Malaysia Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/malaysia/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 03 Feb 2026 01:41:18 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทบ. นำทูตทหาร 20 ชาติ-FBI ลุยชายแดนสุรินทร์ เปิดโปงอาณาจักรสแกมเมอร์โอร์เสม็ด แฉหลักฐานภัยคุกคามโลก https://thestandard.co/thai-army-fbi-expose-osmach-scammer/ Tue, 03 Feb 2026 01:41:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1172863 ทบ. นำทูตทหาร 20 ชาติและ FBI ตรวจสอบฐานสแกมเมอร์โอร์เสม็ด ชายแดนสุรินทร์

วานนี้ (2 กุมภาพันธ์) พล.ท. ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข […]

The post ทบ. นำทูตทหาร 20 ชาติ-FBI ลุยชายแดนสุรินทร์ เปิดโปงอาณาจักรสแกมเมอร์โอร์เสม็ด แฉหลักฐานภัยคุกคามโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทบ. นำทูตทหาร 20 ชาติและ FBI ตรวจสอบฐานสแกมเมอร์โอร์เสม็ด ชายแดนสุรินทร์

วานนี้ (2 กุมภาพันธ์) พล.ท. ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก นำคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศ 20 ประเทศ อาทิ สหรัฐฯ มาเลเซีย เวียดนาม และเจ้าหน้าที่ FBI ลงพื้นที่จุดผ่านแดนช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ในกิจกรรม Open House เพื่อติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการสแกมเมอร์ที่สร้างผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค

 

โดยมี พล.ต.อ. ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ร่วมคณะลงพื้นที่สำรวจจุดผ่านแดนถาวรช่องจอม ตรงข้ามเมืองโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย หลังเหตุปะทะเมื่อเดือนธันวาคม 68 โดยพบว่าพื้นที่โอร์เสม็ดมีฐานสแกมเมอร์หลัก 2 แห่ง คือ โอร์เสม็ดรีสอร์ต และรอยัลฮิล ซึ่งมีอาคารสูง 6 ชั้น 3 อาคาร ใช้เป็นที่พักและที่ทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แยกตามสัญชาติทั้ง เวียดนาม สิงคโปร์ และอินเดีย

 

จากการตรวจสอบภายในอาคาร พบหลักฐานที่กลุ่มมิจฉาชีพใช้หลอกลวงประชาชนจำนวนมาก เช่น การจัดฉากจำลองสถานีตำรวจและธนาคารของประเทศต่างๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงพบเอกสารรายชื่อเหยื่อ เครื่องแบบตำรวจ เครื่องใช้ไฟฟ้า และของใช้ส่วนตัวที่ถูกทิ้งไว้เกลื่อนกลาด

 

พล.ท. ธีรนันท์ เปิดเผยด้วยว่า การพาสื่อและทูตทหารลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อต้องการตีแผ่ให้สังคมโลกรับรู้ถึงการก่ออาชญากรรมที่มีผลกระทบต่อมนุษยชาติ จากการตรวจสอบพบโครงสร้างสแกมเมอร์เซ็นเตอร์ ที่เป็นระบบ มีขั้นตอนละเอียด โดยตำรวจได้รวบรวมหลักฐานสิ่งจำลองที่ใช้หลอกลวงไว้ทั้งหมดแล้ว ส่วนกองทัพมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเข้าพื้นที่

 

พล.ท. ธีรนันท์ ยังระบุถึงความร่วมมือในอดีตว่า ที่ผ่านมาเคยขอความร่วมมือจากกัมพูชาให้ตรวจสอบพื้นที่ เพราะพบข้อมูลคนไทยตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ถูกกักขังและทรมาน แต่กลับได้รับคำปฏิเสธว่าเข้าไปดูแล้วไม่พบคนไทย จึงไม่ได้รับการช่วยเหลือเท่าที่ควร

 

นอกจากเป็นฐานสแกมเมอร์แล้ว ในเหตุปะทะครั้งที่สอง พบการใช้โดรนกว่า 100 ลำ บินขึ้นจากพื้นที่นี้ โดยเป็นโดรนพลีชีพพุ่งชนจนกำลังพลไทยบาดเจ็บ พื้นที่นี้จึงถือเป็นเป้าหมายทางทหารที่ชัดเจน และหลังปฏิบัติการยึดพื้นที่ ยังพบขบวนรถและกำลังทหารเข้าออกพลุกพล่าน ยืนยันได้ว่ามีการใช้พื้นที่นี้ปฏิบัติการทางทหารเช่นกัน

 

พล.ท. ธีรนันท์ กล่าวถึงการควบคุมพื้นที่ว่า ปัจจุบันไทยควบคุมพื้นที่สิ่งปลูกสร้างสแกมเมอร์ไว้ประมาณ 100 ไร่ โดยกองทัพจะรักษาพื้นที่ตามแนววางกำลังเดิม ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรต้องรอการเจรจาผ่านกลไก JBC และ GBC รวมถึงนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ สำหรับฝ่ายกัมพูชายังไม่พบการกลับเข้ามาในพื้นที่ แต่พบการสร้างแนวป้องกันตนเองในฝั่งตรงข้าม ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติทางทหาร

 

พล.ท. ธีรนันท์ ทิ้งท้ายด้วยข้อมูลเชิงลึกว่า จากการรวบรวมข้อมูลและพูดคุยกับกองกำลัง คาดว่ามีบุคคลต่างชาติที่เข้ามาทำงานในขบวนการหลอกลวงนี้ประมาณ 8,000-10,000 คน ซึ่งพบว่ามีการเคลื่อนย้ายหลบหนีออกไปในช่วงที่มีปฏิบัติการทางทหารเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ที่ผ่านมา

 

ทบ. นำทูตทหาร 20 ชาติและ FBI ตรวจสอบฐานสแกมเมอร์โอร์เสม็ด ชายแดนสุรินทร์ 1ทบ. นำทูตทหาร 20 ชาติและ FBI ตรวจสอบฐานสแกมเมอร์โอร์เสม็ด ชายแดนสุรินทร์ 2ทบ. นำทูตทหาร 20 ชาติและ FBI ตรวจสอบฐานสแกมเมอร์โอร์เสม็ด ชายแดนสุรินทร์ 3ทบ. นำทูตทหาร 20 ชาติและ FBI ตรวจสอบฐานสแกมเมอร์โอร์เสม็ด ชายแดนสุรินทร์ 4ทบ. นำทูตทหาร 20 ชาติและ FBI ตรวจสอบฐานสแกมเมอร์โอร์เสม็ด ชายแดนสุรินทร์ 5ทบ. นำทูตทหาร 20 ชาติและ FBI ตรวจสอบฐานสแกมเมอร์โอร์เสม็ด ชายแดนสุรินทร์ 6ทบ. นำทูตทหาร 20 ชาติและ FBI ตรวจสอบฐานสแกมเมอร์โอร์เสม็ด ชายแดนสุรินทร์ 7

The post ทบ. นำทูตทหาร 20 ชาติ-FBI ลุยชายแดนสุรินทร์ เปิดโปงอาณาจักรสแกมเมอร์โอร์เสม็ด แฉหลักฐานภัยคุกคามโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
JOURNAL ปิดยอด 575 ล้านทะลุเป้า พิสูจน์ของดีราคาหลักพันขายได้ ‘Body Oil’ ฮีโร่โปรดักต์โกยรายได้ 65% เล็ง IPO ใน 3–4 ปีข้างหน้า https://thestandard.co/journal-sales-body-oil-ipo/ Mon, 02 Feb 2026 08:59:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1172671 ภาพผลิตภัณฑ์บอดี้ออยล์ของแบรนด์ JOURNAL ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขาย พร้อมแผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์

จากจุดเริ่มต้นของแบรนด์ไทยโลคัลที่ค่อยๆ เติบโตมานานกว่า […]

The post JOURNAL ปิดยอด 575 ล้านทะลุเป้า พิสูจน์ของดีราคาหลักพันขายได้ ‘Body Oil’ ฮีโร่โปรดักต์โกยรายได้ 65% เล็ง IPO ใน 3–4 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผลิตภัณฑ์บอดี้ออยล์ของแบรนด์ JOURNAL ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขาย พร้อมแผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์

จากจุดเริ่มต้นของแบรนด์ไทยโลคัลที่ค่อยๆ เติบโตมานานกว่า 8 ปี วันนี้ ‘JOURNAL’ แบรนด์น้ำหอมและบอดี้ออยล์สัญชาติไทย ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียมได้แม้จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและกำลังซื้อที่จำกัด แต่ธุรกิจกลับสวนกระแสด้วยการตั้งราคาสินค้าระดับหลักพันที่ผู้บริโภคยังยินดีควักกระเป๋าจ่าย

 

THE STANDARD WEALTH ได้ร่วมวงสัมภาษณ์ ‘จักรชลัช เกษจำรัส’ ผู้บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ ถึงเบื้องหลังการปั้นอาณาจักรสินค้าความงามให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

จักรชลัชเริ่มเล่าว่า ท่ามกลางสงครามตลาดผลิตภัณฑ์ความงามและไลฟ์สไตล์ที่แข่งกันดุเดือด ทั้งจากแบรนด์ใหญ่ที่โหมลอนช์สินค้าใหม่และแบรนด์เล็กที่เร่งสร้างตัวตนในตลาด แต่สำหรับ JOURNAL เลือกที่จะไม่กังวลกับคู่แข่ง แต่หันมาโฟกัสที่การแก้ Pain Point ของผู้บริโภคในตลาดเป็นหลัก

 

แม้จุดเริ่มต้นของ Journal จะเริ่มมาในฐานะแบรนด์น้ำหอม ซึ่งเน้นกลยุทธ์ความทนของกลิ่นและทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อกระตุ้นการซื้อซ้ำ แต่ปัจจุบันสินค้าบอดี้ออยล์ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นสินค้าฮีโร่โปรดักต์อย่างเต็มตัว สะท้อนจากปีที่ผ่านมาบอดี้ออยล์ ขึ้นแท่นเป็นกลุ่มสินค้าที่มียอดขายสูงสุด แซงหน้าน้ำหอมอย่างเห็นได้ชัด

 

ถามว่าบริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ด้านไหน ที่ทำให้บอดี้ออยล์ ได้รับการตอบรับในตลาด ‘จักรชลัช’ กล่าวว่า ก่อนหน้าที่เข้ามาในตลาดบอดี้ออยล์ บริษัทได้ศึกษาตลาด พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะมองว่าผลิตภัณฑ์อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับบอดี้ออยล์ จะมีความเหนียวเหนอะหนะ ใช้ยาก และไม่เหมาะกับการใช้งานในอากาศร้อน

 

ปัจจัยดังกล่าว ทำให้ JOURNAL เลือกแก้ Pain Point ด้วยการพัฒนาสูตรให้เป็น Dry Oil ที่ซึมเร็วไม่ทิ้งความมันบนผิว พร้อมทุ่มงบการตลาด 50 ล้านบาท ด้วยการ ดึงพีพี–กฤษฏ์ อำนวยเดชกร ขึ้นมาเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งหลังจากวางขายก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนทำให้ บอดี้ออยล์สร้างยอดขายเติบโตขึ้น และในปีที่ผ่านมา เฉพาะช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว สามารถสร้างยอดขายเติบโตถึง 136% และยังมีฐานลูกค้า Gen Z, Young Millennials และต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

 

ก้าวต่อไปของ JOURNAL จะไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการสร้าง Global Brand ผ่านการใช้พรีเซนเตอร์ระดับโลกเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้บริโภคและพันธมิตรธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าหรือแบรนด์ที่พร้อมจะคอลแลบกันในอนาคต

 

สำหรับแผนธุรกิจในระยะยาว JOURNAL ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโปรดักส์ใหม่ๆ พร้อมตั้งเป้าว่าจะใช้เวลาอีก 3-4 ปี สร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดในประเทศ ก่อนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (IPO) เพื่อระดมทุนขยายอาณาจักรธุรกิจสู่ตลาดเอเชีย ทั้งสิงคโปร์, มาเลเซีย, ฮ่องกง, ไต้หวัน และจีน ซึ่งปัจจุบันกลุ่มลูกค้าจีนถือเป็นลูกค้าหลักแม้แบรนด์จะยังไม่มีหน้าร้านในต่างประเทศก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม การ IPO ไม่ใช่จุดหมายสุดท้าย หากในอนาคตมีพาร์ตเนอร์ที่เคมีตรงกันเข้ามาก็พร้อมเปิดรับโอกาสใหม่ๆ ซึ่งหากจะทำงานร่วมกันก็มีเงื่อนไขที่ต้องทำ คือต้องรักษาอัตลักษณ์ของความเป็นแบรนด์ไทย และควบคุมคุณภาพให้ได้มาตรฐานในทุกมิติ

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน JOURNAL มีร้านค้าของตนเอง 21 สาขา และตั้งเป้าขยายเป็น 25 สาขาในปีนี้ โดยมีสมาชิกในระบบกว่า 37,000 ราย และในปี 2569 นี้ บริษัทยังได้ทุ่มงบลงทุนกว่า 300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบหลังบ้าน ทั้ง CRM, SOP และระบบบัญชี เพื่อยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานของบริษัทขนาดใหญ่

 

ขณะที่ผลประกอบการในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัท ปิดยอดขายที่ 575 ล้านบาท ทะลุเป้าหมายที่วางไว้อยู่ที่ 500 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้มาจากบอดี้ออยล์ 65%, น้ำหอม 20%, ที่เหลือเป็น Home Fragrance และสินค้าไลฟ์สไตล์ ส่วนเป้าหมายปี 2569 ตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 800–875 ล้านบาท เติบโต 52% และหวังแตะ 1,000 ล้านบาท ภายใน 1-2 ปี หากฮีโร่โปรดักต์ตัวใหม่เป็นไปตามแผน

 

จักรชลัช ทิ้งท้ายว่า แม้ตลาดจะท้าทาย ทั้งการแข่งด้านราคาและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่าการมีพอร์ตสินค้าที่แข็งแรงทั้ง Body, Perfume และ Home Fragrance จะเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงและสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

The post JOURNAL ปิดยอด 575 ล้านทะลุเป้า พิสูจน์ของดีราคาหลักพันขายได้ ‘Body Oil’ ฮีโร่โปรดักต์โกยรายได้ 65% เล็ง IPO ใน 3–4 ปีข้างหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
รุ่นใหญ่เปย์หนัก-รุ่นใหม่สายคอนเทนต์! AirAsia MOVE เผยอินไซต์ 3 เจนฯ เรื่องเที่ยว Boomers ยอมจ่ายเพื่อความชัวร์, Gen X เน้นคุ้มเพื่อครอบครัว, Gen Y โอนไวถ้าโปรแรง https://thestandard.co/airasia-move-travel-generations-insight/ Sat, 31 Jan 2026 11:40:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1171894 รายงาน AirAsia MOVE เผยอินไซต์นักท่องเที่ยว 3 เจนฯ Baby Boomers, Gen X, Gen Y

แพลตฟอร์มจองการเดินทางอย่าง AirAsia MOVE ได้เปิดเผยรายง […]

The post รุ่นใหญ่เปย์หนัก-รุ่นใหม่สายคอนเทนต์! AirAsia MOVE เผยอินไซต์ 3 เจนฯ เรื่องเที่ยว Boomers ยอมจ่ายเพื่อความชัวร์, Gen X เน้นคุ้มเพื่อครอบครัว, Gen Y โอนไวถ้าโปรแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงาน AirAsia MOVE เผยอินไซต์นักท่องเที่ยว 3 เจนฯ Baby Boomers, Gen X, Gen Y

แพลตฟอร์มจองการเดินทางอย่าง AirAsia MOVE ได้เปิดเผยรายงานฉบับสำคัญที่เจาะลึกพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทย ผ่านรายงานรูปแบบ ‘Data-Driven Report’ ประจำปี 2025 โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานการจองจริงกว่าล้านรายการ ซึ่งครอบคลุมทั้งตั๋วเครื่องบิน, โรงแรมที่พัก และบริการเสริมต่างๆ เพื่อถอดรหัสความคิดและการวางแผนเดินทางของคนไทย

 

การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การเปรียบเทียบพฤติกรรมของนักเดินทาง 3 เจเนอเรชันหลัก ได้แก่ Baby Boomers, Gen X และ Millennials ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนให้เห็นว่าแม้ทุกคนจะมีจุดหมายปลายทางคือการพักผ่อนเหมือนกัน แต่วิธีการคิด การจัดลำดับความสำคัญ และขั้นตอนการตัดสินใจจองนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละช่วงวัย

 

เริ่มกันที่กลุ่มพี่ใหญ่อย่าง ‘Baby Boomers’ หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี 1946–1964 ซึ่งเป็นกลุ่มนักเดินทางที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับความสะดวกสบายและความมั่นใจ พฤติกรรมที่เด่นชัดที่สุดของคนกลุ่มนี้คือการวางแผนล่วงหน้าอย่างรัดกุม โดยข้อมูลการจองระบุว่าพวกเขามักจะจองตั๋วและที่พักล่วงหน้านานถึง 1-2 เดือนก่อนออกเดินทางจริง

