McKinsey Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/mckinsey/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 20 Nov 2025 09:16:30 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด https://thestandard.co/wellness-economy-health-best-investment/ Thu, 20 Nov 2025 09:15:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1145535 Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด

ถ้าเราบอกว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดคุ้มค่าที่สุด […]

The post Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด

ถ้าเราบอกว่าการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดคุ้มค่าที่สุดในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่หุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ไม่ใช่ทองคำ หรืออสังหาริมทรัพย์… แต่เป็น ‘ตัวคุณเอง’ แล้วคุณคิดว่าอย่างไร?

 

ทุกวันนี้โลกกำลังเคลื่อนไปสู่เมกะเทรนด์ใหม่ที่เรียกว่า ‘Wellness Economy’ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งกาย ใจ และคุณภาพชีวิต ที่เติบโตอย่างโดดเด่น รายงาน Future of Wellness 2025 โดย Global Wellness Summit และ McKinsey ชี้ว่า อุตสาหกรรมเวลเนสกำลังแบ่งออกเป็นสองแนวโน้มหลัก ทั้ง Hardcore (เวลเนสเชิงเทคโนโลยี เช่น AI-driven wellness และ Augmented Biology) และ Softcare (เวลเนสเชิงจิตใจและสังคม เช่น การใช้ชีวิตแบบ low-tech และการเชื่อมโยงกับธรรมชาติ) ที่เติบโตควบคู่กันเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่ผลักดันให้เวลเนสกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน พร้อมกับความต้องการที่เติบโตรวดเร็วใน 5 ด้าน ได้แก่ สุขภาพจิต การนอนหลับ โภชนาการเฉพาะบุคคล ความงาม และการจัดการน้ำหนักอย่างยั่งยืน

 

นี่ไม่ใช่เพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่คือทิศทางใหม่ของโลกที่สะท้อนว่า ‘สุขภาพ’ กำลังกลายเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด

 

จากไลฟ์สไตล์สู่การลงทุนในสุขภาพ

 

ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จากเดิมที่เวลเนสเป็นเพียง ‘ไลฟ์สไตล์ทันสมัย’ สู่การเป็น ‘ยุทธศาสตร์ชีวิต’ ที่ช่วยสร้างความมั่นคงระยะยาว ทั้งเพื่อเพิ่มพลังในการทำงาน การได้ใช้เวลากับครอบครัว และได้ทำสิ่งที่รักได้อย่างเต็มที่

 

สำหรับประเทศไทย จุดแข็งของเราคือ การผสมผสานระหว่างธรรมชาติ การแพทย์แผนไทย วัฒนธรรมการดูแลสุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ทำให้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจมาลงทุนในสุขภาพที่นี่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเอเชียแปซิฟิก (รวมถึงจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) เป็นภูมิภาคที่คาดว่าจะเติบโตเร็วที่สุดในตลาดเวลเนสโลก ซึ่งสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประเทศไทยที่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและความงามของภูมิภาค

 

นอกจากภาคธุรกิจจะเติบโตแล้ว กระแสเวลเนสยังสะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้บริโภคที่มองสุขภาพในเชิง ‘คุณค่า’ มากกว่า ‘ค่าใช้จ่าย’ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการดูแลสุขภาพจิต ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนเพื่อชีวิตที่ยั่งยืน

 

เหตุผลเบื้องหลังกระแส Wellness

 

เหตุผลที่เราต้องเปลี่ยนมุมมองมาเป็น ‘นักลงทุนด้านสุขภาพ’ นั้น ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาถึง ‘เงินเฟ้อทางการแพทย์’ (Medical Inflation) หรือภาวะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉลี่ยสูงกว่าระดับเงินเฟ้อทั่วไป และอาจส่งผลกระทบต่อแผนการเงินและคุณภาพชีวิตในระยะยาว หากไม่มีการเตรียมพร้อมรับมืออย่างเหมาะสม

 

นี่คือความเสี่ยงที่มักถูกมองข้ามในพอร์ตการเงินของเรา เพราะค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นทุกปี ข้อมูลจากรายงาน Global Medical Trends Survey 2025 ของ Willis Towers Watson (WTW) ซึ่งเป็นรายงานสำรวจแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ทั่วโลกที่เผยแพร่เป็นประจำทุกปี และเป็นแหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ในการวิเคราะห์อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ของประเทศไทย ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์หรือค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 15% ในปี 2024 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกและสูงกว่าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกบางประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการวางแผนสุขภาพอย่างจริงจัง

 

อายุยืนขึ้น ไม่เท่ากับสุขภาพแข็งแรงขึ้น

 

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO)⁴ ชี้ว่า อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ราว 77–78 ปี และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าคิดคือ ในจำนวนปีที่เพิ่มขึ้นนั้น มีเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นที่เป็น ‘ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีจริงๆ’ ช่วงเวลาที่เหลืออาจต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพ เช่น โรคเรื้อรังหรือภาวะที่สะสมมาเป็นเวลานานนี่คือ ‘ช่องว่างระหว่างอายุขัยกับสุขภาพที่ดี’ ที่สำคัญของสังคมไทย เรามีชีวิตยาวนานขึ้น นั่นไม่ได้หมายความว่าจะมีชีวิตที่แข็งแรงขึ้น การลงทุนในสุขภาพตั้งแต่วันนี้จึงเป็นมากกว่าการยืดอายุที่ยืนยาว โดยมุ่งเน้นที่การทำให้ทุกปีในชีวิตเป็นปีที่มีคุณภาพ เต็มไปด้วยพลัง และความสุขที่แท้จริง

 

จาก ‘การรักษา’ สู่ ‘การป้องกัน’ บทบาทใหม่ของประกันชีวิต ในยุค Wellness Economy

 

หากย้อนกลับไป 10 ปี ประกันชีวิตมักถูกมองว่าเป็น ‘เงินก้อนที่รอใช้ยามเจ็บป่วย’ แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้ว ธุรกิจประกันชีวิตกำลังกลายเป็น ‘พันธมิตรด้านสุขภาพ’ ที่ช่วยดูแลลูกค้าตั้งแต่ต้น เพราะ ‘การป้องกัน’ ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่าการรักษา ทั้งต่อผู้บริโภคและบริษัทประกัน

 

แนวโน้มของอุตสาหกรรมประกันชีวิตในยุค Wellness Economy จึงมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและบริการสุขภาพเข้ามาผสานกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น เช่น

 

  • HealthTech: การใช้เทคโนโลยีติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์ผ่านแอปหรืออุปกรณ์สวมใส่ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจพฤติกรรมสุขภาพของตนเองและปรับเปลี่ยนได้ตรงจุด
  • Preventive Care: การตรวจสุขภาพประจำปี การฉีดวัคซีน หรือการให้คำปรึกษาเรื่องโภชนาการ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคในระยะยาว
  • Wellness Program: โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพทั้งกายและใจ ผ่านกิจกรรมการออกกำลังกาย การดูแลโภชนาการ และการจัดการความเครียด เพื่อสร้างวินัยและแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

 

Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด 1

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า จากเดิมที่บริษัทประกันชีวิตเน้น ‘จ่ายเงินเมื่อป่วย’ สู่การ ‘ช่วยให้ลูกค้าไม่ป่วย’ เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และมีคุณภาพมากที่สุด

 

กรณีศึกษา: ผลต่างที่ชัดเจนของการลงทุนในสุขภาพ

 

สมมติลองเปรียบเทียบระหว่างคนสองคนที่อายุเท่ากันในวัย 35 ปี คนแรกซื้อประกันสุขภาพทั่วไป จ่ายเบี้ยปีละ 30,000 บาท ใช้ชีวิตตามปกติ เมื่ออายุ 45 ปี ตรวจพบโรคเบาหวานและความดันสูง ต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมค่าใช้จ่ายในช่วง 5 ปีแรกประมาณ 500,000 บาท ขณะที่อีกคนเลือกประกันแบบ Wellness จ่ายเพิ่มเพียง 5,000 บาทต่อปี (35,000 บาท) แล้วใช้แอปติดตามสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เมื่ออายุ 45 ปี สุขภาพยังแข็งแรง และได้รับส่วนลดเบี้ยประกัน 15%

 

ผลใน 10 ปีอาจเห็นความต่างอย่างชัด คือ คนที่ดูแลสุขภาพเชิงรุกมีค่าใช้จ่ายรวมต่ำกว่าและยังได้สุขภาพที่ดีกว่า นี่คือภาพสะท้อนของการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทั้งทางการเงินและคุณภาพชีวิต

 

ผลตอบแทนสองมิติของการลงทุนในสุขภาพ

 

  • ผลตอบแทนที่จับต้องได้ (Tangible Return): ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว เก็บออมได้มากขึ้น และไม่ต้องดึงเงินออมมาใช้ยามเจ็บป่วย

 

  • ผลตอบแทนที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Return): คือ พลังในการทำงาน ความสัมพันธ์ที่ดี และความสุขในการใช้ชีวิตทุกวัน

 

หากคุณยังคิดว่าประกันชีวิตคือ ‘เงินที่จ่ายไปโดยไม่เห็นผลตอบแทน’ อาจถึงเวลาคิดใหม่ เพราะประกันยุค Wellness ได้เปลี่ยนสมการเดิม

 

  • จาก ‘จ่ายเบี้ย → รอให้ป่วย → ได้เงินคืน’
  • เป็น ‘จ่ายเบี้ย → ดูแลสุขภาพทุกวัน → ไม่ป่วย → มีคุณภาพชีวิตดี + ประหยัดค่าใช้จ่าย’

 

การตัดสินใจเล็กๆ วันนี้ เช่น เพิ่มการลงทุนด้านสุขภาพ 10 – 20% หรือเลือกแผนที่สนับสนุนการป้องกัน อาจกำหนดคุณภาพชีวิตของคุณในอีก 20 – 30 ปีข้างหน้า
การลงทุนในสุขภาพตั้งแต่วันนี้ นอกจากจะเป็นการป้องกันโรค ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในชีวิต

 

สุดท้ายแล้ว…สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในชีวิตของคุณ ก็คือ ‘ตัวคุณ’ นั่นเอง

 

ภาพ: C.J. Burton/Getty Images

อ้างอิง:

The post Wellness Economy: เมื่อสุขภาพคือการลงทุนที่ดีที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม McKinsey บอกว่า CEO ที่ดี ต้อง ‘บริหารพลังงาน’ ก่อนบริหารเวลา https://thestandard.co/opinion-energy-management-ceo/ Fri, 11 Jul 2025 12:34:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1095573

ทำไม McKinsey บอกว่า CEO ที่ดี ต้อง ‘บริหารพลังงาน’ ก่อ […]

The post ทำไม McKinsey บอกว่า CEO ที่ดี ต้อง ‘บริหารพลังงาน’ ก่อนบริหารเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำไม McKinsey บอกว่า CEO ที่ดี ต้อง ‘บริหารพลังงาน’ ก่อนบริหารเวลา

 

