Malaysia Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/malaysia/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 24 Jun 2026 08:17:43 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไม ‘สงคราม-เอลนีโญ’ อาจไม่ใช่ข่าวร้ายวงการค้าข้าวเสมอไป? เมื่อข้าวแพง โลกแย่งซื้อ ไทยแจ้งเกิดตลาดน้องใหม่ ‘โมซัมบิก‘ ทดแทนอิรัก https://thestandard.co/thai-rice-exports-mozambique-iraq-war/ Wed, 24 Jun 2026 08:17:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1222244 ภาพประกอบเชิงแนวคิดแสดงถึงการค้าข้าวทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและปรากฏการณ์เอลนีโญ

ชวนวิเคราะห์ แม้ไทยเสียตลาดใหญ่อย่าง ‘อิรัก’ เกือบทั้งห […]

The post ทำไม ‘สงคราม-เอลนีโญ’ อาจไม่ใช่ข่าวร้ายวงการค้าข้าวเสมอไป? เมื่อข้าวแพง โลกแย่งซื้อ ไทยแจ้งเกิดตลาดน้องใหม่ ‘โมซัมบิก‘ ทดแทนอิรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเชิงแนวคิดแสดงถึงการค้าข้าวทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและปรากฏการณ์เอลนีโญ

ชวนวิเคราะห์ แม้ไทยเสียตลาดใหญ่อย่าง ‘อิรัก’ เกือบทั้งหมดจากผลกระทบตะวันออกกลาง เสียบางตลาดสำคัญไป แต่ได้ดีมานด์ใหม่ ราคา ตลาดเกิดใหม่?

 

 

ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากอินเดีย รวมถึงผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถประคองตัวได้

 

ภาพประกอบเชิงแนวคิดแสดงถึงการค้าข้าวทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและปรากฏการณ์เอลนีโญ 1

 

‘ฮอร์มุซ’ พ่นพิษ ‘อิรัก’ ตลาดใหญ่เบอร์ 1 ไทย หายไปเกือบ 100%

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-15 มิถุนายน 2569 ไทยส่งออกข้าวได้ราว 3.3 ล้านตัน ลดลง 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ถือว่าเลวร้าย เนื่องจากภาคเอกชนประเมินไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้วว่า การแข่งขันในตลาดโลกจะรุนแรงขึ้นจากการที่อินเดียมีปริมาณสต๊อกข้าวจำนวนมาก

 

“หนึ่งในแรงกดดันสำคัญ คือ การหายไปของตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของไทยในปีที่ผ่านมา โดยมีปริมาณนำเข้าจากไทยราว 1 ล้านตันต่อปี”

 

ผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางและข้อจำกัดด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้หลังจากเดือนมกราคมที่ไทยส่งออกได้เพียง 80,000-90,000 ตัน การซื้อขายก็หยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด

 

พลิกอานิสงส์ ฟิลิปปินส์-มาเลเซีย กว้านซื้อเพิ่ม

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบดังกล่าวกลับถูกชดเชยด้วยแรงซื้อ ที่เพิ่มขึ้นจากหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ซึ่งเร่งนำเข้าข้าวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร จากความกังวลต่อความเสี่ยงของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบต่อผลผลิตภายในประเทศ

 

ภาพประกอบเชิงแนวคิดแสดงถึงการค้าข้าวทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและปรากฏการณ์เอลนีโญ 2

 

มาเลเซียได้ปรับนโยบายการสำรองข้าวจากเดิม 3 เดือน เป็น 9 เดือน ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าปรับเพิ่มขึ้น

 

ขณะที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวอันดับหนึ่งของโลกอยู่แล้ว อาจเพิ่มการนำเข้าข้าวในปีนี้แตะระดับ 6 ล้านตัน เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ

 

ตัวเลขสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี มาเลเซียนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้นจาก 40,000 ตันในปีก่อน เป็นเกือบ 200,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 300%

 

ขณะที่ฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นจาก 85,000 ตัน เป็น 130,000-140,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 50%

 

แจ้งเกิดตลาดน้องใหม่ ‘โมซัมบิก’

 

นอกจากนี้ ยังมีตลาดใหม่ที่เติบโตอย่างโดดเด่นอย่าง ‘โมซัมบิก’ ซึ่งเพิ่มการนำเข้าข้าวไทยจาก 37,000 ตันในปีก่อน เป็นกว่า 100,000 ตันในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้

 

ชูเกียรติ ระบุอีกว่า ปัจจัยบวกจากหลายประเทศที่เร่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร ได้เข้ามาชดเชยการหายไปของตลาดอิรัก ทำให้เป้าหมายการส่งออกข้าวไทยทั้งปีที่ 7 ล้านตัน ยังมีความเป็นไปได้ที่จะทำได้ตามเป้าหมาย หากไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง

 

“แม้การส่งออกข้าวไทยจะลดลง 4.5% แต่สถานการณ์จริงยังดีกว่าที่เราประเมินไว้ตั้งแต่ต้นปี เพราะแม้ตลาดอิรักจะสะดุดจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง แต่ฟิลิปปินส์และมาเลเซียกลับเข้ามาเติมเต็มช่องว่างได้อย่างมีนัยสำคัญ” ชูเกียรติ กล่าว

 

ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ เอลนีโญที่เคยถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง กำลังกลายเป็นแรงหนุนสำคัญของข้าวไทย เพราะหลายประเทศไม่ได้กังวลแค่เรื่องราคาอีกต่อไป แต่กำลังเร่งสร้าง ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ ด้วยการเพิ่มสต๊อกข้าวในประเทศ

 

วิกฤตเขย่าตลาด ‘ค้าข้าว’ โลกเปลี่ยน

 

ปีนี้เราไม่ได้แข่งกันขายข้าวอย่างเดียว แต่กำลังอยู่ในยุคที่หลายประเทศแข่งกันสร้างความมั่นคงทางอาหาร และนี่คือโอกาสสำคัญของประเทศไทย หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบ เป้าหมายการส่งออกข้าว 7 ล้านตันในปีนี้ก็ยังมีความ เป็นไปได้ที่จะทำได้ตามเป้า”

 

ปุ๋ยแพง-เอลนีโญ ความเสี่ยงใหม่ที่อาจดันราคาข้าวโลกพุ่ง

 

แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลายลงเป็นลำดับ และมีแนวโน้มที่ตลาดสำคัญอย่างอิรักจะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

แต่ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานข้าวทั่วโลก

 

ชูเกียรติ ระบุอีกว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ลูกค้าบางส่วนหายไปชั่วคราว

 

“ขณะที่ราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นยังคงเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตในช่วงครึ่งปีหลัง แม้จะมีแนวโน้มปรับลดลงบ้าง แต่คงไม่กลับไปอยู่ในระดับเดิม”

 

อย่างไรก็ตาม การกลับมาของเอลนีโญกลับทำให้หลายประเทศเริ่มตื่นตัวและเร่งสร้างความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น ทั้งการเพิ่มสต๊อกข้าวและเร่งนำเข้าเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

“วันนี้ไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า เอลนีโญจะรุนแรงแค่ไหน บางฝ่ายมองว่าจะอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่บางฝ่ายประเมินว่าอาจรุนแรงถึงขั้นซูเปอร์เอลนีโญ ดังนั้นยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด” ชูเกียรติกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ภาวะเอลนีโญจะส่งผลกระทบอย่างแน่นอน ทั้งในด้านต้นทุนการผลิตและปริมาณผลผลิตของทั้งประเทศผู้ผลิตและประเทศผู้บริโภค ซึ่งอาจทำให้อุปทานในตลาดโลกลดลง และผลักดันให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น

 

ในมุมผู้ส่งออก มองว่า โอกาสที่จะเกิดวิกฤตข้าวโลกซ้ำรอยปี 2558-2559 ยังมีไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันแตกต่างออกไป

 

โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในตลาดข้าวโลก และมีปริมาณสต๊อกสูงถึงประมาณ 50 ล้านตัน จากผลผลิตที่ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ขณะเดียวกัน สต๊อกข้าวโลกในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 192 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากราว 180 ล้านตันเมื่อ 3 ปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดโลกยังมีปริมาณสำรอง เพียงพอรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

 

สำหรับตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวขาวที่ใหญ่ที่สุดของไทย หากสถานการณ์ความขัดแย้งยุติลง การซื้อขายจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้บริโภคชาวอิรักยังคงนิยมบริโภคข้าวไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 

ขณะเดียวกัน สิ่งที่เริ่มเกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาข้าว โดยข้าวขาวไทย 5% ที่ต้นปีมีราคาประมาณ 350-360 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยปัจจุบัน ปรับขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ราคาข้าวเปลือกในประเทศขยับเข้าใกล้ 10,000 บาทต่อตัน และข้าวหอมมะลิแตะระดับเกือบ 20,000 บาทต่อตัน

 

“เอลนีโญอาจเป็นความเสี่ยงครั้งใหม่ แต่ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวิกฤตข้าวโลก เพราะวันนี้โลกไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลนข้าว แต่กำลังเร่งสร้าง ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ มากกว่า”

 

แม้อิรักจะหายไปชั่วคราวจากผลกระทบของสงคราม แต่ถ้าสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดก็พร้อมกลับมาทันที เพราะผู้บริโภคอิรักยังมีความนิยมบริโภคข้าวไทยสูงอยู่แล้ว

 

“สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นจึงไม่ใช่ภาวะขาดแคลนข้าว แต่เป็นการปรับตัวสูงขึ้นของราคาข้าว จากแรงกดดันด้านต้นทุนและความกังวลเรื่องผลผลิตในหลายประเทศ”

 

ถือเป็นความโชคดีในความโชคร้าย เพราะราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังสะท้อนกลับไปสู่รายได้ของเกษตรกรไทย และอาจกลายเป็นโอกาสสำคัญของการส่งออกข้าวไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

 

ภาพประกอบเชิงแนวคิดแสดงถึงการค้าข้าวทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและปรากฏการณ์เอลนีโญ 3

 

ด้านศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยหลังร่วมหารือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ล่าสุด ว่า ตลาดข้าวโลกในปีนี้จะมีความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก แต่เป็นที่น่ายินดีที่ข้าวไทยยังคงได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความน่าเชื่อถือในการส่งมอบสินค้า

 

พาณิชย์เร่งปิดดีลซื้อขายข้าว G to G จีน เพิ่มอีก 460,000 ตัน

 

กรมการค้าต่างประเทศและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะเร่งประสานเครือข่ายทูตพาณิชย์ทั่วโลกในการผลักดันการจำหน่ายข้าวไทยในตลาดที่มีศักยภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยในปีนี้ที่ 7 ล้านตัน

 

โดยให้ความสำคัญของการขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้า อาทิ เปรู และชิลี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในภูมิภาคนี้

 

โดยเร็วๆ นี้จะมีการหารือกับรัฐมนตรีของเปรู เพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน กรมการค้าต่างประเทศจะเร่งรัดการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับ COFCO ของรัฐบาลจีน อีก 460,000 ตัน พร้อมกับตลาดอื่นๆ

 

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ได้เดินทางไปพบหน่วยงานนำเข้าข้าวของสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพื่อขยายตลาดส่งออกข้าวไทย

 

อีกทั้งมีแผนที่จะเดินทางไปฟิลิปปินส์และมาเลเซียในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569

 

รวมถึงเตรียมนำผู้ประกอบการข้าวหอมมะลิไทยและข้าวประณีตรายย่อยร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน ณ เมืองกวางโจว ในเดือนกรกฎาคมนี้

The post ทำไม ‘สงคราม-เอลนีโญ’ อาจไม่ใช่ข่าวร้ายวงการค้าข้าวเสมอไป? เมื่อข้าวแพง โลกแย่งซื้อ ไทยแจ้งเกิดตลาดน้องใหม่ ‘โมซัมบิก‘ ทดแทนอิรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์-อดุลย์ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมดักฟังโทรศัพท์ประชาชนชายแดนใต้ 2,000 ราย https://thestandard.co/sihasak-adul-probe-southern-phone-tapping/ Tue, 23 Jun 2026 07:18:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1221777 สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ชี้แจงประเด็นปัญหาภาคใต้

วันนี้ (23 มิถุนายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล สีหศักดิ์ พวงเกตุ […]

The post สีหศักดิ์-อดุลย์ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมดักฟังโทรศัพท์ประชาชนชายแดนใต้ 2,000 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ชี้แจงประเด็นปัญหาภาคใต้

วันนี้ (23 มิถุนายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล และ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรองประธานคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ร่วมกันชี้แจงการแก้ไขปัญหาภาคใต้

 

สีหศักดิ์กล่าวว่า เราได้มีการประชุมไปรอบหนึ่งแล้ว พร้อมกําหนดแนวทางการทํางาน เพราะมีคณะอนุกรรมการที่เป็นกลไกขับเคลื่อนหลักเพื่อไปพูดคุยในพื้นที่ และหากได้ข้อมูลก็จะนํามาหารือกันใน คณะกรรมการชุดใหญ่

 

หลังจากที่มีการฟังผลของคณะอนุกรรมการ ที่ไปพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ ในกรอบของคณะกรรมการใหญ่จะต้องมาพิจารณาในภาพรวมอีกครั้งในมิติความมั่นคง การพัฒนา และการพูดคุย รวมถึงการทํางานร่วมกับประเทศมาเลเซีย ยืนยันว่าคณะกรรมการได้รับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่โดยตลอด

 

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวหน่วยงานความมั่นคงมีการดักฟังโทรศัพท์ของประชาชนในพื้นที่จำนวน 2,000 ราย สีหศักดิ์กล่าวว่า คงต้องลงไปตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่จะต้องพูดคุยกัน

 

ด้าน พล.ท. อดุลย์กล่าวเสริมว่า สําหรับการก่อเหตุในพื้นที่ถี่ขึ้นนั้น มี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ขณะที่ ศอ.บต. ดูแลเรื่องการพัฒนา และจะมีคณะพูดคุยเข้าไปเป็นกลไก โดยมีคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลเป็นผู้ขับเคลื่อน ขณะนี้ได้รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งอนุกรรมการที่ได้จัดตั้งมี พล.อ. ณัฐพงษ์ เพาแก้ว รองเสนาธิการทหาร เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ลงพื้นที่ไปขับเคลื่อนแล้วหนึ่งรอบ และคิดว่าน่าจะกลับขึ้นมารายงานผล

The post สีหศักดิ์-อดุลย์ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมดักฟังโทรศัพท์ประชาชนชายแดนใต้ 2,000 ราย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. เงาพรรคประชาชน ขอรัฐบาลเร่งดัน ‘บอร์ดนโยบายกุ้ง’ เยียวยาผู้ประกอบการ พร้อมจี้ ก. พาณิชย์ ชัดเจนปริมาณปุ๋ย https://thestandard.co/shadow-cabinet-shrimp-fertilizer-aid/ Mon, 22 Jun 2026 05:25:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1221321 สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล และ เดชรัต สุขกำเนิด จากพรรคประชาชน แถลงข่าวประเด็นกุ้งและปุ๋ย

การประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม. เงา) ของพรรคประชาชนในวันน […]

The post ครม. เงาพรรคประชาชน ขอรัฐบาลเร่งดัน ‘บอร์ดนโยบายกุ้ง’ เยียวยาผู้ประกอบการ พร้อมจี้ ก. พาณิชย์ ชัดเจนปริมาณปุ๋ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล และ เดชรัต สุขกำเนิด จากพรรคประชาชน แถลงข่าวประเด็นกุ้งและปุ๋ย

การประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม. เงา) ของพรรคประชาชนในวันนี้ (22 มิถุนายน) ที่อาคารรัฐสภา ได้ทวงถามรัฐบาลถึงความคืบหน้าต่อมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากกรณีประเทศมาเลเซียแบนการนำเข้ากุ้ง รวมถึงสถานการณ์ของปุ๋ยยูเรียในประเทศไทย

 

 
 

เร่งรัฐบาลจี้ตั้ง Shrimp Board เยียวยาผู้ประกอบการ

 

สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี วัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มาเป็นผู้ตอบกระทู้ ซึ่งมีข้อเท็จจริง 2 ประเด็นที่อยากสื่อสารไปยังรัฐบาล

 

ประเด็นแรก รัฐบาลประเมินความเสียหายที่ผ่านมาต่ำกว่าจริงพอสมควร จากเดิมประเมินความเสียหายเดือนละ 400 ตัน โดยวัชระพลได้ให้ข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า ผ่านมา 2 สัปดาห์ ความเสียหายอยู่ที่ 740 ตัน ประเด็นที่สอง มาตรการเยียวยาผู้ประกอบการกิโลกรัมละ 20 บาท ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีการตั้ง Shrimp Board ซึ่งเป็นบอร์ดกำกับนโยบายเกี่ยวกับกุ้งแห่งชาติ

 

สิทธิพลเรียกร้องไปยังรัฐบาล 3 ประเด็น ประเด็นแรก ขอให้รัฐบาลเร่งตั้ง Shrimp Board โดยไว เนื่องจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ตอบในสภาว่าจะมีการตั้งภายในวันพฤหัสที่ผ่านมา และจะมีการประชุมภายในวันนี้ จึงขอให้ตั้งโดยไวเพื่อออกมาตรการเยียวยา

 

ประเด็นที่สอง ขอให้รัฐบาลเร่งสำรวจและประเมินความเสียหายใหม่จากผลกระทบกรณีมาเลเซียแบนการนำเข้ากุ้ง ซึ่งนำมาสู่ประเด็นที่สามคือ ขอให้กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ เร่งปรับมาตรการเพื่อเยียวยาความเสียหายให้เพียงพอ และขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้เร่งเจรจากับมาเลเซียเพื่อเปิดด่านโดยไว

 

ถามหาความจริงปุ๋ยยูเรียเพียงพอหรือไม่

 

ขณะที่ เดชรัต สุขกำเนิด กล่าวว่า ในการประชุม ครม. เงา ครั้งที่ 2 ตนเองได้แสดงความเป็นห่วงถึงความไม่ชัดเจนในเรื่องปริมาณและการกำกับราคาปุ๋ยเคมี โดยในตอนนั้น ยังไม่มีความชัดเจนว่าปุ๋ยจะมีเพียงพอถึงเมื่อไหร่ วันนี้ก็ยังไม่ทราบปริมาณปุ๋ยในประเทศและในเรื่องราคา สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มคลีคลาย ราคาปุ๋ยยูเรียลดลง จากที่เคยขึ้นไปถึง 800-900 เหรียญสหรัฐต่อตัน ขณะนี้ลดลงมาเหลือ 400 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

เดชรัตกล่าวต่อไปว่า แต่สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียในไทยยังอยู่ในระดับสูง เกษตรกรยังต้องซื้อปุ๋ยในราคา 1,300-1,500 บาทต่อกระสอบ โดยล่าสุดมีข่าวว่าทางกรมการค้าภายในจะประกาศลดราคาปุ๋ยยูเรียลง 150 บาทต่อกระสอบ ซึ่งหากเทียบเป็นราคานำเข้า จะอยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งเป็นการลดลงในระดับที่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับราคาตลาดโลกที่ลดลง

 

เดชรัตกล่าวอีกว่า ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการให้ข้อมูลปุ๋ย ปริมาณปุ๋ยที่คลาดเคลื่อน การกำราคาที่ไม่มีประสิทธิผล ชี้ให้เห็นว่ากระทรวงพาณิชย์กำลังปล่อยให้กลไกการซื้อขายปุ๋ยเป็นไปตามการเก็งกำไรของผู้ประกอบการรายใหญ่หรือไม่ ส่วนมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ เช่น ปุ๋ยสังตัด ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ปุ๋ยธงเขียว ที่รัฐบาลมีปริมาณการช่วยเหลือที่จำกัด เข้าถึงไม่เกิน 1% ของเกษตรที่ได้รับความเดือดร้อน

 

พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ประกาศราคาควบคุมปุ๋ยเคมีสำหรับพี่น้องเกษตรกร ให้ได้ทราบว่าราคาปุ๋ยเคมีของไทยจะลดลงอย่างไร ตามกรอบเวลาใด จนกว่าจะเข้าสู่สถานการณ์ปกติ

The post ครม. เงาพรรคประชาชน ขอรัฐบาลเร่งดัน ‘บอร์ดนโยบายกุ้ง’ เยียวยาผู้ประกอบการ พร้อมจี้ ก. พาณิชย์ ชัดเจนปริมาณปุ๋ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เวียตเจ็ทไทยแลนด์เร่งรับโบอิ้ง 16 ลำครึ่งปีหลัง ตั้งเป้ารักษา Top 10 สายการบินตรงต่อเวลาในอาเซียน พร้อมคุมสถิติไม่ต่ำกว่า 80% https://thestandard.co/vietjet-thailand-boeing-on-time-asean/ Sat, 20 Jun 2026 13:19:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1221046 วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์

เวียตเจ็ทไทยแลนด์เดินหน้าขยายฝูงบินและเครือข่ายเส้นทางบ […]

The post เวียตเจ็ทไทยแลนด์เร่งรับโบอิ้ง 16 ลำครึ่งปีหลัง ตั้งเป้ารักษา Top 10 สายการบินตรงต่อเวลาในอาเซียน พร้อมคุมสถิติไม่ต่ำกว่า 80% appeared first on THE STANDARD.