 

การเตรียมตัวล่วงหน้าในระยะยาวเช่นนี้สะท้อนถึงความต้องการลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงความวุ่นวายหน้างาน โดยช่วงเวลาที่กลุ่มนี้นิยมเดินทางมากที่สุดจะกระจุกตัวอยู่ในไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศเหมาะสมและเอื้อต่อการพักผ่อนแบบผ่อนคลายมากกว่าการผจญภัยที่สมบุกสมบัน

 

ในด้านรูปแบบการเดินทาง กลุ่ม Baby Boomers นิยมเดินทางแบบเดี่ยวหรือไปเป็นคู่มากกว่าการเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่หรือครอบครัวขยาย เพราะต้องการความเป็นส่วนตัวและสามารถกำหนดจังหวะการเดินทางได้เอง โดยเส้นทางยอดนิยมในประเทศมักเป็นเมืองหลักที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสูง เช่น เชียงใหม่, หาดใหญ่ หรือภูเก็ต

 

สำหรับเส้นทางต่างประเทศ คนกลุ่มนี้มักมองหาจุดหมายปลายทางระยะใกล้ในภูมิภาคเอเชียที่คุ้นเคย เช่น ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ หรือมาเลเซีย โดยปัจจัยตัดสินใจหลักคือความสะดวกในการเดินทาง ขั้นตอนวีซ่าที่ไม่ยุ่งยาก และระบบสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลที่ดีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

 

นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ว่ากลุ่ม Baby Boomers เป็นลูกค้าชั้นดีที่ยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อแลกกับความสบายใจ พวกเขามีอัตราการซื้อบริการเสริมสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเจนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดที่นั่งเพื่อความสบาย การซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม หรือการทำประกันการเดินทางที่ครอบคลุม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ราคาไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจเท่ากับคุณภาพ

 

ขยับมาที่กลุ่ม ‘Gen X’ หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี 1965–1980 ซึ่งเป็นนักเดินทางสายสมดุลที่อยู่ตรงกลางระหว่างความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย พฤติกรรมการวางแผนของคนกลุ่มนี้จะมีความยืดหยุ่นมากกว่ารุ่นพี่ โดยนิยมจองล่วงหน้าในระยะกลางประมาณ 15-30 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขามองว่าเหมาะสมที่สุดในการจัดการตารางชีวิต

 

หัวใจสำคัญของการเดินทางสำหรับ Gen X คือ ‘ครอบครัว’ ข้อมูลระบุชัดเจนว่าช่วงเวลาเดินทางยอดนิยมของคนกลุ่มนี้พุ่งสูงที่สุดในช่วงปลายปี โดยเฉพาะเดือนธันวาคม ซึ่งสอดคล้องกับช่วงปิดเทอมและวันหยุดยาว ทำให้การวางแผนทริปส่วนใหญ่เป็นการมองหาจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์สมาชิกทุกวัยในครอบครัวให้มีความสุขร่วมกันได้

 

การเลือกจุดหมายปลายทางของคน Gen X จึงเน้นไปที่ความสะดวกและเป็นมิตรกับครอบครัว ทั้งเมืองท่องเที่ยวหลักในประเทศอย่างเชียงรายและอุดรธานี หรือเส้นทางต่างประเทศระยะใกล้ในเอเชียอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ ที่ไม่ต้องใช้เวลาเดินทางนานจนเกินไป ซึ่งช่วยลดความเหนื่อยล้าของเด็กและผู้สูงอายุในทริป

 

ในแง่การใช้จ่าย Gen X ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าที่จับต้องได้จริง พวกเขาเลือกซื้อบริการเสริมที่จำเป็นต่อการใช้งาน เช่น น้ำหนักกระเป๋าสำหรับสัมภาระของครอบครัว หรือประกันการเดินทางเพื่อความอุ่นใจ และจะพิจารณาอัปเกรดที่นั่งก็ต่อเมื่อเดินทางพร้อมครอบครัวเพื่อให้ทุกคนได้รับความสะดวกสบายสูงสุด ไม่ใช่เพื่อความหรูหราส่วนตัว

 

กลุ่มสุดท้ายคือ ‘Millennials’ หรือ Gen Y (เกิดปี 1981–1996) ซึ่งถือเป็นนักเดินที่ตัดสินใจรวดเร็วและขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึก พฤติกรรมการจองของคนกลุ่มนี้มักเกิดขึ้นในระยะสั้นช่วง 15-30 วันก่อนเดินทาง หรือบางครั้งอาจจองล่วงหน้าเพียงไม่กี่วันหากเจอกับโปรโมชันที่ถูกใจ

 

ความน่าสนใจของคนกลุ่มนี้คือความถี่ในการเดินทางที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงเทศกาลเหมือนเจนอื่น แม้ช่วงปลายปีจะยังคงเป็นช่วงพีคที่สุด แต่พวกเขาก็พร้อมจะออกเดินทางในไตรมาสอื่นๆ หากมีแรงจูงใจจากคอนเทนต์ท่องเที่ยวบนโซเชียลมีเดียหรือกระแสรีวิวที่น่าสนใจในขณะนั้น

 

จุดหมายปลายทางของชาว Millennials มักได้รับอิทธิพลจากความ ‘ถ่ายรูปสวย’ และ ‘มีไลฟ์สไตล์’ ที่โดดเด่น ทั้งเมืองท่องเที่ยวสุดฮิตอย่างกระบี่ หรือเมืองรองที่มีคาเฟ่เก๋ๆ เส้นทางต่างประเทศอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นที่นิยม เพราะตอบโจทย์การตามรอยซีรีส์หรือศิลปินที่ชื่นชอบ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการออกเดินทาง

 

แม้จะเป็นกลุ่มที่เดินทางบ่อย แต่พวกเขากลับมีการใช้จ่ายต่อทริปในระดับปานกลางและคำนึงถึงความคุ้มค่าเป็นหลัก คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการอัปเกรดที่นั่งราคาแพง แต่กลับเต็มใจจ่ายให้กับสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์เชิงไลฟ์สไตล์ เช่น การสั่งอาหารบนเครื่องบิน การจองรถรับส่งสนามบิน หรือที่พักที่มีดีไซน์สวยงามแปลกตา

 

ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้สะท้อนให้เห็นโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่ไม่สามารถใช้กลยุทธ์เดียวเพื่อมัดใจคนทุกกลุ่มได้อีกต่อไป สำหรับกลุ่ม Baby Boomers การนำเสนอแพ็กเกจพรีเมียมที่รวมทุกอย่างไว้ล่วงหน้าพร้อมบริการดูแลพิเศษ คือกุญแจสำคัญในการสร้างความประทับใจและความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อ

 

ในขณะที่กลุ่ม Gen X ต้องการความชัดเจนของโปรดักต์ที่เน้นความคุ้มค่าสำหรับครอบครัว แพ็กเกจที่รวมตั๋วพร้อมบริการเสริมที่จำเป็นในราคาที่สมเหตุสมผล จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจได้ดีกว่าโปรโมชันลดราคาที่ไม่มีเงื่อนไขยืดหยุ่น ซึ่งสอดรับกับภาระหน้าที่ในการดูแลสมาชิกครอบครัวหลายช่วงวัย

 

ส่วนกลุ่ม Millennials นั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเน้นความรวดเร็วและความตื่นเต้น กลยุทธ์ Flash Sales หรือดีลนาทีทองที่กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจทันที พร้อมภาพลักษณ์ที่สวยงามดึงดูดใจบนโซเชียลมีเดีย คือสิ่งที่ตอบจริตของนักเดินทางรุ่นใหม่ที่พร้อมจะแพ็กกระเป๋าออกเดินทางได้ทุกเมื่อหากข้อเสนอนั้นน่าสนใจพอ

 

ภาพ : ChadaYui / Shutterstock

The post รุ่นใหญ่เปย์หนัก-รุ่นใหม่สายคอนเทนต์! AirAsia MOVE เผยอินไซต์ 3 เจนฯ เรื่องเที่ยว Boomers ยอมจ่ายเพื่อความชัวร์, Gen X เน้นคุ้มเพื่อครอบครัว, Gen Y โอนไวถ้าโปรแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกียวโตคืนความสงบ! คนญี่ปุ่นโล่งใจ ‘ทัวร์จีนหาย’ ช่วงตรุษจีน แก้ปัญหาล้นเมือง-ได้บรรยากาศน่าเดินกลับคืนมา https://thestandard.co/japan-chinese-tourists-overtourism-relief/ Sat, 31 Jan 2026 08:15:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1171808 บรรยากาศเมือง เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่กลับมาสงบและน่าเดิน หลังจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง

กลายเป็นประเด็นร้อนต้อนรับเทศกาลตรุษจีน เมื่อคำสั่งของร […]

The post เกียวโตคืนความสงบ! คนญี่ปุ่นโล่งใจ ‘ทัวร์จีนหาย’ ช่วงตรุษจีน แก้ปัญหาล้นเมือง-ได้บรรยากาศน่าเดินกลับคืนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศเมือง เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ที่กลับมาสงบและน่าเดิน หลังจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง

กลายเป็นประเด็นร้อนต้อนรับเทศกาลตรุษจีน เมื่อคำสั่งของรัฐบาลจีนที่แนะนำไม่ให้พลเมืองของตนเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นในช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึง กลับได้รับเสียงตอบรับที่คาดไม่ถึงจากฝั่งญี่ปุ่น

 

แทนที่จะตื่นตระหนกกับเม็ดเงินที่หายไป ผู้ประกอบการและชาวญี่ปุ่นจำนวนมากกลับรู้สึกโล่งใจที่จะได้เห็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญลดความแออัดลง ในขณะที่ภาคธุรกิจยืนยันว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นมีจำกัดและรับมือได้

 

คำแนะนำดังกล่าวถูกประกาศออกมาเมื่อวันจันทร์ (26 ม.ค.) ผ่านกระทรวงการต่างประเทศและคณะทูตของจีน โดยอ้างเหตุผลเรื่องความกังวลด้านความปลอดภัยและอ้างว่ามีคดีอาชญากรรมที่พุ่งเป้าไปที่ชาวจีนเพิ่มสูงขึ้น

 

แต่เบื้องหลังที่แท้จริงนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูตที่ตึงเครียดระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยอดนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเคยเป็นตลาดสำคัญที่สุดของญี่ปุ่นลดลงอย่างน่าตกใจ

 

ข้อมูลจากองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ระบุว่า ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีผู้เดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่เข้าญี่ปุ่นเพียง 330,400 คน ซึ่งลดลงมากกว่า 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แต่ที่น่าสนใจคือยอดรวมนักท่องเที่ยวทั้งหมดกลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย โดยมียอดรวมเกือบ 3.62 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งปัจจัยหลักมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากชาติอื่นหลั่งไหลเข้ามาแทนที่

 

จุดเริ่มต้นของกระแสการลดลงนี้เริ่มเห็นได้ชัดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ ซานาเอะ ทากาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้กล่าวในรัฐสภาว่า ‘ภาวะฉุกเฉิน’ ที่อาจเกิดขึ้นกับไต้หวันนั้นถือเป็นภัยคุกคามต่อญี่ปุ่น ซึ่งจำเป็นต้องมีการตอบโต้ทางทหาร

 

คำกล่าวนั้นสร้างความไม่พอใจให้กับปักกิ่งอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกสินค้าสำคัญและคำแนะนำไม่ให้พลเมืองเดินทางไปญี่ปุ่นดังกล่าว

 

แม้จะไร้เงาของนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่จากจีน แต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นกลับไม่ได้รู้สึกหวั่นวิตก เค ทามูระ กรรมการบริษัท Cerca Travel ในเกียวโต เปิดเผยกับ This Week in Asia ว่าธุรกิจของเขายังคงแข็งแกร่ง

 

“จากคนที่ผมคุยด้วยในวงการด้วยกันพบว่า แทบไม่มีผลกระทบอะไรเลย ผมได้รับการจองจำนวนมากจากไต้หวัน รวมถึงสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรป และผมบอกได้เลยว่าธุรกิจของผมจะอยู่ในระดับเดียวกับปีที่แล้ว” ทามูระ กล่าว พร้อมเสริมว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวตระหนักดีถึงความเป็นไปได้ของ ‘ความเสี่ยงจากจีน’ อยู่เสมอ แต่ด้วยค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้ลูกค้าจากประเทศอื่นเพิ่มขึ้นมาทดแทน

 

ตัวเลขจาก JNTO ยังยืนยันกระแสนี้ โดยพบว่านักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นำโดยประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นกว่า 7% ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ 2.2%, สิงคโปร์ 1.9%, เวียดนาม 1.7% ในขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียต่างเพิ่มขึ้น 1.4%

 

ผลพลอยได้อีกด้านคือการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ ทามูระสังเกตว่าคนญี่ปุ่นเองเริ่มกลับมาเที่ยวเกียวโตกันมากขึ้น เนื่องจากปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมืองหรือ ‘Overtourism’ จากกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่หายไป ทำให้บรรยากาศในการเดินชมวัดและพิพิธภัณฑ์มีความสะดวกสบายและน่ารื่นรมย์ขึ้นมาก

 

ทางด้าน ยูกิ บันโด เจ้าของธุรกิจนำเที่ยวในเมืองโทกุชิมะ บนเกาะชิโกกุ มองว่าปี 2026 จะเป็นปีที่คึกคักไม่แพ้ปีก่อน โดยเธอยืนยันว่าการหายไปของนักท่องเที่ยวจีนไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในพื้นที่ของเธอ เพราะมีนักท่องเที่ยวจากไต้หวันและยุโรปเข้ามาแทนที่ พร้อมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาของปักกิ่งที่ว่ามีการพุ่งเป้าโจมตีนักท่องเที่ยวจีน โดยยืนยันว่า “เรื่องแบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้น”

 

โลกออนไลน์ของญี่ปุ่นก็ขานรับข่าวนี้ไปในทิศทางเดียวกัน ชาวเน็ตหลายคนแสดงความยินดีที่เมืองจะเงียบสงบขึ้นในช่วงวันหยุด โดยข้อความหนึ่งระบุว่า “ฉันมีความสุขมาก! ขอบคุณนะ” ในขณะที่อีกความเห็นเล่าว่าการขึ้นรถไฟชินคันเซ็นโดยไม่มีคนจีนทำให้บรรยากาศดีขึ้น และนักท่องเที่ยวจากตะวันตกหรือไต้หวันก็มีมารยาทที่ดี

 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือโครงสร้างทางเศรษฐกิจของการท่องเที่ยวแบบจีน ที่เรียกว่าระบบ ‘มังกรตัวเดียว’ (Yitiao long) ซึ่งผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนได้วางระบบไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงสถานบันเทิง ล้วนเป็นธุรกิจที่ชาวจีนเป็นเจ้าของ การบริการใช้ภาษาจีน และการชำระเงินก็ผ่านแพลตฟอร์มของจีน

 

จุดนี้ทำให้เม็ดเงินแทบไม่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในวงกว้าง โดยมีการประเมินว่าเงินจำนวนมหาศาลถึง 1 ล้านล้านเยนต่อปี อาจไหลย้อนกลับไปยังประเทศจีนผ่านระบบนี้ ดังนั้นการหายไปของนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มนี้ จึงอาจไม่ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับคนท้องถิ่นมากอย่างที่หลายฝ่ายกังวล

 

ภาพ : f11photo / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post เกียวโตคืนความสงบ! คนญี่ปุ่นโล่งใจ ‘ทัวร์จีนหาย’ ช่วงตรุษจีน แก้ปัญหาล้นเมือง-ได้บรรยากาศน่าเดินกลับคืนมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : พิพัฒน์ ชูสตูลโมเดล พลิกโฉมเมืองใต้ ปราศรัยมาราธอนร่วม 5 ชม. ขอประชาชนเทใจภูมิใจไทยยกจังหวัด https://thestandard.co/pipat-bhumjaithai-satun-model/ Fri, 30 Jan 2026 05:55:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1171462 พิพัฒน์ รัชกิจประการ ปราศรัยบนเวทีกับแกนนำ พรรคภูมิใจไทย และผู้สมัคร สส. ที่ จังหวัดสตูล

วันนี้ (30 มกราคม) พิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภาคใต้พรรค […]

The post เลือกตั้ง 2569 : พิพัฒน์ ชูสตูลโมเดล พลิกโฉมเมืองใต้ ปราศรัยมาราธอนร่วม 5 ชม. ขอประชาชนเทใจภูมิใจไทยยกจังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ รัชกิจประการ ปราศรัยบนเวทีกับแกนนำ พรรคภูมิใจไทย และผู้สมัคร สส. ที่ จังหวัดสตูล

