Metaverse Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/metaverse/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 30 Apr 2026 10:38:51 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Reality Labs ของ Meta เลือดยังไหลไม่หยุด ขาดทุนไตรมาส 1/2026 กว่า 1.32 แสนล้านบาท ฝัน Metaverse ค่อยๆ จางลง ท่ามกลางคลื่น AI https://thestandard.co/meta-reality-labs-metaverse-loss-ai/ Thu, 30 Apr 2026 10:38:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1202815 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta นำเสนอข้อมูลผลประกอบการของ Reality Labs ที่ขาดทุนมหาศาล และอนาคตของ Metaverse ที่กำลังจางหายไป

ขณะที่ Meta ทุ่มเงินมหาศาลให้กับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ ( […]

The post Reality Labs ของ Meta เลือดยังไหลไม่หยุด ขาดทุนไตรมาส 1/2026 กว่า 1.32 แสนล้านบาท ฝัน Metaverse ค่อยๆ จางลง ท่ามกลางคลื่น AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta นำเสนอข้อมูลผลประกอบการของ Reality Labs ที่ขาดทุนมหาศาล และอนาคตของ Metaverse ที่กำลังจางหายไป

ขณะที่ Meta ทุ่มเงินมหาศาลให้กับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความพยายามด้าน Metaverse ของบริษัทกลับยังคงขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

 

 
 

รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 เผยให้เห็นว่า Reality Labs หน่วยธุรกิจที่ดูแลด้านนี้ ขาดทุนจากการดำเนินงาน 4.03 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.32 แสนล้านบาท) ขณะที่มีรายได้เพียง 402 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.31 หมื่นล้านบาท) ลดลง 2.4% จากปีก่อน

 

Reality Labs เป็นหน่วยธุรกิจของ Meta ที่พัฒนาเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) Augmented Reality (AR) และอุปกรณ์สวมใส่ ซึ่งขาดทุนต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2020 และตลอด 21 ไตรมาสที่ผ่านมา ขาดทุนสะสมไปแล้วถึง 8.35 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.72 ล้านล้านบาท) เฉลี่ยแล้วขาดทุนประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อไตรมาส

 

ซูซาน หลี่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Meta อธิบายว่ารายได้ที่ลดลงในไตรมาสนี้มาจากยอดขายชุดหูฟัง Quest ที่ลดลง แม้จะถูกชดเชยบางส่วนจากการเติบโตของยอดขายแว่นตา AI

 

ย้อนกลับไปในปี 2021 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta สะท้อนวิสัยทัศน์ที่เชื่อว่าทั้งการทำงานและความบันเทิงจะเคลื่อนย้ายไปสู่โลกเสมือนจริง แต่วิสัยทัศน์นั้นถูกเปลี่ยนทิศหลังการมาถึงของ ChatGPT ในปลายปี 2022 ที่จุดกระแส Generative AI และทำให้ Meta ถูกมองว่าตามหลังคู่แข่งอย่าง OpenAI Anthropic และ Google ในสนามนี้

 

ปลดพนักงาน Reality Labs โยกทรัพยากรสู่ AI

 

Reality Labs เผชิญการปรับโครงสร้างหลายระลอก โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา Meta ปลดพนักงานในหน่วยนี้ราว 1,000 คน เพื่อโยกทรัพยากรจากงาน VR ไปสู่อุปกรณ์สวมใส่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI หลังจากที่แว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Meta ที่ร่วมพัฒนากับ EssilorLuxottica ประสบความสำเร็จเกินคาด

 

ต่อมาในเดือนมีนาคม บริษัทยังปลดพนักงานอีกหลายร้อยคนในหลายหน่วยรวมถึง Reality Labs ก่อนจะประกาศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจะปลดพนักงานอีก 10% หรือราว 8,000 คน พร้อมยุติการสรรหาตำแหน่งงานใหม่อีก 6,000 ตำแหน่ง

 

แม้บริษัทจะถอยจากความฝัน Metaverse ลง แต่การลงทุนใน AI กลับยิ่งเพิ่มขึ้น โดย Meta ได้ปรับเพิ่มประมาณการค่าใช้จ่ายลงทุนในปี 2026 เป็น 1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่ 1.35 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสก่อนหน้า

 

รายได้ Q1 พุ่ง แต่นักลงทุนยังกังวลค่าใช้จ่าย AI

 

ในด้านภาพรวมของบริษัท Meta รายงานรายได้รวมในไตรมาส 1 ที่ 5.63 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.84 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งขึ้น 60.9% มาอยู่ที่ 2.68 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.75 แสนล้านบาท) ส่วนหนึ่งได้รับอานิสงส์จากการประหยัดภาษีตามกฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์

 

ธุรกิจโฆษณายังคงเป็นแหล่งรายได้หลัก โดยทำเงินได้ 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.79 ล้านล้านบาท) ในไตรมาสนี้ ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกสร้างรายได้ 1.09 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.56 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 29.3% และคิดเป็น 19.4% ของรายได้รวม

 

อย่างไรก็ตามแม้ผลประกอบการจะดูแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นของ Meta กลับร่วงลงมากกว่า 6% ในการซื้อขายนอกเวลา หลังบริษัทประกาศปรับเพิ่มงบลงทุน AI ครั้งใหญ่ ซึ่งสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ปีที่ผ่านมา Meta ดึงตัวนักวิจัยและวิศวกร AI มากกว่า 50 คนจากคู่แข่ง ซึ่งช่วยให้บริษัทเปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ชื่อ Muse Spark เมื่อต้นเดือนนี้ และซักเคอร์เบิร์กเปิดเผยว่ามีการใช้งาน Meta AI ‘เพิ่มขึ้นอย่างมาก’ หลังการเปิดตัว แม้ต้นทุนในการพัฒนาและดูแลผลิตภัณฑ์ AI จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม

 

“เรากำลังเพิ่มประมาณการค่าใช้จ่ายลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับปีนี้ ส่วนใหญ่มาจากต้นทุนชิ้นส่วนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาหน่วยความจำ” ซักเคอร์เบิร์กกล่าวในการประชุมกับนักลงทุน

 

เมื่อนักลงทุนสอบถามถึงแผนการลงทุนในปี 2027 หลี่ตอบว่าบริษัทยังไม่ได้ให้ข้อมูลเฉพาะเจาะจง พร้อมยอมรับว่า “ประสบการณ์ของเราที่ผ่านมาคือ เรามักประเมินความต้องการด้านการประมวลผลของเราต่ำเกินไปอยู่เสมอ”

 

ดีล Manus ถูกจีนสกัด

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือทางการจีนได้สั่งห้าม Meta เข้าซื้อกิจการบริษัท Manus ผู้พัฒนา Agentic AI สัญชาติจีน หลังการตรวจสอบด้านความมั่นคงของชาติ โดยทางการจีนไม่ได้ระบุชัดเจนว่าดีลดังกล่าวขัดต่อกฎหมายหรือระเบียบใด หรือคาดหวังให้คลายดีลอย่างไร

 

หลี่ระบุเพียงว่าบริษัท ‘ยังคงทำงานในรายละเอียด’ โดยไม่ได้อัปเดตสถานะการรวมเทคโนโลยีของ Manus เข้ากับแพลตฟอร์มของ Meta

 

Meta ประกาศซื้อกิจการ Manus ในเดือนธันวาคม โดย Nikkei Asia เคยรายงานว่ามูลค่าดีลอยู่ระหว่าง 2-3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.53-9.79 หมื่นล้านบาท)

 

สตาร์ทอัพรายนี้เริ่มต้นที่อู่ฮั่นและปักกิ่ง ก่อนย้ายพนักงานหลักไปสิงคโปร์ในกลางปี 2025 และปิดสำนักงานในจีนพร้อมปลดพนักงานส่วนใหญ่ ปัจจุบันดีลถูกปิดแล้ว โดย เซียว หง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Manus ได้รับตำแหน่งรองประธานของ Meta

 

แม้ทั้งแอปของ Manus และ Meta จะไม่เปิดให้บริการในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ Meta สร้างรายได้กว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.26 แสนล้านบาท) ต่อปีจากการขายโฆษณาให้บริษัทจีนที่ต้องการขายสินค้าออกนอกประเทศ และยังพึ่งพาซัพพลายเออร์จีนในการผลิตแว่นตา AI ที่ได้รับความนิยม

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.64 บาท ณ วันที่ 30 เมษายน 2569

 

ภาพ: Lexie Moreland/WWD via Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post Reality Labs ของ Meta เลือดยังไหลไม่หยุด ขาดทุนไตรมาส 1/2026 กว่า 1.32 แสนล้านบาท ฝัน Metaverse ค่อยๆ จางลง ท่ามกลางคลื่น AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: Mark Zuckerberg ข้ามจุดต่ำสุดสู่มหาเศรษฐี หลังพ้นวิกฤต Metaverse | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-04102024-4/ Sat, 05 Oct 2024 02:00:47 +0000 https://thestandard.co/?p=991876

Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta กำลังผ่านพ้นช่วงเวลาที่ย […]

The post ชมคลิป: Mark Zuckerberg ข้ามจุดต่ำสุดสู่มหาเศรษฐี หลังพ้นวิกฤต Metaverse | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta กำลังผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมื่อการลงทุนใน Metaverse เมื่อปี 2022 ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของเขาลดลงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ แต่ปีนี้กำลังเริ่มออกผลแล้ว ติดตามรายละเอียดได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: Mark Zuckerberg ข้ามจุดต่ำสุดสู่มหาเศรษฐี หลังพ้นวิกฤต Metaverse | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mark Zuckerberg ก้าวข้ามจุดต่ำสุด สู่มหาเศรษฐี 2 แสนล้านดอลลาร์ หลังฟื้นตัวจากวิกฤต Metaverse https://thestandard.co/mark-zuckerberg-back-to-200b/ Sun, 29 Sep 2024 06:56:21 +0000 https://thestandard.co/?p=989373

Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta เคยเผชิญกับช่วงเวลาที่ยา […]

The post Mark Zuckerberg ก้าวข้ามจุดต่ำสุด สู่มหาเศรษฐี 2 แสนล้านดอลลาร์ หลังฟื้นตัวจากวิกฤต Metaverse appeared first on THE STANDARD.

]]>

Mark Zuckerberg ซีอีโอของ Meta เคยเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก เมื่อการลงทุนใน Metaverse ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของเขาลดลงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าการเดิมพันครั้งนั้นกำลังจะเริ่มผลิดอกออกผล

 

ด้วยราคาหุ้น Meta ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ Zuckerberg เพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่า ในเวลาไม่ถึง 2 ปี สู่ระดับ 2.01 แสนล้านดอลลาร์ ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 4 ของโลก ตามหลัง Elon Musk, Jeff Bezos และ Bernard Arnault

 

แม้ว่ามหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีรายอื่นๆ จะมีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีนี้ เช่น Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA ที่มีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า เป็น 1.06 แสนล้านดอลลาร์ แต่ก็ไม่มีใครเติบโตได้เท่า Zuckerberg ที่เพิ่มขึ้นถึง 7.34 หมื่นล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่ต้นปี

 

ในปี 2022 หุ้นของ Meta และมูลค่าทรัพย์สินของ Zuckerberg ดิ่งลงเหว หลังจากที่บริษัทได้เปลี่ยนชื่อและทุ่มเงินลงทุนมหาศาลใน Metaverse ในขณะนั้น Meta กำลังดิ้นรนเพื่อปรับตัวเข้ากับวิดีโอสั้น ในขณะที่คู่แข่งอย่าง TikTok กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าการเปลี่ยนแปลงจาก Facebook สู่ Meta กำลังเริ่มเห็นผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริษัทมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาแว่นตา Augmented Reality (AR) อย่าง Orion

 

นักวิเคราะห์จาก JMP Securities กล่าวว่า “ด้วยการผสมผสานระหว่างการปรับปรุงฮาร์ดแวร์ของ Meta ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และความก้าวหน้าด้าน AI ทำให้ Orion เป็นตัวแทนของวิวัฒนาการของ Meta จากบริษัทโซเชียลมีเดียไปสู่บริษัท Metaverse”

 

นอกจากการลงทุนใน Metaverse แล้ว Meta ยังได้ดำเนินมาตรการอื่นๆ เพื่อปรับปรุงผลประกอบการของบริษัท เช่น การลดพนักงานหลายหมื่นคน, โครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ และการจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรก

 

ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของ Meta ยังมาจากการปรับตัวเข้าสู่ตลาดวิดีโอสั้นและการลงทุนอย่างหนักใน AI อีกด้วย

 

นอกจากความสำเร็จทางธุรกิจแล้ว ภาพลักษณ์ของ Zuckerberg ก็เปลี่ยนไปอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นนักเทคโนโลยีเนิร์ดๆ ตอนนี้เขากลายมาเป็นคนที่สนใจกีฬาทางน้ำและศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน (MMA)

 

นอกจากนี้เขายังประกาศว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกต่อไป หลังจากที่เคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมและการเมืองในอดีต

 

ภาพ: Laure Andrillon / Reuters

อ้างอิง:

The post Mark Zuckerberg ก้าวข้ามจุดต่ำสุด สู่มหาเศรษฐี 2 แสนล้านดอลลาร์ หลังฟื้นตัวจากวิกฤต Metaverse appeared first on THE STANDARD.

]]>
Metaverse ล่มสลายแล้วจริงหรือ? อ่านใจ ‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ ทำไมถึงหันหลังให้โลกเสมือนจริง มุ่งสู่ AI เต็มรูปแบบ https://thestandard.co/mark-zuckerberg-ai-metaverse/ Sun, 25 Feb 2024 11:14:54 +0000 https://thestandard.co/?p=904205 Metaverse

การรีวิว Apple Vision Pro ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ถือเป […]

The post Metaverse ล่มสลายแล้วจริงหรือ? อ่านใจ ‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ ทำไมถึงหันหลังให้โลกเสมือนจริง มุ่งสู่ AI เต็มรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Metaverse

การรีวิว Apple Vision Pro ของมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ถือเป็นหนึ่งในการรีวิวที่สร้างความประหลาดใจให้แก่คนจำนวนมาก

 

ส่วนหนึ่งเพราะไม่มีใครคิดว่าซีอีโอแห่ง Meta จะนั่งรีวิวการใช้งานในแบบง่ายๆ บ้านๆ ไม่ได้มีโปรดักชันเล่นใหญ่อะไรมากมาย แต่อีกส่วนหนึ่งแม้ในการรีวิวจะไม่ได้มีการพูดถึง Metaverse โลกเสมือนแห่งอนาคตแม้แต่น้อย (มีเพียงแค่การยกย่อง Meta Quest 3 ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ดีและคุ้มค่ามากกว่า) แต่ก็ชวนให้คิดถึงสิ่งที่เคยเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ของซักเคอร์เบิร์ก ที่ทำให้ถึงขั้นมีการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทจาก Facebook เป็น Meta

 

เวลาผ่านมาพอสมควร Metaverse กลายเป็นเรื่องที่ถูกลืมไปเหมือนกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งส่วนสำคัญก็เป็นเพราะ Meta รวมถึงซักเคอร์เบิร์กเองไม่ได้ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีโลกเสมือนนี้เป็นอันดับแรกเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป

 

โดยที่แทบไม่มีใครไหวตัว Meta เลือกแล้วว่าจะเป็นสิ่งที่นำพาบริษัทก้าวไปสู่อนาคตไม่ใช่ Metaverse แต่เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และพวกเขาก็เดินหน้าอย่างจริงจังในสนามแข่งขันที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้

 

เกิดอะไรขึ้นกับซักเคอร์เบิร์กในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้หัวใจของเขาเปลี่ยนแปลงแบบนี้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เดิมพันราคาแพงที่เจ๊งไม่เป็นท่า

 

ย้อนกลับไปในฤดูร้อนปี 2021 ในงานสัมมนาที่ Allen & Co ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองไอดาโฮ มีช่วงเวลาไพรเวตที่เหล่าผู้บริหารระดับสูงสุดจะได้ใช้เวลาพักผ่อนแลกเปลี่ยนบทสนทนาไปด้วยกัน ในช่วงเวลานั้นเองที่ ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) เบอร์หนึ่งของ Google ได้มีโอกาสพูดคุยกับมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เกี่ยวกับทีมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของ Facebook ที่อยู่ใต้อาณัติของซีอีโอ Meta

 

ในถ้อยสนทนา พิชัยได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องของ AI อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ แต่ปัญหาคือซักเคอร์เบิร์กไม่เข้าใจในสิ่งที่ซีอีโอของ Google พูดสักเท่าไรนัก

 

สำหรับซักเคอร์เบิร์กพวกเขาเริ่มต้นศึกษาเทคโนโลยี AI มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยมีการเริ่มก่อตั้งทีมพิเศษขึ้นมาโดยเฉพาะในปี 2013 โดยจ้าง Yann LeCun นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘บิดาแห่ง AI’ มาเลยทีเดียว

 

 

ปัญหาคือหลังจากนั้นซักเคอร์เบิร์กไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็นเกี่ยวกับผลงานของทีมนี้มากนัก แต่กลับไปให้ความสนใจในงานส่วนอื่นๆ แทน เช่น การส่งข้อความส่วนตัว (Direct Message) การสตรีมวิดีโอ ไปจนถึงเรื่องของสกุลเงินคริปโต

 

และเรื่องที่กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดคือ Metaverse การสร้างโลกดิจิทัลขึ้นมาเป็นโลกอีกใบเสมือนผู้สร้าง โดยหวังจะกลายเป็นสิ่งที่ ‘ปฏิวัติ’ ทางที่คนเราจะมีปฏิสัมพันธ์กันบนโลกออนไลน์

 

ซักเคอร์เบิร์กจริงจังกับเรื่องนี้อย่างมาก และความจริงจังนั้นก็เห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทเป็น Meta ในปี 2021

 

เพียงแต่มันได้กลายเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำที่แพงที่สุดในประวัติการณ์ Meta ลงทุนไปมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ (1.79 ล้านล้านบาท) ในการจะสร้างโลกที่ไม่มีใครต้องการ และผลกระทบที่ตามมาคือการที่ Meta อยู่ในสถานภาพที่อ่อนไหวสั่นคลอนอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี

 

“เขา (ซักเคอร์เบิร์ก) รู้ว่ามีบางสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ผมคิดว่าเขาเดิมพันไปกับสิ่งที่ผิดพลาด” หนึ่งในอดีตนักวิจัยในโครงการ Metaverse ที่ขอปกปิดตัวตนไว้ในการเปิดเผยข้อมูลกับ Bloomberg กล่าวแทนใจใครหลายคน

 

FAIR ทีมเทพที่ถูกมองข้าม

 

หลังการพูดคุยกับพิชัยในวันนั้น ซักเคอร์เบิร์กเก็บงำสิ่งที่ได้กลับมาคิดทบทวนก่อนจะเรียกประชุมขอสรุปความคืบหน้าของทีมวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง AI ของ Meta ทันที

 

ทีมวิจัยนี้มีชื่อว่า ‘FAIR’ ซึ่งมาจาก Fundamental Artificial Intelligence Research 

 

รายงานความคืบหน้าของทีมถูกส่งตรงถึงซักเคอร์เบิร์ก ที่ใช้เวลาอีกพักใหญ่ในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ และทำความเข้าใจว่าทำไมคู่แข่งอย่างพิชัย จึงชื่นชมผลงานของ FAIR และคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง AI ถึงบอกว่าพวกเขาเป็นผู้นำของวงการ แต่ตัวเขากลับมองข้ามไป

 

