อาทิ HYUNDAI ที่เตรียมแนะนำรถยนต์ไฟฟ้า IONIQ 5 รุ่นผลิตในประเทศในช่วงกลางปีนี้ เช่นเดียวกับ CHERY Q รถยนต์ไฟฟ้าที่เปิดช่วงราคาไว้ไม่เกิน 500,000 บาท ก็เตรียมจะผลิตจากโรงงานในไทยที่จังหวัดระยองในช่วงกลางปีเช่นเดียวกัน

 

นี่คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปภายหลังงานแสดงยานยนต์อย่าง Bangkok International Motor Show ปิดฉากลง นับเป็นแรงส่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีการขยับตัวและสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2026 ทั้งนี้งาน Bangkok International Motor Show ครั้งถัดไป จะจัดขึ้นในวันที่ 22 มีนาคม ถึง 4 เมษายน 2570 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งผู้จัดงานคาดว่าจะยิ่งใหญ่ และเข้มข้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา

The post ปิดฉาก ‘Motor Show 2026’ ยอดจองรถทุบสถิติทะลุ 1.3 แสนคัน โตพุ่ง 71% พลังงานไฟฟ้าเบอร์หนึ่ง BYD ครองแชมป์ ขณะที่กลุ่มกระบะยังน่าห่วงจากพิษเศรษฐกิจและสงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดฉาก ‘มอเตอร์โชว์ 2026’ รับกระแส EV แรง หลังราคาน้ำมันแพง https://thestandard.co/motor-show-2026-ev-demand/ Sat, 28 Mar 2026 12:18:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1192363 บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง

เป็นธรรมเนียมของช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ที […]

The post เปิดฉาก ‘มอเตอร์โชว์ 2026’ รับกระแส EV แรง หลังราคาน้ำมันแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง

เป็นธรรมเนียมของช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ที่จะมีงานแสดงยานยนต์ที่จัดยาวนานและต่อเนื่องอย่าง Bangkok International Motor Show ที่ปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 47 โดยยังคงใช้สถานที่อย่าง อิมแพค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 เมืองทองธานี เป็นสถานที่ที่รวบรวมแบรนด์รถยนต์ รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องไว้ในที่เดียว ให้ผู้ที่สนใจหรือมองหารถใหม่ ได้มีโอกาสสัมผัสอย่างใกล้ชิดและสามารถเปรียบเทียบรุ่นรถที่คุณสนใจได้โดยไม่ต้องขับรถไปตามโชว์รูมซึ่งใช้เวลาเดินทางพอสมควร

 

ขณะเดียวกันสถานการณ์ด้านพลังงานในประเทศปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเริ่มสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น อีกทั้งแบรนด์รถยนต์หลายค่ายได้ใช้งานนี้เปิดตัวรุ่นใหม่เป็นครั้งแรกพร้อมประกาศราคา ทำให้ประชาชนสามารถตัดสินใจง่ายขึ้น อีกทั้งกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่เปิดตัวในปีนี้อยู่ในช่วงราคา 400,000-799,000 บาท ซึ่งเป็นช่วงราคาที่ประชาชนสามารถจับจองได้ง่ายขึ้น ไปรวมถึงเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ที่ในแต่ละรุ่นเริ่มสามารถวิ่งได้ไกลตั้งแต่ 400-680 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่ส่วนใหญ่เพียงพอต่อการใช้งาน

 

สำหรับบรรยากาศการจัดงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ในช่วงวันธรรมดานั้น คึกคักและหนาแน่นจนแทบไม่มีทางเดิน อีกทั้งแบรนด์รถยนต์ที่มีรถยนต์ไฟฟ้าประชาชนต่อคิวรอชมรถต่อเนื่อง บางแบรนด์มีรถให้ทดลองขับ ลูกค้าต้องลงคิวซึ่งจำนวนผู้ที่สนใจทดลองขับมีจำนวนมาก ถึงกับต้องรอคิวยาวเป็นชั่วโมง ซึ่งปกติเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงงานวันหยุดสัปดาห์ แต่ในปีนี้กลับเกิดขึ้นในวันธรรมดา สะท้อนถึงความสนใจรถยนต์ไฟฟ้าของลูกค้าชาวไทยเพิ่มมากขึ้น

 

บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง 1

 

สำหรับดาวเด่นในงานมอเตอร์โชว์ 2026 ที่พูดถึงมากที่สุดคือ Mazda6e รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ที่ใช้งานนี้ประกาศราคาอย่างเป็นทางการ อยู่ที่ 1,169,000-1,199,000 บาท มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง 258 แรงม้า สามารถวิ่งไกลได้ 654 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC หลังจากประกาศราคาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (23 มีนาคม) รอบประชาชนทั่วไปบูธ Mazda กลับแน่นจนต้องต่อแถวรอชมรถ ขณะที่คิวทดลองขับ จากการสอบถามพนักงานขายพบว่า คิวรอทดลองขับยาวมากๆ ต้องรอเป็นเวลา 3 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ หากสภาพการจราจรโดยรอบที่จัดงานหนาแน่นเวลารอคิวทดสอบก็จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ทาง Mazda ได้เตรียมส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

 

บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง 2

 

ด้าน BYD กลับเป็นพูดถึงอีกครั้งภายหลัง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขับรถยนต์ไฟฟ้าเข้าทำเนียบรัฐบาลแทนรถประจำตำแหน่ง ซึ่งรถที่ขับนั้นเป็นรุ่น BYD SEALION 7 ในงานมอเตอร์โชว์ 2026 กลายเป็นที่สนใจของประชาชนมากขึ้น พร้อมทั้ง BYD ยังได้เปิดตัวรถใหม่พร้อมกัน 4 รุ่น คือ BYD ATTO 1 ที่มาพร้อมขุมพลังไฟฟ้า 75 แรงม้า วิ่งไกล 380 กิโลเมตร ราคาอยู่ที่ 429,900-459,900 บาท BYD ATTO 2 ขุมพลังไฟฟ้า 177 แรงม้า วิ่งไกล 410 กิโลเมตร ราคาอยู่ที่ 629,900-659,900 บาท BYD SEALION 5 DM-i Super PHEV ขุมพลังเบนซินผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังรวม 210 แรงม้า วิ่งไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ราคาอยู่ที่ 759,900-799,900 บาท และ BYD SEAL6 ขุมพลังไฟฟ้า 218 แรงม้า วิ่งไกล 485 กิโลเมตร ราคาอยู่ที่ 899,900 บาท บรรยากาศประชาชนให้ความสนใจ แม้จะไม่หนาแน่น ส่วนหนึ่งมาจากการประกาศราคาที่ไม่เขย่าแรงเหมือนครั้งก่อน

 

บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง 3

 

ขณะที่ GWM ได้ใช้งานมอเตอร์โชว์ 2026 เปิดราคารถรุ่นใหม่อย่าง ORA 5 ที่มีให้เลือก 2 ขุมพลัง ทั้งแบบไฟฟ้า EV มาพร้อมพละกำลัง 204 แรงม้า วิ่งไกล 520 กิโลเมตร มาตรฐาน NEDC ราคาคาดการณ์อยู่ที่ 629,000-699,000 บาท และแบบ Hybrid มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังรวม 223 แรงม้า ราคา 709,000-779,000 บาท ซึ่งเป็นราคาพิเศษจำกัด 1,000 คันแรก ซึ่งล่าสุดครบโควต้าเป็นที่เรียบร้อยภายใน 72 ชั่วโมง ทั้งนี้ทาง GWM ได้ขยายเวลาราคาพิเศษไปจนถึงวันที่ 5 เมษายนนี้ โดยบรรยากาศในบูธมีผู้ชมสนใจรถรุ่นนี้เป็นจำนวนมาก เพราะนี่คือรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่มาแทน ORA GoodCat ที่ยุติการผลิตไปเมื่อสิ้นปี 2025

 

ส่วนแบรนด์ MG ที่งานนี้ได้เปิดตัว MG IM5 กับราคาพิเศษ 1,449,900 บาท ที่มาพร้อมพละกำลัง 407 แรงม้า วิ่งไกล 860 กิโลเมตรต่อชาร์จ พร้อมกันนี้ยังแนะนำ MG4 MY2026 ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูงของแบรนด์ ได้ปรับอุปกรณ์ใหม่พร้อม 2 ขุมพลัง โดยรุ่น D Standard Range พละกำลัง 170 แรงม้า วิ่งไกล 450 กิโลเมตรต่อชาร์จ ราคาพิเศษ 579,900 บาท และ รุ่น X Long Range พละกำลัง 245 แรงม้า วิ่งไกล 540 กิโลเมตรต่อชาร์จ ราคาพิเศษ 699,900 บาท ทั้งสองรุ่นยังคงได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่างต่อเนื่อง

 

บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง 4

 

ด้านเจ้าพ่อรถ EV อย่าง TESLA ที่ร่วมงานมอเตอร์โชว์ 2026 เป็นครั้งแรกได้นำรถรุ่นใหม่มาเปิดตัวอย่าง TESLA MODEL Y L เป็นประเทศที่ 4 ของโลก ซึ่งโชว์ตัวครั้งแรกในไทย และเป็นครั้งแรกที่ TESLA มีรถ 3 แถว 6 ที่นั่ง ด้านพละกำลังมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ 462 แรงม้า วิ่งไกล 681 กิโลเมตรต่อชาร์จ มาตรฐาน NEDC มีราคาอยู่ที่ 1,999,000 บาท ซึ่งประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ชนิดต่อแถวยืนรอข้างรถเพื่อสัมผัสรถอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมี TESLA MODEL 3 RWD รุ่นที่ถูกที่สุด 1,149,000 บาท กลายเป็นรถที่ได้รับความสนใจมากที่สุดเลยก็ว่าได้

 

บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง 5

 

อีก 1 แบรนด์ที่ประชาชนมาแน่นจนล้นบูธอย่าง CHERY ที่ครั้งนี้นำรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่ม City Car อย่าง CHERY Q มาจัดแสดงเรียกน้ำย่อยพร้อมเปิดให้ผู้ที่สนใจจองสิทธิ์ได้ โดยสเปกเบื้องต้นจะมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า พละกำลัง 122 แรงม้า ชาร์จเต็มวิ่งได้ไกล 400 กิโลเมตร ทั้งนี้ทาง CHERY ได้เผยช่วงราคาคาดการณ์ไว้อยู่ที่ 400,000-500,000 บาท โดยมีแผนจะเปิดตัวในไทยช่วงกลางปีนี้ พร้อมประกอบจากโรงงานที่จังหวัดระยอง

 

บรรยากาศงาน มอเตอร์โชว์ 2026 ผู้คนแห่ชมรถยนต์ไฟฟ้า EV คึกคัก ยอดจองพุ่งรับน้ำมันแพง 6

 

ขณะที่แบรนด์พรีเมียม ปีนี้ MERCEDES-BENZ กลายเป็นแบรนด์ที่มีผู้ชมล้นบูธ จากการเปิดราคา MERCEDES BENZ CLA 250+ ELECTRIC อยู่ที่ 2,290,000 บาท มาพร้อมขุมพลัง 272 แรงม้า วิ่งไกล 792 กิโลเมตรต่อชาร์จ ซึ่งในกลุ่มราคาต่ำกว่า 2.5 ล้าน แต่ได้ระยะทางเกือบ 800 กิโลเมตร กลายเป็นที่สนใจของผู้ชมที่พากันมาชมกันไม่ขาดสาย ซึ่งได้รับรายงานว่าโควตารถส่งมอบปีนี้ใกล้หมดแล้ว อย่างไรก็ตามการส่งมอบให้กับลูกค้าจะเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน เนื่องจากเป็นการผลิตที่โรงงานธนบุรีประกอบรถยนต์ จังหวัดสมุทรปราการ

 

ด้วยสถานการณ์ความมั่นคงพลังงานทำให้ผู้ชมสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่า รถยนต์ที่ใช้น้ำมันในท้องตลาดยังมีสัดส่วนที่สูงอยู่ เพียงแต่ความสนใจกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์รถยนต์ที่ไม่มีขุมพลังไฟฟ้าพยายามงัดกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าที่อาจจะยังไม่พร้อมใช้ขุมพลังงานไฟฟ้า

 

อีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบคือรถกระบะ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีขุมพลังดีเซลเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่มีขุมพลังไฟฟ้าให้เลือก อาทิ TOYOTA HILUX TRAVO-e ISUZU D-MAX EV แม้ค่าตัวจะสูงสวนทางกับความสามารถในการวิ่งไกลที่ยังน้อยเกินไป แต่นั่นถือเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าในงานมอเตอร์โชว์ปีนี้

 

 

ทั้งนี้หลังจากเปิดให้ประชาชนเข้าชมงานตั้งแต่วันที่ 25 ถึง 27 มีนาคม มียอดจองรถยนต์ราว 14,000 คัน ทั้งนี้ ประเมินจากตัวเลขช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 คาดว่าเมื่อครบสัปดาห์ของการจัดงาน จะมีตัวเลขยอดจองรถยนต์สะสมอยู่ราวๆ 20,000 คัน โดยตัวเลขยอดจองอย่างเป็นทางการและสัดส่วนกลุ่มพลังงานจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เมษายน

 

ด้วยปัจจัยสถานการณ์พลังงานปัจจุบันเป็นตัวเร่งทำให้ประชาชนหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น และงานมอเตอร์โชว์ 2026 ถือเป็นงานที่รวบรวมรถทุกแบรนด์ไว้ในที่เดียว เพื่อให้สามารถตัดสินใจและเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น โดยงาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 จะจัดไปจนถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี

 

 

The post เปิดฉาก ‘มอเตอร์โชว์ 2026’ รับกระแส EV แรง หลังราคาน้ำมันแพง appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด AOT ไฟเขียวแนวทางแก้ไขสัญญา Duty Free ใน 5 สนามบิน กับ ‘คิง เพาเวอร์ เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ-รายได้ที่มั่นคงกว่า https://thestandard.co/aot-duty-free-king-power/ Wed, 03 Dec 2025 08:31:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1151023 บอร์ด AOT ไฟเขียวแนวทางแก้ไขสัญญา Duty Free ใน 5 สนามบิน กับ คิง เพาเวอร์ เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ-รายได้ที่มั่นคงกว่า

