Makro Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/makro/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 12 May 2025 06:58:44 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ซีพี แอ็กซ์ตร้า โชว์ไตรมาส 1/68 กำไรสุทธิทะลุ 2,643 ล้านบาท สินค้า-อาหารสดที่ขายในแม็คโครและโลตัสขายดี https://thestandard.co/cp-axtra-q1-68-profit-growth/ Mon, 12 May 2025 06:58:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1073398 cp-axtra-q1-68-profit-growth

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ผู้นำธุ […]

The post ซีพี แอ็กซ์ตร้า โชว์ไตรมาส 1/68 กำไรสุทธิทะลุ 2,643 ล้านบาท สินค้า-อาหารสดที่ขายในแม็คโครและโลตัสขายดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
cp-axtra-q1-68-profit-growth

บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT ผู้นำธุรกิจค้าส่งค้าปลีก แม็คโครและโลตัส รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/68 มีรายได้รวม 129,950 ล้านบาท เติบโต 2.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (YoY)

 

ส่วนกำไรสุทธิหลังรายการปรับปรุงเติบโตขึ้น 10.3% เป็นผลมาจากยอดขายที่เติบโตขึ้นทั้งในธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก จากการเปิดสาขาใหม่ การขายนอกร้าน และการขายออนไลน์ ที่เติบโตแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอาหารสด กลุ่มสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ (Private label) และสินค้าแบรนด์ที่มีจำหน่ายเฉพาะที่แม็คโครและโลตัส

 

รวมไปถึงการผนึกกำลังเพื่อเพิ่มมูลค่าและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน หลังการปรับโครงสร้างภายในกลุ่มธุรกิจ (Synergistic Value) ยังช่วยสนับสนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ ปรับตัวดีขึ้น 

 

อีกทั้งบริษัทฯ ยังคงบริหารจัดการด้านการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการลดภาระหนี้และการปรับปรุงกระแสเงินสดให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทฯ มีสภาพคล่องที่แข็งแรงและฐานะทางการเงินที่มั่นคง 

 

นอกจากนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Euromonitor International ได้จัดอันดับ Makro PRO เป็นแพลตฟอร์ม Grocery e-Commerce อันดับ 1 ของประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งตลาดยอดขายในปี 2567 ที่ 39.5% ในขณะที่ Lotus’s SMART App มีส่วนแบ่งตลาดยอดขายตามมาเป็นอันดับสอง ที่ 19.5% จากตลาด Grocery E-Commerce ของประเทศไทยซึ่งมีมูลค่า 64,000 ล้านบาท

 

ธานินทร์ บูรณมานิต ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/68 เติบโตตามแผนธุรกิจและเป้าหมายที่วางไว้ เราเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ (Private label) ที่เน้นคุณภาพดี ในราคาที่คุ้มค่า ครอบคลุมทุกหมวดหมู่สินค้า พร้อมต่อยอดกลุ่มสินค้าอาหารพร้อมปรุง-พร้อมทาน (RTC–RTE)

 

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2568 ซีพี แอ็กซ์ตร้า เดินหน้าผลักดันกลยุทธ์หลัก มุ่งสร้างการเติบโตทุกช่องทางจำหน่าย โดยเฉพาะการขายผ่านออนไลน์และการขายนอกร้าน โดยพัฒนาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม รวมถึงการนำ AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าแบบ Hyper-Personalization เพื่อนำเสนอสินค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น พร้อมกับเดินหน้าขยายสาขา ปรับโฉมสาขา และพัฒนาพื้นที่เช่าเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค

The post ซีพี แอ็กซ์ตร้า โชว์ไตรมาส 1/68 กำไรสุทธิทะลุ 2,643 ล้านบาท สินค้า-อาหารสดที่ขายในแม็คโครและโลตัสขายดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หมูเถื่อน 101’ เรื่องควรรู้ก่อนปิดฉากคดี https://thestandard.co/illegal-pork-101/ Wed, 20 Dec 2023 12:37:29 +0000 https://thestandard.co/?p=879096 หมูเถื่อน

นับถอยหลังสู่เส้นตายที่รัฐบาลขีดเส้นให้หน่วยงานที่เกี่ย […]

The post ‘หมูเถื่อน 101’ เรื่องควรรู้ก่อนปิดฉากคดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมูเถื่อน

นับถอยหลังสู่เส้นตายที่รัฐบาลขีดเส้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดสะสาง-ปิดจบขบวนการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนสู่ประเทศไทย ซึ่งต้นตอเท่าที่สืบได้เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2564

 

ส่งผลให้มีเนื้อหมูมากถึง 42,000 ตัน กระจายทั่วประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ช่วงที่มีโรคระบาดในหมู

 

THE STANDARD รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ‘หมูเถื่อน’ ตั้งแต่ต้นสายถึงปลายเหตุมานำเสนอไว้ดังต่อไปนี้

 

 

มกราคม 2564

  • กรมศุลกากรพบคอนเทนเนอร์บรรทุกเนื้อหมูเข้าประเทศไทยผ่านการสั่งซื้อ 10 บริษัท 18 สายเรือ รวม 2,385 ตู้ น้ำหนัก 76,000 ตัน

NOTE:

  • เนื้อหมู 1,685 ตู้ น้ำหนัก 42,000 ตัน ถูกกระจายทั่วประเทศแล้ว
  • ปี 2564 คือช่วงที่มีการแพร่ระบาดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) เนื้อหมูในประเทศขาดตลาด

มิถุนายน 2566

  • DSI รับคดีหมูเถื่อนจากกรมศุลกากรเป็นคดีพิเศษ

กรกฎาคม 2566

  • DSI ลงตรวจท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี พบคอนเทนเนอร์ 161 ตู้ ภายในบรรทุกเนื้อหมู ไม่มีเจ้าของมาแสดงตัว แต่เป็นคำสั่งนำเข้าจากบริษัทในไทย

กันยายน 2566

  • ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งปราบหมูเถื่อนภายใน 2 เดือน

ตุลาคม 2566

  • เจ้าหน้าที่เริ่มตรวจห้องเย็นทั่วประเทศ 2,210 แห่ง ประกอบด้วย ห้องเย็นที่ขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์, ห้องเย็นที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม, ห้องเย็นที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการค้าภายใน, ห้องเย็นที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง และห้องเย็นที่ไม่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานใด

 

 

พฤศจิกายน 2566

  • เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมด่วนก่อนไปประชุม APEC ทาง DSI แบ่งกลุ่มผู้ทำผิด
  1. บริษัทนำเข้า (จับกุมแล้ว 10 ราย)
  2. นายทุนสั่งหมูเถื่อน (จับกุมแล้ว 2 ราย)
  3. บริษัทห้องเย็น
  • วันที่ 14 พฤศจิกายน นายทุน 2 รายให้การว่าขายหมูเถื่อนให้บริษัทรายใหญ่
  • วันที่ 27 พฤศจิกายน DSI เข้าตรวจค้นโกดังของบริษัทแม็คโคร
  • พบเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง 10 ราย
  • วันที่ 28 พฤศจิกายน โยกย้าย พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงยุติธรรม
  • วันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ท่าเรือแหลมฉบัง พบคอนเทนเนอร์ 16 ตู้ ภายในบรรทุกเนื้อหมูตกค้างที่ท่าเรือ

 

 

ธันวาคม 2566

  • วันที่ 1 ธันวาคม กรรมการบริษัทชิปปิ้งพบ DSI แสดงความบริสุทธิ์ใจ
  • วันที่ 6 ธันวาคม ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และ สส. พรรคเป็นธรรม ยื่นข้อมูลเกี่ยวกับการปกปิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่ระบาดในปี 2564 อาจเกี่ยวพันกับหน่วยงานภาครัฐ อีกทั้งพบว่าช่วงที่ไทยประสบปัญหาเนื้อหมูหน้าเขียงขาดตลาด แต่กลับมีวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าใหญ่ และบริษัทส่งออกรายใหญ่ส่งออกเนื้อหมูเพิ่มขึ้น 400%
  • วันที่ 7 ธันวาคม DSI ตรวจห้องเย็นในพื้นที่จังหวัดนครปฐม พบว่าเจ้าของโอนเงิน 220 ล้านบาทให้ผู้ต้องหากลุ่มนายทุน พบหมูเถื่อน 7 ตัน
  • วันที่ 8 ธันวาคม DSI แถลงความคืบหน้าคดีแบ่งเป็น 2 ช่วง 10 คดี

ช่วงที่ 1 คดีหมูเถื่อน 161 ตู้

ช่วงที่ 2 คดีที่เอกชนสั่งหมูเข้าประเทศ มี 9 บริษัท

  • วันที่ 17 ธันวาคม ตรวจสอบห้องเย็น 2 จุด เกี่ยวพัน 9 บริษัท เชื่อมโยงหมูเถื่อนอีก 10,000 ตู้ เมื่อปี 2564 วิเคราะห์ว่าขบวนการนี้คือ ‘องค์กรอาชญากรรมกลุ่มใหญ่’
  • วันที่ 19 ธันวาคม ร.อ. ธรรมนัส ขีดเส้น DSI ต้องสรุปจบคดีหมูเถื่อนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2566
  • วันที่ 20 ธันวาคม ตัวแทนบริษัท เว้ลท์ซี่ แอนด์ เฮ็ลธ์ซี ฟูดส์ จำกัด เข้าพบ DSI ยืนยันการนำเข้าชิ้นส่วนสุกรถูกต้อง มีเอกสารครบถ้วน สินค้าที่ส่งให้กับแม็คโครไม่ใช่ชิ้นส่วนสุกรแช่แข็งเถื่อน และไม่ใช่นายทุนหมูเถื่อน

 

 

หมูเถื่อนในตู้คอนเทนเนอร์ 161 ตู้

  • กรมศุลกากรพบคอนเทนเนอร์ปริศนา 161 ตู้ ไม่มีเจ้าของแสดงตัว แต่ทราบว่าคำสั่งนำเข้าจากประเทศไทย
  • DSI ลงตรวจท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี พบข้อสงสัย 11 สายเรือ

สืบพบว่า: เรือบรรทุกเนื้อหมูจากต้นทางเมื่อถึงท่าเรือแจ้งว่าเป็นเนื้อปลาเพื่อผ่าน Green Line มีรถจากบริษัทห้องเย็นมารับส่งต่อผู้ค้าคนกลาง ขายต่อรายย่อยผ่านกลุ่มโซเชียล

  • DSI รับเป็นคดีพิเศษ ‘คดีขบวนการนำเข้าสินค้าประเภทซากสัตว์ (สุกร) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นคดีพิเศษที่ 59/2566’
  • มูลค่าสินค้ารวม 460,105,947.38 บาท
  • มีบริษัทนำเข้าสินค้า (ชิปปิ้ง) เกี่ยวข้อง 11 บริษัท มี 4-5 แห่งเป็นบริษัทระดับประเทศ ออกหมายจับ 12 หมาย 8 บริษัท ยึดอายัดทรัพย์ 53 ล้านบาท

 

 

ห้างแม็คโครเกี่ยวอะไร?

  • ชื่อเดิมคือบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ชื่อปัจจุบันคือบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)
  • 14 พฤศจิกายน 2 ผู้ต้องหากลุ่มนายทุนให้การว่าขายเนื้อหมูให้บริษัทรายใหญ่แห่งหนึ่ง
  • 27 พฤศจิกายน DSI ตรวจค้นโกดังที่จังหวัดสมุทรสาครและพระนครศรีอยุธยา หาหลักฐานเชื่อมโยงหมู 161 ตู้ และขอเอกสารการซื้อขายหมูระหว่างบริษัท เว้ลท์ซี่ แอนด์ เฮ็ลธ์ซี ฟูดส์ จำกัด และบริษัท เดอะ กู๊ด ช็อป จำกัด 2 บริษัทที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีหมูเถื่อน
  • แม็คโครชี้แจงว่าที่ทำการซื้อขายกับ 2 บริษัทเพราะเครื่องในหมู (ตับ) ไม่พอขาย รวมทั้งเนื้อชนิดอื่น รวมเวลาประมาณ 10 ปี มูลค่า 390 ล้านบาท แต่เลิกซื้อเมื่อปี 2566 เพราะพบว่าเนื้อหมูไม่ได้มาตรฐาน
  • 4 ธันวาคม แม็คโครขอเลื่อนส่งเอกสารชี้แจงต่อ DSI

 

 

ผลกระทบจากขบวนการหมูเถื่อน

  • สะท้อนเจ้าหน้าที่ละเลยการตรวจสอบ เอื้อประโยชน์มิจฉาชีพ
  • กระทบระบบเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมสุกรในประเทศ
  • แทรกแซงตลาด-ทุ่มตลาด
  • ประชาชนบริโภคหมูไม่มีคุณภาพ

เรื่องนี้พาดพิงถึง

  • นักการเมืองอักษรย่อ ป. / ผ. / ช.
  • ผู้มีอิทธิพลในจังหวัดนครปฐม, สุพรรณบุรี, ราชบุรี, สมุทรสาคร และสมุทรปราการ

เรื่องนี้ขยายผลถึง

  • การตรวจสอบเนื้อวัวภาคใต้ ลักลอบนำเข้าผ่าน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

 

อ้างอิง:

  • THE STANDARD รวบรวมข้อมูล ณ วันที่ 20 ธันวาคม 2566

The post ‘หมูเถื่อน 101’ เรื่องควรรู้ก่อนปิดฉากคดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูโอบีผนึก 5 พาร์ตเนอร์ เปิดตัวบัตรเครดิต Co-brand ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย https://thestandard.co/uob-5-partnered-co-brand-credit-card/ Tue, 19 Dec 2023 10:14:34 +0000 https://thestandard.co/?p=878569 ยูโอบี

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ยกระดับการให้บริการทางการเงินด้ว […]

The post ยูโอบีผนึก 5 พาร์ตเนอร์ เปิดตัวบัตรเครดิต Co-brand ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูโอบี

ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ยกระดับการให้บริการทางการเงินด้วยการเปิดตัวบัตรเครดิต Co-brand ร่วมกับ 5 แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ แกร็บ, ลาซาด้า, แม็คโคร, เมอร์เซเดส-เบนซ์ และไทย รอยัล ออร์คิด พลัส การเปิดตัวบัตรเครดิต Co-brand ทั้ง 5 นี้ เกิดขึ้นหลังการเข้าซื้อกิจการธนาคารลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ปเมื่อต้นปี 2565 ซึ่งทำให้ธนาคารมีจำนวนลูกค้ารายย่อยเกือบ 8 ล้านรายทั่วภูมิภาคอาเซียน และสามารถมอบสิทธิประโยชน์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างหลากหลายมากขึ้น

 

สุพรทิพย์ พงศาชำนาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Head of Card Business ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดตัวบัตร Co-brand ทั้ง 5 นี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการทำให้ธนาคารเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของลูกค้า บัตรแต่ละใบได้รับการออกแบบเพื่อมอบสิทธิประโยชน์ให้ตรงใจกลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน 

 

“เรารู้สึกตื่นเต้นกับความร่วมมือครั้งนี้มาก เพราะจะทำให้ธนาคารมอบบริการทางการเงินที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความสนใจของลูกค้าที่แตกต่างกัน ความร่วมมือครั้งนี้ช่วยให้เรามอบบริการด้านการเงินที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่ในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงภูมิภาคอาเซียน และนี่เป็นสิ่งที่ทำให้ธนาคารยูโอบีมีความโดดเด่นและแตกต่าง”​

 

โดยบัตรเครดิต Co-brand ร่วมกับ 5 แบรนด์ชั้นนำ มีดังนี้ 

 

บัตร UOB Grab เพื่อการใช้ชีวิตแบบคนเมือง

บัตร UOB Grab ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองยุคใหม่ที่สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทเกือบจะในทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การชำระเงิน การแชร์รถ และการสั่งอาหาร ที่ผ่านมาผู้ถือบัตรยูโอบีมีการทำธุรกรรมบน Grab เกือบ 1 ล้านรายการในแต่ละเดือน บัตร UOB Grab ใบนี้จะนำเสนอบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบดิจิทัลอย่างราบรื่น และมอบสิทธิประโยชน์เหนือระดับและความสะดวกสบายให้กับผู้ถือบัตร

 