“เขาใช้เวลาศึกษาเรื่องนี้ด้วยตัวเองอีกพักใหญ่เลยทีเดียว” เจอโรม เพเซนติ (Jerome Pesenti) อดีตรองประธานแผนกปัญญาประดิษฐ์ของ Meta เล่าถึงเรื่องราวในช่วงเวลานั้น

 

การที่เรื่องของ AI กลับมาอยู่ในความสนใจของซักเคอร์เบิร์กถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะในบรรดาบริษัทเทคยักษ์ใหญ่แห่ง Silicon Valley Meta เป็นเพียงแห่งเดียวที่ยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ก่อตั้งอย่างซักเคอร์เบิร์กที่จะเป็นคนตัดสินใจในเรื่องสำคัญทั้งหมด

 

เรื่องอะไรที่สำคัญกับบริษัท เขาต้องเป็นคนเคาะให้

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้นคือการที่ซักเคอร์เบิร์ก และ Meta ยังพยายามผลักดันเรื่องของ Metaverse ต่อไป ในเดือนสิงหาคม 2022 มีการเปิดเผยภาพสกรีนช็อตตัวละครเสมือน (Avatar) ของเขาใน Horizon Worlds ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันหลักแรกของ Meta ในโลกของ Metaverse

 

 

แต่ผลตอบรับที่ได้นั้นไม่เป็นที่น่าประทับใจมากนัก แม้กระทั่งเรื่องรายละเอียดอย่างตัว Avatar ของซักเคอร์เบิร์กที่ดูบู้บี้จนกลายเป็นถูกบูลลี่จากโลกสังคมออนไลน์

 

ถึงจะชินกับการเป็นมีม (Meme) ให้คนอื่นล้อ แต่ในภาพรวมผลงานของทีมที่รับผิดชอบก็ไม่เป็นที่ประทับใจของเขานัก โดยมีการพบว่าภาพ Avatar ของซักเคอร์เบิร์กมีการเปลี่ยนแปลงให้มีความคมชัดขึ้นในอีก 4 วันให้หลัง โดยเขาต้องลงมากำกับเอง และมีการแก้ไขกันถึง 40 ครั้งกว่าจะพอใจ

 

3 เดือนหลังจากนั้น Meta มีการประกาศเลย์ออฟพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดถึง 11,000 ตำแหน่ง หรือคิดเป็น 13% ของจำนวนพนักงานในเวลานั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Meta ได้รับผลกระทบอย่างร้ายแรงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับการติดตามข้อมูลส่วนตัวของ Apple ที่ทำให้รายรับของบริษัทลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เป็นบริษัทมหาชน และข่าวดังกล่าวทำให้หุ้นของ Meta ตกลงถึงกว่า 65%

 

ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่ OpenAI เปิดตัว ChatGPT และกลายเป็นปรากฏการณ์ของวงการ เกิดสงครามโลกของ AI ที่ยักษ์ใหญ่ทุกแห่งพร้อมร่วมวงชิงชัยกันอย่างไม่ลดละ เพราะรู้ว่าหากใครชนะมีโอกาสจะกลายเป็นผู้ครองโลกคนใหม่ได้เลย

 

Meta ที่ล้มเหลวกับ Metaverse เหมือนจะกลายเป็นยักษ์ที่สะดุดล้มและกำลังจะตกขบวน

 

ซะเมื่อไร!

 

The Meta Strikes Back

 

ตั้งแต่ที่ซักเคอร์เบิร์กเริ่มต้นศึกษา AI อย่างจริงจัง แผนกวิจัย AI ของ Meta ได้รับการสนับสนุนให้เดินหน้าลุยอย่างเต็มตัวอย่างลับๆ

 

FAIR มีการขยายทีมดึงตัวเทพจากทั่วโลกเข้ามาเพื่อระดมสรรพกำลังในการสู้กับ OpenAI และ DeepMind ของ Google ในสงครามครั้งใหม่ให้ได้

 

สิ่งที่ผู้คนไม่ค่อยรู้เกี่ยวกับการทำงานของทีม FAIR นั้นเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้ออกผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยี AI ที่ชวนตะลึงเหมือนคู่แข่งรายอื่นๆ โดยหลักแล้ว AI จะถูกใช้ในบริการของ Facebook และ Instagram เพื่อคาดเดาเรื่องของพฤติกรรมผู้ใช้ว่าจะมีโฆษณาตัวใดที่โชว์ขึ้นมาเมื่อมีการไถหน้าจอ (แบบที่เราสงสัยว่าตกลงแล้วแอบฟังอยู่ใช่ไหมนั่นแหละ) ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดี

 

การเก็บตัวอย่างเงียบๆ ของ Meta ทำให้แม้แต่ทำเนียบขาวที่เชิญยักษ์ใหญ่เข้าร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้กับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็ไม่มีการเชิญมาร์ก ซักเคอร์เบิร์กเข้าร่วมด้วยแต่อย่างใด

 

ตรงนี้เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยน การถูกมองข้ามทำให้ซักเคอร์เบิร์กจัดตั้งทีมใหม่ คราวนี้เป้าหมายอยู่ที่การสร้างผลิตภัณฑ์ AI ออกมาให้โลกได้รู้บ้าง โดยมีการโยกคนจากทีม FAIR มาอยู่ทีมใหม่ 60 คน ในขณะที่ทีม FAIR เองก็มีการเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยเช่นกัน

 

การทำแบบนี้เพื่อเร่งให้เกิดการสร้างสิ่งใหม่ๆ ออกมา โดยมีซักเคอร์เบิร์กที่ทำเหมือน เทอเรนซ์ เฟล็ตเชอร์ แห่ง ‘Whiplash’ ที่ต้องการให้ทีมวิจัยของเขาสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาให้ได้

 

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงทำให้แนวทางไม่ตรงกับนักวิจัยจำนวนไม่น้อย ตัวระดับท็อปของวงการลาออกจาก Meta ไปพอสมควร แต่ซักเคอร์เบิร์กตัดสินใจแล้วที่จะเดินหน้าแบบนี้ นี่คือการโต้ตอบที่สำคัญและจำเป็นต่อการพลิกเกม

 

แต่จะพลิกเกมแบบไหน?

 

 

ภาพ: Anna Moneymaker / Getty Images

 

The Queen’s Gambit ของ Meta

 

ในทางกีฬาหมากรุกจะมีวิธีในการ ‘เปิดกระดาน’ อยู่หลายแบบด้วยกัน แต่หนึ่งในวิธีที่โด่งดังที่สุดคือวิธีการเปิดที่เรียกว่า Queen’s Gambit ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการเล่นที่เก่าแก่ที่สุด ย้อนกลับไปได้ถึงปี 1490 เลยทีเดียว

 

วิธีที่ใช้คือการเปิดกระดานด้วยการเดินเบี้ย 2 ตัว เรียกว่าลุยก่อนแต่ทำแบบนี้จะเสียตัวเบี้ยไป 1 ตัว ซึ่งก็เป็นที่มาของคำว่า Gambit นั้นมาจากการเดิมพันแบบ ‘กล้าได้กล้าเสีย’ ของคนที่เปิดกระดานแบบนี้นั่นเอง

 

และนี่ก็เป็นสิ่งที่คล้ายกับการเดินหมากของซักเคอร์เบิร์กและ Meta

 

หลังจากที่ได้เปลี่ยนแนวทางและเป้าหมายของบริษัทที่มีต่อเทคโนโลยี AI ทางด้าน Meta พยายามส่งผลงานใหม่ออกมา เช่น การปฏิวัติเรื่องของแชตบอต (Chatbot) ที่มีการเปิดตัวเวอร์ชันใหม่ในงาน Meta’s Connect Conference เมื่อปี 2023 โดยเป็นแชตบอตที่มีความชาญฉลาดมากขึ้น สามารถปรับบุคลิกให้เป็นตัวของตัวเองหรือเหมือนคนดังอย่างเช่น ทอม เบรดี ตำนานนักอเมริกันฟุตบอล NFL หรือ เคนดัลล์ เจนเนอร์ นางแบบชื่อดัง

 

นอกจากนี้ ซักเคอร์เบิร์กยังได้วกกลับไปถึง Metaverse เล็กๆ ด้วยการพูดถึงโลกในอนาคตที่เราสามารถพบกันได้ทั้งคนตัวเป็นๆ ที่สวมใส่แว่นที่มีเทคโนโลยี Augmented Reality ​(AR) และคนที่ส่งตัวแทนมาประชุมในห้องแต่เป็น Avatar  โดยที่ในห้องนั้นจะมี AI เป็นผู้ช่วยในแบบของโฮโลแกรม (ภาพสามมิติ) ที่คอยจัดการงานด้านต่างๆ แทนให้

 

นี่เป็นเบี้ยตัวหนึ่งที่เดินไว้

 

แต่เบี้ยอีกตัวที่เป็นทีเด็ดจริงๆ คือ ‘LlaMa’ ปัญญาประดิษฐ์ซึ่งถูกพัฒนาด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ Large Language Model (LLM) โดยทีม FAIR ของบริษัทซึ่งเกิดมาแข่งขันกับ ChatGPT ของ OpenAI และ Bard ของ Google โดยเฉพาะ

 

ความแตกต่างที่เป็น ‘กุญแจสำคัญ’ คือการที่ LlaMa เปิดให้ทุกคนเข้าถึงได้ในแบบ Open-source ซึ่งแตกต่างจาก OpenAI หรือ Google ที่ไม่ยอมให้ใครเข้าถึงได้ ด้วยความกังวลว่าการให้เข้าถึงเครื่องมือที่ทรงพลังขนาดนี้อาจเป็นอันตรายมากเกินไป

 

แต่เพราะการเดินหมากตานี้ทำให้ AI ของ Meta ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะเหมือนมีทีมพัฒนาจากภายนอกเข้ามาช่วยทำให้ทุกอย่างดีขึ้น โมเดล AI ของพวกเขาเติบโตเร็วยิ่งกว่าใคร และเก่งไวยิ่งกว่าใช้ทีมพัฒนาของตัวเอง

 

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาออกตัวในสนามนี้ช้ากว่าคู่แข่ง และความเร็วคือเรื่องของปีศาจ ซึ่งซักเคอร์เบิร์กเด็ดขาดพอที่จะตัดสินใจในหมากตาแบบนี้

 

ข้อได้เปรียบอีกด้านของ Meta คือการที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องขายเครื่องมือ AI (AI Tools) เพื่อหาเงิน เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการคือการให้คนใช้เวลาอยู่ในแอปพลิเคชันให้นานที่สุด ดังนั้นกลยุทธ์ของ Meta คือการเปิดให้ใช้ฟรีต่อไปทั้งผู้ใช้ปกติ ซึ่งมีคนโหลดไปแล้วกว่า 100 ล้านคน หรือนักพัฒนาที่สามารถเข้าถึงระบบที่พัฒนาก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ในทุกวัน

 

ในเดือนตุลาคม 2023 ซักเคอร์เบิร์กบอกนักลงทุนว่า “AI จะเป็นการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของพวกเราในปี 2024” โดยเป้าหมายอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรให้มาสร้างโครงการโดยใช้ AI เป็นพื้นฐานทั้งหมด

 

เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา หุ้นของ Meta ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดได้อีกครั้งนับตั้งแต่จุดตกต่ำในปี 2021 ซึ่งเป็นสัญญาณในทางที่ดีว่าพวกเขากลับมาถูกที่ถูกทางอีกครั้ง

 

ที่เหลือก็อยู่กับตัวของซักเคอร์เบิร์กเองว่าจะสนใจและใส่ใจกับปัญญาประดิษฐ์นี้ไปอีกนานแค่ไหน เพียงแต่ไม่นานมานี้เขาโพสต์วิดีโอในบัญชีส่วนตัว โดยในวิดีโอนั้นเป็นการใช้งานผู้ช่วย AI ผ่านแว่นอัจฉริยะของบริษัทเอง

 

“เฮ้ Meta ไหนช่วยบอกผมหน่อยสิว่าต้องใส่กางเกงแบบไหนถึงจะเข้ากับเสื้อตัวนี้”

 

เจ้า AI ประมวลผลก่อนตอบว่า “จากภาพแล้วเป็นเสื้อลายทาง ลองดูเป็นกางเกงยีนส์สีเข้มหรือกางเกงผ้าที่ขรึมๆ หน่อยก็น่าจะเข้ากับเสื้อได้ดี”

 

แบบนี้คิดว่าซักเคอร์เบิร์กน่าจะสนุกกับ AI ไปอีกสักระยะ

 

ส่วนผู้เขียนกำลังคิดถึงการใช้ AI ในวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน พร้อมกับคิด Prompt เอาไว้เรียบร้อย

 

ไหน ใครอยากเป็นเศรษฐี

 

ภาพปก: Tom Williams / CQ-Roll Call, Inc via Getty Images

อ้างอิง:

The post Metaverse ล่มสลายแล้วจริงหรือ? อ่านใจ ‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ ทำไมถึงหันหลังให้โลกเสมือนจริง มุ่งสู่ AI เต็มรูปแบบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปี 2024 ยุคทอง GenAI ทำอย่างไรให้มนุษย์เป็นนาย https://thestandard.co/genai-2024/ Wed, 03 Jan 2024 04:23:57 +0000 https://thestandard.co/?p=883857 GenAI

ปี 2023 ที่ผ่านมา การที่จะไม่กล่าวถึง Generative AI ก็ด […]

The post ปี 2024 ยุคทอง GenAI ทำอย่างไรให้มนุษย์เป็นนาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
GenAI

ปี 2023 ที่ผ่านมา การที่จะไม่กล่าวถึง Generative AI ก็ดูเหมือนจะเป็นการทำเป็นทองไม่รู้ร้อนไปสักนิด การกระโจนออกมาแบบที่คนในสังคมส่วนใหญ่ประหลาดใจในความสามารถของ ChatGPT จากทีม OpenAI ในเดือนธันวาคม 2022 นั้นได้สร้างความตื่นตะลึงถึงโอกาสและความเสี่ยงของมนุษยชาติอย่างที่อดจินตนาการตามไม่ได้ ภายในเวลาแค่ 2 เดือนหลังจากเปิดตัว มีมนุษย์ไปลองใช้งาน ChatGPT ถึง 100 ล้านคน! เมื่อเทียบกับ Netflix ที่ใช้เวลา 10 ปี, Facebook 4 ปีครึ่ง, Instagram 2 ปีครึ่ง และแชมป์เก่า TikTok 9 เดือน

 

หลังจากนั้นเทรนด์การใช้ GenAI ก็ระเบิดในหมู่มวลมนุษยชาติ กลายเป็น ‘ของมันต้องมี’ สำหรับทุกคน

 

ความท้าทายที่ตามมาติดๆ ก็คือความไม่เท่าเทียมทางด้านดิจิทัล (Digital Divide) ก็จะยิ่งเปิดกว้างมากขึ้น ด้วยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี GenAI, 5G, IoT, Blockchain และ Edge Cloud Computing ส่วนจะกว้างขึ้นหรือลดลงก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ว่ามีความจริงจังในเรื่อง Corporate Sustainability กันมากแค่ไหน

 

อย่างที่ AIS NEXT ได้เคยชี้ให้เห็นว่าท้ายที่สุดแล้ว Deep Tech จะกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนเข้าถึงได้โดยง่าย และกลายเป็น Standard Tech ที่มีทั้งความท้าทายและโอกาส ดังนั้นขอนำทุกท่านมอง Tech Trend ที่ต้องจับตามองในปี 2024 เพื่อหาคำตอบในการใช้ชีวิตของเราไปด้วยกันครับ

 

Flatten Metaverse

คาดการณ์กันว่าภายในสิ้นปี 2024 จะมีจำนวนอุปกรณ์ IoT ราวสองแสนล้านชิ้น นอกเหนือไปจากโทรศัพท์พกพาและคอมพิวเตอร์ แต่การเติบโตเหล่านี้มันซ่อนอยู่ในอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของเล่น เครื่องใช้ในครัวเรือน หรือแม้แต่แปรงสีฟัน ซึ่งอุปกรณ์เหล่านั้นต่างเก็บข้อมูลผู้ใช้งานและถูกสั่งการด้วย AI Model ที่มีแนวโน้มจะไปอยู่ตามขอบ (On-Device & Edge Computing: การประมวลผลข้อมูลให้แสดงผลเร็วใกล้เคียงกับความเร็วของเครือข่ายมากที่สุด) กันมากขึ้น หมายความว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ลูกค้าใช้จะมี Intelligence ฝังอยู่เลย เพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องเชื่อมต่อกับ Public Cloud ทุกครั้งไป ซึ่ง AI เหล่านั้นจะสามารถถูกสั่งการหรือปรับแต่งให้ดีขึ้นจาก Cloud Computing ขนาดใหญ่ โดยใช้การเชื่อมต่อที่มีความไวและเสถียรภาพอย่าง 5G

 

ทว่าความฉลาดเหล่านี้ยังคงอยู่ในขอบเขตของบริษัทต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็น Data Controller ในขณะที่ผู้คนเริ่มตระหนักเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยควบคู่ไปกับเสรีภาพในการจับจ่ายใช้สอย กำแพงที่ ‘เตี้ย’ ลงของบริษัทต่างๆ จะทำให้มีการพัฒนา Protocol ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสินค้าและบริการผ่าน Blockchain ให้เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม เหมือนดังว่า (ข้อมูล) ผู้ใช้งานได้เดินทางจาก Verse (บริษัท) หนึ่งไปยังอีก Verse หนึ่ง นี่จะยิ่งทำให้ความฉลาดรู้ของ IoT และ Multiverse มีเพิ่มมากยิ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว

 

แน่นอนว่าการตรวจจับและป้องกันภัยทางด้าน Cyber การจดจำผู้ใช้งานด้วยอัตลักษณ์ การเข้ารหัสและตรวจจับความผิดปกติของพฤติกรรมต่างๆ จะตกเป็นหน้าที่ของ AI อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ในส่วนที่เป็นอุปกรณ์ของผู้ใช้งานที่เคยถูกทำให้เข้าใจโดย Meta ว่า Metaverse จะมาในรูปแบบของ VR/AR นั้นก็จะถูกทำให้ ‘แบน’ ลง กล่าวคือมีการใช้ Metaverse ในรูปแบบ 2D หรือ IoT มากขึ้น ซึ่งการเตรียมออกตัวของ Apple Vision Pro นั้นเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองว่ามนุษย์จะยอมรับ Interface ใหม่แบบนี้หรือไม่

 

My Data, My Oil

ผู้คนจำนวนมากจะเริ่มตระหนักถึงความฉลาดของ AI ว่ามาจากข้อมูลจำนวนมหาศาล และข้อมูลเหล่านั้นก็มาจากตัวผู้ใช้งานเทคโนโลยี Connectivity, IoT และ Cloud นั่นเอง ดังนั้นความสะดวกสบายที่ผู้ให้บริการมอบให้ผู้ใช้งานจะถูกแฝงไปด้วยการขอใช้ข้อมูลผู้ใช้งานเพื่อการพัฒนาสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่การเอาข้อมูลไปพัฒนา AI Model เพื่อการอื่นด้วย ก็เป็นสิ่งที่ตรวจสอบได้ยาก และดูจะไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้งานมากนัก

 

ดังนั้นการร้องขอความมีส่วนร่วมในการใช้ข้อมูลของผู้ใช้งานจะถูกเรียกร้องมากขึ้น ความพยายามดังกล่าวจะปรากฏในเทคโนโลยีอย่าง Metaverse และ Web 3.0 กล่าวคือข้อมูลของผู้ใช้งานจะเป็นเสมือนน้ำมันดิบที่รอการกลั่น ผู้ให้บริการจะนำไปใช้ได้ก็ต่อเมื่อคุณประโยชน์ที่จะได้รับในการแลกเปลี่ยนนั้นคุ้มค่าแก่ผู้ใช้งาน และสิทธิในการถูกทำให้ลืมข้อมูลนั้นได้จะกลับมาเป็นของผู้ใช้งานอีกครั้ง

 

Good Questioners Required!