]]>
วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์

เวียตเจ็ทไทยแลนด์เดินหน้าขยายฝูงบินและเครือข่ายเส้นทางบินครั้งใหญ่ ท่ามกลางอุตสาหกรรมการบินที่ยังเผชิญต้นทุนการดำเนินงานสูงและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยชูแผนรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 16 ลำในครึ่งปีหลังของปี 2569 ซึ่งเป็นการลงทุนขยายฝูงบินที่มีมูลค่าสูงที่สุดในกลุ่มสายการบินราคาประหยัดของไทยภายในรอบหนึ่งปี

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ซึ่งสายการบินทำสถิติขนส่งผู้โดยสารสะสมระหว่างสองประเทศครบ 50 ล้านคน และตั้งเป้ารับมอบโบอิ้ง 737-8 ให้ครบ 50 ลำภายในปี 2571

 

ปัจจัยหนึ่งที่หนุนการเติบโตคืออุปสงค์การเดินทางที่ยังขยายตัว โดยสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) คาดการณ์ว่าจำนวนผู้โดยสารทางอากาศทั่วโลกจะแตะ 5.2 พันล้านคนในปี 2569 หรือเติบโต 4.4% จากปีก่อนหน้า

 

เปลี่ยนผ่านฝูงบินสู่โบอิ้ง 737-8 ลดต้นทุนระยะยาว

 

วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ระบุว่า สายการบินได้รับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 ลำแรกของล็อตครึ่งปีหลังเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 และจะทยอยรับมอบต่อเนื่องตลอดปี ส่งผลให้สิ้นปี 2569 จะมีฝูงบินโบอิ้ง 737-8 รวม 25 ลำ จากฝูงบินทั้งหมด 29 ลำ

 

เมื่อรับมอบครบ 50 ลำภายในปี 2571 สายการบินจะรองรับนักเดินทางได้สูงสุดกว่า 20 ล้านที่นั่งต่อปี โดยแผนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านฝูงบินจากเครื่องบินแอร์บัสรุ่นเดิมไปสู่โบอิ้งทั้งหมด ซึ่งสายการบินมีแผนเร่งปลดระวางแอร์บัสรุ่นเก่าให้หมดภายในกลางปีหน้า

 

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ระบุว่า การปฏิบัติการบินด้วยเครื่องบินรุ่นเดียวกันทั้งฝูงจะช่วยลดต้นทุนซ้ำซ้อนจากการเปลี่ยนผ่าน และยกระดับการบริหารทรัพยากรบุคคล ทั้งการจัดตารางนักบิน, ลูกเรือ, ทีมช่างซ่อมบำรุง รวมถึงการบริหารสต็อกอะไหล่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ขณะที่เครื่องบินรุ่นใหม่ยังประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 20% เมื่อเทียบกับรุ่นเก่า รองรับผู้โดยสารได้ 189 ที่นั่ง และเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระเหนือศีรษะจาก 110 ใบเป็น 160 ใบ

 

จุดที่สายการบินให้ความสำคัญคือความตรงต่อเวลา (On-Time Performance หรือ OTP) ซึ่งทำสถิติสูงเกิน 80% และใกล้เคียง 85% ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ จนได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Top 10 สายการบินที่ตรงต่อเวลาสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นการวัดรวมทุกประเภททั้งสายการบินเต็มรูปแบบและต้นทุนต่ำ โดยการจัดอันดับนี้อ้างอิงข้อมูลจาก Cirium ผู้ให้บริการข้อมูลการบินระดับโลก ที่ดึงสถิติเวลาเข้า-ออกโดยตรงจากระบบสนามบิน

 

สายการบินระบุว่าปัจจัยสำคัญที่สุดมาจากการนำเครื่องบินรุ่นใหม่เข้ามาเสริมฝูงบิน เพราะมีอัตราการขัดข้องทางเทคนิคต่ำกว่าเครื่องเก่า ช่วยลดความล่าช้าแบบลูกโซ่ (Domino Effect) ที่เครื่องขัดข้องเพียงลำเดียวเคยทำให้ตารางบินทั้งวันล่าช้าตามกัน โดยตั้งเป้ารักษาตำแหน่ง Top 10 ของภูมิภาคและคุม OTP ไม่ให้ต่ำกว่า 80%

 

รุกตลาดต่างประเทศ เปิดมาเลเซีย เสริมญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน

 

อุปสงค์การเดินทางระหว่างไทยและเวียดนามยังเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนผู้โดยสารในเส้นทางระหว่างสองประเทศของสายการบินในไตรมาสแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ล่าสุดสายการบินเตรียมเปิดเส้นทางบินตรงสู่มาเลเซียเป็นครั้งแรก ในเส้นทางกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – กัวลาลัมเปอร์ ให้บริการทุกวันด้วยโบอิ้ง 737-8 ตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2569 โดยมองศักยภาพของมาเลเซียที่มีคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ 4.7% สูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ขณะที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียเป็นกลุ่มที่เดินทางเข้าไทยมากเป็นอันดับ 2 ด้วยยอดสะสมกว่า 1 ล้านรายในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569

 

ด้านตลาดญี่ปุ่นยังได้รับความนิยมสูง โดยมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) เฉลี่ย 85-90% และไม่ต่ำกว่า 80% แม้นอกฤดูท่องเที่ยว ทำให้สายการบินเพิ่มความถี่เส้นทางกรุงเทพฯ-โตเกียวเป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน ควบคู่กับเส้นทางตรงสู่โอซาก้า

 

สายการบินยังใช้สิทธิการบินเสรีภาพที่ 5 (Fifth Freedom) เปิดเส้นทางจากไทเปสู่หลายเมืองในญี่ปุ่น ทั้งโอซาก้า, โอกินาว่า, ซัปโปโร และเตรียมเปิดสู่ฟุกุโอกะ โดยผู้โดยสารกว่า 90% ในเส้นทางเหล่านี้เป็นนักเดินทางชาวไต้หวัน ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้าใหม่ ส่วนตลาดจีนเริ่มฟื้นตัว สายการบินจึงปรับจากการบินเช่าเหมาลำสู่เที่ยวบินแบบผสมในเมืองหลักอย่างปักกิ่ง, เซี่ยงไฮ้, หางโจว และเฉิงตู พร้อมเตรียมเปิดเส้นทางใหม่สู่ออสเตรเลียในเส้นทางภูเก็ต-เพิร์ทช่วงต้นปีหน้า

 

นอกจากนี้ สายการบินยังเตรียมเปิดบริการเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างเวียตเจ็ทและเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ให้ผู้โดยสารซื้อบัตรโดยสารเพียงครั้งเดียว พร้อมเช็กอินและส่งสัมภาระใต้ท้องเครื่องตรงถึงจุดหมายปลายทางสุดท้าย เพื่อรองรับการเดินทางต่อเครื่องสู่จุดหมายที่หลากหลายขึ้น’

 

บริหารต้นทุนสวนกระแส พร้อมลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุงที่อู่ตะเภา

 

แม้อุตสาหกรรมการบินต้องเผชิญราคาน้ำมันอากาศยานที่ผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งระดับโลก แต่สายการบินระบุว่าราคาเริ่มปรับลดลงสู่ระดับที่บริหารจัดการได้ โดยเลือกไม่ทำประกันความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน (Fuel Hedging) แต่อาศัยการบริหารความเสี่ยงผ่านอัตราแลกเปลี่ยนแทน

 

สายการบินยอมรับว่าต้นทุนที่สูงขึ้นสะท้อนผ่านราคาตั๋วบางเส้นทางที่ปรับเพิ่ม เช่น เส้นทางญี่ปุ่นที่ขยับจาก 15,000 บาท ขึ้นไปถึง 20,000 บาท ซึ่งอาจทำให้ผู้โดยสารชะลอการตัดสินใจในระยะสั้น แต่เชื่อว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ความต้องการเดินทางจะฟื้นตัวกลับมา ต่างจากช่วงโควิดที่การเดินทางถูกระงับ

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มเวียตเจ็ทได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อศึกษาการลงทุนโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) มูลค่ากว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,400 ล้านบาท ณ ลานจอดสนามบินอู่ตะเภา บนพื้นที่ประมาณ 60 ไร่

 

โครงการนี้จะมีโรงซ่อมบำรุง 3 โรง รองรับการซ่อมบำรุงฝูงบินกว่า 50 ลำของสายการบินได้สูงสุด 6 ลำต่อเดือน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน 2 ปี ช่วยลดการนำเครื่องบินไปซ่อมบำรุงในต่างประเทศอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย

 

ตั้งเป้าผู้โดยสาร 10 ล้านคน ชิงมาร์เก็ตแชร์ในประเทศอันดับ 2

 

สำหรับเป้าหมายธุรกิจ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ตั้งเป้าจำนวนผู้โดยสารรวม 7 ล้านคนในปีนี้ แบ่งเป็นในประเทศ 6 ล้านคน และต่างประเทศ 1 ล้านคน ก่อนเพิ่มเป็น 10 ล้านคนภายในปลายปี 2571 พร้อมวางยุทธศาสตร์เพิ่มสัดส่วนชั่วโมงบินในเส้นทางระหว่างประเทศให้ครอบคลุม 80% ของเที่ยวบินทั้งหมด

 

ในตลาดในประเทศ สายการบินตั้งเป้าขึ้นเป็นอันดับ 2 ด้วยส่วนแบ่งตลาดราว 25% ผ่านการเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางเมืองหลักที่มีศักยภาพ เช่น อุดรธานี ขอนแก่น และภูเก็ต

 

เพื่อรองรับการเติบโต สายการบินเตรียมรับนักบินเพิ่ม 110-170 คนในปีนี้ เพื่อให้มีนักบินรวมราว 290 คน และลูกเรืออีกกว่า 650 คน ควบคู่กับการฝึกอบรมให้นักบินเปลี่ยนผ่านจากแอร์บัสสู่โบอิ้ง

 

ส่วนแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังอยู่ในแผนระยะกลางที่ต้องอาศัยผลประกอบการที่ทำกำไรต่อเนื่อง 2-3 ปี โดยสายการบินระบุว่ายังมีเสถียรภาพดีและเดินหน้าทำโปรโมชั่นต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำภาพการเป็นสายการบินที่เข้าถึงได้ พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายฝูงบินลำตัวกว้าง (Wide-body) ในอนาคต

The post เวียตเจ็ทไทยแลนด์เร่งรับโบอิ้ง 16 ลำครึ่งปีหลัง ตั้งเป้ารักษา Top 10 สายการบินตรงต่อเวลาในอาเซียน พร้อมคุมสถิติไม่ต่ำกว่า 80% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สัญญาณการเลือกตั้งครั้งใหม่ในมาเลเซียและรัฐบาลเอกภาพที่ (ไม่) มีอยู่จริง https://thestandard.co/malaysia-election-anwar-government-conflict/ Wed, 17 Jun 2026 00:45:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1219275 อันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเซีย

เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา อันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเ […]

The post สัญญาณการเลือกตั้งครั้งใหม่ในมาเลเซียและรัฐบาลเอกภาพที่ (ไม่) มีอยู่จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเซีย

เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา อันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำมาเลเซียประกาศชัดเจนว่าการเลือกตั้งทั่วประเทศครั้งใหม่ (GE16) อาจจะมาถึงก่อนปี 2028 ทั้งนี้ ชนวนเหตุเกิดขึ้นหลังจาก Datuk Onn Hafiz Ghazi มุขมนตรีแห่งยะโฮร์ประกาศว่าพรรค Johor Barison Nasional (BN) ที่อยู่ใต้ร่มพรรคอัมโนจะส่งผู้สมัครลงชิงเก้าอี้ในการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติแห่งรัฐยะโฮร์จำนวน 56 ที่นั่ง ซึ่งการเลือกตั้งจะมีขึ้นในช่วงต้นปี 2027 ทำให้ในวันรุ่งขึ้นนายกฯ อันวาร์ ที่พ่วงตำแหน่งผู้นำกลุ่มพันธมิตรปากาตัน ฮาราปัน (PH) ออกโรงเตือนถึงข้อตกลงระหว่าง PH และอัมโนที่จะจับมือร่วมกันในการเลือกตั้งระดับรัฐ

 

หากอัมโนยืนยันที่จะส่งขุนพลลงสู้ศึกเลือกตั้งในทุกเขตของยะโฮร์ พรรคก็พร้อมที่จะท้าชน และจะไม่ใช่แค่ที่ยะโฮร์เท่านั้นแต่รวมถึงเนเกอรี เซมบิลันที่จะมีการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติแห่งรัฐในปี 2028 อีกด้วย ทว่าหัวหน้าปีกเยาวชนของพรรคอัมโนกลับออกมาโหมเชื้อไฟให้แรงขึ้นโดยประกาศว่า มันถึงเวลาแล้วที่อัมโนจะต้องถอนตัวออกจากรัฐบาลเอกภาพภายใต้การนำของอันวาร์ พร้อมกันนั้นก็มีข่าวลือหนาหูว่าอาจมีการประกาศยุบสภาแห่งรัฐยะโฮร์และจัดการเลือกตั้งก่อนปลายปีนี้

 

ที่จริงแล้วความขัดแย้งภายใต้รัฐบาลผสมของอันวาร์มิใช่ว่าจะเพิ่งเกิดขึ้น และแม้อันวาร์จะพยายามตอกย้ำความเป็นเอกภาพในรัฐบาลผสมตลอดมา ทว่าความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม PH ที่มีพรรคยุติธรรมประชาชน (PKR) เป็นแกนนำและกลุ่มพันธมิตร BN ที่มีพรรคอัมโนเป็นแกนนำก็ไม่เคยจะราบรื่นอย่างที่อันวาร์คาดหวัง

 

ทั้งนี้ สัญญาณของความขัดแย้งเริ่มปรากฏชัดเจนตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาจากการถอนตัวของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งเนเกอรี เซมบิลันของพรรคอัมโนทั้ง 14 คน ที่เดิมเคยสนับสนุนมุขมนตรีจากพรรค PKR โดยให้เหตุผลว่ามุขมนตรีได้เข้าไปแทรกแซงวิกฤติทางการเมืองของรัฐที่เกี่ยวข้องกับสุลต่าน

 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งเพียงในระดับรัฐเท่านั้น แต่ยังนำมาสู่ความเคลือบแคลงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างกลุ่ม PH กับพรรคอัมโนที่จับมือจัดตั้งรัฐบาลในระดับสหพันธรัฐด้วย ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ดาโต๊ะ เสรี ซัมบรี อับดุล กาดีร์ เลขาธิการ BN ชี้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพในระดับสหพันธรัฐเกิดขึ้นจากความรับผิดชอบต่อชาติที่ต้องการสร้างเสถียรภาพภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 15 (GE15) ทว่าความร่วมมือในระดับสหพันธรัฐไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออัตลักษณ์ ความเข้มแข็ง หรือความเป็นอิสระทางการเมืองของกลุ่ม BN ในระดับรัฐให้ลดน้อยลงแต่อย่างใด ซึ่งรวมถึงในรัฐยะโฮร์ด้วย

 

ด้านการทำงานของอันวาร์กับรัฐบาลในระดับรัฐก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่อยากให้เป็น เพราะเมื่อต้องทำงานร่วมกับรัฐบาลระดับรัฐที่มีกลุ่ม BN เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก หรือในบางรัฐที่พรรค Gabungan Parti Sarawak (GPS) และพรรค Gabungan Rakyat Sabah (GRS) เป็นผู้ขับเคลื่อน เช่น ซาราวัก และซาบาห์ ในการทำงานร่วมกับพรรคเหล่านี้นั้น รัฐบาล PH มักถูกมองว่าขาดความเข้มแข็งทางการเมืองเพราะต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านอำนาจต่อรองกับรัฐบาลระดับรัฐที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่ม BN และพรรค GPS และ GRS จนกลายเป็นที่มาที่รัฐบาล PH พยายามจะสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐบาลใน 2 ระดับให้เกิดขึ้น ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมถึงการสร้างความร่วมมือในการเลือกตั้งระดับรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกันเอง

 

ทว่าในทางปฏิบัติกลับไม่ง่ายดายเช่นนั้น เพราะยะโฮร์นอกจากจะเป็นฐานที่มั่นสำคัญทางการเมืองของอัมโนแล้ว ก็ยังเป็นพื้นที่สำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย นอกจากยะโฮร์ยังมีมะละกาที่อัมโนตั้งใจจะใช้เป็นพื้นที่ต้นแบบการพลิกฟื้นคืนชีพทางการเมืองของพรรค โดยอาศัยผลงานและเสถียรภาพของรัฐบาลระดับรัฐตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น เพื่อรักษาฐานเสียงทางการเมืองของพรรคเอาไว้ จึงนำมาสู่ความพยายามที่จะจัดการเลือกตั้งระดับรัฐในยะโฮร์และมะละกาให้ได้ก่อนปลายปีนี้ และใช้ทั้ง 2 รัฐเป็นฐานที่มั่นสำคัญสำหรับสู้ศึกเลือกตั้ง GE16 ที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง หากอัมโนคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งระดับรัฐก็จะเปิดโอกาสให้พรรคสามารถฟื้นฟูแรงสนับสนุนทางการเมืองได้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพารัฐบาลเอกภาพภายใต้การนำของอันวาร์ พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ ยิ่งเลือกตั้งระดับรัฐได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์ต่ออัมโนมากเท่านั้น

 

นอกจากปัญหาเอกภาพของรัฐบาลที่เกิดขึ้นจากฝ่ายอัมโนแล้ว อันวาร์ยังต้องเผชิญศึกภายในกลุ่ม PH ด้วยกันเอง ที่เริ่มขึ้นหลังจากผู้นำคนสำคัญของพรรค PKR คือ Rafizi Ramli ผู้ที่เคยถูกจับตาว่าจะเป็นตัวแทนทางการเมืองของอันวาร์ในอนาคตและ Nik Nazmi Nik Ahmad จับมือกันลาออกพร้อมกับสละที่นั่งในสภาเพื่อไปเข้าร่วมกับพรรค Bersama ที่แม้จะเป็นพรรคเล็กและยังถูกมองว่าไม่ใช่คู่ชกที่สมน้ำสมเนื้อกับกลุ่ม PH แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า พรรค Bersama น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของชาวจีนและชาวอินเดียรุ่นใหม่ในประเทศ รวมถึงผู้ที่เคยสนับสนุนอันวาร์ผ่านแนวทาง reformasi เพราะคนกลุ่มนี้ล้วนผิดหวังจากการบริหารงานของรัฐบาลที่ยังไม่เห็นวี่แววการปฏิรูปและการสร้างประชาธิปไตยดังที่เคยให้คำมั่นไว้

