MeToo Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/metoo/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 05 Sep 2023 10:23:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Woody Allen แสดงความคิดเห็นว่าวัฒนธรรมการคว่ำบาตรในยุคนี้มีความ ‘งี่เง่า’ https://thestandard.co/woody-allen-on-cancel-culture/ Tue, 05 Sep 2023 10:23:44 +0000 https://thestandard.co/?p=837773

Woody Allen นักสร้างภาพยนตร์ในตำนานวัย 87 ปี เปิดใจว่าเ […]

The post Woody Allen แสดงความคิดเห็นว่าวัฒนธรรมการคว่ำบาตรในยุคนี้มีความ ‘งี่เง่า’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Woody Allen นักสร้างภาพยนตร์ในตำนานวัย 87 ปี เปิดใจว่าเขามีความคิดเห็นต่อ Cancel Culture หรือวัฒนธรรมการคว่ำบาตร อันเป็นวัฒนธรรมที่สังคมทำกันอย่างแพร่หลายในยุคสมัยนี้ว่าเป็นเรื่อง ‘งี่เง่า’ ซึ่งช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาเองก็มีเรื่องให้ถูกคอลเอาต์จากสังคมวงกว้างอยู่หลายรอบด้วยเช่นกัน

 

Woody Allen เผยผ่าน Variety ว่า “ผมรู้สึกว่าถ้าหากใครจะต้องโดนคว่ำบาตร วัฒนธรรมนี้ต่างหากที่ควรจะเลิกทำกันนะ ผมแค่คิดว่ามันงี่เง่าเท่านั้นเอง ซึ่งอันที่จริงผมไม่ได้คิดอะไรเกี่ยวกับมันหรอก ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการโดนคว่ำบาตรมันหมายความว่าอย่างไร

 

“แต่ผมรู้ว่าหลายสิบปีที่ผ่านมาทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิมสำหรับผม ผมยังคงทำภาพยนตร์อยู่เช่นเคย สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธีการนำเสนอภาพยนตร์ก็เท่านั้น ส่วนผมก็ทำงานด้วยกิจวัตรเดิมๆ ผมเขียนสคริปต์ ระดมทุน สร้างภาพยนตร์ ถ่ายทำ ตัดต่อ และปล่อยมันออกมา ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมันไม่ได้มาจากวัฒนธรรมการคว่ำบาตรพวกนั้น แต่มันคือวิธีการนำเสนอภาพยนตร์ และนั่นคือการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มาก”

 

นอกจากวัฒนธรรมการคว่ำบาตรแล้ว มูฟเมนต์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม รวมไปถึงมูฟเมนต์ #MeToo ในบางจุด ก็ยังเป็นเรื่องที่งี่เง่าสำหรับ Woody Allen ด้วย เขาเผยว่า “ผมคิดว่ามูฟเมนต์ใดก็ตามที่สร้างประโยชน์จริงๆ และทำให้เกิดสิ่งที่ดี ยกตัวอย่างเช่นต่อผู้หญิงก็ได้ นั่นมันก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าอันไหนที่งี่เง่ามันก็คืองี่เง่า ผมได้อ่านตัวอย่างที่สิ่งที่เกิดขึ้นในนั้นทำให้ชีวิตของผู้หญิงดีขึ้นจริงๆ ซึ่งมันก็ดีแล้ว และผมก็ได้บางเรื่องจากหนังสือที่พิมพ์ที่เรื่องราวมันงี่เง่าด้วยเหมือนกัน”

 

ภาพ: Dominique Charriau / WireImage

อ้างอิง:

The post Woody Allen แสดงความคิดเห็นว่าวัฒนธรรมการคว่ำบาตรในยุคนี้มีความ ‘งี่เง่า’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
On the Basis of Sex (2018) การล้มของโดมิโนตัวแรก สู่ปรากฏการณ์ #MeToo https://thestandard.co/on-the-basis-of-sex-review/ https://thestandard.co/on-the-basis-of-sex-review/#respond Mon, 28 Jan 2019 10:45:02 +0000 https://thestandard.co/?p=187616

ประเมินจากจังหวะเวลาที่หนังเรื่อง On the Basis of Sex ( […]

The post On the Basis of Sex (2018) การล้มของโดมิโนตัวแรก สู่ปรากฏการณ์ #MeToo appeared first on THE STANDARD.

]]>

ประเมินจากจังหวะเวลาที่หนังเรื่อง On the Basis of Sex (2018) ผลงานกำกับของมิมิ ลีเดอร์ (Deep Impact, Pay it Forward) ออกฉายแบบจำกัดโรงในอเมริกาแล้ว อันได้ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปีกลาย ไม่มีข้อสงสัยว่าผู้สร้างคงแอบคาดหวังว่าหนังน่าจะมีโอกาสได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ซึ่งเพิ่งประกาศรายชื่อไปเมื่อวันที่ 22 มกราคม

 

พูดแบบไม่ต้องขวยเขินเหนียมอายแทน คนทำหนังมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะตั้งความหวังกับหนัง อย่างน้อยก็ในสาขาการแสดง อันได้แก่ เฟลิซิตี้ โจนส์ ในบทที่อาจกล่าวได้ว่า ทั้งกว้างในแง่ที่มันเปิดโอกาสให้โชว์ฝีไม้ลายมือทางการแสดงอันหลากหลาย และลึกในแง่ของบุคลิกตัวละคร ตลอดจนความขัดแย้งและกดดันที่ต้องเผชิญ หรือพูดง่ายๆ เหมือนกับถูกออกแบบตัดเย็บเพื่อการถูกเสนอชื่อชิงรางวัล

 

 

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่แต้มต่อหรือจุดแข็งของหนังเพียงอย่างเดียว On the Basis of Sex ยังเป็นหนังไบโอพิก หรือหนังชีวประวัติที่บอกเล่าเรื่องราวของ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ผู้ซึ่งในวัย 85 ปี คงไม่มีใครกล้าโต้แย้งหากจะกล่าวว่า เธอคือ ‘ผู้พิพากษาของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี’ ขณะที่ฟากอนุรักษ์นิยมในอเมริกาทั้งเกลียดชังและหวาดกลัวเธอ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงกับเรียกผู้พิพากษากินส์เบิร์กว่าเป็นความอัปยศของกระบวนการตุลาการ ทว่าฟากลิเบอรัล หรือเสรีนิยมกลับส่งเสียงเชียร์ และเธอคือไอคอนของการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคทางเพศมาอย่างยาวนาน บ้างถึงกับบอกว่าเธอเป็นบุคคลที่ใกล้เคียงกับการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่สุดในโลกของความเป็นจริง

 

และว่ากันตามจริง ภาพใบหน้าของเธอก็ถูกนำไปตัดแปะบนตัวละครอย่าง Wonder Woman จากหนังชื่อเดียวกัน หรือ Black Widow จากหนังชุด Avengers หรือใครที่ตาไวก็น่าจะเห็นรูปภาพของผู้พิพากษากินส์เบิร์กปรากฏในหนังเรื่อง Deadpool 2 ในฐานะบุคคลที่ได้รับการพิจารณาให้มาร่วมทีมกับตัวเอกจอมกวน

 

อีกทั้งการออกฉายของหนังเรื่อง On the Basis of Sex ก็ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ #MeToo หรือการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการคุกคามทางเพศ ซึ่งสั่นคลอนสิ่งที่เรียกว่า Status Quo หรือสถานภาพของผู้ชายอเมริกันผิวขาวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และว่าไปแล้ว On the Basis of Sex มีส่วนเปิดเผยให้ผู้ชมได้เห็นสิ่งที่เรียกได้ว่ารูโหว่ในทางกฎหมาย อันส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำและการกดขี่ทางเพศที่แทรกซึมอยู่ในแทบทุกองคาพยพของสังคม

 

 

อารัมภบทมาอย่างยืดยาวก็เพื่อจะบอกว่า จนแล้วจนรอดหนังเรื่อง On the Basis of Sex กลับหลุดโผ ไม่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงอะไรเลย ซึ่งพูดตรงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกแต่อย่างใด ปัญหาหรือข้ออ่อนด้อยของหนังเรื่อง On the Basis of Sex เป็นสิ่งที่มองเห็นได้อย่างชัดแจ้ง (และมันเป็นกรณีเดียวกับหนังชีวประวัติ เฟรดดี เมอร์คูรี เรื่อง Bohemian Rhapsody ของไบรอัน ซิงเกอร์ แต่เรื่องน่าประหลาดใจก็คือ หนังเรื่อง Bohemian Rhapsody กลับชนะทั้งรางวัลหนังยอดเยี่ยมของลูกโลกทองคำ และได้รับการเสนอชื่อชิงหนังยอดเยี่ยมของออสการ์ด้วย) และนั่นก็คือ หนังค่อนข้าง ‘พร่อง’ ในเรื่องความแยบยล ทั้งในความที่มันคาดเดาได้ง่ายดายเกินไป หลายครั้ง แก้ไขหรือหาทางออกให้กับปมขัดแย้งอย่างตื้นเขิน และด้วยแท็กติกที่ซ้ำซากจำเจ อีกทั้งในการนำพาผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมกับแง่มุมทางด้านดราม่า มิติของตัวละครถูกลดทอนจากความเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ และกลายเป็นคาแรกเตอร์ที่มีบุคลิกตายตัว คนดูไม่ต้องยุ่งยากในการจำแนกแยกแยะว่าใครดีใครเลว ใครเป็นฝ่ายเขาฝ่ายเราตั้งแต่เริ่มต้น และดูเหมือนสิ่งที่ตัวละครเหล่านั้นขาดก็เพียงแค่ป้ายแขวนคอ

 

แต่พูดอย่างให้ความเป็นธรรม ทั้งๆ ที่หนังดูเหมือนติดอยู่ในกับดักของความไม่มีอะไรผิดแผกแตกต่างจากหนังแนวชีวประวัติอีกนับไม่ถ้วน สองส่วนเป็นอย่างน้อยที่ถือเป็นคุณค่าที่สำคัญและน่าจะช่วยทำให้ On the Basis of Sex ไม่ถึงกับเป็นหนังที่คนดูสามารถเพิกเฉยได้ด้วยประการทั้งปวง อย่างแรกสุดได้แก่ การที่มันทำหน้าที่คล้ายคลึงกันกับที่หนังเรื่อง Green Book (2018) บอกเล่าปัญหาการเหยียดสีผิวในอเมริกา และนั่นคือการปูพื้นให้ผู้ชมได้รับรู้ว่าสถานการณ์ของการแบ่งแยกและกีดกันทางเพศในสังคมอเมริกัน ซึ่งเป็นเรื่องจริง อยู่ในขั้นน่าอับอายขายหน้าเพียงใด

 

 

ไม่มากไม่น้อย ชีวิตในช่วงเริ่มต้นของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ตามที่หนังของมิมิ ลีเดอร์บอกเล่า ก็น่าจะเป็นหลักฐานยืนยันชั้นดี เธอเริ่มต้นด้วยการเป็นนักศึกษาหญิง 1 ใน 9 คนท่ามกลางนักศึกษาชายหลายร้อยของโรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปี ค.ศ. 1956 หรือพูดอีกนัยหนึ่ง โลกกฎหมายเป็นโลกของผู้ชาย และไม่ต้องสงสัยว่าเธอพบเจอกับความยุ่งยากทุกขั้นตอน ตั้งแต่เรื่องหยุมหยิมปลีกย่อย อาทิ วิธีการแต่งเนื้อแต่งตัว เพราะขณะที่ยูนิฟอร์มของนักศึกษาชายได้แก่การใส่สูทผูกเนกไทเหมือนๆ กัน นักศึกษาหญิงกลับไม่มีแบบอย่างให้ยึดโยง อีกทั้งผู้ชมได้ยินเจ้าตัวเอ่ยในตอนท้ายเรื่องว่า ตึกเรียนของเธอไม่มีแม้แต่ห้องน้ำหญิง ไปจนถึงการที่อาจารย์ผู้สอนเลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็นการมีตัวตนอยู่ของเธอในห้องเรียน แถมรูธยังนำพาตัวเองไปมีปัญหากับคณบดีกริสโวลด์ (แซม วอเตอร์สตัน) ที่แสดงออกอย่างไม่ปิดบังว่าผู้หญิงไม่ควรเรียนกฎหมาย และตั้งคำถามในลักษณะแอบแฝงน้ำเสียงติเตียนว่า ทำไมรูธและนักศึกษาหญิงคนอื่นถึงมาแย่งเก้าอี้นั่งซึ่งน่าจะเป็นของนักศึกษาชาย

 

การกดขี่และความเหลื่อมล้ำทางเพศยังปรากฏในรูปของโอกาสที่ไม่ทัดเทียม ส่วนที่เรียกว่าเป็นตลกร้ายสุดๆ ก็คือ ทั้งๆ ที่รูธสำเร็จการศึกษาด้วยการเป็นที่หนึ่งของชั้นเรียน เธอกลับถูกสำนักงานกฎหมายแห่งแล้วแห่งเล่าปฏิเสธรับเข้าทำงาน สิ่งที่หนังละไว้ในฐานที่เข้าใจก็คือ หากรูธเป็นผู้ชาย เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเธอคงไม่ต้องแม้แต่เขียนใบสมัครด้วยซ้ำ เพราะบริษัทเหล่านั้นคงจะแห่มารุมจีบ และทีละน้อย ชื่อของหนังเรื่องนี้ค่อยๆ อธิบายตัวมันเอง

 

 

ส่วนที่สองที่ช่วยทำให้ On the Basis of Sex ไม่ได้ลงเอยด้วยการเป็นหนังแนวชีวประวัติจำพวกหลงละเมอเพ้อพก ได้แก่การที่หนังนำพาผู้ชมไปสำรวจแง่มุมทางด้านเทคนิคของตัวบทกฎหมายอย่างค่อนข้างลงลึก และน่าเชื่อว่านี่อาจจะเป็นหนังเรื่องล่าสุดที่บรรดาโรงเรียนกฎหมายในอเมริกา (หรือจริงๆ จะรวมคณะนิติศาสตร์ในบ้านเราด้วยก็ได้) ใช้สอนหนังสือ โดยเฉพาะประเด็น rule of law หรือหลักนิติธรรม หรือขยายความให้จะแจ้ง สิ่งที่หนังเรื่องนี้พยายามชี้ให้เห็นในความสัมพันธ์กับประเด็นการกีดกันทางเพศก็คือ ความบกพร่องไม่ได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายเท่ากับทัศนคติหรือหลักคิดพื้นฐานของคนออกกฎหมายที่ตั้งอยู่บนอคติทางด้านเพศ หรือความเชื่อที่ว่า (สิทธิของ) ผู้หญิงและผู้ชายไม่เท่าเทียมกัน ข้อน่าสังเกตก็คือ ความเชื่อนี้ไหลเวียนอยู่ในสังคมจนกระทั่งกลายเป็นวัฒนธรรมที่ยอมรับกันโดยทั่วไป

 

ความฉลาดของหนังได้แก่ การหยิบยกกรณีศึกษาในช่วงครึ่งหลัง (ซึ่งเป็นเหตุการณ์จริงในช่วงทศวรรษที่ 1970) มาตอกย้ำถึงความคับแคบของกฎหมาย กล่าวคือ แทนที่หนังจะเลือกเรื่องของผู้หญิงที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมายที่ล้าหลัง กลับตรงกันข้าม ด้วยการใช้กรณีของหนุ่มใหญ่ ผู้ซึ่งหากจะบรรยายสรุปอย่างรวบรัด เขาถูกสรรพากรปฏิเสธการหักลดหย่อนภาษีค่าว่าจ้างพยาบาลให้มาดูแลแม่ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เนื่องจากกฎหมายเขียนระบุทำนองว่า คนที่มีสิทธิ์ต้องเป็นผู้หญิง หรืออีกนัยหนึ่ง กฎหมายมองว่านี่เป็นภาระของคนเป็นแม่บ้าน (แต่บังเอิญหนุ่มใหญ่คนนี้ไม่ได้แต่งงาน) โดยปริยาย หนังให้เห็นว่ารูธไม่ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้หญิงที่ถูกลิดรอนเพียงลำพัง แต่หมายรวมถึงทุกคนที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมเพียงเพราะเธอหรือเขาเกิดเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

 

ข้อสำคัญ ขณะที่การฟ้องร้องขอสิทธิ์ในการหักลดหย่อนภาษีของหนุ่มใหญ่นับเป็นคดีมโนสาเร่มากๆ จำนวนเงินที่เกี่ยวข้องก็น้อยนิด ทว่าตามที่หนังวาดให้ผู้ชมมองเห็นในภาพที่แจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ นี่ไม่ใช่เรื่องขัดแย้งทางภาษี แต่เป็นเรื่องการแบ่งแยกความเป็นชายความเป็นหญิง และเดิมพันของการต่อสู้ขับเคี่ยวก็สูงลิบลิ่ว กล่าวคือ หากรูธแพ้ กฎหมายที่เอื้ออำนวยให้มีการเลือกปฏิบัติทางเพศอีกนับไม่ถ้วนก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ และขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความเสมอภาคทางเพศก็อาจถอยหลังไปนับสิบปี แต่ในทางกลับกัน หากศาลเห็นดีเห็นงามกับฝ่ายของนางเอก มันก็เปรียบได้กับการล้มของโดมิโนตัวแรก สิ่งที่น่าเชื่อว่าจะตามมาก็คือ การพังครืนของระบบกฎหมายที่วางตำแหน่งเพศชายไว้ลำดับแรก

 

 

ช่วยไม่ได้ที่การที่หนังผูกติดกับเรื่องจริงของตัวบุคคลจริง ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแชมเปี้ยนของการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคทางเพศ ส่งผลให้ผู้ชมพยากรณ์ตอนจบได้ไม่ยาก แต่ว่ากันตามจริง หนังไม่ได้ความสำคัญกับการสร้าง suspense หรือความน่าตื่นเต้นในการประกาศผลแต่อย่างใด และเป้าประสงค์จริงๆ ในฐานะหนังแนวชีวประวัติได้แก่การอธิบายว่าเป็นมาอย่างไร รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์กถึงได้แจ้งเกิดและกลายเป็นเสมือนเสาหลักของการต่อสู้เพื่อความทัดเทียมทางเพศ

 

และเหนืออื่นใด อานิสงส์จากการต่อสู้ผลักดันของเธอมีส่วนช่วยให้อย่างน้อยตราชั่งของความยุติธรรมทางเพศไม่ได้เอียงกระเท่เร่อย่างน่าเกลียดน่าชังเหมือนกับเมื่อก่อนอีกต่อไป

 

On the Basis of Sex (2018)

กำกับ: มิมิ ลีเดอร์

ผู้แสดง: เฟลิซิตี้ โจนส์, อาร์มี แฮมเมอร์, แซม วอเตอร์สตัน, จัสติน ธีโรซ์

 

ตัวอย่างภาพยนตร์

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post On the Basis of Sex (2018) การล้มของโดมิโนตัวแรก สู่ปรากฏการณ์ #MeToo appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/on-the-basis-of-sex-review/feed/ 0
On the Basis of Sex เชิญชวนผู้ชมภาพยนตร์ร่วมกันติดแฮชแท็ก #MeToo เพื่อแสดงถึงการสู้กับความเท่าเทียม https://thestandard.co/on-the-basis-of-sex/ https://thestandard.co/on-the-basis-of-sex/#respond Thu, 24 Jan 2019 08:21:42 +0000 https://thestandard.co/?p=185318

On the Basis of Sex ภาพยนตร์อัตชีวประวัติของหนึ่งในวีรส […]

The post On the Basis of Sex เชิญชวนผู้ชมภาพยนตร์ร่วมกันติดแฮชแท็ก #MeToo เพื่อแสดงถึงการสู้กับความเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>

On the Basis of Sex ภาพยนตร์อัตชีวประวัติของหนึ่งในวีรสตรีที่ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศอย่าง รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ได้จัดแคมเปญ ให้เหล่าผู้ชมร่วมกันบอกเล่าเหตุการณ์ของตนเองที่เคยถูกกระทำอย่าง ‘ไม่เท่าเทียม’ พร้อมติดแฮชแท็ก #MeToo เพื่อต่อต้านปัญหาการคุกคาม เอาเปรียบ และล่วงละเมิดทางเพศ โดยเราสามารถแบ่งปันเรื่องราวที่เคยเกิดกับตัวเองเพื่อบรรเทา แก้ไข และมอบพลังให้คนที่เป็นเหยื่อเหมือนกับเรา

 

ย้อนไปเมื่อช่วงกลางปี 2017 กระแสแฮชแท็ก #MeToo ได้กลายเป็นแคมเปญที่แพร่หลายอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มต้นจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก่อนที่คำเพียงสองคำคือ ‘ฉันด้วย’ จะกลายที่เป็นที่รู้จักไปในทุกสังคมทั่วโลก  

 

 