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีตามกฎของมัวร์ (Moore’s Law) และระบบทุนนิยม (Capitalism) ต่างผลักดันให้โลกนี้รุดหน้าทั้งในทางบวกและลบ การพัฒนา GPT-3 นั้นใช้จำนวนข้อมูลถึง 45 Terabytes (45 ล้านล้านคำ) โดยมี 175,000 ล้านตัวแปรในการสร้างความฉลาดของมัน ส่วนทางด้านจีน Wu Dao 2.0 มีการพัฒนา GenAI โดยมีถึง 1.75 ล้านล้านตัวแปร และล่าสุดสำหรับ GPT-4 น่าจะมีความสามารถที่เหนือกว่า โดยอาจจะมีจำนวนตัวแปรอยู่ระหว่าง 1.76-176 ล้านล้านตัวแปรกันเลยทีเดียว!

 

ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่ไม่มีทางที่จะมีขนาดงบประมาณที่จะลงทุนใน Data Center หรือ Cloud Computing ได้มากขนาดที่จะมาสร้าง AI Model กันใหม่จากศูนย์ (Build From Scratch) ดังนั้นองค์กรต่างๆ คงต้องใช้ GenAI เหล่านี้ในการนำมาพัฒนาต่อยอดเพิ่มเติมเพื่อจะปรับให้เข้ากับบริบทขององค์กรเหล่านั้นเอง

 

ที่สำคัญพนักงานในองค์กรเหล่านั้นจะต้องเรียนรู้ในการใช้ GenAI ผ่านการตั้งชุดคำถามที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจไว้ และมีโอกาสที่จะสร้างรายได้จากการขายชุดคำถามเหล่านี้หากองค์กรนั้นมีแนวโน้มที่จะนำ AI ที่ปรับแต่งแล้วมาเป็นบริการให้แก่ผู้ใช้งาน

 

ความสามารถที่น่าเหลือเชื่อของ GenAI การเชื่อมต่อกับระบบ IoT และ Protocol กลางในการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันต่างๆ เหล่านี้เองที่ทำให้ความต้องการของการพัฒนาระบบ IT ขององค์กรกำลังจะถูก Disrupt ถึงขนาดมีการกล่าวกันว่าภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม (Programming Language) ที่ดีที่สุดอาจจะเป็นภาษาอังกฤษและภาษาจีน แทนที่จะเป็นภาษาอย่าง JavaScript, Golang, Python และอื่นๆ ด้วยซ้ำไป!

 

Being Used or Be Using

จริงอยู่ที่ว่า GenAI เป็นผลลัพธ์มาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของ Chipset, Connectivity, IoT, Cloud, Big Data, AI/ML นั้นจะมีส่วนช่วยให้สังคมน่าอยู่ขึ้น พร้อมกับช่วยให้คนเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว งานที่ใช้เวลาและน่าเบื่อสามารถให้ AI ทำงานแทนได้ ริเริ่มในการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ นับเป็นการลดความเหลื่อมล้ำของความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงการที่ AI ช่วยวิเคราะห์โรคและคิดตัวยาใหม่ๆ ได้ AI สามารถลดกำแพงในการสื่อสารข้ามเผ่าพันธุ์ได้ด้วยการแปลภาษา พร้อมกับการลดต้นทุนในการผลิตและการขนส่งลง ซึ่งจะเป็นบวกกับการลดปัญหาก๊าซเรือนกระจก

 

แต่ในทางกลับกัน หากสังคมยังมีปัญหาการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ไม่เท่าเทียม หรือแม้แต่เข้าถึงได้แต่รู้ไม่เท่าทันเทคโนโลยี ก็จะสร้างปัญหาทางสังคมที่มากยิ่งขึ้นไปอีก สำหรับผู้คนที่เข้าถึงเทคโนโลยีคงต้องใช้มันอย่างมีสติ เริ่มตั้งแต่การตระหนักรู้ว่าถึงอย่างไร GenAI ก็ถูกสร้างจากคนที่อาจจะมีทัศนคติที่ไม่ตรงกับบริบทของเรา การสร้าง AI โดยปราศจากอคติและเน้นที่ความหลากหลาย (Diversity) นั้นจึงยังคงท้าทาย ยิ่งจำนวนตัวแปรในการสร้าง GenAI เหล่านี้มีมากเท่าไร ความสามารถในการอธิบายพฤติกรรมของมัน (Explainable AI) แทบจะเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นการตระหนักรู้นี้จึงสำคัญ และอย่าลืมว่าหากเครื่องมือ GenAI ไปตกในมือผู้ไม่หวังดี มันจะถูกใช้เป็นเครื่องมือแห่งการหลอกลวงผู้คนให้หลงผิดได้อีกมาก

 

ดังนั้นมนุษย์ต้องมีการพัฒนาตัวเอง เพราะหากใช้แต่ GenAI ในการหาคำตอบโดยปราศจากการวิเคราะห์ต่อยอดแล้ว มันจะทำให้เราขาดการฝึกฝนพัฒนาทักษะเรื่อง Critical Thinking และ Problem Solving ผู้ใช้งานจึงต้องใช้งาน GenAI แบบไม่ขี้เกียจ อย่ารีบที่จะเชื่อผลลัพธ์อันรวดเร็วของมัน เพราะเป็นที่คาดการณ์ว่า 800 ล้านคนจะถูกทดแทนด้วย AI ดังนั้นเราจึงต้องฝึกการปรับใช้ AI ให้เป็นเครื่องมือที่จะพัฒนาผลงานของเรา ไม่ใช่ให้ AI มาใช้เราเป็นผลงานของมัน

 

สำหรับคนที่เข้าไม่ถึงหรือไม่อยากปรับตัว ก็จะต้องสร้างงานที่ใช้ทักษะทางกายภาพแบบที่ AI ยังมาทดแทนไม่ได้ให้หลากหลายมากขึ้น เช่น การเล่นกีฬาเป็นอาชีพ, วิชาชีพกายภาพบำบัดจัดกระดูก, งานพยาบาล, งานศิลปะจากงานก่อสร้าง, งานออกแบบท่าเต้น, งานช่างไม้, งานไฟฟ้า, งานปูน, งานประปา และอื่นๆ ที่จะเป็นความมั่นคงในการทำงาน (Job Security) ใหม่ในยุคนี้ เพราะคงอีกนานกว่าที่ GenAI จะสามารถเอาชนะความท้าทายด้านกายภาพดังกล่าวข้างต้นได้ อย่างไรก็ตาม ควรฝึกใช้ AI เป็นเครื่องมือยกระดับทักษะทางกายภาพไปด้วยพร้อมๆ กันก็จะดีที่สุด

 

Awaken Frogs, Hopefully!

การประกาศภาวะโลกเดือดของ UN เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมาว่าโลกร้อนที่สุดในรอบ 120,000 ปีนั้นได้สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ความปรารถนาในการแก้ไขปัญหานี้ในระดับปัจเจกบุคคลจะเริ่มผุดโผล่ขึ้นมาในองค์กรต่างๆ มากขึ้น กลยุทธ์ทางด้านความยั่งยืนและการนำกลับมาใช้ใหม่จะเริ่มถูกแฝงเข้าไปส่วนหลักของการผลิตและการบริการ เทคโนโลยี IoT และ Blockchain จะถูกนำไปใช้เพื่อตรวจวัดความมีประสิทธิภาพของอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวอาคาร, การจัดเก็บสินค้า, การกระจายสินค้า, การขนส่งสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการติดตาม

 

การนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) กลับมาตกแต่งใหม่ (Refurbish) การกลับมาผลิตใหม่ (Remanufacturer) และการนำไปทำเป็นวัตถุดิบ (Recycling) ในรูปแบบใหม่ 1 ใน 3 ของผู้บริโภคจะมีการตื่นตัวในเรื่องนี้ และมีการตัดสินใจเลือกใช้สินค้าและบริการที่มีการใช้แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มากขึ้น เทคโนโลยีทาง Digital Token ที่สามารถถูกใช้งานในโลกหลายๆ Verse ได้นั้นจะมีส่วนเสริมในการสร้างความมีส่วนร่วมแก่ผู้ใช้งาน

 

นี่คือ Tech Trend 2024 ผ่านเลนส์ของทีม AIS NEXT สิ่งสำคัญที่สุดคือ Being Used หรือ Be Using เพราะไม่เช่นนั้นมวลมนุษยชาติอาจจะกลายเป็นประชากรชั้นล่างที่โดน AI และ Deep Tech ทั้งหลายครอบงำในฐานะชนชั้นปกครองก็ได้ ทั้งหมดอยู่ที่ตัวเราครับ

The post ปี 2024 ยุคทอง GenAI ทำอย่างไรให้มนุษย์เป็นนาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Improbable บริษัทด้านเมตาเวิร์สใต้ปีก SoftBank ขายบริษัทเกม MPG ให้กับ Keywords Studio ไปมูลค่ากว่า 3.3 พันล้านบาท https://thestandard.co/metaverse-firm-improbable-sells-gaming-unit/ Tue, 19 Dec 2023 01:49:08 +0000 https://thestandard.co/?p=878307 SoftBank

Improbable บริษัทด้านเมตาเวิร์สภายใต้การสนับสนุนของ Sof […]

The post Improbable บริษัทด้านเมตาเวิร์สใต้ปีก SoftBank ขายบริษัทเกม MPG ให้กับ Keywords Studio ไปมูลค่ากว่า 3.3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
SoftBank

Improbable บริษัทด้านเมตาเวิร์สภายใต้การสนับสนุนของ SoftBank ขายบริษัทด้านบริการสำหรับเกม The Multiplayer Group ให้กับ Keywords Studio ไปมูลค่ากว่า 3.3 พันล้านบาท

 

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 ธันวาคม) Improbable บริษัทด้านเมตาเวิร์สสัญชาติอังกฤษ ที่ได้รับการลงทุนจาก SoftBank ได้ขาย The Multiplayer Group (MPG) บริษัทด้านบริการเกมหลายบุคคล (Multiplayer Games Services) ไปให้กับ Keywords Studios บริษัทพัฒนาเกมสัญชาติไอร์แลนด์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน เป็นมูลค่าถึง 97 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.3 พันล้านบาท

 

ซึ่งทาง Herman Narula ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Improbable กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ว่า การทำธุรกรรมควบรวมในครั้งนี้เป็นกลยุทธ์ในทาง ‘Venture Builder’ (การปั้นสตาร์ทอัพขึ้นมาแล้วขยายกิจการ) โดยการเข้าลงทุนหรือพัฒนาบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมเกมหรือเมตาเวิร์สแล้วเลือกขยายกิจการหรือขายกิจการในภายหลัง

 

โดย Keywords Studio เน้นการสร้างเกมสำหรับนักพัฒนาที่เป็นบุคคลที่ 3 และมีสตูดิโอเกมกว่า 70 แห่งทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศส, เม็กซิโก และสเปน เป็นต้น

 

แม้ในปีนี้ (2023) หุ้นของบริษัท Keywords Studio จะปรับตัวลงมากว่า 49% นับจากต้นปี (YTD) แต่กลับเป็นปีที่มีการเข้าซื้อกิจการต่างๆ มากมาย โดยคาดว่าปิดดีลไปแล้วมูลกว่า 100 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.5 พันล้านบาท ทำให้บริษัทจากที่มีเงินสดสุทธิในช่วงสิ้นปี 2022 กลายเป็นมีหนี้สุทธิ 12.4 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 434 ล้านบาท ในช่วงเดือนสิงหาคม

 

ทั้งนี้ ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กำไรของ Keywords Studio ยังลดลงกว่า 40% จากปีก่อนหน้า แต่บริษัทกล่าวว่า การเข้าซื้อ MPG จะทำให้บริษัทกลับมาสร้างการเติบโตของรายได้เป็นตัวเลขสองหลักในปี 2024 ได้

 

ขณะที่ MPG หรือ The Multiplayer Group ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2018 และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเกมดังอย่าง Fallout 76 หรือ Medal of Honor: Above and Beyond เป็นต้น ก่อนที่จะถูก Improbable เข้าซื้อในปี 2019 แล้วก็เติบโตอย่างรวดเร็วนับแต่นั้นมา โดยมีพนักงานเพิ่มกว่า 6 เท่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จนแตะระดับ 360 คน ในขณะที่มูลค่า ณ ปัจจุบันก็เติบโตมากกว่าเท่าตัว จากตอนที่ Improbable ซื้อที่มูลค่าเพียง 32 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1 พันล้านบาทเท่านั้นเอง

 

แต่ถึงอย่างนั้น MPG ก็เผชิญกับปัญหาบางประการเช่นกัน โดยหลายเกมที่สร้างบน SpatialOS Technology ของ MPG ก็ถูกยกเลิกอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา

 

ทาง MPG ก็ได้พัฒนา Morpheus ขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท และออกแบบสำหรับการใช้ในสเกลผู้เล่นหลายคน (Multiplayers) ขนาดใหญ่ได้ ซึ่งมีการนำไปใช้ใน Virtual Major League Baseball Games และ Otherside เกมด้านเมตาเวิร์สที่พัฒนาร่วมกับ Yuga Labs เป็นต้น

 

ในขณะที่ฝั่งของ Improbable เองก็เคยถูกประเมินมูลค่าบริษัทไว้สูงถึง 3.4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท ณ เดือนตุลาคม 2022 ซึ่งได้ระดมทุนจาก SoftBank และ Andreessen Horowitz ไปพอสมควร ท่ามกลางกระแส Web 3.0 ก่อนที่จะมีการปลดพนักงานออกเป็นจำนวนมากในเวลาต่อมา ทั้งยังมีกำไรที่ลดลงกว่า 85% จากปี 2021 เหลือเพียง 20 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 700 ล้านบาท ในปี 2022

 

ซึ่งในปี 2023 บริษัท Improbable จึงได้วางตัวเองเป็นบริษัทที่มีการนำ AI (Artificial Intelligence) มาใช้ และมองว่าจะสามารถช่วยลดต้นทุนการทำงานได้

 

Herman ยังประเมินต่อไปว่า โลกเมตาเวิร์สจะมีการเปลี่ยนผ่านจาก Centralized Gaming อย่าง Roblox หรือ Fortnite ไปสู่การเป็น Decentralized ในแบบที่มีความกระจายศูนย์และผู้เล่นมีความเป็นเจ้าของในการสร้างธุรกิจมากขึ้นในช่วงปีหน้า

 

ไม่เพียงเท่านั้น Improbable ยังมีแผนที่จะขยายพาร์ตเนอร์ของ MSquared ให้มากขึ้น และเพิ่มการจัดเมตาเวิร์สในสเกลขนาดใหญ่จากระดับ 27 งาน ในปี 2022 และ 30 งาน ในปี 2023 สู่ 300 งาน ในปี 2024 อีกเช่นกัน

 

อ้างอิง:

The post Improbable บริษัทด้านเมตาเวิร์สใต้ปีก SoftBank ขายบริษัทเกม MPG ให้กับ Keywords Studio ไปมูลค่ากว่า 3.3 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิชาการด้านกฎหมายชี้ งดเก็บภาษีในโลก Metaverse อาจทำให้เกิดหายนะทางการคลังครั้งใหญ่ https://thestandard.co/metaverse-world-tax-exemption/ Tue, 12 Sep 2023 02:00:28 +0000 https://thestandard.co/?p=840473 Metaverse

นักวิชาการด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดชี้ว่า การหล […]

The post นักวิชาการด้านกฎหมายชี้ งดเก็บภาษีในโลก Metaverse อาจทำให้เกิดหายนะทางการคลังครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Metaverse

นักวิชาการด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดชี้ว่า การหลีกเลี่ยงภาษีในโลกเสมือนดิจิทัล Metaverse อาจทำให้เกิดหายนะทางการคลังครั้งใหญ่ และชี้ว่า รัฐบาลควรกำหนดภาษีของรายได้จาก Metaverse โดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นสวรรค์ทางภาษี (Tax Haven) สำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางการเงิน

 

แหล่งหนีภาษีแห่งใหม่ในโลก Metaverse

 

คริสติน คิม นักวิชาการด้านกฎหมายของฮาร์วาร์ด ได้ตีพิมพ์บทความวิจัย Taxing the Metaverse เกี่ยวกับการเก็บภาษี Metaverse และเผยว่า นี่จะเป็นการทดลองนโยบายใหม่ที่ล้ำสมัย 

 

คิมกล่าวว่า Metaverse เป็นโลกเสมือนที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถสร้างความมั่งคั่ง ซื้อ-ขาย และประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ได้ภายในระบบนิเวศของตน แต่ภาคส่วนนี้ควรได้รับการกำกับดูแลภายใต้การเก็บภาษี เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งการขาดกฎระเบียบการเก็บภาษีที่ชัดเจนอาจทำให้เกิดหายนะทางการคลัง รวมถึงดินแดนทางภาษีใหม่ (Tax Haven) สำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงภาษี 

 

Metaverse มีความแตกต่างจากระบบนิเวศทางการเงินแบบดั้งเดิม ในเรื่องความสามารถของตัวมันเองในการบันทึกปฏิสัมพันธ์ทางดิจิทัล ซึ่งสิ่งนี้ควรจะให้อำนาจแก่รัฐบาลในการจัดเก็บภาษีกับผู้ที่ได้รับรายได้ แม้ว่าแนวคิดการเก็บภาษีในโลกเสมือนจะดูเกินจริง เนื่องจากการบังคับใช้กฎหมายจริงมีความซับซ้อน แต่สิ่งนี้จะทำให้ Metaverse ได้ทดลองกฎหมายทางการเงินและกฎหมายที่เกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ๆ 

 

ในขณะที่ Metaverse ยังคงพัฒนาและเติบโตต่อไป ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการเงินก็ต้องก้าวตามให้ทัน เพื่อให้แน่ใจว่าโลกเสมือนดิจิทัลนี้จะไม่กลายเป็นสวรรค์สำหรับการกระทำผิดทางการเงินด้วยเช่นกัน

 

สหรัฐฯ เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัล

 

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงการคลังและหน่วยงานจัดเก็บภาษีอากรของสหรัฐอเมริกา (IRS) ได้เปิดเผยกฎระเบียบสำหรับการขายและการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีขึ้นเพื่อปราบปรามผู้ที่หลีกเลี่ยงภาษีและการปฏิบัติตามข้อกำหนดในการรายงานเพิ่มเติมสำหรับโบรกเกอร์ กฎหมายนี้จะเปิดให้สาธารณชนแสดงความคิดเห็นได้จนถึงวันที่ 30 ตุลาคมนี้

 

ก่อนหน้านั้นกรมสรรพากรได้เปิดให้สาธารณชนให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีเก็บภาษี Non-Fungible Tokens (NFTs) ว่าควรจัดอยู่ในประเภทของสะสมหรือไม่ สิ่งนี้อาจทำให้นักลงทุนระยะยาวต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น 28% เมื่อเทียบกับมาตรฐาน 20% อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการประกาศเพิ่มเติมอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

อ้างอิง:

The post นักวิชาการด้านกฎหมายชี้ งดเก็บภาษีในโลก Metaverse อาจทำให้เกิดหายนะทางการคลังครั้งใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bain & Company คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรวม Metaverse จะแตะ 9 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 แม้กระแสจะซาลงไปแล้วก็ตาม https://thestandard.co/bain-company-expect-metaverse-market-value/ Thu, 17 Aug 2023 02:11:23 +0000 https://thestandard.co/?p=830175 Bain & Company