กฤช ภาคากิจ เลขานุการบริษัท ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ บร […]

The post บอร์ด AOT ไฟเขียวแนวทางแก้ไขสัญญา Duty Free ใน 5 สนามบิน กับ ‘คิง เพาเวอร์ เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ-รายได้ที่มั่นคงกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ด AOT ไฟเขียวแนวทางแก้ไขสัญญา Duty Free ใน 5 สนามบิน กับ คิง เพาเวอร์ เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ-รายได้ที่มั่นคงกว่า

กฤช ภาคากิจ เลขานุการบริษัท ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) หรือ AOT ส่งหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไทย (ตลท.) เรื่อง การแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานที่อยู่ในความรับผิดชอบของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)

 

ตามหนังสือที่อ้างถึง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) ได้รายงานให้ทราบว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ทอท. ครั้งที่ 16/2568 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมได้มีมติให้ความเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ตามรายงานผลการศึกษาของที่ปรึกษา เพื่อใช้เป็นกรอบในการเจรจากับ บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด (KPD) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ทอท. และเป็นธรรมกับคู่สัญญา

 

ในการประชุมคณะกรรมการ ทอท. ครั้งที่ 18/2568 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ประชุมได้มีมติ เห็นชอบผลการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงในการแก้ไขปัญหา และ อนุมัติให้ ทอท. แก้ไขสัญญาอนุญาตให้ประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานทั้ง 5 แห่ง (สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, ภูเก็ต, เชียงใหม่ และหาดใหญ่) ตามผลการเจรจาของคณะทำงาน โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

 

ทอท. ได้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่างการแก้ไขสัญญากับการยกเลิกสัญญาแล้วเปิดประมูลใหม่ และสรุปว่า ทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดคือการแก้ไขสัญญา โดยคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ดังนี้

 

  • รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ทอท. สามารถให้บริการผู้โดยสารได้อย่างต่อเนื่อง (Level of Service) ไม่ต้องเสียเวลาหาผู้ประกอบการรายใหม่ซึ่งอาจใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 14 เดือน
  • รายได้ที่มั่นคงกว่า ทอท. ยังคงได้รับค่าผลประโยชน์ตอบแทนอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีช่วงขาดรายได้
  • ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า การแก้ไขสัญญาให้ผลตอบแทนทางการเงินสูงกว่าผลตอบแทนขั้นต่ำในกรณีหาผู้ประกอบการรายใหม่ในสถานการณ์ปัจจุบัน
  • ลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ช่วยรักษาการจ้างงานและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

 

ในสัญญาฉบับแก้ไข ทอท. จะยังคงเงื่อนไขสำคัญคือ 1) การเก็บค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ (Minimum Guarantee: MG) ที่มีการเติบโตร้อยละ 5 ต่อปี, 2) ส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ร้อยละ 20 และ 3) ค่าผลประโยชน์ตอบแทนส่วนเพิ่ม (Upside) โดยมีรายละเอียดเฉพาะของแต่ละท่าอากาศยาน ดังนี้

 

1. ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.)

 

  • ค่าตอบแทน: เรียกเก็บ MG ตามจำนวนผู้โดยสาร (เทียบเท่า 232.90 บาทต่อคน เติบโต 5% ทุกปี) และได้เจรจาขอส่วนแบ่งรายได้เพิ่มอีกร้อยละ 35 ของมูลค่าซื้อต่อผู้โดยสาร (Spending per Head) ส่วนเกิน
  • ระยะเวลาสัญญา: ขยายออกไปอีก 2 ปี เพื่อให้ครอบคลุมช่วงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) และการปิดซ่อมแซมพื้นที่อาคารปัจจุบันในช่วงปี 2575–2578

 

2. ท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.)

 

  • ค่าตอบแทน: คงการเรียกเก็บ MG ต่อตารางเมตร (39,187.76 บาท/ตร.ม./เดือน) และ Revenue Sharing ที่ร้อยละ 20 หากผู้โดยสารฟื้นตัวเกิน 100% จะกลับไปใช้อัตราเดิมที่เคยตกลงไว้
  • ระยะเวลาสัญญา: ขยายระยะเวลาเพื่อให้สอดคล้องกับการย้ายไปอาคารผู้โดยสาร 3 (Terminal 3) ซึ่งต้องมีการลงทุนใหม่ โดยระยะเวลาที่เหมาะสมในการขยายคือ 2 ปี (เพื่อให้คุ้มทุน 5 ปีนับรวมสัญญาคงเหลือ) แต่หากการก่อสร้างล่าช้าจนสัญญาเหลือน้อยกว่า 1 ปี ทอท. ขอสงวนสิทธิ์ยกเลิกสัญญาเพื่อประมูลใหม่

 

3. ท่าอากาศยานภูมิภาค (ภูเก็ต, เชียงใหม่, หาดใหญ่)

 

  • ค่าตอบแทน: เรียกเก็บ MG ตามจำนวนผู้โดยสาร (เทียบเท่า 129.67 บาทต่อคน และเติบโต 5% ทุกปี ตั้งแต่ปี 2573) พร้อมส่วนแบ่งรายได้เพิ่มอีกร้อยละ 35 ของยอดใช้จ่ายส่วนเกินเช่นเดียวกับ ทสภ.
  • เงื่อนไขเพิ่มเติม: หากธุรกิจกลับมาดีเหมือนเดิมตามข้อเสนอ (Proposal) เดิมของ KPD ทอท. ขอสงวนสิทธิ์ที่จะเรียกเก็บค่าตอบแทนตามที่ KPD เคยเสนอไว้

 

ภาพ: umitc/Shutterstock

The post บอร์ด AOT ไฟเขียวแนวทางแก้ไขสัญญา Duty Free ใน 5 สนามบิน กับ ‘คิง เพาเวอร์ เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ-รายได้ที่มั่นคงกว่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจ 5 แบรนด์ EV ที่มียอดจองสูงสุดในงาน Motor Show 2025 https://thestandard.co/top-ev-brands-motor-show/ Tue, 27 May 2025 06:48:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1079033

รถยนต์ไฟฟ้า หรือที่มักจะเรียกกันว่า EV (Electric Vehicl […]

The post สำรวจ 5 แบรนด์ EV ที่มียอดจองสูงสุดในงาน Motor Show 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>

รถยนต์ไฟฟ้า หรือที่มักจะเรียกกันว่า EV (Electric Vehicle) กำลังเป็นเทรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมถึงประเทศไทยด้วยเช่นกัน ในงาน Motor Show 2025 ของประเทศไทยที่เพิ่งผ่านมานี้ ยอดจองรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถึง 53,438 คัน จากรถยนต์ทั้งหมด 77,379 คัน คิดเป็นสัดส่วน 65.4%

 

ซึ่งแบรนด์รถ EV ที่มียอดจองสูงสุดในงาน 5 แบรนด์แรก ล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทจีน ประกอบด้วย BYD, GAC, CHANGAN, MG และ GWM ตามลำดับ

 

ในบทความนี้ทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปสำรวจ 5 บริษัท EV ที่มียอดจองสูงสุดในงาน Motor Show 2025 กัน

 


 

5 แบรนด์ EV ยอดจองสูงสุดใน Motor Show ปีนี้

 

ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

The post สำรวจ 5 แบรนด์ EV ที่มียอดจองสูงสุดในงาน Motor Show 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปสัดส่วนยอดจดทะเบียนและยอดขายรถยนต์ในไทย แบรนด์ไหนครองตลาดมากที่สุดในปี 2567 https://thestandard.co/car-registration-sales-thailand-2567-top-brands/ Sun, 29 Dec 2024 23:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1025266 car-registration-sales-thailand-2567-top-brands

แม้ว่าปีนี้ยอดขายและยอดผลิตรถยนต์ซบเซา แต่เป็นที่น่าสนใ […]

The post สรุปสัดส่วนยอดจดทะเบียนและยอดขายรถยนต์ในไทย แบรนด์ไหนครองตลาดมากที่สุดในปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
car-registration-sales-thailand-2567-top-brands

แม้ว่าปีนี้ยอดขายและยอดผลิตรถยนต์ซบเซา แต่เป็นที่น่าสนใจว่ายอดขายรถ Hybrid และ BEV ในไทยมีแนวโน้มเติบโต โดยจะเห็นว่าตลาดรถยนต์นั่งไฟฟ้า (Hybrid และ BEV) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าในปีหน้ายอดขายรถกลุ่มนี้จะอยู่ที่ราว 2.1 แสนคัน หรือคิดเป็น 30% ของยอดขายรถยนต์ในประเทศทั้งหมด

 

ตลาดรถ Hybrid ถือเป็นแรงส่งสำคัญ เพราะผู้บริโภคเปิดรับรถกลุ่มนี้มากขึ้น ทั้งในรถระดับกลาง (ราคา 500,000-1,000,000 บาท) และรัฐบาลออกมาตรการสนับสนุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและ Hybrid โดยปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฮบริด (HEV) ตั้งแต่ปี 2571-2575 หรือช่วง 5 ปี ซึ่งมีค่ายรถสนใจเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 5 ราย เงินลงทุน 4 ปีไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท

 

โดยจะเห็นว่าตลาดรถหรูหลายแบรนด์ก็หันมากระตุ้นยอดขายรถไฮบริดและ BEV ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจนสูงกว่ารถสันดาปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น BMW, Mercedes-Benz, Porsche, Volvo, MINI, Lexus, Audi, Land Rover, Bentley, Ferrari, McLaren, Jaguar

 

กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาพรวมตลาดปีนี้ สาเหตุหลักที่ต้องปรับเป้าการผลิตและยอดขายลดลงนั้นมาจากแบงก์เข้มงวดการปล่อยสินเชื่อและเศรษฐกิจในประเทศอ่อนแอ โดยยอดขายรถยนต์เดือนพฤศจิกายนร่วงลงอีก 31.34%

 

THE STANDARD WEALTH สรุปสัดส่วนยอดจดทะเบียนของแต่ละแบรนด์ในปีนี้ว่าเป็นอย่างไร

 

car-registration-sales-thailand-2567

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post สรุปสัดส่วนยอดจดทะเบียนและยอดขายรถยนต์ในไทย แบรนด์ไหนครองตลาดมากที่สุดในปี 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครึ่งปี 2567 ใครเป็นเจ้าตลาด EV ในไทย https://thestandard.co/ev-market-leader-in-thailand/ Thu, 01 Aug 2024 14:31:59 +0000 https://thestandard.co/?p=966307

ช่วงเวลากว่า 2 ปี EV จีนเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางกา […]

The post ครึ่งปี 2567 ใครเป็นเจ้าตลาด EV ในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่วงเวลากว่า 2 ปี EV จีนเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการมากถึง 8 แบรนด์ ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคในไทยไม่น้อย ด้วยมาตรการสนับสนุนและราคาที่จับต้องได้ หลายๆ แบรนด์เริ่มออกโปรโมชันลดราคาคึกคัก

 

เรียกได้ว่าขณะนี้ EV 4 แบรนด์จากจีน ครองส่วนแบ่งตลาด EV ไทยสูงถึง 82%

 

ขณะเดียวกันสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระบุว่า หากดำเนินการเต็มรูปแบบ แบรนด์ EV จีนที่เข้ามาตั้งฐานผลิตในไทยจะมีกำลังการผลิตต่อปีได้ประมาณ 750,000 คัน

 

THE STANDARD WEALTH ชวนดูสัดส่วน EV จีนในไทยปี 2567 ใครเป็นเจ้าตลาด และมีการผลิตเท่าไร

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

 

ภาพประกอบ: กริน วสุรัฐกร

The post ครึ่งปี 2567 ใครเป็นเจ้าตลาด EV ในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนวิเคราะห์สถานการณ์ ‘เพียงแค่ 2 ปี’ คลื่น EV จีนซัดอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยล้มเป็นโดมิโนทั้งห่วงโซ่อุปทาน ‘เจ็บ’ แค่ไหน? https://thestandard.co/analysis-of-the-ev-situation-in-thailand/ Thu, 01 Aug 2024 09:36:46 +0000 https://thestandard.co/?p=966111

หลังจากที่รัฐบาลไทยริเริ่มผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า […]

The post ชวนวิเคราะห์สถานการณ์ ‘เพียงแค่ 2 ปี’ คลื่น EV จีนซัดอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยล้มเป็นโดมิโนทั้งห่วงโซ่อุปทาน ‘เจ็บ’ แค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากที่รัฐบาลไทยริเริ่มผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ด้วยการอุดหนุน EV จีน ส่งผลให้แบรนด์ EV จีนจำนวนมากได้เข้ามาทำตลาดในไทยและมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด

 

เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ย่อมนำมาซึ่งการปรับตัวและเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิมอาจต้องถูกดิสรัปต์ รับแรงกระแทกกันไปบ้าง

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

หลักๆ ที่กำลังจะชวนวิเคราะห์ในวันนี้ นอกจากยอดขายรถยนต์ที่ลดลงจากหลายปัจจัย ก็อาจถึงเวลาที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต้องปรับตัวทั้งห่วงโซ่อุปทาน ชัดเจนที่สุดคือกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ต่างได้รับผลกระทบ เกิดสงครามราคาจาก EV จีนเข้ามาทำตลาดมากน้อยแค่ไหน เหตุใดหลายๆ โรงงานต้องปิดตัวลง

 

ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เพื่อรักษาความสมดุล ไทยผู้ครองตำแหน่งดีทรอยต์แห่งเอเชียจะมีวิชั่นอย่างไรต่อไป ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลเองก็ต้องทำการบ้านอย่างหนักเช่นกัน

 

รัฐอัดฉีดมาตรการ EV แลกผลิตชดเชยในประเทศ

 