วันนี้ (30 มกราคม) พิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำภาคใต้พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นำทีมปราศรัย ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ศุภชัย ใจสมุทร และ ชลัฐ รัชกิจประการ มาราธอนยาวนานเกือบ 5 ชั่วโมง ประกาศยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดสตูล โดยเน้นการผสมผสานศักยภาพคนรุ่นใหม่กับคนมากประสบการณ์

 

อาทิ พิบูลย์ รัชกิจประการ ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ และ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ผู้สมัคร สส. เขต 2 เบอร์ 4 ชูความคืบหน้าโครงการสะพานสตูล-เปอร์ลิส เชื่อมไทย-มาเลเซีย ซึ่งผลการศึกษาดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว และเตรียมเคาะบทสรุปในวันที่ 3 ก.พ. นี้ พร้อมผลักดันโครงการสนามบินสตูล และแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากด้วยระบบชลประทานครบวงจร มุ่งเป้าปั้นสตูลให้เจริญทัดเทียมภูเก็ต

 

ขณะที่ พีรพัฒน์ รัชกิจประการ ผู้สมัคร สส. เขต 1 เบอร์ 3 ตัวแทนคนรุ่นใหม่ ดีกรีต่างประเทศ นำเสนอวิสัยทัศน์ “สตูล…ทันโลก” ชูการนำ AI เข้าสู่ระบบการศึกษาทุกโรงเรียน ใช้โมเดลสิงคโปร์พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และปั้นท่าเรือตันหยงโป ให้เป็นแลนด์มาร์กดึงนักท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัด พร้อมโชว์ผลงานจากความสำเร็จของ “ตลาดแลจันทร์”

 

พิพัฒน์ เปิดเผยแผนผลักดันนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล แบบครบวงจรใน 5 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อส่งออกสินค้าสู่ตะวันออกกลาง ควบคู่โครงการโรงไฟฟ้าชุมชน จากพืชพลังงาน สร้างรายได้และอาชีพที่มั่นคงให้คนในพื้นที่ ผนึกกำลัง คนรุ่นใหม่-คนทำงานจริง สู่เป้าหมายยกจังหวัด

 

พร้อมย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาคใต้ต้องได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง

 

“ผมยังยืนยันว่า พรรคการเมืองที่บอกว่าเป็นพรรคของคนใต้ เป็นรัฐบาลและมีนายกรัฐมนตรีมาหลายสมัย แต่การพัฒนายังไม่ทันเทียมภูมิภาคอื่น ผมจึงขอโอกาสนี้ เพื่อ ‘ทวงคืน 30 ปีที่หายไป’ ให้กับพี่น้องชาวใต้” พิพัฒน์ กล่าว

 

ด้าน ซาบีดา ย้ำความมั่นใจว่าสตูลโชคดีที่มีทั้ง พิบูลย์ คนทำงานมากประสบการณ์ และพีรพัฒน์กับวรศิษฎ์ คนรุ่นใหม่วิสัยทัศน์ไกล พร้อมแรงหนุนจากว่าที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งโดดเด่นด้านการบริหารและความมั่นคงของชาติ

 

พรรคภูมิใจไทยจึงแสดงความพร้อมเต็มที่ในการปักธงยกจังหวัด มั่นใจนโยบายพูดแล้วทำ พลัส จะตอบโจทย์และยกระดับคุณภาพชีวิตชาวสตูลได้อย่างแท้จริง พร้อมขอเสียงสนับสนุนเลือกทั้งคนทั้งพรรค ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

The post เลือกตั้ง 2569 : พิพัฒน์ ชูสตูลโมเดล พลิกโฉมเมืองใต้ ปราศรัยมาราธอนร่วม 5 ชม. ขอประชาชนเทใจภูมิใจไทยยกจังหวัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไทยแนะอาเซียน ปรับแผนรับมือ ‘เมียนมาหลังเลือกตั้ง’ ใช้โอกาสนี้ดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการอาเซียน https://thestandard.co/thailand-asean-myanmar-post-election/ Thu, 29 Jan 2026 13:02:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1171253 ภาพตัวแทนจากกลุ่มประเทศอาเซียนเข้าร่วมการประชุมหารือสถานการณ์ในเมียนมา

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเท […]

The post ไทยแนะอาเซียน ปรับแผนรับมือ ‘เมียนมาหลังเลือกตั้ง’ ใช้โอกาสนี้ดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพตัวแทนจากกลุ่มประเทศอาเซียนเข้าร่วมการประชุมหารือสถานการณ์ในเมียนมา

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ (AMM Retreat) ที่เกาะเซบู ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อวานนี้ (28 มกราคม) โดยระบุว่าประเด็นสถานการณ์ในเมียนมาเป็นวาระที่สำคัญที่สุด ซึ่งไทยในฐานะ ‘รัฐด่านหน้า’ มีพรมแดนติดต่อและได้รับผลกระทบในทุกด้าน ได้แสดงบทบาทนำในการเสนอให้กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนปรับท่าทีให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง ภายหลังจากเมียนมาได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

สีหศักดิ์ระบุว่า แม้ประชาคมโลกจะมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ยังขาดกระบวนการปรองดอง โดยเฉพาะการพูดคุยกับพรรค NLD และกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ไทยเสนอว่า อาเซียน ‘ไม่ควรยอมรับเต็มตัว หรือปฏิเสธเสียทีเดียว’ โดยควรใช้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็น ‘จุดเริ่มต้น’ (Start of a Process) ในการดึงเมียนมากลับเข้าสู่กระบวนการของอาเซียนอีกครั้ง ผ่านกลไกการมีปฏิสัมพันธ์แบบ ‘ทางคู่’ (Two-Way Street) คือหากอาเซียนเริ่มมีปฏิสัมพันธ์เพิ่มขึ้น รัฐบาลเมียนมาต้องมีสิ่งตอบสนองที่เป็นรูปธรรม เช่น การลดความรุนแรง หยุดการโจมตีทางอากาศ และเริ่มกระบวนการเจรจากับ NLD และกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม

 

“ไทยต้องกลับสู่จอเรดาห์และมีบทบาทนำในการขับเคลื่อนนี้ เพราะเราคือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เราต้องทำให้เกิดกระบวนการพูดคุยที่ครอบคลุม (Inclusive) และต้องเป็นไปอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและความมั่นคงชายแดน” สีหศักดิ์กล่าว

 

รัฐมนตรีต่างประเทศยังระบุว่า ตัวแทนเมียนมาที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้ได้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า หลังจากมีการจัดการเลือกตั้งแล้ว ทุกอย่างก็เรียบร้อยและพร้อมที่จะดำเนินการต่อ โดยมองว่าบทบาทของผู้แทนพิเศษอาเซียนอาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไป เนื่องจากรัฐบาลชุดใหม่จะสามารถจัดการเรื่องต่างๆ ได้เอง

 

สีหศักดิ์เน้นย้ำว่า อาเซียนอยู่ในจุดสำคัญที่ต้องตัดสินใจว่าจะปรับบทบาทอย่างไรต่อเมียนมา หลังการเลือกตั้ง โดยไทยในฐานะประเทศด่านหน้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงได้เตือนอาเซียนว่าต้องเร่งดำเนินการ

 

“หากอาเซียนไม่ขยับหรือปรับตัว อาจถูกผลักไปอยู่ขอบสนาม โดยมีมหาอำนาจอื่นอย่าง จีน รัสเซีย อินเดีย หรือสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทแทน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอาเซียนในระยะยาว ที่สำคัญที่สุดคือการรักษาผลประโยชน์ของคนไทยและคนอาเซียน เราต้องเป็นฝ่ายขับเคลื่อนการแก้ปัญหานี้ด้วยตัวเอง”

 

สีหศักดิ์เสนอให้ปฏิรูปผู้แทนพิเศษอาเซียนโดยมีวาระ 3 ปีเพื่อความต่อเนื่อง และต้องเป็นบุคคลที่รัฐบาลทหารเมียนมา ‘รับได้และรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยด้วย’ เพื่อสร้างความไว้วางใจและขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

.

 

นอกจากนี้ สีหศักดิ์ยังเปิดเผยว่าได้หารือทวิภาคีกับฝ่าย สปป.ลาวด้วย มีการหารือเกี่ยวกับโครงการสะพานมิตรภาพแห่งที่ 6 ต่อจากบึงกาฬ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งไปจีนและเวียดนาม พร้อมแสดงความยินดีกับโครงการ Power Grid ที่ส่งไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ผ่านไทยและมาเลเซีย ไปยังสิงคโปร์อีกด้วย

 

ภาพ: Jam Sta Rosa / Pool via Reuters

The post ไทยแนะอาเซียน ปรับแผนรับมือ ‘เมียนมาหลังเลือกตั้ง’ ใช้โอกาสนี้ดึงเมียนมากลับสู่กระบวนการอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาไวรัสนิปาห์ เอเชียขยับมาตรการรับมือ-เร่งคัดกรอง หลังอินเดียพบผู้ติดเชื้อ https://thestandard.co/nipah-virus-asia-india-screening/ Thu, 29 Jan 2026 04:32:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1170962 จับตาไวรัสนิปาห์ เอเชียขยับมาตรการรับมือ-เร่งคัดกรอง หลังอินเดียพบผู้ติดเชื้อ

จับตามองไวรัสนิปาห์ในเอเชีย หลังอินเดียมีผู้ติดเชื้อ 2 […]

The post จับตาไวรัสนิปาห์ เอเชียขยับมาตรการรับมือ-เร่งคัดกรอง หลังอินเดียพบผู้ติดเชื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาไวรัสนิปาห์ เอเชียขยับมาตรการรับมือ-เร่งคัดกรอง หลังอินเดียพบผู้ติดเชื้อ

จับตามองไวรัสนิปาห์ในเอเชีย หลังอินเดียมีผู้ติดเชื้อ 2 ราย ทำให้ไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง จีน เนปาล และมาเลเซีย เพิ่มมาตรการคัดกรองผู้โดยสารอย่างเข้มงวด ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ต้องเฝ้าระวังการแพร่กระจายจากคนสู่คน ซึ่งขณะนี้ยังไม่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สร้างผลกระทบในวงกว้าง

 

สื่อต่างประเทศหลายแห่ง เช่น Reuters, BBC, CNA, SkyNews รายงานสถานการณ์ล่าสุดในเอเชียถึงการรับมือไวรัสนิปาห์ หลังเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในอินเดียเปิดเผยว่า มีผู้ติดเชื้อทั้ง 2 รายในรัฐเบงกอลตะวันตก ซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ โดยขณะนี้กำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลท้องถิ่น

 

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขอินเดียระบุว่า ทางการได้ติดตามประชากรกลุ่มเสี่ยงจำนวน 196 คน ที่ใกล้ชิดหรือเกี่ยวข้องกับผู้ติดเชื้อทั้งสองราย โดยขณะนี้ยังไม่พบใครมีอาการ และผลตรวจทั้งหมดเป็นลบ

 

นอกจากนี้ แถลงการณ์ของกระทรวงสาธารณสุขอินเดียยังระบุว่า มีการเผยแพร่ข้อมูลผู้ป่วยโรคไวรัสนิปาห์ไม่ถูกต้อง พร้อมย้ำว่า ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ซึ่งช่วยควบคุมสถานการณ์ได้ทันท่วงที

 

เอเชียรับมือการแพร่ระบาดไวรัสนิปาห์อย่างไร

 

สิงคโปร์จะเริ่มมาตรการคัดกรองอุณหภูมิร่างกายผู้โดยสารที่เดินทางมาจากอินเดีย และวางแผนจัดตั้งแพลตฟอร์มรายงานข้อมูลเชื้อที่ตรวจพบ ขณะที่กระทรวงแรงงานจะเพิ่มการเฝ้าระวังแรงงานข้ามชาติมาจากเอเชียใต้ พร้อมประสานผู้ให้บริการด้านสาธารณสุขเพื่อยกระดับการเฝ้าระวัง

 

ออง เยคุง (Ong Ye Kung) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์โพสต์ข้อความบน Facebook ระบุว่า โลกจำเป็นต้องอยู่ในภาวะเฝ้าระวังสถานการณ์อยู่เสมอ เนื่องจากการระบาดของโรคร้ายแรงสามารถเกิดขึ้นได้เป็นระยะในหลายพื้นที่

 

รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือการแพร่เชื้อจากคนสู่คนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้ ไวรัสยังจำกัดการแพร่เชื้ออยู่ในวงแคบ ต่างจากการแพร่ระบาดของโรคซาร์สหรือโควิด-19 ที่แพร่กระจายในวงกว้าง

 

ขณะที่ฮ่องกงให้กรมอนามัยคัดกรองผู้ป่วยที่ท่าอากาศยานนานาชาติจากฮ่องกง และตรวจวัดอุณหภูมิของผู้โดยสารที่เดินทางมาจากอินเดีย ด้านจีนแผ่นดินใหญ่ระบุว่า ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศ แต่มีความเสี่ยงในการนำเข้าเชื้อ

 

นอกจากนี้ เนปาล ประเทศที่มีพรมแดนติดกับอินเดีย ก็เริ่มทำการตรวจคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้ามาทางสนามบินในกรุงกาฐมาณฑุ และจุดผ่านแดนทางบกอื่นๆ ที่ติดกับอินเดียแล้วเช่นกัน

 

ด้านกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียยกระดับความพร้อมรับมือไวรัสนิปาห์ ผ่านการคัดกรองสุขภาพในสนามบิน โดยเฉพาะผู้เดินทางจากประเทศที่จัดว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยง

 

ส่วนมาตรการของไทย ทางการได้เพิ่มความเข้มงวดของมาตรการคัดกรองที่สนามบินตั้งแต่ต้นสัปดาห์นี้ โดยจัดจุดจอดอากาศยานพิเศษสำหรับเที่ยวบินจากพื้นที่ที่พบการติดเชื้อ พร้อมกำหนดให้ผู้โดยสารต้องกรอกแบบฟอร์มแสดงข้อมูลสุขภาพก่อนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง

 

ไวรัสนิปาห์คืออะไร ต้องกังวลมากแค่ไหน?

 

ไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic Disease) ถูกค้นพบตั้งแต่ราวปี 1998-1999 โดยมีแหล่งแพร่โรคหลักในค้างคาวผลไม้ โดยเฉพาะค้างคาวขนาดใหญ่อย่างค้างคาวแม่ไก่ ขณะที่สัตว์อื่นอย่างสุกรก็สามารถเป็นพาหะของเชื้อได้เช่นกัน

 

ไวรัสนิปาห์สามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด หรืออาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยอาการป่วยในมนุษย์จะมีตั้งแต่ไม่มีอาการใดๆ ไปจนถึงสมองอักเสบรุนแรง (Encephalitis) จนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งมีความเป็นไปได้ถึง 40–75% แล้วแต่ลักษณะการแพร่ระบาดในแต่ละครั้ง

 

ส่วนอาการทั่วไปที่พบบ่อย ได้แก่ เป็นไข้, ปวดศีรษะ, ปวดกล้ามเนื้อ, อาเจียน และเจ็บคอจากนั้นอาจพัฒนาเป็นอาการอื่นๆ อย่างเวียนศีรษะ ง่วงซึม หรืออาการทางระบบประสาท ซึ่งเป็นอาการบ่งชี้ถึงภาวะสมองอักเสบเฉียบพลัน

 

แม้ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคระบาดสายพันธุ์ใหม่ อย่างไรก็ดี องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ไวรัสนิปาห์เป็นเชื้อก่อโรคที่มีความสำคัญเร่งด่วน เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรอง ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตสูง และมีความกังวลว่า เชื้ออาจกลายพันธุ์จนแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น

 

ปัจจุบัน แนวทางการรักษาไวรัสนิปาห์ คือ การประคับประคองอาการ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะระบบทางเดินหายใจหรือระบบประสาทรุนแรง โดย WHO ระบุว่า อินเดียเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงสูงของโลก ขณะที่บังกลาเทศรายงานการพบผู้ติดเชื้อในมนุษย์เกือบทุกปี

 

ขณะที่ เอฟสตาธิออส จิออติส อาจารย์ด้านไวรัสวิทยาโมเลกุลจาก University of Essex ในสหราชอาณาจักรให้ความเห็นกับ Reuters ว่า แม้ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่า ไวรัสนิปาห์คือภัยคุกคามด้านสาธารณสุขในวงกว้าง

 

ภาพ: Suvarnabhumi Airport Office / Reuters

 

อ้างอิง:

The post จับตาไวรัสนิปาห์ เอเชียขยับมาตรการรับมือ-เร่งคัดกรอง หลังอินเดียพบผู้ติดเชื้อ appeared first on THE STANDARD.

