Mahathir Mohamad Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/mahathir-mohamad/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 21 Mar 2026 05:13:45 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อันวาร์กับการแก้กฎหมายเพื่อจำกัดวาระนายกรัฐมนตรี 10 ปี https://thestandard.co/anwar-limit-pm-term-10-years/ Sat, 21 Mar 2026 05:13:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1189815 อันวาร์ อิบราฮิม กำลังกล่าวปราศรัย พร้อมข้อความบนภาพ 'อันวาร์กับการแก้กฎหมายจำกัดวาระนายกฯ 10 ปี'

หนึ่งในประเด็นการปฏิรูปการเมืองภายใต้การนำของอันวาร์ อิ […]

The post อันวาร์กับการแก้กฎหมายเพื่อจำกัดวาระนายกรัฐมนตรี 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อันวาร์ อิบราฮิม กำลังกล่าวปราศรัย พร้อมข้อความบนภาพ 'อันวาร์กับการแก้กฎหมายจำกัดวาระนายกฯ 10 ปี'

หนึ่งในประเด็นการปฏิรูปการเมืองภายใต้การนำของอันวาร์ อิบราฮิม ที่ถูกพูดถึงอย่างมากนับแต่หลังช่วงปีใหม่เป็นต้นมา ก็คือ การยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 43 เพื่อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไว้เพียง 10 ปี ซึ่งอันวาร์ประกาศชัดเจนถึงความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการครองอำนาจนี้ว่า “บุคคลย่อมมีขีดจำกัดในการดำรงตำแหน่งของตน หัวหน้าเลขาธิการรัฐบาลยังไม่อาจดำรงตำแหน่งได้ติดต่อกันเป็นเวลาหลายทศวรรษ หลักการดังกล่าวย่อมบังคับใช้กับทุกคน รวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วย” ทั้งยังตอกย้ำว่าข้อกำหนดนี้จะนำมาบังคับใช้กับตนเป็นคนแรก นั่นหมายความว่าถ้าอันวาร์ชนะการเลือกตั้งในครั้งหน้า (ปี 2028) วาระการเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องสิ้นสุดลงในปี 2032

 

เมื่อมองย้อนกลับไปดูที่มาของการเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นผลมาจากการชูนโยบายหาเสียงเลือกตั้งของอันวาร์ในครั้งที่ผ่านมาว่า “หากพรรคได้จัดตั้งรัฐบาลจะสร้างธรรมาภิบาลพร้อมกับปฏิรูปการเมืองให้มีความโปร่งใสและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นภายในประเทศ”

 

แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว การปฏิรูปนี้จะไม่ได้เกิดจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศแต่อย่างใด หากแต่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของกลุ่มพันธมิตรแนวร่วมปากาตัน ฮาราปัน ที่มีอันวาร์เป็นผู้นำในการเลือกตั้งที่ซาบาห์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุสำคัญของความพ่ายแพ้มาจาก ‘ความล่าช้าในการปฏิรูป’ เพราะหลายเรื่องที่ควรขับเคลื่อนและมีความจำเป็นเร่งด่วนกลับเป็นไปอย่างเชื่องช้าโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่น

 

ดังนั้น จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การเร่งเครื่องนำร่างกฎหมายจำกัดวาระผู้นำประเทศเข้าสู่สภาเป็นการขับเคลื่อนมีต้นทุนต่ำ แต่ได้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่มีความมุ่งมั่นในการปฏิรูปกลับคืนมาไม่มากก็น้อย

 

อย่างไรก็ดี เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการเสนอร่างกฎหมายนี้มีออกมาในหลายแง่มุม

 

สำหรับฝ่ายที่สนับสนุนการจำกัดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมองว่า เป็นการสร้างและเปิดโอกาสทางการเมืองให้แก่คนรุ่นใหม่ได้ผลัดเปลี่ยนเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณให้สมาชิกพรรคการเมืองสามารถคาดการณ์การขยับตำแหน่งสำคัญภายในพรรคที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้ได้

 

นอกจากนี้ ยังอาจช่วยลดความรุนแรงในการต่อสู้แย่งชิงอำนาจภายในพรรคให้น้อยลง หากมองถึงประโยชน์ที่จะมีต่อประเทศนั้น ข้อจำกัดดังกล่าวจะเป็นบันไดนำไปสู่การส่งเสริมให้เกิดธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลที่มีระเบียบวินัยมากยิ่งขึ้น เพราะการกำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศนี้จะเป็นเกราะป้องกันการสร้างระบอบอำนาจนิยมที่ยึดโยงกับตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งในการบริหารประเทศ การสร้างระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ ตลอดจนการกระชับอำนาจไว้ที่ผู้นำดังที่เคยเกิดขึ้นในสมัยของมหาเธร์ โมฮัมหมัด

 

หากในอีกด้านก็ยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัยถึงผลลัพธ์จากการกำหนดกรอบเวลาการดำรงอำนาจไว้ที่ 10 ปี ว่าจะสามารถปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองได้จริงตามที่คาดหวังหรือไม่

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ตั้งสหพันธรัฐมาเลเซียขึ้นในปี 1963 ประเทศมีนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่ครองอำนาจเกิน 10 ปี นั่น คือ มหาเธร์ โดยครั้งแรกดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 22 ปี (ระหว่างปี 1981-2003) และครั้งที่ 2 เป็นเวลา 2 ปี (2018-2020) รวมแล้ว 24 ปี ส่วนนายกรัฐมนตรีที่เหลือก็ไม่เคยมีใครดำรงตำแหน่งเกิน 1 วาระหรือ 5 ปี

 

หากความตั้งใจของอันวาร์จะเพียงป้องกันใครคนใดคนหนึ่งกลับเข้ามาครองอำนาจทางการเมือง ก็ต้องไม่ลืมความจริงที่ว่าการสืบทอดอำนาจผ่านตัวแทนหรือนอมินีทางการเมือง หรือแม้กระทั่งการส่งไม้ต่อให้บุตรหรือภรรยาก็ยังคงสามารถเกิดขึ้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในบริบทของการเมืองมาเลเซียที่ยังคงเดินวนอยู่บนการเมืองเรื่องชาติพันธุ์ (ethnic politics) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกพรรคการเมืองอย่างมาก ซึ่งเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาที่สร้างขึ้นน่าจะยังไม่สามารถทำให้การเมืองภายในประเทศให้หลุดพ้นจากกรอบเดิม ๆ ได้ เพราะการขับเคลื่อนและนโยบายของทุกพรรคการเมืองในมาเลเซียนับจากอดีตจนถึงปัจจุบันยังอยู่บนแนวทางชาติพันธุ์ไม่เสื่อมคลาย

 