เมื่อสแกนดูประเด็นของการสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรม EV ไทย ต้องย้อนไปช่วงเวลา 2 ปี ในปี 2565 นับตั้งแต่รัฐบาลมีโครงการอุดหนุนสำหรับผู้ผลิต EV จีน ทั้งภาษี มาตรการด้านการผลิต ผู้ผลิตที่ได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้มาตรการ EV 3.5 และนำเข้า EV เข้ามาจำหน่ายในประเทศในช่วงปี 2567-2568 จะต้องผลิตชดเชยภายในประเทศภายในปี 2569-2570 ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) รัฐบาลเสนอเงินอุดหนุนสูงสุด 150,000 บาทต่อคัน

 

โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องผลิตเท่ากับจำนวนที่นำเข้ามาในประเทศ ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป สามารถรับเงินอุดหนุนขายในประเทศและส่งออกได้ ส่งผลให้ EV จีนเข้ามาทำตลาดและเกิดการแข่งขันจนมีราคาถูกลง

 

EV จีนเปิดสงครามราคา

 

ด้วยเหตุนี้ แบรนด์ EV จีน 6 ราย ไม่ว่าจะเป็น BYD ซึ่งเป็นผู้ผลิต EV รายใหญ่ที่สุดของจีน ลดราคาของ ATTO รุ่นใหม่ลงมากถึง 340,000 บาท ลดราคาถึง 37% จากราคาเปิดตัว 899,000 บาท

 

ขณะที่ NETA ลดราคารุ่น V-II ลง 50,000 บาท หรือ 9% จากราคาเปิดตัว 549,000 บาท

 

ในแง่ของการผลิตในไทย ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า แบรนด์ EV จีนที่ผลิตในไทย ที่ไม่ใช่เพียงแค่รายใหญ่อย่าง BYD ที่ตั้งฐานผลิตในไทย แต่เมื่อรวมบรรดาคู่แข่งจากจีน จะมีกำลังการผลิตต่อปีได้ประมาณถึง 750,000 คัน หากโรงงานในไทยเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบ ดังต่อไปนี้

 

  • NETA 200,000 คันต่อปี
  • BYD 150,000 คันต่อปี
  • CHANGAN 100,000-200,000 คันต่อปี
  • MG 100,000 คันต่อปี
  • GWM 80,000 คันต่อปี
  • GAC AION 50,000 คันต่อปี

 

โดย 4 แบรนด์เริ่มผลิตในไทยแล้ว นั่นคือ NETA, GWM, MG และล่าสุดคือ BYD

 

 

ดังนั้นด้วยกำลังการผลิตที่สูงได้มากถึงเช่นนี้ ทำให้แบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่น ‘เสียเปรียบ’ โดยสาเหตุหลักคือการอุดหนุนจากรัฐบาลไทยที่ไม่เอื้อต่อแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะทำให้แบรนด์ญี่ปุ่นเริ่มทยอยปรับโครงสร้างการผลิตไปจนถึงถอนการผลิตออกจากไทย

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภาคส่วน EV ต่อไป และแสดงจุดยืนที่บอกว่าไทยกำลังมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเป้าหมาย จึงมุ่งเป้าไปที่การเติบโตของ EV

 

ข้อนี้ยิ่งสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตรถยนต์สันดาป ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากผลิตยานยนต์ประเภทนี้ประมาณ 90% ในประเทศ

 

สิ่งที่ตามมาคือผลกระทบของโครงการอุดหนุนจากรัฐบาลไทยกระทบวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ทั้งหมดในไทย เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยคิดเป็น 11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และมีแรงงานในภาคส่วนนี้มากกว่า 750,000 คน นอกจากนี้ โครงการอุดหนุนดังกล่าวส่งผลให้โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์หลายแห่งต้องปิดกิจการ

 

สมพล ธนาดำรงค์ศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) กล่าวว่า แบรนด์ EV ที่ได้รับการอุดหนุนไม่ได้ซื้อชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่จากซัพพลายเออร์ในประเทศ และมีโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยเพียง 12 แห่งจากทั้งหมด 660 แห่ง ที่สามารถเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนรถยนต์ให้กับแบรนด์ EV จีนได้

 

สมพลบอกอีกว่า หลักๆ จะพึ่งพาการนำเข้าจากจีน หรือในห่วงโซ่อุปทานต้นทุนต่ำนั่นเอง

 

“มากไปกว่านั้น ผู้ผลิตชิ้นส่วน Local Content ส่วนใหญ่ลดการดำเนินงานเหลือเพียง 3 วันต่อสัปดาห์ เนื่องจากความต้องการลดลง ประมาณ 12 ราย ถูกบีบให้ปิดกิจการ ขณะนี้จึงทำให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่”

 

เนื่องจากคำสั่งซื้อลดลง 40% ในปี 2567 นำไปสู่การลดกำลังการผลิตลง 30-40% และบริษัทเหล่านี้จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับ ‘พลวัต’ ของตลาดรูปแบบใหม่ให้ได้

 

เมื่อถามว่าเหตุใดจึงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย นั่นเพราะอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นภาคส่วนที่มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศเป็นอันดับ 4 เป็นส่วนหนึ่งของภาคอุตสาหกรรมโดยรวมที่คิดเป็น 25.2% ของ GDP ที่เหลือคือภาคการท่องเที่ยว 18% ภาคค้าปลีก 16% และภาคเกษตร 8.6%

 

เมื่อรวมกับจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยที่เปราะบางอยู่แล้ว จากการที่ผู้บริโภคลดการซื้อสินค้าราคาแพง หนี้ครัวเรือนสูง และยอดปฏิเสธสินเชื่อที่มีมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายเริ่มลดลง ซึ่งในช่วง 5 เดือนแรกของปีลดลง 23% จากช่วงเดียวกันของปี 2566 นับเป็นยอดขายต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

 

ผู้ผลิตสันดาปลดกำลังการผลิตเพื่อเอาตัวรอด

 

ดังจะเห็นได้ว่านับตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม 2567 Honda Motor ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น วางแผนจะยุติการผลิตรถยนต์ที่โรงงานอยุธยาภายในปี 2568 และรวมการดำเนินงานทั้งหมดไปโรงงานปราจีนบุรี รวมถึงลดการผลิตลงจากปีละ 270,000 คัน เหลือปีละ 120,000 คัน

 

ขณะที่ Subaru ประกาศหยุดการดำเนินการประกอบรถยนต์ในไทยภายในสิ้นปี 2567 ส่วน Suzuki จะยุติการประกอบรถยนต์ในไทยภายในสิ้นปี 2568

 

กระทั่งกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาประกาศว่า ช่วงครึ่งปีแรก 2567 เศรษฐกิจไทยยังไม่มีท่าทีฟื้น สาเหตุหลักๆ คือคนไทยยังมีหนี้ท่วม ไฟแนนซ์ยังคงคุมเข้มสินเชื่อ และดัชนีภาคการผลิตร่วงหลายเดือนติดต่อกัน

 

ส่งผลให้ ส.อ.ท. ต้องออกมาประกาศปรับเป้าการผลิตรถยนต์จาก 1,900,000 คัน เหลือ 1,700,000 คัน หมายความว่าการผลิตในไทยจะหายไปถึง 200,000 คัน และจะมีการผลิต EV เข้ามามากขึ้น

 

อีกหนึ่งสิ่งสะท้อนล่าสุดในมุมภาคการผลิต วรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ระบุว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายน 2567 อยู่ที่ระดับ 96.08 หดตัว 1.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงหดตัวต่อเนื่อง เพราะประชาชนขาดกำลังซื้อภายในประเทศ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง

 

โดยพบว่าดัชนี MPI เดือนมิถุนายน 2567 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจาก

 

  • ยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 18.05% จากรถบรรทุกปิกอัพ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และเครื่องยนต์ดีเซล เป็นหลัก ตามการชะลอตัวของตลาดในประเทศ ผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลง หนี้ครัวเรือนสูง และสถาบันการเงินยังคงความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ
  • ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.08% จาก PCBA และ Integrated Circuit (IC) เป็นหลัก โดยเป็นไปตามภาวะตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลก ที่หดตัวทั้งจากตลาดในประเทศและตลาดส่งออก โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยานยนต์
  • จักรยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23.42% จากความต้องการของประเทศคู่ค้าที่ลดลง และเหตุผลเดียวกับยานยนต์

 

ภาพ: Chalffy / Getty Images

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเป้าหมาย นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ต้องยอมรับว่าวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง โลกมุ่งไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ต่างจากที่ในอดีตเราเคยใช้ Nokia วันนี้ก็พัฒนาไปอีกระดับ รัฐบาลพยายามส่งเสริมการลงทุนทั้งในแง่ของการผลิต EV ทั้งซัพพลายในไทย และขอให้แบรนด์ EV จีนสนับสนุนซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในไทย ซึ่งยืนยันว่าเราก็ได้ดำเนินการแล้ว

 

โดยดึง 7 ค่ายรถยนต์ชั้นนำของจีน ได้แก่ BYD, MG, GWM, NETA, CHANGAN, GAC AION และ OMODA & JAECOO ประกาศใช้ชิ้นส่วนในไทย 40-90% เพื่อให้การผลิตไทยเข้าสู่ ‘สมรภูมิใหม่‘ ควบคู่ไปกับการออกมาตรการสนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ไฮบริด

 

“ประเด็นของโรงงานในไทย มีเปิดและปิดกิจการตามการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี อย่างเช่นปีนี้ กิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Printed Circuit Board: PCB) มีคำขอเข้ามา 31 โครงการ เงินลงทุนรวม 39,732 ล้านบาท และโรงงาน PCB เตรียมเปิดในไทยเพิ่มอีกกว่า 50 แห่ง เป็นการลงทุนจากนักลงทุนไต้หวัน จีน หลายพันล้านไปจนถึงหลายหมื่นล้าน เขาต้องการจ้างงานคนไทยไม่ต่ำกว่า 50,000 ตำแหน่ง”

 

ทั้งนี้ ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 6 เดือนแรกปี 2567 ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมี 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน เกษตรและแปรรูปอาหาร

 

ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) สิงคโปร์เป็นอันดับ 1 ตามด้วยจีน และฮ่องกง ปีนี้ BOI ก็เดินหน้าแผนโรดโชว์ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการผลิต เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ไทยเป็นฮับอุตสาหกรรมใหม่ต่อไป

 

หุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วงหนักสุดปีนี้ -28% จากทั้งมรสุมหุ้น NEX และคลื่น EV จีน

 

หันมาที่หุ้นยานยนต์ (AUTO) ของไทยตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นหมวดที่ดัชนีร่วงลงมากที่สุดถึง 28.54% ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าเป็นผลจากการที่ราคาหุ้น บมจ.เน็กซ์ พอยท์ (NEX) ดิ่งลงไป 91.6% จากบริษัทที่เคยมีมูลค่า 20,000 ล้านบาท ลดลงมาเหลือเพียง 1,700 ล้านบาท

 

ขณะเดียวกันหุ้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอย่างยนต์รายใหญ่ในกลุ่ม เช่น บมจ.อาปิโก ไฮเทค (AH) และ บมจ.สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี (SAT) ต่างก็ร่วงลงมาในระดับ 35-45%

 

หากไม่นับมรสุมจากหุ้น NEX ซึ่งเป็นปัจจัยเฉพาะตัว จะเห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกำลังถูกกดดันอย่างหนัก ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ EV โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากอุตสาหกรรม EV จีนที่ไหลเข้ามาในไทย

 

ถกล บรรจงรักษ์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยไม่ได้รับประโยชน์มากนักจากบริษัทผู้ผลิต EV จีนที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศ เนื่องจากบริษัทจีนส่วนมากจะนำซัพพลายเออร์เข้ามาด้วย รวมทั้งการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศ

 

“ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในไทยถูกกระทบ 2 เด้ง ทั้งจากการไม่ได้รับคำสั่งซื้อใหม่ และคำสั่งซื้อเก่าที่ลดลง เพราะลูกค้าหลักที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นมียอดผลิตที่ลดลง”

 

ในปีนี้รายได้รวมของหุ้นกลุ่มยานยนต์น่าจะลดลงประมาณ 10% ตามยอดผลิตรถยนต์โดยรวมของทั้งประเทศที่ลดลงประมาณ 10% มาเหลือ 1,600,000 คัน ซึ่งตัวเลขนี้ยังมีแนวโน้มจะลดลงได้อีก

 

“ช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยแต่ละรายจะถูกกระทบอย่างน้อย 4-5% และบางรายที่ไม่สามารถปรับตัวเพื่อรองรับการผลิตชิ้นส่วน EV ได้ทัน จะถูกดิสรัปต์และได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก”

 

ถกลกล่าวต่อว่า การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอาจต้องรอให้ค่ายรถญี่ปุ่นเริ่มผลิต EV อย่างจริงจัง ซึ่งน่าจะเริ่มเห็นในปีหน้า แต่แบรนด์หลักอย่าง Toyota และ Honda อาจต้องรออีก 2-3 ปี

 

“กลุ่มยานยนต์น่าจะฟื้นตัวได้ต่ำกว่า 5% ในปี 2568 หลังจากที่ย่ำแย่ในปีนี้”

 

ด้าน บล.กรุงศรี ระบุว่า ราคาหุ้นกลุ่มยานยนต์ร่วงลงมาจนสะท้อนกรณีเลวร้ายสุดๆ ไปแล้ว ณ จุดนี้ เราเชื่อว่าราคาหุ้นน่าจะมีความเสี่ยงขาลงจำกัด อย่างไรก็ตาม เรายังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของยอดผลิตรถยนต์ในไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นในโมเมนตัมของราคาหุ้นพลิกฟื้นได้

 

ปัจจุบันราคาหุ้นในกลุ่มยานยนต์อยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี และผลประกอบการในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาน่าจะเป็นจุดต่ำที่สุด แต่จำเป็นจะต้องรอให้เห็นการฟื้นตัวของยอดผลิตรถยนต์รายเดือนก่อน

 

ทั้งนี้ ยอดผลิตรถยนต์ในไทยในเดือนพฤษภาคม 2567 ลดลง 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือ 116,000 คัน ขณะที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศลดลง 26% เหลือ 48,000 คัน ส่วนยอดส่งออกยังทรงตัวอยู่ที่ 89,000 คัน

 

อ้างอิง:

The post ชวนวิเคราะห์สถานการณ์ ‘เพียงแค่ 2 ปี’ คลื่น EV จีนซัดอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยล้มเป็นโดมิโนทั้งห่วงโซ่อุปทาน ‘เจ็บ’ แค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 แบรนด์ EV ที่มียอดจดทะเบียนสูงสุด และแบรนด์ไหนเริ่มผลิตในไทยแล้วปีนี้ https://thestandard.co/5-ev-brands-with-the-highest-registrations/ Tue, 02 Jul 2024 14:33:38 +0000 https://thestandard.co/?p=952920

การเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้ตลาดรถยนต์ในประเทศไทย […]

The post 5 แบรนด์ EV ที่มียอดจดทะเบียนสูงสุด และแบรนด์ไหนเริ่มผลิตในไทยแล้วปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

การเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยมีทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ตลอดจนส่งผลต่อตลาดรถยนต์กลุ่มอื่นที่ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

โดยปัจจัยที่ทำให้รถ EV เติบโต ส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลผ่านโครงการสนับสนุนและส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ที่ดึงผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และได้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้ผู้ผลิตจากประเทศจีนตบเท้าเข้ามาลงทุนปักฐานผลิตและวางตลาดในประเทศไทยกันอย่างคึกคัก

 

ซึ่งหากย้อนดูแรงกระตุ้นจะมาจากโครงการระยะแรก (EV 3.0) รัฐบาลได้ให้สิทธิประโยชน์ 

  • ส่วนลด 150,000 บาท สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาไม่เกิน 2,000,000 บาท 
  • ลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือ 40% 
  • ผู้ผลิตต้องผลิตคืนในอัตราส่วน 1:1 คัน (ขาย 1 คัน ผลิตคืน 1 คัน) ในปี 2024 ก่อนที่จะเข้าสู่ระยะที่ 2 (EV 3.5) เมื่อวันที่ 2 มกราคมที่ผ่านมา จึงจะได้รับการสนับสนุนลดลงเหลือ 100,000 บาท 
  • ปรับอัตราผลิตคืนเป็น 1:2 คัน (ขาย 1 คัน ผลิตคืน 2 คัน) ในปี 2026

 

เมื่อมีผู้เล่นมากขึ้น การแข่งขันจึงดุเดือด ท่ามกลางความท้าทายหลายปัจจัย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ปัจจุบันข้อมูลการจดทะเบียนประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รย.1) จากกรมการขนส่งทางบก พบว่าช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา

 

“ต้องยอมรับว่าการขยายเวลาจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าของโครงการ EV 3.0 ที่สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดจดทะเบียนอยู่ที่ 30,840 คัน เติบโตขึ้นจากปีก่อน 31%”

 

แต่หากดูช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม กลับลดลงจากปีก่อน 20% โดยบางแบรนด์มียอดจดทะเบียนลดลงเกิน 50% จึงเป็นปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้อัตราการจดทะเบียนลดลง 

 

อีกหนึ่งปัจจัยมาจาก ‘กำลังซื้อ’ ของลูกค้าครอบครองรถยนต์ไฟฟ้าผ่านโครงการ EV 3.0 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว บางส่วนรอคิวจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ จึงต้องใส่ป้ายแดงเป็นการใช้งานชั่วคราว อีกทั้งการลดราคาของผู้ผลิตรถยนต์ทำให้ ‘ลูกค้าชะลอการซื้อ’

 

รวมถึงในปี 2024 ตามข้อกำหนดที่ผู้ผลิตรถยนต์ได้เข้าร่วมโครงการ EV 3.0 จะต้องผลิตคืนในอัตรา 1:1 (ขาย 1 คัน ผลิตคืน 1 คัน) ซึ่งมีผู้ผลิตรถยนต์ได้ทยอยเปิดโรงงานและเริ่มขึ้นสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย

 

โดยในแง่ของการแข่งขันตลาดรถ EV สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ มองว่า ขณะนี้สถานการณ์การแข่งขันราคาของรถยนต์ EV ในไทยร้อนแรงมาก หลายๆ ค่ายต่างปรับลดราคาลง ถามว่ามีผลต่อตลาดหรือไม่นั้น 

 

สุรพงษ์บอกว่า “มีผลแน่นอน เพราะลูกค้าบางรายชะลอ ไม่ตัดสินใจซื้อในทันที หมายความว่าก็รอดูแบรนด์อื่นก่อน รอไปก่อนว่าจะลดตามหรือไม่ การตัดสินใจที่ช้าลงก็อาจมีผลต่อยอดขายที่ลดลงด้วย”

 

จึงสอดคล้องกับข้อมูลยอดจดทะเบียนกลุ่มรถ EV เดือนพฤษภาคมที่ 5,474 คัน แม้ว่าจะเพิ่มขึ้น 33% แต่ก็พบว่า 5 แบรนด์รถ EV ที่มียอดจดทะเบียนเดือนพฤษภาคม ‘ลดลงทุกแบรนด์’ ซึ่งเหตุผลหลักๆ มาจากปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้น โดย 5 แบรนด์ ได้แก่

 

  1. BYD 1,939 คัน ลดลงจากปีก่อน 4%
  2. MG 781 คัน ลดลงจากปีก่อน 30%
  3. Changan 718 คัน (เริ่มส่งมอบเดือนมกราคม 2024)
  4. Tesla 384 คัน ลดลงจากปีก่อน 180%
  5. NETA 365 คัน ลดลงจากปีก่อน 88%

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาดูความคืบหน้าของการสร้างโรงงานที่แต่ละแบรนด์มีเป้าหมายให้ไทยเป็นฐานผลิตอาเซียนเพื่อผลิตและส่งออกรถพวงมาลัยขวา

 

ปัจจุบันจึงมี 3 แบรนด์จากจีนที่เริ่มผลิตแล้ว นั่นคือ GWM, NETA และ MG พร้อมทั้งปรับอุปกรณ์ให้กับรถยนต์ที่จำหน่าย เพิ่มความสดใหม่มากขึ้น 

 

วันนี้ THE STANDARD WEALTH จึงสรุปเปรียบเทียบตัวเลขยอดจดทะเบียนรถ EV สูงสุด 5 แบรนด์ (ยอด 5 เดือน เดือนมกราคม-พฤษภาคม) ในไทยปี 2024 เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว (YoY) 

 

ท่ามกลางการแข่งขันลดราคารถ EV ในไทยอันร้อนแรงในขณะนี้ มาดูกันว่ามีแบรนด์รถ EV จีน แบรนด์ไหนที่เริ่มเดินสายพานผลิตในไทยแล้ว และภายในปีนี้จะมีแบรนด์ใดบ้างที่เปิดโรงงานในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วงเดือนกรกฎาคมนี้จะเป็นคิวของ BYD และ GAC AION ที่วางแผนเริ่มผลิต Q3-Q4 ส่วน Changan จะเริ่มการผลิตต้นปี 2025

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post 5 แบรนด์ EV ที่มียอดจดทะเบียนสูงสุด และแบรนด์ไหนเริ่มผลิตในไทยแล้วปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ’ หรือไม่? ถอดรหัสการลงทุน 6 หมื่นล้านบาทของแบรนด์รถจีนในไทย นี่คือการลงทุนจริงจัง หรือแค่ฉาบฉวย? https://thestandard.co/chinese-automotive-investment-in-thailand/ Thu, 16 May 2024 07:27:41 +0000 https://thestandard.co/?p=934250 รถจีน

กลายเป็นประเด็นขึ้นมาทันที หลังจากที่มีการนำเสนอข่าวว่า […]

The post ‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ’ หรือไม่? ถอดรหัสการลงทุน 6 หมื่นล้านบาทของแบรนด์รถจีนในไทย นี่คือการลงทุนจริงจัง หรือแค่ฉาบฉวย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถจีน

กลายเป็นประเด็นขึ้นมาทันที หลังจากที่มีการนำเสนอข่าวว่า ‘แบรนด์รถยนต์จีนลงทุนในไทย เปรียบเหมือนทัวร์ศูนย์เหรียญ’

 

คำกล่าวนี้เป็นจริงแค่ไหนอย่างไร THE STANDARD WEALTH จะมาวิเคราะห์ให้อ่านกัน ซึ่งบทความนี้จะอ้างอิงข้อมูลจากข่าวที่นำเสนอผ่านสื่อต่างๆ โดยมีแหล่งที่มาจากภาครัฐและบริษัทที่เข้ามาลงทุน

 

MG ผู้บุกเบิก

 

เรียกว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นหรือผู้บุกเบิกสำหรับการทำตลาดรถยนต์แบรนด์จีนในไทยยุคใหม่ที่แท้จริงสำหรับแบรนด์ MG โดย MG เข้ามาทำตลาดในไทยเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ซึ่งบริษัทแม่อย่าง SAIC Motor ได้ร่วมทุนกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP ของไทย ด้วยมูลค่าการลงทุนมากกว่า 10,000 ล้านบาท

 

เม็ดเงินดังกล่าวเป็นการตั้งโรงงานประกอบรถยนต์และเพิ่มการลงทุนอย่างต่อเนื่องอีกหลายครั้ง โดยโรงงานตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 จังหวัดชลบุรี พื้นที่ 437.5 ไร่ มีกำลังการผลิตสูงสุด 100,000 คันต่อปี

 

 

MG มีรถจำหน่ายนับสิบรุ่น ผ่านการลองผิดลองถูกมาอย่างโชกโชน โดยมีครบทั้งรถน้ำมัน, รถไฮบริด, PHEV และ EV ที่ต้องบอกว่า MG คือผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีนในไทยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะรุ่น ZS EV ที่ทำตลาดมานานกว่า 5 ปีแล้ว

 

GWM จุดประกาย

 

แบรนด์ต่อมา Great Wall Motor สร้างชื่อด้วยการเข้าซื้อกิจการโรงงานต่อจาก General Motors ในไทย พร้อมประกาศแผนการลงทุนในไทยด้วยมูลค่ารวมกว่า 22,600 ล้านบาท เมื่อ 3 ปีที่แล้ว โรงงานตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก (มาบตาพุด) จังหวัดระยอง พื้นที่ 412 ไร่

 

ปัจจุบันมีกำลังการผลิตสูงสุด 80,000 คันต่อปี วางเป้าหมายเพื่อเป็นฐานการผลิตหลักสำหรับรถยนต์พวงมาลัยขวา โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) เพื่อการส่งออกของภูมิภาคอาเซียน

 

แผนการทำตลาดของ Great Wall Motor ที่ประกาศเอาไว้คือ จะเปิดตัวรถใหม่ 9 รุ่นในเวลา 3 ปี ซึ่งทำได้สำเร็จครบถ้วนตามที่ประกาศเอาไว้ และได้ประกาศแผนต่อไปคือจะเปิดตัวอีก 6 รุ่นภายในอีก 2 ปี นั่นเท่ากับว่าจะเปิดตัว 15 รุ่นภายใน 5 ปี นับตั้งแต่ทำตลาดในไทย

 

BYD จุดพลุ

 

หลังจากที่ 2 แบรนด์แรกประสบความสำเร็จในระดับน่าพึงพอใจ ประจวบเหมาะกับจังหวะที่ภาครัฐของไทยประกาศนโยบายสนับสนุนการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ทำให้ BYD ที่เคยเข้ามาบุกเบิกทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอยู่หลายปีแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ด้วยราคาที่สูง

 

แต่เมื่อได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย ทำให้ BYD ตัดสินใจหาพาร์ตเนอร์ใหม่ และขอสนับสนุนการลงทุนจาก BOI ของไทยเป็นมูลค่า 17,891 ล้านบาท โดยได้ซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ที่นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 พื้นที่ 600 ไร่ กำลังการผลิต 150,000 คันต่อปี และยังตั้งเป้าหมายเป็นฐานการผลิตพวงมาลัยเพื่อส่งออกไปทั่วโลกอีกด้วย

 

หลังจาก BYD เปิดตัวแบรนด์และรถที่จำหน่าย เกิดกระแส EV ฟีเวอร์ทั่วประเทศ มีคนไปรอต่อคิวที่โชว์รูมเพื่อจองซื้อกันชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งสิ่งนี้เองน่าจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้แบรนด์รถยนต์จีนอื่นๆ เข้ามาทำตลาดตามมา

 

รถจีน

 

สำหรับรถที่จำหน่ายมีด้วยกัน 4 รุ่น ได้แก่ ATTO 3, DOLPHIN, SEAL รถไฟฟ้า 100% และกำลังจะจำหน่าย Seal U รถแบบ PHEV

 

CHANGAN ตามติด

 

CHANGAN ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า ได้ศึกษาการทำตลาดในไทยมานานกว่า 3 ปีแล้ว และได้บรรลุข้อตกลงกับ BOI ของไทย โดยมีแผนลงทุนสร้างโรงงานในเฟสแรก 8,800 ล้านบาท และมีแผนการลงทุนเฟส 2 ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ารวมราว 20,000 ล้านบาท

 

โดยวางเป้าหมายให้ไทยเป็นฐานการผลิตพวงมาลัยขวาเพื่อส่งจำหน่ายทั่วโลก คาดว่าจะเริ่มต้นผลิตระยะแรกได้ภายในต้นปี 2568 มีกำลังการผลิต 100,000 คันต่อปี โดยโรงงานจะตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) พื้นที่ 1,500 ไร่ ปัจจุบันมีรถยนต์จำหน่าย 3 รุ่น ได้แก่ S07, L07 และ LUMIN ซึ่งทั้งหมดเป็นรถยนต์ไฟฟ้า

 

GAC AION ผู้สร้างสงครามราคา

 

GAC บุกตลาดไทยด้วยแบรนด์ AION โดยแรกเริ่มระบุแผนการลงทุนในไทยมูลค่าราว 6,000-6,400 ล้านบาท (ตัวเลขไม่นิ่ง เพราะแต่ละสื่อลงข่าวต่างช่วงเวลากัน) เพื่อตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในไทย คาดจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 และจะเริ่มผลิตได้ในเดือนกรกฎาคม 2567

 