บัตร UOB Lazada เพื่อนักช้อปออนไลน์ตัวยง

การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของผู้ถือบัตรยูโอบีในการซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 ในปี 2566 ความร่วมมือกับ Lazada แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของยูโอบีในการมอบโซลูชันทางการเงินที่ออกแบบตามความชอบของลูกค้า ที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้นจากการซื้อสินค้าออนไลน์ ผู้ถือบัตร UOB Lazada จะได้รับคะแนนสะสมเพิ่มขึ้น 10 เท่าเมื่อซื้อสินค้าในลาซาด้า และรับคะแนนโบนัส 30 เท่าในเดือนเกิด และข้อเสนอที่ดีที่สุดในช่วงเมกะแคมเปญของลาซาด้า บัตร UOB Lazada ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่เป็นนักช้อปออนไลน์ตัวยง

 

บัตร UOB Makro สำหรับนักช้อปที่มองหาความคุ้มค่า 

จากผลการศึกษาความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในอาเซียนปี 2566 พบว่าร้อยละ 30 ของคนไทยมีความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการซื้อของใช้ที่จำเป็น บัตร UOB Makro จึงตอบโจทย์สำหรับผู้ประกอบการและลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการจับจ่าย โดยมอบคะแนนสะสมสำหรับการซื้อทุกครั้ง ซึ่งสามารถแลกบัตรกำนัลแม็คโครหรือแลกรับเงินคืนจากยอดซื้อที่แม็คโคร

 

บัตร UOB Mercedes สำหรับคนที่ชื่นชอบความหรูหรา

การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของยูโอบีมากกว่าร้อยละ 40 มาจากลูกค้าที่มีรายได้ค่อนข้างสูง บัตร UOB Mercedes จึงได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความหรูหรา โดยเฉพาะความหรูหราแห่งยานยนต์ บัตรใบนี้มอบสิทธิประโยชน์พิเศษ เช่น ส่วนลดจากตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ และการสะสมคะแนนคูณ 8 เมื่อจองรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ และคะแนนคูณ 2 เมื่อใช้จ่ายในหมวดอื่นๆ

 

บัตรยูโอบี ไทย รอยัล ออร์คิด พลัส (UOB ROP) สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเดินทาง

ในปี 2566 การใช้จ่ายในหมวดการเดินทางของบัตรเครดิตยูโอบีมีสัดส่วนค่อนข้างสูง โดยมียอดใช้จ่ายตั๋วเครื่องบิน คิดเป็นร้อยละ 37 ของยอดใช้จ่ายผ่านบัตร บัตรเครดิต UOB ROP จึงได้รับการออกแบบมาเพื่อนักเดินทางที่ต้องเดินทางเป็นประจำ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษ เช่น การได้รับสถานะสมาชิกบัตรทองอย่างรวดเร็วในโปรแกรมรอยัล ออร์คิด พลัส และการแปลงการใช้จ่ายเป็นไมล์สายการบินที่คุ้มค่า

 

บัตรเครดิต Co-brand ทั้ง 5 ใบของธนาคารยูโอบีนี้ เป็นบัตรที่เพิ่มมาจากบัตรเครดิตหลักทั้ง 5 ใบ ที่ทางธนาคารคัดสรรมาเป็นพิเศษเพื่อตอบสนองความต้องการที่ชาญฉลาด โดยมอบสิทธิประโยชน์พิเศษที่ออกแบบมาเพื่อความชอบที่แตกต่างกันของลูกค้า

 

ทั้งนี้ ธนาคารยูโอบีเป็นธนาคารชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย มีสำนักงานใหญ่ที่ประเทศสิงคโปร์ และมีการดำเนินธุรกิจในจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม อีกทั้งยังมีเครือข่ายระดับโลกที่ประกอบด้วยสำนักงานประมาณ 500 แห่ง ใน 19 ประเทศและเขตการปกครอง ทั้งในเอเชีย-แปซิฟิก ยุโรปตะวันตก และอเมริกาเหนือ นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2478 ธนาคารยูโอบีได้พัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องผ่านการควบรวมกิจการที่สำคัญ 

 

ปัจจุบันธนาคารยูโอบีได้รับการจัดอันดับให้เป็นธนาคารที่มีความแข็งแกร่งในระดับสากลจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้แก่ Aa1 โดย มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส และ AA- โดย ฟิทช์ เรทติ้งส์ และเอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์

The post ยูโอบีผนึก 5 พาร์ตเนอร์ เปิดตัวบัตรเครดิต Co-brand ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม็คโครเลื่อนส่งเอกสารชี้แจงเอี่ยวปมขบวนการหมูเถื่อนแก่ DSI ออกไปไม่มีกำหนด จากเดิมนัดช่วงบ่ายวันนี้ https://thestandard.co/makro-postpones-sending-documents/ Mon, 04 Dec 2023 07:40:04 +0000 https://thestandard.co/?p=873200

วันนี้ (4 ธันวาคม) มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่จากบริษัท ซีพี […]

The post แม็คโครเลื่อนส่งเอกสารชี้แจงเอี่ยวปมขบวนการหมูเถื่อนแก่ DSI ออกไปไม่มีกำหนด จากเดิมนัดช่วงบ่ายวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (4 ธันวาคม) มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่จากบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือชื่อเดิมคือ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) แจ้งขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ออกไปไม่มีกำหนด จากเดิมที่นัดหมายวันนี้ ช่วงเวลา 14.00 น. ต่อมาเลื่อนเวลาเป็นเวลา 15.30 น.

 

โดยนัดหมายเพื่อจะนำส่งเอกสารเกี่ยวกับการรับซื้อเนื้อหมูแช่แข็ง-ตับหมูแช่แข็ง จากบริษัท เว้ลท์ซี่ แอนด์ เฮ็ลธ์ซี ฟูดส์ จำกัด ซึ่งบริษัทดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการนำเข้าหมูเถื่อน

 

ซึ่งการนัดหมายวันนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษได้เข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่แม็คโครที่ถนนพัฒนาการ เนื่องจากขยายผลพบว่าแม็คโครมีรายชื่อเป็นหนึ่งในศูนย์กระจายสินค้ารายใหญ่ที่รับซื้อเนื้อหมูจากบริษัท เว้ลท์ซี่ฯ เจ้าหน้าที่จึงต้องตรวจสอบถึงสาเหตุการรับซื้อและเอกสารการซื้อขายสินค้าในห้วงที่ผ่านมาก่อนหยุดการซื้อขายไป

The post แม็คโครเลื่อนส่งเอกสารชี้แจงเอี่ยวปมขบวนการหมูเถื่อนแก่ DSI ออกไปไม่มีกำหนด จากเดิมนัดช่วงบ่ายวันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แม็คโครแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันรับซื้อหมูถูกต้อง มีคุณภาพ พร้อมให้ตรวจสอบเต็มที่ https://thestandard.co/makro-informs-set-about-pork/ Fri, 01 Dec 2023 00:33:25 +0000 https://thestandard.co/?p=872096

วานนี้ (30 พฤศจิกายน) เสาวลักษณ์ ถิฐาพันธ์ ประธานคณะผู้ […]

The post แม็คโครแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันรับซื้อหมูถูกต้อง มีคุณภาพ พร้อมให้ตรวจสอบเต็มที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

วานนี้ (30 พฤศจิกายน) เสาวลักษณ์ ถิฐาพันธ์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าส่งแม็คโคร และประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสายงานบัญชีและการเงิน ได้ทำหนังสือถึงกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) ขอแจ้งให้ทราบว่า ตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อต่างๆ ว่าเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาตรวจค้นบริษัทฯ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าเนื้อสุกรแช่แข็งที่ผิดกฎหมาย ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชนและนักลงทุน

 

ด้วยเหตุดังกล่าว บริษัทฯ ขอเรียนให้ข้อเท็จจริงว่า การเข้าตรวจค้นดังกล่าวเป็นขั้นตอนการให้ความร่วมมือในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐโดยที่บริษัทฯ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเข้าเนื้อสุกรแช่แข็งที่ผิดกฎหมาย และในการรับซื้อเนื้อสุกรของบริษัทฯ มีกระบวนการที่รัดกุม และมีการตรวจสอบเอกสารจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องทุกขั้นตอน

 

บริษัทฯ ขอยืนยันว่า สินค้าที่จำหน่ายในแม็คโครทุกสาขา มีคุณภาพ ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ บริษัทฯ ไม่สนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมาย ยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล และยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ รายการดังกล่าวมิได้มีผลกระทบต่อการดำเนินงานตามปกติของบริษัทฯ

 

DSI บุกตรวจ หลังพบหลักฐานเอี่ยวหมูเถื่อน

 

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำกำลังพร้อมหมายศาลเข้าตรวจค้นบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือชื่อเดิมคือ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เพื่อหาหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีหมูเถื่อน 161 ตู้ หลังพบความเชื่อมโยงว่า มีเนื้อหมูเถื่อนถูกลักลอบเข้ามายังบริษัทดังกล่าว และถูกจำหน่ายไปยังผู้บริโภค

 

ภายหลังการตรวจค้น ศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการสื่อสารองค์กร ได้ชี้แจงว่า ทางบริษัทยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดีในการเข้าตรวจโกดังเก็บสินค้าที่จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ DSI ได้ขอตรวจค้นและขอเอกสารการซื้อ-ขายเนื้อหมูกับบริษัท เว้ลท์ซี่ แอนด์ เฮ็ลธ์ซี ฟูดส์ จำกัด และบริษัท เดอะ กู๊ด ช็อป จำกัด เนื่องจากก่อนหน้านี้กรรมการบริษัทตกเป็นผู้ต้องหาในคดีหมูเถื่อนที่ DSI กำลังดำเนินการ

 

ศิริพรกล่าวต่อว่า บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่าเคยซื้อ-ขายกับบริษัทดังกล่าวจริง ซึ่งขณะนั้นทางบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ประสบปัญหาเครื่องในหมูไม่เพียงพอ จึงต้องประสานไปยังบริษัทดังกล่าวเพื่อให้หาเครื่องในหมู (ตับหมู) มาทดแทน เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภค โดยบริษัทดังกล่าวนำตับหมูมาขายให้กับบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) พร้อมเอกสารการนำเข้าจากกรมปศุสัตว์มาแสดง

 

ทั้งนี้ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาซื้อ-ขายกับบริษัทดังกล่าวหลายปี โดยมีทั้งการซื้อสินค้าประเภทปลาและสินค้าแช่แข็งหลายๆ อย่าง ซึ่งทุกอย่างยืนยันได้ว่ามีเอกสารถูกต้องตามกฎหมายทุกล็อตการผลิตที่ออกโดยกรมปศุสัตว์ 

 

จนกระทั่งปี 2565 ทางบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ได้ยกเลิกซื้อเนื้อหมูกับทางบริษัทดังกล่าว เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเนื้อหมูไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้งต่อมาบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ตรวจพบตับหมูไม่ได้คุณภาพ เมื่อช่วงต้นปี 2566 ทางบริษัทจึงยกเลิกซื้อ-ขายกับบริษัทดังกล่าวทุกสินค้า 

 

อย่างไรก็ตาม การตรวจค้นในครั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษได้สอบสวน 2 ผู้ต้องหา ซึ่งพบว่าเกี่ยวข้องกับการนำเข้าหมูในขบวนการดังกล่าว โดยทั้ง 2 ผู้ต้องหาให้การยอมรับว่าขายหมูเถื่อนให้ศูนย์กระจายสินค้าแบบขายส่งขนาดใหญ่ของประเทศรายหนึ่ง โดยเริ่มนำเข้าหมูเถื่อนตั้งแต่ปี 2564

The post แม็คโครแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ยืนยันรับซื้อหมูถูกต้อง มีคุณภาพ พร้อมให้ตรวจสอบเต็มที่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
EXCLUSIVE: วิเคราะห์ ‘แม็คโคร’ ต้องกลัวไหม เมื่อเซ็นทรัล รีเทล ส่ง ‘GO Wholesale’ ท้าชนในสมรภูมิค้าส่ง แต่ที่แน่ๆ รายเล็กชี้ จากนี้จะเห็นแค่รายใหญ่แข่งกันเอง! https://thestandard.co/crc-sends-go-wholesale-to-challenge/ Sat, 16 Sep 2023 12:56:32 +0000 https://thestandard.co/?p=842420 GO Wholesale

ถึงวันนี้ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ หรือ CRC จะอยู่ในวงการธุรกิจ […]

The post EXCLUSIVE: วิเคราะห์ ‘แม็คโคร’ ต้องกลัวไหม เมื่อเซ็นทรัล รีเทล ส่ง ‘GO Wholesale’ ท้าชนในสมรภูมิค้าส่ง แต่ที่แน่ๆ รายเล็กชี้ จากนี้จะเห็นแค่รายใหญ่แข่งกันเอง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
GO Wholesale

ถึงวันนี้ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ หรือ CRC จะอยู่ในวงการธุรกิจค้าปลีกมานานถึง 75 ปี แต่หากมองลึกเข้าไปยังธุรกิจจะพบว่าเหลืออยู่หนึ่งกลุ่มที่ยังไม่ได้มีในพอร์ต นั่นคือ ‘ค้าส่ง’ 

 

กลายเป็นที่มาของการดึงอดีตแม่ทัพหญิงของแม็คโครอย่าง สุชาดา อิทธิจารุกุล เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด เพื่อปลุกปั้นสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์น้องใหม่ที่ชื่อ ‘GO Wholesale’ 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ความเคลื่อนไหวของธุรกิจใหม่ของเซ็นทรัล รีเทล เป็นที่น่าจับตาของวงการค้าส่งอยู่พอสมควร แต่การย่างเท้าเข้ามาไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว เพราะปัจจุบันมีธุรกิจค้าส่งเบอร์หนึ่งในตลาดนั่นคือแม็คโคร ที่อยู่ในตลาดมานานจนมีฐานลูกค้าประจำ ที่สำคัญมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ 

 

แม่ทัพใหญ่ ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ยัน GO Wholesale ไม่ได้เปิดมาแข่งกับใคร 

 

แม้ ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC จะย้ำว่าธุรกิจค้าส่ง GO Wholesale ไม่ได้เปิดมาแข่งกับใคร เนื่องจากบริษัทศึกษามานานแล้ว 

 

“เราต้องการให้ธุรกิจครบวงจรทั้งค้าปลีกและค้าส่ง โดยการได้ผู้บริหารมืออาชีพที่มีความชำนาญมาร่วมกันสร้าง ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จในอนาคต” 

 

แต่ในเชิงลักษณะของธุรกิจและกลุ่มเป้าหมายแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าคู่แข่งโดยตรงก็คือแม็คโคร ซึ่งผู้สื่อข่าวได้สอบถามในงานแถลงข่าว GO Wholesale ว่าศูนย์ค้าส่งดังกล่าวมีความแตกต่างจากแม็คโครอย่างไร?

