Merseyside derby – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 03 Apr 2025 05:53:53 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 จากช็อตร้อนทาร์คอฟสกี ผู้ตัดสินพรีเมียร์ลีก จุดบอดที่ฉุดรั้งลีกเบอร์หนึ่ง? https://thestandard.co/referee-issues-premier-league/ Thu, 03 Apr 2025 05:53:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1060094 referee-issues-premier-league

ในเกมพรีเมียร์ลีก เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้ ที่ ลิเวอร์พูล เ […]

The post จากช็อตร้อนทาร์คอฟสกี ผู้ตัดสินพรีเมียร์ลีก จุดบอดที่ฉุดรั้งลีกเบอร์หนึ่ง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
referee-issues-premier-league

ในเกมพรีเมียร์ลีก เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้ ที่ ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเฉือนเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน 1-0 เหตุการณ์ที่กลายเป็นประเด็นร้อนเกิดขึ้นในนาทีที่ 11 เมื่อ เจมส์ ทาร์คอฟสกี กองหลังเอฟเวอร์ตัน ได้เข้าปะทะรุนแรงใส่ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ กองกลางลิเวอร์พูล ด้วยการยกเท้าสูงจนปุ่มสตั๊ดกระแทกเข้าใส่บริเวณขาซ้ายเข้าอย่างจัง และผู้ตัดสิน แซม บาร์รอตต์ ได้แจกใบเหลืองให้กับทาร์คอฟสกีทันที

 

แต่อย่างไรก็ตาม แฟนบอลและกูรูหลายฝ่ายมองว่าการปะทะครั้งนี้ เจมส์ สมควรได้รับใบแดง เนื่องจากการปะทะนั้นอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บร้ายแรงได้

 

นี่จึงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในวงการฟุตบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสะท้อนภาพการตัดสินในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้พรีเมียร์ลีกจะได้รับการยกย่องว่าเป็นลีกที่น่าตื่นเต้นที่สุดในโลก แต่ปัญหาเรื่องการตัดสินของผู้ตัดสินกลับกลายเป็นจุดบอดที่ทำให้หลายคนมองว่า ‘มาตรฐานของลีกนี้ยังไม่ดีที่สุด’

 

📺 VAR ตรวจสอบอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีการเปลี่ยนคำตัดสิน

 

จากจังหวะสกัดของ เจมส์ ทาร์คอฟสกี มีการตรวจสอบจาก VAR ที่ใช้เวลาเพียงแค่ 10 วินาทีเท่านั้น โดยมีการตัดสินว่าการเข้าปะทะของทาร์คอฟสกีถือเป็นการเล่นที่ประมาท ซึ่งตามกติกาแล้ว การเล่นที่ประมาทสามารถลงโทษได้ด้วยใบเหลืองหรือใบแดง

 

อย่างไรก็ตาม หลายคนมองว่าการเข้าสกัดครั้งนี้ไม่ใช่แค่ประมาท แต่ใช้แรงเกินควร ซึ่งตามกติกาของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) การเล่นที่มีความรุนแรงเกินไปและเป็นอันตรายต่อผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามควรถูกลงโทษด้วยใบแดงทันที แต่ในกรณีของ แซม บาร์รอตต์ เขาตัดสินใจแจกใบเหลืองให้กับทาร์คอฟสกีแทน

 

🗣 เสียงวิจารณ์จากอดีตผู้เล่นและผู้ตัดสิน ต่อจังหวะของ ทาร์คอฟสกี

 

จากช็อตนี้ ทำให้อดีตผู้เล่นหลายคนรวมถึงอดีตผู้ตัดสินต่างออกมาวิจารณ์การตัดสินในครั้งนี้ เช่น

  • สตีเฟน วอร์น็อค (อดีตกองหลังลิเวอร์พูล): “ทาร์คอฟสกีรู้ดีว่าเขากำลังทำอะไร นี่เป็นการเล่นที่อันตรายและควบคุมไม่ได้”
  • ไมค์ ดีน (อดีตผู้ตัดสินพรีเมียร์ลีก): “นี่คือการปะทะที่แย่มาก เขาควรถูก (ใบแดง) ไล่ออกจากสนามทันที ผมตกใจที่ผู้ตัดสินไม่ได้ดูจอ VAR ด้วยตัวเอง”
  • แกรี่ เนวิลล์ (อดีตกองหลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด): “เขาโชคดีมาก นี่คือการปะทะที่สูงและอาจทำให้ขาหักได้”
  • ดันแคน เฟอร์กูสัน (อดีตกองหน้าเอฟเวอร์ตัน): “ไม่มีข้อแก้ตัวเลย นี่ควรเป็นใบแดงตรงในทุกกรณี”

 

❌ (อีกครั้ง) ที่ผู้ตัดสินในพรีเมียร์ลีกถูกตั้งคำถาม

 

เพราะพรีเมียร์ลีกนั้นถูกมองว่าเป็น ‘ลีกอันดับ 1’ ในแง่ของความนิยม รายได้ และการตลาด แต่เมื่อลีกระดับนี้มีข้อบกพร่องในการตัดสิน มันได้ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ความยุติธรรมในการแข่งขัน และอาจเป็นสิ่งฉุดรั้ง..ทำให้พรีเมียร์ลีกไม่ถูกมองว่าเป็นลีกที่ดีที่สุดอย่างแท้จริงในสายตาของแฟนบอลทั่วโลก

 

  • ความผิดพลาดซ้ำซาก: การตัดสินผิดพลาดในจังหวะสำคัญ เช่น การให้หรือไม่ให้จุดโทษ การแจกใบแดงที่ค้านสายตาแฟนบอล และการล้ำหน้าที่ VAR ก็ยังคงตรวจจับไม่ได้อย่างแม่นยำ
  • การใช้ VAR ที่ไม่สม่ำเสมอ: แม้จะนำเทคโนโลยี VAR เข้ามาช่วย แต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องการตีความ การตัดสินใจที่ล่าช้า และบางครั้ง VAR ก็ไม่ถูกเรียกใช้อย่างเหมาะสมในจังหวะสำคัญ และกลายเป็นประเด็นดราม่าให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
  • ขาดการสื่อสารที่ชัดเจน: ผู้ตัดสินในพรีเมียร์ลีกมักไม่อธิบายการตัดสินใจให้แฟนบอลหรือโค้ชทราบอย่างชัดเจน แตกต่างจากบางลีกที่ผู้ตัดสินจะออกมาให้เหตุผลอย่างละเอียดหลังจบเกม
  • การพึ่งพา VAR (เทคโนโลยี) มากเกินไป: มีหลายครั้งที่ผู้ตัดสินในสนามอาจลังเลหรือพยายามหลีกเลี่ยงการตัดสินใจโดยตรง เพราะเชื่อว่า VAR จะช่วยแก้ไขให้ ซึ่งทำให้เกมเสียความต่อเนื่องและความน่าตื่นเต้น และทำให้ความน่าเชื่อถือของผู้ตัดสินในสายตาแฟนบอลลดลง
  • การใช้อำนาจที่ไม่สมเหตุสมผลในบางจังหวะ: มีหลายครั้งที่ผู้ตัดสินเลือกใช้บทลงโทษที่รุนแรงเกินไป หรือผ่อนปรนเกินไปในจังหวะที่ควรลงโทษ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกว่าไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจนในการควบคุมเกม และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของลีก

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการตัดสินของกรรมการในพรีเมียร์ลีกไม่ได้เพิ่งมาเกิดจากเหตุการณ์ล่าสุดนี้เท่านั้น แต่เป็นผลจากหลายปัจจัย, หลายเหตุการณ์ที่สะสมกันมาตลอดหลายฤดูกาลที่ผ่านมา ทั้งการใช้ VAR ที่ขาดประสิทธิภาพ รวมถึงความไม่สม่ำเสมอในการตัดสิน

 

หากพรีเมียร์ลีกต้องการรักษาความยิ่งใหญ่สมคำโฆษณาไว้ต่อไป ปัญหาการตัดสินที่ค้านตาแฟนบอลเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข .. เพราะลีกที่ดีที่สุดในโลก ไม่ควรถูกฉุดรั้งด้วยมาตรฐานการตัดสินที่เต็มไปด้วยคำถามอย่างที่เป็นในปัจจุบัน

 

อ้างอิง:

The post จากช็อตร้อนทาร์คอฟสกี ผู้ตัดสินพรีเมียร์ลีก จุดบอดที่ฉุดรั้งลีกเบอร์หนึ่ง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความทรงจำสุดท้ายของ ‘ท่านผู้หญิงสีน้ำเงิน’ ในเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้ https://thestandard.co/last-memory-lady-blue/ Wed, 12 Feb 2025 07:51:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1041053 last-memory-lady-blue

ห่างกันเพียงแค่สวนสแตนลีย์กั้น   นั่นคือคำบรรยายที […]

The post ความทรงจำสุดท้ายของ ‘ท่านผู้หญิงสีน้ำเงิน’ ในเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
last-memory-lady-blue

ห่างกันเพียงแค่สวนสแตนลีย์กั้น

 

นั่นคือคำบรรยายที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายที่สุดถึงความใกล้ชิดระหว่างเอฟเวอร์ตันและลิเวอร์พูล สองสโมสรฟุตบอลใหญ่ของอดีตเมืองท่าสำคัญของอังกฤษที่มีแม่น้ำเมอร์ซีย์ไหลผ่าน ซึ่งทำให้การพบกันระหว่างสองทีมนี้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้’

 

