Meta Platforms Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/meta-platforms/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 01 Aug 2026 08:16:16 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 EssilorLuxottica กำไรครึ่งปีแรกโต 13% จากกระแสแว่นตาอัจฉริยะ https://thestandard.co/essilorluxottica-profit-smartglass-growth/ Sat, 01 Aug 2026 08:16:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1237199 ภาพโลโก้ EssilorLuxottica หรือแว่นตาอัจฉริยะ

บริษัท EssilorLuxottica ผู้ผลิตแว่นตารายใหญ่ที่สุดของโล […]

The post EssilorLuxottica กำไรครึ่งปีแรกโต 13% จากกระแสแว่นตาอัจฉริยะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโลโก้ EssilorLuxottica หรือแว่นตาอัจฉริยะ

บริษัท EssilorLuxottica ผู้ผลิตแว่นตารายใหญ่ที่สุดของโลก เปิดเผยผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2026 โดยมีกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted Operating Profit) อยู่ที่ 1.9 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) อยู่ที่ 18.6% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 16.3%

 

ผลประกอบการครั้งนี้ มีแรงส่งจากกระแสแว่นตาอัจฉริยะ (Smartglass) ที่ทั้ง EssilorLuxottica และ Meta Platforms ถือเป็นผู้เล่นรายแรกที่สร้างความได้เปรียบก่อนใคร และเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความสำเร็จของแว่น Ray-Ban Meta และ Oakley Meta อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่ต้นทุนชิ้นส่วนยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อแนวโน้มการเติบโตของยอดขายและอัตรากำไรในอนาคต

 

ในขณะเดียวกัน รายได้ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 7.69 พันล้านยูโร เพิ่มขึ้น 8.7% เมื่อคำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Constant Currency) แต่ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 7.75 พันล้านยูโร หรือเติบโต 10.1% ส่งผลให้บริษัทไม่ได้เปิดเผยตัวเลขกำไรเฉพาะของไตรมาสดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในตลาดแว่น AI มีแนวโน้มเข้มข้นขึ้น หลัง Alphabet และ Apple ต่างเตรียมเข้าสู่ตลาด ขณะที่ Meta เริ่มวางจำหน่ายแว่น AI ภายใต้แบรนด์ของตัวเองในราคาเริ่มต้น 299 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่ารุ่น Ray-Ban Meta Wayfarer ราว 80 ดอลลาร์ แม้ EssilorLuxottica จะยังคงเป็นผู้ผลิตกรอบแว่นให้กับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวก็ตาม

 

ในด้านภูมิภาค รายได้จากตลาดอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัท เติบโต 7.2% ในไตรมาส 2 ชะลอลงจาก 12.5% ในไตรมาสแรก โดยบริษัทระบุว่าเป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจมหภาคทั่วโลกที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น

 

นอกเหนือจากธุรกิจแว่น AI แล้ว EssilorLuxottica ยังเดินหน้าขยายธุรกิจด้านเทคโนโลยีการแพทย์ โดยยอดขายผลิตภัณฑ์สำหรับการควบคุมภาวะสายตาสั้น (Myopia Management) เติบโต 24% ในไตรมาส 2 ขณะที่ยอดขายในภูมิภาคเอเชียได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อกิจการแว่นท็อปเจริญ (Top Charoen) ในประเทศไทยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

 

ปัจจุบันบริษัท EssilorLuxottica มีแบรนด์ในเครือและสิทธิ์การผลิตแว่นให้กับแบรนด์แฟชั่นและลักชัวรีชั้นนำจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Ray-Ban, Oakley, Persol, Oliver Peoples, Vogue Eyewear รวมถึงผลิตและจัดจำหน่ายแว่นภายใต้ลิขสิทธิ์ของแบรนด์อย่าง Prada, Chanel, Burberry, Dolce & Gabbana, Armani, Versace และ Coach ทำให้ EssilorLuxottica ครองบทบาทสำคัญทั้งในตลาดแว่นสายตา แว่นกันแดด และปัจจุบันยังเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของตลาดแว่นอัจฉริยะ (AI Smart Glasses) ผ่านความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีของฝั่งสหรัฐอเมริกา

 

อ้างอิง:

 

The post EssilorLuxottica กำไรครึ่งปีแรกโต 13% จากกระแสแว่นตาอัจฉริยะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX ตั้งเป้ามูลค่าบริษัททะลุ 65 ล้านล้านบาท เตรียมทำ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้า Meta และ Tesla ของมัสก์เอง https://thestandard.co/spacex-ipo-2-trillion/ Sun, 05 Apr 2026 08:27:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1194976 SpaceX เตรียมทำ IPO ครั้งใหญ่ มูลค่าทะลุ 65 ล้านล้านบาท

SpaceX ได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย ‘มูลค่าบริษัท’ […]

The post SpaceX ตั้งเป้ามูลค่าบริษัททะลุ 65 ล้านล้านบาท เตรียมทำ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้า Meta และ Tesla ของมัสก์เอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SpaceX เตรียมทำ IPO ครั้งใหญ่ มูลค่าทะลุ 65 ล้านล้านบาท

SpaceX ได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย ‘มูลค่าบริษัท’ ที่จะใช้ในการเสนอขายหุ้น IPO ให้สูงทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 65.26 ล้านล้านบาท) ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวในตลาดหุ้นที่อาจยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

Bloomberg News รายงานว่า อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัทจรวด ดาวเทียม และเทคโนโลยี AI พร้อมด้วยทีมที่ปรึกษา กำลังนำเสนอตัวเลขดังกล่าวแก่นักลงทุน โดยการนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นนี้น่าจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนการประเมินมูลค่า ก่อนที่จะมีการประชุมอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

ใหญ่กว่า Magnificent 7

 

มูลค่าบริษัทที่พุ่งสูงกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐนี้ถือเป็นการเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ใน 3 ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน หลังจากที่ Bloomberg News เคยรายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าการเข้าซื้อกิจการ xAI ทำให้บริษัทควบรวมมีมูลค่าอยู่ที่ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 40.78 ล้านล้านบาท)

 

หากประเมินจากตัวเลขนี้ SpaceX จะมีมูลค่าแซงหน้าบริษัทเกือบทั้งหมดในดัชนี S&P 500 โดยเป็นรองเพียง 5 บริษัทเท่านั้น ซึ่งได้แก่ Nvidia Corp, Apple Inc, Alphabet Inc, Microsoft Corp และ Amazon.com Inc ทำให้บริษัทมีขนาดใหญ่กว่า Meta Platforms Inc และ Tesla Inc ของมัสก์เอง ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้เป็นสมาชิกในกลุ่มหุ้นที่เรียกว่า Magnificent 7 เช่นกัน

 

SpaceX ได้ยื่นเอกสารการทำ IPO แบบเป็น ‘ความลับ’ กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาแล้ว คาดว่าการจดทะเบียนอาจเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ซึ่งอาจทำให้บริษัทกลายเป็นรายแรกในกลุ่ม ‘เมกะไอพีโอ’ ตามมาด้วย OpenAI และ Anthropic PBC

 

ส่วนในแง่ของตัวเลข ‘การระดมทุน’ ซึ่งแยกต่างหากจากมูลค่าบริษัทนั้น การ IPO ครั้งนี้อาจกวาดเม็ดเงินได้สูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.44 ล้านล้านบาท) หากเป็นไปตามเป้า ตัวเลขนี้จะทำให้การ IPO ของ SpaceX ใหญ่กว่าสถิติเดิมของ Saudi Aramco ที่เคยระดมทุนได้ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.46 แสนล้านบาท) ในปี 2019 อย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของการเสนอขายหุ้นยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เนื่องจากกระบวนการพิจารณายังคงดำเนินอยู่

 

เชื่อมโยง AI เข้ากับอวกาศ

 

บริษัทตั้งเป้าที่จะนำเงินทุนที่ได้ไปต่อยอดวิสัยทัศน์ของมัสก์ในการสร้างศูนย์ข้อมูล AI บนอวกาศรวมถึงการตั้งฐานผลิตบนดวงจันทร์ นอกจากนี้เขายังมักพูดถึงความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอย่างการสร้างเมืองที่พึ่งพาตนเองได้บนดาวอังคาร แม้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนจะมองว่าอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงก็ตาม

 

มัสก์ได้กล่าวเมื่อเดือนมีนาคมว่าโครงการ Terafab ซึ่งจะผลิตชิปสำหรับหุ่นยนต์ AI และศูนย์ข้อมูลบนอวกาศ จะถูกบริหารงานร่วมกันระหว่าง Tesla และ SpaceX โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา Tesla เปิดเผยว่าได้ลงทุนมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.52 หมื่นล้านบาท) ใน xAI

 

จอร์จ เฟอร์กูสัน และ เวย์น แซนเดอร์ส นักวิเคราะห์จาก Bloomberg Intelligence ชี้ว่า SpaceX เป็นผู้นำด้านการปล่อยจรวดและบริการบรอดแบนด์วงโคจรต่ำ ธุรกิจปล่อยจรวดและ Starlink ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลัก โดยคาดว่าจะทำรายได้เข้าใกล้ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.52 แสนล้านบาท) ในปี 2026 ขณะที่ xAI น่าจะทำรายได้น้อยกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.26 หมื่นล้านบาท)

 

เอมิลี เจิ้ง นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Pitchbook มองว่าการดึง xAI เข้ามาอยู่ภายใต้ร่มเงาเดียวกันช่วยให้มัสก์สามารถแสดงเรื่องการรวมศูนย์ต้นทุนต่อนักลงทุน

 

ขณะเดียวกันการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นยังอาจทำให้มัสก์อยู่ในเส้นทางที่จะก้าวขึ้นเป็น ‘เศรษฐีล้านล้าน’ คนแรกของโลก หากมูลค่าของบริษัททะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 32.63 ล้านล้านบาท) ตามความคาดหมาย

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.63 บาท ณ วันที่ 5 เมษายน 2569

 

ภาพ: Samuel Boivin / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post SpaceX ตั้งเป้ามูลค่าบริษัททะลุ 65 ล้านล้านบาท เตรียมทำ IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์ แซงหน้า Meta และ Tesla ของมัสก์เอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาติแรกในอาเซียน! อินโดนีเซียเตรียมแบนโซเชียลฯ เด็กต่ำกว่า 16 ปี รับมือ ‘ภาวะฉุกเฉินทางดิจิทัล’ https://thestandard.co/indonesia-bans-social-media-kids/ Sat, 07 Mar 2026 06:57:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1185365 ภาพประกอบเด็กกำลังใช้โซเชียลมีเดียในอินโดนีเซีย เพื่อสื่อถึงข่าวการแบนโซเชียลฯ สำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปี

อินโดนีเซียเตรียมแบนโซเชียลมีเดียในกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว […]

The post ชาติแรกในอาเซียน! อินโดนีเซียเตรียมแบนโซเชียลฯ เด็กต่ำกว่า 16 ปี รับมือ ‘ภาวะฉุกเฉินทางดิจิทัล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเด็กกำลังใช้โซเชียลมีเดียในอินโดนีเซีย เพื่อสื่อถึงข่าวการแบนโซเชียลฯ สำหรับเด็กต่ำกว่า 16 ปี

อินโดนีเซียเตรียมแบนโซเชียลมีเดียในกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ถือเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดำเนินนโยบายดังกล่าว ชี้เป็นมาตรการรับมือ ‘ภาวะฉุกเฉินทางดิจิทัล’ และ ‘ปกป้องเด็ก’ จากความเสี่ยงในโลกออนไลน์

 

เมื่อวานนี้ (6 มีนาคม) เมตยา ฮาฟิด (Meutya Hafid) รัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัลอินโดนีเซียเปิดเผยว่า เธอได้ลงนามกฎระเบียบของรัฐบาล ที่ห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียดังต่อไปนี้ Youtube, Facebook, Instagram, Threads, X, Roblox และ Bigo Live โดยระบุว่า เป็นมาตรการรับมือภาวะฉุกเฉินทางดิจิทัล

 

ฮาฟิซให้เหตุผลว่า การแบนโซเชียลฯ ในเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี เกิดจากภัยคุกคามในออนไลน์ที่กำลังอยู่ในโลกความเป็นจริงมากขึ้น ทั้งการเข้าถึงสื่อลามก การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การฉ้อโกงออนไลน์​ ไปจนถึง ‘อาการเสพติด’ การใช้โซเชียลฯ ซึ่งรัฐบาลต้องเข้ามาดำเนินการเพื่อไม่ให้กลุ่มผู้ปกครองต่อสู้กับอำนาจอัลกอริทึมเพียงลำพัง และทวงคืนอนาคตของเยาวชนในประเทศ

 

“เราตระหนักดีว่า การบังคับใช้กฎระเบียบนี้อาจทำให้เกิดความไม่สะดวกในช่วงแรก เด็กอาจบ่น และผู้ปกครองอาจสับสนว่า จะรับมือกับคำบ่นของลูกอย่างไร” เธอระบุ

 

นโยบายดังกล่าวส่งผลให้อินโดนีเซียเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลฯ โดยการแบนจะเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม จนกว่าแพลตฟอร์มทุกประเภทจะปฏิบัติตามข้อกำหนดได้อย่างครบถ้วน

 

ทั้งนี้ The Guardian และ BBC รายงานว่า กลุ่มผู้ปกครองตอบรับนโยบายดังกล่าวเป็นอย่างดี โดยมีบางส่วนขอให้รัฐแบนเว็บไซต์ลามกและพนันออนไลน์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจาก ELSAM ระบุว่า การคุ้มครองเด็กไม่ควรจำกัดแค่อายุ แต่ก็ไม่ควรละเลยการเข้าถึงข้อมูลและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเยาวชน ซึ่งต้องตั้งอยู่บนหลักความชอบด้วยกฎหมาย ความจำเป็น และความได้สัดส่วน

 

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการสื่อสารและกิจการดิจิทัลอินโดนีเซียได้เข้าตรวจสอบสำนักงานใน Meta Platforms ในกรุงจาการ์ตาโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หลังมีความกังวลถึงการจัดการเนื้อหาที่เป็นอันตรายบนแพลตฟอร์มของบริษัท เช่น Facebook, Instagram และ WhatsApp

 

นอกจากออสเตรเลียที่นำร่องนโยบายจำกัดการใช้โซเชียลฯ ของเยาวชนในเดือนธันวาคม 2025 ประเทศอื่นๆ ในยุโรปอย่างสเปน, ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ก็กำลังพิจารณาบังคับใช้มาตรการดังกล่าว ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่า เด็กๆ กำลังได้รับผลกระทบจากเนื้อหาในโซเชียลมีเดีย ซึ่งไม่ได้รับการดูแลแต่อย่างใด

 