แฮชแท็ก #MeToo ซึ่งริเริ่มจากนักแสดงหญิง อลิสสา มิลาโน เพื่อประณามต่อพฤติกรรมประทุษร้ายทางเพศ (sexual assault) และการคุกคามทางเพศ (sexual harassment) หลังจากมีการเปิดเผยถึงวีรกรรมคุกคามทางเพศของโปรดิวเซอร์ชื่อดัง ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ที่เคยก่อไว้กับนักแสดงหญิงมากมายทั่วฮอลลีวูด

 

อลิสสา มิลาโน ได้เชิญชวนให้โลกโซเชียลร่วมกันใช้ #MeToo เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้โลกได้รับรู้ถึงปัญหาทางเพศที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ และนั่นทำให้เกิดกระแส #MeToo ขยายขอบเขตเพิ่มมากขึ้น จากการที่มีผู้คนค้นหาคำนี้ทางเว็บไซต์ Google ใน 196 ประเทศทั่วโลก

 

และหากจะพูดถึงหนึ่งในหญิงแกร่งที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อสิทธิและความเสมอภาคในเรื่องเพศ อีกคนที่โลกต้องพูดถึง รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หนึ่งในตุลาการศาลสูงสุดของอเมริกา หญิงแกร่งผู้มีบทบาทสำคัญในการลุกขึ้นมาต่อสู้ เรียกร้องความเท่าเทียมทางเพศในประเทศที่เรียกตัวเองว่าเป็นต้นแบบของเสรีภาพและประชาธิปไตย รวมทั้งเธอยังเป็นหัวหอกในการผลักดันให้การแต่งงานเพศเดียวกันถูกกฎหมายทั้ง 50 รัฐของอเมริกา

 

 

เรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของเธอจะถูกเล่าผ่านภาพยนตร์ On the Basis of Sex ผลงานการกำกับของ มีมี่ เลเดอร์ (Deep Impact) และได้ เฟลิซิตี โจนส์ ที่เคยฝากผลงานให้ผู้ชมประทับใจมาแล้วอย่าง The Theory of Everything มาสวมวิญญาณหญิงแกร่งที่กำลังต่อสู้กับความคิดที่ฝังรากว่า ‘นี่คือโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่’

 

และเพื่อเป็นการตอบสนองต่อเจตจำนงของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก #MeToo คืออีกหนึ่งโอกาสที่เราสามารถแสดงพลังให้สังคมได้รับรู้ถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศและปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม อย่างที่รูธพยายามต่อสู้เสมอมา โดยภาพยนตร์เรื่อง On the Basis of Sex เข้าฉายวันที่ 24 มกราคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

 

ย้อนกลับไป ‘MeToo’ คือหนึ่งวลีซึ่งริเริ่มขึ้นโดย ทานารา เบิร์ก หญิงสาวผิวสี นักกิจกรรมและนักจัดการชุมชน โดยเธอใช้คำนี้เป็นครั้งแรกในปี 2006 ที่เครือข่ายสังคมที่กำลังได้รับความนิยมในเวลานั้นอย่าง Myspace

 

ทานารา เบิร์ก เล่าว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ที่เธอได้รับฟังปัญหาของเด็กสาวผิวสีที่ชื่อ เฮฟเวนส์ ซึ่งถูกพ่อเลี้ยงล่วงละเมิดทางเพศอย่างโหดร้าย ในภายหลังทานารากลับมานั่งคิดเสียใจที่ไม่ได้พูดกับเฮฟเวนส์ออกไปว่า ‘ฉันด้วย’ (MeToo) ที่เคยเจอกับเรื่องราวเหล่านี้

 

ตัวอย่างภาพยนตร์

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post On the Basis of Sex เชิญชวนผู้ชมภาพยนตร์ร่วมกันติดแฮชแท็ก #MeToo เพื่อแสดงถึงการสู้กับความเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/on-the-basis-of-sex/feed/ 0
นักสเกตสาวทีมชาติปลุกกระแส #MeToo ขึ้นอีกครั้งในวงการกีฬาแดนกิมจิ หลังถูกโค้ชทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ https://thestandard.co/south-korea-sexual-abuse-claims-rock-speed-skating/ https://thestandard.co/south-korea-sexual-abuse-claims-rock-speed-skating/#respond Wed, 23 Jan 2019 03:34:46 +0000 https://thestandard.co/?p=184507

สั่นสะเทือนวงการกีฬาเกาหลีใต้อีกครั้ง หลังจากบรรดานักสเ […]

The post นักสเกตสาวทีมชาติปลุกกระแส #MeToo ขึ้นอีกครั้งในวงการกีฬาแดนกิมจิ หลังถูกโค้ชทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สั่นสะเทือนวงการกีฬาเกาหลีใต้อีกครั้ง หลังจากบรรดานักสเกตทีมชาติจากสมาคมกีฬาฯ เจ้าของ 24 เหรียญทองในการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ได้ออกมาบอกเล่าเรื่องราวของพวกเธอ หลังถูกโค้ชทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ ส่งผลให้กระแส #MeToo ในเกาหลีใต้ถูกปลุกขึ้นอีกครั้ง

 

นักสเกตสาวทั้ง 5 คน เดินเรื่องผ่านกลุ่ม Solidarity for Young Skaters (SYS) โดยมี ซอนฮเยวอน เป็นทนายที่ปรึกษาในคดีที่เกิดขึ้น โดยพวกเธอทั้งหมดยังไม่ต้องการที่จะเปิดเผยชื่อต่อสาธารณชน เนื่องจากเกรงว่าอาจจะถูกแก้แค้นจากกลุ่มผู้ที่สนับสนุนโค้ช รวมถึงสังคมในวงการกีฬาสเกตแดนกิมจิ

 

โดยผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้คือ นาย จุนมยองคยู อดีตโค้ชทีมชาติ ผู้ซึ่งมีบารมีและเป็นที่ชื่นชมอย่างมากในวงการสปีดสเกตของเกาหลีใต้ สิ่งที่เกิดขึ้นดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนานหลายปี แต่ที่เพิ่งจะถูกนำมาตีแผ่ เนื่องจากเขาได้รับการสนับสนุนและปกป้องจากผู้คนในวงการสเกต รวมถึงนักการเมืองบางคน ก่อนที่เขาจะออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

 

เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นช่วงมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่เมืองพย็องชัง ช่วงต้นปี 2018 ที่ผ่านมา หลัง ชิมซุกฮี เจ้าของเหรียญทองสปีดสเกตหญิง วัย 21 ปี ออกมาเผยว่า เธอถูก โค้ชโชแจบอม ทำร้ายร่างกายตั้งแต่เธอยังอยู่ในรุ่นเยาวชน อีกทั้งยังเคยถูกโค้ชใช้ไม้ฮอกกี้น้ำแข็งฟาดจนนิ้วมือหัก ก่อนที่นักกีฬาคนอื่นๆ ที่ประสบชะตากรรมเดียวกันจะออกมาบอกเล่าเรื่องราวของเธอต่อศาล จนส่งผลให้ โชแจบอม ถูกตัดสินจำคุกนาน 10 เดือน

 

นอกจากนี้ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ชิมซุกฮี ยังออกมาระบุอีกว่า นอกจากถูกทำร้ายร่างกายแล้ว เธอยังถูกโค้ชตัวเองล่วงละเมิดทางเพศ ส่งผลให้ชาวเกาหลีใต้รวบรวมรายชื่อกว่า 250,000 คน ยื่นเรื่องต่อศาลให้พิจารณาเพิ่มโทษโค้ช โชแจบอม ให้นานขึ้นอีก

 

ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศไม่ได้จำกัดแต่ในวงการสเกตเท่านั้น ก่อนหน้านี้ ชินยูยง อดีตนักกีฬายูโดทีมชาติ เคยออกมาเปิดเผยว่า เคยถูกโค้ชตัวเองข่มขืนเป็นระยะเวลานานกว่า 4 ปี ในขณะที่อดีตนักกีฬาเทนนิสอย่าง คิมอึนฮี ก็ระบุว่า เธอเคยถูกโค้ชล่วงละเมิดทางเพศและทำร้ายร่างกายตั้งแต่เธอมีอายุเพียง 10 ปี

 

ทางด้านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเกาหลีใต้กำลังจัดตั้งทีมตรวจสอบในประเด็นนี้ ก่อนจะลงมือแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง และหามาตรการที่จะยับยั้งการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post นักสเกตสาวทีมชาติปลุกกระแส #MeToo ขึ้นอีกครั้งในวงการกีฬาแดนกิมจิ หลังถูกโค้ชทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/south-korea-sexual-abuse-claims-rock-speed-skating/feed/ 0
Vogue ยกเลิกจ้างงานนางแบบที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี https://thestandard.co/vogue-publisher-conde-nast-bans-models-under-18/ https://thestandard.co/vogue-publisher-conde-nast-bans-models-under-18/#respond Sun, 19 Aug 2018 08:50:13 +0000 https://thestandard.co/?p=114728

Vogue นิตยสารผู้นำด้านแฟชั่นของโลก และองค์กร CFDA (Coun […]

The post Vogue ยกเลิกจ้างงานนางแบบที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>

Vogue นิตยสารผู้นำด้านแฟชั่นของโลก และองค์กร CFDA (Council of Fashion Designers of America) ประกาศเลิกว่าจ้างนางแบบที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เพื่อใช้ในการถ่ายแบบของนิตยสาร เพื่อลดปัญหาการแสวงหาผลประโยชน์อย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงในวงการแฟชั่นขณะนี้

 

“จะไม่มีอีกแล้ว มันไม่ถูกต้องสำหรับพวกเรา มันไม่ถูกต้องสำหรับคนอ่าน และมันก็ไม่ถูกต้องที่เหล่านางแบบอายุน้อยหลายๆ คน ต้องต่อสู้กัน เพื่อที่จะได้พื้นที่บนหน้านิตยสาร เราไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ แต่เราสามารถสร้างอนาคตที่ดีขึ้นได้” มายา ซิงเกอร์ นักเขียนจากนิตยสาร Vogue ได้เขียนไว้ในบทความล่าสุดที่ปรากฏอยู่ใน Vogue ฉบับเดือนกันยายน 

 

เธอยังยกตัวอย่างนางแบบอายุน้อยและการเข้ามาสู่วงการแฟชั่นของนางแบบเหล่านี้ในบทความของเธอ นางแบบบางคนอายุเพียง 15 ปี แต่กลับถูกติดต่องานผ่านทางอินสตาแกรม ถูกบังคับจากพ่อแม่ และทำให้เธอต้องเดินทางไปรอบโลกเพื่อทำงานในฐานะนางแบบตั้งแต่อายุ 15 ปี แม้จะมีนางแบบชื่อดังมากมายที่ยังคงอยู่รอดในวงการแฟชั่น แต่ก็มีอีกหลายคนที่ถูกดึงตัวเข้ามาทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย และถูกใช้งานจนพวกเธอรู้สึก ‘ถูกทำลายจากข้างใน’

 

ภาพ: assets.vogue.com

 

เมื่อต้นปี 2018 เรายังเห็นข่าวจากหลายสื่อที่พูดถึงการล่วงละเมิดทางเพศในวงการแฟชั่นท่ามกลางกระแส #MeToo อย่างในบทความของ Dazed Digital ที่ระบุว่า มีนางแบบกว่า 50 คน ที่ออกมากล่าวหาบุคคลสำคัญในวงการแฟชั่นกว่า 25 คน ที่ล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ และนางแบบบางคนยังกล่าวด้วยว่า ตนเองโดนล่วงละเมิดทางเพศขณะอยู่ในกองถ่าย ซึ่งขณะนั้นเธออายุเพียง 15 ปี!

 

บวกกับกระแสในวงการแฟชั่นที่นิยมการว่าจ้างนางแบบ ‘หน้าใหม่’ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งทำให้นางแบบเหล่านี้ต้องเผชิญกับความกดดันในวงการแฟชั่น ทั้งการถูกใช้งานหลายชั่วโมงติดต่อกัน ถูกบังคับให้ลดน้ำหนัก และถูกหลอกเนื่องจากพวกเธอยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวงการดังกล่าว โดยนิตยสารชั้นนำอย่าง Vogue เองก็รู้ดีว่าตัวเองเป็นหนึ่งในต้นเหตุของปัญหาในครั้งนี้ เพราะที่ผ่านมา Vogue ได้ว่าจ้างนางแบบที่อายุต่ำกว่า 18 ปีมากมาย และย้อนกลับไปปี 1980 บรุก ชีลส์ วัย 14 ปี ก็เคยขึ้นปก Vogue ด้วย

 

 

Vogue จึงตัดสินใจเดินทางตามรอยบริษัทแม่ Condé Nast ที่ประกาศกฎใหม่ Condé Nast Code of Conduct: No Harassment or Discrimination เพื่อสนับสนุนกระแส #MeToo โดยนอกจากจะเลิกว่าจ้างนางแบบอายุต่ำกว่า 18 ปีแล้ว ใน Code of Conduct ยังระบุข้อห้ามที่เป็นประโยชน์ต่อนางแบบไว้อย่างรัดกุม เช่น บังคับให้มีพื้นที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแบบส่วนตัวในทุกๆ กองถ่าย หากมีการถ่ายเสื้อผ้าที่บาง หรือถ่ายภาพเปลือย ชุดว่ายน้ำ ชุดชั้นใน หรือมีการนำเสนอการใช้สารเสพติด และแอลกอฮอล์ การถ่ายนั้นๆ จำเป็นต้องได้รับการยินยอมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม รวมถึงการห้ามให้นางแบบและช่างภาพอยู่เพียงลำพัง จำเป็นต้องมีผู้ช่วย ช่างแต่งหน้า หรือบุคคลใดๆ อยู่ในกองถ่ายด้วยทุกครั้ง เป็นต้น

 

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Code of Conduct ที่ Condé Nast ตั้งขึ้นเท่านั้น โดยสามารถอ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่นี่ 

 

 

นั่นหมายความว่า หลังจากนี้นางแบบชื่อดังที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์หลายๆ คน อย่าง ไกอา เกอร์เบอร์ ลูกสาว ซินดี้ ครอว์ฟอร์ด ที่อายุเพียง 16 ปี แต่เคยเดินแบบให้แบรนด์ดังทั้ง Calvin Klein และ Chanel ก็จะถูกระงับงานไว้ก่อน และสามารถกลับมารับงานในฐานะนางแบบได้อีกครั้งเมื่อเธออายุครบ 18 ปี

 

ภาพ: galoremag.com

 

องค์กร CFDA เองก็สนับสนุนการตัดสินใจดังกล่าว ทำให้หลังจากนี้ทั้งวงการแฟชั่นน่าจะหันมาให้ความสำคัญกับการว่าจ้างนางแบบอายุต่ำกว่าเกณฑ์ และเราเองก็จะได้เห็นความเหมาะสมและความปลอดภัยของอุตสาหกรรมแฟชั่นมากขึ้นเช่นกัน

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post Vogue ยกเลิกจ้างงานนางแบบที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/vogue-publisher-conde-nast-bans-models-under-18/feed/ 0
#ByebyeBikini ยกเลิกใส่ชุดว่ายน้ำบนเวที Miss America “เราไม่ตัดสินผู้เข้าแข่งขันจากภายนอก” https://thestandard.co/byebyebikini-miss-america/ https://thestandard.co/byebyebikini-miss-america/#respond Sun, 10 Jun 2018 13:39:01 +0000 https://thestandard.co/?p=96556

ถ้าพูดถึงเวทีการประกวดความงามอย่าง Miss America และอีกห […]

The post #ByebyeBikini ยกเลิกใส่ชุดว่ายน้ำบนเวที Miss America “เราไม่ตัดสินผู้เข้าแข่งขันจากภายนอก” appeared first on THE STANDARD.

]]>

ถ้าพูดถึงเวทีการประกวดความงามอย่าง Miss America และอีกหลายๆ เวที เอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ใครๆ ต้องนึกถึงคงจะเป็นการเดินโชว์รูปร่างของผู้เข้าประกวดในรอบชุดว่ายน้ำ แต่ด้วยยุคสมัยที่ผ่านไป การตัดสินและตีความเรื่องของความงามก็เปลี่ยนตามไปเช่นกัน เพราะล่าสุดเวที Miss America ที่จัดการประกวดมาแล้วกว่า 96 ปีก็ได้เปลี่ยนกติกาและตัดโชว์ชุดว่ายน้ำออกไปจากการแข่งขันอย่างเป็นทางการ

 

Miss America ปี 1970

Photo: s.abcnews.com

 

หลังจากมีความวุ่นวายที่กลายเป็นข่าวอื้อฉาวภายในกองประกวด Miss America เมื่อปลายปี 2017 ซึ่งทำให้ประธานผู้บริหารองค์กร Miss America หลายๆ คนต้องถอนตัวออกจากตำแหน่ง (ด้วยประเด็นการเหยียดเพศและเหยียดหยามอดีตผู้เข้าแข่งขัน) ทำให้ได้จังหวะที่กองประกวด Miss America จะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

 

ล่าสุดมีประกาศออกมาว่าพวกเขาจะเลิกการตัดสินผู้เข้าแข่งขันจากรูปลักษณ์ภายนอกอย่างเป็นทางการ และจะเริ่มเปลี่ยนรูปแบบการประกวดในปีนี้ด้วยการตัดช่วงประกวดเรือนร่างในชุดว่ายน้ำออก และแทนที่ด้วยการโต้ตอบแบบสดๆ ระหว่างผู้เข้าแข่งขันและกรรมการ ซึ่งผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะได้พูดถึงความสำเร็จต่างๆ รวมถึงเป้าหมายในชีวิตให้กรรมการฟัง เพื่อใช้ในการตัดสินว่าพวกเธอมีความสามารถ ความตั้งใจ และความพยายามในการทำหน้าที่ Miss America ที่ดี

 

Photo: s.abcnews.com

 

การเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่นี้อาจจะต้องยกความดีให้กับกระแสของ #MeToo ที่ส่งผลกระทบต่อทุกวงการ รวมถึงเวทีประกวดความงาม

 

เกร็ตเชน คาร์ลสัน ผู้บริหารคนใหม่ของเวที Miss America ที่เคยเป็นทั้งอดีตนักข่าวช่อง Fox News และเคยชนะเวที Miss America มาแล้วเมื่อปี 1989 ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Good Morning America ว่า “เราได้รับเสียงตอบรับจากหญิงสาวบางกลุ่มที่บอกว่า ‘เราอยากจะไปแข่งบนเวทีของคุณนะ แต่เราไม่อยากจะไปเดินในชุดว่ายน้ำกับรองเท้าส้นสูง’ ดังนั้นฉันบอกเลยว่าคุณไม่ต้องทำสิ่งพวกนั้นอีกแล้ว… พวกเราจะเลิกการตัดสินผู้หญิงจากเสื้อผ้าที่พวกเธอเลือกใส่ ชุดราตรี หรืออะไรก็ตาม เราจะตัดสินจากสิ่งที่เธอเลือกที่จะพูดออกมาต่างหาก และต้องเป็นสิ่งที่มีผลกระทบที่ดีต่อสังคม” เกร็ตเชนยังเสริมว่าเธอต้องการให้ทุกคนหันมาสมัครและร่วมแสดงความยินดีกับชัยชนะไปด้วยกัน ซึ่งเวที Miss America ยังเดินหน้าแจกทุนการศึกษาให้กับผู้ชนะอีกด้วย  

 

เกร็ตเชน คาร์ลสัน

Photo: s.abcnews.com

 

“ตอนนี้เราเปิดกว้างมากขึ้น ยอมรับความหลากหลาย และโปร่งใส ฉันต้องการที่จะสร้างแรงบันดาลใจและผลักดันให้เยาวชนอีกหลายหมื่นคนทั่วอเมริกามาร่วมแข่งขันบนเวทีแห่งนี้”

 

ข้อมูลจากกองประกวด Miss America ยังระบุเอาไว้ว่า “Miss America ไม่ใช่เวทีประกวดความงามอีกต่อไป แต่เวทีนี้จะเป็นตัวแทนกลุ่มผู้นำหญิงรุ่นใหม่ เราจะโฟกัสที่ทุนการศึกษา ผลกระทบทางสังคม ความสามารถ และการส่งต่อพลังที่ยิ่งใหญ่… เรากำลังก้าวเข้าสู่การปฏิรูปทางวัฒนธรรมในประเทศของเรา กลุ่มสตรีต่างมีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาพูดและให้สังคมฟังเสียงของพวกเธอในหลากหลายประเด็น”

 

 

จากกระแสดังกล่าว ทำให้ตอนนี้ #ByebyeBikini กำลังได้รับความสนใจในโลกออนไลน์ คารา มันด์ ผู้ชนะจากเวที Miss America ปี 2018 ก็ออกมาทวีตสนับสนุนการยกเลิกใส่ชุดว่ายน้ำพร้อมติดแฮชแท็กดังกล่าว โดยกระแสออนไลน์บางกลุ่มที่ออกมาบอกว่าการตัดสินใจดังกล่าวทำให้เรตติ้งของ Miss America ตกแน่ๆ และทำให้โชว์ไม่น่าดูเหมือนเมื่อก่อน แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มสตรีในกระแส #MeToo และ #TimesUp ก็ออกมาสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้กันถ้วนหน้า