ความจริงจะเรียกว่าใกล้ชิดก็ไม่ถึงกับถูกต้องทั้งหมด เพราะความจริงยิ่งกว่าคือเอฟเวอร์ตันและลิเวอร์พูล เป็นสองสโมสรที่มีต้นกำเนิดเดียวกัน แต่แตกตัวกันเพราะความขัดแย้งในหลายเรื่อง

 

เอฟเวอร์ตันความจริงแล้วเป็นสโมสร ‘พี่’ ที่เกิดก่อนในปี 1879 และผ่านการใช้สนามหลายแห่ง ก่อนจะย้ายมาใช้แอนฟิลด์เป็นสนามเหย้าในปี 1882 

 

ใช่ แอนฟิลด์เคยเป็น ‘บ้าน’ ของเอฟเวอร์ตันมาก่อนนานถึง 8 ปีเต็ม 

 

แต่ความขัดแย้งหลายอย่างที่มากกว่าแค่คนจดจำว่าเป็นเรื่องค่าเช่าสนามนำไปสู่การแยกทาง ทีมฟุตบอลเอฟเวอร์ตันย้ายออกจากแอนฟิลด์ไปใช้สนามเมียร์กรีนฟิลด์เป็นรังเหย้าแทนในปี 1892 และในปีนั้นเองที่ จอห์น โฮลดิง หนึ่งในผู้ก่อตั้งสโมสรเอฟเวอร์ตัน ตัดสินใจตั้งทีมฟุตบอลใหม่ ‘ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ’ ที่ใช้สนามแอนฟิลด์ที่ว่างเปล่าเป็นรังเหย้าแทน

เมียร์กรีนฟิลด์ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นกูดิสันพาร์ก เพราะตั้งอยู่ใกล้กับถนนกูดิสัน (Goodison Road, ขณะที่สนามแอนฟิลด์ก็ตั้งชื่อตามถนนแอนฟิลด์ Anfield Road) 

 

นี่คือประวัติแบบย่นย่อของการกำเนิดกูดิสันพาร์ก บ้านของทีมเอฟเวอร์ตันที่อยู่ยั้งยืนยงผ่านกาลเวลามากว่า 133 ปี

 

ตลอดช่วงระยะเวลาดังกล่าว มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นที่สนามแห่งนี้

 

รู้ไหมว่านี่คือสนามฟุตบอลแห่งแรกของอังกฤษที่ใช้เพื่อรองรับการแข่งขันเกมฟุตบอลเพียงอย่างเดียว เพราะในยุคแรกของเกมลูกหนังนั้น สนามที่ใช้คือสนามกีฬาทั่วไปที่รองรับการแข่งขันกีฬาหลากหลายประเภท ก่อนที่จะมีการก่อสร้างสนามฟุตบอลแท้ๆ ทั่วประเทศตามมา

 

กูดิสันพาร์กจึงเป็นสนามฟุตบอลที่ล้ำและนำสมัยเสมอ พวกเขาเป็นสนามฟุตบอลที่เคยมีอัฒจันทร์ 2 ชั้นล้อมรอบ 4 ด้าน เพื่อรองรับจำนวนผู้ชมมากมายมหาศาล

สนามที่มีม้านั่งสำรอง (Dugout) แห่งแรก และในเวลาต่อมายังเป็นสนามแรกที่มีระบบทำความร้อน (Heater) ติดตั้งไว้ใต้พื้นสนาม

 

และครั้งหนึ่งเคยเป็นสนามที่มีศักดิ์และสิทธิ์เป็นรองเพียงแค่สนามเวมบลีย์ เมกะลูกหนังที่เป็นสนามกีฬาแห่งชาติของชาวอังกฤษ 

 

สนามแห่งนี้เคยถูกใช้แทนเวมบลีย์ในช่วงที่มีการทุบทิ้งและสร้างขึ้นใหม่ในช่วงปลายทศวรรษ 1940 โดยได้เป็นบ้านของทีม ‘สิงโตคำราม’ อังกฤษมากถึง 10 นัด และในฟุตบอลโลก 1966 ที่กูดิสันพาร์กก็รองรับเกมการแข่งขันมากถึง 5 นัด เป็นรองก็เพียงแค่เวมบลีย์เท่านั้น

 

แต่สำหรับชาวเอฟเวอร์โตเนียนแล้ว ไม่มีเกมใดที่กูดิสันพาร์กจะสำคัญมากไปกว่าเกมดาร์บี้แมตช์กับลิเวอร์พูล

 

ดาร์บี้ที่ไม่เหมือนใคร ในความผูกพันทั้งรักทั้งชัง ทั้งหวานและขมขื่น

 

ปู่เป็นเอฟเวอร์โตเนียน ยายเป็นลิเวอร์พัดเลียน ไปตัดสินกันในรุ่นหลานว่าอยากจะเลือกสีไหนระหว่างน้ำเงินหรือแดง อาการขิงข่าตะไคร้ใบมะกรูดของสองฝั่งคือเรื่องปกติ แต่ทั้งหมดก็นั่งดูนั่งเชียร์ด้วยกันได้ และสุดท้ายก็ต้องกลับบ้านมานั่งกินข้าวด้วยกันอยู่ดี

 

เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้หนแรกที่กูดิสันพาร์กเกิดขึ้นในปี 1894 หรือ 2 ปีให้หลังของการแยกตัว

 

เกมนั้นจบลงด้วยชัยชนะของเจ้าบ้านเอฟเวอร์ตันด้วยสกอร์ขาดลอยถึง 3-0

 

ก่อนที่จะได้เปิดศึกสายเลือดกันที่สนามแห่งนี้อีกหลายต่อหลายครั้ง และมีเกมแห่งความทรงจำระหว่างกันมากมาย

 

ในปี 1948 เกมเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้ที่กูดิสันมีจำนวนผู้ชมเข้ามามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 78,299 คน

 

ในยุค 1980 เอฟเวอร์ตันเป็นคู่แข่งสำคัญในการไล่ล่าความเป็นหนึ่งของเกาะอังกฤษกับลิเวอร์พูล และเกมที่กูดิสันสำคัญเสมอ เพียงแต่ก็มีเกมอัปยศด้วยเมื่อพวกเขาพ่ายต่อลิเวอร์พูลขาดลอยถึง 5-0 ในปี 1982 ซึ่งเป็นเกมที่ทำให้ลิเวอร์พูลแซงขึ้นนำจ่าฝูง 

 

สกอร์​ 5-0 ที่กูดิสันวันนั้นคือความพ่ายแพ้ต่อคู่ปรับร่วมเมืองที่เลวร้ายที่สุด ขณะที่สกอร์ที่พวกเขาเคยถล่มลิเวอร์พูลมากที่สุดก็คือ 5-0 แต่ก็เกิดขึ้นนานโขตั้งแต่ฤดูกาล 1908/09

 

ในปี 1991 เกมเอฟเอคัพ นัดรีเพลย์ เอฟเวอร์ตันไล่ตามตีเสมอลิเวอร์พูล 4-4 ก่อนที่ เคนนี ดัลกลิช จะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม อันเป็นจุดเริ่มต้นของยุคมืดของคู่ปรับในเวลาต่อมา

 

กูดิสันพาร์กเคยเป็นปราการที่ลิเวอร์พูลตีไม่แตกในยุคต้นพรีเมียร์ลีกที่มี ดันแคน เฟอร์กูสัน หรือ ‘บิ๊กดังก์’ หัวหอกจ้าวเวหาชาวสกอตแลนด์อยู่ในทีม ที่ถึงขั้นมีการพูดกันว่าถ้าลิเวอร์พูลคิดอยากจะบุกมาชนะที่นี่พวกเขาต้องหาทางหยุดบิ๊กดังก์ให้ได้ก่อน

 

โดยจุดเริ่มต้นของช่วงเวลานั้นคือวันที่เอฟเวอร์ตันเอาชนะลิเวอร์พูลได้ที่กูดิสัน 2-0 ในเดือนพฤศจิกายน 1994 จากประตูของเฟอร์กูสัน และ พอล ไรด์เอาต์ ซึ่งเป็นชัยชนะที่มีความหมายมากเพราะสถานการณ์ในเวลานั้นพวกเขาวิกฤติหนัก ชนะแค่เกมเดียวจาก 14 นัดแรกของฤดูกาล 

 

ชัยชนะเหนือลิเวอร์พูลในวันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนที่นอกจากจะทำให้พวกเขามีกำลังใจต่อสู้รอดพ้นจากการตกชั้นได้ ยังนำไปสู่การคว้าแชมป์เอฟเอคัพด้วยการล้มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ ซึ่งกลายเป็นโทรฟีใหญ่ใบสุดท้ายที่ทีมคว้ามาได้และยังไม่มีความสำเร็จใดๆ อีกเลยตลอดระยะเวลา 30 ปี

 

กว่าลิเวอร์พูลจะชนะที่กูดิสันได้ต้องรอจนถึงปี 2001 เมื่อพวกเขามาได้ประตูชัยสุดมหัศจรรย์ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ แกรี แมคคัลลิสเตอร์ ซึ่งกลายเป็นประตูสำคัญของลิเวอร์พูลที่ทำอันดับไปแชมเปียนส์ลีกได้เป็นหนแรก

 

ก่อนที่กูดิสันพาร์กจะกลายเป็นสนามเด็กเล่นของลิเวอร์พูล เพราะไม่แพ้เอฟเวอร์ตันที่นี่เลยตั้งแต่ปี 2010 

 

จนกระทั่งเอฟเวอร์ตันทำได้สำเร็จในเกมดาร์บี้นัดที่ 119 เมื่อเดือนเมษายน 2024 ยัดเยียดความปราชัยและดับความหวังทั้งหมดของลิเวอร์พูลและ เจอร์เกน คล็อปป์ ในพรีเมียร์ลีก