เป้าหมาย เวลา งบประมาณ บุคลากร รายได้ ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้นำต้องให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนให้องค์กรเดินหน้า ทว่าบ่อยครั้งที่ภารกิจสำคัญเหล่านี้กลับซับซ้อนและปะปนกันจนสับสน ทำให้ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากจุดไหน

 

McKinsey & Company เน้นย้ำว่า การบริหาร ‘ประสิทธิภาพส่วนบุคคล’ (Personal Effectiveness) ควรมาก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ใกล้ตัวและทุกคนสามารถลงมือทำได้ทันที 

 

🟡 ‘บริหารพลังงาน’ สำคัญกว่าบริหารเวลา

 

แทนที่จะมุ่งจัดการเวลาเพียงอย่างเดียว ผู้นำยุคใหม่ควรหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารพลังงานของตนด้วยเช่นกัน

 

ซึ่งการบริหารพลังงานครอบคลุมทั้งมิติกายภาพ อารมณ์ จิตใจ และจิตวิญญาณ การทำความเข้าใจและบ่มเพาะพลังงานในแต่ละมิติ จะช่วยให้เราทำงานได้เต็มศักยภาพและพร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่น 

 

🟡 CEO ต้องจัดการเวลา ไม่ใช่ถูกจัดการโดยเวลา

 

CEO ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะเป็นผู้กำหนดว่าต้องการอะไรในตารางเวลาของตนเองก่อน เช่น การออกกำลังกาย การใช้เวลากับครอบครัว เมื่อจัดสรรเวลาสำหรับสิ่งที่จำเป็นต่อพลังงานส่วนตัวเหล่านี้แล้ว เลขาหรือผู้ช่วยจึงจะนำไปจัดการตารางที่เหลือ 

 

🟡 ค้นหาสิ่งที่เติมพลังงานให้ตนได้

 

การบริหารพลังงานไม่ได้จำกัดแค่การพักผ่อน แต่รวมถึงการหาสิ่งที่สร้างพลังงานในงานด้วย 

 

เช่น CEO บางคนได้พลังงานจากการลงไปแก้ปัญหาร่วมกับคนรุ่นใหม่ หรือการไปพบปะพนักงานในโรงอาหาร พลังงานในที่นี้คือความรู้สึกบวก หรือมีกำลังมากขึ้น การรู้จักสิ่งเหล่านี้และจัดสรรเข้ามาในตารางเวลาจึงสำคัญ

 

นอกจากนั้น ผู้นำควรปรับ Mindset ว่าการพักผ่อน การออกกำลังกาย หรือการอยู่กับความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ถือเป็นความขี้เกียจ แต่เป็นการลงทุนที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพโดยรวม การที่ทั้งกายและใจของตัวเราเปี่ยมไปด้วยพลังงาน จะส่งผลต่อการตัดสินใจที่ดีเช่นกัน

 

🟡 ยิ่งเก่งยิ่งต้องถ่อมตัว

 

ความถ่อมตัวเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผู้นำที่แท้จริง 

 

CEO ที่ประสบความสำเร็จมักเปิดกว้างและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ พวกเขากระตือรือร้นที่จะตั้งคำถามและขอให้คนอื่นสอน แม้จะอยู่ในตำแหน่งสูงสุดแล้วก็ตาม

 

Mindset แบบ ‘Humble’ และ ‘Continuous Learning’ คือสิ่งที่ผลักดันให้ CEO ที่เก่งอยู่แล้วต้องการพัฒนาตนเองต่อไป เพราะตระหนักว่าโลกนี้ยังมีเรื่องให้เรียนรู้อีกมาก สิ่งนี้สะท้อนได้จากผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่ยิ่งประสบความสำเร็จ ก็ยิ่งกระหายที่จะเรียนรู้และพร้อมเปลี่ยนแปลง 

 

🟡 CEO ต้องวางตัวเป็น ‘วาทยากร’ ของทีมผู้บริหาร

 

การบริหารทีมผู้บริหาร (Top Team) ให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเมื่อทีมแข็งแกร่ง งานส่วนใหญ่จะถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น

 

CEO จึงเปรียบเสมือน ‘วาทยากร’ ของวงออร์เคสตรา ที่ไม่ได้ลงไปเล่นเครื่องดนตรีเอง แต่ทำหน้าที่ผสานความสามารถของสุดยอดฝีมือแต่ละคนให้บรรเลงออกมาเป็นบทเพลงที่ยิ่งใหญ่และทรงพลัง

 

หัวใจสำคัญคือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความปลอดภัยทางจิตใจ ผ่านวัฒนธรรมที่มองว่าฟีดแบ็กคือ ‘ของขวัญ’ อันล้ำค่าที่แสดงถึงความห่วงใย ซึ่งจะทำให้ทุกคนในทีมกล้าสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา

 

หาก CEO สามารถบริหารประสิทธิภาพส่วนบุคคลได้ดี ก็จะเป็นเสาหลักที่ช่วยให้องค์กรไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่ยังเติบโตและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างยั่งยืน นำไปสู่ความสำเร็จที่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นความสำเร็จที่ปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของบุคลากรทุกคนในองค์กร 

 

ชมคลิป : https://youtu.be/JXXO1zP3anc

 

The post ทำไม McKinsey บอกว่า CEO ที่ดี ต้อง ‘บริหารพลังงาน’ ก่อนบริหารเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส 6 Mindsets ผู้นำองค์กรระดับโลก ฉบับ McKinsey https://thestandard.co/mckinsey-ceo-mindsets-leadership/ Mon, 07 Jul 2025 12:00:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1093747 แผนภาพ 6 Mindset ที่ผู้นำองค์กรระดับโลกต้องมี จาก McKinsey & Company

CEO มีหน้าที่อะไร และ ‘สุดยอด CEO’ แตกต่างอย่างไรจาก CE […]

The post ถอดรหัส 6 Mindsets ผู้นำองค์กรระดับโลก ฉบับ McKinsey appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนภาพ 6 Mindset ที่ผู้นำองค์กรระดับโลกต้องมี จาก McKinsey & Company

CEO มีหน้าที่อะไร และ ‘สุดยอด CEO’ แตกต่างอย่างไรจาก CEO ทั่วไป?

 

McKinsey & Company บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก ได้ทำการวิจัยและสัมภาษณ์ CEO ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลกเพื่อถอดรหัส 6 ภารกิจหลัก ซึ่งถือเป็นกรอบความคิด (Mindset) สำคัญที่ผู้นำทุกคนสามารถนำไปปรับใช้เพื่อยกระดับองค์กรสู่ความเป็นเลิศ

 

🟡 1. Set Direction: กำหนดทิศทางอย่างชัดเจน

 

Mindset แรกคือความกล้าหาญในการกำหนดเป้าหมายและทิศทางที่ชัดเจนให้กับองค์กร

 

ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่เต็มไปด้วยความท้าทายใหม่ๆ เช่น ภูมิรัฐศาสตร์, เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเทรนด์ความยั่งยืนที่กำลังมาแรง CEO ที่ยอดเยี่ยมจะไม่เพียงแค่วางแผนตามสถานการณ์ แต่ต้องกล้าที่จะเดิมพันกับอนาคตและนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่

 

🟡 2. Align Organization: ปรับองค์กรเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย

 

การมีเป้าหมายที่ชัดเจนนั้นไร้ความหมายหากทั้งองค์กรไม่เคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

 

Mindset นี้คือการให้ความสำคัญกับการปรับวัฒนธรรมองค์กร, โครงสร้าง รวมถึงการบริหารจัดการคนและวัฒนธรรมองค์กร เพื่อดึงดูดและรักษาคนเก่งให้ทำงานกับบริษัท

 

🟡 3. Mobilize Top Team: จัดทัพผู้บริหารระดับสูงให้แข็งแกร่ง

 

จากการสำรวจพบว่า หนึ่งในเรื่องที่ CEO กังวลมากที่สุดคือการบริหารจัดการทีมผู้บริหารระดับสูง

 

Mindset นี้จึงเน้นไปที่การสร้างและจัดทัพทีมผู้บริหาร เพราะทีมงานกลุ่มนี้คือแขนขาสำคัญที่จะช่วยผลักดันยุทธศาสตร์ให้เกิดขึ้นจริงทั่วทั้งองค์กร การมีทีมที่แข็งแกร่งและทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อจึงเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ

 

🟡 4. Engage with the Board: บริหารความสัมพันธ์กับคณะกรรมการ

 

สุดยอด CEO ต้องเปลี่ยนมุมมองจากการ ‘บริหารบอร์ด’ (Manage the Board) มาเป็นการ ‘ทำงานร่วมกับบอร์ด’ (Engage with the Board)

 

เนื่องจากคณะกรรมการคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริงและเป็นตัวแทนของผู้ถือหุ้น Mindset ของการเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดี รับฟัง และทำงานร่วมกับบอร์ดอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่ CEO ขาดไม่ได้ และเป็นหนึ่งในเรื่องที่ CEO จำนวนมากต้องการพัฒนาทักษะเพิ่มเติม

 

🟡 5. Engage External Stakeholders: สานสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก

 

ในอดีต CEO อาจโฟกัสแค่ธุรกิจของตนเอง แต่ปัจจุบันบทบาทนี้ขยายไปสู่การบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

Mindset นี้คือการตระหนักว่าองค์กรเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ใหญ่กว่า และต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเพื่อความสำเร็จในระยะยาว

 

🟡 6. Manage Self: บริหารจัดการตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ภารกิจสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือการบริหารจัดการตัวเอง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้นำเอเชีย ซึ่งมักพบช่องว่างในเรื่องนี้จากการทำงานหนักจนลืมดูแลตัวเอง Mindset นี้คือการที่ CEO ต้องรู้จักบริหารเวลาและพลังงานของตนเองอย่างชาญฉลาด เพื่อให้สามารถยืนหยัดและนำองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในระยะยาว

 

ทั้ง 6 ข้อนี้ไม่ใช่เพียงรายการที่ต้องทำ แต่เป็นกรอบความคิดที่เชื่อมโยงกันและต้องทำอย่างสมดุล ที่สำคัญที่สุดคือต้องรู้จักบริหารจัดการตัวเองให้พร้อมรับมือกับทุกความท้าทายที่เกิดขึ้นตลอดเวลา การนำ Mindset เหล่านี้ไปปรับใช้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้นำสามารถนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

 

ชมคลิป : https://youtu.be/1-x897cxu30

The post ถอดรหัส 6 Mindsets ผู้นำองค์กรระดับโลก ฉบับ McKinsey appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำแบบ McKinsey ไม่ต้องฉลาดที่สุด แต่ ‘สมดุล’ ที่สุด https://thestandard.co/mckinsey-ceo-strategy/ Thu, 29 May 2025 12:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1080064 mckinsey-ceo-strategy

สังคมมักบอกให้เราเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘สมอง’ ราวก […]

The post ผู้นำแบบ McKinsey ไม่ต้องฉลาดที่สุด แต่ ‘สมดุล’ ที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
mckinsey-ceo-strategy