แฟ้มภาพ: Hollie Adams / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ชาติแรกในอาเซียน! อินโดนีเซียเตรียมแบนโซเชียลฯ เด็กต่ำกว่า 16 ปี รับมือ ‘ภาวะฉุกเฉินทางดิจิทัล’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Alphabet ปิดดีลระดมทุน 6.6 แสนล้านบาท และเตรียมออกหุ้นกู้อายุ 100 ปี เพิ่ม เร่งลงทุน AI https://thestandard.co/alphabet-funding-bond-ai-investment/ Tue, 10 Feb 2026 06:08:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1176882 โลโก้ Alphabet บริษัทแม่ Google สื่อถึงการระดมทุนและลงทุน AI

Alphabet Inc. บริษัทแม่ของ Google ระดมทุน 6.6 แสนล้านบา […]

The post Alphabet ปิดดีลระดมทุน 6.6 แสนล้านบาท และเตรียมออกหุ้นกู้อายุ 100 ปี เพิ่ม เร่งลงทุน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Alphabet บริษัทแม่ Google สื่อถึงการระดมทุนและลงทุน AI

Alphabet Inc. บริษัทแม่ของ Google ระดมทุน 6.6 แสนล้านบาท ผ่านหุ้นกู้สกุลดอลลาร์ และมีแผนจะขายหุ้นกู้อายุ 100 ปี เพิ่มเติม

 

Alphabet ระดมทุนได้ถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 6.6 แสนล้านบาท ในการขายหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ตอนแรกที่ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากมียอดจองซื้อสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะระดมทุนในสวิตเซอร์แลนด์และสหราชอาณาจักรเพิ่มเติม รวมถึงการขายหุ้นกู้อายุ 100 ปี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก และนับเป็นครั้งแรกที่บริษัทเทคโนโลยีพยายามเสนอขายในลักษณะนี้ นับตั้งแต่ยุคดอทคอมในช่วงปลายทศวรรษ 1990

 

แผนการระดมทุนครั้งใหญ่นี้ เกิดขึ้นหลังจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อย่าง Meta Platforms Inc. และ Amazon.com Inc. ออกมาระบุว่า พวกเขากำลังเร่งการลงทุนเกี่ยวกับ AI ตามแผนที่วางไว้ จนเกิดความกังวลว่าหนี้สินหลายพันล้านดอลลาร์จะสร้างแรงกดดันต่อตลาดสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนนักลงทุนจะมองข้ามความกังวลเหล่านั้นไป เนื่องจากยอดขายหุ้นกู้ของ Alphabet มียอดจองซื้อเข้ามามากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์

 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Alphabet กล่าวว่า มีแผนลงทุน (Capex) สูงถึง 1.85 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งมากกว่ายอดรวมที่ใช้ไปในช่วงสามปีที่ผ่านมา เนื่องจากการลงทุนอย่างหนักในศูนย์ข้อมูล ซึ่งมีความสำคัญต่อเป้าหมายด้าน AI โดยบริษัทระบุว่าการลงทุนเหล่านี้เริ่มช่วยเพิ่มรายได้แล้ว เนื่องจาก AI กระตุ้นให้มีการค้นหาออนไลน์มากขึ้น

 

Morgan Stanley คาดการณ์ว่า กลุ่ม Hyperscalers หรือผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ จะกู้ยืมเงินรวม 4 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 1.65 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025

 

Vishwas Patkar หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินเชื่อสหรัฐฯ ของธนาคารระบุว่า มหกรรมการเสนอขายนี้จะผลักดันให้การออกตราสารหนี้เกรดน่าลงทุน (High-grade debt) พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 2.25 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้

 

ในขณะที่บริษัทอื่นๆ ที่รู้จักกันในชื่อ Hyperscalers ต่างก็เพิ่มการใช้จ่ายเช่นกัน มีการคาดการณ์ว่า รายจ่ายฝ่ายทุนของบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุด 4 แห่งของสหรัฐฯ จะสูงถึงประมาณ 6.5 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2026 ซึ่งจะขับเคลื่อนให้เกิดความเฟื่องฟูด้านการจัดหาเงินทุน และเทคโนโลยีที่อาจพลิกโฉมเศรษฐกิจโลกได้อย่างสิ้นเชิง

 

ตามข้อมูลจากแหล่งข่าว การขายหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐของ Alphabet เมื่อวันจันทร์แบ่งออกเป็น 7 ชุด โดยอัตราผลตอบแทน (Yield) ของชุดที่มีอายุยาวนานที่สุด ซึ่งจะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2066 อยู่ที่ระดับเดียวกับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ บวกด้วยส่วนชดเชยความเสี่ยงอีก 0.95% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขส่วนชดเชยความเสี่ยงดังกล่าวต่ำกว่าที่ตลาดเคยพูดถึงกันก่อนหน้านี้ที่ 1.2%

 

ภาพ: Justin Sullivan/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

The post Alphabet ปิดดีลระดมทุน 6.6 แสนล้านบาท และเตรียมออกหุ้นกู้อายุ 100 ปี เพิ่ม เร่งลงทุน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ร่วมลงนามกับบุคคลหลากขั้วการเมืองและเทคโนโลยี เรียกร้องให้สั่งห้ามพัฒนา Superintelligence หวั่นเกิดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ https://thestandard.co/harry-meghan-ban-superintelligence/ Tue, 28 Oct 2025 10:11:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1136589 เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ร่วมลงนามกับบุคคลหลากขั้วการเมืองและเทคโนโลยี เรียกร้องให้สั่งห้ามพัฒนา Superintelligence หวั่นเกิดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์

เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ได้เข้า […]

The post เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ร่วมลงนามกับบุคคลหลากขั้วการเมืองและเทคโนโลยี เรียกร้องให้สั่งห้ามพัฒนา Superintelligence หวั่นเกิดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ร่วมลงนามกับบุคคลหลากขั้วการเมืองและเทคโนโลยี เรียกร้องให้สั่งห้ามพัฒนา Superintelligence หวั่นเกิดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์

เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ดยุกและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ได้เข้าร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกฉบับสำคัญ ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์, นักเศรษฐศาสตร์, ศิลปิน, ผู้นำคริสเตียนนิกายอีแวนเจลิคัล และผู้ทรงอิทธิพลจากหลากหลายขั้วการเมืองทั่วโลก เพื่อเรียกร้องให้มีการสั่ง ‘ห้าม’ พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ระดับ Superintelligence หรือ อภิปัญญาประดิษฐ์ จนกว่าจะมั่นใจได้ว่าปลอดภัยและควบคุมได้

 

จดหมายฉบับดังกล่าวซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธ (22 ต.ค.) ที่ผ่านมาโดยกลุ่มบุคคลสาธารณะที่มีความหลากหลายทั้งทางการเมืองและภูมิศาสตร์ มีเป้าหมายพุ่งตรงไปยังบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Google, OpenAI และ Meta Platforms ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อสร้าง AI ที่มีความสามารถเหนือกว่ามนุษย์ในแทบทุกด้าน

 

แถลงการณ์สั้นๆ ความยาวเพียง 30 คำในจดหมายระบุว่า “เราเรียกร้องให้มีการสั่งห้ามการพัฒนา Superintelligence โดยคำสั่งห้ามนี้จะไม่ถูกยกเลิก จนกว่าจะมีฉันทามติทางวิทยาศาสตร์ในวงกว้างว่าการพัฒนานั้นสามารถทำได้อย่างปลอดภัยและควบคุมได้ และได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากสาธารณชน”

 

จดหมายได้เกริ่นนำถึงยอมรับว่าเครื่องมือ AI อาจนำมาซึ่งประโยชน์ด้านสุขภาพและความเจริญรุ่งเรือง แต่ในขณะเดียวกัน “บริษัท AI ชั้นนำหลายแห่งก็มีเป้าหมายที่ประกาศไว้ชัดเจนในการสร้าง Superintelligence ภายในทศวรรษหน้า ที่สามารถทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ทุกคนในแทบทุกด้าน”

 

ข้อความดังกล่าวยังระบุถึงความกังวลที่เกิดขึ้นตามมา ตั้งแต่ “การที่มนุษย์จะตกยุคทางเศรษฐกิจและสูญเสียอำนาจ, การสูญเสียเสรีภาพ, สิทธิพลเมือง, ศักดิ์ศรี และการควบคุม ไปจนถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงของชาติ และแม้กระทั่งความเป็นไปได้ในการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์”

 

เจ้าชายแฮร์รีได้แนบข้อความส่วนตัวเพิ่มเติมว่า “อนาคตของ AI ควรมารับใช้ ‘มนุษยชาติ’ ไม่ใช่มาแทนที่ ผมเชื่อว่าบทพิสูจน์ที่แท้จริงของความก้าวหน้าไม่ได้อยู่ที่ว่าเราเคลื่อนไปได้เร็วแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเรานำทางได้อย่างชาญฉลาดเพียงใด เราไม่มีโอกาสแก้ตัวครั้งที่สอง”

 

สจวร์ต รัสเซล (Stuart Russell) หนึ่งในผู้บุกเบิกด้าน AI และศาสตราจารย์จาก UC Berkeley ซึ่งร่วมลงนามด้วย ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “นี่ไม่ใช่การสั่งห้ามหรือการระงับการพัฒนาในความหมายปกติทั่วไป แต่เป็นเพียงข้อเสนอที่ต้องการให้มีมาตรการด้านความปลอดภัยที่เพียงพอสำหรับเทคโนโลยีที่แม้แต่ผู้พัฒนาเองก็ยอมรับว่ามีโอกาสสำคัญที่จะทำให้เกิดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์”

 

ผู้ร่วมลงนามคนสำคัญอื่นๆ ยังรวมถึง โยชัว เบนจิโอ (Yoshua Bengio) และ เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) สองผู้บุกเบิก AI ซึ่งได้รับรางวัล Turing Award ร่วมกัน โดยฮินตันยังได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์เมื่อปีที่แล้วด้วย ทั้งคู่ต่างออกมาแสดงความกังวลถึงอันตรายของเทคโนโลยีที่พวกเขาเคยมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้นมา

 

รายชื่อผู้ลงนามยังสร้างความประหลาดใจด้วยการปรากฏตัวของ สตีฟ แบนนอน (Steve Bannon) และ เกล็นน์ เบ็ค (Glenn Beck) ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลในกลุ่มอนุรักษ์นิยมอเมริกัน สะท้อนถึงความพยายามของผู้จัดทำจดหมายจากสถาบัน Future of Life Institute (FLI) ที่จะสร้างแนวร่วมให้กว้างขวางที่สุด แม้ว่าทำเนียบขาวของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะมีท่าทีต้องการผ่อนคลายกฎระเบียบด้าน AI ก็ตาม

 

นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ อีกมากมาย เช่น สตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak) ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple, ริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson) มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ, ไมค์ มัลเลน (Mike Mullen) อดีตประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมสหรัฐฯ และ ซูซาน ไรซ์ (Susan Rice) อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ

 

แมรี โรบินสัน (Mary Robinson) อดีตประธานาธิบดีไอร์แลนด์, สมาชิกรัฐสภาทั้งในปัจจุบันและอดีตจากสหราชอาณาจักร, ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ก็ได้ร่วมลงนามด้วย เช่นเดียวกับนักแสดงอย่าง สตีเฟน ฟราย (Stephen Fry) และ โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ (Joseph Gordon-Levitt) รวมถึงนักดนตรีอย่าง วิล.ไอ.แอม (will.i.am) ซึ่งก่อนหน้านี้เคยแสดงท่าทีเปิดรับการใช้ AI ในการสร้างสรรค์ผลงานเพลง

 

นักแสดงอย่าง โจเซฟ กอร์ดอน-เลวิตต์ ซึ่งภรรยาของเขาเคยเป็นกรรมการบอร์ดบริหารของ OpenAI ได้เขียนสนับสนุนว่า “ใช่ เราต้องการเครื่องมือ AI ที่ช่วยรักษาโรคหรือเสริมความมั่นคงของชาติ แต่ AI จำเป็นต้องเลียนแบบมนุษย์, มากล่อมเกลาลูกหลานของเรา หรือทำให้เราเสพติดเนื้อหาไร้สาระ เพื่อทำเงินมหาศาลจากการขายโฆษณาด้วยหรือ? คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการแบบนั้น”

 

จดหมายฉบับนี้มีแนวโน้มที่จะจุดชนวนการถกเถียงครั้งใหญ่ในแวดวงนักวิจัย AI เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่แท้จริงของ AI ที่เหนือกว่ามนุษย์ และระดับความอันตรายที่อาจเกิดขึ้น แม็กซ์ เทกมาร์ก (Max Tegmark) ประธานของ FLI และศาสตราจารย์จาก MIT กล่าวว่า “ในอดีตมักจะเป็นแค่การโต้เถียงกันในกลุ่มคนวงใน แต่สิ่งที่เห็นในตอนนี้คือการที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้กลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว”

 

ประเด็นที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นคือ บริษัทที่กำลังเร่งพัฒนา Superintelligence หรือที่บางครั้งเรียกว่า Artificial General Intelligence (AGI) นั้น ก็มักจะมีการโฆษณาเกินจริงถึงความสามารถของผลิตภัณฑ์ของตนเองเพื่อผลประโยชน์ทางการตลาด ซึ่งยิ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ในวงการ AI มากขึ้นไปอีก

 

เทกมาร์กยอมรับว่า “มีเรื่องราวที่ถูกปั่นกระแสเกินจริงอยู่มาก และคุณต้องระมัดระวังในฐานะนักลงทุน แต่นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่า โดยภาพรวมแล้ว AI ได้ก้าวหน้าไปเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้มากในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา”

 

FLI เคยเป็นผู้ริเริ่มจดหมายเรียกร้องให้มีการระงับการพัฒนา AI ชั่วคราวมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนมีนาคม 2023 แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายใดเลย และผู้ลงนามคนสำคัญที่สุดในครั้งนั้นอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ก็กำลังแอบก่อตั้งบริษัท AI ของตัวเองเพื่อมาแข่งขันในขณะนั้นเช่นกัน

 

เทกมาร์กกล่าวว่า เขาได้ส่งจดหมายถึงซีอีโอของบริษัท AI รายใหญ่ทุกแห่งในครั้งนี้ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าพวกเขาจะร่วมลงนาม “ผมเห็นใจพวกเขานะ เพราะพวกเขากำลังติดอยู่ในการแข่งขันที่รุนแรงจนรู้สึกว่ามีแรงกดดันที่ไม่อาจต้านทานได้ที่จะต้องเดินหน้าต่อไป” ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ต้องสร้างแรงกดดันทางสังคมต่อการแข่งขันพัฒนา Superintelligence จนกว่ารัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงในที่สุด

 

ภาพ : Kirsty O’Connor – WPA Pool/Getty Images

อ้างอิง:

The post เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน ร่วมลงนามกับบุคคลหลากขั้วการเมืองและเทคโนโลยี เรียกร้องให้สั่งห้ามพัฒนา Superintelligence หวั่นเกิดการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI ก็ทำคลิปหมูเด้งได้! Meta เปิดตัว Movie Gen โมเดลสร้างวิดีโอพร้อมเสียงประกอบเพิ่มความสมจริง เตรียมชน OpenAI https://thestandard.co/meta-launches-movie-gen/ Mon, 07 Oct 2024 05:55:57 +0000 https://thestandard.co/?p=992620

Movie Gen โมเดล AI ตัวใหม่ล่าสุดจาก Meta ที่กำลังจะทำให […]

The post AI ก็ทำคลิปหมูเด้งได้! Meta เปิดตัว Movie Gen โมเดลสร้างวิดีโอพร้อมเสียงประกอบเพิ่มความสมจริง เตรียมชน OpenAI appeared first on THE STANDARD.