 

Miss America ไม่ใช่เวทีแรกที่ตัดการแข่งขันชุดว่ายน้ำออกไป เวที Miss World ได้ยกเลิกการแข่งขันชุดว่ายน้ำไปในปี 2014 เช่นเดียวกับเวที Miss Teen USA ในปี 2016

 

Miss America 2019 จะจัดการประกวดขึ้นอีกครั้งในในวันที่ 9 กันยายนนี้ ซึ่งก็จะจัดขึ้นที่เดิมเช่นเดียวกับทุกปีคือแอตแลนติกซิตี้ รัฐนิวเจอร์ซีย์

 

The post #ByebyeBikini ยกเลิกใส่ชุดว่ายน้ำบนเวที Miss America “เราไม่ตัดสินผู้เข้าแข่งขันจากภายนอก” appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/byebyebikini-miss-america/feed/ 0
ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ขึ้นศาล หลังถูกตำรวจตั้งข้อหาข่มขืน https://thestandard.co/harvey-weinstein-appears-in-court/ https://thestandard.co/harvey-weinstein-appears-in-court/#respond Fri, 25 May 2018 16:19:07 +0000 https://thestandard.co/?p=93524

ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน โปรดิวเซอร์ชื่อดังแห่งวงการฮอลลีวูดแล […]

The post ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ขึ้นศาล หลังถูกตำรวจตั้งข้อหาข่มขืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน โปรดิวเซอร์ชื่อดังแห่งวงการฮอลลีวูดและผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอภาพยนตร์ Miramax ถูกคุมตัวขึ้นศาลหลังจากที่เข้ามอบตัวกับตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) ในวันนี้ โดยเขาถูกตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเราและล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิง 2 คน

 

อย่างไรก็ตาม ทนายความของไวน์สตีนได้ปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ ขณะที่ไวน์สตีนยืนกรานว่าเขาไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงคนไหนที่ไม่ยินยอม

 

ไวน์สตีนตกเป็นจำเลยสังคม หลังสื่อชั้นนำอย่าง The New York Times และ The New Yorker เริ่มรายงานในเดือนกันยายนปีที่แล้วว่าไวน์สตีนได้ล่วงละเมิดทางเพศนักแสดงหญิงหลายคน ขณะที่สำนักข่าว AP รายงานว่า จนถึงขณะนี้มีผู้หญิงมากกว่า 75 คนที่กล่าวหาว่าไวน์สตีนเคยล่วงละเมิดทางเพศพวกเธอ โดยหนึ่งในนั้นคือ โรส แม็กโกแวน นักแสดงหญิงชื่อดังที่เปิดเผยว่าเธอถูกไวน์สตีนข่มขืนเมื่อปี 1997 นอกจากนี้ยังมี แอชลีย์ จัดด์, เคต เบ็กคินเซล, กวินเน็ธ พัลโทรว์ และแอนเจลินา โจลี ที่กล่าวหาว่าไวน์สตีนเคยมีพฤติกรรมคุกคามทางเพศพวกเธอเช่นกัน

 

อัยการบอกกับศาลว่า “จำเลยได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ เงิน และอำนาจในการล่อลวงหญิงสาวให้มาตกอยู่ในสถานการณ์ที่เขาสามารถล่วงละเมิดพวกเธอได้”

 

นอกจากนี้อัยการยังเรียกร้องให้ผู้หญิงที่เคยตกเป็นเหยื่อของไวน์สตีนก้าวออกมาเปิดเผยเรื่องราวและให้การเพิ่มเติมในระหว่างที่การสอบสวนยังดำเนินอยู่

 

อย่างไรก็ตาม ศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวไวน์สตีนในวงเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เขาจะต้องติดเครื่อง GPS เพื่อติดตามตัว และไม่อนุญาตให้เดินทางออกจากนิวยอร์กหรือคอนเนตทิคัต

 

อ้างอิง:

The post ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ขึ้นศาล หลังถูกตำรวจตั้งข้อหาข่มขืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/harvey-weinstein-appears-in-court/feed/ 0
สวีเดนอนุมัติกฎหมายใหม่ เซ็กซ์ที่ไม่ยินยอมเท่ากับข่มขืน บังคับใช้ 1 ก.ค. นี้ https://thestandard.co/sweden-passes-law-recognising-sex-without-consent/ https://thestandard.co/sweden-passes-law-recognising-sex-without-consent/#respond Fri, 25 May 2018 03:58:01 +0000 https://thestandard.co/?p=93234

รัฐสภาสวีเดนอนุมัติผ่านร่างกฎหมายใหม่ที่ระบุว่า ‘เซ็กซ์ […]

The post สวีเดนอนุมัติกฎหมายใหม่ เซ็กซ์ที่ไม่ยินยอมเท่ากับข่มขืน บังคับใช้ 1 ก.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

รัฐสภาสวีเดนอนุมัติผ่านร่างกฎหมายใหม่ที่ระบุว่า ‘เซ็กซ์ที่ปราศจากความยินยอมเท่ากับข่มขืน โดยไม่จำเป็นต้องมีการใช้กำลังหรือความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง’ ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุน 257 เสียง ต่อเสียงคัดค้าน 38 เสียง ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ 1 กรกฎาคมนี้

 

จากนี้ไปอัยการไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เรื่องการใช้ความรุนแรงหรือผู้เคราะห์ร้ายตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงที่อาจจะนำไปสู่การถูกข่มขืน เช่น อาการขาดสติเนื่องจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มมึนเมาเพื่อตั้งข้อหาข่มขืนหรือกระทำชำเราอีกต่อไป แต่ให้ดูที่ ‘ความยินยอม’ เป็นหลัก

 

สวีเดนไม่ใช่ประเทศแรกที่ผ่านร่างกฎหมายในลักษณะนี้ มีประเทศยุโรปบางประเทศประกาศใช้กฎหมายนี้แล้ว เช่น สหราชอาณาจักร, แคนาดา, เยอรมนี, ไอร์แลนด์, ลักเซมเบิร์ก, เบลเยียม และไซปรัส เป็นต้น

 

ด้านกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนและสิทธิสตรีหวังว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรปจะอนุมัติร่างกฎหมายดังกล่าวตามสวีเดน พร้อมระบุว่า การเตรียมประกาศใช้กฎหมายนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกระแส #MeToo ที่ค่อยๆ เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เปิดทางให้สังคมเข้าใจสภาพปัญหาของการถูกข่มขืน กระทำชำเรา และล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มมากขึ้น

 

แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสวีเดนเผยว่า การเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้อาจจะไม่ได้นำไปสู่การลดภาระหน้าที่ในการตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานแต่อย่างใด เนื่องจากทีมสอบสวนจำเป็นต้องพิสูจน์เจตนาของผู้ลงมือก่อเหตุในการประกอบสำนวนคดีอยู่แล้ว

 

อ้างอิง:

The post สวีเดนอนุมัติกฎหมายใหม่ เซ็กซ์ที่ไม่ยินยอมเท่ากับข่มขืน บังคับใช้ 1 ก.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/sweden-passes-law-recognising-sex-without-consent/feed/ 0
อธิบดีกรมอัยการรัฐนิวยอร์กลาออก เซ่นปมข่าวฉาวทำร้ายผู้หญิง https://thestandard.co/eric-schneiderman-violence-allegations/ https://thestandard.co/eric-schneiderman-violence-allegations/#respond Tue, 08 May 2018 09:17:19 +0000 https://thestandard.co/?p=89301

แคมเปญ #MeToo ซึ่งสร้างกระแสให้สตรีทั่วโลกออกมาเปิดเผยเ […]

The post อธิบดีกรมอัยการรัฐนิวยอร์กลาออก เซ่นปมข่าวฉาวทำร้ายผู้หญิง appeared first on THE STANDARD.

]]>

แคมเปญ #MeToo ซึ่งสร้างกระแสให้สตรีทั่วโลกออกมาเปิดเผยเรื่องราวการถูกล่วงละเมิดทางเพศ กำลังสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทุกวงการ ล่าสุด อิริก ชไนเดอร์แมน อธิบดีกรมอัยการรัฐนิวยอร์กได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง หลังนิตยสาร The New Yorker ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ผู้หญิง 4 คนที่แฉว่าชไนเดอร์แมนเคยใช้ความรุนแรงกับพวกเธอมาก่อน

 

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ชไนเดอร์แมนจะประกาศลาออกจากตำแหน่ง แต่เขาก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ซึ่งรวมถึงข้อกล่าวหาจากอดีตแฟนสาว 2 คนด้วย พร้อมยืนยันว่าเขาไม่เคยทำร้ายใคร และไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ยินยอมโดยสมัครใจ

 

 

ชไนเดอร์แมนระบุในแถลงการณ์ว่า “มันคือเกียรติยศสูงสุดที่ได้ทำงานในตำแหน่งอธิบดีกรมอัยการเพื่อรับใช้ประชาชนรัฐนิวยอร์ก แต่ในช่วงหลายชั่วโมงที่ผ่านมา ผมถูกโจมตีอย่างหนักจากข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพหรืองานในสำนักงานของผม ทว่าคนในหน่วยงานย่อมไม่ต้องการให้ผมรับบทบาทเป็นผู้นำในช่วงเวลาสำคัญนี้อีกต่อไป ดังนั้นผมจึงตัดสินใจลาออก โดยมีผลหลังสิ้นสุดวันทำงานวันที่ 8 พฤษภาคม”

 

หลังชไนเดอร์แมนประกาศลาออกไม่นาน สำนักงานอัยการเขตแมนฮัตตันเปิดเผยว่าพวกเขาได้เปิดฉากสอบสวนข้อกล่าวหาต่างๆ ของชไนเดอร์แมนแล้ว

 

ก่อนหน้านี้ชไนเดอร์แมนถือเป็นหนึ่งในหัวหอกที่ผลักดันแคมเปญ #MeToo และสั่งฟ้องดำเนินคดีกับฮาร์วีย์ ไวน์สตีน อดีตโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ชื่อดังในวงการฮอลลีวูดในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิงหลายคน

 

ด้านแอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กแสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งรวมถึงอัยการสูงสุดของรัฐนิวยอร์กด้วย ผมจะขอให้อัยการเขตนิวยอร์กเริ่มต้นสอบสวนทันที”

 

“ตามทัศนะส่วนตัวของผมนั้น ผมไม่เชื่อว่าคุณอิริก ชไนเดอร์แมน จะทำหน้าที่อธิบดีกรมอัยการได้อีกต่อไป และเป็นการดีกว่าสำหรับทางสำนักงานที่เขาจะลาออกจากตำแหน่ง” คูโอโมกล่าวเสริม   

 

อ้างอิง:

The post อธิบดีกรมอัยการรัฐนิวยอร์กลาออก เซ่นปมข่าวฉาวทำร้ายผู้หญิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/eric-schneiderman-violence-allegations/feed/ 0
Cannes Film Festival 2018 ปีนี้มีอะไรน่าจับตามอง https://thestandard.co/cannes-film-festival-2018/ https://thestandard.co/cannes-film-festival-2018/#respond Tue, 08 May 2018 07:09:13 +0000 https://thestandard.co/?p=89260

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 71 ประจำปี 20 […]

The post Cannes Film Festival 2018 ปีนี้มีอะไรน่าจับตามอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 71 ประจำปี 2018 กำลังจะเริ่มต้นในค่ำคืนนี้ และแน่นอนว่าในปีที่เต็มไปด้วยกระแสข่าวสิทธิสตรี #MeToo และ Time’s Up ทำให้เราจะได้เห็นการพูดถึงประเด็นดังกล่าวจากแขกผู้มาร่วมงานอย่างแน่นอน อีกทั้งผู้จัดงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ในปีนี้ได้จับมือกับรัฐบาลฝรั่งเศส เพิ่ม Helpline สายด่วนสำหรับเหยื่อหรือพยานที่ต้องการแจ้งเหตุคุกคามทางเพศอีกด้วย ทั้งหมดทั้งมวลก็มาจากคดีของ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน หนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์การคุกคามทางเพศนักแสดงสาวซึ่งเกิดขึ้นในโรงแรมที่ฝรั่งเศสระหว่างเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อปี 1997 นั่นเอง เพราะฉะนั้นตลอดเทศกาลตั้งแต่วันนี้จนถึง 19 พฤษภาคม นอกจากภาพยนตร์คุณภาพที่น่าจับตามองแล้ว ประเด็นสิทธิสตรีก็มาแรงเช่นเดียวกัน

 

เลอา เซย์ดูซ์ นักแสดงสาวชาวฝรั่งเศส หนึ่งในเหยื่อการคุกคามทางเพศของฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ได้รับเลือกเป็นกรรมการในการตัดสินครั้งนี้ร่วมกับ คริสเตน สจวร์ต และเคต บลานเชตต์ ที่นั่งตำแหน่งประธานกรรมการ ซึ่งทั้ง 3 คนเป็นคณะกรรมการผู้หญิงจากจำนวนกรรมการทั้งหมด 9 คน

 

แต่อย่างไรก็ตาม พลังหญิงก็อาจจะไม่ทรงพลังมากพอสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ เพราะจากภาพยนตร์ที่เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ (Palme d’Or) ทั้งหมด 21 เรื่อง มีเพียง 3 เรื่องเท่านั้นที่เป็นผู้กำกับผู้หญิง (จำนวนเท่ากับปีที่แล้ว) ได้แก่ อีวา ฮัสสัน จากภาพยนตร์ Girls of the Sun ประเทศฝรั่งเศส, เนดีน ลาบากิ เจ้าของภาพยนตร์ Capernaum (Cafarnaúm) จากเลบานอน และอลิซ รอห์วอตเชอร์ จากภาพยนตร์สัญชาติอิตาลี Happy as Lazzaro (Lazzaro Felice)

 

 

ส่วนรายชื่อภาพยนตร์ที่ต้องไฮไลต์เอาไว้สำหรับเทศกาลหนังเมืองคานส์ในปีนี้ ได้แก่ 

1. Everybody Knows ภาพยนตร์เปิดเทศกาลจากผลงานของผู้กำกับชาวอิหร่าน อัสการ์ ฟาร์ฮาดี ที่นำแสดงโดย เพเนโลเป ครูซ และฮาเบียร์ บาร์เดม ว่าด้วยเรื่องของภรรยาที่เดินทางกลับไปบ้านเกิดร่วมกับสามีของเธอและลูกๆ แต่จากการเดินทางแวะเยี่ยมบ้านเกิดสั้นๆ ได้กลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตของพวกเขา

 

2. BlacKkKlansman ผลงานภาพยนตร์จาก สไปค์ ลี ที่เคยกวาดรางวัลไปแล้วเมื่อปี 1986 จากภาพยนตร์ She’s Gotta Have It และ Jungle Fever ปี 1991 เขากลับมาครั้งนี้ด้วยภาพยนตร์เกี่ยวกับตำรวจสายสืบใน Colorado Springs ที่ปลอมตัวเข้าไปในกลุ่มองค์กรเหยียดผิว Ku Klux Klan

 

3. Under the Silver Lake จากผู้กำกับชาวอเมริกัน เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์ และนำแสดงโดย แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ที่รับบทเป็นชายหนุ่มไร้จุดหมายในเมืองลอสแอนเจลิส ซึ่งต้องตามหาเพื่อนบ้านของเขาที่หายตัวไป

 

4. Solo: A Star Wars Story พลาดไม่ได้กับภาพยนตร์ในจักรวาล Star Wars ที่ไม่ได้เข้าชิงรางวัล แต่จะเปิดตัวเป็นครั้งแรกที่เทศกาลนี้ Solo: A Star Wars Story กำกับโดย รอน ฮาวเวิร์ด เล่าเรื่องย้อนหลังไปถึงที่มาและประวัติของ ฮาน โซโล นำแสดงโดย อัลเดน เออห์เรนริช, โดนัลด์ โกลเวอร์ และเอมิเลีย คลาร์ก

 

นอกจากนี้ยังมีภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่น่าจับตามองอีกเช่นกันอย่าง Whitney กำกับโดย เควิน แม็กโดนัลด์ ภาพยนตร์สารคดีประวัติชีวิตของวิตนีย์ ฮุสตัน, Pope Francis: A Man of His Word, Fahrenheit 451, The House That Jack Built, The Man Who Killed Don Quixote และ Cold War 

 

และที่พลาดไม่ได้เลยคือภาพยนตร์สัญชาติไทย 10 Years Thailand หรือ สิบปีในประเทศไทย ที่ได้ผู้กำกับฝีมือดีทั้ง อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล มาร่วมกำกับภาพยนตร์สั้นทั้งหมด 4 เรื่อง บอกเล่าเนื้อหาเรื่องราวที่ต่างกัน แต่สะท้อนมุมมองของผู้กำกับที่มีต่อประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า

 

10 Years Thailand เปิดตัวเป็นครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ โดยจัดฉายในโปรแกรม Special Screenings วันที่ 10 พฤษภาคม 2018 เวลา 19.00 ณ โรงภาพยนตร์ Salle Du Soixantieme ซึ่งภาพยนตร์สั้นทั้ง 4 เรื่อง ได้แก่ Song of the City (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล), Catopia (วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง), Sunset (อาทิตย์ อัสสรัตน์) และ Planetarium (จุฬญาณนนท์ ศิริผล)

 

 

อ้างอิง:

The post Cannes Film Festival 2018 ปีนี้มีอะไรน่าจับตามอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/cannes-film-festival-2018/feed/ 0
ศาลตัดสิน Bill Cosby ผิดจริงคดีล่วงละเมิดทางเพศ https://thestandard.co/bill-cosby-found-guilty-of-sexual-assault-in-retrial/ https://thestandard.co/bill-cosby-found-guilty-of-sexual-assault-in-retrial/#respond Sat, 28 Apr 2018 05:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=87255

“ไม่ว่าเงิน อำนาจ หรือคุณจะเป็นใคร ก็ไม่สามารถห้ามเราใน […]

The post ศาลตัดสิน Bill Cosby ผิดจริงคดีล่วงละเมิดทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

“ไม่ว่าเงิน อำนาจ หรือคุณจะเป็นใคร ก็ไม่สามารถห้ามเราในการสืบสวนคดีอาญาและดำเนินการตามกฎหมายได้” เควิน สตีล อัยการเขตมอนต์โกเมอรี กล่าวถึงคดีของ บิล คอสบี นักแสดงตลกที่โดนตั้งข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศตั้งแต่ปี 2015

 

เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา บิล คอสบี นักแสดงตลกชาวอเมริกัน ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ แอนเดรีย คอนสแตนด์ อดีตนักบาสเกตบอลสาวในปี 2004 ซึ่งอาจทำให้เขาต้องติดคุกนานถึง 30 ปี

 

แอนเดรียกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เธอเคยทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการในทีมบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัยเทมเปิล เมืองฟิลาเดลเฟีย ซึ่งในตอนนั้นเธอกับบิลรู้จักกันในฐานะเพื่อน เธอเดินทางไปปรึกษาบิลเรื่องการลาออกจากงานของเธอ โดยบิลยื่นยาสีฟ้า 3 เม็ดให้เธอกิน และอ้างว่าจะช่วยให้เธอผ่อนคลายลง แต่ไม่กี่นาทีหลังจากที่กินยาดังกล่าว แอนเดรียก็เห็นภาพซ้อนและสูญเสียประสาทการรับรู้โดยสิ้นเชิง หลังจากที่เธอกลับมาได้สติก็พบว่าบิลกำลังล่วงละเมิดทางเพศ แต่ก็ไม่มีแรงสู้เพราะฤทธิ์ยา แม้เธอจะแจ้งความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้น แต่ทนายประจำเขตกลับปฏิเสธที่จะตั้งข้อหา อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวก็ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งในปี 2015

 

แอนเดรีย คอนสแตนด์

Photo: www.wgmd.com

 

สตีเวน โอเนล ผู้พิพากษาในคดีของบิล อนุญาตให้ผู้กล่าวหาอีก 5 คนเข้าร่วมฟังการตัดสินในฐานะพยาน เช่น นักแสดงวัย 55 ปี ไฮดี โทมัส ที่เล่าว่าในปี 1984 บิลเคยวางยาในไวน์ ซึ่งทำให้เธอมีอาการมึนงงถึง 4 วัน รวมถึง เจนิส ดิกคินสัน อดีตนางแบบที่ถูกบิลวางยาและข่มขืนในโรงแรม ช่วงปี 1982 ขณะที่เธออายุ 27 ปี

 