สังคมมักบอกให้เราเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘สมอง’ ราวกับเป็นตัวขับเคลื่อนชีวิตและธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ คุณ Fabrice Desmarescaux, McKinsey Partner, Singapore ผู้ดูแลเรื่อง Leadership Practice ในภูมิภาคเอเชียให้กับ McKinsey อธิบายว่าการเป็น CEO หรือผู้นำองค์กรไม่ได้หมายถึงการมีความสามารถในการวางกลยุทธ์หรือการจัดการตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสามารถบริหาร ‘ตนเอง’ ได้อย่างสมดุลในทุกมิติที่ลึกซึ้งกว่าความสำเร็จทางธุรกิจ เพื่อปลดล็อกศักยภาพตนเองและนำพาองค์กรก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

 

🟡 การพัฒนาสมองสำคัญ แต่ไม่ใช่ที่สุด

 

“หากคุณขาดความสมดุล หรือถ้ามิติใดมิติหนึ่ง เช่น มิติทางความคิด (Mental Dimension) ถูกเน้นมากเกินไป คุณก็จะไม่สามารถบูรณาการตัวเองได้อย่างเต็มที่”

 

แม้ความฉลาดทางสมอง (Head) จะเป็นสิ่งที่ผู้นำหลายคนให้ความสำคัญ แต่การพึ่งพาสมองเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการเป็นผู้นำที่สมดุล CEO หลายคนให้ความสำคัญกับความฉลาดและการคิดวิเคราะห์มากเกินไป จนละเลยมิติอื่นๆ เช่น จิตวิญญาณ (Soul) หรืออารมณ์ (Heart) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์และแรงบันดาลใจในทีม

 

🟡 สร้างสมดุลสมอง-ร่างกาย-จิต-หัวใจ

 

ผู้นำที่สมดุลในทุกด้านจะสามารถปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของตัวเองและทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ละมิติมีบทบาทสำคัญต่างกันไป

 

✔ สมอง (Head): การพัฒนาความคิดและความรู้ – สมองเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการตัดสินใจ วางแผน และแก้ปัญหา การพึ่งพาสมองเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ละเลยมิติอื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์กับทีมงานหรือสุขภาพกาย การพัฒนาสมองควรเริ่มต้นจากการฝึกฝนการคิดเชิงกลยุทธ์และการเปิดรับมุมมองใหม่ๆ ที่แตกต่าง ยิ่งไปกว่านั้น คืออย่ายึดติดกับตัวเลขหรือผลลัพธ์จนเกินไป ควรหันมาใส่ใจกระบวนการและคุณค่าที่สร้างขึ้นในระหว่างทางด้วย

 

✔ ร่างกาย (Body): การดูแลสุขภาพเพื่อเพิ่มพลังงาน – สุขภาพกายที่ดีเป็นพื้นฐานของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หากผู้นำละเลยสุขภาพ เช่น การพักผ่อนหรือการออกกำลังกาย ก็อาจสูญเสียพลังงานและความสามารถในการตัดสินใจที่ดี

 

✔จิตวิญญาณ (Soul): การค้นหาความหมายและเป้าหมาย – ผู้นำหลายคนแม้จะประสบความสำเร็จในสายตาของคนรอบข้าง แต่กลับรู้สึกว่างเปล่าและขาดแรงบันดาลใจ เพราะละเลยมิติด้านจิตวิญญาณที่ช่วยเติมเต็มความหมายในชีวิตและการทำงาน การค้นหาความหมายในชีวิตสามารถเริ่มต้นได้จากการใช้เวลาอยู่กับตัวเองในความเงียบสงบ ทำสมาธิหรือฝึกการหายใจลึกๆ เพื่อทบทวนความคิดและสำรวจเป้าหมายที่แท้จริง และยังสามารถลองคิดเชื่อมโยงกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เช่น การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมหรือชุมชน จะช่วยเติมเต็มความรู้สึกของการมีคุณค่าในชีวิตได้เช่นกัน

 

✔ หัวใจ (Heart): การสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริง – หัวใจเป็นมิติที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและทีม ผู้นำหลายมุ่งเน้นแต่เรื่องงาน แต่ความสัมพันธ์ที่ดีคือรากฐานของความไว้วางใจและความร่วมมือในทีม สามารถที่จะเปิดใจพูดคุยกันในเรื่องทั่วไป ถามไถ่สุขภาพ ความเป็นอยู่ นอกจากนั้น ทีมยังสามารถแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวหรือความล้มเหลวระหว่างกัน เพื่อช่วยให้ทุกคนรู้สึกว่าได้รับการยอมรับและเข้าใจ

 

🟡 การรับ Feedback สเต็ปแรกของการเป็น CEO ที่สมดุล


เรามักมองเห็นข้อผิดพลาดของผู้อื่นได้ง่าย แต่กลับมองไม่เห็นจุดอ่อนของตัวเอง”

 

Feedback คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้นำเข้าใจตัวเองและทีมงานมากขึ้น การได้รับ Feedback จากคนรอบข้างช่วยให้ผู้นำสามารถตรวจสอบตัวเองและค้นพบสิ่งที่ควรปรับปรุง นอกจากนี้ Feedback ยังช่วยให้ผู้นำเข้าใจความต้องการของทีมงานและสร้างความไว้วางใจในความสัมพันธ์

 

ทั้งนี้ การสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Psychological Safety) ในทีมเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้สมาชิกกล้าแสดงความคิดเห็นและให้ Feedback อย่างตรงไปตรงมา การสร้างพื้นที่นี้ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แต่คือการสร้างความมั่นใจว่าทุกคนสามารถพูดสิ่งที่คิดได้โดยไม่กลัวว่าจะถูกตำหนิหรือถูกปฏิเสธ การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นอย่างจริงใจคือกุญแจสำคัญของการสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย

 

🟡 นิ่งให้เป็น เงียบให้รู้สึก

 

การใช้เวลาอยู่กับตัวเองในความเงียบสงบ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้นำสามารถสะท้อนความคิดและสำรวจสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง ลองเริ่มจากการปิดมือถือ และหันมาใส่ใจความรู้สึกของตัวเอง ลองถามตัวเองว่า “ฉันกำลังรู้สึกอย่างไร?” หรือ “มีอะไรที่ซ่อนอยู่ในใจที่ฉันยังไม่ได้จัดการ?” การใช้เวลาทำสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น แต่ยังช่วยให้ค้นพบประเด็นที่ต้องแก้ไขหรือปรับปรุง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาตัวเองและสร้างสมดุลในชีวิต

 

🟡 ทีมที่แกร่ง สำคัญไม่แพ้ธุรกิจที่แกร่ง

 

ลูกค้ารายหนึ่งที่คุณ Fabrice โค้ชให้มานานกว่า 2 ปี สามารถพัฒนาประสิทธิภาพของทีมจนไปถึงจุดที่ทุกคนในทีมทำงานด้วยความเข้าใจและเป้าหมายร่วมกัน ผลลัพธ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ที่ดี และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน 

 

ทีมที่แข็งแกร่งคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จในองค์กร การมีทีมที่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่เพียงกลุ่มบุคคลที่ทำงานแยกกัน แต่คือทีมที่มี จิตสำนึกร่วม (Collective Consciousness) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ 

 

🟡 จะสร้างทีมแกร่ง เริ่มได้ที่ไหน

 

“บางครั้ง พนักงานบอกว่า ‘ผมรู้สึกไม่สอดคล้องกับองค์กร เราพูดถึงคุณค่าบางอย่าง แต่เราไม่ได้ใช้ชีวิตตามนั้น’ ซึ่งนี่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณจริงๆ”

 

บางครั้งองค์กรหรือทีมอาจประกาศ ‘คุณค่า’ หรือ ‘ค่านิยม’ ที่ดีและน่าประทับใจ แต่กลับไม่ได้ปฏิบัติตามสิ่งเหล่านั้นในชีวิตประจำวันหรือในการทำงานจริง องค์กรควรต้องตั้งคำถามว่า “บุคลากรได้ใช้ชีวิตตามคุณค่าที่เราประกาศไว้จริงหรือไม่?”  เช่น หากองค์กรประกาศว่าตนเองให้ความสำคัญกับความโปร่งใส หรือ การทำงานเป็นทีม พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของผู้นำและทีมงานต้องสะท้อนถึงคุณค่าเหล่านั้นด้วย ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดที่ดูดีแต่ไม่มีการลงมือทำ

 

การตั้งคำถามนี้ยังช่วยเปิดโอกาสให้ทีมได้พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับสิ่งที่ควรปรับปรุง และสร้างความชัดเจนในเรื่องเป้าหมายและค่านิยมร่วมกัน การทำให้คุณค่า” กลายเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำในทุกระดับขององค์กร จะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจ ความสัมพันธ์ที่ดี และความรู้สึกมีส่วนร่วมในทีมนั่นเอง

 

 

The post ผู้นำแบบ McKinsey ไม่ต้องฉลาดที่สุด แต่ ‘สมดุล’ ที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
6 สิ่งที่ CEO ขั้นเทพทำเหมือนกัน https://thestandard.co/successful-ceo-traits/ Tue, 18 Feb 2025 23:33:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1043510 successful-ceo-traits

เมื่อพูดถึง CEO หลายคนอาจนึกถึงผู้นำที่มีอำนาจเด็ดขาด เ […]

The post 6 สิ่งที่ CEO ขั้นเทพทำเหมือนกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
successful-ceo-traits

เมื่อพูดถึง CEO หลายคนอาจนึกถึงผู้นำที่มีอำนาจเด็ดขาด เป็นผู้ตัดสินใจเรื่องสำคัญขององค์กร และเป็นตัวแทนของบริษัทในระดับโลก แต่ในความเป็นจริงชีวิตและบทบาทของ CEO นั้นซับซ้อนกว่าที่คนภายนอกเห็น เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้บริหารที่สั่งการอยู่บนหอคอยเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเป็นนักวางกลยุทธ์ ผู้สร้างวัฒนธรรมองค์กร และเป็นผู้ที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตได้ในระยะยาว

 

โดยเหล่า CEO ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีความสามารถในการตัดสินใจที่ดีเท่านั้น แต่พวกเขายังมีทักษะหลายอย่างที่ช่วยให้สามารถนำพาองค์กรไปข้างหน้าได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

แล้วคนที่จะมาเข้ามารับบทบาท CEO ได้นั้นจำเป็นต้องมีคุณสมบัติหรือทักษะอย่างไรกันแน่? จากการศึกษาผู้นำที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก มี 6 หลักสำคัญที่ช่วยให้ CEO สามารถนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้

 

1. Be Bold: คิดใหญ่ ทำใหญ่

 

CEO ที่ประสบความสำเร็จมักมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและกล้าตัดสินใจในเรื่องที่ท้าทาย พวกเขาไม่ยึดติดกับแนวทางเดิม แต่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับองค์กร

การคิดใหญ่นี้ช่วยให้องค์กรสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และนำเสนอสิ่งใหม่สู่ตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทมีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยให้พนักงานเกิดแรงบันดาลใจและมีความมั่นใจในอนาคตของบริษัท