 

ในขณะเดียวกัน ด้านพรรคกิจประชาธิปไตย (DAP) หนึ่งในพรรคร่วมสำคัญและมีขนาดใหญ่ที่สุดของ PH ที่สนับสนุนอันวาร์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ทศวรรษ มีกำหนดนัดประชุมใหญ่ในเดือนกรกฎาคมนี้ว่าพรรคจะถอนตัวออกจากรัฐบาลอันวาร์ในทุกตำแหน่งรวมถึงตำแหน่งในบริษัทที่เป็นของรัฐบาลด้วย (GLCs) ด้วยหรือไม่ การตัดสินใจแยกตัวเป็นผลมาจากความล่าช้าของอันวาร์ในการปฏิรูปและแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นทั้งที่เป็นคำมั่นสัญญาที่พรรคให้ไว้ก่อนชนะการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

 

ยิ่งไปกว่านั้นข้อเรียกร้องของชาวจีนที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคก็ถูกมองข้ามและบั่นทอนลงอย่างมาก เพราะท่าทีของอันวาร์แสดงชัดว่าต้องการรักษาเสียงสนับสนุนจากชาวมลายูมุสลิมและรักษารักษาเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นลำดับแรก ซึ่งพรรค DAP มองว่าปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อคะแนนความนิยมของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้าและมีแนวโน้มว่าพรรคจะได้ที่นั่งในสภาลดลง รวมถึงมีโอกาสสูงที่จะกลับไปเป็นฝ่ายค้านอีกครั้ง

 

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าอันวาร์มีผลงานเด่นในด้านเศรษฐกิจ แต่ฝีมือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวคงไม่พอที่จะนำมาเรียกคะแนนนิยมในการเลือกตั้งครั้งหน้า ถ้ารัฐบาลเลือกที่จะประคองกันต่อไปอีก 2 ปี ก็คงต้องเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งภายใน ‘รัฐบาลเอกภาพ’ ที่รุนแรงมากขึ้น แม้อันวาร์จะยอมรับความจริงว่ารัฐบาลของตนยังต้องพึ่งพาเสียงสนับสนุนจากอัมโนที่เป็นทั้งมิตรและคู่ปรับสำคัญทางการเมืองในคราเดียวกัน แต่ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าความแตกแยกระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลคงไม่สามารถประสานกลับคืนได้ดังเดิม

 

หรือแม้แค่เพียงจะนำเสนอภาพของรัฐบาลเอกภาพก็ยังไม่อาจจะทำได้ ในขณะเดียวกัน สภาวะการณ์นี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าทุกฝ่ายในรัฐบาลเอกภาพกำลังปรับยุทธศาสตร์ทางการเมืองใหม่เพื่อสร้างความได้เปรียบให้แก่ฝ่ายตนเองก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 16 ปัญหาทั้งหลายที่ถาโถมเข้าหาอันวาร์ได้กลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่เป็นนายกรัฐมนตรี

 

นี่ยังไม่รวมถึงความไม่พอใจต่างๆ ของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคงอยู่ของระบบอุปถัมภ์และเครือข่ายการแสวงหาผลประโยชน์จากภาคธุรกิจ ที่ล้วนส่งผลต่อคะแนนความนิยมของอันวาร์และกลุ่ม PH ในขณะเดียวกัน แรงกดดันเหล่านี้อาจกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อันวาร์ตัดสินใจประกาศเลือกตั้งครั้งใหม่ ซ้ำร้ายก็ยังไม่แน่นอนอย่างมากว่าอันวาร์จะสามารถกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศได้อีกครั้ง

 

ภาพ: David Mareuil / Pool via REUTERS

The post สัญญาณการเลือกตั้งครั้งใหม่ในมาเลเซียและรัฐบาลเอกภาพที่ (ไม่) มีอยู่จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุริยะเผยประสานมาเลเซีย รอเปิดโต๊ะเจรจาถกแก้ปัญหาระงับนำเข้ากุ้งไทย พร้อมเสนอนำเข้าปลากะพงแทน https://thestandard.co/suriyas-malaysia-shrimp-ban-seabass-exchange/ Tue, 16 Jun 2026 03:32:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1218833 สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันนี้ (16 มิถุนายน) สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่า […]

The post สุริยะเผยประสานมาเลเซีย รอเปิดโต๊ะเจรจาถกแก้ปัญหาระงับนำเข้ากุ้งไทย พร้อมเสนอนำเข้าปลากะพงแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันนี้ (16 มิถุนายน) สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเจรจากับดาโต๊ะซรี มูฮัมหมัด ซาบู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย ในการเจรจาแก้ปัญหาการระงับการนำเข้ากุ้งไทยไปยังมาเลเซีย ว่า ตนเองได้มีการทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ของมาเลเซียแล้ว ซึ่งได้รับการติดต่อกลับมาว่า ขณะนี้รัฐมนตรีฯ ยังติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ และเมื่อเสร็จสิ้นแล้วก็จะประสานกลับมาเจรจาร่วมกันในการแก้ปัญหาดังกล่าว

 

ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหามาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งไทยนั้น สุริยะย้ำว่า จะเป็นการขอให้ทางมาเลเซียอนุญาตนำเข้ากุ้งไทย และฝ่ายไทยจะนำเข้าปลากะพงของมาเลเซีย รวมถึงการยืนยันมาตรฐานของกุ้งไทย ขณะเดียวกันการนำเข้าปลากะพงของมาเลเซียก็จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานด้วย พร้อมยืนยันว่าจะเร่งพิจารณาดำเนินการให้รวดเร็ว

 

ส่วนการหาตลาดกุ้งไทยสำรองนั้น สุริยะระบุว่า ขณะนี้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังดำเนินการอยู่ เช่นเดียวกับการดูแลเกษตรกรและชาวประมงในระหว่างการรอเจรจา

The post สุริยะเผยประสานมาเลเซีย รอเปิดโต๊ะเจรจาถกแก้ปัญหาระงับนำเข้ากุ้งไทย พร้อมเสนอนำเข้าปลากะพงแทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุริยะไม่นิ่งนอนใจ หลังมาเลเซียสั่งระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ เตรียมบินเจรจา รมว.เกษตรมาเลเซีย หวังปลดล็อกคำสั่งระงับ https://thestandard.co/suriya-malaysia-shrimp-ban-talks/ Wed, 10 Jun 2026 05:24:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1216672 ภาพสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันนี้ (10 มิถุนายน) สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่า […]

The post สุริยะไม่นิ่งนอนใจ หลังมาเลเซียสั่งระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ เตรียมบินเจรจา รมว.เกษตรมาเลเซีย หวังปลดล็อกคำสั่งระงับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันนี้ (10 มิถุนายน) สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังที่ประเทศมาเลเซียระงับ การนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ว่า เป็นเรื่องที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งเรื่องนี้เกิดจากการที่มาเลเซียมีการกำหนดมาตรการนำเข้าสัตว์น้ำจากไทย โดยการตรวจสารในปลากระพงขาวจนกระทบกับกุ้งซึ่งถูกระงับชั่วคราวจนกว่าประเทศมาเลเซียจะประเมินความสามารถของไทยการป้องกันและควบคุมโรคแล้วเสร็จ

 

อย่างไรก็ตาม ได้มีการประสานขอหารือกับ ดาโต๊ะซรี มูฮัมหมัด ซาบู (Datuk Seri Mohamad Sabu) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างถาวร โดยตนขอให้มีการกำหนดวันเจรจา ซึ่งตนพร้อมที่จะเดินทางไปหารือตามคำเชิญของมาเลเซีย เชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาร่วมกันได้ และกุ้งไทยสามารถกลับไปส่งออกยังประเทศมาเลเซียได้

 

สุริยะระบุว่า เบื้องต้นได้ทำหนังสือไปยังมาเลเซียเพื่อให้ขอให้ยกเลิกคำสั่งระงับก่อน โดยได้รับรายงานว่าที่ผ่านมามาเลเซียปฏิเสธการเจรจา ดังนั้น ก่อนที่จะเดินทางไปเจรจาที่ จึงขอให้รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและความมั่นคงทางอาหารมาเลเซีย สั่งการเจ้าหน้าที่เพื่อเจรจาเรื่องนี้ในเบื้องต้นก่อน พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ดังนั้นในระดับนโยบายก็น่าจะเป็นไปได้ที่จะจบ

The post สุริยะไม่นิ่งนอนใจ หลังมาเลเซียสั่งระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ เตรียมบินเจรจา รมว.เกษตรมาเลเซีย หวังปลดล็อกคำสั่งระงับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้น? ‘มาเลเซีย’ แบนกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ สะเทือนอุตสาหกรรมกุ้งไทยแค่ไหน https://thestandard.co/malaysia-bans-thai-shrimp/ Wed, 03 Jun 2026 05:50:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1214181 ภาพกุ้งสดวางอยู่หน้าธงชาติมาเลเซีย พร้อมตราประทับคำว่า 'ระงับนำเข้า'

ผู้เลี้ยงกุ้งไทยต้องเผชิญอีกแรงกดดัน หลังเพิ่งหันมาพึ่ง […]

The post เกิดอะไรขึ้น? ‘มาเลเซีย’ แบนกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ สะเทือนอุตสาหกรรมกุ้งไทยแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกุ้งสดวางอยู่หน้าธงชาติมาเลเซีย พร้อมตราประทับคำว่า 'ระงับนำเข้า'

ผู้เลี้ยงกุ้งไทยต้องเผชิญอีกแรงกดดัน หลังเพิ่งหันมาพึ่งพาตลาดเพื่อนบ้านมากขึ้น เมื่อมาเลเซียสั่งระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ เสี่ยงกระทบตลาด ทางออกอยู่ตรงไหน ?

 

เกิดอะไรขึ้นกับอุตสาหกรรมกุ้งไทย?

 

มาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์ ได้แก่ กุ้งลายเสือ กุ้งแชบ๊วย กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำ และกุ้งน้ำเงิน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

 

โดยเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการควบคุมการนำเข้าอาหารทะเลจากไทยที่มาเลเซียระบุว่าเป็นนโยบายตอบโต้ทางการค้าแบบต่างตอบแทน (Reciprocal Measure) หลังจากไทยเคยกำหนดเงื่อนไขการนำเข้ากุ้งจากมาเลเซียในลักษณะเดียวกัน

 

นั่นคือในช่วงที่ผ่านมาปลากะพงขาวจากมาเลเซียเริ่มเข้าสู่ตลาดไทยในปริมาณสูงขึ้น โดยพบว่า ปลากะพงขาวนำเข้ามีสารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้าง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพชาวไทย

 

ดังนั้น เพื่อเป็นการปกป้องรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบปลากะพงนำเข้าจากมาเลเซียตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก

 

โดยกุ้งทั้ง 5 สายพันธุ์ นั้นมาเลเซียจะไม่อนุญาตให้นำเข้าเป็นการชั่วคราว จนกว่าหน่วยงานไทยจะส่งข้อมูลและคำชี้แจงด้านมาตรฐานความปลอดภัยอาหารตามแบบสอบถามที่ทางการมาเลเซียร้องขอครบถ้วน และผ่านการประเมินใหม่อีกครั้ง

 

แม้ในระยะสั้น ผู้ส่งออกได้รับคำแนะนำให้ ชะลอการส่งออกกุ้งสดและกุ้งแช่แข็งไปมาเลเซีย เพื่อป้องกันความเสี่ยงสินค้าถูกตีกลับ พร้อมเร่งหาตลาดส่งออกทดแทนและกระจายสินค้าในประเทศ

 

แหล่งข่าวผู้ประกอบการกุ้งไทยรายใหญ่ภาคใต้ เปิดเผยว่า มาเลเซียถือเป็น 1 ใน 4 ของตลาดส่งออกกุ้งไทย มีปริมาณการส่งออกอยู่ที่ประมาณ 200-300 ตันต่อวัน หรือ 70,000 ตันต่อปี

 

โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากประเทศคู่แข่งที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ทำให้ผู้ประกอบการหันมาพึ่งพาตลาดเพื่อนบ้านมากขึ้น

 

“เฉพาะมาเลเซีย ซึ่งถือเป็นตลาดสำคัญสำหรับการระบาย ผลผลิตกุ้งจากภาคใต้จังหวัดผู้เลี้ยงกุ้ง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ อาทิ สงขลา สตูล นครศรีธรรมราช และปัตตานี ต่างพึ่งพาตลาดมาเลเซียในการส่งออกกุ้งสด เนื่องจากผู้บริโภคนิยมกุ้งไทยที่มีคุณภาพและสามารถขนส่งถึงปลายทางในสภาพสดใหม่”

 

หลังจากที่มาเลเซียห้ามนำเข้ากุ้ง 5 สายพันธุ์ ดังกล่าวส่งผลให้เกษตรกรได้รับผลกระทบคาดว่ามูลค่าความเสียหายกว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี

 

“ตลาดมาเลเซียเป็นตลาดที่ช่วยให้เกษตรกรภาคใต้ยังสามารถดำรงอาชีพอยู่ได้ เพราะสามารถรองรับกุ้งบางขนาดที่ห้องเย็นหรือผู้ส่งออกรายใหญ่ไม่รับซื้อ ทำให้เกษตรกรยังมีช่องทางระบายผลผลิตและรักษาระดับราคาได้” แหล่งข่าวกล่าว

 

ทั้งนี้ หากไม่สามารถส่งออกไปยังมาเลเซียได้ กุ้งปริมาณดังกล่าวจะไหลกลับเข้าสู่ตลาดภายในประเทศทันที ซึ่งส่งผลให้สินค้าล้นตลาด ราคากุ้งหน้าฟาร์มมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ปัจจุบันราคากุ้งอยู่ที่กิโลละ 90-150 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและไซส์ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาจะลดลงมาเหลือกิโลกรัมละเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของคนในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม สมาคมเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย อยู่ระหว่างรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

โดยวันที่ 4 มิถุนายน 2569 จะมีการยื่นหนังสือไปยังกรมการค้าภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขอให้เร่งออกมาตรการรองรับผลกระทบ และช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่ได้รับผลกระทบจากการสูญเสียตลาดส่งออกสำคัญในครั้งนี้ เช่น การขอชดเชยเงิน กิโลกรัมละ 20 บาท ซึ่งเป็นมาตรการเดิมที่ภาครัฐเคยดำเนินการอยู่แล้ว

 

นายกฯ สั่ง ‘ศุภจี’ เจรจามาเลเซียด่วน

 

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ เอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย และ อภิชิต วรกิจ เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย เข้ายื่นหนังสือต่อนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและชาวประมงชายฝั่ง

 

เนื่องจากมาเลเซียเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของกุ้งไทย ส่งออกเฉลี่ยปีละประมาณ 6,000-8,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของการส่งออกกุ้งไทย

 

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีข้อสั่งการระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งดำเนินการเจรจากับทางการมาเลเซียทันที และไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ทางการค้า

 

‘พาณิชย์’ ชี้มาเลเซียแจ้งกระชั้นชิด เร่งหาตลาดใหม่

 

ล่าสุด 3 มิ.ย. กรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรณีมาเลเซียได้มีการระงับการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ หากเปรียบเทียบกับการดำเนินมาตรการของไทยแล้ว ถือว่าเป็นการดำเนินการที่กระชั้นชิด ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และไม่เปิดโอกาสให้ไทยได้ชี้แจงและกำหนดมาตรการรองรับ

 

รัฐบาลไทยโดย กรมประมง และ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) มีกำหนดประชุมหารือเป็นการเร่งด่วน เพื่อเร่งคลี่คลายปัญหา โดยและกระทรวงพาณิชย์ พร้อมยกระดับหยิบยกขึ้นหารือใน เวทีที่เกี่ยวข้องในระดับ WTO และอาเซียน

 

ขณะที่สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กัวลาร์ลัมเปอร์ จะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดด้วย

 

สำหรับมาตรการการช่วยเหลือเกษตกรผู้เลี้ยงกุ้งและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบนั้น การส่งออกสินค้ากุ้งของไทยไปยังมาเลเซีย ในช่วงปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 300-400 ตันต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย ประมาณ 44 ล้านบาทต่อเดือน

 

กระทรวงพาณิชย์ จึงได้ดำเนินการมอบหมายให้หน่วยงานภายใต้สังกัดทั้งในและต่างประเทศ เร่งหาตลาดให้กับพี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยได้ดำเนินมาตรการ 13 มาตรการ เป้าหมายดูดซับได้เดือนละไม่น้อยกว่า 400 ตัน ต่อเดือน

 

อาทิ จัดหาแหล่งนำเข้าทดแทนโดยเฉพาะตลาดสำคัญ อาทิ จีน สหรัฐ ญี่ปุ่น และหาตลาดใหม่ในกลุ่มอาเซียนโดยเฉพาะเมียนมาและสิงคโปร์ รวมถึงจัดกิจกรรม Top Thao Brands คุณหมิง, Thailand week ต้าเหลียน, Online business Matching

 

ไทยเคยเป็นผู้ส่งออกกุ้งเบอร์ 1 โลก

 

สำหรับ อุตสาหกรรมกุ้งไทยในปัจจุบันมีมูลค่ารวมกว่า 40,000 ล้านบาท โดยผลผลิตกว่า 85% ใช้สำหรับการส่งออก (สัดส่วนลดลงเหลือประมาณ 4% ของตลาดโลก) และอีก 15% สำหรับบริโภคภายในประเทศ โดยปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 6 ของโลก

 

ในอดีต ไทยเคยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก แต่ปัจจุบัน พบว่าสัดส่วนมูลค่าการส่งออกของไทยในตลาดโลกปรับลดลงต่อเนื่อง โดยในปี 2567 สัดส่วนเหลือเพียง 4%

 

เนื่องจากเกิดโรคระบาดกุ้งตั้งแต่ปี 2555 ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลงจาก 6.4 แสนตันต่อปี เหลือเพียง 2.7 แสนตันต่อปี ซึ่งแม้สถานการณ์โรคระบาดจะปรับตัวดีขึ้น แต่ฟาร์มเลี้ยงกุ้งยังมีต้นทุนจากการควบคุมโรคเพิ่ม ประกอบกับการแข่งขันรุนแรงในตลาดโลก

 

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เกษตรกรรายย่อยบางส่วนต้องชะลอหรือเลิกเลี้ยงไป และคาดการณ์ว่าการส่งออกกุ้งไทย ปี 2569 ยังคงหดตัวอีก 3.6% จากอุปสงค์โลกอ่อนแอ และการแข่งขันรุนแรง

 

ภาพ: Berny A. Racz, em_concepts, Gulrukh NH / Shutterstock

The post เกิดอะไรขึ้น? ‘มาเลเซีย’ แบนกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ สะเทือนอุตสาหกรรมกุ้งไทยแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ สั่ง ก.พาณิชย์ฯ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ ก่อนสิ้นสุดอัตราปัจจุบัน 24 ก.ค.นี้ พร้อมถกมาเลเซียปมระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ https://thestandard.co/pm-orders-us-tariffs-malaysia-shrimp/ Tue, 02 Jun 2026 09:18:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1213921 ภาพกราฟิกสรุปคำสั่งนายกฯ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ และปมกุ้งไทยกับมาเลเซีย

วันนี้ (2 มิถุนายน) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรั […]

The post นายกฯ สั่ง ก.พาณิชย์ฯ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ ก่อนสิ้นสุดอัตราปัจจุบัน 24 ก.ค.นี้ พร้อมถกมาเลเซียปมระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปคำสั่งนายกฯ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ และปมกุ้งไทยกับมาเลเซีย

