Manchester City Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/manchester-city/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 13 Oct 2026 11:36:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 ทำไมนอร์เวย์ไม่เร่งให้เด็กๆ ยึดติดกับการเอาชนะ? ถอดรหัสประเทศที่เชื่อว่า ความสนุกสำคัญกว่าชัยชนะ https://thestandard.co/norway-youth-sport-fun-winning/ Tue, 13 Oct 2026 11:36:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1268001 ภาพเด็กๆ กำลังปั่นจักรยาน

ลองจินตนาการถึงการแข่งขันฟุตบอลของเด็กอายุ 8 ขวบ ที่ไม่ […]

The post ทำไมนอร์เวย์ไม่เร่งให้เด็กๆ ยึดติดกับการเอาชนะ? ถอดรหัสประเทศที่เชื่อว่า ความสนุกสำคัญกว่าชัยชนะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเด็กๆ กำลังปั่นจักรยาน

ลองจินตนาการถึงการแข่งขันฟุตบอลของเด็กอายุ 8 ขวบ ที่ไม่มีตารางคะแนน ไม่มีการจัดอันดับ และไม่มีถ้วยรางวัลสำหรับทีมชนะเลิศ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

สำหรับหลายประเทศ ภาพดังกล่าวอาจดูเหมือนการแข่งขันที่ขาดแรงจูงใจ เพราะเราคุ้นเคยกับแนวคิดที่ว่า กีฬาเป็นเรื่องของการเอาชนะ และเด็กที่เก่งที่สุดควรได้รับการผลักดันให้ประสบความสำเร็จโดยเร็วที่สุด

 

แต่สำหรับนอร์เวย์ ประเทศที่มีประชากรเพียงประมาณ 5.5 ล้านคน นี่คือส่วนหนึ่งของแนวคิดการพัฒนากีฬาที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

 

ที่น่าสนใจว่า คือประเทศที่พยายามลดความสำคัญของชัยชนะในวัยเด็ก กลับกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านกีฬามากที่สุดเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร

 

ในโอลิมปิกเกมส์ฤดูหนาว 2026 ที่มิลาน-คอร์ตินา นอร์เวย์ครองอันดับหนึ่งตารางเหรียญรางวัลด้วย 18 เหรียญทอง รวมทั้งหมด 41 เหรียญ ขณะที่ทีมฟุตบอลชายสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 หลังเอาชนะบราซิล

 

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ทำไมประเทศที่ไม่ได้เร่งให้เด็กๆ เป็นผู้ชนะ กลับสามารถสร้างนักกีฬาที่เอาชนะคู่แข่งระดับโลกได้?

 

นอร์เวย์ไม่ได้ห้ามเด็กแข่งขัน แต่ไม่ต้องการให้ชัยชนะเป็นทุกอย่าง

 

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ นอร์เวย์ไม่ได้ห้ามเด็กเล่นกีฬาเพื่อเอาชนะ หรือสอนให้เด็กยอมรับความพ่ายแพ้โดยไม่พยายาม แต่พวกเขาพยายามแยกการแข่งขันออกจากแรงกดดันเรื่องผลลัพธ์

 

เด็กๆ ยังคงลงสนาม แข่งขัน และพัฒนาทักษะตามปกติ เพียงแต่ระบบไม่รีบตัดสินว่าใครเก่งหรือไม่เก่งจากอันดับในวัยที่ร่างกายและความสามารถยังเปลี่ยนแปลงได้อีกมาก

 

แนวคิดสำคัญคือ เด็กควรมีโอกาสเรียนรู้กีฬาก่อนถูกตัดสินด้วยผลการแข่งขัน เพราะสำหรับนอร์เวย์ ความสำเร็จในวัย 8 ขวบ ไม่ได้รับประกันความสำเร็จในวัย 28 ปี

 

รากฐานของแนวคิดนี้มาจาก คณะกรรมการโอลิมปิกและพาราลิมปิกแห่งนอร์เวย์ และสมาพันธ์กีฬาแห่งชาติ หรือ NIF ซึ่งวางหลักสิทธิของเด็กในการเล่นกีฬาตั้งแต่ปี 1987 และปรับปรุงครั้งสำคัญอีกครั้งในปี 2007

 

หลักการดังกล่าวให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การมีส่วนร่วม ความสนุก และสิทธิในการเลือกของเด็ก

 

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี การแข่งขันถูกจำกัดอยู่ในระดับท้องถิ่น โดยไม่เน้นตารางอันดับหรือถ้วยรางวัลสำหรับผู้ชนะ

 

เมื่ออายุ 11 ปี จึงเริ่มเปิดโอกาสให้แข่งขันในระดับภูมิภาคมากขึ้น และเมื่ออายุ 13 ปี จึงสามารถเข้าสู่การแข่งขันระดับประเทศได้ ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้แนวคิด ‘Idrettsglede for alle’ หรือความสุขจากการเล่นกีฬาสำหรับทุกคน

 

ทำไมการรีบสร้างแชมป์ อาจทำให้เด็กเลิกเล่นกีฬา?

 

หนึ่งในปัญหาของระบบพัฒนากีฬาเยาวชน คือการพยายามค้นหานักกีฬาที่มีพรสวรรค์ตั้งแต่อายุน้อยที่สุด เด็กที่วิ่งเร็วกว่า ยิงประตูได้มากกว่า ขับโกคาร์ตได้เร็วกว่า หรือมีร่างกายแข็งแรงกว่าเพื่อน มักได้รับโอกาสมากกว่า

 

แต่ความสามารถในวัยเด็กไม่ได้สะท้อนศักยภาพระยะยาวเสมอไป เพราะเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจไม่เท่ากัน

 

การคัดเลือกเร็วเกินไปจึงเสี่ยงทำให้เด็กที่พัฒนาช้ากว่าถูกมองข้าม ขณะเดียวกัน เด็กที่ได้รับแรงกดดันให้ชนะตลอดเวลาอาจเริ่มรู้สึกว่ากีฬาไม่ใช่ความสนุก แต่เป็นภาระที่ต้องทำให้สำเร็จ สุดท้ายบางคนอาจเลิกเล่นไปก่อนที่ศักยภาพแท้จริงจะปรากฏ

 

สิ่งที่นอร์เวย์ให้ความสำคัญอย่างมาก คือการรักษาเด็กให้อยู่ในระบบกีฬาให้นานที่สุด เพราะต่อให้เด็กคนหนึ่งมีพรสวรรค์มากเพียงใด หากเขาหมดความสนุกและเลิกเล่นกีฬาตั้งแต่อายุ 13 ปี ความสามารถนั้นก็ไม่มีโอกาสพัฒนาต่อ

 

นอร์เวย์จึงให้ความสำคัญกับสโมสรท้องถิ่น มิตรภาพ และโอกาสในการมีส่วนร่วม มากกว่าการเดินทางไกลเพื่อแข่งขันกับทีมระดับประเทศตั้งแต่เด็ก

 

แนวคิดนี้ทำให้การพัฒนานักกีฬาไม่ใช่การแข่งขันเพื่อคัดคนออกให้เร็วที่สุด แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กอยากกลับมาฝึกซ้อมอีกครั้งในสัปดาห์หน้า

 

ทำไมเด็กนอร์เวย์ถึงไม่จำเป็นต้องเลือกกีฬาเพียงชนิดเดียว?

 

อีกหนึ่งหลักการสำคัญของนอร์เวย์ คือการเปิดโอกาสให้เด็กทดลองเล่นกีฬาหลายประเภท ก่อนตัดสินใจว่าจะจริงจังกับกีฬาใด

 

ในหลายประเทศ เด็กที่มีแววด้านฟุตบอลอาจถูกผลักดันเข้าสู่ระบบอะคาเดมีอย่างรวดเร็ว และต้องลดเวลาสำหรับกีฬาอื่น

 

แต่นอร์เวย์มองว่าการเล่นกีฬาหลากหลายชนิดช่วยพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน ทั้งการทรงตัว การประสานงานของร่างกาย ความคล่องตัว และความเข้าใจการเคลื่อนที่

 

การไม่รีบเลือกกีฬาเดียวจึงไม่ได้หมายถึงการเสียเวลา ตรงกันข้าม มันอาจเป็นการสร้างพื้นฐานที่กว้างกว่า ก่อนจะเข้าสู่การฝึกเฉพาะทางในอนาคต

 

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ เออร์ลิง ฮาลันด์ กองหน้าทีมชาตินอร์เวย์และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้วันนี้เขาจะเป็นหนึ่งในกองหน้าที่อันตรายที่สุดของโลก แต่ในวัยเด็ก ฮาลันด์ไม่ได้เล่นเพียงฟุตบอล

 

เขาเติบโตมากับกีฬาแฮนด์บอล กรีฑา และสกีครอสคันทรี ก่อนเลือกมุ่งหน้าสู่ฟุตบอลอย่างจริงจังในช่วงวัยรุ่น ประสบการณ์จากกีฬาเหล่านั้นอาจมีส่วนช่วยพัฒนาการเคลื่อนไหว การกระโดด ความแข็งแกร่ง และการใช้ร่างกายของเขา

 

แน่นอนว่าไม่สามารถยืนยันได้ว่ากีฬาอื่นเป็นสาเหตุโดยตรงของความสำเร็จในฟุตบอล แต่เส้นทางของฮาลันด์สะท้อนว่า การไม่รีบจำกัดทางเลือกไม่ได้ขัดขวางการเติบโตเป็นนักกีฬาระดับโลก

 

จากฮาลันด์ถึงเซอร์ลอธ นักฟุตบอลที่ไม่ได้เติบโตมากับฟุตบอลอย่างเดียว

 

ฮาลันด์ไม่ใช่ตัวอย่างเดียวในทีมชาตินอร์เวย์ เพราะมองไปที่อเล็กซานเดอร์ เซอร์ลอธ กองหน้าร่างใหญ่ที่เล่นร่วมกับเขา ก็เติบโตมากับฟุตบอล แฮนด์บอล และสปีดสเกต

 

ขณะที่ผู้รักษาประตูอย่าง เออร์ยาน นีลันด์ เคยเล่นทั้งแฮนด์บอลและสกีอัลไพน์ควบคู่กับฟุตบอล สิ่งที่น่าสนใจคือ นักเตะเหล่านี้มีลักษณะการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน แต่ล้วนผ่านประสบการณ์กีฬาหลากหลายประเภท

 

มันไม่ได้หมายความว่าการเล่นหลายกีฬาจะสร้างนักฟุตบอลระดับโลกได้ทุกคนแต่แสดงให้เห็นว่า เส้นทางสู่อาชีพนักกีฬาไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเส้นตรง และความเชี่ยวชาญสามารถเกิดขึ้นภายหลังจากการสำรวจความสามารถของตัวเองได้

 

ความสำเร็จของนอร์เวย์ไม่ได้จำกัดอยู่ในสนามฟุตบอล โอลิมปิกเกมส์ฤดูหนาว 2026 พวกเขาคว้า 18 เหรียญทอง รวม 41 เหรียญ และครองอันดับหนึ่งตารางเหรียญรางวัลเป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน

 

หนึ่งในนักกีฬาที่โดดเด่นคือ โยฮันเนส เฮิสฟล็อต เคลโบ นักสกีครอสคันทรีที่คว้า 6 เหรียญทองในการแข่งขันครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม การอธิบายความสำเร็จทั้งหมดด้วยนโยบายกีฬาเด็กเพียงอย่างเดียวคงไม่ถูกต้อง เพราะนอร์เวย์ยังมีวัฒนธรรมกีฬาฤดูหนาว สิ่งอำนวยความสะดวก และระบบสนับสนุนนักกีฬาระดับสูง

 

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเทศนี้สามารถสร้างความสำเร็จระดับโลก โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการกดดันเด็กให้เป็นผู้ชนะตั้งแต่วันแรก

 

นอร์เวย์เลือกสร้างแรงจูงใจจากภายใน มากกว่ารางวัลภายนอก

 

ในทางจิตวิทยาการกีฬา มีแนวคิดเรื่อง ‘Intrinsic Motivation’ หรือแรงจูงใจจากภายใน หมายถึงความต้องการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพราะรู้สึกสนุก สนใจ หรืออยากพัฒนาตัวเอง ไม่ใช่เพียงเพื่อรางวัลหรือคำชม

 

เมื่อเด็กเล่นกีฬาเพราะชอบ พวกเขามีแนวโน้มอยากฝึกฝนและเผชิญความท้าทายด้วยตัวเอง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ารางวัลเป็นสิ่งไม่ดี แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเด็กเริ่มรู้สึกว่าคุณค่าของตัวเองขึ้นอยู่กับการชนะเท่านั้น

 

นอร์เวย์จึงพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กภูมิใจกับความก้าวหน้า ความพยายาม และการเรียนรู้ มากกว่าการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นตลอดเวลา

 

งานวิเคราะห์นักกีฬากว่า 6,000 คน ที่ถูกอ้างถึงในข้อมูลประกอบ ชี้ให้เห็นรูปแบบที่น่าสนใจ นักกีฬาที่ก้าวไปถึงระดับโลกมักมีประสบการณ์เล่นกีฬาหลากหลายในวัยเด็ก เริ่มฝึกเฉพาะทางช้ากว่า และไม่ได้จำเป็นต้องโดดเด่นที่สุดตั้งแต่ช่วงแรก

 

ในทางกลับกัน นักกีฬาที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในระดับเยาวชนจำนวนหนึ่งกลับไม่สามารถรักษาความได้เปรียบนั้นเมื่อเติบโตขึ้น

 

เหตุผลสำคัญคือพัฒนาการของมนุษย์ไม่ได้เป็นเส้นตรง การเร่งให้เด็กเก่งเร็วที่สุดจึงอาจไม่ใช่วิธีเดียวกับการทำให้เขาเก่งที่สุดเมื่อเป็นผู้ใหญ่ และนั่นคือสิ่งที่ระบบกีฬานอร์เวย์พยายามให้ความสำคัญ

 

ชัยชนะไม่ได้เริ่มต้นจากการบังคับให้ชนะ

 

ชัยชนะของนอร์เวย์เหนือบราซิลในฟุตบอลโลก 2026 จนผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่น่าจดจำของวงการฟุตบอล ประเทศที่มีประชากรเพียง 5.5 ล้านคน สามารถเอาชนะชาติที่เคยเป็นแชมป์โลก 5 สมัยได้

 

แน่นอนว่าเกมฟุตบอลหนึ่งนัดไม่สามารถพิสูจน์ว่าระบบพัฒนาเยาวชนแบบใดดีกว่าอีกระบบหนึ่ง บราซิลเองก็ผลิตนักฟุตบอลระดับโลกมาอย่างต่อเนื่องผ่านแนวทางที่แตกต่างกัน

 

แต่ความสำเร็จของนอร์เวย์ทำให้เห็นว่า การเปิดโอกาสให้เด็กเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันระดับสูงสุด บางครั้ง การสร้างผู้ชนะอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการบังคับให้เด็กชนะ

 

สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญอาจไม่ใช่การยกเลิกการแข่งขันกีฬาเยาวชนทั้งหมด แต่เป็นการกลับมาตั้งคำถามว่า เรากำลังจัดการแข่งขันเพื่อพัฒนาเด็ก หรือเพื่อสร้างผลงานให้โรงเรียน สโมสร และผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้อง

 

เด็กที่ไม่ติดทีมโรงเรียนยังมีพื้นที่ให้เล่นกีฬาหรือไม่? เด็กที่แพ้การแข่งขันยังได้รับโอกาสพัฒนาต่อหรือเปล่า? และเมื่อเด็กอายุ 10 ขวบเล่นกีฬา เราให้ความสำคัญกับความสุขของเขามากแค่ไหน เมื่อเทียบกับถ้วยรางวัลที่เขาอาจนำกลับบ้าน?