Bain & Company บริษัทที่ปรึกษา Top 3 ของโลก คาดการณ […]

The post Bain & Company คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรวม Metaverse จะแตะ 9 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 แม้กระแสจะซาลงไปแล้วก็ตาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bain & Company

Bain & Company บริษัทที่ปรึกษา Top 3 ของโลก คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรวมของ Metaverse จะแตะ 9 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 แม้กระแสความเห่อในตลาดจะซาลงไปก็ตาม

 

รายงานของ Bain & Company บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรวมของ Metaverse จะพุ่งแตะ 9 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 30 ล้านล้านบาท ภายในปี 2030 แม้กระแสความเห่อในตลาดดังกล่าวจะตกลงไปก็ตาม

 

แต่ทั้งนี้ Bain มองอีกว่าเทคโนโลยี Metaverse อาจจะยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น (Early Stage Development) ไปอีก 5-10 ปี ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าช่วงที่เคยเป็นกระแสในช่วงก่อนหน้านี้

 

โดยการคาดการณ์ดังกล่าวมองว่า Virtual Experience (โลกจำลอง) จะมีมูลค่าตลาด 65% ของมูลค่ารวมใน Metaverse ทั้งหมดภายในปี 2030 โดยที่สามารถเห็นได้ชัดคือคู่แข่งในตลาด ณ ขณะนี้เป็นแพลตฟอร์ม Roblox และ Fortnite ในขณะที่ด้านฟิตเนสและความบันเทิงจะเติบโตในระยะกลาง

 

และส่วนแบ่งทางการตลาดที่เหลืออีก 35% ถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะเหลือไว้สำหรับเทคโนโลยีที่จะทำให้ Metaverse สร้างประสบการณ์ที่มีความสมจริงมากที่สุด ซึ่งจะนำหน้าตลาด App Store และระบบปฏิบัติการ, Devices, Computing and Infrastructure และเครื่องมือสร้างเนื้อหา ที่จะมีส่วนแบ่งเพียงแค่ 10%,10%,10% และ 5% ตามลำดับ

 

รายงานชี้ว่า เทคโนโลยี Metaverse จะไม่ใช่แพลตฟอร์มที่ดำเนินไปแบบแยกส่วนอย่างที่เกิดขึ้นกับเทคโนโลยีอื่นๆ หากแต่จะเป็นเทคโนโลยีที่หลายแพลตฟอร์มมาดำเนินไปร่วมกัน ซึ่งบริษัทจะสามารถนำข้อมูลภายใต้แพลตฟอร์มเหล่านี้มาเป็นตัวเร่งรายได้ต่อไปในอนาคต

 

แม้ว่าในปีนี้ Metaverse จะได้รับผลกระทบจากบรรยากาศเศรษฐกิจที่ขัดสนมากขึ้น แต่เหล่านักการตลาดต่างก็ทดลองสร้างประสบการณ์ผ่านเทคโนโลยีดังกล่าวกันพอสมควร เช่น ความร่วมมือระหว่าง Nike และ Epic Games ที่สร้าง ‘Airphoria’ หรืออย่าง Fenty Beauty และ H&M ที่สร้างบน Roblox

 

อ้างอิง: 

The post Bain & Company คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดรวม Metaverse จะแตะ 9 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 แม้กระแสจะซาลงไปแล้วก็ตาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชวนสัมผัส AIS Youniverse of Inno Art นิทรรศการสุดล้ำที่หลอมรวมประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น เทคโนโลยีขั้นสูง และศิลปะแบบอินเตอร์แอ็กทีฟเข้าด้วยกัน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ais-youniverse-of-inno-art/ Fri, 14 Jul 2023 12:30:42 +0000 https://thestandard.co/?p=816615 AIS Youniverse of Inno Art

เรากำลังเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์มาบรรจบกันทุก […]

The post ชวนสัมผัส AIS Youniverse of Inno Art นิทรรศการสุดล้ำที่หลอมรวมประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น เทคโนโลยีขั้นสูง และศิลปะแบบอินเตอร์แอ็กทีฟเข้าด้วยกัน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
AIS Youniverse of Inno Art

เรากำลังเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์มาบรรจบกันทุกทาง ในขณะที่เราเปลี่ยนจากเตียงนอนไปเป็นที่ทำงาน ร้านกาแฟ และทุกที่ เทคโนโลยีดิจิทัลยังคงหล่อหลอมประสบการณ์ของเราที่มีต่อโลกใบนี้ และผู้ที่เป็นผู้นำในด้านนี้ของไทยคือ AIS

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีก่อน AIS ได้มองการณ์ไกลในการก้าวเข้าสู่โลกแห่ง Metaverse ในฐานะผู้บุกเบิกด้านไลฟ์สไตล์ดิจิทัล AIS รู้ถึงคุณค่าของการยอมรับเทรนด์ใหม่ๆ ที่สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับเทคโนโลยี

 

AIS Youniverse of Inno Art

 

กลายเป็นที่มาของการเปิดตัว Virtual Influencer คนแรกของประเทศไทย ‘น้องไอ ไอรีน’ เข้าสู่ AIS Family ในฐานะหญิงสาววัย 21 ปี น้องไอรีนมีความชัดเจนและมั่นใจในตนเอง สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลของ AIS ในฐานะ Virtual Brand Ambassador คนแรก ซึ่งได้เข้ามาทลายข้อจำกัดของมนุษย์ นำเสนอประสบการณ์เหนือระดับที่ผสานความเป็นจริงและโลกเสมือนจริง

 

และตอนนี้หลังจากประสบความสำเร็จกับกิจกรรมต่างๆ มากมาย น้องไอรีนก็ได้ไปร่วมกิจกรรม AIS Youniverse of Inno Art ที่ AIS Flagship Store Siam Center ชั้น 1 

 

นิทรรศการสุดล้ำดังกล่าวเป็นการหลอมรวมประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น เทคโนโลยีขั้นสูง และศิลปะแบบอินเตอร์แอ็กทีฟเข้าด้วยกัน เพื่อกำหนดนิยามใหม่ให้กับการมีส่วนร่วมของมนุษย์กับโลกดิจิทัล ซึ่งมาพร้อมกับ 3 โซนสุดล้ำที่ให้ทุกคนสามารถมาร่วมกิจกรรมได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

 

  1. Ailynn’s Portrait ครั้งแรกกับ AIS ที่พาพวกเราทุกคนเปิดประสบการณ์ภาพเสมือนจริงไปกับไอรีน Metaverse Human ที่ได้มาสวมบทบาทศิลปินนักวาดภาพ โดยทุกคนจะได้ทักทายพุดคุยกับน้องไอรีนผ่านจออินเตอร์แอ็กทีฟ

 

หลังจากนั้นน้องไอรีนก็จะนำเสนอการวาดภาพเสมือนจริงสุดพิเศษบน Digital Canvas ที่ไม่ได้เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะลูกค้า AIS เท่านั้น แต่ทุกคนสามารถเข้ามาสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยกัน 

 

AIS Youniverse of Inno Art AIS Youniverse of Inno Art

 

ง่ายๆ เพียงยืนบนแท่นสีเขียว โพสท่าสุดเก๋ที่ชื่นชอบ โพสค้างไว้ประมาณ 15 วินาที หลังจากนั้นจะสามารถดาวน์โหลดภาพวาดเสมือนจริงผ่าน OR Code เพื่อแชร์บนโซเชียลมีเดียได้เลย

 

  1. Into the Tunnel: อุโมงค์แห่ง Youniverse ซึ่งทุกคนที่เข้ามาจะได้รับประสบการณ์เหมือนก้าวเข้าสู่อีก Youniverse ด้วยกราฟิกสุดล้ำ

 

AIS Youniverse of Inno Art AIS Youniverse of Inno Art

 

  1. Mirror of Inno Art: สนุกไปกับ Youniverse ที่ไม่สิ้นสุดผ่านกระจกสะท้อนไฟที่พร้อมให้ทุกคนถ่ายภาพกัน

 

AIS Youniverse of Inno Art AIS Youniverse of Inno Art

 

ใครที่เป็นสายแฟชั่น สายอาร์ตจะต้องชอบประสบการณ์นี้อย่างแน่นอน ซึ่งปรากฏว่ามีคนที่สนใจกิจกรรมนี้อย่างล้นหลาม และไม่ได้มีเพียงคนไทยเท่านั้น แต่ยังมีชาวต่างชาติอีกด้วย แสดงให้เห็นถึงความดึงดูดใจของ AIS ในระดับโลก นับเป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการทำให้นวัตกรรมดิจิทัลเข้าถึงได้สำหรับทุกคนโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ

 

AIS Youniverse of Inno Art

 

ที่ผ่านมา AIS Flagship Store Siam Center เคยมีกิจกรรมอื่นๆ มาแล้ว เช่น DIY กับครีเอเตอร์ชื่อดังอย่าง TIMO & TINTIN และ New Year กิจกรรมเอาใจสายมูอย่าง AIS Youniverse of Luck ที่ร่วมกับนักทำนายดวงชื่อดังอย่าง Bird Eye View, Horo4You และพิเศษกับ DIY Handmade Accessories จาก Tiva Charm

 

AIS Youniverse of Inno Art

 

ภายในร้านยังมอบการคัดสรรสินค้าคุณภาพ อัปเดตสินค้าใหม่ๆ ที่ครบครัน หลากหลาย และตอบโจทย์ ตรงใจ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ IoT สุดล้ำ แก็ดเจ็ตสุดเจ๋งที่ไม่เหมือนใคร รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ อย่าง Sony Playstation 5 ก็มีให้จับจอง หรือกรอบรูปที่แสดงส่วนประกอบของ iPhone รุ่นแรก ที่เหมาะจะเป็นของสะสมสำหรับแฟนคลับตัวจริง

 

AIS Youniverse of Inno Art AIS Youniverse of Inno Art AIS Youniverse of Inno Art 

 

เหล่านี้สะท้อนภาพของ AIS ที่ได้เป็นผู้นำในการสร้างประสบการณ์ที่ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงเข้ากับชีวิตประจำวัน ด้วยการนำหน้าเทรนด์และขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างน้องไอรีนและ AIS Youniverse of Inno Art ซึ่ง AIS กำลังทำให้โลกเสมือนจริงกลายเป็นส่วนที่จับต้องได้ในชีวิตจริงของเรา

 

สามารถแวะมาสัมผัสประสบการณ์งานศิลปะแบบอินเตอร์แอ็กทีฟได้ที่หน้า AIS Flagship Store Siam Center ชั้น 1 ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 สิงหาคม 2566 นี้

The post ชวนสัมผัส AIS Youniverse of Inno Art นิทรรศการสุดล้ำที่หลอมรวมประสบการณ์อันน่าตื่นเต้น เทคโนโลยีขั้นสูง และศิลปะแบบอินเตอร์แอ็กทีฟเข้าด้วยกัน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
World Economic Forum เปิดโผ 10 อันดับเทคโนโลยีเกิดใหม่มาแรง! ประจำปี 2023 https://thestandard.co/wef-top-10-emerging-technologies/ Wed, 28 Jun 2023 06:41:05 +0000 https://thestandard.co/?p=808744 World Economic Forum

World Economic Forum เปิดตัวรายงาน ‘Top 10 Emerging Tec […]

The post World Economic Forum เปิดโผ 10 อันดับเทคโนโลยีเกิดใหม่มาแรง! ประจำปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
World Economic Forum

World Economic Forum เปิดตัวรายงาน ‘Top 10 Emerging Technologies’ ประจำปี 2023 โดยนำเสนอ 10 เทคโนโลยีใหม่ที่น่าจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคม ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ได้แก่

 

1. แบตเตอรี่แบบยืดหยุ่นได้ (Flexible Batteries)

ในอนาคตของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ กำลังจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เห็นได้จากพัฒนาการอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์สวมใส่ต่างๆ, หน้าจอคอมพิวเตอร์พับได้, สมาร์ทโฟนพับได้ ไปจนถึง Smart Clothing

 

ดังนั้น อุปกรณ์เหล่านั้นจึงต้องการแหล่งพลังงานที่ยืดหยุ่นได้เช่นกัน ทำให้แบตเตอรี่แบบแข็งปัจจุบันอาจกลายเป็นอดีตไปในไม่ช้า และถูกแทนที่ด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งทำจากวัสดุน้ำหนักเบา บาง สามารถบิด งอ หรือยืดหยุ่นได้ง่าย

 

โดยมีวิจัยประเมินว่า มูลค่าตลาดแบตเตอรี่แบบยืดหยุ่นทั่วโลกจะขยายตัวอีก 240.47 ล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 2022-2027 โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีที่ราว 22.79% ในช่วงเวลาดังกล่าว

 

ปัจจุบันหลายบริษัทกำลังพัฒนาและจำหน่ายเทคโนโลยีดังกล่าว เช่น LG Chem, Samsung SDI, Apple, Nokia, Front Edge Technology และ STMicroelectronics นอกจากนี้ ผู้เล่นรายใหม่ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ตามการพัฒนาของเทคโนโลยี

 

2. Generative AI

สำหรับปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการ ‘สร้างใหม่’ จากชุดข้อมูลที่มีอยู่ด้วยอัลกอริทึม หรือ Generative AI กำลังเป็นอีกเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ เนื่องจากการปรากฏตัวของ ChatGPT และถูกนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่างๆ 

 

3. เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel)

เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เป็นอีกเทคโนโลยีที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ท่ามกลางกระแสการคมนาคมสีเขียว ซึ่งรวมไปถึงความนิยมการใช้รถ EV ทำให้หลายฝ่ายเห็นความจำเป็นของ SAF มากขึ้นในฐานะเชื้อเพลิงที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 2-3% ของการปล่อยทั่วโลกในแต่ละปี

 

รายงานยังระบุว่า แม้ปัจจุบัน SAF จะถูกใช้ในสัดส่วนไม่ถึง 1% ของความต้องการเชื้อเพลิงเครื่องบินทั่วโลก แต่สัดส่วนดังกล่าวจำเป็นจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 13-15% ภายในปี 2040 เพื่อให้อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยสถานการณ์น่าจะกำลังดีขึ้น เนื่องจากการสร้างโรงงานผลิตของ SAF ที่เพิ่มขึ้น

 

4. Designer Phages

สำหรับเฟจ (Phages) ซึ่งมีความหมายในภาษาละตินว่า นักกินแบคทีเรียนั้น เป็นหนึ่งในไวรัสที่เลือกทำลายแบคทีเรียบางชนิดในร่างกายของมนุษย์เพื่อรักษาโรคได้ เป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนศัตรูให้พันธมิตร

 

สำหรับตัวอย่างของ Designer Phages หรือเฟจที่สามารถกำหนดเป้าหมายได้  ได้แก่ การรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับไมโครไบโอม (Microbiome) เช่น กลุ่มอาการฮีโมไลติกยูรีมิก (Hemolytic Uremic Syndrome: HUS) ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ยาก แต่ร้ายแรง ซึ่งส่งผลต่อไตและการแข็งตัวของเลือด ซึ่งเกิดจากเชื้ออีโคไลบางชนิด

 

5. Metaverse เพื่อสุขภาพจิต (Metaverse for Mental Health)

Metaverse หรือโลกเสมือนที่เปิดให้ผู้คนเข้าไปทำกิจกรรมหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน ผ่านการใช้เทคโนโลยี AR และ VR มีแนวโน้มที่จะถูกใช้ประโยชน์เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ มากขึ้น โดยในรายงานของ WEF ระบุว่า Metaverse จะช่วยต่อสู้กับวิกฤตสุขภาพจิตที่กำลังเป็นปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ได้

 

ปัจจุบัน Metaverse กำลังถูกนำไปใช้ในการรักษาสุขภาพจิตในหลายวิธี ไม่เพียงแต่เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยผ่านการรักษาทางไกลเท่านั้น ตัวอย่างเช่น บริษัท DeepWell Therapeutics ที่สร้างวิดีโอเกมเพื่อรักษาอาการซึมเศร้าและความวิตกกังวล และบริษัท TRIPP ซึ่งสร้าง ‘Mindful Metaverse’ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนผ่านการเจริญสติ (Mindfulness) และการทำสมาธิ (Meditation) เป็นต้น

 

6. เซ็นเซอร์ติดพืช (Wearable Plant Sensors)

ตามรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า การผลิตอาหารของโลกจะต้องเพิ่มขึ้น 70% เพื่อเลี้ยงประชากรทั้งโลกให้เพียงพอ ภายในปี 2050 ดังนั้น นวัตกรรมทางเทคโนโลยีด้านการเกษตรจะเป็นก้าวสำคัญในการเสริมความแกร่งด้านความมั่นคงด้านอาหารของโลก

 

โดยเฉพาะเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ติดพืช (Wearable Plant Sensors) ซึ่งกำลังกลายเป็นวิธีตรวจสอบสุขภาพและคุณภาพของพืชที่ง่ายดายและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้สุขภาพของพืชผลต่างๆ ดีขึ้น และมีผลผลิตมากขึ้น

 

โดยเซ็นเซอร์เหล่านี้จะเป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ไม่รบกวนพืช และสามารถติดเข้ากับพืชต่างๆ เพื่อการตรวจสอบอุณหภูมิ ความชื้น และระดับสารอาหารได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรควบคุมการใช้น้ำ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และตรวจหาสัญญาณเริ่มต้นของโรคได้ดีขึ้น

 

7. Spatial Omics

ทั้งนี้ โอมิกส์ (Omics) คือการศึกษาสิ่งมีชีวิตแบบองค์รวม หรือการศึกษาสิ่งมีชีวิตแบบทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับสารพันธุกรรม (DNA), กระบวนการคัดลอกรหัสสารพันธุกรรม (RNA), การแปลรหัสพันธุกรรมออกมาเป็นโปรตีน และการศึกษาไปจนถึงระดับสารชีวเคมี สารชีวโมเลกุล และสารเมตาบอไลท์ (Metabolite) ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต

 

ดังนั้น Spatial Omics จึงอาจให้คำตอบแก่นักวิจัยได้เพิ่มขึ้น ด้วยการรวมเทคนิค ‘การถ่ายภาพขั้นสูง’ เข้ากับความเฉพาะเจาะจงและความละเอียดของการจัดลำดับ DNA วิธีการที่เกิดขึ้นใหม่นี้ช่วยทำให้นักวิจัยค้นพบความลึกลับของสิ่งมีชีวิตได้มากขึ้น และดูรายละเอียดเซลล์ และเหตุการณ์ทางชีววิทยาที่ไม่สามารถสังเกตได้ก่อนหน้านี้ในรายละเอียดที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

8. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สื่อระบบประสาทแบบยืดหยุ่นได้ (Flexible Neural Electronics)

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีการสื่อสารระหว่างคลื่นสมองและคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ภายนอกอื่นๆ หรือ Brain-Machine Interfaces (BMI) เป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ และถูกนำมาใช้ในหลายกรณี เช่น การรักษาผู้ป่วยโรคลมบ้าหมู และแขนขาเทียมที่เชื่อมต่อกับระบบประสาท ทำให้เกิดการจินตนาการเกี่ยวกับศักยภาพในการควบคุมเครื่องจักรด้วยความคิดมากขึ้นเรื่อยๆ

 

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดังกล่าวยังมีความท้าทาย ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ต่างๆ ที่ทำจากวัสดุแข็ง โดยสิ่งเหล่านี้ยังทำให้เกิดแผลเป็นในระยะยาว และทำให้ผู้ใช้รู้สึกไม่สบายอย่างมาก เนื่องจากอุปกรณ์นั้นๆ ไม่สามารถงอหรือปรับให้เข้ากับการเคลื่อนไหวของสมองได้อย่างยืดหยุ่น

 