แต่จากการให้ข่าวอีกครั้งของผู้บริหารและโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของไทยระบุว่า GAC ลงทุนเป็นมูลค่า 2,300-2,400 ล้านบาท กำลังการผลิต 50,000 คันต่อปี โดยโรงงานจะอยู่ในเขตในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

 

ปัจจุบันมีรถจำหน่ายเพียงรุ่นเดียวคือ Y Plus ที่เมื่อแรกเปิดตัวตั้งราคา 1,099,000 บาท และประกาศลดราคาลงมาถึง 4 ครั้ง เรียกว่าเป็นผู้เริ่มสงครามราคา ทำให้แบรนด์อื่นๆ ต้องประกาศลดราคาตามมาด้วยเช่นเดียวกัน

 

WULING น้องเล็กขอแจม

 

หนึ่งในแบรนด์ที่ทำตลาดในไทยแบบเข้ามาและหายไปเป็นระยะๆ ล่าสุดได้ตัวแทนใหม่ EV PRIMUS เป็นผู้จัดจำหน่ายแบรนด์ WULING ในไทย โดยลงทุนเป็นมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท จากการเช่าโรงงานที่มีอยู่แล้วและปรับปรุงติดตั้งไลน์การประกอบรถยนต์ WULING ที่จังหวัดชลบุรี มีกำลังการผลิตสูงสุด 6,000 คันต่อปี โดยจะมีผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กทั้งหมด

 

ปัจจุบันมีจำหน่ายเพียงรุ่นเดียวคือ Air EV และจะเปิดตัวอีก 1 รุ่นคือ BINGO

 

CHERY มาแน่ แต่ยังไม่ชัดเจน

 

จากการให้สัมภาษณ์สื่อของผู้บริหาร CHERY ระบุว่า ในช่วงแรกจะจ้างโรงงานในไทยที่มีอยู่แล้วประกอบรถยนต์ไฟฟ้า กำลังการผลิต 20,000 คันต่อปี หลังจากนั้นเฟสที่ 2 ในช่วงปี 2569-2570 จะตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในไทย และในเฟสที่ 3 ภายในปี 2573 จะขยายโรงงานพร้อมส่งออกด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 100,000 คันต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีระบุตัวเลขมูลค่าการลงทุน รวมถึงการอนุมัติโครงการจาก BOI หรือการเซ็นเงื่อนไขใดๆ กับภาครัฐของไทย แต่มีการเปิดตัวแนะนำแบรนด์และรถยนต์ที่จะจำหน่ายแล้ว ได้แก่ OMODA 5 และ JAECOO 6, 7 และ 8 ซึ่งทั้งหมดจะเปิดตัวในปี 2567

 

 

ZEEKR รับจองแล้ว

 

ZEEKR Thailand หรือ ซีคเกอร์ ประเทศไทย เข้ามาทำตลาดโดยบริษัทแม่ดำเนินกิจการเอง ปัจจุบันตั้งดีลเลอร์แล้วคือ ‘นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย’ ที่เป็นการร่วมทุนระหว่างอรุณพลัส และเอ็มจีซี-เอเชีย แต่ยังไม่มีแผนการลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในไทย พร้อมเปิดรับจองรถ 2 รุ่นแรกที่จะทำตลาดในไทยคือ ZEEKR 009 และ ZEEKR X ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยยอดจองกว่า 300 คัน

 

XPENG ซุ่มเงียบ

 

แบรนด์ EV ที่ประกาศตัวว่าเป็น Tesla Killer ของจีนอย่าง XPENG ได้เข้ามาทำตลาดในไทยด้วยการตั้งผู้จัดจำหน่าย (Distributor) คือ ‘นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย’ โดยบริษัทดังกล่าวตั้งขึ้นเพื่อทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร และเปิดรับจองได้ยอดไปกว่า 100 คัน เมื่องานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้หากรวมตัวเลขการลงทุนทั้งหมดจากแบรนด์รถยนต์ของจีนคาดว่าจะเป็นมูลค่ามากกว่า 60,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานคนไทยจำนวนไม่น้อย มีการซื้อและใช้บริการต่างๆ ของผู้ประกอบการไทยเป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน ซึ่งคงไม่ใช่ทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างที่เปรียบเปรย

 

แล้วคำกล่าวนี้มาได้อย่างไร

 

คำตอบคือ สำหรับการซื้อชิ้นส่วนในการผลิตรถยนต์ต้องยอมรับว่าทางแบรนด์รถยนต์จีนเลือกที่จะนำเข้าเอง หรือเลือกซื้อจากบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทยที่เป็นสัญชาติจีน เนื่องจากได้ต้นทุนที่ถูกกว่า

 

จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดคำกล่าวเปรียบเทียบว่าเป็นทัวร์ศูนย์เหรียญ เพราะผู้กล่าวประโยคนี้คือหนึ่งในผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยที่ไม่ได้รับคำสั่งซื้อจากแบรนด์จีนนั่นเอง

 

ภาพปก: TANG KE / Feature China / Future Publishing via Getty Images

The post ‘ทัวร์ศูนย์เหรียญ’ หรือไม่? ถอดรหัสการลงทุน 6 หมื่นล้านบาทของแบรนด์รถจีนในไทย นี่คือการลงทุนจริงจัง หรือแค่ฉาบฉวย? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความสำเร็จของ MG แบรนด์รถยนต์ระดับตำนานนับ 100 ปี และการเติบโตในทศวรรษที่ 2 ของตลาดเมืองไทย [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/mg-100-years-success-story/ Mon, 11 Mar 2024 10:00:09 +0000 https://thestandard.co/?p=908691 MG

ในมุมของผู้บริโภคคงมีคำถามว่า ‘MG ดำเนินธุรกิจมาอย่างยา […]

The post ความสำเร็จของ MG แบรนด์รถยนต์ระดับตำนานนับ 100 ปี และการเติบโตในทศวรรษที่ 2 ของตลาดเมืองไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
MG

ในมุมของผู้บริโภคคงมีคำถามว่า ‘MG ดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนานนับ 100 ปี จริงหรือ?’ 

 

เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบข้างต้น เราต้องขอพาคุณไปรู้จักกับ ‘SAIC Motor Corporation’ หรือบริษัท เซี่ยงไฮ้ ออโต้โมทีฟ อินดัสทรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด กันก่อน

 

‘SAIC Motor Corporation’ เกี่ยวข้องกับ MG อย่างไร?


SAIC Motor Corporation เป็นผู้นำในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ของจีนที่ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์แบรนด์ดังระดับโลก ซึ่ง MG ก็เป็นหนึ่งในนั้น พูดง่ายๆ SAIC Motor Corporation เป็นบริษัทแม่ของ MG อย่างเป็นทางการ

 

 

ตัวแม่อย่าง SAIC Motor Corporation ยิ่งใหญ่ถึงขั้นติด 1 ใน 10 บริษัทยานยนต์ชั้นนำของโลก และแกร่งถึงขนาดที่ว่าความท้าทายในปี 2023 จากการชะลอตัวลงของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก SAIC Motor Corporation ยังสามารถกวาดยอดขายรวมได้กว่า 5.02 ล้านคัน และยังรักษาตำแหน่งอันดับหนึ่งของกลุ่มบริษัทรถยนต์ในประเทศจีนได้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 ด้วยศักยภาพในการส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลกกว่า 1.208 ล้านคัน

 

โดยรถ MG กลุ่มเครื่องยนต์สันดาป MG ZS ถือเป็นรถที่ส่งออกจากประเทศจีนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในหมวดรถยนต์นั่ง มียอดส่งออกกว่า 201,874 คัน ส่วนกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าคงหนีไม่พ้น MG4 ELECTRIC ที่สร้างความสำเร็จในตลาดทั่วโลกและเป็นโกลบอลโมเดลขวัญใจของคนไทย มียอดส่งออกกว่า 138,736 คัน ปัจจุบัน MG เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ SAIC Motor Corporation ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์ที่ส่งออกรถยนต์เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศจีน

 

 

กลยุทธ์การตลาดที่เน้นความเป็นสากลของ SAIC Motor Corporation ส่งผลให้ไม่ว่าจะไปปักหมุดทำตลาดที่ประเทศไหนก็เติบโตอย่างรวดเร็ว การปักธงเปิดตลาดที่ไทยก็เช่นกัน ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งดีไซน์ไปจนถึงเทคโนโลยีต่างๆ และในวันที่กระแส EV แผ่ขยายไปทั่วโลก เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ MG เริ่มวางแผนเปิดตลาดในเมืองไทย ผ่านมุมมองการทำตลาดภายใต้แบรนด์ MG โดยใช้แนวคิดการวางรากฐานของการทำตลาดในประเทศจีนมาประยุกต์ใช้กับแนวทางการรุกตลาดไทย

 

 

ทศวรรษที่ 2 แบรนด์ MG มี EV Ecosystem ที่สมบูรณ์ และสามารถผลิตรถไฟฟ้าเพื่อการส่งออกได้สำเร็จ

 

สำหรับประเทศไทย MG เข้ามาทำตลาดเพียง 10 ปีเศษ สามารถสร้างฐานลูกค้าได้มากถึง 200,000 คัน มีผู้จำหน่ายที่เปรียบเสมือนพาร์ตเนอร์มากกว่า 150 แห่ง และยังเป็นแบรนด์จีนแบรนด์แรกที่ลงเม็ดเงินทำสถานีชาร์จเร็ว MG SUPER CHARGE ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วไทย ซึ่งปัจจุบันมีถึง 146 สถานี

 

ล่าสุด ประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานการประกอบแบตเตอรี่และผลิตรถไฟฟ้า โดย MG4 ELECTRIC จะเป็นรถไฟฟ้า MG รุ่นแรกที่ผลิตในไทย ส่วนจะจำหน่ายราคาเท่าไรต้องรอทาง MG ประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งในงาน Motor Show 2024 และไทยจะเป็นศูนย์กลางการส่งออกรถไฟฟ้าไปยังประเทศเวียดนาม, อินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เตรียมขยายไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งถ้าหากหมุดหมายใหม่ของ MG ใน 10 ปีข้างหน้าคือการขยับตำแหน่งขึ้นท็อป 3 ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ก็ดูน่าลุ้นว่า MG จะมีหมัดเด็ดรุ่นไหนบ้างที่จะมาร่วมพิชิตเป้าหมายครั้งนี้

 

 

ปี 2023 MG มียอดขายรถรวมอยู่ที่ 27,311 คัน มีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์สันดาปแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างละครึ่ง โดย MG5 ครองแชมป์ยอดขายสูงสุด จำนวน 6,419 คัน ตามด้วย MG4 ELECTRIC จำนวน 5,615 คัน, MG EP จำนวน 4,717 คัน, MG ZS จำนวน 2,534 คัน, MG VS HEV จำนวน 2,071 คัน, MG ZS EV จำนวน 1,354 คัน, MG HS และ MG HS PHEV จำนวน 1,373 คัน, MG MAXUS 9 จำนวน 1,284 คัน, MG ES และ MG EXTENDER จำนวน 1,943 คัน และครองส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 4%

 

ในวันที่เทรนด์รถ EV เติบโต MG มีรถไฟฟ้าพร้อมจำหน่ายมากถึง 5 รุ่น หลากหลายเซ็กเมนต์ มีราคาเริ่มตั้งแต่ 700,000 บาทไปจนถึงหลักล้านบาท เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีหลากหลายวัย ในช่วงที่รถยนต์กลุ่มพลังงานทางเลือกได้รับความสนใจมากขึ้น MG นั้นมีทั้งไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด การมาแบบถูกที่ถูกจังหวะย่อมส่งผลดีเสมอ มีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตรถโมเดลใหม่ๆ ของ MG ที่จะมาเปิดตัวในตลาดเมืองไทยคงหนีไม่พ้นกลุ่ม EV และพลังงานทางเลือกแน่นอน

 

 

เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ และทศวรรษที่สองของ MG ในประเทศไทย เชื่อว่าคงมีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ที่แน่ๆ MG ประกาศชัดว่าเตรียมแผนยกระดับรถ EV ในเมืองไทยด้วย MG CYBERSTER รถสปอร์ตโรดสเตอร์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโมเดล MGB ที่โด่งดัง และเป็นขวัญใจของนักสะสมรถเปิดประทุนสไตล์รถคลาสสิก เหมือนย้อนวันวานไปพร้อมๆ กับการได้สัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ใหม่ๆ ลองคิดภาพรถสปอร์ตเปิดประทุนพลังงานไฟฟ้า 100% โลดแล่นบนถนนเมืองไทยคงจะดีไม่น้อย ส่วนจะมาเมื่อไรคงต้องติดตามกันต่อไป แต่ถ้าวันนั้นมาถึงก็เป็นสัญญาณดีว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังก้าวล้ำไปอีกขั้น

 

ทั้งหมดนี้คือภารกิจที่ MG ประเทศไทยจะเริ่มเดินเกมในทศวรรษที่ 2 นี้ ซึ่งดูจะเป็นไปได้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะเริ่มทัดเทียมเท่าระดับโลกมากขึ้นจากบทบาทการเป็นผู้ผลิตรถไฟฟ้าของ MG ประเทศไทย

The post ความสำเร็จของ MG แบรนด์รถยนต์ระดับตำนานนับ 100 ปี และการเติบโตในทศวรรษที่ 2 ของตลาดเมืองไทย [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวต่อไปของ ‘MG’ ขึ้นแท่นท็อป 3 เจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ปักธงไทยฐานผลิตแบตเตอรี่ EV แห่งแรกในอาเซียน https://thestandard.co/mg-cars-next-step/ Sun, 04 Feb 2024 03:57:51 +0000 https://thestandard.co/?p=895779 รถยนต์ MG

เอ็มจี (MG) สรุปยอดขายปี 2566 อยู่ที่ 2.7 หมื่นคัน ปี 2 […]

The post ก้าวต่อไปของ ‘MG’ ขึ้นแท่นท็อป 3 เจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ปักธงไทยฐานผลิตแบตเตอรี่ EV แห่งแรกในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถยนต์ MG