 

ก่อนจะถึงความทรงจำครั้งสุดท้าย

 

ค่ำคืนนี้ก็จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้จะลงแข่งในสนามซึ่งได้รับสมญาว่าเป็น ‘The Grand Old Lady’ หรือท่านผู้หญิงของวงการฟุตบอล ก่อนที่เอฟเวอร์ตันจะย้ายไปสนามใหม่ในย่านแบรมลีย์-มัวร์ด็อก ซึ่งปัจจุบันก่อสร้างใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว พร้อมใช้งานตั้งแต่ฤดูกาลหน้าเป็นต้นไป

 

สิ่งที่ดีคือเกมซึ่งเลื่อนมาจากเดือนธันวาคมเพราะพายุดาราห์ถล่ม – จะเป็นเกมที่เปี่ยมด้วยความหมาย

 

ลิเวอร์พูลต้องการชัยชนะเพื่อเดินหน้าไปสู่การเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 20

 

ส่วนเอฟเวอร์ตัน จริงอยู่ที่เรื่องการหนีตกชั้นก็สำคัญ แต่ไม่มีอะไรสำคัญไปมากกว่าการเตะตัดขาลิเวอร์พูลไม่ให้สมหวัง

 

แต่ไม่ว่าจะจบอย่างไร ความทรงจำสุดท้ายของท่านผู้หญิงสีน้ำเงินจะถูกเก็บไว้อย่างดีแน่นอน

 

อ้างอิง

The post ความทรงจำสุดท้ายของ ‘ท่านผู้หญิงสีน้ำเงิน’ ในเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี’ จุดยูเทิร์นที่คล็อปป์ต้องกลับตัวให้ทัน ก่อนสร้าง ‘ลิเวอร์พูล 2.0’? https://thestandard.co/merseyside-derby-jurgen-klopp/ Mon, 13 Feb 2023 07:08:47 +0000 https://thestandard.co/?p=749635

8 เดือนที่แล้วลิเวอร์พูลอยู่ใกล้เคียงกับการสร้างประวัติ […]

The post ‘เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี’ จุดยูเทิร์นที่คล็อปป์ต้องกลับตัวให้ทัน ก่อนสร้าง ‘ลิเวอร์พูล 2.0’? appeared first on THE STANDARD.

]]>

8 เดือนที่แล้วลิเวอร์พูลอยู่ใกล้เคียงกับการสร้างประวัติศาสตร์ในการเป็นทีมแรกของอังกฤษที่คว้า 4 แชมป์มาครองได้ในฤดูกาลเดียว

 

แต่ 5 นาทีแห่งหายนะที่วิลลาพาร์ก ที่ Manchester City พลิกสถานการณ์จากการตามหลัง 2 ประตูกลับมาเอาชนะแอสตัน วิลลาได้ 3-2 พร้อมกับสีหน้าสุดเจื่อนของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ หลังแฟนบอลที่อยู่ข้างหลังประตูพยายามบอกสกอร์ที่เกิดขึ้นในอีกสนาม ทั้งๆ ที่ลิเวอร์พูลเพิ่งจะยิงประตูนำวูล์ฟส์ได้ และอีกครั้งที่พวกเขาต้องพ่ายต่อเรอัล มาดริด ที่ได้ ติโบต์ กูร์ตัวส์ งัดฟอร์มที่ดีที่สุดของชีวิต ช่วยทำให้ทีมจากสเปนคว้าแชมป์ไปครอง

 

ความผิดหวังครั้งนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสภาพจิตใจของผู้เล่นที่กรำศึกหนักต่อเนื่องยาวนาน ไม่ใช่แค่เฉพาะในฤดูกาลที่แล้วที่กัดฟันสู้ตายถึง 63 นัดในทุกรายการ (และได้มา 2 แชมป์) แต่พวกเขาต้องต่อสู้แบบนี้มาตลอด 3-4 ฤดูกาล โดยเฉพาะในการแลกหมัดกับทีมที่ดีที่สุดของอังกฤษอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

เพลง คนอกหักพักบ้านนี้  ที่ดังขึ้นในใจของนักเตะลิเวอร์พูล ถูกซ้ำเติมให้หนักขึ้นด้วยโปรแกรมในฤดูกาลใหม่ 2022/23 ที่มีความจำเป็นต้องเริ่มต้นเร็ว เพราะมีฟุตบอลโลกคั่นกลางฤดูกาล บวกกับการที่สโมสรตัดสินใจรับงานทัวร์เดินทางมาเอเชีย ทำให้นอกจากนักเตะจะยังไม่หายช้ำทั้งร่างกายและจิตใจจากการกรำศึกหนักต่อเนื่องแล้ว ผู้จัดการทีมอย่าง เจอร์เกน คล็อปป์ ก็ไม่สามารถ ‘เคลียร์แรม’ ทั้งสมอง ร่างกาย และจิตใจ ของนักเตะในทีมได้อย่างเต็มที่เหมือนในปีก่อนหน้าที่ไปเก็บตัวกันในแคมป์ที่เมืองเอวิยอง ประเทศฝรั่งเศส จนทำให้ทีมกลับมามีลุ้นถึง 4 แชมป์

 

Workload ของนักเตะลิเวอร์พูลสูงอย่างน่าตกใจ ยกตัวอย่างเช่น ซาลาห์ที่ย้ายมาจากโรมาในปี 2017 นับตั้งแต่นั้นมาเขาลงเล่นถึง 96% ของจำนวนเกมพรีเมียร์ลีกและยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (262 จาก 273 นัด) คิดเป็นจำนวน 23,347 นาที มากขนาดไหน? มากกว่าที่เออร์ลิง ฮาลันด์ ลงเล่นในระดับสโมสรตลอดชีวิตถึงเกือบ 9,000 นาที 

 

ขณะที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมที่เป็นเหมือนแหล่งกำเนิดพลังงานของทีม ลงเล่นในฤดูกาล 2021/22 ถึง 57 นัด มากกว่านักเตะทุกคนในลีก Big Five ของยุโรป

 

ความอ่อนล้ามาบวกกับทีมชุดนี้มีผู้เล่นหลายคนที่อายุมาก ไม่ว่าจะเป็นเฮนเดอร์สันที่กำลังจะอายุครบ 32 ปี, ติอาโก อัลกันตารา อายุ 31 ปีเท่ากับ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, โรแบร์โต เฟอร์มิโน และ โจเอล มาทิป ขณะที่ซาลาห์อายุ 30 ปี ส่วน เจมส์ มิลเนอร์ อายุ 37 ปีแล้ว แต่ยังมีบทบาทสำคัญในทีม

 

Ageing-Squad เป็นปัญหาที่เคยบ่อนทำลายลิเวอร์พูลยุคทองมาแล้วหลังได้แชมป์ลีกดิวิชัน 1 ในฤดูกาล 1989/90 และมันกำลังหวนกลับมาอีกครั้ง

 

แต่ที่หนักกว่านั้นคือ นี่ไม่ใช่ปัญหาทั้งหมดที่ลิเวอร์พูลเผชิญในฤดูกาลนี้

 

การสูญเสีย ซาดิโอ มาเน เป็นความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้และทำลายองค์ประกอบสำคัญในระบบการเล่นแบบ Gegenpressing ของคล็อปป์ เพราะเกมรับนั้นเริ่มจากกองหน้าที่ต้องเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันกดดันคู่แข่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่หายไปอย่างสิ้นเชิงในฤดูกาลนี้ และนำไปสู่ปัญหาลุกลามสู่จุดอื่นๆ

 

นอกสนามคล็อปป์สูญเสียมือทำงานที่เก่งกาจไปหลายคน ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมาลิเวอร์พูลเสีย จิม ม็อกซอน แพทย์ประจำสโมสร, มาร์ค เลย์แลนด์ นักวิเคราะห์ ไปจนถึง ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้อำนวยการสโมสรที่เป็นเหมือนเงาในความสำเร็จของคล็อปป์และทีม

 

ทายาทของเอ็ดเวิร์สอย่าง จูเลียน วอร์ด ประกาศจะอำลาทีมหลังจบแค่ฤดูกาลนี้ ซึ่งจะไปพร้อมกับ เอียน เกรแฮม นักวิเคราะห์ที่กลายเป็นคนดังในวงการจากผลงานการวิเคราะห์เกมระดับสุดยอดของเขา

 

และเหนือสิ่งอื่นใดคือ ไมค์ กอร์ดอน ประธาน FSG ที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมการทำงานระหว่างฝ่ายของทีมที่นำโดยคล็อปป์และฝ่ายหลังบ้านที่นำโดยเอ็ดเวิร์ดส์ ซึ่งประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาที่จะถอนตัวจากงานในการดูแลลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นช่วงที่สโมสรกำลังมองหาผู้ร่วมลงทุนใหม่

 

เรียกได้ว่าปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ระเบิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ลิเวอร์พูลที่ลุ้น 4 แชมป์เมื่อ 8 เดือนก่อน อยู่ในสภาพที่แทบไม่เหลือสภาพ

 

การแพ้วูล์ฟส์ 0-3 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นำไปสู่การประกาศกร้าวของคล็อปป์ที่หมดความอดทนกับทีม ทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลงในเกมสำคัญในศึก ‘เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บีแมตช์’ ในค่ำคืนนี้

 

คล็อปป์ก็หมดสภาพเหมือนกันในเกมที่แพ้วูล์ฟส์ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว

 

งานที่คล็อปป์ไม่เคยทำ

 

สีหน้าแทบไม่อยากเชื่อสายตากับสิ่งที่ได้เห็นในเกมที่โมลินิวซ์กราวด์ เมื่อทีมพลาดท่าเสียประตูง่ายๆ ถึง 2 ประตูในช่วง 12 นาทีแรกของคล็อปป์ มันคือวินาทีที่เขาได้คำตอบบางอย่าง

 

อย่างแรกทีมต้องมีการเปลี่ยนแปลงทันที จะไม่ยอมปล่อยให้เป็นแบบนี้อย่างเด็ดขาด

 

อย่างที่สอง เขาจะไม่ทิ้งทีมไปไหน และจะต้องพยายามหาทางพาลิเวอร์พูลกลับมาเป็นทีมฟุตบอลที่ดีอีกครั้งให้ได้ อย่างน้อยคือระหว่างที่ยังมีสัญญาในแอนฟิลด์อีก 2 ปี

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่คล็อปป์กำลังจะทำนั้นเป็นสิ่งที่เขาเองก็ไม่เคยทำมาก่อน เพราะตลอดการคุมทีม 23 ปีที่ผ่านมา ระยะเวลาที่เขาอยู่กับสโมสรยาวนานที่สุดคือ 7 ปีเท่านั้น ไม่ว่าจะกับไมนซ์ 05 หรือโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และนั่นเป็นสิ่งที่ผู้คนตั้งคำถามว่า กุนซือชาวเยอรมันจะเอาชนะ ‘อาถรรพ์ปีที่ 7’ ของตัวเองได้ไหม?