แต่เมื่อเร็วๆ นี้ นักวิจัยได้พัฒนาวงจรเชื่อมต่อสมองบนวัสดุที่เข้ากันได้ทางชีวภาพ ซึ่งมีความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น เพื่อลดการเกิดแผลเป็นและการเคลื่อนตัวของเซ็นเซอร์ นอกจากนี้ยังสามารถบรรจุเซ็นเซอร์ได้มากพอที่จะกระตุ้นเซลล์สมองหลายล้านเซลล์ในคราวเดียว ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าแบบแข็งอย่างมาก

 

9. คลาวด์คอมพิวติ้งแบบยั่งยืน (Sustainable Computing)

ขณะที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายลง มนุษย์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็กำลังพึ่งพาข้อมูลมากขึ้น ทำให้การใช้พลังงานไฟฟ้าและการปล่อยความร้อนของศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับเทคโนโลยี Cloud Computing มากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการขยายตัวของ Metaverse, AI และอื่นๆ 

 

อย่างไรก็ตาม WEF คาดว่า ในทศวรรษหน้า ศูนย์ข้อมูลที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ และ Sustainable Computing น่าจะมีความก้าวหน้าอย่างมาก

 

10. การดูแลสุขภาพที่ใช้ AI (AI-Facilitated Healthcare)

การระบาดของโควิด-19 เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างระบบสาธารณสุขที่น่าเชื่อถือมากขึ้น ทำให้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นหนึ่งแนวทางสำคัญในการจัดการกับความท้าทายต่างๆ เช่น ความล่าช้าที่ผู้ป่วยจำนวนมากประสบ เมื่อพยายามเข้ารับการรักษาพยาบาลผ่านระบบ

 

ตัวอย่างเช่น บริษัท Medical Confidence ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ CloudMD ที่ใช้เทคโนโลยี AI เพื่อจัดความต้องการการรักษาของผู้ป่วยให้เหมาะสมกับความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวก ทำให้ช่วยลดเวลารอการรักษาได้อย่างมาก โดยในบางกรณี จากเวลาหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

 

นอกจากนี้ AI ยังมีประโยชน์ในทางการแพทย์ด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การอำนวยความสะดวกในการระบุรายละเอียดที่สำคัญทางรังสี หรือภาพ CT ที่แพทย์อาจมองข้ามได้ และการรวบรวมข้อมูลที่มีคุณภาพ ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างข้อมูลเชิงลึก เป็นต้น

 

World Economic Forum

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

อ้างอิง:

The post World Economic Forum เปิดโผ 10 อันดับเทคโนโลยีเกิดใหม่มาแรง! ประจำปี 2023 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซักเคอร์เบิร์กวิจารณ์ Apple Vision Pro ยับ! ทั้งราคาแพงและมีข้อจำกัดด้านพลังงาน สวนทางกับ Facebook ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ราคาไม่แพงและทุกคนเข้าถึงได้ https://thestandard.co/mark-zuckerberg-apple-vision-pro/ Wed, 14 Jun 2023 07:41:35 +0000 https://thestandard.co/?p=802930 Apple Vision Pro

ในการประชุมภายในบริษัทเมื่อเร็วๆ นี้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร […]

The post ซักเคอร์เบิร์กวิจารณ์ Apple Vision Pro ยับ! ทั้งราคาแพงและมีข้อจำกัดด้านพลังงาน สวนทางกับ Facebook ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ราคาไม่แพงและทุกคนเข้าถึงได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple Vision Pro

ในการประชุมภายในบริษัทเมื่อเร็วๆ นี้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta (ซึ่งอาจรู้จักในชื่อ Facebook ก่อนเปลี่ยนชื่อ) ได้แสดงคำวิจารณ์เกี่ยวกับอุปกรณ์ใหม่ของ Apple โดยพูดถึงเกี่ยวกับประเด็นราคาและวิธีการใช้งาน

 

การที่ซักเคอร์เบิร์กไม่สามารถอยู่เฉยได้ เป็นเพราะความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของ Apple ที่ทำให้ Apple Vision Pro เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ที่ทะเยอทะยานที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับ Meta ที่ลงทุนหลายพันล้านในเทคโนโลยีเสมือนจริง และเป็นผู้นำตลาดในชุดหูฟัง VR

 

มุมมองของซักเคอร์เบิร์กที่มีต่ออุปกรณ์ใหม่ของ Apple ไม่ได้เป็นไปในเชิงบวกเสียทีเดียว เขาเปรียบเทียบอุปกรณ์ของ Apple กับชุดหูฟัง VR ของ Meta โดยบอกว่า ชุดหูฟัง Quest VR ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมประสบการณ์ที่กระตือรือร้น มีส่วนร่วม และมีการโต้ตอบสำหรับผู้ใช้ ขณะที่การสาธิตที่ Apple แสดงสำหรับชุดหูฟัง Vision Pro นั้น เป็นภาพของผู้ใช้ที่มักจะอยู่ในสถานะเฉยเมย เช่น นั่งอยู่บนโซฟา

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ซักเคอร์เบิร์กมองว่า วิสัยทัศน์ของ Apple สำหรับรูปลักษณ์ของคอมพิวเตอร์ในอนาคตนั้นค่อนข้างโดดเดี่ยวและไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ สวนทางกับเขาที่เชื่อว่า อนาคตของคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับ Metaverse เป็นโลกเสมือนที่สมจริง โต้ตอบ และเชื่อมต่อกับสังคม

 

ซักเคอร์เบิร์กยังให้ความสนใจกับชุดหูฟัง Meta Quest 3 ที่กำลังจะมาถึงอีกด้วย อุปกรณ์นี้ได้รับการโฆษณาว่าเป็นชุดหูฟัง VR รุ่นที่ราคาไม่แพง โฉบเฉี่ยว และสะดวกสบาย ในราคา 499 ดอลลาร์ ในทางตรงกันข้าม ชุดหูฟัง Vision Pro ของ Apple มีราคาสูงกว่ามากที่ 3,499 ดอลลาร์ หรือหลักแสนบาทเลยทีเดียว

 

หนึ่งในประเด็นหลักของการวิจารณ์ของซักเคอร์เบิร์กคือ ราคาที่สูงของชุดหูฟังใหม่ของ Apple เขาย้ำว่า Meta มุ่งมั่นที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์มีราคาไม่แพง และเข้าถึงได้สำหรับผู้คนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

ในมุมมองของเขา การมุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติขั้นสูงของ Apple เช่น จอแสดงผลความละเอียดสูง ทำให้มีราคาแพงกว่าข้อเสนอของ Meta ถึง 7 เท่า นอกจากนี้เขายังวิจารณ์ว่า อุปกรณ์ Apple ใช้พลังงานมากจนต้องใช้แบตเตอรี่และสายไฟสำหรับการใช้งาน

 

ความสัมพันธ์ระหว่าง Meta และ Apple ถูกมองว่าเป็นคู่แข่งขันที่อยู่ท่ามกลางความตึงเครียดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาแข่งขันกันแบบตัวต่อตัวเกี่ยวกับฟีเจอร์ต่างๆ ของผลิตภัณฑ์ และยังได้แลกเปลี่ยนคำวิจารณ์เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ เช่น ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและนโยบายของ App Store และเมื่อ Apple เข้าสู่ตลาด VR/AR ด้วย Vision Pro การแข่งขันระหว่างยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีทั้งสองคาดว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

 

ในขณะที่ชุดหูฟังของ Apple มีราคาแพงและมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ชุดแบตเตอรี่ และปัจจุบันรองรับเฉพาะแอปจำนวนจำกัดเท่านั้น แต่ผู้สังเกตการณ์ในอุตสาหกรรมบางคนเชื่อว่า ชื่อเสียงที่มั่นคงของ Apple ในด้านนวัตกรรมฮาร์ดแวร์อาจทำให้ได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด VR/AR

 

อย่างไรก็ตาม ซักเคอร์เบิร์กดูเหมือนจะค่อนข้างมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับกลยุทธ์ของ Meta และความสำเร็จในอนาคตของผลิตภัณฑ์ เขาแนะนำว่า แนวทางของ Apple ในชุดหูฟังนั้นทำให้เขาตื่นเต้นและมีความหวังมากขึ้น เกี่ยวกับความเกี่ยวข้องและความสำเร็จที่เป็นไปได้ของสิ่งที่ Meta พยายามจะบรรลุ

 

ภาพ: Justin Sullivan / Getty Images

อ้างอิง:

The post ซักเคอร์เบิร์กวิจารณ์ Apple Vision Pro ยับ! ทั้งราคาแพงและมีข้อจำกัดด้านพลังงาน สวนทางกับ Facebook ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ราคาไม่แพงและทุกคนเข้าถึงได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ที่ดินเสมือนในโลก Metaverse ดิ่งหนักในปี 2023 โดยร่วงลงกว่า 90% จากจุดสูงสุด https://thestandard.co/metaverse-land-big-crash-in-2023/ Wed, 31 May 2023 11:13:01 +0000 https://thestandard.co/?p=797552 metaverse land

กระแส Metaverse ถูกพูดถึงอย่างมากตั้งแต่ปี 2021 แต่หลัง […]

The post ที่ดินเสมือนในโลก Metaverse ดิ่งหนักในปี 2023 โดยร่วงลงกว่า 90% จากจุดสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
metaverse land

กระแส Metaverse ถูกพูดถึงอย่างมากตั้งแต่ปี 2021 แต่หลังจากที่ทำจุดสูงสุดเมื่อปี 2022 ราคาที่ดินเสมือนได้ร่วงลงอย่างหนักมากถึง 90% ไม่ว่าจะเป็นโปรเจกต์ดังอย่าง Otherdeeds, The Sandbox, Decentraland, Somnium และ Voxels ล้วนปรับตัวลดลงทั้งสิ้น 

 

ราคาที่ดิน Metaverse ดิ่งหนักกว่า 90%

 

ข้อมูลจาก CoinGecko แสดงให้เห็นว่าโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ในโลกเสมือน Metaverse เช่น Otherdeeds, The Sandbox, Decentraland, Somnium และ Voxels ดิ่งลงทั้งตลาดนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2022 ถึง 24 พฤษภาคม 2023

 

 

จากข้อมูลด้านบนจะเห็นได้ว่า ราคาสินทรัพย์เสมือนของ The Sandbox ร่วงลง 89.76% และ Decentraland ปรับตัวลง 87.88% นอกจากนี้ ที่ดินเสมือนใน Voxels ร่วงลงมากถึง 93.8% เลยทีเดียว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

ขณะนี้ราคาที่ดินใน The Sandbox บางแห่งซื้อขายอยู่ระหว่าง 0.37-0.43 ETH เท่านั้น ซึ่งเป็นการปรับตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดที่เคยซื้อขายที่ประมาณ 4.20 ETH ต่อผืน

 

เหตุใดราคาที่ดินเสมือนถึงร่วงลงอย่างหนัก?

 

กระแส Metaverse ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2021 เริ่มต้นมาจากการที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Facebook เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta และมุ่งหน้าลงทุนในโลกเสมือนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม สภาวะตลาดหมีของตลาดคริปโต ทำให้ Non-fungible token (NFT) ได้รับผลกระทบตามมาด้วย และส่งผลต่อราคาที่ดินเสมือนลดลงด้วยเช่นกัน

 

ความร้อนแรงของ ChatGPT และ Generative AI เป็นอีกปัจจัยที่เข้ามากลบกระแส Metaverse ให้หายไป เนื่องจากเป็นกระแสที่ใกล้ตัวกว่า มีประโยชน์มากกว่า และเข้าถึงได้ง่ายกว่า ขณะที่ Metaverse เป็นเรื่องเข้าถึงยากและมีราคาสูง

 

อาเทอร์ ไซคอฟ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Somnium Space แนะนำว่า นักลงทุนไม่ควรซื้ออสังหาริมทรัพย์ดิจิทัลเพื่อเก็งกำไรโดยคาดหวังว่าราคาจะสูงขึ้นเท่านั้น นักลงทุนควรจะศึกษาเกี่ยวกับการสร้างชุมชน การแบ่งปันงานศิลปะ และการแบ่งปันประสบการณ์ในพื้นที่เสมือนจริงด้วย ที่ดินดิจิทัลหรือที่ดินเสมือน (Virtual Land) เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความผันผวนสูงมาก และคาดการณ์ได้ยาก นักลงทุนจึงควรศึกษาอย่างรอบคอบก่อนที่จะลงทุน

 

การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงและความผันผวนสูงมาก นักลงทุนจึงควรกระจายความเสี่ยง ศึกษาหาข้อมูล และวางแผนในการลงทุนด้วยความรอบคอบ บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น 

 

อ้างอิง:

The post ที่ดินเสมือนในโลก Metaverse ดิ่งหนักในปี 2023 โดยร่วงลงกว่า 90% จากจุดสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Metaverse ยังไม่ตาย ‘The Sandbox’ ลุยพัฒนาต่อ แต่โลกเสมือนนี้จะกลับมาปังได้อีกครั้งหรือไม่ หลังยักษ์ใหญ่อย่าง Meta ล่าถอย https://thestandard.co/the-sandbox-metaverse-is-not-dead/ Tue, 30 May 2023 03:00:33 +0000 https://thestandard.co/?p=796753 The Sandbox Metaverse

ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2022 ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรยากาศการลงทุนใ […]

The post Metaverse ยังไม่ตาย ‘The Sandbox’ ลุยพัฒนาต่อ แต่โลกเสมือนนี้จะกลับมาปังได้อีกครั้งหรือไม่ หลังยักษ์ใหญ่อย่าง Meta ล่าถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Sandbox Metaverse

ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2022 ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีนั้นร่วงลงอย่างเห็นได้ชัดจากเหตุการณ์การล่มสลายของเหรียญ LUNA หรือแพลตฟอร์มบริการฝากโทเคนอย่าง Celsius และ BlockFi รวมไปถึงข่าวฉาวเรื่องฉ้อโกงของศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่เคยใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอย่าง FTX ซึ่งส่งผลให้ตลาดซบเซาเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2021 

 

หนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับตลาดคริปโตและได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตดังกล่าวด้วยก็คือ Metaverse หรือโลกเสมือนออนไลน์ที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook กระโดดเข้ามาลงทุนพัฒนาอย่างสุดกำลัง โดยเมื่อปลายเดือนตุลาคมปี 2021 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กล่าวว่า ‘Facebook จะให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นพัฒนา Metaverse เป็นหลัก’ จนนำมาสู่การเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Meta

 

อย่างไรก็ตาม จากสภาวะตลาดที่ซบเซาดังกล่าว ทำให้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แอนดรูว์ บอสเวิร์ธ หัวหน้าทีมพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมกับมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่า ทางทีมหันไปให้ความสำคัญกับบริการด้านปัญญาประดิษฐ์ และยังกล่าวยอมรับเพิ่มเติมว่า Meta ได้หยุดขายไอเดีย Metaverse ให้กับลูกค้าที่ทำโฆษณาต่างๆ กับแพลตฟอร์มแล้ว จนทำให้หลายคนบอกว่า ‘Metaverse ตายแล้ว’

 

ยอดข้อมูลการค้นหาคำว่า ‘Cryptocurrency’ (เส้นสีน้ำเงิน) และ ‘Metaverse’ (เส้นสีแดง) ที่ตกต่ำลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 2022 เมื่อวิกฤตในโลกคริปโตเริ่มเกิดขึ้น

 

ผู้ร่วมก่อตั้ง The Sandbox มั่นใจ Metaverse ไปต่อ

 

แม้บรรยากาศจะดูเงียบเหงาในสายตาของหลายๆ คน แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่เชื่อมั่นในศักยภาพของ Metaverse อยู่ และมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีนี้ต่อไป ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ The Sandbox ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานแพลตฟอร์มทั่วโลกแล้วกว่า 5 ล้านคน มีโปรเจกต์จากแบรนด์ชั้นนำที่คลอดออกมาทั่วโลกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น Snoop Dogg, Warner Music, Gucci, Paris Hilton และในส่วนของประเทศไทยเราอยู่ใน 10 อันดับแรกของผู้ใช้งานทั้งหมด 

 

โดยเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2023 The Sandbox หนึ่งในผู้นำแพลตฟอร์ม Metaverse ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ได้ประกาศจับมืออย่างเป็นทางการกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ ในประเทศไทย และมีแผนจะเปิดตัวที่ดินบนแผนที่ของ The Sandbox ชื่อ ‘The Thai-Verse’ ในปลายปี 2023 ให้ผู้ใช้งานคนไทยสามารถเข้าไปสร้างสิ่งของหรือตัวละครต่างๆ ตามใจชอบ เพื่อใช้สัมผัสกับประสบการณ์การเล่นเกมรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพบปะสังสรรค์ ดูคอนเสิร์ต หรืออวดเทรนด์แฟชั่น ที่ไม่ได้จำกัดแค่สภาพแวดล้อมปิดของแพลตฟอร์มอันใดอันหนึ่ง แต่เปิดกว้างให้ทุกคน (แบรนด์, ผู้พัฒนาเกม, ศิลปิน, ผู้ใช้งานทั่วไป) มาร่วมสร้างประสบการณ์ของโลกเสมือนนี้ เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าถึงกันทั่วโลกได้ง่ายมากขึ้น

 

ทาง THE STANDARD WEALTH ได้มีโอกาสสัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ เซบาสเตียน บอร์เกต ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ The Sandbox เกี่ยวกับตลาด Metaverse ในปัจจุบันว่าความท้าทายคืออะไร และทำอย่างไรจึงจะดึงความสนใจของคนกลับมาสู่ Metaverse ได้

 

บอร์เกตให้ความเห็นว่า “สำหรับผมแล้วความผันผวนของตลาดคริปโตแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในระบบ Metaverse สักเท่าไร ถึงแม้ความสนใจบางส่วนจากผู้ที่ต้องการเข้ามาเก็งกำไรจะลดลงก็ตาม แต่ผมมองว่าเรามีวิสัยทัศน์ที่มองออกไปในระยะยาวกับการสร้าง Metaverse ในทุกสัปดาห์เรามีแบรนด์ต่างๆ เข้ามาร่วมสร้างประสบการณ์กับเรา และงานศิลปะคอลเล็กชันต่างๆ ที่ปล่อยออกไปก็ขายหมดในเวลาไม่นาน”

 

เซบาสเตียน บอร์เกต ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ The Sandbox

 

ถึงตลาดจะอยู่ในช่วงซบเซา แต่ความเชื่อมั่นของบอร์เกตก็ไม่ได้ลดน้อยลง เขายังกล่าวเสริมว่า “Metaverse ของ The Sandbox ตอนนี้ยังไม่ได้เปิดให้บริการอย่างเต็มที่ แต่กิจกรรมการซื้อขายที่ดิน ตัวละครอวตาร ก็ยังมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ โดยยอดผู้ใช้งานแพลตฟอร์มมีถึง 1 แสนคนต่อเดือน ซึ่งผมหวังว่าในปลายไตรมาสที่ 3 ของปี 2023 ที่แพลตฟอร์มจะเปิดอย่างเต็มตัว จะเป็นโอกาสที่ดีให้ The Sandbox ได้พิสูจน์ว่าพัฒนาการในโลก Metaverse ยังคงเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าตลาดคริปโตจะเป็นอย่างไร” 

 

วงในไทยเทค ผนึกกำลังร่วมสร้างอนาคตของ Metaverse ชูความเป็นไทย

 

ความพิเศษของ Metaverse ทำให้ผู้ใช้งานได้สร้างสิ่งที่เป็น Local Experience มากขึ้น โดยเพิ่มศักยภาพในการขยายโอกาสเผยแพร่ชิ้นงานสร้างสรรค์ให้กับผู้คนจากทุกมุมโลก ในฐานะที่ประเทศไทยมีส่วนสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศของ The Sandbox เราจึงอยากชวนมาดูความคิดเห็นและพัฒนาการของแต่ละภาคส่วนที่พวกเขามีต่อ Metaverse มากขึ้น