เจนิสให้การในศาลว่า “ฉันอยากจะทุบตี ต่อยหน้าเขา ฉันรู้สึกโกรธ ขยะแขยง และอับอายมาก” เหยื่อทั้งสามเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผู้กล่าวหาในคดีล่วงละเมิดทางเพศของบิลเท่านั้น เพราะยังมีผู้หญิงอีกกว่า 60 รายที่ตกเป็นเหยื่อของดาราตลกวัย 80 ปีคนนี้ โดยมีผู้กล่าวหา 35 รายจากทั้งหมดที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวใน New York Magazine เมื่อปี 2015 ซึ่งเป็นการจุดประเด็นคดีดังกล่าวจนกลายเป็นข่าวใหญ่ถึงปัจจุบัน

 

บิลแสดงท่าทีไม่พอใจกับคำตัดสินของศาลอย่างชัดเจน เมื่ออัยการเขตเสนอให้ไม่มีการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหามีแนวโน้มที่จะหนีคดีด้วยเครื่องบินส่วนตัว โดยบิลได้พูดแทรกขึ้นมาด้วยความโมโหว่าตนเองไม่มีเครื่องบินส่วนตัว และยังสบถคำหยาบในศาลอีกด้วย

 

Photo:peopledotcom.files.wordpress.com

 

บิลเป็นที่รู้จักในฐานะนักแสดงตลก รับบทบาทเป็นคุณพ่อขวัญใจชาวอเมริกันในซีรีส์ The Cosby Show ที่ออกอากาศตั้งแต่ปี 1984-1992 และเคยขึ้นอันดับหนึ่งนักแสดงที่มีค่าตัวสูงที่สุดอีกด้วย ในปี 1965 บิลเป็นนักแสดงชายผิวสีคนแรกที่ได้รับบทบาทสำคัญใน I Spy ซีรีส์ดราม่าของอเมริกา และได้รับรางวัล Emmy Awards 3 ปีซ้อน โดยในปี 2013 เขาออกทัวร์โชว์สแตนด์อัพคอเมดี้ของตนเอง และหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ถูกผู้หญิงจำนวนมากออกมาแจ้งข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

 

ปัจจุบันบิลได้รับบทลงโทษจากสังคมมากมาย ทั้งถูกถอดจากช่องโทรทัศน์ รายการ ภาพยนตร์ การแสดงสดสแตนด์อัพคอเมดี้ ถูก CAA เอเจนซีที่ดูแลยกเลิกสัญญา ไปจนถึงการถอนยศที่เขาได้จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้ง Brown University, The University of Connecticut, Tufts University, Oberlin College, Marquette University และ Fordham University เช่นเดียวกับ Wesleyan University ที่ตัดสินใจถอนยศหลังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา

 

ลิลี่ เบอร์นาร์ด หลังทราบคำพิพากษาคดีของบิล

Photo: imgix.bustle.com

 

ในขณะที่เหยื่อจากคดีของบิลต่างดีใจกับผลการตัดสินของศาล โดย ลิลี่ เบอร์นาร์ด หนึ่งในผู้กล่าวหาคดีดังกล่าว ให้สัมภาษณ์ว่าเธอได้รับความเชื่อมั่นในฐานะมนุษย์ของเธอกลับคืนมา ขณะที่ทนายความของเธอเสริมว่า “พวกเราดีใจมาก ในที่สุดเราจะพูดได้เต็มปากว่ากลุ่มสตรีได้รับความเชื่อมั่นจริงๆ ในชั้นศาล ไม่ใช่แค่ #MeToo บนโลกออนไลน์”

The post ศาลตัดสิน Bill Cosby ผิดจริงคดีล่วงละเมิดทางเพศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/bill-cosby-found-guilty-of-sexual-assault-in-retrial/feed/ 0
ปรากฏการณ์ #MeToo ในซีรีส์เกาหลี Something in the Rain https://thestandard.co/something-in-the-rain-metoo-movement/ https://thestandard.co/something-in-the-rain-metoo-movement/#respond Thu, 26 Apr 2018 07:14:16 +0000 https://thestandard.co/?p=86576

นอกจากจะเป็นซีรีส์รักโรแมนติกที่สาวๆ ทั่วเอเชียกำลังพูด […]

The post ปรากฏการณ์ #MeToo ในซีรีส์เกาหลี Something in the Rain appeared first on THE STANDARD.

]]>

นอกจากจะเป็นซีรีส์รักโรแมนติกที่สาวๆ ทั่วเอเชียกำลังพูดถึง สิ่งหนึ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้กำลังสอดแทรกคือประเด็นการล่วงละเมิดในที่ทำงาน ซึ่งไม่ต่างอะไรจากปรากฏการณ์ #MeToo ที่กลายเป็นความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา

 

Something in the Rain (Pretty Noona who buys me food) เป็นซีรีส์รักโรแมนติกเรื่องใหม่ของสถานี JTBC ในบ้านเราออกฉายทาง Netflix เล่าเรื่องราวความรักต่างวัยระหว่าง ยุนจินอา (รับบทโดย ซอนเยจิน) กับ ซอจุนฮี (รับบทโดย จองแฮอิน) ฝ่ายหญิง ยุนจินอา อายุ 35 ทำงานในบริษัทแฟรนไชส์กาแฟ ส่วนฝ่ายชาย ซอจุนฮี เป็นน้องชายเพื่อนสนิทของเธอ เขาทำงานเป็นคนออกแบบคาแรกเตอร์ในเกมที่เพิ่งกลับมาจากบริษัทสาขาที่อเมริกา แล้วบังเอิญที่ทำงานย้ายมาอยู่ในตึกเดียวกัน เลยทำให้ทั้งคู่ได้มาพบกันอีกครั้งจนเกิดเป็นความรักตามมา

 

 

นอกเหนือจากความน่ารักกุ๊กกิ๊กโรแมนติกสุดขีดในพาร์ตของเส้นเรื่องหลักที่คนดูเอาใจช่วย ยังมีประเด็นสำคัญที่นางเอกของเราต้องฝ่าฟันไปให้ได้คือปัญหาการล่วงละเมิดในที่ทำงาน ทั้งที่บริษัทที่เธอทำงานอยู่จะเป็นบริษัทแฟรนไชส์กาแฟที่ฉากหน้าดูทันสมัย ไม่มีวี่แววของบริษัทหัวเก่าอย่างที่เราเคยเห็นก็ตาม

 

ยุนจินอา หรือตัวนางเอก ทำงานในบริษัทแฟรนไชส์กาแฟ เธอมีเจ้านายผู้ชายซึ่งเชื่อว่าการกินเลี้ยง ร้องคาราโอเกะจนเมามาย เป็นการทำให้ทีมมีความแน่นแฟ้นและช่วยให้การทำงานร่วมกันดีขึ้น ขณะที่ลูกน้องฝ่ายหญิงก็ต้องเอ็นเตอร์เทนเจ้านายด้วยการช่วยเสิร์ฟ ช่วยย่างเนื้อ หรือตอนที่เจ้านายมึนเมาแล้วมาดึงให้ตัวออกไปร้องคาราโอเกะ ถือโอกาสถึงเนื้อถึงตัว ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ต้องยอม

 

หรือกระทั่งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการที่ยุนจินอาต้องพกรองเท้าผ้าใบใส่กระเป๋าไว้ เพราะงานที่เดินทางนอกสถานที่อยู่บ่อยๆ ก็ไม่ได้เหมาะกับรองเท้าส้นสูงเสมอไป เมื่อพระเอกถามว่าทำไมเธอถึงไม่ใส่รองเท้าผ้าใบไปทำงาน เธอเหมือนจะตอบว่าเจ้านายไม่ชอบ แต่กลับกลบเกลื่อนด้วยการบอกว่ามันไม่โปรเฟสชันนัล แต่ก็นั่นอีกล่ะที่มีฉากให้เราเห็นว่าเจ้านายกลับใส่รองเท้าแตะตอนนั่งทำงาน และรีบเปลี่ยนเป็นรองเท้าหนังแทบไม่ทันตอนต้องออกไปกินข้าวกลางวันกับซีอีโอบริษัท

 

 

เหตุใดนางเอกของเราจึงต้องยินยอม ทั้งๆ ที่เธอเป็นผู้หญิงสวย ทำงานเก่ง ดูมั่นใจในตัวเอง นั่นอาจเป็นเพราะความไม่เท่าเทียมระหว่างชายหญิงในวัฒนธรรมที่เธอเติบโตมาหรือเปล่า

 

มีหลายครั้งที่ซีรีส์ฉายให้เห็นว่า ครอบครัวของเธอ โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งความหวังไว้กับลูกสาวให้ได้แต่งงานกับคนดีๆ มีการศึกษา ฐานะทางสังคมดี แต่กลับตั้งความหวังให้ลูกชายได้เรียนสูงๆ เพื่อจบมาแล้วจะได้มีหน้าที่การงานที่ดี

 

ไม่ใช่แค่ครอบครัว กระทั่งเพื่อนสนิทของเธอ (ที่เป็นพี่สาวของพระเอกในเรื่อง) ก็ยังมีความฝันอยู่เพียงสองอย่าง คือหวังให้น้องชายมีชีวิตที่ดี และหวังให้ยุนจินอา เพื่อนของเธอ ได้พบเจอผู้ชายที่ดีเพื่อจะได้แต่งงานอย่างมีความสุข

 

หรือในช่วงที่ยุนจินอาไปแคมปิ้งกับเพื่อนของแฟนหนุ่ม การร่วมวงสนทนาของกลุ่มผู้หญิงก็เกี่ยวกับเรื่องการทำงานที่ต่างประสบปัญหาไม่ต่างกัน อย่างผู้หญิงคนหนึ่งที่ลาออกจากงานมาหลายครั้งเพราะงานที่ได้รับคือการชงกาแฟ แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงไม่ได้รับความเท่าเทียมในสังคมการทำงานเท่าที่ควร

 

สังคมชายเป็นใหญ่จึงเป็นรูปแบบปกติที่เธอเกิดและเติบโตมากับมันจนรู้สึกว่าการทำทุกอย่างที่กล่าวมาเป็นการกระทำที่ถูกต้อง

 

 

จนเมื่อนางเอกตกหลุมรักพระเอก เขาบอกรักเธอเพราะ ‘พี่เป็นพี่แบบนี้’ ความรักที่เขามีต่อตัวตนของผู้หญิงวัย 35 ทำให้ยุนจินอาเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากที่เคยยอมตามความต้องการของคนอื่น เธอเริ่มเคารพในศักดิ์ศรีของตัวเอง กล้าปฏิเสธมื้อค่ำเลี้ยงลูกค้า ปฏิเสธที่จะไปดื่มต่อ ทั้งยังกล้าพูดเหตุผลที่แท้จริงกับหัวหน้าของเธอ เพราะเชื่อมั่นว่ามันไม่ใช่ความผิดอะไร เมื่อเธอทำงานทุกอย่างในหน้าที่ได้ไม่บกพร่อง

 

เพื่อนผู้หญิงในที่ทำงานที่เคยไม่ชอบหน้าเธอเท่าไรก็กลับมาเป็นพวกและเกิดการเปลี่ยนแปลงในอีกหลายเรื่องตามมา ทั้งการที่ตัวละครหญิงที่รับบทผู้จัดการทั่วไปยกที่คีบเรียกพนักงานชายมาช่วยปิ้งเนื้อให้ในวันที่มีงานเลี้ยงทีม หรือการที่ซีอีโอบริษัทร้องขอให้พนักงานหญิงแจ้งถึงเรื่องที่เคยโดนล่วงละเมิดโดยที่ไม่ต้องเปิดเผยตัว น่าสนใจว่าในอีพีต่อๆ ไป ประเด็นการล่วงละเมิดในที่ทำงานนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร เพราะแม้ว่าจะเป็นละครโทรทัศน์ มันกลับช่วยสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้เช่นเดียวกัน

 

 

ประเด็นที่ซีรีส์กำลังบอกเล่าตรงกับปรากฏการณ์ #MeToo ที่เกิดขึ้นในเกาหลีใต้ ประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอันดับที่ 11 ของโลก แต่กลับเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงสุดระหว่างผู้ชายและผู้หญิง ทั้งในบทบาทหน้าที่การทำงานและรายได้ที่ได้รับ

 

นำมาซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในกลุ่มหนุ่มสาวออฟฟิศ โดยมีข่าวที่เปิดเผยการล่วงละเมิดในที่ทำงานหลายครั้ง และที่สำคัญ ในวันสตรีสากล 8 มีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการรวมตัวของผู้หญิงนับพันคนที่จัตุรัสกวางฮวามุน กรุงโซล เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับสตรี อย่างเช่น เรื่องค่าแรงที่ได้รับให้เท่าเทียมกับผู้ชาย และการได้รับความเท่าเทียมในการทำงาน เป็นต้น

 

ภาพการชุมนุมในวันสตรีสากล 8 มีนาคมที่ผ่านมา ณ จัตุรัสกวางฮวามุน

Photo: www.korea.net

 

อ่านประเด็น #MeToo เพิ่มเติมได้ที่นี่

 

ข้อมูลของกระทรวงความเสมอภาคทางเพศและครอบครัว (Ministry of Gender Equality and Family) สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ในปี 2017 พบว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของเกาหลี 500 แห่ง มีเพียง 2.7% ที่มีผู้บริหารเป็นผู้หญิง เปรียบเทียบกับประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีผู้บริหารเป็นผู้หญิงถึง 26% งานวิจัยยังเปิดเผยว่าบริษัทจำนวน 336 แห่งไม่มีผู้หญิงในตำแหน่งบริหารเลย

 

ส่วนข้อมูลความเหลื่อมล้ำระหว่างพนักงานผู้ชายและหญิง งานวิจัยพบว่าผู้หญิง 4 ใน 10 คนจะได้ทำงานในฐานะพนักงานชั่วคราว และโดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงจะได้ค่าแรงน้อยกว่าผู้ชาย 37% ซึ่งนับว่าเป็นช่องว่างที่สูงที่สุดในกลุ่มสมาชิก 35 ประเทศของ The Organisation for Economic Co-operation and Development

 

 

หากว่าละครหรือซีรีส์คือการหลบหนีจากโลกแห่งความจริงของผู้หญิงค่อนโลก สิ่งหนึ่งที่ Something in the Rain ทำได้สำเร็จ ทั้งยังสร้างความแตกต่างคือการพาผู้หญิงหลบหนีไปในโลกที่เราฝัน ขณะเดียวกันก็เหมือนได้เจอเพื่อนใจดีสักคนที่บอกเราว่า การล่วงละเมิดในที่ทำงานไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับได้ และในโลกของความเป็นจริง เราจะไม่โดดเดี่ยวหากลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องสิทธิ ศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจในตัวเราเอง

 

อ้างอิง:

The post ปรากฏการณ์ #MeToo ในซีรีส์เกาหลี Something in the Rain appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/something-in-the-rain-metoo-movement/feed/ 0
เมาท์มอยค่ายเพลง เพศผู้ #Metoo และ Cyber Bullying กับ 4 นางฟ้าแห่งสมอลล์รูม https://thestandard.co/talk-with-smallroom/ https://thestandard.co/talk-with-smallroom/#respond Thu, 15 Mar 2018 11:48:16 +0000 https://thestandard.co/?p=77581

เชื่อว่าแฟนเพลงสมอลล์รูมคงเตรียมนับถอยหลังรอคอนเสิร์ตให […]

The post เมาท์มอยค่ายเพลง เพศผู้ #Metoo และ Cyber Bullying กับ 4 นางฟ้าแห่งสมอลล์รูม appeared first on THE STANDARD.

]]>

เชื่อว่าแฟนเพลงสมอลล์รูมคงเตรียมนับถอยหลังรอคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 6 ปี ‘LEO Presents Smallroom Holiday Party มันส์หายห่วง’ ที่ค่ายตั้งใจจะขนศิลปินแบบฟูลทีมมาร่วมปาร์ตี้แฮงเอาต์ริมชายหาดบ้านอำเภอ จังหวัดชลบุรี ในวันเสาร์ 17 มีนาคมนี้

 

แต่ก่อนจะถึงคอนเสิร์ตสำคัญ สิ่งน่าสนใจที่ THE STANDARD ค้นพบคือในบรรดาลิสต์ศิลปินภายในค่ายที่แทบทั้งหมดคือเพศชาย! กลับซุกซ่อนดอกไม้อยู่ 4 ช่อ 4 สไตล์ 4 เจเนอเรชัน

 

ไล่เรียงจาก จีน-กษิดิศ สําเนียง ที่ถูกยกให้เป็นคุณแม่และเจ๊ใหญ่ของแก๊งนางฟ้า แนะนำตัวสู่รุ่นถัดมาคือสาวเท่ นักร้องนำ และมือคีย์บอร์ดจากวง Two Pills After Meal อย่าง เติ้ล-คัมภิรดา แก้วมีแสง ขานชื่อต่อมาคือสาวเสียงโซลที่แสบซ่า เปอติ๊ด-ญาดา โกเมศ และน้องเล็กคนสุดท้องที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ได้ไม่กี่เดือนอย่าง อิมเมจ-สุธิตา ชนะชัยสุวรรณ ซึ่งพวกเธอทำให้เรารู้สึกว่านี่เป็น ‘ฤดูกาลใหม่’ ที่น่าสนใจของสมอลล์รูม! จนอดไม่ได้ที่จะชวนนางฟ้าทั้งสี่มานั่งล้อมวงพูดคุย เมาท์มอยทั้งเรื่องปลื้มๆ เกี่ยวกับดนตรีและค่ายเพลงของตัวเอง ก่อนจะเรื่อยไล่ไปถึงเรื่องคับอก คับใจตามประสาหญิงๆ ถือเสียว่าเป็นการอุ่นเครื่องก่อนจะเริ่มต้นคอนเสิร์ตใหญ่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า   

 

 

เล่าที่ไปที่มาของ ‘แก๊งนางฟ้า’ แห่งสมอลล์รูมให้ฟังหน่อยว่าโคจรมารวมตัวกันได้อย่างไร

เติ้ล: ที่มาเกิดจากวันแถลงข่าวคอนเสิร์ต LEO Presents Smallroom Holiday Party มันส์หายห่วง ที่พอจบงานศิลปินในค่ายก็รวมตัวกันถ่ายรูปรวมกัน พอถ่ายรูปรวมเสร็จก็มีเสียงคนบอกว่า “รวมผู้หญิงหน่อย” เราก็เดินมารวมกัน แล้วเรียกเจ๊มาด้วย เพราะเป็นเหมือนคุณแม่ของเรา (เจ๊ หมายถึง จีน-กษิดิศ สําเนียง)  


เปอติ๊ด: อีกอย่างคือเวลาอยู่ในค่าย เปอจะชอบแทนตัวเองว่านางฟ้าแห่งสมอลล์รูม (หัวเราะ)  

 

ตอนนั้นอิมเมจเข้ามาสมอลล์รูมแล้วหรือยัง

เปอติ๊ด: ถึงมาแล้วเปอก็ไม่สนค่ะ ยังไงก็จะเรียกว่าตัวเองว่าเป็นนางฟ้าแห่งสมอลล์รูมอยู่ดี!