 

แม่ทัพใหญ่เซ็นทรัล รีเทล ระบุทันทีว่า ในช่วงที่วางแผนธุรกิจไม่ได้สนใจคู่แข่งเลย เพราะสนใจแต่ลูกค้าว่าต้องการอะไร แต่สิ่งที่จะต่างกันคือการบริการ การเข้าใจลูกค้าอย่างชัดเจนและตรงจุด ซึ่ง CRC เริ่มต้นธุรกิจใหม่ จึงมีโอกาสเข้าไปถึงจุดนั้นได้ง่ายกว่า ส่วนอนาคตใครจะครองใจลูกค้าได้มากกว่า ต้องให้ลูกค้าเป็นคนตอบ

 

แต่ที่แน่ๆ ญนน์คาดหวังว่า ทีมผู้บริหารมืออาชีพที่นำโดย สุชาดา อิทธิจารุกุล และทีมงานที่มากด้วยประสบการณ์ในธุรกิจค้าส่งอาหารมากกว่า 20 ปี จะทำให้มีความมั่นใจอย่างยิ่งในความพร้อมของ GO Wholesale ที่จะมาสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดให้กับ CRC

 

 

‘อาวุธลับ’ ของ CRC 

 

หากจะบอกว่าสุชาดาเป็นอาวุธลับที่สร้างความมั่นใจให้กับ CRC ในการบุกธุรกิจค้าส่งมาท้าชนกับแม็คโครก็คงไม่ผิดนัก

 

เพราะย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน สุชาดาคือลูกหม้อที่ปลุกปั้นแม็คโคร จากที่มีสาขาหลักสิบและรายได้หลักพันล้านบาท ให้มีสาขานับร้อยและรายได้หลักแสนล้านบาท โดยเธอถือเป็นซีอีโอหญิงคนแรกของแม็คโครในประเทศไทยปี 2544 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แม็คโครไม่ได้เป็นของเครือซีพีแล้ว

 

ในการให้สัมภาษณ์กับคณะทำงานด้านคอนเทนต์ 100 ปี ซีพี ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2564 เผยว่า หลังจากเข้ามาเป็นซีอีโอได้รื้อระบบบัญชีใหม่จนใช้มากว่า 25 ปี และยังเป็นผู้ที่นำแม็คโครบุกสินค้ากลุ่มของสดหรือ Fresh จนขยายสัดส่วนพื้นที่จาก 6% เป็น 40% รวมถึงทำให้แม็คโครเป็นเจ้าแรกที่ส่งเสริมให้คนไทยรู้จักการใช้ Frozen

 

อีกเรื่องคือการปั้น ‘Own Brand’ เพราะสุชาดารู้ดีว่าโฮเรก้าไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์มากนัก ถ้าสินค้ามีคุณสมบัติใกล้เคียงกันไม่ต้องมีแบรนด์ก็ได้ ดังนั้นจึงได้พัฒนาแบรนด์เอโร่ขึ้นมา

 

“ถ้าเป็นแนวของ SHV (บริษัทข้ามชาติเจ้าของแบรนด์แม็คโครเดิม) จะไม่เน้นการขยายสาขา ขณะที่ซีพีเปิดโอกาสให้ขยายสาขา 24 ปีแรก เปิด 64 สาขา แต่จากวันที่ซีพีซื้อแม็คโครกลับมา ปี 2556-2563 มี 144 สาขา แค่ 7 ปี เปิดไป 80 สาขา ถือว่าก้าวกระโดด และยังมีในต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาอีก”

 

 

ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 แม็คโครมีสาขาในประเทศไทย 153 สาขา และสาขาในต่างประเทศ 10 สาขา ขณะเดียวกันมีการปรับโครงสร้างธุรกิจในเครือซีพีหลังจากซื้อ ‘โลตัส’ (Lotus’s) กลับคืนสู่อ้อมอกซีพี และได้มารวมกันภายใต้บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ซึ่งโลตัส (Lotus’s) มีสาขาในประเทศไทย 2,589 สาขา และสาขาในประเทศมาเลเซีย 65 สาขา

 

ตัวเลขในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 (มกราคม-มิถุนายน 2566) บริษัทมีรายได้รวม 241,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,746 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมาจากธุรกิจค้าส่งแม็คโคร 130,875 ล้านบาท และธุรกิจค้าปลีกโลตัส 110,959 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 3,682 ล้านบาท

 

ตัวเลขดังกล่าวถือว่ามากกว่าผลประกอบการในครึ่งปีแรกปี 2566 ของ CRC ซึ่งมีรายได้ 123,208 ล้านบาท (+9%YoY) และกำไรสุทธิ 4,002 ล้านบาท (+37%YoY) เสียด้วยซ้ำ

 

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ CRC จะเลือกสุชาดามารับตำแหน่งแม่ทัพของ GO Wholesale โดยเลือกที่จะเป็นฝ่ายเข้าไปจีบก่อนด้วยซ้ำ เพราะประสบการณ์ที่เธอสั่งสมมาถือเป็น Know-How ที่จะทำให้มีแต้มต่อในการบุกธุรกิจค้าส่งจากการปั้นแม็คโครมากับมือ

 

เรียกว่าเป็นการใช้กลยุทธ์ ‘รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง’ ก็คงไม่ผิดนัก แถมนี่ยังเป็นการแก้เกมให้กับ CRC หลังจากที่ธุรกิจร้านสะดวกซื้ออย่าง FamilyMart ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก จนฝั่งญี่ปุ่นต้องถอนทุนไป และกำลังถูกปรับเปลี่ยนเป็น Tops Daily ซึ่งเป็นข่าวครึกโครมในช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งนอกจาก Know-How จากญี่ปุ่นที่ได้เรียนรู้มาแล้ว ความรู้จากสุชาดาคงจะเข้ามาช่วยได้ไม่น้อย

 

ระดมสินค้า 20,000 รายการ ทั้งอาหารสด-สินค้านำเข้า ดึงลูกค้า

 

ด้าน สุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด กล่าวว่า ศูนย์ค้าส่ง GO Wholesale ในระยะแรกมีเป้าหมายสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำในกลุ่มของผู้บริโภคผ่านการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ สิ่งที่น่าสนใจคือ จะมีสินค้ามากกว่า 20,000 รายการ จุดเด่นคือโซนอาหารสดและสินค้าจากในประเทศและต่างประเทศ 

 

พร้อมบริการการชำระเงินด้วยช่องทางที่หลากหลาย ควบคู่กับนำลอยัลตี้แพลตฟอร์ม The 1 ในเครือเซ็นทรัลฯ ที่มีสมาชิกมากกว่า 28 ล้านราย มาเสริมสิทธิพิเศษใหม่ๆ ให้ลูกค้า โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักคือ ผู้ประกอบธุรกิจโฮเรก้า ร้านอาหาร และร้านค้าปลีก

 

 

อย่างไรก็ตาม การมีรูปแบบการชำระเงินด้วยช่องทางที่หลากหลายในที่นี้จะรวมบัตรเครดิตจากสถาบันการเงินที่หลากหลายด้วยหรือไม่ เพราะหากว่ารวมจะเป็นอีกสิ่งที่สร้างความแตกต่างกับแม็คโครได้อย่างชัดเจน 

 

เพราะที่ผ่านมาลูกค้าจะต้องชำระเงินสดเท่านั้น เพราะ Cash Flow หรือกระแสเงินสดเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับธุรกิจค้าส่ง จึงเลือกที่จะไม่รับชำระด้วยบัตรเครดิต เพื่อเลี่ยงการต้องแบกรับต้นทุกจากการรอบัตรเครดิตชำระเงินให้ ซึ่งปกติแล้วอาจต้องใช้เวลานับเดือนกว่าจะได้กระแสเงินสดเข้ามา

 

แต่แม็คโครเองก็เปิดให้ชำระบัตรเครดิตด้วยธนาคาร Citibank ซึ่งตอนนี้ถูกซื้อไปโดย UOB ทำให้มีการประกาศว่าต่อไปบัตรของ UOB ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน

 

ทั้งนี้ ศูนย์ค้าส่ง GO Wholesale จะได้รับแรงหนุนจาก Power of Network ของกรุ๊ปที่มีจุดแข็งรอบด้าน ประกอบไปด้วย ศูนย์การค้า 110 แห่ง ที่ครอบคลุมใน 100 จังหวัด ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม ตามด้วยร้านอาหารกว่า 6,750 ร้าน และโรงแรม 93 แห่ง

 

GO Wholesale เปิดให้บริการสาขาแรกปลายเดือนตุลาคมนี้

 

เบื้องต้น GO Wholesale จะเปิดให้บริการสาขาแรกที่ศรีนครินทร์ ในวันที่ 27 ตุลาคม 2566 ตามด้วยการเปิดอีก 3 สาขาในเชียงใหม่ พัทยา และชลบุรี ในโมเดลร้านแบบ Store Layout พื้นที่กว่า 7,000 ตารางเมตร 

 

จากนี้เป้าหมายในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเปิดศูนย์ให้ได้ประมาณ 40-50 สาขา ซึ่งมีพื้นที่เตรียมเอาไว้หมดแล้ว คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท (อ้างอิงข้อมูลจากบทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า) โดยเฉลี่ยแล้วจะเปิดสาขาใหม่เดือนละ 1 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และทุกสาขาจะมีสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ซึ่งประเมินว่าแต่ละสาขาจะถึงจุดคุ้มทุนประมาณ 2 ปี และจะมีฐานสมาชิกประมาณ 10,000-20,000 คน 

 

บทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า ยังบอกด้วยว่า CRC ได้ตั้งเป้ายอดขาย 5 ปี ของ GO Wholesale อยู่ที่ 60,000-70,000 ล้านบาท หรือคิดสัดส่วนยอดขายจากธุรกิจค้าส่งอยู่ที่ 25-26% จากปัจจุบันสัดส่วนยอดขายจากค้าส่งอยู่ที่ 17%

 

“ในฐานะที่อยู่ในตลาดค้าส่งมานาน การที่เราเริ่มทำธุรกิจอะไรก็ตาม เราก็อยากจะเป็นผู้นำตลาด แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องยอดขายสูงกว่าเท่านั้น แต่เราต้องทำให้ลูกค้านึกถึงเราก่อน สิ่งเหล่านี้คือความเป็นผู้นำ” แม่ทัพใหญ่เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ ย้ำ

 

แม็คโครจ่อเปิดตัว Hybrid Wholesale สาขาแรกในไทยเร็วๆ นี้

 

ถึงกระนั้น ปัจจุบันตลาด Thailand’s Food Market ที่มีมูลค่ากว่า 2.6 ล้านล้านบาท ยังมีแนวโน้มเติบโตและมีโอกาสอีกมาก เห็นได้จากร้านอาหารที่มีกว่า 600,000 ราย และร้านโชห่วยที่มีอยู่ 600,000 ราย

 

แน่นอนว่าสภาพตลาดธุรกิจแข่งกันอย่างรุนแรง ผู้เล่นในตลาดต้องปรับตัวอย่างหนัก ไม่เว้นแม้แต่ ‘CP AXTRA’ บริษัทแม่ของแม็คโครและโลตัส ซึ่งปัจจุบันถือเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด ก็ยังต้องปรับตัว โดยชิงส่งข่าวให้กับสื่อมวลชน 1 วันก่อนที่จะเปิดตัว GO Wholesale ว่า ได้ขยายโมเดลใหม่อย่าง ‘Hybrid Wholesale’ นำจุดแข็งระหว่างแม็คโครและโลตัสมอลล์เข้ามาอยู่ด้วยกัน เพื่อขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภคทั่วไป

 

ตามข้อมูลของบทวิเคราะห์ บล.หยวนต้า ระบุว่า Hybrid Model เป็นการผสานธุรกิจค้าส่งของแม็คโครเข้ากับธุรกิจพื้นที่เช่าของโลตัส ซึ่งเป็นการเชื่อมจุดแข็งของแต่ละธุรกิจเข้าด้วยกัน คาดช่วยหนุน Top Line หรือรายได้ เนื่องจากได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้น (บนพื้นที่เท่าเดิม) และทราฟฟิกที่เพิ่มขึ้นจะช่วยหนุนยอดขายแม็คโครทางอ้อม

 

 

จากนี้จะเห็นแค่ภาพรายใหญ่แข่งกับรายใหญ่ด้วยกันเอง

 

ด้าน สมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า การที่เซ็นทรัลชวน สุชาดา อิทธิจารุกุล อดีตผู้บริหารแม็คโครที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำตลาดค้าส่งมาหลายปี ก็จะมี Know-How ในการทำตลาด และสามารถชิงส่วนแบ่งจากคู่แข่งในตลาดค้าส่งได้บ้าง 

 

แต่สิ่งที่จะตามมาคือ ร้านค้าส่งรายเล็กและรายกลางจะลำบากกันมากขึ้น เพราะสายป่านไม่ยาวมากพอที่จะสู้กับรายใหญ่ที่มีเงินทุนและมีความได้เปรียบในเรื่องการบริหารจัดการต้นทุน ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้สามารถกำหนดราคาขายได้ สะท้อนให้เห็นว่าจากนี้เราจะเห็นแค่ภาพรายใหญ่แข่งกับรายใหญ่ด้วยกันเอง ทั้งแม็คโครและเซ็นทรัล

 

ตลาดแข่งขันสูง แต่คนที่ได้ประโยชน์คือผู้บริโภค

 

เช่นเดียวกับ มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จังหวัดอุดรธานี ฉายภาพให้ THE STANDARD WEALTH เห็นว่า จากเดิมแล้วเซ็นทรัลมีศักยภาพเรื่องการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งจุดแข็งเหล่านี้จะสามารถเข้ามาสนับสนุน GO Wholesale ได้เป็นอย่างดี 

 

แน่นอนว่าเมื่อมีผู้เล่นใหม่เข้ามา ตลาดก็มีการแข่งขันสูงขึ้น แต่คนที่ได้ประโยชน์คือผู้บริโภคที่จะมีทางเลือกใหม่และสามารถเข้าถึงสินค้าอาหารได้หลากหลายมากขึ้น

 

แต่หากจะพูดในเชิงธุรกิจ เซ็นทรัลต้องเผชิญความท้าทายมากมาย เพราะฐานลูกค้าเดิมของแม็คโครมีอยู่ครอบคลุม นอกจากร้านค้าหรือคนทั่วไปแล้ว ลูกค้าส่วนหนึ่งอยู่ในตลาดสดที่คอยรับซื้ออาหารสดมาขายต่อ พอเซ็นทรัลกระโดดลงมาตลาดนี้ สงครามราคาก็อาจเกิดขึ้นได้

 

“สุดท้ายในตลาด เมื่อมีผู้อยู่รอดก็ต้องมีผู้ล้มหายออกจากตลาดไป ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นร้านค้าส่งรายเล็กเท่านั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด” มิลินทร์ย้ำ 

 

 

เส้นทางการสร้างแบรนด์ GO Wholesale นั้นไม่ง่าย

 

ขณะที่ ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด และผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า เซ็นทรัลมีความสามารถในการทำตลาดแบบ Merchandiser วิเคราะห์เทรนด์สินค้าใหม่ๆ ที่น่าสนใจเพื่อนำมาขาย แต่สิ่งที่เซ็นทรัลยังไม่มีคือฐานลูกค้าที่เป็นร้านค้าที่จะซื้อของไปขายต่อ ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบันกลุ่มลูกค้าเหล่านี้เป็นลูกค้าประจำของแม็คโคร

 

แม้เซ็นทรัลจะมีจุดแข็งเรื่องระบบและโปรดักต์ แต่กลุ่มลูกค้าค้าปลีกกับค้าส่งไม่เหมือนกัน ที่สำคัญคือกลุ่มลูกค้าใหม่ของเซ็นทรัล แอบมองเซ็นทรัลค้าปลีกเป็นคู่แข่งด้วย ดังนั้นการสร้างแบรนด์ครั้งนี้ดูเหมือนแค่ต่อยอดจากธุรกิจค้าปลีกมาสู่ค้าส่ง แต่มีความท้าทายมาก เพราะค้าส่งต้องขายให้กับคนที่เป็นค้าปลีกคู่แข่งเซ็นทรัลด้วย

 

ส่วนในแง่ของการสร้างแบรนด์ เซ็นทรัลต้องพยายามสื่อสารให้ชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างเซ็นทรัลกับ GO Wholesale จะมีการนำข้อมูลและจุดแข็งด้านไหนมาต่อยอดบ้าง เพราะผู้บริโภคบางคนอาจกังวลว่าข้อมูลจากการใช้บริการที่เซ็นทรัลจะถูกนำมาเชื่อมโยงกับธุรกิจใหม่หรือไม่ ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก

 

อ้างอิง:

The post EXCLUSIVE: วิเคราะห์ ‘แม็คโคร’ ต้องกลัวไหม เมื่อเซ็นทรัล รีเทล ส่ง ‘GO Wholesale’ ท้าชนในสมรภูมิค้าส่ง แต่ที่แน่ๆ รายเล็กชี้ จากนี้จะเห็นแค่รายใหญ่แข่งกันเอง! appeared first on THE STANDARD.