 

คำถามเหล่านี้อาจสำคัญกว่าการค้นหานักกีฬาที่เก่งที่สุดในแต่ละรุ่นเสียอีก

 

เพราะชัยชนะที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่การชนะในวัยเด็ก

 

ท้ายที่สุด สิ่งที่นอร์เวย์พยายามทำไม่ได้เป็นการปฏิเสธความสำคัญของชัยชนะ แต่เป็นการเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการแข่งขันอย่างจริงจัง

 

พวกเขาเชื่อว่า ก่อนเด็กคนหนึ่งจะเรียนรู้วิธีเอาชนะคู่แข่ง เขาควรได้เรียนรู้วิธีสนุกกับกีฬา รู้จักความสามารถของตัวเอง และค้นพบสิ่งที่อยากทำด้วยความสมัครใจ

 

เพราะเด็กที่แพ้ฟุตบอลตอนอายุ 8 ขวบ อาจกลายเป็นนักกีฬาระดับโลกในอีก 15 ปีข้างหน้า แต่หากเขาเลิกเล่นกีฬาไปตั้งแต่วันนั้น โอกาสดังกล่าวก็อาจไม่มีวันเกิดขึ้น

 

นอร์เวย์จึงไม่ได้สอนให้เด็กไม่อยากชนะ พวกเขาเพียงไม่ต้องการให้ความพ่ายแพ้ในวัยเด็ก กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เด็กหมดรักในกีฬา

 

และบางที ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของระบบนี้ อาจไม่ใช่เหรียญทองโอลิมปิก หรือชัยชนะเหนือบราซิล แต่คือการทำให้เด็กคนหนึ่งกลับบ้านหลังการแข่งขัน พร้อมกับความรู้สึกว่า

 

แม้วันนี้จะไม่ได้เป็นผู้ชนะ แต่พรุ่งนี้ก็ยังอยากกลับมาเล่นกีฬาอีกครั้ง

 

ภาพ: NurPhoto / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทำไมนอร์เวย์ไม่เร่งให้เด็กๆ ยึดติดกับการเอาชนะ? ถอดรหัสประเทศที่เชื่อว่า ความสนุกสำคัญกว่าชัยชนะ appeared first on THE STANDARD.

]]>
UAE ขู่ถอนเงินลงทุนในอังกฤษ ปมแมนฯ ซิตี้ ทำผิดกฎการเงิน ชี้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ https://thestandard.co/uae-uk-investment-man-city-rules/ Sat, 03 Oct 2026 05:24:41 +0000 https://thestandard.co/uae-uk-investment-man-city-rules/ ภาพนักฟุตบอลสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้กำลังแข่งขันในสนาม

ความขัดแย้งจากคดีละเมิดกฎการเงินของสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี […]

The post UAE ขู่ถอนเงินลงทุนในอังกฤษ ปมแมนฯ ซิตี้ ทำผิดกฎการเงิน ชี้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักฟุตบอลสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้กำลังแข่งขันในสนาม

ความขัดแย้งจากคดีละเมิดกฎการเงินของสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ กำลังลุกลามจากวงการฟุตบอลไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) หลังมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ UAE เตือนรัฐบาลอังกฤษว่า อาจยกเลิกการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านปอนด์ หากผลจากคดีแมนเชสเตอร์ซิตี้กระทบต่อผลประโยชน์และความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

 

 

UAE เตือนอังกฤษ ปมคดีแมนเชสเตอร์ซิตี้ ขู่ทบทวนการลงทุน

 

วันนี้ (3 ตุลาคม) Bloomberg รายงานจากแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า เจ้าหน้าที่ UAE ได้แจ้งกับรัฐบาลอังกฤษว่า คำตัดสินและบทลงโทษในคดีละเมิดกฎทางการเงินของแมนเชสเตอร์ซิตี้ อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของ UAE ว่า จะเดินหน้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในสหราชอาณาจักรต่อไปหรือไม่ โดยทางการอาบูดาบีมองว่า การดำเนินการของพรีเมียร์ลีก อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศ

 

ขณะที่ The Telegraph รายงานเพิ่มเติมว่า UAE ขู่ยกเลิกการลงทุนภาคเอกชนมูลค่าหลายพันล้านปอนด์ในโครงการพัฒนาศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่บริเวณระหว่างอ็อกฟอร์ดกับเคมบริดจ์ ซึ่งถูกวางแผนให้เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีในลักษณะเดียวกับ Silicon Valley ของสหรัฐฯ

 

Bloomberg ระบุว่า เจ้าหน้าที่ UAE ยังเตือนรัฐบาลอังกฤษว่า ความรุนแรงของคำตัดสินอาจลดความต้องการลงทุนครั้งใหญ่ในสหราชอาณาจักรในอนาคต ขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังเตรียมหารือเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการลงทุนอีกครั้งในเดือนนี้ โดยฝ่ายอังกฤษต้องการให้ UAE เพิ่มการลงทุนในประเทศ

 

ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา UAE ลงทุนในสหราชอาณาจักรราว 30,000 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท) โดยครอบคลุมอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น กลาโหม วิทยาศาสตร์ชีวภาพ และเทคโนโลยี ซึ่งมากกว่าวงเงินที่ตั้งไว้ราว 10,000 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4.4 แสนล้านบาท) โดยที่ มูบาดาลา (Mubadala) กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัฐบาลอาบูดาบี เคยให้คำมั่นว่า จะลงทุนภายใต้ข้อตกลงของทั้งสองประเทศเป็นระยะเวลา 5 ปี

 

อย่างไรก็ตาม UAE ยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะยกเลิกการลงทุนในสหราชอาณาจักร ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศ UAE ไม่ได้ตอบคำขอแสดงความคิดเห็นของ Bloomberg ส่วนรัฐบาลอังกฤษปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานดังกล่าว

 

ประธานแมนเชสเตอร์ซิตี้เข้าพบรัฐมนตรีอังกฤษก่อนคำตัดสิน

 

อีกประเด็นที่ถูกจับตามอง คือ การพบกันระหว่าง คัลดูน อัล มูบารัก ประธานแมนเชสเตอร์ซิตี้ กับ โจนาธาน เรย์โนลด์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจของอังกฤษ ก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะมีคำวินิจฉัยคดีละเมิดกฎทางการเงินของสโมสร

 

ทั้งนี้ The Times รายงานว่า เรย์โนลด์สให้การต้อนรับคัลดูนที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษในเดือนกันยายน ก่อนที่แมนเชสเตอร์ซิตี้จะถูกวินิจฉัยว่า มีความผิดในข้อหาส่วนใหญ่

 

ขณะที่ Bloomberg ระบุเพิ่มเติมว่า ทั้งสองพบกันเป็นการส่วนตัวเมื่อวันที่ 14 กันยายน หรือราว 2 สัปดาห์ก่อนมีคำวินิจฉัย โดยคัลดูนเข้าพบเรย์โนลด์สในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของมูบาดาลา ไม่ใช่ในฐานะประธานแมนเชสเตอร์ซิตี้

 

อนึ่ง แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่อังกฤษณะบุว่า การหารือในวันดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการลงทุนของ UAE ที่มีอยู่แล้ว และโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมในสหราชอาณาจักร ไปจนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยที่คัลดูนไม่ได้หยิบคดีของแมนเชสเตอร์ซิตี้ขึ้นมาหารือกับเรย์โนลด์ส

 

อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยเรื่องการพบกันดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ แอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กำลังถูกตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์กับแมนเชสเตอร์ซิตี้และกลุ่มเจ้าของจากอาบูดาบี หลังเขาให้สัมภาษณ์ว่า จะรู้สึก ‘กังวลอย่างมาก’ หากกลุ่มทุนอาบูดาบีขายแมนเชสเตอร์ซิตี้ พร้อมกล่าวถึงบทบาทในฐานะเจ้าของสโมสรที่ลงทุนและพัฒนาเมืองแมนเชสเตอร์ ซึ่งเขาเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีมาก่อน

 

คำพูดของเบอร์แนมทำให้ฝ่ายค้านออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาระยะห่างจากกระบวนการพิจารณาคดี โดยพรรคเสรีประชาธิปไตยอังกฤษ (Liberal Democrats) เรียกร้องให้เบอร์แนมเปิดเผยรายละเอียดการพบปะกับ City Football Group, Abu Dhabi United Group และตัวแทนรัฐบาล UAE รวมถึงสิทธิประโยชน์หรือการรับรองที่เคยได้รับจากสโมสร

 

ต่อมา ทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษออกมาชี้แจงถึงจุดยืนของรัฐบาลว่า คำวินิจฉัยต่อแมนเชสเตอร์ซิตี้ เป็นเรื่อง ‘ร้ายแรง’ และ ‘ไม่มีใครอยู่เหนือกฎ’ พร้อมย้ำว่า กระบวนการดังกล่าวยังดำเนินอยู่อย่างเป็นอิสระ จึงควรปล่อยให้กระบวนการพิจารณาและอุทธรณ์ดำเนินไปจนถึงที่สุด และในท้ายที่สุด หากพบว่ามีการกระทำผิด ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ควรได้รับผลตามที่เหมาะสม

 

อนึ่ง เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกเปิดเผยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอิสระ โดยพบว่า แมนเชสเตอร์ซิตี้มีความผิดในข้อกล่าวหาการละเมิดกฎทางการเงินอย่างร้ายแรงในช่วง 9 ฤดูกาล ตั้งแต่ฤดูกาล 2009/10 – 2017/18 รวมถึงมีความผิดในข้อกล่าวหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับการไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวนของพรีเมียร์ลีก

 

อย่างไรก็ตาม บทลงโทษของแมนเชสเตอร์ซิตี้ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยพรีเมียร์ลีกจะพิจารณาเรื่องบทลงโทษแยกต่างหาก ขณะที่แมนเชสเตอร์ซิตี้ยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พร้อมยืนยันว่า สโมสรเป็นผู้บริสุทธิ์ และคำวินิจฉัยมีข้อผิดพลาดสำคัญทั้งในด้านกฎหมาย หลักการ และข้อเท็จจริง โดยกระบวนการอุทธรณ์จะดำเนินการเป็นการลับจนกว่าจะสามารถเปิดเผยผลได้

 

แฟ้มภาพปี 2018: Carl Recine / Reuters

 

อ้างอิง:

ภาพ: Text สั้น

The post UAE ขู่ถอนเงินลงทุนในอังกฤษ ปมแมนฯ ซิตี้ ทำผิดกฎการเงิน ชี้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเบื้องหลังคดี แมนฯ ซิตี้ ตัวเลขกว่า 920 ล้านปอนด์ถูกตกแต่งอย่างไร? และส่อโดนโทษหนักแค่ไหน https://thestandard.co/man-city-financial-breaches/ Wed, 30 Sep 2026 05:16:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1261816 ภาพมุมสูงของสนามเอติฮัด สเตเดียม สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี

นี่คือหนึ่งในคดีการเงินที่ใหญ่ที่สุด และสร้างอิมแพ็กแรง […]

The post เปิดเบื้องหลังคดี แมนฯ ซิตี้ ตัวเลขกว่า 920 ล้านปอนด์ถูกตกแต่งอย่างไร? และส่อโดนโทษหนักแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของสนามเอติฮัด สเตเดียม สโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี

นี่คือหนึ่งในคดีการเงินที่ใหญ่ที่สุด และสร้างอิมแพ็กแรงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

 

 
 

หลังผ่านกระบวนการพิจารณาที่ยืดเยื้อมาหลายปี คณะกรรมการอิสระ (Independent Commission) มีคำตัดสินว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีความผิดในข้อกล่าวหาร้ายแรงเกี่ยวกับกฎการเงิน ครอบคลุมตั้งแต่ฤดูกาล 2009/10 ถึง 2017/18 รวมยาวนานถึง 9 ฤดูกาล รวมถึงผิดเกือบทั้งหมดในส่วนของการไม่ให้ความร่วมมือกับการสอบสวน

 

แต่หากตัดตัวเลขข้อหาอันซับซ้อนออกไป… คำถามสำคัญที่แฟนบอลอยากรู้ที่สุดคือ แมนฯ ซิตี ทำอะไร? และทำอย่างไร?

 

จุดเริ่มต้น: อยากโต แต่กำลังจะขาดทุนมหาศาล

 

หลังกลุ่มทุนอาบูดาบีเข้าซื้อสโมสรในปี 2008 แมนฯ ซิตีเริ่มลงทุนครั้งใหญ่เพื่อยกระดับทีมขึ้นมาลุ้นแชมป์

 

ปัญหาคือในฤดูกาล 2009/10 สโมสรประเมินว่า ผลขาดทุนกำลังจะสูงกว่า 140 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติขาดทุนต่อฤดูกาลสูงสุดของสโมสรพรีเมียร์ลีกในเวลานั้น และยังมีแนวโน้มขาดทุนหนักต่อไปอีกหลายปี

 

พูดง่ายๆ คือ หากคิดจะเดินหน้าใช้เงินระดับนี้ต่อ แมนฯ ซิตี จำเป็นต้องปั๊มรายได้ให้สูงขึ้นตาม และนั่นนำไปสู่สิ่งที่คณะกรรมการเรียกว่า “Disguised Funding Scheme” หรือ กระบวนการอำพรางแหล่งที่มาของเงิน

 

สปอนเซอร์ 949 ล้านปอนด์ แต่จ่ายจริง 119 ล้านปอนด์

 

นี่คือหัวใจและตัวเลขที่สำคัญที่สุดของคดี

 

ตลอด 9 ฤดูกาล แมนฯ ซิตี้ ลงบันทึกรายได้จากกลุ่มสปอนเซอร์ในอาบูดาบีรวมสูงถึง 949.94 ล้านปอนด์

 

แต่คณะกรรมการพบว่า สปอนเซอร์เหล่านั้นจ่ายเงินจริงเพียง 119.25 ล้านปอนด์ ส่วนอีก 830.69 ล้านปอนด์ เป็นเงินที่คณะกรรมการวินิจฉัยว่า มาจากกลุ่มเจ้าของสโมสร Abu Dhabi United Group (ADUG)

 

พฤติกรรมตามคำตัดสินคือ โครงสร้างการจ่ายเงินตามข้อตกลงสปอนเซอร์ถูกแบ่งเป็นสองส่วน

 

ส่วนแรกคือเงินที่สปอนเซอร์จ่ายจริง และส่วนที่สองคือเงินก้อนโตที่เจ้าของสโมสรเป็นผู้เติมเข้ามา แต่ในบัญชีกลับถูกระบุว่าทั้งหมดเป็น ‘รายได้เชิงพาณิชย์จากสปอนเซอร์’

 

คณะกรรมการถึงขั้นใช้คำว่า “Sham” (ข้อตกลงลวง) กับสัญญาบางฉบับ เพราะมองว่าไม่ได้สะท้อนเนื้อหาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง

 

ตัวอย่างเห็นได้ชัดในปี 2013 ก่อนปิดปีบัญชี 2012/13 ไม่ถึงสัปดาห์ แมนฯ ซิตี พบว่าตัวเลขยังขาดอยู่อีกราว 9.9 ล้านปอนด์ ถึงจะผ่านเกณฑ์ FFP จากนั้นมีการจัดทำข้อตกลงสปอนเซอร์ฉบับปรับแก้หลายฉบับ เพิ่มรายได้ที่บันทึกจากโบนัสสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว รวมถึงการทัวร์สหรัฐฯ ทั้งที่ตามคำตัดสิน สปอนเซอร์ยังไม่ได้ถูกติดต่อเพื่อเจรจาเรื่องดังกล่าว

 

นี่ทำให้คณะกรรมการมองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การตีมูลค่าสปอนเซอร์สูงเกินจริง แต่เป็นระบบที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้ตัวเลขทางการเงินเป็นไปตามที่สโมสรต้องการ

 

ไม่ได้มีแค่สปอนเซอร์ แต่ยังมี ‘Fordham’ และค่าตอบแทนผ่านบุคคลที่สาม

 

นอกจากสปอนเซอร์ ยังมีดีลที่เรียกว่า Fordham Arrangement ซึ่งเกี่ยวกับสิทธิในภาพลักษณ์ของนักเตะ

 

คณะกรรมการมองว่า Fordham เป็นเสมือน “ฉากหน้า” ในการถ่ายเทเงินจากเจ้าของสโมสรเข้ามาในอีกรูปแบบ ส่งผลให้เงิน 24.5 ล้านปอนด์ ถูกบันทึกเป็นรายได้จากการดำเนินงาน ขณะที่เงินอีก 49.414 ล้านปอนด์ ถูกตัดออกจากค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอย่างไม่ถูกต้อง

 

ผลลัพธ์ทางบัญชีจึงเกิดอิมแพ็กสองทางพร้อมกันคือ รายได้สูงขึ้น และค่าใช้จ่ายต่ำลง

 

นอกจากนี้ ยังพบเงินค่าตอบแทนอีก 3 รายการ มูลค่า 8.86 ล้าน, 7.4 ล้าน และ 0.5 ล้านปอนด์ ที่ถูกจ่ายผ่านบุคคลที่สาม แทนที่จะลงเป็นค่าใช้จ่ายของสโมสรตามปกติ

 

เมื่อมองภาพรวม ตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับรายการทางการเงินที่ถูกวินิจฉัยว่ามีปัญหาอยู่ในระดับมากกว่า 920 ล้านปอนด์

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกว่า 920 ล้านปอนด์นี้ ไม่ใช่เงินก้อนเดียวที่ถูกตกแต่งขึ้นมา แต่เป็นผลรวมของรายการทางการเงินหลายส่วนที่คณะกรรมการวินิจฉัยว่าถูกบันทึกหรือแสดงไม่ตรงกับความเป็นจริง

 

ขัดขวางการสอบสวน และคำให้การที่คณะกรรมการชี้ว่าไม่เป็นความจริง

 

คดีนี้ดูเหมือนจะไม่ได้จบอยู่ที่เรื่องบัญชีอย่างเดียว

 

คณะกรรมการระบุว่า แมนฯ ซิตี มีความพยายามขัดขวางและทำให้การสอบสวนของพรีเมียร์ลีกดำเนินไปได้ยาก และหลักฐานจากพยานสำคัญบางราย “ไม่เป็นความจริง” ในสาระสำคัญ

 

คำตัดสินถึงขั้นระบุว่า พยานบางคนให้ข้อมูลที่ตัวเอง “รู้ทั้งรู้ว่าไม่เป็นความจริง” ทำให้สโมสรมีความผิดเกือบทั้งหมดในหมวดการไม่ให้ความร่วมมือ

 

แล้วแมนฯ ซิตี อาจโดนบทลงโทษอะไรบ้าง?