เอ็มจี (MG) สรุปยอดขายปี 2566 อยู่ที่ 2.7 หมื่นคัน ปี 2567 ตั้งเป้าเติบโต 4 หมื่นคัน เผยก้าวต่อไปโอกาสครบ 100 ปี วางแผนเพิ่มศักยภาพรถยนต์ในทุกเซกเมนต์ และรักษาตลาดสันดาปไปพร้อมกับ EV ฝ่าความท้าทายทุกด้าน พร้อมพาแบรนด์ขึ้นแท่นอันดับ 3 ในไทยภายใน 10 ปี 

 

มร.ซู หยิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด กล่าวว่า ปี 2566 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่มีความท้าทายในเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์โลกชะลอตัวจากปัจจัยต่างๆ แต่ SAIC Motor มียอดขายรถยนต์รวมกว่า 5.02 ล้านคัน

 

โดยยังคงรักษาตำแหน่งอันดับหนึ่งของกลุ่มบริษัทรถยนต์ในประเทศจีนต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 ด้วยศักยภาพในการส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลกกว่า 1.208 ล้านคัน มีอัตราการเติบโต 18.8% เมื่อเทียบกับปี 2565 และมีปริมาณยอดขายรถยนต์ New Energy มากกว่า 1.123 ล้านคัน เติบโตถึง 4.6% โดย MG ZS เป็นรถที่ส่งออกจากประเทศจีนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในหมวดรถยนต์นั่ง ส่งออกกว่า 201,874 คัน 

 

“โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า MG 4 ELECTRIC ยังคงเป็นโกลบอลโมเดลและขวัญใจของคนไทย มียอดส่งออกกว่า 138,736 คัน และ MG 5 มียอดส่งออกกว่า 109,431 คัน ส่งผลให้ SAIC Motor ขึ้นแท่นเป็นแบรนด์ที่ส่งออกรถยนต์เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศจีน”

 

ปักธงไทยเป็นฐานผลิตส่งออกอาเซียนและน่านน้ำใหม่

 

หยินกล่าวอีกว่า โอกาสครบ 100 ปี และทศวรรษที่ 2 MG เตรียมแผนผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเพื่อการส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งสอดคล้องกับแผนธุรกิจบริษัทแม่ และเป็นน่านน้ำใหม่ของ MG ด้วย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

นอกจากนี้ยังมีแผนเตรียมส่งรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาด โดยมุ่งเน้นกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เทียบเท่าระดับสากลโลก (New Energy, Intelligent, Internationalization) 

 

“ปีที่ผ่านมายอมรับว่ากระแส EV ในไทยมาแรงมาก เราจึงเตรียมสร้างโชว์รูมใหม่เพื่อป้อนตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (MG EV Showroom) ซึ่งจะเจาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่จำหน่ายในปัจจุบันอย่าง MG MAXUS 9 เจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ รวมถึงเตรียมความพร้อมวางโมเดลอื่นๆ ที่เตรียมเข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยด้วย”

 พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด) 

 

พงษ์ศักดิ์กล่าวเสริมว่า ปี 2566 ที่ผ่านมา MG ในประเทศไทยมียอดขายรวมอยู่ที่ 27,311 คัน มีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์สันดาปแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างละครึ่ง และปัจจุบัน MG ครองส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 4% บริษัทตั้งเป้าภายใน 10 ปีจะก้าวสู่อันดับ 3 ในไทยได้อย่างแน่นอน

 

“เราวางแผนเพิ่มศักยภาพรถยนต์ในทุกเซกเมนต์ และรักษาตลาดสันดาปไปพร้อมกับ EV เท่าๆ กัน และปีนี้จะลงทุนขยายพื้นที่เพื่อผลิตแบตเตอรี่ EV แห่งแรกในอาเซียน หลังจากเมื่อเร็วๆ นี้บริษัทได้เปิดโรงงานแบตเตอรี่ EV แห่งใหม่ภายใต้ชื่อ HASCO-CP BATTERY SHOP บนพื้นที่ New Energy Industrial Park ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 75 ไร่”

 

จับตาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ

 

แน่นอนว่าปีนี้เป็นปีที่ท้าทาย ซึ่งต้องจับตาภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ รวมไปถึงเศรษฐกิจไทย ทั้งอัตราดอกเบี้ยสูง อัตราเงินเฟ้อสูง หนี้ครัวเรือนสูง และอัตราการเติบโตต่ำ ซึ่งประเทศไทยมีอัตราหนี้ครัวเรือนสูงถึงระดับ 90% ติดอันดับสูงต้นๆ ของโลกไปแล้ว 

 

ส่วนปัจจัยบวก มองได้ทั้งในแง่ความท้าทายและโอกาส เพราะการที่ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุส่งผลให้รถบางกลุ่มได้รับการตอบรับที่ดี เช่น MAXUS 9 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกอื่นๆ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล มาตรการสนับสนุน EV 3.5 และการเริ่มประกอบรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยที่มีผู้เล่นมากขึ้น 

 

ดังนั้น ในปี 2567 บริษัทคาดว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศไทยจะอยู่ที่ 8 แสนคัน ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าจะมียอดขายอยู่ที่ราว 1-2 แสนคัน

 

โดย MG ตั้งเป้าจะมียอดขายอยู่ที่ 4 หมื่นคัน แบ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 2.5 หมื่นคัน อย่างไรก็ตาม ปีนี้จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีก คาดว่าไม่ต่ำกว่า 4 รุ่น

 

 

The post ก้าวต่อไปของ ‘MG’ ขึ้นแท่นท็อป 3 เจาะกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ปักธงไทยฐานผลิตแบตเตอรี่ EV แห่งแรกในอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปีทอง EV ไทย! ‘MG’ ไม่รอช้า เร่งเดินสายพานผลิตประกอบแบต Cell-To-Pack กำลังผลิต 50,000 แพ็ก/ปี ป้อนรถยนต์ไฟฟ้าแสนคัน https://thestandard.co/golden-year-thailand-ev-market/ Mon, 06 Nov 2023 10:58:51 +0000 https://thestandard.co/?p=862960

ปี 2566 ถือได้ว่าเป็นปีทองตลาดรถยนต์ EV ในไทย จากแรงหนุ […]

The post ปีทอง EV ไทย! ‘MG’ ไม่รอช้า เร่งเดินสายพานผลิตประกอบแบต Cell-To-Pack กำลังผลิต 50,000 แพ็ก/ปี ป้อนรถยนต์ไฟฟ้าแสนคัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ปี 2566 ถือได้ว่าเป็นปีทองตลาดรถยนต์ EV ในไทย จากแรงหนุนมาตรการ EV 3.0 และล่าสุดมาตรการ EV 3.5 ยิ่งทำให้นักลงทุน โดยเฉพาะบรรดาค่ายรถจีนเริ่มขยายห่วงโซ่การผลิตป้อนตลาด ซึ่งสภาอุตสาหกรรมยานยนต์ประเมินว่าในปีหน้ามาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นยอดจดทะเบียนรถ EV ป้ายแดงทะลุ 1 แสนคัน  

 

ส่งผลให้ล่าสุด ‘MG’ เร่งเครื่องเดินสายพานผลิตแบตเตอรี่ Cell-To-Pack 50,000 แพ็กต่อปี ป้อนรถยนต์ไฟฟ้าตามเป้าหมายแสนคัน ขณะที่ WHA รับพื้นที่ EEC สุดเนื้อหอม ลูกค้าอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกปักหมุดคึกคัก หนุนรัฐบาลใช้โอกาสพัฒนาพื้นที่เชื่อม ‘แลนด์บริดจ์’ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ธนากร เสรีบุรี รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานกรรมการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด (SAIC Motor-CP Co., Ltd.) หรือ MG เปิดเผยภายว่า เมื่อเร็วๆ นี้บริษัทได้เปิดโรงงานแบตเตอรี่ EV แห่งใหม่ภายใต้ชื่อ HASCO-CP BATTERY SHOP ในภูมิภาคอาเซียนบนพื้นที่ New Energy Industrial Park ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 75 ไร่ 

 

โดยแบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ ส่วนการประกอบแบตเตอรี่ ประกอบด้วยสายการผลิตอัตโนมัติที่ทันสมัยอย่างการนำหุ่นยนต์ (Robotic) เข้ามาช่วยในการผลิตเพื่อให้ได้มาตรฐานที่แม่นยำ และส่วนการทดสอบมาตรฐานของแบตเตอรี่กว่า 60 ขั้นตอน

 

และในสายการผลิตแห่งนี้สามารถประกอบแบตเตอรี่ Cell-To-Pack ได้สูงสุดมากกว่า 50,000 แพ็กต่อปี ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่ประกอบในประเทศไทยและเป็นมาตรฐานเดียวกับสายการผลิตระดับโลก

 

 

MG ลุยผลิต EV 100,000 คันต่อปี

 

โรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 (WHA ESIE2) จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่กว่า 437.5 ไร่ ซึ่งถือเป็นโรงงานที่ครบวงจรและมีความพร้อมในการผลิตทั้งรถยนต์เครื่องสันดาปภายในและรถยนต์พลังงานทางเลือก 

 

อีกทั้งยังมีโรงงานประกอบตัวถัง (General Assembly Shop) โรงงานพ่นสีรถยนต์ (Paint Shop) โรงผลิตตัวถัง (Body Shop) ซึ่งไลน์ผลิตทั้งหมดประกอบไปด้วยเทคโนโลยีการติดตั้งหุ่นยนต์สำหรับใช้ในสายการผลิต ที่ช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานและมลพิษต่างๆ เพื่อความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยนอกจากไลน์การผลิตแล้วภายในพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นคลังจัดเก็บอะไหล่เพื่อรองรับรถยนต์ของ MG ทุกรุ่น

 

โดย MG มีกำลังการผลิตรวมสูงสุด 100,000 คันต่อปี เพื่อผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศและส่งออกสู่ประเทศต่างๆ และภูมิภาคอาเซียน 

 

 

ซึ่งล่าสุด เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี เข้าเยี่ยมชมโรงงานประกอบรถยนต์แห่งนี้เพื่อสนับสนุนปักหมุดหมายฮับ EV ภูมิภาค ธนากรกล่าว

 

ธนากรกล่าวอีกว่า MG ถือเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลายและครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ของคนไทย ทั้งรถเอสยูวีพลังงานไฟฟ้าอย่าง MG ZS EV ที่เป็นผู้จุดประกายความนิยมรถไฟฟ้าในไทย รถสเตชันวากอน และยังมีรุ่น MG EP และ MG ES รถแฮทช์แบคพลังงานไฟฟ้าที่มีระบบขับเคลื่อนล้อหลังอย่าง NEW MG4 ELECTRIC และรถลักชัวรี MPV แบบ 7 ที่นั่ง ขุมพลังไฟฟ้า 100% อย่าง NEW MG MAXUS 9 รวมถึงการลงทุนเพื่อขยายความแข็งแกร่งของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า และอนาคตจะมีสถานีชาร์จไฟแบบไว หรือ MG SUPER CHARGE ครอบคลุมทั่วประเทศ 

 

มาตรการ EV 3.5 กระตุ้นลงทุนนิคมฯ

 

ด้านจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กล่าวว่า จากการเข้ามาของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า EV โดยเฉพาะแบรนด์จีนเข้ามาตั้งฐานผลิตในนิคมอุตสาหกรรมของ WHA ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยตั้งใจจริงในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้มีมาตรฐานระดับโลก เพื่อขยายโอกาสความร่วมมือการลงทุนกับเขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

 

 

โดยบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ และมีโรงงานตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 437.5 ไร่ ภายในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2 (WHA ESIE2) 

 

“นับเป็นช่วงเวลาที่ประจวบเหมาะกับการที่รัฐบาลได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติชุดใหม่ ที่มีมติเห็นชอบมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 ในช่วงระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2567-2570 นับเป็นการกระตุ้นให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าขยายตัวต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนจากผู้ประกอบการรายใหม่จากทั่วโลก สอดคล้องนโยบายรัฐบาลที่ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน” 

 

WHA หนุนพัฒนา EEC เชื่อมแลนด์บริดจ์

 

นอกจากนี้ WHA มองว่าบริษัทพร้อมสนับสนุนรัฐบาลใช้โอกาสพัฒนาพื้นที่ EEC ควบคู่ไปกับการสร้างความเป็นไปได้ในการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพทั่วประเทศ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ที่จะสร้างประโยชน์ด้านการลงทุนทั้งต่อ EEC และต่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ให้ยั่งยืน  

 

จากปัจจุบัน WHA Group มีนิคมอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทั้งสิ้น 11 นิคม มีพื้นที่รวมกว่า 50,000 ไร่ และในปัจจุบันเกือบทุกนิคมอุตสาหกรรมรองรับผู้ประกอบการในธุรกิจยานยนต์ ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมเป็นผู้นำด้านการพัฒนาพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมีบริษัทผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ชั้นนำจากทั่วโลกรวมมากกว่า 300 ราย เช่น AAT, Ford, Mazda, Suzuki, MG, Great Wall Motor, BYD และ Changan 

The post ปีทอง EV ไทย! ‘MG’ ไม่รอช้า เร่งเดินสายพานผลิตประกอบแบต Cell-To-Pack กำลังผลิต 50,000 แพ็ก/ปี ป้อนรถยนต์ไฟฟ้าแสนคัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
BYD หนุน EV จีน ‘โต 8 เท่า’ ใน 5 ปี เอื้ออานิสงส์ต่อตลาดอาเซียนและยุโรป ขณะที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นอาจต้องเจ็บหนัก https://thestandard.co/byd-backed-china-ev-grew-8-times-in-5-years/ Mon, 04 Sep 2023 09:06:56 +0000 https://thestandard.co/?p=837275 BYD

BYD หนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จีนโตก้าวกระโดดภายใ […]

The post BYD หนุน EV จีน ‘โต 8 เท่า’ ใน 5 ปี เอื้ออานิสงส์ต่อตลาดอาเซียนและยุโรป ขณะที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นอาจต้องเจ็บหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
BYD