]]>
MAKRO – พรีวิว 1Q66 แนวโน้มปรับตัวดีขึ้น https://thestandard.co/market-focus-makro-preview-1q66/ Fri, 07 Apr 2023 10:58:22 +0000 https://thestandard.co/?p=774206 Makro

เกิดอะไรขึ้น: InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรี […]

The post MAKRO – พรีวิว 1Q66 แนวโน้มปรับตัวดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
Makro

เกิดอะไรขึ้น:

InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 1Q66 ของ บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) ซึ่งคาดว่าจะประกาศผลประกอบการวันที่ 8 พฤษภาคม 2566

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น MAKRO ปรับลดลง 3.77%MoM อยู่ที่ระดับ 38.25 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 2.22%MoM อยู่ที่ระดับ 1,571.13 จุด 

 

พรีวิวผลประกอบการ 1Q66:

InnovestX Research คาดว่ากำไรสุทธิ 1Q66 อยู่ที่ 2.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% YoY แต่ลดลง 15%QoQ หากไม่รวมขาดทุนพิเศษจากค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้คืนก่อนกำหนดในธุรกิจ B2C จำนวน 260 ล้านบาท ประเมินกำไรปกติได้ที่ 2.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 15%YoY เนื่องจากยอดขายที่ดีขึ้นทั้งจากธุรกิจ B2B และธุรกิจ B2C จะมากเกินพอชดเชยค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่ลดลง 12%QoQ จากปัจจัยฤดูกาล

 

โดยธุรกิจ B2B (ธุรกิจค้าส่ง, MAKRO) ประเมินกำไรปกติที่ 2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 15%YoY แต่ลดลง 16%QoQ กำไรปกติที่เพิ่มขึ้น YoY จะได้รับการสนับสนุนจากยอดขายที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยชดเชย EBIT Margin ที่ลดลง ซึ่งประเมินได้ว่ายอดขายจะเติบโต 15%YoY หลักๆ ได้แรงหนุนจาก SSS ที่เติบโต 12%YoY และการขยายสาขา EBIT Margin มีแนวโน้มที่จะลดลง 10 bps YoY เนื่องจากยอดขายสินค้ากลุ่มอาหารสดมาร์จิ้นสูงที่เพิ่มขึ้นจะไม่สามารถชดเชยอัตราส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อยอดขายที่สูงขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายสูงขึ้นจากการปรับปรุงร้านสำหรับธุรกิจ O2O และต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงขึ้น

 

ส่วนธุรกิจ B2C (ธุรกิจค้าปลีก, Lotus’s) กำไรปกติคาดว่าจะอยู่ที่ 350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13%YoY และ 19%QoQ กำไรปกติที่เพิ่มขึ้น YoY จะได้รับการสนับสนุนจากยอดขายและ EBIT Margin ที่สูงขึ้น ซึ่งจะมากเกินพอชดเชยค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยคาดว่ารายได้รวมใน 1Q66 จะเติบโต 5%YoY โดยรายได้จากการขายปลีกจะเติบโต 3%YoY (SSS เติบโต 2%YoY) และรายได้ค่าเช่าจะเติบโต 30%YoY 

 

EBIT Margin มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น 50 bps YoY เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมที่ดีขึ้น (มาร์จิ้นที่ดีขึ้นในธุรกิจให้เช่าอันเป็นผลมาจากอัตราการเช่าพื้นที่และอัตราค่าเช่าที่สูงขึ้น จะมากเกินพอชดเชยมาร์จิ้นที่ลดลงในธุรกิจค้าปลีกอันเป็นผลมาจากการมียอดขายสินค้ากลุ่มอาหารแห้งมาร์จิ้นต่ำเพิ่มขึ้น) 

 

และรายได้อื่นที่สูงขึ้นจะมากเกินพอชดเชยอัตราส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อยอดขายที่สูงขึ้น ซึ่งหลักๆ เกิดจากต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยคาดว่าจะอยู่ที่ 1.75 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 30%YoY แต่ทรงตัว QoQ โดยค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น YoY เกิดจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐที่ปรับขึ้นมาก

 

นอกจากนี้ ความคืบหน้าในการรีไฟแนนซ์หนี้ในเดือนเมษายนใน 1H66 MAKRO ตั้งเป้ารีไฟแนนซ์เงินกู้ส่วนที่เหลืออีก 3.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยเงินกู้ 490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.7 หมื่นล้านบาท) ต้นทุนทางการเงิน ~7.0% ต่อปี (LIBOR+1.95%) และเงินกู้ 1.75 หมื่นล้านบาท ต้นทุนทางการเงิน ~4.7% ต่อปี (MLR-2.25%) ให้แล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (MAKRO ถือหุ้น 99.9%) ได้ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อออกหุ้นกู้ 5 ชุด อัตราดอกเบี้ย 2.8-4.15% ต่อปี และอายุ 1.5-10 ปี 

 

โดยจะทราบจำนวนหุ้นกู้ที่ออกครั้งสุดท้าย ซึ่งประเมินอย่างคร่าวๆ ได้ที่ 3.2 หมื่นล้านบาท (ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาด) และต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการจองซื้อในวันที่ 17-19 เมษายน เมื่อใช้สมมติฐานว่าต้นทุนทางการเงินของหุ้นกู้ชุดใหม่อยู่ที่ 3.5% ต่อปีโดยเฉลี่ย (ในกรณีที่หุ้นกู้มีน้ำหนักเท่ากันในแต่ละชุด)

กำไรของ MAKRO จะปรับขึ้นได้อีก ~600 ล้านบาทต่อปี (ช่วยหนุนให้กำไรเติบโต 8% จากฐานกำไรปี 2565) เพราะประหยัดต้นทุนดอกเบี้ย (หลังภาษี) ได้จากการรีไฟแนนซ์หนี้

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2566:

สำหรับปี 2566 คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต โดยเกิดจากยอดขายและมาร์จิ้นที่ดีขึ้น และการผนึกกำลังทางธุรกิจมากขึ้น การรีไฟแนนซ์หนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐเสร็จในปี 1H66 จะช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น

 

ขณะที่ 2Q66 คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต YoY เนื่องจากยอดขายปลีกและรายได้ค่าเช่าที่ดีขึ้นจะมากเกินพอชดเชยค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่จะลดลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาล

 

อย่างไรก็ดี ปัจจัยกระตุ้นในระยะถัดไปคือ การรีไฟแนนซ์หนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐเสร็จจากการออกหุ้นกู้สกุลบาทในเดือนเมษายน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินปรับลดลงจาก 4.7-7.0% ต่อปี สู่ 2.8-4.15% ต่อปี และจะช่วยขจัดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น โดยกลยุทธ์การลงทุนให้เรตติ้ง Outperform สำหรับ MAKRO ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 อ้างอิงวิธี DCF (WACC 7% และอัตราการเติบโตระยะยาวที่ 2.5%) ที่ 46 บาทต่อหุ้น

 

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ต้องติดตามคือ การเปลี่ยนแปลงในด้านกำลังซื้อและต้นทุนที่สูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการอ่อนค่าของเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post MAKRO – พรีวิว 1Q66 แนวโน้มปรับตัวดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มพาณิชย์ – ยอดขายเติบโตแข็งแกร่งและต้นทุนมีแนวโน้มลดลง https://thestandard.co/commercial-stocks-sales-growth/ Mon, 20 Mar 2023 11:26:12 +0000 https://thestandard.co/?p=765824

เกิดอะไรขึ้น: ใน 1Q66TD ยอดขายสาขา (SSS) ของกลุ่มพาณิชย […]

The post หุ้นกลุ่มพาณิชย์ – ยอดขายเติบโตแข็งแกร่งและต้นทุนมีแนวโน้มลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

ใน 1Q66TD ยอดขายสาขา (SSS) ของกลุ่มพาณิชย์ (BJC, CPALL, CRC, GLOBAL, HMPRO และ MAKRO) มีแนวโน้มเติบโตในอัตราเลขหลักเดียวระดับกลาง YoY โดยได้รับการสนับสนุนจากบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่ดีขึ้น ดังเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 36 เดือน เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัว มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย ‘ช้อปดีมีคืน’, รายได้เกษตรกรที่ดีขึ้น และนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น 

 

โดยในเดือนมกราคม รายได้เกษตรกรเติบโตติดต่อกันเป็นเดือนที่ 11 ที่ 4%YoY และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยเพิ่มขึ้นสู่ 2.1 ล้านคน (เทียบกับ 1 แสนคนในเดือนมกราคม 2565) และ 22 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 42%YoY) ตามลำดับ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


เมื่อแยกตามบริษัท ใน 1Q66TD CRC มีแนวโน้มที่จะรายงาน SSS เติบโตดีที่สุดในกลุ่มพาณิชย์ที่ระดับ Low Teen YoY ตามด้วย MAKRO (Low Teen YoY สำหรับธุรกิจ B2B และตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำ YoY สำหรับธุรกิจ B2C), CPALL และ HMPRO (ตัวเลขหลักเดียวระดับสูง YoY) และ BJC (ตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำ YoY) ในขณะที่ GLOBAL มีแนวโน้มที่จะรายงาน SSS หดตัวลงในอัตราเลขหลักเดียวระดับกลางถึงสูง YoY จากราคาเหล็กที่ลดลง

 

กระทบอย่างไร:

ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) ราคาหุ้นกลุ่มพาณิชย์ (SETCOMM) ปรับลดลง 7.12% ขณะที่ SET Index ปรับลดลง 6.29%

 

มุมมองและกลยุทธ์การลงทุน:

InnovestX Research คาดว่ายอดขายสาขา (SSS) ของกลุ่มพาณิชย์จะเติบโต YoY ต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยดังนี้

 

  1. บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่ดีขึ้นจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและการเลือกตั้งทั่วไปใน 2Q66

 

  1. นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2566 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยจำนวน 25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 124%YoY แต่ยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดโควิดอยู่ 37% และ SCB EIC คาดว่านักท่องเที่ยวชาวไทยจะอยู่ที่ 227 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 12%YoY) ใกล้เคียงกับระดับก่อนเกิดโควิด มาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลภายใต้โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 5 (เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม – 30 เมษายน) จะช่วยกระตุ้นความต้องการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยในระยะสั้น 

 

  1. การเติบโตของรายได้เกษตรกร โดยในปี 2566 SCB EIC คาดว่ารายได้เกษตรกรจะเติบโต 1.3%YoY โดยการเพิ่มขึ้น 3% ของผลผลิตสินค้าเกษตรจากปริมาณน้ำฝนและน้ำในเขื่อนที่อยู่ในเกณฑ์ดี จะช่วยชดเชยการลดลง 1.5% ของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทางการเกษตรที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก เช่น ยาง และปาล์มน้ำมัน

 

  1. การขาดหายไปของมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของรัฐบาลที่ผู้ประกอบการค้าปลีกโมเดิร์นเทรดไม่สามารถเข้าร่วมได้ เช่น คนละครึ่ง เฟส 4 และเฟส 5 ในปี 2565 มูลค่ารวม 5.6 หมื่นล้านบาท

 

ด้านต้นทุนด้านโลจิสติกส์และค่าไฟฟ้าผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนออัตราค่าไฟฟ้าใหม่จาก 5.33 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง (หน่วย) สำหรับภาคธุรกิจในเดือนมกราคม-เมษายน เป็น 3 ทางเลือกใหม่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย (ลดลง 11% จากงวดเดือนมกราคม-เมษายน), 4.84 บาทต่อหน่วย (ลดลง 9%) และ 6.72 บาทต่อหน่วย (เพิ่มขึ้น 26%) สำหรับงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ด้วยต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลง 

 

ทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่อัตราค่าไฟฟ้าจะปรับลดลง ซึ่งจากการวิเคราะห์ความอ่อนไหวบ่งชี้ว่าการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าลง 10% จะหนุนให้กำไรของกลุ่มพาณิชย์ปรับขึ้นได้ 3% (6% สำหรับ CPALL, 4% สำหรับ MAKRO และ BJC, 3% สำหรับ CRC และ 1% สำหรับ HMPRO และ GLOBAL)

 

ด้านราคาหุ้น ราคาหุ้นกลุ่มพาณิชย์ปรับตัว Outperform SET อยู่ 4% ในช่วง 3 เดือน และ 1% ในช่วง 1 เดือนก่อนเลือกตั้ง และ 2% ในช่วง 1 เดือน และ 8% ในช่วง 3 เดือนหลังเลือกตั้งในปี 2544-2562 โดยเลือกหุ้นเด่นของกลุ่มเป็น CPALL, MAKRO และ BJC เนื่องจากคาดว่ากำไรปี 2566 จะเติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มพาณิชย์ โดยได้แรงหนุนจากยอดขายและมาร์จิ้นที่ฟื้นตัวดีขึ้น และจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์รายหลักจากต้นทุนที่มีแนวโน้มลดลง 

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ การเปลี่ยนแปลงในด้านกำลังซื้อ ต้นทุนที่สูงขึ้นตามเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

The post หุ้นกลุ่มพาณิชย์ – ยอดขายเติบโตแข็งแกร่งและต้นทุนมีแนวโน้มลดลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แม็คโคร’ ย้ำแบรนด์ MAKRO และ Lotus’s ยังใช้ชื่อเดิม แจงเปลี่ยนเฉพาะชื่อบริษัท ตราประทับ และชื่อย่อหลักทรัพย์เท่านั้น https://thestandard.co/makro-and-lotus-still-use-same-name/ Wed, 22 Feb 2023 05:05:53 +0000 https://thestandard.co/?p=753832

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่ง […]

The post ‘แม็คโคร’ ย้ำแบรนด์ MAKRO และ Lotus’s ยังใช้ชื่อเดิม แจงเปลี่ยนเฉพาะชื่อบริษัท ตราประทับ และชื่อย่อหลักทรัพย์เท่านั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า จากกรณีที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2566 มีมติอนุมัติการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทและตราประทับเป็น บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) รวมถึงเปลี่ยนแปลงชื่อย่อหลักทรัพย์จาก ‘MAKRO’ เป็น ‘CPAXT’ นั้น 

 

เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน บริษัทจึงขอเรียนชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจว่า กรณีดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะชื่อบริษัท ตราประทับ และชื่อย่อหลักทรัพย์ เพื่อสะท้อนการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมทั้งค้าส่ง (แม็คโคร) และค้าปลีก (โลตัส) รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

 

บริษัทขอยืนยันว่าการดำเนินธุรกิจห้างค้าส่งยังคงใช้ชื่อแบรนด์ ‘แม็คโคร’ (MAKRO) และการดำเนินธุรกิจห้างค้าปลีกยังคงใช้ชื่อแบรนด์ ‘โลตัส’ (Lotus’s) เช่นเดิม โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ 

 

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทดังกล่าวยังต้องรอให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติ จากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ที่จะจัดขึ้นในเดือนเมษายน 2566 และคาดว่าจะจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อบริษัทภายในไตรมาสที่ 2 นี้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘แม็คโคร’ ย้ำแบรนด์ MAKRO และ Lotus’s ยังใช้ชื่อเดิม แจงเปลี่ยนเฉพาะชื่อบริษัท ตราประทับ และชื่อย่อหลักทรัพย์เท่านั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
MAKRO เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ ชื่อย่อหุ้น ‘CPAXT’ เคาะปันผลงวดสุดท้าย 0.33 บาทต่อหุ้น แม้ปี 65 กำไรลดเหลือ 7.69 พันล้านบาท https://thestandard.co/makro-to-cpaxt-cp-axtra/ Tue, 21 Feb 2023 02:01:05 +0000 https://thestandard.co/?p=753178

บอร์ด MAKRO อนุมัติเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ‘ซีพี แอ็กซ์ตร […]

The post MAKRO เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ ชื่อย่อหุ้น ‘CPAXT’ เคาะปันผลงวดสุดท้าย 0.33 บาทต่อหุ้น แม้ปี 65 กำไรลดเหลือ 7.69 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>

บอร์ด MAKRO อนุมัติเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ ชื่อย่อหุ้น ‘CPAXT’  เคาะจ่ายปันผลงวดสุดท้าย 0.33 บาทต่อหุ้น จำนวน 3,492 ล้านบาท วันที่ 17 พฤษภาคม เตรียมขออนุมัติผู้ถือหุ้น 20 เมษายน 2566

 

เสาวลักษณ์ ถิฐาพันธ์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าส่งแม็คโคร และประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสายงานบัญชีและการเงิน บมจ.สยามแม็คโคร หรือ MAKRO รายงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์​ 2566 ได้พิจารณาอนุมัติการเปลี่ยนชื่อบริษัทจากบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO เป็นบริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ชื่อภาษาอังกฤษคือ CP Axtra Public Company Limited และเปลี่ยนชื่อย่อหลักทรัพย์เป็น CPAXT

 

ขณะเดียวกันได้มีมติให้เสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2566 ในวันที่ 20 เมษายน 2566 พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2565 ในอัตรา 0.51 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินปันผลที่ต้องจ่ายทั้งสิ้น 5,396 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม

 

เมื่อหักการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.18 บาทต่อหุ้น ที่บริษัทได้จ่ายไปแล้วเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2565 คงเหลือเป็นเงินปันผลที่จะจ่ายอีกในอัตรา 0.33 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินจำนวน 3,492 ล้านบาท โดยจะจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นที่มีรายชื่อตามที่ปรากฏ ณ วันกำหนดสิทธิผู้ถือหุ้นในการรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 28 เมษายน และกำหนดจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2566