วันนี้ (2 มิถุนายน) รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกล่าวถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี​ ถึงห่วงใยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่วันนี้มาเลเซียสั่งห้ามนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์เป็นการชั่วคราว โดยได้สั่งการไปยังกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งเจรจากับมาเลเซียในทันที เนื่องจากกระทบผู้ส่งออก ผู้เลี้ยงกุ้ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ เพราะหากหากปล่อยต่อไปจะกระทบราคาหน้าฟาร์มและชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรรายย่อย

 

โดยมอบหมายให้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปเจรจาเพื่อหาทางออกไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้า และไม่ให้เกษตรกรไทยแบกรับภาระเพียงลำพัง รวมทั้งเตรียมเตรียมเร่งเปิดตลาดสำรอง เพื่อส่งออกไปยังประเทศไทยอื่น

 

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังสั่งการถึงมาตรการภาษีสหรัฐฯว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องกับภาคการส่งออก, ผู้ประกอบการ, แรงงาน โดยสั่งการให้ทุกกระทรวงทำงานเร่งรัดแต่รอบคอบ ยึดผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้ศุภจี และหน่วยงานอื่นๆ เร่งขับเคลื่อนการเจรจาก่อนที่อัตราภาษีปัจจุบันจะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

 

รัชดายังกล่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงการเดินทางเยือนของ โต เลิม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามว่า ให้ทุกกระทรวงและหน่วยงานขับเคลื่อนความสัมพันธ์ให้เป็นรูปธรรม พร้อมขยายความร่วมมือ และตั้งเป้ามูลค่าทางการค้าให้ถึง 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังตอบรับการเข้าร่วมประชุม ASEAN Future Forum 2026 (AFF 2026) ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายนนี้ เพื่อสานต่อความร่วมมือระดับภูมิภาค และรับมือความท้าทายการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

The post นายกฯ สั่ง ก.พาณิชย์ฯ เร่งเจรจาภาษีสหรัฐฯ ก่อนสิ้นสุดอัตราปัจจุบัน 24 ก.ค.นี้ พร้อมถกมาเลเซียปมระงับนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ipsos เผยคนไทยเข้าสู่ภาวะ ‘เฝ้าระวัง’ กลุ่มรายได้สูงกลับรัดเข็มขัดหนักกว่ากลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ 71% มองเศรษฐกิจแย่ https://thestandard.co/ipsos-thailand-consumer-confidence-drop/ Sat, 30 May 2026 03:07:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1212669 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลสำรวจ Ipsos ว่าคนไทย 71% มองเศรษฐกิจแย่ และกลุ่มรายได้สูงรัดเข็มขัดหนักกว่ากลุ่มรายได้น้อย

ผลสำรวจล่าสุดสะท้อนว่าคนไทยกำลังเข้าสู่ภาวะกังวลรอบด้าน […]

The post Ipsos เผยคนไทยเข้าสู่ภาวะ ‘เฝ้าระวัง’ กลุ่มรายได้สูงกลับรัดเข็มขัดหนักกว่ากลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ 71% มองเศรษฐกิจแย่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงผลสำรวจ Ipsos ว่าคนไทย 71% มองเศรษฐกิจแย่ และกลุ่มรายได้สูงรัดเข็มขัดหนักกว่ากลุ่มรายได้น้อย

ผลสำรวจล่าสุดสะท้อนว่าคนไทยกำลังเข้าสู่ภาวะกังวลรอบด้าน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ, การเมือง และความมั่นคงในชีวิต

 

 
 

บริษัท อิปซอสส์ จำกัด (Ipsos) เปิดเผยผลวิจัย ‘What Worries Thailand? H1 2026’ ที่ติดตามความกังวลของคนไทยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 ถึงเมษายน 2569 พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงในทุกมิติ ลงไปต่ำสุดเกือบเท่าช่วงโควิด โดยคนไทยถึง 71% มองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันอยู่ในขั้น ‘แย่’ ซึ่งเพิ่มขึ้น 17 จุดภายในเดือนเดียว

 

‘คอร์รัปชัน’ นำความกังวล เงินเฟ้อกลับเข้า Top 5

 

ผลสำรวจพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของคนไทย หรือ 49% ระบุว่าการทุจริตคอร์รัปชันทางการเมืองและการเงิน คือความกังวลอันดับหนึ่งของประเทศ ตามมาด้วยปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมทางสังคม 41%, ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างประเทศ 27%, เงินเฟ้อ 27% และอาชญากรรมและความรุนแรง 24%

 

ที่น่าสังเกตคือความกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับเข้าสู่ 5 อันดับแรกอีกครั้ง แซงปัญหาอาชญากรรมและการว่างงาน ขณะที่ความกังวลเรื่องสงครามและความขัดแย้งระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูงติด 1 ใน 10 ของโลก

 

ความกังวลดังกล่าวสะท้อนออกมาในมุมมองต่อทิศทางประเทศ โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่คนไทยส่วนใหญ่ถึง 56% มองว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด

 

เมื่อมองไปที่สถานะการเงินส่วนบุคคล มีเพียง 36% ที่เชื่อว่าสถานะการเงินของตนจะดีขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า ลดลงจาก 50% ในเดือนมีนาคม ขณะที่ 56% ระบุว่ามีความมั่นใจน้อยลงต่อการลงทุน รวมถึงการออมเพื่อวัยเกษียณและการศึกษาของบุตรหลาน ซึ่งเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

ความเชื่อมั่นดิ่งทุกมิติ กลุ่มรายได้สูงรัดเข็มขัดหนักสุด

 

ผลสำรวจ Ipsos Global Consumer Confidence Index เดือนเมษายน 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมของไทย (National Index) ลดลงมาอยู่ที่ 45.5 จุด จาก 57.2 จุดเมื่อต้นปี หรือลดลง 10.9 จุด ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในรอบเดือนที่ผ่านมา

 

เมื่อแยกตามมิติ ดัชนีความคาดหวังในอนาคต (Expectations Index) ลดลงมากที่สุดถึง 14.3 จุด ตามด้วยดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุน (Investments Index) ลดลง 13.4 จุด, ดัชนีมุมมองต่อเศรษฐกิจปัจจุบัน (Current Index) ลดลง 12.4 จุด และดัชนีความมั่นใจด้านการจ้างงาน (Jobs Index) ลดลง 6.8 จุด

 

ในระดับภูมิภาค จาก 31 ประเทศที่สำรวจ พบว่า 5 ใน 6 ประเทศที่ดัชนีลดลงมากที่สุดอยู่ในเอเชียแปซิฟิก โดยไทยลดลงสูงที่สุดที่ 10.9 จุด ทิ้งห่างมาเลเซียที่ 6.1 จุด, เกาหลีใต้ 5.1 จุด, ญี่ปุ่น 4.7 จุด และออสเตรเลีย 4.6 จุด ถือเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เริ่มสำรวจ รองจากช่วงโควิดในปี 2563

 

ความเชื่อมั่นที่ลดลงส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายโดยตรง โดย 62% ของคนไทยระบุว่าไม่กล้าซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น บ้านหรือรถยนต์ เพิ่มขึ้น 18 จุดจากเดือนมีนาคม ขณะที่ 51% รู้สึกไม่สบายใจในการซื้อของใช้ในครัวเรือน เพิ่มขึ้น 16 จุด

 

จุดที่น่าสนใจคือ กลุ่มครัวเรือนรายได้สูงกลับเป็นกลุ่มที่ระมัดระวังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมากที่สุด นำหน้ากลุ่มรายได้ปานกลางและต่ำอย่างชัดเจน โดยในกลุ่มสินค้าชิ้นใหญ่ ความไม่สบายใจของกลุ่มรายได้สูงเพิ่มขึ้น 23% เทียบกับกลุ่มกลางและต่ำที่ลดลง 1% ส่วนในกลุ่มของใช้ในครัวเรือน กลุ่มรายได้สูงเพิ่มขึ้น 24% เทียบกับกลุ่มกลางที่ 3% และกลุ่มต่ำที่ 2%

 

รถยนต์ยังจำเป็น EV มาแรง และ 3 โจทย์ของแบรนด์

 

แม้จะอยู่ในภาวะระมัดระวังการใช้จ่าย แต่รถยนต์ยังเป็นปัจจัยสำคัญในชีวิตของคนไทย โดย 49% มองว่าการใช้ชีวิตโดยไม่มีรถยนต์เป็นไปไม่ได้ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 43% ขณะเดียวกัน ภายใต้วิกฤตราคาพลังงาน ผู้บริโภคเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ โดย 60% ระบุว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งสูงกว่าตลาดอเมริกาเหนือและยุโรปอย่างชัดเจน

 

ส่วนความกังวลเรื่องสงคราม คนไทย 33% คาดว่าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นปี และอีก 25% เชื่อว่าจะยาวนานกว่านั้น สะท้อนความกังวลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

 

จากภาพดังกล่าว Ipsos เสนอ 3 แนวทางให้ธุรกิจและแบรนด์รับมือกับความเชื่อมั่นที่ลดลง

 

แนวทางแรก แบรนด์ต้องให้น้ำหนักกับ ‘คุณค่า’ และ ‘ความเชื่อมั่น’ เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่ามากขึ้น การพึ่งภาพลักษณ์พรีเมียมหรือราคาสูงเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป แบรนด์ต้องพิสูจน์คุณค่าที่จับต้องได้ ทั้งด้านความคุ้มค่า, ความน่าเชื่อถือ และความอุ่นใจ

 

แนวทางที่สอง วิกฤตราคาพลังงานกำลังเร่งให้ผู้บริโภคหันสู่ทางเลือกที่ยั่งยืนและประหยัด ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า, รถไฮบริด และพฤติกรรมประหยัดพลังงาน โดยความยั่งยืนกลายเป็นความต้องการเร่งด่วนของผู้บริโภค มากกว่าการเป็นเพียงวาระ ESG ระยะยาว

 

แนวทางที่สาม ความเข้าใจบริบทท้องถิ่นและการมีซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น จะเป็นความได้เปรียบสำคัญ เพราะแต่ละประเทศตอบสนองต่อวิกฤตต่างกันตามระดับการพึ่งพาพลังงาน, นโยบายภาครัฐ และเสถียรภาพทางการเมือง

 

The post Ipsos เผยคนไทยเข้าสู่ภาวะ ‘เฝ้าระวัง’ กลุ่มรายได้สูงกลับรัดเข็มขัดหนักกว่ากลุ่มรายได้น้อย ขณะที่ 71% มองเศรษฐกิจแย่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผลจากป่าคอนกรีต! คาดปี 2050 กทม. เผชิญวันร้อนจัดทะลุ 120 วันต่อปี พุ่งเกือบ 3 เท่าจากวันนี้ ซ้ำเติมคนรายได้น้อยหนักสุด https://thestandard.co/bangkok-urban-heat-island-2050/ Wed, 27 May 2026 12:52:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1211660 ภาพมุมสูงของกรุงเทพมหานครที่มีตึกสูงจำนวนมาก แสดงถึงปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมืองและผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น

กรุงเทพฯ กำลังติดกลุ่มเมืองที่เสี่ยงเผชิญความร้อนจัดรุน […]

The post ผลจากป่าคอนกรีต! คาดปี 2050 กทม. เผชิญวันร้อนจัดทะลุ 120 วันต่อปี พุ่งเกือบ 3 เท่าจากวันนี้ ซ้ำเติมคนรายได้น้อยหนักสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมุมสูงของกรุงเทพมหานครที่มีตึกสูงจำนวนมาก แสดงถึงปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมืองและผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น

กรุงเทพฯ กำลังติดกลุ่มเมืองที่เสี่ยงเผชิญความร้อนจัดรุนแรงที่สุดในอาเซียน หลังรายงานล่าสุดของศูนย์พลังงานอาเซียน (ACE) คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 เมืองหลวงของไทยอาจต้องเจอวันที่ร้อนจัด หรือวันที่อุณหภูมิทะลุ 35 องศาเซลเซียส (°C) มากถึง 120 วันต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปัจจุบันที่ราว 45 วัน

 

 
 

สัญญาณวิกฤตเริ่มชัดเจนขึ้นแล้ว เมื่อกรุงเทพฯ ต้องเผชิญดัชนีความร้อนระดับ ‘อันตราย’ ซึ่งสะท้อนถึงอุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้จริงเมื่อรวมความชื้น ติดต่อกันอย่างน้อย 19 วันจนถึงกลางเดือนเมษายน จนทางการต้องเร่งออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

 

313 ศูนย์คลายร้อน ด่านรับมือเฉพาะหน้าของ กทม.

 

หนึ่งในมาตรการที่เห็นผลคือการเปิด ‘ศูนย์คลายร้อน’ เช่นที่ห้องสมุดประชาชนเขตดินแดง ที่มีผู้คนทั้งเด็กและผู้สูงอายุครั้งละราว 20 คน แวะเข้ามาพักจากความร้อนบนท้องถนน “อากาศร้อนมาก เลยมาเกือบทุกวัน ชอบนั่งอ่านหนังสือในห้องที่เย็นสบาย” ประชาชนคนหนึ่งเล่า

 

ปัจจุบันมีศูนย์คลายร้อนทั่วกรุงเทพฯ ถึง 313 แห่ง ทั้งในโรงเรียน, วิทยาลัยอาชีวศึกษา, ศูนย์บริการสาธารณสุข และสำนักงานเขต รวมถึงจุดคลายร้อนกลางแจ้งอีก 279 จุด โดยตลอดเดือนที่ผ่านมามีผู้ใช้บริการแล้วกว่า 120,000 คน และกว่า 80% เดินจากบ้านมาถึงได้

 

พีรนันท์ โตวชิราภรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย (ADPC) ระบุว่า กรุงเทพมหานครน่าชื่นชมที่มองความร้อนเป็นความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมตามฤดูกาล พร้อมย้ำว่าศูนย์คลายร้อนและระบบแจ้งเตือนช่วยรักษาชีวิตผู้คนในช่วงที่ความร้อนรุนแรง

 

ACE ชี้วันร้อนจัดพุ่ง 3 เท่า ต้นตอจากป่าคอนกรีต

 

ตัวเลข 120 วันต่อปีนี้มาจากรายงานของ ACE องค์กรระหว่างรัฐบาลที่สนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงานของ 10 ชาติอาเซียน ซึ่งชี้ว่าความร้อนจัดกำลังกลายเป็นวิกฤตเชิงโครงสร้างระยะยาวของเมืองต่างๆ ในภูมิภาค โดยกรุงเทพฯ อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด คาดว่าอุณหภูมิพื้นผิวสูงสุดรายวันอาจแตะ 38.1°C ภายในกลางศตวรรษ จากที่เคยอยู่ที่ 33.3°C ในปี 2000

 

เมืองใหญ่อื่นก็เสี่ยงไม่ต่างกัน ทั้งจาการ์ตา, มะนิลา, โฮจิมินห์ และกัวลาลัมเปอร์ ที่อุณหภูมิมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4.5°C เทียบกับปี 2000 ส่วนสิงคโปร์คาดว่าวันที่อุณหภูมิเกิน 35°C อาจเพิ่มจาก 25 วันเป็น 85 วันต่อปี อิรมา รามาดัน เจ้าหน้าที่อาวุโสของ ACE และผู้ร่วมเขียนรายงาน ระบุว่าการขยายตัวของเมืองที่รวดเร็วผนวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังก่อให้เกิดความร้อนในระดับที่แทบทนไม่ไหว

 

เบื้องหลังความร้อนที่พุ่งสูงคือปรากฏการณ์ ‘เกาะความร้อนเมือง’ (Urban Heat Island) ที่สะสมจากการพัฒนาเมืองตลอดหลายทศวรรษ ซึ่งแทนที่พื้นที่ธรรมชาติด้วยคอนกรีตและยางมะตอย พื้นผิวเหล่านี้ดูดซับความร้อนตอนกลางวันแล้วค่อยๆ คายออกมาตอนกลางคืน ทำให้เมืองยังร้อนแม้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

 

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากลางคืนอันตรายไม่แพ้กลางวัน เพราะเมื่ออุณหภูมิไม่ลดลง ร่างกายจะฟื้นตัวยาก เสี่ยงต่อภาวะเพลียแดดและฮีทสโตรก

 

ปัญหานี้รุนแรงเป็นพิเศษในกรุงเทพฯ เพราะพื้นที่สีเขียวต่อหัวประชากรต่ำกว่ามาตรฐานโลกมาก โดย ADPC พบว่าเขตใจกลางเมืองร้อนกว่าเขตชานเมืองที่เย็นที่สุดถึง 3°C ซึ่งช่องว่างนี้อธิบายได้แทบทั้งหมดจากการใช้ที่ดิน ทั้งพื้นผิวที่น้ำซึมผ่านไม่ได้, ร่มเงาต้นไม้น้อย และพื้นที่สีเขียวจำกัด โดยเขตที่หนักที่สุดคือ สัมพันธวงศ์, ป้อมปราบศัตรูพ่าย และบางรัก

 

ความเหลื่อมล้ำที่กว้างขึ้นจากความร้อน

 

ความร้อนจัดยังกระทบกลุ่มคนรายได้น้อย, แรงงานกลางแจ้ง และผู้อาศัยในชุมชนแออัดหนักกว่าคนกลุ่มอื่น โดยกรุงเทพฯ มีแรงงานกลางแจ้งราว 1.3 ล้านคน หรือราว 1 ใน 4 ของกำลังแรงงานทั้งหมด ที่ประสิทธิภาพการทำงานลดลงในช่วงอากาศร้อนจัดอยู่แล้ว

 

และหากปล่อยไว้โดยไม่ปรับตัว ความสูญเสียด้านประสิทธิภาพแรงงานจากความร้อนและความชื้นอาจสูงถึง 1.56 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.08 แสนล้านบาท) ต่อปีภายในปี 2050 หรือราว 6% ของผลผลิตทางเศรษฐกิจของเมือง

 

อีกทั้งตามข้อมูลของ Climate Resilience Center ภายใต้ Atlantic Council ของสหรัฐฯ ยิ่งร้อนมากเท่าไร ช่องว่างความเหลื่อมล้ำก็ยิ่งถ่างกว้าง เพราะเครื่องปรับอากาศช่วยปกป้องคนที่มีกำลังจ่ายได้ แต่กับคนที่เข้าไม่ถึง ผลกระทบกลับหนักหน่วงกว่ามาก “หากไม่มีการเข้าไปแก้ไข ช่องว่างระหว่างคนที่มีเงินซื้อความเย็นหนีร้อนได้ กับคนที่ทำไม่ได้ จะยิ่งกว้างขึ้น” พีรนันท์กล่าว

 

ทว่าการแห่กันพึ่งเครื่องปรับอากาศก็ดันความต้องการพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลให้สูงขึ้น กลายเป็นวงจรที่ยิ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคืนความร้อนกลับสู่เมือง

 

สถานการณ์อาจถูกซ้ำเติมจากปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) ที่หน่วยงานด้านสภาพอากาศของไทยเตือนว่าอาจลากยาวถึง 18 เดือน ปรากฏการณ์นี้เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงผิดปกติ และมักเป็นตัวเร่งที่ดันอุณหภูมิให้สูงขึ้นพร้อมยืดคลื่นความร้อนให้ยาวนานกว่าเดิม

 

โดยสำนักงานบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ประเมินโอกาสราว 60% ที่ปรากฏการณ์นี้จะเกิดช่วงกลางปีและลากยาวไปอย่างน้อยถึงปลายปี 2026

 

สำหรับทางออกระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญชูแนวคิด ‘Passive Cooling’ หรือการออกแบบเมืองให้เย็นลงโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องปรับอากาศ ผ่านการระบายอากาศ, การสร้างร่มเงา, การใช้วัสดุสะท้อนความร้อน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ซึ่ง ACE ประเมินว่าหากทำจริงจังจะช่วยลดการใช้พลังงานเพื่อความเย็นได้ 20-30%

 