ตัวอย่างสำคัญที่เห็นในระดับรัฐก็คือการที่พรรคปาสสามารถชนะการเลือกตั้งเข้ามาบริหารรัฐกลันตันตั้งแต่ปี 1990 เป็นต้นมา นอกจากนี้ เงื่อนไข 10 ปีในการดำรงตำแหน่งอาจสั่นคลอนความน่าเชื่อถือหรือลดแรงสนับสนุนต่อพรรครัฐบาลหรือผู้นำคนดังกล่าวในช่วงปีที่ 8-9 ก่อนที่จะหมดวาระ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลไร้เสถียรภาพ ยังไม่นับรวมถึงความสงสัยต่อลักษณะระบอบประชาธิปไตยของประเทศในแง่ที่ว่า หากมีผู้นำที่มีคุณสมบัติพร้อมเหตุใดจึงต้องห้ามมิให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่ง ทั้งที่ที่มาก็ถูกต้องและเป็นไปตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตย

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Hasnoor Hussain/File Photo

The post อันวาร์กับการแก้กฎหมายเพื่อจำกัดวาระนายกรัฐมนตรี 10 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
มาเลเซียหลังเลือกตั้ง: ปั่นป่วน เปลี่ยนแปลง แต่ไม่เปลี่ยนไป https://thestandard.co/malaysia-election/ Thu, 24 Nov 2022 07:14:16 +0000 https://thestandard.co/?p=714822 Mahathir Mohamad

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 15 ของมาเลเซีย หรือ GE15* ได […]

The post มาเลเซียหลังเลือกตั้ง: ปั่นป่วน เปลี่ยนแปลง แต่ไม่เปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mahathir Mohamad

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 15 ของมาเลเซีย หรือ GE15* ได้สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ในประวัติศาสตร์มาเลเซีย นับตั้งแต่มีการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 1959 เนื่องจากไม่มีพรรคหรือกลุ่มพันธมิตรใดได้ที่นั่งเกิน 50% ของสภาผู้แทนราษฎร (Dewan Rakyat) จนนำมาสู่สภาวะ ‘สภาแขวน’ (Hung Parliament)* เป็นครั้งแรก ทำให้แม้ผ่านมาแล้ว 4-5 วัน ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่ากลุ่มพันธมิตรใดจะขึ้นเป็นรัฐบาล และจะมาจากการรวมตัวของพรรคการเมืองใดบ้าง

 

ไม่ใช่แค่ชาวมาเลเซียหรือนักวิเคราะห์การเมืองเท่านั้นที่ให้ความสนใจและเฝ้ารอคอย หากแต่รวมถึงบริษัทชั้นนำในตลาดหุ้นมาเลเซีย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กลุ่มพลังงาน กลุ่มก่อสร้าง และกลุ่มโทรคมนาคม ต่างลุ้นกับการจัดตั้งรัฐบาลไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะบริษัทเหล่านี้จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากรัฐบาลผสมชุดใหม่แตกต่างกันออกไปตามนโยบายของกลุ่มพรรคพันธมิตร 

 

ใน GE15 กลุ่มพันธมิตร Pakatan Harapan (PH) นำโดย อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ได้ที่นั่งมากที่สุดถึง 82 ที่นั่ง ตามมาด้วยกลุ่ม Perikatan Nasional (PN) ที่มี มูห์ยิดดิน ยัสซิน (Muhyddin Yassin) เป็นผู้นำได้ 73 ที่นั่ง (ซึ่งมูห์ยิดดินถึงกับกล่าวว่าเป็นชัยชนะอย่างไม่คาดคิด) ส่วน Barisan Nasional (BN) หรือที่รู้จักในชื่อกลุ่มแนวร่วมแห่งชาติ นำโดย ซาฮิด ฮามิดิ (Zahid Hamidi) ประธานพรรค United Malays National Organisation (UMNO) ตามมาเป็นที่สาม หลังจากพ่ายแพ้ในหลายเขตเลือกตั้งและรักษาได้เพียง 30 ที่นั่ง 

 

ส่วน มหาเธร์ โมฮัมหมัด (Mahathir Mohamad) ผู้นำกลุ่ม Gerakan Tanah Air (GTA) นอกจากจะพ่ายแพ้อย่างหมดรูปในลังกาวีแล้ว กลุ่ม GTA ก็ไม่ได้สักที่นั่งเดียว แม้ PH จะได้ ส.ส. จำนวนมากที่สุดแต่ก็ยังห่างไกลจากจำนวนครึ่งหนึ่งของสภา หรือ 112 ที่นั่ง และเมื่อต้องจับขั้วกับกลุ่มพันธมิตรอื่นแล้ว ดูเหมือนตัวเลือกของ PH จะมีไม่มากนัก ต่างกับ PN ที่ดูจะมีภาษีและตัวเลือกในการจัดตั้งรัฐบาลมากกว่า โดยเฉพาะสัญญาณบวกจากพรรคเจ้าถิ่นในซาบาห์และซาราวักที่มีที่นั่งรวมกันแล้ว 28 ที่ แถมยังเคยร่วมงานกันมาในรัฐบาลก่อนหน้า อีกทั้งในสภาวะเช่นนี้ก็ยังไม่ใช่สนามทดสอบกฎหมายต่อต้านการย้ายพรรค (Anti-Party Hopping Bill) เพราะยังเป็นช่วงระหว่างการฟอร์มทีมรัฐบาลเท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว พรรคต่างๆ ล้วนมีโอกาสในการต่อรองจับขั้วรัฐบาล ขอเพียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ย้ายสังกัด 

 

ความไม่ลงตัวในการจับขั้วรัฐบาลถึงกับทำให้กษัตริย์มาเลเซียต้องยืดเวลาการส่งชื่อนายกรัฐมนตรีและรายชื่อพรรคร่วมรัฐบาลชุดใหม่ออกไปอีก 24 ชั่วโมง เป็นวันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน 2022 ตามคำร้องขอจากเหล่าหัวหน้าพรรคการเมือง อีกทั้งจากสถานการณ์ชะงักงันทางการเมือง (Political Deadlock) ที่เกิดขึ้นหลังประกาศผลการเลือกตั้ง ทำให้กษัตริย์ต้องทำหน้าที่หาทางออกให้กับประเทศ เพราะภายใต้ระบอบการปกครองของมาเลเซียที่มีกษัตริย์เป็นประมุข รัฐธรรมนูญมาตรา 43 (2) กำหนดไว้ว่า หากไม่มีพรรคการเมืองใดได้ที่นั่งครึ่งหนึ่งหรือเกินกว่านั้นในสภา กษัตริย์จะทำหน้าที่เป็นผู้ตัดสินเลือกหัวหน้าพรรคการเมืองที่เห็นว่ามีความเหมาะสมต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐสภาขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี 

 