 

ทั้งนี้ ในปี 2565 บริษัทฯ และบริษัทย่อย กำไรสุทธิ 7,696.90 ล้านบาท ลดลง 43.76% จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 13,686.73 ล้านบาท สาเหตุหลักเจอต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้น 7,122 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 357.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อน 1,557 ล้านบาท

 

โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีต้นทุนการเช่าและการให้บริการรวมทั้งสิ้นอยู่ที่ 5,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,936 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากต้นทุนการเช่าและการให้บริการของกลุ่มธุรกิจค้าปลีก

 

ขณะที่ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหารรวมทั้งสิ้น 62,842 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้รวม 13% โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 36,353 ล้านบาท หรือ 137.2% เป็นผลมาจากต้นทุนในการจัดจำหน่าย และค่าใช้จ่ายในการบริหารของกลุ่มธุรกิจค้าปลีกเพิ่มขึ้นรวม 33,560 ล้านบาท

 

ปี 2565 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 469,131 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขาย 447,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 188,552 ล้านบาท หรือ 72.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากการรวมกิจการกลุ่มธุรกิจค้าปลีกตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2564 กอปรกับการเติบโตของรายได้จากการขายของกลุ่มธุรกิจค้าส่ง จำนวน 21,093 ล้านบาท หรือ 9.5% จากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจแม็คโครประเทศไทย การเติบโตของธุรกิจแม็คโครต่างประเทศ และธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว และผ่อนคลายมาตรการการเดินทางระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post MAKRO เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ ชื่อย่อหุ้น ‘CPAXT’ เคาะปันผลงวดสุดท้าย 0.33 บาทต่อหุ้น แม้ปี 65 กำไรลดเหลือ 7.69 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยักษ์ค้าส่งก็กลัวถูกดิสรัปต์! ‘ธนิศร์ เจียรวนนท์’ หลานเจ้าสัวธนินท์ นำทัพเปิดตัวแอป ‘Makro PRO’ หวังปั้นขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาด Omni-Channel https://thestandard.co/thanit-launch-makro-pro-application/ Wed, 15 Feb 2023 02:36:14 +0000 https://thestandard.co/?p=750561 ธนิศร์ เจียรวนนท์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเคลื่อนทัพของแม็คโครนับเป็นที่จับตาม […]

The post ยักษ์ค้าส่งก็กลัวถูกดิสรัปต์! ‘ธนิศร์ เจียรวนนท์’ หลานเจ้าสัวธนินท์ นำทัพเปิดตัวแอป ‘Makro PRO’ หวังปั้นขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาด Omni-Channel appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนิศร์ เจียรวนนท์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเคลื่อนทัพของแม็คโครนับเป็นที่จับตามอง จากการเป็นเบอร์ 1 ในตลาดค้าส่งที่มีสาขากว่า 152 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ และยังมีฐานสมาชิกอยู่มากกว่า 4 ล้านราย ในจำนวนนั้น 70% เป็นลูกค้าผู้ประกอบการร้านโชห่วยและร้านอาหารต่างๆ ทำให้แม็คโครพยายามมองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

ธนิศร์ เจียรวนนท์ ผู้เป็นหลานปู่ของ ‘เจ้าสัวธนินท์’ ซึ่งปัจจุบันรั้งตำแหน่งประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจค้าส่งแม็คโคร ประเทศไทย ฉายภาพว่า แม็คโครอยู่บนเส้นทางธุรกิจค้าส่งมาเป็นระยะเวลานาน แม้จะผู้นำตลาดค้าส่งแต่เมื่อถึงเวลาอาจจะถูกดิสรัปต์จากตลาด

 



ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ดังนั้นต้องรีบดิสรัปต์และทรานส์ฟอร์มตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงที่ดิจิทัลเริ่มเข้ามามีบทบาทในการทำธุรกิจ เห็นได้จากช่องทางอีคอมเมิร์ซที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเพื่อก้าวสู่เป้าหมายใหญ่ คือขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด Omni-Channel

 

จากปัจจัยดังกล่าวแม็คโครจึงหันมาโฟกัสพัฒนาโครงสร้างธุรกิจ O2O โดยเริ่มมาบุกเบิกมาตั้งแต่ปี 2563 ที่ผ่านมามีสัดส่วนการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก และยังเชื่อว่ามีโอกาสและช่องว่างที่ยังเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีก ล่าสุดจึงได้เปิดตัวแอปพลิเคชันภายใต้ชื่อ ‘Makro PRO’ ที่มีการรวมสินค้าเข้ามาจำหน่ายกว่า 5 หมื่นรายการ

 

ในโอกาสนี้ได้มีการดึง ‘ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์’ มาเป็นพรีเซนเตอร์และสร้างการรับรู้ นับเป็นก้าวสำคัญที่แม็คโครจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหลังจากเปิดตัวไปตั้งเป้าจะเติบโตอยู่ที่ 88% ภายในปี 2566 และมียอดดาวน์โหลดประมาณ 1 ล้านคน 

 

“แม้แม็คโครจะมีการขยายสาขาไปในพื้นที่ต่างๆ ค่อนข้างครอบคลุม แต่ในบางสาขาขนาดไม่เท่ากัน และอาจมีสินค้าไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างในบางสาขาอาจมีสินค้าเพียง 2 หมื่นรายการ แต่ถ้าเทียบกับแอปพลิเคชันสามารถรวบรวมสินค้ามาอยู่ในที่เดียวกันได 5 หมื่นรายการ ก็จะสามารถเลือกซื้อได้อย่างหลากหลาย อีกอย่างลูกค้าบางคนอาจไม่สะดวกเดินทางไปที่สาขาซึ่ง Makro PRO จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการตอบโจทย์ และช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ซึ่งจะสามารถสร้างการเติบโตให้บริษัทได้ในระยะยาว”

 

ภาพรวมของแม็คโครที่ผ่านมามีการลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งในส่วนของการขยายสาขา โดยปี 2566 เตรียมเปิดอีก 10-12 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ในรูปแบบร้านขนาด 4,000 ตารางเมตร ใช้งบลงทุนราวๆ 200-300 ล้านบาท 

 

โดยเน้นฟอร์แมตร้านแบบดั้งเดิมและแม็คโคร ฟูดเซอร์วิส ซึ่งมีฐานลูกค้าหลักเป็นร้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันลูกค้าแม็คโครหลักๆ ยังเป็น B2B 70% และลูกค้าทั่วไป 30% 

 

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนพัฒนาระบบหน้าบ้านและหลังบ้าน โดยทุกสาขาของแม็คโครจากนี้ไปจะมีพื้นที่ Omni-Channel อย่างไรก็ตามมีคาดการณ์ว่า แอปพลิเคชัน Makro PRO จะส่งผลให้ภาพรวมรายได้ของธุรกิจแม็คโครเติบโตมากขึ้น จากปัจจุบันเติบโตอยู่ราวๆ 43%

The post ยักษ์ค้าส่งก็กลัวถูกดิสรัปต์! ‘ธนิศร์ เจียรวนนท์’ หลานเจ้าสัวธนินท์ นำทัพเปิดตัวแอป ‘Makro PRO’ หวังปั้นขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาด Omni-Channel appeared first on THE STANDARD.

]]>
MAKRO – เผยเป้าหมายปี 2566 https://thestandard.co/makro-goal-2023/ Thu, 19 Jan 2023 08:12:52 +0000 https://thestandard.co/?p=739370

เกิดอะไรขึ้น: บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) ตั้งเป้าหมายปี 25 […]

The post MAKRO – เผยเป้าหมายปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) ตั้งเป้าหมายปี 2566 โดยตั้งเป้ายอดขายทั้งธุรกิจ B2B (Business-to-Business; MAKRO) และธุรกิจ B2C (Business-to-Consumer; Lotus’s) เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก YoY พร้อมกับอัตราการเติบโตของยอดขายสาขา (SSS) เป็นบวก ขยายสาขาเพิ่ม และรายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้น สะท้อนถึง Upside ต่อยอดขายที่ได้คาดการณ์ไว้ว่าจะเติบโต 7% โดยข้อมูลเป้าหมายปี 2566 มีดังนี้

 

  1. การขยายสาขา สำหรับธุรกิจ B2B MAKRO วางแผนเปิดสาขา 12 สาขาในประเทศไทย (Classic & Eco Plus 4 สาขา และ Food Service 4 สาขา) และ 6 สาขาในต่างประเทศ (ประเทศละ 1 สาขาในกัมพูชาและเมียนมา และประเทศละ 2 สาขาในจีนและอินเดีย) สำหรับธุรกิจ B2C บริษัทวางแผนเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต 14 สาขาในมาเลเซีย และเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ต 5 สาขา ซูเปอร์มาร์เก็ต 5 สาขา และ Go Fresh 200 สาขา รวมถึงขยายมอลล์ 19 แห่งในประเทศไทย 

 

  1. ยอดขายผ่านช่องทาง Omnichannel ด้วยการเพิ่มความสามารถในการจัดส่งในธุรกิจ B2B และระบบ IT ที่มีเสถียรภาพสำหรับแอปพลิเคชันออนไลน์ในธุรกิจ B2C บริษัทจึงตั้งเป้าสัดส่วนยอดขายผ่านช่องทาง Omnichannel ต่อยอดขายรวมเพิ่มขึ้นสู่ 15-20% ภายใน 3 ปีข้างหน้า (เทียบกับ 9.5% ของยอดขายรวมในปี 2565) 

 

  1. สินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของ MAKRO (Private Label) ด้วยภาวะเงินเฟ้อผลักดันให้ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น บริษัทจึงคาดว่าสัดส่วนยอดขายสินค้า Private Label ต่อยอดขายรวมจะเพิ่มขึ้นสู่ 16% (เทียบกับ 15% ในปี 2565) สำหรับธุรกิจ B2B และ 15% (เทียบกับ 12% ในปี 2565) สำหรับธุรกิจ B2C ในปี 2566 

 

  1. ธุรกิจให้เช่า บริษัทเชื่อว่าการปรับส่วนผสมผู้เช่าและการใช้ประโยชน์พื้นที่เช่าได้ดีขึ้นจะช่วยหนุนให้อัตราการเช่าพื้นที่ในปี 2566 ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดโควิด ที่ 96% ในประเทศไทย (เทียบกับ 92% ณ สิ้นปี 2565) และ 97% ในมาเลเซีย (เทียบกับ 95% ณ สิ้นปี 2565)

 

นอกจากนี้ การรับรู้ Synergy ที่ MAKRO ตั้งเป้ารับรู้จำนวน 2.7 พันล้านบาท บริษัทรับรู้ไปแล้ว 1.3 พันลล้านบาทใน 10M65 (ประหยัด CAPEX ได้เกือบ 1 พันล้านบาท ผ่านการซื้ออุปกรณ์ร่วมกัน และส่วนที่เหลือเกิดจากมาร์จิ้นที่ดีขึ้นและการประหยัดต้นทุน เช่น การบริหารจัดการสินค้ากลุ่มอาหารสด สินค้า Private Brand และรายได้ค่าเช่าได้ดีขึ้น และการใช้บริการ Back Office ร่วมกัน) และส่วนที่เหลือจะรับรู้ในปี 2566 

 

ส่วนการรีไฟแนนซ์หนี้ ณ สิ้น 3Q65 MAKRO มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (1.18 แสนล้านบาท) ต่อทุนที่ 0.3 เท่า โดยมีสัดส่วนหนี้สินสกุลดอลลาร์สหรัฐเทียบกับหนี้สินสกุลเงินบาทอยู่ที่ 54% (1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ): 46% (5.3 หมื่นล้านบาท) ในเดือนสิงหาคม 2565 คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติให้บริษัทออกหุ้นกู้หรือตราสารหนี้อื่นๆ มูลค่าไม่เกิน 9.5 หมื่นล้านบาท เพื่อชำระคืนหนี้ระยะยาวจำนวน 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 2.6 หมื่นล้านบาท 

 

ในเดือนตุลาคม 2565 บริษัทได้ออกหุ้นกู้สกุลเงินบาทจำนวน 2.3 หมื่นล้านบาท (ต้นทุนทางการเงิน 3.2% ต่อปี) เพื่อรีไฟแนนซ์เงินกู้จำนวน 449 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.7 หมื่นล้านบาท) และเงินกู้สกุลบาทจำนวน 6.9 พันล้านบาท (ต้นทุนทางการเงิน 5% ต่อปี) 

 

MAKRO จะบันทึกค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้คืนก่อนกำหนดครั้งเดียวจำนวนไม่ถึง 200 ล้านบาทใน 4Q65 และคาดว่าต้นทุนทางการเงินโดยเฉลี่ยจะทำจุดสูงสุดใน 4Q65 ที่ระดับเฉลี่ย 5% และจะลดลงใน 2H66 เนื่องจากบริษัทวางแผนรีไฟแนนซ์เงินกู้ส่วนที่เหลืออีก 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นหนี้สกุลบาทให้แล้วเสร็จภายใน 1H66

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น MAKRO ปรับเพิ่มขึ้น 11.76%WoW สู่ระดับ 42.75 บาท ดีกว่า SET Index ที่ปรับเพิ่มขึ้น 4.02%MoM สู่ระดับ 1,684.10 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและแนวโน้มธุรกิจ:

InnovestX Research คาดว่ากำไรปกติ 4Q65 จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัว YoY เนื่องจากยอดขายปลีกและรายได้ค่าเช่าที่ดีขึ้นจะช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่จะเพิ่มขึ้น QoQ จากปัจจัยฤดูกาล การรีไฟแนนซ์หนี้เสร็จใน 1H66 จะเป็นปัจจัยกระตุ้นในระยะถัดไป โดยคงเรตติ้ง Outperform ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 อ้างอิงวิธี DCF ที่ 43 บาทต่อหุ้น

 

สำหรับปี 2566 คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต โดยเกิดจากยอดขายและมาร์จิ้นที่ดีขึ้น และการผนึกกำลังทางธุรกิจมากขึ้น การรีไฟแนนซ์หนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐเสร็จในปี 1H66 จะช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น

 

ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือการเปลี่ยนแปลงในด้านกำลังซื้อและต้นทุนที่สูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการอ่อนค่าของเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

The post MAKRO – เผยเป้าหมายปี 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ซีพี’ ขาย Big Lot ‘หุ้นสยามแม็คโคร’ 160 ล้านหุ้น มูลค่า 6 พันล้านบาท ให้ Credit Suisse โบรกมองบวก ดัน Free Float เพิ่มเป็น 15.04% มีลุ้นเข้า MSCI https://thestandard.co/cp-makro-credit-suisse/ Fri, 25 Nov 2022 02:04:32 +0000 https://thestandard.co/?p=715185

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด รายงานต่อสำนักงานคณะก […]

The post ‘ซีพี’ ขาย Big Lot ‘หุ้นสยามแม็คโคร’ 160 ล้านหุ้น มูลค่า 6 พันล้านบาท ให้ Credit Suisse โบรกมองบวก ดัน Free Float เพิ่มเป็น 15.04% มีลุ้นเข้า MSCI appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด รายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า ได้ขายหุ้น บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งเป็นรายการขาย Big Lot มีสัดส่วน 1.5122% โดยเป็นการขายให้กับ Credit Suisse ด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน มองเป็นบวกกับหุ้น MAKRO หนุน Free Float เพิ่มเป็น 15.04% เพิ่มโอกาสเข้าดัชนี MSCI ได้

 

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด แจ้งข้อมูลในแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการหรือ (แบบ 246-2) ต่อ ก.ล.ต. ถึงการจำหน่ายหุ้น บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งเป็นรายการขายหุ้นขนาดใหญ่ (Big Lot) ในจำนวน 160 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 1.5122% โดยเป็นการขายให้กับ Credit Suisse AG, Singapore Branch


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ทั้งนี้ ภายหลังการทำธุรกรรมดังกล่าว บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด จะถือหุ้นใน MAKRO เหลือสัดส่วน 16.1822% ในหุ้นทั้งหมดของกิจการ และกลุ่มซีพีถือหุ้นสัดส่วน 84.9523% ในหุ้นทั้งหมดของกิจการของ MAKRO 

 

ด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน วิเคราะห์ว่าการขายหุ้น Big Lot ใน MAKRO ของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด จำนวน 160 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 37.75 บาท มูลค่ารวม 6,040 ล้านบาท

 

ทั้งนี้ อิงโครงสร้างผู้ถือหุ้นปัจจุบัน ผู้ที่สามารถขายหุ้นในปริมาณดังกล่าวคือ  CPALL, CPF และ CP Group หากการขายให้กับผู้ถือหุ้นรายอื่นจะสร้างจิตวิทยาบวก Free Float ที่ขยับสู่ 15.04% จากเดิม 13.53% เพิ่มโอกาสที่สามารถเข้าสู่ดัชนี MSCI ได้ในระยะถัดไป ดังนั้นจึงเป็นบวกต่อหุ้น MAKRO จึงยังแนะนำซื้อลงทุน

The post ‘ซีพี’ ขาย Big Lot ‘หุ้นสยามแม็คโคร’ 160 ล้านหุ้น มูลค่า 6 พันล้านบาท ให้ Credit Suisse โบรกมองบวก ดัน Free Float เพิ่มเป็น 15.04% มีลุ้นเข้า MSCI appeared first on THE STANDARD.