BYD หนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จีนโตก้าวกระโดดภายในระยะเวลา 5 ปี และครองตลาดส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น 8 เท่า ด้วยราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้และมาตรการอัดฉีดจากรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาดูอีกครั้งเมื่อจีนเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้กำลังซื้อในประเทศลดลง หลายค่ายรถจีนจึงหันไปบุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป อย่างไรก็ตาม การที่จีนโตก้าวกระโดดรอบนี้อาจเป็นพายุลูกใหม่สำหรับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น

 

คนไทยคงเริ่มคุ้นหูกันแล้วกับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าของจีน ไม่ว่าจะเป็น BYD, GWM, NETA, MG, GAC AION รวมทั้งกำลังมีจะมีรายใหม่ๆ อย่าง Chery และ Geely ยังไม่นับรวมรถบรรทุก JAC และ JMC ที่จะเข้ามาทำตลาดและเลือกฐานผลิตในไทยเพื่อบุกตลาดอาเซียนไปจนถึงยุโรป เพราะในขณะนี้เศรษฐกิจจีนที่ไม่สู้ดีเท่าไรนักทำให้บรรดาผู้ผลิตต้องมองหาตลาดใหม่ๆ ในต่างแดน ในขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณอันตรายถึงค่ายรถญี่ปุ่นอย่าง Toyota, Nissan และ Honda ที่เป็นเจ้าตลาดมากว่า 60 ปี

 

สำนักข่าว Nikkei รายงานว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจีนครองส่วนแบ่งการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น 8 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดย BYD เป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มีส่วนช่วยให้ตลาดจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยการขยายกำลังผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเป็นแบรนด์ที่ราคาที่จับต้องและเข้าถึงได้ง่าย

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

อย่างไรก็ตาม ด้วยภาวะเศรษฐกิจของจีนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้การบริโภคในจีนลดลง ส่งผลให้บรรดาผู้ผลิตหันไปเพิ่มการส่งออกไปยังตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน การที่ค่ายรถยนต์จีนเข้ามาทำตลาดในอาเซียนกำลังกดดันให้เจ้าตลาดดั้งเดิมอย่างค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นหายไปจากตลาดเร็วขึ้น

 

โดยหากดูจากการรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศพบว่าปี 2565 ส่วนแบ่งยานยนต์ไฟฟ้าจีนคิดเป็น 35% ของการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก เมื่อเทียบกับปี 2561 ซึ่งมีเพียง 4.2%

 

ในทางตรงกันข้าม ที่ผ่านมาญี่ปุ่นถือเป็นผู้ส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในปี 2561 ซึ่งมีส่วนแบ่ง 24.5% ล่าสุดกลับพบว่าส่วนแบ่งลดลงเหลือ 9.3% และยังมีสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ยังตามหลังอยู่มากเช่นกัน

 

EV จีนกำลังเข้ามาแทนที่ค่ายรถญี่ปุ่น

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าช่วงปีที่ผ่านมามากกว่า 40% ของค่ายรถญี่ปุ่นได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีน และการส่งออกไปยังยุโรปล้วนเป็นรถยนต์แบรนด์จีนอย่าง BYD

 

นอกจากนี้บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนต่างตั้งเป้าหมายเจาะตลาดยุโรปและภูมิภาคอื่นๆ ตัวอย่างเช่น Dongfeng Motor Group ของจีน ที่กำลังเพิ่มการส่งออกแบรนด์ Voyah เพื่อส่งออกรถยนต์อเนกประสงค์ EV รุ่น Free ไปยังอิสราเอล และส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังเนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก และฟินแลนด์ และในอนาคตยังวางแผนส่งออกไปยังสวิตเซอร์แลนด์และไอซ์แลนด์อีกด้วย

 

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ยุโรปเป็นผู้ส่งออกรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่กลับกลายเป็นผู้นำเข้ารถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากจีนมากขึ้น

 

จากข้อมูลของสมาคมตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของจีนล่าสุด พบว่าการส่งออกรถยนต์พลังงานใหม่ไปยังยุโรปตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนมิถุนายนมีจำนวนประมาณ 350,000 คัน หรือประมาณ 25% ของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่จำหน่ายในยุโรป

 

ดังนั้นจะเห็นว่าการส่งออกของจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแม้ดัชนีราคาผู้บริโภคของจีนในเดือนกรกฎาคมจะลดลง 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 2 ปี เนื่องจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ถดถอย และการเผชิญกับอุปสงค์ (Demand) ภายในประเทศที่ลดลง แต่รัฐบาลจีนก็พยายามส่งเสริมการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ด้วยเงินอุดหนุนจำนวนมหาศาลเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ

 

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจีนอาจมีกำลังการผลิตส่วนเกิน และหากนำไปใช้เพื่อการส่งออกก็จะถูกหั่นราคา แต่หากรถยนต์จีนส่งออกไปตีตลาดยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น จะยิ่งสะเทือนไปถึงญี่ปุ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

S&P Global วิเคราะห์ว่า ส่วนแบ่งของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นในตลาดโลกจะลดลงจากประมาณ 30% เหลือต่ำกว่า 26% ในปี 2573 และยังคงตามหลังเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า และท้ายที่สุดก็จะกระทบต่อการแข่งขันในตลาดส่งออก

 

อ้างอิง:

The post BYD หนุน EV จีน ‘โต 8 เท่า’ ใน 5 ปี เอื้ออานิสงส์ต่อตลาดอาเซียนและยุโรป ขณะที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นอาจต้องเจ็บหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
MG ลงทุนเฟสแรก 500 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าที่ชลบุรี https://thestandard.co/mg-new-energy-industrial-park/ Mon, 01 May 2023 08:25:19 +0000 https://thestandard.co/?p=783619 MG New Energy Industrial Park

MG วางศิลาฤกษ์พื้นที่ New Energy Industrial Park เตรียม […]

The post MG ลงทุนเฟสแรก 500 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าที่ชลบุรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
MG New Energy Industrial Park

MG วางศิลาฤกษ์พื้นที่ New Energy Industrial Park เตรียมพัฒนาพื้นที่ภายในโรงงานกว่า 75 ไร่ สำหรับสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยลงทุนเฟสแรก 500 ล้านบาท 

 

ย้อนกลับไปเมื่อบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ก่อตั้งขึ้นเพื่อผลิตรถยนต์ MG และจำหน่ายภายในประเทศไทย รวมทั้งการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยโรงงานตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรม WHA ESIE 2 จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่กว่า 437.5 ไร่ มีกำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ 100,000 คันต่อปี 

 

ปัจจุบันพื้นที่ได้ถูกพัฒนาให้ใช้งานได้แล้วกว่า 300 ไร่ ประกอบด้วย โรงงานประกอบตัวถัง โรงงานพ่นสีรถยนต์ และโรงผลิตตัวถัง 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

พื้นที่อีก 137.5 ไร่ที่เหลือในช่วงแรกจะถูกพัฒนาให้เป็นพื้นที่ New Energy Industrial Park ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 75 ไร่ เพื่อให้รองรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ประกอบไปด้วย อาคารโรงงานสำหรับการพัฒนาชิ้นส่วนโมดูลแบตเตอรี่ รวมถึงไลน์การผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าของ MG และพื้นที่สำหรับพัฒนาชิ้นส่วนสำหรับการประกอบรถยนต์ MG ร่วมกับพาร์ตเนอร์ 

 

นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มลานจัดเก็บตู้คอนเทนเนอร์และคลังสินค้าโลจิสติกส์แห่งใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่ง 

 

เมื่อเดือนที่แล้ว ฉางอัน ออโตโมบิล ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของจีน ได้ประกาศตัดสินใจลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ซึ่งจะเป็นการลงทุนครั้งใหญ่เป็นแห่งแรกนอกจีน ด้วยเงินลงทุน 9,800 ล้านบาท

 

โรงงานดังกล่าวจะผลิตรถยนต์ EV พวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกจีนจำนวน 100,000 คันต่อปี และแบตเตอรี่ ส่งออกกลุ่มอาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ และแอฟริกาใต้

 

สำหรับ MG ทาง SAIC Motor Corporation และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้จับมือกันร่วมก่อตั้งบริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 เพื่อผลิตรถยนต์แบรนด์ MG ในประเทศไทย ปัจจุบันมีรถยนต์ MG วิ่งบนท้องถนนแล้วกว่า 180,000 คัน

 

ในงาน Motor Show ครั้งที่ 44 MG เผยว่า กวาดยอดจองภายในงานฯ ขึ้นแท่นท็อป 3 ด้วยยอดจองรวมทุกรุ่นถึง 3,929 คัน และยังเป็นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าเมืองไทยด้วยยอดจองมากเป็นอันดับ 1 กับตัวเลข 2,840 คัน

 

โดยมีรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่าง NEW MG MAXUS 9 และ NEW MG ES เป็น 2 โมเดลที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นอย่างมาก โดยมียอดจองรถไฟฟ้าแต่ละรุ่นดังนี้ 

 

  • NEW MG MAXUS 9 จำนวน 1,159 คัน 
  • NEW MG ES จำนวน 855 คัน 
  • NEW MG 4 ELECTRIC จำนวน 559 คัน
  • NEW MG ZS EV จำนวน 267 คัน

 

ทั้งนี้ พื้นที่ New Energy Industrial Park แบ่งเป็น 3 ระยะการก่อสร้าง โครงการระยะแรกตั้งเป้าแล้วเสร็จพร้อมใช้งานภายในเดือนตุลาคม 2566

The post MG ลงทุนเฟสแรก 500 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าที่ชลบุรี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘MG’ ส่งรถยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่นใหม่บุกตลาด EV ไทย ชูราคาเริ่มต้น 9.5 แสนบาท สร้างฐานลูกค้าใหม่ หวังเพิ่มสัดส่วนยอดขายแตะ 30% https://thestandard.co/mg-ev-cars-enters-thai-market/ Wed, 22 Mar 2023 03:29:59 +0000 https://thestandard.co/?p=766571

MG ประกาศลงสนามรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV อีกราย ล่าสุดเปิดตัว […]

The post ‘MG’ ส่งรถยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่นใหม่บุกตลาด EV ไทย ชูราคาเริ่มต้น 9.5 แสนบาท สร้างฐานลูกค้าใหม่ หวังเพิ่มสัดส่วนยอดขายแตะ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>

MG ประกาศลงสนามรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV อีกราย ล่าสุดเปิดตัว 2 รุ่นใหม่ ‘NEW MG MAXUS 9’ ลักชัวรี MPV ไฟฟ้า 100% และรุ่นสเตชันแวกอน ‘NEW MG ES’ ด้วยนิยาม ‘COMFORTABLE’ เป็นทุกอย่างเพื่อทุกโมเมนต์ เน้นเรียบหรู ล้ำสมัย ราคาเริ่มต้น 9.5 แสนบาท หวังเจาะลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ดันยอดขารถยนต์ EV ปี 2566 เพิ่ม 30% 

 

พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า MG เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นที่ 5 ของแบรนด์ ภายใต้ชื่อ NEW MG MAXUS 9 รถยนต์อเนกประสงค์ (MPV) 7 ที่นั่ง พลังงานไฟฟ้า 100% ครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งมาพร้อมกับความหรูหรา เทคโนโลยีล้ำสมัย รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัยครบครัน 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

อีกทั้งยังได้สร้างสีสันให้กับตลาดรถไฟฟ้าครั้งใหม่ด้วยการเปิดตัว NEW MG MAXUS 9 ซึ่งนับเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์ในการเปิดตลาด EV เซ็กเมนต์ใหม่แบรนด์แรกในไทย 

 

พงษ์ศักดิ์กล่าวว่า ในปี 2565 สัดส่วนการขายรถยนต์ไฟฟ้า 100% ของ MG คิดเป็น 15% ของยอดขายรวมในปีที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2566 คาดว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 30% และมั่นใจว่ารถยนต์ EV จะเป็นนิวเซ็กเมนต์ที่จะได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ 

 

โดยปัจจุบัน MG มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% จำนวน 5 รุ่น ได้แก่

 

  • MG ZS EV
  • MG EP
  • MG4
  • MG ES
  • NEW MG MAXUS 9

 

ทั้งนี้ MG มีจุดชาร์จรองรับ 129 แห่งทั่วประเทศ รองรับระบบการชาร์จ 2 รูปแบบทั้งแบบ Quick Charge และ Normal Charge ให้ผู้ใช้งานสามารถเดินทางสะดวกสบายด้วยความพร้อมของสถานีอัดประจุไฟฟ้าของ MG โดยแบบชาร์จแบบเร็ว DC Quick Charge ชาร์จไฟฟ้าจาก 30-80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ที่ความเร็วสูงสุด 120 kWh, ชาร์จแบบธรรมดา Normal Charge ชาร์จไฟฟ้าจาก 5-100% ใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมง 30 นาที รองรับการชาร์จสูงสุดที่ 11 kWh (ระยะเวลาในการชาร์จขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่คงเหลือและกำลังของเครื่องอัดประจุไฟฟ้า)

 

สำหรับงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44  MG ได้นำ NEW MG MAXUS 9 รถลักชัวรี MPV ไฟฟ้า 100% แบบ 7 ที่นั่ง เป็นพวงมาลัยขวาคันแรกของประเทศไทยและอาเซียน ที่พร้อมส่งมอบประสบการณ์ EV สุดหรูหรา เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชันและฟีเจอร์ล้ำสมัย ผสานลงตัวกับงานดีไซน์รูปโฉมใหม่ โดดเด่นด้วยหลังคา Dual Panoramic Sunroof ยาวถึงด้านหลัง ทำให้ห้องโดยสารดูโปร่ง โล่ง สัมผัสกับความสะดวกสบายครั้งใหม่ด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะนั่งผู้โดยสารปรับอัตโนมัติ 4 ทิศทาง และเบาะนั่งแถวที่สองแบบ VIP Captain Seat ที่มีระบบบันทึก ระบบนวด และสามารถปรับระดับอุณหภูมิได้ตามต้องการ MPV ไฟฟ้า 100% เต็มประสิทธิภาพด้วยมอเตอร์ให้กำลังสูงสุดที่ 180 กิโลวัตต์ หรือ 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ความจุขนาด 90 kWh ให้ระยะวิ่งสูงสุดที่ 540 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC มั่นใจด้วยระบบความปลอดภัยรอบคัน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM มากถึง 25 ระบบ 