 

ปัจจุบัน คำตัดสินที่ออกมาเป็นการวินิจฉัยเรื่องความผิด ส่วนบทลงโทษจะถูกพิจารณาแยกต่างหากในขั้นตอนถัดไป ขณะที่แมนฯ ซิตียืนยันความบริสุทธิ์และเตรียมยื่นอุทธรณ์อย่างเต็มที่

 

ตามกรอบกฎของพรีเมียร์ลีก บทลงโทษที่เป็นไปได้มีตั้งแต่

 

  • ปรับเงิน
  • ตัดคะแนน
  • ระงับการแข่งขัน
  • จำกัดหรือปฏิเสธการลงทะเบียนนักเตะ
  • สั่งจ่ายค่าชดเชย
  • ไปจนถึงเสนอให้ขับออกจากพรีเมียร์ลีก

 

ส่วนคำว่า “ตกชั้น” กับ “ขับออกจากพรีเมียร์ลีก” ต้องแยกออกจากกัน

 

การตกชั้นอาจเกิดขึ้นได้หากถูกตัดคะแนนจนตกชั้น สโมสรจะลงไปเล่นใน Championship แต่หากถูกขับออกจากพรีเมียร์ลีก สโมสรจะหลุดจากการเป็นสมาชิกของลีกทันที ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะได้สิทธิ์ลงไปเริ่มใน Championship โดยอัตโนมัติ

 

ดังนั้น บทสรุปของมหากาพย์คดีการเงินนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ…

 

แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปแล้วคือ จากคำถามที่ค้างคามานานหลายปีว่า “แมนฯ ซิตี ผิดจริงหรือไม่?” วันนี้คณะกรรมการอิสระมีคำตอบในขั้นนี้แล้วว่า “ผิด” แต่แมนฯ ซิตียังมีสิทธิ์อุทธรณ์คำตัดสิน

 

จากนี้ต้องจับตาทั้งกระบวนการอุทธรณ์ และที่สำคัญไม่แพ้กันคือบทลงโทษ

 

เพราะหากคำตัดสินยังยืนตามเดิมเมื่อทุกกระบวนการสิ้นสุดลง เราอาจกำลังรอดูหนึ่งในบทลงโทษครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

 

และสุดท้าย ‘เรือใบสีฟ้า’ จะต้องจ่ายราคาให้กับคดีที่กินเวลาครอบคลุมถึง 9 ฤดูกาลนี้ หนักแค่ไหน? ต้องรอติดตามต่อไป…

 

อ้างอิง:

The post เปิดเบื้องหลังคดี แมนฯ ซิตี้ ตัวเลขกว่า 920 ล้านปอนด์ถูกตกแต่งอย่างไร? และส่อโดนโทษหนักแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงานชี้แมนฯ ซิตี้ผิด 114 จาก 115 ข้อหาละเมิดกฎการเงิน เสี่ยงโทษหนักถึงขั้นไล่ออกจากลีก คาดสโมสรยื่นอุทธรณ์ https://thestandard.co/man-city-financial-charges-verdict/ Sat, 26 Sep 2026 12:24:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1260016 รูปปั้น Vincent Kompany หน้าสนาม Etihad Stadium ของสโมสร Manchester City

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกตัดสินว่ามีความผิดแทบทุกข้อหาจากทั […]

The post รายงานชี้แมนฯ ซิตี้ผิด 114 จาก 115 ข้อหาละเมิดกฎการเงิน เสี่ยงโทษหนักถึงขั้นไล่ออกจากลีก คาดสโมสรยื่นอุทธรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รูปปั้น Vincent Kompany หน้าสนาม Etihad Stadium ของสโมสร Manchester City

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกตัดสินว่ามีความผิดแทบทุกข้อหาจากทั้งหมด 115 ข้อหาเกี่ยวกับการละเมิดกฎด้านการเงินของพรีเมียร์ลีก ตามรายงานของ The Athletic ซึ่งอ้างแหล่งข่าวที่ได้รับข้อมูลแต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยต่อสาธารณะ

 

รายงานระบุว่าสโมสรถูกตัดสินว่าผิดทุกข้อหายกเว้นเพียง 1 ข้อ ขณะที่บทลงโทษยังไม่ได้รับการตัดสิน โดยยังเปิดทุกความเป็นไปได้ และคาดว่าแมนฯ ซิตี้จะยื่นอุทธรณ์

 

ทั้งนี้ สโมสรปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด ขณะที่พรีเมียร์ลีกปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยโฆษกระบุเพียงว่า “นี่เป็นกระบวนการที่เป็นความลับ เราจะไม่ให้ความเห็นใดๆ ทั้งสิ้น”

 

ด้านโฆษกของแมนฯ ซิตี้ ระบุว่า “กระบวนการของพรีเมียร์ลีกยังดำเนินอยู่ โดยยังมีส่วนสำคัญที่ต้องทำให้เสร็จ และอยู่ภายใต้การรักษาความลับอย่างเข้มงวด จุดยืนของสโมสรจึงยังคงเป็นไปตามแถลงการณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2023”

 

สโมสรยังระบุว่า “สโมสรเคารพกระบวนการอันชอบธรรมอย่างเคร่งครัดมาตลอด 8 ปี บนพื้นฐานที่ว่าคณะกรรมการและฝ่ายบริหารของพรีเมียร์ลีกจะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลที่เป็นอิสระ, เป็นกลาง และเที่ยงธรรม ปราศจากอิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

 

หากผลการตัดสินเป็นไปตามรายงาน นี่จะเป็นหนึ่งในคำตัดสินที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ปิดฉากคดีที่ยืดเยื้อและเป็นประเด็นร้อนของพรีเมียร์ลีกมานานกว่า 3 ปี

 

จุดเริ่มต้นจากเอกสารหลุดเมื่อปี 2018

 

การสอบสวนเริ่มต้นหลัง Der Spiegel หนังสือพิมพ์เยอรมัน เผยแพร่เอกสารทางการเงินของแมนฯ ซิตี้ที่หลุดออกมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 ก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะตั้งข้อหาสโมสรในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 หลังสอบสวนนาน 4 ปี และส่งเรื่องให้คณะกรรมการอิสระพิจารณา

 

ข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดคือการที่สโมสรไม่ได้ให้ข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้อง ซึ่งสะท้อนภาพที่แท้จริงและเป็นธรรมของรายได้ รวมถึงรายได้จากผู้สนับสนุนและต้นทุนการดำเนินงาน ในทุกฤดูกาลตั้งแต่ 2009-10 ถึง 2017-18

 

ข้อกล่าวหาอื่นยังรวมถึงการไม่เปิดเผยรายละเอียดการจ่ายเงินให้นักเตะและโค้ช, การละเมิดกฎการเงินแฟร์เพลย์ของ UEFA และกฎว่าด้วยการทำกำไรและความยั่งยืนของพรีเมียร์ลีกเอง รวมถึงข้อกล่าวหาว่าได้รับรายได้จากผู้สนับสนุนที่สูงเกินจริงจากบริษัทที่เชื่อมโยงกับเจ้าของสโมสร

 

เมื่อข้อกล่าวหาถูกเปิดเผยในปี 2023 แมนฯ ซิตี้ระบุว่า “ประหลาดใจ” และยินดีให้คณะกรรมการอิสระพิจารณาหลักฐานที่สโมสรมองว่ามีจำนวนมากและหักล้างไม่ได้ ซึ่งสนับสนุนจุดยืนของสโมสร

 

การพิจารณาคดีเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2024 และสิ้นสุดเกือบ 3 เดือนต่อมาในวันที่ 6 ธันวาคม โดยคณะกรรมการอิสระ 3 คนที่แต่งตั้งโดยประธานอิสระของคณะกรรมการตุลาการพรีเมียร์ลีก ขณะที่สื่ออังกฤษรายงานว่าแมนฯ ซิตี้ว่าจ้าง เดวิด แพนนิก เป็นทนายความนำทีม ส่วนพรีเมียร์ลีกมี อดัม ลูอิส เป็นตัวแทน

 

แมนฯ ซิตี้เคยเผชิญคดีลักษณะนี้มาแล้ว เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2020 UEFA เคยสั่งแบนสโมสรจากการแข่งขันระดับยุโรป 2 ปี พร้อมปรับ 26.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1.19 พันล้านบาท) หลังพบว่ารายงานรายได้จากผู้สนับสนุนสูงเกินจริงระหว่างปี 2012-2016

 

ทว่าศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา (CAS) กลับคำตัดสินดังกล่าวในอีก 5 เดือนต่อมา เนื่องจากความผิดที่ถูกกล่าวหาบางส่วนพิสูจน์ไม่ได้ ส่วนบางส่วนก็เกิดขึ้นนานเกินกว่าที่กฎของ UEFA จะลงโทษได้

 

อย่างไรก็ตาม CAS ก็ตัดสินว่าแมนฯ ซิตี้มีความผิดฐานไม่ให้ความร่วมมือกับ UEFA ด้วยการไม่ส่งหลักฐานจำนวนมาก ซึ่ง CAS ระบุว่าเป็นการละเมิดที่ร้ายแรง จนนำไปสู่ค่าปรับ 8.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 390 ล้านบาท)

 

บทลงโทษมีตั้งแต่ปรับเงินจนถึงไล่ออกจากลีก

 

บทลงโทษที่เป็นไปได้กำหนดไว้ในกฎข้อ W.51 ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งมีตั้งแต่การตักเตือนและปรับเงิน ไปจนถึงการตัดแต้ม และร้ายแรงที่สุดคือการไล่ออกจากพรีเมียร์ลีก โดยคณะกรรมการยังสามารถรวมบทลงโทษหลายอย่างเข้าด้วยกัน หรือกำหนดบทลงโทษอื่นที่เห็นว่าเหมาะสมได้

 

ประเด็นที่แฟนบอลจับตาคือการตัดแต้มอาจมีผลตั้งแต่วันที่ตัดสินหรือมีผลย้อนหลังก็ได้ ซึ่งเปิดความเป็นไปได้ที่แมนฯ ซิตี้อาจถูกริบแชมป์

 

อย่างไรก็ตาม เจมส์ ฮิลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายด้านการกำกับดูแลกีฬาจาก Onside Law เคยบอกกับ The Athletic เมื่อปี 2023 ว่าหากมีการตัดแต้ม เขาคาดว่าจะมีผลกับฤดูกาลต่อจากนี้ เพราะโดยทั่วไปคณะกรรมการไม่ชอบตัดสินแชมป์ผ่านกระบวนการศาล

 

ที่สำคัญคือบทลงโทษใดๆ ต้องเหมาะสมกับความร้ายแรงของความผิด ไม่เช่นนั้นก็อาจถูกกลับคำตัดสินในชั้นอุทธรณ์ได้

 

เอียน ฮาร์กรีฟส์ หุ้นส่วนสำนักงานกฎหมาย Quillon Law มองว่าเรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ เพราะผลการตัดสินตามที่มีรายงานเป็นเพียงการเปิดฉากเฟสใหม่ของคดี โดยคำถามสำคัญคือคณะกรรมการจะมองว่าบทลงโทษระดับใดเหมาะสมกับความผิด และจะอ้างอิงแนวทางจากคดีก่อนหน้าอย่างไร

 

เขาระบุว่ามีทางเลือกหลากหลาย ตั้งแต่ระดับปานกลางอย่างการห้ามซื้อขายนักเตะ ไปจนถึงระดับร้ายแรงที่สุดคือการไล่ออกจากลีก รวมถึงยังมีคำถามว่าคำตัดสินจะยืนหยัดได้หรือไม่ในการอุทธรณ์ที่คาดว่าจะเข้มข้น

 

ตัวอย่างจากคดีก่อนหน้าคือ Everton ถูกตัดรวม 8 แต้มในฤดูกาล 2023-24 จากการละเมิดกฎว่าด้วยการทำกำไรและความยั่งยืน 2 ครั้ง ส่วน Nottingham Forest ถูกตัด 4 แต้มเมื่อเดือนมีนาคม 2024 จากการละเมิดกฎเดียวกัน ซึ่งทั้งสองคดีมีขนาดเล็กกว่าข้อกล่าวหาต่อแมนฯ ซิตี้มาก

 

ผลกระทบที่ไปไกลกว่าวงการฟุตบอล

 

ความสำเร็จในสนามของแมนฯ ซิตี้เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้คดีนี้ถูกจับตา เพราะนับตั้งแต่ Abu Dhabi United Group ของ ชีค มันซูร์ บิน ซายิด อัล นาห์ยาน เข้าซื้อสโมสรในปี 2008 ทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 8 สมัย, แชมเปียนส์ลีก 1 สมัย, เอฟเอ คัพ 4 สมัย และลีก คัพ 7 สมัย

 

ในจำนวนนี้ 6 ถ้วยได้มาหลังถูกตั้งข้อหา ขณะที่ในช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎ สโมสรคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ 2 สมัย, ลีก คัพ 4 สมัย และคอมมิวนิตี้ ชิลด์

 

ปัจจุบันแมนฯ ซิตี้อยู่ภายใต้การคุมทีมของ เอ็นโซ มาเรสกา ที่มารับงานต่อจาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งอำลาทีมหลังคุมมา 10 ปี โดยทีมเปิดฤดูกาล 2026-27 ด้วยการชนะรวด 5 นัดและรั้งจ่าฝูง หลังใช้เงินซื้อนักเตะช่วงซัมเมอร์ไป 450 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1.99 หมื่นล้านบาท)

 

คดีนี้ยังมีมิติทางการเมืองด้วย เพราะเจ้าของสโมสรเป็นน้องชายของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และแมนฯ ซิตี้ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนด้านกีฬาจากตะวันออกกลางที่ประสบความสำเร็จที่สุด ขณะที่ แอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ก็พยายามกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มาตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง

 

ไซมอน ลีฟ ผู้ร่วมก่อตั้ง Three Points Law ซึ่งเขียนเรื่องการกำกับดูแลการเงินในวงการฟุตบอล มองว่า “นี่คือข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงซึ่งพุ่งตรงไปที่หัวใจของสโมสร” และหากไม่ถูกกลับคำตัดสินในชั้นอุทธรณ์ ก็จะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อชื่อเสียงและสถานะของสโมสรในโลกฟุตบอล

 

ด้าน แคโรไลน์ ไดเนจ ประธานคณะกรรมาธิการวัฒนธรรม สื่อ และกีฬาของรัฐสภาอังกฤษ ระบุว่ารายงานดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมากต่อวงการฟุตบอลของประเทศ และระยะเวลากับค่าใช้จ่ายที่มากผิดปกติของกระบวนการนี้ก่อให้เกิดข้อกังวลอย่างจริงจัง

 