]]>
EXO ประกาศจัดคอนเสิร์ตที่ไทย 16-17 พฤษภาคม 2026 ณ อิมแพ็ค อารีน่า https://thestandard.co/exo-concert-thailand-2026/ Wed, 28 Jan 2026 06:35:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1170539 ภาพศิลปินวง EXO กำลังแสดงบนเวทีคอนเสิร์ต

แฟนๆ ชาว EXO-L เตรียมตัวกันให้พร้อม เพราะวงเคป๊อปสุดฮอต […]

The post EXO ประกาศจัดคอนเสิร์ตที่ไทย 16-17 พฤษภาคม 2026 ณ อิมแพ็ค อารีน่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพศิลปินวง EXO กำลังแสดงบนเวทีคอนเสิร์ต

แฟนๆ ชาว EXO-L เตรียมตัวกันให้พร้อม เพราะวงเคป๊อปสุดฮอตอย่าง EXO เตรียมเยือนเมืองไทยอีกครั้งกับคอนเสิร์ตใหญ่เต็มรูปแบบ EXO PLANET #6 – EXhOrizon ในวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2026 ณ อิมแพ็ค อารีน่า

 

พวกเขาจะเริ่มเปิดทัวร์คอนเสิร์ตครั้งนี้ที่เกาหลีใต้ ก่อนที่จะเดินทางไปพบปะแฟนๆ ในเมืองอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ โฮจิมินห์ เวียดนาม, นาโกย่าและโอซาก้า ญี่ปุ่น, มาเก๊า, จาการ์ตา อินโดนีเซีย, ฮ่องกง, กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย, มะนิลา ฟิลิปปินส์, เกาสง ไต้หวัน, สิงคโปร์ และกรุงเทพฯ ประเทศไทย

 

สำหรับการทัวร์ครั้งนี้จะเน้นโฟกัสไปที่อัลบั้มใหม่ REVERXE ที่เพิ่งปล่อยออกมาเมื่อ 19 มกราคมที่ผ่านมา โดยอัลบั้มนี้มีผลงานเพลงใหม่ 9 แทร็ก ซึ่งรวบรวมแนวดนตรีที่หลากหลายเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นแนวอาร์แอนด์บี บราซิลเลียนฟังก์ ป๊อปร็อก รวมทั้งแนวแดนซ์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของวงอีกด้วย

 

ภาพ: EXO

 

อ้างอิง:

The post EXO ประกาศจัดคอนเสิร์ตที่ไทย 16-17 พฤษภาคม 2026 ณ อิมแพ็ค อารีน่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาเซียนพาราเกมส์ 2025 ปิดฉากด้วยรอยยิ้มและความม่วนจอย https://thestandard.co/asean-para-games-2025-closing/ Mon, 26 Jan 2026 12:58:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1169772 ภาพบรรยากาศพิธีปิดการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของนักกีฬา

เข้าสู่พิธีปิดอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับมหกรรมกีฬา อาเซี […]

The post อาเซียนพาราเกมส์ 2025 ปิดฉากด้วยรอยยิ้มและความม่วนจอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศพิธีปิดการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของนักกีฬา

เข้าสู่พิธีปิดอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับมหกรรมกีฬา อาเซียนพาราเกมส์ 2025 พร้อมบทสรุปแห่งความสำเร็จของทัพนักกีฬาพาราไทยที่โชว์ศักยภาพอย่างยอดเยี่ยม ด้วยผลงานกวาดเหรียญรวมสูงถึง 486 เหรียญ

 

ในขบวนพาเหรดพิธีปิด ผู้ถือธงไตรรงค์นำทัพนักกีฬาพาราไทยคือ ประครอง บัวใหญ่ นักฟุตบอลคนตาบอดทีมชาติไทย ท่ามกลางเสียงปรบมือและความภาคภูมิใจของแฟนกีฬาในสนาม

 

ไฮไลต์สำคัญของค่ำคืนอยู่ที่การแสดงจาก ประถมบันเทิงศิลป์ ตำนานหมอลำจากจังหวัดขอนแก่น ในชุดการแสดงพิเศษ “อีสานม่วน” ที่เนรมิตสนามเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ให้กลายเป็นลานวัฒนธรรมสุดคึกคัก ผสานรากเหง้าอีสานเข้ากับความร่วมสมัย เพื่อส่งท้ายความประทับใจให้แก่คณะนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จากทั้ง 11 ชาติ

 

ก่อนที่ ร.ท. ณัยณพ ภิรมย์ภักดี ประธานคณะกรรมการพาราลิมปิกแห่งประเทศไทย ร่วมส่งมอบธงเจ้าภาพสู่ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันซีเกมส์ และอาเซียนพาราเกมส์ ในปี 2027 ต่อไปอย่างเป็นทางการ

 

ภาพบรรยากาศพิธีปิดการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของนักกีฬา 1ภาพบรรยากาศพิธีปิดการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของนักกีฬา 2ภาพบรรยากาศพิธีปิดการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของนักกีฬา 3ภาพบรรยากาศพิธีปิดการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของนักกีฬา 4ภาพบรรยากาศพิธีปิดการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของนักกีฬา 5ภาพบรรยากาศพิธีปิดการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของนักกีฬา 6ภาพบรรยากาศพิธีปิดการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของนักกีฬา 7ภาพบรรยากาศพิธีปิดการแข่งขันอาเซียนพาราเกมส์ 2025 ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของนักกีฬา 8

The post อาเซียนพาราเกมส์ 2025 ปิดฉากด้วยรอยยิ้มและความม่วนจอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กัมพูชาเอาจริง กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ แรงงานต่างชาติเคว้งนับพันกลางกรุงพนมเปญ ทางการย้ำต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์ประเทศ https://thestandard.co/cambodia-scammer-crackdown-workers-stranded/ Sat, 24 Jan 2026 03:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1168824 ภาพแรงงานต่างชาติรอความช่วยเหลือหลังกัมพูชากวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ในกรุงพนมเปญ

กรุงพนมเปญกำลังเผชิญกับคลื่นการอพยพครั้งใหญ่ของชาวต่างช […]

The post กัมพูชาเอาจริง กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ แรงงานต่างชาติเคว้งนับพันกลางกรุงพนมเปญ ทางการย้ำต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแรงงานต่างชาติรอความช่วยเหลือหลังกัมพูชากวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ในกรุงพนมเปญ

กรุงพนมเปญกำลังเผชิญกับคลื่นการอพยพครั้งใหญ่ของชาวต่างชาติจำนวนหลายพันคน ที่หลั่งไหลเข้ามายังเมืองหลวงหลังจากที่รัฐบาลกัมพูชาเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายอาชญากรรมและธุรกิจสีเทาอย่างเข้มข้น

 

แรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากบริษัท ‘สแกมเมอร์’ (Scammer) ที่แตกตื่นจากการจับกุมบุคคลระดับสูงและแรงกดดันมหาศาลจากนานาชาติ แต่สิ่งที่ตามมาคือวิกฤตด้านมนุษยธรรม เมื่อหน่วยงานต่อต้านการค้ามนุษย์ออกมาเตือนว่า ผู้คนจำนวนมากกำลังตกอยู่ในสถานะ ‘สุญญากาศ’ ที่เปราะบางและไร้ทางไป

 

รัฐบาลกัมพูชาได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการ “กำจัดธุรกิจสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก” เจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งเปิดเผยกับ Nikkei Asia ถึงบรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการพิเศษเพื่อปราบปรามธุรกิจนี้ที่กินเวลานานถึง 4 ชั่วโมง สะท้อนให้เห็นถึงความจริงจังในระดับนโยบาย

 

Sun Chanthol รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยอมรับในการให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลตระหนักดีว่าชื่อเสียงของกัมพูชาได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอุตสาหกรรมนี้ โดย “เราจำเป็นต้องกอบกู้ภาพลักษณ์ของเราคืนมา เพราะในฐานะประเทศ เราไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยจากธุรกิจสแกมเมอร์เหล่านี้” เขากล่าว

 

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมและเนรเทศ Chen Zhi นักธุรกิจชาวกัมพูชาเชื้อสายจีน ประธานกลุ่ม Prince Group กลับไปยังประเทศจีน โดยอัยการสหรัฐฯ กล่าวหาว่ากลุ่มธุรกิจนี้เป็นฉากหน้าของจักรวรรดิอาชญากรรมขนาดใหญ่

 

Chen Zhi เคยมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาให้กับ Hun Sen ประธานวุฒิสภา ซึ่งการจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่จีนได้กดดันให้กัมพูชาจัดการกับกลุ่มมิจฉาชีพอย่างเด็ดขาดมานานหลายเดือน

 

Wang Wenbin เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า เขาเพิ่งหารือกับ Prak Sokhonn รัฐมนตรีต่างประเทศและรองนายกรัฐมนตรี โดยหยิบยกประเด็นที่มีพลเมืองจีนจำนวนมากสูญหายในกัมพูชาเพราะธุรกิจสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ “ไม่สอดคล้องกับมิตรภาพดั้งเดิมระหว่างจีนและกัมพูชา”

 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการปราบปรามทำให้แรงงานต่างชาติจำนวนมากตกค้าง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานจากประเทศในแถบแอฟริกา ซึ่งหลายประเทศไม่มีสถานทูตประจำในกรุงพนมเปญ พวกเขาไปรวมตัวกันที่สำนักงานองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ของสหประชาชาติ เพื่อขอคำแนะนำในการเดินทางออกจากประเทศ

 

ชายชาวอูกันดารายหนึ่งเล่าด้วยความกังวลว่า พวกเขาได้รับแจ้งว่าเจ้าหน้าที่ IOM จะไม่อยู่เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ และไม่มีการตอบกลับทั้งทางโทรศัพท์ ข้อความ หรืออีเมล ขณะที่ Deepika Nath โฆษกสำนักงานภูมิภาคของ IOM ระบุเพียงสั้นๆ ว่ารับทราบสถานการณ์และกำลังติดตามเรื่องนี้อยู่

 

Touch Sokhak โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ยืนยันว่ากัมพูชาจะเดินหน้าปราบปรามต่อไป โดยอธิบายถึงความตื่นตระหนกของแรงงานต่างชาติว่า “เกิดจากการแพร่กระจายข้อมูลปากต่อปากว่า ทางการกัมพูชาจะกวาดล้างหรือจับกุมแบบไม่เลือกหน้าเพื่อลงโทษ นั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขาหวาดกลัวและพยายามออกมาขอความช่วยเหลือ โดยเฉพาะจากสถานทูต”

 

เขากล่าวเสริมถึงมาตรการจัดการว่า ผู้ที่ ‘อยู่เกินกำหนดวีซ่า’ (Overstay) โดยเจตนาจะถูกปรับเต็มจำนวน แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีเงินหรือถูกขัดขวางไม่ให้เดินทางกลับ จะได้รับ ‘การพิจารณาเป็นพิเศษ’ โดยรัฐบาลหวังว่าจะปรับปรุงที่พักชั่วคราว

 

สำหรับชาวต่างชาติที่เป็นเหยื่อหรือติดค้างอยู่ แต่ก็ยอมรับว่า “หากประเทศอื่นๆ ช่วยสนับสนุนงบประมาณด้านที่พักหรือสถานที่ปลอดภัย จะเป็นเรื่องที่ดียิ่งขึ้น”

 

สำหรับการเดินทางกลับโดยได้รับการยกเว้นค่าปรับวีซ่า Touch Sokhak แนะนำว่าชาวต่างชาติต้องติดต่อสถานทูตของตนก่อน แล้วจึงประสานงานกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชา

 

ทว่าในทางปฏิบัติ Li ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคใหญ่หลวง โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มาจากประเทศในแอฟริกา เนื่องจากสถานทูตส่วนใหญ่อยู่ในมาเลเซียหรือจีน

 

“ทุกๆ รายละเอียดเล็กน้อยกลายเป็นปัญหาใหญ่สะสม ตั้งแต่ความยากลำบากในการติดต่อให้ถูกคน การขอเอกสาร หรือแม้กระทั่งพวกเขาไม่มีที่อยู่สำหรับรับเอกสารการเดินทางด้วยซ้ำ แล้วพวกเขาจะทำอย่างไรได้บ้าง” เธอกล่าวทิ้งท้ายถึงสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงนี้

 

ภาพ : Magdalena Chodownik/Anadolu via Getty Images

อ้างอิง:

The post กัมพูชาเอาจริง กวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ แรงงานต่างชาติเคว้งนับพันกลางกรุงพนมเปญ ทางการย้ำต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์ประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
UNICEF เปิดโจทย์หิน ‘การศึกษาไทย’ เร่งปฏิรูปให้ ‘ตรงจุด’ ก่อนสายเกินไป https://thestandard.co/unicef-thai-education-reform/ Fri, 23 Jan 2026 04:45:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1168496 เด็กนักเรียนไทยในชั้นเรียน สะท้อนภาพวิกฤตการศึกษาที่ต้องเร่งแก้ไข

UNICEF กับข้อมูลโครงการรณรงค์ด้านการศึกษา   คุณรู้ […]

The post UNICEF เปิดโจทย์หิน ‘การศึกษาไทย’ เร่งปฏิรูปให้ ‘ตรงจุด’ ก่อนสายเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เด็กนักเรียนไทยในชั้นเรียน สะท้อนภาพวิกฤตการศึกษาที่ต้องเร่งแก้ไข

UNICEF กับข้อมูลโครงการรณรงค์ด้านการศึกษา

 

คุณรู้หรือไม่ว่า…

 

  • ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไทย ‘ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย’ นานาชาติ และต่ำกว่าบางประเทศที่มีรายได้น้อยกว่า ในการทดสอบ PISA ปี 2565 นักเรียนไทยอายุ 15 ปีได้คะแนนคณิตศาสตร์เฉลี่ยเพียง 394 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศ OECD อยู่ที่ 472 คะแนน สะท้อนว่าไทยกำลังตามหลังประเทศอื่นอย่างชัดเจน (OECD Education GPS)

 

  • นักเรียนไทยมีทักษะขั้นพื้นฐานใน ‘สัดส่วนที่ต่ำมาก’ มีเพียงร้อยละ 32 ของนักเรียนที่มีทักษะคณิตศาสตร์ระดับพื้นฐาน เทียบกับค่าเฉลี่ยประเทศ OECD ที่ร้อยละ 69 (OECD)

 

  • นักเรียนที่มีผลการเรียนระดับสูงมี ‘จำนวนน้อยมาก’ นักเรียนไทยที่มีผลการเรียนคณิตศาสตร์ระดับสูงมีเพียงร้อยละ 1 ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ร้อยละ 9 ส่งผลให้ศักยภาพด้านการแข่งขันและนวัตกรรมของประเทศอ่อนแอลง (OECD)

 

  • เยาวชนจำนวนมาก ‘หลุดออกจากระบบการศึกษา’ เยาวชนไทยวัยมัธยมปลายประมาณร้อยละ 15 ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ด้วยสาเหตุหลากหลาย เช่น ความยากจน หรือการเติบโตในครอบครัวที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก (UNICEF)

 

  • ผลการเรียนของประเทศไทย ‘กำลังถดถอย’ แทนที่จะก้าวหน้า ระหว่างปี 2555–2565 คะแนน PISA ของไทยลดลงราว 30 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และลดลงถึง 60 คะแนนในวิชาการอ่าน (OECD)

 

  • ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ‘ยังคงรุนแรง’ ช่องว่างการเรียนรู้ชัดเจนระหว่างเด็กในเมืองกับชนบท เด็กฐานะดีและเด็กยากจน รวมถึงเด็กที่ใช้ภาษาไทยเป็นหลักกับเด็กที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทย หากไม่เร่งแก้ไข อาจนำไปสู่การเกิด “กลุ่มเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษาอย่างถาวร” (UNESCO/UNICEF)

 

เร่งแก้ระบบการศึกษา ‘ก่อนที่จะสายเกินไป’

 

1) เด็กไทยเรียนรู้ได้ ‘น้อยลง’ กว่า 10 ปีที่แล้ว

 

ผลการจัดอันดับด้านการศึกษาระดับนานาชาติชี้ชัดว่า เด็กไทยเรียนรู้ได้ ‘น้อยลง’ เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน แม้การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะซ้ำเติมสถานการณ์ แต่ข้อมูลจากการทดสอบ PISA ปี 2565 พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปีมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD ในทุกด้าน ทั้งคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์ นักเรียนไทยได้คะแนนเฉลี่ยคณิตศาสตร์ 394 คะแนน การอ่าน 379 คะแนน และวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 472, 476 และ 485 คะแนนตามลำดับ นอกจากนี้ สัดส่วนเด็กที่มีทักษะถึงระดับพื้นฐานยังลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2555 (OECD)

 

สื่อมวลชนและนักวิชาการจำนวนมากมองว่า ผลการทดสอบปี 2565 เป็นสัญญาณที่ ‘น่าตกใจ’ และเป็นหลักฐานของการถดถอยต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ในหลายด้าน ประเทศไทยกำลัง ‘ตามหลัง’ เวียดนามและมาเลเซีย ขณะที่ประเทศอื่นเดินหน้าไปข้างหน้า เด็กไทยกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

2) วิกฤตการเรียนรู้ของประเทศไทย ‘กำลังถดถอย’ แทนที่จะก้าวหน้า

 