 

ผ่านอะไรมามากมายขนาดนี้ เขายังเหลือแรงที่จะสร้างอะไรขึ้นมาใหม่อีกเหรอ?

 

แต่จากปากคำของคล็อปป์เขายืนยันว่า สถานการณ์ที่ลิเวอร์พูลในเวลานี้แตกต่างจากที่ไมนซ์และดอร์ทมุนด์มาก

 

ที่ไมนซ์หลังครบ 7 ปีเขาเชื่อว่ามัน ‘ถึงเวลาที่จะต้องก้าวไปขั้นที่สูงกว่า’ พอดี และเมื่อมีโอกาสจากดอร์ทมุนด์มาก็คิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม ในขณะที่กับทีมเสือเหลืองนั้นในปีที่ 7 เขารู้สึก ‘หมดแรง’ และอยากจะพักผ่อน

 

กับลิเวอร์พูลนั้นต่างออกไป คล็อปป์ยืนยันว่า เขาไม่ได้เหน็ดเหนื่อยและยิ่งรู้สึกมีพลังมากกว่าเดิมที่จะหาทางพาทีมกลับมาให้ได้

 

ข่าวดีคือฝ่ายบริหารของลิเวอร์พูลที่แม้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาหาผู้ร่วมทุนรายใหม่ที่อาจเป็นไปได้ทั้งการเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อย เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือเทกโอเวอร์สโมสร แต่สิ่งที่คล็อปป์ได้รับการการันตีแล้วคือสโมสรจะ ‘สนับสนุน’ เขาอย่างเต็มกำลังในการสร้างทีมชุดใหม่ด้วยเงินทุนมหาศาล

 

มหาศาลที่ว่านั้นถูกประเมินอยู่ในระดับ 250 ล้านปอนด์ หรือเกือบ 50% ของจำนวนเงินที่คล็อปป์ใช้ตลอดระยะเวลา 7 ปีครึ่งที่ผ่านมา

 

โดยนักเตะเป้าหมายหลักที่นักวิเคราะห์เชื่อคือ จูด เบลลิงแฮม กองกลางที่สว่างไสวที่สุดในวงการฟุตบอลอังกฤษที่มีค่าตัวประเมิน 150 ล้านยูโร และอีกคนคือ มาเตอุส นูเญส กองกลางทีมชาติโปรตุเกสของวูล์ฟส์ ซึ่งเป็นนักเตะเป้าหมายเดิมที่คล็อปป์ชื่นชอบมานาน

 

ในส่วนของงานหลังบ้านโดยเฉพาะในส่วนของนักวิเคราะห์นั้น ลิเวอร์พูลได้แต่งตั้ง วิลล์ สเปียร์แมน ขึ้นเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยคนใหม่ที่จะสานงานต่อจาก เอียน เกรแฮม ที่จะอำลาทีมหลังจบฤดูกาลนี้ ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เพราะสเปียร์แมนซึ่งอยู่กับลิเวอร์พูลมาตั้งแต่ปี 2018 ก็อยู่ในทีมเดียวกับเกรแฮมนั่นเอง

 

กระบวนการสร้างทีมใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่คล็อปป์ไม่เคยทำได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

 

แต่มันจะยากขึ้นไปอีก หากทีมไม่สามารถจบฤดูกาลได้อย่างสวยงามที่สุดเท่าที่ควรจะเป็น

 

บรรยากาศในการซ้อมดูจะเริ่มกลับมาดีอีกครั้ง เช่นเดียวกับการกลับมาของแกนหลักอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

 

เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี จุดยูเทิร์นที่คล็อปป์ต้องการ

 

หากจะบอกว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลิกสถานการณ์จากจุดเลวร้ายที่สุดเมื่อแพ้ 2 นัดแรกของฤดูกาล จนกลายมาเป็นทีมที่แอบมีลุ้นแชมป์ในเวลานี้คือ การเอาชนะลิเวอร์พูลได้ในเกมแดงเดือดเมื่อต้นฤดูกาล

 

ลิเวอร์พูลก็มีโอกาสแบบนั้นในเกมเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บีแมตช์ในคืนนี้

 

ย้อนกลับไปหลังจากพ่ายเบรนท์ฟอร์ดแบบหมดสภาพ สิ่งที่ เอริก เทน ฮาก ทำคือการสั่งลูกทีมมาซ้อมหนักทันที โดยหนึ่งในสิ่งที่ทำคือการวิ่งอย่างหนักถึง 13 กิโลเมตร โดยที่ผู้จัดการทีมชาวดัตช์ ‘ซื้อใจ’ ลูกทีมด้วยการวิ่งไปด้วยกัน ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี

 

ก่อนที่จะค่อยๆ แก้ปัญหาของทีมด้วยการกำจัดจุดอ่อนไปทีละคน ตั้งแต่ แฮร์รี แม็กไกวร์, เฟร็ด, สกอตต์ แม็กโทมิเนย์, วิกเตอร์ ลินเดอเลิฟ เพื่อให้ทีมค่อยๆ หาทางกลับมา

 

คล็อปป์เองก็มีการทำในสิ่งที่คล้ายกันในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว โดยหลังจากที่แพ้วูล์ฟส์แบบหมดสภาพ กุนซือชาวเยอรมันได้เรียกนักเตะทุกคนมาประชุมร่วมกันในวันอาทิตย์ที่แล้ว 

 

นอกจากจะวิเคราะห์จุดที่ผิดพลาดของทุกคนแล้ว คล็อปป์ยังมีการ ‘เปิดใจ’ พูดทุกอย่างที่อยากพูด เรียกว่าเคลียร์กันไปเลย ก่อนที่จะมีการสั่งให้ทุกคนไปพักเป็นเวลา 2 วัน เพราะเจ้าตัวเชื่อว่าหลังการพูดกันหมดเปลือก มันจะเป็นการดีกว่าที่จะไม่เจอหน้ากันสักพัก

 

ตามถ้อยคำของคล็อปป์ เขาเชื่อว่ามันได้ผลดี เพราะตัวเขาเองที่อารมณ์ไม่ได้ดีนักก็กลับมาอารมณ์ดีขึ้นกว่าเดิม และทีมเองก็ดูจะมีการตอบสนองในทางที่ดี โดยสังเกตได้จากการลงซ้อมที่ดูทุกคนกลับมามีสมาธิและเต็มที่อีกครั้ง

 

ข่าวดีเพิ่มเติมคือ การที่พวกเขาจะได้นักเตะคนสำคัญที่หายไปนานทยอยกลับมาอย่าง ดิโอโก โชตา, โรแบร์โต เฟอร์มิโน ที่จะช่วยแนวรุกของทีมได้มากในระหว่างที่นักเตะใหม่อย่าง ดาร์วิน นูนเญซ และ โคดี กักโป ยังต้องเรียนรู้วิถีการเล่นในแบบของคล็อปป์อีกมาก (โดยให้คะแนนเห็นใจที่มาในปีที่ทีมกำลังมีปัญหาหนักพอดีอีก)

 

อีกคนที่กลับมาคือฟาน ไดจ์ค หลังเจ็บกล้ามเนื้อหลังโคนขาไป ลิเวอร์พูลก็อยู่ในภาวะวิกฤต เพราะกองหลังที่เหลือไม่ว่าจะเป็น โจเอล มาทิป, โจ โกเมซ หรือ อิบราฮิมา โกนาเต ไม่สามารถช่วยเกมรับของทีมได้เลย จนกลายเป็นทีมที่พร้อมเสียประตูตลอดเวลา

 

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้มันจะมีความหมายก็ต่อเมื่อพวกเขาเก็บชัยชนะเหนือเอฟเวอร์ตัน คู่ปรับร่วมเมืองได้ในคืนนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่เคยเป็นเกมที่ง่ายและมันจะไม่ใช่เกมที่ง่ายอย่างแน่นอน เพราะเอฟเวอร์ตันก็มีภารกิจของตัวเองที่ต้องลุ้นหนีตกชั้นเหมือนกัน

 

สำคัญคือพวกเขาเองเพิ่งได้สัมผัสสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงมาหลังการเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่ของ ฌอน ไดช์ ที่คุมทีมนัดแรกก็เอาชนะจ่าฝูงอาร์เซนอลได้ทันที ซึ่งเอฟเวอร์ตันไม่มีวันเห็นใจลิเวอร์พูล พวกเขาพร้อมจะขยี้ทีมร่วมเมืองให้จมดินอยู่แล้ว

