Magnificent 7 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/magnificent-7/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 23 May 2026 06:12:08 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก https://thestandard.co/ai-stock-bubble-risk/ Sat, 23 May 2026 06:12:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1210231 ภาพประกอบฟองสบู่ในตลาดหุ้น AI แสดงถึงความเสี่ยง

ความก้าวหน้าแบบ ‘ก้าวกระโดด’ ของ AI เฉพาะอย่างยิ่งการเป […]

The post หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบฟองสบู่ในตลาดหุ้น AI แสดงถึงความเสี่ยง

ความก้าวหน้าแบบ ‘ก้าวกระโดด’ ของ AI เฉพาะอย่างยิ่งการเปิดตัวของ ChatGPT ในช่วงปลายปี 2022 ดูเหมือนว่าจะ ‘เปลี่ยนแปลงโลกไปอย่างสิ้นเชิง’ ในแง่ที่ว่า AI นั้นจะฉลาดและเก่งกว่ามนุษย์แน่ๆ และมันสามารถที่จะคิดและปฏิบัติงานแทนมนุษย์ในกิจกรรมต่างๆ ได้แทบทุกอย่าง

 

ทั้งงานที่ซับซ้อนมากๆ อย่างเรื่องของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การแพทย์ซึ่งรวมถึงการผ่าตัดใหญ่ งานทางด้านกฎหมาย งานบัญชีและสำนักงานทุกอย่าง และงานที่ไม่ซับซ้อนแต่เป็นงานที่น่าเบื่อหรือสกปรกเช่น การทำความสะอาด ล้างจานและการขับรถ ไม่ต้องพูดถึงงานโรงงานที่มันทำมานานแล้วก่อนที่จะมีคำว่า AI ทั้งหมดนั้นถูกประเมินว่าจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 10-20 ปี

 

หุ้นเทคหรือหุ้นดิจิทัลขนาดใหญ่หรือขนาด ‘ยักษ์’ ทั้งโลก เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ‘หุ้นเจ็ดนางฟ้า’ หรือ ‘Magnificent 7’ ที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้วก่อนการมาของ ChatGPT ต่างก็เข้ามาร่วมเล่น ‘เกม’ นี้ นั่นก็คือ การพัฒนา AI ตัวใหม่อาทิ Gemini และ Claude ถูกเปิดตัวตามออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ละตัวต่างก็มีจุดเด่นที่สามารถแข่งขันได้กับ AI ตัวอื่น

 

และทั้งหมดต่างก็ทุ่มทุนพัฒนา AI คิดเป็นเงินลงทุนเป็นล้านล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ‘กระแสของ AI’ กำลังมาแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์การพัฒนาของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

 

ในด้านของผู้ใช้งานทั้งที่เป็นบุคคลและบริษัทหรือหน่วยงานทั้งโลก ต่างก็เข้ามาใช้งาน AI อย่างรวดเร็ว เพราะคนที่ไม่ใช้หรือยังใช้ไม่เป็นก็จะมีปัญหาในอนาคตในการแข่งขันกับคนอื่น เหตุเพราะว่า AI ทำงานได้เก่งมากและเก่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ทำงานได้ 24 ชั่วโมง และด้วยต้นทุนที่ต่ำและจะต่ำลงเรื่อยๆ จนทำให้งานจำนวนมากรวมถึงงานที่ซับซ้อนต้องใช้คนที่มีค่าแรงแพงมากจะถูกแทนที่ด้วย AI ที่มี ‘ค่าจ้าง’ ต่ำลงเรื่อยๆ

 

ดังนั้น AI จึงกลายเป็นธุรกิจที่จะโตมหาศาลและจะโตไปอีกนาน อาจจะนานจนกว่าโลกหรือรัฐบาลของทุกประเทศจะบอกว่าต้อง ‘หยุดได้แล้ว’ เพราะคนในโลกจะ ‘ไม่มีงานทำ’ และไม่มีเงินที่จะซื้อสินค้าที่ผลิตและควบคุมโดย AI

 

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ถ้าหยุด AI ไม่ได้ ในระยะยาว AI ก็อาจจะเข้ามาครองโลกแทนมนุษย์ อาจจะเป็นไปได้ว่า ในอีกหลายพันปีข้างหน้าหรือน้อยกว่านั้น มนุษย์ที่เป็นสารชีวภาพแบบพวกเราในปัจจุบันอาจจะ ‘สูญพันธุ์’ ไป และโลกจะมีแต่ ‘มนุษย์ AI’ ที่เป็น ‘ซิลิคอน’ มีตัวเป็นเหล็กที่ทำเป็นหุ่นยนต์ที่จะ ‘ไม่ตาย’ และเผยแพร่จำนวนเพิ่มขึ้นได้ตามที่ต้องการ