 

  • ภาครัฐ: อาสา ผิวขำ ตัวแทนจาก Creative Economy Agency (CEA) หนึ่งในหน่วยงานภาครัฐที่มีความตั้งใจอยากสนับสนุนธุรกิจครีเอทีฟตั้งแต่เริ่มแรก เพราะมองว่าคนไทยมีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี แต่ก็มีอุปสรรคในการสร้างคอนเทนต์ที่ให้คนต่างชาติเข้าถึงได้จากการขาดอุปกรณ์ทำงานที่ดี CEA จึงสร้างสตูดิโอ CEA Virtual Media Lab ขึ้นมา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งให้ทุกคนที่อยากผลิตชิ้นงาน เพื่อเข้าไปสู่โลกเสมือนต่างๆ อย่าง The Sandbox สามารถเข้ามาใช้พื้นที่ได้ โดยจะเปิดให้บริการในเดือนกันยายนนี้

 

 

  • สถาบันการศึกษา: ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ตัวแทนมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ที่มีนักศึกษากว่า 15,000 คน ริเริ่มเผยแพร่ความรู้โดยมีจุดประสงค์อยากให้นักศึกษาทุกคนของสถาบันรู้จักกับ Metaverse มากขึ้นผ่านแพลตฟอร์มคนไทยชื่อ D.OASIS ที่เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินใน The Sandbox โดยเมื่อนักศึกษาใหม่เข้ามาเรียน ทางมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์จะแจกตัวอวตารหนึ่งตัวเพื่อให้ไปลองเล่นและสัมผัสกับโลกเสมือน เพราะทางมหาวิทยาลัยเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามามีบทบาทไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับชีวิตผู้คนในอนาคต

 

 

  • ธุรกิจภาคเอกชน: สำหรับประเทศไทยนั้นตอนนี้เรามี 14 บริษัทที่เป็นพาร์ตเนอร์ และ 6 สตูดิโอผู้พัฒนาเกมและระบบนิเวศใน The Sandbox ที่ได้ออกมาแล้ว เช่น การช่วยเพิ่มความใกล้ชิดกับฐานแฟนคลับของช่องยูทูบ Aisha หรือเทศกาล Songkran ที่เป็นแคมเปญเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยอันแรกใน Metaverse รวมถึงตัวละคร ก้านกล้วย จากบริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งยังมีโปรเจกต์อีกมากมายที่พัฒนาโดยภาคเอกชนที่จะแสดงฝีไม้ลายมือของความเป็นไทยให้เป็นที่รู้จักในเวทีโลกมากขึ้น

 

พาร์ตเนอร์ไทย (เส้นสีชมพู) และสตูดิโอไทย (เส้นสีส้ม) ที่ช่วยพัฒนาระบบนิเวศของ The Sandbox และพาร์ตเนอร์ระดับโลกกว่า 400 ราย

 

 

หนึ่งในผู้บรรยายที่มาจากฝั่งสตูดิโอกล่าวว่า แม้สภาวะตลาดจะเป็นอย่างในปัจจุบันที่ทำให้หลายคนถอดใจออกไป แต่เราก็เห็นได้ว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในแวดวง Metaverse ในประเทศไทยเองนั้นก็ยังมุ่งมั่นพัฒนาระบบนิเวศนี้ต่อไป เพื่อสร้างโลกเสมือนที่เขาอยากเห็นในอนาคต พร้อมทั้งเล่าเสริมว่าทุกนวัตกรรมมักจะมาพร้อมกับ Hype Cycle หรือวัฏจักรของเทคโนโลยีที่จะได้รับความสนใจหรือคาดหวังที่เกินความเป็นจริง แต่สุดท้ายผู้เหลือรอดในนวัตกรรมนั้นก็สามารถจะเติบโตได้จากการพิสูจน์ว่ามันสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้

 

หากเรามองย้อนไปในอดีตเมื่อปี 2000 ตอนเกิด Dot Com Bubble บริษัทจำนวนมากได้ล้มหายตายจากไปจนหลายคนในตอนนั้นก็คิดว่า ‘อินเทอร์เน็ตตายแล้ว’ แต่กลับมาในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตก็ได้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของชีวิตเราไปแล้ว และหนึ่งในผู้รอดจากวิกฤตครั้งนั้นก็คือ Amazon บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ที่สร้างมูลค่ามหาศาลให้กับสังคมได้ในทุกวันนี้ ซึ่งงาน The Sandbox Thailand Partner Day ที่จัดขึ้นนี้ หลายๆ คนที่เข้ามาร่วมในงานต่างมีความเชื่อว่า Metaverse จะสามารถสร้างคุณค่าให้ผู้ใช้งานได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น และรังสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ ในแบบที่ระบบการติดต่อสื่อสารในปัจจุบันไม่สามารถทำได้

 

 

อ้างอิง:

The post Metaverse ยังไม่ตาย ‘The Sandbox’ ลุยพัฒนาต่อ แต่โลกเสมือนนี้จะกลับมาปังได้อีกครั้งหรือไม่ หลังยักษ์ใหญ่อย่าง Meta ล่าถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cathie Wood ยังมุ่งลงทุน AI แม้เทขายหุ้น Nvidia มองหุ้น Meta น่าสนใจหลังทิ้ง Metaverse มุ่งสู่ AI https://thestandard.co/cathie-wood-defends-arkk-decision/ Mon, 29 May 2023 10:05:22 +0000 https://thestandard.co/?p=796528 Cathie Wood

จากกรณีที่กองทุน ARK Innovation ETF (ARKK) ภายใต้การบริ […]

The post Cathie Wood ยังมุ่งลงทุน AI แม้เทขายหุ้น Nvidia มองหุ้น Meta น่าสนใจหลังทิ้ง Metaverse มุ่งสู่ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
Cathie Wood

จากกรณีที่กองทุน ARK Innovation ETF (ARKK) ภายใต้การบริหารของ Cathie Wood ตัดสินใจขายหุ้น Nvidia Corp. ทั้งหมดที่เคยถืออยู่ ก่อนที่ราคาหุ้นจะพุ่งขึ้น 160% ในปีนี้ ล่าสุด Wood ได้ออกมาชี้แจงถึงการตัดสินใจดังกล่าวว่าเป็นเพราะอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ชิปได้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้น

 

Wood กล่าวผ่าน Bloomberg TV ว่า “จากราคาหุ้น Nvidia ที่พุ่งขึ้นมา มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เราหยุด (ถือหุ้น) ชั่วคราว นั่นก็คือการขาดแคลนซีพียูหรือส่วนประกอบอื่นๆ ทำให้ฉันเริ่มนึกถึงวัฏจักรของอุตสาหกรรม”

 

นอกจากนี้ Nvidia ยังเผชิญกับคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมการผลิตชิป เพื่อรองรับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้งซึ่งอยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่างๆ โดย Wood ได้ระบุถึงบริษัทอย่าง Tesla Inc., Meta Platforms Inc., และ Alphabet Inc. ที่เริ่มผลิตชิปของตัวเอง

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา Nvidia เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้อานิสงส์จากการขยายตัวของ AI สะท้อนจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากอุปสงค์ต่อชิป

 

Wood กล่าวให้เหตุผลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัดสินใจขาย Nvidia ออกไปว่า “เราแค่เพียงขยับออกไปหาการลงทุนใหม่ซึ่งผู้คนยังไม่ได้สนใจมากนัก อย่างก่อนหน้านี้ที่ผู้คนไม่ได้เข้าใจว่า Nvidia เป็นหุ้นในธีม AI เหมือนกับตอนนี้” 

 

นอกจากนี้ Wood ยังมองว่ากลยุทธ์ของ Meta ที่โฟกัสในส่วนของ AI เป็นสิ่งที่ดี โดยมองว่า Meta’s LLaMA ซึ่งเป็นโมเดล AI ด้านภาษา สามารถที่จะนำเสนอโมเดลที่ดีกว่าเดิม พร้อมทั้งใช้พลังงานคอมพิวเตอร์ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม กองทุนหลักของเธอจะยังไม่ปรากฏชื่อของ Meta อยู่ในตอนนี้ 

 

“Meta เป็นหุ้นที่น่าสนใจสำหรับเรา หลังจากที่ Mark Zuckerberg หันมาให้ความสำคัญกับเรื่อง AI แทนที่จะเป็น Metaverse ที่เขาเคยโฟกัสเมื่อปีก่อน” 

 

ด้าน Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia กล่าวต่อนักศึกษาที่จบการศึกษาของมหาวิทยาลัย National Taiwan University ว่าบริษัทที่นำ AI มาปรับใช้กับการทำงานจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วขึ้น สวนทางกับบริษัทที่นำ AI มาปรับใช้เพียงเล็กน้อยอาจเผชิญกับความล้มเหลว 

 

“ขณะที่บางคนอาจกังวลว่า AI จะเข้ามาแย่งงาน แต่คนที่จะเข้ามาแย่งงานจริงๆ คือผู้ที่เชี่ยวชาญด้าน AI” Huang กล่าว

 

Huang กล่าวต่อว่า เทคโนโลยีที่ OpenAI นำเสนอเมื่อปีก่อนอย่าง ChatGPT จะเป็นเหมือนนักบินผู้ช่วยเพื่อยกระดับความสามารถในการทำงานของพนักงานในหลายอุตสาหกรรม ช่วยสร้างงานใหม่ๆ และทำให้งานบางอย่างล้าสมัยไป

 

นอกจากนี้ Huang ได้กระตุ้นให้นักศึกษาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในยุค AI ให้เร็วที่สุด ก่อนเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง 

 

“ภายใน 40 ปี เราสร้างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ คลาวด์ และปัจจุบันคือยุคของ AI แล้วคุณจะสร้างอะไร? ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม วิ่งให้เร็วอย่างที่พวกเราทำ อย่าเพียงแค่เดิน” 

 

อ้างอิง:

The post Cathie Wood ยังมุ่งลงทุน AI แม้เทขายหุ้น Nvidia มองหุ้น Meta น่าสนใจหลังทิ้ง Metaverse มุ่งสู่ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชีวิตอันแสนสั้นและความล้มเหลวของ ‘Metaverse’ เครื่องเตือนใจสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สอนว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ https://thestandard.co/metaverse-dead-obituary-facebook/ Wed, 10 May 2023 03:23:07 +0000 https://thestandard.co/?p=787827 Metaverse

Metaverse ซึ่งเป็นแนวคิดที่ครั้งหนึ่งเคยโด่งดังและสัญญา […]

The post ชีวิตอันแสนสั้นและความล้มเหลวของ ‘Metaverse’ เครื่องเตือนใจสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สอนว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Metaverse

Metaverse ซึ่งเป็นแนวคิดที่ครั้งหนึ่งเคยโด่งดังและสัญญาว่าจะปฏิวัติโลกอินเทอร์เน็ตด้วยการอนุญาตให้ผู้ใช้โต้ตอบภายในโลกเสมือนที่สมจริง ได้ถึงจุดจบก่อนเวลาอันควรหลังจากผ่านไปเพียง 3 ปี

 

เทคโนโลยีที่ถูกมองว่าจะเป็นอนาคตของโลกต่อไปได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 2021 เมื่อ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook เปลี่ยนชื่อบริษัทมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ของเขาเป็น Meta 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

จุดนี้เองทำให้เกิดความสนใจและการลงทุนอย่างมากจากสื่อ นักลงทุน และโลกเทคโนโลยีที่ต่างหลงใหล Metaverse อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การลงทุนอย่างรวดเร็วจากบริษัทต่างๆ เช่น Microsoft, Roblox และ Disney ซึ่งกระตุ้นให้ Metaverse เติบโตขึ้นไปอีก

 

อย่างไรก็ตาม บทความของ ‘เอ็ด ซีตรอน’ (Ed Zitron) ที่เขียนลงใน Business Insider ชี้ว่าการขาดวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกัน และการเพิ่มขึ้นของ Generative AI (เช่น ChatGPT) ได้ทำให้ Metaverse เข้าสู่ภาวะล่มสลาย

 

ทั้งที่ครั้งหนึ่งความเร่งรีบของบริษัทต่างๆ ที่ไม่อยากตกขบวนรถไฟ ทำให้นักลงทุน ที่ปรึกษา และนักวิเคราะห์ของวอลล์สตรีทพยายามที่จะคาดการณ์การเติบโตของ Metaverse 

 

ไม่ว่าจะเป็น Gartner ที่อ้างว่า 25% ของคนจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวันใน Metaverse ภายในปี 2026 หรือ The Wall Street Journal ที่กล่าวว่า Metaverse จะเปลี่ยนวิธีการทำงานของเราไปตลอดกาล 

 

รวมถึง McKinsey บริษัทที่ปรึกษาระดับโลก คาดการณ์ว่า Metaverse สามารถสร้างมูลค่าได้สูงถึง ‘5 ล้านล้านดอลลาร์’ และเสริมว่าผู้นำธุรกิจประมาณ 95% คาดว่า Metaverse จะ ‘ส่งผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมของพวกเขา’ ภายใน 5-10 ปี ขณะที่ Citi จัดทำรายงานขนาดใหญ่ที่ประกาศว่า Metaverse จะเป็นโอกาสมูลค่า 13 ล้านล้านดอลลาร์

 

สุดท้ายฝันก็ไม่เป็นดั่งฝัน เหตุผลมาจากการที่ Metaverse ล้มเหลวในการมอบประสบการณ์ที่น่าสนใจ เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพต่ำ และประสบปัญหาวิกฤตข้อมูลประจำตัว ตลอดจนขาดข้อมูลการใช้งานที่ชัดเจน ผู้ชมเป้าหมาย หรือกลยุทธ์การยอมรับของลูกค้า

 

เรื่องนี้สะท้อนได้จาก Decentraland มีผู้ใช้ที่ใช้งานอยู่ประมาณ 38 รายต่อวันใน ‘ระบบนิเวศมูลค่า 1.3 พันล้านดอลลาร์’ แม้ Decentraland จะโต้แย้งตัวเลขนี้โดยอ้างว่ามีผู้ใช้งาน 8,000 รายต่อวัน

 

Horizon Worlds มีผู้ใช้งานที่ใช้งานอยู่น้อยกว่า 200,000 รายต่อเดือน ซึ่งถือว่าน้อยกว่าเป้าหมายที่ Meta ตั้งไว้ 500,000 รายสำหรับสิ้นปี 2022 อย่างมาก

 

The Verge รายงานว่า มันเป็นบั๊กที่แม้แต่พนักงาน Meta ก็เลี่ยงที่จะเข้าใช้งาน แม้จะมีอำนาจของบริษัทมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ของ Meta ก็ไม่สามารถโน้มน้าวใจผู้คนให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เดิมพันในอนาคตได้

 

Metaverse ป่วยหนักในขณะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเปลี่ยนโฟกัสไปที่ Generative AI ซึ่งสัญญาว่าจะมอบผลกำไรมากขึ้น ได้ดึงดูดทรัพยากรและความสนใจให้ห่างจาก Metaverse

 

ในที่สุดบริษัทใหญ่อย่าง Microsoft, Disney และ Walmart ก็ละทิ้งโครงการ Metaverse ของพวกเขา การลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์และโฆษณาเกินจริงเกี่ยวกับแนวคิดที่ไม่ยังไม่ได้เกิดขึ้น ทำให้หลายพันคนต้องตกงาน

 

ชีวิตอันแสนสั้นและความล้มเหลวของ Metaverse ถือเป็นเรื่องเตือนใจสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ที่ควรเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประเมินแนวคิดใหม่อย่างละเอียดถี่ถ้วนและศักยภาพของแนวคิดเพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนก่อนที่จะทุ่มทุนทรัพยากรลงไป ซึ่งจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันการล่มสลายในลักษณะเดียวกันนี้ในอนาคต

 

อ้างอิง:

The post ชีวิตอันแสนสั้นและความล้มเหลวของ ‘Metaverse’ เครื่องเตือนใจสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สอนว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หนักแน่นดั่งขุนเขา! มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ยืนยันจะเดินหน้า Metaverse ต่อไป แม้ไตรมาสแรกจะขาดทุนกว่า 1.4 แสนล้านบาทก็ตาม https://thestandard.co/mark-zuckerberg-will-go-for-metaverse/ Sat, 29 Apr 2023 08:37:34 +0000 https://thestandard.co/?p=783079 มาร์ก เดินหน้า Metaverse

ในระหว่างการแถลงผลประกอบการไตรมาสแรก ‘มาร์ก ซักเคอร์เบิ […]

The post หนักแน่นดั่งขุนเขา! มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ยืนยันจะเดินหน้า Metaverse ต่อไป แม้ไตรมาสแรกจะขาดทุนกว่า 1.4 แสนล้านบาทก็ตาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาร์ก เดินหน้า Metaverse

ในระหว่างการแถลงผลประกอบการไตรมาสแรก ‘มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก’ แม่ทัพของ Meta พูดคุยอย่างกระตือรือร้นเกี่ยวกับความทะเยอทะยานของบริษัทในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้ว่าแผนก Metaverse จะรายงานผลขาดทุนเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.4 แสนล้านบาทก็ตาม

 

เขายืนยันว่า Meta ยังคงทุ่มเทให้กับทั้ง AI และ Metaverse เพราะจะเป็นโครงการระยะยาวที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุน AI ในท้ายที่สุด ซึ่งสวนทางกับคำแนะนำล่าสุดที่ว่า Meta อาจจะยุติการสร้าง Metaverse เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ซักเคอร์เบิร์กเน้นย้ำถึงความสำเร็จของ Meta ในการดำเนินโครงการ AI เช่น คำแนะนำที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับ Instagram Reels ฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ใช้ใช้เวลาบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 24%

 

แผนก Reality Labs ของ Meta ซึ่งดูแลโครงการ AR, VR และ Metaverse รายงานผลการขาดทุน 4 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ Meta คาดว่าการขาดทุนจากการดำเนินงานของ Reality Labs จะเพิ่มขึ้นในปี 2023

 

ถึงอย่างนั้น Meta ก็จะเดินหน้าลงทุนใน AI เชิงสร้างสรรค์ และสร้างความสามารถ AI เพื่อรองรับโฆษณา ฟีด และ Reels

 

แม่ทัพของ Meta กล่าวว่า มีกำหนดจะเปิดตัวอุปกรณ์เสมือนจริงและความเป็นจริงผสมสำหรับผู้บริโภคใหม่ในปลายปีนี้ โดยเน้นความสามารถในการชำระเงินและเทคโนโลยีที่ได้รับการปรับปรุง โดยอุปกรณ์ใหม่นี้จะแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของ Meta ในด้านเทคโนโลยี VR นับตั้งแต่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ก่อนหน้านี้

 

เมื่อเร็วๆ นี้ Meta ได้เริ่มแจ้งพนักงานเทคโนโลยีเกี่ยวกับการปลดพนักงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ปีแห่งประสิทธิภาพ’ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดค่าใช้จ่ายในขณะที่มุ่งเน้นการลงทุนไปที่ AI และ Metaverse

 

กลยุทธ์นี้เกี่ยวข้องกับการเลิกจ้างพนักงานมากกว่า 11,000 คนในเดือนพฤศจิกายน 2022 และประกาศการปรับลดพนักงานอีก 10,000 คนในอีก 4 เดือนต่อมา ก่อนหน้านี้ซักเคอร์เบิร์กระบุว่า การปลดพนักงานเหล่านี้เป็น ‘ทางเลือกสุดท้าย’ และเป็นผลมาจากการลงทุนมากเกินไปในช่วงที่เกิดโรคระบาด