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญมองว่าไทยพร้อมรับมืออนาคตที่ร้อนขึ้นได้ดีกว่าหลายประเทศ จากการให้ความสำคัญกับการปรับตัวและพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน โดย ACE จัดอันดับความสามารถในการปรับตัวของไทยอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง เป็นรองเพียงสิงคโปร์, มาเลเซีย และบรูไน

 

“กรุงเทพฯ วันนี้พร้อมกว่าเมื่อ 5 ปีก่อนมาก และไม่มีอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” พีรนันท์กล่าวทิ้งท้าย

 

อ้างอิง:

The post ผลจากป่าคอนกรีต! คาดปี 2050 กทม. เผชิญวันร้อนจัดทะลุ 120 วันต่อปี พุ่งเกือบ 3 เท่าจากวันนี้ ซ้ำเติมคนรายได้น้อยหนักสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นกับทีมตะกร้อไทย? เหตุใดจึงวอล์กเอาต์ ศึกตะกร้อชิงแชมป์โลก 2026 https://thestandard.co/thai-sepaktakraw-team-walkout-world-cup/ Sun, 24 May 2026 07:38:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1210436 ทีมตะกร้อทีมชาติไทยกำลังประท้วงคำตัดสินของผู้ตัดสินในสนามแข่งขัน

กลายเป็นดราม่าครั้งใหญ่ของวงการตะกร้อระดับโลก ในการแข่ง […]

The post เกิดอะไรขึ้นกับทีมตะกร้อไทย? เหตุใดจึงวอล์กเอาต์ ศึกตะกร้อชิงแชมป์โลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมตะกร้อทีมชาติไทยกำลังประท้วงคำตัดสินของผู้ตัดสินในสนามแข่งขัน

กลายเป็นดราม่าครั้งใหญ่ของวงการตะกร้อระดับโลก ในการแข่งขันศึกชิงแชมป์โลก ISTAF Sepaktakraw World Cup 2026 รอบชิงชนะเลิศประเภททีมชาย ที่สนามติติวังซา สเตเดียม กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย หลังทีมตะกร้อชายทีมชาติไทย ตัดสินใจวอล์กเอาต์จากการแข่งขัน ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องคำตัดสินของผู้ตัดสิน

 

เกมรอบชิงประเภททีมชายเต็มไปด้วยความกดดันจากแฟนเจ้าถิ่นที่เข้าชมกันแน่นสนาม โดยทีมชุดเอของไทยพ่ายมาเลเซียไปก่อน 1-2 เซต ทำให้เจ้าภาพขึ้นนำ 1-0 ทีม ก่อนที่ทีมชุดบีของไทยจะกลับมาเอาชนะ 2-0 เซต ตีเสมอเป็น 1-1 ทีม ต้องตัดสินแชมป์กันในทีมชุดซี

 

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมเกิดขึ้นในเซตที่ 2 ของทีมชุดซี หลังไทยแพ้เซตแรกไปก่อน 13-15 ก่อนกลับมานำ 14-13 และกำลังจะปิดเกมตีเสมอจากจังหวะฟาดทำแต้มสำคัญ

 

Mohammed Radi ผู้ตัดสินชาวสิงคโปร์ กลับเป่าให้ทีมไทยฟาวล์ โดยระบุว่าผู้เล่นไทยข้ามเส้นก่อนกระโดดฟาด แม้ทีมไทยจะขอชาเลนจ์ทันที และภาพรีเพลย์จะแสดงว่า “ไม่โอเวอร์เส้น” พร้อมมีการขึ้นป้าย “Not Over” แล้วก็ตาม

 

แต่ผู้ตัดสินยังคงยืนยันคำตัดสินเดิม พร้อมเปลี่ยนเหตุผลมาเป็น “เหยียบเส้นฟาวล์” แทน ทำให้ทั้งนักกีฬาและทีมงานไทยไม่พอใจอย่างหนัก เนื่องจากมองว่ากติกาดังกล่าวไม่มีการใช้ในลักษณะนั้นแล้ว

 

ทางด้าน อวยชัย ศรีสุวรรณ ผู้จัดการทีมตะกร้อทีมชาติไทย เปิดเผยกับเพจ สนามตะกร้อ – Sanamtakraw ระบุว่า “ตอนแรกกรรมการบอกว่าเราโอเวอร์ เราก็ชาเลนจ์โอเวอร์ แต่เมื่อดูกล้องแล้วก็พบว่าไม่โอเวอร์ กรรมการเองก็ขึ้นป้ายว่า Not Over ซึ่งมันควรเป็นแต้มของไทย แต่กลับเปลี่ยนมาบอกว่าเราเหยียบเส้นฟาวล์ ทั้งที่กติกาแบบนี้ไม่มีแล้ว”

 

“ถ้าจะยึดแบบนั้น ฝั่งมาเลเซียเองก็ต้องโดนหลายลูกเหมือนกัน เราตั้งใจจะเล่นต่อ แต่แต้มนี้ต้องเป็นของไทย หรืออย่างน้อยต้องมีการเปลี่ยนแปลงคำตัดสิน แต่ผู้ตัดสินจะให้เป็นคะแนน 14-14 เราเลยยอมไม่ได้”

 

ท้ายที่สุดการประท้วงของทีมไทยไม่เป็นผล โดยทัพลูกหวายไทยยืนยันว่าจะไม่กลับมาแข่งขันต่อ หากไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้ตัดสินหรือคืนแต้มดังกล่าว

 

ก่อนทีมไทยจะตัดสินใจวอล์กเอาต์จากสนาม และถูกปรับแพ้ทันที ส่งผลให้มาเลเซียคว้าแชมป์โลกไปครอง ขณะที่ไทยพลาดแชมป์สมัยที่ 3 ติดต่อกันอย่างน่าเสียดาย

 

หลังจบเกม สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทยโพสต์ข้อความขอบคุณแฟนกีฬาไทย พร้อมระบุว่า “สมาคมฯ ขอบคุณทุกกำลังใจและทุกความคิดเห็น พวกเราทุกคนได้ไตร่ตรองและตัดสินใจกันอย่างดีที่สุดในทุกสถานการณ์ แม้ผลลัพธ์อาจไม่เป็นอย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่เรายังคงมีเป้าหมาย มีความหวัง และมีภารกิจที่ใหญ่กว่าเดิมรออยู่ข้างหน้า”

The post เกิดอะไรขึ้นกับทีมตะกร้อไทย? เหตุใดจึงวอล์กเอาต์ ศึกตะกร้อชิงแชมป์โลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาเลเซียเตรียมบังคับใช้กฎใหม่ ให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย อัปโหลดเอกสารราชการยืนยันอายุ ภายใน 1 มิ.ย. ป้องกันผู้ใช้งานอายุต่ำกว่า 16 ปี https://thestandard.co/malaysia-social-media-age-verification-rule/ Sat, 23 May 2026 03:06:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1210132 ภาพประกอบแสดงโลโก้โซเชียลมีเดียพร้อมธงชาติมาเลเซีย

มาเลเซียเตรียมบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ 2 ข้อ ที่กำหนดให้ผ […]

The post มาเลเซียเตรียมบังคับใช้กฎใหม่ ให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย อัปโหลดเอกสารราชการยืนยันอายุ ภายใน 1 มิ.ย. ป้องกันผู้ใช้งานอายุต่ำกว่า 16 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงโลโก้โซเชียลมีเดียพร้อมธงชาติมาเลเซีย

มาเลเซียเตรียมบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ 2 ข้อ ที่กำหนดให้ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในมาเลเซีย ต้องอัปโหลดเอกสารราชการที่ออกโดยรัฐบาลเพื่อยืนยันอายุของตนเอง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน โดยเป็นไปตามพระราชบัญญัติความปลอดภัยออนไลน์ (ONSA) ที่ออกโดยคณะกรรมการการสื่อสารและมัลติมีเดียแห่งมาเลเซีย (MCMC)

 

เตียว นี ชิง (Teo Nie Ching) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการสื่อสารมาเลเซีย กล่าวว่า ภายใต้กฎระเบียบทั้งสองข้อ ได้แก่ ประมวลกฎหมายคุ้มครองเด็ก (CPC) และประมวลกฎหมายลดความเสี่ยง (RMC) เอกสารที่สามารถใช้ได้ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชนและหนังสือเดินทาง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี เปิดบัญชีโซเชียลมีเดีย

 

“ขณะนี้เราได้ขอให้แพลตฟอร์มต่างๆ ดำเนินการตรวจสอบอายุแล้ว ผู้ใช้จำเป็นต้องยืนยันอายุโดยใช้เอกสารที่ออกโดยรัฐบาล เช่น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง หรือเอกสารราชการอื่นๆ” เธอกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงานรณรงค์อินเทอร์เน็ตปลอดภัยในชุมชนวานนี้ (22 พฤษภาคม) และชี้ว่า

 

“หากเป็นการแจ้งอายุด้วยตนเอง ใครๆ ก็สามารถคลิกและอ้างว่าตนเองมีอายุมากกว่า 18 ปีได้”

 

ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียจะให้ระยะเวลาที่เหมาะสมแก่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการดำเนินการตรวจสอบอายุสำหรับบัญชีที่มีอยู่ก่อนที่จะดำเนินการบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ไม่สามารถดำเนินการตรวจสอบและยืนยันอายุให้เสร็จสมบูรณ์อาจถูกปิดบัญชี หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอาจจำเป็นต้องใช้ AI ในการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้งานมีอายุ 16 ปีขึ้นไป

 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการสื่อสารมาเลเซียเผยว่า รัฐบาลได้ตัดสินใจก่อนหน้านี้แล้วว่า เด็กที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดหรือเป็นเจ้าของบัญชีโซเชียลมีเดีย บนแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานในมาเลเซียมากกว่า 8 ล้านคน

 

หลักเกณฑ์ทั้งสองฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่หลังจากมีการประชุมหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม องค์กรภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปีนี้

 

อ้างอิง :

The post มาเลเซียเตรียมบังคับใช้กฎใหม่ ให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย อัปโหลดเอกสารราชการยืนยันอายุ ภายใน 1 มิ.ย. ป้องกันผู้ใช้งานอายุต่ำกว่า 16 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘วิกฤตที่ GDP มองไม่เห็น’ เมื่อ AI และชิปยังโต แต่ SMEs ในอาเซียนเริ่มล้มเป็นโดมิโน หลังสงครามลามลึก ต้นทุนพุ่ง-ซัพพลายสะดุด https://thestandard.co/asean-smes-crisis-war-impact/ Sat, 23 May 2026 02:43:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1210121 ภาพโรงงานกำลังการผลิตสูง มีสายการประกอบหลายสาย

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศในอาเซียนยังดูทรงตัว และไ […]

The post ‘วิกฤตที่ GDP มองไม่เห็น’ เมื่อ AI และชิปยังโต แต่ SMEs ในอาเซียนเริ่มล้มเป็นโดมิโน หลังสงครามลามลึก ต้นทุนพุ่ง-ซัพพลายสะดุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงงานกำลังการผลิตสูง มีสายการประกอบหลายสาย

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจของหลายประเทศในอาเซียนยังดูทรงตัว และได้รับแรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตต่อเนื่อง แต่ใต้ภาพรวมที่ยังดูแข็งแรงนั้น ภาคการผลิตในหลายอุตสาหกรรมกำลังเจอแรงกดดันที่ชัดขึ้น ทั้งการปิดโรงงาน, การลดกำลังผลิต ไปจนถึงการปลดพนักงาน หลังผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกเริ่มส่งผ่านมายังต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานทั่วภูมิภาค

 

เมื่อมาดูที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของ S&P Global สำหรับกลุ่มอาเซียน 11 ประเทศในเดือนเมษายนที่ผ่านมายังคงอยู่เหนือระดับ 50 จุด ซึ่งสะท้อนว่ากิจกรรมการผลิตโดยรวมยังขยายตัว แต่ดัชนีดังกล่าวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน และชะลอลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง

 

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า ภาพรวมดังกล่าวอาจดูดีกว่าความเป็นจริง เพราะแรงส่งจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกระแสความต้องการสินค้าเกี่ยวกับ AI กำลังช่วยพยุงตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งสวนทางกับอุตสาหกรรมดั้งเดิมจำนวนมากที่เริ่มส่งสัญญาณถดถอยลง

 

ขณะที่ มาเลเซีย เป็นหนึ่งในประเทศที่สะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัดเจน แม้การส่งออกเดือนเมษายนยังเติบโตระดับเลขสองหลัก แต่การขยายตัวกระจุกตัวอยู่เพียงบางอุตสาหกรรม

 

เฟอร์ดาออส รอสลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AmBank กล่าวว่า ความแข็งแกร่งของตัวเลขการค้ากำลังบดบังแรงกดดันที่เกิดขึ้นในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ โลจิสติกส์ และงานก่อสร้างบางพื้นที่ และต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจยังขับเคลื่อนต่อได้ เพราะแต่ละเครื่องยนต์ทำงานไม่เท่ากัน แต่แรงกดดันในภาคธุรกิจบางส่วนเริ่มรุนแรงขึ้น สัญญาณดังกล่าวเห็นได้ชัดในเมืองมัวร์ ซึ่งเป็นฐานการผลิตเฟอร์นิเจอร์ของมาเลเซีย โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โรงงานเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กมากกว่า 100 แห่งทยอยปิดกิจการไปแล้ว

 

โดยผู้ประกอบการรายงานว่า ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากสงครามในตะวันออก ซ้ำเติมภาระเดิมที่ยังได้รับผลจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในอดีต ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากขาดทุนอย่างหนัก และไม่สามารถรับมือได้ จนต้องปิดกิจการไป สอดคล้องกับผลสำรวจของสหพันธ์ผู้ผลิตมาเลเซียที่สำรวจผู้ประกอบการ 225 บริษัทในเดือนพฤษภาคม พบว่า 28% มีแผนลดกำลังคนหรือเริ่มปรับลดพนักงานแล้ว

 

เช่นเดียวกับ ฟิลิปปินส์กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในภูมิภาค โดยภาคการผลิตสูญเสียตำแหน่งงานกว่า 217,000 ตำแหน่งในเดือนมีนาคม หรือคิดเป็น 5 8% ของแรงงานภาคการผลิตทั้งหมด และในเวลาเดียวกัน PMI ภาคการผลิตลดลงเข้าสู่ภาวะหดตัว และกลายเป็นประเทศที่มีผลการดำเนินงานอ่อนแอที่สุดในกลุ่มเศรษฐกิจหลักของอาเซียน

 

มิเกล ชานโก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Pantheon Macroeconomics มองว่า ผู้ผลิตฟิลิปปินส์เจอแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน และกำลังซื้อที่อ่อนแอลง อีกปัจจัยสำคัญคือ ฟิลิปปินส์ไม่ได้รับอานิสงส์จากกระแส AI Hardware Boom มากนัก ต่างจากประเทศที่มีฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่

 

ขณะที่ภาครัฐยังมีเครื่องมือช่วยเหลือด้านพลังงานจำกัดกว่าอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย

 

ไม่เว้นแม้แต่ เวียดนามกำลังเจอสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า เศรษฐกิจสองโลก ภายในภาคการผลิตเดียวกัน ด้านหนึ่ง การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ยังเติบโตและช่วยประคองเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้าน อุตสาหกรรมดั้งเดิมเริ่มได้รับผลกระทบหนักขึ้น

 

แอนดรูว์ ฮาร์เกอร์ ผู้อำนวยการเศรษฐศาสตร์ของ S&P Global Market Intelligence รายงานว่า แม้ภาคการผลิตยังขยายตัว แต่ความเร็วในการเติบโตเริ่มลดลง ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ชะลอตัว ทำให้มีความเสี่ยงที่ผลผลิตจะอ่อนแรงลงในระยะต่อไป และอุตสาหกรรมรองเท้าถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด หลังตลาดตะวันออกกลางชะงัก

 

ฝั่น ถิ ถั่ญ ซวน รองประธานสมาคมเครื่องหนัง รองเท้า และกระเป๋าเวียดนาม เปิดเผยว่า ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นราว 15% ส่วนวัตถุดิบที่อิงกับราคาน้ำมันปรับขึ้นมากกว่า 30% แต่โรงงานจำนวนมากไม่สามารถปรับราคาขายได้ เพราะสัญญาส่งออกส่วนใหญ่ทำไว้ล่วงหน้า ส่งผลให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตกอยู่กับผู้ผลิตโดยตรง

 

ผลกระทบเริ่มส่งผ่านมายังผู้ผลิตในไทยเช่นกัน ‘จอห์น ไฮแฮม’ ประธานฝ่ายการค้าของ Element 6 Evolution ผู้ผลิตเรือแข่งและเรือคาตามารันใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง เปิดเผยว่า บริษัทไม่สามารถนำเข้าเรซิน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของสายการผลิต จากดูไบผ่านเส้นทางเรือได้ตามปกติอีกต่อไป ทำให้บริษัทจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้การขนส่งทางอากาศแบบเร่งด่วนเพื่อรักษาการผลิต การเปลี่ยนวิธีขนส่งดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 400% เมื่อรวมค่าโลจิสติกส์ และหากไม่ทำเช่นนี้ สายการผลิตอาจหยุดทั้งหมด

 

รวมถึงในอินโดนีเซีย สมาคมนายจ้างรายงานว่า ภาคการผลิต 10 จาก 16 อุตสาหกรรมเติบโตช้ากว่าเศรษฐกิจโดยรวมในไตรมาสแรก ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันแนฟทาที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลาสติกโดยตรง ขณะเดียวกันผู้ผลิตรถยนต์เริ่มประเมินผลกระทบต่อซัพพลายเชน หลังต้นทุนและความล่าช้าในการส่งมอบเริ่มชัดเจนมากขึ้น

 

ด้านสิงคโปร์ แม้ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูงที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค แต่ผู้ประกอบการเริ่มปรับกลยุทธ์ด้วยการหันไปพึ่งฐานการผลิตใกล้บ้านมากขึ้น ทั้งในเขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์–สิงคโปร์ และโรงงานในอินโดนีเซีย เพื่อลดความเสี่ยงจากต้นทุนขนส่งและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น

 

นักวิเคราะห์จาก CIMB Investment ประเมินว่า หากปัญหาซัพพลายเชนยังไม่คลี่คลาย ภาวะตึงตัวของวัตถุดิบอาจรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

 

ทั้งนี้ ผลสำรวจของธนาคารกลางหลายแห่งพบว่า ผู้ประกอบการมีสต็อกวัตถุดิบเฉลี่ยเหลือเพียง 3-4 เดือน หมายความว่า ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 เป็นต้นไป ความเสี่ยงด้านต้นทุนและการขาดแคลนวัตถุดิบจะเพิ่มมากขึ้น

 

โดย รอสลีจาก AmBank สรุปภาพสถานการณ์ว่า วิกฤตรอบนี้อาจเป็น ‘วิกฤตที่ GDP มองไม่เห็น’ เพราะผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่ค่อยๆ ส่งผ่านจากต้นทุนพลังงานไปยังโลจิสติกส์ ซัพพลายเชน ผู้ผลิต และแรงงาน เหมือนโดมิโนที่ล้มต่อเนื่องทีละตัว

 

และท้ายที่สุด แม้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และกระแส AI จะยังช่วยพยุงเศรษฐกิจอาเซียนในภาพรวม แต่ในระดับภาคพื้นจริง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์, รองเท้า, พลาสติก, โลจิสติกส์ และการผลิตทั่วไป ส่งสัญญาณการปิดกิจการ ลดกำลังผลิต และปลดพนักงานเริ่มเกิดขึ้นแล้ว และกำลังสะท้อนให้เห็นว่า สงครามในตะวันออกไม่ได้กระทบเพียงตลาดพลังงาน แต่กำลังลามลึกเข้าสู่เศรษฐกิจจริงของภูมิภาคอย่างชัดเจน

 