 

เมื่อพูดถึงคุณสมบัตินี้ สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจาก Elon Musk CEO ของ Tesla และ SpaceX ที่ขึ้นชื่อว่าไม่กลัวความเสี่ยง และมุ่งมั่นในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์และอวกาศ หรือ Jeff Bezos ที่เริ่ม Amazon จากร้านขายหนังสือออนไลน์เล็กๆ แต่มีความฝันที่จะสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลก

 

2. Aligning Organization: สร้างความเป็นหนึ่งเดียวในองค์กร

 

องค์กรที่มีเป้าหมายชัดเจนและทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบจะมีความสามารถในการแข่งขันสูง CEO ต้องสร้างแนวทางที่ทำให้ทุกคนในองค์กรเดินไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การสื่อสารที่ชัดเจน วัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการเรียนรู้ และการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ

 

การสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในองค์กรช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาความขัดแย้งภายใน และเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจและดำเนินการ

 

เช่น ในกรณีของ Satya Nadella CEO ของ Microsoft ที่เข้ามาปรับวัฒนธรรมองค์กรให้มี Growth Mindset มากขึ้น ทำให้พนักงานสามารถปรับตัวและพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ Microsoft กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

 

3. Mobilizing Talent: สร้างทีมที่แข็งแกร่งด้วยคนเก่ง

 

แน่นอนว่าการที่องค์กรหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้นั้น แค่พลังของคนคนเดียวย่อมไม่เพียงพอ เช่นเดียวกันกับที่ CEO ไม่สามารถบริหารองค์กรได้เพียงลำพัง ดังนั้นการมีทีมงานที่เก่งและมีศักยภาพเป็นสิ่งสำคัญ พวกเขาต้องสามารถดึงดูด รักษา และพัฒนาคนเก่งให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กร

 

การมีทีมที่แข็งแกร่งช่วยให้บริษัทสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความผิดพลาด และเพิ่มโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ

 

เช่น ในกรณีของ Steve Jobs ที่กลับมาบริหาร Apple และเลือกคนเก่งๆ อย่าง Jony Ive มาเป็นหัวหน้าทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำให้ Apple สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมและเปลี่ยนโลกได้

 

4. Engage the Board: ทำงานร่วมกับบอร์ดบริหารอย่างแข็งขัน

 

CEO ที่ดีจะต้องสามารถสื่อสารและสร้างความไว้วางใจให้กับบอร์ดบริหาร พวกเขาต้องสามารถนำเสนอข้อมูลที่โปร่งใสและพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากบอร์ด เพื่อให้การตัดสินใจมีความรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ความสัมพันธ์ที่ดีกับบอร์ดบริหารช่วยให้ CEO สามารถดำเนินนโยบายและแผนกลยุทธ์ขององค์กรได้อย่างราบรื่น และได้รับการสนับสนุนที่จำเป็นในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

 

เช่น ในกรณีของ Sundar Pichai CEO ของ Google ที่สามารถทำให้บอร์ดและผู้ถือหุ้นมั่นใจในทิศทางของบริษัท แม้ในช่วงที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

 

5. Manage Stakeholders: สร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

 

CEO ต้องเข้าใจว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กรไม่ได้มีเพียงแค่ผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกค้า พนักงาน ชุมชน และสังคมโดยรวม พวกเขาต้องสามารถสร้างสมดุลระหว่างผลกำไรของบริษัทและผลกระทบต่อสังคม

 

การบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ดีช่วยให้บริษัทมีภาพลักษณ์ที่ดีและได้รับความไว้วางใจจากทุกฝ่าย

 

เช่น ในกรณีของ Patagonia บริษัทเสื้อผ้ากลางแจ้งที่มุ่งเน้นความยั่งยืน CEO ของบริษัทให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และใช้กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจที่ลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและนักลงทุน

 

6. Self-Management: บริหารตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ

 

หลายครั้ง CEO เข้าใจว่าความรับผิดชอบหลักของเขาคือการดูแลลูกน้องและคนในองค์กร พยายามทำให้พวกเขามีความสุขและปลดปล่อยศักยภาพในการทำงานออก

 

มาให้ได้ดีที่สุด แต่หารู้ไม่ว่าหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดซึ่งจะช่วยให้พนักงานในองค์กรมีความสุขก็คือ ‘สุขภาพ’ ของตัวเอง เรียกได้ว่าทั้งสุขภาพกายและใจของ CEO นั้นมีผลสำคัญต่อสภาพความเป็นอยู่ของคนรอบข้างเป็นอย่างยิ่ง

 

ถ้า CEO อารมณ์ไม่ดี มีแต่พลังลบ คนรอบข้างก็จะรับพลังนั้นต่อไป จนกลายเป็นสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ดีภายในองค์กร แต่หาก CEO ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี ก็ย่อมส่งต่อพลังบวกดีๆ ให้กับสภาพแวดล้อมในองค์กร

 

CEO ต้องดูแลสุขภาพกายและใจของตัวเองให้ดี เนื่องจากพวกเขาคือหัวใจสำคัญขององค์กร CEO ที่ดีจะรู้จักจัดลำดับความสำคัญของงาน และมอบหมายงานให้กับทีมได้อย่างเหมาะสม รวมถึงหาเวลาพักผ่อนเพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เช่น ในกรณีของ Warren Buffett CEO ของ Berkshire Hathaway ที่ให้ความสำคัญกับการอ่านหนังสือ และใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์มากกว่าการทำงานที่เร่งรีบตลอดเวลา ซึ่งช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจเรื่องการลงทุนได้อย่างแม่นยำ

 

ท้ายที่สุดนี้ CEO ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เป็นเพียงผู้นำที่มีความสามารถ แต่ยังต้องมีแนวคิดและหลักการที่ช่วยให้พวกเขาสามารถบริหารองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ การคิดใหญ่ การสร้างทีมที่แข็งแกร่ง และการบริหารตัวเองอย่างดี เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พวกเขานำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้

 

กล่าวคือ CEO ที่ดีต้องมีทั้งความสามารถในการบริหารและความสามารถในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวนั่นเอง

 

รับชมคลิปฉบับเต็มได้ที่: 6 สิ่งที่ CEO ขั้นเทพทำเหมือนกัน คู่มือจาก McKinsey | CEO Priorities EP.2

 

The post 6 สิ่งที่ CEO ขั้นเทพทำเหมือนกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ควรเป็น ‘ผู้นำทางดิจิทัล’ ไม่ใช่ ‘ผู้ล้าหลังทางดิจิทัล’ 8 ข้อแนะนำจาก McKinsey ถึง ‘ซีอีโอ’ ที่ต้องเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสในการนำธุรกิจเข้าสู่ปี 2024 https://thestandard.co/mckinsey-8-tips-for-ceo-2024/ Sun, 31 Dec 2023 04:43:20 +0000 https://thestandard.co/?p=882964 McKinsey

การเป็น ‘ซีอีโอ’ เป็น ‘งานที่ยากลำบาก และยากขึ้นเรื่อยๆ […]

The post ควรเป็น ‘ผู้นำทางดิจิทัล’ ไม่ใช่ ‘ผู้ล้าหลังทางดิจิทัล’ 8 ข้อแนะนำจาก McKinsey ถึง ‘ซีอีโอ’ ที่ต้องเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสในการนำธุรกิจเข้าสู่ปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
McKinsey

การเป็น ‘ซีอีโอ’ เป็น ‘งานที่ยากลำบาก และยากขึ้นเรื่อยๆ’ ตามที่บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการ McKinsey กล่าว เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม่ทัพเหล่านี้ต้องเผชิญกับการเกิดโรคระบาดไปทั่วโลก ห่วงโซ่อุปทานที่หยุดชะงัก สงคราม อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง และความท้าทายอื่นๆ

 

เมื่อโลกซับซ้อนและเร่งรีบขึ้น ตัวซีอีโอต้องเผชิญกับความท้าทายและโอกาสมากมายในการนำธุรกิจเข้าสู่ปี 2024 ทาง McKinsey จึงได้ระบุสิ่งที่ซีอีโอควรโฟกัสในปีหน้า โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยี ความยั่งยืน และการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ

 

1. การใช้ประโยชน์จาก Generative AI

คงไม่น่าแปลกใจเลยที่ Generative AI ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกนับตั้งแต่เปิดตัว ChatGPT นั้น เป็นสิ่งที่อยู่ในใจเสมอ ในปีที่ผ่านมามีกระแสฮือฮามากมายเกี่ยวกับนวัตกรรมดังกล่าว ซีอีโอจึงได้รับคำแนะนำให้บูรณาการ Generative AI เข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจของพวกเขา เป้าหมายคือการขยายการใช้งานและปลดล็อกศักยภาพของธุรกิจ ซึ่งประมาณการว่า Generative AI จะสามารถเพิ่มเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ให้กับเศรษฐกิจต่อปี

 

2. การเป็น ‘ผู้นำทางดิจิทัล’ ไม่ใช่ ‘ผู้ล้าหลังทางดิจิทัล’

ในยุคของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล บริษัทไม่เพียงแค่รับเทคโนโลยีใหม่เท่านั้น แต่ต้องใช้ประโยชน์จากมันอย่างเต็มที่ การเป็นผู้นำดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จต้องการการลงทุนที่เวลาและทรัพยากรอย่างจริงจัง เพราะ McKinsey หลังการใช้กลยุทธ์ ‘Digital Transformation’ มีบริษัทน้อยกว่า 1 ใน 3 ที่เห็นผลจริงๆ 

 

3. การลงทุนในความยั่งยืน

เนื่องจากโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ธุรกิจจึงได้รับการกระตุ้นให้สนับสนุน Net-Zero Economy ซึ่งรวมถึงการสร้างธุรกิจเทคโนโลยีสีเขียวใหม่ๆ และการปรับปรุงการปฏิบัติที่ยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมานั้นนักลงทุน ‘ระงับการใช้เงินทุนของตน’ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ จึงต้องเปลี่ยนความคิดนี้

 

4. ค้นหา ‘พลังเฉพาะตัว’

ในตลาดที่แข่งขันสูง บริษัทควรระบุและมุ่งเน้นไปที่จุดเด่นที่สร้างความแตกต่างให้กับตัวเองเหนือคู่แข่ง อย่างเช่น LVMH ที่เน้นสินค้าหรูหราคุณภาพสูง หรือประสบการณ์ลูกค้าที่เปี่ยมด้วยจินตนาการของ Disney

 

5. ให้ความสำคัญกับผู้จัดการระดับกลาง

แม้ Mark Zuckerberg ผู้เป็นซีอีโอของ Meta จะออกมาบอกว่าบริษัทของเขานั้นมีตำแหน่ง ‘ผู้จัดการ’ มากเกินไป จนประกาศจัดโครงสร้างและปลดออกจำนวนมาก แต่สำหรับ McKinsey ‘ผู้จัดการระดับกลาง’ นี่แหละมีความสำคัญกับความสำเร็จขององค์กร โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงส่วนต่างๆ ขององค์กรเข้าด้วยกัน เพื่อทำงานให้ราบรื่น