อิมเมจ: ปกติอยู่ข้างนอกจะไม่ค่อยมีใครมองเห็นว่าเป็นผู้หญิงสักเท่าไร ตั้งแต่เข้าค่ายนี้แล้วดูเป็นผู้หญิงขึ้นมาเลย


เปอติ๊ด: อิมนี่จะดูเป็นผู้หญิงที่สุดในค่าย ส่วนเปอจะเป็นสายเรื้อนๆ หน่อย ดื่มหนัก ปาร์ตี้ฮาร์ด ในค่ายเขาก็เลยไม่ค่อยคิดว่าเราเป็นผู้หญิง แต่ช่วงแรกที่เข้ามาสมอลล์รูมใหม่ๆ ผู้ชายในค่ายยังไม่รู้ ก็ยังเรียกน้องเปอๆ มีกรี๊ดกร๊าด พอปาร์ตี้ด้วยกันแค่วันเดียว ตื่นเช้าขึ้นมาเปลี่ยนจาก ‘น้องเปอ’ เป็น ‘ไอ้เปอ’


อิมเมจ: ตอนนี้เรายังเป็นน้องอิมอยู่  


เติ้ล: ใช่ๆ ตอนนี้ยังเป็นน้องอิมของพี่ๆ ในค่ายอยู่ ยังมีการแย่งชิงวายป่วง


อิมเมจ: ส่วนใหญ่เวลานัดเข้าไปคุย เราจะติดการบ้านเข้าไปทำด้วย เพราะงานในมหาวิทยาลัยหนักมากจริงๆ (อิมเมจกำลังเรียนในระดับปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) คนอื่นเลยจะเห็นเรานั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ โอเค พี่ประชุมกันใช่ไหมคะ ดื่มกันไปเลยค่ะ หนูต้องทำการบ้าน (หัวเราะ)

 

อิมเมจถือเป็นน้องคนสุดท้องของสมอลล์รูม อยากรู้ว่าทำไมถึงตัดสินใจมาร่วมค่ายนี้  

เติ้ล: เออ อยากรู้มากเลย


อิมเมจ: เราชอบพี่เล็ก Greasy Cafe (อภิชัย ตระกูลเผด็จไกร) กับวง Tattoo Colour มากๆ อีกอย่างเรารู้สึกว่าเพลงของสมอลล์รูมจะมีอารมณ์เพลงเป็นของตัวเอง เป็นค่ายที่ทำเพลงละเอียดอ่อนมากๆ เหมือนเขาใส่รายละเอียดลงไปเยอะ แล้วคนฟังรู้สึกได้ เราเองก็อยากมีผลงานแบบนั้นด้วยเหมือนกัน


จีน: คิดว่าซิงเกิลแรกของหนูจะเป็นเพลงแบบไหนค่ะ อันนี้สงสัย อยากรู้


อิมเมจ: แนวเพลงยังไม่ชัวร์เลยค่ะ แต่ที่แน่ๆ คงต้องละเอียดอ่อนต่ออารมณ์ เพราะเราเป็นคนชอบอะไรที่อ่อนไหว

 

ว่าแต่จะสู้รบตบมือกับพวกพี่ๆ เขาไหวเหรอ นักดนตรีร่วมค่ายมีแต่ผู้ชาย แล้วแต่ละคนแสบๆ ทั้งนั้น

อิมเมจ: เราเป็นคนที่ถ้ายังไม่รู้จักจะเงียบมาก แต่เพราะรู้จักกับเปออยู่ก่อนแล้ว มีอะไรเลยจะคุยกับเปอก่อน


เปอติ๊ด: เราเป็นสายมีอะไรก็บอก อยากได้อะไรเดี๋ยวคุยให้


จีน: สองคนนี้อายุเท่ากันเหรอ


เปอติ๊ด: ไม่ค่ะ แต่เราไม่ถือ ไม่ถือยศ ไม่ถือศักดิ์


อิมเมจ: เขาไม่อยากแก่


เปอติ๊ด: (หัวเราะ) มันเป็นทริกเล็กๆ ว่าถ้าไม่อยากแก่ก็อย่าให้คนมาเรียกพี่


อิมเมจ: เราเองก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน รุ่นน้องจะเรียกชื่ออย่างเดียวหมดเลย

 

ทุกเวลาที่ตัดสินใจโพสต์อะไรลงไป เรารู้สึกว่าการคุกคามคนอื่นผ่านการพิมพ์มันง่ายขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะที่เป็นผู้หญิง เราอยากพูดเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศ ผู้หญิงถูกมองว่าเป็น sex object และผู้ชายสามารถใช้คำพูดหรือการพิมพ์ข้อความคุกคามผู้หญิงได้อย่างไร้ยางอาย

 

อิมเมจ-สุธิตา ชนะชัยสุวรรณ

 

ถ้าอย่างนั้นต่อไปก็เรียกจีนเฉยๆ เลยสิ

ทุกคน: (หัวเราะ)


จีน: เออ ก็ดีนะ มีความเท่าเทียมกัน ไม่เอาแล้วนะ เรียกเจ๊ เรียกคุณแม่  


เปอติ๊ด: ขอเว้นไว้คนหนึ่ง คุณแม่ของเรา


จีน: จริงๆ ก็วัยเดียวกันเหอะหนู


เติ้ล: อายุเป็นเพียงตัวเลขค่ะ


จีน: อายุคืออะไรเหรอ

 

ยังจำความรู้สึกแรกตอนเดินเข้ามาในสมอลล์รูมได้ไหม

อิมเมจ: ความรู้สึกแรกตอนเข้ามา เรารู้สึกว่าว่านี่แหละคือค่ายเพลง เดินเข้ามาแล้วก็มีคนนั่งเล่นกีตาร์ บางคนก๊งกันอยู่ตั้งแต่หัววันเลย ตื่นมาก็เริ่มกันเลย (หัวเราะ)


เปอติ๊ด: เที่ยง


จีน: บางคนตื่นแล้วบ้าง ยังไม่ตื่นบ้าง


อิมเมจ: พี่รุ่ง (รุ่งโรจน์ อุปถัมภ์โพธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารค่ายเพลงสมอลล์รูม) ก็แต่งตัวเหมือนอยู่บ้าน เออ รู้สึกอีกอย่างว่านี่คือบ้าน มันเหมือนครอบครัว แล้วพอได้เห็นการทำงาน เห็นการคุยเล่นไปด้วยพร้อมทำงาน ขณะเดียวกันก็ได้งาน รู้สึกว่ามันมีประสิทธิภาพเหมือนกันนะที่จะเวิร์กแบบแฟมิลี่แล้วได้งานด้วย

 

ความจริงจะเรียกว่าพวกคุณเป็น ‘เกิร์ลเจเนอเรชัน’ แห่งสมอลล์รูมก็ไม่ผิดนะ เพราะทั้ง 4 คนเหมือนจะมาจากหลากหลายรุ่น หลายช่วงเวลา ถ้าอย่างนั้นเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียว อยากรู้ว่าตอนนี้พวกคุณมองค่ายเพลงสมอลล์รูมในความรู้สึกแบบไหนกันบ้าง

จีน: เราอยู่มาจะสิบปีแล้วมั้ง ตั้งแต่ค่ายยังอยู่ที่เอกมัย ฉะนั้นเราเห็นถึงความตั้งใจจริงๆ ว่าคนที่นี่จะประณีตกับงานเพลงกันมาก ทำเพลงอะไรออกมา เขาจะแก้ไขกัน 6-7 รอบ แต่ละงาน แต่ละอัลบั้มก็เลยจะมีความล่าช้านิดหนึ่ง! ไม่รู้ว่าเจ้านายเป็นคนใช้ชีวิตตามเวลานิวยอร์กหรือลอนดอน (หัวเราะ) แต่เรื่องบรรยากาศ เรายังอยู่กันอย่างอบอุ่นเหมือนเดิม

 

ศิลปินค่ายนี้แปลกมาก เพราะทุกครั้งที่สัมภาษณ์ ศิลปินในค่ายมักจะเอ่ยชื่อผู้บริหารขึ้นมาเป็นประเด็นพูดคุยแทบทุกวง! ถ้าอย่างนั้นถามเลยแล้วกันว่าเพราะอะไร

เติ้ล: เติ้ลมองว่าพี่รุ่งเป็นเหมือนผู้อำนวยการของโรงเรียน มันเลยตอบคำถามเมื่อกี้ไปพร้อมกันได้เลยว่า สมอลล์รูมสำหรับเติ้ลเป็นเหมือนมหาวิทยาลัย ความจริงพูดให้ถูกคือเป็นโรงเรียนมัธยมด้วย ซึ่งในโรงเรียนนี้พี่รุ่งก็เป็นทุกอย่าง เป็นครูใหญ่ เป็นครูฝ่ายปกครอง เป็นครูศิลปะ เป็นคนที่ใส่ใจนักเรียนทุกดีเทล อยากรู้มากเลยว่าเมมโมรีในสมองของเขานี่มีความจุเท่าไร มีกี่แรม มีไม่จำกัดหรืออะไร


จีน: เขาเป็นคนอยากให้งานของทุกคนออกมาดี ก็เลยจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกสิ่งอย่าง เมื่อก่อนเขาจะแค่แต่งเพลงไงคะ แต่เดี๋ยวนี้คืออะไรที่ถ้าว่างและทำได้ เขาทำหมด มิวสิกวิดีโอเดี๋ยวนี้เขายังลงไปทำเองเลย


เติ้ล: เขาลงไปดูทุกดีเทลเลยนะคะ แต่ในขณะเดียวกันเหมือนเขาต้องการทำให้เราดูเป็นตัวอย่าง ยูทำอย่างนี้นะ ยูต้องคิดแบบนี้นะ เพื่อให้เราได้รู้ว่าในกระบวนการทำงานเพลงหนึ่งอัลบั้มมันจะต้องใส่ใจอะไรบ้าง สิ่งเหล่านี้เขาทำให้เราเห็น สอนให้เรารู้ว่านักดนตรีควรจะคิดแบบนี้


วิธีการทำงาน การดีลกับใคร เราต้องใส่ใจรายละเอียดตรงไหนบ้าง เราต้องกล้านำเสนอในมุมที่ตัวเองชอบว่าความต้องการในงานของเราเป็นยังไง ในขณะที่เมื่อก่อนเติ้ลเป็นคนอะไรก็ได้ ซึ่งเติ้ลว่ามันเป็นปัญหา คือในใจเรารู้อยู่แล้วว่างานแบบนี้ยังไม่ใช่ แล้วทำไมถึงไม่บอกเขาไปว่าเราต้องการอะไรตั้งแต่แรก เพราะยิ่งเราเกรงใจ งานก็จะล่าช้าหรือไม่ตรงตามที่เราต้องการ


จีน: คนจะชอบคิดว่าเขาดุ แต่ความจริงเขาไม่ดุ แค่เป็นคนพูดอะไรโผงผาง ซึ่งเรามองว่าคนแบบนี้จริงใจดีออก

 

 

เวลาผู้หญิงอยู่ด้วยกัน เรื่องที่เราคุยกันมันสัพเพเหระมาก แล้วพอได้พูดมันหยุดไม่ได้ด้วย มันไปได้เรื่อยๆ

 

เปอติ๊ด-ญาดา โกเมศ

 

ตกลงว่ามีผู้บริหารค่ายเพลงอย่างนี้ดีหรือไม่ดี  

ทุกคน: ดี


เปอติ๊ด: อย่างตอนที่เปอตัดสินใจเข้ามาก็เป็นเพราะพี่รุ่งเลย จำได้ว่าตอนที่เปอเซ็นสัญญา ทุกอย่างมันรวดเร็วมาก ก่อนหน้านั้นเปอกำลังคุยกับค่ายเพลงอื่นอยู่ แต่วันหนึ่งมีโอกาสได้ทำงานเพลงกับพี่นะ Polycat (รัตน จันทร์ประสิทธิ์) ก็คุยกันว่าไหนๆ ทำเพลงด้วยกันแล้ว ทำไมไม่ลองเข้ามาอยู่สมอลล์รูม แล้วพอคุยกับพี่รุ่งได้แป๊บเดียว เปอก็ถามพี่รุ่งเหมือนที่ถามกับทุกที่ที่ไปคุยมาว่าพี่จะทำเปอเป็นแบบไหน เพราะเปอกลัวมาก แต่ละที่ที่ไปคุยด้วย ทุกคนจะชอบพูดประมาณว่าเดี๋ยวจะทำเปอให้เป็นแบบนั้นแบบนี้เลยนะ คิดแทนให้เราไปก่อน


แต่พอเข้าไปคุยกับพี่รุ่ง เขาบอกเราว่าอย่าถามแบบนั้นสิ เราอยากเป็นอะไรก็เป็นเลย เชี่ย พี่ให้เซ็นตรงไหน เซ็นเลย (หัวเราะ) คำพูดของเขามันทำให้เราอยากอยู่ที่นี่ เราอยากได้คนที่มีความคิดแบบนี้ อยากอยู่ในค่ายเพลงที่เปิดโอกาสให้ศิลปินได้เป็นตัวเอง ไม่ใช่ว่าต้องตีกรอบให้


สมอลล์รูมสำหรับเปอมันเลยไม่ใช่แค่ค่ายเพลง แต่มันเป็นบ้าน บ้านที่รวมนักดนตรีขี้เมาไว้ด้วยกัน แต่เป็นขี้เมาที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


จีน: บางทีก็เป็นสถานบำบัดคนบ้า ซึ่งพี่จีนกับพี่เติ้ลจะปกติสุดแล้ว (หัวเราะ)

 

กลับมาที่เรื่องผู้หญิงๆ ปกติเวลาสาวๆ เวลาอยู่ด้วยกันนี่เขาคุยกันเรื่องอะไรกันเหรอ

อิมเมจ: เรื่องผู้ชาย


ทุกคน: (หัวเราะ)


จีน: ที่เข้ามาสมอลล์รูมเพราะอย่างนี้ใช่ไหมหนู


เปอติ๊ด: อิม มึงต้องเอาผู้ชายไว้เรื่องท้ายๆ สิ แล้วพูดเรื่องอื่นไปก่อน แอ๊บใสๆ


จีน: บอกเขาไปสิว่าคุยกันเรื่องเพลง เรื่องซาวด์ดนตรี คุยกันว่าชอบฟังเพลงแบบไหน พวกเรามักจะรู้ตัวตนของกันและกันจากเพลงที่ฟัง


เปอติ๊ด: แต่เรื่องผู้ชายก็สำคัญ


จีน: บ้างก็เลือกผู้ชายมาเล่นเอ็มวีเอง อะไรแบบนี้  


เปอติ๊ด: (หัวเราะ) ในเมื่อพี่รุ่งเปิดโอกาสให้เราเป็นตัวเอง ถ้าอย่างนั้นเราก็ทำเอ็มวีเอง แคสติ้งนักแสดงเอง เรามีสเปกที่เราชอบอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็เลือกคนนี้มาเล่น แล้วก็เป็นนางเอกเองเลย (หัวเราะ) เรียกว่าเติมฝันให้ตัวเองมากๆ ค่ะ

 

ช่วงนี้กระแสพลังหญิงมาแรงมาก มีทั้งกระแส #Metoo พูดถึง Cyber Bullying ด้วยความที่เราเป็นนักร้อง-นักดนตรีหญิง เคยเจอสถานการณ์อะไรอย่างนี้ไหม

จีน: มีมาตลอดแหละ


อิมเมจ: เจอทุกวันเลยค่ะ ทุกวันทุกเวลาที่เราตัดสินใจโพสต์อะไรลงไป เรารู้สึกว่าการคุกคามคนอื่นผ่านการพิมพ์มันง่ายขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะที่เป็นผู้หญิง เราอยากพูดเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศ ผู้หญิงถูกมองว่าเป็น sex object และผู้ชายสามารถใช้คำพูดหรือการพิมพ์ข้อความคุกคามผู้หญิงได้อย่างไร้ยางอาย หรือแม้แต่ผู้หญิง บางคนก็คุกคามผู้ชาย ซึ่งมันดูไม่ดีมากๆ แต่ความจริงผู้หญิงไม่ค่อยทำเท่าไรหรอกเนอะ


เปอติ๊ด: ป้องกันผู้ชายทำ เราทำก่อนแม่งเลย (หัวเราะ)


อิมเมจ: เรารู้สึกว่ามันเป็นการกระทำที่ไม่ค่อยน่ารัก เราหมดกำลังใจในการเล่นโซเชียลหรืออัปเดตเรื่องราวอะไรก็ตาม


จีน: แล้วที่ผ่านมาหนูโดน bully แบบไหนบ้างคะ


อิมเมจ: เราเคยแต่งตัวแบบโคตรมิดชิดเลย แต่ก็มีคอมเมนต์แบบล่อแหลม บางทีการที่เราเข้ามาอยู่ในจุดนี้ เราไม่ได้แค่ร้องเพลงไง เราต้อง keep existence ของเราด้วยเพื่อให้คนเข้ามาทำความรู้จัก เข้ามาติดตามผลงานของเรามากขึ้น โอเค มันส่งผลดีต่ออาชีพ แต่บางครั้งมันก็ค่อนข้างบั่นทอนความรู้สึกของเราด้วย อย่างเวลาเข้าไปอ่านก็จะมีแต่ผู้ชายมาคอมเมนต์ คือเรารู้สึกดีที่มีคนชอบ แต่การแสดงออกบางอย่างมันไม่น่ารัก


ยกตัวอย่าง ล่าสุดเราไปเล่นหนังสั้นให้ พี่เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เรื่อง My Marathon เป็นเรื่องเกี่ยวกับการวิ่งมาราธอน ก็มีคนคอมเมนต์ประมาณว่า มีฉากน้องอิมเมจวิ่งแบบสโลว์โมชันไหมครับ มีหลายคอมเมนต์ หลายแชร์มากที่พิมพ์ว่า รออิมเมจวิ่ง รออิมเมจวิ่ง แบบนั้นหมดเลย ทั้งที่เราตั้งใจจะเข้าไปอ่านว่าทุกคนตื่นเต้นกับผลงานยังไง หนังสั้นสนุกไหม หรือรู้สึกยังไงกับสิ่งที่เราแสดงออกไป ซึ่งทำไมล่ะ เราวิ่งแล้วมันทำไม มารอดูเราวิ่งไปเพื่ออะไร มันก็เสียกำลังใจนิดหนึ่ง เพราะเขาจ้างเราไปแสดง ไม่ได้จ้างเราไปวิ่ง


ที่ผ่านมาลองมาหมดแล้วค่ะ ไม่ว่าเราจะทำตัวยังไงก็ตาม แต่งตัวมิดชิดหรือไม่มิดชิด ซึ่งปกติจะมิดชิดตลอด เพราะว่าเราต้องเซฟตัวเองจากสิ่งพวกนี้ แต่ในความมิดชิดก็ยังโดน มันเหนื่อยมากกับการซื้อเสื้อผ้า บางทีเราอยากใส่อะไรที่อยากใส่ แต่ก็ใส่ไม่ได้ เพราะมันจะทำให้เกิดคอมเมนต์ล่อแหลม


บางคนเข้ามาคอมเมนต์ ‘ทวงแว่น’ ซึ่งเป็นสิทธิของเราที่จะใส่หรือไม่ใส่


เราไม่ชอบตัวเองใส่แว่นมาตั้งนานแล้ว แต่ที่ใส่เพราะว่ามีปัญหาทางสายตา เราเป็นคนสายตาสั้น แต่พอโตขึ้น มีชอยส์มากขึ้น เราก็เลือกที่จะใส่คอนแทคเลนส์ แต่ทำไมล่ะ ตกลงชอบเราหรือชอบแว่นเรา มีบางช่วงในชีวิตที่คิดว่าขายแว่นดีไหม (หัวเราะ)


จีน: สิ่งที่เล่าออกมามันคือความในใจล้วนๆ เป็นปัญหาชีวิตเลยนะ

 

ความสุขมันเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ ว่าเราพอใจกับอะไรแค่ไหน อย่างการเป็นนักร้อง ถึงเราจะเล่นในสถานที่เล็กๆ แต่เราได้มองสายตาของคนที่เข้ามาดู แค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว มันต่างกับการออกไปเล่นบนเวทีใหญ่ๆ ที่บางครั้งอาจจะรู้สึก ‘เหงาว่ะ’ เมื่อไรก็ได้

 

จีน-กษิดิศ สําเนียง

 

อิมเมจ: หรือจริงๆ แล้วเราไม่ชอบใส่แว่นเพราะมันมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น สมัยเรียนมัธยม ใส่แว่นแล้วเรียนวิชาพละ เล่นบาสเกตบอล ต้องวิ่งไปวิ่งมาในสนาม แว่นก็ขยับ รู้สึกเหมือนแผ่นดินไหวตลอดเวลา ปวดตามาก อีกอย่างคือเราเป็นคนหน้ามัน ถ้าใส่แว่นแล้วมันจะมีเหงื่อตรงสันจมูก สำหรับเรามันรู้สึกรำคาญมาก ที่ผ่านมาเราใส่แว่นมาทั้งชีวิต ตอนนี้เราขอไม่ใส่ได้ไหม

 

นักร้องรุ่นน้องเจอเรื่องแบบนี้ รุ่นพี่ให้คำปรึกษาอย่างไรได้บ้าง  

จีน: เราคงไม่ได้เจอเยอะเท่าน้อง แต่พี่ว่าเราแค่ชูมันในเรื่องการทำงานคือจบ ตอนนี้โคตรอยากลาออกจากเฟซบุ๊ก เพราะเข้าไปแล้วรู้สึก ‘แล้วไง’ แต่เราต้องดูแลเพจ ก็เลยยังต้องเจอ ต้องโพสต์ ส่วนคอมเมนต์อะไรที่บั่นทอนก็ไม่ต้องสนใจ  


เราว่าตัวเองโชคดีนะ คือเราสนใจในเวย์ที่เราเป็นมากกว่า อย่างอื่นเราไม่ค่อยได้สนใจ คือใครดีกับเรา เราก็จะดีกับเขา แล้วถ้าวันไหนใครมาทำอะไรโง่ๆ กับเราก็จะโดนว่ากลับไปตรงๆ ไม่รู้สิ การสร้างภาพบางครั้งมันก็ทำให้เราลำบากใจ ฉะนั้นบางเรื่องไม่ควรสนใจก็ไม่ต้องเก็บไปใส่ใจหรอกหนู ประเทศนี้ โลกนี้มีคนตั้งกี่ล้าน เราจะเอาใจหรือใส่ใจความรู้สึกทุกคน มันเป็นไปไม่ได้