ภาพ:STUSSY13/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ‘วิกฤตที่ GDP มองไม่เห็น’ เมื่อ AI และชิปยังโต แต่ SMEs ในอาเซียนเริ่มล้มเป็นโดมิโน หลังสงครามลามลึก ต้นทุนพุ่ง-ซัพพลายสะดุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดสูตร EV ฟินแลนด์ สู่สถานีชาร์จไทย ‘เคมพาวเวอร์’ ลุยรุก DC Fast Charging ในไทย ชี้ตลาดโตเร็วไม่พอ ‘คุณภาพ’ คือเกมตัดสิน https://thestandard.co/kempower-ev-charging-thailand-quality/ Mon, 18 May 2026 06:29:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1208421 ภาพสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า DC Fast Charging ของ เคมพาวเวอร์ ในประเทศไทย

เคมพาวเวอร์ (Kempower) ผู้เชี่ยวชาญระบบชาร์จเร็วจากประเ […]

The post ถอดสูตร EV ฟินแลนด์ สู่สถานีชาร์จไทย ‘เคมพาวเวอร์’ ลุยรุก DC Fast Charging ในไทย ชี้ตลาดโตเร็วไม่พอ ‘คุณภาพ’ คือเกมตัดสิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า DC Fast Charging ของ เคมพาวเวอร์ ในประเทศไทย

เคมพาวเวอร์ (Kempower) ผู้เชี่ยวชาญระบบชาร์จเร็วจากประเทศฟินแลนด์ เดินหน้ารุกตลาดประเทศไทย ชี้อนาคตอุตสาหกรรม EV ไม่ได้แข่งขันกันที่ ‘ความเร็วในการชาร์จ’ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องยกระดับสู่ระบบที่ ‘พร้อมใช้งานและเชื่อถือได้’ พร้อมรุกโซลูชัน DC Fast Charging แบบ Modular รับดีมานด์ตลาด EV ไทย

 

 
 

แรงหนุนนโยบายไทยตั้งเป้าสถานี DC Fast Charging 1.2 หมื่นแห่ง

 

จากแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐและการยอมรับของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้นโยบาย “30@30” ที่ตั้งเป้าให้ประเทศไทยมียานยนต์ไฟฟ้าเป็น 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 พร้อมตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จเร็วแบบ DC Fast Charging ให้ได้ 12,000 จุดทั่วประเทศ

 

ประกอบกับ ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรีระบุว่า ตลาด EV ไทยยังคงเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยในเดือนมกราคม 2569 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ใหม่จำนวน 45,668 คัน เพิ่มขึ้น 210.43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ขณะที่ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยอดจดทะเบียน BEV สะสมในประเทศไทยทะลุ 400,000 คัน และคาดว่ายอดขายรถยนต์นั่ง EV ต่อปีจะอยู่ที่ประมาณ 125,000 คัน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อการใช้งาน EV ขยายตัวอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมเริ่มให้ความสำคัญมากขึ้นกับ ‘คุณภาพ’ ของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ ไม่ใช่เพียงแค่จำนวนสถานีแต่รวมถึงประสิทธิภาพการใช้งาน ความพร้อมในการให้บริการ และความคุ้มค่าในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

 

คาร์โล เชคคี ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดใหม่ ของ เคมพาวเวอร์ กล่าวว่า จากข้อมูลข้างต้น บวกกับภาพรวมประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาด EV ที่น่าจับตามองที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่กำลังก้าวจากช่วงเริ่มต้นของการใช้งาน ไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศ EV ในระดับใหญ่ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ การลงทุนที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เป็นโอกาสใหม่ของเคมพาวเวอร์

 

“เมื่ออุตสาหกรรมเริ่มเติบโตเต็มรูปแบบ สิ่งที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการเร่งติดตั้งสถานีชาร์จให้มากที่สุดแต่คือการทำให้เครือข่ายการชาร์จมีความเสถียร รองรับการขยายตัวในอนาคต และออกแบบโดยคำนึงถึงพฤติกรรมการใช้งานจริงของผู้คนใช้รถ รวมถึงความสามารถในการสร้างคืนทุนทางธุรกิจที่ยั่งยืนของผู้ประกอบการ”

 

ทั้งนี้ แม้โครงสร้างพื้นฐานด้าน EV ของไทยจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่รายงานจากภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมยังสะท้อนถึงความท้าทายหลายด้าน ทั้งการกระจายสถานีชาร์จนอกเมืองใหญ่ที่ยังไม่ทั่วถึง การใช้งานสถานีที่ไม่สมดุล การเชื่อมโยงพลังงานหมุนเวียนที่ยังมีข้อจำกัด รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขนส่งไฟฟ้าภาคโลจิสติกส์ที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

 

ขณะที่การลงทุนเริ่มต้นยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ แต่เคมพาวเวอร์ มองว่า ตัวกำหนดความสามารถในการทำกำไรของผู้ให้บริการสถานีชาร์จ (Charge Point Operators: CPOs) ในระยะยาว คืออัตราการใช้งานจริงของสถานีชาร์จ

 

หลายสถานีมีประสิทธิภาพการใช้งานต่ำ ไม่ใช่เพราะความต้องการของตลาดไม่เพียงพอ แต่เกิดจากปัจจัยอย่างการเลือกทำเลที่ไม่เหมาะสม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เกินความจำเป็น และประสบการณ์ใช้งานที่ไม่สม่ำเสมอ ขณะที่สถานีที่มีจำนวนหัวชาร์จมากกว่า มักมีอัตราการใช้งานที่ดีกว่า

 

ถอดโมเดล EV ฟินแลนด์ นอร์เวย์

 

หากฉายภาพถึงตลาด EV ประเทศที่พัฒนาแล้วและประสบความสำเร็จ เช่น สหภาพยุโรป (EU) ประเทศฟินแลนด์ นอร์เวย์ สะท้อนว่า พฤติกรรมของผู้ใช้งานรถ EV ในปัจจุบันไม่ได้ให้ความสำคัญกับความเร็วในการชาร์จเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับความพร้อมใช้งาน ความสะดวก และความน่าเชื่อถือของสถานีชาร์จ ผู้ขับขี่ต้องการความมั่นใจว่าสถานีชาร์จสามารถใช้งานได้จริง มีหัวชาร์จพร้อมให้บริการ ลดระยะเวลารอคอย และใช้งานที่ราบรื่นต่อเนื่องตลอดการเดินทาง

 

จึงเป็นที่มาของเคมพาวเวอร์ ออกแบบโซลูชัน DC Fast Charging แบบ Modular เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานสถานี ลดDowntime และขยายระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพตามการเติบโตของตลาด ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุน (CAPEX) และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ได้เร็วขึ้น

 

ล่าสุด เคมพาวเวอร์ยังได้เปิดตัว “Mega Satellite Flex” โซลูชันชาร์จรุ่นใหม่ ภายในงาน Advanced Clean Transportation (ACT) Expo ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา โดยออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งรถยนต์ระบบ Combined Charging System (CCS) และระบบ Megawatt Charging System (MCS) สำหรับรถขนส่งและโลจิสติกส์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานสถานีและสร้าง ROI ได้ตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Megawatt Charging ในอนาคต

 

โดยโซลูชันดังกล่าวเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นผู้นำระดับโลกของเคมพาวเวอร์ ในด้านระบบ DC Fast Charging

 

สำหรับแผนการลงทุนในไทย เชคคี ระบุว่า จะเดินหน้ารุกตลาดในไทยภายในปีนี้ โดยบริษัทจะไม่จำหน่ายเพียงแค่ตู้ชาร์จที่มีราคาตายตัว แต่เน้นการนำเสนอโซลูชันที่ออกแบบให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ประเภทรถ และกำลังไฟที่มีในพื้นที่นั้นๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับผลกำไรสูงสุด

 

กรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างสถานีบริการน้ำมันบางจากที่ลงทุนซื้อระบบไปติดตั้งและมีการอัปเกรดกำลังไฟจาก 300 kW เป็น 400 kW เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น จนสามารถสร้างระยะเวลาคืนทุนได้รวดเร็ว 18 เดือนเท่านั้น

 

“เราวางแผนเริ่มต้นจากกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานครอบคลุมก่อนจะขยายไปกลุ่มรถบรรทุกและรถขนส่งไฟฟ้า เพราะระบบของเคมพาวเวอร์มีลักษณะเป็นโมดูลาร์ ที่ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่รถยนต์ทั่วไปจนถึงเรือเฟอร์รี่ไฟฟ้าดังเช่นที่ทำในสิงคโปร์และมาเลเซีย“

 

ภายใต้จุดเด่นทางเทคนิค ประสิทธิภาพการแปลงไฟที่สูงถึง 97% และระบบการจัดสรรพลังงานแบบไดนามิกที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงานโดยไม่จำเป็นและยังมีความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานทางเลือก อย่างพลังงานหมุนเวียน โซลาร์เซลล์ หรือแบตเตอรี่สำรองเพื่อแก้ปัญหาไฟฟ้าไม่เสถียร

 

เชคคี ทิ้งท้ายว่า บริษัทมั่นใจถึงศักยภาพที่เติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน มาเลเซีย

 

“อย่างไรก็ตาม มุมมองนโยบายภาครัฐของไทยขณะนี้นั้น บริษัทพร้อมลงทุนกับพาร์ตเนอร์ในไทย แต่รัฐควรปรับลดขั้นตอนการอนุมัติขอใช้ไฟฟ้าให้เร็วยิ่งขึ้น เพราะความเร็วในการเตรียมความพร้อมด้านไฟฟ้าถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสถานีชาร์จเติบโตและขับเคลื่อนระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้ายั่งยืน” เชคคี กล่าว

The post ถอดสูตร EV ฟินแลนด์ สู่สถานีชาร์จไทย ‘เคมพาวเวอร์’ ลุยรุก DC Fast Charging ในไทย ชี้ตลาดโตเร็วไม่พอ ‘คุณภาพ’ คือเกมตัดสิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอลโลก 2026 คนไทยจะได้ดูไหม? กับความจริงของดีลลิขสิทธิ์ที่ยังไม่จบ https://thestandard.co/world-cup-2026-broadcast-rights-deal-uncertain/ Tue, 12 May 2026 10:16:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1206388 ลูกฟุตบอลพร้อมถ้วยฟุตบอลโลก 2026

เหลืออีกเพียง 1 เดือน ศึกฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะเริ่มขึ้ […]

The post บอลโลก 2026 คนไทยจะได้ดูไหม? กับความจริงของดีลลิขสิทธิ์ที่ยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลูกฟุตบอลพร้อมถ้วยฟุตบอลโลก 2026

เหลืออีกเพียง 1 เดือน ศึกฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคมนี้ ใน 3 ประเทศเจ้าภาพ สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และเม็กซิโก

 

แต่สำหรับแฟนบอลชาวไทย เวลานี้สิ่งที่ถูกพูดถึงมากที่สุดอาจไม่ใช่คำถามว่า “ใครจะเป็นแชมป์โลก?” หากเป็นคำถามที่เรียบง่ายกว่านั้นคือ… “แล้วเราจะได้ดูบอลโลกหรือเปล่า?”

 

นี่คือความกังวลใหญ่ที่สุดของแฟนฟุตบอลไทยในเวลานี้ เพราะจนถึงวันนี้ (12 พฤษภาคม) ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า คนไทยจะได้รับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกแบบฟรีทีวีเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

 

ช่วงตลอดวันที่ผ่านมา กระแสข่าวเรื่อง ‘รัฐบาลอนุมัติงบ 1,300 ล้านบาท’ เพื่อซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ถูกแชร์ออกไปอย่างกว้างขวาง จนหลายคนเข้าใจว่าเรื่องดังกล่าวถูกเคาะเรียบร้อยแล้ว

 

แต่ข้อเท็จจริงล่าสุดไม่ใช่เช่นนั้น

 

รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงว่า คณะรัฐมนตรีเพียงรับทราบเรื่องการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 เท่านั้น และยังไม่มีการอนุมัติงบประมาณใดๆ ทั้งสิ้น

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือการมอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานร่วมกับ กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางให้คนไทยสามารถรับชมฟุตบอลโลกได้

 

ฝั่งรัฐบาลยังย้ำด้วยว่า หากมีแนวทางที่ทำให้ประชาชนได้รับชมฟุตบอลโลกโดยไม่กระทบงบประมาณรัฐ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีต่อทุกฝ่าย และเมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจน จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

 

ดังนั้น ข่าวเรื่อง ‘ใช้งบกลาง 1,300 ล้านบาท’ จึงถือเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะรัฐบาลยืนยันว่ายังไม่มีการใช้งบดังกล่าว และไม่ได้ใช้เงินภาษีแบบ 100% ตามที่หลายคนเข้าใจ

 

คำถามต่อมาคือ แล้วทำไมไทยถึงยังปิดดีลลิขสิทธิ์ไม่ได้?

 

คำตอบสำคัญมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่

 

เรื่องแรกคือราคาลิขสิทธิ์ที่พุ่งสูงขึ้นมหาศาล เพราะฟุตบอลโลก 2026 เป็นครั้งแรกที่ขยายทีมจาก 32 เป็น 48 ทีม ทำให้จำนวนแมตช์เพิ่มขึ้นเป็น 104 นัด ส่งผลให้ FIFA เลือกจะตั้งราคาลิขสิทธิ์สูงขึ้นตามไปด้วย (ย้ำว่าไม่ใช่แค่ในไทย แต่หลายประเทศทั่วโลกก็กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน)

 

อีกเรื่องคือ..โมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนไป

 

ในอดีต กสทช. มักเป็นกลไกหลักในการสนับสนุนงบประมาณ แต่ปัจจุบันข้อจำกัดของกองทุนทำให้ต้องอาศัยภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนมากขึ้น ขณะที่เอกชนเองก็ลังเล เพราะต้นทุนสูงเกินกว่าจะทำกำไรจากโฆษณาได้ง่ายเหมือนเดิม

 

โดยเฉพาะฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่แข่งขันในทวีปอเมริกา ทำให้เวลาถ่ายทอดสดในไทยส่วนใหญ่อยู่ช่วง 23.00-11.00 น. ซึ่งไม่ใช่ช่วง prime time สำหรับตลาดโฆษณา

 

แม้จำนวนแมตช์เพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกเกมจะดึงเรตติ้งได้สูง เพราะความสนใจของผู้ชมยังคงกระจุกอยู่กับทีมใหญ่และเกมสำคัญเป็นหลัก

 

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือ ฟุตบอลโลกไม่ได้อยู่ภายใต้กฎ Must Have อีกต่อไป

 

เดิมทีฟุตบอลโลกเคยเป็นหนึ่งในรายการกีฬาที่ กสทช. บังคับให้ต้องถ่ายทอดสดผ่านฟรีทีวี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่เมื่อกฎดังกล่าวถูกยกเลิก ผู้ถือสิทธิ์สามารถเลือกโมเดลธุรกิจแบบจัดทำแพ็กเกจได้อย่างอิสระ

 

นั่นหมายความว่าต่อให้ฟุตบอลโลกที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ก็ไม่มีอะไรการันตีอีกแล้วว่าคนไทยจะได้ดูฟรีเหมือนในอดีต

 

แต่..รัฐบาลชุดปัจจุบันที่นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล ยังพยายามผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดสดฟรี โดยประสานงานผ่านกรมประชาสัมพันธ์และ กสทช. พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่า “คนไทยต้องได้ดูฟรี”

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ไทยไม่ได้เผชิญปัญหานี้เพียงประเทศเดียว

 

ในอาเซียน เวลานี้ยังมีอีกหลายชาติที่ยังไม่มีลิขสิทธิ์ในมือ ไม่ว่าจะเป็นไทย, มาเลเซีย, ลาว, เมียนมา และบรูไน ขณะที่เวียดนาม, กัมพูชา, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ปิดดีลเรียบร้อยแล้ว

 

แม้แต่ประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย ก็ยังมีการต่อรองราคากับ FIFA อย่างหนัก เพราะมองว่าราคาลิขสิทธิ์สูงเกินจริง และสะท้อนโมเดลธุรกิจกีฬายุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่าทางการค้ามหาศาล

 

อย่างไรก็ดี หากอิงจากประสบการณ์จากมหกรรมฟุตบอล ไม่ว่าจะ ฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลยูโรที่ผ่านมา เชื่อว่า ประเทศไทยน่าจะได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกในท้ายที่สุด

 

เพียงแต่..มีความเป็นไปได้ไม่น้อยว่า การประกาศดีลสำเร็จอาจเกิดขึ้นแบบกระชั้นชิด ก่อนฟุตบอลโลกเริ่มต้นเพียง 1-2 สัปดาห์ เหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา

The post บอลโลก 2026 คนไทยจะได้ดูไหม? กับความจริงของดีลลิขสิทธิ์ที่ยังไม่จบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขึ้นค่า PSC ยังไม่พอ จ่อ ‘รีดภาษีเดินทางนอก’ ซ้ำ นโยบายที่มาผิดที่ ผิดเวลา? เมื่อการเดินทางคือการลงทุน ‘ซื้อประสบการณ์’ แต่คนไทยอาจต้องจ่าย 2 เด้ง https://thestandard.co/travel-tax-psc-increase-impact/ Tue, 12 May 2026 09:43:07 +0000 https://thestandard.co/travel-tax-psc-increase-impact/ ภาพประกอบ: ผู้คนกำลังเดินทางในสนามบิน

คนไทยเตรียมรับภาระค่าเดินทางเพิ่ม หลังภาครัฐเดินหน้าเก็ […]

The post ขึ้นค่า PSC ยังไม่พอ จ่อ ‘รีดภาษีเดินทางนอก’ ซ้ำ นโยบายที่มาผิดที่ ผิดเวลา? เมื่อการเดินทางคือการลงทุน ‘ซื้อประสบการณ์’ แต่คนไทยอาจต้องจ่าย 2 เด้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ: ผู้คนกำลังเดินทางในสนามบิน

คนไทยเตรียมรับภาระค่าเดินทางเพิ่ม หลังภาครัฐเดินหน้าเก็บค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง 2 ส่วน ทั้ง ค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) และแนวคิดจัดเก็บ ‘Exit Fee’ หรือ ‘ภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร’ เพิ่มเติมในอนาคต

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

หมายความว่า คนไทยอาจโดน 2 เด้ง?