]]>
MAKRO – พัฒนาการเป็นบวก https://thestandard.co/makro-market-focus/ Thu, 17 Nov 2022 11:43:58 +0000 https://thestandard.co/?p=711071

เกิดอะไรขึ้น: ใน 4Q65TD ยอดขายสาขา (SSS) ของ MAKRO เติบ […]

The post MAKRO – พัฒนาการเป็นบวก appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

ใน 4Q65TD ยอดขายสาขา (SSS) ของ MAKRO เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับกลางถึงสูง YoY และตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำ YoY ที่ธุรกิจ B2B และธุรกิจ B2C ในประเทศไทย โดยเกิดจากยอดขายกลุ่ม HoReCa (ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และจัดเลี้ยง) ที่เพิ่มขึ้น และการรีแบรนด์ร้าน Lotus’s แล้วเสร็จ 

 

นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจะสนับสนุนให้ยอดขายปลีกและรายได้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง Lotus’s คาดว่ายอดขายปลีกต่อตารางเมตรและรายได้ค่าเช่า (ปัจจุบันอยู่ที่ 90% และ 80% ของระดับก่อนเกิดโควิด โดยอัตราการเช่าพื้นที่ลดลงและให้ส่วนลดค่าเช่าน้อยมาก) จะฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดโควิดในปี 2566

 

การขยายสาขาใน 4Q65 สำหรับธุรกิจ B2B MAKRO จะเปิดสาขา 5 สาขาในประเทศไทย (Eco Plus 1 สาขา, Classic 1 สาขา, Food Service 2 สาขา และ Fresh@makro 1 สาขา) และ 3 สาขาในต่างประเทศ (Eco Plus 2 สาขาในอินเดียและกัมพูชา, Food Service 1 สาขาในจีน) สำหรับธุรกิจ B2C บริษัทจะเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตกับตัวมอลล์ 1 สาขา และร้าน Go Fresh 25 สาขาในประเทศไทย

 

ด้านมาร์จิ้นปรับตัวดีขึ้น จาก Synergy ที่ MAKRO ตั้งเป้ารับรู้จำนวน 2.7 พันล้านบาท บริษัทรับรู้ไปแล้ว 1.3 พันล้านบาท ในปี 2565TD (ประหยัด CAPEX ได้เกือบ 1 พันล้านบาท ผ่านการซื้ออุปกรณ์ร่วมกัน และส่วนที่เหลือเกิดจากมาร์จิ้นทีดี่ขึ้นและการประหยัดต้นทุน เช่น การบริหารจัดการสินค้ากลุ่มอาหารสด สินค้า Private Brand และรายได้ค่าเช่าได้ดีขึ้น และการใช้บริการ Back-Office ร่วมกัน) และส่วนที่เหลือจะรับรู้ในปี 2566 

 

ใน 4Q65 บริษัทคาดว่าค่าใช้จ่าย SG&A จะยังอยู่ในระดับสูงสำหรับธุรกิจ B2B จากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม Marketplace ใหม่ และการปรับปรุงร้านเพื่อขายแบบ O2O เพิ่ม และจะทำจุดสูงสุดสำหรับธุรกิจ B2C จากค่าใช้จ่ายในการย้ายระบบ IT และรีแบรนด์ ก่อนที่จะปรับตัวดีขึ้นในปี 2566

 

สำหรับการรีไฟแนนซ์หนี้ ณ สิ้น 3Q65 MAKRO มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (1.18 แสนล้านบาท) ต่อทุนที่ 0.3 เท่า โดยมีสัดส่วนหนี้สินสกุลดอลลาร์สหรัฐเทียบกับหนี้สินสกุลเงินบาทอยู่ที่ 54% (1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ): 46% (5.3 หมื่นล้านบาท) และหนี้สินอัตราดอกเบี้ยคงที่เทียบกับหนี้สินอัตราดอกเบี้ยลอยตัวอยู่ที่ 7%:93% 

 

ในเดือนสิงหาคม คณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติให้บริษัทออกหุ้นกู้หรือตราสารหนี้อื่นๆ มูลค่าไม่เกิน 9.5 หมื่นล้านบาท เพื่อชำระคืนหนี้ระยะยาวจำนวน 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 2.6 หมื่นล้านบาท ในเดือนตุลาคม บริษัทได้ออกหุ้นกู้สกุลเงินบาทจำนวน 2.3 หมื่นล้านบาท (ต้นทุนทางการเงิน 3.2% ต่อปี) เพื่อรีไฟแนนซ์เงินกู้จำนวน 449 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.7 หมื่นล้านบาท) และเงินกู้สกุลบาทจำนวน 6.9 พันล้านบาท (ต้นทุนทางการเงิน 5% ต่อปี) 

 

InnovestX Research ประเมินกำไรจากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง (หลังภาษี) ได้ที่ราว 300 ล้านบาทต่อปี แต่บริษัทจะบันทึกค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้คืนก่อนกำหนดครั้งเดียวที่ระดับหลักร้อยล้านบาทใน 4Q65 บริษัทวางแผนรีไฟแนนซ์เงินกู้ส่วนที่เหลืออีก 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นหนี้สกุลบาทให้แล้วเสร็จภายในปี 2566 และเพิ่มสัดส่วนหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ โดยคาดว่าต้นทุนทางการเงินหลังรีไฟแนนซ์จะเพิ่มขึ้นไม่ถึง 2% ต่อปี จากระดับ 1H65

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น MAKRO ปรับเพิ่มขึ้น 5.00%MoM สู่ระดับ 36.75 บาท ดีกว่า SET Index ที่ปรับเพิ่มขึ้น 2.78%MoM สู่ระดับ 1,615.01 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2565:

InnovestX Research คาดว่ากำไรปกติ 4Q65 จะอยู่ในระดับทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY เนื่องจากยอดขายปลีกและรายได้ค่าเช่าที่ดีขึ้น และการผนึกกำลังทางธุรกิจจะช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และเพิ่มขึ้น QoQ จากปัจจัยฤดูกาล 

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ให้เรตติ้ง Outperform ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 อ้างอิงวิธี DCF ที่ 43 บาทต่อหุ้น และคาดว่ากำไรปกติปี 2566 ของ MAKRO จะเติบโต 28%YoY สู่ 1 หมื่นล้านบาท โดยเกิดจากยอดขายและมาร์จิ้นที่ดีขึ้น และการผนึกกำลังทางธุรกิจมากขึ้น การรีไฟแนนซ์หนี้สกุลดอลลาร์สหรัฐแล้วเสร็จในปี 2566 จะช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นและเงินบาทอ่อนค่าในอนาคต และจะเป็นปัจจัยกระตุ้นในระยะถัดไป 

 

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงในด้านกำลังซื้อและต้นทุนที่สูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการอ่อนค่าของเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

 

The post MAKRO – พัฒนาการเป็นบวก appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา! หุ้น MAKRO จะวิ่งต่อหรือไม่? หลังมีข่าวลือ ‘กลุ่มซีพี’ ยกเลิกดีลซื้อห้าง Metro ที่อินเดีย https://thestandard.co/makro-cp-metro-india/ Mon, 10 Oct 2022 12:51:58 +0000 https://thestandard.co/?p=694020

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นของ บมจ.สยามแม็คโคร หรือ MAKRO วั […]

The post จับตา! หุ้น MAKRO จะวิ่งต่อหรือไม่? หลังมีข่าวลือ ‘กลุ่มซีพี’ ยกเลิกดีลซื้อห้าง Metro ที่อินเดีย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นของ บมจ.สยามแม็คโคร หรือ MAKRO วันนี้ (10 ตุลาคม) ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นในชั่วโมงสุดท้ายของการซื้อ-ขาย โดยราคาหุ้นปิดตลาดที่ 35.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท หรือเพิ่มขึ้น 7.58% มูลค่าการซื้อ-ขายเข้ามาอย่างหนาแน่นกว่า 1,195 ล้านบาท สวนทาง SET Index ที่ปรับตัวลดลง 9.09 จุด หรือ 0.58% โดยปิดการซื้อ-ขายที่ระดับ 1,570.57 จุด 

 

สาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ราคาหุ้น MAKRO ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงท้ายตลาด มาจากกระแสข่าวลือที่ระบุว่า ซีพี กรุ๊ป (CP Group) จะไม่เข้าร่วมประมูล Metro Cash & Carry ที่อินเดีย

 

ก่อนหน้านี้สำนักข่าวต่างประเทศระบุว่า CP Group ได้ยื่นข้อเสนอราคาแบบไม่มีพันธะผูกพัน เพื่อประมูลซื้อกิจการ Metro Cash & Carry ในอินเดีย ด้วยมูลค่าราว 1 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับความคาดหวังของเจ้าของกิจการ ในขณะที่ Reliance Retail ยื่นราคาด้วยมูลค่าราว 7 ร้อยล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


รายงานจาก บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า จากข้อมูลประชุมนักวิเคราะห์ ซึ่งได้รับข้อมูลจาก IR ของ MAKRO ว่า MAKRO จะไม่เข้าร่วมประมูล Metro อินเดีย จะทำให้ราคาหุ้น MAKRO และ CPALL มีโอกาสกลับมา Outperform เนื่องจากตลาดจะผ่อนคลายต่อ Overhang การเข้าซื้อ Metro ประกอบกับผลประกอบการที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยปัจจัยทั้งสองดังที่กล่าวจะเป็นแรงหนุนเพิ่มเติมและสร้างความมั่นใจของนักลงทุน จึงมองเป็นโอกาสทั้งเก็งกำไรและลงทุนทั้งในระยะกลางและยาว

 

ขณะเดียวกันทิศทางกำไรไตรมาส 3/65 คาดว่าจะเห็นกำไรกลับมาเติบโตจากไตรมาส 3/65 และไตรมาส 2/65 ที่ระดับ 1.7-1.8 พันล้านบาท ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากยอดขายสาขาเดิมที่เติบโต (SSSG) เป็นบวกทั้ง MAKRO และ LOTUS รวมถึงประสิทธิภาพกำไรที่ฟื้นตัวดีขึ้น

 

กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า จากประเด็นดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณมาจากฝั่ง MAKRO ถือว่าเป็นการช่วยปลดล็อกประเด็นความกังวลที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้น MAKRO ในช่วงที่ผ่านมา

 

ก่อนหน้านี้ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ให้มุมมองว่า การที่กลุ่ม CP ยื่นประมูลซื้อกิจการ Metro ในอินเดีย คาดว่าหากกลุ่ม CP ชนะการประมูล จะนำ Metro ไปอยู่ภายใต้การดูแลและเป็นบริษัทย่อยของ MAKRO เช่นเดียวกับ Lotus และจะเป็นปัจจัยฉุดประสิทธิภาพการทำกำไรของ MAKRO

The post จับตา! หุ้น MAKRO จะวิ่งต่อหรือไม่? หลังมีข่าวลือ ‘กลุ่มซีพี’ ยกเลิกดีลซื้อห้าง Metro ที่อินเดีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
MAKRO – คาดผลประกอบการ 3Q-4Q65 จะเติบโตขึ้นอีกจากธุรกิจค้าส่ง (B2B) และธุรกิจค้าปลีก (B2C) ที่ดีขึ้น https://thestandard.co/makro-earnings-forecast/ Wed, 24 Aug 2022 10:37:15 +0000 https://thestandard.co/?p=671447 หุ้น MAKRO

เกิดอะไรขึ้น: ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงปัจจุบัน ยอดขายสาขา […]

The post MAKRO – คาดผลประกอบการ 3Q-4Q65 จะเติบโตขึ้นอีกจากธุรกิจค้าส่ง (B2B) และธุรกิจค้าปลีก (B2C) ที่ดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น MAKRO

เกิดอะไรขึ้น:

ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงปัจจุบัน ยอดขายสาขา (SSS) เติบโต 7%YoY สำหรับธุรกิจค้าส่ง (B2B) ในประเทศไทย และ 4.8%YoY สำหรับธุรกิจค้าปลีก (B2C) ในประเทศไทย ในขณะที่ SSS เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับกลาง YoY ในมาเลเซีย

 

MAKRO คาดว่าการรีแบรนด์ร้าน Lotus’s จะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2565 และหลังจากปรับปรุงร้านค้า ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับกลางสำหรับสาขาขนาดเล็ก และตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำสำหรับสาขาขนาดใหญ่


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


ใน 2H65 บริษัทปรับเป้าขยายสาขาลดลง โดยธุรกิจ B2B วางแผนเปิดสาขาใหม่ 5 สาขา (Eco Plus 1 สาขา, Fresh@Makro 1 สาขา, Food Service 2 สาขา และ Classic 1 สาขา) ในประเทศไทย และ 2 สาขาในต่างประเทศ (Eco Plus ในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย 1 สาขา และ Eco Plus ในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา 1 สาขา)

 

ธุรกิจ B2C บริษัทวางแผนเปิดซูเปอร์มาร์เก็ต 1 สาขา ไฮเปอร์มาร์เก็ต 2 สาขา Mini Go Fresh 45-50 สาขา ในประเทศไทย และซูเปอร์มาร์เก็ต 3 สาขา ในมาเลเซีย บริษัทวางงบลงทุนปี 2565 ไว้ที่ 2.3-2.5 หมื่นล้านบาท (1.0-1.1 หมื่นล้านบาท สำหรับธุรกิจ B2B และ 1.3-1.4 หมื่นล้านบาท สำหรับธุรกิจ B2C)

 

ด้านอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะดีขึ้นท่ามกลางค่าใช้จ่าย SG&A ระดับสูง ใน 2H65 อัตรากำไรขั้นต้นในธุรกิจ B2B มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของยอดขายกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยง (HoReCa) ที่ให้มาร์จิ้นสูง และอัตรากำไรขั้นต้นในธุรกิจ B2C มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากการมียอดขายสินค้ากลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร ซึ่งให้มาร์จิ้นสูงเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากไม่มีการล็อกดาวน์ และการมียอดขายสินค้ากลุ่มอาหารสดที่ให้มาร์จิ้นสูงเพิ่มมากขึ้นหลังจากรีแบรนด์ร้านค้า

 

ทั้งนี้ ใน 2H65 MAKRO คาดว่าค่าใช้จ่าย SG&A จะยังอยู่ในระดับสูง ทั้งจากธุรกิจ B2B และธุรกิจ B2C โดยค่าสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ และค่าใช้จ่ายพนักงาน จะอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ท่ามกลางยอดขายที่ดีขึ้น

 

MAKRO ยังคงเป้ารับรู้ประโยชน์จากการผนึกกำลังทางธุรกิจผ่านทางการเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นและลดค่าใช้จ่าย SG&A ลง เป็นจำนวน 2.7 พันล้านบาท ใน 3Q65-4Q66 โดยเริ่มจากการบริหารจัดการพื้นที่เช่าและอาหารสดได้ดีขึ้น และใช้บริการด้านการเงิน IT และช่องทางออนไลน์ร่วมกัน

 

สำหรับการรีไฟแนนซ์หนี้ ณ สิ้น 2Q65 MAKRO มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (เงินกู้ยืม) สุทธิต่อทุนอยู่ที่ระดับ 0.27 เท่า ทั้งนี้ จากเงินกู้ยืมทั้งหมด 1.21 แสนล้านบาทนั้น 54% อยู่ในสกุลดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเงินต้นมีการป้องกันความเสี่ยงไว้ทั้งหมดแล้วภายใต้สัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า, 31% อยู่ในสกุลบาท และ 15% อยู่ในสกุลริงกิตมาเลเซีย