ดังนั้นหากท้ายที่สุดการเจรจาระหว่างกษัตริย์และพรรคการเมืองต่างๆ ไม่สามารถหาจุดร่วมที่ลงตัว จนไม่อาจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากดังเช่นที่เคยเป็นมา เราคงจะได้เห็นการเกิดขึ้นของรัฐบาลเสียงข้างน้อย (Minority Government) เป็นครั้งแรกของมาเลเซียก็เป็นได้ ซึ่งสภาวะเช่นนี้ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนัก ทั้งยังเป็นการตอกย้ำถึงบทบาทและความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ในคราวเดียวกัน 

 

แม้ว่าในตอนนี้* ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะมีหน้าตาอย่างไร แต่ GE15 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ลักษณะทางการเมือง และสิ่งที่กำลังจะตามมาในหลายด้าน

  • ปิดฉากยุคเรืองอำนาจของ BN

ผลการเลือกตั้งที่ออกมาชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญ นั่นคือยุคเรืองอำนาจของ BN ได้จบสิ้นอย่างแท้จริงแล้ว ในช่วงก่อนปี 2018 กลุ่ม BN เคยผูกขาดการบริหารประเทศและเป็นแกนนำการจัดตั้งรัฐบาลมาเป็นเวลากว่า 6 ทศวรรษ หากแต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ BN กลับได้เพียง 30 ที่นั่ง ซึ่งน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ 

 

ด้านของซาฮิด ฮามิดิ ประธานพรรค UMNO ที่เป็นทั้งผู้ผลักดันและตัวตั้งตัวตีให้มีการเลือกตั้ง เพราะหวังผลทางการเมืองที่จะตามมาหาก BN เป็นรัฐบาลในสมัยหน้า แม้ตัวซาฮิดจะยังรักษาเก้าอี้ใน Bagan Datuk ไว้ได้ แต่กลับมีคะแนนทิ้งคู่แข่งเพียงแค่ 348 คะแนนเท่านั้น อีกทั้งบุคคลสำคัญหลายคนของ BN ที่รวมถึง 3 อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ก็ต้องพบกับความพ่ายแพ้อย่างยับเยินในศึก GE15 ยิ่งเมื่อดูในภาพรวมแล้ว BN ได้แค่ 9 ที่นั่งในยะโฮร์ และไม่ได้แม้สักที่นั่งเดียวในปะลิส เกดะห์ ปีนัง มะละกา กลันตัน และตรังกานู

 

ความหายนะครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชันที่เกี่ยวข้องกับผู้นำ UMNO นับแต่การเลือกตั้งในปี 2018 ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำความพ่ายแพ้มาสู่พรรคเก่าแก่ของประเทศถึง 2 ครั้ง 2 ครา นอกจากนี้ซาฮิด ฮามิดิ ก็ดูไม่เหมาะถือธงรบนำพรรคลงสนาม เพราะมีข้อกล่าวหาติดตัวเกี่ยวกับการทุจริต รับสินบน และฟอกเงินถึง 47 ข้อหา ยิ่งไปกว่านั้น ที่ผ่านมาพรรคยังไม่สามารถปฏิรูปและสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้หลุดพ้นจากวังวนของคอร์รัปชันได้ ทำให้ UMNO ถูกมองว่าเป็นพรรคที่มีการคอร์รัปชันมากที่สุด เมื่อบวกกับความเอือมระอาของประชาชนต่อปัญหาคอร์รัปชัน ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้ชาวมลายูจำนวนมากที่เคยเป็นฐานเสียงให้กับ UMNO โดยเฉพาะกลุ่มที่นิยมในแนวทางอิสลามหันไปเลือกกลุ่ม PN แทนในฐานะทางเลือกเดียวที่มีอยู่ 

 

มหาเธร์ที่กลายเป็นเพียงตำนาน

GE15 เป็นการปิดฉากทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศมาเป็นเวลารวมทั้งสิ้นถึง 24 ปี และถือว่ายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์มาเลเซีย แต่การอำลานี้กลับไม่ได้สวยงาม หากเป็นความเสียหน้าและจุดด่างพร้อยในเส้นทางชีวิตการเมืองที่ไม่อาจลบเลือน หลังจากที่มหาเธร์พ่ายแพ้อย่างหมดท่าในลังกาวี ทั้งที่เคยยึดเก้าอี้นี้ไว้นานถึง 53 ปี 

 

ด้านมูคริซ ลูกชายของมหาเธร์เองก็ยังไปไม่ถึงฝั่งฝัน ทำให้ GE15 เหลือทิ้งไว้ก็เพียงตำนานการขับเคลื่อนประเทศแบบที่ใช้ตัวบุคคล (Personalization) และอำนาจรวมศูนย์ แทนที่สถาบันทางการเมืองในช่วงครองอำนาจของมหาเธร์ ตลอดจนเรื่องเล่าขานถึงความสำเร็จ เช่น Vision 2020 และ Look East Policy หรือแม้แต่การผลักดันประเทศให้ก้าวจากเกษตรกรรมเป็นประเทศอุตสาหกรรม ตลอดจนความพยายามในการปลูกปั้นลูกรักอย่างโปรตอน (Proton) บริษัทผลิตรถยนต์แห่งแรกของประเทศให้ก้าวขึ้นสู่ระดับภูมิภาค และสำคัญที่สุดคือนโยบาย New Economic Policy (NEP) ที่แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์มาหลายทศวรรษว่าไม่เคยประสานรอยร้าวระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ให้ดีขึ้น ซ้ำร้ายทำให้การเมืองเรื่องชาติพันธุ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองมาเลเซียอย่างที่แยกออกจากกันไม่ได้ ทว่านโยบายนี้กลับได้รับการสานต่อจากรัฐบาลทุกชุดจวบจนถึงปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเพียงตำนานเล่าขาน และทิ้งมรดกตกทอดหลายอย่างไว้กับการเมืองมาเลเซียต่อไปอีกเนิ่นนาน

 