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คะแนน PISA ของไทย โดยเฉพาะด้านการอ่าน ลดลงถึง 60 คะแนน หากไม่เร่งแก้ไข ประเทศไทยอาจปิดกั้นโอกาสของเด็กและเยาวชนทั้งรุ่น นำไปสู่โอกาสการมีงานทำและรายได้ที่ลดลง และทำให้ความเหลื่อมล้ำฝังรากลึกยิ่งขึ้น

 

3) การศึกษากำลัง ‘ซ้ำเติม’ ความเหลื่อมล้ำ แทนที่จะลดช่องว่าง

 

โดยหลักแล้ว การศึกษาควรเป็น ‘เครื่องมือสร้างความเท่าเทียม’ แต่ในประเทศไทย ระบบการศึกษากลับกลายเป็นกลไกที่ตอกย้ำความไม่เท่าเทียม แม้นักเรียนในกลุ่มที่ร่ำรวยที่สุดร้อยละ 25 จะมีผลการเรียนใกล้เคียงประเทศชั้นนำ แต่เด็กส่วนใหญ่ยังมีผลการเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก

 

ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท โรงเรียนขนาดใหญ่กับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงเด็กที่ใช้ภาษาไทยกับเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ยังคงกว้าง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ สถานที่ที่เด็กเกิดในประเทศไทยส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษามากกว่าความสามารถของเด็กเอง

 

4) ระบบการศึกษา ‘ไม่ตอบโจทย์’ เศรษฐกิจในอนาคต

 

การวิเคราะห์ของ OECD เกี่ยวกับการศึกษาไทยพบว่า ทักษะที่ระบบการศึกษาผลิตออกมายัง ‘ไม่สอดคล้อง’ กับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น การแก้ปัญหา การรู้เท่าทันดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานเป็นทีม โรงเรียนยังเน้นการท่องจำและการสอบ มากกว่าการคิดเชิงวิพากษ์ ทักษะทางสังคม และอารมณ์ ส่งผลให้แม้เด็กบางคนจะ ‘ประสบความสำเร็จ’ ในระบบการศึกษา แต่กลับเผชิญความยากลำบากเมื่อเข้าสู่ตลาดงาน เนื่องจากระบบการศึกษายังไม่สอดคล้องกับความต้องการของโลกการทำงาน

 

5) การศึกษายังคงเป็น ‘เครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด’ ในการสร้างการเติบโตและความเท่าเทียม

 

งานวิจัยของธนาคารโลกระบุว่า การเรียนจบระดับมัธยมศึกษาช่วยเพิ่มรายได้อย่างน้อยร้อยละ 10 และทุกบาทที่ลงทุนในการเรียนรู้ปฐมวัยให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระดับสูง

 

6) เด็กๆ ไม่ได้ล้มเหลว แต่ ‘ระบบต่างหากที่ล้มเหลว’

 

เด็กไทยมีศักยภาพ แต่ระบบยังไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้และเติบโตอย่างเต็มที่ เราต้องเรียกร้องสิ่งที่ดีกว่านี้ให้กับเด็กทุกคน

 

7) ประเทศไทยยังสามารถพลิกสถานการณ์ได้ หากเรา ‘กล้าลงมือทำเดี๋ยวนี้’

 

การลงทุนที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น การเรียนรู้ปฐมวัยที่เข้มแข็ง ครูที่มีคุณภาพและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกโรงเรียน การศึกษาที่มุ่งสร้างทักษะทำงานได้จริง และโรงเรียนที่ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือสิ่งที่เด็กในประเทศไทยทุกคนควรได้รับ เราไม่อาจยอมรับสภาพเดิมได้อีกต่อไป เราต้องร่วมกันตรวจสอบและเรียกร้องความรับผิดชอบจากนักการเมือง และเดินหน้าแก้ไขระบบการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะอนาคตของประเทศไทยขึ้นอยู่กับสิ่งนี้

 

ทำไมการปฏิรูปการศึกษาจึง ‘ไม่ประสบความสำเร็จ’?

 

ประเทศไทยได้ถกเถียงเรื่องการปฏิรูปการศึกษามานานกว่า 20 ปี มีการออกกฎหมาย ตั้งคณะกรรมการ และประกาศแผนและยุทธศาสตร์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ในห้องเรียนกลับแทบไม่เปลี่ยน สาเหตุสำคัญได้แก่

 

1) การปฏิรูปมุ่งที่โครงสร้าง ‘มากกว่า’ การเรียนรู้จริงในห้องเรียน

 

การปฏิรูปการศึกษาหลายครั้งของประเทศไทยมักให้ความสำคัญกับโครงสร้างการบริหาร เช่น การควบรวมหรือเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน และการตั้งคณะกรรมการใหม่ มากกว่าการยกระดับการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียน งานวิจัยด้านการศึกษาไทยขององค์การยูเนสโก (UNESCO) และ OECD ชี้ว่า ระบบการศึกษายังคงรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง โดยกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำหนดหลักสูตร งบประมาณ และการบริหารบุคลากรเป็นหลัก ส่งผลให้ครูต้องทำงานภายใต้หลักสูตรที่ตายตัวและภาระงานเอกสารจำนวนมาก ขณะที่ผู้บริหารโรงเรียนมีอำนาจจำกัดในการปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น นวัตกรรมทางการศึกษาจำนวนมากจึงหยุดอยู่เพียงโครงการนำร่อง และไม่สามารถขยายผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

2) งบประมาณมี แต่ ‘ไม่ถูกใช้ในจุดที่จำเป็นที่สุด’

 

ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านการศึกษาในสัดส่วนที่สูง แต่ ‘ยังขาดประสิทธิภาพ’ งานวิจัยของธนาคารโลกชี้ว่า การจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งผลลัพธ์ทางการศึกษา โดยเฉพาะการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท ซึ่งมีจำนวนนักเรียน ครู และทรัพยากรไม่เพียงพอในการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ภาพความเหลื่อมล้ำนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน บางโรงเรียนมีอาคารและห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย ขณะที่บางโรงเรียนกลับขาดแคลนครูและทรัพยากรพื้นฐานอย่างรุนแรง

 

3) ครูถูกคาดหวังให้จัดการศึกษาที่ทันสมัย แต่ ‘ยังไม่ได้รับการสนับสนุน’ ที่สอดคล้องและเพียงพอ

 

แผนการปฏิรูปส่วนใหญ่ยอมรับว่า ‘ครูคือหัวใจของการศึกษา’ แต่ในทางปฏิบัติ การสนับสนุนครูกลับ ‘ยังอ่อนแอและไม่ต่อเนื่อง’ การวิเคราะห์ระบบครูในประเทศไทยชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างในด้านการสรรหา การบรรจุ ไปจนถึงความก้าวหน้าในอาชีพ ครูจำนวนมากไม่ได้ถูกจัดสรรไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการสูงที่สุด ขณะที่แรงจูงใจในเส้นทางอาชีพก็ไม่เอื้อต่อการให้รางวัลแก่ครูที่สามารถยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างแท้จริง

 

แม้จะมีการนำหลักสูตรและแนวทางการสอนใหม่ๆ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์และการเรียนรู้เชิงรุกมาใช้ แต่ครูมักได้รับการอบรมเพียงระยะสั้นและเป็นครั้งคราว ขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ส่งผลให้ครูถูกคาดหวังให้สร้างผลลัพธ์ในระดับโลก ขณะที่ยังต้องทำงานภายใต้ระบบที่ล้าสมัย และแบกรับแรงกดดันให้ ‘สอนให้จบตามตำรา’ มากกว่าการช่วยให้เด็กทุกคนเข้าใจอย่างแท้จริง

 

4) การเมืองเปลี่ยนเร็ว ‘เกินกว่าระบบการศึกษาจะตามทัน’

 

การปฏิรูปการศึกษาจำเป็นต้องอาศัย ‘ความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในระยะยาว’ แต่การเมืองของประเทศไทยกลับผันผวน มีการเปลี่ยนรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการบ่อยครั้ง ทำให้ลำดับความสำคัญด้านการศึกษาเปลี่ยนตลอด

 

สิ่งที่รัฐมนตรีคนหนึ่งได้เริ่มต้นไว้ อาจจะถูกยกเลิกหรือปล่อยให้เงียบหายด้วยรัฐมนตรีคนถัดไป การปฏิรูปจึงเป็นเพียงคำขวัญทางการเมือง เช่น ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ‘ปฏิรูปการศึกษา’ หรือ ‘ห้องเรียนดิจิทัล’ โดยขาดการดำเนินการที่ชัดเจน ต่อเนื่องและสามารถอยู่รอดข้ามวาระทางการเมืองได้

 

สำหรับนักเรียนแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกๆ ไม่กี่ปีจะมี ‘การปฏิรูป’ ใหม่ แต่โรงเรียนและห้องเรียนที่พวกเขาเรียนอยู่ ‘แทบไม่เปลี่ยนแปลง’

 

5) ความเหลื่อมล้ำยังไม่ถูกมองว่า ‘เป็นปัญหาหลัก’

 

การปฏิรูปการศึกษาส่วนใหญ่มักมองความเหลื่อมล้ำเป็นเพียงเรื่องรอง ไม่ใช่ปัญหาเร่งด่วน ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่องว่างทางการเรียนรู้ระหว่างเด็กยากจนกับเด็กฐานะดี เด็กในเมืองกับชนบทนั้นกว้างมาก การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งตอกย้ำให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เด็กที่ขาดอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต หรือการสนับสนุนจากผู้ปกครองในการเรียนที่บ้านมีการเรียนรู้ถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด

 

หากการปฏิรูปไม่เริ่มจากการยกระดับเด็กในกลุ่มล่างสุดร้อยละ 40 ผลการเรียนโดยรวมของประเทศก็จะยังถดถอยต่อไป และความเหลื่อมล้ำจะยิ่งฝังรากลึกมากขึ้น

 

6) เสียงของเด็กและผู้ปกครองมัก ‘ไม่ถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง’

 

การตัดสินใจด้านการศึกษาส่วนใหญ่มักถูกกำหนดโดยผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ นักการเมือง หรือผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่นักเรียน ผู้ปกครอง ครู และชุมชน มักมีส่วนร่วมเพียงในช่วงท้ายของกระบวนการ หรือบางครั้งก็ไม่มีส่วนร่วมเลย ส่งผลให้การปฏิรูปอาจดูดีในเอกสาร แต่อาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในห้องเรียน และท้ายที่สุดก็มักถูกต่อต้าน ถูกละเลย หรือถูกนำไปปฏิบัติใช้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ

 

บทสรุป

 

  • ประเทศไทยไม่ได้ขาดการศึกษา งานวิจัย แผนงาน หรือโครงการนำร่อง
  • สิ่งที่ขาดคือ ‘เจตนารมณ์และความมุ่งมั่น’ ในการจัดการจุดที่สำคัญที่สุด คือในห้องเรียน กับเด็ก และกับครู

 

วิกฤตที่แท้จริง ‘ไม่ใช่’ เพราะเด็กไทยเรียนรู้ไม่ได้ แต่เป็นเพราะระบบการศึกษาที่…

 

  • ปกป้องโครงสร้าง ‘มากกว่า’ ปกป้องอนาคตของเด็ก
  • ให้รางวัลกับ ‘การทำตาม’ มากกว่า ‘การตั้งคำถาม’
  • พูดถึงการปฏิรูป ‘ซ้ำแล้วซ้ำเล่า’ แต่ ‘ไม่เคยทำอย่างจริงจัง’ จนเห็นผล

 

ตราบใดที่เรายังวัดการปฏิรูปการศึกษาจากจำนวนคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น แทนที่จะถามว่า ‘เด็กอายุ 10 ปีในโรงเรียนชนบทเล็กๆ สามารถอ่านออก คิดเป็น และกล้าฝันได้ไม่ต่างจากเด็กอายุ 10 ปีในกรุงเทพฯ แล้วหรือยัง?’ วิกฤตการศึกษาก็จะยังคงดำเนินต่อไป

 

แฟ้มภาพ: BELL KA PANG / Shutterstcok

อ้างอิง:

  • UNICEF ประเทศไทย

The post UNICEF เปิดโจทย์หิน ‘การศึกษาไทย’ เร่งปฏิรูปให้ ‘ตรงจุด’ ก่อนสายเกินไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
Flash Express ยันธุรกิจไทยยังแกร่ง ปม ‘ปิดมาเลย์’ เป็นแผนปรับโครงสร้าง ย้ำไม่กระทบลูกค้าในประเทศ รับสมรภูมิขนส่งกำลังเดือด https://thestandard.co/flash-express-thailand-business-strong/ Thu, 22 Jan 2026 04:53:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1168056 โลโก้ Flash Express และพัสดุ

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ […]

The post Flash Express ยันธุรกิจไทยยังแกร่ง ปม ‘ปิดมาเลย์’ เป็นแผนปรับโครงสร้าง ย้ำไม่กระทบลูกค้าในประเทศ รับสมรภูมิขนส่งกำลังเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Flash Express และพัสดุ

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของ แฟลช เอ็กซ์เพรส บนสื่อสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลาย จากผลพวงการปิดบริการในมาเลเซีย

 

แฟลช เอ็กซ์เพรส ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่าปัจจุบันการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยยังมีศักยภาพในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการปรับโครงสร้างธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการยุติการดำเนินงานในประเทศมาเลเซีย รวมถึงสถานการณ์สินค้าล้นคลังที่สะสมมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่ผ่านมา

 

“อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขอย่างเต็มระบบเพื่อบริหารจัดการคลังสินค้าให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด” แฟลช เอ็กซ์เพรส ระบุ

 

สำหรับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในกลุ่มเซาธ์ อีส เอเชีย แฟลช เอ็กซ์เพรส ยืนยันว่าทุกกระบวนการยังคงดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพ ทั้งด้านบุคลากร ระบบโลจิสติกส์ และการให้บริการลูกค้า โดยบริษัทยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับความเชื่อมั่นของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ

 

นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ในปัจจุบันมีระดับการแข่งขันที่สูงส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวด้านบุคลากรและทรัพยากรในตลาดแรงงาน รวมถึงการดึงตัวพนักงานระหว่างบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน

 

อย่างไรก็ตาม แฟลช เอ็กซ์เพรส ยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย และได้มีการขอบคุณลูกค้าและพันธมิตรทุกท่านที่ยังคงให้ความไว้วางใจและสนับสนุน

 

โดยยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการเร่งแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการสื่อสารความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัททั้งในประเทศไทยและต่างประเทศยังคงมีความแข็งแกร่งมีเสถียรภาพ และพร้อมเดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน แม้ต้องเผชิญกับความท้าทาย และกระแสกดดันในช่วงเวลานี้

 

ปัจจุบัน แฟลช เอ็กซ์เพรส ในประเทศไทยมีพนักงานกว่า 40,000 คน มีคลังคัดแยกและศูนย์กระจายสินค้า 66 แห่ง มีรถขนส่งพัสดุทุกประเภทมากกว่า 50,000 คัน มีจุดให้บริการรับส่งพัสดุ และจุดบริการร่วมกับพาร์ทเนอร์ และร้านค้าทั่วประเทศมากกว่า 25,000 แห่ง

The post Flash Express ยันธุรกิจไทยยังแกร่ง ปม ‘ปิดมาเลย์’ เป็นแผนปรับโครงสร้าง ย้ำไม่กระทบลูกค้าในประเทศ รับสมรภูมิขนส่งกำลังเดือด appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ซูเปอร์สตาร์ต่างชาติ บุกไทยล่าทองอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 https://thestandard.co/10-international-stars-asean-para-games-13/ Tue, 20 Jan 2026 01:30:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1166940 10 ซูเปอร์สตาร์ต่างชาติ บุก ไทย ล่าทอง อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

หากใครเคยสบประมาทว่านี่คือทัวร์นาเมนต์เล็กๆ คงต้องคิดให […]

The post 10 ซูเปอร์สตาร์ต่างชาติ บุกไทยล่าทองอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 ซูเปอร์สตาร์ต่างชาติ บุก ไทย ล่าทอง อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13

หากใครเคยสบประมาทว่านี่คือทัวร์นาเมนต์เล็กๆ คงต้องคิดใหม่ เพราะ อาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ไทยกำลังจะเปิดบ้านต้อนรับในครั้งนี้ แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อเหล่าสุดยอดนักกีฬาที่เพิ่งฝากชื่อชั้นไว้บนหน้าประวัติศาสตร์พาราลิมปิกเกมส์ ต่างตบเท้าเข้ามารวมตัวกันอย่างเนืองแน่น และนี่คือ 10 นักกีฬาต่างชาติระดับไอคอน ที่จะมายกระดับมาตรฐานการแข่งขันระดับภูมิภาคให้กลายเป็นเวิลด์คลาส

 

Jerrold Mangliwan (ฟิลิปปินส์) – วีลแชร์เรซซิ่ง

 