เธอย้ำว่า “ต้องปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินไปตามครรลอง และต้องเคารพกระบวนการอันชอบธรรม แต่ฉันหวังอย่างจริงใจว่าขั้นตอนที่เหลือจะแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

 

ขณะที่ โรดรี อดีตกองกลางแมนฯ ซิตี้ที่ปัจจุบันเล่นให้บาร์เซโลนา ระบุว่าเขาเชื่อมั่นในสโมสรมาตลอด และนักเตะทุกคนก็เชื่อเช่นนั้นตลอดคดี โดยกล่าวว่า “จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าสโมสรผิด เราจะเชื่อสโมสร ผมเคยอยู่ที่นั่นและรู้ว่าพวกเขาทำงานและให้ความร่วมมืออย่างไร”

 

ภาพ: erinwphoto / Shutterstock

 

หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ปอนด์ เท่ากับ 44.31 บาท ณ วันที่ 26 กันยายน 2569

 

อ้างอิง:

The post รายงานชี้แมนฯ ซิตี้ผิด 114 จาก 115 ข้อหาละเมิดกฎการเงิน เสี่ยงโทษหนักถึงขั้นไล่ออกจากลีก คาดสโมสรยื่นอุทธรณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กรณี 115 กระทงของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คดีที่อาจเปลี่ยนพรีเมียร์ลีกไปตลอดกาล https://thestandard.co/manchester-city-charges-premier-league/ Sat, 26 Sep 2026 06:59:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1259799 ภาพมุมกว้างของสนามเอติฮัด สเตเดียม รังเหย้าของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

หลังจากรอคอยมานานกว่า 3 ปีนับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกตั้งข้อ […]

The post กรณี 115 กระทงของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คดีที่อาจเปลี่ยนพรีเมียร์ลีกไปตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมกว้างของสนามเอติฮัด สเตเดียม รังเหย้าของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

หลังจากรอคอยมานานกว่า 3 ปีนับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกตั้งข้อหา และเกือบ 8 ปีนับจาก Football Leaks จุดประกายเรื่องราวทั้งหมด คดีการเงินครั้งใหญ่ที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษกำลังเดินเข้าสู่ช่วงสำคัญ

 

 
 

รายงานของ The Athletic ระบุว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถูกตัดสินว่ามีความผิด 114 จาก 115 ข้อหา ขณะที่ BBC ยืนยันผ่านแหล่งข่าวว่า คณะกรรมการอิสระมีคำตัดสินแล้ว และความผิดส่วนใหญ่ได้รับการยืนยัน

 

อย่างไรก็ตาม พรีเมียร์ลีกยังไม่ได้ประกาศคำตัดสินฉบับเต็มอย่างเป็นทางการ ขณะที่ซิตี้ยืนยันว่ากระบวนการยังไม่สิ้นสุดและเตรียมอุทธรณ์

 

นี่จึงไม่ใช่ตอนจบ แต่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคำถามที่ใหญ่กว่าเดิมว่า หากคำตัดสินนี้ยืนอยู่จนถึงที่สุด พรีเมียร์ลีกจะจัดการกับผลกระทบที่กินเวลาย้อนหลังนับสิบปีอย่างไร

 

ทุกอย่างเริ่มจากเอกสารที่หลุดออกมาในปี 2018

 

ต้นทางสำคัญของคดีเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2018 เมื่อ Der Spiegel เผยแพร่เอกสารจาก Football Leaks ซึ่งนำไปสู่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับโครงสร้างทางการเงินของแมนฯ ซิตี้

 

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือข้อกล่าวหาว่า รายได้จากสปอนเซอร์บางส่วนอาจมีเงินจาก อาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป ของ ชีค มานซูร์ เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ถูกนำเสนอในฐานะรายได้จากผู้สนับสนุน

 

นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องที่ ซิตี้ จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้จัดการทีมและนักเตะที่ไม่ได้สะท้อนอยู่ในบัญชีอย่างครบถ้วน

 

โดยแน่นอนว่า ‘เรือใบสีฟ้า’ ปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด และยืนยันว่ามีหลักฐานสนับสนุนจุดยืนของสโมสร

 

ตัวเลข 115 กลายเป็นคำที่ถูกพูดถึงจนแทบกลายเป็นชื่อเล่นของคดี แต่ข้อกล่าวหาเหล่านี้แบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ไล่ตั้งแต่ 54 กระทงเกี่ยวกับการไม่ให้ข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้องระหว่างปี 2009-10 ถึง 2017-18, 14 กระทงเกี่ยวกับรายละเอียดค่าตอบแทนนักเตะและผู้จัดการทีม, 5 กระทงเกี่ยวกับกฎการเงินของ UEFA, 7 กระทงเกี่ยวกับกฎกำไรและความยั่งยืน หรือ PSR และอีก 35 กระทงเกี่ยวกับการไม่ให้ความร่วมมือกับการสอบสวนของพรีเมียร์ลีก

 

ดังนั้นความสำคัญไม่ได้อยู่เพียง “จำนวน” ความผิด แต่อยู่ที่ว่าคณะกรรมการมองพฤติกรรมแต่ละกลุ่มร้ายแรงเพียงใด

 

ทำไมคดีนี้จึงใหญ่กว่าเอฟเวอร์ตัน หรือ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์

 

พรีเมียร์ลีกเคยลงโทษ เอฟเวอร์ตัน หรือ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ด้วยการตัดแต้มจากการละเมิด PSR มาแล้ว

 

แต่คดีของแมนฯ ซิตี้แตกต่างออกไป เพราะข้อกล่าวหาครอบคลุมทั้งความถูกต้องของข้อมูลทางการเงิน รายละเอียดค่าตอบแทน การปฏิบัติตามกฎ UEFA และความร่วมมือในการสอบสวน

 

เชลซี ก็เคยเผชิญคดีการเงินในอดีต แต่สโมสรเปิดเผยความผิดปกติเองและยอมรับข้อตกลงกับพรีเมียร์ลีก ในทางตรงกันข้าม ซิตี้ปฏิเสธการกระทำผิดมาโดยตลอด นี่จึงแทบไม่มีกรณีตัวอย่างก่อนหน้าที่สามารถนำมาเทียบตรงๆ ได้

 

แล้วบทลงโทษจะหนักแค่ไหน?

 

ภายใต้กฎพรีเมียร์ลีก คณะกรรมการมีทางเลือกตั้งแต่การตำหนิ ปรับเงิน ตัดคะแนน ไปจนถึงการถอดสมาชิกหรือขับออกจากพรีเมียร์ลีก

 

การตัดคะแนนจำนวนมากจนส่งผลให้ตกชั้นจึงเป็นหนึ่งในความเป็นไปได้ เช่นเดียวกับการลงโทษทางการเงิน

 

แต่ต้องย้ำว่า ปัจจุบันยังไม่มีบทลงโทษใดได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ

 

และแม้มีบทลงโทษออกมา ก็ยังมีขั้นตอนอุทธรณ์ตามมา ดังนั้นประโยคอย่าง “แมนฯ ซิตี้จะตกชั้น” หรือ “ถูกขับออกจากพรีเมียร์ลีก” ในเวลานี้ยังเป็นเพียงหนึ่งในโอกาสที่อาจเกิด ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

 

นอกจากนี้ระหว่างช่วงเวลาที่อยู่ภายใต้ข้อกล่าวหา ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 ครั้ง ได้แก่ 2011-12, 2013-14 และ 2017-18 รวมถึงแชมป์บอลถ้วยอีกหลายรายการ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคำถามว่าแชมป์เหล่านั้นจะถูกริบหรือไม่

 

ในทางทฤษฎี คณะกรรมการมีอำนาจใช้บทลงโทษหลายรูปแบบ แต่แหล่งข่าวด้านกฎหมายที่ The Athletic อ้างถึงเคยตั้งข้อสังเกตว่า คณะกรรมการมักไม่ต้องการย้อนกลับไปตัดสินผลการแข่งขันหรือแชมป์ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย

 

ดังนั้นการริบแชมป์ หรือมอบแชมป์ย้อนหลังให้ทีมอันดับ 2 ยังไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากคำตัดสินนี้

 

ที่อาจใหญ่ไม่แพ้บทลงโทษ คือ ‘ค่าเสียหาย’

 

อีกหนึ่งเรื่องใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้น คือเรื่องของค่าตอบแทน โดย BBC รายงานว่าสโมสรพรีเมียร์ลีกหลายแห่งได้ขอคำปรึกษาทางกฎหมายเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเรียกค่าเสียหายจากแมนฯ ซิตี้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าการละเมิดกฎสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อลีก

 

กรณี เอฟเวอร์ตัน กับ เบิร์นลีย์ กลายเป็นตัวอย่างสำคัญ หลัง เบิร์นลีย์ ได้รับคำตัดสินให้มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย 35 ล้านปอนด์ จากผลกระทบของการละเมิด PSR ของเอฟเวอร์ตัน แม้คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์

 

หากหลักการคล้ายกันถูกนำมาใช้กับซิตี้ คำถามอาจขยายตั้งแต่เงินรางวัล ตำแหน่งในลีก ไปจนถึงโอกาสในการคว้าแชมป์

 

ฟุตบอลมีผู้ชนะและผู้แพ้โดยตรง หากสโมสรหนึ่งมีทรัพยากรเพิ่มขึ้นจากสิ่งที่ภายหลังถูกวินิจฉัยว่าผิดกฎ ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ในงบดุลของสโมสรนั้น

 

มันอาจหมายถึงนักเตะที่อีกทีมซื้อไม่ได้ เกมที่แพ้ อันดับที่เสียไป รายได้จากแชมเปียนส์ลีกที่หายไป หรือกระทั่งการตกชั้น

 

นั่นคือเหตุผลที่ ค่าเสียหาย อาจกลายเป็นเรื่องซับซ้อนมาก เพราะต่อให้สามารถพิสูจน์การละเมิดกฎได้ การคำนวณว่า “อีกสโมสรเสียอะไรไปเพราะเรื่องนั้น” เป็นคำถามอีกระดับหนึ่ง

 

เหตุผลที่คดีอาจยังไม่จบเร็วๆ นี้

 

กระบวนการนี้กินเวลามาแล้วหลายปี พรีเมียร์ลีกตั้งข้อหาในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 หลังสอบสวนประมาณ 4 ปี การพิจารณาโดยคณะกรรมการอิสระเริ่มเดือนกันยายน 2024 และกินเวลาประมาณ 12 สัปดาห์

 

แต่แม้มีคำตัดสินแล้ว กระบวนการยังมีทั้งการประกาศรายละเอียด การกำหนดบทลงโทษ และการอุทธรณ์

 

ซิตี้มีทีมกฎหมายที่นำโดย ลอร์ด แพนนิก เคซี และเคยประสบความสำเร็จในการอุทธรณ์โทษแบนฟุตบอลยุโรปของ UEFA ต่อ ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬา หรือ CAS เมื่อปี 2020

 

อย่างไรก็ตาม คดีพรีเมียร์ลีกครั้งนี้ไม่สามารถนำไปอุทธรณ์ต่อ CAS ด้วยกระบวนการเดียวกันได้

 

สำหรับพรีเมียร์ลีก นี่คือบททดสอบด้านการกำกับดูแลสโมสรสมาชิกครั้งใหญ่ เพราะหากลงโทษเบาเกินไป ลีกอาจถูกตั้งคำถามว่ากฎทางการเงินมีความหมายเพียงใด เมื่อเผชิญคดีที่มีขนาดและระยะเวลามากขนาดนี้

 

แต่หากบทลงโทษรุนแรง เช่น การตัดคะแนนจำนวนมหาศาลหรือขับออกจากลีก ผลกระทบก็จะไม่ได้เกิดกับแมนฯ ซิตี้เพียงทีมเดียว

 

มันกระทบมูลค่าการแข่งขัน สัญญานักเตะ คู่ค้า ผู้ถ่ายทอดสด และอาจนำไปสู่คดีเรียกร้องค่าเสียหายอีกจำนวนมาก

 

พรีเมียร์ลีกจึงไม่ได้กำลังตัดสินเพียงอดีตของสโมสรหนึ่ง แต่กำลังสร้างบรรทัดฐานสำหรับระบบกำกับดูแลฟุตบอลอังกฤษในอนาคต

 

114 จาก 115 ที่ตัดสินมาจึงยังไม่ใช่ตอนจบ

 

นับตั้งแต่การเทกโอเวอร์ในปี 2008 แมนฯ ซิตี้เปลี่ยนจากทีมที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มมหาอำนาจของอังกฤษ กลายเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของยุค

 

คำถามที่ยากคือ หากคำตัดสินความผิดส่วนใหญ่ยืนหลังการอุทธรณ์ เราควรมองความสำเร็จเหล่านั้นอย่างไร

 

ในทางกฎหมาย เหรียญและถ้วยจะยังอยู่จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง แต่ในทางประวัติศาสตร์ เรื่องอาจซับซ้อนกว่า เพราะแม้ไม่มีการริบแชมป์ คำตัดสินทางวินัยก็สามารถเปลี่ยนบริบทที่ผู้คนใช้มองยุคสมัยหนึ่งได้ และประวัติศาสตร์ฟุตบอลไม่ได้ถูกเขียนด้วยจำนวนถ้วยเพียงอย่างเดียว

 

ตัวเลข 114 ฟังดูเหมือนคำตัดสินที่เด็ดขาด แต่ในทางกระบวนการ เรื่องราวยังห่างจากบทสรุป

 

เรายังต้องเห็นคำตัดสินฉบับเต็ม ต้องรู้ว่าความผิดแต่ละข้อถูกวินิจฉัยอย่างไร ต้องรอบทลงโทษ และต้องผ่านการอุทธรณ์ของแมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

จากนั้นอาจยังมีคำถามเรื่องค่าเสียหาย จากสโมสรอื่นตามมาอีก ดังนั้นคดีนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนเพียงอนาคตของแมนฯ ซิตี้

 

มันอาจเปลี่ยนวิธีที่พรีเมียร์ลีกกำกับดูแลเจ้าของสโมสร วิธีที่กฎการเงินถูกบังคับใช้ และความหมายของการแข่งขันอย่างเท่าเทียมในฟุตบอลอังกฤษไปอีกนาน

 

เพราะท้ายที่สุด คำถามใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่ว่า “แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะถูกลงโทษหนักแค่ไหน?” แต่คือหลังคดีนี้ “พรีเมียร์ลีกจะทำอย่างไรให้ทุกสโมสรเชื่อได้อีกครั้งว่า กฎเดียวกันมีผลกับทุกคน?”