การเมืองเรื่องชาติพันธุ์ที่ไม่เลือนหาย

การเมืองเรื่องชาติพันธุ์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อประชาชนในการตัดสินใจลงคะแนนเลือกกลุ่มพันธมิตร และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพรรคการเมืองในการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล ในด้านของกลุ่มผู้ลงคะแนนโดยเฉพาะชาวมลายูชี้ให้เห็นว่า ถึง BN และ PN จะสร้างภาพลักษณ์เป็นกลุ่มตัวแทนของชาวมาเลย์มุสลิมเหมือนกัน แต่กลุ่ม PN ได้กลายเป็นทางเลือกใหม่แทนที่ UMNO แม้พรรค Bersatu ของมูห์ยิดดินที่เป็นแกนนำใน PN จะดูเหมือนเป็นพรรคอวตารของ UMNO แต่ก็ไม่เคยแปดเปื้อนกับปัญหาคอร์รัปชัน ทั้งยังคงภาพลักษณ์ที่ใสสะอาดอยู่ การจัดตั้งรัฐบาลพันธมิตรก็แสดงให้เห็นถึงการเมืองเรื่องชาติพันธุ์ด้วยเช่นกัน เมื่อกลุ่ม PN โดยเฉพาะพรรค PAS (Parti Islam Se-Malaysia) พรรคพันธมิตรของ PN มีจุดยืนที่จะทำงานร่วมกับพรรคที่เป็นตัวแทนของชาวมลายู หรือพรรคที่ไม่ใช่ชาวมลายูแบบสุดโต่ง นั่นหมายถึงการหันหลังให้กับ PH อย่างสิ้นเชิง เพราะ PH มีภาพของความเป็นเสรีนิยมมากเกินไปและมองว่าถูกครอบงำโดยกลุ่มชาวจีน นี่ยังไม่ต้องจินตนาการถึงภาพที่พรรค PAS ซึ่งเป็นอิสลามแบบสุดโต่งจะทำงานได้ดีเพียงใดในบอร์เนียวที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์

 

การเมืองเรื่องชาติพันธุ์จะเห็นชัดเจนมากขึ้น หากนำจำนวนที่นั่งของพรรคการเมืองทั้งหมดมาวางเปรียบเทียบกัน ซึ่งพรรคที่ได้ที่นั่งมากที่สุดใน GE15 คือพรรค PAS ได้ไปถึง 48 ที่นั่ง ซึ่งเป็นความน่าสนใจอย่างมาก เพราะพรรค PAS เป็นพรรคอนุรักษนิยมตามแนวทางศาสนาอิสลาม และที่ผ่านมาพรรคเป็นที่นิยมอยู่เพียงในกลุ่มชาวมลายูมุสลิมในตรังกานู กลันตัน ปะลิส และเกดะห์ ที่สำคัญกว่านั้น จากอดีตพรรคไม่เคยได้ ส.ส. เกิน 25 ที่นั่ง แต่ปรากฏการณ์ที่คะแนนนิยมหลั่งไหลมาให้พรรคจนเรียกว่า Green Tsunami* ในครั้งนี้ ทำให้ไม่อาจละเลยได้ว่าการเมืองอิสลามกำลังกลับเข้ามามีอิทธิพลและบทบาทในการเมืองมาเลเซีย 

 

และเมื่อ PAS เป็นส่วนสำคัญในชัยชนะของ PN ก็อาจแปลความได้ว่า PN ภายใต้การนำของมูห์ยิดดินได้รับความไว้วางใจจากประชาชนโดยเฉพาะชาวมลายูมุสลิม และคนกลุ่มนี้ยังคงสนับสนุน Affirmative Action Policy อันเป็นนโยบายที่เกื้อหนุนชาวมาเลย์มุสลิมและชาวภูมิบุตร ในทางตรงกันข้ามก็ชี้ให้เห็นว่า PH ยังไม่สามารถเข้าไปอยู่ในใจของชาวมลายูมุสลิมได้ สิ่งที่เกิดขึ้นต้องยอมรับว่าจะส่งผลต่อการวางแนวนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ในด้านการเมืองและเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ความมั่นคง และการเข้าลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เพื่อเรียกคะแนนและขยายความนิยมเข้าไปในคนกลุ่มนี้ เพราะจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไปอย่างที่ไม่ต้องคาดเดา

  • วงเวียนการเมืองอุปถัมภ์

การเมืองเรื่องของการต่อรองก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาในช่วงของการจัดตั้งรัฐบาล และก็มิใช่เพียงการต่อรองตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐบาลเท่านั้น หากต้องไม่ลืมว่าตำแหน่งสำคัญอื่นทั้งใน Government-linked Companies (GLCs) และ Government-linked Investment Companies (GLICs) เช่น Khazanah Nasional, CIMB Group Holdings Berhad, Malayan Banking Berhad (Maybank), Sime Darby และคณะกรรมาธิการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมาเลเซีย (Malaysian Anti-Corruption Commission), คณะกรรมการการเลือกตั้ง (Election Commission), Judicial Appointments Commission, Malaysian Communications and Multimedia Commission (MCMC) ล้วนเป็นการตบรางวัลให้แก่ผู้สนับสนุนและขับเคลื่อนให้กลุ่มพันธมิตรสามารถจัดตั้งรัฐบาลอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ อีกทั้งตำแหน่งเหล่านี้ยังมีนัยต่อเสถียรภาพของฝ่ายรัฐบาลและมักถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองสกัดกั้นฝ่ายตรงข้ามด้วย 

 

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้การต่อรองมีความดุเดือดกว่าที่เคยเป็นมา จากอดีตที่ UMNO จะเป็นผู้ตัดสินใจและควบคุมตำแหน่งสำคัญในหลายกระทรวง ตลอดจนคณะกรรมาธิการและ GLCs ชั้นนำ หากแต่ในครั้งนี้ ไม่ว่ากลุ่มใดจะเป็นรัฐบาล คงต้องยอมสละตำแหน่งสำคัญที่หมายตาไว้ให้กับพันธมิตรที่ร่วมกอดคอกันมา และพรรคร่วมอื่นที่เข้ามาเสริมทัพในการจัดตั้งรัฐบาล

 

นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่ามาเลเซียกำลังเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น การว่างงาน ภาวะเงินเฟ้อ ตลอดจนค่าเงินริงกิตที่อ่อนลง ดังนั้นแล้วสำหรับรัฐบาลชุดใหม่นี้ หนึ่งในยุทธศาสตร์ที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคงหนีไม่พ้นการสานต่อเมกะโปรเจกต์ ไม่ว่าจะเป็น East Coast Rail Link, Gemas-Johor Bahru (JB) Electrified Double Track, JB-Singapore Rapid Transit Link และ Pan-Borneo Highway Sabah-Sarawak Link Road 

 

ซึ่งโครงการขนาดยักษ์ในมาเลเซียมักมี GLCs เป็นผู้ขับเคลื่อนและได้รับสัมปทานจากรัฐ อีกทั้งการลงทุนของ GLCs ยังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเรียกคะแนนนิยมจากชาวมาเลย์มุสลิมในรัฐบาลทุกชุด รวมถึงหลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับ GLCs มักมีปัญหาความไม่โปร่งใสและมูลค่าการลงทุนที่สูงเกินจริง ลักษณะเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ หากแต่มีให้เห็นในทุกรัฐบาลที่ผ่านมา และไม่ใช่เพียงรัฐบาล UMNO เท่านั้น แม้แต่ในช่วงปี 2018 ที่ PH เป็นรัฐบาล ก็ได้พร่ำบอกถึงความเลวร้ายและมุ่งมั่นที่จะขจัดปัญหานี้ แต่ก็ยังปรากฏภาพของการเกื้อหนุนญาติมิตร (Nepotism) และการเมืองอุปถัมภ์ สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ สิ่งเหล่านี้จะเป็นกระจกสะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า ระบบอุปถัมภ์ที่เคยกัดกินประเทศมาเป็นเวลาช้านานนั้นได้หมดสิ้นไปแล้วหรือยัง ตลอดจนการลงมือทำตามจุดยืน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม PN หรือ PH ที่ได้ให้ไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่าจะสร้างธรรมาภิบาล (Good Governance) และแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน

 

นอกจากสิ่งต่างๆ ที่กำลังถาโถมเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการเมืองมาเลเซียแล้ว รัฐบาลชุดใหม่ก็มีภาระงานเร่งด่วนรออยู่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายหลายฉบับที่รอการขับเคลื่อนจากรัฐบาล เช่น Fiscal Responsibility Act ตลอดจนการนำงบประมาณปี 2023 ที่ผ่านการพิจารณาจากรัฐบาลชุดก่อนขึ้นโต๊ะพิจารณาใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 

 

ดังนั้นจึงต้องจับตาดูว่าการเข้ามาบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้มากน้อยเพียงไร ท้ายที่สุดแล้ว การจัดตั้งรัฐบาลมิใช่เพียงชัยชนะของกลุ่มพันธมิตรใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น เพราะหากพิจารณาลึกลงไปในแง่ของรัฐบาลชุดใหม่จะพบว่า ‘เสถียรภาพ’ มิใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดเพียงปัจจัยเดียวอีกต่อไป แต่ ‘ความมีอิสระในการตัดสินใจ’ และ ‘ความเป็นเอกภาพ’ ของรัฐบาลที่จะมีมากน้อยแค่ไหนต่างหากเป็นสิ่งสำคัญกว่า เพราะจะเชื่อมโยงถึง Manifesto อุดมการณ์ และคำมั่นสัญญาที่พรรคเคยให้ไว้ ตลอดจนเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนในประเทศ นักลงทุนต่างชาติ และการกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจของมาเลเซีย

 

ภาพ: Afif Abd Halim / NurPhoto via Getty Images

The post มาเลเซียหลังเลือกตั้ง: ปั่นป่วน เปลี่ยนแปลง แต่ไม่เปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศึกเลือกตั้งมาเลเซียครั้งที่ 15 จุดพลิกผันกับการเมืองที่อาจ (ไม่) เปลี่ยนไป https://thestandard.co/2022-malaysian-general-election/ Mon, 14 Nov 2022 08:57:05 +0000 https://thestandard.co/?p=708801

หลังจากพรรคพันธมิตรฝ่ายค้าน Pakatan Harapan (PH) ชนะการ […]

The post ศึกเลือกตั้งมาเลเซียครั้งที่ 15 จุดพลิกผันกับการเมืองที่อาจ (ไม่) เปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจากพรรคพันธมิตรฝ่ายค้าน Pakatan Harapan (PH) ชนะการเลือกตั้งเมื่อปี 2018 ซึ่งทำให้พรรคพันธมิตร Barisan Nasional (BN) ต้องเสียการผูกขาดจัดตั้งรัฐบาลมายาวนานกว่า 60 ปี จากปัญหาคอร์รัปชันในกองทุนฉาว 1MDB ทว่าการเป็นรัฐบาลของ PH ก็ต้องล่มสลายในเวลาอันสั้น เมื่อ มหาเธร์ โมฮัมหมัด (Mahathir Mohamad) ประกาศลาออกหลังเป็นนายกรัฐมนตรีได้เพียง 22 เดือน สาเหตุมาจากความขัดแย้งภายในจนนำมาสู่ปรากฏการณ์งูเห่าหรือ Sheraton Move ที่พา มูห์ยิดดิน ยัสซิน (Muhyiddin Yassin) จากพรรค Bersatu ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน

 

แต่แค่ 17 เดือนต่อมา พรรค United Malays National Organization หรือ UMNO ก็ประกาศถอนตัวจากการสนับสนุนมูห์ยิดดิน ทำให้ อิสมาอิล ซาบรี (Ismail Sabri) จาก UMNO ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 นับแต่การเลือกตั้งในปี 2018

 

การกลับมาจัดตั้งรัฐบาลของ UMNO ครั้งนี้เป็นผลจากการผนึกกำลังกับกลุ่ม Perikatan Nasional (PN) และได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม Gabungan Parti Sarawak (GPS)* อย่างไรก็ดี การกลับมาสู่อำนาจของ UMNO ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่มีคำถามมากมายถึงความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้น เสถียรภาพของรัฐบาลก็ง่อนแง่นเต็มที แต่ที่ประคองการทำงานมาได้เป็นเพราะ MOU ที่ทำกับกลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้าน PH ในการสร้างความร่วมมือ 2 ฝ่าย เพื่อให้การเมืองภายในประเทศมีเสถียรภาพหลังจากที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลก่อนหน้ามาถึง 2 ชุด ซึ่งข้อตกลงสำคัญที่ทำไว้ใน MOU คือจะไม่ประกาศยุบสภาก่อนวันที่ 31 กรกฎาคม 2022 ดังนั้นการเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้นอย่างน้อยจนกว่าจะถึงเดือนสิงหาคม 2022 อีกทั้ง PH จะสนับสนุนหรืองดออกเสียงสนับสนุนพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีที่กำลังจะผ่านสภาในตอนนั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐบาลของ อิสมาอิล ซาบรี เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากแบบปริ่มน้ำ ใน MOU ยังมีข้อตกลงที่จะช่วยกันขับเคลื่อนกฎหมายต่อต้านการย้ายพรรค (Anti-Party Hopping Bill) และให้ลดอายุของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเป็น 18 ปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ UNDI-18

 

พอ พ.ร.บ.งบประมาณ ผ่านสภาแล้ว นายกรัฐมนตรีอิสมาอิล ซาบรี ได้ประกาศยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อป้องกันความแตกแยกในคณะรัฐบาลหลังจากที่รัฐมนตรี 12 คน จาก PN ได้ยื่นหนังสือถึงกษัตริย์เพื่อคัดค้านการจัดการเลือกตั้งในปีนี้ อีกทั้งรัฐบาลยังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากรัฐมนตรีอื่นอีกในหลายประเด็นเกี่ยวกับนโยบายและการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ยังไม่นับรวมถึงแรงกดดันจาก ซาฮิด ฮามิดิ (Zahid Hamidi) ประธานพรรค UMNO ที่มีต่ออิสมาอิล อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศให้มีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนก็ถูกวิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม เพราะเป็นช่วงฤดูมรสุมที่จะมาพร้อมกับปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่

 