อิมเมจ: เรารู้สึกว่ามีผู้หญิงอีกมากมายที่ต้องพบเจอกับอะไรแบบนี้ ไม่มีใครชอบหรอก โดนคุกคามทางเพศ ไม่ว่าจะในชีวิตจริงหรือในอินเทอร์เน็ตก็ตาม คนมองว่ามันเป็นเรื่องตลก แต่ว่าการเป็นเรื่องตลกนั้นมันนำไปสู่อะไรได้บ้าง พอมีคนเห็นว่าอย่างนี้ทำได้ มันจะนำไปสู่สิ่งที่ใหญ่ขึ้น


เปอติ๊ด: เรื่องนี้โดนมาเองกับตัว ตอนนี้เปอเลิกใส่กระโปรงเวลาขึ้นโชว์ไปเลย เราเป็นคนช่วงขายาว ช่วงตัวสั้น เวลาใส่กระโปรงเลยจะรู้สึกเหมือนตัวเองหุ่นดี (หัวเราะ) แต่พอใส่ขึ้นไปเล่นคอนเสิร์ต มีคนทำเป็นอัลบั้มโพสต์ลงโซเชียล ถ่ายแต่ขาเรากับกระโปรงเหมือนเป็นเรื่องสนุก ครั้งนั้นเห็นแล้วโกรธมาก เลยส่งข้อความไปว่าตรงๆ หนักสุดคือเห็นคอมเมนต์ใต้รูปที่ไม่น่ารัก พอเจอเรื่องแบบนี้แล้วนั่งคิด มันทำให้เรารู้สึกขยะแขยงขาตัวเองเฉยเลย แล้วพอจะใส่อีกก็กลายเป็นขาดความมั่นใจ ทั้งที่ปกติเรามั่นใจมาก พอเคยเจอเรื่องแบบนี้ เราเข้าใจอิมเมจเลยว่าการเจอกับคอมเมนต์หรือคำพูดที่สำหรับเขาอาจจะคิดว่าก็แค่แซวเล่น แต่ความจริงมันสร้างความหลอน สร้างบาดแผลให้กับเรา แล้วมันใช้ชีวิตลำบากขึ้นจริงๆ


อิมเมจ: โดยส่วนตัวเราเป็นคนยอมคนนะ คิดว่าอะไรก็ได้ที่ทำให้เขาแฮปปี้ แต่การยอมมันนำไปสู่ความรู้สึกโอเคสำหรับคนพิมพ์ นำไปสู่ความโอเคในการโพสต์ นำไปสู่ความโอเคในการถ่าย และสุดท้ายนำไปสู่ความรู้สึกว่าโอเคในการล่วงละเมิด นั่นจึงทำให้คดีข่มขืนในบ้านเราเยอะมาก ซึ่งการที่คนมองว่าผู้หญิงยังเป็น sex object อยู่มันแสดงให้เห็นถึงความยังไม่เท่าเทียมสักทีในเรื่องเพศ


จีน: โอ๊ย ไม่มีหรอก ฝันไปเถอะ ความเท่าเทียมทางเพศที่รณรงค์กันมันก็แค่เรื่องผักชีโรยหน้า กลับมาที่เรื่องความสวยงามของเราดีกว่า ไม่มีใครแกร่งไปทั้งหมดได้หรอก ขนาดมาดอนน่านางยังทนไม่ได้เลย นางยังต้องบ่นๆ ออกมาเป็นเพลง หาทางระบายออกของนางไป เราเองก็ไฟต์เท่าที่ทำได้ เซฟตัวเองได้ แต่ไม่ต้องเซฟถึงขนาดต้องเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนการแต่งตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าในตู้ของตัวเองหรอก


เปอติ๊ด: อย่าให้ความกลัวนั้นมาบดบังแฟชั่นในตัวเรา (หัวเราะ)

 

มีเรื่องให้อึดอัดเยอะเหมือนกันนะกับการจะก้าวขึ้นมาเป็นที่รู้จัก ถ้าอย่างนั้นความสุขของการเป็นนักร้อง-นักดนตรีสำหรับเราในตอนนี้คืออะไร

เปอติ๊ด: คือการได้เห็นคนที่เขาตั้งใจมาฟังเราร้องเพลงแล้วมีความสุข เปอเป็นนักร้องสายเฮ ฉะนั้นยิ่งเห็นคนเอ็นจอย เราจะยิ่งบิลด์ตัวเอง ยิ่งระเบิดพลัง  


จีน: เฮ้ย เป็นเหมือนกัน ยิ่งเห็นคนเอ็นจอย พลังความกล้ามันจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ


เปอติ๊ด: คนมักจะติดลุคว่าเป็นสาวโซล ทุกวันนี้บางคนยังมองว่าเปอเป็นคนนิ่งๆ เป็นสาวเรียบร้อยๆ น่ารักอยู่เลย (หัวเราะ) แล้วตอนที่เราเปิดตัวเอ็มวีเพลงแรกกับสมอลล์รูมออกไป บางคนช็อกมาก แล้วก็มาคอมเมนต์กันแบบ… ทำไมสมอลล์รูมทำให้เปอติ๊ดเป็นแบบนี้ อะไรเนี่ย นี่แหละคือตัวตนฉัน (หัวเราะ) แต่ความจริงมันก็ดีนะคะ ทุกวันนี้เวลาไปโชว์แล้วเล่นเพลงพีกๆ ในแบบเรา คนที่เข้ามาฟังเขาได้เห็นว่าตัวตนของเราจริงๆ แล้วก็แฮปปี้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เปอรู้สึกมีกำลังใจมาก


เติ้ล: ทุกวันนี้ทำอะไรก็ได้ค่ะที่เกี่ยวกับดนตรี เติ้ลชอบหมด ชอบทุกอณู โดยเฉพาะขั้นตอนการทำ มีความสุขมาก มีอยู่วันหนึ่งอยากนอนมาก แต่ในความง่วงเรารู้สึกว่าอยากรีบนอนเพื่อจะรีบตื่นเช้าขึ้นมาซ้อมดนตรี รู้สึกว่าดีจังเลยที่ตื่นขึ้นมาแล้วได้ทำในสิ่งที่อยากทำมันจริงๆ เราอยากเล่นดนตรี อยากซ้อม อยากค้นพบเสียงใหม่ๆ


ตั้งแต่ทำวง Two Pills After Meal จากคนที่เคยเล่นแต่เปียโนไม้ กลายเป็นคนศึกษาซินธิไซเซอร์ เสียงสังเคราะห์ต่างๆ ซึ่งเราค้นพบความสนุกและอินกับมันเฉยเลย


ตอนนี้เลยรู้สึกว่าการได้มีโอกาสแต่งเพลง นำเพลงที่อยู่ในหัวออกมาทำให้มันเป็นรูปเป็นร่าง คำทุกคำที่เราคิด ตัวโน้ตทุกตัวที่เราเรียงกระทั่งออกมาเป็นเพลงให้คนได้ฟัง แค่นี้ก็ฟินแล้ว

 

มีอยู่วันหนึ่งอยากนอนมาก แต่ในความง่วงเรารู้สึกว่าอยากรีบนอนเพื่อจะรีบตื่นเช้าขึ้นมาซ้อมดนตรี รู้สึกว่าดีจังเลยที่ตื่นขึ้นมาแล้วได้ทำในสิ่งที่อยากทำมันจริงๆ เราอยากเล่นดนตรี อยากซ้อม อยากค้นพบเสียงใหม่ๆ  

 

เติ้ล-คัมภิรดา แก้วมีแสง

 

อิมเมจ: มีอยู่ช่วงหนึ่งที่รู้สึกว่าไม่ค่อยอยากร้องเพลง ความสุขของเราคือการร้องเพลงก็จริง แต่ทำงานแล้วไม่มีความสุข เพราะคนคาดหวังกับเราต่างๆ นานา มันเลยทำให้เรากดดันตัวเอง จนเมื่อเร็วๆ นี้เราเพิ่งกลับมารู้สึกว่า เออ อยากร้องเพลง หลังจากที่ไม่ได้มีความรู้สึกแบบนี้มานานแล้ว แล้วพอรู้สึกก็นั่งร้องเพลงอยู่คนเดียว มันแฮปปี้มาก ความรู้สึกตรงนั้นทำให้เรามั่นใจว่าความสุขของเราก็คือการได้ร้องเพลงนี่แหละ


จีน: พูดเหมือนดูสวย แต่รู้สึกจริงๆ นะว่าดนตรีมันเป็นเครื่องเยียวยารักษาจิตใจ เมื่อก่อนจะเป็นคนมองโลกจริงเกิน ดาร์กเกิน ชอบหมกมุ่นอยู่กับความมืดจนบางทีมันก็ทำให้เราดูไม่ค่อยมีความสุข


อย่างสมัยทำวง Futon เราจะมีความดาร์กๆ ในบางสิ่ง ดูไม่มีความสุข (หัวเราะ) แต่สุดท้ายแล้ว การได้ร้องเพลง การได้เจอคน มันช่วยสอนให้เราเข้าใจและยอมรับคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตว่าแต่ละคนมีพื้นฐานไม่เหมือนกัน อีกอย่างคือมันทำให้เราเข้าใจว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง


เราว่านะ จริงๆ แล้วความสุขมันเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ ว่าเราพอใจกับอะไรแค่ไหน อย่างการเป็นนักร้อง ถึงเราจะเล่นในสถานที่เล็กๆ แต่เราได้มองสายตาของคนที่เข้ามาดู แค่นี้ก็แฮปปี้แล้ว มันต่างกับการออกไปเล่นบนเวทีใหญ่ๆ ที่บางครั้งอาจจะรู้สึก ‘เหงาว่ะ’ ขึ้นมาเมื่อไรก็ได้  

 

 

ใกล้ถึงคอนเสิร์ต ‘LEO Presents Smallroom Holiday Party มันส์หายห่วง’ ในวันที่ 17 มีนาคมนี้แล้ว พรีเซนต์หน่อยว่าพวกคุณเตรียมอะไรเด็ดๆ ไว้บ้าง

เติ้ล: พูดง่ายๆ ว่าสมอลล์รูมไม่ได้จัดคอนเสิร์ตใหญ่มา 6 ปีแล้ว อย่างแรกเลย วงใหม่ๆ ที่เพิ่งเข้ามาหลังจาก 6 ปีก็อยากจะสัมผัสบรรยากาศตรงนี้มากๆ ซึ่งเรารู้สึกว่าถ้าอยากรู้จักสมอลล์รูมให้มางานนี้ หรือถ้ารู้จักกันอยู่แล้วก็ยิ่งพลาดไม่ได้ เราเองยังอยากดูทุกวง อยากดูทุกคน ยกตัวอย่างวง Barbies ที่เราไม่ได้เห็นเขาเล่นกันมานานแล้ว


จีน: หักมุมยิ่งขึ้นไปอีกคือค่ายปล่อยให้ทั้ง 14 วงไปคิดกันมาเองว่าจะทำโชว์กันแบบไหนให้เอ็นเตอร์เทนคนดูมากที่สุด

 

ทำไมต้องเป็นจัดกันที่ทะเลครับ อันนี้ถามแทนแฟนเพลง

จีน: ซัมเมอร์ มีนาคม ปิดเทอม เราก็ต้องอยู่ทะเลกันหรือเปล่า


เติ้ล: รู้สึกถึงความสดชื่นน่ะค่ะ เหมือนพี่รุ่งเคยพูดขึ้นมาเหมือนกันว่าโปรเจกต์นี้เริ่มต้นจากเราบิลด์กันเองก่อนว่าสมอลล์รูมไม่มีเอาต์ติ้งกันมานานมากแล้วนะ


จีน: ถูก ปกติจะต้องมีไปเอาต์ติ้งทะลงทะเล


เปอติ๊ด: รู้สึกว่าถ้าอยากไปพักผ่อนจริงๆ มันต้องทะเล

The post เมาท์มอยค่ายเพลง เพศผู้ #Metoo และ Cyber Bullying กับ 4 นางฟ้าแห่งสมอลล์รูม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/talk-with-smallroom/feed/ 0
ผู้ว่าฯ เกาหลีใต้ลาออก ปมข่มขืนเลขา 4 ครั้ง https://thestandard.co/metoo-in-south-korea-governor-resigns-after-rape-allegations/ https://thestandard.co/metoo-in-south-korea-governor-resigns-after-rape-allegations/#respond Tue, 06 Mar 2018 09:01:30 +0000 https://thestandard.co/?p=75286

อันฮีจอง ผู้ว่าการจังหวัดชุงช็องใต้ในประเทศเกาหลีใต้ ปร […]

The post ผู้ว่าฯ เกาหลีใต้ลาออก ปมข่มขืนเลขา 4 ครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

อันฮีจอง ผู้ว่าการจังหวัดชุงช็องใต้ในประเทศเกาหลีใต้ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังเผชิญข้อกล่าวหาข่มขืนเลขานุการส่วนตัวหลายครั้ง โดยนายอันได้กล่าวขอโทษผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ขณะที่ตำรวจเกาหลีใต้ได้เปิดฉากสอบสวนในเรื่องนี้แล้ว

 

คิมจีอึน เลขานุการของอันฮีจองซึ่งเป็นผู้เสียหาย ได้ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะผ่านทางโทรทัศน์ช่อง JTBC ว่า นายอันเคยข่มขืนเธอถึง 4 ครั้งในช่วงเวลา 8 เดือน นับจากเดือนมิถุนายนปีที่แล้วจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เธอกล้าเปิดเผยเรื่องนี้เพราะได้แรงบันดาลใจจากแคมเปญ #MeToo ที่เชิญชวนให้สตรีทั่วโลกออกมาบอกเล่าความทรงจำอันเลวร้ายจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ

 

คิมจีอึนระบุว่า นายอันยังตามรังควานและล่วงละเมิดทางเพศเธออีกในหลายโอกาส และนอกจากตัวเธอแล้ว ยังมีอีกหลายคนที่ตกเป็นเหยื่อของเขาด้วย

 

ทั้งนี้อันฮีจอง วัย 54 ปี เคยได้รับการจับตาในฐานะนักการเมืองทรงอิทธิพลที่มีโอกาสลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ต่อจากมุนแจอินในปี 2022 โดยก่อนหน้านี้เขาเคยลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลีเพื่อชิงชัยเก้าอี้ประธานาธิบดีในปี 2017 แต่พ่ายแพ้ให้กับมุนแจอิน

 

เขาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า “ผมขออภัยในการกระทำที่โง่เขลา ผมขอโทษกับทุกๆ คน โดยเฉพาะคุณคิมจีอึน ทุกสิ่งคือความผิดของผม ดังนั้นผมจึงขอลาออก และยุติกิจกรรมทางการเมืองทั้งหมดตั้งแต่วันนี้”  

 

ล่าสุดตำรวจเกาหลีใต้ได้เปิดฉากสอบสวนข้อกล่าวหาดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม นายอันไม่ได้ให้การยอมรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาแต่อย่างใด ขณะที่สำนักงานของนายอันได้ออกแถลงการณ์ว่า คิมจีอึนยอมมีเพศสัมพันธ์กับอันฮีจองด้วยความเต็มใจ

 

อย่างไรก็ตาม คิมจีอึนให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า “การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเราไม่ใช่เรื่องของความสมัครใจ และฉันแน่ใจว่าเขาก็ทราบดี ฉันไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่จะปฏิเสธได้”

 

อ้างอิง:

The post ผู้ว่าฯ เกาหลีใต้ลาออก ปมข่มขืนเลขา 4 ครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/metoo-in-south-korea-governor-resigns-after-rape-allegations/feed/ 0
5 ผู้กำกับหญิงบนเวทีออสการ์ และหนึ่งเดียวตลอด 90 ปี ที่ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม https://thestandard.co/oscars2018-female-director-nominee/ https://thestandard.co/oscars2018-female-director-nominee/#respond Wed, 07 Feb 2018 10:08:29 +0000 https://thestandard.co/?p=68319

ออสการ์ (Oscars) หรือรางวัล Academy Awards ถือเป็นรางวั […]

The post 5 ผู้กำกับหญิงบนเวทีออสการ์ และหนึ่งเดียวตลอด 90 ปี ที่ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ออสการ์ (Oscars) หรือรางวัล Academy Awards ถือเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในวงการภาพยนตร์ทั่วโลก ซึ่งงานประกาศรางวัลออสการ์จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1929 และนับได้ 90 ปีแล้ว ที่บุคคลในวงการภาพยนตร์ได้รับรางวัลในสาขาต่างๆ ทั้งสาขานักแสดงยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รวมทั้งรางวัลสำคัญอย่างผู้กำกับยอดเยี่ยม

 

แต่เชื่อหรือไม่ว่าเกือบ 90 ปีมานี้ มีเพียงผู้กำกับหญิงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่เคยชนะรางวัล นั่นคือ แคธรีน บิเกโลว์ (Kathryn Bigelow) เจ้าของผลงานภาพยนตร์ The Hurt Locker ในปี 2009 และจวบจนปัจจุบัน ไม่น่าเชื่ออีกเช่นกันว่าที่ผ่านมามีผู้กำกับหญิงที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมแค่เพียง 5 คนเท่านั้น!

 

จนกระทั่งในปี 2018 ที่ผ่านมา ผู้หญิงกลายเป็นจุดสนใจและได้รับการยอมรับมากขึ้นจากกระแส #MeToo #TimesUp โดยเฉพาะในวงการฮอลลีวูด ทำให้เวทีออสการ์ปี 2018 พื้นที่เพิ่มมากขึ้นให้กับผู้หญิง และผู้กำกับหญิง ผู้กำกับหน้าใหม่อย่าง เกรตา เกอร์วิก ก็ได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์ Lady Bird แม้เธอจะเสียรางวัลไปให้กับ กีเยร์โม เดล โตโร จากภาพยนตร์ Shape of Water ก็ตาม

 

และเนื่องด้วยเทศกาลออสการ์ 2019 เวียนมาถึง THE STANDARD ขอชวนคุณมาย้อนดูรายชื่อ 5 ผู้กำกับหญิงในตำนานที่เคยเข้าชิงรางวัลบนเวทีออสการ์กัน

 

Photo: cstpdx.com

“I am a director. I’m the one who can order men around.”

– Lina Wertmuller

Lina Wertmüller (1977)

ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับหญิงคนแรกของโลกที่ได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์ ลินา เวิร์ตมูลเลอร์ (Lina Wertmüller) เป็นผู้กำกับสัญชาติอิตาลีที่มาพร้อมสไตล์โดดเด่น เปรี้ยว และกลายเป็นที่พูดถึงมากที่สุดในวงการภาพยนตร์ช่วงปี 70s ด้วยความที่ภาพยนตร์ของเธอแฝงมุกตลกร้าย ความอีโรติกของตัวละคร และการตีความถึงสังคมคนอิตาเลียนอย่างเผ็ดร้อน เธอมีเอกลักษณ์ประจำตัวที่ทำให้ทุกคนจดจำเธอได้คือแว่นตากรอบขาว ที่แม้กระทั่งตอนนี้ลินาในวัย 90 ก็ยังใส่อยู่เหมือนเดิม

 

เธอกำกับภาพยนตร์มากว่า 32 เรื่อง ‘I basilischi’ คือเรื่องแรกของเธอในปี 1963 จนมาถึงเรื่อง ‘Seven Beauties’ ในปี 1975 (เข้าฉายในอเมริกาในปี 1976 ทำให้เข้าชิงออสการ์ปี 1977) ทำให้เธอเป็นผู้กำกับหญิงคนแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ จากภาพยนตร์เรื่อง Seven Beauties ที่มาในแนว Black Comedy เล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่บนเวทีออสการ์ในปีนั้น เธอได้เสียรางวัลให้กับ จอห์น จี. อวิลด์เซน (John G. Avildsen) จากภาพยนตร์เรื่อง Rocky ที่นำแสดงโดย ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน (Sylvester Stallone)

 

เทรลเลอร์ของโปรเจกต์ภาพยนตร์ Seven Beauties: The Films of Lina Wertmüller ที่รวบรวมผลงานภาพยนตร์ของลินา ทั้ง The Seduction of Mimi, Love and Anarchy, All Screwed Up, Swept Away, Seven Beauties, Summer Night, Ferdinando and Carolina และ Behind the White Glasses

 

Photo: npr.org

“To deny women directors, as I suspect is happening in the States, is to deny the feminine vision.”