 

6. การวางแผนสำหรับภูมิรัฐศาสตร์ที่คาดเดาไม่ได้

แม้ยากที่จะเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์สำคัญระดับโลก แต่ข้อเสนอแนะประการหนึ่งคือ บริษัทต่างๆ ควรเตรียมแผนสำหรับรับมือใน 3 สถานการณ์ ได้แก่ Black Swans (เหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้และมีผลกระทบสูง เช่น การรุกรานยูเครนของรัสเซีย), Gray Rhinos (เหตุการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นและมีผลกระทบสูง เช่น ความเสี่ยงที่จะเพิ่มความขัดแย้งในระดับภูมิภาค), และ Silver Linings (ช่องทางที่บริษัทสามารถใช้เพื่อยกระดับความได้เปรียบทางการแข่งขัน)

 

7. การโฟกัสกลยุทธ์เพื่อการเติบโต

เป็นหน้าที่ของซีอีโอในการปรับปรุงธุรกิจ แต่ในช่วงทศวรรษก่อนเกิดโรคระบาด บริษัททั่วไปเติบโตในอัตราเพียงต่ำกว่า 3% และมีเพียง 1 ใน 8 เท่านั้นที่มีอัตราการเติบโตมากกว่า 10% ต่อปี McKinsey กล่าว พร้อมกับแนะนำให้มุ่งเน้นไปที่ขั้นตอนต่างๆ รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และในทางกลับกัน การรู้ว่าบางครั้งคุณต้องลดขนาดองค์กรลงเพื่อให้บรรลุการเติบโตในระยะยาวก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน

 

8. การยอมรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาค

“เกือบ 4 ปีหลังจากวิกฤตโควิดเข้าพลิกประวัติศาสตร์ ซีอีโอบางคนยังคงรอความแน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในเร็ววันนี้” McKinsey กล่าว ดังนั้น บริษัทต่างๆ ควรยอมรับและปรับตัวเข้ากับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาคที่กำลังดำเนินอยู่ โดยการวางแผนสำหรับสถานการณ์ต่างๆ และคว้าโอกาสในการลงทุน

 

อ้างอิง:

The post ควรเป็น ‘ผู้นำทางดิจิทัล’ ไม่ใช่ ‘ผู้ล้าหลังทางดิจิทัล’ 8 ข้อแนะนำจาก McKinsey ถึง ‘ซีอีโอ’ ที่ต้องเผชิญทั้งความท้าทายและโอกาสในการนำธุรกิจเข้าสู่ปี 2024 appeared first on THE STANDARD.

]]>
McKinsey ชี้หากไทยเร่งนำ Generative AI เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ อาจกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตได้หลายเท่าตัว https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-23112023-19/ Thu, 23 Nov 2023 10:31:36 +0000 https://thestandard.co/?p=868981 Vinayak

วันนี้ (23 พฤศจิกายน) Vinayak HV Senior Partner and Lea […]

The post McKinsey ชี้หากไทยเร่งนำ Generative AI เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ อาจกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตได้หลายเท่าตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Vinayak

วันนี้ (23 พฤศจิกายน) Vinayak HV Senior Partner and Leader of McKinsey Digital in Asia-Pacific กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023 ในหัวข้อ Edge of Generative AI: Insights by McKinsey ถอดรหัส Generative AI ในศตวรรษใหม่

 

โดยระบุว่า Generative AI สามารถเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจได้อย่างมาก โดยจากรายงานของ McKinsey Global Institute เรื่อง ‘ศักยภาพทางเศรษฐกิจของ Generative AI’ พบว่า Generative AI เพิ่มผลิตภาพ (Productivity) มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ให้กับเศรษฐกิจโลก 

 

“Generative AI สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับเศรษฐกิจโลกได้ประมาณ 2.6-4.4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ผ่าน 63 กรณีการใช้งานทางธุรกิจที่ McKinsey ใช้วิเคราะห์ โดยตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นมูลค่า 5-8 เท่าของ GDP ไทย ดังนั้นในทางกลับกันไทยก็สามารถเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจได้ผ่านการใช้เทคโนโลยีนี้” Vinayak กล่าว

 

นอกจากนี้ รายงานยังวิเคราะห์ไว้ว่าแต่ละอุตสาหกรรมก็อาจสร้างผลกำไรมหาศาลจาก Generative AI ได้ เช่น ภาคขายปลีกอาจสร้างผลตอบแทนได้มากถึง 2.4-3.9 แสนล้านดอลลาร์, ภาคการธนาคาร 2-3.4 แสนล้านดอลลาร์, วิทยาศาสตร์ชีวภาพ 6 หมื่น – 1.1 แสนล้านดอลลาร์

 

Vinayak ยังตั้งข้อสังเกตว่า เวลาที่มนุษย์ใช้พัฒนา Generative AI ให้มีศักยภาพเทียบเท่าตนเองกำลังสั้นลงเรื่อยๆ นอกจากนี้เทคโนโลยีปัจจุบันยังสามารถทะลุระดับศักยภาพมนุษย์ได้อย่างรวดเร็ว

 

อย่างไรก็ดี Vinayak มองว่า แม้ว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างๆ เช่น Microsoft, Google, Amazon, AWS, Facebook และ Meta ต่างทุ่มทุนมหาศาลเพื่อพัฒนา Generative AI แต่ตอนนี้เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในระดับเริ่มต้น (Early) อย่างมาก

 

โดย McKinsey มองว่า Generative AI ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องใน 4 มิติหลัก ได้แก่ การสร้างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี, การนำไปใช้โดยองค์กรต่างๆ, การลงทุน โดยในแต่ละปีมีการลงทุนใน AI เพิ่มขึ้นมหาศาล รวมไปถึงการพัฒนาในแง่การอภิปรายทางสังคม

 


 

📌อัปเดตเทรนด์โลกกว่า 20+ Sessions ซื้อบัตรชมย้อนหลังได้ที่ https://bit.ly/TSEF2023ED 

 

✅ ราคาพิเศษ! 2,500 บาท ถึง 31 ธ.ค. 2566 เท่านั้น

✅ รับชมออนไลน์ทุกที่ทั่วโลก 

✅ ดูย้อนหลังนาน 6 เดือน (1 ธ.ค. 2566 – 31 พ.ค. 2567)

✅ สรุปเนื้อหา Visual Summary ทุกเวที

 

Media Partner

📌รับสรุปเนื้อหาทุกเวที 20+ Sessions 

ซื้อบัตรชมย้อนหลังวันนี้ดูได้นานถึง 6 เดือน

https://bit.ly/TSEF2023MP

The post McKinsey ชี้หากไทยเร่งนำ Generative AI เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ อาจกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตได้หลายเท่าตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำงานหนักขึ้น แต่ไม่คุ้มกับค่าจ้าง! เป็นเหตุผลที่พนักงานค้าปลีกในอเมริกาใช้ยื่นลาออก หลังเครียด-เบื่อหน่าย รายรับไม่พอค่าครองชีพ https://thestandard.co/retail-workers-quitting-reasons/ Sat, 09 Sep 2023 09:29:06 +0000 https://thestandard.co/?p=839595

ทำงานหนักขึ้นแต่ไม่คุ้มกับค่าจ้าง เป็นเหตุให้พนักงานค้า […]

The post ทำงานหนักขึ้น แต่ไม่คุ้มกับค่าจ้าง! เป็นเหตุผลที่พนักงานค้าปลีกในอเมริกาใช้ยื่นลาออก หลังเครียด-เบื่อหน่าย รายรับไม่พอค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำงานหนักขึ้นแต่ไม่คุ้มกับค่าจ้าง เป็นเหตุให้พนักงานค้าปลีก-ร้านสะดวกซื้อ ในอเมริกาเริ่มเครียดแถมเบื่อหน่าย พร้อมยื่นจดหมายลาออก โดยคิดเป็นตัวเลขการลาออกที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ 

 

Bloomberg รายงานว่า ในปี 2023 พนักงานค้าปลีกในอเมริกาต้องเผชิญกับความกังวลรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการรับภาระของตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่เงินค่าจ้างยังเท่าเดิม ซึ่งไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น สร้างความเครียดและความเบื่อหน่ายให้กับชาวอเมริกันเกือบ 8 ล้านคน ที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมค้าปลีก ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากจะทำงานแล้ว ยังต้องรับมือกับการโจรกรรมและการขโมยสินค้าภายในร้านอีก 

 

สอดคล้องกับรายงานของสหพันธ์การค้าปลีกแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พนักงานส่วนใหญ่กังวลเกี่ยวกับการขโมยสินค้าตามร้านเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% แม้บริษัทหลายแห่งจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยป้องกันก็ตาม 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

จากการศึกษาของ McKinsey ในปี 2022 พบว่าพนักงานร้านค้าปลีกมีการลาออกสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ มากกว่า 70% โดยเฉพาะในช่วงโควิด มีการหมุนเวียนของพนักงานค้าปลีก Part-time รายใหม่ๆ อยู่ที่ประมาณ 75% ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้ขยับขึ้น ส่งผลให้ศูนย์การค้าหรือร้านสะดวกซื้อบางแห่งมีพนักงานไม่เพียงพอ

 

“เราสมัครงานเข้ามาในตำแหน่งแคชเชียร์ แต่เมื่อเข้ามาทำงานจริง ได้ทำทั้งการดูแลสินค้า ทั้งสต๊อกสินค้า และดูแลความปลอดภัยในร้านด้วย เรียกว่าไม่ปลอดภัยอย่างมาก โดยเฉพาะปัจจุบันมีการปล้นและขโมยสินค้าในร้านค้ามากขึ้น จึงเริ่มมองว่าการแบกรับที่มากขึ้นไม่คุ้มค่ากับค่าแรงขั้นต่ำ เราจึงตัดสินใจลาออกจากงาน” Demitrius พนักงานร้านค้าปลีก อายุ17 ปีรายหนึ่งกล่าว

 

ด้าน Kris Lathan โฆษกของ Walgreens Boots Alliance กล่าวว่า บริษัทควรคำนึงถึงสภาพจิตใจและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน เพื่อแก้ปัญหาและลดอัตราการลาออก 

 

แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมค้าปลีกได้ลดต้นทุนองค์กร ด้วยการลดจำนวนพนักงานบริการลง เพราะหลายๆ แบรนด์เริ่มเจอปัญหาทราฟฟิกการเข้ามาซื้อของที่ร้านลดลง พร้อมหันไปให้ความสำคัญกับการขายออนไลน์ และบางแห่งนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยภายในร้าน 

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันอัตราค่าจ้างเฉลี่ยของพนักงานในภาคค้าปลีกเพิ่มขึ้น 55% ถือว่าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ เล็กน้อย แต่พนักงานยังคงได้รับค่าจ้างน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งทำให้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

 

อ้างอิง:

The post ทำงานหนักขึ้น แต่ไม่คุ้มกับค่าจ้าง! เป็นเหตุผลที่พนักงานค้าปลีกในอเมริกาใช้ยื่นลาออก หลังเครียด-เบื่อหน่าย รายรับไม่พอค่าครองชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
McKinsey ระบุ ‘พนักงานออฟฟิศ’ คือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเผยโฉมของ AI https://thestandard.co/mckinsey-office-workers-are-losers-ai/ Wed, 14 Jun 2023 12:13:16 +0000 https://thestandard.co/?p=803145

รายงานของ McKinsey ระบุว่าการเติบโตที่รวดเร็วของปัญญาปร […]

The post McKinsey ระบุ ‘พนักงานออฟฟิศ’ คือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเผยโฉมของ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>

รายงานของ McKinsey ระบุว่าการเติบโตที่รวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกจะนำมาสู่ยุคแห่งการเติบโตสำหรับบางคน แต่ในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นการปิดฉากสำหรับใครหลายๆ คน เช่น แรงงานที่มีทักษะความรู้ความสามารถ

 

กิจกรรมทางธุรกิจทั้งหมด ตั้งแต่การขายและการตลาด ไปจนถึงการดำเนินงานของลูกค้า ถูกกำหนดให้เชื่อมโยงกับซอฟต์แวร์มากขึ้น โดยคาดว่าอาจเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 4.4 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.4% ของผลผลิตเศรษฐกิจโลก 

 

Lareina Yee หุ้นส่วนอาวุโสและประธานของ McKinsey Technology กล่าวในรายงานว่า AI จะมอบอำนาจใหม่แก่มนุษย์ และเศรษฐกิจจะได้รับผลพลอยได้จากผลผลิตที่จำเป็นมากขึ้น 

 

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา McKinsey ประเมินว่ากว่าครึ่งหนึ่งของชั่วโมงทำงานทั่วโลกถูกใช้ไปกับงานที่สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติ และในปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวกำลังสูงถึง 60-70% พนักงานอาจค้นพบว่าเวลาของพวกเขาถูกจัดสรรใหม่ หรืองานของพวกเขาหายไป ในรายงานค้นพบว่าคนงานหลายคนต้องการความช่วยเหลือในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ หรือบางคนต้องการเปลี่ยนอาชีพ

 

รายงานเผยว่าประมาณ 75% ของมูลค่าที่สร้างโดย AI จะมาจากหน้าที่ทางธุรกิจ 4 ประการ ได้แก่ การปฏิบัติการของลูกค้า การตลาดและการขาย วิศวกรรมซอฟต์แวร์ และการวิจัยพัฒนา

 

การวิจัยก่อนหน้านี้ของบริษัทชี้ให้เห็นว่าปี 2027 จะเป็นปีแรกที่เทคโนโลยี AI สามารถเทียบเคียงกับประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์ทั่วไปในงานที่เกี่ยวข้องกัน แต่มุมมองในตอนนี้ McKinsey คิดว่าด้วยความร้อนแรงของ AI เราอาจได้เห็นปรากฏการณ์ที่คาดการณ์ไว้ภายในปีนี้

 

การนำระบบอัตโนมัติมาใช้จะเกิดขึ้นเร็วกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว หมายความว่าแรงงานที่มีค่าจ้างสูงขึ้นอาจเผชิญกับผลกระทบจาก Al เร็วกว่าแรงงานที่ค่าจ้างต่ำ และจะส่งผลกระทบต่องานในออฟฟิศมากกว่างานที่ต้องใช้แรง

 

นั่นหมายความว่าเทคโนโลยี AI แตกต่างจากการปฏิวัติทางเทคโนโลยีในอดีตอย่างสิ้นเชิง เพราะปกติแล้วพนักงานที่ใช้แรงงานหรือมีวุฒิการศึกษาที่ตํ่ากว่าจะได้รับผลกระทบก่อน 

 

อ้างอิง:

The post McKinsey ระบุ ‘พนักงานออฟฟิศ’ คือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเผยโฉมของ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘McKinsey’ ชี้ Metaverse มีโอกาสสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 https://thestandard.co/mckinsey-metaverse-2030/ Mon, 09 Jan 2023 02:46:45 +0000 https://thestandard.co/?p=734376

จากรายงานของบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก ‘McKinsey’ ชี้ […]

The post ‘McKinsey’ ชี้ Metaverse มีโอกาสสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากรายงานของบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก ‘McKinsey’ ชี้ Metaverse มีโอกาสสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 175 ล้านล้านบาท ภายในปี 2030

 

แม้ในปี 2022 จะเป็นภาวะตลาดหมีสำหรับโลกคริปโตเคอร์เรนซี และ NFT ก็ตาม แต่ ‘Metaverse’ ถือว่ายังอยู่ในตำแหน่งทางการตลาดที่ดีสำหรับการปฏิวัติวงการเทคโนโลยีในระยะยาว

 

จากรายงานดังกล่าวชี้ว่า ความสำเร็จหลักของ Metaverse จะอยู่บนการสร้างประสบการณ์เสมือนจริงเชิงบวกมากที่สุดให้แก่ผู้ใช้งาน

 

จากรายงานของ McKinsey ชี้ว่าการจะทำให้เกิดปัจจัยดังกล่าวได้สำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ (AR/VR/Sensor และอื่นๆ) การเชื่อมโยงและระบบเปิด รวมไปถึงการมีแพลตฟอร์มสนับสนุนและเครืองมือสำหรับการพัฒนา

 

ณ ตอนนี้ Metaverse ถูกริเริ่มในอุตสาหกรรมด้านการตลาด การเรียน และการจัดสัมมนามากที่สุด อย่างไรก็ตาม จากแบบสำรวจของ McKinsey ในช่วงเมษายน 2022 พบว่าการนำไปใช้ของ Metaverse ก็ยังอยู่ในระดับ ‘กลาง-ต่ำ’ อยู่ดี

 

แต่ภายในปี 2030 McKinsey มองว่าอุตสาหกรรม Metaverse ก็จะใหญ่เกินกว่าจะเมินเฉย และอุตสาหกรรมดังกล่าวจะเข้าไปมีผลกับชีวิตมนุษย์เกินกว่า 50%

 

นอกจากนี้ Metaverse ยังถูกคาดการณ์ว่าจะมีผลกับรูปแบบการ ‘เดต’ ในอนาคต เนื่องจากแบบสำรวจเผยว่า คนโสดกว่า 1 ใน 3 สนใจการเดตกันผ่านโลกเสมือน และจากข้อมูลของ Dating.com เผยว่าการพัฒนาของเทคโนโลยีในปัจจุบันจะทำให้การเดตกันผ่าน Metaverse สามารถเชื่อมกันระหว่างประเทศ เมือง หรือทวีปได้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post ‘McKinsey’ ชี้ Metaverse มีโอกาสสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘CMDF’ ร่วมกับ McKinsey เปิด 10 ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมตลาดทุนไทยให้ยั่งยืน https://thestandard.co/cmdf-mckinsey-thailand-capital-market/ Mon, 28 Nov 2022 07:19:57 +0000 https://thestandard.co/?p=716594

กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (Capital Market Developme […]

The post ‘CMDF’ ร่วมกับ McKinsey เปิด 10 ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมตลาดทุนไทยให้ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (Capital Market Development Fund: CMDF) ร่วมกับ McKinsey & Company (Thailand) Co. Ltd. บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการระดับโลก จัดทำรายงานสมุดปกขาว Improving Thailand’s Capital Market Competitiveness and Efficiency ศึกษาถึงโอกาสและข้อจำกัดของโครงสร้างตลาดทุนไทยด้านความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพ เพื่อรองรับกระแสการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก 

 

จากการศึกษาพบว่าตลาดทุนไทยยังเป็นกลไกหลักที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างยั่งยืน และโดยภาพรวมตลาดทุนไทยมีศักยภาพในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน อีกทั้งเป็นแหล่งเงินทุนระยะยาวที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและนวัตกรรม และเป็นแหล่งความรู้ด้านการออมการลงทุน โดยตลาดทุนไทยสร้างประโยชน์แก่ประเทศในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ประชาชนที่จะเข้าสังคมผู้สูงอายุมีการออมสำหรับวัยเกษียณ จนถึงการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อสตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดกลางและเล็ก (SMEs) 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการทำธุรกิจในตลาดทุนบางประเภท เช่น ต้นทุนการซื้อขายหุ้นในตลาดรอง (ที่มีต้นทุนปัจจุบันสูงเป็นอันดับสองในอาเซียน คำนวณโดยไม่ได้รวมภาษีขายหุ้น หรือ Financial Transaction Tax ที่อาจนำมาใช้) หรือกองทุนรวม ยังมีค่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียน ทำให้ตลาดทุนไทยต้องปรับตัวเพื่อให้แข่งขันได้ด้วยต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

 

นอกจากนี้ รายงานฉบับนี้ยังจัดทำ 10 ข้อเสนอเชิงนโยบายเพิ่มเติมเพื่อการพัฒนาตลาดทุนไทยให้ยั่งยืนในอนาคต ดังนี้ 

 

  1. ส่งเสริมการจัดหาเงินทุนที่ยั่งยืนเพื่อช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon Emissions): โดยการผลักดันนวัตกรรมการเงินสีเขียว (Green Finance) ในตลาดทุนไทย 

 

  1. พัฒนากองทุนบำเหน็จบำนาญเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ: โดยการสนับสนุนการพัฒนาของกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ

 

  1. ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs / Start-up): ผ่านการสนับสนุนด้านเงินทุน การให้คำปรึกษา การสร้างแพลตฟอร์ม และการทำข้อตกลงในการระดมทุน

 

  1. ขยายสินทรัพย์ดิจิทัล: ควรสำรวจการใช้งานที่หลากหลาย และสร้างความมั่นใจในการบริหารความเสี่ยง

 

  1. ปรับปรุงความรู้ทางการเงิน: ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โครงการลงทุนรูปแบบใหม่ และการส่งเสริมการรับรู้เรื่องการลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย

 

  1. ส่งเสริมการลงทุนของผู้ลงทุนรายย่อย: ลดความซับซ้อนของการเข้าสู่การลงทุน นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ลงทุนรายย่อยในตลาดทุนไทย

 

  1. ดึงดูดเงินลงทุนระยะยาวจากผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ: สร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างมากขึ้นให้ทัดเทียมกับประเทศผู้นำระดับภูมิภาค และมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับภาคเศรษฐกิจใหม่

 

  1. พัฒนาผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ: สร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ลงทุนสถาบันในประเทศโดยการกระจายการลงทุนไปสู่ทรัพย์สินที่มีความหลากหลายมากขึ้น 

 

  1. ปลดล็อกการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics): โดยการลงทุนในการสร้างมาตรฐานข้อมูลและการรวบรวมแหล่งข้อมูลเพื่อการลงทุน

 

  1. ดึงดูดและบ่มเพาะบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent): โดยการดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะตามความต้องการเข้าสู่ตลาดทุนไทย และการยกระดับบุคลากรในตลาดทุนไทยปัจจุบันให้มีทักษะตามที่คาดหวัง