 

ซักเคอร์เบิร์กแสดงความหวังว่า หลังจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ Meta จะมีสภาพแวดล้อมที่มั่นคงมากขึ้นสำหรับพนักงานที่เหลืออยู่ และมีความพร้อมมากขึ้นในการมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงรูปแบบการทำงานแบบกระจาย การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และทำให้กระบวนการต่างๆ ทั่วทั้งบริษัทคล่องตัวขึ้น

 

ภาพ: Chip Somodevilla / Getty Images

อ้างอิง:

The post หนักแน่นดั่งขุนเขา! มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ยืนยันจะเดินหน้า Metaverse ต่อไป แม้ไตรมาสแรกจะขาดทุนกว่า 1.4 แสนล้านบาทก็ตาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Frictionless Retail’ กับโลกของการช้อปปิ้งที่กำลังเปลี่ยนไป https://thestandard.co/frictionless-retail-shopping/ Wed, 22 Mar 2023 05:19:05 +0000 https://thestandard.co/?p=766651

แม้เราจะผ่านปี 2566 ไปได้เพียงไตรมาสเดียว แต่ผู้บริโภคแ […]

The post ‘Frictionless Retail’ กับโลกของการช้อปปิ้งที่กำลังเปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

แม้เราจะผ่านปี 2566 ไปได้เพียงไตรมาสเดียว แต่ผู้บริโภคและบริษัทร้านค้าต่างกำลังเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการผลิตสินค้าที่ต้องสร้างประสบการณ์ที่ดีและความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคมากขึ้น ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงมืดมัวในหลายๆ ประเทศ ทำให้ผู้บริโภคหันมาปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายเพราะมีความกังวลต่อสถานะทางการเงินของตน สำหรับผู้บริโภคที่เริ่มกลับมาจับจ่ายใช้สอยที่ร้านค้า และเริ่มเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นเหมือนช่วงก่อนวิกฤตโรคระบาด แต่ด้วยอิทธิพลของเทคโนโลยี ทำให้พวกเขาแสวงหาประสบการณ์ในการช้อปปิ้งที่ลื่นไหลและไร้รอยต่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์มากขึ้น เพื่อสอดรับกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปในยุคดิจิทัล ในขณะเดียวกันก็ต้องการความเชื่อมั่นว่าความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัวจะถูกปกป้องอย่างดีที่สุด

 

จากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ธุรกิจและผู้ประกอบการจะต้องรู้เท่าทัน และจัดการกับอุปสรรคทุกอย่างที่อาจส่งผลต่อการสร้างประสบการณ์ที่ดีกับผู้บริโภค และจะต้องเข้าถึงลูกค้าให้ได้ในทุกๆ ที่ที่พวกเขาอยู่

 

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา PwC ได้จัดทำผลสำรวจ Global Consumer Insights Pulse Survey: Consumers Seek Frictionless Experiences in a World of Disruptions โดยรวบรวมความคิดเห็นของผู้บริโภคทั่วโลกจำนวน 9,180 คน ใน 25 ประเทศและอาณาเขต รวมถึงประเทศไทย พบว่ามีแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคที่น่าสนใจ ที่ผู้ประกอบการจะสามารถนำไปปรับใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ราบรื่นให้กับลูกค้าได้ ดังต่อไปนี้

 

1. เงินเฟ้อฉุดความต้องการในการใช้จ่าย

ราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ของผู้บริโภคในหลายพื้นที่ทั่วโลกย่อมส่งผลให้กำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ลดลง โดย 50% ของผู้บริโภคที่ถูกสำรวจมีความกังวลมากเกี่ยวกับสถานการณ์เงินเฟ้อที่ส่งผลต่อสถานะทางการเงินของตน โดย 96% มีแผนที่จะปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายในทุกๆ ด้านในอีกหกเดือนข้างหน้า ขณะที่ 42% จะลดการเดินทางท่องเที่ยว หรือเปลี่ยนมาซื้อสินค้าของแบรนด์ที่มีราคาถูกกว่าที่เคยใช้ หรือแม้แต่การซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่พบว่า 24% มีแผนที่จะหันมาลดค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ยังคงมีผู้บริโภคอีกจำนวนหนึ่งที่ยินดีจะซื้อสินค้าและบริการที่มีคุณค่ากับตน โดยผลสำรวจพบว่า มากกว่า 70% ของผู้บริโภค ยินดีที่จะซื้อสินค้าจากผู้ผลิตอาหารท้องถิ่น หรือสินค้าที่บริษัทมีการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และหลีกเลี่ยงการทดสอบสินค้ากับสัตว์ เป็นต้น

 

2. ผู้บริโภคในโลกยุคฟิจิทัล (Phygital)

วันนี้พฤติกรรมการใช้จ่าย ความคาดหวัง และประสบการณ์ในการช้อปปิ้งของผู้บริโภคถูกผสมผสานระหว่างปัจจัยทางกายภาพ (Physical) และปัจจัยทางดิจิทัล (Digital) ธุรกิจจึงต้องเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้ทั้งสองทาง นั่นคือต้องยกระดับประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ร้านค้าให้มีความสะดวก รวดเร็ว และราบรื่นด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งการผสมผสานระหว่างช่องทางกายภาพและช่องทางดิจิทัลนี้เรียกว่า ‘Phygital’

 

ทั้งนี้ เมื่อถามผู้บริโภคถึงปัจจัยที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์ในการช้อปปิ้งที่ร้านค้าได้มากที่สุด พบว่าความรู้และพนักงานขายที่มีความสามารถ ช่องทางที่สามารถจ่ายเงินได้ด้วยตัวเอง (Self-Service Kiosk) และแอปพลิเคชันที่ช่วยค้นหาสินค้าภายในร้าน กำลังเป็นที่ต้องการมากที่สุด (41%) นี่ยังสะท้อนด้วยว่าผู้บริโภคยังคงต้องการที่จะกลับมาช้อปปิ้งที่หน้าร้าน แต่ก็คาดหวังให้ร้านค้าใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาร่วมสร้างประสบการณ์ด้วย

 

3. การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายประจำวัน

รวมถึงช่องทางที่ผู้บริโภคเลือกใช้ในการซื้อสินค้า โดยนอกจากคนส่วนใหญ่จะหันมาช้อปปิ้งกับร้านค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์แล้ว ผลสำรวจพบว่า 68% ของผู้บริโภคกล่าวว่า ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ร้านค้ามากที่สุด ตามมาด้วยปัญหาสินค้าหมด (42%) และการต้องต่อคิวรอซื้อสินค้าเป็นเวลานานๆ (39%) เช่นเดียวกัน เมื่อถามผู้บริโภคให้ระบุปัญหาที่เกิดขึ้นแทบจะตลอดเวลา หรือบ่อยครั้งระหว่างทำการช้อปปิ้งออนไลน์ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ผู้บริโภคก็ให้คำตอบไปในทิศทางเดียวกัน

 

4. รูปแบบการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid) ยังคงอยู่

ผลสำรวจนี้ยังได้สอบถามถึงรูปแบบการทำงานของผู้บริโภค ซึ่งพบว่า 36% ยังคงทำงานในรูปแบบผสมผสานการทำงานจากที่บ้าน สถานที่ทำงาน หรือที่อื่นๆ ได้ โดยเป็นตัวเลขที่ลดลงจากการสำรวจในครั้งก่อนหน้าเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2565 ที่คนส่วนใหญ่ทำงานแบบไฮบริดมากถึง 41% โดยปัจจุบัน 56% ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า พวกเขาทำงานที่สถานที่ทำงานตลอดเวลา โดยมีเพียง 7% เท่านั้นที่ทำงานจากที่บ้าน ทั้งนี้ แม้ว่ารูปแบบการทำงานจะมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละประเทศและอาณาเขต แต่รายงานพบว่าการทำงานแบบไฮบริดยังคงเป็นที่นิยมมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

5. การค้าปลีกที่สร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบลื่นไหล (Frictionless Retail)

คือการกำจัดอุปสรรคต่างๆ ของผู้บริโภคเมื่อซื้อของที่หน้าร้าน ไม่ว่าจะเป็นการรอคิว การต้องหยิบเงินสด หรือรูดบัตรเครดิตเพื่อชำระเงิน และอื่นๆ ทำให้เกิดเทคโนโลยีประเภท Computer-Vision ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของ AI ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเดินเข้าร้าน เลือกสินค้าที่ต้องการ จากนั้นเดินออกจากร้านได้เลยโดยไม่ต้องสแกนหรือต่อคิวเพื่อจ่ายเงิน ซึ่งยังช่วยให้ผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรได้ด้วย อย่างไรก็ดี นี่ไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกจะพากันลดการจ้างงาน โดยผลสำรวจของ PwC พบว่า ธุรกิจยังคงรักษาจำนวนพนักงานในระดับเท่าเดิม แต่มีแผนที่จะอบรมพนักงานใหม่และยกระดับทักษะเดิมของพนักงานที่มีอยู่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล

 

นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสนใจว่า ผู้บริโภคมากกว่าครึ่ง (54%) ที่เลือกซื้อของที่หน้าร้านหรือสั่งออนไลน์ แต่กลับไปรับสินค้าที่ร้านกล่าวว่า ที่ทำเช่นนี้พราะต้องการตรวจสอบว่าได้รับสินค้าถูกต้องและไม่เกิดความเสียหาย ขณะที่ 40% ของผู้บริโภค เพิ่มการช้อปปิ้งที่ร้านค้า แต่ลดการช้อปปิ้งออนไลน์ลง เพราะค่าจัดส่งสูงเกินไป

 

6. จับตาแพลตฟอร์มเมตาเวิร์ส (Metaverse)

สภาพแวดล้อมในโลกดิจิทัลกำลังเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานเทคโนโลยี 5G หรือการผสมผสานการช้อปปิ้งเข้ากับแอปพลิเคชันของโซเชียลมีเดีย แต่แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ธุรกิจจะต้องให้ความสนใจในระยะถัดไปคือ ‘เมตาเวิร์ส’ ซึ่งแม้ว่าวันนี้เมตาเวิร์สจะยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและยังมีอุปสรรคในตัวมันเอง แต่เมตาเวิร์สไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการปฏิวัติโลกดิจิทัล ทั้งนี้ ผลสำรวจพบว่ามากกว่าหนึ่งในสี่ของผู้บริโภค ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ในเมตาเวิร์สในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมบันเทิงและการช้อปปิ้ง ในส่วนของผู้บริโภคชาวไทยเองมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 25% ที่ระบุว่าเคยร่วมกิจกรรมในโลกเมตาเวิร์ส

 

7. ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลมีความสำคัญกับผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อถามถึงความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ผู้บริโภคเกือบครึ่งหนึ่ง (47%) มีความกังวลอย่างมากในการใช้งานโซเชียลมีเดีย ตามมาด้วยการใช้งานผ่านสื่อทั่วไป (41%) เว็บไซต์การท่องเที่ยว (36%) และบริษัทด้านสุขภาพ (34%) ในขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่มีต่อบริษัทด้านผู้บริโภค (32%) และค้าปลีก (30%) อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า ซึ่งอาจเป็นเพราะลูกค้าได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและโปร่งใสกว่าในรูปแบบบัตรกำนัล ส่วนลด และข้อเสนอพิเศษ นอกจากนี้ผู้บริโภคก็ไม่นิ่งนอนใจที่จะปกป้องข้อมูลของตนเอง โดยไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลที่เกินความจำเป็น (49%) และเลิกรับอีเมล ข้อความโฆษณา หรือการสื่อสารอื่นๆ จากบริษัทและร้านค้าที่ไม่ต้องการ (32%) ทั้งนี้ ธุรกิจควรต้องสร้างความไว้วางใจผ่านการลงทุนด้านความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

 

8. การค้าปลีกที่สร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบรื่นไหล ต้องอาศัยความจงรักภักดีของลูกค้า

เมื่อมองไปข้างหน้า ธุรกิจจะต้องรับมือกับอุปสรรคสามด้าน ได้แก่

 

  1. อุปสรรคที่อยู่เหนือการควบคุม เช่น เงินเฟ้อ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย สงคราม และการหยุดชะงักจากวิกฤตโรคระบาด ซึ่งธุรกิจจะต้องสร้างความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว จัดทำการวางแผนด้วยสถานการณ์ จัดการห่วงโซ่อุปทาน ปรับรูปแบบการดำเนินงานและกำลังแรงงาน
  2. อุปสรรคจากการดำเนินงานภายในบริษัท เช่น ขาดแคลนพนักงาน หรือไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ ซึ่งบริษัทต้องมุ่งเน้นการดำเนินงานที่เป็นเลิศ และใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดี และ
  3. อุปสรรคจากผู้บริโภค เช่น พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งบริษัทจะต้องติดตามกระแสความเปลี่ยนแปลง ลงทุนอย่างเหมาะสม รวมทั้งมีโครงการริเริ่มในด้านต่างๆ เพื่อสามารถเข้าถึงและสร้างประสบการณ์ที่ผสมผสานระหว่างช่องทางกายภาพและช่องทางดิจิทัล ให้ลูกค้าเกิดความจงรักภักดีต่อแบรนด์ได้

บทความที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

  • February 2023 Global Consumer Insights Pulse Survey, PwC

The post ‘Frictionless Retail’ กับโลกของการช้อปปิ้งที่กำลังเปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทีแอนด์บี’ เปิด ‘อนันตจักรวาล ทรานส์ลูเซีย’ (Translucia) แห่งแรกของโลกกับการรวมเหล่าจักรวาล ‘เมตาเวิร์ส’ ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/t-and-b-first-translucia/ Tue, 21 Mar 2023 10:30:40 +0000 https://thestandard.co/?p=766176

15 ปีก่อน ใครจะเชื่อว่าเจ้าหอยพระอาทิตย์นามว่า ‘เชลล์ดอ […]

The post ‘ทีแอนด์บี’ เปิด ‘อนันตจักรวาล ทรานส์ลูเซีย’ (Translucia) แห่งแรกของโลกกับการรวมเหล่าจักรวาล ‘เมตาเวิร์ส’ ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

15 ปีก่อน ใครจะเชื่อว่าเจ้าหอยพระอาทิตย์นามว่า ‘เชลล์ดอน’ พระเอกในซีรีส์แอนิเมชันเรื่องแรกของไทยที่สร้างจากจินตนาการของ ดร.ชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์ CEO & Founder บริษัท เชลล์ฮัท เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ จำกัด จะเป็นการ์ตูนไทยเรื่องแรกที่ได้ฉายทางช่อง NBC สหรัฐอเมริกา และอีก 200 ประเทศทั่วโลก แปลเป็นภาษาต่างๆ ถึง 35 ภาษา 

 

นั่นคือประตูบานแรกที่เปิดโอกาสให้วงการแอนิเมชันไทยก้าวสู่เวทีแอนิเมชันโลกและสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย และยังเป็นประตูที่เชื่อมไปสู่การสร้างอาณาจักรเอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นภายใต้ บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด (T&B Media Global) และสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตซีรีส์แอนิเมชันและคอนเทนต์เพื่อความบันเทิงชั้นนำของโลก  

 

 

 

ปี 2021 ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล ได้ประกาศเปิดตัวอภิมหาโปรเจกต์ระดับโลก ‘ทรานส์ลูเซีย’ (Translucia) พร้อมเผยพันธมิตรรายแรกของไทย ‘MQDC’ มาร่วมพัฒนาเมืองบนโลกเสมือนจริง

 

วันนี้ทีแอนด์บีพร้อมแล้วที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยอีกครั้ง ด้วยการนำพาธุรกิจบันเทิงเข้าสู่ธุรกิจโลกเสมือนอย่างเต็มตัว เปิดตัว ‘อนันตจักรวาล ทรานส์ลูเซีย’ ศูนย์รวมจักรวาล ‘เมตาเวิร์ส’ แห่งแรกในโลก ภายใต้คอนเซปต์ ‘Translucia: Infinite Universe of Interconnected Metaverses’ ครั้งแรกของโลกที่ผสมผสานเทคโนโลยีสุดล้ำ เพื่อพัฒนาทรานส์ลูเซียให้เป็นแพลตฟอร์มใหญ่รองรับเมตาเวิร์สจำนวนมหาศาลให้เข้ามาอยู่ร่วมกันและเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ  

 

 

ดร.ชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงที่มาของคอนเซปต์ Translucia: Infinite Universe of Interconnected  Metaverses เพื่อต้องการรวมหลากหลายจักรวาลเมตาเวิร์สเข้าด้วยกัน แต่ต้องมีเป้าหมายและวิธีการดำเนินงานที่สอดคล้องกัน นั่นคือ ‘การทำความดี’ ขับเคลื่อนด้วยกิจกรรมที่มีเป้าหมายสร้างความสุขให้เกิดขึ้นในทุกๆ มิติ รวมถึงมิติด้านเศรษฐกิจ 

 

“เมื่อหลายๆ เมตาเวิร์สที่มีเป้าหมายเหมือนกันมาทำงานร่วมกัน ก็จะสามารถสร้างโลกแห่งความสุข สร้างคุณภาพสังคมที่ดี และกระตุ้นโลกจริงให้ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและมาร่วมกันทำความดีไปด้วยกัน” ดร.ชวัลวัฒน์กล่าว  

 

 

ทรานส์ลูเซียยังเป็นเสมือนประตูแห่งโอกาสที่จะนำพาธุรกิจบันเทิงของทีแอนด์บีเข้าสู่ธุรกิจโลกเสมือนอย่างเต็มตัวในยุคเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านธุรกิจบันเทิงระดับโลก ด้วยการนำผลงานที่บริษัทเป็นผู้ผลิต รวมถึงงานลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหลายเข้ามาต่อยอดให้ใช้งานเชื่อมโยงได้ทั้งสองโลกอย่างเป็นรูปธรรม  

 

“เราจะพัฒนาด้วยเทคโนโลยีที่นำโลกเสมือนและโลกจริงเชื่อมเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ผ่านการมอบประสบการณ์ที่หลากหลายให้เกิดขึ้นจริงบนทรานส์ลูเซีย และทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน และเป็นสถานที่ที่จะสร้างโอกาสที่ไม่สิ้นสุดให้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสังคม องค์กรต่างๆ ภาคธุรกิจ และบุคคลทั่วไป” 

 

เพื่อให้ภาพความเป็นไปได้บนอนันตจักรวาล ทรานส์ลูเซียชัดเจนขึ้น ขอยกตัวอย่างเมตาเวิร์สโครงการแรก Idyllias (ไอดิลเลียส์) จากบริษัทแม็กโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นพันธมิตรรายแรกของทรานส์ลูเซีย โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างบรรทัดฐานใหม่แห่งการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่ง ซึ่งความสุข ความดีงาม ความเท่าเทียม และการสร้างนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนของทุกๆ ชีวิตล้วนเป็นไปได้ 

 

 

‘ทรานส์ลูเซีย’ จักรวาลแห่งแรงบันดาลใจให้ผู้คนสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก 

ภาคภูมิ ตันตนันตา รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด เสริมในมิติของแนวทางการดำเนินธุรกิจและการลงทุนของทีแอนด์บี ต่อจากนี้จะมุ่งไปที่สามธุรกิจหลัก ได้แก่ การลงทุนในคอนเทนต์ (ซีรีส์แอนิเมชันและภาพยนตร์) ซึ่งเป็นธุรกิจเดิมตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง, การลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อทำให้การเข้าถึงคอนเทนต์ของผู้ชมมีประสิทธิภาพและได้รับประสบการณ์ที่ดีมากยิ่งขึ้น และส่วนสุดท้ายคือการลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาทรานส์ลูเซีย เมตาเวิร์ส  