– Jane Campion

Jane Campion (1994)

นอกจาก เจน แคมเปียน (Jane Campion) จะเป็นหนึ่งในผู้กำกับหญิงที่ได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมเวทีออสการ์แล้ว เธอยังเป็นผู้กำกับหญิงคนแรกที่ได้รางวัล Palme d’Or จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ในปี 1993 อีกด้วย (ปีนั้นเธอเสมอกับ เฉินข่ายเกอ (Chen Kaige) จากภาพยนตร์ Farewell My Concubine) เจนแสดงความเห็นอยู่บ่อยครั้งเรื่องบทบาทของผู้กำกับหญิงในวงการภาพยนตร์ หลังจากเธอได้รับตำแหน่งเป็น Jury President ในเทศกาลคานส์ปี 2014 เธอก็ใช้โอกาสดังกล่าวเสนอความเห็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศอย่างจริงจัง เจนได้รับการขนานนามโดยสื่อมวลชนว่า ‘Lady Palme’ เพราะตอนนั้นเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เคยได้รางวัล ซึ่งทำให้เธอไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก และยิ่งอยากสนับสนุนให้ผู้กำกับหญิงมีบทบาทมากขึ้น

 

ภาพยนตร์ที่โด่งดังและทำให้เธอเข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์คือ ภาพยนตร์แนวดราม่า-โรแมนติกเรื่อง The Piano ในปี 1993 แม้เธอจะไม่ได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่ในออสการ์ปีเดียวกันนั้น เธอก็ได้รับรางวัล Best Writing (* Screenplay Written Directly for the Screen) ด้วย

 

* ปัจจุบันคือรางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม หรือ Best Original Screenplay

 

เทรลเลอร์ภาพยนตร์ The Piano (1993)

 

Photo: postperspective.com

“Of course I am proud of my dad and where I come from, but I do have my own way of working my own style.”

– Sofia Coppola

Sofia Coppola (2004)

ผู้กำกับขวัญใจแฟนภาพยนตร์ยุคใหม่หลายๆ คน โซเฟีย คอปโปลา (Sofia Coppola) เป็นที่รู้จักในวงการภาพยนตร์ในฐานะลูกสาวของตำนาน ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา (Francis Ford Coppola) เธอกำกับภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกตั้งแต่ปี 1999 The Virgin Suicides ซึ่งแม้จะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ แต่ก็ได้เข้าชิงรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

 

โซเฟียนับเป็นผู้กำกับที่ได้อยู่ท่ามกลางแสงไฟมากที่สุดคนหนึ่ง ด้วยชื่อเสียงของตระกูลคอปโปลา และตำแหน่งทางสังคมที่ทำให้เธอกลายเป็นทั้งผู้กำกับมากความสามารถ แฟชั่นไอคอน และเซเลบริตี้ ภาพยนตร์ของเธอยังมีเอกลักษณ์ที่ดึงแฟนๆ ให้ติดสไตล์ของเธอได้ ทั้งมู้ดโทนที่มีความเพ้อฝันเหมือนเด็กสาววัยรุ่นตลอดเวลา แต่ก็ถูกปรับให้สมดุลด้วยบทหนังที่เต็มไปด้วยการเล่าเรื่องที่ฉลาด และเป็นตัวของตัวเอง ไปจนถึงมุมกล้อง เสื้อผ้า และงานกำกับศิลป์ในหนังทุกเรื่องที่ทุกคนต้องตกหลุมรัก

 

เธอได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ด้วยผลงานภาพยนตร์ Lost in Translation ในปี 2003 เธอพลาดรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่ก็ได้รางวัล Best Writing, Original Screenplay ไปครองแทน ในปี 2004 เธอเคยเข้าชิงรางวัล Golden Kinnaree Award ในงาน Bangkok International Film Festival จากภาพยนตร์เรื่องเดียวกันนี้ด้วย ส่วนเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ดูจะเป็นเวทีที่โปรดปรานหนังสไตล์โซเฟีย คอปโปลาที่สุด เธอพาหนังเข้าชิงมาแล้วถึง 4 เรื่อง (The Virgin Suicides, Marie Antoinette, The Bling Ring และ The Beguilded) ซึ่งเธอชนะรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมปี 2017 จาก The Beguiled ทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่ได้รางวัลเป็นคนที่ 2 ของเวทีนี้ หลังจากเจน แคมเปียนถึง 24 ปี

 

เทรลเลอร์ภาพยนตร์ Lost in Translation (2003)

 

Photo: cinephiliabeyond.org

“There should be more women directing; I think there’s just not the awareness that it’s really possible.”

– Kathryn Bigelow

Kathryn Bigelow (2010)

เมื่อไม่นานมานี้ เวทีออสการ์ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยการมอบรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมให้กับผู้กำกับหญิงคนแรก แคธรีน บิเกโลว์ (Kathryn Bigelow) ในปี 2010 จากภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามอิรักเรื่อง The Hurt Locker ซึ่งกวาดรางวัลออสการ์ไปถึง 6 รางวัล รวมทั้งรางวัลใหญ่ๆ อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม เอาชนะภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Avatar ที่กำกับโดยสามีเก่าของเธอ เจมส์ คาเมรอน (James Cameron) ด้วย อย่างที่เห็นทั้งรายละเอียดหนัง และตัวอย่าง The Hurt Locker คงไม่เชื่อว่าฝีมือเบื้องหลังการกำกับนี้จากมาจากผู้หญิง

 

แคธรีนเป็นที่รู้จักจากภาพยนตร์แนวแอ็กชัน นำเสนอความรุนแรงหรือประเด็นหนักๆ อย่างเรื่องความแตกต่างของเชื้อชาติ ใน Detroit ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเธอในปี 2017 และจากการที่เธอเรียนจบด้านทัศนศิลป์และกราฟิกดีไซน์ ทำให้เธอมีความสามารถในการใช้สีและจัดองค์ประกอบในภาพยนตร์ นอกจากนี้เธอยังขึ้นชื่อเรื่องความเป๊ะ ห้ามสื่อถามเรื่องส่วนตัว คุยได้แค่เรื่องภาพยนตร์หรือประเด็นเรื่องการเมืองเท่านั้น ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นความจริงจังในการทำงานที่แยกส่วนออกจากชีวิตส่วนตัวได้เป็นอย่างดี เธอได้รางวัลออสการ์ถึง 2 รางวัล ทั้งผู้กำกับยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปี 2010

 

เทรลเลอร์ภาพยนตร์ The Hurt Locker (2008)

 

Photo: cdn20.patchcdn.com

“I think that the way women have come together to lead the Time’s Up movement and to make clear goals for our industry is how we are going to move forward with purposefulness”

– Greta Gerwig

Greta Gerwig (2018)

เกรตา เกอร์วิก (Greta Gerwig) จากตำแหน่งนักแสดงที่ฝากผลงานไว้กว่า 40 เรื่อง รวมทั้งภาพยนตร์ดังๆ อย่าง Frances Ha ในปี 2012 และ 20th Century Women ในปี 2016 เธอค่อยๆ ผันตัวมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งทำให้เธอได้เข้าชิงเวทีใหญ่ๆ ทั้งสาขานักแสดงและผู้กำกับยอดเยี่ยม จนกลายเป็นที่รักในวงการฮอลลีวูด ปัจจุบันเธอยังเป็นแกนนำกลุ่ม Time’s Up ต่อต้านการคุกคามทางเพศอีกด้วย

 

เกรตาเคยกำกับภาพยนตร์มาเพียงแค่ 2 เรื่อง คือ Nights and Weekends ในปี 2008 และล่าสุดกับ Lady Bird (2017) ภาพยนตร์คอเมดี-ดราม่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของหญิงสาววัยรุ่นกับแม่ ที่ทำให้เธอเรียกตัวเองว่าเป็นผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จได้อย่างเต็มตัว เพราะ Lady Bird เข้าชิงออสการ์ถึง 5 รางวัล ทั้งบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำหญิง และนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

 

ก่อนหน้านี้ Lady Bird ยังชนะรางวัล Best Motion Picture – Musical or Comedy จากเวทีลูกโลกทองคำมาแล้ว ทำให้เวทีออสการ์ครั้งที่ผ่านมา ทุกคนต่างจับตามองว่า เกรตา เกอร์วิก และสไตล์แบบสง่างามแต่เพี้ยนๆ จะทำให้เธอได้เป็นผู้กำกับหญิงคนที่ 2 ของโลกที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมหรือเปล่า แต่เธอก็แพ้ให้กับ กีเยร์โม เดล โตโร จากภาพยนตร์ Shape of Water และพลาดตำแหน่งผู้กำกับที่มีอายุน้อยที่สุดอันดับที่ 4 ที่เคยได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์อีกด้วย

 

เทรลเลอร์ภาพยนตร์ Lady Bird (2017)

 

ผลการศึกษาของ San Diego State University’s Center for the Study of Women in Television and Film รายงานว่า บทบาทของผู้หญิงที่ทำงานเบื้องหลังในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยังคงสภาพเดิมมาตลอด 20 ปี ถ้านับจากจำนวนผู้กำกับ คนเขียนบท โปรดิวเซอร์ และคนตัดต่อ จากภาพยนตร์ตัวอย่าง 250 เรื่อง ยังมีจำนวนผู้หญิงแค่เพียง 18% ของตำแหน่งทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งถือเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่ตั้งแต่การเริ่มศึกษาโปรเจกต์ดังกล่าวเมื่อปี 1998 คงไม่แปลกที่ความเป็นไปได้ของผู้กำกับหญิงที่จะเข้าชิงรางวัลออสการ์จึงน้อยกว่าผู้ชาย

 

อย่างไรก็ตาม เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในวงการภาพยนตร์มากขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งผู้กำกับหญิงและบุคคลเบื้องหลังตำแหน่งอื่นๆ มากมายที่ได้รับคำชื่นชม และได้รับความสนใจจากวงการภาพยนตร์มากขึ้นทุกปี และแม้งานออสการ์ครั้งที่ 90 นี้ เราจะไม่ได้เห็นรายชื่อผู้กำกับหญิงติดโผรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม แต่ก็ยังมีลุ้นว่าในปีต่อๆ ไป เราจะมีโอกาสได้เห็นผู้กำกับหญิงคนที่ 6 ที่ชนะรางวัลใหญ่บนเวทีออสการ์อีกหรือเปล่า

The post 5 ผู้กำกับหญิงบนเวทีออสการ์ และหนึ่งเดียวตลอด 90 ปี ที่ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/oscars2018-female-director-nominee/feed/ 0
Tracee Ellis Ross ศิลปินหญิงมากความสามารถ อีกหนึ่งพลังสำคัญในโปรเจกต์ Time’s Up https://thestandard.co/tracee-ellis-ross/ https://thestandard.co/tracee-ellis-ross/#respond Sat, 03 Feb 2018 17:01:54 +0000 https://thestandard.co/?p=66722

    เทรซี เอลลิส รอสส์ (Tracee Ellis Ross) นั […]

The post Tracee Ellis Ross ศิลปินหญิงมากความสามารถ อีกหนึ่งพลังสำคัญในโปรเจกต์ Time’s Up appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

เทรซี เอลลิส รอสส์ (Tracee Ellis Ross) นักแสดง นางแบบ และพิธีกรชาวอเมริกัน โดดเด่นจนเป็นที่จับตามองในหลายสื่อบนพรมแดงงานประกาศรางวัล Golden Globes 2018 ที่ผ่านมา เธอปรากฏตัวในโททัลลุคสีดำจาก Marc Jacob พร้อมสไตลิ่งผ้าโพกหัวชิ้นใหญ่ที่ดูเปรี้ยวซ่า

 

THE STANDARD จะพาทุกคนไปรู้จักกับผู้หญิงเก๋ๆ คนนี้ให้มากขึ้น เพราะในชีวิตจริงเธอทั้งเก่งทั้งมีสีสัน ไม่ได้ต่างจากงานพรมแดงวันนั้นเลย

 

Photo: www.imdb.com

 

ไม่แปลกใจเลยที่ เทรซี เอลลิส รอสส์ จะเปรี้ยวซ่าแบบนี้ ถ้าทุกคนรู้ว่าเธอคือลูกสาวของ ไดอานา รอสส์ (Diana Ross) นักร้องเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน วงเดอะซูพรีมส์และโมทาวน์ ที่มีชื่อเสียงในยุค 60 ซึ่งนับว่าเป็นแฟชั่นไอคอนที่โด่งดัง

 

เทรซี เอลลิส รอสส์ เกิดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 1972 ที่ลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) และสำเร็จการศึกษาด้านการละครในปี 1994 หลังจากนั้นเธอเริ่มทำงานในวงการแฟชั่นด้วยการเป็นนางแบบและบรรณาธิการแฟชั่นให้กับ New York Magazine และ Mirabella

 

Photo: www.imdb.com



เทรซี เป็นที่รู้จักจากซีรีส์เรื่อง Girlfriends ในบท โจแอน เคลย์ตัน และซีรีส์เรื่อง Black-ish ในบท ดร.เรนโบว์ จอห์นสัน นอกจากนี้เธอยังชนะรางวัล NAACP Image Awards สาขานักแสดงหญิงยอดเยี่ยมประเภทรายการซีรีส์ตลก จากบท โจแอน เคลย์ตัน ในซีรีส์เรื่อง Girlfriends ถึงสองครั้งในปี 2007 และ 2009 ซึ่งถือว่าเป็นซีรีส์ที่สร้างชื่อและทำให้เธอประสบความสำเร็จในการเป็นนักแสดง



จากนั้น เทรซี ได้รับรางวัล NAACP Image Awards เป็นครั้งที่สามในสาขาเดิม แต่ชนะจากบท ดร.คาร์ลา รี้ด (Doctor Carla Reed) ซิตคอมเรื่อง Reed Between the Lines ในปี 2012 ซึ่งเธอประกาศว่าจะไม่ร่วมแสดงในซีซันที่สอง

 

และในปี 2016 เธอได้สร้างประวัติศาตร์ในรอบ 30 ปี ที่ผู้หญิงเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันมีชื่อเข้าชิงรางวัล Primetime Emmy Awards สาขานักแสดงหญิงยอดเยี่ยมประเภทรายการซีรีส์ตลก จากเรื่อง Black-ish และได้รับรางวัลใหญ่จากงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ (Golden Globe Awards) สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ซีรีส์โทรทัศน์ประเภทเพลงหรือตลก จากเรื่อง Black-ish ในปี 2017

 

Photo: pictures.reuters.com

 

เทรซี เอลลิส รอสส์ ยังร่วมเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งแคมเปญ #MeToo จนมาถึงแคมเปญ #TimesUp โดยเป็นความร่วมมือของผู้หญิงหลายคนในวงการ อย่าง ชอนด้า ไรม์ส, รีส วิเธอร์สปูน, เอ็มมา สโตน โดยพวกเธอเป็นคนประกาศเชิญชวนให้ผู้คนร่วมแต่งชุดดำไปงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำ 2018 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านการคุกคามทางเพศ สิทธิการทำงานที่ไม่เท่าเทียมกันของผู้หญิงกับผู้ชาย และเพื่อเฉลิมฉลองให้กับความแข็งแกร่งของผู้หญิง

 

เทรซีกล่าวว่า “เราใส่สีดำเพื่อร่วมเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้หญิงทุกคน โดยเฉพาะผู้หญิงผิวสี ผู้หญิง LBGTQ+ผู้หญิงที่มีความพิการ และผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางเพศ Time’s Up หมดเวลาแล้ว กับเรื่องการแบ่งแยก การล่วงละเมิดทางเพศ และการถูกกระทำ”

 

Photo: traceeellisross/instagram ,traceeellisross.com/

นอกเหนือจากการทำงานกับองค์กร Time’s Up เทรซี เอลลิส รอสส์ จัดว่าเป็นผู้หญิงที่มีดีไม่แพ้เด็กสาวรุ่นใหม่ ทั้งความคิด และสไตล์การแต่งตัว การแมตช์เสื้อผ้าของเธอลงตัวทั้งชีวิตประจำวันและการเดินพรมแดง และไม่ใช่แค่นั้น เธอยังดูแลตัวเองทั้งร่างกาย ความงาม และการเมกอัพ จนถึงขั้นสร้างเว็บไซต์เพื่อแนะนำ ทั้งสไตล์การแต่งตัว การแต่งหน้า และการดูแลตัวเองในแบบฉบับของเธอ

 

สาวใหญ่คนไหนอยากสวย และดูดีเหมือนเธอลองเข้าไปที่เว็บไซต์ traceeellisross.com หรือง่ายๆ ก็ลองเสิร์ช traceeellisross ในอินสตาแกรมของคุณ คุณจะเจอผู้หญิงอายุ 46 ที่มียอดฟอลโลเวอร์ 4.2 ล้านคน และเธอก็จะทำให้คุณรู้ว่าอายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น

The post Tracee Ellis Ross ศิลปินหญิงมากความสามารถ อีกหนึ่งพลังสำคัญในโปรเจกต์ Time’s Up appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/tracee-ellis-ross/feed/ 0
Grammy Awards 2018 ปีนี้มีแต่เรื่องดีๆ บนเวที https://thestandard.co/grammy-awards-2018/ https://thestandard.co/grammy-awards-2018/#respond Sun, 28 Jan 2018 08:10:18 +0000 https://thestandard.co/?p=65730

Grammy Awards ปี 2018 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 60 แล้ว ซึ่งเ […]

The post Grammy Awards 2018 ปีนี้มีแต่เรื่องดีๆ บนเวที appeared first on THE STANDARD.

]]>

Grammy Awards ปี 2018 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 60 แล้ว ซึ่งเวทีใหญ่สำหรับงานประกาศรางวัลหมวดดนตรีในครั้งนี้ก็เต็มไปด้วยข่าวดีให้แฟนๆ รู้สึกอิ่มใจอยู่หลายเรื่อง ตั้งแต่การประกาศรายชื่อศิลปินที่เข้าชิงเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2017 ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว ที่แทบไม่มีศิลปินชายผิวขาวเข้าชิงเลยสักคนเดียว แทนที่ด้วยศิลปินหลากหลายสัญชาติ และศิลปินหญิงมากความสามารถแทน THE STANDARD ชวนคุณเตรียมตัวอ่านเรื่องราวดีๆ จากเวที Grammy ครั้งที่ 60 ก่อนที่จะไปติดตามชมผู้ชนะรางวัลจากทุกหมวดในวันจันทร์ที่ 29 มกราคมนี้

 

ที่มา: www.jetss.com

 

  1. ความเท่าเทียมของทุกเชื้อชาติ

เวที Grammy ปีนี้เป็นปีที่สื่อหลายแห่งจับตามอง และตั้งชื่อให้ว่าเป็นปีแห่งการต้อนรับศิลปินทุกเชื้อชาติมากที่สุด เพราะเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา นี่เป็นครั้งแรกที่ไม่มีศิลปินผู้ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงเป็นเพศชายผิวขาวในหมวดรางวัลใหญ่อย่าง Album of the Year เลย ผู้เข้าชิงที่มีได้แก่ Childish Gambino, Jay-Z, Kendrick Lamar, Bruno Mars and Lorde (ซึ่งลอร์ดก็เป็นสตรีหนึ่งเดียวที่ได้รับการเข้าชิงด้วย)

 

ผู้เข้าชิงรางวัล Record of the Year ก็ยังเป็นศิลปินผิวสีหลากสัญชาติทั้งหมด ยกเว้น Justin Bieber (แต่เขาก็เข้าชิงด้วยเพลง Despacito ที่ฟีเจอริงกับ Luis Fonsi & Daddy Yankee ชาวเปอร์โตริโก) นอกจากนี้ศิลปินผิวสีมากความสามารถอย่าง Jay-Z ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงไปมากที่สุดสูงถึง 8 รางวัล Kendrick Lamar 7 รางวัล และ Bruno Mars ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 6 รางวัล อาจจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีข่าวโจมตีเวที Grammy ที่มอบรางวัลให้กับศิลปินผิวขาวมากกว่า และไม่นำเสนอความหลากหลายทางเชื้อชาติบนเวทีเท่าไร

 

Photo: images.tritondigitalcms.com

 

  1. โชว์พิเศษอุทิศแก่เหยื่อจากเหตุการณ์กราดยิงที่ลาสเวกัส

จากข่าวการกราดยิงในลาสเวกัสเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้คร่าชีวิตไปกว่า 58 คน และยังมีผู้บาดเจ็บกว่าอีก 851 ราย ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ทำให้บนเวที Grammy ครั้งนี้จะมีการเชิญศิลปินที่อยู่ในเหตุการณ์ อาทิ Eric Church, Maren Morris และ Brothers Osborne มาร่วมแสดงบนเวที Grammy โดย Neil Portnow ประธานขององค์กร Recording Academy ผู้จัดทำการประกาศรางวัล Grammy กล่าวว่า มันสำคัญอย่างมากที่จะจัดโชว์พิเศษเพื่อเป็นเกียรติแก่เหยื่อผู้เสียชีวิต และเพื่อย้ำเตือนศิลปินนักดนตรีและคนที่รักในเสียงดนตรีว่า การแสดงดนตรีสดจะสามารถคงไว้ซึ่งพลังที่รวมใจของเราทุกคนต่อไป

 

Photo: ksassets.timeincuk.net

 