 

มันจึงขึ้นอยู่กับคล็อปป์และทีมของเขาว่าจะหาทางกลับมาได้หรือไม่

 

เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บีเป็นโอกาสสำคัญ เป็นยูเทิร์นที่อาจพาทีมกลับมาได้ แต่พวกเขาจะวกกลับทันไหม คำตอบอยู่ที่ 90 นาทีที่แอนฟิลด์คืนนี้

 

อ้างอิง:

The post ‘เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี’ จุดยูเทิร์นที่คล็อปป์ต้องกลับตัวให้ทัน ก่อนสร้าง ‘ลิเวอร์พูล 2.0’? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี’ ครั้งแรกของ ราฟาเอล เบนิเตซ ในฐานะกุนซือสีน้ำเงินแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ https://thestandard.co/merseyside-derby-rafael-benitez/ Wed, 01 Dec 2021 08:39:58 +0000 https://thestandard.co/?p=566466 Rafael Benítez

สำหรับ ราฟาเอล เบนิเตซ เกม ‘เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี’ ไม่ใช่ […]

The post ‘เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี’ ครั้งแรกของ ราฟาเอล เบนิเตซ ในฐานะกุนซือสีน้ำเงินแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rafael Benítez

สำหรับ ราฟาเอล เบนิเตซ เกม ‘เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี’ ไม่ใช่ของแปลกใหม่อะไร

 

ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่คุมลิเวอร์พูลมา เขาผ่านเกมดาร์บีแมตช์ครั้งนี้มานับไม่ถ้วน และด้วยความดีจากทั้งผลงานการคุมทีมในสนามที่สามารถพาทีมพิชิตแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ ลีกได้อย่างน่ามหัศจรรย์ในเกม ‘ปาฏิหาริย์แห่งอิสตันบูล’ ไปจนถึงการพาอดีตยักษ์หลับกลับมาผงาดอย่างน่าเกรงขามทั้งในอังกฤษและบนเวทียุโรป ก่อนจะถึงจุดสูงสุดด้วยการพาทีมคว้ารองแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2008/09 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทำให้เดอะค็อปได้กลับมาสัมผัสความรู้สึกหัวใจเต้นแรง เพราะอยากจะแซงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้ได้

 

เมื่อรวมกับการแสดงออกถึงความรักและความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับสโมสร โดยเฉพาะเรื่องของเหตุโศกนาฏกรรมที่สนามฮิลส์โบโรห์เมื่อปี 1989 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมจนถึงปัจจุบัน 97 ราย ซึ่งแม้ราฟาจะไม่ได้อยู่คุมลิเวอร์พูลแล้ว แต่หากมีโอกาสก็จะมาร่วมพิธีรำลึกในวันที่ 15 เมษายนเสมอ ทำให้กุนซือชาวสเปนผู้นี้เป็นหนึ่งในยอดดวงใจของแฟนบอลลิเวอร์พูล


อย่างไรก็ดี ด้วยวิถีชีวิตและโชคชะตา ‘เอล บอส’ ซึ่งไม่ได้อยู่ในสถานะของกุนซือมือต้นๆ ของยุโรปเหมือนเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ได้รับโอกาสจากทีมคู่ปรับร่วมเมืองอย่างเอฟเวอร์ตัน และด้วยความเป็นมืออาชีพที่โหยหาความท้าทายในการทำงานระดับสูงสุด ราฟา เบนิเตซ จึงไม่คิดปฏิเสธข้อเสนอนี้แต่อย่างใด แม้ว่าจะเกิดความกังขาในหมู่ของแฟนบอลทั้งสองสโมสร

 

เพราะเขาเป็นเพียงคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่มีโอกาสได้คุมทีมทั้งสองฟากแห่งสวนสแตนลีย์ และเป็นคนแรกนับตั้งแต่ปี 1894 เลยทีเดียว

 

แต่ความเป็นคนทำงานตัวจริงดูเหมือนเอล บอส จะไม่ยอมให้อารมณ์และความรู้สึกอยู่เหนือเหตุผล นั่นทำให้เขาประกาศอย่างชัดเจนต่อเหล่าเดอะค็อปก่อนเกมเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บีในคืนนี้ที่กูดิสันพาร์ก

 

“ตอนนี้ผมอยู่สีน้ำเงินแล้ว และผมคิดว่าแฟนๆ (ลิเวอร์พูล) ก็รู้จักผมดี” ราฟากล่าวชัด “พวกเขา (แฟนเอฟเวอร์ตัน) ชื่นชมกับสิ่งที่ผมทำให้กับที่แห่งนั้น และตอนนี้พวกเขาก็รู้สึกดีที่ผมอยู่สีน้ำเงิน ผมอยากจะชนะและผมพยายามจะชนะเพื่อคว้า 3 คะแนนให้กับพวกเราให้ได้”

 

ในอดีตสำหรับนักเตะเอฟเวอร์ตันแล้ว เกมดาร์บีคือเกมที่พวกเขาเฝ้ารอคอย ในช่วงสัปดาห์ก่อนการแข่งขัน ภายในห้องแต่งตัวของสโมสรจะมีกระดาษแปะเอาไว้อยู่ โดยมีข้อความเตือนใจไว้นับถอยหลังก่อนจะถึงเกมเดือด

 

“Five more sleeps” “Four more sleeps” นับถอยหลังไปเรื่อยๆ จนถึงวันสงครามแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ เกมดาร์บีที่ไม่เหมือนใครในโลก เพราะเป็นเกมดาร์บีในบรรยากาศของครอบครัว พ่ออาจจะเชียร์ลิเวอร์พูล แม่เชียร์เอฟเวอร์ตัน ส่วนลูกนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครจะเอาใจลูกมากกว่ากันก็ได้คนนั้นไป

 

เพียงแต่เมื่อถึงคราวลงสนามแล้ว นี่คือเกมที่จะไม่มีใครยอมใครเด็ดขาด ใส่กันยับ บรรยากาศดุเดือดเลือดพล่าน ใบแดงและการวางมวยคือสิ่งที่คุ้นตา ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับเกมดาร์บีนัดนี้ แม้ว่าหลังจบเกมแล้วแฟนบอลจะกอดคอเดินล้อกันไประหว่างทางกลับบ้านก็ตาม

 

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับเกมนี้คือ ราฟาจะหาทางหยุดลิเวอร์พูล ทีมเก่าของเขา ที่กำลังร้อนแรงสุดๆ ไหวหรือไม่?

 

เพราะหลังจากเริ่มต้นฤดูกาลได้สวยหรูด้วยการชนะรวด 3 จาก 4 นัดแรก หลังจากนั้นฟอร์มของเอฟเวอร์ตันก็ยิ่งดิ่งเหวลงเรื่อยๆ จนหล่นมาถึงอันดับที่ 14 โดยพวกเขาไม่ชนะมาติดต่อกัน 7 นัด และหากนับรวม 9 นัดหลังสุดแล้ว นักเตะทอฟฟี่เมนผลงานเลวร้ายที่สุดในพรีเมียร์ลีก

 

เอฟเวอร์ตันชนะแค่ 1 นัด เสมอ 2 และแพ้ถึง 6 ด้วยกัน โดยยิงได้แค่ 6 ประตู และเสียมากถึง 16 ประตู ผลงานแย่ยิ่งกว่านิวคาสเซิล ยูไนเต็ด หรือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสียอีก

 

เหตุผลสำคัญคือ อาการบาดเจ็บของนักเตะแกนหลักหลายต่อหลายคนในช่วงที่ผ่านมา ทั้ง เยอร์รี มินา, อับดุลลาย ดูกูเร รวมถึงกองหน้าตัวเก่งอย่าง โดมินิก คัลเวิร์ต-เลวิน และ ริชาร์ลิสัน

 

ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาราฟายังมีงบให้ใช้จ่ายแค่ได้ 1.7 ล้านปอนด์ ซึ่งไม่ใช่เพราะเจ้าของสโมสรอย่าง ฟาฮัด โมชิริ ไม่มีเงินจะสนับสนุน แต่เพราะหลังทุ่มเงินมากกว่า 500 ปอนด์ในการเทกโอเวอร์สโมสรและซื้อผู้เล่นเข้ามาเสริมทีม ทำให้เอฟเวอร์ตันสุ่มเสี่ยงต่อการถูกลงโทษ

 

ดังนั้นถึงเหล่าเอฟเวอร์โตเนียนจะไม่ได้รักหรือพึงพอใจกับราฟาอะไรนักหนา เพราะยังแค้นฝังหุ่นกับคำพูดที่เขาเคยบอกสมัยยังคุมลิเวอร์พูลเมื่อปี 2007 ว่า “เอฟเวอร์ตันเป็นทีมเล็กๆ” แต่อย่างน้อยพวกเขาก็เข้าใจว่าปัญหาของสโมสรมันหยั่งรากฝังลึกมากกว่าจะโทษให้เป็นความผิดของผู้จัดการทีมแค่คนเดียว

 

แต่ถ้าแพ้ขึ้นมาในเกมนี้ก็มีโอกาสที่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ราฟาอยู่ในตำแหน่งได้เหมือนกัน เหมือนที่ โรเบร์โต มาร์ติเนซ และ มาร์โก ซิลวา เคยถูกปลดหลังแพ้ในเกมดาร์บี…

 