 

ผมอาจจะพูด ‘เพ้อฝัน’ ไปหน่อย แต่ถ้าดูวิวัฒนาการของโลกตั้งแต่กำเนิดสิ่งมีชีวิตเมื่อหลายพันล้านปีก่อน ใครจะไปคิดว่าสุดท้ายจะมีมนุษย์ขึ้นมาและครองโลกได้ในเวลาแค่ไม่กี่หมื่นหรือแสนปี?

 

ในมุมมองทางด้าน ‘หุ้น’ ซึ่งก็คือการมองไปข้างหน้าในอนาคตอันยาวไกล AI จึงเป็น ‘Ultimate Super Growth’ หรือธุรกิจที่จะ ‘โตเร็ว โตมาก และโตนานที่สุด’ และอาจจะโตตลอดกาลจนสิ้นสุดยุคมนุษย์ ดังนั้น หุ้น AI จึงมีศักยภาพที่จะโตมหาศาลจนแทบกลืนกินหรือ ‘ครอบงำ’ ตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกที่เราเห็นหุ้นยักษ์ AI อาจจะแค่ 10 ตัวมี Market Cap. เกือบครึ่งหนึ่งของตลาดหุ้นในดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นของทั้งประเทศสหรัฐฯ

 

หุ้นของประเทศอื่นที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น หุ้น TSMC ของไต้หวัน หุ้น Samsung Electronics ของเกาหลีใต้ และหุ้น ASML ของเนเธอร์แลนด์ เพียงตัวเดียวของแต่ละประเทศแต่มี Market Cap. มากกว่า 50% ของตลาดหุ้นทั้งหมด

 

พูดง่ายๆ ตอนนี้ นักลงทุนมองว่าสินค้าหรือบริการที่เราเคยใช้มาตลอด ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 2-300 ปีก่อนนั้น คงจะไม่โตอีกต่อไป หรือคงจะโตช้ามาก ต่อไปนี้ มีแต่ AI และอุตสาหกรรมหรือบริการที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะโต ‘ระเบิด’ และจะโตเร็วมากจนแทบจะกลืนกินโลก และสิ่งที่พิสูจน์ก็คือ ราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับรายได้ของบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ AI ทั้งหลาย และกำไรที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามหรือสูงยิ่งกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น

 

ทั้งหมดนั้นก็คือ ‘สตอรี่’ ของหุ้นที่ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปมหาศาลแบบ ‘หลุดโลก’ แต่แค่ ‘เรื่องราวหรือเรื่องเล่า’ นั้น ยังไม่พอที่จะทำให้หุ้นขึ้นระดับนั้นได้

 

หุ้นที่ขึ้นรอบนี้ยังมีองค์ประกอบเพิ่มเติมนั่นก็คือ

 

1) ความเชื่อที่ว่าหุ้นทั้งหมดนั้น จะเป็นผู้ชนะและสามารถครองตลาดเพราะพวกเขามีอำนาจผูกขาดหรือมี Moat หรือป้อมปราการทางธุรกิจที่จะกันไม่ให้คู่แข่งเข้ามาแย่งชิงตลาดได้

 

2) หุ้นถูก ‘คอร์เนอร์’ โดยกลุ่มนักลงทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก นั่นก็คือ คนเข้ามาลงทุนโดยไม่ได้คิดถึงเรื่อง ‘พื้นฐาน’ ที่แท้จริงที่ต้องมองถึงกำไรและ ‘ราคาหุ้นที่เหมาะสม’ เช่น กลุ่มกองทุนอิงดัชนีต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ต้องซื้อหุ้นตามสัดส่วนในดัชนีโดยไม่ต้องคำนึงถึงคุณค่า ดังนั้น เมื่อหุ้นขึ้นก็ต้องซื้อเพิ่ม ทำให้หุ้นขึ้นไปอีก

 

นักลงทุนรายย่อยที่ในระยะหลังมีเพิ่มขึ้นมาก และตอนนี้สามารถเข้ามาซื้อหุ้นเก็งกำไรได้ทั่วโลกด้วยเม็ดเงินแค่หมื่นบาทผ่านแพลตฟอร์มที่แทบไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชัน พวกเขาต่างก็เข้ามาซื้อหุ้นที่กำลังร้อนเหล่านี้เพื่อการเก็งกำไร