 

 

“การเข้ามาสู่โลกเทคโนโลยีและลงทุนครั้งใหญ่สร้างศูนย์รวมแห่งเมตาเวิร์สนี้เป็นอีกวิวัฒนาการครั้งสำคัญของทีแอนด์บี ที่ผ่านมาเรามองว่า Digital Interruption เป็นความท้าทายของธุรกิจบันเทิง จะเห็นว่าช่วงแรกของการทำธุรกิจ เราเริ่มลงทุนด้วยการผลิตคอนเทนต์ ทำให้เราพบโอกาสสร้างรายได้ให้กับธุรกิจอีกหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันอุตสาหกรรมไทยไปสู่ตลาดจีน ด้วยการร่วมมือกับ Shanghai Media Group (SMG) ตั้งบริษัท T&B Media Global China เพื่อสร้างคอนเทนต์เข้าสู่ตลาดจีนโดยเฉพาะ

 

“เมื่อเมตาเวิร์สผสมผสานกับแนวคิดการพัฒนาของเรา ส่งผลให้เกิดแนวทางการพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ กับพาร์ตเนอร์ระดับโลก เช่น Impact District จากประเทศไซปรัส ผู้พัฒนาเมตาเวิร์ส มุ่งมั่นเพื่อขับเคลื่อนการสร้างอิมแพ็กในการเปลี่ยนแปลงโลก หรือ Band Protocol ที่เป็นผู้นำด้านการบริการ Cross-chain Data Oracle รวมถึง Tonomus ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลกจากประเทศซาอุดีอาระเบีย และ Animoca Brands บริษัทระดับโลกผู้พัฒนาเกมและทรัพย์สินดิจิทัลด้านบล็อกเชนและเมตาเวิร์ส ซึ่งบริษัทเหล่านี้เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีที่จะช่วยผลักดันการสร้าง Use Case และ Ecosystem ใหม่ๆ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น”  

 

 

“จะเห็นได้ว่าทีแอนด์บีเริ่มขยายเข้าสู่ธุรกิจเพลง อย่างการปั้นศิลปิน Last Idol Thailand ที่เมืองไทย และเริ่มปั่น Talent ในประเทศอื่นๆ หรือแม้แต่การสร้างระบบ AI ที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภาพยนตร์ รวมทั้งนำกลยุทธ์ทางการตลาดด้วยระบบ Cinelytic มาใช้”  

 

ภาคภูมิเชื่อมั่นว่าผลงานที่เกิดขึ้นภายใต้บริษัทต่างๆ ในเครือ ตั้งแต่การผลิตภาพยนตร์ ซีรีส์ ซีรีส์แอนิเมชัน รวมไปถึงธุรกิจ Talent Management, Event และ Streaming Platform จะมาช่วยต่อยอดและทำให้โลกเสมือนและโลกจริงเชื่อมต่อกันได้อย่างแท้จริง 

 

“ทรานส์ลูเซียคือเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับโลกของเรา มันอาจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ แต่คือแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกจากคนหนึ่งสู่อีกคน ขยายต่อไปไม่สิ้นสุดจนเกิดเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนต่อไป” ภาคภูมิกล่าว 

 

ทีแอนด์บีจัดทัพคอนเทนต์ระดับโลกเข้าสั่นสะเทือนจักรวาลวงการบันเทิง

สำหรับการทำตลาดในส่วนคอนเทนต์บันเทิง จิรญา ทองเสน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาดและงานขาย บริษัท ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “ทีแอนด์บีมุ่งสร้างสรรค์คอนเทนต์คุณภาพมาตรฐานระดับโลกร่วมกับพันธมิตรชั้นนำและทีมงานมากประสบการณ์ เพื่อสร้าง Vibrate Happiness to the World และการต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อสร้างความสุขให้กับทุกท่านในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการต่อยอดไปเป็น Physical Product และ Digital Product โดยร่วมมือกับบริษัทในเครือและพันธมิตรในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ” 

 

 

 

ปีนี้ทีแอนด์บีลงทุนผลิตซีรีส์แอนิเมชันและภาพยนตร์ที่กำลังจะทยอยออกสู่สายตาแฟนๆ ได้แก่ Legend of The Two Heroes, Out of The Nest, FriendZSpace, Panda series ซึ่งเป็นโปรเจกต์ร่วมทุนกับ CCTV ช่องรายการระดับนานาชาติของประเทศจีน รวมถึงภาพยนตร์ร่วมทุนสร้างไทย-จีน เรื่อง Start It Up วัยสตาร์ท น็อนสต็อป (นำแสดงโดย ชานน สันตินธรกุล, โจ๊ก โซคูล-กรภพ จันทร์เจริญ และนักแสดงชาวจีน ปีเตอร์ เฉิงอี้หลุน ฯลฯ) ซึ่งมีคิวเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในปี 2023 รวมถึงภาพยนตร์ที่ร่วมทุนสร้างกับ เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ และเอ็ม พิคเจอร์ส เรื่อง อาตมาฟ้าผ่า เตรียมเข้าฉายเดือนเมษายนปีนี้เช่นกัน

  

 

 

ไฮไลต์ที่ต้องพูดถึงคือการจับมือกับ ไซมอน ฟูลเลอร์ (Simon Fuller) โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์และโทรทัศน์ชื่อดังชาวอังกฤษ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของรายการดังมากมาย เช่น Spice World (1997), American Idol: The Search for a Superstar (2002) และ So You Think You Can Dance (2005) สร้างโปรเจกต์แอนิเมชันสุดน่ารัก The Meeps เรื่องราวของผองเพื่อนสัตว์โลกซึ่งหลงใหลในเสียงเพลงรวมตัวกันสร้างวงดนตรีขึ้นมา นอกจากผลงานแอนิเมชัน ไซมอนยังเปิดตัวมิวสิกวิดีโอสุดน่ารัก และ ลามาร์ มอร์ริส (Lamar Morris) มาถ่ายทอดเพลง Love Louder หลังปล่อยขึ้นยูทูบเพียง 1 เดือน ยอดวิวก็ทะลุ 45 ล้านวิวเป็นที่เรียบร้อย ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของทีแอนด์บีในฐานะผู้ร่วมสร้างมิวสิกวิดีโอแอนิเมชันตัวแรกของบริษัท 

 

 

นอกจากการลงทุนและร่วมสร้าง ทีแอนด์บีได้นำเข้าภาพยนตร์ เช่น Vanguard, Ne Zha (นาจา), เฮย ภูตแมวมหัศจรรย์, The Misfits, Josee, The Tiger and The Fish, Tokyo Revengers, Dog, Book of Love, Fireheart, Notre Dame on Fire และ Moon Man อีกด้วย 

 

“โจทย์ของทีแอนด์บีตั้งแต่เริ่มต้นคือการสร้าง Vibrate Happiness to the World ควบคู่ไปกับการส่งเสริมศิลปินไทยให้ดังไกลบนเวทีโลก ที่ผ่านมาเราส่งมอบความสุขผ่านคอนเทนต์ แต่การมาถึงของเมตาเวิร์สจะเปิดโอกาสให้คนที่ชื่นชอบและติดตามผลงานของเราสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกกับเราได้ ให้เป็นโลกใบใหม่ที่ใหญ่ขึ้น ส่วนเรื่องของการขยายไปสู่ตลาดโลก เชื่อว่าทรานส์ลูเซียจะเป็นสะพานที่เชื่อมเราและพาร์ตเนอร์ใหม่ๆ ระดับโลกที่มีเป้าหมายเดียวกันให้มาร่วมทุนสร้างธุรกิจใหม่ๆ ร่วมกัน” จิรญากล่าว  


ทำความรู้จัก ‘อนันตจักรวาล ทรานส์ลูเซีย’ ให้มากขึ้นก่อนเปิดใช้งานจริงในปี 2025 

อธิศ นันทวรุณ กรรมการบริหาร ทรานส์ลูเซีย บอกว่า “ยังมีหลายคนที่คิดว่าเมตาเวิร์สเป็นไกลตัวและเป็นเรื่องที่คนเฉพาะกลุ่มให้ความสนใจ ทว่าทรานส์ลูเซียไม่ใช่เรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาแนวคิดเชิงปรัชญาที่ต้องการให้ผู้คนได้ค้นพบคุณค่าชีวิตผ่านสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสุข’” 

 

 

อธิศฉายภาพให้เห็นว่าทรานส์ลูเซียจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกด้วยคุณค่าหลัก 3 ประการ ได้แก่ 

  • ออกแบบมาให้สร้างผลลัพธ์ในเชิงบวก โดยส่งเสริมให้เกิดการทำความดีผสานไปกับการออกแบบระบบเศรษฐกิจทั้ง Economic Design และ Tokenomic Design เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสร้างสรรค์ผลงาน หรือสร้างธุรกิจเพื่อรองรับเทรนด์ต่างๆ ในอนาคต รวมถึงการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่ให้เกิดการพัฒนาตนเอง พัฒนาสังคม และตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้และพื้นที่ปลอดภัยของทุกคน
  • การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด อย่าง AI, Lightlink บล็อกเชนแบบ Ethereum Layer 2 และระบบ Computing ร่วมกับพาร์ตเนอร์ต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ทรานส์ลูเซียผสมผสานกับระบบเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมร่วมกับระบบเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ มีระบบเสถียรภาพสูงแต่ต้นทุนต่ำ ช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและสินทรัพย์ดิจิทัล
  • การเชื่อมประสบการณ์ของทั้งโลกจริงและโลกเสมือนได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถขยายการสร้างแบรนด์ และการเข้าถึงการสร้างรายได้ทั้งสองโลก ผ่านเทคโนโลยี Digital Twin เพื่อสร้างมูลค่าให้กับสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองโลกได้อย่างไร้รอยต่อ

 
พันธบัตร สันติมากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพัฒนาธุรกิจ ทรานส์ลูเซีย กล่าวเสริมว่า จากนี้ไปการพัฒนาเทคโนโลยีจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์อย่างสร้างสรรค์ รวมไปถึงการช่วยให้ธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ สามารถนำเสนอประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้กับลูกค้า ทำให้โลกนี้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสและเป็นพื้นที่แห่งความสุข ผ่าน Translucia Digital Identity หรือการมีตัวตนในโลกเสมือน ซึ่งจะเป็นเครื่องมือหลักในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งาน

 

 

“เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาแพลตฟอร์มแบบ Decentralized ผู้ใช้งานสามารถบริหารจัดการข้อมูลของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลกิจกรรมต่างๆ บนทรานส์ลูเซีย ตลอดจนความสนใจของแต่ละบุคคล ทุกคนจะมีกรรมสิทธิ์ในการเปิดเผยหรือส่งต่อข้อมูลให้กับผู้อื่น มากไปกว่านั้นยังได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิเคราะห์ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นความถนัด ความชอบ และอารมณ์ต่างๆ เปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวของทุกคน เพื่อแนะนำและติดตามความก้าวหน้า พร้อมสรุปภาพรวมของชีวิตแต่ละบุคคล สิ่งนี้เป็นจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทรานส์ลูเซียส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้กับผู้ใช้งานมากมายในอนาคต” พันธบัตรกล่าว 

 

การออกแบบแพลตฟอร์มที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยไม่เพียงช่วยสร้างความไว้วางใจ แต่ยังเป็นการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนของผู้ใช้งานจำนวนมาก  

 

 

ทรานส์ลูเซีย ประตูบานใหญ่ที่ทีแอนด์บีเปิดให้ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกด้วยกัน จะเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการประยุกต์ใช้ระหว่างความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับชีวิตผู้คนได้อย่างแน่นอน 

 

คุณเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนโลกแห่งอนาคตไปด้วยกันที่ ‘อนันตจักรวาล ทรานส์ลูเซีย’ 

The post ‘ทีแอนด์บี’ เปิด ‘อนันตจักรวาล ทรานส์ลูเซีย’ (Translucia) แห่งแรกของโลกกับการรวมเหล่าจักรวาล ‘เมตาเวิร์ส’ ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น Snap และ Meta พุ่งขึ้นเกือบ 8% และ 3% ขานรับข่าวสหรัฐฯ เตรียมสั่งแบน TikTok จากข้อกังวลด้านความมั่นคง https://thestandard.co/snap-meta-stocks-rise/ Thu, 16 Mar 2023 06:16:46 +0000 https://thestandard.co/?p=763850 Snapchat

หุ้นของ Snap เจ้าของแอปวิดีโอแชตยอดนิยม Snapchat พุ่งขึ […]

The post หุ้น Snap และ Meta พุ่งขึ้นเกือบ 8% และ 3% ขานรับข่าวสหรัฐฯ เตรียมสั่งแบน TikTok จากข้อกังวลด้านความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Snapchat

หุ้นของ Snap เจ้าของแอปวิดีโอแชตยอดนิยม Snapchat พุ่งขึ้นเกือบ 8% สู่ระดับ 11.15 ดอลลาร์ต่อหุ้น ขณะที่หุ้น Meta บริษัทแม่ของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียชื่อดังอย่าง Facebook และ Instagram ก็ปรับสูงขึ้นกว่า 3% สู่ระดับ 203.49 ดอลลาร์ต่อหุ้น หลัง The Wall Street Journal รายงานข่าวว่ารัฐบาลของ โจ ไบเดน กำลังพิจารณาสั่งแบนแอปพลิเคชันคู่แข่งรายสำคัญอย่าง TikTok ของ ByteDance บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ของจีน

 

ในช่วงที่ผ่านมาทั้ง Snap และ Meta ต่างต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดคลิปวิดีโอสั้นที่มี TikTok เป็นเจ้าตลาด โดยงานวิจัยของ Insider Intelligence พบว่า ปัจจุบันผู้ใหญ่ในอเมริกาใช้เวลาอยู่กับแอป TikTok ต่อวันสูงถึง 55.8 นาที ซึ่งสูงกว่าการใช้เวลาบน Snapchat ที่ 30.8 นาทีต่อวัน, Instagramที่ 30.6 นาทีต่อวัน และ Facebook ที่ 30.2 นาทีต่อวัน

 

ย้อนกลับไปในสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มมีกระแสข่าวออกมาว่าทางการสหรัฐฯ อาจผ่านกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลของ โจ ไบเดน สามารถสั่งแบน TikTok ได้ โดยให้เหตุผลว่าการที่ TikTok เป็นแพลตฟอร์มของประเทศจีนอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ 

 

โดยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา วุฒิสภาสหรัฐอเมริกาได้เคยลงคะแนนเสียงเห็นชอบต่อร่างกฎหมายฉบับใหม่ ที่สั่งห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางติดตั้งแอปพลิเคชัน TikTok ในสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของรัฐไปแล้ว

 

ทั้งนี้ ByteDance เคยออกแถลงการณ์ระบุว่า รู้สึกผิดหวังที่หลายรัฐเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองด้วยการออกนโยบายจากความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ TikTok ซึ่งไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการสั่นคลอนความมั่นคงของสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ยังระบุว่า วิธีที่ดีที่สุดในการจัดการข้อกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติของสหรัฐฯ คือการมีระบบปกป้องข้อมูลของผู้ใช้งานที่โปร่งใสและมีมาตรฐาน สามารถตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยบุคคลที่สาม ซึ่งบริษัทได้ดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อ้างอิง:

The post หุ้น Snap และ Meta พุ่งขึ้นเกือบ 8% และ 3% ขานรับข่าวสหรัฐฯ เตรียมสั่งแบน TikTok จากข้อกังวลด้านความมั่นคง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรับกลยุทธ์ใหม่! ‘Meta’ ประกาศหยุดให้บริการเกี่ยวกับ ‘NFT’ ใน ‘Instagram’ และ ‘Facebook’ กลับมาเน้นที่ ‘Reels’ มากขึ้น https://thestandard.co/meta-end-support-for-nft/ Wed, 15 Mar 2023 03:16:48 +0000 https://thestandard.co/?p=763051

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 มีนาคม) ‘Stephane Kasriel’ […]

The post ปรับกลยุทธ์ใหม่! ‘Meta’ ประกาศหยุดให้บริการเกี่ยวกับ ‘NFT’ ใน ‘Instagram’ และ ‘Facebook’ กลับมาเน้นที่ ‘Reels’ มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 มีนาคม) ‘Stephane Kasriel’ หัวหน้าฝ่ายด้านพาณิชย์และการเงินของ Meta ได้ประกาศผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า Meta จะหยุดการให้บริการ ‘NFT’ บนแพลตฟอร์มในเครือ ได้แก่ Instagram และ Facebook เพื่อหาทางสนับสนุนเหล่าครีเอเตอร์ ผู้ใช้งาน และธุรกิจ ด้วยฟีเจอร์อื่นอย่าง ‘Reels’ มากขึ้น

 

โดย Stephane ได้กล่าวขอบคุณพาร์ตเนอร์ที่ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมและเข้ามาร่วมการเดินทางในครั้งนี้ (บริการ NFT) ซึ่งทำให้เขาและทีมได้เรียนรู้เป็นอย่างมากสำหรับการนำไปพัฒนาและต่อยอดผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อสนับสนุนเหล่าครีเอเตอร์และผู้ใช้งานทั้งในปัจจุบัน และการทำ Metaverse ในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม หัวหน้าฝ่ายพาณิชย์ของ Meta ยืนยันว่าบริษัทยังไม่ทิ้งอุดมการณ์ที่จะหาทางสนับสนุนครีเอเตอร์ให้สามารถเข้าถึงเหล่าแฟนคลับได้อย่างดีที่สุด

 

ในตอนนี้ Meta จะเปลี่ยนไปมุ่งเน้นในฟีเจอร์อื่นอย่าง Reels มากขึ้น เพื่อรองรับการส่งข้อความ (Messaging) และสร้างรายได้ (Monetization) ให้กับเหล่าครีเอเตอร์และผู้ใช้งาน

 

ทั้งนี้ Meta ก็จะยังคงทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ด้าน NFT หรือ Web 3.0 ให้สามารถมาใช้เครื่องมือของ Meta เพื่อให้เขาเหล่านั้นสร้างการเติบโตของคอมมูนิตี้ตนเองได้

 

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2022 Meta ได้ทดลองห้บริการฟีเจอร์ Digital Collectibles เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถแสดง NFT ผ่านแพลตฟอร์มในเครือ ก่อนจะเปิดให้บริการอย่างเต็มที่ในเดือนกันยายน

 

และในเดือนพฤศจิกายน ปี 2022 Meta ก็ได้ให้บริการฟีเจอร์ที่ให้เหล่าครีเอเตอร์สามารถสร้าง (Mint) และขาย NFT ของตนเองบนเครือข่ายบล็อกเชนของ Polygon ผ่านแพลตฟอร์มในเครือ Meta ได้โดยตรง

 

แม้ฟีเจอร์ดังกล่าวจะมียอดผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น แต่ดูเหมือนว่าหัวเรือใหญ่ของ Meta อย่าง Mark Zuckerberg กำลังเปลี่ยนโฟกัสเพื่อไปทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง Decentralized Social Media หรือแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียแบบไร้ศูนย์กลาง

 

นอกจากนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (10 มีนาคม) สำนักข่าว The Wall Street Journal ยังได้มีรายงานออกมาว่า Meta กำลังวางแผนปลดคนออก และจะระงับบางโปรเจกต์ของบริษัทในช่วงต่อจากนี้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post ปรับกลยุทธ์ใหม่! ‘Meta’ ประกาศหยุดให้บริการเกี่ยวกับ ‘NFT’ ใน ‘Instagram’ และ ‘Facebook’ กลับมาเน้นที่ ‘Reels’ มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>