 

อ้างอิง

 

ภาพ: Visionhaus / Getty Images

The post กรณี 115 กระทงของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คดีที่อาจเปลี่ยนพรีเมียร์ลีกไปตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรีเมียร์ลีก ลีกอันดับ 1 ของโลก แต่ทำไม ‘มาตรฐานการตัดสิน’ ยังเต็มไปด้วยคำถาม? https://thestandard.co/premier-league-referee-standard/ Mon, 14 Sep 2026 05:23:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1254597 ฟิล โฟเดน นักเตะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แสดงสีหน้าผิดหวังหลังถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม

พรีเมียร์ลีกคือลีกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งขอ […]

The post พรีเมียร์ลีก ลีกอันดับ 1 ของโลก แต่ทำไม ‘มาตรฐานการตัดสิน’ ยังเต็มไปด้วยคำถาม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟิล โฟเดน นักเตะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แสดงสีหน้าผิดหวังหลังถูกใบแดงไล่ออกจากสนาม

พรีเมียร์ลีกคือลีกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เต็มไปด้วยนักเตะระดับแถวหน้า มีการซื้อ-ขายนักเตะด้วยเม็ดเงินมหาศาล และเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ช่วยผู้ตัดสินมากขึ้นทุกปี

 

 
 

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ยังมีประเด็นให้ต้องวนกลับมาพูดถึงแทบทุกฤดูกาล นั่นคือ ‘มาตรฐานการตัดสิน’

 

ฤดูกาล 2026/27 เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน ก็มีคำตัดสินที่ถูกตั้งคำถามแล้ว อย่างเกมที่อาร์เซนอลบุกชนะ แอสตัน วิลลา 1-0 ซึ่ง KMI Panel พิจารณาภายหลังว่า อาร์เซนอลควรได้จุดโทษจากจังหวะที่ เอียน มาตเซน เข้าสกัด บรูโน กิมาไรส์ รวมถึง VAR ควรแทรกแซงในจังหวะดังกล่าว

 

Pro Ref ยอมรับ VAR พลาดในแมนเชสเตอร์ ดาร์บี

 

ล่าสุดประเด็นนี้เกิดขึ้นอีกครั้งในแมนเชสเตอร์ ดาร์บี เกมที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 ถึงโอลด์แทรฟฟอร์ด ทั้งที่เหลือผู้เล่น 10 คนตั้งแต่นาทีที่ 23

 

หลังจบเกม สิ่งที่ถูกพูดถึงมากพอๆ กับผลการแข่งขัน คือการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินและ VAR

 

เกมนี้มีสองจังหวะสำคัญ เริ่มจากใบแดงของ ฟิล โฟเดน ในครึ่งแรก ตามด้วยประตูชัยของ เออร์ลิง ฮาลันด์ ซึ่งภายหลังองค์กรผู้ตัดสินฟุตบอลอังกฤษ (Pro Ref) ออกมายอมรับว่า VAR มีข้อผิดพลาดในการใช้ดุลยพินิจ หรือ “Error of Judgement”

 

เริ่มจากประตูชัยในนาทีที่ 60 ไมเคิล โอลิเวอร์ เป่าล้ำหน้าและไม่ให้ประตู ก่อน VAR ตรวจสอบและพบว่า ฮาลันด์ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าเมื่อเทียบกับ แพทริก ดอร์กู

 

หากดูเพียงตำแหน่งของฮาลันด์ เรื่องนี้ไม่มีปัญหา แต่ในจังหวะเดียวกัน เอ็นโซ เฟร์นันเดซ อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าและพุ่งเข้าหาบอลที่เปิดผ่านหน้าประตู แม้สุดท้ายจะไม่ได้สัมผัสบอล

 

ตามกติกา ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องสัมผัสบอลจึงจะถูกจับล้ำหน้า หากพยายามเล่นบอลที่อยู่ใกล้ตัว และการกระทำนั้นส่งผลต่อคู่แข่ง ประเด็นจึงอยู่ที่การเคลื่อนที่ของเอ็นโซส่งผลต่อ ลิซานโดร มาร์ติเนซ ที่กำลังป้องกันอยู่หรือไม่

 

หลังเกม Pro Ref ยอมรับว่า VAR ไม่ได้พิจารณาผลกระทบจากตำแหน่งของเอ็นโซมากพอ และควรแนะนำให้โอลิเวอร์ไปดูภาพที่จอข้างสนาม (On-Field Review) พร้อมติดต่อแมนฯ ยูไนเต็ด เพื่อยอมรับความผิดพลาดและยืนยันว่าจะตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าวต่อไป

 

ตำแหน่งของฮาลันด์เป็นเรื่องที่เทคโนโลยีตรวจสอบได้ แต่เอ็นโซมีผลต่อการเล่นของมาร์ติเนซหรือไม่ ยังต้องอาศัยดุลยพินิจ และครั้งนี้ Pro Ref ยอมรับว่าการพิจารณาตรงนั้นผิดพลาด

 

อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่นาทีที่ 23 เมื่อ ฟิล โฟเดน ถูกใบแดงโดยตรงจากจังหวะเตะตอบโต้ บรูโน แฟร์นันด์ส

 

หากดูเฉพาะสิ่งที่โฟเดนทำ ใบแดงไม่ได้ผิดไปจากแนวทางที่ผ่านมา เพราะพรีเมียร์ลีกเคยมีผู้เล่นถูกไล่ออกจากสนามจากการเตะตอบโต้คู่แข่งในลักษณะใกล้เคียงกัน

 

แต่ภาพรีเพลย์แสดงให้เห็นว่า ก่อนที่โฟเดนจะตอบโต้ บรูโนมีจังหวะเล่นใส่เขาก่อน สุดท้ายโฟเดนถูกไล่ออกจากสนาม ขณะที่บรูโนไม่ได้รับแม้แต่ใบเหลือง

 

กรณีนี้มีข้อจำกัดของ VAR เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะหากการกระทำของบรูโนไม่ถึงขั้นใบแดง VAR ไม่สามารถแทรกแซงเพียงเพื่อให้ผู้ตัดสินกลับมาแจกใบเหลืองได้

 

หากโอลิเวอร์เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่แรกและเลือกไม่ลงโทษ นั่นคือคำตัดสินในสนาม แต่หากเขามองไม่เห็น VAR ก็ไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ด้วยใบเหลืองได้เช่นกัน

 

ประเด็นจึงอาจไม่ใช่ว่าโฟเดนควรโดนใบแดงหรือไม่ เพราะการเตะตอบโต้มีเหตุผลเพียงพอสำหรับการลงโทษ แต่อยู่ที่ว่า ในเหตุการณ์เดียวกัน เหตุใดบรูโนซึ่งมีจังหวะเล่นใส่คู่แข่งก่อนจึงไม่ได้รับการลงโทษใดๆ

 

แล้วที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีกตัดสินพลาดมากแค่ไหน?

 

ข้อมูลจาก KMI Panel (Key Match Incidents Panel) ซึ่งตรวจสอบเหตุการณ์สำคัญหลังการแข่งขัน ระบุว่า ความผิดพลาดที่เกี่ยวข้องกับ VAR อยู่ที่ 38 ครั้งในฤดูกาล 2022/23 ก่อนลดเหลือ 31 ครั้งในปี 2023/24 และ 18 ครั้งในปี 2024/25 ก่อนเพิ่มกลับมาเป็น 25 ครั้งในฤดูกาล 2025/26

 

ตัวเลขจึงมีทั้งช่วงที่ดีขึ้นและแย่ลง แต่หากดูอีกด้าน VAR ก็ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตัดสิน โดยในฤดูกาล 2024/25 การตัดสินจังหวะสำคัญของกรรมการในสนามมีความถูกต้อง 86% และเพิ่มเป็น 96% หลังผ่าน VAR

 

ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่จำนวนความผิดพลาดเพียงอย่างเดียว

 

เพราะในฤดูกาล 2025/26 KMI Panel ยังพบอีก 29 เหตุการณ์ที่มองว่าคำตัดสินในสนามผิด แต่ไม่ผิดชัดเจนมากพอที่จะเข้าเกณฑ์ให้ VAR แทรกแซง

 

พูดง่ายๆ คือ บางจังหวะกรรมการอาจตัดสินผิด แต่ VAR ก็ไม่ได้ทำผิดที่ไม่เข้ามาแก้ เพราะยังไม่ถึงเกณฑ์ Clear and Obvious Error

 

และตรงนี้เองที่พาเรื่องกลับมาสู่คำว่า ‘การตีความ’

 

ฟุตบอลมีหลายจังหวะที่ไม่มีคำตอบตายตัวเหมือนการลากเส้นล้ำหน้า เช่น

 

  • การดึงในกรอบเขตโทษต้องมากแค่ไหนถึงเป็นจุดโทษ?
  • ผู้เล่นที่ยืนล้ำหน้าต้องส่งผลต่อคู่แข่งแค่ไหนจึงถือว่ามีส่วนร่วมกับการเล่น?
  • การปะทะต้องรุนแรงระดับไหนถึงเป็นใบเหลืองหรือใบแดง?

 

ทุกอย่างมีกติกากำหนดไว้ แต่น้ำหนักของแต่ละจังหวะยังขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ตัดสิน ซึ่งสิ่งที่แฟนบอลคาดหวังคือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะใกล้เคียงกัน มาตรฐานที่ใช้ตัดสินก็ควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

เกมแมนเชสเตอร์ ดาร์บี เป็นเพียงเคสล่าสุดที่ทำให้เรื่องของ ‘มาตรฐานการตัดสิน’ กลับมาอยู่ในบทสนทนาอีกครั้ง

 

พรีเมียร์ลีกมีเกมที่สนุก มีการแข่งขันที่เข้มข้น และมีเรื่องราวเกิดขึ้นในสนามทุกสัปดาห์ สิ่งเหล่านี้ควรเดินคู่ไปกับการตัดสินที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา เพราะเมื่อคำตัดสินกลายเป็นข้อกังขา บรรยากาศของเกมก็เปลี่ยนไป และเรื่องของผู้ตัดสินอาจกลายเป็นประเด็นใหญ่กว่าสิ่งที่นักฟุตบอลทำในสนาม

 

หากเหตุการณ์ลักษณะนี้ยังเกิดขึ้นซ้ำๆ คำถามเรื่องมาตรฐานก็จะวนกลับมาให้พูดถึงอยู่ตลอด และนานวันเข้าอาจกลายเป็น ‘รอยด่าง’ ในลีกที่มีเรื่องสนุกให้พูดถึงมากมายอยู่แล้ว

 

เพราะสุดท้าย เกมที่ดี ก็ควรมีการตัดสินที่ดีพอให้คนดูได้พูดถึงฟุตบอลมากกว่าผู้ตัดสิน

 

แล้วคุณผู้อ่าน คิดอย่างไรกับมาตรฐานการตัดสินของพรีเมียร์ลีกในวันนี้? มาคอมเมนต์พูดคุยกันได้เลย

The post พรีเมียร์ลีก ลีกอันดับ 1 ของโลก แต่ทำไม ‘มาตรฐานการตัดสิน’ ยังเต็มไปด้วยคำถาม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตัดเกรดตลาดนักเตะ BIG SIX พรีเมียร์ลีก 2026/27 คุณคิดว่าทีมไหนเสริมทัพดีที่สุด? https://thestandard.co/big-six-premier-league-transfer-grades/ Thu, 03 Sep 2026 02:26:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1250102 ภาพนักฟุตบอลจาก 6 สโมสรใหญ่พรีเมียร์ลีกในรูปแบบคอลลาจ แสดงถึงการซื้อขายนักเตะ

ตลาดนักเตะพรีเมียร์ลีกช่วงซัมเมอร์ 2026 ปิดฉากลงเรียบร้ […]

The post ตัดเกรดตลาดนักเตะ BIG SIX พรีเมียร์ลีก 2026/27 คุณคิดว่าทีมไหนเสริมทัพดีที่สุด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักฟุตบอลจาก 6 สโมสรใหญ่พรีเมียร์ลีกในรูปแบบคอลลาจ แสดงถึงการซื้อขายนักเตะ

ตลาดนักเตะพรีเมียร์ลีกช่วงซัมเมอร์ 2026 ปิดฉากลงเรียบร้อย หลังเต็มไปด้วยดีลใหญ่และการทุ่มเงินเสริมทัพของหลายสโมสร

 

สำหรับกลุ่ม BIG SIX ต่างมีโจทย์ที่แตกต่างกัน บางทีมเติมขุมกำลังได้ตรงจุด บางทีมยกเครื่องครั้งใหญ่ ขณะที่บางทีมยังปิดตลาดพร้อมช่องว่างที่แก้ไม่สำเร็จ

 

THE STANDARD SPORT ชวนมาตัดเกรดตลาดนักเตะของทั้ง 6 ทีม พร้อมดูว่าใครทำได้น่าประทับใจ และทีมไหนยังเหลือการบ้านก่อนลุยฤดูกาล 2026/27

 

ภาพนักฟุตบอลจาก 6 สโมสรใหญ่พรีเมียร์ลีกในรูปแบบคอลลาจ แสดงถึงการซื้อขายนักเตะ 1ภาพนักฟุตบอลจาก 6 สโมสรใหญ่พรีเมียร์ลีกในรูปแบบคอลลาจ แสดงถึงการซื้อขายนักเตะ 2ภาพนักฟุตบอลจาก 6 สโมสรใหญ่พรีเมียร์ลีกในรูปแบบคอลลาจ แสดงถึงการซื้อขายนักเตะ 3ภาพนักฟุตบอลจาก 6 สโมสรใหญ่พรีเมียร์ลีกในรูปแบบคอลลาจ แสดงถึงการซื้อขายนักเตะ 4ภาพนักฟุตบอลจาก 6 สโมสรใหญ่พรีเมียร์ลีกในรูปแบบคอลลาจ แสดงถึงการซื้อขายนักเตะ 5ภาพนักฟุตบอลจาก 6 สโมสรใหญ่พรีเมียร์ลีกในรูปแบบคอลลาจ แสดงถึงการซื้อขายนักเตะ 6ภาพนักฟุตบอลจาก 6 สโมสรใหญ่พรีเมียร์ลีกในรูปแบบคอลลาจ แสดงถึงการซื้อขายนักเตะ 7ภาพนักฟุตบอลจาก 6 สโมสรใหญ่พรีเมียร์ลีกในรูปแบบคอลลาจ แสดงถึงการซื้อขายนักเตะ 8ภาพนักฟุตบอลจาก 6 สโมสรใหญ่พรีเมียร์ลีกในรูปแบบคอลลาจ แสดงถึงการซื้อขายนักเตะ 9ภาพนักฟุตบอลจาก 6 สโมสรใหญ่พรีเมียร์ลีกในรูปแบบคอลลาจ แสดงถึงการซื้อขายนักเตะ 10ภาพนักฟุตบอลจาก 6 สโมสรใหญ่พรีเมียร์ลีกในรูปแบบคอลลาจ แสดงถึงการซื้อขายนักเตะ 11ภาพนักฟุตบอลจาก 6 สโมสรใหญ่พรีเมียร์ลีกในรูปแบบคอลลาจ แสดงถึงการซื้อขายนักเตะ 12

The post ตัดเกรดตลาดนักเตะ BIG SIX พรีเมียร์ลีก 2026/27 คุณคิดว่าทีมไหนเสริมทัพดีที่สุด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
300 ล้านปอนด์ 0 ประตู จมอันดับ 20 เกิดอะไรขึ้นกับสเปอร์ส? https://thestandard.co/tottenham-300m-zero-goal/ Sun, 30 Aug 2026 05:15:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1248420 โรแบร์โต เด เซอร์บี ผู้จัดการทีมทอตแนม ฮอตสเปอร์ แสดงสีหน้าผิดหวังพร้อมตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก

งบประมาณกว่า 300 ล้านปอนด์, นักเตะใหม่เกือบยกชุด, ฟอร์ม […]

The post 300 ล้านปอนด์ 0 ประตู จมอันดับ 20 เกิดอะไรขึ้นกับสเปอร์ส? appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรแบร์โต เด เซอร์บี ผู้จัดการทีมทอตแนม ฮอตสเปอร์ แสดงสีหน้าผิดหวังพร้อมตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก

งบประมาณกว่า 300 ล้านปอนด์, นักเตะใหม่เกือบยกชุด, ฟอร์มไร้พ่ายตลอดช่วงปรีซีซัน พร้อมความหวังว่าจะได้เห็นสเปอร์สที่แตกต่างจากฝันร้ายสองฤดูกาลที่ผ่านมา

 

ทว่าเมื่อพรีเมียร์ลีกเปิดฉากได้เพียง 2 นัด ภาพที่ออกมากลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง

 

ลงแข่ง 2 นัด พ่ายแพ้รวด ยิงไม่ได้เลยแม้แต่ประตูเดียว และจมอยู่อันดับสุดท้ายของตารางคะแนน

 

ชนวนเหตุล่าสุดคือความพ่ายแพ้ต่อนิวคาสเซิลในบ้าน 0-2 ในเกมที่แฟนบอลสเปอร์สจำนวนไม่น้อยทยอยเดินออกจากสนามตั้งแต่ยังไม่หมดเวลา เสียงตั้งคำถามจึงดังขึ้นอย่างรวดเร็วว่า ทีมที่ทุ่มเงินสร้างใหม่กว่า 300 ล้านปอนด์ ทำไมถึงออกสตาร์ตได้ย่ำแย่ขนาดนี้

 

ต้องเข้าใจบริบทก่อนว่า สเปอร์สชุดนี้ถูกสร้างขึ้นบนความบอบช้ำ หลังจบอันดับ 17 ในพรีเมียร์ลีกมาสองฤดูกาลติดต่อกัน และฤดูกาลก่อนก็ต้องลุ้นหนีตกชั้นจนถึงนัดสุดท้าย

 

โรแบร์โต เด เซอร์บี เข้ามารับงานช่วงปลายเดือนมีนาคม พาทีมเก็บ 11 คะแนนจาก 7 นัดสุดท้ายจนรอดตกชั้น ก่อนจะได้รับโอกาสสร้างทีมใหม่อย่างเต็มตัวในช่วงซัมเมอร์

 