 

สำหรับเงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ เงินกู้จำนวน 9.8 พันล้านบาท ภายใต้ CPRD ได้มีการชำระคืนด้วยเงินกู้ยืมระหว่างกัน (ใช้แหล่งเงินทุนจากเงินสดของ MAKRO) ในเดือนกรกฎาคม และส่วนที่เหลืออีก 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้บริษัทเอก-ชัย จะมีการรีไฟแนนซ์เป็นส่วนใหญ่หรือทั้งหมดผ่านการออกหุ้นกู้สกุลเงินบาทใน 2H65

 

แม้ว่าบริษัทจะต้องบันทึกค่าใช้จ่ายในการชำระหนี้คืนก่อนกำหนดที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (ยังไม่เปิดเผยยอด) แต่การชำระหนี้เงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐคืนก่อนกำหนดจะช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นในระยะถัดไป

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น MAKRO ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.19%MoM อยู่ที่ระดับ 35.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.21%MoM สู่ระดับ 1,637.30 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2565:

SCBS คาดว่ากำไรปกติ 3Q65 จะเติบโต YoY โดยได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจ B2B และธุรกิจ B2C ที่ดีขึ้น (SSS เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับกลางถึงสูง YoY ใน 3Q65TD) และประโยชน์จากการผนึกกำลังทางธุรกิจและ QoQ จากปัจจัยฤดูกาล

 

ขณะที่กำไรปกติปี 2565 คาดเติบโต 27% โดยการเติบโต 15% จะเกิดจากการผนึกกำลังทางธุรกิจและที่เหลือจะเกิดจากการดำเนินงานตามปกติที่ดีขึ้น อันเป็นผลมาจาก SSS และรายได้จากธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้า (Mall) ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิดคลี่คลาย การขยายธุรกิจ และมาร์จิ้นที่ปรับตัวดีขึ้นจากการมีสัดส่วนการขายที่ดีขึ้นอันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของตลาดและการปรับปรุงธุรกิจ

 

ทั้งนี้ การเติบโตของกำไรในปี 2565 นั้น 11% คาดว่าจะเกิดจากธุรกิจ B2B และ 16% จะเกิดจากธุรกิจ B2C (โดยเฉพาะใน 2H65 หลังจากรีแบรนด์ร้านค้าเสร็จสิ้น)

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ การเปลี่ยนแปลงในด้านกำลังซื้อและต้นทุนที่สูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post MAKRO – คาดผลประกอบการ 3Q-4Q65 จะเติบโตขึ้นอีกจากธุรกิจค้าส่ง (B2B) และธุรกิจค้าปลีก (B2C) ที่ดีขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนิศร์ เจียรวนนท์ ผู้เป็นหลานปู่ของ ‘เจ้าสัวธนินท์’ ขึ้นรั้งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หน่วยธุรกิจแม็คโคร ประเทศไทย https://thestandard.co/tanit-chearavanont-makro-ceo/ Tue, 16 Aug 2022 02:31:09 +0000 https://thestandard.co/?p=667503 ธนิศร์ เจียรวนนท์

ในเวลานี้ ธนิศร์ เจียรวนนท์ ผู้เป็นบุตรชายคนโตของ สุภกิ […]

The post ธนิศร์ เจียรวนนท์ ผู้เป็นหลานปู่ของ ‘เจ้าสัวธนินท์’ ขึ้นรั้งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หน่วยธุรกิจแม็คโคร ประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนิศร์ เจียรวนนท์

ในเวลานี้ ธนิศร์ เจียรวนนท์ ผู้เป็นบุตรชายคนโตของ สุภกิต และ มาริษา เจียรวนนท์ ทำให้เขามีศักดิ์เป็นหลานปู่ของ ‘เจ้าสัวธนินท์’ มหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของไทย กำลังสร้างฝีมือในวงการธุรกิจ กับการขึ้นรั้งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หน่วยธุรกิจแม็คโคร ประเทศไทย

 

ธนิศร์จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จากนั้นไปทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์ให้กับธนาคาร UBS AG ในฮ่องกง 2 ปีครึ่ง และกลับมาทำงานในแผนกต่างประเทศ ดูแลด้านการขยายสาขาให้แม็คโครตั้งแต่ปี 2558 และได้รับโจทย์ที่ท้าทาย อย่างการขยายสาขาสู่ประเทศที่การทำธุรกิจค้าปลีกค้าส่งไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างอินเดีย

 

ภารกิจของเขาในขณะนั้น คือการศึกษาความเป็นไปได้ของการขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชีย จนในที่สุดธนิศร์ซึ่งนั่งในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ LOTS Wholesale Solutions ก็สร้างผลงานด้วยการขยายได้ถึง 3 สาขาในอินเดีย

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 


 

“ตอนไปทำที่อินเดีย ผมอายุประมาณ 27 ปี ต้องบอกว่าตลาดนี้มีความท้าทายมาก เพราะฝั่งที่เป็นการค้าปลีกแบบดั้งเดิมมีถึง 91% และฝั่งที่เป็นการค้าสมัยใหม่มีสัดส่วนเพียง 9% เป็นตลาดที่มีความซับซ้อน ต้องใช้เวลาศึกษา ทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า”

 

ธนิศร์เล่าถึงภารกิจแห่งความท้าทายในตลาดค้าส่งในประเทศที่ถือว่าหินที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งตลอด 4 ปีในแดนภารตะ เขาทำงานอย่างหนัก สร้างบทพิสูจน์ในฐานะผู้นำองค์กร และสร้างผลงานทางธุรกิจได้ดี จนได้รับการเลื่อนขั้นกลับมารับตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หน่วยธุรกิจแม็คโคร ประเทศไทยในปีนี้

 

แต่ภารกิจในบ้านเกิดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเขาต้องลงสนามแข่งขันในธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ที่ตลาดในเมืองไทยกำลังเป็นสมรภูมิที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือด

 

“สำหรับแม็คโคร เราอยู่ในธุรกิจนี้มานานกว่า 33 ปีในประเทศไทย ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราต้องพัฒนาและปรับเปลี่ยน ก้าวเข้าสู่ S-Curve ใหม่ เพื่อพัฒนาตัวเองไปสู่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกแบบ Omni-Channel” ผู้เป็นหลานปู่ของ ‘เจ้าสัวธนินท์’ กล่าว

 

SCB EIC ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปี 2565 จะกลับมาขยายตัวอยู่ที่ราว 11% คิดเป็นมูลค่า 3.45 ล้านล้านบาท จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค การเพิ่มขึ้นของรายได้ภาคเกษตร และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ทำให้ภาพรวมธุรกิจค้าส่งค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโต และเข้าสู่การฟื้นตัวเต็มรูปแบบ  

 

ครึ่งปีแรก 2565 กลุ่มธุรกิจแม็คโครมีรายได้รวมทั้งสิ้น 229,680 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,623  ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 19.9% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากธุรกิจร้านอาหาร โรงแรมที่กลับมาฟื้นตัว ประกอบกับการเติบโตของยอดขายจากทั้งสาขาเดิม และการเปิดสาขาใหม่ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแม็คโคร กัมพูชา ที่มีผลประกอบการเป็นบวกมาหลายไตรมาส

 

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน ประเมินกำไรในปี 2565 ไว้ที่ 9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% คาดเริ่มเห็นรายจ่ายด้าน IT และการ Rebrand จะน้อยลง ผสานกับการเกิด Synergies ระหว่างธุรกิจค้าปลีกค้าส่งที่จะมีมากขึ้น ตามแผนที่ได้ตั้งเป้าประหยัดรายจ่ายกว่า 2.7 พันล้านบาทภายในปี 2566

 

ด้านบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า ประเมินว่า ปีนี้จะมีกำไร 8.7 พันล้านบาท โดยผลกระทบจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้น มีผลต่อต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่บริษัทยังคงต้องเร่งทำการตลาดเพื่อรักษายอดขาย เนื่องจากกลุ่มลูกค้าอยู่ในระดับกลาง-ล่าง ทำให้การปรับเพิ่มของราคาขายเพื่อรองรับต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้นทำได้ไม่มากนัก

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ธนิศร์ เจียรวนนท์ ผู้เป็นหลานปู่ของ ‘เจ้าสัวธนินท์’ ขึ้นรั้งตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หน่วยธุรกิจแม็คโคร ประเทศไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
MAKRO – คาด 2H22 จะดียิ่งขึ้น ด้วย Lotus’s หลังรีแบรนด์ร้านค้าเสร็จ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะลดลง และการผนึกกำลังทางธุรกิจ https://thestandard.co/makro-2h22/ Thu, 16 Jun 2022 14:00:12 +0000 https://thestandard.co/?p=642896 MAKRO

เกิดอะไรขึ้น: ใน 2Q22TD ยอดขายสาขา (SSS) ของ บมจ.สยามแม […]

The post MAKRO – คาด 2H22 จะดียิ่งขึ้น ด้วย Lotus’s หลังรีแบรนด์ร้านค้าเสร็จ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะลดลง และการผนึกกำลังทางธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MAKRO

เกิดอะไรขึ้น:

ใน 2Q22TD ยอดขายสาขา (SSS) ของ บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) มีแนวโน้มที่จะเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับสูง YoY สำหรับธุรกิจ B2B (Business-to-Business: MAKRO) ในประเทศไทย จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่จะอยู่ในระดับทรงตัว YoY สำหรับธุรกิจ B2C (Business-to-Consumer: Lotus’s) ในประเทศไทย จากฐานสูงของปีก่อนอันเป็นผลมาจากการกักตุนอาหาร และเพิ่มขึ้นมากกว่า 10%YoY 

 

ธุรกิจ B2C ในมาเลเซีย หลังจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ การเปิดประเทศอีกครั้ง และการอนุญาตให้พลเมืองถอนเงินออมเพื่อการเกษียณ สำหรับธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้า (Mall) อัตราการเช่าพื้นที่และอัตราค่าเช่าใน 2Q22TD ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงจาก 1Q22 โดยบริษัทตั้งเป้าอัตราการเช่าพื้นที่กลับคืนสู่ระดับก่อนเกิดโควิด ณ สิ้นปี 2022 และอัตราค่าเช่าจะฟื้นตัวในอีก 2 ปี (ปรับสัดส่วนผู้เช่า) 

 

ส่วนการขยายสาขาเพิ่ม โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นใน 2H22 โดยในปี 2022 สำหรับธุรกิจ B2B MAKRO ตั้งเป้าเปิดสาขา 8-12 สาขาในประเทศไทย และ 2-4 สาขาในต่างประเทศ (อินเดียและกัมพูชา ประเทศละ 1-2 สาขา) สำหรับธุรกิจ B2C บริษัทวางแผนเปิดสาขา 162-213 สาขาในประเทศไทย (ไฮเปอร์มาร์เก็ต 4 สาขา ซูเปอร์มาร์เก็ต 8-9 สาขา และมินิซูเปอร์มาร์เก็ต 150-200 สาขา) และซูเปอร์มาร์เก็ต 8-9 สาขาในมาเลเซีย (เทียบกับ 2 สาขาใน 1Q22) 

 

บริษัทตั้งเป้ารีแบรนด์ร้านค้าในธุรกิจ B2C ให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2022 ซึ่งหลังจากปรับปรุงร้านค้า บริษัทพบว่ายอดขายปรับตัวดีขึ้น โดยเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับกลางสำหรับร้านค้าขนาดเล็ก และเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำสำหรับร้านค้าขนาดใหญ่

 

ด้านมาร์จิ้นปี 2022 จะดีขึ้น MAKRO คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นในธุรกิจ B2B จะอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง เพราะยอดขายกลุ่ม HoReCa (ธุรกิจโรงแรม, ร้านอาหาร และธุรกิจจัดเลี้ยง) ที่ให้มาร์จิ้นสูงจะเพิ่มขึ้น และยอดขายกลุ่มค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่ให้มาร์จิ้นต่ำจะลดลง (มาตรการกระตุ้นลดลง) และธุรกิจ B2C จะปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะใน 2H22 จากการมียอดขายสินค้ากลุ่มที่ไม่ใช่อาหารซึ่งให้มาร์จิ้นสูงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากไม่มีการล็อกดาวน์เหมือนใน 3Q21 และการมียอดขายสินค้ากลุ่มอาหารสดที่ให้มาร์จิ้นสูงเพิ่มมากขึ้นหลังจากรีแบรนด์ร้านค้าเสร็จสิ้น 

 

MAKRO คาดว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นจะทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนค่าขนส่ง ค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายพนักงานที่เพิ่มขึ้นได้

 

สำหรับแผนรีไฟแนนซ์หนี้ ณ สิ้น 1Q22 MAKRO มีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (เงินกู้ยืม) สุทธิต่อทุนอยู่ที่ระดับ 0.25 เท่า โดยจากเงินกู้ยืมทั้งหมด 1.36 แสนล้านบาท มีเงินกู้ยืมภายใต้ บริษัท ซี.พี. รีเทล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (CPRD) จำนวน 2.7 หมื่นล้านบาท (20%) ซึ่งจะมีการชำระคืนทั้งหมดภายใน 3Q22 และจะช่วยลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลงได้ 200-225 ล้านบาทต่อไตรมาส และลดอัตราภาษีที่แท้จริง (ลดขาดทุนที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ภายใต้ CPRD) 

 

นอกจากนี้ บริษัทวางแผนออกหุ้นกู้สกุลเงินบาทในอนาคตอันใกล้นี้เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้ที่เหลือบางส่วน ทั้งนี้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างหนี้ SCBS ประเมินได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 1% จะส่งผลกระทบทำให้กำไรสุทธิปี 2023 ของ MAKRO ปรับลดลง 6% 

 

กระทบอย่างไร:

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น MAKRO ปรับเพิ่มขึ้น 2.94%MoM สู่ระดับ 35.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับตัวขึ้น 0.17%MoM สู่ระดับ 1,587.06 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2022:

SCBS คาดว่ากำไร 2Q22 ของ MAKRO จะเติบโต YoY อันเป็นผลมาจาก SSS ที่เติบโตดีขึ้นและมาร์จิ้นที่แข็งแกร่งนำโดยธุรกิจ B2B แต่จะอ่อนตัวลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาล

 

ขณะที่กำไร 2H22 จะปรับตัวดีขึ้น เพราะการดำเนินงานของ Lotus’s จะดีขึ้นหลังจากรีแบรนด์ร้านค้าเสร็จ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะลดลงจากการชำระคืนหนี้ และจะมีการรับรู้ประโยชน์จากการผนึกกำลังทางธุรกิจ 

 

อย่างไรก็ดี ปี 2022 คาดว่ากำไรปกติจะเติบโต 48% โดยการเติบโต 15% จะเกิดจากการผนึกกำลังทางธุรกิจ (รับรู้ 50% ใน 2H22 จากเป้า 2.7 พันล้านบาท ใน 2H22 – ปี 2023) และที่เหลือจะเกิดจากการดำเนินงานตามปกติที่ดีขึ้น อันเป็นผลมาจาก SSS และรายได้จากธุรกิจบริหารพื้นที่เช่าในศูนย์การค้า (Mall) ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิดคลี่คลาย การขยายธุรกิจ และมาร์จิ้นที่ปรับตัวดีขึ้นจากการมีสัดส่วนการขายที่ดีขึ้นอันเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของตลาดและการปรับปรุงธุรกิจ 

 

ทั้งนี้ หากแบ่งตามธุรกิจ การเติบโตของกำไรในปี 2022 นั้น 11% คาดว่าจะเกิดจากธุรกิจ B2B และ 37% จะเกิดจากธุรกิจ B2C (โดยเฉพาะใน 2H22 หลังจากรีแบรนด์ร้านค้าเสร็จสิ้น)

 

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ต้องติดตาม คือการเปลี่ยนแปลงในด้านกำลังซื้อและต้นทุนที่สูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post MAKRO – คาด 2H22 จะดียิ่งขึ้น ด้วย Lotus’s หลังรีแบรนด์ร้านค้าเสร็จ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะลดลง และการผนึกกำลังทางธุรกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
MAKRO รายงานกำไรสุทธิ 4Q64 ออกมาดีเกินคาด เพราะกำไรพิเศษและ Lotus’s https://thestandard.co/makro-4q64-profit/ Tue, 22 Feb 2022 12:04:33 +0000 https://thestandard.co/?p=597286 MAKRO รายงานกำไรสุทธิ 4Q64 ออกมาดีเกินคาด เพราะกำไรพิเศษและ Lotus’s

เกิดอะไรขึ้น: เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 บมจ.สยามแม […]

The post MAKRO รายงานกำไรสุทธิ 4Q64 ออกมาดีเกินคาด เพราะกำไรพิเศษและ Lotus’s appeared first on THE STANDARD.