]]>

Movie Gen โมเดล AI ตัวใหม่ล่าสุดจาก Meta ที่กำลังจะทำให้ครีเอเตอร์สามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงที่มีความละเอียดและสมจริงได้ โดยเว็บไซต์ของ Meta หน้าแรกจะแสดงให้เห็นถึงคลิปสั้นของฮิปโปตัวน้อยที่มีลักษณะคล้าย ‘หมูเด้ง’

 

Reuters รายงานว่า Meta เคลมศักยภาพของโมเดลว่ามีความสามารถเทียบชั้นกับโมเดลที่เคยออกมาก่อนหน้านี้จากคู่แข่งอย่าง Sora ของ OpenAI หรือ ElevenLabs

 

Movie Gen ใช้ Input ประเภทข้อความหรือภาพนิ่งต้นฉบับในการสร้างวิดีโอออกมา พร้อมทั้งเลือกดนตรีและเสียงประกอบที่เข้ากับสถานการณ์ด้วยการประเมินของ AI หรือจะเปลี่ยนวัตถุที่เคยอยู่ในวิดีโอต้นฉบับให้กลายเป็นของใหม่เลยก็สามารถทำได้

 

หนึ่งในตัวอย่างที่ Meta เผยให้เห็นบนเว็บไซต์ของตนคือการเปลี่ยนโคมลอยให้กลายเป็นฟองสบู่ด้วยการเขียนคำสั่งว่า “เปลี่ยนโคมลอยเป็นฟองสบู่ที่กำลังลอยขึ้นฟ้า”

 

 

นอกจากนี้ Movie Gen ยังเปลี่ยนภาพนิ่งต้นฉบับ (มุมขวาบน) ให้กลายเป็นวิดีโอได้อีกด้วย โดยบริษัทเผยตัวอย่างการใช้ภาพนิ่งของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นวิดีโอว่าเธอกำลังนั่งอยู่ในทุ่งฟักทองและจิบกาแฟอยู่

 

 

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่ดูล้ำสมัยอย่างเครื่องมือสร้างวิดีโอด้วย AI ก็ได้สร้างความกังวลให้กับสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะในประเด็นความเป็นเจ้าของคอนเทนต์หรือการถูกนำไปใช้ในกรณีที่ไม่เหมาะสม ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานจาก The Verge ว่าสตาร์ทอัพรายหนึ่งชื่อ Runaway ใช้วิดีโอจำนวนมหาศาลจาก YouTube ในการฝึกโมเดลของตัวเอง แต่ซีอีโอของ YouTube กล่าวว่า มันคือการกระทำที่ละเมิดกฎของแพลตฟอร์ม

 

สำหรับ Meta บริษัทระบุในจดหมายแถลงการณ์ว่า “เราได้ฝึกโมเดลโดยใช้ชุดข้อมูลที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องและข้อมูลต่างๆ ที่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ” แต่ไม่ได้เจาะจงว่ามาจากแหล่งใดบ้าง

 

ทั้งนี้ กลุ่มคนที่ทำอาชีพผู้กำกับ ช่างภาพ ศิลปิน นักแสดง หรือนักเขียน ต่างก็มีความกังวลกับประเด็นที่เทคโนโลยี AI ประเภทนี้จะเข้ามาแย่งงาน ซึ่งทาง Meta ยืนยันว่าบริษัทกำลังทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกันกับคนกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจว่า ‘เครื่องมือ’ ที่บริษัทสร้างขึ้นจะช่วยเสริมความคิดสร้างสรรค์และให้มนุษย์ทำงานได้ง่ายขึ้น

 

ณ ขณะนี้ Movie Gen ยังไม่เปิดให้สาธารณะใช้งานอย่างเป็นทางการ โดยโฆษกของ Meta กล่าวกับ TechCrunch ว่า “ตอนนี้ Movie Gen เป็นคอนเซปต์การวิจัย แต่แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของนวัตกรรม ความปลอดภัยคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เหมือนกับเทคโนโลยี AI ทั้งหมดที่เราเคยพัฒนามา”

 

ภาพ: Meta

อ้างอิง:

The post AI ก็ทำคลิปหมูเด้งได้! Meta เปิดตัว Movie Gen โมเดลสร้างวิดีโอพร้อมเสียงประกอบเพิ่มความสมจริง เตรียมชน OpenAI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก เหตุผวาภาวะถดถอยสหรัฐฯ ฉุดลงทุน https://thestandard.co/the-us-stock-market-fell-sharply/ Tue, 06 Aug 2024 02:24:22 +0000 https://thestandard.co/?p=967689

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐฯ ปิดตลาดในแดนลบเมื่อจันทร์ที […]

The post ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก เหตุผวาภาวะถดถอยสหรัฐฯ ฉุดลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐฯ ปิดตลาดในแดนลบเมื่อจันทร์ที่ผ่านมา (5 สิงหาคม) ส่งผลให้ 3 ดัชนีสำคัญปรับตัวร่วงลงอย่างต่อเนื่อง และร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2022

 

สาเหตุหลักใหญ่สืบเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ หลังมีรายงานตัวเลขอ่อนแอเกินคาดในตลาดแรงงานและภาคการผลิต

 

โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) ปรับตัวลงสู่ระดับ 55.0 ในเดือนกรกฎาคม จากระดับ 55.3 ในเดือนมิถุนายน

 

ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 114,000 ตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 177,000 ตำแหน่ง และชะลอตัวจากระดับ 179,000 ตำแหน่งในเดือนมิถุนายน ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 3 ซ้ำเติมตัวเลขเศรษฐกิจที่ซบเซาของสหรัฐฯ หลังการเปิดเผยภาคการผลิตที่อ่อนแอ และจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่สูงกว่าคาด

 

รายงานระบุว่า นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังสูญเสียโมเมนตัมการเติบโตอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาดไว้ และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตัดสินใจผิดพลาดในการรักษาอัตราดอกเบี้ยให้คงที่ในการประชุมนโยบายครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมองว่าความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยช้าเกินไป

 

ทั้งนี้ ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความกลัวของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ระดับ 65 เมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2022 หลังจากอยู่ที่ระดับ 23 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (2 สิงหาคม) ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ดิ่งลง 1,033.99 จุดหรือ 2.6% ปิดที่ 38,703.27 จุด 

 

ส่วนดัชนี S&P 500 ร่วง 160.23 จุดหรือ 3.00% มาอยู่ที่ 5,186.33 จุด และดัชนี NASDAQ Composite ลดลง 576.08 จุด หรือ 3.43% ปิดที่ 16,200.08 จุด

 

รายงานระบุว่า บรรดานักลงทุนเริ่มเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในการประชุมที่เหลือในปีนี้ ตั้งแต่ที่มีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอเมื่อวันศุกร์ (2 สิงหาคม) โดยคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% จำนวน 2 ครั้ง และ 0.25% จำนวน 1 ครั้ง รวมเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1.25% ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed แตะระดับ 4.00-4.25% ในช่วงสิ้นปี 2024 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 5.25-5.50%

 

โดย FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 99.5% ที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% สู่ระดับ 4.75-5.00% ในการประชุมเดือนกันยายน

 

Austan Goolsbee ประธาน Fed สาขาชิคาโก ยอมรับว่า Fed ควรมีมาตรการตอบรับต่อสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความอ่อนแอในเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยไม่ควรที่จะเข้มงวดเกินไปในขณะนี้ พร้อมทั้งย้ำว่า หน้าที่หลักของ Fed ในขณะนี้ก็คือ การทำให้การจ้างงานอยู่ในระดับสูงสุด รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของราคาและระบบการเงิน ดังนั้น ถ้าสถานการณ์โดยรวมเริ่มส่งสัญญาณแย่ Fed ก็ไม่ลังเลที่จะทำการแก้ไข พร้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลที่ Fed จะยังคงเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด หากว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะถดถอย

 

ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่า การปรับตัวลดลงอย่างหนักของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) นอกจากเป็นผลจากการความกังวลเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยแล้ว ยังเป็นผลจากการที่นักลงทุนแห่เทขายหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี นำโดย Apple ที่ร่วงหนักถึง 4.8% หลัง Berkshire Hathaway ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศขายหุ้นของ Apple ครึ่งหนึ่งที่บริษัทถือครองอยู่ บวกกับรายงานผลประกอบการของบริษัทที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

 

โดยหุ้นของ Tesla, Alphabet และ Amazon ต่างร่วงลงมากกว่า 4% ส่วนหุ้นของ NVIDIA ร่วงลง 7% ด้าน Microsoft และ Meta Platforms ลดลง 3%

 

หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลงจากการเทขายของบรรดานักลงทุนที่กังวลว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจเกิดขึ้นในสหรัฐฯ จะกระทบการใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

ข้อมูลจาก LSEG ประเมินว่า หุ้น 7 นางฟ้า (Magnificent 7) กำลังจะสูญเสียมูลค่าตลาดหุ้นประมาณ 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเซสชันนี้

 

ทั้งนี้ การเทขายอย่างหนักต่อเนื่องติดต่อกันเป็นวันที่สาม เป็นผลจากรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สะท้อนความอ่อนแอของสหรัฐฯ ซึ่งผลักดันให้นักลงทุนทั่วโลกแห่เทขายหุ้นและหันเข้าหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย รวมถึงเพิ่มน้ำหนักที่ Fed จะดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเทขายอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาจากต้นปีพบว่า หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยียังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยหุ้นของ NVIDIA มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในปีนี้ ขณะที่ Microsoft และ Amazon ยังคงเพิ่มขึ้น 5% และ Apple เพิ่มขึ้น 7%

 

นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งชี้ว่า การลดลงของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) อาจถือเป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้น Big Tech ในราคาที่น่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นถึงผลตอบแทนระยะยาวที่สามารถคาดหวังได้จากการลงทุนด้าน AI รวมถึงตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งของบริษัทเหล่านี้

 

อ้างอิง:

The post ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก เหตุผวาภาวะถดถอยสหรัฐฯ ฉุดลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
“คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในอนาคตจะมีผู้ช่วย AI เป็นของตัวเอง” ถอดวิสัยทัศน์สองผู้นำบิ๊กเทค https://thestandard.co/the-visions-of-two-big-tech-leaders/ Tue, 30 Jul 2024 12:25:08 +0000 https://thestandard.co/?p=965121

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta และ เจนเซน หวง ซีอีโอ […]

The post “คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในอนาคตจะมีผู้ช่วย AI เป็นของตัวเอง” ถอดวิสัยทัศน์สองผู้นำบิ๊กเทค appeared first on THE STANDARD.

]]>

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอ Meta และ เจนเซน หวง ซีอีโอ NVIDIA ได้ร่วมพูดคุยถึงวิสัยทัศน์ของทั้งสองบริษัทที่มีต่ออนาคตของเทคโนโลยี AI โดยการพูดคุยเกิดขึ้นระหว่างอีเวนต์ SIGGRAPH 2024 งานสัมมนาที่รวบรวมคอมพิวเตอร์กราฟิกและเทคโนโลยีที่มีผู้เชี่ยวชาญของวงการเข้าร่วมด้วย

 

มาร์กเปิดหัวข้อสนทนาด้วยการประกาศเปิดตัว AI Studio ฟีเจอร์ใหม่ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างตัวละครเสมือนที่เป็น AI ในเวอร์ชันของตัวเองได้ เพื่อใช้เป็นตัวแทนในการตอบกลับข้อความ DM (Direct Message) หรือตอบกลับสตอรีได้ ซึ่งจะทำให้ AI เข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับคนสร้างคอนเทนต์และธุรกิจขนาดเล็กหลายล้านราย

 

“เหมือนกับที่ทุกธุรกิจมีที่อยู่อีเมล เว็บไซต์ และบัญชีโซเชียลมีเดีย ผมคิดว่าในอนาคตทุกธุรกิจจะมี AI เป็นของตัวเอง” ซักเคอร์เบิร์กกล่าว พร้อมย้ำความสำคัญของการพัฒนา AI แบบเปิดกว้าง (Open Source) โดยเจนเซนก็เห็นด้วยกับวิธีนี้ เพื่อทำให้นวัตกรรมมีทางเลือกมากขึ้น

 

ล่าสุด Meta เปิดตัวโมเดล Llama 3.1 ในสัปดาห์ที่แล้ว โดยซักเคอร์เบิร์กมองว่าโมเดลนี้ถือเป็น ‘จุดเปลี่ยน’ สำคัญในการนำ Open Source มาใช้ใน AI เนื่องจากมันสามารถสร้างคอนเทนต์ เช่น Digital Avatar และสร้างโลกเสมือนจริงได้ รวมทั้งช่วยให้มนุษย์เข้าถึงโอกาสการมีผู้ช่วยส่วนตัวในโลกดิจิทัล ซึ่งโต้ตอบได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัว

 

นอกจากนี้ซีอีโอของ Meta ยังมองไกลออกไปในอนาคตว่าเมื่อ Llama เวอร์ชัน 4.0 ออกมา นวัตกรรมชิ้นนี้จะสามารถเป็นผู้ช่วยทำงานได้อย่างแท้จริง ซึ่งผู้ใช้งานสามารถสั่งงานและ AI จะเป็นฝ่ายไปหาคำตอบ โดยอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือกระทั่งหลายเดือน แต่มันจะกลับมาพร้อมกับคำตอบที่ทำการวิจัยและคำนวณมาอย่างดีและถี่ถ้วนแล้ว

 

เจนเซนชื่นชมการทำงานของ Meta ในการสร้างโมเดล AI แบบเปิดกว้าง เพราะเขามองว่า Llama กำลังช่วยให้นักพัฒนาและบริษัทต่างๆ เข้าถึงเทคโนโลยีโมเดล AI ได้มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้บรรยากาศที่นั่งคุยกันแบบสบายๆ มาร์กก็เกิดอารมณ์เสียเมื่อถูกชวนคุยเรื่องซอฟต์แวร์ระบบปิด (Closed Source) อย่างเช่นในกรณีของ Apple Store ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ Meta กำลังพัฒนาอยู่

 

“ผมแค่อยากสร้างโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีที่จะเป็นรากฐานของการสร้างประสบการณ์การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เพราะมันมีหลายครั้งแล้วที่ผมอยากจะสร้างอะไรบางอย่างแต่ถูกสบประมาทว่า ‘ไม่ คุณทำแบบนั้นในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มไม่ได้หรอก’ จนบางครั้งมันถึงจุดที่ผมคิดกับตัวเองว่า ‘ช่างแม่ง’”

 

ภาพ: NVIDIA

อ้างอิง:

The post “คอนเทนต์ครีเอเตอร์ในอนาคตจะมีผู้ช่วย AI เป็นของตัวเอง” ถอดวิสัยทัศน์สองผู้นำบิ๊กเทค appeared first on THE STANDARD.