ในวัย 46 ปี ซูเปอร์สตาร์จากฟิลิปปินส์รายนี้ได้รับเกียรติให้เป็น ผู้ถือธงชาติฟิลิปปินส์ ในพิธีเปิดการแข่งขัน ด้วยประสบการณ์ผ่าน พาราลิมปิกเกมส์ 2 สมัย รวมถึงการคว้า 2 เหรียญทอง เอเชียนพาราเกมส์ 2022 และอาเซียนพาราเกมส์ 2023 ทำให้ Mangliwan ยังคงเป็นผู้นำทัพที่ทรงอิทธิพล ทั้งในและนอกสนาม และเป็นสัญลักษณ์ของความยืนยงในกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งของอาเซียน

 

Le Van Cong (เวียดนาม) – ยกน้ำหนัก

 

นักกีฬาคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์เวียดนามที่คว้าเหรียญทองพาราลิมปิกได้สำเร็จ (ริโอ 2016) และยังรักษามาตรฐานระดับสูงด้วยเหรียญเงินที่โตเกียว 2020 และเหรียญทองแดงที่ปารีส 2024 แม้ในวัย 41 ปีจะมีอาการบาดเจ็บรบกวน แต่เขายังคงเป็น “เบอร์ 1 ของอาเซียน” ที่ใครก็ยากจะโค่นลง

 

Cheah Liek Hou (มาเลเซีย) – แบดมินตัน

 

สุดยอดนักตบลูกขนไก่มือ 1 ของโลกประเภทชายเดี่ยว ผู้คว้าแชมป์โลกมาตั้งแต่อายุ 16 ปี เขาคือนักแบดมาเลเซียคนแรกที่คว้าเหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์ และยังคงรักษาความยิ่งใหญ่ไว้ได้อย่างเหนียวแน่นในทุกเวทีที่ลงแข่ง

 

Angel Mae Otom (ฟิลิปปินส์) – ว่ายน้ำ

 

เงือกสาวมหัศจรรย์วัย 22 ปี ความหวังสูงสุดของฟิลิปปินส์ ผลงานในอาเซียนพาราเกมส์ 2023 ของเธอน่าทึ่งที่สุด ด้วยการกวาดคนเดียว 4 เหรียญทอง และในปีนี้เธอยังคงถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งที่จะมาป้องกันแชมป์ในทุกรายการที่ลงสระ

 

Toh Wei Soong (สิงคโปร์) – ว่ายน้ำ

 

ฉลามหนุ่มจากสิงคโปร์ เจ้าของรางวัล นักกีฬาชายยอดเยี่ยมแห่งปี 2025 ผ่านประสบการณ์ระดับพาราลิมปิกมาแล้วหลายสมัย เขาคว้าเหรียญทองทั้งในเอเชียนพาราเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์มาแล้วนับไม่ถ้วน โดยล่าสุดกวาดไป 3 เหรียญทอง ที่กัมพูชาในปี 2023

 

Saptoyogo Purnomo (อินโดนีเซีย) – กรีฑา

 

เจ้าลมกรดจากอินโดนีเซีย ดีกรีเหรียญเงินพาราลิมปิก 2024 และเจ้าของสถิติเอเชียในระยะ 100 เมตร เรียกได้ว่าในอาเซียนพาราเกมส์ครั้งนี้ในคลาส T37 ไม่มีใครซิ่งได้เร็วกว่าเขาคนนี้อีกแล้ว

 

Jeralyn Tan (สิงคโปร์) – บอคเซีย

 

ผู้ปลดล็อกประวัติศาสตร์ให้วงการบอคเซียสิงคโปร์ ด้วยการคว้าเหรียญเงินพาราลิมปิกเกมส์ 2024 ด้วยวัย 35 ปี เธอคือสัญลักษณ์ของการต่อสู้และความมุมานะที่พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความสำเร็จไม่มีคำว่าสายเกินไป”

 

Bonnie Bunyau Gustin (มาเลเซีย) – ยกน้ำหนัก

 

จอมพลังหนุ่มที่ถูกขนานนามว่า “ไร้เทียมทาน” เจ้าของเหรียญทองพาราลิมปิก 2 สมัยซ้อนในรุ่น 72 กก. และเป็นเจ้าของสถิติโลกคนปัจจุบัน ทุกครั้งที่เขาก้าวขึ้นสู่เวที สิ่งที่แฟนกีฬาตั้งตารอไม่ใช่แค่เหรียญทอง แต่คือการสร้างสถิติโลกขึ้นใหม่

 

Hikmat Ramdani กับ Leani Ratri Oktila (อินโดนีเซีย) – แบดมินตัน

 

คู่ผสมเบอร์ 1 ของโลกในคลาส SL3-SU5 ความยอดเยี่ยมของทั้งคู่การันตีด้วยเหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์และแชมป์โลกในปีเดียวกัน ด้วยความเข้าขาและชั้นเชิงที่เหนือชั้น ทำให้คู่นี้ถูกยกให้เป็น “ดรีมทีม” ที่ยากจะหาคู่ต่อสู้มาต่อกรในศึกอาเซียนครั้งนี้

The post 10 ซูเปอร์สตาร์ต่างชาติ บุกไทยล่าทองอาเซียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 13 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักแหล่งน้ำมัน Hai Su Vang ของ ‘เวียดนาม’ การค้นพบแหล่งน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบ 2 ทศวรรษของอาเซียน https://thestandard.co/hai-su-vang-vietnam/ Sat, 10 Jan 2026 08:13:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1163633 รู้จักแหล่งน้ำมัน **Hai Su Vang** ของ ‘เวียดนาม’ การค้นพบแหล่งน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ ของ **อาเซียน**

ตามการประเมินล่าสุดของ Murphy Oil ผู้ผลิตน้ำมันจากสหรัฐ […]

The post รู้จักแหล่งน้ำมัน Hai Su Vang ของ ‘เวียดนาม’ การค้นพบแหล่งน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบ 2 ทศวรรษของอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จักแหล่งน้ำมัน **Hai Su Vang** ของ ‘เวียดนาม’ การค้นพบแหล่งน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ ของ **อาเซียน**

ตามการประเมินล่าสุดของ Murphy Oil ผู้ผลิตน้ำมันจากสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับปริมาณสำรองน้ำมันที่สามารถนำขึ้นมาใช้ได้ (Recoverable Oil Reserves) ใน Hai Su Vang ของเวียดนาม บ่งชี้ว่า น้ำมันในบริเวณดังกล่าวอาจเป็นการค้นพบน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา

 

Hai Su Vang อาจมีน้ำมันสูงกว่า 430 ล้านบาร์เรล

 

โดย Murphy Oil เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (6 มกราคม) ว่าบริษัทย่อยได้ดำเนินการขุดเจาะหลุมประเมินผล Hai Su Vang-2X (HSV-2X) ในแปลงสัมปทาน 15-2/17 บริเวณแอ่ง Cửu Long ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งทางตอนใต้ของเวียดนามประมาณ 65 กิโลเมตร

 

“สำหรับค่ากึ่งกลางฉบับปรับปรุง (Updated Midpoint) ของทรัพยากรที่คาดว่าจะผลิตได้สำหรับแหล่งกักเก็บหลักนั้น อยู่ในระดับสูงของช่วงที่เราเคยแจ้งไว้ก่อนหน้านี้ที่ 170 ถึง 430 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ (MMBOE) และขอบเขตขั้นสูงของการประเมินช่วงใหม่นี้มีปริมาณเกินกว่า 430 MMBOE แล้ว นอกจากนี้ ผลลัพธ์จากแหล่งกักเก็บระดับตื้นยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพส่วนเพิ่มของทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในการประเมินช่วงก่อนหน้านี้” Murphy Oil กล่าว

 

Hai Su Vang แหล่งน้ำมันใหญ่อันดับ 3 ของอาเซียนในศตวรรษที่ 21

 

ตามบทวิเคราะห์ของ Wood Mackenzie บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ (7 มกราคม) ประเมินว่าแหล่ง Hai Su Vang ของ Murphy ถือเป็นการค้นพบน้ำมันที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับตั้งแต่ปี 2000 รองจากแหล่ง Banyu Urip ในอินโดนีเซีย (ค้นพบในปี 2001) และแหล่ง Gumusut ในมาเลเซีย (ค้นพบในปี 2003)

 

โอกาสพลิกฟื้น? ‘การผลิตน้ำมันในเวียดนาม’ ที่ลดต่อเนื่อง

 

Wood Mackenzie กล่าวต่อว่า ”การค้นพบครั้งนี้เปิดโอกาสให้เวียดนามพลิกฟื้นสถานการณ์การผลิตที่ลดลงต่อเนื่องมาถึงสองทศวรรษ โดยผลผลิตน้ำมันของประเทศได้ลดลงจาก 365,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2005 เหลือต่ำกว่า 120,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2025″

 

Reuters เคยรายงานไว้ว่า จากเดิมที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบสุทธิ เวียดนามได้กลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบสุทธิเป็นครั้งแรกในปี 2017 เพื่อป้อนให้กับโรงกลั่นที่มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น

 

โดยข้อมูลจากกรมศุลกากรเวียดนามระบุว่า ในปี 2025 ประเทศมีการนำเข้าน้ำมันจำนวน 14.2 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 7.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้ 11.3 ล้านตันนำเข้าจากประเทศคูเวต

 

“อย่างไรก็ตาม เวียดนามเป็นที่ทราบกันดีในเรื่องกระบวนการทางกฎระเบียบที่ล่าช้าและการขาดความโปร่งใสของข้อมูล ซึ่งเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความสนใจของนักลงทุนและทำให้การพัฒนาโครงการใหม่ๆ ล่าช้า” Wood Mackenzie ระบุ

 

Jasman Adam Leong นักวิเคราะห์อาวุโสของ Wood Mackenzie กล่าวเสริมว่า “การเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกต่อกฎหมายปิโตรเลียมในปี 2023 และคณะผู้บริหารชุดใหม่ของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน แต่กุญแจสำคัญจะอยู่ที่การนำนโยบายไปปฏิบัติจริง”

 

ทั้งนี้ Murphy Oil ได้กล่าวทิ้งท้ายในแถลงการณ์ว่า จำเป็นต้องมีการขุดเจาะหลุมประเมินผลเพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงข้อมูลช่วงปริมาณทรัพยากรที่สามารถนำขึ้นมาใช้ได้ของแหล่งกักเก็บทั้งสองแห่งให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น

 

อ้างอิง:

The post รู้จักแหล่งน้ำมัน Hai Su Vang ของ ‘เวียดนาม’ การค้นพบแหล่งน้ำมันครั้งใหญ่สุดในรอบ 2 ทศวรรษของอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต https://thestandard.co/national-semiconductor-roadmap-2050/ Thu, 08 Jan 2026 05:38:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1162741 เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต

ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลก ชิปจึงกลา […]

The post เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต

ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลก ชิปจึงกลายเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและความมั่นคงทางเศรษฐกิจใหม่ บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์เดินหน้าวางโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ ครั้งแรก หลัง 9 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก แห่เข้ามาตั้งฐานผลิตในประเทศไทย

 

โดยวางกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

 

พร้อมพัฒนาบุคลากรทักษะสูง กว่า 230,000 คน ปูทางสู่ ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ ในปี 2050

 

วันที่ 8 ม.ค. นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบาย อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) ซึ่งมีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นต่อ “ร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ” ที่เริ่มจัดทำมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2568

 

โดยได้ว่าจ้างบริษัท Roland Berger ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก เป็นผู้ศึกษาและจัดทำร่างยุทธศาสตร์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะอนุกรรมการฯ

 

เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต 1

 

ที่ประกอบด้วยทีมงานจากบีโอไอ สภาพัฒน์ฯ กระทรวงอุตสาหกรรม ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และด้วยความร่วมมืออย่างดีจากภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ โดยการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ฯ ได้มีการศึกษาข้อมูลเชิงลึกทุกมิติ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

เทียบคู่แข่งสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์

 

โดยได้ศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งผู้นำอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย รวมถึงประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ถึงแม้อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของบุคลากร สภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และศักยภาพของอุตสาหกรรมปลายน้ำ พบว่า

 

“ประเทศไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและแข่งขันได้ โดยควรเน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete”

 

เนื่องจากเป็นชิปที่ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์

 

ร่างยุทธศาสตร์ฯ จึงได้กำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดยมุ่งต่อยอดจุดแข็งเดิมของไทย ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถใหม่ เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิด ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ (Made-in-Thailand Chips)

 

ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท

 

โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026 – 2050) พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมได้มากกว่า 230,000 คน และทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค

 

โดยในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น กิจการประกอบและทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly and Test: OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุน ในกิจการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทย ควบคู่กับการเริ่มสร้างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้เล่นหลัก (Local Champion) ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต

 

มุ่งกลไกขับเคลื่อน 5 ด้าน

 

  • ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น การให้เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว เพื่อดึงดูดโครงการลงทุนเป้าหมาย
  • ด้านบุคลากรทักษะสูง เช่น การพัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์และการวิจัยขั้นสูง รวมทั้งการยกระดับทักษะแรงงานผ่านการฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะทาง
  • ด้านเทคโนโลยี เช่น การยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และศูนย์วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ของสถาบันการศึกษา การสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาในการวิจัยและพัฒนา
  • โครงสร้างพื้นฐาน เช่น การกำหนดพื้นที่ในรูปแบบคลัสเตอร์ การพัฒนาระบบน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบป้องกันและจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ
  • สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น การอำนวยความสะดวกในการอนุมัติ/อนุญาตประกอบธุรกิจ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรปในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ การออกแบบกลไกจัดซื้อภาครัฐเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย

 

นฤตม์ ระบุอีกว่า ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป้าหมายให้มีความชัดเจน โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ และสามารถต่อยอดกับอุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยมีความเข้มแข็งอยู่ในปัจจุบัน

 

เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันในเวทีโลกในระยะยาว และช่วยยกระดับขีดความสามารถ ห่วงโซ่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อนำไปสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้เติบโตเป็น Local Champion ได้ในอนาคต

 

อีกประเด็นสำคัญซึ่งที่ประชุมได้เน้นย้ำ คือ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ไฟฟ้า น้ำ ระบบจัดการของเสีย ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานรูปแบบใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม

 

คาดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โตพุ่ง 1 ล้านล้านเหรียญ

 

อุตสาหกรรมนี้เป็นยุทธศาสตร์ระดับโลกที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีขนาดตลาดใหญ่ถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2030 และจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว

 

“นับเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การวางโรดแมปที่ชัดเจนสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเป็นระบบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นฐานการออกแบบและผลิตชิปชั้นนำของภูมิภาค และสามารถบรรลุเป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’ อย่างที่ตั้งใจไว้” นายนฤตม์ กล่าว

 

เปิดชื่อ 9 บิ๊กคอร์ปโลกเข้ามาตั้งฐานการผลิตชิปในไทย

 

ทั้งนี้ ในช่วงปี 2561-พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีจำนวน 1,748 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 19% ของเงินลงทุนทั้งสิ้น

 

นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB)

 

ที่ผ่านมา มีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หลายรายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย

 

  • บริษัท Infineon ผู้ผลิตชิปอันดับ 1 ของเยอรมนี
  • บริษัท Analog Devices (ADI)
  • Microchip Technology
  • Lumentum จากสหรัฐอเมริกา
  • บริษัท NXP Semiconductor จากเนเธอร์แลนด์
  • บริษัท Sony
  • Toshiba
  • Rohm จากญี่ปุ่น
  • บริษัท Fiti ในเครือ Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์ความแม่นยำสูงสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน

The post เปิดโรดแมป ‘เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ’ รัฐเร่งปั้นชิปแบรนด์ไทยสู่ปี 2050 หลัง 9 บริษัทระดับโลกแห่ตั้งฐานผลิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ https://thestandard.co/asean-ipo-2025-quality-focus/ Mon, 29 Dec 2025 01:00:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1158614 IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่

หลังโควิด ตลาด IPO ไทย ซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจ […]

The post IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่

หลังโควิด ตลาด IPO ไทย ซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากจำนวนบริษัทจดทะเบียน และมูลค่าระดมทุนที่ตกต่ำลงจากระดับแสนล้าน มาอยู่ที่ระดับ 20,000-30,000 ล้านบาท สะท้อนภาวะตลาดที่ขาดสภาพคล่อง จากวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตหุ้นภายในของ บจ.

 

นอกจากนี้ หุ้นที่เข้ามาระดมทุนในตลาดยังเป็นหุ้นขนาดเล็ก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอุตสาหกรรมเก่า ที่ไม่ได้มีแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคต รวมถึง PE ที่ถูก ทำให้หุ้นไทยขาดความเซ็กซี่ในสายตานักลงทุน ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

 

คำถามคือ ในปี 2568 เมื่อเทียบกับอาเซียน ตลาด IPO ประเทศอื่นซบเซาแบบเดียวกันไหม อะไรคือปัจจัยเสี่ยง และอะไรคือข้อได้เปรียบที่สร้างแต้มต่อให้กับตลาดแต่ละประเทศ เมื่อเทียบผลการดำเนินไทยอยู่ตรงไหน ?