กระนั้นเกมเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บีบ่อยครั้งก็ไม่ใช่เกมที่ใช้เหตุใช้ผลอะไรมากมายนัก ทีมที่ฟอร์มดีกว่า (ซึ่งส่วนใหญ่ในช่วง 3 ทศวรรษหลังคือลิเวอร์พูล) ก็ไม่ได้แปลว่าจะคว้าชัยชนะได้เสมอไป ซึ่งราฟาก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี

 

ในความเป็นชายผู้เคยมาพร้อมปาฏิหาริย์ที่แอนฟิลด์ บางทีเอฟเวอร์โตเนียนอาจจะได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ในเกมที่กูดิสันคืนนี้ก็เป็นได้เหมือนกัน

 

อ้างอิง:

The post ‘เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี’ ครั้งแรกของ ราฟาเอล เบนิเตซ ในฐานะกุนซือสีน้ำเงินแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟาน ไดจ์ค ขอบคุณกำลังใจจากทุกคน หลังคืนสนามครั้งแรกให้ลิเวอร์พูลในรอบ 285 วัน https://thestandard.co/virgil-van-dijk-thankful-after-compete-with-liverpool/ Fri, 30 Jul 2021 03:26:23 +0000 https://thestandard.co/?p=519165 Virgil van Dijk

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ปราการหลังสุดแกร่งของทีม ‘หงส์แดง’ ล […]

The post ฟาน ไดจ์ค ขอบคุณกำลังใจจากทุกคน หลังคืนสนามครั้งแรกให้ลิเวอร์พูลในรอบ 285 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Virgil van Dijk

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ปราการหลังสุดแกร่งของทีม ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล ได้กลับมาลงสนามอีกครั้ง หลังจากที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่เอ็นหัวเข่าจนต้องพักการเล่นยาวนานถึง 285 วัน และได้โพสต์ข้อความขอบคุณกำลังใจและการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

 

ฟาน ไดจ์ค ได้รับบาดเจ็บในเกมพรีเมียร์ลีกในศึกเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี ที่ลิเวอร์พูลเสมอกับเอฟเวอร์ตัน 2-2 เมื่อเดือนตุลาคมปีกลาย จนต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า และไม่ได้ลงสนามอีกตลอดฤดูกาล 2020/21 รวมถึงในศึกฟุตบอลยูโร 2020 ที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ดี กองหลังที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดของโลกได้กลับมาลงสนามอีกครั้งในเกมอุ่นเครื่องที่ลิเวอร์พูลพบกับแฮร์ธา เบอร์ลิน เมื่อคืนที่ผ่านมา (29 กรกฎาคม) โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมาเล่นในช่วง 20 นาทีสุดท้ายของเกมพร้อมกับ โจ โกเมซ กองหลังรุ่นน้องที่บาดเจ็บหนักที่หัวเข่าหลังจาก ฟาน ไดจ์ค ไม่กี่สัปดาห์และต้องพักยาวมาตลอดเช่นกัน แม้ว่าสุดท้ายแล้วลิเวอร์พูลพ่ายแฮร์ธา เบอร์ลินไป 3-4 ก็ตาม โดยลิเวอร์พูลได้ประตูจาก ซาดิโอ มาเน, ทาคุมิ มินามิโนะ และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และในเกมนี้ผู้เล่นสวมปลอกแขนสีดำเพื่อเป็นการไว้อาลัยให้แก่ อลัน เดอไวน์ แฟนบอลผู้โชคร้ายรายที่ 97 ที่เสียชีวิตจากเหตุโศกนาฏกรรมที่สนามฮิลส์โบโรห์ หลังป่วยหนักมาเป็นระยะเวลา 32 ปี

 

หลังจบเกม ฟาน ไดจ์ค ได้โพสต์ข้อความขอบคุณการสนับสนุนจากทุกฝ่าย “285 วันที่แล้ว ผมเริ่มต้นเส้นทางในการจะกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง มันเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าผมรู้สึกอย่างไร แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผมที่จะบอกว่าผมรู้สึกว่าโชคดีที่ได้รับการสนับสนุนจากผู้คนที่มหัศจรรย์มากมาย ทั้งแพทย์ผู้ผ่าตัดให้ เหล่านักกายภาพ โค้ช และสตาฟฟ์ที่อยู่เคียงข้างผมมาตั้งแต่วันแรก เพื่อนร่วมทีมของผมที่คอยส่งพลังและทำให้ผมเชิดหน้าสู้ต่อ

 

“แฟนๆ สำหรับความรัก การสนับสนุน และกำลังใจ และเหนืออื่นใดคือครอบครัวของผม เพราะถ้าไม่มีพวกเขาผมก็คงไม่มีอะไรเลย ขอบคุณมาก แต่การทำงานยังไม่จบแค่นี้ นี่เป็นแค่การเริ่มต้น เราจะพยายามต่อไป!” 

 

อ้างอิง:

The post ฟาน ไดจ์ค ขอบคุณกำลังใจจากทุกคน หลังคืนสนามครั้งแรกให้ลิเวอร์พูลในรอบ 285 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมอร์ซีย์ไซด์สะเทือน! เอฟเวอร์ตัน ดึง ราฟาเอล เบนิเตซ คุมทัพ สัญญา 3 ปี https://thestandard.co/everton-sign-rafael-benitez-as-a-manager-for-3-years-contract/ Thu, 01 Jul 2021 00:28:43 +0000 https://thestandard.co/?p=506918 Rafael Benítez

วันนี้ (30 มิถุนายน) เว็บไซต์สโมสรเอฟเวอร์ตัน ออกแถลงกา […]

The post เมอร์ซีย์ไซด์สะเทือน! เอฟเวอร์ตัน ดึง ราฟาเอล เบนิเตซ คุมทัพ สัญญา 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Rafael Benítez

วันนี้ (30 มิถุนายน) เว็บไซต์สโมสรเอฟเวอร์ตัน ออกแถลงการณ์แต่งตั้ง ราฟาเอล เบนิเตซ ผู้จัดการทีมมากประสบการณ์ วัย 61 ปี อย่างเป็นทางการ โดยมีการสัญญาอยู่โยงถึงปี 2024 หรือเป็นเวลา 3 ปี

 

“ผมดีใจมากที่ได้ร่วมงานกับเอฟเวอร์ตัน ผมเชื่อว่านี่เป็นสโมสรที่กำลังจะไปได้ไกล ผมมุ่งมั่นที่จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้สโมสรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้บรรลุความทะเยอทะยานที่ตั้งเอาไว้” ราฟาเอล เบนิเตซ ระบุกับสื่อของสโมสร

 

สำหรับ ราฟาเอล เบนิเตซ จัดได้ว่าเป็นกุนซือที่มีประสบการณ์โชกโชนจากผลงานคุมทีมในบ้านเกิดหลายสโมสร และสร้างชื่อกับลิเวอร์พูล ในปี 2004-2010 ด้วยการพาลิเวอร์พูล คว้าถ้วยยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก (สมัยที่ 5 ของลิเวอร์พูล) ก่อนจะกลายเป็นผู้จัดการขาพเนจร กับสโมสรต่างๆ ชื่อดังทั่วโลก อาทิ เชลซี, นาโปลี, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด, นิวคาสเซิล รวมถึง ต้าเหลียง ยี่ฝาง สโมสรจากจีนก็เป็นอีกหนึ่งทีมที่เอลบอสรายนี้เคยร่วมงานก่อนหวนคืนสู่พรีเมียร์ลีกอีกเป็นคำรบที่ 4

 

อ้างอิง:

The post เมอร์ซีย์ไซด์สะเทือน! เอฟเวอร์ตัน ดึง ราฟาเอล เบนิเตซ คุมทัพ สัญญา 3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี’ ที่มีความหมายที่สุดในรอบ 10 ปี https://thestandard.co/merseyside-derby/ Fri, 16 Oct 2020 13:06:06 +0000 https://thestandard.co/?p=408591 เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเป็นวันพิเศษสำหรับ ลิเวอร์พูล […]

The post ‘เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี’ ที่มีความหมายที่สุดในรอบ 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเป็นวันพิเศษสำหรับ ลิเวอร์พูล เนื่องจากเป็นวันครบรอบ 10 ปีที่สโมสรได้กลุ่ม NESV หรือ FSG ในเวลาต่อมาเข้ามาเทกโอเวอร์กิจการสโมสรต่อจาก ทอม ฮิคส์ และ จอร์จ จิลเล็ตต์ ซึ่งนำอดีตมหาอำนาจของวงการลูกหนังอังกฤษตกต่ำถึงขั้นใกล้ล้มละลาย

 

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ลิเวอร์พูล ค่อยๆ กลับสู่เส้นทาง และใช้เวลาร่วม 10 ปีเต็มในการทำความฝันให้เป็นจริงด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก หรือแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

 

อย่างไรก็ดี หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หลังการตัดสินของศาลสูงที่ลอนดอนให้กลุ่ม NESV ที่นำโดย จอห์น เฮนรี นักธุรกิจกีฬาชาวอเมริกันเป็นผู้ชนะได้สิทธิ์ในการเทกโอเวอร์ได้ 2 วัน กลุ่มทุนจากดินแดนแห่งเสรีภาพมีโอกาสได้ชมเกมฟุตบอลหรือที่พวกเขารู้จักมักคุ้นในชื่อ ‘ซอคเกอร์’ ทันที

 

เกมนั้นไม่ใช่เกมธรรมดาหากแต่เป็นเกมระหว่าง 2 คู่ปรับร่วมเมืองที่เรียกกันว่าเกม ‘ดาร์บี แมตช์’ ซึ่งสำหรับชาวเมืองลิเวอร์พูลเรียกขานกันในชื่อศึก ‘เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี’ ตามชื่อของแม่น้ำสายใหญ่ที่เป็นหัวใจของเมือง