]]>
MAKRO รายงานกำไรสุทธิ 4Q64 ออกมาดีเกินคาด เพราะกำไรพิเศษและ Lotus’s

เกิดอะไรขึ้น:

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 บมจ.สยามแม็คโคร (MAKRO) รายงานกำไรสุทธิ 4Q64 ที่ 9.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 327%YoY และ 479%QoQ โดยเกิดจาก 1. กำไรพิเศษ 6.5 พันล้านบาท จากธุรกรรม EBT (กำไรจากการเข้าซื้อ 6.7 พันล้านบาท ลบด้วยค่าใช้จ่ายจาก EBT 197 ล้านบาท) 2. กำไรปกติที่ 2.6 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 21%YoY และ 64%QoQ) เพราะ Lotus’s มีกำไรที่แข็งแกร่ง (MAKRO รวมงบการเงินของ Lotus’s ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2564) ที่ 397 ล้านบาท โดยเกิดจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นในธุรกิจค้าปลีกและอัตราการเช่าที่ฟื้นตัวในธุรกิจบริหารพื้นที่เช่า 

 

ทั้งนี้หลังจากจ่ายเงินปันผลงวด 1H64 ในอัตรา 0.4 บาทต่อหุ้น MAKRO ก็ประกาศจ่ายเงินปันผลงวด 2H64 ในอัตรา 0.32 บาทต่อหุ้น (XD 3 มีนาคม)

 

รายการสำคัญใน 4Q64 

ธุรกิจ B2B (Business-to-Business; MAKRO) ยอดขายสาขาเดิม (SSS) เติบโต 4.1%YoY (เทียบกับ 0.6%YoY ใน 4Q63 และ 1.3%YoY ใน 3Q64) MAKRO เปิดสาขาใหม่ 4 สาขา ส่งผลให้บริษัทมีสาขารวมทั้งหมด 149 สาขา โดย 142 สาขาอยู่ในประเทศไทย และ 7 สาขาอยู่ในต่างประเทศ 

 

ธุรกิจ B2C (Business-to-Consumer; Lotus’s) SSS หดตัวลง 6.1%YoY ในประเทศไทย และ 2.2%YoY ในประเทศมาเลเซีย โดยมี 2,618 สาขาในประเทศไทย และ 524 สาขาในประเทศมาเลเซีย 

 

ธุรกิจบริหารพื้นที่เช่า ในปี 2564 อัตราการเช่าพื้นที่ของ Lotus’s อยู่ที่ 90% ในประเทศไทย และ 92% ในประเทศมาเลเซีย 

 

อัตรากำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้นสู่ 11.2% สำหรับธุรกิจ B2B และ 20.1% สำหรับธุรกิจ B2C โดยเกิดจากการมีสัดส่วนการขายที่ดีขึ้น เพราะมียอดขายสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร ซึ่งให้มาร์จิ้นสูงเพิ่มมากขึ้นหลังจากผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และมาร์จิ้นที่ดีขึ้นจากสินค้าอาหารสด

 

สาระสำคัญจากการประชุม 

ในปี 2565 ถึงปัจจุบัน SSS เติบโต YoY ในทุกธุรกิจ เพราะราคาผลิตภัณฑ์และปริมาณการขายดีขึ้น และบริษัทยังคงเป้าขยายสาขาเชิงรุก (ร้านไฮเปอร์มาร์เก็ต 4 สาขา ร้านซูเปอร์มาร์เก็ต 10 สาขา และร้านมินิซูเปอร์มาร์เก็ต 250 สาขา ในธุรกิจ B2C ในประเทศไทย และร้านค้าต่างประเทศ 5 สาขาในกัมพูชาและอินเดีย ในธุรกิจ B2B) โดยคาดว่าอัตราการเช่าพื้นที่ศูนย์การค้าจะฟื้นตัวสู่ระดับก่อนโควิดระบาดที่ 95% ใน 2H65 (เทียบกับ 90-92% ณ สิ้นปี 2564) 

 

MAKRO และ Lotus’s กำลังดำเนินการผนึกกำลังร่วมกันในการเสนอขายสินค้าอาหารสด และสั่งนำเข้ารวมกัน รวมถึงวางแผนที่จะใช้ความเชี่ยวชาญในธุรกิจศูนย์การค้าของ Lotus’s มาปรับปรุงการบริหารพื้นที่เช่าของ MAKRO โดยตั้งเป้ารับรู้ประโยชน์จากการผนึกกำลังทางธุรกิจตั้งแต่ 2H65 เป็นต้นไป ร้านค้า 50% จากจำนวนร้านค้าทั้งหมดของ Lotus’s ได้รับการรีแบรนด์แล้วในปี 2564 และที่เหลือจะแล้วเสร็จในปี 2565 

 

ทั้งนี้หลังจากรีแบรนด์ร้านค้า ยอดขายของ Lotus’s ปรับตัวดีขึ้น 2% สำหรับร้านไฮเปอร์มาร์เก็ต, 6-10% สำหรับร้านซูเปอร์มาร์เก็ต และ 6% สำหรับร้านมินิซูเปอร์มาร์เก็ต พร้อมกับยอดขายอาหารสดที่เพิ่มขึ้น บริษัทวางแผนจัดสรรพื้นที่ค้าปลีกส่วนเกินของ Lotus’s ใหม่ เพื่อเพิ่มพื้นที่เช่าทั้งหมดอีก 6% บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนยอดขายออนไลน์ต่อยอดขายรวมสู่ 15-20% ในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งยอดขายสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ในประเทศไทยอยู่ที่เพียง 3% ยังต่ำกว่าเกาหลีใต้ที่ 25% อย่างมาก

 

กระทบอย่างไร:

ในวันนี้ (วันที่ 22 กุมภาพันธ์) ณ เวลา 12.30 น. ราคาหุ้น MAKRO ไม่เปลี่ยนแปลง DoD ที่ระดับ 43.25 บาท ดีกว่า SET Index ที่ปรับตัวลดลง 0.75%DoD อยู่ที่ระดับ 1,681.55 จุด 

 

มุมมองต่อผลประกอบการและแนวโน้มปี 2565:

SCBS ประเมินผลประกอบการ 4Q64 ออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก โดยเกิดจากกำไรพิเศษจากธุรกรรม EBT และกำไรจาก Lotus’s ที่มากกว่าคาด โดยได้ปรับประมาณการกำไรปี 2565 ของ MAKRO เพิ่มขึ้น 3% เพื่อสะท้อนมาร์จิ้นในธุรกิจค้าปลีกของ Lotus’s ที่ดีขึ้น ในขณะที่กำไรปกติ 1Q65 มีแนวโน้มเติบโต YoY และ QoQ อันเป็นผลมาจากการรวมงบการเงินของ Lotus’s เต็มไตรมาสและธุรกิจ B2B ที่ดีขึ้น

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post MAKRO รายงานกำไรสุทธิ 4Q64 ออกมาดีเกินคาด เพราะกำไรพิเศษและ Lotus’s appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเครือ CP จาก 7-Eleven, Makro และ Lotus’s จะเป็นอย่างไร ภายใต้การนำของ ‘ธรินทร์ ธนียวัน’ https://thestandard.co/how-will-cps-e-commerce-business-look-like/ Wed, 02 Feb 2022 04:54:59 +0000 https://thestandard.co/?p=589580 เครือ CP

การมีประสบการณ์ 3 ปีใน Lazada และ 2 ปีในการคุม Grab ประ […]

The post ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเครือ CP จาก 7-Eleven, Makro และ Lotus’s จะเป็นอย่างไร ภายใต้การนำของ ‘ธรินทร์ ธนียวัน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เครือ CP

การมีประสบการณ์ 3 ปีใน Lazada และ 2 ปีในการคุม Grab ประเทศไทย น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เครือ CP ตัดสินใจดึง ‘ธรินทร์ ธนียวัน’ มานั่งในตำแหน่งผู้อํานวยการบริหารกลุ่ม ด้านอีคอมเมิร์ซ ของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จํากัด 

 

นับตั้งแต่เข้ามาช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ธรินทร์บอกกับ THE STANDARD WEALTH ว่า หน้าที่หลักของเขาคือการเข้ามาดูแลธุรกิจอีคอมเมิร์ซของเครือ โปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกับอีคอมเมิร์ซ และการ Synergy ซึ่งเครือ CP อยู่ระหว่างการทรานส์ฟอร์มไปสู่การเป็น ‘Tech Company’

 

โดยปี 2564 เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งเกร่ง ซึ่งการทำอีคอมเมิร์ซของเครือ CP แตกต่างจากคู่แข่งตรงที่มีสาขาที่เป็นร้านค้าแบบออฟไลน์นับหมื่นสาขา หากรวม 7-Eleven, Makro และ Lotus’s จึงต้องทำธุรกิจแบบ O2O (Online to Offline) มีการนำสาขามาเป็นฐานในการส่งของออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Makroclick ที่มีเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ส่วน 7-Eleven มี 7-Eleven Delivery และ All Online ส่วน Lotus’s เป็น Lotus’s Shop Online

 

เทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้นกับการระบาดของโรคโควิดเป็นปัจจัยที่กระตุ้นทำให้อีคอมเมิร์ซเติบโต โดยการเติบโตในช่องทางออนไลน์ของ Makro มีการเติบโต 60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว Lotus’s เติบโต 260% ซึ่งธรินทร์ย้ำว่าเป็นการเติบโตแบบยั่งยืน นั่นคือมี ‘กำไร’ ส่วน 7-Eleven ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขอย่างชัดเจน แต่จากรายงานที่บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ พบว่าไตรมาส 3/64 ออนไลน์คิดเป็นสัดส่วนเกินกว่า 10% ของรายได้จากการขาย

 

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระบุว่า ในปี 2563 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีมูลค่าเท่ากับ 3.78 ล้านล้านบาท โดยมีสัดส่วนของมูลค่าอีคอมเมิร์ซในรูปแบบ B2C มากที่สุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.17 ล้านล้านบาท B2B มีมูลค่ากว่า 0.84 ล้านล้านบาท และ B2G มีมูลค่า 0.77 ล้านล้านบาท

 

ในปี 2564 คาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องภายหลังจากการฟื้นตัวจากสถานการณ์โรคระบาดโควิดเป็น 4.01 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 6.11% จากปี 2563

 

“ปี 2564 เป็นปีสร้างฐานและหาหนทาง ปี 2565 เป็นปีแห่งการบุก โดยจะมีบริการเพิ่มเติมหลังจากเห็นการเติบโตอย่างหวือหวา ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์โควิด ทำให้ CP เล็งเห็นถึงภาพที่ชัดเจนว่า การไปแบบ O2O นั้นยั่งยืน แข็งเกร่ง และเติบโตได้ดี” ธรินทร์กล่าว

 

ภายในไตรมาส 1/65 Makro จะเปิดตัว Makro Market Place ที่เป็นการขายแบบ B2B ซึ่งนอกจากสินค้าจาก Makro แล้ว ยังมีการนำสินค้าของซัพพลายเออร์เข้ามาวางขายด้วย 

 

ทาง Lotus’s จะออกแอปใหม่ จะมีการนำคลับการ์ดซึ่งเป็นระบบ CRM เข้ามาอยู่ด้วย จะทำให้กลายเป็น ‘ดิจิทัลทัชพอยต์ สำหรับลูกค้าคลับการ์ดจำนวนหลายล้านคนของเรา’ ที่สำคัญยังจะทำให้ขยายสาขาที่สามารถขายในออนไลน์ด้วย จาก 90 สาขา เป็น 2,000 กว่าสาขาในทันที กลายเป็น Game Changers ที่ยิ่งใหญ่ของเครือ ส่วน 7-Eleven มีนวัตกรรมที่เตรียมออกอีกมากมาย

 

ในช่วงไตรมาส 3/64 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven มีจำนวนร้านสาขาทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 12,882 สาขา มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการรวม 68,197 ล้านบาท ลดลง 8.2% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 1,711 ล้านบาท ลดลง 55.5%

 

ด้าน Makro ช่วงไตรมาส 3/64 มีสาขารวมทั้งสิ้น 164 สาขา มียอดขายรวม 53,824 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7% มีกำไรสุทธิ 1,572 ล้านบาท เท่ากับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

 

ธรินทร์เผยว่า ปี 2565 ธุรกิจอีคอมเมิร์ซของเครือ CP จะมีการลงทุนในระบบ IT, แพลตฟอร์ม และ AI ด้วยเม็ดเงินหลัก ‘พันล้านบาท’ ซึ่งธรินทร์ย้ำว่า ข้อดีคือธุรกิจของเครือมีการวางอินฟราสตรักเจอร์ได้อย่างดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะสาขาที่ลดต้นทุนการลงทุนได้เยอะมาก ซึ่งแต่ละธุรกิจมีเซกเมนต์ที่ออกมาค่อนข้างชัดเจน โดย Makro เป็นเซกเมนต์แบบ B2B ส่วน 7-Eleven เป็นซื้อแบบอยากกินทันที ส่วน Lotus’s เป็นของสด

 

เมื่อมองพฤติกรรมผู้บริโภคในการซื้อสินค้าออนไลน์ ธรินทร์เผยว่าลูกค้าต้องการสินค้าที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ เมื่อก่อนอาจจะรอ 3-4 วัน แต่ตอนนี้ต้องการภายใน 30 นาที และอีกหนึ่งเทรนด์ที่พบคือการซื้อของสดในช่องทางออนไลน์ ซึ่งหากหันไปดูตลาดที่เกาหลีใต้จะพบว่า ปัจจุบันยอดขาย 1 ใน 4 ของสินค้าสดทั้งหมดมาจากออนไลน์ ขณะที่ของไทยยังมีหลักดิจิต้นๆ ซึ่ง “จากเทรนด์เหล่านี้ ทำให้เครือ CP มองว่าจะต้องมีสาขาที่อยู่ใกล้ลูกค้า และนั่นคือจุดแข็งของเครือ 

 

“เมื่อเทียบกับภาพตลาดต่างประเทศที่ภาพค่อนข้างชัดเจนแล้ว ทำให้เราเห็นว่าถ้าเอาสาขาที่มีรวมกันกว่า 1.5 หมื่นสาขามาใช้ จะมีอิมแพ็กมหาศาลมาก ไม่ว่าจะเป็นการส่งของที่จะถึงมือลูกค้าได้เร็ว การส่งที่จองช่วงเวลาได้ หรือลูกค้าสามารถเดินไปรับสินค้าได้โดยไม่ต้องรอ ซึ่งการมีสาขาที่มากและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นสิ่งที่สร้างความแข็งเกร่งให้กับเครือในอนาคต”

 

กระนั้นการบุกธุรกิจของสดออนไลน์ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหากวัดการซื้อซ้ำซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของอีคอมเมิร์ซ จะพบว่าสิ่งที่ซื้อซ้ำบ่อยสุดคืออาหาร และรองลงมาคือของสด ซึ่งอย่างน้อยต้องซื้อสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่หมวดหมู่นี้ผู้ที่จะสามารถทำธุรกิจได้ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในธุรกิจของสดมาเป็นเวลานาน และต้องมีฐานสาขาที่กระจายและอยู่ใกล้ลูกค้าด้วย 

 

“ผมคิดว่าสัดส่วนของสดออนไลน์จะเพิ่มแบบทวีคูณ เมื่อมีผู้เล่นในตลาดที่สามารถเอาสาขาและซัพพลายเชนของสดมาใช้ได้ และจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ถูกกระตุ้นด้วยโควิด ทำให้ผมมองว่าจะเป็นอนาคตที่สดใสมากสำหรับของสดออนไลน์”

 

ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซของเครือ CP คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ธรินทร์หมายมั่นปั้นมือว่า ภายใน 2-3 ปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย ธุรกิจอีคอมเมิร์ซต้องคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15-20% ของธุรกิจรีเทลของเครือ CP ทั้งหมด

The post ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในเครือ CP จาก 7-Eleven, Makro และ Lotus’s จะเป็นอย่างไร ภายใต้การนำของ ‘ธรินทร์ ธนียวัน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>