 

รายงานล่าสุดของ Deloitte พบว่า ในช่วง 10.5 เดือนของปี 2568 ตลาด IPO อาเซียน ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักดีลขนาดใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมที่เข้ามาจดทะเบียนในสิงคโปร์, เวียดนาม, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่น่าสนใจคือ แม้จำนวนบริษัทที่เข้าจดทะเบียนจะลดลงเหลือ 102 บริษัท (ลดลงจาก 136 บริษัทในปี 2024) แต่เม็ดเงินระดมทุนรวมกลับพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.74 แสนล้านบาท) เพิ่มขึ้น 53% จากปี 2024 สะท้อนว่าตลาดให้ความสำคัญกับหุ้น IPO ที่ ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’

 

โดยขนาดดีล IPO โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากประมาณ 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ตลาดสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีมูลค่าระดมทุนรวมกันมากกว่า 4.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นกว่า 83% ของเงินระดมทุนทั้งหมดในอาเซียน

 

มูลค่าระดมทุนที่พุ่งสูงขึ้นในปีนี้ ได้รับแรงหนุนหลักจากดีลขนาดใหญ่ (blockbuster IPOs) ในภาคส่วนอสังหาริมทรัพย์ บริการทางการเงิน และสินค้าอุปโภคบริโภค

 

สิงคโปร์-เวียดนาม ผู้นำดีลยักษ์ IPO อาเซียน

 

ตลาด IPO อาเซียนกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีสิงคโปร์และเวียดนามเป็นหัวหอกหลักในการขับเคลื่อน ‘มูลค่าระดมทุน’ ภูมิภาคในช่วง 10.5 เดือนของปี 2568

 

สิงคโปร์ยังครองอันดับ 1 ในแง่ของมูลค่าการระดมทุนตลาด IPO โดยมีบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 9 บริษัท มูลค่ารวมประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (49,840 ล้านบาท) ปัจจัยสำคัญมาจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการปฏิรูปโครงสร้างตลาดที่เอื้อต่อการลงทุน

 

  • ปัจจัยหนุน: ความสำเร็จในปีนี้ขับเคลื่อนโดยการจดทะเบียนของกองทรัสต์ เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ยักษ์ใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ NTT DC REIT และ Centurion Accommodation REIT ซึ่งแต่ละดีลระดมทุนได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อรวมกันแล้วคิดเป็น 88% ของมูลค่าการระดมทุน ทั้งหมดในสิงคโปร์ นอกจากนี้การปฏิรูปกฎระเบียบและโครงสร้างตลาดหุ้น โดยธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ที่กำกับดูแลโดยเน้นการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก (Disclosure-based Regulatory Regime) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ตลาดประเทศพัฒนาแล้ว
  • มูลค่าระดมทุนสูงสุดรอบ 7 ปี: มูลค่าการระดมทุนในปี 2568 ของสิงคโปร์พุ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019
  • ผลตอบแทนโดดเด่น: หุ้น IPO ในปีนี้ให้ผลตอบแทนหลังเข้าจดทะเบียน (Post-IPO returns) ที่แข็งแกร่ง โดยปิดวันแรกให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 12% และให้ผลตอบแทนสะสมนับจากต้นปี (Year-to-Date) สูงถึง 29%

 

เทย์ ฮุย หลิง (Tay Hwee Ling) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Southeast Asia ให้ความเห็นว่า “การฟื้นตัวของสิงคโปร์เป็นสัญญาณของการเรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก ตลาดในปีนี้ เน้นดีลที่มีขนาดใหญ่ (Large-cap) แม้จำนวนบริษัทจดทะเบียนจะน้อยลง แต่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ด้วยการสนับสนุนจากมาตรการของ MAS เช่น โครงการพัฒนาตลาดทุนมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และตอกย้ำตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ในฐานะผู้นำการฟื้นตัว ของตลาดทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

 

เมื่อมองไปข้างหน้า คาดว่านักลงทุนจะยังให้ความสนใจกับตลาด IPO สิงคโปร์ จากจำนวนบริษัทที่เตรียมเข้าจดทะเบียน และบริษัทจดทะเบียนข้ามพรมแดน (Cross-border Listings) ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทในอาเซียนที่มีความสนใจจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์

 

เวียดนามกลับมาสร้างความฮือฮา ด้วยการเข้าระดมทุน 2 ดีลยักษ์ใหญ่ในภาคบริการทางการเงิน ได้แก่ Techcom Securities (TCBS) และ VP Bank Securities ซึ่งมียอดระดมทุนรวมกันถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (31,150 ล้านบาท) หลังจากเผชิญกับภาวะตลาดซบเซาที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2018

 

  • ปัจจัยหนุน: เศรษฐกิจมหภาคที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย และการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น ทั้งนี้ปัจจัยที่ต้องจับตามองในปีหน้า คือการที่เวียดนามยกระดับสถานะสู่ ‘ตลาดเกิดใหม่ในกลุ่มรอง’ (Secondary Emerging Market) ซึ่งจะมีผลในเดือนกันยายน 2026 คาดว่าจะช่วยดึงดูดเงินทุนจากต่างชาติได้อีกมหาศาล

 

จิ่ง บุ่ย (Trinh BUI) หุ้นส่วนฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Vietnam กล่าวว่า

 

“ตลาด IPO ของเวียดนามกำลังเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตใหม่ที่มีคุณภาพสูง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการเงิน อสังหาริมทรัพย์ และเทคโนโลยี หัวใจสำคัญคือการปฏิรูปกฎระเบียบ การกำกับดูแล ที่มุ่งเน้นความโปร่งใส และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานตลาดหุ้น ซึ่งจะทำให้เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ที่น่าดึงดูดใจที่สุดในเอเชีย”

 

มาเลเซีย-อินโดนีเซีย ครองแชมป์จำนวน IPO

 

มาเลเซียยังคงครองแชมป์ ‘จำนวนบริษัทจดทะเบียน’ สูงสุดในภูมิภาค โดยมีบริษัทเข้า IPO ทั้งหมด 48 บริษัท มูลค่าระดมทุน 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (34,265 ล้านบาท) ซึ่งแรงขับเคลื่อนหลักมาจากตลาด ACE Market (ตลาดสำหรับธุรกิจขนาดกลางและย่อมที่มีศักยภาพสูง) แม้ว่าตัวเลขในเชิงมูลค่าหลักทรัพย์ (Market Cap) และเงินระดมทุนรวมจะปรับตัวลดลงบ้าง แต่แนวโน้มตลาดมาเลเซียยังอยู่ในทิศทางที่น่าพอใจ โดยปัจจุบันได้บรรลุเป้าหมายมีบริษัทจดทะเบียนครบ 60 บริษัทในปีนี้

 

  • ผลตอบแทนวันแรกปิดบวก

 

หุ้นในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค สร้างปรากฏการณ์ ‘หุ้นร้อน’ โดย THMY Holdings Berhad ปิดวันแรกบวกถึง 193.55% และ Oriental Kopi Holdings Berhad ปิดบวก 98.86%

 

  • ดีลข้ามพรมแดน

 

มาเลเซียเริ่มเห็นความหลากหลายจากการเข้ามาจดทะเบียนของบริษัทต่างชาติ เช่น UMS Integration Ltd (จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์) และ Cuckoo International (MAL) Berhad ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Cuckoo Holdings จากเกาหลีใต้

 

ว่อง กา ชุน (Wong Kar Choon) หุ้นส่วนฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Malaysia กล่าวว่า “ตลาด IPO ของมาเลเซียมีความหลากหลายสูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงาน แม้จะมีปัจจัยลบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีศุลกากรที่กระทบภาคการส่งออก แต่บริษัทที่เน้นอุปสงค์ภายในประเทศยังคงมีความแข็งแกร่ง และเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักลงทุนอย่างดี”

 

ด้านตลาด IPO อินโดนีเซียมีการปรับตัวที่ชัดเจน โดยเน้นการนำบริษัทที่มีมูลค่าสูง เข้าจดทะเบียนแทนการเน้นจำนวน โดยปีนี้มีบริษัทจดทะเบียนใหม่ 24 บริษัท มีมูลค่าระดมทุนรวม 921 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (28,689 ล้านบาท)

 

  • พลังงาน

 

เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นหัวหอกในการระดมทุน ครอบคลุมทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และเหมืองแร่ โดยมีดีลยักษ์ใหญ่คือ PT Merdeka Gold Resource Tbk (ระดมทุน 279 ล้านดอลลาร์) และ PT Chandra Daya Investasi Tbk (ระดมทุน 144 ล้านดอลลาร์)

 

  • อสังหาริมทรัพย์และสินค้าอุปโภคบริโภค

 

ตามมาเป็นอันดับสองและสาม โดยมีบริษัทชื่อดังอย่าง PT Bangun Kosambi Sukses Tbk (ในเครือ Agung Sedayu Group) และ PT Yupi Indo Jelly Gum Tbk เข้าจดทะเบียนเสริมความแข็งแกร่ง

 

เทย์ ฮุย หลิง (Tay Hwee Ling) ผู้อำนวยการฝ่ายบริการตลาดทุนของ Deloitte Southeast Asia ให้ความเห็นว่า “นักลงทุนในอินโดนีเซียให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและ ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ”

 

IPO ไทย สภาพคล่องหาย มูลค่ารั้งท้าย

 

สำหรับผลงานตลาด IPO ไทย ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 23 ธ.ค.2568 พบว่ามีบริษัทจดทะเบียนใหม่ทั้งหมด 18 บริษัท มูลค่าระดมทุนรวม 8,991.70 ล้านบาท โดยบริษัทเข้าระดมทุนลดลง 43.75% จากปี 2024 เช่นเดียวกับมูลค่าระดมทุน ที่ลดลงมากถึง 56% จากปี 2024 ทำให้มูลค่าระดมทุนต่ำสุดในรอบ 22 ปี

 

ซ้ำร้ายราคาหุ้นหลังเข้า IPO มี 12 จาก 18 ตัว ที่ราคาต่ำจองจากราคาเสนอขาย โดยส่วนใหญ่ราคาต่ำจองอยู่ที่ 30-50%

 

ทั้งนี้ สาเหตุที่ตลาด IPO ซบเซา หลักๆ เป็นผลมาจากภาวะตลาดที่ ‘สภาพคล่องลดลง’ จากการเปลี่ยนผ่านกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไปสู่กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (ESG) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความแข็งแกร่งของนักลงทุนสถาบันและสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทย เมื่อกองทุน LTF ครบอายุไถ่ถอน ทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลไปยังตราสารหนี้ และการลงทุนต่างประเทศมากกว่าหุ้นไทย นักลงทุนสถาบันจึงขาด ‘เงินลงทุนใหม่’ จึงต้องขายหุ้นที่ถืออยู่ เพื่อซื้อหุ้นใหม่ โดยเน้นซื้อเก็บหุ้นตัวใหญ่ที่มีมูลค่าสูง

 

ประกอบกับแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติสะสมกว่า 400,000 ล้านบาท จึงทำให้แรงซื้อสองเสาหลักที่ค้ำจุนตลาดหุ้นไทย ได้แก่ นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างประเทศอ่อนกำลังลง ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยก็เน้นซื้อหุ้น IPO เพื่อเกร็งกำไรในการซื้อขายวันแรก เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อข่าวร้ายมากกว่า

 

กองทุน PE กุญแจเร่งการเติบโตของตลาด IPO อาเซียน

 

การที่กองทุนส่วนบุคคล หรือ Private Equity (PE) เข้ามามีบทบาทในตลาด IPO อาเซียน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงมูลค่าดีลเฉลี่ยให้สูงขึ้น พร้อมกับเสริมสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่ตลาดทุนในภาพรวม

 

แม้ว่าจำนวนบริษัทจดทะเบียนในภาพรวมจะลดลง แต่มูลค่าการระดมทุนรวมกลับพุ่งสูงขึ้นถึง 54% สะท้อนว่าบริษัทที่มีกองทุน PE หนุนหลังมักเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีโครงสร้างธุรกิจ แข็งแกร่งและเติบโตเต็มที่ ซึ่งมีเป้าหมายในการใช้ตลาดหลักทรัพย์เป็น ช่องทางหลักในการทำกำไรและถอนการลงทุน (Key Exit Route)

 

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านทิศทางตลาด IPO อาเซียนที่เน้น ‘คุณภาพมากกว่าปริมาณ’ โดย PE และนักลงทุนสถาบันกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ในการกำหนดทิศทางการเติบโตของตลาดหุ้นอาเซียน

 

ทั้งนี้ การฟื้นตัวในครั้งนี้ ไม่เพียงบ่งชึ้ถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงบรรยากาศการถอนทุน (Exit Environment) ที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยกลุ่มธุรกิจที่ PE มักลงทุนได้แก่

 

  • โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล: เช่น กองทรัสต์อสังหาริมทรัพย์ (REITs) และศูนย์ข้อมูล (Data Centers)
  • บริการทางการแพทย์ (Health Care)
  • ค้าปลีก (Consumer Retail)
  • เทคโนโลยี (Technology)

 

เทรนด์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจและแนวโน้มการลงทุนในอาเซียน กำลังมุ่งไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และการลงทุนสินทรัพย์ในโลกจริง (Real Assets)

 

ในด้านการระดมทุนของกองทุน PE เองยังคงมีเสถียรภาพ โดยมีการจัดสรรเงินลงทุน (Capital Deployment) ไปยังบริษัทในพอร์ตโฟลิโออย่างมีนัยสำคัญ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างและสร้าง ความพร้อมในการเข้าจดทะเบียน ซึ่งจะเป็นแรงส่งสำคัญ ให้มีบริษัทคุณภาพดีจ่อคิวเข้าตลาด อย่างต่อเนื่องไปถึงปี 2026

 

ดีลใหญ่หนุน IPO ไทยจ่อฟื้นปี 2569

 

สำหรับผลกระทบการเลือกตั้งต่อแนวโน้มตลาด IPO ปี 2569 ‘สรวิศ ไกรฤกษ์’ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และ สายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่า ข่าวการยุบสภา ตลาดรับรู้มาสักพักแล้วว่าจะเกิดขึ้น แม้ล่าสุดรัฐบาลอนุทินจะประกาศยุบสภาเร็วขึ้น 2 สัปดาห์ ตลาดก็คาดการณ์ไว้แล้ว

 

ทั้งนี้ ระยะเวลาการเข้า IPO เป็น Seasonal เหมือนเดิมทุกปี คือบริษัทที่สนใจระดมทุนจะรอปิดงบปีสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และอัปเดตข้อมูลเพื่อยื่นไฟลิ่งช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งส่วนใหญ่มักยื่นก่อนวันหยุดสงกรานต์

 

ดังนั้น สำหรับบริษัทที่มีแผนเข้าระดมทุนอยู่แล้วไม่ได้กระทบอะไร เพราะกระบวนการพิจารณาจะต้องใช้เวลาขั้นต่ำอีก 6 เดือน กว่าจะได้วันเสนอขายก็เป็นช่วงสิ้นปี หรืออาจดีเลย์ได้ถึง 1 ปี

 

สำหรับปีหน้า ปัจจัยท้าทายต่อตลาด IPO ยังมีอยู่ แต่ที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ก็มีลูกค้าใน Pipeline ของตัวเอง ปัจจุบันบริษัทประมาณ 5-6 บริษัทที่ยื่นไฟลิ่งแล้วรออนุมัติคำขอเสนอขาย และบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างเตรียมยื่นไฟลิ่ง คาดว่าจะทำให้ Sentiment หุ้น IPO ฟื้นตัวทั้งจำนวนบริษัทจดทะเบียนและมูลค่าระดมทุน

 

อย่างไรก็ตาม หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 2 รอบในปี 2569 มีความเป็นไปได้ว่าเงินทุนจะไหลกลับเข้ามาในช่วงกลางปีถึงปลายปี ซึ่งจะกระตุ้นกิจกรรมหุ้น IPO ให้กลับมาคึกคัก

 

นอกจากนี้ ต้องรอดูนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีมาตรการสนับสนุน Incentive กองทุนลดหย่อนภาษี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถาบันหรือไม่ หากมีปัจจัยสนับสนุนครบทั้ง 2 ปัจจัย คาดว่าจะช่วยคลี่คลายปัญหา IPO ในอดีตได้

 

ขนาดดีล IPO เฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2024 โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ 1

 