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 15 หรือที่เรียกกันว่า GE15 ซึ่งจะมีขึ้นวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้* แม้เป็นจุดเริ่มต้นฉากใหม่ในหน้าการเมืองมาเลเซีย หากแต่เป็นการเริ่มต้นที่จะมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการเมืองในหลายมิติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะการเปลี่ยนไปของ ‘Rules of the Game’ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางการทำงานและการตัดสินใจของพรรคการเมือง การจับขั้วพันธมิตรทางการเมือง และวิธีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งหลังจากนี้

 

เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจสถานการณ์การเลือกตั้งของประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังจะมีขึ้น บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ส่งผลต่อการเลือกตั้ง และทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความร้อนแรงและยากจะคาดเดา

การขับเคี่ยวศึกระหว่าง 3 ฝ่าย

ในสนามการเลือกตั้งมาเลเซีย พรรคหรือกลุ่มพันธมิตรที่ได้ที่นั่งในสภาเกินครึ่งจะได้จัดตั้งรัฐบาล แม้ไม่ชนะ Popular Vote ก็ตาม ซึ่งภาพการเลือกตั้งของมาเลเซียนับตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2008 เป็นต้นมา เราจะเห็นการแข่งขันเพียงระหว่าง 2 กลุ่มใหญ่ คือ BN กับกลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้าน Pakatan Rakyat/Harapan แต่การเลือกตั้งในครั้งนี้จะกลายเป็นการแข่งขันระหว่างกลุ่มพันธมิตร 3 ฝ่ายใหญ่ แม้ใน GE15 ยังมีพรรคการเมืองอื่นและกลุ่มอิสระอีกเป็นจำนวนมาก แต่รัฐบาลหลังการเลือกตั้งคาดว่าน่าจะมาจาก 3 กลุ่มพันธมิตรที่ต่างมีลุ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้แก่ UMNO Baru/Barisan Nasional (BN) ที่มี ซาฮิด ฮามิดิ จาก UMNO เป็นผู้นำ กลุ่มพันธมิตร PN (ประกอบด้วยพรรค Bersatu และพรรค PAS) ที่มี มูห์ยิดดิน ยัสซิน เป็นหัวหน้า และกลุ่ม PH นำโดย อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim)

 

อย่างไรก็ดี หาก 1 ใน 3 กลุ่มพันธมิตรโดยเฉพาะ BN ไม่สามารถเอาชนะในศึกครั้งนี้ได้ หรือไม่มีฝ่ายใดสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ ก็หมายความว่า GE15 ไม่ได้ทำให้ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่มีมานับแต่ปี 2018 หมดสิ้นไป หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ตัวแปรสำคัญที่น่าจับตาและมองข้ามไม่ได้คือกลุ่ม GPS ที่มีฐานที่มั่นอยู่ในซาราวัก ซึ่ง GPS มีแนวโน้มว่าจะสนับสนุน BN และ PN แม้พรรคอาจจะไม่กลายเป็น Kingmaker แต่ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่จะสร้างเสถียรภาพให้แก่รัฐบาลชุดหลังการเลือกตั้งอย่างที่ไม่อาจปฏิเสธได้

การเลือกตั้งที่ไม่พร้อมกันทั้งประเทศ

โดยทั่วไปแล้วรัฐต่างๆ ในมาเลเซียจะจัดการเลือกตั้งพร้อมกับการเลือกตั้งระดับชาติ แต่สำหรับ GE15 การเลือกตั้งระดับรัฐจะไม่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ แม้ว่าอิสมาอิล นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจะขอให้ทุกรัฐจัดการเลือกตั้งพร้อมกับการเลือกตั้งระดับชาติเพื่อประหยัดงบประมาณ โดยยกเว้นเพียงที่ซาบาห์ มะละกา ยะโฮร์ และซาราวัก เพราะเพิ่งมีการเลือกตั้งไปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทว่า 3 รัฐที่เป็นฐานที่มั่นของพรรค PAS คือ เกดะห์ กลันตัน และเตรังกานู และในอีก 3 รัฐที่เป็นของ PH คือ สลังงอร์ ปีนัง และเนเกรี เซมบิลัน ต่างประกาศยืนยันที่จะไม่จัดการเลือกตั้งในปีนี้ แต่จะจัดการเลือกตั้งในปีหน้า (2023) เหตุที่ยังไม่จัดการเลือกตั้งนอกจากเป็นช่วงเวลาที่อาจเกิดน้ำท่วมแล้ว การจัดการเลือกตั้งในปีหน้ายังเป็นโอกาสให้รัฐบาลของรัฐเหล่านี้ใช้ผลการเลือกตั้งใน GE15 เป็นแนวทางวางยุทธศาสตร์และแผนการหาเสียงเลือกตั้งในปีหน้า ตลอดจนประวิงเวลาเพื่อเรียนรู้และพร้อมรับมือกับทิศทางและพฤติกรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะจากกลุ่มเยาวชนที่เพิ่งได้ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรก

ศึกชิงพื้นที่ร้อนระอุ

การเลือกตั้งครั้งนี้นับว่าดุเดือดมากที่สุด เพราะเป็นครั้งแรกที่ในแต่ละเขตมีผู้สมัครหลายคนจากหลายพรรคลงแข่งขันทุกที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้จำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งมีถึง 945 คน สำหรับ GE15 นี้มีที่นั่งในสภาทั้งหมด 222 ที่นั่ง 166 ที่นั่งอยู่ใน Peninsular Malaysia หากฝ่ายใดได้ 112 ที่นั่ง จะกลายเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล

 

นอกจากนี้ยังมีการเลือกตั้งระดับรัฐในเปรัก ปะหัง และปะลิส ซึ่งมีที่นั่งรวมกันถึง 116 ที่นั่ง และรัฐทั้งสามยังเป็นฐานที่มั่นของ UMNO อีกด้วย ในศึก GE15 ควรจะต้องจับตาการแข่งขันที่ดุเดือดใน 22 ที่นั่ง ที่แต่ละพรรคส่งผู้สมัครเด่นๆ ลง โดยเฉพาะที่ตัมบุนในเปรัก เป็นการชิงเก้าอี้ระหว่าง อันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำ PH กับ ไฟซาล อาซูมู (Faizal Azumu) จาก PN และเป็นรองประธานพรรค Bersatu พ่วงตำแหน่ง ส.ส. เดิมของเขตนี้ด้วย

 