 

การพัฒนาตลาดทุนไทยตามแนวทางดังกล่าวพร้อมกับการรักษาระดับความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน นับเป็นข้อเสนอแนะจากการศึกษา เพื่อให้ตลาดทุนไทยสามารถต่อยอดจากความสำเร็จในอดีต และสร้างตลาดทุนไทยที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ซึ่งการที่จะทำให้เกิดตลาดทุนแห่งอนาคตของประเทศไทยได้จริง จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชนทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง

The post ‘CMDF’ ร่วมกับ McKinsey เปิด 10 ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมตลาดทุนไทยให้ยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: McKinsey เผยทำไมคนทำงาน Burnout | THE STANDARD https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2022-39/ Sun, 27 Nov 2022 03:26:05 +0000 https://thestandard.co/?p=716123

สองความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเทรนด์การทำงานจาก McKi […]

The post ชมคลิป: McKinsey เผยทำไมคนทำงาน Burnout | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>

สองความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเทรนด์การทำงานจาก McKinsey คือคนทำงานกำลัง Burnout ถึงขั้นยอมที่จะลาออกแม้ว่าจะไม่มีงานรองรับท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน เพราะสิ่งที่คาดหวังระหว่างพนักงานและองค์กรกำลังไม่สอดคล้องกัน

 

เข้าใจความคาดหวังที่สวนทาง พร้อมวิธีรับมือจาก นพมาศ ศิวะกฤษณ์กุล และ เด่นชัย เพชรชมรัตน์ บนเวที THE FUTURE OF WORK อนาคตการทำงาน ทำอย่างไรให้เวิร์ก

 

THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 จับเทรนด์ เห็นอนาคต คว้าโอกาส ผู้นำกว่า 40 คน 15 เวที หาทางออกให้ประเทศไทย เสวนาเข้มข้นกับตัวจริงจากทุกวงการ เช่น ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, ขัตติยา อินทรวิชัย, คมสันต์ ลี, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, เศรษฐา ทวีสิน, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, สมโภชน์ อาหุนัย, ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย และ แอนนา เสืองามเอี่ยม

 

RERUN TICKET รับชมย้อนหลัง 3 เดือนเต็ม รับชมทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2565 – 1 มีนาคม 2566 📍 ดูรายละเอียดและซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่ https://www.thaiticketmajor.com/seminar/the-standard-economic-forum-2022.html

The post ชมคลิป: McKinsey เผยทำไมคนทำงาน Burnout | THE STANDARD appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘McKinsey’ เปิด 3 เทรนด์ทำงานใหม่ยุค Post COVID แนะธุรกิจต้อง Reconstruction Process เพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น https://thestandard.co/the-standard-economic-forum-2022-37/ Sun, 27 Nov 2022 02:42:41 +0000 https://thestandard.co/?p=716081

McKinsey ระบุ หลังสถานการณ์โควิดเป็นปัจจัยเร่งให้เกิด 3 […]

The post ‘McKinsey’ เปิด 3 เทรนด์ทำงานใหม่ยุค Post COVID แนะธุรกิจต้อง Reconstruction Process เพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

McKinsey ระบุ หลังสถานการณ์โควิดเป็นปัจจัยเร่งให้เกิด 3 เทรนด์ทำงานใหม่ที่เร็วขึ้น แนะนำธุรกิจ Reconstruction Process เพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น อีกทั้งองค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหา Talent War ขาดแคลนบุคลากรกลุ่ม Digital กับ Technology

 

นพมาศ ศิวะกฤษณ์กุล Managing Partner บริษัท McKinsey & Company (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2022 ในหัวข้อ ‘THE FUTURE OF WORK อนาคตการทำงาน ทำอย่างไรให้เวิร์ก’ ว่า ภายหลังเกิดสถานการณ์โควิดแพร่ระบาด ส่งผลให้เกิดเทรนด์ 3 เรื่องที่เร่งขึ้นในโลกการทำงานในยุคปัจจุบัน ได้แก่

 

  1. Remote Work
  2. Online Delivery
  3. Automation ที่มาเร็วขึ้นจากปัจจัยความไม่แน่นอนที่เพิ่มมากสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นได้สร้างความท้าทายด้านการบริหารบุคลากรของในแต่ละองค์กร เพราะแต่ละองค์กรต่างมีความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้าน Digital กับ Technology มากขึ้น จากเดิมที่มีจำนวนไม่เพียงพอกับความต้องการอยู่แล้ว ส่งผลให้เกิดสถานการณ์การแย่งตัวบุคลากรที่มีความสามารถ หรือ Talent War ในกลุ่ม ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับทั่วโลก​

 

อีกทั้งหลังการแพร่ระบาดของโควิดยังพบว่าองค์กรทั่วโลกมีความต้องการบุคลากรกลุ่มที่ทักษะทางอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Skills) เพิ่มขึ้นมากที่สุดด้วย

 

ขณะที่เทรนด์การทำงานขององค์กรจากนี้ไปจะมีรูปแบบ Hybrid โดยจะมีทั้ง Remote Work หรือ Work from Home ซึ่งถือว่ามีข้อดีในการทำงานที่ค่อนข้างมาก จึงสามารถใช้ทำงานควบคู่ไปกับการทำงานที่ออฟฟิศ อย่างไรก็ตาม องค์กรควรมีการ Reconstruction Process โดยออกแบบการทำงานแบบผสมผสาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลออกมาดีกว่าเดิม โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานด้วย

 

สำหรับการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานในองค์กรให้ดีขึ้นสามารถสร้างได้ โดย CEO ขององค์กรต้องมีความเชื่อและให้ความสำคัญเช่นเดียวกับตัวเลขในงบการเงินที่มีการวัดผลได้ และต้องมีแอ็กชันหรือการลงมือทำให้เห็นจริง เพื่อให้พนักงานมีความเชื่อว่าสามารถใช้ขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรได้

 

ขณะที่ผลวิจัยจากการสำรวจทั่วโลกช่วง 2 ปีที่ผ่านมาของการทำงานทั่วโลก พบว่า มีคนเกิน 40% เกิดภาวะ Burnout ซึ่งพบในกลุ่มผู้หญิงมากที่สุด หรือมีสัดส่วนถึง 42% ส่วนผู้ชายมีสัดส่วน 35% ของผลสำรวจ ขณะเดียวกัน พบว่ามีคนที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต (Mental Health) เพิ่มขึ้น 3 เท่า และเป็นสาเหตุให้มีปัญหา Attrition ทำให้คนกลุ่มนี้ถึง 50% พร้อมจะออกจากงานแบบไม่มีงานทำ เพราะองค์กรให้สิทธิประโยชน์ที่ไม่ตรงกับความต้องการของบุคลากร เช่น เน้นการเพิ่มเงินโบนัสในขณะที่ตัวบุคลากรต้องการได้รับการที่บริษัทให้ความสำคัญใส่ใจในเรื่องอื่นๆ เช่น การฝึกอบรม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post ‘McKinsey’ เปิด 3 เทรนด์ทำงานใหม่ยุค Post COVID แนะธุรกิจต้อง Reconstruction Process เพื่อให้มีประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
McKinsey ชี้แบงก์ไทยกำลังถูกคู่แข่งจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์แซงหน้า แนะ 10 แนวทางทวงคืนแชมป์ผู้นำภูมิภาค https://thestandard.co/mckinsey-thai-bank/ Wed, 23 Nov 2022 06:33:57 +0000 https://thestandard.co/?p=714169 ธนาคารไทย

McKinsey บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชื่อดัง ออกรายงานในหัว […]

The post McKinsey ชี้แบงก์ไทยกำลังถูกคู่แข่งจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์แซงหน้า แนะ 10 แนวทางทวงคืนแชมป์ผู้นำภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนาคารไทย

McKinsey บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชื่อดัง ออกรายงานในหัวข้อ ‘กำหนดอนาคตอุตสาหกรรมธนาคารไทย: สร้างเป้าหมายใหม่เพื่อจุดประกายการเติบโต’ (Shaping the future of Thai banking: Reinventing purpose to ignite growth) ซึ่งมีเนื้อหาเน้นย้ำถึงความเร่งด่วนของภาคธนาคารไทยที่จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป และการเตรียมความพร้อม รวมถึงเตรียมศักยภาพขององค์กรต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อกระตุ้นการเติบโตและสร้างผลกำไรที่ดีขึ้น 

 

รายงานดังกล่าวได้เขียนขึ้นในช่วงที่ภาคธนาคารของไทยเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยราคาหุ้นของธนาคารไทยมีการซื้อขายต่ำกว่าหุ้นอื่นๆ ในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยธนาคาร 5 อันดับแรกมีอัตราส่วน Price to Book (P/B) อยู่ที่ 0.7 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยหุ้นทั้งหมดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่อยู่ที่ 1.8 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ในส่วนของระดับภูมิภาค สัดส่วนมูลค่าตลาดของธนาคารในประเทศไทยจากมูลค่าตลาดรวมของธนาคารในอาเซียนลดลงจาก 16% ในปี 2552 เหลือเพียง 9% ในปี 2564 ซึ่งทำให้ธนาคารจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ขึ้นมาอยู่ในรายชื่อธนาคารที่มีมูลค่าสูงสุด 15 อันดับแรกในภูมิภาค แทนที่ธนาคารไทยหลายแห่ง 

 

รายงานดังกล่าวระบุว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับธนาคารไทยในปรับเปลี่ยนองค์กร ซึ่งสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทย กอปรกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและวาระแห่งชาติที่มีการปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญ การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากรของประเทศ รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภค ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว และการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้

 

“ธนาคารไทยมีโอกาสที่จะสนับสนุนการเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายนี้อย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น ธนาคารไทยอาจพิจารณาที่จะมุ่งเน้นไปที่ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การทบทวนเป้าหมายของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคาร เพื่อให้การสนับสนุนธุรกิจในเศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economy) การส่งเสริมการเงินเพื่อความยั่งยืน เพื่อช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนของ SMEs โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล” Wajid Ahmed, Partner ของ McKinsey ประเทศไทยกล่าว 

 

Ahmed กล่าวอีกว่า การไม่เริ่มเปลี่ยนแปลงจะทำให้ธนาคารไทยเผชิญความเสี่ยงสูงในอนาคต ในขณะเดียวกันหากธนาคารไทยสามารถเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ ก็มีแนวโน้มที่ผลตอบแทนที่ได้กลับมาจะเป็นไปในเชิงบวกเช่นเดียวกัน เพื่อให้อุตสาหกรรมธนาคารไทยยังคงความสำคัญต่อไปในทศวรรษข้างหน้า 

 

โดย McKinsey ได้เผย 10 แนวทางสำคัญ ภายใต้วาระการเปลี่ยนแปลง 4 ส่วน เพื่อช่วยให้ธนาคารไทยสามารถกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ใหม่ได้อย่างตรงจุด: 

 