 

THE STANDARD WEALTH ชวนสรุปคนไทยต้องจ่ายอะไรเพิ่มบ้าง

 
ส่วนแรกการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ หรือ Passenger Service Charge (PSC) หลังคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) มีมติเห็นชอบให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ปรับอัตราค่าบริการใน 6 สนามบินหลัก ได้แก่

 

สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ และเชียงราย จากเดิม 730 บาท เป็น 1,120 บาท เพิ่มขึ้นราว 53% และจะมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

 

อีกส่วนที่อยู่ระหว่างการศึกษา คือ ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร หรือ เรียกง่ายๆว่า ‘Exit Fee’ ซึ่งรัฐบาลมีแนวคิดจัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้เดินทางออกนอกประเทศ

 

โดยมีการพูดถึงตัวเลขเบื้องต้นราว 1,000 บาทต่อคน ซึ่งขณะนี้ ‘ยังอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดโดยกรมสรรพากร’

 

ขณะที่ ส่วนที่ 3 แนวคิดจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ “Tourism Tax” ก็อาจมีผลต่อการตัดสินใจมาเที่ยวไทย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

AOT ชี้แบกต้นทุนสนามบินไม่ไหว ขึ้นค่า PSC เพื่อความยั่งยืน

 

ปวีณา จริยิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึงกรณีการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (Passenger Service Charge: PSC) ในที่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายนนี้ ว่า มีความจำเป็นต่อ การรักษามาตรฐานและศักยภาพการ แข่งขันของสนามบินไทยในระยะยาว

 

ภาพประกอบ: ผู้คนกำลังเดินทางในสนามบิน 1

 

โดย AOT ตรึงอัตราค่า PSC มาเป็นเวลากว่า 19 ปีแล้ว ขณะที่ ต้นทุนการบริหารสนามบินเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งจากภาวะเงินเฟ้อ การพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการบริการที่สนามบินทั่วโลกต่างเร่งยกระดับเพื่อแข่งขันดึงดูดสายการบินและผู้โดยสารระหว่างประเทศ

 

ทั้งนี้ ต้นทุนของสนามบินไม่ได้จำกัด อยู่เพียงอาคารหรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้โดยสารมองเห็นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO)

 

โดยที่ผ่านมา รายได้จากค่า PSC สามารถครอบคลุมต้นทุนด้านกิจการการบิน (Aeronautical Revenue) ได้เพียงประมาณ 60-70%

 

ส่งผลให้ AOT ต้องนำรายได้จากธุรกิจเชิงพาณิชย์ หรือ Non-Aeronautical Revenue อาทิ ดิวตี้ฟรี ร้านค้า ร้านอาหาร และสัมปทานต่าง ๆ เข้ามาชดเชยต้นทุนมาโดยตลอด

 

โครงสร้างดังกล่าวเริ่มขาดความสมดุล เนื่องจากภาระต้นทุนถูกผลักไปยังผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์มากเกินไป จนทำให้ค่าเช่าและค่าตอบแทนสูงขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการดำเนิน ธุรกิจของผู้ประกอบการบางราย

 

โดยเฉพาะในสนามบินดอนเมืองที่พบปัญหาร้านค้าปิดกิจการอยู่เป็นระยะ

 

ดังนั้น การปรับขึ้นค่า PSC เป็นส่วนหนึ่งของการ ‘ปรับสมดุลรายได้’ เพื่อความยั่งยืน ทั้งการดำเนินงานและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

 

“ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสารเกินขีดความสามารถไปมากแล้ว โดยแม้โครงสร้างเดิมจะรองรับผู้โดยสารได้ราว 45 ล้านคนต่อปี แต่ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการสูงกว่า 62 ล้านคนต่อปี ส่งผลให้หลายพื้นที่ภายในสนามบินแออัด ทั้งจุดเช็กอิน ทางเข้าอาคาร และพื้นที่รับสัมภาระ”

 

นอกจากนี้ AOT ยังมีแผนยกระดับ ‘Level of Service’ ของสนามบินไทยให้เทียบเท่าสนามบินชั้นนำของโลก ผ่านการพัฒนาพื้นที่พักผ่อน พื้นที่ทำงาน ห้องสำหรับครอบครัวและเด็ก รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์ผู้โดยสารหลากหลายกลุ่มยิ่งขึ้น

 

แม้หลายฝ่ายกังวลว่าการปรับขึ้นค่า PSC อาจกระทบการท่องเที่ยว ปวีนา ชี้ว่า งานวิจัยในต่างประเทศจำนวนมากพบว่า

 

“ค่า PSC มีสัดส่วนเพียง 5% ของราคาตั๋วโดยสารเท่านั้น และแทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางของนักเดินทาง”

 

เช่น สิงคโปร์ ซึ่งมีการปรับขึ้นค่า PSC ต่อเนื่อง รวมถึงจัดเก็บเงินล่วงหน้าเพื่อนำไปลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ในอนาคต ขณะที่ไทยยังคงจัดเก็บในระดับที่มุ่งรองรับต้นทุนเป็นหลัก

 

ส่วนด้านโครงสร้างรายได้ของ AOT นั้น กำไรหลักของบริษัทมาจากธุรกิจ Non-Aeronautical Revenue (รายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน )

 

ขณะที่ รายได้จากกิจการการบินโดยตรงยัง ‘ขาดทุน’ โดยที่ผ่านมา AOT ใช้วิธีนำกำไรจากธุรกิจเชิงพาณิชย์เข้ามาชดเชยเพื่อรักษาอัตราค่า PSC เดิม

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อแผนการลงทุนในอนาคตมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เชียงใหม่ ภูเก็ต และสนามบินภูมิภาคอื่น ๆ จึงเห็นว่าจำเป็นต้องปรับโครงสร้างรายได้ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

 

ท้ายที่สุด AOT ยืนยันว่า “การปรับขึ้นค่า PSC ในครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลกำไรระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพบริการ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของสนามบินไทย ท่ามกลางการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินโลกที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้นทุกปี”

 

‘แอตต้า’ ชี้ ไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสม

 
สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สะท้อนภาพรวมภาคการท่องเที่ยวไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 แม้ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจีน จะฟื้นตัวในทิศทางบวก แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันทั้งวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ปัญหาเที่ยวบิน และต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น

 

อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือ แอตต้า เปิดเผย ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า ภาพรวมตลาดท่องเที่ยวในช่วงต้นปีถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะตลาดจีนที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวชัดเจน หลังไทยปรับปรุงภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยได้ดีขึ้น

 

ภาพประกอบ: ผู้คนกำลังเดินทางในสนามบิน 2

 

“ปีนี้ช่วงตรุษจีนตลาดจีนเข้ามา เราได้รับอานิสงส์จากภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยที่ดีขึ้น รวมถึงความสัมพันธ์ไทย-จีนที่ดีขึ้นหลังการเสด็จเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10”

 

ในช่วงวันหยุดตรุษจีน มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยราว 248,000 คน จากนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางทั่วโลกกว่า 4.38 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5-6% ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงปี 2019 ก่อนโควิดที่ไทยครองสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนสูงสุด

 

“ตัวเลข 4 เดือนที่ผ่านมา ตลาดจีนยังเป็นบวก ปีนี้จริงๆ น่าจะเป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่ง”

 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางกลับกลายเป็นปัจจัยลบสำคัญ ยังคงส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินและตลาดระยะไกล โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง

 

“พอเจอวิกฤตสงครามอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ตลาดระยะไกลมีปัญหาเรื่องไฟลต์บิน ส่งผลกระทบภาพรวม แม้ตลาดจีนและอินเดียจะเข้ามาทดแทนได้บางส่วน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ”

 

ดัน ‘Regional Tourism Economy’ สร้างสมดุลเที่ยวไทย-จีน

 

อดิษฐ์ มองว่า แนวทางสำคัญในระยะต่อไปคือ การสร้างสมดุลด้านการเดินทางระหว่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีนและอินเดีย ผ่านแนวคิด “Regional Tourism Economy”

 

“เราต้องทำเรื่อง Two-way Tourism คือคนไทยไปจีน คนจีนมาไทย เพื่อให้เที่ยวบินมีความสมดุล”

 

หมายความว่า ในอดีตคนจีนเดินทางเข้าไทยจำนวนมาก ขณะที่คนไทยเดินทางไปจีนมีสัดส่วนน้อย ส่งผลให้เมื่อเกิดวิกฤต สายการบินต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

 

แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นความสมดุลมากขึ้น โดยปีที่ผ่านมา คนจีนมาไทยเกือบ 5 ล้านคน ขณะที่คนไทยเดินทางไปจีนประมาณ 2 ล้านคน

 

“ถ้าเที่ยวบินมีทั้งคนจีนและคนไทยใช้งานร่วมกัน ก็จะช่วยลดผลกระทบจากวิกฤตได้ในระยะยาว”

 

ค้านเก็บ ‘ภาษีเดินทางขาออก’ 1,000 บาท ‘ไม่ถูกที่ ไม่ถูกเวลา’

 
ทั้งนี้ แอตต้าแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับแนวคิดจัดเก็บ ภาษีเดินทางขาออกจากคนไทย 1,000 บาท ‘ยังไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ’ และสถานการณ์ท่องเที่ยวในปัจจุบัน

 

“มาตรการนี้ไม่ถูกที่ ไม่ถูกเวลา”

 

แม้หลายคนอาจมองว่า 1,000 บาท ไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางระยะสั้นหรือกลุ่มท่องเที่ยวต้นทุนต่ำ ถือว่าเป็นภาระเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

“ถ้าทัวร์อาเซียนราคา 10,000-20,000 บาท การเพิ่มอีก 1,000 บาท เท่ากับเพิ่มต้นทุน 5-10% คนรุ่นใหม่ปัจจุบันเที่ยวถี่แต่เที่ยวถูก ตั๋วเครื่องบินบางครั้งแค่ 3-4 พันบาท แต่ต้องจ่ายเพิ่มอีกพันบาท ก็มีผลต่อเงินในกระเป๋า”

 

การเดินทางไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยว แต่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพประชาชน ซื้อประสบการณ์

 

“การเดินทางคือการลงทุนเพื่อพัฒนาบุคลากรของประเทศ การเรียนรู้นอกห้องเรียนเป็นเรื่องสำคัญ”

 

‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ ยิ่งซ้ำเติมแข่งขัน พ่ายคู่แข่งเพื่อนบ้าน

 

สำหรับแนวคิดจัดเก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ “Tourism Tax” นั้นแม้จะเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้ แต่สิ่งสำคัญคือจังหวะเวลาในการดำเนินนโยบาย

 

“เราไม่ได้คัดค้านหลักการ แต่ต้องดูว่าเหมาะสมหรือไม่”

 

พร้อมห่วงกรณีไทยปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารสนามบิน (Passenger Service Charge) หรือ PSC

 

หากมีการจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดินเพิ่มเติมอีก 300 บาท จะทำให้ต้นทุนการเดินทางเข้าไทยสูงขึ้นมาก

 

“คู่แข่งของเราอย่างมาเลเซียหรือเวียดนาม ยังไม่มีมาตรการลักษณะนี้”

 

พร้อมเตือนว่า ในภาวะที่ตลาดกำลังชะลอตัว การเพิ่มต้นทุนอาจทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจุดหมายไปยังประเทศเพื่อนบ้านแทน

 

ชงรัฐ 3 มาตรการ ประคองภาคท่องเที่ยว

 

ATTA เปิดเผยว่า ได้ยื่นข้อเสนอ 3 ประเด็นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อช่วยพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ได้แก่

 

  • สนับสนุนงบทำ Charter Flight

 

เสนอให้รัฐบาลใช้งบประมาณสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำเพิ่มเติม หลังโครงการปีที่ผ่านมาใช้งบประมาณ 350 ล้านบาท สนับสนุนเที่ยวบินกว่า 1,000 เที่ยวบิน และช่วยกระตุ้นตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

“ตอนนี้หลายสายการบินเริ่มยกเลิกเที่ยวบิน ถ้าไม่มีมาตรการประคอง อาจกระทบการฟื้นตัวในระยะยาว”

 

  • เดินหน้าโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทย’

 

เสนอให้รัฐบาลกระตุ้นตลาดในประเทศผ่านโครงการสนับสนุนค่าเดินทาง เช่น เที่ยวข้ามจังหวัด 1 คืน สนับสนุน 1,000 บาท โดยใช้งบประมาณรวมไม่เกิน 3,000 ล้านบาท

 

“ถ้ารัฐบาลอยากกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ก็ควรใช้งบประมาณจากส่วนอื่นก่อน”

 

  • เบรกแนวคิดจัดเก็บ “ภาษีเดินทางขาออก”

 

ATTA ย้ำข้อเสนอให้รัฐบาลชะลอแนวคิดเก็บภาษีเดินทางขาออกออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะฟื้นตัวชัดเจน

 

“แนวคิดที่ไม่อยากให้คนในประเทศใช้เงินต่างประเทศ เป็นแนวคิดในอดีตที่ไม่สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันแล้ว”

 

ท้ายที่สุด แอตต้า มองว่า รัฐบาลควรพิจารณามาตรการด้านการท่องเที่ยวอย่างรอบคอบ ทั้งในเรื่อง ‘จังหวะเวลา’ และ ‘ความสามารถในการแข่งขัน’ เพราะหากต้นทุนท่องเที่ยวไทยสูงเกินไป อาจทำให้นักท่องเที่ยวหันไปเลือกประเทศ คู่แข่งในภูมิภาคแทนได้ในอนาคต

 

สมาคมโรงแรมมองรัฐไม่ชัดเจน ถามรายได้เข้ากระเป๋าใคร?

 
สอดคล้อง เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย แสดงความเห็นกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า แนวคิดการจัดเก็บภาษีเดินทางออกนอกประเทศ (Exit Tax) ในอัตรา 1,000 บาทต่อคน มองว่ายังมีหลายประเด็นที่ขาดความชัดเจน

 

ภาพประกอบ: ผู้คนกำลังเดินทางในสนามบิน 3

 

“โดยเฉพาะเป้าหมายของนโยบายยังไม่มีความชัดเจน ว่าภาครัฐต้องการจัดเก็บภาษีเพื่อหารายได้เพิ่ม หรือเป็นความพยายามในการชะลอไม่ให้คนไทยเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและท่องเที่ยวภายในประเทศ”

 

หากภาครัฐต้องการจัดเก็บจริง สิ่งสำคัญคือต้องสร้างความชัดเจนเรื่องการบริหารจัดการรายได้ที่เกิดขึ้น

 

เนื่องจากภาษีดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง ซึ่งหากคำนวณจากจำนวนคนไทยที่เดินทางออกต่างประเทศในแต่ละปี รายได้ที่รัฐจะได้รับอาจสูงถึงระดับ หมื่นล้านบาท ต่อปี จึงจำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า

 

“ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการรายได้ก้อนดังกล่าว และจะถูกนำกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนหรือภาคการท่องเที่ยวในรูปแบบใด”

 

ยิ่งไปกว่านั้นรัฐไม่ควรใช้แนวคิดเก็บเงินไปก่อน แล้วค่อยมาคิดทีหลังว่าจะนำไปทำอะไร เพราะประเทศควรมีการวางแผนที่รอบด้านมากกว่านั้น

 

หากจะจัดเก็บจริงก็ควรมีแผนงานรองรับ เหมือนกับการเสนอแผนธุรกิจต่อบอร์ดบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องอธิบายได้ว่าเงินจะถูกใช้เพื่ออะไร และเกิดผลตอบแทนอย่างไรในอนาคต

 

“ถ้ามีการเก็บจริง ขอเสนอแนวทางคืนประโยชน์ให้กับประชาชน แทนการจัดเก็บเงินเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจพิจารณา e-Ticket มูลค่า 200-300 บาท ให้กับผู้ที่ชำระภาษี เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดค่าตั๋วเครื่องบิน ในการท่องเที่ยวภายในประเทศ”

 

เช่น การเดินทางไปภูเก็ต หรือเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ โดยสามารถกำหนดอายุการใช้งาน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางภายในประเทศควบคู่กันไป

 

ในมุมของผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวต่อว่า

 

“หากแนวคิดของนโยบายนี้คือการทำให้คนไทยเดินทางออกต่างประเทศน้อยลง ก็ถือเป็นแนวทางที่ ‘ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง’ เพราะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต้อง พึ่งพาการเดินทางแบบสองทาง (Two-way Travel)”

 

พร้อมอธิบายว่า การที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่เดินทางเข้ามาไทยได้จำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยเองก็เดินทางไปยัง ประเทศจีนจำนวนมากเช่นกัน ทำให้สายการบินสามารถบริหารเที่ยวบิน และจำนวนผู้โดยสารได้อย่างสมดุล

 

สายการบินลดเที่ยวบิน เสี่ยงขาดทุน

 

หากจำนวนผู้โดยสารคนไทยลดลงจนโหลดแฟกเตอร์ของสายการบินต่ำกว่า 60-70% สายการบินอาจประสบภาวะขาดทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และอาจนำไปสู่การยกเลิกเที่ยวบินในที่สุด

 

สะท้อนให้เห็นภาพว่าเมื่อสายการบินลดเที่ยวบิน ประเทศไทยก็จะสูญเสียกลไกสำคัญในการนำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา เพราะสายการบินถือเป็นตัวกลางหลักของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

 

นอกจากนี้ ยังย้ำว่า หากภาครัฐจะมีการอ้างว่าเก็บเงินเพื่อพัฒนาและกระตุ้นการท่องเที่ยว เงินที่จัดเก็บได้ก็ควรถูกนำกลับมาใช้เพื่อการท่องเที่ยวทั้งหมดอย่างโปร่งใส ไม่ใช่นำไปใช้เพียงบางส่วนแล้วไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเงินที่เหลือถูกนำไปใช้ที่ใด

 

“โดยเฉพาะเมื่อเงินดังกล่าวถูกนำไปรวมอยู่ภายใต้การบริหารของกระทรวงการคลัง ซึ่งมีภารกิจดูแลหลายด้าน ไม่ได้ดูแลเฉพาะภาคการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่า อาจใช้เม็ดเงินไม่ตรงจุด”

 

ทั้งนี้ ในฐานะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดการจัดเก็บหากรัฐบาลสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า

 

เก็บแล้วเกิดประโยชน์อะไร หรือมีการชี้แจงตรงไปตรงมาว่ารัฐจำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม

 

แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันเหตุผลและรายละเอียดยังไม่ชัดเจน จึงยังไม่สามารถเห็นด้วยได้

 

จี้ AOT ยกระดับสนามบินไทย หลังขึ้นค่าธรรมเนียม ‘ผู้โดยสาร’ คาดหวังบริการระดับโลก

 

นอกจากนี้ เทียนประสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณี AOT เตรียมปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบิน โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายนนี้ ว่า แม้ AOT จะให้เหตุผลว่าต้องการนำรายได้ไปพัฒนาสนามบินและยกระดับบริการ

 

แต่ก็มีคำถามตามมาว่า “AOT เป็นองค์กรกึ่งรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียน อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และมีกำไรจำนวนมากอยู่แล้ว จึงควรสามารถนำกำไรดังกล่าวกลับมา พัฒนาบริการได้โดยไม่จำเป็นต้องผลักภาระเพิ่มไปยังผู้โดยสาร”

 

และมองว่า “AOT อยู่ในสถานะคล้ายผูกขาด เนื่องจากไม่มีคู่แข่งโดยตรง จึงสามารถประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมได้เอง ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับสนามบินในต่างประเทศ พบว่าค่าบริการสนามบินของไทยอยู่ในระดับสูงเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาค รองจากสิงคโปร์ แต่คุณภาพการให้บริการกลับยังไม่สอดคล้องกับราคาที่เรียกเก็บ”

 

จากประสบการณ์ตรง สนามบินหลายแห่ง โดยเฉพาะสนามบินต่างจังหวัดที่มีผู้โดยสารหนาแน่น ยังประสบปัญหาเรื่องความสะอาดและการดูแลรักษา

 

ทั้งบริเวณห้องน้ำ ระบบปรับอากาศ และฝ้าเพดาน ซึ่งยังต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น และมองว่า ‘สนามบินคือประตูด่านแรก’ ของประเทศในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

ดังนั้น เมื่อมีการขึ้นค่าธรรมเนียม ผู้ใช้บริการก็ย่อมคาดหวังว่าจะได้เห็นมาตรฐานการบริการระดับนานาชาติ ทั้งเรื่องความสะอาด ความสะดวก และคุณภาพโดยรวมของสนามบิน

 

แนะเก็บค่าวีซ่ากรองนักท่องเที่ยวคุณภาพดีกว่า

 
ขณะที่ สง่า เรืองวัฒนกุล ให้มุมมองกับ ‘THE STANDARD WEALTH’ ว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจัดเก็บค่า ‘ภาษีเดินทางขาออก’

 

“เศรษฐกิจไทยและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ภาครัฐควรหันไปให้ความสำคัญกับการจัดเก็บค่าวีซ่านักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า”

 

ภาพประกอบ: ผู้คนกำลังเดินทางในสนามบิน 4

 

“ส่วนตัวมองว่าไทยกำลังเผชิญปัญหานักท่องเที่ยวคุณภาพต่ำเดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการจัดเก็บค่าวีซ่าเหมาะสมกว่า เพราะนอกจากจะช่วยคัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพแล้ว ยังอาจสร้างรายได้ให้ประเทศได้ดีกว่าการจัดเก็บภาษีเดินทางขาออกอีกด้วย” สง่าย้ำ