ทัพไก่เดือยทองเดินหน้าช้อปปิ้งอย่างหนัก นำโดย มาเตอุส เฟอร์นันเดส 85 ล้านปอนด์, ซานโดร โตนาลี 100 ล้านปอนด์, ยาน พอล ฟาน เฮคเค 52 ล้านปอนด์ และซาวิโอ 75 ล้านปอนด์

 

ยังไม่นับ มาร์กอส เซเนซี, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และมาร์ติน ดูบราฟกา ที่ได้มาแบบไม่มีค่าตัว รวมถึง โอมาร์ มาร์มูช ที่ยืมมาจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมเงื่อนไขซื้อขาด 60 ล้านปอนด์ในซัมเมอร์หน้า

 

รวมแล้วพวกเขาควักเงินไปราว 303 ล้านปอนด์ เป็นรองเพียงเชลซีทีมเดียวในยุโรป

 

เมื่อบวกกับผลงานปรีซีซันที่ไม่แพ้ใคร จึงไม่แปลกที่ความคาดหวังจะพุ่งสูง แม้แฟนบอลอาจไม่ได้หวังถึงขั้นลุ้นแชมป์ทันที แต่หลังจากหนีตกชั้นมาสองปีติด อย่างน้อยพวกเขาก็คงอยากเห็นทีมที่มีทิศทางชัดเจน และพร้อมกลับไปลุ้นพื้นที่ฟุตบอลยุโรปอีกครั้ง

 

ทว่าสองเกมแรกยังให้คำตอบนั้นไม่ได้

 

หลังพ่ายเบรนท์ฟอร์ด 0-3 ในนัดเปิดสนาม สเปอร์สกลับมาเล่นในบ้านพบกับนิวคาสเซิลด้วยรูปเกมที่ไม่ได้แย่นัก พวกเขามีโอกาสยิงถึง 17 ครั้ง เข้ากรอบ 6 ครั้ง ขณะที่นิวคาสเซิลยิงเข้ากรอบเพียง 2 ครั้ง แต่ผลลัพธ์กลับจบลงที่ 0-2

 

สุดท้ายฟุตบอลตัดสินกันด้วยประตู และหลังผ่าน 180 นาทีแรก สเปอร์สยังยิงไม่ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว สะท้อนให้เห็นว่าต่อให้รูปเกมบางช่วงดูดีขึ้น แต่หากจังหวะสุดท้ายยังขาดทั้งไอเดียและความเฉียบคม ปัญหาก็ยังคงอยู่ตรงนั้น

 

อีกปัจจัยที่ต้องให้เวลาคือการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

 

การซื้อผู้เล่นระดับ 300 ล้านปอนด์ ไม่ได้หมายความว่าทีมมูลค่า 300 ล้านปอนด์จะต่อกันติดตั้งแต่วันแรก โตนาลีต้องเชื่อมแดนกลางชุดใหม่ เฟอร์นันเดสยังต้องปรับตัว ซาวิโอพลาดเกมล่าสุด ส่วนมาร์มูชก็เพิ่งประเดิมสนาม ขณะที่ เด เซอร์บี เองก็เพิ่งมีเวลาทำงานกับทีมชุดนี้อย่างเต็มรูปแบบเพียงไม่กี่เดือน

 

โจ ฮาร์ต อดีตผู้รักษาประตูของสเปอร์สและทีมชาติอังกฤษ ให้มุมมองเรื่องนี้ไว้น่าสนใจว่า หากมองไปที่นิวคาสเซิล แม้พวกเขาจะผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงซัมเมอร์เช่นกัน แต่เพียงสองเกมก็เริ่มมองเห็นแล้วว่า มัทธีอัส ไยส์เลอ ต้องการให้ทีมเล่นฟุตบอลแบบไหน

 

แต่เมื่อหันกลับมามองสเปอร์ส คำตอบนั้นยังไม่ชัดเจน

 

นี่อาจเป็นสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการจมอันดับ 20 หลังผ่านสองนัดเสียอีก เพราะจริงอยู่ที่สองเกมยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินทั้งฤดูกาลที่เหลืออีก 36 เกม (สำหรับสเปอร์ส) แต่มันก็มากพอที่จะเริ่มมองเห็นว่าทีมกำลังพยายามเล่นฟุตบอลแบบไหน

 

ตอนนี้ผู้เล่นสเปอร์สหลายคนยังดูเหมือนกำลัง ‘คิดก่อนเล่น’ มากกว่าลงเล่นด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน

 

อย่างไรก็ตาม หากจะโยนความผิดทั้งหมดให้กุนซือชาวอิตาเลียนก็คงไม่แฟร์นัก

 

สถิติระบุว่า สเปอร์สชนะเกมพรีเมียร์ลีกในบ้านตัวเองเพียง 3 จาก 23 นัดหลังสุด ตัวเลขนี้มันสะท้อนว่าปัญหาของสโมสรแห่งนี้สะสมมานานเกินกว่าจะลบออกได้ด้วยการใช้เงินในตลาดซื้อขายเพียงรอบเดียว

 

เด เซอร์บี เองก็ยอมรับตรงๆ ว่า “การจะเปลี่ยนแปลงสองฤดูกาลที่ผ่านมา มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้สำเร็จภายในเวลา 10 วัน”

 

สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือเชื่อมผู้เล่นใหม่กับผู้เล่นเดิมให้ติดโดยเร็วที่สุด และเปลี่ยนทีมที่ดูดีบนหน้ากระดาษ ให้กลายเป็นทีมที่รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรเมื่ออยู่ในสนามจริง เพราะพรีเมียร์ลีกไม่เคยให้เวลาใครมากนัก

 

2 นัด แพ้รวด ยิง 0 ประตู และจมบ๊วยของตาราง

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือการออกสตาร์ทที่ย่ำแย่ และยิ่งดูแย่ขึ้นไปอีกเมื่อวางตัวเลข 303 ล้านปอนด์ไว้ข้างๆ

 

แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าโปรเจกต์ใหม่ของสเปอร์สล้มเหลว สิ่งที่สองเกมแรกบอกเราได้ชัดเจนกว่าคือ การสร้างทีมใหม่ครั้งนี้อาจยากและซับซ้อนกว่าภาพที่เราเห็นในช่วงปรีซีซัน

 

300 ล้านปอนด์อาจช่วยให้สเปอร์สมีผู้เล่นที่ดีขึ้น แต่โจทย์ของ เด เซอร์บี หลังจากนี้ คือการนำผู้เล่นเหล่านั้นมาประกอบรวมกันให้กลายเป็น ‘ทีม’ ให้เร็วที่สุด

 

เพราะอันดับ 20 หลังผ่านสองสัปดาห์ยังไม่น่ากลัวเท่ากับการลงเล่นไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายยังตอบไม่ได้ว่า…

 

สเปอร์สยุคใหม่นี้ ต้องการจะเล่นฟุตบอลแบบไหนกันแน่?

The post 300 ล้านปอนด์ 0 ประตู จมอันดับ 20 เกิดอะไรขึ้นกับสเปอร์ส? appeared first on THE STANDARD.

]]>
AFTER KICK-OFF สิ่งที่เราเห็นจากทีม BIG SIX ในเกมนัดเปิดสนามพรีเมียร์ลีก https://thestandard.co/after-kick-off-big-six-premier-league/ Tue, 25 Aug 2026 12:24:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1246386 ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม

พรีเมียร์ลีก 2026/27 เปิดฉากขึ้นแล้ว และเพียงเกมแรก เรา […]

The post AFTER KICK-OFF สิ่งที่เราเห็นจากทีม BIG SIX ในเกมนัดเปิดสนามพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม

พรีเมียร์ลีก 2026/27 เปิดฉากขึ้นแล้ว และเพียงเกมแรก เราก็เริ่มเห็นภาพบางอย่างจากเหล่า BIG SIX ทั้งทีมที่ดูพร้อมตั้งแต่นัดแรก ทีมที่กำลังปรับตัวกับฟุตบอลของกุนซือใหม่ ไปจนถึงทีมที่เปิดฤดูกาลด้วยคำถามมากกว่าคำตอบ

 

แน่นอนว่า 90 นาทียังเร็วเกินไปสำหรับการตัดสินทั้งฤดูกาล แต่ก็มีรายละเอียดหลายอย่างที่น่าสนใจ และอาจเป็นภาพแรกของสิ่งที่เราจะได้ติดตามกันต่อจากนี้

 

THE STANDARD SPORT ชวนดู AFTER KICK-OFF กับสิ่งที่เราเห็นจาก BIG SIX หลังผ่านเกมเปิดสนามพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่

 

ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม 1ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม 2ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม 3ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม 4ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม 5ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม 6ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม 7ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม 8ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม 9ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม 10ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม 11ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม 12ภาพนักฟุตบอลจากทีม BIG SIX ในพรีเมียร์ลีกหลังเกมนัดเปิดสนาม 13

The post AFTER KICK-OFF สิ่งที่เราเห็นจากทีม BIG SIX ในเกมนัดเปิดสนามพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
BIG SIX CHECK-UP เช็กความพร้อม ‘แมนฯ ซิตี้’ การเริ่มต้นใหม่ หลังสิ้นสุดยุค ‘เป๊บ’ https://thestandard.co/man-city-new-era-maresca/ Sat, 22 Aug 2026 08:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1244898 นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังเข้าสู่พรีเมียร์ลีก 2026/27 ในบร […]

The post BIG SIX CHECK-UP เช็กความพร้อม ‘แมนฯ ซิตี้’ การเริ่มต้นใหม่ หลังสิ้นสุดยุค ‘เป๊บ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังเข้าสู่พรีเมียร์ลีก 2026/27 ในบรรยากาศที่ต่างจากตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อข้างสนามไม่มี เป๊ป กวาร์ดิโอลา อีกต่อไป พร้อมการจากไปของแกนหลักหลายคนในยุคแห่งความสำเร็จ

 

ภารกิจทั้งหมดถูกส่งต่อให้ เอ็นโซ มาเรสกา ที่ต้องสร้างซิตี้ชุดใหม่ พร้อมกับเป้าหมายเดิมอย่างการกลับไปคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แม้เกมพ่ายอาร์เซนอล 0-3 ใน Community Shield จะบอกว่าทีมยังมีการบ้านให้แก้อีกหลายจุด

 

THE STANDARD SPORT ชวนเช็กความพร้อมของ ‘เรือใบสีฟ้า’ ก่อนเริ่มต้นฤดูกาลแรกในยุคหลังเป๊ป กวาร์ดิโอลา

 

นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 1นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 2นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 3นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 4นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 5นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 6นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 7นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 8นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 9นักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยืนรวมกันในชุดแข่ง 10

The post BIG SIX CHECK-UP เช็กความพร้อม ‘แมนฯ ซิตี้’ การเริ่มต้นใหม่ หลังสิ้นสุดยุค ‘เป๊บ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BIG SIX CHECK-UP เช็กความพร้อม ‘อาร์เซนอล’ ก่อนภารกิจป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก https://thestandard.co/arsenal-premier-league-check-up/ Fri, 21 Aug 2026 05:30:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1244317 นักฟุตบอลอาร์เซนอลฉลองชัยชนะพร้อมถ้วยรางวัล

การป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกไม่เคยเป็นงานง่าย และนี่คือโ […]

The post BIG SIX CHECK-UP เช็กความพร้อม ‘อาร์เซนอล’ ก่อนภารกิจป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักฟุตบอลอาร์เซนอลฉลองชัยชนะพร้อมถ้วยรางวัล

การป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกไม่เคยเป็นงานง่าย และนี่คือโจทย์ที่อาร์เซนอลกำลังเผชิญในฤดูกาล 2026/27

 

ท่ามกลางคู่แข่งหลายทีมที่เปลี่ยนทั้งกุนซือและขุมกำลัง ทีมของ มิเกล อาร์เตตา เลือกรักษาแกนหลักชุดแชมป์เอาไว้ พร้อมเสริมผู้เล่นใหม่ในจุดสำคัญ และยังถูก Opta ยกให้เป็นเต็งหนึ่งก่อนเปิดฤดูกาล

 

THE STANDARD SPORT ชวนเช็กความพร้อมของอาร์เซนอล ก่อนเริ่มภารกิจป้องกันแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 91 ปี

 


 

นักฟุตบอลอาร์เซนอลฉลองชัยชนะพร้อมถ้วยรางวัล 1นักฟุตบอลอาร์เซนอลฉลองชัยชนะพร้อมถ้วยรางวัล 2นักฟุตบอลอาร์เซนอลฉลองชัยชนะพร้อมถ้วยรางวัล 3นักฟุตบอลอาร์เซนอลฉลองชัยชนะพร้อมถ้วยรางวัล 4นักฟุตบอลอาร์เซนอลฉลองชัยชนะพร้อมถ้วยรางวัล 5นักฟุตบอลอาร์เซนอลฉลองชัยชนะพร้อมถ้วยรางวัล 6นักฟุตบอลอาร์เซนอลฉลองชัยชนะพร้อมถ้วยรางวัล 7นักฟุตบอลอาร์เซนอลฉลองชัยชนะพร้อมถ้วยรางวัล 8นักฟุตบอลอาร์เซนอลฉลองชัยชนะพร้อมถ้วยรางวัล 9นักฟุตบอลอาร์เซนอลฉลองชัยชนะพร้อมถ้วยรางวัล 10

The post BIG SIX CHECK-UP เช็กความพร้อม ‘อาร์เซนอล’ ก่อนภารกิจป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Premier League 2026/27 บททดสอบที่รอเหล่าทีมใหญ่ ในฤดูกาลแห่งการเปลี่ยนแปลง https://thestandard.co/premier-league-2026-27-big-teams-challenge/ Thu, 20 Aug 2026 04:51:17 +0000 https://thestandard.co/premier-league-2026-27-big-teams-challenge/ ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27

พรีเมียร์ลีก 2026/27 กำลังจะเปิดฉาก ท่ามกลางความเปลี่ยน […]

The post Premier League 2026/27 บททดสอบที่รอเหล่าทีมใหญ่ ในฤดูกาลแห่งการเปลี่ยนแปลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27

พรีเมียร์ลีก 2026/27 กำลังจะเปิดฉาก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อหลายสโมสรเปลี่ยนทั้งกุนซือและขุมกำลัง ขณะที่แชมป์เก่าอย่างอาร์เซนอลยังถูกยกให้เป็นทีมเต็งที่จะรักษาบัลลังก์เอาไว้

 

จากภารกิจป้องกันแชมป์ของอาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในยุคหลัง เป๊ป กวาร์ดิโอลา, ลิเวอร์พูลที่ต้องเดินหน้าต่อโดยไม่มี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ไปจนถึงเหล่าทีมม้ามืดที่พร้อมสร้างปัญหาให้ทุกทีม

 

THE STANDARD SPORT ชวนสำรวจสิ่งที่รอท้าทายเหล่าทีมใหญ่ ก่อนพรีเมียร์ลีก 2026/27 จะเปิดฉากอย่างเป็นทางการ

 

ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 1ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 2ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 3ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 4ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 5ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 6ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 7ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 8ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 9ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 10ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 11ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 12ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 13ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 14ภาพโค้ชฟุตบอล 6 คนจากทีมใหญ่ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 15

The post Premier League 2026/27 บททดสอบที่รอเหล่าทีมใหญ่ ในฤดูกาลแห่งการเปลี่ยนแปลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมเสื้อเหย้า 20 สโมสร พรีเมียร์ลีก 2026/27 คุณชอบชุดทีมไหนที่สุด? https://thestandard.co/premier-league-kits-2026-27/ Tue, 18 Aug 2026 05:09:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1243139 ภาพนักฟุตบอลสวมชุดเหย้าใหม่ของสโมสรพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 กำลังจะเปิดฉากขึ้น แต่ก่อนก […]

The post รวมเสื้อเหย้า 20 สโมสร พรีเมียร์ลีก 2026/27 คุณชอบชุดทีมไหนที่สุด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักฟุตบอลสวมชุดเหย้าใหม่ของสโมสรพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 กำลังจะเปิดฉากขึ้น แต่ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้น อีกหนึ่งสีสันที่ขาดไม่ได้คือ ชุดแข่งใหม่ ที่ทั้ง 20 สโมสรเตรียมสวมลงสนามตลอดฤดูกาลนี้

 

THE STANDARD SPORT ชวนส่องดีไซน์เสื้อของทั้ง 20 ทีมพรีเมียร์ลีก ว่าชุดเหย้าแต่ละสโมสรมาในรูปลักษณ์แบบไหน