 

เฮนรี และคณะไม่ได้เดินทางไปไกลจากสนามแอนฟิลด์ ฐานบัญชาการอีกแห่งของเขานอกเหนือจากที่เฟนเวย์พาร์ก สนามเบสบอลสุดคลาสสิกของทีม บอสตันเรดซ็อกซ์ ที่เขาภาคภูมิใจ เพราะสนามกูดิสันพาร์ก ของ เอฟเวอร์ตัน นั้นอยู่ห่างออกไปเพียงแค่สวนสแตนลีย์คั่นกลางและข้างกัน

 

ถึงจะมีความคาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงเจ้าของสโมสรจะทำให้บรรยากาศที่เป็นพิษในทีมหมดไปและนำชัยชนะมาสู่ทีมได้ แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายเหมือนอธิษฐานขอพรตอนเป่าเทียน

 

เอฟเวอร์ตัน ชนะ ลิเวอร์พูล ได้ 2-0 ในเกมนั้น และเอฟเวอร์โตเนียนสักคนในสนามแห่งนั้นได้เหน็บแนมกับ เฮนรี แบบเบาๆ ตามประสาคู่ปรับ

 

“จอห์น คุณซื้อผิดทีมแล้ว”

 

โดยที่เอฟเวอร์โตเนียนรายนั้นไม่มีทางรู้เลยว่านั่นจะเป็นชัยชนะครั้งสุดท้ายที่ เอฟเวอร์ตัน สยบ ลิเวอร์พูล ได้ และพวกเขาไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกของการเป็นผู้ชนะอีกเลยในเกม เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

เพียงแต่เกม เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี (ซึ่งเกิดขึ้น 2 วันหลังวันครบรอบการเทกโอเวอร์ของ FSG พอดีเหมือน 10 ปีที่แล้วเป๊ะ!) จะเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี หรือหากจะย้อนประวัติศาสตร์ไปไกลกว่านั้นก็อาจนับเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ เอฟเวอร์ตัน นอกจากจะมีอันดับที่เหนือกว่าด้วยแล้ว

 

พวกเขายังมีความเชื่อเต็มเปี่ยมด้วยว่านี่แหละคือวันประกาศศักดาที่อดทนเฝ้ารอคอยมาตลอด

 

โดมินิก คัลเวิร์ต-เลวิน และ ฮาเมส โรดริเกซ สองดาวเด่นประจำทีม เอฟเวอร์ตัน

โดมินิก คัลเวิร์ต-เลวิน (ซ้าย) และ ฮาเมส โรดริเกซ สองดาวเด่นประจำทีม เอฟเวอร์ตัน

 

คืนชีพทอฟฟี่ ‘The Italian Job’ ของ อันเชล็อตติ

 

ลงแข่ง 4 นัดชนะรวด 4 นัดในพรีเมียร์ลีก หรือหากจะนับทุกรายการ 7 นัดก็ชนะรวด 7 นัด

 

เอฟเวอร์ตัน นำจ่าฝูงด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมจนต้องปรบมือให้ และทำให้ความมั่นใจของพวกเขาทะยานสูงติดฟ้า

 

มากกว่านั้นคือ ‘ความภูมิใจ’ ในสโมสรกลับมาอีกครั้งหลังจากไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้อีกเลยนับตั้งแต่เข้ายุค 90 โดยผู้คนแทบไม่มีใครจดจำได้แล้วว่าในยุคที่ ลิเวอร์พูล เคยเป็นสุดยอดทีมของอังกฤษและยุโรปในยุค 80 นั้น คู่แข่งของพวกเขาก็คือคู่ปรับร่วมเมืองทีมนี้นั่นเอง

 

การกลับมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมของ เอฟเวอร์ตัน นั้นต้องยกเครดิตให้แก่ยอดกุนซือชาวอิตาเลียนอย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ ที่ตกลงรับงานที่กูดิสันพาร์ก สโมสรที่คนจำนวนมากกล่าวว่าไม่คู่ควรกับฝีมือกุนซือระดับขึ้นหิ้งที่ประสบความสำเร็จมามากมายอย่างเขา

 

บ้างมองว่า ‘คาร์เล็ตโต’ คงจะไม่เหลือลายแล้ว โดยเฉพาะเมื่อวงการฟุตบอลมียอดโค้ชรุ่นใหม่อย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอลา, เจอร์เกน คล็อปป์,​ ซีเนดีน ซีดาน มาจนถึง มิเกล อาร์เตตา ที่ก้าวขึ้นมายึดหัวหาดกุนซือระดับแนวหน้าของโลกลูกหนัง

 

แต่ อันเชล็อตติ ผู้ผ่านการคุมทีมยักษ์ใหญ่มาแล้วทุกประเทศในท็อป 5 ของยุโรปกลับทำให้ทุกคนตะลึงด้วยการเปลี่ยนแปลง เอฟเวอร์ตัน จากทีมที่เล่นไม่เป็นแก่นสารให้กลับมาเป็นทีมที่มีระบบการเล่นที่ลงตัว สไตล์ที่สวยงาม เช่นเดียวกับการรีดเร้นศักยภาพนักเตะในทีม

 

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในช่วงตลาดการซื้อขายฤดูร้อนรอบที่ผ่านมาซึ่ง เอฟเวอร์ตัน สร้างความฮือฮาด้วยการเสริมกองกลางเข้ามารวดเดียวถึง 3 รายด้วยกันได้แก่ อัลลัน ฮาร์ดแมน จาก นาโปลี, อับดุลลาย ดูกูเร มิดฟิลด์ไม่ธรรมดาจาก วัตฟอร์ด และที่สร้างความฮือฮาที่สุดคือการได้ตัว ฮาเมส โรดริเกซ จอมทัพลูกหนังระดับซูเปอร์สตาร์จาก เรอัล มาดริด

 

การซื้อกองกลางเข้ามารวดเดียว 3 คนสร้างความประหลาดใจระคนกังวลใจว่า อันเชล็อตติ เพี้ยนไปแล้วหรือไม่

 

แต่เมื่อฤดูกาลเปิดฉากกองกลางทั้ง 3 รายซึ่งยึดตัวจริงทันทีตั้งแต่แรกก็สร้างความประหลาดใจให้ทุกคนในทางที่ดีเมื่อต่างเล่นผสมผสานกันได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะเกมแรกของฤดูกาลที่บุกไปเอาชนะ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ของ โชเซ มูรินโญ ได้ตั้งแต่นัดแรก

 

อัลลัน รับหน้าที่ปัดกวาดเช็ดถูหน้าแนวรับโดยมี ดูกูเร ทำหน้าที่ฟันเฟืองช่วยขับเคลื่อน แต่ที่เซอร์ไพรส์ที่สุดคือ ฮาเมส ที่เคยถูกมองว่าเป็นนักเตะหมดสภาพไปแล้วหลังโดนจับดองเป็นปีในทีม เรอัล มาดริด กลับพิสูจน์ภาษิตลูกหนังโบราณให้เห็นว่า Form is Temporary, Class is Permanent หรือชั้นเชิงลูกหนังเป็นสิ่งที่ติดตัวอยู่ตลอดกาล

 

การสร้างสรรค์และควบคุมจังหวะเกมของ ฮาเมส เป็นไปในแบบกองกลางหมายเลข 10 ฉบับคลาสสิกที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน การเล่นที่เรียบง่าย การผ่านบอลที่คมกริบเหมือนใบมีด ช่วยเพิ่มมิติในการเล่นให้กับ เอฟเวอร์ตัน กลายเป็นทีมชั้นดีโดยพลัน

 

ยังมีอีกหนึ่งคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างมากคือ โดมินิก คัลเวิร์ต-เลวิน กองหน้าที่แบกสถานะดาวรุ่งของทีมมาหลายปีแต่ไม่สามารถแจ้งเกิดแบบเต็มตัวได้ แต่ภายใต้การสอนของ อันเชล็อตติ กองหน้าวัย 24 ปีแปลงร่างกลายเป็นกองหน้าที่ร้อนแรงที่สุดของอังกฤษในเวลานี้

 

ถึงแม้จะมีรูปร่างสูงใหญ่ มีเทคนิคการเล่นที่ดี แต่คุณสมบัติพิเศษที่ อันเชล็อตติ มองเห็นในตัว คัลเวิร์ต-เลวิน คือความสามารถในการหาโอกาสทำประตูที่คล้ายกับ ฟิลิปโป อินซากี อดีตศิษย์เอกของเขาที่เคยปั้นจนกลายเป็นดาวยิงระดับชั้นนำของวงการฟุตบอล

 

แท็กติกใหม่ของ อันเชล็อตติ ทำให้ คัลเวิร์ต-เลวิน เล่นได้เต็มประสิทธิภาพของตัวเอง และทำประตูได้ทุกนัดที่ลงสนามในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นการทำแฮตทริกได้ 2 ครั้ง ซึ่งนอกจากการหาโอกาสจบสกอร์ที่ดีแล้ว อีกหนึ่งไม้ตายที่กลายเป็นทีเด็ดคือลูกกลางอากาศที่ทำให้หลายคนคิดถึง ‘บิ๊กดังก์’ ดันแคน เฟอร์กูสัน อดีตศูนย์หน้าเจ้าเวหาฮีโร่ของทีมในยุค 90

 

ด้วยความลงตัวของทีม ขุมกำลังที่แข็งแกร่งขึ้นจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ความมั่นใจ และมันสมองของ อันเชล็อตติ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เอฟเวอร์ตันมั่นใจ

 