นอกจากนี้ยังมีผู้แข่งขันสำคัญอย่าง อามินุดดิน ฮานาเฟียห์ (Aminuddin Hanafiah) จาก UMNO และ อับดุล ราฮิม ตาฮีร์ (Abdul Rahim Tahir) จากกลุ่มพันธมิตร Gerakan Tanah Air (GTA)* ที่มีมหาเธร์เป็นประธานส่งมาท้าชิง ถ้าอันวาร์คว้าเก้าอี้นี้ไม่ได้ก็ถือเป็นการปิดตายประตูไปสู่นายกรัฐมนตรี แม้ว่า PH จะชนะการเลือกตั้ง หรือแม้แต่ตัวของ ซาฮิด ฮามิดิ เองก็ต้องแย่งชิงเก้าอี้กับผู้สมัครหลายพรรค แม้ซาฮิดจะชนะการเลือกตั้งใน Bagan Datuk ในเปรักมาถึง 6 สมัยติดต่อกัน แต่ในศึกครั้งนี้ก็ต้องต่อสู้กับผู้สมัครจากทั้ง PH และ PN ซึ่งหนึ่งในนั้นคืออดีตรองนายกรัฐมนตรี ชามซุล อิสคานดาร์ โมฮัด อาคิน (Shamsul Iskandar Md. Akin) จาก PH ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘Giant Killer’ นอกจากนี้ การแข่งขันระหว่างพรรคที่เคยจับมือกันมาอย่าง PN และ GPS ก็เกิดขึ้น แม้ PN เคยตกลงว่าจะไม่แข่งกับ GPS ในศึกชิงเก้าอี้ที่ซาราวักก็ตาม หากท้ายที่สุดก็ได้ส่งผู้สมัครลงชิงเก้าอี้ในซาราวักด้วย

กฎหมายต่อต้านการย้ายพรรค

ก่อนประกาศการเลือกตั้งครั้งใหม่เพียง 5 วัน สภาของมาเลเซียมีมติผ่านกฎหมายต่อต้านการย้ายพรรคการเมือง ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ หาก ส.ส. ที่ได้รับการเลือกตั้งในฐานะตัวแทนของพรรคใดทำการย้ายพรรค ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพของ ส.ส. ยกเว้นกรณีที่ถูกขับออกจากพรรค กฎหมายนี้ยังบังคับใช้กับ ส.ส. อิสระที่ได้ตกลงเข้าร่วมกับพรรคพันธมิตรหรือพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งด้วย ทั้งนี้ กฎหมายต่อต้านการย้ายพรรคจะบังคับใช้เป็นครั้งแรกใน GE15 ซึ่งการขับเคลื่อนกฎหมายดังกล่าวเป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์ Sheraton Move ที่นำมาสู่การล่มสลายของรัฐบาล PH อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์กันว่ากฎหมายฉบับนี้ก็ยังมีช่องโหว่ที่อาจถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางการเมืองได้ เพราะ ส.ส. จะไม่สิ้นสุดสมาชิกภาพ ถ้าพรรคเป็นคนขับ ส.ส. ออกมา เงื่อนไขนี้เป็นโอกาสให้ ส.ส. คนนั้นมีสิทธิเข้าร่วมกับพรรคใดก็ได้ ดังนั้นอาจมี ส.ส. ที่จงใจแตกแถวหรือไม่เชื่อฟังพรรคเพื่อหวังให้พรรคเป็นผู้ขับตนออกไป เพื่อจะได้มีอิสระที่จะเลือกเข้ากับพรรคใดพรรคหนึ่ง ในทางกลับกัน ช่องโหว่นี้อาจถูกนำมาใช้ประโยชน์โดยพรรคการเมืองในการบังคับ ส.ส. ให้เห็นด้วยกับมติพรรค ซึ่งอาจจะสวนทางกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ของ ส.ส. คนดังกล่าว ตลอดจนในกรณีที่พรรคการเมืองอย่าง Democratic Action Party (DAP) แก้ไขกฎพรรคว่าหาก ส.ส. ของพรรคไม่ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการบริหารพรรค ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพจากพรรค เช่นนั้นแล้วถ้า ส.ส. ยังอยากอยู่ในตำแหน่งก็จะเดินตามมติพรรคโดยเฉพาะ ส.ส. ของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งเราคงต้องจับตาดูในบททดสอบจริงว่ากฎหมายนี้จะสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลใหม่ได้อย่างที่หวังไว้หรือไม่

พลังเยาวชน

GE15 จะมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึง 21.17 ล้านคน มากกว่า GE14 ที่มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 14.9 ล้านคน เป็นผลมาจากการใช้ Automatic Voters Registration (AVR) และการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เยาวชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ออกเสียงเลือกตั้งได้ ซึ่งจำนวนผู้ที่จะใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นครั้งแรกมีถึง 5.5 ล้านคน กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2021 และจะใช้กับการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรก ทำให้เยาวชนกลุ่มนี้กลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะมีผลต่อคะแนนเลือกตั้ง เพราะคนกลุ่มนี้ไม่มี Party Royalties ผิดกับคนรุ่นเก่า ทำให้ยากต่อการคาดเดา สิ่งที่เยาวชนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญและคาดหวัง ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนนคือสวัสดิการจากรัฐ ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น และปัญหาการว่างงาน

 

มีการคาดการณ์ว่าคนกลุ่มนี้มีแนวโน้มเป็นประโยชน์ต่อ PN และช่วยให้ PN ต่อสู้กับ PH และ BN ได้อย่างพอสูสี นอกจากนี้วิธีการเข้าถึงกลุ่มคน Gen Z มีผลต่อรูปแบบการหาเสียงอีกด้วย ทำให้ Social Media กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ใช้ในการเข้าถึง ไม่เว้นแม้แต่มูห์ยิดดินที่หันมาใช้ TikTok ในการหาเสียง

 

ในภาพรวมของ GE15 แม้ Rules of Game จะเปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ไม่อาจมองข้ามลักษณะโครงสร้างทางการเมืองของประเทศที่ผูกติดกับเรื่องของชาติพันธุ์ไปได้ โดยคนชนบทส่วนใหญ่แล้วยังคงมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนผู้สมัครที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของชาวมลายู การต่อสู้และรักษาความเป็นอิสลาม ตลอดจนดำรงไว้และความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ ประเด็นเหล่านี้ยังคงมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจลงคะแนนของคนกลุ่มดังกล่าว ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเลือกพรรค UMNO และ PAS

 

ในด้านของกลุ่มคนเมืองนั้น แม้กลุ่ม PH จะเคยได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นใน GE14 หากแต่ในครั้งนี้ก็ต้องแข่งขันกับกลุ่มพันธมิตรอื่นอย่าง PN, GTA และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง BN อีกทั้งยังต้องหากลยุทธ์ในการหาเสียงที่ดึงดูดต่อชาวมลายู ชาวภูมิบุตร และคนในพื้นที่ชนบท โดยเฉพาะในซาราวักและซาบาห์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คิดเป็น 65% ของประชากร ซึ่งคนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องมากกว่าปัญหาคอร์รัปชันและธรรมาภิบาลที่ PH ใช้ในการรณรงค์หาเสียง

 