 

และฤดูกาลนี้ เสื้อของทีมไหนถูกใจคุณมากที่สุด? มาคอมเมนต์บอกกันได้เลย

 

ภาพนักฟุตบอลสวมชุดเหย้าใหม่ของสโมสรพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 1ภาพนักฟุตบอลสวมชุดเหย้าใหม่ของสโมสรพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 2ภาพนักฟุตบอลสวมชุดเหย้าใหม่ของสโมสรพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 3ภาพนักฟุตบอลสวมชุดเหย้าใหม่ของสโมสรพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 4ภาพนักฟุตบอลสวมชุดเหย้าใหม่ของสโมสรพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 5ภาพนักฟุตบอลสวมชุดเหย้าใหม่ของสโมสรพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 6ภาพนักฟุตบอลสวมชุดเหย้าใหม่ของสโมสรพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 7ภาพนักฟุตบอลสวมชุดเหย้าใหม่ของสโมสรพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 8ภาพนักฟุตบอลสวมชุดเหย้าใหม่ของสโมสรพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 9ภาพนักฟุตบอลสวมชุดเหย้าใหม่ของสโมสรพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2026/27 10

The post รวมเสื้อเหย้า 20 สโมสร พรีเมียร์ลีก 2026/27 คุณชอบชุดทีมไหนที่สุด? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดอะ กันเนอร์ส ในฟอร์มอันแข็งแกร่ง กับแชมป์คอมมูนิตี้ ชิลด์ สมัยที่ 18 https://thestandard.co/arsenal-win-community-shield/ Mon, 17 Aug 2026 02:04:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1242644 เดอะ กันเนอร์ส

อาร์เซนอล ส่งสัญญาณความพร้อมก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ หลังโชว์ […]

The post เดอะ กันเนอร์ส ในฟอร์มอันแข็งแกร่ง กับแชมป์คอมมูนิตี้ ชิลด์ สมัยที่ 18 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เดอะ กันเนอร์ส

อาร์เซนอล ส่งสัญญาณความพร้อมก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ หลังโชว์ฟอร์มแข็งแกร่งเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-0 พร้อมคว้าแชมป์คอมมูนิตี้ ชิลด์ 2026 ไปครอง

 

ความโดดเด่นของทัพปืนใหญ่ในเกมนี้เกิดขึ้นทั้งสองฝั่งของสนาม พวกเขาเริ่มต้นด้วยเกมรุกที่ดุดัน ยิงประตูขึ้นนำตั้งแต่วินาทีที่ 23 จาก ริคคาร์โด คาลาฟิออรี ก่อน ไค ฮาแวร์ตซ์ จะทำประตูที่สอง และ มาร์ติน โอเดการ์ด ยิงปิดท้ายช่วงต้นครึ่งหลัง โดย คริสตอส โซลิส แนวรุกคนใหม่ค่าตัว 34 ล้านปอนด์ ประเดิมสนามด้วยผลงาน 2 แอสซิสต์

 

นอกจาก 3 ประตู อาร์เซนอลยังสร้างโอกาสลุ้นประตูได้อีกหลายครั้ง ขณะที่เกมรับซึ่งถูกตั้งคำถามหลังเสียถึง 8 ประตูจาก 4 นัดในช่วงปรีซีซัน กลับเล่นได้อย่างเหนียวแน่น ช่วยกันหยุดแนวรุกของแมนฯ ซิตีที่มี เออร์ลิง ฮาลันด์ เป็นตัวอันตราย และจบเกมด้วยคลีนชีต

 

ภาพรวมจึงเป็นเกมที่อาร์เซนอลแสดงให้เห็นทั้งความเฉียบคมในเกมรุก ความแข็งแกร่งในเกมรับ และความลงตัวของผู้เล่นใหม่ ก่อนปิดเกมด้วยชัยชนะเหนือหนึ่งในคู่แข่งสำคัญของพวกเขาแบบขาดลอย

 

ชัยชนะครั้งนี้ทำให้อาร์เซนอลคว้าคอมมูนิตี้ ชิลด์ เป็นสมัยที่ 18 พร้อมได้โมเมนตัมสำคัญก่อนเริ่มภารกิจป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก

 

อย่างไรก็ตาม สถิติหนึ่งที่น่าจับตาคือ ทีมล่าสุดที่คว้าถาดแชมป์คอมมูนิตี้ ชิลด์ แล้วไปถึงแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลเดียวกัน คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี ชุดฤดูกาล 2018/19

 

ฤดูกาลนี้จึงต้องรอดูว่า อาร์เซนอล จะเป็นทีมแรกในรอบ 8 ปีที่ทำสำเร็จ พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสองฤดูกาลติดต่อกันเป็นครั้งแรกในรอบ 91 ปีได้หรือไม่

 

The post เดอะ กันเนอร์ส ในฟอร์มอันแข็งแกร่ง กับแชมป์คอมมูนิตี้ ชิลด์ สมัยที่ 18 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เออร์ลิง ฮาลันด์ กวาด 4 สถิติโลก จาก Guinness World Records https://thestandard.co/haaland-guinness-world-records/ Fri, 14 Aug 2026 05:36:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1241835 ภาพ เออร์ลิง ฮาลันด์ ดาวยิงแมนฯ ซิตี พร้อมข้อความระบุ 4 สถิติโลกจาก Guinness World Records

เออร์ลิง ฮาลันด์ ดาวยิงของแมนฯ ซิตี ได้รับใบรับรองจาก G […]

The post เออร์ลิง ฮาลันด์ กวาด 4 สถิติโลก จาก Guinness World Records appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เออร์ลิง ฮาลันด์ ดาวยิงแมนฯ ซิตี พร้อมข้อความระบุ 4 สถิติโลกจาก Guinness World Records

เออร์ลิง ฮาลันด์ ดาวยิงของแมนฯ ซิตี ได้รับใบรับรองจาก Guinness World Records เพื่อยืนยัน 4 สถิติสำคัญที่เจ้าตัวสร้างขึ้นตลอดเส้นทางค้าแข้ง ก่อนฤดูกาลใหม่กำลังจะเปิดฉาก

 

4 สถิติของฮาลันด์ประกอบด้วย ยิงประตูใน UEFA Nations League มากที่สุด 19 ประตู, ใช้เวลาน้อยที่สุดในการยิงครบ 100 ประตูในพรีเมียร์ลีก ด้วยการลงเล่น 111 นัด และยิงประตูมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลเดียวแบบ 38 นัด ที่ 36 ประตู

 

อีกหนึ่งสถิติคือการยิงมากที่สุดในเกม UEFA Champions League นัดเดียวที่ 5 ประตู ซึ่งเป็นสถิติที่ฮาลันด์ครองร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี และ ลุยซ์ อาเดรียโน

 

ทั้ง 4 สถิติจะปรากฏในหนังสือ Guinness World Records Football Edition 2027 ซึ่งมีกำหนดวางจำหน่ายวันที่ 8 ตุลาคมนี้

The post เออร์ลิง ฮาลันด์ กวาด 4 สถิติโลก จาก Guinness World Records appeared first on THE STANDARD.

]]>
มากกว่าเกมปรีซีซัน! ‘เสื้อบอลรุ่นพิเศษ’ บอกเล่าเอกลักษณ์ของแต่ละเมือง https://thestandard.co/special-football-kits-city-identity/ Thu, 06 Aug 2026 07:41:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1238900 เสื้อฟุตบอลรุ่นพิเศษที่มีลวดลายสื่อถึงเอกลักษณ์ของเมืองต่างๆ

ทุกครั้งที่สโมสรฟุตบอลชั้นนำของยุโรปเดินทางออกทัวร์ปรีซ […]

The post มากกว่าเกมปรีซีซัน! ‘เสื้อบอลรุ่นพิเศษ’ บอกเล่าเอกลักษณ์ของแต่ละเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เสื้อฟุตบอลรุ่นพิเศษที่มีลวดลายสื่อถึงเอกลักษณ์ของเมืองต่างๆ

ทุกครั้งที่สโมสรฟุตบอลชั้นนำของยุโรปเดินทางออกทัวร์ปรีซีซัน สิ่งที่แฟนบอลมักจับตาคือเกมการแข่งขัน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกหนึ่งรายละเอียดที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน คือ ชุดแข่งและชื่อ-หมายเลขหลังเสื้อ (Nameset) รุ่นพิเศษ ที่ถูกออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับแต่ละประเทศที่ทีมไปเยือน

ดูภาพข่าว 

หนึ่งในตัวอย่างคือ บาเยิร์น มิวนิก ที่ร่วมกับ adidas และ Hypebeast เปิดตัวชุดแข่งพร้อม Nameset รุ่นพิเศษสำหรับทัวร์เกาะเชจูและฮ่องกง โดยนำแรงบันดาลใจจากงานศิลปะกระดาษและงานหัตถศิลป์ท้องถิ่นมาออกแบบเป็นลวดลายบนชื่อและหมายเลขหลังเสื้อ

 

ฝั่ง แอตเลติโก มาดริด ก็เปิดตัวชุดแข่งเวอร์ชันอักษรฮันกึล ระหว่างเดินทางมาทัวร์ประเทศเกาหลีใต้ โดยร่วมมือกับแบรนด์ Over The Pitch นำศิลปะการเขียนตัวอักษรแบบดั้งเดิมของเกาหลี หรือ Hyeokpil มาตีความใหม่ พร้อมซ่อนสัญลักษณ์เสือไว้ในหมายเลข 7 ของ ‘อี คัง-อิน’ เพื่อสื่อถึงโชคลาภและการเริ่มต้นบทใหม่ในอาชีพค้าแข้ง

 

ด้าน โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็เปิดตัว Nameset ภาษาญี่ปุ่นในช่วงทัวร์เอเชีย ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ใช้ฟอนต์พิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะและลวดลายของ อาบูดาบี รวมถึงจัดกิจกรรมป็อปอัปและบริการสกรีนเสื้อรุ่นลิมิเต็ดในแต่ละประเทศที่ไปเยือน

 

ส่วน ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ เลือกจับมือกับศิลปินท้องถิ่นของนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ออกแบบหมายเลขรุ่นพิเศษ เพื่อสะท้อนเอกลักษณ์ของเมืองในช่วงทัวร์ปรีซีซัน

 

 

เสื้อฟุตบอลรุ่นพิเศษที่มีลวดลายสื่อถึงเอกลักษณ์ของเมืองต่างๆ 1เสื้อฟุตบอลรุ่นพิเศษที่มีลวดลายสื่อถึงเอกลักษณ์ของเมืองต่างๆ 2เสื้อฟุตบอลรุ่นพิเศษที่มีลวดลายสื่อถึงเอกลักษณ์ของเมืองต่างๆ 3เสื้อฟุตบอลรุ่นพิเศษที่มีลวดลายสื่อถึงเอกลักษณ์ของเมืองต่างๆ 4เสื้อฟุตบอลรุ่นพิเศษที่มีลวดลายสื่อถึงเอกลักษณ์ของเมืองต่างๆ 5เสื้อฟุตบอลรุ่นพิเศษที่มีลวดลายสื่อถึงเอกลักษณ์ของเมืองต่างๆ 6เสื้อฟุตบอลรุ่นพิเศษที่มีลวดลายสื่อถึงเอกลักษณ์ของเมืองต่างๆ 7เสื้อฟุตบอลรุ่นพิเศษที่มีลวดลายสื่อถึงเอกลักษณ์ของเมืองต่างๆ 8เสื้อฟุตบอลรุ่นพิเศษที่มีลวดลายสื่อถึงเอกลักษณ์ของเมืองต่างๆ 9เสื้อฟุตบอลรุ่นพิเศษที่มีลวดลายสื่อถึงเอกลักษณ์ของเมืองต่างๆ 10เสื้อฟุตบอลรุ่นพิเศษที่มีลวดลายสื่อถึงเอกลักษณ์ของเมืองต่างๆ 11

The post มากกว่าเกมปรีซีซัน! ‘เสื้อบอลรุ่นพิเศษ’ บอกเล่าเอกลักษณ์ของแต่ละเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสิ่งของในห้องทำงาน เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่แมนฯ ซิตีนำออกประมูล https://thestandard.co/pep-guardiola-man-city-auction-items/ Tue, 28 Jul 2026 02:29:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1235756 เป๊ป กวาร์ดิโอลา พร้อมสิ่งของจากห้องทำงานที่นำออกประมูล

แมนเชสเตอร์ ซิตี ปิดการประมูล “Farewell Pep ̵ […]

The post เปิดสิ่งของในห้องทำงาน เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่แมนฯ ซิตีนำออกประมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เป๊ป กวาร์ดิโอลา พร้อมสิ่งของจากห้องทำงานที่นำออกประมูล

แมนเชสเตอร์ ซิตี ปิดการประมูล “Farewell Pep – Office Collection” เรียบร้อยแล้ว โดยนำสิ่งของจากห้องทำงานของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา อดีตกุนซือของทีม ออกประมูลเพื่อนำรายได้สมทบองค์กรการกุศลของสโมสร City in the Community (CITC)

 

ของสะสมทั้ง 25 ชิ้นมีตั้งแต่เก้าอี้ทำงาน แก้วกาแฟ นกหวีด โคมไฟ ชุดเครื่องหอม ไปจนถึงสมุดจดแท็กติกและเสื้อที่เป๊ปสวมใส่จริงระหว่างการคุมทีม

 

THE STANDARD SPORT พาไปดูกันว่า สิ่งของ (บางส่วนที่น่าสนใจ) แต่ละชิ้นมีอะไรบ้าง และปิดประมูลที่ราคาประมาณเท่าไรกันบ้าง

 

หมายเหตุ: มูลค่าเงินบาทเป็นการคำนวณโดยประมาณจากอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2569

 

เป๊ป กวาร์ดิโอลา พร้อมสิ่งของจากห้องทำงานที่นำออกประมูล 1เป๊ป กวาร์ดิโอลา พร้อมสิ่งของจากห้องทำงานที่นำออกประมูล 2เป๊ป กวาร์ดิโอลา พร้อมสิ่งของจากห้องทำงานที่นำออกประมูล 3เป๊ป กวาร์ดิโอลา พร้อมสิ่งของจากห้องทำงานที่นำออกประมูล 4เป๊ป กวาร์ดิโอลา พร้อมสิ่งของจากห้องทำงานที่นำออกประมูล 5เป๊ป กวาร์ดิโอลา พร้อมสิ่งของจากห้องทำงานที่นำออกประมูล 6เป๊ป กวาร์ดิโอลา พร้อมสิ่งของจากห้องทำงานที่นำออกประมูล 7เป๊ป กวาร์ดิโอลา พร้อมสิ่งของจากห้องทำงานที่นำออกประมูล 8เป๊ป กวาร์ดิโอลา พร้อมสิ่งของจากห้องทำงานที่นำออกประมูล 9เป๊ป กวาร์ดิโอลา พร้อมสิ่งของจากห้องทำงานที่นำออกประมูล 10เป๊ป กวาร์ดิโอลา พร้อมสิ่งของจากห้องทำงานที่นำออกประมูล 11

The post เปิดสิ่งของในห้องทำงาน เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่แมนฯ ซิตีนำออกประมูล appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมเสื้อบอลดีไซน์สวย ฤดูกาล 2026/27 https://thestandard.co/club-football-jersey-designs-26-27/ Sat, 25 Jul 2026 04:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1234910 ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27

ตลอดช่วงฟุตบอลโลก 2026 สายตาของแฟนบอลส่วนใหญ่คงจับจ้องอ […]

The post รวมเสื้อบอลดีไซน์สวย ฤดูกาล 2026/27 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27

ตลอดช่วงฟุตบอลโลก 2026 สายตาของแฟนบอลส่วนใหญ่คงจับจ้องอยู่กับการแข่งขันในนามทีมชาติ จนหลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่า อีกฟากหนึ่งของโลกฟุตบอล สโมสรต่างๆ ก็ทยอยเปิดตัวชุดแข่งสำหรับฤดูกาล 2026/27 กันอย่างต่อเนื่อง

 

THE STANDARD SPORT จึงรวบรวมเสื้อใหม่บางส่วนจากหลายสโมสรทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว แต่ละทีมต่างหยิบเอกลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และไอเดียใหม่ๆ มาใส่ไว้ในดีไซน์ เพื่อเตรียมต้อนรับฤดูกาลที่กำลังจะเริ่มต้น

 

ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 1ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 2ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 3ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 4ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 5ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 6ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 7ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 8ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 9ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 10ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 11ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 12ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 13ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 14ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 15ภาพปกเสื้อฟุตบอลดีไซน์สวยจากหลายสโมสรสำหรับฤดูกาล 2026/27 16

The post รวมเสื้อบอลดีไซน์สวย ฤดูกาล 2026/27 appeared first on THE STANDARD.