  1. #MeToo

ไม่ต่างจากเวทีประกาศรางวัลอื่นๆ Grammy Awards ก็ให้ความสำคัญกับองค์กร Time’s Up และกระแสของ #MeToo เช่นเดียวกัน โดยอาจจะมีกิมมิกต่างจากเวที Golden Globes นิดๆ ด้วยการให้ผู้เข้าร่วมงานที่สนับสนุน Time’s Up และต่อต้านการคุกคามทางเพศ ติด ‘ดอกกุหลาบสีขาว’ เข้ามาร่วมงานด้วย เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงการสนับสนุนของตัวเอง โดยศิลปินที่ประกาศว่าตนจะร่วมพกดอกกุหลาบสีขาวมาในงานก็มีทั้ง Kelly Clarkson, Halsey, Dua Lipa, พิธีกรของงาน James Corden และ Cyndi Lauper โดยกิมมิกดังกล่าวเริ่มโดยผู้อำนวยการหญิงสองคนที่คร่ำหวอดในวงการดนตรีอย่าง Meg Harkins และ Karen Rait โดยพวกเธอกล่าวว่าดอกกุหลาบสีขาวเป็นตัวแทนของความหวัง ความสันติ ความเห็นอกเห็นใจ และการต่อต้าน

 

 

Grammy Awards ครั้งที่ 60 นี้จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2003 ที่พิธีประกาศรางวัลถูกจัดขึ้นนอกเมืองลอสแอนเจลิส โดยในปีนี้พิธีการจะมีขึ้นที่ Madison Square Garden ในนิวยอร์ก วันที่ 28 มกราคม โดยมีพิธีกรอารมณ์ดี James Corden (Carpool Karaoke) รับหน้าที่ในปีนี้

 

ติดตามผลรางวัลจากเวที Grammy ได้ทาง THE STANDARD เช้าวันจันทร์ที่ 29 มกราคมนี้

The post Grammy Awards 2018 ปีนี้มีแต่เรื่องดีๆ บนเวที appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/grammy-awards-2018/feed/ 0
Style Wrap-Up ความเคลื่อนไหวในวงการแฟชั่น กับโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่น่าจับตามอง https://thestandard.co/style-wrap-up-28-january-2018/ https://thestandard.co/style-wrap-up-28-january-2018/#respond Sat, 27 Jan 2018 17:01:49 +0000 https://thestandard.co/?p=64701

    Hedi Replaces Phoebe ยังคงเป็นประเด็นร้อน […]

The post Style Wrap-Up ความเคลื่อนไหวในวงการแฟชั่น กับโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่น่าจับตามอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

Hedi Replaces Phoebe

ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่คนในวงการแฟชั่นต่างต้องถกเถียงและพูดคุยเกี่ยวกับการที่ เอดี สลีมาน หนึ่งในดีไซเนอร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของยุค ถูกเลือกให้มารับตำแหน่งผู้กุมบังเหียนของแบรนด์ Céline แทนฟีบี ไฟโล ที่อยู่กับแบรนด์มาตั้งแต่ 2008 โดยชื่อเต็มของตำแหน่งเอดีคือ Artistic, Creative and Image Director และจะแสดงผลงานแรกในเดือนกันยายนนี้สำหรับคอลเล็กชัน Spring/Summer 2019

 

การกลับมาครั้งนี้ของเอดีถือว่าเป็นที่จับตามอง หลังเขาสร้างยอดขายถล่มทลายที่ Saint Laurent ตั้งแต่ปี 2012 ก่อนที่เขาจะลาออกในปี 2016 และเคยอยู่ที่ Dior Homme ช่วงปี 2000-2007 พร้อมสร้างกระแสกางเกงยีนส์ทรงสลิมฟิตที่กลายเป็นไอเท็มไอคอนิก ซึ่งนักสะสมยอมทุ่มเงินซื้อเป็นหลายเท่าตัว

 

 

 

Celebrate Being A Woman

คอนเซปต์การเฉลิมฉลองและยกย่องบทบาทของผู้หญิงกำลังมาแรงในวงการแฟชั่น โดยเฉพาะช่วงนี้กับกระแส #MeToo และ #TimesUp ซึ่งแคมเปญของแบรนด์ Brandon Maxwell อาจเป็นที่โปรดปรานที่สุดในขณะนี้ แคมเปญนี้ได้นางแบบสาวและซิงเกิลมัม จอร์แดน ดัน มาแสดงคู่กับลูกตัวเอง ไรลีย์ ดัน โดยเล่าเรื่องราวชีวิตคืนหนึ่งในนิวยอร์ก

 

จอร์แดนมีลูกชายตอนเธออายุ 18 ปี ช่วงเวลาที่กำลังเป็นหนึ่งในนางแบบที่ประสบความสำเร็จมากสุดในตอนนั้นคู่กับคาร์ลี คลอส เพื่อนรักของเธอ ส่วนผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ก็คือ แบรนดอน แม็กซ์เวลล์ ดีไซเนอร์หนุ่มจากรัฐเท็กซัส ที่ทุกวันนี้ยังควบตำแหน่ง Fashion Director ให้กับเลดี้ กาก้า เพื่อนสนิทของเขา และเคยชนะรางวัล CFDA สำหรับดีไซเนอร์ผู้หญิงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมอีกด้วย

 

 

Keeping Up With Calvin Klein

กลายเป็นแคมเปญที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในสังคมออนไลน์เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังปล่อยออกมา สำหรับ #MyCalvin ของแบรนด์ Calvin Klein ที่ครั้งนี้ได้สาวๆ ครอบครัวคาร์ดาเชียนและเจนเนอร์มาเป็นพรีเซนเตอร์ด้วยกันแบบครบทีม (ขาดแค่คุณแม่คริส เจนเนอร์) ซึ่งได้ช่างภาพชาวเบลเยียม วิลลี่ วองแดแปร์ เพื่อนสนิทของราฟ ซิมงส์ Chief Creative Officer ของแบรนด์มาถ่ายภาพให้ สำหรับโปรเจกต์ #MyCalvin ในซีซันนี้ยังมีคายา เกอร์เบอร์, เพรสตัน เกอร์เบอร์, โซแลง โนว์ลส์ และ A$AP Rocky มาร่วมอยู่ด้วย

 

https://www.youtube.com/watch?v=M2m-3U1pWM4&feature=youtu.be

 

 

Master Class

แบรนด์นาฬิกา Longines ที่ก่อตั้งที่เมืองแซงต์ อิมิเยร์ เมื่อปี 1832 สานต่อความสำเร็จของนาฬิกา รุ่น Master Collection ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2005 กับเฉดสีใหม่ที่เอาสีน้ำเงินมาเติมแต่งบนหน้าปัด พร้อมสายหนังจระเข้สีเดียวกันที่ยังคงความคลาสสิกและเรียบหรูได้อย่างดี โดยยังมีเวอร์ชันสายสเตนเลสให้เลือกกันอีกด้วย

 

 

New Dimensions of Disaya

แบรนด์ Disaya เปิดตัวคอลเล็กชัน Spring/Summer 2018 เล่าเรื่องราวการเดินทางสำรวจวัฒนธรรมอินเดียในยุควิกตอเรียน ผสมผสานกับผลงานศิลปะยุคจินตนิยม (Romanticism) ที่เต็มไปด้วยความงดงามหรูหราของยุโรป ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก Sezincote House คฤหาสน์ที่สร้างขึ้นในประเทศอังกฤษ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมนีโอ-โมกุลช่วงกลางศตวรรษที่ 19

 

อีกหนึ่งความพิเศษของซีซันนี้คือแคปซูลคอลเล็กชัน Disaya Vacationist ที่ทำสินค้าผู้ชายเป็นครั้งแรก โดยได้ ยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล ที่เคยทำงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Gucci มาออกแบบลวดลายให้ ซึ่งได้นำไปปรินต์ลงไอเท็ม เช่น เสื้อเชิ้ต กางเกงว่ายน้ำของแบรนด์ Timo และกระเป๋า Herschel

The post Style Wrap-Up ความเคลื่อนไหวในวงการแฟชั่น กับโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่น่าจับตามอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/style-wrap-up-28-january-2018/feed/ 0
Crying Service ร้องไห้กับผู้ชายหล่อ บริการระบายอารมณ์ยอดฮิตของสาวญี่ปุ่นทั่วประเทศ https://thestandard.co/crying-service/ https://thestandard.co/crying-service/#respond Wed, 24 Jan 2018 12:07:53 +0000 https://thestandard.co/?p=64761

หลังจากที่กระแส Women’s March #MeToo รวมถึง #TimesUp เก […]

The post Crying Service ร้องไห้กับผู้ชายหล่อ บริการระบายอารมณ์ยอดฮิตของสาวญี่ปุ่นทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากที่กระแส Women’s March #MeToo รวมถึง #TimesUp เกิดขึ้นในหลายๆสังคมทั่วโลก รวมถึงในโลกออนไลน์ การระมัดระวังคำพูดหรือการกระทำของตัวเอง เพื่อไม่ให้ไปละเมิดสิทธิหรือทำให้ผู้อื่น โดยเฉพาะผู้หญิงต้องร้องไห้เสียน้ำตาอาจจะเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง แต่ความคิดนี้อาจจะใช้ไม่ได้กับสังคมญี่ปุ่นทั้งหมดซะทีเดียว

 

ก่อนหน้านี้ THE STANDARD เคยนำเสนอเรื่องราวของอาชีพและงานบริการสุดแปลกในญี่ปุ่นไปแล้วไม่ว่าจะเป็นงานรับจ้างเก็บศพหรือรับเก็บกวาดบ้านคนที่ตายเพียงลำพัง ซึ่งอาชีพเหล่านี้ส่วนใหญ่ผูกโยงอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกของคน และ ‘อาชีพรับจ้างบิลด์อารมณ์ให้ร้องไห้กับผู้ชายหล่อ’ ก็เป็นอีกหนึ่งบริการระบายอารมณ์ที่ทำให้ผู้หญิงญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยต้องเสียน้ำตาอยู่ในช่วงเวลานี้

 

 

บริการนี้มาจากความคิดริเริ่มของนายฮิโรกิ เทราอิ (Hiroki Terai) ผู้ก่อตั้งบริษัทอิเกเมโซะ (Ikemeso) ผู้เป็นทั้งนักธุรกิจ นักเขียน และอดีตนักวางแผนที่จัดการดูแลเรื่องหย่าร้างให้กับบรรดาคู่รักที่อยากจะยุติความสัมพันธ์และพร้อมที่จะเปิดใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานกับผู้คนมากมาย เปิดโอกาสให้เขาสนใจและอยากจะศึกษาเกี่ยวกับการร้องไห้เพิ่มมากขึ้น เพราะมีคู่รักบางคู่เปลี่ยนใจและเลือกที่จะก้าวไปด้วยกันต่อ หลังจากที่ร้องไห้และพูดคุยปรับความเข้าใจกันแล้ว

 

คนญี่ปุ่นมักจะไม่ค่อยร้องไห้ฟูมฟายต่อหน้าผู้คนหรือในพื้นที่สาธารณะ เพราะพวกเขามองว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำและน่าอาย เคยมีการทำโพลสำรวจเกี่ยวกับการร้องไห้ของคนทั่วโลกโดย International Study on Adult Crying พบว่า ญี่ปุ่นคือประเทศรั้งท้ายจากทั้งหมด 37 ประเทศที่มักจะข่มอารมณ์เอาไว้ และร้องไห้ออกมาน้อยที่สุด ยิ่งเป็นน้ำตาลูกผู้ชายด้วยแล้ว ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรให้ใครได้เห็น

 

 

‘ไม่ได้มาเพื่อถือโอกาส ในเวลาที่เธออ่อนแอ’ แต่ให้ฉันช่วยเช็ดน้ำตาของเธอได้ไหม

หลังจากที่ศึกษาเรื่องน้ำตาและการร้องไห้อยู่นานหลายปี เขาก็ตัดสินใจจัดเวิร์กช็อปขึ้นที่โตเกียวและเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ปี 2015 โดยเขาจะให้เช่าหนุ่มหล่อหน้าตาดี เพื่อเป็นตัวช่วยระบายความรู้สึกที่อัดอั้นและติดค้างอยู่ภายในออกมา ซึ่งจะเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้หญิง หรือกลุ่มพนักงานบริษัทเป็นหลัก เนื่องจากผู้บริหารองค์กรส่วนใหญ่เล็งเห็นว่า การร้องไห้ด้วยกัน เห็นมุมที่แต่ละคนต้องการจะเก็บซ่อนเอาไว้ เป็นการทลายกำแพงบางอย่างของคนในองค์กร ที่อาจจะช่วยทำให้องค์กรมีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อย

 

เวิร์กช็อปจะเริ่มต้นด้วยการให้ชมภาพยนตร์ หรือคลิปวิดีโอที่เน้นเรื่องราวความรัก ความผูกพันและการสูญเสียคนหรือสัตว์เลี้ยงภายในครอบครัวที่เรารัก รวมถึงฟังเรื่องราวสะเทือนใจต่างๆ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าเสียใจ จนคุณกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

 

แต่ถ้าเราเป็นคนที่ร้องไห้ยากมากและแทบจะไม่ค่อยแสดงอารมณ์ความรู้สึกเลยล่ะ?

 

ชายหนุ่มสุดหล่อยินดีจะร้องไห้เป็นเพื่อนคุณ ร้องไห้แทนคุณและอยู่กับคุณจนกว่าเซอร์วิสนี้จะจบลง หนึ่งในลูกค้าที่เคยใช้บริการเซอร์วิสดังกล่าวเผยว่า “ปกติฉันเป็นคนร้องไห้ยากมาก แต่บรรยากาศในนั้น รวมถึงน้ำตาของเขา เรื่องที่อยู่ภายในอาจจะเป็นเรื่องที่สะเทือนใจเขามากๆ พอฉันเห็นน้ำตาของเขาใจฉันก็สั่นและน้ำตาก็ค่อยๆ ไหลเอ่อออกมา น้ำตาของเขาทำให้ฉันรู้สึกว่า เราใกล้กันมากยิ่งขึ้นและยังมีคนเข้าใจฉัน”

 

ชายหนุ่มยังมีหน้าที่คอยเดินปลอบประโลมและเช็ดน้ำตาให้กับลูกค้าทุกคน ซึ่งหลังจากที่ทุกคนร้องไห้เสร็จ ก็จะร่วมกันทำกิจกรรมสบายๆ ที่ช่วยผ่อนคลายอารมณ์อย่างฟังเพลงหรือเล่นมุกตลก โดยนายฮิโรกิ รวมถึงชายหนุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมต่างยืนยันว่า น้ำตาคือยาระบายชั้นดี ลูกค้าที่ได้ระบายอารมณ์ด้วยการร้องไห้ต่างดูมีความสุขและดูอารณ์ดีขึ้น เป็นการรีชาร์จพลังให้กับตัวเอง เพื่อเตรียมพร้อมกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันต่อๆ ไป

 

 

ทำไมต้องเป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดี?

‘เสน่ห์ดึงดูดจากรูปลักษณ์ภายนอกมีพลังอำนาจบางอย่าง’ คุณเคยรู้สึกไหมว่าตัวเองมีอาการแปลกๆ ไป เวลาที่พบเจอใครสักคนที่คล้ายคลึงหรือตรงสเปกคนในอุดมคติที่วาดฝันไว้ ความรู้สึกข้างในจะแปรปรวน กระอักกระอ่วนและทำตัวไม่ค่อยถูก ดังนั้นเวลาที่อยู่ต่อหน้าผู้ชายหน้าตาดี จะเป็นช่วงที่อารมณ์ความรู้สึกเด่นชัดมากๆ หัวใจจะเต้นแรงและรู้สึกอ่อนไหวได้ง่าย ยิ่งเขาจะคอยมาซับน้ำตาให้ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่ใช้บริการเซอร์วิสนี้ไม่น้อย

 

ผู้ชายที่จะมาทำหน้าที่นี้จะต้องผ่านการศึกษาและอบรมความรู้เกี่ยวกับการร้องไห้มาเป็นอย่างดีเสียก่อน โดยเว็บไซต์ ikemeso-office.com ได้อธิบายรายละเอียดและรูปแบบของเซอร์วิสเอาไว้ รวมถึงภาพตัวอย่างของบรรดาหนุ่มหล่อหลากหลายสไตล์ที่จะมาเป็นตัวช่วยสำคัญในการระบายความเครียดและความรู้สึกอัดอั้นภายในใจให้กับคุณ ซึ่งค่าบริการก็อยู่ที่ประมาณ 7,900 เยน (ราว 2,300 บาท)

 

 

นอกจากจะช่วยทำให้คนญี่ปุ่นมีสุขภาพจิตที่ดีเพิ่มมากขึ้นแล้ว บริการนี้ยังช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติต่อความเชื่อที่ว่า การร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นเป็นสิ่งที่น่าอายและไม่ควรกระทำ โดยเขาหวังว่าบริการแบบนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาความเครียดในสังคม ไม่เพียงแต่ในประเทศญี่ปุ่น แต่รวมถึงทุกๆ สังคมที่คนในสังคมนั้นๆ ยังพูดคุยและสื่อสารกันน้อย จนกลายเป็นความเครียดสะสมและปะทุออกมาในที่สุด

 

บางครั้งการร้องไห้ต่อหน้าใครสักคน ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอย่างที่คิด…

 

อ้างอิง:

The post Crying Service ร้องไห้กับผู้ชายหล่อ บริการระบายอารมณ์ยอดฮิตของสาวญี่ปุ่นทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/crying-service/feed/ 0
สตรีอเมริกันหลายแสนคนรวมพลังเดินขบวน Women’s March ในสหรัฐฯ https://thestandard.co/womensmarch2018/ https://thestandard.co/womensmarch2018/#respond Sun, 21 Jan 2018 14:44:17 +0000 https://thestandard.co/?p=64023

สตรีชาวอเมริกันหลายแสนคนร่วมแสดงพลังในแคมเปญ Women’s Ma […]

The post สตรีอเมริกันหลายแสนคนรวมพลังเดินขบวน Women’s March ในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

สตรีชาวอเมริกันหลายแสนคนร่วมแสดงพลังในแคมเปญ Women’s March เพื่อต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยการเดินขบวนตามเมืองสำคัญต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกาเมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปีที่ทรัมป์เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง

 

การเดินขบวน Women’s March ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันนี้ยังคงได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก แต่ปีนี้มีความพิเศษขึ้นตรงที่ได้แรงสนับสนุนจากกลุ่มแคมเปญ #MeToo และ #TimesUp ซึ่งร่วมแสดงพลังต่อต้านการคุกคามทางเพศและเรียกร้องความเสมอภาคระหว่างเพศหญิงกับเพศชายอีกด้วย

 


ที่ลอสแอนเจลิส ประชาชนหลายแสนคนได้มารวมตัวกันที่บริเวณศาลาว่าการเมือง โดยมีดาราฮอลลีวูดระดับแถวหน้าอย่าง สกาเล็ตต์ โจแฮนส์สัน, โอลิเวีย มันน์, นาตาลี พอร์ตแมน, อัลเฟร วูดาร์ด, อีวา ลองโกเรีย และวิโอลา เดวิส ขึ้นกล่าวบนเวทีด้วย

 

วิโอลา เดวิส ได้เรียกร้องให้ผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของการคุกคามทางเพศออกมาแสดงความกล้าที่จะเปิดเผยเรื่องราวของตัวเอง “ฉันขึ้นกล่าวในวันนี้ไม่ใช่เพื่อแคมเปญ #MeToo เท่านั้น เพราะฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของ #MeToo ด้วย และเมื่อฉันยกมือขึ้น ฉันก็ตระหนักว่ายังมีผู้หญิงจำนวนมากที่ยังคงเงียบอยู่”

 

 

ส่วนที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สตรีชาวอเมริกันหลายหมื่นคนพร้อมใจกันสวมหมวกสีชมพู ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ Women’s March และเดินขบวนไปยังอนุสาวรีย์วอชิงตัน โดยผู้ประท้วงบางคนถือป้ายที่มีข้อความเรียกร้องให้ถอดถอนประธานาธิบดีทรัมป์ออกจากตำแหน่งด้วย

 

ที่นครนิวยอร์ก สตรีหลายหมื่นคนตั้งขบวนจากวงเวียนโคลัมบัส ใกล้กับทรัมป์ทาวเวอร์ ก่อนมุ่งหน้าไปตามถนนฝั่งตะวันตกของเซ็นทรัลปาร์กในแมนฮัตตัน


และที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด ก็มีประชาชนมารวมตัวเดินขบวนอย่างเนืองแน่นเช่นกัน โดย เลสลีย์ พราสซาส วัย 61 ปี ให้สัมภาษณ์กับนักข่าว CNN ว่าเธอเดินทางมาจากฟอร์ต คอลลินส์ เพื่อร่วมเดินขบวนที่นี่โดยเฉพาะ เพราะปีที่แล้วเธอพลาด แต่ปีนี้เธอต้องการยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับแนวร่วมต่อต้านทรัมป์

 

“มันไม่น่าเชื่อเลยว่าเราจะมาถึงจุดนี้ได้ มันน่าเศร้าและน่ากลัวด้วย” พราสซาสกล่าว

 

Photo: AFP

อ้างอิง:

The post สตรีอเมริกันหลายแสนคนรวมพลังเดินขบวน Women’s March ในสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/womensmarch2018/feed/ 0