ภาพ: Mat Zain / NurPhoto via Getty Images

The post ศึกเลือกตั้งมาเลเซียครั้งที่ 15 จุดพลิกผันกับการเมืองที่อาจ (ไม่) เปลี่ยนไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘มหาเธร์’ ประกาศลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภามาเลเซียอีกครั้งในวัย 97 ปี https://thestandard.co/mahathir-mohamad/ Wed, 12 Oct 2022 04:53:45 +0000 https://thestandard.co/?p=694720 Mahathir Mohamad

อดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซีย ประกาศยืน […]

The post ‘มหาเธร์’ ประกาศลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภามาเลเซียอีกครั้งในวัย 97 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Mahathir Mohamad

อดีตนายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซีย ประกาศยืนยันว่าจะลงสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกรัฐสภามาเลเซียอีกครั้ง ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

 

ในการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อวานนี้ (11 ตุลาคม) มหาเธร์เปิดเผยว่า เขาจะปกป้องที่นั่ง ส.ส. ของเขาในเขตการเลือกตั้งทางตอนเหนือ ในฐานะผู้สมัครของพันธมิตรพรรคฝ่ายค้าน

 

ความเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มีขึ้นหลังนายกรัฐมนตรีอิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ ประกาศยุบสภาเมื่อวันจันทร์ (10 ตุลาคม) ที่ผ่านมา และคาดว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะจัดขึ้นอย่างเร็วที่สุดในเดือนพฤศจิกายนนี้ 

 

ขณะที่มหาเธร์ถูกจับตามองจากความกังวลเรื่องสุขภาพโดยเฉพาะโรคหัวใจ โดยได้เข้ารับการผ่าตัดหัวใจเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเพิ่งเผชิญอาการป่วยจากการติดเชื้อโควิด และออกจากโรงพยาบาลเมื่อเดือนกันยายน

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับความคาดหวังที่เขาจะกลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 นั้น มหาเธร์ไม่ได้กล่าวถึง โดยบอกเพียงว่า “ยังไม่มีการตัดสินใจว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจะมีได้ก็ต่อเมื่อชนะการเลือกตั้ง”

 

ทั้งนี้ มหาเธร์เคยรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 สมัย โดยสมัยแรกดำรงตำแหน่งต่อเนื่องนานถึง 22 ปี ระหว่างปี 1981-2003 ก่อนจะกลับจากการเกษียณการทำงาน และมารับตำแหน่งอีกสมัยในปี 2018 ด้วยวัย 93 ปี ภายหลังเอาชนะการเลือกตั้ง โค่นล้มพรรคอัมโนและรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ที่เผชิญข่าวอื้อฉาวจากคดีทุจริต 1MDB 

 

แต่รัฐบาลของเขาก็อยู่ในวาระได้เพียง 2 ปี ก่อนจะเกิดความแตกแยกในขั้วพรรคพันธมิตรระหว่างมหาเธร์ และ อันวาร์ อิบราฮิม ทำให้มหาเธร์ตัดสินใจลาออก เพื่อหวังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ไม่มีอันวา แต่ไม่ประสบผลสำเร็จและกลายเป็นพรรคอัมโนที่กลับคืนสู่อำนาจ

 

ขณะที่มหาเธร์ยังแสดงความกังวลว่า หากพรรคอัมโนชนะในการเลือกตั้งรอบนี้ อาจส่งผลให้อดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบรอดพ้นจากการรับโทษจำคุก 12 ปี ด้วยการขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งอาจรวมถึงการยุติหลายสิบข้อหาในคดีทุจริต

 

ภาพ: Mohd Rasfan / AFP

อ้างอิง:

The post ‘มหาเธร์’ ประกาศลงสมัครเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภามาเลเซียอีกครั้งในวัย 97 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘มหาเธร์’ หวั่น ‘นาจิบ’ รอดคุก คดีทุจริต 1MDB หากพรรคอัมโนชนะเลือกตั้ง https://thestandard.co/najib-razak-1mdb-acquitted/ Tue, 11 Oct 2022 08:34:18 +0000 https://thestandard.co/?p=694353 นาจิบ ราซัก

มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แสดงความเห็น […]

The post ‘มหาเธร์’ หวั่น ‘นาจิบ’ รอดคุก คดีทุจริต 1MDB หากพรรคอัมโนชนะเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นาจิบ ราซัก

มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แสดงความเห็นภายหลัง อิสมาอิล ซาบรี ยาค็อบ นายกรัฐมนตรี และรองประธานพรรคอัมโน ประกาศยุบสภาวานนี้ (10 ตุลาคม) เพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเตือนว่าอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค อาจรอดพ้นจากการรับโทษจำคุกในคดีทุจริตกองทุน 1MDB หากพรรคอัมโนที่ยังคงสนับสนุนเขาชนะในการเลือกตั้งรอบนี้

 

โดยนาจิบเริ่มต้นรับโทษจำคุก 12 ปี ในความผิด 7 ข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ 1MDB เช่น การฟอกเงิน ใช้อำนาจในทางที่ผิด และละเมิดต่อหน้าที่

 

ขณะที่มหาเธร์แถลงเตือนว่า พรรคอัมโนอาจเร่งหาหนทางช่วยให้นาจิบพ้นเรือนจำได้ด้วยการขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งอาจรวมถึงการยุติหลายสิบข้อหาในคดีทุจริต

 

“หากพวกเขาสามารถชนะและจัดตั้งรัฐบาลได้ นั่นจะเป็นเป้าหมายแรก ไม่ใช่สวัสดิการของประชาชน” มหาเธร์กล่าว พร้อมทั้งชี้ว่าการดำเนินคดีอาญาต่อ ดร.อาหมัด ซาฮิด ฮามิดี ประธานพรรคอัมโน ซึ่งเผชิญการฟ้องร้องใน 47 ข้อหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี 1MDB ก็อาจจะถูกเพิกถอนเช่นกัน

 

ทั้งนี้ นาจิบและซาฮิดถูกดำเนินคดีพร้อมกับแกนนำพรรคอัมโนคนอื่นๆ หลังจากที่พรรคพ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2018 โดยทั้งสองต่างก็ยืนยันว่าไม่ได้ทำผิด และอ้างว่าเป็นเหยื่อของความอาฆาตแค้นทางการเมือง 

 

ขณะที่มหาเธร์วัย 97 ปี ประกาศจะปกป้องที่นั่งในรัฐสภาในการเลือกตั้งรอบนี้ และแสดงความพร้อมทำงานร่วมกับใครก็ตามเพื่อเอาชนะพรรคอัมโน

 

ภาพ: Photo by Mohd Samsul Mohd Said / Getty Images

อ้างอิง:

The post ‘มหาเธร์’ หวั่น ‘นาจิบ’ รอดคุก คดีทุจริต 1MDB หากพรรคอัมโนชนะเลือกตั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>