 

และสุดท้ายก็คือ การซื้อ-ขายหุ้นด้วยโปรแกรมซึ่งตอนนี้ก็ใช้ AI ในการวิเคราะห์และสั่งการ และเป็นระบบที่ใช้กันมากทั่วโลก นี่ก็มีส่วนทำให้การซื้อ-ขาย เน้นไปที่หุ้นกลุ่มยักษ์ที่มีสภาพคล่องสูงมาก และนี่ก็ช่วยให้หุ้น AI วิ่งกันระเบิด

 

3) อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่อยู่ในช่วงต่ำต่อเนื่องมานานน่าจะนับ 10 ปีแล้ว ก็มีส่วนทำให้การเก็งกำไรในหุ้น AI เพิ่มขึ้นทวีคูณ เฉพาะอย่างยิ่ง การใช้มาร์จินหรือการกู้เงินลงทุนก็มากขึ้นมากเมื่อเทียบกับภาวะปกติ

 

คำถามสำคัญก็คือ หุ้นยักษ์ AI หลังจากนี้จะขึ้นต่อ หรือหยุด หรือจะตกลงมาและแรงแค่ไหน?

 

คำตอบของผมก็คือ มันก็คงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้หุ้นขึ้นตั้งแต่แรกที่กล่าวถึงนั่นคือ

 

1) สตอรี่เรื่องของ AI ว่ามันจะเป็นจริงอย่างรวดเร็วตามที่คุยกันหรือไม่ เช่น บริษัทหรือธุรกิจอื่นจะซื้อบริการหรือผลิตภัณฑ์ AI มาใช้แทนการจ้างคนงานมากน้อยแค่ไหน และบุคคลธรรมดาจะยอมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่ทำ AI แคไหน เป็นต้น

 

หากรายได้ของบริษัทที่ทำ AI เพิ่มขึ้นช้ากว่ารายจ่ายและการลงทุนในการสร้าง AI มากกว่าที่คิดซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นกับบางบริษัทจนทำให้ฐานะทางการเงินมีปัญหา นั่นก็อาจจะทำให้ความมั่นใจในธุรกิจ AI โดยรวมลดลงจนอาจจะก่อให้เกิดวิกฤติบางอย่างตามมาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของราคาหุ้นหรือ Market Cap. ของหุ้นในกลุ่มนี้ทั้งหมด และนี่ก็คือความเสี่ยงแรกที่สำคัญที่อาจจะทำให้ ‘ฟองสบู่หุ้น AI’ แตก

 

2) อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับตัวขึ้นอย่างแรงและรวดเร็ว อานิสงส์จากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นอันเป็นผลจากราคาสินค้าเช่น น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงมาก สิ่งนี้จะทำให้สภาพคล่องของตลาดเงินลดลงอย่างแรง และทำให้เงินถูกถอนออกจากหุ้นด้วยการลดมาร์จินลง ซึ่งทำให้หุ้นตกลงมาแรง ซึ่งก็จะทำให้ต้องลดการกู้หรือลดมาร์จินลงอีก วนเป็นลูป และนั่นอาจจะทำให้หุ้นเก็งกำไรทั้งหลายถล่มทลายได้ ว่าที่จริงประเด็นนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปี ของอเมริกาและของประเทศใหญ่ทั้งหลายเช่น ญี่ปุ่นกำลังไต่ขึ้นไปสูงลิ่วในช่วงนี้

 

3) อาจจะเป็นความเสี่ยงทางด้านกฎเกณฑ์การดูแลและควบคุมจากรัฐต่อธุรกิจเกี่ยวข้องกับ AI ที่ทั้งกังวลและกลัวว่าสาธารณชนจะต่อต้านหรือกลัวว่าวันหนึ่ง AI อาจจะเป็นภัยต่อรัฐบาล ตัวอย่างที่เกิดก็เช่น มี ‘ข่าวลือ’ ว่ารัฐบาลเกาหลีใต้อาจจะพิจารณาเก็บภาษี ‘ลาภลอย’ ของบริษัท AI ที่ ‘ทำกำไรมากเกินไป’ หรือในโอกาสต่อไปเมื่อ AI ทำให้คน ‘ตกงาน’ มาก รัฐบาลก็อาจจะออกกฎหมาย ‘คิดภาษีสรรพสามิต’ สำหรับ AI ที่นำมาใช้แทนคน เป็นต้น หรือ อย่างในประเทศที่รัฐต้องการ ‘ควบคุมข่าวสาร’ เพื่อความมั่นคงของรัฐหรือรัฐบาล พวกเขาก็อาจจะออกกฎเกณฑ์บางอย่างที่ทำให้บริษัท AI ไม่สามารถทำกำไรที่ดีได้ เป็นต้น