]]>
Alphabet และ Meta เสนอเงินล้านให้ค่ายหนังฮอลลีวูด หวังดึงทรัพยากรภาพยนตร์ฝึกฝน AI https://thestandard.co/alphabet-and-meta-offer-millions-to-hollywood-studios/ Sun, 26 May 2024 11:20:00 +0000 https://thestandard.co/?p=937776

Alphabet บริษัทแม่ของ Google และบริษัท Meta Platforms ไ […]

The post Alphabet และ Meta เสนอเงินล้านให้ค่ายหนังฮอลลีวูด หวังดึงทรัพยากรภาพยนตร์ฝึกฝน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>

Alphabet บริษัทแม่ของ Google และบริษัท Meta Platforms ได้หารือกับค่ายหนังหลายแห่งในฮอลลีวูดเกี่ยวกับการขอคอนเทนต์ที่ติดลิขสิทธิ์ เพื่อนำมาใช้พัฒนาโมเดล AI ของบริษัทบิ๊กเทค โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ AI ที่ใช้สร้างวิดีโอ

 

Bloomberg รายงานว่าทั้ง Alphabet และ Meta กำลังเร่งพัฒนาเครื่องมือที่จะทำให้ AI สามารถสร้างซีนให้เหมือนกับหนังได้ผ่านคำสั่งที่เขียนด้วยตัวหนังสือเท่านั้น โดยบริษัททั้งสองได้เสนอเงินลงทุนครั้งนี้จำนวนหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับค่ายหนังเพื่อแชร์ทรัพยากรร่วมกัน ทั้งนี้อีกหนึ่งผู้เล่นหลักในตลาดอย่าง OpenAI ก็กำลังเจรจากับค่ายหนังเช่นเดียวกัน

 

แม้ว่าค่ายหนังฮอลลีวูดหลายแห่งจะสนใจการหาช่องทางที่ AI จะเข้ามาช่วยลดต้นทุนการสร้างชิ้นงาน แต่พวกเขาก็ยังให้ความสำคัญกับการปกป้องผลงานให้ไม่ถูกแย่งไปจากผู้สร้าง โดยคนในอุตสาหกรรมหนังจะค่อนข้างระมัดระวังในการแชร์ทรัพยากรภาพยนตร์ให้กับบริษัทเทคโนโลยีหากพวกเขาไม่สามารถควบคุมมันได้ ซึ่งตัวอย่างชัดเจนที่สุดก็คือดราม่าที่เพิ่งเกิดขึ้นกับ Scarlett Johansson ที่ไม่พอใจว่า OpenAI นำเสียงที่คล้ายเธอไปอยู่ใน ChatGPT

 

ด้วยเม็ดเงินลงทุนที่ค่อนข้างมาก ค่ายหนัง Warner Bros. Discovery ได้แสดงความสนใจในการที่จะให้ลิขสิทธิ์กับทรัพยากรของบริษัทที่ถูกใช้ในภาพยนตร์ แต่เป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ในขณะที่ Netflix และ Walt Disney ขอไม่เปิดให้เข้าถึงเนื้อหาที่ตนครอบครอง แต่สนใจที่จะร่วมมือทางธุรกิจในด้านอื่นมากกว่า

 

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาค่ายหนังได้เริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยการทำงานบางส่วนไปบ้างแล้ว AI จึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับฮอลลีวูด แต่สิ่งที่ใหม่คือความล้ำของเครื่องมือ AI ที่ถือกำเนิดขึ้นไม่นานมานี้อย่าง Sora ของ OpenAI และ Veo ของ Google ที่สามารถสร้างคลิปวิดีโอแบบสมจริงได้ด้วยการป้อนคำสั่งเข้าไปเพียงไม่กี่ประโยค ซึ่งมีทั้งความน่าตื่นเต้นปนความกังวล จนทำให้นักแสดงและนักเขียนบทบางคนออกมาประท้วงในปีที่แล้ว ท่ามกลางความกลัวที่ว่า AI จะเข้ามาแย่งงานของพวกเขา

 

Tyler Perry นักแสดง ผู้สร้างภาพยนตร์ และเจ้าของสตูดิโอ กล่าวกับ Bloomberg ว่า เขารู้สึกทึ่งกับความสามารถที่ Sora ทำได้ และเขาเป็นหนึ่งในคนที่พยายามผลักดันให้วงการเห็นถึงศักยภาพของ AI แต่ในขณะเดียวกันก็เตือนถึงผลกระทบเชิงลบด้านแรงงาน และสนับสนุนให้มีกฎเกณฑ์กำกับดูแลที่ชัดเจน มิเช่นนั้น “ถ้าไม่มีกรอบกฎหมายดูแล ฉันนึกไม่ออกเลยว่าอาชีพของเราจะอยู่รอดได้อย่างไร?”

 

อย่างไรก็ตามยังไม่มีสตูดิโอชั้นนำเจ้าไหนที่ฟ้องร้องบริษัทเทคในประเด็นที่ AI บางตัวได้หยิบยืมทรัพย์สินทางปัญญาของบางค่ายหนังไปใช้ฝึกโมเดล AI แล้ว ซึ่งสำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์นั้น พวกเขาเลือกที่จะหาหนทางว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงธุรกิจได้อย่างไรบ้างแทนที่จะเอาเวลาไปต่อต้านกับมัน แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการแถลงความร่วมมือจากสตูดิโอหนังและบริษัทบิ๊กเทคอย่างเป็นทางการ

 

นอกจากนี้ ความซับซ้อนของปัญหาที่ต่างกันออกไปในแต่ละผู้เกี่ยวข้อง สำหรับสตูดิโอผู้ถือลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นมีอำนาจตัดสินใจที่จะเลือกเปิดการเข้าถึงคอนเทนต์ให้กับบริษัท AI แต่นักแสดงในภาพยนตร์อาจไม่ต้องการให้ตัวเองเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้ ความซับซ้อนดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปว่าสุดท้ายแล้วทุกฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงร่วมกันในแนวทางไหน?

 

ภาพ: AaronP / Bauer-Griffin / Getty Images

อ้างอิง:

The post Alphabet และ Meta เสนอเงินล้านให้ค่ายหนังฮอลลีวูด หวังดึงทรัพยากรภาพยนตร์ฝึกฝน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลาขายหุ้นเทคยักษ์ใหญ่แล้วหรือยัง? เมื่อหุ้นกลุ่ม ‘Magnificent 7’ อาจไม่โดดเด่นอย่างที่คิดในปี 2024 https://thestandard.co/magnificent-7-not-out-perform-2024/ Thu, 14 Mar 2024 07:54:30 +0000 https://thestandard.co/?p=911012 หุ้น Magnificent 7

หุ้น NVIDIA, Tesla, Apple, Meta Platforms, Alphabet, Mi […]

The post ถึงเวลาขายหุ้นเทคยักษ์ใหญ่แล้วหรือยัง? เมื่อหุ้นกลุ่ม ‘Magnificent 7’ อาจไม่โดดเด่นอย่างที่คิดในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น Magnificent 7

หุ้น NVIDIA, Tesla, Apple, Meta Platforms, Alphabet, Microsoft และ Amazon หรือที่เรียกว่า หุ้นกลุ่ม ‘Magnificent 7’ เติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วง 1-2 ที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนประมาณกว่าเท่าตัวหากนักลงทุนเริ่มต้นลงทุนในหุ้นทั้ง 7 ตัวนี้ตั้งแต่วันแรกของปี 2023

 

ความร้อนแรงของหุ้นทั้ง 7 ตัวนี้ยังหนุนให้ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ที่เกือบ 5,200 จุด อย่างไรก็ตาม ในปีนี้อาจมีปัจจัยบางประการที่ทำให้รายได้ของบริษัทเหล่านี้เติบโตน้อยกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้

 

ช่วง 14 เดือนที่ผ่านมา หุ้นเทคโนโลยีเหล่านี้ได้รับปัจจัยบวกจากเทคโนโลยี AI ช่วยให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 106% เมื่อปีก่อน คิดเป็นผลตอบแทนเกือบ 2 เท่าของดัชนี Nasdaq 100 ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 54% 

 

อย่างไรก็ตาม หุ้นในกลุ่มบางตัวเริ่มลดความร้อนแรงลงและไม่ได้วิ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องอีกแล้ว ได้แก่ Tesla, Apple และ Alphabet ซึ่งราคาหุ้นเริ่มชะลอตัวลงตั้งแต่ปลายปีก่อน

 

คำถามสำคัญที่ตามมาคือ หลังจากผ่านช่วงเวลาอันร้อนแรง พร้อมกับผลตอบแทนในระดับ 100% จากการลงทุนตั้งแต่ปีก่อน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่นักลงทุนควรจะขายทำกำไรจากหุ้นเหล่านี้

 

นับตั้งแต่ต้นปี 2024 หุ้น Tesla ไม่ได้ให้ผลตอบแทนงดงามมากนัก หลังจากที่ราคาหุ้นปรับตัวลงในช่วง 2 เดือนแรกของปี ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกและในประเทศจีนลดลง นักวิเคราะห์หุ้น ทรอย เทสไลก์ ปรับลดการคาดการณ์สำหรับการส่งมอบ Tesla ทั่วโลกในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ โดยกล่าวว่ายอดขายในจีนอ่อนแอกว่าที่คาดไว้ แม้จะมีการลดราคาก็ตาม ซึ่งสิ่งนี้บ่งบอกถึงปัญหาอุปสงค์ การที่บริษัทผู้ผลิตรถ EV ชั้นนำกำลังต่อสู้กับความต้องการที่ลดลงและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้หุ้น Tesla มีผลตอบแทนที่ไม่สดใสมากนักในปีนี้

 

ทางด้านหุ้น Apple ก็กำลังประสบกับปัญหายอดขาย iPhone ที่ยังคงซบเซา โดยยอดขายในจีนลดลงในช่วง 6 สัปดาห์แรกของปีนี้ แว่น AR อย่าง Vision Pro ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีก็ไม่ได้เพิ่มยอดขายอย่างมีนัยสำคัญมากนัก เดวิด คลิงก์ นักวิเคราะห์อาวุโสฝ่ายวิจัยตราสารทุนของ Huntington National Bank กล่าวว่า การที่ Apple ไม่ได้ออกผลิตภัณฑ์ที่สร้างความโดดเด่นมาเป็นเวลานาน อาจเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับผู้ถือหุ้น Apple  

 

ในขณะเดียวกัน หุ้น Alphabet ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Google ปรับตัวลดลง 15% เมื่อเดือนที่แล้ว แม้ว่ายอดขายของบริษัทในไตรมาส 4 จะเพิ่มขึ้นถึง 10% อยู่ที่ 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในขณะที่กำไรต่อหุ้นอยู่ 1.93 ดอลลาร์เพิ่มขึ้น 18% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน แต่ยักษ์ใหญ่ Google ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจาก OpenAI ซึ่ง Microsoft (MSFT) เข้ามาถือหุ้นใหญ่ Microsoft ได้เพิ่มความสามารถในการค้นหาที่พัฒนาโดย OpenAI ลงในเครื่องมือค้นหา Bing ซึ่งจะทำให้อนาคตของ Google มีความท้าทายมากขึ้น 

 

เหล่านี้เป็นปัจจัยที่กดดันให้ 3 หุ้นดังกล่าวเริ่มอ่อนตัวลงก่อนหุ้นอีก 4 ตัวที่เหลือในกลุ่ม 

 

สำหรับผู้นำในแง่ความร้อนแรงของราคาหุ้นของกลุ่ม Magnificent 7 อย่าง NVIDIA ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในปี 2024 แต่เริ่มเห็นแรงขายของนักลงทุนออกมาเป็นระยะ อย่างเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ที่ผ่านมา NVIDIA Corp ร่วงลงมากกว่า 5% หลังจากแตะจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 974 ดอลลาร์

 

สันดีป ปานดี ผู้ก่อตั้ง Basav Capital กล่าวว่าปรับตัวลงของราคาอย่างหนักครั้งนี้มาจากแรงขายทำกำไรของนักลงทุน และยังเป็นผลจากการที่ผู้บริหารของ NVIDIA ได้ขายหุ้นจำนวน 200,000 หุ้น เมื่อวันที่ 5 มีนาคม หลังจากที่หุ้นพุ่งสู่ระดับสูงสุดในประวัติการณ์อีกด้วย แม้ว่าปัจจุบัน Tench Coxe จะยังคงถือหุ้นมากกว่า 3.7 ล้านหุ้นก็ตาม

 

เดวิด คอสติน นักวิเคราะห์ของ Goldman Sachs Group Inc. แสดงความเห็นว่า ดัชนี S&P 500 ก้าวขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งขับเคลื่อนโดยหุ้นเทคโนโลยีบางตัวเท่านั้น ไม่เหมือนกับฟองสบู่ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายมองว่าหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ดูเหมือนจะรักษาโมเมนตัมได้อย่างยากลำบาก ท่ามกลางความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากราคาหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากในอดีต

 

“ครั้งนี้ต่างออกไป ไม่เหมือนกับปี 2021 ที่นักลงทุนยอมซื้อที่ราคาสูง เพราะคาดหวังต่อการเติบโต เราเชื่อว่ามูลค่าของหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ในตอนนี้ยังอยู่บนพื้นฐานของแต่ละบริษัท” คอสตินกล่าว

 

สิ่งที่ต้องติดตามหลังจากนี้คือ รายได้ของหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ที่มีแนวโน้มจะเติบโตต่อได้ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่การเติบโตจะชะลอตัวลง ซึ่งในจุดนี้ต้องติดตามว่าการเติบโตของผลประกอบการจะทำได้ทันกับความคาดหวังหรือไม่ หากไม่ได้ก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเทขายทำกำไรในวงกว้างจากนักลงทุนในตลาด 

 

อ้างอิง:

The post ถึงเวลาขายหุ้นเทคยักษ์ใหญ่แล้วหรือยัง? เมื่อหุ้นกลุ่ม ‘Magnificent 7’ อาจไม่โดดเด่นอย่างที่คิดในปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจ SME ต้องระวัง! บูสต์โพสต์ Facebook หรือ Instagram ผ่าน iOS จะต้องจ่ายเพิ่ม 30% แถมหักเงินล่วงหน้าด้วย https://thestandard.co/pay-extra-to-boost-posts-via-ios/ Tue, 20 Feb 2024 03:33:52 +0000 https://thestandard.co/?p=902011

Meta Platforms, Inc. ปล่อยแนวทางใหม่สำหรับธุรกิจขนาดเล็ […]

The post ธุรกิจ SME ต้องระวัง! บูสต์โพสต์ Facebook หรือ Instagram ผ่าน iOS จะต้องจ่ายเพิ่ม 30% แถมหักเงินล่วงหน้าด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>

Meta Platforms, Inc. ปล่อยแนวทางใหม่สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ลงโฆษณาบน Facebook และ Instagram โดยมุ่งช่วยให้ธุรกิจต่างๆ หลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมจาก Apple Inc.