]]>
มอร์แกน โรเจอร์ส โปรเจกต์ยกระดับเกมรุกเชลซี มูลค่า 117 ล้านปอนด์ https://thestandard.co/morgan-rogers-chelsea-alonso-attack/ Sun, 19 Jul 2026 02:58:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1232346 มอร์แกน โรเจอร์ส นักฟุตบอลชาวอังกฤษมองไปข้างหน้า

การทุ่มเงินระดับสถิติสโมสรเพื่อคว้า มอร์แกน โรเจอร์ส อา […]

The post มอร์แกน โรเจอร์ส โปรเจกต์ยกระดับเกมรุกเชลซี มูลค่า 117 ล้านปอนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มอร์แกน โรเจอร์ส นักฟุตบอลชาวอังกฤษมองไปข้างหน้า

การทุ่มเงินระดับสถิติสโมสรเพื่อคว้า มอร์แกน โรเจอร์ส อาจดูเป็นการตัดสินใจที่กล้าไม่น้อยสำหรับเชลซี ทีมที่เพิ่งจบพรีเมียร์ลีกฤดูกาลก่อนในอันดับ 10 และไม่มีฟุตบอลยุโรปให้ลงเล่นแม้แต่วินาทีเดียว

 

แต่เมื่อมองผ่านรูปแบบการเล่นของโรเจอร์ส และแนวทางสร้างทีมของ ชาบี อลอนโซ ดีลนี้ดูจะมีเหตุผลมากกว่าการซื้อนักเตะอังกฤษที่กำลังอยู่ในกระแส

 

โรเจอร์สคือผู้เล่นที่เชลซีเฝ้าติดตามมานานกว่า 2 ปี ก่อนยอมจ่าย 117 ล้านปอนด์ ปาดหน้าอาร์เซนอล คว้าตัวจากแอสตัน วิลลา โดยที่เจ้าตัวทำ 10 ประตูกับ 6 แอสซิสต์จากการลงเล่นพรีเมียร์ลีก 37 นัดในฤดูกาล 2025/26 พร้อมมีส่วนสำคัญกับการพาวิลลาคว้าแชมป์ยูโรปาลีก

 

จุดเด่นของโรเจอร์สไม่ใช่การยืนรอบอลในพื้นที่สุดท้าย เขาชอบรับบอลระหว่างแดนกลางกับแนวรับคู่แข่ง ก่อนพาบอลขึ้นหน้าโดยตรง ใช้รูปร่าง ความแข็งแกร่ง และการเปลี่ยนจังหวะเอาชนะผู้เล่นที่เข้าประกบ

 

ด้วยส่วนสูง 189 เซนติเมตร โรเจอร์สสามารถเก็บบอลภายใต้แรงกดดัน ใช้ลำตัวบังบอล แล้วพาทีมขยับจากแดนกลางเข้าสู่พื้นที่สุดท้าย เขาจึงมีคุณสมบัติต่างจากแนวรุกเชลซีหลายคนที่เด่นเรื่องความเร็วริมเส้นหรือการเล่นในพื้นที่แคบ

 

เติมสิ่งที่เชลซีขาด นั่นคือ..คนพาบอลผ่านแนวรับ

 

หนึ่งในปัญหาของเชลซีฤดูกาลที่ผ่านมา คือการขึ้นเกมที่ต้องพึ่งการส่งบอลเป็นทอดๆ และฝากความหวังในการสร้างโอกาสไว้กับ โคล พาล์มเมอร์ มากเกินไป

 

เมื่อคู่แข่งปิดพื้นที่ระหว่างไลน์หรือส่งผู้เล่นสองคนเข้าหาพาล์มเมอร์ เกมรุกของเชลซีมักขาดคนที่สามารถรับบอลแล้วพุ่งผ่านแนวแรกของคู่แข่งได้ด้วยตัวเอง ซึ่งตัวของโรเจอร์สจะเข้ามาแก้โจทย์นี้โดยตรง

 

เขาสามารถเริ่มจากฝั่งซ้าย ลากบอลตัดเข้ากลาง หรือถอยลงมารับบอลก่อนพุ่งใส่แนวรับ ความสามารถดังกล่าวช่วยให้เชลซีขึ้นเกมได้หลายทางขึ้น และลดความจำเป็นที่พาล์มเมอร์ต้องลงต่ำเพื่อพาบอลขึ้นมาเองทุกครั้ง

 

การมีผู้เล่นที่ดึงตัวประกบและฝ่าแนวรับได้ ยังสร้างพื้นที่ให้เพื่อนร่วมทีมโดยอัตโนมัติ เมื่อกองหลังต้องขยับออกมาหยุดโรเจอร์ส ช่องด้านหลังหรือพื้นที่ฝั่งตรงข้ามจะเปิดให้พาล์มเมอร์และแนวรุกของทีมได้หาจังหวะเข้าทำที่หลากหลายขึ้น

 

โรเจอร์สกับระบบของอลอนโซ

 

อลอนโซเคยใช้ทั้งระบบแนวรับสี่คนและสามคนกับไบเออร์ เลเวอร์คูเซนและเรอัล มาดริด แต่หลักการสำคัญในเกมรุกของเขายังคงคล้ายเดิม คือการจัดผู้เล่นให้อยู่ในหลายช่องทางของสนาม และใช้การสลับตำแหน่งเพื่อทำลายแนวรับคู่แข่ง

 

หากเชลซีเล่น 3-4-2-1 โรเจอร์สสามารถยืนเป็นหน้าต่ำได้ โดยเริ่มทางซ้าย ส่วนพาล์มเมอร์อยู่ทางขวา

 

โครงสร้างนี้จะเปิดโอกาสให้ทั้งคู่เคลื่อนเข้าพื้นที่ด้านใน ขณะที่วิงแบ็กช่วยยืนรักษาความกว้าง โรเจอร์สรับหน้าที่พาบอลและเข้าปะทะกับแนวรับ ส่วนพาล์มเมอร์เป็นคนหาจังหวะจ่ายบอลสุดท้ายหรือจบสกอร์

 

หากอลอนโซเลือกใช้ 4-2-3-1 โรเจอร์สอาจเริ่มจากปีกซ้าย แล้วเปิดพื้นที่หมายเลข 10 ให้พาล์มเมอร์ ขณะที่ในระบบ 4-3-3 เขาสามารถเล่นเป็นปีกซ้ายหรือตัวกลางที่ขยับขึ้นไปสนับสนุนเกมรุกได้

 

ความยืดหยุ่นนี้สำคัญกับอลอนโซ เพราะเขาสามารถเปลี่ยนโครงสร้างระหว่างเกมโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนผู้เล่น

 

โรเจอร์สจะมาแย่งตำแหน่งพาล์มเมอร์?

 

คำถามสำคัญหลังดีลนี้อีกอย่างคือ โรเจอร์สกับพาล์มเมอร์จะเล่นด้วยกันได้หรือไม่ เนื่องจากทั้งสองคนชอบรับบอลในพื้นที่หมายเลข 10 และถนัดการเคลื่อนจากด้านข้างเข้าสู่ตรงกลาง

 

คำตอบคือเล่นด้วยกันได้ แต่อลอนโซต้องแบ่งพื้นที่และหน้าที่ให้ชัดเจนเท่านั้นเลย

 

พาล์มเมอร์ควรเป็นผู้เล่นที่ได้สัมผัสบอลใกล้กรอบเขตโทษ มีอิสระในการหาพื้นที่ และรับผิดชอบจังหวะสุดท้าย ส่วนโรเจอร์สควรเป็นคนพาบอลจากแนวลึก เชื่อมแดนกลางกับแดนหน้า และโจมตีแนวรับคู่แข่งด้วยพละกำลัง

 

หากทั้งคู่ลงมายืนรอบอลในตำแหน่งเดียวกัน เกมจะอัดแน่นและเสียสมดุล แต่หากโรเจอร์สเริ่มจากฝั่งซ้ายและพาล์มเมอร์เคลื่อนจากฝั่งขวา แนวรับคู่แข่งจะต้องรับมือผู้เล่นสองคนที่สามารถสร้างอันตรายในพื้นที่ครึ่งช่องทั้งสองด้าน

 

เชลซีมองโรเจอร์สเป็นตัวจริงทางฝั่งซ้าย เพื่อจับคู่กับพาล์มเมอร์ในแนวรุก มากกว่าจะดึงมาเป็นตัวแทนโดยตรง

 

ทั้งคู่ยังรู้จักกันมาตั้งแต่ระบบเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และต่างเคยบอกว่าอีกฝ่ายคือเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอล ความคุ้นเคยนอกสนามอาจช่วยให้การประสานงานเกิดขึ้นเร็วขึ้น แม้ความเข้าใจในเกมยังต้องสร้างผ่านการฝึกซ้อมและการแข่งขันจริง

 

และถ้าทุกอย่างลงตัว แฟนเชลซีก็น่าจะได้เห็น พาล์มเมอร์ กับ โรเจอร์ส ยืนทำท่า Cold ฉลองประตูด้วยกันในสีเสื้อสิงห์บลูส์อยู่บ่อยๆ

 

การแข่งขันที่หนักขึ้นในแนวรุก

 

การมาของโรเจอร์สทำให้อลอนโซมีตัวเลือกแนวรุกจำนวนมากในตำแหน่งปีก ทั้งพาล์มเมอร์, เอสเตเวา วิลเลียน, เปโดร เนโต, เจมี กิตเทนส์, จีโอวานี เควนดา และโรเจอร์ส

 

สำหรับทีมที่ไม่มีฟุตบอลยุโรปและลงเล่นเฉลี่ยเพียงสัปดาห์ละหนึ่งนัด การบริหารเวลาในสนามจะเป็นอีกโจทย์ของอลอนโซ เพราะนักเตะค่าตัว 117 ล้านปอนด์ย่อมไม่ได้ย้ายมาเพื่อเป็นตัวหมุนเวียน

 

การปล่อย อเลฮานโดร การ์นาโช ออกจากทีมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตำแหน่งทางฝั่งซ้ายให้โรเจอร์ส แต่การแข่งขันภายในทีมยังคงสูง และอาจนำไปสู่การขายหรือปล่อยยืมแนวรุกเพิ่มเติมก่อนตลาดปิด

 

ดีลที่บอกทิศทางของเชลซี

 

โรเจอร์สไม่ได้เข้ามาแก้ปัญหาเพียงตำแหน่งเดียว เขาทำให้เชลซีมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในการดวลตัวต่อตัว มีคนพาบอลจากแดนกลาง มีตัวจบสกอร์เพิ่ม และสามารถปรับระบบระหว่างเกมได้ง่ายขึ้น

 

เขายังช่วยลดภาระของพาล์มเมอร์ ซึ่งตลอดช่วงที่ผ่านมาเป็นทั้งคนสร้างเกม ตัวจ่ายบอลสุดท้าย และผู้ทำประตูหลักของทีม

 

ภายใต้การคุมทัพของอลอนโซ เชลซีไม่ได้ซื้อโรเจอร์สมาแย่งตำแหน่งพาล์มเมอร์ แต่ต้องการให้ทั้งคู่เล่นร่วมกัน

 

พาล์มเมอร์รับบทสร้างสรรค์เกม ส่วนโรเจอร์สเพิ่มมิติด้วยการพาบอลขึ้นหน้า ลากกินตัว และช่วยลดภาระของแนวรุกคนสำคัญของทีม

 

หากอลอนโซจัดสมดุลได้ การมาของโรเจอร์สจะไม่ลดความสำคัญของพาล์มเมอร์ แต่ตรงกันข้าม เขาอาจเป็นผู้เล่นที่ทำให้พาล์มเมอร์กลับมาอันตรายขึ้น เพราะเชลซีไม่จำเป็นต้องรอให้หมายเลข 10 คนเดิมสร้างทุกอย่างเพียงลำพังอีกต่อไป

 

และนี่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ของเชลซี ส่วนค่าตัว 117 ล้านปอนด์ของ มอร์แกน โรเจอร์ส จะคุ้มค่าหรือไม่ คงต้องรอคำตอบจากผลงานในฤดูกาล 2026/27 ที่กำลังจะเปิดฉากในเดือนหน้า

 

อ้างอิง:

The post มอร์แกน โรเจอร์ส โปรเจกต์ยกระดับเกมรุกเชลซี มูลค่า 117 ล้านปอนด์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Haaland x Bellingham เพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน สู่คู่แข่งในรอบ 8 ทีมบอลโลก https://thestandard.co/haaland-bellingham-world-cup-rivals/ Sat, 11 Jul 2026 01:00:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1229308 ภาพปกแสดงฮาลันด์ในชุดนอร์เวย์และเบลลิงแฮมในชุดอังกฤษ โดยมีภาพอดีตที่ทั้งคู่ฉลองชัยด้วยกันที่ดอร์ทมุนด์อยู่ตรงกลาง

จากเพื่อนคนสนิทที่สุด.. สู่คู่แข่งในเกมที่ใหญ่ที่สุดของ […]

The post Haaland x Bellingham เพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน สู่คู่แข่งในรอบ 8 ทีมบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกแสดงฮาลันด์ในชุดนอร์เวย์และเบลลิงแฮมในชุดอังกฤษ โดยมีภาพอดีตที่ทั้งคู่ฉลองชัยด้วยกันที่ดอร์ทมุนด์อยู่ตรงกลาง

จากเพื่อนคนสนิทที่สุด.. สู่คู่แข่งในเกมที่ใหญ่ที่สุดของชีวิต

 

เออร์ลิง ฮาลันด์ และ จูด เบลลิงแฮม เคยลงสนามเคียงข้างกันในสีเสื้อโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ผ่านทั้งช่วงเวลาแห่งความสำเร็จ เสียงหัวเราะ และโมเมนต์ไวรัลที่แฟนบอลยังพูดถึงจนถึงทุกวันนี้

ดูภาพข่าว 

แต่วันนี้ ทั้งคู่ต้องยืนอยู่คนละฝั่งในนามทีมชาติ เมื่อ นอร์เวย์ พบกับ อังกฤษ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026

 

เกมที่มีตั๋วสู่รอบรองชนะเลิศเป็นเดิมพัน และมีเพียงคนเดียวที่จะได้ไปต่อ

 

ขอบคุณคลิปจาก bvb09

 

 

ภาพปกแสดงฮาลันด์ในชุดนอร์เวย์และเบลลิงแฮมในชุดอังกฤษ โดยมีภาพอดีตที่ทั้งคู่ฉลองชัยด้วยกันที่ดอร์ทมุนด์อยู่ตรงกลาง 1ภาพปกแสดงฮาลันด์ในชุดนอร์เวย์และเบลลิงแฮมในชุดอังกฤษ โดยมีภาพอดีตที่ทั้งคู่ฉลองชัยด้วยกันที่ดอร์ทมุนด์อยู่ตรงกลาง 2ภาพปกแสดงฮาลันด์ในชุดนอร์เวย์และเบลลิงแฮมในชุดอังกฤษ โดยมีภาพอดีตที่ทั้งคู่ฉลองชัยด้วยกันที่ดอร์ทมุนด์อยู่ตรงกลาง 3ภาพปกแสดงฮาลันด์ในชุดนอร์เวย์และเบลลิงแฮมในชุดอังกฤษ โดยมีภาพอดีตที่ทั้งคู่ฉลองชัยด้วยกันที่ดอร์ทมุนด์อยู่ตรงกลาง 4ภาพปกแสดงฮาลันด์ในชุดนอร์เวย์และเบลลิงแฮมในชุดอังกฤษ โดยมีภาพอดีตที่ทั้งคู่ฉลองชัยด้วยกันที่ดอร์ทมุนด์อยู่ตรงกลาง 5ภาพปกแสดงฮาลันด์ในชุดนอร์เวย์และเบลลิงแฮมในชุดอังกฤษ โดยมีภาพอดีตที่ทั้งคู่ฉลองชัยด้วยกันที่ดอร์ทมุนด์อยู่ตรงกลาง 6

The post Haaland x Bellingham เพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน สู่คู่แข่งในรอบ 8 ทีมบอลโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>