ส่วนที่ 1: สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

  • ทบทวนเป้าหมายของกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ของธนาคาร เพื่อส่งเสริมธุรกิจในเศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economy) 
  • ส่งเสริมการเงินเพื่อความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) 
  • เพิ่มการเข้าถึงเงินทุนของ SMEs โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล

 

ส่วนที่ 2: สร้างโมเดลธุรกิจที่มีความคล่องตัวและเฉพาะทาง

  • สร้างโมเดลธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งเฉพาะทางสำหรับกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกัน
  • เชี่ยวชาญด้านบริการสินเชื่อเพื่อลูกค้ารายย่อยในยุคดิจิทัล
  • แสวงหาพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อสร้างธนาคารยุคใหม่ ที่เน้นการสร้างระบบนิเวศและแพลตฟอร์ม โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง 

 

ส่วนที่ 3: พัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าและพนักงานด้วยนวัตกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป

  • ให้ข้อเสนอและประสบการณ์ใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้า ในรูปแบบที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการของแต่ละบุคคล (Personalization at Scale)
  • ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน และสร้าง Value Proposition สําหรับพนักงานอย่างเหมาะสม

 

ส่วนที่ 4: สร้างความพร้อมและศักยภาพขององค์กรสำหรับอนาคต

  • เร่งนำเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้
  • เสริมความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ เพื่อต่อสู้กับ ‘ด้านมืด’ ของโลกดิจิทัล

 

Renny Thomas, Senior Partner และ Asia Banking Practice Leader ของ McKinsey ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารไทยถือว่ากำลังอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจ หากภาคธนาคารไทยสามารถเริ่มลงมือเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ธนาคารไทยสามารถกลับขึ้นมาเป็นผู้นำระดับภูมิภาคได้อีกครั้ง 

 

โดยมองว่าการรับแนวทางใหม่มาปรับใช้ นำเสนอบริการที่เป็นนวัตกรรมใหม่ รวมถึงสร้างความสามารถและศักยภาพในการปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัล จะทำให้ธนาคารไทยมีความพร้อมมากขึ้นในการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ด้านโครงสร้างประชากร ความต้องการของผู้บริโภค และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว การไม่ลงมือทำอาจมีความเสี่ยง แต่ผลตอบแทนที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จนั้นก็มีโอกาสที่จะเป็นผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจเช่นกัน

The post McKinsey ชี้แบงก์ไทยกำลังถูกคู่แข่งจากอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์แซงหน้า แนะ 10 แนวทางทวงคืนแชมป์ผู้นำภูมิภาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดขายลิปสติกในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 80% หลังการมาถึงของวัคซีน ทำให้หน้ากากอนามัยไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป https://thestandard.co/us-lipstick-sales-soar-after-vaccine-arrival/ Wed, 16 Jun 2021 05:07:44 +0000 https://thestandard.co/?p=500802 ยอดขาย ลิปสติก

หน้ากากอนามัยและคำสั่งล็อกดาวน์ได้กีดกันไม่ให้คนเราอวดโ […]

The post ยอดขายลิปสติกในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 80% หลังการมาถึงของวัคซีน ทำให้หน้ากากอนามัยไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยอดขาย ลิปสติก

หน้ากากอนามัยและคำสั่งล็อกดาวน์ได้กีดกันไม่ให้คนเราอวดโฉมริมฝีปากที่ถูกทาด้วยลิปสติกอันเป็นเอกลักษณ์ นั่นเองทำให้ยอดขายลิปสติกลดลงในปีที่แล้ว ข้อมูลจาก McKinsey รายงานว่า ยอดขายลิปเมกอัพในสหรัฐอเมริกาลดลง 15% ในฤดูใบไม้ผลิปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 

 

ทว่าเมื่อผู้คนได้รับการฉีดวัคซีนมากขึ้น รวมถึงศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ได้ยกเลิกข้อจำกัดสวมหน้ากากอนามัยหรือเว้นระยะห่างทางสังคมในร่มหรือกลางแจ้ง ยกเว้นในสถานพยาบาล การขนส่งสาธารณะ ในโรงเรียน หรือในพื้นที่อื่นๆ ให้กับผู้ที่ได้รับวัคซีนครบสมบูรณ์ ทำให้ยอดขายของลิปสติกกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

 

ตัวเลขล่าสุดจากบริษัทวิจัยตลาด IRI ซึ่งติดตามข้อมูลจากร้านค้าปลีกพบว่า ยอดขายลิปสติกแตะระดับ 34.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1 พันล้านบาท ในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดในเดือนเมษายน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากกว่า 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

 

Walmart ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของอเมริกา บอกกับ CNN Business ว่า ลิปสติกเป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงสุดในทุกกลุ่มเครื่องสำอาง โดยเฉพาะในไตรมาสล่าสุดที่สิ้นสุดในวันที่ 30 เมษายน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผู้คนมักชอบลิปสติกที่ติดทนนาน โดย Walmart พบว่าลูกค้าต่างเลือกซื้อสีสดใส เช่น ม่วงหรือน้ำเงิน

 

ขณะที่ Estée Lauder กล่าวว่า ได้เตรียมตัวสำหรับรองรับการแต่งหน้าที่คาดว่าจะฟื้นกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยเฉดสีที่ปกปิดสูง มีความหนาแน่น พร้อมความเงาเล็กน้อย คือสิ่งที่ผู้หญิงให้ความสนใจมากที่สุดในยุคนี้ ซึ่ง Estée Lauder คาดว่าจะได้เห็นเฉดสีที่สดใส เช่น สีส้ม สีชมพู และสีม่วงบนริมฝีปากของผู้คนในช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง

 

Forbes ระบุว่า ที่ผ่านมา ‘ลิปสติกสีแดง’ เป็นสัญลักษณ์ของการท้าทายมานานหลายศตวรรษ แม้ว่าผลกระทบของการทาลิปสติกเองก็ค่อนข้างเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่อุตสาหกรรมความงามทั่วโลกได้สร้างยอดขาย 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 15.6 ล้านล้านบาทในปี 2019 ก่อนที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโรคโควิด-19 

 

Forbes ยังระบุอีกว่า ไม่ใช่แค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้นยอดขายลิปสติกในญี่ปุ่นลดลงเกือบ 70% ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2020 เมื่อเทียบกับปีที่แล้วตามข้อมูลจาก INTAGE Holdings

 

ขณะที่ข้อมูลจาก McKinsey ประมาณการว่า 30% ของผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมความงามปิดตัวลงจากผลกระทบของโรคโควิด-19 และหากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กลับมาปะทุอีกครั้งในช่วงปลายปี อาจทำให้ยอดขายผลิตภัณฑ์ความงามทั่วโลกลดลง 20-30% 

 

อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน ของฟุ่มเฟือยที่มีราคาจับต้องได้ เช่น ลิปสติกที่มีเฉดสีสะดุดตาอาจสามารถช่วยสนับสนุนผู้ค้าปลีกบางรายและเศรษฐกิจได้ แม้จะอยู่ในช่วงขาลงก็ตาม ทว่านี่ยังดูเหมือนเป็นทฤษฎีที่ยากจะพิสูจน์ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทำไมต้องทาลิปสติกในเมื่อไม่มีใครมองเห็นรอยยิ้มของคุณอยู่แล้ว?

 

พิสูจน์อักษร: ชนเนตร ลอยครุฑ

อ้างอิง:

The post ยอดขายลิปสติกในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 80% หลังการมาถึงของวัคซีน ทำให้หน้ากากอนามัยไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
McKinsey เตือนชาวยุโรปเกือบ 60 ล้านคนเสี่ยงถูกพักงาน ลดค่าจ้าง หรือเลย์ออฟ จากผลกระทบโควิด-19 https://thestandard.co/mckinsey-warn-60-million-europeans-could-suffer-furloughs/ Mon, 20 Apr 2020 02:51:51 +0000 https://thestandard.co/?p=355676 McKinsey

McKinsey บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการระดับโลกคาดว […]

The post McKinsey เตือนชาวยุโรปเกือบ 60 ล้านคนเสี่ยงถูกพักงาน ลดค่าจ้าง หรือเลย์ออฟ จากผลกระทบโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
McKinsey

McKinsey บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการระดับโลกคาดว่า วิกฤตโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งงานเกือบ 60 ล้านอัตราในสหภาพยุโรป (EU) และสหราชอาณาจักร

 

รายงานเตือนว่า อัตราการว่างงานใน EU อาจพุ่งทะลุ 11% จากระดับ 6% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี หากยังไม่สามารถควบคุมการระบาดของไวรัสได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว

 

McKinsey ประเมินว่า 1 ใน 4 ของแรงงานทั่ว EU และสหราชอาณาจักรเสี่ยงถูกลดชั่วโมงการทำงานหรือค่าจ้าง พักงานชั่วคราว หรือเลย์ออฟ โดยอาชีพที่ไม่จำเป็นต้องติดต่อผู้อื่นอย่างใกล้ชิด เช่น นักบัญชีและสถาปนิก จะมีความเสี่ยงต่ำ เช่นเดียวกับอาชีพบริการสังคมที่จำเป็นอย่างตำรวจ

 

แต่ผู้ประกอบอาชีพราว 55 ล้านคนกำลังมีความเสี่ยงสูง เช่น พนักงานแคชเชียร์, แรงงานก่อสร้าง, พนักงานโรงแรม และนักแสดง โดย 80% ของตำแหน่งงานที่ตกอยู่ในความเสี่ยงเวลานี้เป็นของกลุ่มคนที่ไม่มีใบปริญญา โดยเฉพาะพนักงานในบริษัทขนาดเล็ก

 

หากยุโรปไม่สามารถควบคุมไวรัสได้ภายในเวลา 3 เดือน และต้องบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมต่อเนื่องไปจนถึงฤดูร้อน อัตราการว่างงานใน EU อาจพุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 11.2% ในปี 2021 และคาดว่ากว่าจะฟื้นตัวได้เต็มที่ก็ต้องรอไปจนถึงปี 2024

 

McKinsey เตือนว่า ภาคธุรกิจและรัฐบาลจำเป็นต้องปกป้องตำแหน่งงาน โดยบริษัทต่างๆ ควรลดต้นทุนอื่นๆ รวมถึงแบ่งช่วงเวลาการทำงาน และให้พนักงานทำงานจากบ้านหรือสถานที่ที่สะดวก ส่วนรัฐบาลควรจัดสรรเงินกู้ฉุกเฉิน ลดภาษี และช่วยจ่ายค่าแรงให้พนักงานบริษัทที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีหลายประเทศในยุโรปดำเนินการไปแล้ว เช่น สหราชอาณาจักรได้ออกโครงการจ่ายค่าแรงให้พนักงานบริษัทจำนวน 80% ของเงินเดือน เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน สูงสุดไม่เกิน 2,500 ปอนด์ต่อเดือน        

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post McKinsey เตือนชาวยุโรปเกือบ 60 ล้านคนเสี่ยงถูกพักงาน ลดค่าจ้าง หรือเลย์ออฟ จากผลกระทบโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>