 

โดย Meta แนะนำให้ธุรกิจขนาดเล็กซื้อโฆษณาผ่านเว็บเบราว์เซอร์แทนที่จะซื้อผ่านแอปมือถือ Facebook หรือ Instagram บนระบบ iOS ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้หลีกเลี่ยงค่าคอมมิชชันที่คิดเป็นตัวเลข 30% ของ Apple ที่ Meta ชี้ว่าจะมีผลบังคับใช้ในเดือนนี้

 

นโยบายใหม่ของ Apple กำหนดให้ผู้ลงโฆษณาต้องใช้ฟีเจอร์ In-App Purchase เมื่อใดก็ตามที่มีการชำระเงินเพื่อ ‘บูสต์โพสต์’ บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นการเพิ่มการมองเห็นเนื้อหานั้นๆ โดย Apple จะหักค่าใช้จ่ายสูงถึง 30% สำหรับการซื้อในแอปผ่านซอฟต์แวร์ iOS หมายความว่า Meta จะสูญเสียรายได้ส่วนหนึ่งให้กับ Apple

 

การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ ซึ่ง Apple ประกาศครั้งแรกในปี 2022 เป็นการเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคที่กลายเป็นคู่แข่งรายสำคัญของ Silicon Valley ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดย Meta กล่าวหา Apple ว่า ‘บ่อนทำลายผู้อื่นในเศรษฐกิจดิจิทัล’ ตัวของ Mark Zuckerberg ผู้เป็นซีอีโอของ Meta เองก็วิพากษ์วิจารณ์ Apple อยู่บ่อยครั้งในการควบคุม App Store มากเกินไป

 

โฆษกของ Apple ชี้แจงว่า บริษัทมีแนวทางที่ชัดเจนและสอดคล้องกันสำหรับนักพัฒนาภายใน App Store ซึ่งใช้กับทุกคน รวมถึงได้ดำเนินการร่วมกับ Meta มานานกว่าหนึ่งปีเพื่อให้โอกาสบริษัทโซเชียลมีเดียรายนี้ปฏิบัติตามการเปลี่ยนแปลงกฎดังกล่าว

 

ด้าน Tim Cook ซีอีโอของของ Apple เป็นอีกคนที่วิพากษ์หลักปฏิบัติด้านความเป็นส่วนตัวของ Meta ซึ่งอาศัยข้อมูลผู้ใช้ในการขายโฆษณา และเคยสร้างความเสียหายให้แก่รายได้ของ Meta มาแล้ว โดยในปี 2021 การปรับแต่งของ iOS ที่จำกัดการเก็บข้อมูลของบุคคลที่สามนำไปสู่การสูญเสียรายได้โฆษณาของ Meta ประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 แสนล้านบาท 

 

Apple ยังได้รับคำวิจารณ์ในวงกว้างเกี่ยวกับนโยบายของบริษัท เช่น Spotify Technology SA และ Epic Games Inc. ผู้ผลิตเกม Fortnite กล่าวว่า กฎของ App Store นั้นไม่เป็นธรรม และเมื่อเร็วๆ นี้ Apple ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางในยุโรปเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นจะนำมาซึ่งเสียงวิจารณ์เพิ่มขึ้นก็ตาม

 

ความขัดแย้งระหว่าง Meta และ Apple มีอย่างต่อเนื่องและยาวนานหลายปี อย่างในปีนี้ Zuckerberg วิพากษ์วิจารณ์แผนของ Apple ที่จะอนุญาตให้เกิด App Store ของบุคคลที่สามบนอุปกรณ์มือถือเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายฉบับใหม่ของยุโรป โดยเขามองว่าข้อเสนอของ Apple นั้นยากเกินไปที่จะให้บริษัทใดให้ความสนใจอย่างจริงจัง

 

นอกจากนี้ Zuckerberg ยังวิจารณ์ชุดแว่นตาพร้อมหูฟัง Vision Pro ของ Apple ว่ามีราคาแพงเกินไปที่ 3,500 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มีแอปให้เลือกใช้จำกัด สวมใส่ไม่สบาย และยังต้องใช้แบตเตอรี่เชื่อมต่อด้วยสาย โดยระบุว่าเทียบแล้วอุปกรณ์ Quest 3 ของ Meta ดีกว่าอย่างมาก

 

นโยบายใหม่ของ Apple จะมีผลบังคับใช้ในสหรัฐอเมริกาก่อน จากนั้นจึงขยายไปยังประเทศอื่นๆ ขณะที่การเปลี่ยนแปลงนี้จะยังกำหนดให้ผู้ลงโฆษณาจ่ายเงินค่าโฆษณาล่วงหน้าเมื่อซื้อผ่านแอป iOS ซึ่ง Meta ให้ข้อมูลว่าจะเป็นการส่งผลกระทบโดยส่วนใหญ่ต่อผู้ลงโฆษณารายย่อยที่อาศัยการ ‘บูสต์โพสต์’ เป็นช่องทางโฆษณาหลัก

 

อ้างอิง:

The post ธุรกิจ SME ต้องระวัง! บูสต์โพสต์ Facebook หรือ Instagram ผ่าน iOS จะต้องจ่ายเพิ่ม 30% แถมหักเงินล่วงหน้าด้วย appeared first on THE STANDARD.

]]>
Apple จำเป็นต้องดันให้ Vision Pro ออกมาปังจริงไหม ในเมื่อ Meta Quest ก็ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จเลย! https://thestandard.co/does-apple-really-need-to-push-vision-pro/ Fri, 26 Jan 2024 02:21:38 +0000 https://thestandard.co/?p=892353

Alex Webb นักเขียนสายเทคโนโลยีประจำ Bloomberg ได้ออกบทว […]

The post Apple จำเป็นต้องดันให้ Vision Pro ออกมาปังจริงไหม ในเมื่อ Meta Quest ก็ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จเลย! appeared first on THE STANDARD.

]]>

Alex Webb นักเขียนสายเทคโนโลยีประจำ Bloomberg ได้ออกบทวิเคราะห์ถึงเหตุผลว่า ทำไมอุปกรณ์เฮดเซ็ตอย่าง Apple Vision Pro อาจเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ออกมาเพื่อใช้รักษาศักยภาพในการแข่งขันของตัวเองในสังเวียน Mixed Reality (สภาวะที่โลกความเป็นจริงมาบรรจบกับโลกดิจิทัล) ที่ Meta เป็นคู่แข่งหลักอยู่

 

“Apple ไม่จำเป็นต้องลุ้นหรือพยายามดันให้ Vision Pro ออกมาเป็นสินค้ายอดนิยมก็ได้ ตราบใดที่สินค้าในหมวดหมู่เดียวกันของคู่แข่งโดยเฉพาะ Meta Quest นั้นไม่ประสบความสำเร็จเหมือนกัน” นักข่าวด้านเทคโนโลยีของ Bloomberg ระบุ

 

เหตุใด Apple จึงอาจสร้าง Vision Pro ขึ้นมาเพียงเพื่อปกป้องตัวเอง?

 

ตอนนี้ Apple กำลังเปิดรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า (Pre-Order) ของเจ้า Vision Pro ที่จะเปิดตัวในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ โดยสนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 3,499 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 125,000 บาท) แต่ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ยอดการสั่งซื้อแบบเข้ามารับด้วยตนเอง (In-Store Pickup) ก็ถูกจองเต็มอย่างรวดเร็วสำหรับวันแรกในหลายสาขา อีกทั้งกำหนดการจัดส่งให้แก่ผู้ที่สั่งแบบเดลิเวอรีก็ต้องถูกเลื่อนออกไปเป็นกลางเดือนมีนาคม แต่ความล่าช้าแบบนี้ก็ยากที่จะฟันธงว่าสรุปแล้วความต้องการนั้นล้นหลามจริงๆ หรือ Apple ผลิตสินค้าล็อตแรกออกมาน้อยเกินไปกันแน่?

 

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะสำหรับ Tim Cook ‘การโจมตีคือรูปแบบของการป้องกันที่ดีที่สุด’ เพราะหากวันดีคืนดีแว่นตาอัจฉริยะกลายเป็นเทรนด์ใหญ่ที่เข้ามาพลิกโฉมและปฏิวัตินิยามการใช้งานคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แต่ Apple กลับไม่มีสินค้านี้อยู่ในแบรนด์ของตัวเองแล้วละก็ นั่นจะเป็นประเด็นปัญหาที่อาจสั่นคลอนตำแหน่งความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของ Apple เลยก็ได้

 

แต่ในอีกสถานการณ์หนึ่ง หากผลตอบรับจากตลาดที่มีต่อ Vision Pro ออกมาไม่ได้ปังอย่างที่บางคนตื่นเต้นกัน Apple ก็ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ตนเป็นผู้นำอยู่ เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และที่สำคัญเลยก็คือสมาร์ทโฟน ซึ่งในปีที่แล้ว iPhone มียอดขายจำนวน 235 ล้านเครื่อง เป็นตัวเลขที่แซงหน้า Samsung กลายเป็นผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนที่นิยมที่สุดในโลก

 

รายได้จำนวน 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากธุรกิจสมาร์ทโฟนของ Apple เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่นำทรัพยากรไปใช้หล่อเลี้ยงส่วนอื่นๆ ของธุรกิจ เพราะหากไม่มี iPhone ธุรกิจในส่วนของอุปกรณ์สวมใส่และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ก็ไม่สามารถที่จะมีรายได้ถึง 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ หรือธุรกิจ Mac และ iPad ก็แทบจะไม่มีทางทำรายได้ขนาด 58,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้เช่นกัน

 

ดังนั้น การลงทุนของ Vision Pro ครั้งนี้ในสายตาของ Alex ก็เป็นเพียงกลยุทธ์ที่ทำให้บริษัทยังคงสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำด้านเทคโนโลยีเอาไว้ได้ต่อไป

 

การเดิมพันของ Meta กับเมตาเวิร์ส และอานิสงส์จาก Vision Pro

ในฟากของ Mark Zuckerberg สาเหตุที่บริษัท Meta Platforms ของเขาต้องทุ่มสุดตัวไปกับระบบนิเวศ ‘เมตาเวิร์ส’ เป็นเพราะการจะใช้จ่ายโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook นั้นจำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์อย่าง iPhone ซึ่ง Mark มองว่ามันเป็นเหมือนผู้คุมที่กำหนดกฎเกณฑ์การใช้งานและการเข้าถึงโซเชียลมีเดียได้ ทำให้บริการของ Meta อาจถูกจำกัดและกระทบต่อประสบการณ์การใช้งานได้ โดยเมื่อปี 2021 Apple มีการปรับกฎทำให้โฆษณาแบบบุคคลทำได้ยากขึ้น และแน่นอนว่ามันสร้างผลเสียหายในเชิงมูลค่ารายได้ให้กับธุรกิจ Meta กว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

หากผู้คุมกฎขวางทางอยู่ เราจะทำอย่างไร?

 

ทางออกที่ Mark เลือกก็คือ การสร้างสิ่งใหม่ที่บริษัทของเขาเป็นผู้เขียนกฎเอง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Meta เอาจริงเอาจังกับเมตาเวิร์ส เพื่อต้องการลดการพึ่งพา Apple ผ่านเฮดเซ็ตของตัวเองที่เรียกว่า Meta Quest

 

แต่ทว่าสิ่งที่ Meta ทุ่มตัวลงทุนไปนั้นกลับได้ผลลัพธ์ออกมาแบบไม่ค่อยน่าชื่นใจเท่าไร เพราะในช่วงเวลา 12 เดือน ระหว่างเดือนตุลาคม 2022 ถึงเดือนกันยายน 2023 แผนก Reality Labs ของ Meta ออกมาเปิดเผยรายได้จำนวน 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึงแม้ว่านี่จะดูเป็นตัวเลขที่เยอะ แต่มันก็มีขนาดเพียง 2% ของรายได้ทั้งหมดในบริษัทเท่านั้น และถ้าหากจะเทียบกับเงินที่ลงทุนไปนับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่าผลตอบแทนแบบนี้เป็นอะไรที่ดูแล้วไม่คุ้มค่าเท่าไรนัก ซึ่งก็เป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้กระเทือน Apple แต่อย่างใด ณ ตอนนี้

 

แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ในปัจจุบันความเสี่ยงที่ยังต้องระวังมีอยู่ 2 ประเด็น โดยสิ่งแรกก็คือการมาของ Vision Pro อาจเป็นชนวนที่จุดกระแสโลกเสมือนให้กลับมาอีกครั้งก็เป็นได้ และหากเป็นแบบนั้น แนวโน้มที่ Meta จะได้ประโยชน์จากการ ‘โหน’ กระแสไปกับความสำเร็จของ Apple ก็เกิดขึ้นได้ เพราะราคาของ Meta Quest นั้นอยู่เพียงประมาณ 13% ของ Vision Pro เท่านั้น

 

ส่วนประเด็นที่สองคือ การจัดสรรทรัพยากร เพราะการโฟกัสกับความสำเร็จของ Vision Pro หมายถึงการดึงทรัพยากรส่วนที่สามารถนำไปใช้ค้นคว้านวัตกรรมอื่นๆ ต้องถูกจับมาใช้พัฒนาอุปกรณ์ดังกล่าวแทน

 

ณ ปัจจุบันอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่า Vision Pro ‘ปัง’ จริงหรือเปล่า แต่ที่เห็นได้แน่ๆ คือ มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่เลือกจะยอมจ่ายเพื่อสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของแว่นอัจฉริยะตัวนี้จากบริษัทที่ (ยัง) มีมูลค่าสูงสุดในโลก

 

ภาพ: Justin Sullivan / Getty Images

อ้างอิง:

The post Apple จำเป็นต้องดันให้ Vision Pro ออกมาปังจริงไหม ในเมื่อ Meta Quest ก็ยังไม่ได้ประสบความสำเร็จเลย! appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนด์เขย่าโลกธุรกิจปี 2567: อิทธิพลของ Gen Z ที่เข้าสู่วัยทำงาน และการอยู่คนเดียวที่เติบโตสูงขึ้น โดยเฉพาะไทยที่จะเพิ่ม 20% ภายในปี 2573 https://thestandard.co/trends-shaking-up-the-business-in-2024/ Sat, 20 Jan 2024 03:50:34 +0000 https://thestandard.co/?p=890021

การศึกษาล่าสุดของ Meta ภายใต้หัวข้อ ‘Bold Moves: Leadin […]

The post เทรนด์เขย่าโลกธุรกิจปี 2567: อิทธิพลของ Gen Z ที่เข้าสู่วัยทำงาน และการอยู่คนเดียวที่เติบโตสูงขึ้น โดยเฉพาะไทยที่จะเพิ่ม 20% ภายในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>