 

ธุรกิจทัวร์ประสานเสียงเบรกรัฐ หวั่นซ้ำเติม ‘คนเดินทาง-ทัวร์’

 
ด้าน อภิวัฒน์ จิตปรารถ กรรมการผู้จัดการ ‘Go Together Travel’ เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แนวคิดการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก นั้น ‘เข้าใจและยอมรับได้’ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความชัดเจน ว่าจะนำรายได้ส่วนดังกล่าวไปใช้เพื่อพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกภายในสนามบิน หรือใช้ชดเชยต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น

 

ส่วนแนวคิดการจัด ‘ภาษีเดินทางขาออก’ 1,000 บาทสำหรับคนไทย ส่วนตัว ‘ไม่เห็นด้วย’ มองว่า นโยบายดังกล่าวอาจสร้างผลกระทบในหลายด้าน และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง

 

“แม้ภาครัฐอาจมีเป้าหมายกระตุ้นให้หันมาใช้จ่ายและท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ เงินจำนวน 1,000 บาท ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวมากนัก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าระดับบนที่ซื้อแพ็กเกจทัวร์ราคาหลักแสนบาท เช่น ทัวร์ยุโรปราคา 1.2-1.3 แสนบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเพียง 1,000 บาทแทบไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง”

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เลือกซื้อทัวร์ราคาประหยัดประมาณ 1-5 หมื่นบาท แม้จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 1,000 บาท ก็ยังคงตัดสินใจเดินทางต่างประเทศอยู่ดี เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในประเทศ

 

โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างภูเก็ต เมื่อเดินทางไปเที่ยวในทริประยะสั้น 3 วัน 2 คืน ก็มีค่าใช้จ่ายระดับหลักหมื่นบาท ซึ่งใกล้เคียงกับงบประมาณในการเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ จีน เวียดนาม และฮ่องกง

 

นอกจากนี้ นโยบายนี้เป็นการ ‘เหมารวม’ ผู้เดินทางออกนอกประเทศทุกคน สิ่งที่ตามมาอาจสร้างภาระให้กับกลุ่มคนที่ไม่ได้เดินทางเพื่อการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ รวมถึงผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีทางศาสนา

 

ตลอดจนกลุ่มนักธุรกิจที่จำเป็นต้องเดินทางไปติดต่อ งานในต่างประเทศเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่ได้เดินทางเพื่อการพักผ่อน แต่กลับต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มครั้งละ 1,000 บาท จึงมองว่า ‘ไม่เป็นธรรม‘

 

อีกประเด็นสำคัญคือ ความไม่ชัดเจนของนโยบาย ภาครัฐยังไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าจะนำรายได้จากการจัดเก็บภาษีเดินทางขาออก ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนจำนวนมาก ยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความจำเป็น

 

และในมุมของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว มองว่า หากมีการบังคับจัดเก็บ ภาษีเดินทางขาออกจริง ผู้ประกอบการทัวร์จำเป็นต้องนำต้นทุน ดังกล่าวบวกเพิ่มเข้าไปในราคาขายแพ็กเกจทัวร์ ส่งผลให้ราคาทัวร์ปรับตัวสูงขึ้น และท้ายที่สุดภาระทั้งหมดจะตกไปอยู่กับผู้บริโภค

 

“จริงๆเวลานี้ภาครัฐควรไปแก้ไขปัญหาสายการบินยกเลิกเที่ยวบิน หรือปัญหาด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าการมาคิดเก็บค่าภาษีเดินทางขาออก”

 

เตือนเสี่ยงเกิดวงจร ‘งูกินหาง’ ทุบห่วงโซ่สายการบิน-เม็ดเงินท่องเที่ยว

 
ขณะเดียวกัน ศิเวก สัจเดว กรรมการผู้จัดการบริษัท Bhutan Center เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH เสริมอีกว่า ปัจจุบันภาพรวมตลาดท่องเที่ยวอยู่ในภาวะ ‘ซบเซา’ และเต็มไปด้วยความสับสน เนื่องจากผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวต้องเจอปัจจัยลบพร้อมกันถึง 3 ด้าน

 

เริ่มตั้งแต่การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อด้วยการขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออกของสนามบิน (PSC) และยังมีแนวคิดการจัดเก็บค่า ‘ภาษีเดินทางขาออก’

 

ภาพประกอบ: ผู้คนกำลังเดินทางในสนามบิน 5

 

แม้จะเห็นด้วยกับเป้าหมายของภาครัฐที่ต้องการนำรายได้จากภาษีเดินทางขาออกไปสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น โครงการเที่ยวคนละครึ่ง

 

แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางดำเนินการ เนื่องจากมองว่าเป็นการผลักภาระไปยังนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการธุรกิจทัวร์โดยตรง

 

ส่วนตัวมองว่า “กลุ่มนักท่องเที่ยวที่วางแผนเดินทางไปต่าง ประเทศส่วนใหญ่มีการจัดสรรงบประมาณไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว”

 

ดังนั้น การจัดเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจึงไม่ใช่มาตรการจูงใจให้หันกลับมาเที่ยวในประเทศ แต่กลับสร้างผลกระทบเชิงลบต่อภาคธุรกิจทัวร์มากกว่า

 

นอกจากนี้ หากมีการจัดเก็บภาษีเดินทางขาออก จะยิ่งกระทบกลุ่มนักท่องเที่ยวราคาประหยัด โดยเฉพาะผู้ที่ซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้าน

 

เช่น เวียดนาม หรือเมียนมา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรวมเพียงไม่กี่พันบาท การเพิ่มต้นทุนอีก 1,000 บาท จึงถือเป็นสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่สูง และอาจทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจเดินทาง

 

ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนถึงผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้นในลักษณะ ‘งูกินหาง’ ต่ออุตสาหกรรมการบิน

 

โดยมองว่าหากการจัดเก็บ ‘ภาษีเดินทางขาออก’ ส่งผลให้คนไทยเดินทางออกนอกประเทศลดลง สายการบินอาจต้องลดจำนวนเที่ยวบินเพราะไม่คุ้มทุน และเมื่อเที่ยวบินขาออกลดลง เที่ยวบินขาเข้าก็อาจลดลงตามไปด้วย

 

ส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และท้ายที่สุดอาจกระทบต่อรายได้ของประเทศในภาพรวม

 

จึงขอเสนอว่าภาครัฐสามารถใช้มาตรการรณรงค์หรือขอความร่วมมือจากประชาชนแทนการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมได้

 

ยกตัวอย่างกรณีของอินเดีย ที่ผู้นำประเทศเคยออกมาขอความร่วมมือให้ประชาชนงดซื้อทองคำชั่วคราว และหันมาใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อช่วยลดปัญหาเงินตราไหลออกและพยุงค่าเงินรูปีไม่ให้อ่อนค่าลง

 

ภาพ: Sorbis / Shutterstock

The post ขึ้นค่า PSC ยังไม่พอ จ่อ ‘รีดภาษีเดินทางนอก’ ซ้ำ นโยบายที่มาผิดที่ ผิดเวลา? เมื่อการเดินทางคือการลงทุน ‘ซื้อประสบการณ์’ แต่คนไทยอาจต้องจ่าย 2 เด้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
BABYMONSTER เตรียมจัดคอนเสิร์ตในไทย 7-8 พ.ย. 2026 ณ อิมแพ็ค อารีน่า https://thestandard.co/babymonster-concert-thailand-2026/ Mon, 11 May 2026 05:05:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1205865 วง BABYMONSTER ประกาศจัดคอนเสิร์ตในประเทศไทย

BABYMONSTER คัมแบ็กสู่ประเทศไทยอีกครั้งกับทัวร์คอนเสิร์ […]

The post BABYMONSTER เตรียมจัดคอนเสิร์ตในไทย 7-8 พ.ย. 2026 ณ อิมแพ็ค อารีน่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
วง BABYMONSTER ประกาศจัดคอนเสิร์ตในประเทศไทย

BABYMONSTER คัมแบ็กสู่ประเทศไทยอีกครั้งกับทัวร์คอนเสิร์ต 2026-27 BABYMONSTER WORLD TOUR [춤 (CHOOM)] IN ASIA & OCEANIA ในวันที่ 7-8 พฤศจิกายน 2026 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยมีโปรโมเตอร์ Live Nation Tero มารับหน้าที่เป็นผู้จัดคอนเสิร์ต

 

สำหรับทัวร์รอบนี้พวกเธอจะโฟกัสไปที่อัลบั้มใหม่ CHOOM ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ก็จะยังคงมีผลงานฮิตๆ ก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดของการจองบัตรหรือผังคอนเสิร์ตต่างๆ สำหรับโชว์ที่ประเทศไทย แต่ BABYMONSTER จะเดินทางไปพบปะแฟนๆ ในหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ มาเก๊า อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย รวมทั้งฝั่งยุโรป อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ ที่กำลังจะประกาศเพิ่มเติมในเร็ววันนี้

 

ภาพ: YG Entertainment

 

อ้างอิง:

The post BABYMONSTER เตรียมจัดคอนเสิร์ตในไทย 7-8 พ.ย. 2026 ณ อิมแพ็ค อารีน่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัสเซียจัดพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะแบบเรียบง่าย ไม่โชว์อาวุธหนักปีนี้ https://thestandard.co/russia-victory-day-parade-scaled-back/ Sun, 10 May 2026 07:17:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1205656 ประธานาธิบดีปูตินกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโก

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เป็นประธานในพ […]

The post รัสเซียจัดพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะแบบเรียบง่าย ไม่โชว์อาวุธหนักปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีปูตินกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโก

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เป็นประธานในพิธีสวนสนามเนื่องในวันแห่งชัยชนะ (Victory Day) ณ จัตุรัสแดง กรุงมอสโก โดยงานปีนี้ถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่สุดในรอบหลายปี และมีขึ้นหลังจากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างรัสเซียกับยูเครนเป็นเวลา 3 วันเริ่มมีผลบังคับใช้

 

พิธีสวนสนามวันที่ 9 พฤษภาคม จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อรำลึกถึงชัยชนะของสหภาพโซเวียตที่มีเหนือนาซีเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยปกติแล้ว งานนี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการแสดงแสนยานุภาพทางทหารของรัสเซีย แต่งานในปีนี้กลับไร้เงาการอวดโฉมยุทโธปกรณ์หนักบนท้องถนนเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองทศวรรษ

 

ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวันเสาร์ ปูตินยังคงเชื่อมโยงการรุกรานยูเครน หรือที่เครมลินเรียกว่า “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” กับความสูญเสียของสหภาพโซเวียตในสงครามโลกครั้งที่ 2 เช่นเดียวกับการกล่าวสุนทรพจน์ในปีที่ผ่าน ๆ มา

 

“วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของชนรุ่นผู้พิชิตเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่าทหารที่กำลังปฏิบัติภารกิจพิเศษอยู่ในขณะนี้ พวกเขากำลังต่อสู้กับกองกำลังฝ่ายรุกรานที่ได้รับอาวุธและการสนับสนุนจากกลุ่ม NATO ทั้งหมด” ปูตินกล่าว “แต่ถึงกระนั้น วีรบุรุษของเราจะยังคงเดินหน้าต่อไป”

 

ก่อนหน้านี้ ทางการรัสเซียประกาศล่วงหน้าว่าจะไม่มีการแสดงยุทโธปกรณ์หนัก เช่น ขบวนรถถังและปืนใหญ่ แต่เปลี่ยนมาฉายวิดีโอขึ้นจอขนาดใหญ่ในจัตุรัสแดง รวมทั้งออกอากาศทางสื่อของรัฐบาล โดยวิดีโอดังกล่าวซึ่งถ่ายทำมาจากแนวรบ นำเสนอภาพกองกำลังโดรนและระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย รวมถึงอาวุธยุทธศาสตร์อย่างเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกลและเรือดำน้ำที่สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ได้

 

โดยนอกจากเครื่องบินขับไล่ที่บินผ่านเหนือพระราชวังเครมลิน และทหารเดินสวนสนามบนจัตุรัสแดงหน้าสุสานเลนินแล้ว สำนักข่าว RIA Novosti ของรัสเซียรายงานว่า มีหน่วยทหารจาก 4 ประเทศเข้าร่วมสวนสนาม รวมถึงหน่วยจากเกาหลีเหนือ และมีทหารกว่าหนึ่งพันนายจาก “ปฏิบัติการทางทหารพิเศษ” ร่วมเดินสวนสนามด้วย

 

การตัดสินใจงดแสดงแสนยานุภาพตามธรรมเนียมและหันมาเน้นเรื่องความปลอดภัยแทนนั้น เกิดขึ้นหลังจากยูเครนยกระดับการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมัน ขณะที่รัฐบาลยูเครนได้กล่าวหาว่าเครมลินยังคงโจมตีกรุงเคียฟและเมืองอื่นๆ อยู่อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

 

อย่างไรก็ดี หลังจากทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าละเมิดการหยุดยิงฝ่ายเดียวก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 9-11 พฤษภาคม รวมถึงการแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งใหญ่ ซึ่งทั้งเครมลินและประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนต่างยืนยันข้อตกลงนี้ โดยเซเลนสกีระบุด้วยว่าจะแลกเปลี่ยนเชลยเป็นไปในรูปแบบ “1,000 ต่อ 1,000 คน”

 

สำหรับพิธีสวนสนามในปีนี้ สื่อต่างประเทศส่วนใหญ่ต้องอาศัยภาพจากสื่อของรัฐรัสเซียในการรายงานข่าว เนื่องจากผู้สื่อข่าวต่างชาติจำนวนมาก รวมถึง CNN ถูกสั่งระงับการเข้าทำข่าวในพื้นที่ โดยเครมลินให้เหตุผลเรื่องรูปแบบงานที่กระชับขึ้น

 

รายงานข่าวระบุว่า พิธีที่ย่นย่อลงนี้จัดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นในรัสเซียเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมาตรการจำกัดการใช้อินเทอร์เน็ตที่เข้มงวดขึ้น โดยเมื่อศุกร์ที่ผ่านมา หนึ่งในบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของรัสเซียแจ้งเตือนชาวมอสโกว่าอาจมีการจำกัดการใช้งานอินเทอร์เน็ตมือถือและการส่งข้อความในพื้นที่รอบนครหลวง “เพื่อความปลอดภัยในช่วงงานเฉลิมฉลอง”

 

นอกจากนี้ งานในปีนี้ยังมีผู้นำต่างประเทศเข้าร่วมงานน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเมื่อปีที่แล้ว ประธานาธิบดีปูตินได้ต้อนรับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน และผู้นำต่างประเทศอีกหลายสิบคนในฐานะแขกผู้มีเกียรติ เพื่อแสดงถึงความสามัคคีของกลุ่มประเทศนอกโลกตะวันตก แต่ผู้นำต่างชาติที่เข้าร่วมงานในปีนี้ตามรายงานข่าว มีเพียงประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก แห่งเบลารุส, สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านอิบราฮิม สุลต่านอิสกันดาร์ แห่งมาเลเซีย รวมทั้งประธานาธิบดีคาซัคสถานและอุซเบกิสถาน

 

ส่วนนายกรัฐมนตรี โรเบิร์ต ฟิโก แห่งสโลวาเกีย ซึ่งเป็นสมาชิกทั้ง NATO และ EU เดินทางเยือนมอสโกเพื่อหารือทวิภาคีกับปูติน แต่ไม่ได้เข้าร่วมพิธีสวนสนาม โดยเขาได้วางพวงมาลาที่สุสานทหารนิรนามใกล้เครมลินเมื่อวันศุกร์ โดยฟิโก ซึ่งประเทศของตนยังคงพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียเป็นอย่างมาก กล่าวกับผู้สื่อข่าวถึงวัตถุประสงค์ในการมาเยือนมอสโกว่า เพื่อผลักดันให้เกิดการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อนี้

 

หลังเสร็จสิ้นพิธีและการพบปะหารือกับผู้นำประเทศต่างๆ ปูตินได้เปิดเผยกับนักข่าวรัสเซียที่เครมลินว่า ฟิโกได้กล่าวถึงความพร้อมของเซเลนสกีที่จะ “พบปะกันส่วนตัว” และยังกล่าวด้วยว่าตนเองคิดว่าความขัดแย้งในยูเครนกำลังใกล้จะสิ้นสุดลง

 

“ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ กำลังมุ่งสู่บทสรุป แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ” ปูตินกล่าว โดยไม่ได้ขยายความเพิ่มเติม

 

ประธานาธิบดีปูตินกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโก 1ประธานาธิบดีปูตินกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโก 2ประธานาธิบดีปูตินกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโก 3ประธานาธิบดีปูตินกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะที่จัตุรัสแดง กรุงมอสโก 4

 

ภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post รัสเซียจัดพิธีสวนสนามวันแห่งชัยชนะแบบเรียบง่าย ไม่โชว์อาวุธหนักปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ หารือผู้นำมาเลเซีย ดันโครงสร้างพื้นฐานชายแดน-สันติสุขภาคใต้ กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ https://thestandard.co/pm-discusses-malaysia-border-infrastructure-southern-peace/ Fri, 08 May 2026 11:09:49 +0000 https://thestandard.co/pm-discusses-malaysia-border-infrastructure-southern-peace/ นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีมาเลเซียหารือกัน

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ที่โรงแรมแชงกรี-ลา ประเทศฟิลิปปินส์ […]

The post นายกฯ หารือผู้นำมาเลเซีย ดันโครงสร้างพื้นฐานชายแดน-สันติสุขภาคใต้ กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีไทยและนายกรัฐมนตรีมาเลเซียหารือกัน

วันนี้ (8 พฤษภาคม) ที่โรงแรมแชงกรี-ลา ประเทศฟิลิปปินส์ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารืออย่างเป็นกันเองและใกล้ชิด เพื่อกระชับความร่วมมือทวิภาคี และผลักดันประเด็นสำคัญร่วมกันอย่างรอบด้าน สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ไทย–มาเลเซียในปัจจุบันที่อยู่ในระดับดีมาก ทั้งสองฝ่ายมีความใกล้ชิด คุ้นเคย และสามารถประสานงานกันได้อย่างราบรื่น ความร่วมมือระหว่างกันมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยแทบไม่มีประเด็นค้างคา เนื่องจากผู้นำทั้งสองมีความสนิทสนมกันเป็นอย่างดี พร้อมกล่าวถึงการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งเดิมมีกำหนดเมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ต้องเลื่อนออกไป โดยนายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมที่จะเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการภายในปีนี้ และกล่าวด้วยว่าอยากมีโอกาสทำความรู้จักประเทศมาเลเซียให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

 

โอกาสนี้ ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นความร่วมมือสำคัญระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะการเร่งผลักดันการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน ทั้งการเปิดถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดา–บูกิตกายูฮิตัม จังหวัดสงขลา และโครงการสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 2 จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้สามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้า การเดินทาง และการไปมาหาสู่กันของประชาชนทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

 

ในด้านความมั่นคงและสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกรัฐมนตรีได้แจ้งให้ฝ่ายมาเลเซียทราบว่า รัฐบาลไทยได้แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชุดใหม่ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์ในประเด็นดังกล่าวเป็นอย่างดี พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทยในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี โดยทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันว่า ความสงบสุขและเสถียรภาพในพื้นที่ จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกันในระยะยาว

 

นอกจากนี้ ยังเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ผ่านการส่งเสริมการเดินทางและกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน รวมถึงการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค

 

ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับมาเลเซียในระดับรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความคุ้นเคยและความไว้วางใจระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ที่พร้อมร่วมกันผลักดันความร่วมมือเชิงรูปธรรม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และการเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่ชายแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

The post นายกฯ หารือผู้นำมาเลเซีย ดันโครงสร้างพื้นฐานชายแดน-สันติสุขภาคใต้ กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>