 

พร้อมมาตรฐานความปลอดภัย 5 ดาว ทั้ง Euro NCAP และ AUSTRALIAN NCAP ซึ่ง NEW MG MAXUS 9 จะมีให้เลือก 2 รุ่น คือ รุ่น X – LUXURY และ รุ่น V – SUPER LUXURY ทั้งนี้ MG ได้ให้เอกสิทธิ์คนไทยที่สนใจเป็นเจ้าของ ด้วยการเปิดรับจองล่วงหน้าในงานมอเตอร์โชว์และ โชว์รูม MG โดยมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ 

 

นอกจากนี้ ในฐานะผู้บุกเบิกและผู้นำของตลาดรถไฟฟ้า MG ได้เปิดตัวสเตชั่นวากอนไฟฟ้า100% NEW MG ES มาพร้อมนิยาม “COMFORTABLE” เป็นทุกอย่างเพื่อทุกโมเมนต์ ด้วยจุดเด่นที่มาพร้อมความเรียบหรู ดูล้ำสมัย ยกระดับความสะดวกสบาย ที่พร้อมเป็นทางเลือกใหม่ให้กับคนไทยที่สนใจในรถไฟฟ้า โดยจัดจำหน่ายในราคาสุทธิที่ 959,000 บาท กับข้อเสนอพิเศษในช่วงเปิดตัว รวมมูลค่ากว่า 90,453 บาท ซึ่งจะทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ภายในเดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป

 

พร้อมกันนี้ MG ยังได้นำรถยนต์เครื่องสันดาปภายใน รถยนต์พลังงานทางเลือก และรถไฟฟ้า ทุกรุ่นมาจัดแสดงและจัดจำหน่ายด้วยข้อเสนอพิเศษ เพื่อให้คนไทยได้เป็นเจ้าของได้ง่ายยิ่งขึ้น กับข้อเสนอพิเศษดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 7 ปี สำหรับลูกค้าที่จองภายในงานฯ หรือที่โชว์รูม MG ทุกสาขา ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 2 เมษายน นี้ 

The post ‘MG’ ส่งรถยนต์ไฟฟ้า 2 รุ่นใหม่บุกตลาด EV ไทย ชูราคาเริ่มต้น 9.5 แสนบาท สร้างฐานลูกค้าใหม่ หวังเพิ่มสัดส่วนยอดขายแตะ 30% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะแนวคิดสร้าง ‘EV Ecosystem’ ให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืนแบบ MG [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/mg-ev-ecosystem/ Sat, 18 Mar 2023 06:30:17 +0000 https://thestandard.co/?p=763129

ช่วง 4 ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า MG เป็นผู้ผลิตรถยนต์ราย […]

The post เจาะแนวคิดสร้าง ‘EV Ecosystem’ ให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืนแบบ MG [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่วง 4 ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า MG เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกในไทยที่บุกตลาดรถไฟฟ้า EV จริงจัง สร้างการรับรู้ให้คนไทยได้รู้จักรถไฟฟ้า EV ในหลากหลายมิติ จากที่เคยมีภาพจำว่ารถไฟฟ้าเป็นรถยนต์ในกลุ่มรถพรีเมียม เจาะกลุ่มคนระดับบนเท่านั้น หรือความเข้าใจที่ว่าการใช้รถไฟฟ้าต้องมาพร้อมข้อจำกัดมากมาย และมีตัวเลือกรุ่นที่จำกัด 

 

 

วันนี้ MG พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ารถไฟฟ้า EV สามารถตอบโจทย์ได้กับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยการนำเสนอตัวเลือกที่หลากหลายจนขึ้นแท่นค่ายรถยนต์ที่มีรุ่นรถไฟฟ้า EV มากที่สุดในตลาดตอนนี้ เพื่อให้คนไทยสัมผัสประสบการณ์การขับขี่รถไฟฟ้า EV ได้ง่ายขึ้น พร้อมพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อทลายข้อจำกัดเดิมๆ อย่างการนำเทคโนโลยี V2L ที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้า MG สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นได้ หรือการยกระดับแบตเตอรี่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ไปจนถึงสร้างความเชื่อมั่นด้วยการปลดล็อกความกังวลเรื่องระยะทางการใช้งาน สร้างเครือข่ายและขยายสถานีชาร์จ ทุก 150 กิโลเมตร ต้องมีเครือข่ายสถานีชาร์จอย่างน้อย 1 แห่ง 

 

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อรองรับความต้องการใช้งานของคนไทยที่เพิ่มมากขึ้น และเสริมความมั่นใจในการเลือกใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า เพราะหากดูทิศทางการเติบโตของ EV ในปี 2022 ยอดจำหน่ายรถ EV ทั่วโลกคิดเป็น 10% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด หรือกว่า 7.8 ล้านคัน สอดคล้องกับตัวเลขการเติบโตในไทยที่มียอดจดทะเบียนรถ EV เพิ่มขึ้นมากถึง 402.8% จากปี 2021 ในขณะที่ตัวเลขเดือนมกราคม 2023 พบว่ายอดจดทะเบียนรถ EV ประเภทไฟฟ้า (BEV) มีจำนวน 4,707 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคมปีที่แล้วถึง 649.52%  

 

การที่ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ทั้งการให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติม การลดภาษีสรรพสามิตและภาษีอากรขาเข้าสำหรับรถยนต์ BEV รวมถึงมาตรการกระตุ้นยอดขายจากฝั่งผู้ผลิตในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ทำให้ผู้ผลิตสามารถทำราคารถให้ต่ำกว่า 2 ล้านบาทได้ เปิดโอกาสให้คนที่สนใจรถไฟฟ้าสามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น  

 

 

MG พิสูจน์การเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าของเมืองไทยตัวจริงตลอด 4 ปี ภายใต้แนวคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการใช้รถ EV ด้วยราคาที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดในตลาด แม้จะเกิดความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ในหลายปัจจัย แต่ปี 2022 MG กลับเปิดตัวรถ 4 รุ่น 4 รูปแบบพลังงาน โดยเซ็กเมนต์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดของ MG เป็นกลุ่ม BEV (รถไฟฟ้า 100%) ซึ่งมีจำหน่ายอยู่ 3 รุ่น ได้แก่ MG ZS EV, MG EP และ NEW MG4 ELECTRIC มียอดขายอยู่ที่ 3,993 คัน ยืนหยัดความเป็นผู้นำรถไฟฟ้าตัวจริง ซึ่งถ้ารวมยอดจำหน่ายรถไฟฟ้าของ MG ตั้งแต่เข้ามาในประเทศจนถึง ณ ปัจจุบัน มียอดสะสมเกือบ 9,000 คันแล้ว

 

 

 

MG ZS EV รถไฟฟ้า EV สไตล์ SUV รุ่นแรกของ MG ที่เข้ามาปลุกกระแสรถยนต์ไฟฟ้าในเมืองไทยเมื่อปี 2562 ด้วยแนวคิด Easy รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นอย่างแท้จริง และเปิดตัวโฉมใหม่เมื่อปี 2022 ด้วยดีไซน์ที่ใหม่ขึ้น กับแนวคิด Truly Easy พร้อมมีฟังก์ชันที่โดดเด่นมากขึ้นและเข้าถึงได้ง่าย ล่าสุดเพิ่งคว้ารางวัล ‘THE MOST VALUABLE EV’ จากเวที CAR OF THE YEAR 2023  

 

 

MG4 แฮทช์แบ็กพลังงานไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมคอมเซปต์ ICON นิยามของการเป็น ‘ต้นแบบ’ และมาตรฐานใหม่ของรถ EV ที่ขับสนุก ก็คว้ารางวัล ‘BEST 5 DOOR EV SPORT HATCHBACK’ จากเวที CAR OF THE YEAR 2023 ด้วยเช่นกัน โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ตอกย้ำการเป็น EV สายพันธุ์แท้ด้วยนวัตกรรม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM มั่นใจด้วยระบบความปลอดภัย SEMI-AUTONOMOUS DRIVING SYSTEM มั่นใจทุกการขับขี่ด้วยระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ถึง 20 ระบบ ซึ่งครอบคลุมทั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver-Assistance Systems (ADAS) ระบบช่วยเตือนอุบัติเหตุจากมุมอับสายตา และระบบช่วยควบคุมการขับขี่ ให้อุ่นใจในทุกการขับขี่

 

 

MG EP รถสไตล์สเตชันแวกอนที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในไทย ออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT DYNAMIC ที่ให้ทั้งสมรรถนะ การควบคุม การออกแบบ และความปลอดภัย ตอบโจทย์ทุกรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย ขับเคลื่อนได้ไกล ประหยัดได้มากกว่า

 

 

และล่าสุด MG จะเปิดตัว NEW MG ES สเตชันแวกอนไฟฟ้ารุ่นใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘COMFORTABLE เป็นทุกอย่าง เพื่อทุกโมเมนต์’ เติมเต็มไลฟ์สไตล์ในทุกช่วงเวลาที่สำคัญ โดดเด่นด้วยพื้นที่ใช้สอยของห้องโดยสารที่มีขนาดใหญ่ใช้ได้จริง ด้วยดีไซน์ภายนอกและภายในที่พรีเมียมและมีระดับ พร้อมแพลตฟอร์มระบบส่งกำลังที่พัฒนาให้ดีขึ้น และอุ่นใจกับระบบความปลอดภัยรอบคัน ด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM พร้อมระบบ Advanced Driver-Assistance Systems (ADAS)       

 

ตลอด 4 ปีของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในฐานะผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าของเมืองไทย MG จะเริ่มต้นด้วยการสร้างแพลตฟอร์มรถไฟฟ้าขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงออกแบบรูปลักษณ์ของรถเพื่อครอบตัวแบตเตอรี่ แนวคิดที่ว่านี้ทำให้รถไฟฟ้า EV ของ MG สามารถดีไซน์โครงสร้างรถได้อย่างไร้ขีดจำกัด  

 

ตอกย้ำการเป็นผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าด้วยผลสำรวจจากลูกค้าและสื่อต่างๆ ด้วย Thailand’s Most Admired Brand ในหมวดยานยนต์กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรางวัลพิเศษ Greenovation Brand Award โดยนิตยสาร BrandAge ปี 2022 และ 2023 รวมถึงรางวัล No.1 Brand Thailand 2021-2022 หมวดรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) โดยนิตยสาร Marketeer

 

 

นอกจาก MG จะเป็นค่ายรถยนต์เจ้าแรกๆ ที่รุกตลาดรถไฟฟ้า EV จริงจัง ยังเป็นเจ้าแรกในไทยที่มุ่งสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน ปูพื้นฐานและขยายขอบเขตของโครงสร้างพื้นฐานรถไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงบริการก่อนและหลังการขาย เพื่อให้คนไทยได้ประสบการณ์การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ และรองรับสังคมรถไฟฟ้าที่เติบโตขึ้น ที่สำคัญยังเป็นการตอกย้ำศักยภาพรถไฟฟ้าแบรนด์ MG สามารถขับขี่ได้ทุกที่ทั่วไทย เพราะมี ‘MG SUPER CHARGE’ กว่า 129 จุดทั่วไทย และศูนย์บริการรองรับการซ่อม EV ได้ทั่วประเทศ  

 



ปฏิเสธไม่ได้ว่าระยะทางการขับขี่ที่ไกลขึ้นเป็นปัจจัยที่ช่วยให้คนตัดสินใจหันมาใช้รถไฟฟ้า EV มากขึ้น ปัจจุบัน MG มี ‘MG SUPER CHARGE’ หรือสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตามจุดต่างๆ ทั่วไทย 129 จุด โดยปี 2023 MG ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ‘MG SUPER CHARGE’ กระจายไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น และวางแผนจะให้โชว์รูมทั่วไทยมี MG Super Charge เพื่อเสริมความมั่นใจว่าในทุกการขับขี่ไม่เกิน 150 กิโลเมตรจะเข้าถึงจุด QUICK CHARGE ของ MG ได้ ด้วยการจับมือกับพันธมิตรอย่างบางจาก รวมถึงมองหาพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อร่วมกันพัฒนา Ecosystem การใช้รถ EV ในไทยให้สมบูรณ์แบบที่สุด 

 

สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญในเรื่องการบริการ สร้างมาตรฐานการบำรุงรักษารถไฟฟ้า EV ให้ลูกค้ามั่นใจเรื่องความปลอดภัยในทุกศูนย์บริการ ด้วยราคาการซ่อมบำรุงที่เหมาะสม ไม่เกิน 8,000 บาท เฉลี่ย 100,000 กิโลเมตร รวมถึงอะไหล่ต่างๆ ก็มีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย

 

ความแข็งแกร่งของ MG EV Ecosystem ยังรวมไปถึงการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการให้ครอบคลุมครบ 77 จังหวัด และเพิ่มจำนวนศูนย์บริการซ่อมสีและตัวถังจาก 67 แห่งเป็น 80 แห่งภายในปี 2023 เตรียมแผนเพิ่มการเข้าถึงอู่พันธมิตรและบริษัทประกันภัยเกี่ยวกับขั้นตอน รวมถึงการบริหารระยะเวลาในการอนุมัติซ่อม ไปจนถึงการจัดส่งอะไหล่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลภายในวันถัดไป และในพื้นที่ต่างจังหวัดภายใน 2 วันทำการ 

 

การวางฐาน EV Ecosystem ให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืนแบบ MG และการไม่หยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์รถไฟฟ้า EV หลากรุ่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย โดยนำออปชันและฟีเจอร์ต่างๆ ที่ใช้ในตลาดโลกมาพัฒนาเพื่อยกระดับยานยนต์ไทย เป็นบทพิสูจน์ว่า MG ยังคงเป็นแบรนด์ที่กล้าคิดและลงมือในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้สามารถเป็นไปได้ เป็นไปตามเป้าหมายสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง และผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ยุคใหม่ที่ทัดเทียมอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

The post เจาะแนวคิดสร้าง ‘EV Ecosystem’ ให้แข็งแกร่งอย่างยั่งยืนแบบ MG [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>