การศึกษาล่าสุดของ Meta ภายใต้หัวข้อ ‘Bold Moves: Leading Southeast Asia’s Next Wave of Consumer Growth’ ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกและมีประสิทธิภาพเกี่ยวกับเทรนด์ผู้บริโภคในปัจจุบันและอนาคตทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีการร่วมมือกับ Bain & Company ในการจัดทำ

 

รายงานนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงทิศทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นการเน้นย้ำเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสในการเติบโตของตลาดในปี 2567

 

หนึ่งในเทรนด์ที่น่าจับตามองคืออิทธิพลของ Gen Z ซึ่งเกิดระหว่างปี พ.ศ. 2539-2555 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในประเทศไทย กลุ่มประชากร Gen Z ที่กำลังเข้าสู่วัยทำงานและเริ่มมีรายได้นั้นมีจำนวนกว่า 500 ล้านคนในภูมิภาค และจะคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมดในไม่ช้า

 

จากการสำรวจล่าสุดของ Meta พบว่า 82% ของ Gen Z ในภูมิภาคแสดงว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนออนไลน์อยู่แล้ว ในขณะที่รายงาน Meta Gen Z Shoppers – Thailand Report เผยว่า 91% ของ Gen Z ใช้ Facebook และ 83% ใช้ Instagram

 

เทรนด์ของเศรษฐกิจของครัวเรือนแบบอยู่คนเดียว (Solo Economy) ก็เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สำคัญ ผลศึกษาดังกล่าวได้เผยว่าจำนวนครัวเรือนขนาดเล็กลงและครัวเรือนแบบอยู่คนเดียวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วภูมิภาค ในปัจจุบันจาก 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีอัตราการเพิ่มของครัวเรือนแบบอยู่คนเดียวสูงที่สุด มี 3 ประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

โดยมีการคาดการณ์ว่าจำนวนครัวเรือนแบบอยู่คนเดียวในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 20% ภายในปี 2573 การเติบโตของกลุ่มประชากรนี้มีผลกระทบต่ออัตราการเลี้ยงสัตว์เลี้ยง และความต้องการด้านการอยู่อาศัย สินค้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้อยู่อาศัยคนเดียวก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

 

รวมถึงรูปแบบการพักผ่อนและการเลือกรับสื่อก็ถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไป โดยความต้องการซื้อสินค้าขนาดเล็กจะเพิ่มสูงขึ้นและมีความถี่มากขึ้น และในอนาคตจะมีกลุ่มลูกค้าที่ใช้เวลาบนโลกออนไลน์มากขึ้นในการติดตามครีเอเตอร์ รวมไปถึงการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนบนโลกออนไลน์

 

เทคโนโลยี AI ก็เป็นเทรนด์ที่มีความสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นปีที่เทคโนโลยี AI ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นปีแห่งการพัฒนาเทคโนโลยี Generative AI โดยมีการคาดการณ์ว่าการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกจะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้และในอนาคต

 

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากการที่วงการการตลาดและครีเอทีฟได้นำเทคโนโลยี Generative AI มาทดลองใช้ในหลากหลายขั้นตอนการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่การเขียนคำโฆษณา (Copywriting) ไปจนถึงการสร้างสรรค์แนวคิดเชิงครีเอทีฟในการเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น

 

การส่งข้อความเชิงธุรกิจก็เป็นเทรนด์ที่มีการเติบโต โดยในแต่ละวันมีบทสนทนาระหว่างผู้ใช้งานทั่วไปกับธุรกิจบนแพลตฟอร์ม Meta กว่า 600 ล้านข้อความต่อวัน ผลศึกษาระดับโลกล่าสุดโดย Kantar ที่สนับสนุนโดย Meta เผยว่า 71% ของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มเลือกที่จะส่งข้อความหาเพจธุรกิจมากกว่าการหาข้อมูลบนเว็บไซต์ และ 69% ของลูกค้าจะเลือกซื้อสินค้าหรือทำธุรกิจกับบริษัทที่สามารถติดต่อได้ผ่านการส่งข้อความ

 

นอกจากนี้ สำหรับในประเทศไทย การส่งข้อความเชิงธุรกิจยังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องอย่างสูง โดยจากผลสำรวจเผยว่า 81% ของคนไทยรู้สึกใกล้ชิดกับธุรกิจมากขึ้นเมื่อพวกเขาสามารถส่งข้อความหาธุรกิจได้โดยตรง และมีกว่า 78% ของคนไทยที่ใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์ส่งข้อความหาธุรกิจอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์

 

สุดท้ายคือความนิยมของวิดีโอขนาดสั้น เช่น Reels เป็นรูปแบบคอนเทนต์บนอินเทอร์เน็ตที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งในด้านวัฒนธรรมและประชากรศาสตร์ จากการสำรวจผู้บริโภคที่มีอายุระหว่าง 13-64 ปี ในภูมิภาค

 

เมื่อเร็วๆ นี้ โดยทีมวิจัยการตลาดธุรกิจและธุรกิจอัจฉริยะ (Business Marketing Research and Intelligence) ร่วมกับองค์กรวิจัย Factworks พบว่าผู้บริโภคกลุ่ม Gen Z มีแนวโน้มที่จะติดตามธุรกิจมากขึ้น 77% แท็กแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ 72% หรือซื้อสินค้า 72% หลังจากการรับชม Reels นอกจากนี้ 84% ของผู้ตอบแบบสำรวจในภูมิภาคยังเคยแชร์ Reels ให้กับเพื่อนหรือครอบครัวอีกด้วย 

 

ปัจจุบันมีผู้ใช้ Reels กว่า 2 แสนล้านครั้งต่อวันบน Facebook และ Instagram นอกจากนี้ Reels ยังเพิ่มการใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากขึ้นกว่า 40% โดยประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในอันดับต้นๆ ของโลกที่นิยมในการสร้างคลิปวิดีโอ Reels

 

การศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีผลกระทบต่อวิธีการทำตลาดและกลยุทธ์ทางธุรกิจ ตั้งแต่การเติบโตของกลุ่ม Gen Z ที่มีอิทธิพลต่อตลาดดิจิทัล ไปจนถึงการเติบโตของ Solo Economy ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของความต้องการด้านสินค้าและบริการ

 

การใช้งาน AI และการสื่อสารผ่านข้อความเชิงธุรกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของวิธีการเข้าถึงและการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ขณะที่การใช้วิดีโอขนาดสั้นเป็นการสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของการบริโภคคอนเทนต์และการสื่อสารทางการตลาด

 

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่ธุรกิจและนักการตลาดควรให้ความสนใจและปรับใช้ เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันและอนาคต

The post เทรนด์เขย่าโลกธุรกิจปี 2567: อิทธิพลของ Gen Z ที่เข้าสู่วัยทำงาน และการอยู่คนเดียวที่เติบโตสูงขึ้น โดยเฉพาะไทยที่จะเพิ่ม 20% ภายในปี 2573 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mark Zuckerberg ทยอยขายหุ้น Meta มาตลอดในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2023 มูลค่ารวมเฉียด 500 ล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/mark-zuckerberg-gradually-sells-meta-shares/ Thu, 04 Jan 2024 05:20:26 +0000 https://thestandard.co/?p=884247

Bloomberg รายงานการขายหุ้นบริษัท Meta มูลค่า 428 ล้านดอ […]

The post Mark Zuckerberg ทยอยขายหุ้น Meta มาตลอดในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2023 มูลค่ารวมเฉียด 500 ล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Bloomberg รายงานการขายหุ้นบริษัท Meta มูลค่า 428 ล้านดอลลาร์ โดยหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Mark Zuckerberg ภายใน 2 เดือนสุดท้ายของปี 2023

 

ซีอีโอของ Meta คนนี้ขายหุ้นในทุกๆ วันที่มีการเปิดให้ซื้อ-ขายหลักทรัพย์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนจนถึงสิ้นปี ซึ่งหุ้นจำนวน 1.28 ล้านหุ้นถูกขายออกไปจากการถือครองของ Mark ตามข้อมูลเอกสารที่ยื่นรายงานต่อ ก.ล.ต.สหรัฐฯ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

 

โดยเฉลี่ยแล้ว มูลค่าของการขายต่อครั้งอยู่ที่ 10.4 ล้านดอลลาร์ และการขายล็อตใหญ่ที่สุดมีมูลค่า 17.1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2023

 

ก่อนที่จะเกิดการขายใน 2 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว Mark ไม่ได้ขายหุ้น Meta มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2021

 

ราคาหุ้นของ Meta ในปี 2023 ได้ฟื้นตัวขึ้นมาแล้วกว่า 194% โดย Meta ทำผลงานได้ดีแซงหน้าบิ๊กเทคเจ้าอื่นๆ ได้เกือบหมด เว้นแต่ NVIDIA ที่ยังคงทำได้ดีกว่า

 

จากดัชนี Bloomberg Billionaires Index ซีอีโอของ Meta ถือครองหุ้น 13% ของปริมาณหุ้นทั้งหมด และมีความมั่งคั่งอยู่ 125,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้เขาเป็นเศรษฐีอันดับ 7 ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

 

อย่างไรก็ตาม Meta ปฏิเสธคำขอของ Bloomberg ที่มีการขอข้อมูลเพิ่มเติมถึงเหตุผลของการขายหุ้นครั้งนี้

 

อ้างอิง:

The post Mark Zuckerberg ทยอยขายหุ้น Meta มาตลอดในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2023 มูลค่ารวมเฉียด 500 ล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ปีแห่งประสิทธิภาพ’ ทำได้จริง! เมื่อหุ้น Meta ที่เผชิญหายนะเมื่อปีก่อน กลายเป็นสุดยอดหุ้นในปี 2023 ดันมูลค่าพุ่ง 178% https://thestandard.co/meta-stocks-recover-in-2023/ Tue, 19 Dec 2023 10:39:50 +0000 https://thestandard.co/?p=878578

ย้อนกลับไปในปีที่แล้ว Meta ต้องเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั […]

The post ‘ปีแห่งประสิทธิภาพ’ ทำได้จริง! เมื่อหุ้น Meta ที่เผชิญหายนะเมื่อปีก่อน กลายเป็นสุดยอดหุ้นในปี 2023 ดันมูลค่าพุ่ง 178% appeared first on THE STANDARD.

]]>

ย้อนกลับไปในปีที่แล้ว Meta ต้องเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นที่กดดันให้ราคาหุ้นต่ำสุดตั้งแต่ปี 2016 อีกทั้งผลประกอบการก็ย่ำแย่ลงจากคู่แข่งที่ผงาดขึ้นอย่าง TikTok และการเดิมพันใน Metaverse ก็ดูท่าจะคว้าน้ำเหลว แต่ในปีนี้ดูเหมือนเรื่องราวกลับพลิกผันให้ Meta กลายเป็นหุ้นดาวเด่น และราคาหุ้นพุ่งทะยานมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

 

หุ้น Meta เพิ่มขึ้น 178% ในปีนี้ กลายเป็นปีที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์กิจการ มากกว่าการเพิ่มขึ้น 105% เมื่อปี 2013 ซึ่งเป็นปีหลังจากการเสนอขายหุ้น IPO ของ Facebook ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอีก 2.9% ในวันจันทร์ (18 ธันวาคม) สู่ราคา 344.62 ดอลลาร์ ซึ่งสูงที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี และต่ำกว่าจุดสูงสุดในเดือนกันยายน 2021 เพียง 10% เท่านั้น 

 

บรรดาบริษัทต่างๆ ในดัชนี S&P 500 มีเพียงหุ้นผู้ผลิตชิป NVIDIA เท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนรอบปีดีกว่า Meta โดยพุ่งขึ้นถึง 235% ในปีนี้

 

การกลับมาครั้งใหญ่ของ Meta เป็นการยืนยันคำประกาศของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ว่า ปี 2023 จะเป็น ‘ปีแห่งประสิทธิภาพ’ ของบริษัท หลังจากที่หุ้นร่วงลง 64% ในปี 2022 การลดต้นทุนจำนวนมากเป็นวาระสำคัญของบริษัท อย่างการลดพนักงานมากกว่า 20,000 ตำแหน่ง และซักเคอร์เบิร์กยอมรับว่าจากความท้าทายทางเศรษฐกิจ การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น และการสูญเสียรายได้จากโฆษณา ทำให้รายได้ของบริษัทต่ำกว่าที่คาดไว้มาก

 

ในปีที่แล้วยอดขายของ Meta ลดลง 3 ไตรมาสติดต่อกัน แต่ในที่สุด การฟื้นตัวก็เกิดขึ้นในปี 2023 โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ที่มีการขยายตัวถึง 23% ซึ่งได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของรายได้โฆษณาดิจิทัลและส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นเหนือคู่แข่งอย่าง Alphabet และ Snap

 

แม้ซักเคอร์เบิร์กจะยังคงมุ่งมั่นลงทุนใน Metaverse ซึ่งเขามองว่าเป็นอนาคตของบริษัท แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็ได้มุ่งเน้นไปที่ธุรกิจที่สำคัญจริงๆ ในปัจจุบันเช่นกัน และตอบรับข้อกังวลของนักลงทุนถึงการใช้จ่ายที่อยู่นอกการควบคุม

 

Meta กล่าวในรายงานผลประกอบล่าสุดว่าตลาดโฆษณาดิจิทัลยังคงแข็งแกร่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ลงโฆษณากำลังชั่งน้ำหนักในผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามอิสราเอล-ฮามาส ทั้งนี้ บริษัทกำลังเผชิญกับคดีใหม่หลายคดีที่กล่าวหาว่าแพลตฟอร์มของบริษัทเป็นอันตรายและเป็นสิ่งเสพติดสำหรับเด็ก ขณะที่ธุรกิจ AR/VR ยังคงเป็นเพียงตลาดเฉพาะกลุ่ม 

 

ต้นเหตุของการสูญเสียรายได้จำนวนมากของ Meta ต้องย้อนกลับไปในปี 2021 เมื่อ Apple ได้อัปเดตระบบปฏิบัติการ iPhone ในลักษณะที่ให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมวิธีการกำหนดเป้าหมายของโฆษณาได้มากขึ้น การอัปเดตดังกล่าวส่งผลกระทบต่อธุรกิจโฆษณาของ Facebook และ Meta ยังต้องปรับตัวกับเทคโนโลยีโฆษณาใหม่ที่ผสมผสานกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) 

 

นอกจากการเปลี่ยนแปลงของ Apple แล้ว Meta ยังได้รับผลกระทบในปี 2022 จากกระแสความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของ TikTok ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกตลาดวิดีโอสั้น และการเทขายหุ้นเทคโนโลยี เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน การเดิมพันครั้งใหญ่ของซักเคอร์เบิร์กใน Metaverse ยังคงสร้างความสูญเสียมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ตอกย้ำถึงความท้าทายในการสร้างโลกเสมือนจริงที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคกระแสหลัก

 

แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้ Meta เริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง มาจากการเลิกจ้างรอบแรกของ Meta ในปี 2022 ทำให้ในเดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้ Meta เปิดเผยว่าค่าใช้จ่ายรวมในปี 2023 จะอยู่ในช่วง 8.9-9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ที่ 9.4 หมื่นล้าน – 1 แสนล้านดอลลาร์ ส่งผลให้หุ้นพุ่งขึ้น 76% ในไตรมาสแรก

 

ประเทศจีนเป็นอีกส่วนสำคัญของเรื่องราวนี้ ซูซาน ลี หัวหน้าฝ่ายการเงินของ Meta กล่าวว่า บริษัทกำลังได้ประโยชน์จากการลงทุนของผู้ลงโฆษณาในประเทศจีนที่ต้องการเข้าถึงลูกค้าในตลาดอื่นๆ นั่นหมายความว่าบริษัทจีนกำลังใช้จ่ายอย่างมากบนแพลตฟอร์ม Facebook และ Instagram เพื่อส่งโฆษณาที่ตรงเป้าหมายไปยังผู้ใช้หลายพันล้านของบริษัททั่วโลก

 

นักวิเคราะห์ของ JMP ประมาณการว่าบริษัทอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนอย่าง Temu และ Shein ใช้เงินประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ และ 200 ล้านดอลลาร์ ตามลำดับ ในโฆษณาของ Meta ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม AR/VR จะยังเป็นการทดลองของบริษัทต่อไป Meta กล่าวในรายงานไตรมาสที่ 3 ว่าผลขาดทุนจากการดำเนินงานใน Reality Labs จะ ‘เพิ่มขึ้นอย่างมีความหมายทุกปี’ เนื่องจากบริษัทยังคงมีความพยายามในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ AR/VR และยังคงลงทุนเพื่อขยายระบบนิเวศภายในอุตสาหกรรมนี้ โดยภาคส่วนนี้สูญเสียเงิน 3.7 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา และมากกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี

 

ซักเคอร์เบิร์กใช้เวลาเกือบทั้งปีเพื่อโน้มน้าวการลงทุนของ Meta ใน AI ที่จะช่วยสนับสนุนเทคโนโลยีโฆษณาของตน สิ่งที่รวมอยู่ในการสนทนานั้นคืองานที่ Meta ทำในการสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Llama ซึ่งกำลังได้รับความนิยมหลังจากแชตบอต ChatGPT ของ OpenAI ได้เปิดฉากเทคโนโลยี Generative AI สู่กระแสหลัก

 

ทอม แชมเปียน นักวิเคราะห์จาก Piper Sandler ระบุว่า AI จะช่วยให้ Meta ดำเนินการศูนย์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเชื่อว่าการใช้ AI ของบริษัทจะให้กำเนิดผู้ช่วยดิจิทัลที่น่าสนใจมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับการส่งข้อความทางธุรกิจ

 

แม้ว่า Meta จะมีประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งในปี 2023 แต่ ลอรา มาร์ติน จาก Needham ยังคงไม่เชื่อมั่นต่อบริษัท โดยให้เหตุผลว่า 2024 จะเป็นปีที่น่าระวัง สำหรับ Meta เนื่องจากบริษัทไม่ได้ควบคุมแพลตฟอร์มอย่าง iOS ของ Apple หรือ Android ของ Google นั่นหมายถึงยังคงมีความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญจากบริษัทเหล่านั้น แม้ว่าในที่สุด Meta สามารถจัดการกับนโยบายความเป็นส่วนตัวของ iOS ด้วยการลงทุนด้าน AI แต่ตอนนี้ก็ต้องจัดการกับแผนการที่จะเกิดขึ้นของ Google ที่จะยุติการใช้คุกกี้ของบุคคลที่สามในปี 2024 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจโฆษณาออนไลน์ในอนาคต

 

อ้างอิง:

The post ‘ปีแห่งประสิทธิภาพ’ ทำได้จริง! เมื่อหุ้น Meta ที่เผชิญหายนะเมื่อปีก่อน กลายเป็นสุดยอดหุ้นในปี 2023 ดันมูลค่าพุ่ง 178% appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิจัยด้านข้อมูลเท็จออนไลน์ออกมากล่าวหาฮาร์วาร์ดว่า ยุติโครงการวิจัยหลังได้รับงบสนับสนุนจาก Facebook https://thestandard.co/researchers-accuse-harvard/ Tue, 05 Dec 2023 06:39:46 +0000 https://thestandard.co/?p=873639

ดร.โจน โดโนแวน นักวิจัยด้านข้อมูลเท็จออนไลน์ที่มีชื่อเส […]

The post นักวิจัยด้านข้อมูลเท็จออนไลน์ออกมากล่าวหาฮาร์วาร์ดว่า ยุติโครงการวิจัยหลังได้รับงบสนับสนุนจาก Facebook appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดร.โจน โดโนแวน นักวิจัยด้านข้อมูลเท็จออนไลน์ที่มีชื่อเสียง ได้กล่าวหามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดว่า ยุติโครงการวิจัยของเธอโดยมุ่งปกป้องความสัมพันธ์กับ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook และเป็นผู้บริจาครายใหญ่ผ่าน Chan Zuckerberg Initiative ข้อกล่าวหานี้ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอิทธิพลที่อาจมีต่อการวิจัยที่ดูเหมือนจะเป็นอิสระ

 

โดโนแวนทำงานที่ศูนย์ Shorenstein ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเป็นผู้นำโครงการวิจัยเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมตั้งแต่ปี 2018 อย่างไรก็ตาม เธออ้างว่าหลังจาก Chan Zuckerberg Initiative บริจาค 500 ล้านดอลลาร์ให้มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพื่อสร้างศูนย์ AI ใหม่ การวิจัยของเธอเริ่มพบกับข้อจำกัด

 

อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างแข็งขัน เจมส์ ฟรานซิส สมิธ โฆษกของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ระบุว่า ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมและการแทรกแซงของผู้บริจาคเป็นเรื่องไร้มูล 

 

โดยชี้แจงว่า ตามนโยบายของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โครงการวิจัยทุกโครงการต้องนำโดยผู้ที่มีสถานะเป็นคณาจารย์ และเนื่องจากโดโนแวนเป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ใช่สมาชิกคณะวิชาการ โครงการจึงถูกยุติลงหลังจากพยายามหาคณาจารย์ที่จะมาเป็นผู้นำใหม่ไม่สำเร็จ

 

มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังคงวิจัยเกี่ยวกับข้อมูลเท็จและบทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ในเรื่องนี้ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเป็นเจ้าภาพและเปิดเผยเอกสาร Facebook Papers ที่รั่วไหลโดยอดีตพนักงาน Facebook อย่าง ฟรานซิส เฮาเกน และดำเนินการวารสารวิชาการเกี่ยวกับข้อมูลเท็จ Chan Zuckerberg Initiative ยังปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของโดโนแวน

 

Meta (บริษัทแม่ของ Facebook) ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ สำนักงานอัยการสูงสุดของแมสซาชูเซตส์ยืนยันว่าได้รับข้อมูลและกำลังตรวจสอบ

 

การบริจาคของ Chan Zuckerberg Initiative เกิดขึ้นหลังจากเฮาเกนยื่นเรื่องร้องเรียน และเปิดเผยเอกสาร Facebook Papers โดโนแวนเกี่ยวข้องกับการเก็บถาวรเอกสารเหล่านี้เพื่อให้สาธารณชนเข้าถึงได้

 

สถานการณ์นี้ได้ก่อให้เกิดการตอบสนองจากสาธารณชน โดย ลิบบี หลิว ซีอีโอของ Whistleblower Aid แสดงความตกใจต่อการทรยศต่อความซื่อสัตย์ทางวิชาการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หลิวเปรียบเทียบการกระทำที่ถูกกล่าวหาของ Meta กับอุตสาหกรรมยาสูบ และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีประวัติในการแทรกแซงการวิจัยเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน

 

ระหว่างที่โดโนแวนทำงานที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ศูนย์ Shorenstein ได้เผยแพร่รายงานการวิจัยเกี่ยวกับข้อมูลเท็จออนไลน์ โดโนแวนได้ตีพิมพ์หนังสือ Meme Wars เกี่ยวกับวิธีการที่กลุ่มขวาจัดใช้มีมออนไลน์ในการทำลายประชาธิปไตยของอเมริกา และได้ให้การเป็นพยานต่อคณะกรรมการสภาผู้แทนและวุฒิสภาเกี่ยวกับข้อมูลเท็จออนไลน์ และวิธีที่อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียสามารถกำหนดวาระสังคมได้ 

 

อ้างอิง:

The post นักวิจัยด้านข้อมูลเท็จออนไลน์ออกมากล่าวหาฮาร์วาร์ดว่า ยุติโครงการวิจัยหลังได้รับงบสนับสนุนจาก Facebook appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta เตรียมเปิดตัว AI เชิงพาณิชย์ หวังท้าชิงคู่แข่งบิ๊กเทคอย่าง ChatGPT และ Google Bard https://thestandard.co/meta-to-launch-commercial-ai/ Thu, 13 Jul 2023 08:15:48 +0000 https://thestandard.co/?p=816589 meta ai

Meta เตรียมเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ หวังท […]

The post Meta เตรียมเปิดตัว AI เชิงพาณิชย์ หวังท้าชิงคู่แข่งบิ๊กเทคอย่าง ChatGPT และ Google Bard appeared first on THE STANDARD.

]]>
meta ai

Meta เตรียมเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ หวังท้าชิง AI ของคู่แข่งบิ๊กเทคชื่อดังทั้ง Microsoft และ Google โดยมีคุณสมบัติช่วยให้บริษัทสตาร์ทอัพและธุรกิจต่างๆ สามารถสร้างซอฟต์แวร์แบบกำหนดเองบนเทคโนโลยีดังกล่าวได้ 

 

ความเคลื่อนไหวนี้จะทำให้ Meta เข้าร่วมการแข่งขันกับ OpenAI ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Microsoft และ Google ซึ่งต่างแข่งขันเพื่อพัฒนา AI เชิงสร้างสรรค์ ซอฟต์แวร์นี้สามารถสร้างข้อความ รูปภาพ และโค้ดได้ โดยขับเคลื่อนด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่ได้รับการฝึกอบรมกับข้อมูลจำนวนมากและต้องการพลังการประมวลผลมหาศาล

 

Meta ได้เปิดตัวโมเดลภาษาของตัวเองที่รู้จักกันในชื่อ LLaMA ให้แก่นักวิจัยและนักวิชาการเมื่อต้นปีนี้ แต่เวอร์ชันใหม่จะพร้อมใช้งานอย่างกว้างขวางและปรับแต่งได้ตามที่บริษัทต้องการ และคาดว่าจะมีการเปิดตัวในเร็วๆ นี้ แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องระบุ

 

Meta กล่าวว่า LLM ของตนคือ ‘Open Source’ ซึ่งหมายความว่ารายละเอียดของโมเดลใหม่จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวทางของคู่แข่งเช่น OpenAI ที่โมเดลล่าสุด GPT-4 คือสิ่งที่เรียกว่ากล่องดำ โดยข้อมูลและโค้ดที่ใช้สร้างโมเดลนั้นไม่ได้เปิดเผยให้บุคคลที่สามได้ใช้งาน

 

การเปิดตัวล่าสุดของ Meta เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันอย่างร้อนระอุระหว่างกลุ่มเทคโนโลยีในซิลิคอนแวลลีย์เพื่อสร้างตัวตนในฐานะผู้มี AI ที่โดดเด่น

 

แม้เทคโนโลยี Open Source ของ Meta จะฟรีในขณะนี้ แต่แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องเผยว่าบริษัทได้สำรวจการเรียกเก็บเงินจากลูกค้าในระดับองค์กรเพื่อความสามารถในการปรับแต่งโมเดลอย่างละเอียดตามความต้องการ โดยใช้ข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทเอง อย่างไรก็ดีแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องอีกรายระบุว่า Meta ยังไม่มีแผนเรียกเก็บเงินในปัจจุบันและจะไม่ทำเช่นนั้นในการเปิดตัวที่กำลังจะมาถึง

 

ประโยชน์ของโมเดลแบบ Open Source คือมีโอกาสที่ผู้ใช้จะครอบครองสูงขึ้น โดยใช้ข้อมูลที่มากขึ้นจากนั้นป้อนข้อมูลเพื่อให้ AI ประมวลผล ยิ่ง LLM มีข้อมูลมากเท่าใด ความสามารถก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น

 

นอกจากนี้ โมเดล Open Source ยังช่วยให้นักวิจัยและนักพัฒนาสามารถตรวจจับและแก้ไขจุดบกพร่องเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีและความปลอดภัยไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บริษัทเทคโนโลยีอย่างเช่น Meta ต้องเผชิญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงหลายปีเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและข้อมูลที่ผิดพลาด

 

แม้ว่าการให้ซอฟต์แวร์ฟรีอาจดูขัดแย้งกับแนวทางการสร้างรายได้ของบริษัท แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าองค์กรต่างๆ สามารถใช้กลยุทธ์นี้เพื่อจับตลาดใหม่ๆ ซึ่ง Meta ตระหนักดีว่าบริษัทกำลังตามหลังเทรนด์ AI ในปัจจุบัน และกลายเป็นสิ่งที่จุดประกายให้บริษัทเร่งสร้างเทคโนโลยีใหม่นี้ขึ้นมา 

 

ถึงกระนั้น AI แบบ Open Source ยังมีความเสี่ยงอย่างชัดเจน เพราะผลิตภัณฑ์อาจถูกสร้างขึ้นอย่างมีเจตนาร้ายจากผู้ไม่หวังดี รายงานฉบับหนึ่งพบว่าจำนวนภาพการล่วงละเมิดทางเพศเด็กที่สร้างโดย AI ทางออนไลน์กำลังเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงในกฎหมายด้านลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 กรกฎาคม) Sarah Silverman นักแสดงตลกชื่อดัง ได้ยื่นฟ้อง Meta และ OpenAI โดยอ้างว่างานของเธอ (Sarah) ถูกใช้ในการฝึกนางแบบโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเธอ

 

Yann LeCun รองประธานและหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ AI ของ Meta เปิดเผยว่า บริษัทกำลังพิจารณาทางเลือกที่อยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่า AI นั้นอันตรายเกินกว่าที่จะใช้งานหรือไม่ และควรอยู่ภายใต้การควบคุมที่แน่นหนา ซึ่งมีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถทำได้ หรือในทางกลับกัน ทำให้ AI เป็นแบบ Open Source และผลักดันให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมต่อการทำงานของ AI  

 

อ้างอิง:

The post Meta เตรียมเปิดตัว AI เชิงพาณิชย์ หวังท้าชิงคู่แข่งบิ๊กเทคอย่าง ChatGPT และ Google Bard appeared first on THE STANDARD.