ว่า เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี ครั้งนี้จะเป็นทีของพวกเขา และจะเป็นก้าวสำคัญในการทวงความยิ่งใหญ่กลับมาอีกครั้ง

 

ความปราชัย 7-2 ต่อ แอสตัน วิลลา ไม่ได้เป็นแค่ฝันร้ายแต่ยังเป็นการส่งสัญญาณอันตรายของ ลิเวอร์พูล

ความปราชัย 7-2 ต่อ แอสตัน วิลลา ไม่ได้เป็นแค่ฝันร้ายแต่ยังเป็นการส่งสัญญาณอันตรายของ ลิเวอร์พูล

 

Wake up Call ของแชมป์

แม้เริ่มต้นฤดูกาลได้สวยงามพอใช้ได้ และคึกคักเข้าไปอีกเมื่อเสริมทัพโดนใจแฟนบอลด้วยกองกลางระดับเวิลด์คลาสของจริงอย่าง ติอาโก อัลกันตารา และกองหน้าอเนกประสงค์อนาคตไกลอย่าง ดีโอโก โชตา แต่การที่ ลิเวอร์พูล ปราชัยแบบย่อยยับระดับเป็นสถิติของสโมสรต่อ แอสตัน วิลลา ถึง 2-7 ทำให้คนทั้งวงการเริ่มตั้งข้อสงสัยต่อแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล

 

โดยเฉพาะกับเกมรับที่เห็นได้ชัดว่าแตกต่างจากในฤดูกาลที่แล้วที่พวกเขาเคยแข็งแกร่งและเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ ลิเวอร์พูล โกยแต้มหนีคู่แข่งก่อนสุดท้ายจะเป็นแชมป์ลีกสมใจได้ในที่สุด

 

วันนี้เกมรับของแชมป์กลับเปราะบางเหมือนขนมบิสกิตที่พร้อมจะแตกหัก แผนการตั้งรับแบบยืนสูง (High Line) กลายเป็นดาบสองคมที่หันกลับมาเชือดคอตัวเองให้เห็นหลายครั้ง ซึ่งต้องนับย้อนกลับไปถึงในเกมที่พ่าย วัตฟอร์ด ซึ่งเป็นการแพ้นัดแรกของฤดูกาลที่แล้ว นักเตะเริ่มสูญเสียความมั่นใจ โดยเฉพาะ โจ โกเมซ ที่ฟอร์มหลุดจนน่าใจหาย และ อาเดรียน ประตูสำรองที่ต้องทำหน้าที่แทน อลิสซัน ซึ่งบาดเจ็บต้องพักยาวอีกร่วมเดือน

 

แม้กระทั่งคนที่เคยพึ่งพาได้เสมออย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค เองก็ไม่สามารถประคับประคองทีมได้ไหวในยามนี้

 

หายนะที่ วิลลา พาร์ก จึงเป็นการเตือนสติ ลิเวอร์พูล และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจอร์เกน คล็อปป์ ครั้งใหญ่ว่าพวกเขาจำเป็นจะต้องทบทวนบทเรียนเป็นการเร่งด่วนและเรียกฟอร์มการเล่นเก่ากลับมาให้ได้

 

ที่ผ่านมาสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดของ ลิเวอร์พูล คือการเป็นหนึ่งเดียวกัน และการพยายามเล่นเพื่อคนอื่นในทีม ซึ่งเหมือนจะลดน้อยลงไปโดยเฉพาะในช่วงที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมประสบปัญหาอาการบาดเจ็บลงสนามช่วยทีมไม่ได้

 

เฮนเดอร์สัน ได้รับการยกย่องอย่างมากในฐานะกองกลางที่ร้อยรัดให้ทุกคนในทีม ลิเวอร์พูล เล่นเป็นหนึ่งเดียวกัน กระตุ้นเพื่อนร่วมทีมให้ทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ขณะที่การเล่นของตัวเองก็ช่วยทีมได้มากไม่ว่าจะในเกมรับหรือเกมรุกซึ่งพัฒนาการผ่านบอลระยะยาวให้กลายเป็นอาวุธเด็ด

 

อีกรายที่พร้อมกลับมาลงสนามอีกครั้งคือ ติอาโก อัลกันตารา หลังจากที่สร้างความฮือฮาในเกมแรกที่พบกับ เชลซี ด้วยการทำสถิติการผ่านบอลในช่วงครึ่งเวลาเดียวถึง 75 ครั้ง เป็นสถิติระดับพรีเมียร์ลีก แต่หลังจากนั้นเกิดติดเชื้อโควิด-19 จนไม่ได้ลงเล่นอีกเลย

 

ทั้งนี้หาก เฮนเดอร์สัน และ ติอาโก พร้อมจะช่วยทีม ก็จะทำให้ ลิเวอร์พูล กลับมาดูแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง ส่วนแนวรุกนั้นพวกเขาจะได้ ซาดิโอ มาเน ที่หายจากโควิด-19 กลับมาช่วยทีมเหมือนเดิม ขณะที่ โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ปีนี้กลับมาเล่นได้อย่างร้อนแรงและเป็นความหวังของทีมอยู่แล้ว

 

คนที่น่ากังวลที่สุดใน 3 ประสานแนวรุกที่จะเล่นด้วยกันเป็นฤดูกาลที่ 4 คือ โรแบร์โต เฟอร์มิโน ที่ฟอร์มกับ ลิเวอร์พูล ตกลงไปมากโดยเฉพาะเรื่องการทำประตู ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกที่เมื่อกลับไปรับใช้ทีมชาติบราซิลกลับเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมราวกับคนละคน

 

แต่หมายเลข 9 ของ ‘หงส์แดง’ นั้นไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่การทำประตู ความสำคัญของ เฟอร์มิโน คือการเล่นเชื่อมกับคนอื่นในทีมซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครในทีมทำแทนได้รวมถึง ทาคุมิ มินามิโนะ ที่ถูกคาดหวังว่าจะพอทดแทนได้บ้างในฤดูกาลนี้แต่ก็ยังทำไม่ได้ดีพอ

 

ดังนั้น แม้จะช็อกจากความปราชัยย่อยยับเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน แต่เวลาที่พักจากโปรแกรมทีมชาติช่วยบรรเทาความรู้สึกไปบ้าง และการกลับมาของนักเตะหลายคนในทีมทำให้องค์ประกอบในทีมดีขึ้น

 

เกม เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี นัดนี้ก็เป็นโอกาสที่ดีเช่นกันสำหรับลิเวอร์พูลที่จะส่งสัญญาณให้ทุกทีมกลับ

 

ว่านี่คือแชมป์ และพวกเขายังต้องการที่จะป้องกันตำแหน่งเอาไว้ให้ได้

 

และด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด จึงน่าจะพอทำให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นแล้วว่าทำไมนี่จึงเป็น เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี ที่มีความหมายมากที่สุดในรอบ 10 ปี

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล 

The post ‘เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี’ ที่มีความหมายที่สุดในรอบ 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรีเมียร์ลีกไฟเขียวเปิดศึก ‘เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี’ ที่กูดิสัน และให้เอฟเวอร์ตัน-ลิเวอร์พูลเตะในบ้านได้ทุกนัด https://thestandard.co/everton-v-liverpool-merseyside-derby-can-be-played-at-goodison-park/ Wed, 10 Jun 2020 10:44:10 +0000 https://thestandard.co/?p=370876

พรีเมียร์ลีกยืนยันให้เกม ‘เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี […]

The post พรีเมียร์ลีกไฟเขียวเปิดศึก ‘เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี’ ที่กูดิสัน และให้เอฟเวอร์ตัน-ลิเวอร์พูลเตะในบ้านได้ทุกนัด appeared first on THE STANDARD.

]]>

พรีเมียร์ลีกยืนยันให้เกม ‘เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี’ ระหว่างเอฟเวอร์ตันและลิเวอร์พูล สองสโมสรคู่ปรับร่วมเมืองในวันที่ 21 มิถุนายนนี้จัดที่สนามกูดิสันพาร์กตามเดิม และอนุญาตให้ทั้งสองทีมเล่นในบ้านตามโปรแกรมเดิมทุกนัดจนจบฤดูกาล

 

เกมเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี เป็นหนึ่งในเกมที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงสูงจากการที่แฟนบอลทั้งสองทีมจะฝ่าฝืนมาตรการรักษาระยะห่าง ทำให้มีการหารืออย่างเคร่งเครียดตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยมีการเตรียมแผนสำรองในการย้ายไปแข่งสนามเป็นกลางที่เซนต์แมรีส์ของทีมเซาแธมป์ตัน


แต่ล่าสุดหลังจากที่ทุกฝ่ายรวมถึงตำรวจหน่วยที่รับผิดชอบดูแลความปลอดภัยสนามกีฬาและคณะที่ปรึกษาความปลอดภัยของสภาเมืองลิเวอร์พูล มีข้อสรุปในการอนุญาตให้ทำการแข่งขันตามโปรแกรมการแข่งขันเดิม รวมถึงโปรแกรมในบ้านของเอฟเวอร์ตันและลิเวอร์พูลทุกนัด


ลิเวอร์พูลมีโอกาสคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งจะเป็นแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากบุกไปเอาชนะเอฟเวอร์ตันได้ในเกมดังกล่าว และอาร์เซนอลสามารถเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ในเกมตกค้างวันที่ 17 พฤษภาคม

 

อ้างอิง:

The post พรีเมียร์ลีกไฟเขียวเปิดศึก ‘เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี’ ที่กูดิสัน และให้เอฟเวอร์ตัน-ลิเวอร์พูลเตะในบ้านได้ทุกนัด appeared first on THE STANDARD.

]]>