ภาพประกอบ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล

The post IPO อาเซียนปี 2568 ลมเปลี่ยนทิศเน้น ‘คุณภาพ’ มากกว่า ‘ปริมาณ’ ไทยมูลค่าระดมทุนรั้งท้าย 8 พันล้านบาท สิงคโปร์-เวียดนาม ครองดีลใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อันวาร์โพสต์แสดงความยินดี กรณีไทย-กัมพูชาเห็นพ้องตกลงหยุดยิง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน https://thestandard.co/anwar-congratulates-thailand-cambodia-ceasefire/ Sat, 27 Dec 2025 09:32:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1159188 อันวาร์โพสต์แสดงความยินดี กรณีไทย-กัมพูชาเห็นพ้องตกลงหยุดยิง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียโพสต์ข้อความแสดงคว […]

The post อันวาร์โพสต์แสดงความยินดี กรณีไทย-กัมพูชาเห็นพ้องตกลงหยุดยิง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อันวาร์โพสต์แสดงความยินดี กรณีไทย-กัมพูชาเห็นพ้องตกลงหยุดยิง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียโพสต์ข้อความแสดงความยินดี กรณีไทย-กัมพูชาเห็นพ้องตกลงหยุดยิง โดยระบุว่า ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชาและไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเวลา 12:00 น. ตามเวลาประเทศไทย การตัดสินใจยุติการสู้รบและคงกำลังทหารไว้ในที่ตั้ง สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักร่วมกันว่า ‘ความอดกลั้น’ เป็นสิ่งจำเป็นเหนือสิ่งอื่นใด โดยเฉพาะเพื่อประโยชน์สูงสุดของภาคประชาชน

 

แถลงการณ์ร่วมฉบับนี้ได้กำหนดมาตรการเชิงปฏิบัติที่เป็นบวก รวมถึงการตรวจสอบโดย ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team) และการสื่อสารโดยตรงระหว่างหน่วยงานด้านกลาโหม สิ่งเหล่านี้ถือเป็นรากฐานของเสถียรภาพ และข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างจริงใจ

 

ในโอกาสที่มาเลเซียจะส่งมอบตำแหน่งประธานอาเซียนให้แก่ฟิลิปปินส์ ในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 1 มกราคม 2026 เราพร้อมสนับสนุนทุกความพยายาม เพื่อให้มั่นใจว่าข้อผาสุกเหล่านี้จะได้รับการปฏิบัติ และรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและความน่าเชื่อถือของอาเซียนในฐานะภูมิภาคแห่งสันติภาพ

 

แฟ้มภาพ: Antonio Masiello / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post อันวาร์โพสต์แสดงความยินดี กรณีไทย-กัมพูชาเห็นพ้องตกลงหยุดยิง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลตัดสินคดี 1MDB ‘นาจิบ ราซัก’ ใช้อำนาจโดยมิชอบ จุดชนวนรอยร้าวรัฐบาลผสมอันวาร์ https://thestandard.co/najib-razak-1mdb-guilty-verdict-malaysia-politics-crisis-2025/ Fri, 26 Dec 2025 09:10:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1158657 ศาลตัดสินคดี 1MDB ‘นาจิบ ราซัก’ ใช้อำนาจโดยมิชอบ จุดชนวนรอยร้าวรัฐบาลผสมอันวาร์

นาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ถูกศาลตัดสิน ‘ใช้อ […]

The post ศาลตัดสินคดี 1MDB ‘นาจิบ ราซัก’ ใช้อำนาจโดยมิชอบ จุดชนวนรอยร้าวรัฐบาลผสมอันวาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลตัดสินคดี 1MDB ‘นาจิบ ราซัก’ ใช้อำนาจโดยมิชอบ จุดชนวนรอยร้าวรัฐบาลผสมอันวาร์

นาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ถูกศาลตัดสิน ‘ใช้อำนาจโดยมิชอบ’ ในคดีทุจริตกองทุนรัฐ 1 Malaysia Development Berhad (1MDB) ชี้มีหลักฐานมัดตัวชัดเจน ขณะที่สื่อต่างชาติตีข่าวว่า คำวินิจฉัยอาจกระทบรัฐบาลผสมระหว่าง อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกับพรรคอัมโน (United Malays National Organisation: UMNO)

 

วันนี้ (26 ธันวาคม) ศาลมาเลเซียตัดสินให้นาจิบมีความผิดใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ โดยมีความผิดในข้อหาคอร์รัปชัน 4 กระทง และฟอกเงิน 21 กระทง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุด 15-20 ปีต่อ 1 ข้อหา ยังไม่รวมโทษปรับสูงสุดเป็นเงินไม่เกิน 5 เท่า ของมูลค่าเงินทั้งหมดที่ยักยอกไป

 

จากการสอบสวนของทางการมาเลเซียและสหรัฐอเมริกาพบว่า อดีตผู้นำมาเลเซียรับเงินโอนผิดกฎหมายมากกว่า 2.3 พันล้านริงกิตมาเลเซีย (ประมาณ 18 พันล้านบาท) ผ่านบัญชีที่เชื่อมโยงกับเขา ซึ่งที่ผ่านมา นาจิบปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาตลอด

 

ทั้งนี้ คอลลิน ลอว์เรนซ์ เซเคอราห์ (Collin Lawrence Sequerah) ผู้พิพากษาในคดีอ่านคำวินิจฉัยว่า ข้ออ้างของนาจิบที่กล่าวหาว่า คดีนี้เป็น ‘การล่าแม่มด’ และมี ‘แรงจูงใจทางการเมือง’ นั้น ถูกหักล้างด้วยหลักฐานที่ชัดเจน หนักแน่น และโต้แย้งไม่ได้ว่า อดีตผู้นำมาเลเซียใช้อำนาจในกองทุนดังกล่าวโดยมิชอบ

 

ในช่วงที่ผ่านมา นาจิบปฏิเสธว่า เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ และออกมาขอโทษต่อสาธารณชนที่จัดการผิดพลาดมาตลอด โดยอ้างว่า ตนถูกเจ้าหน้าที่ในกองทุน 1MDB และ โล แท็ก โจ (Low Taek Jho) หรือ โจ โลว์ (Jho Low) นักธุรกิจที่ใกล้ชิด ปลุกปั่นสร้างความเข้าใจผิด

 

อย่างไรก็ดี ผู้พิพากษาระบุว่า หลักฐานชี้ให้เห็นว่า นาจิบเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ขณะที่ โจ โลว์ ทำหน้าที่เป็น ‘ตัวแทน’ และ ‘คนกลาง’ ในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกองทุน 1MDB ซึ่งขณะนี้ ศาลยังไม่อ่านคำพิพากษาฉบับเต็มและกำหนดโทษในคดีอย่างเป็นทางการ

 

อนึ่ง คำวินิจฉัยครั้งนี้สร้างแรงกดดันให้กับรัฐบาลอันวาร์ ซึ่งพรรคอัมโนเข้าร่วมรัฐบาลผสม แม้จะเคยหาเสียงต่อต้านผู้นำมาเลเซียในปี 2022 โดยอันวาร์ต้องเผชิญความตึงเครียดภายในรัฐบาล จากกรณีศาลปฏิเสธคำร้องไม่ให้นาจิบขอรับโทษจำคุกที่บ้านในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ทำให้ผู้นำพรรคอัมโนวิจารณ์การตัดสินดังกล่าว และรู้สึกไม่พอใจที่ฝ่ายอันวาร์แสดงความยินดีกับคำวินิจฉัยในครั้งนี้

 

ทั้งนี้ อัคมัล ซาเลห์ (Akmal Saleh) ผู้นำปีกเยาวชนพรรคอัมโน เรียกร้องให้พรรคถอนตัวออกจากรัฐบาลอันวาร์ พร้อมขอให้ทำหน้าที่ ‘ฝ่ายค้าน’ อย่างสมศักดิ์ศรีแทน ขณะที่อันวาร์ออกมาโต้ตอบว่า เขาจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของมาเลเซีย

 

ปัจจุบัน นาจิบได้รับโทษจำคุกตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2022 หลังศาลสูงสุดยืนยันคำพิพากษาคดีคอร์รัปชันจากการรับเงินผิดกฎหมายในเครือ 1MDB ซึ่งมีโทษจำคุก 12 ปี แต่มีการอภัยโทษเหลือ 6 ปี และกำหนดปล่อยตัวในปี 2028

 

1MDB ถือเป็นคดีอื้อฉาวทางการเงินระดับโลก หลังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินจากกองทุนตั้งแต่ปี 2009-2013 ซึ่งถูกฟอกผ่านบัญชีธนาคารหลายชั้นในสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ทั้งยังพัวพันถึงองค์กรระดับโลกอย่าง Goldman Sachs ทำให้อดีตนายธนาคาร 2 รายถูกจำคุกในข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่ ให้ข้อมูลเท็จ และยักยอกเงิน

 

แฟ้มภาพ: HASNOOR HUSSAIN / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ศาลตัดสินคดี 1MDB ‘นาจิบ ราซัก’ ใช้อำนาจโดยมิชอบ จุดชนวนรอยร้าวรัฐบาลผสมอันวาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อนุทิน’ ย้ำเจรจาไทย-กัมพูชาต้องจบแบบทวิภาคี ปัดดึงมาเลเซียร่วม ปมอินเดียข้องใจรื้อรูปปั้นเทพเจ้า ชี้ความสูญเสียของทหารไทยประเมินค่าไม่ได้ https://thestandard.co/anutin-charnvirakul-reiterated-that-thai-cambodian/ Thu, 25 Dec 2025 04:13:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1158070 ‘อนุทิน’ ย้ำเจรจาไทย-กัมพูชาต้องจบแบบทวิภาคี ปัดดึงมาเลเซียร่วม ปมอินเดียข้องใจรื้อรูปปั้นเทพเจ้า ชี้ความสูญเสียของทหารไทยประเมินค่าไม่ได้

วันนี้ (25 ธันวาคม) ที่ ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล […]

The post ‘อนุทิน’ ย้ำเจรจาไทย-กัมพูชาต้องจบแบบทวิภาคี ปัดดึงมาเลเซียร่วม ปมอินเดียข้องใจรื้อรูปปั้นเทพเจ้า ชี้ความสูญเสียของทหารไทยประเมินค่าไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อนุทิน’ ย้ำเจรจาไทย-กัมพูชาต้องจบแบบทวิภาคี ปัดดึงมาเลเซียร่วม ปมอินเดียข้องใจรื้อรูปปั้นเทพเจ้า ชี้ความสูญเสียของทหารไทยประเมินค่าไม่ได้

วันนี้ (25 ธันวาคม) ที่ ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ภายหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระดับเลขานุการร่วมกันที่จังหวัดจันทบุรี ว่า ขณะนี้การประชุมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและจะดำเนินต่อไปอีก 3 วัน ขอให้รอผลสรุปอย่างเป็นทางการ ส่วนกรณีที่มีรายงานข่าวว่าบรรยากาศการประชุมดูตึงเครียดนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องปกติของการทำงาน ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด

 

นายกรัฐมนตรี ยืนยันชัดเจนว่า รัฐบาลไทยยึดมั่นในแนวทางการแก้ไขปัญหาในรูปแบบ ทวิภาคี (คุยกันสองประเทศ) ตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และปฏิเสธกระแสข่าวการเดินทางไปเจรจาที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยระบุว่าหากไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนสุดวิสัย ก็ไม่มีเหตุผลต้องดึงบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

กรณีโฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย ออกแถลงการณ์ตำหนิกองทัพไทยเรื่องการรื้อถอนรูปปั้นเทพเจ้าฮินดู (นักรบแปดมือ/พระวิษณุ) บริเวณช่องอานม้านั้น อนุทิน ระบุว่า แม้ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ แต่เรื่องนี้เป็นกิจการที่ต้องเจรจากันระหว่างไทยกับกัมพูชา ไม่ควรหวั่นไหวกับปัจจัยภายนอก พร้อมกล่าวเปรียบเทียบ ว่า รูปปั้นที่ถูกทำร้าย หากเทียบกับขาทุกขาที่ทหารเราเสียไป และไปเปรียบเทียบกับการลบหลู่ เรื่องนี้ผมไม่เอาไปเทียบหรอกครับ

 

สำหรับกรณีความสับสนเรื่องหนังสือจากกระทรวงกลาโหมกัมพูชาเกี่ยวกับการขอเจรจาหยุดยิง นายกรัฐมนตรีระบุว่า การกระทำสำคัญกว่าเอกสาร หากไทยถูกรุกรานก็ต้องมีการตอบโต้ตามกฎการปะทะ แต่หากการประชุม GBC ครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ จนนำไปสู่การลงนามข้อตกลงร่วมกันของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้งสองฝ่าย ตนคาดหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะรักษาสัญญา เพื่อยุติปัญหาและไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งเพิ่มขึ้นอีก

The post ‘อนุทิน’ ย้ำเจรจาไทย-กัมพูชาต้องจบแบบทวิภาคี ปัดดึงมาเลเซียร่วม ปมอินเดียข้องใจรื้อรูปปั้นเทพเจ้า ชี้ความสูญเสียของทหารไทยประเมินค่าไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปลี่ยนกว่า 25 ตำแหน่ง ‘อันวาร์’ ปรับ ครม. ครั้งใหญ่รับเลือกตั้ง 2028 หลังพรรคร่วมฯ แพ้เลือกตั้งท้องถิ่น https://thestandard.co/anwar-cabinet-reshuffle-2028-election/ Wed, 17 Dec 2025 04:20:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1155626 เปลี่ยนกว่า 25 ตำแหน่ง ‘อันวาร์’ ปรับ ครม. ครั้งใหญ่ รับ เลือกตั้ง 2028 หลังพรรคร่วมฯ แพ้เลือกตั้งท้องถิ่น

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เตรียมปรับคณะรัฐม […]

The post เปลี่ยนกว่า 25 ตำแหน่ง ‘อันวาร์’ ปรับ ครม. ครั้งใหญ่รับเลือกตั้ง 2028 หลังพรรคร่วมฯ แพ้เลือกตั้งท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปลี่ยนกว่า 25 ตำแหน่ง ‘อันวาร์’ ปรับ ครม. ครั้งใหญ่ รับ เลือกตั้ง 2028 หลังพรรคร่วมฯ แพ้เลือกตั้งท้องถิ่น

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เตรียมปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ คาดสร้างเอกภาพและเสริมความแข็งแกร่งทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งระดับชาติปี 2028 หลังแนวร่วมรัฐบาลแพ้เลือกตั้งท้องถิ่นอย่างราบคาบในช่วงที่ผ่านมา

 

เมื่อวานนี้ (16 ธันวาคม) อันวาร์ประกาศปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนรัฐมนตรีมากกว่า 25 ตำแหน่งจาก 35 ตำแหน่ง เช่น ดาโต๊ะ เสรี โจฮารี อับดุล กานี (Datuk Seri Johari Abdul Ghani) แกนนำอาวุโสจากพรรคอัมโน (UMNO) ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรม หรือ อักมัล นาซีร์ (Akmal Nasir) จากพรรค PKR ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจ

 

ท่าทีของอันวาร์ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังแนวร่วมรัฐบาลอย่าง ปากาตันฮาราปัน (Pakatan Harapan) กลุ่มพันธมิตรของพรรคฝ่ายซ้ายและฝ่ายกลาง ประกอบด้วยพรรค DAP, PKR และ AMANAH พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งที่รัฐซาบาห์อย่างราบคาบ โดยพรรค DAP สูญเสีย 8 ที่นั่งในรัฐทั้งหมด

 

การพ่ายแพ้ของปากาตันฮาราปันครั้งนี้มีนัยสำคัญทางการเมือง เพราะรัฐซาบาห์เป็นรัฐใหญ่ เคยมีข้อพิพาททางประวัติศาสตร์​ และที่สำคัญ คือ ซาบาห์ยังเรียกร้อง ‘อำนาจปกครองตนเอง’ จากรัฐบาลส่วนกลาง ซึ่งหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ก็ยิ่งกระทบต่อความชอบธรรมของอันวาร์

 

ทั้งนี้นักวิเคราะห์มองว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายของอันวาร์ เพื่อกอบกู้วิกฤตก่อนการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 16 ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงต้นปี 2028 โดยจะเห็นได้ว่า รายชื่อรัฐมนตรีชุดใหม่ตอบโจทย์กับความต้องการของประชาชน ที่อยากเห็นนักการเมืองหน้าใหม่ รวมถึงฐานเสียงเชื้อสายจีนในเขตเมืองและรัฐซาบาห์

 

หว่อง ชิน ฮวัต (Wong Chin Huat) นักวิเคราะห์การเมืองจาก Sunway University ระบุกับ The Straits Times ว่า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของอันวาร์มีภาพลักษณ์ดี โดยเฉพาะการผลักดันคนรุ่นใหม่อย่างอักมัลในวัย 39 ปี ที่ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกจากประชาชนในรัฐซาบาห์

 

ภาพ: Hasnoor Hussain / Reuters

 

อ้างอิง:

The post เปลี่ยนกว่า 25 ตำแหน่ง ‘อันวาร์’ ปรับ ครม. ครั้งใหญ่รับเลือกตั้ง 2028 หลังพรรคร่วมฯ แพ้เลือกตั้งท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>