]]>
Meta ชี้ แอป ‘Threads’ ไม่เน้นข่าวการเมือง มุ่งความบันเทิงเป็นหลัก พร้อมย้ำว่าไม่ได้มาแทนที่ Twitter แต่แอบบอกว่าหน้าฟีด Threads จะไม่เต็มไปด้วยโฆษณาสินค้าแน่นอน! https://thestandard.co/threads-app-doesnt-focus-on-political-news/ Sat, 08 Jul 2023 09:24:21 +0000 https://thestandard.co/?p=814164 Threads

ข่าวการเมืองอาจไม่ใช่เป้าหมายหลักของแอปพลิเคชัน ‘Thread […]

The post Meta ชี้ แอป ‘Threads’ ไม่เน้นข่าวการเมือง มุ่งความบันเทิงเป็นหลัก พร้อมย้ำว่าไม่ได้มาแทนที่ Twitter แต่แอบบอกว่าหน้าฟีด Threads จะไม่เต็มไปด้วยโฆษณาสินค้าแน่นอน! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Threads

ข่าวการเมืองอาจไม่ใช่เป้าหมายหลักของแอปพลิเคชัน ‘Threads’ เมื่อ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอค่าย Meta ต้องการให้แอปสร้างประสบการณ์เชิงบวก เน้นความบันเทิง-แฟชั่น แต่จะไม่เน้นข่าวการเมืองและข่าวร้าย เพราะยากต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริง

 

หลังจากเปิดตัวไปได้ไม่นาน ‘Threads’ ก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จนล่าสุด (8 กรกฎาคม) มีผู้สมัครลงทะเบียนใช้งานถึง 70 ล้านบัญชี รวมทั้ง iOS และ Android ซึ่งถือว่าสร้างจำนวนผู้ใช้งานได้เกือบ 1 ใน 3 ของจำนวนผู้ใช้งานของ Twitter

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แต่อีกด้านหนึ่ง อดัม มอสเซอรี หัวหน้าที่ดูแลแอป Instagram ระบุว่า แอปใหม่ดังกล่าวจะไม่เน้นเรื่องข่าวการเมืองและข่าวร้าย เพราะยากต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริง และถ้าหากสร้างความเสียหายจะไม่คุ้มแม้รายได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจของแอป Threads จะเป็นแพลตฟอร์มที่เน้นเทรนด์ดนตรี กีฬา แฟชั่น ความงาม และความบันเทิงเป็นหลัก เพื่อสร้างประสบการณ์ในเชิงบวก 

 

ซึ่งก็สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของ Meta ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่ได้ลดบทบาทความสำคัญของข่าวและการเมืองลง เพราะในช่วงที่ผ่านมาบริษัทต้องเผชิญความขัดแย้งหลายอย่าง

 

ทั้งนี้ มอสเซอรียังบอกอีกว่า เป้าหมายของ Threads นั้นไม่ใช่การมาแทนที่ Twitter แค่รูปแบบของแพลตฟอร์มก็แตกต่างกันแล้ว แต่ Threads จะเป็นพื้นที่ชุมชนให้คนใน Instagram มาพูดคุยกันได้ ที่สำคัญหน้าฟีดจะไม่มีอัลกอริทึมที่เต็มไปด้วยโฆษณาแบรนด์สินค้าอย่างแน่นอน 

 

อ้างอิง:

The post Meta ชี้ แอป ‘Threads’ ไม่เน้นข่าวการเมือง มุ่งความบันเทิงเป็นหลัก พร้อมย้ำว่าไม่ได้มาแทนที่ Twitter แต่แอบบอกว่าหน้าฟีด Threads จะไม่เต็มไปด้วยโฆษณาสินค้าแน่นอน! appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนลูบคมยอมได้ไง! Twitter กล่าวหา Meta ขโมยทรัพย์สินทางปัญญาในการพัฒนา Threads ฟาก อีลอน มัสก์ ย้ำ “การแข่งขันเป็นเรื่องปกติ แต่การโกงไม่ใช่” https://thestandard.co/twitter-accuses-meta-about-threads/ Fri, 07 Jul 2023 03:03:03 +0000 https://thestandard.co/?p=813496 Threads

ในโลกโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขัน […]

The post โดนลูบคมยอมได้ไง! Twitter กล่าวหา Meta ขโมยทรัพย์สินทางปัญญาในการพัฒนา Threads ฟาก อีลอน มัสก์ ย้ำ “การแข่งขันเป็นเรื่องปกติ แต่การโกงไม่ใช่” appeared first on THE STANDARD.

]]>
Threads

ในโลกโซเชียลมีเดียที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันเป็นเรื่องปกติ ทว่าความบาดหมางล่าสุดระหว่าง Twitter และ Meta Platforms Inc. (เดิมคือ Facebook) กำลังบานปลายไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมาย เมื่อ Twitter ขู่ว่าจะนำ Meta ขึ้นศาล โดยกล่าวหาว่าโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ขโมยความลับทางการค้าของ Twitter เพื่อสร้างแอปพลิเคชันส่งข้อความใหม่ชื่อ Threads

 

1 วันก่อนหน้านี้ Meta ได้เปิดตัว Threads ในฐานะคู่แข่งโดยตรงกับ Twitter แอปนี้ได้รับการออกแบบให้เป็น ‘แอปสนทนาแบบข้อความ’ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเผยแพร่โพสต์ที่มีความยาวสูงสุด 500 อักขระ และรวมลิงก์ รูปภาพ และวิดีโอไว้ในข้อความของตน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เช่นเดียวกับ Twitter โพสต์เหล่านี้สามารถตอบกลับ ชอบ หรือแชร์โดยผู้ใช้รายอื่น มันรวมเข้ากับ Instagram ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของ Meta ทำให้ผู้ใช้สามารถถ่ายโอนชื่อผู้ใช้และเครือข่ายผู้ติดตามที่มีอยู่จาก Instagram ไปยัง Threads ได้อย่างง่ายดาย

 

ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากเปิดตัว Threads ก็เห็นอัตราการลงชื่อสมัครใช้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยดึงดูดผู้ใช้มากกว่า 30 ล้านคน การยอมรับอย่างรวดเร็วนี้ทำให้ Threads อยู่ในเส้นทางที่อาจแซงหน้าแชตบอต ChatGPT ของ OpenAI ในฐานะแอปที่ผู้บริโภคดาวน์โหลดเร็วที่สุดเมื่อเปิดตัว

 

อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของ Twitter ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความนิยมที่เพิ่มขึ้นของ Threads เท่านั้น บริษัทได้ยกข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงต่อ Meta โดยอ้างว่ายักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและความลับทางการค้าของ Twitter โดยเจตนาและไม่ชอบด้วยกฎหมายในการสร้าง Threads

 

ตามที่ทนายความที่เป็นตัวแทนของ Twitter ระบุว่า การอ้างสิทธิ์เหล่านี้ถูกส่งในจดหมายที่ส่งถึง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta เรียบร้อยแล้ว โดยประเด็นสำคัญของข้อกล่าวหาของ Twitter อยู่ที่แนวทางปฏิบัติในการจ้างงานของ Meta จดหมายอ้างว่า Meta คัดเลือก ‘อดีตพนักงานหลายสิบคน’ ที่เข้าถึงข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและเป็นความลับเกี่ยวกับแพลตฟอร์มของ Twitter

 

Twitter กล่าวหาว่าบุคคลเหล่านี้อาจเก็บรักษาเอกสารและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ Twitter อย่างไม่เหมาะสมหลังออกจากบริษัท และต่อมา Meta สั่งให้ใช้ข้อมูลภายในนี้ในการสร้าง Threads ซึ่งเป็นการกระทำที่ Twitter อ้างว่าละเมิดกฎหมายของรัฐและรัฐบาลกลาง

 

อีลอน มัสก์ ซีอีโอของ Tesla และเจ้าของ Twitter คนใหม่ ตอบโต้สถานการณ์ด้วยข้อความง่ายๆ ว่า “การแข่งขันเป็นเรื่องปกติ แต่การโกงไม่ใช่” มุมมองนี้สะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดีย ซึ่งบริษัทต่างๆ ปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของตนอย่างรุนแรง ในขณะที่พยายามคิดค้นนวัตกรรมและแข่งขันกันเอง

 

ขณะเดียวกัน แอนดี สโตน ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของ Meta ปฏิเสธข้อกล่าวหาในโพสต์สาธารณะบน Threads โดยอ้างว่าไม่มีใครในทีมวิศวกรรมของ Threads เคยเป็นลูกจ้างของ Twitter

 

ที่ผ่านมาความขัดแย้งระหว่าง Twitter และ Meta เกิดขึ้นจากความไม่พอใจของผู้ใช้และผู้ลงโฆษณาอย่างต่อเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงที่มัสก์นำมาใช้ที่ Twitter การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้รวมถึงการลดการดูแลบนแพลตฟอร์ม และการแนะนำการแก้ไขที่ไม่คาดคิดกับผลิตภัณฑ์และนโยบาย 

 

มัสก์ยังลดจำนวนพนักงานของ Twitter ลงอย่างมากประมาณ 80% และบังคับใช้มาตรการลดค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อช่วยให้บริษัทไม่ล้มละลาย

 

เพื่อตอบสนองต่อแนวทางปฏิบัติที่ถูกกล่าวหาของ Meta ขณะนี้ Twitter เรียกร้องให้ Meta หยุดใช้ความลับทางการค้าและข้อมูลลับอื่นๆ ของ Twitter ทันที นอกจากนี้ Twitter ยังได้ออกคำเตือนอย่างเข้มงวดต่อ Meta ไม่ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการรวบรวมข้อมูลของผู้ติดตาม Twitter ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่อาจทำให้ Meta ได้เปรียบในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม 

 

Twitter ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าพร้อมที่จะดำเนินการทางกฎหมาย รวมถึงการฟ้องค่าชดเชยทางแพ่งและการบรรเทาทุกข์ตามคำสั่งศาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของ Twitter

 

ภาพ: Jaap Arriens / NurPhoto via Getty Images 

อ้างอิง:

The post โดนลูบคมยอมได้ไง! Twitter กล่าวหา Meta ขโมยทรัพย์สินทางปัญญาในการพัฒนา Threads ฟาก อีลอน มัสก์ ย้ำ “การแข่งขันเป็นเรื่องปกติ แต่การโกงไม่ใช่” appeared first on THE STANDARD.

]]>
การปลดพนักงานนับหมื่นของ Meta ก้าวที่กล้าได้กล้าเสียสู่การปลดปล่อยนวัตกรรม ฟากซักเคอร์เบิร์กย้ำ คนที่ยังอยู่จะมีอนาคตที่มั่นคงขึ้น https://thestandard.co/metas-tens-of-thousands-of-layoffs/ Sat, 27 May 2023 07:30:14 +0000 https://thestandard.co/?p=796033 Mark Zuckerberg

หลังปลดพนักงานนับหมื่นคน มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้ […]

The post การปลดพนักงานนับหมื่นของ Meta ก้าวที่กล้าได้กล้าเสียสู่การปลดปล่อยนวัตกรรม ฟากซักเคอร์เบิร์กย้ำ คนที่ยังอยู่จะมีอนาคตที่มั่นคงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mark Zuckerberg

หลังปลดพนักงานนับหมื่นคน มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta Platforms Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Facebook, WhatsApp และ Instagram ได้จัดการประชุมทั่วทั้งบริษัท เพื่อย้ำกับพนักงานที่เหลืออยู่ให้มั่นใจว่าจะมีอนาคตที่มั่นคงขึ้น

 

ในระหว่างการประชุมครั้งนี้ ซักเคอร์เบิร์กแสดงความหวังว่า ในอนาคต Meta จะมีเสถียรภาพมากขึ้น (ขึ้นๆ ลงๆ น้อยลง) แต่มีระบบราชการน้อยลง

 

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก รับทราบถึงความยากลำบากของสถานการณ์ แต่แนะนำว่า เป้าหมายการปลดพนักงานไม่ใช่เพื่อฟื้นฟูบริษัทให้กลับคืนสู่สภาพเดิม แต่เป็นการเปลี่ยนให้เป็น Scrappier ซึ่งหมายถึงองค์กรที่ผอมลง มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีความคล่องตัวมากขึ้น สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง​:


 

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Meta ได้ส่งหนังสือแจ้งการเลิกจ้างให้กับพนักงานรวมแล้วกว่า 10,000 ตำแหน่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นมาตรการลดต้นทุนขนาดใหญ่ และยังหยุดการรับพนักงานอีก 5,000 ตำแหน่ง 

 

การปลดพนักงานส่งผลกระทบอย่างมากต่อแผนกธุรกิจของ Meta ซึ่งรวมถึงทีมที่ทำงานด้านโฆษณา ทรัพยากรบุคคล และการริเริ่มนโยบาย

 

ขณะนี้ Meta กำลังเผชิญกับภัยคุกคามหลายประการต่อรูปแบบธุรกิจ สิ่งเหล่านี้รวมถึงการแข่งขันจากแอปใหม่ๆ อาทิ TikTok การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์โฆษณาดิจิทัล เช่น กฎความเป็นส่วนตัวใหม่จาก Apple และการเติบโตที่ช้าลงในตลาดอีคอมเมิร์ซ

 

ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนระยะยาวของ Meta ใน Metaverse ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการสร้างโลกดิจิทัลที่สมจริง ยังไม่ปรากฏสัญญาณของความสำเร็จทางการเงินในทันที

 

เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายเหล่านี้ ซักเคอร์เบิร์กได้ประกาศให้ปี 2023 เป็น ‘ปีแห่งประสิทธิภาพ’ สำหรับ Meta วิสัยทัศน์ของเขาคือ การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของบริษัทที่เคยชินกับการหาเงินง่าย ๆ ให้เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งขึ้น

 

เขาต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพทางการเงินของบริษัท เพื่อดำเนินการลงทุนระยะยาวที่มีความทะเยอทะยานต่อไป แม้ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ยากลำบาก

 

ซักเคอร์เบิร์กระบุว่า แม้ว่าจะไม่มีแผนปลดพนักงานครั้งใหญ่ทั่วทั้งบริษัทในอนาคตอันใกล้ แต่เขายอมรับว่า การปลดพนักงานจำนวนเล็กน้อยอาจเกิดขึ้นเนื่องจากบริษัทเติบโตช้าลง

 

ในอนาคตซักเคอร์เบิร์กหวังว่า วัฒนธรรมภายในของ Meta จะฟื้นคืนชีพด้วยการมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมในอนาคตมากขึ้น หนึ่งในนั้นรวมถึงการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เขาเชื่อว่า การพูดคุยถึงโอกาสในอนาคตของบริษัท แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพและการปลดพนักงาน จะช่วยปลุกจิตวิญญาณของพนักงานและขับเคลื่อนบริษัทไปข้างหน้า

 

ภาพ​: Aurora Samperio / NurPhoto via Getty Images

อ้างอิง: 

The post การปลดพนักงานนับหมื่นของ Meta ก้าวที่กล้าได้กล้าเสียสู่การปลดปล่อยนวัตกรรม ฟากซักเคอร์เบิร์กย้ำ คนที่ยังอยู่จะมีอนาคตที่มั่นคงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>