 

ทั้งหมดนั้น ดูแล้วก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่น้อย แต่ก็อาจจะยังมีอย่างอื่นที่จะเกิดขึ้นและเปลี่ยนภาพที่สดใสมายาวนานของหุ้นและตลาดหุ้นได้ และนั่นก็คือความเสี่ยงของการลงทุนโดยเฉพาะในหุ้นที่มีราคาขึ้นมาแบบ ‘ฟองสบู่’ ที่เราควรจะนำมาคิดคำนวณหรือประเมินว่าเราควรจะลงทุนในหุ้นอย่างไรในช่วงเวลานี้

 

สำหรับผมเองนั้น ก็ได้แต่รอต่อไป

 

ภาพ: Lightspring / Shutterstock

The post หุ้นยักษ์ AI โลกจะโตไปถึงไหน เมื่อไรฟองสบู่จะแตก appeared first on THE STANDARD.

]]>
S&P500 อาจเป็น หรือ เป็น World Equity Index ไปซะแล้ว https://thestandard.co/sp-500-world-equity-index/ Sat, 16 May 2026 04:07:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1207813 กราฟแสดงรายได้ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่มาจากนอกสหรัฐอเมริกา

วันก่อนครับ ผมได้ไปออกกำลังกายที่ Fitness เจ้าประจำ ย่า […]

The post S&P500 อาจเป็น หรือ เป็น World Equity Index ไปซะแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงรายได้ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่มาจากนอกสหรัฐอเมริกา

วันก่อนครับ ผมได้ไปออกกำลังกายที่ Fitness เจ้าประจำ ย่านสาทร และ บังเอิญได้เจอมิตรสหายท่านหนึ่งในวงการการลงทุนซึ่งรู้จักกันมาเกือบ 10 ปี

 

สิ่งที่ได้คุยก็มีทั้งชีวิต หน้าที่การงาน และ หนีไม่พ้น “ความแข็งแกร่งของ S&P500” และ ประโยคหนึ่งที่ได้คุยกันและให้ผมมาครุ่นคิดต่อ คือ “ตอนนี้ S&P500 อาจไม่ใช่ US Equity Index อีกต่อไปแล้ว แต่ อาจจะกลายเป็น หรือเป็น World Equity Index ไปเรียบร้อยแล้ว”

 

ผมเอาเรื่องนี้มาประมวลและคิดตลบไปตลบมา และ พอไตร่ตรองเสร็จก็อุทานออกมาว่า “อ้าว ก็จริงนี่หว่า”

 

ประการแรก รายได้ของบริษัท S&P500 ประมาณ 30% เกิดขึ้นนอกสหรัฐฯ หรือ Non-US market แม้บริษัททั้งหมดใน S&P 500 จะจดทะเบียนและมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ แต่ โครงสร้างรายได้ของพวกเขากลับไม่ได้เกิดในสหรัฐฯ ข้อมูลล่าสุดจากหลายสำนักชี้ตรงกันว่า รายได้จากต่างประเทศของบริษัทใน S&P 500 อยู่ในช่วงประมาณ 28% ถึง 41% ของรายได้รวม

 

และ เรื่องดังกล่าวจึงนำมาสู่ ประการถัดมา ว่ารายได้ของ “Magnificent 7” หรือ “7 นางฟ้า” (น้ำหนัก 40% ของ S&P500) … รายได้เกินครึ่งมาจากนอกสหรัฐฯ หรือ Non-US market ตามรูปที่แนบผมได้แนบไว้จาก Visual Capitalist

 

ตัวเลขเหล่านี้มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะมันหมายความว่า “รายได้เกือบครึ่งหนึ่งของบริษัทใน S&P500 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจสหรัฐฯ”

 

และ ประการสุดท้าย การเติบโต (Growth) ก็เกิดจาก Non-US market

 

ข้อมูลจาก FactSet ชี้ว่า บริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศมากกว่า 50% มีอัตราการเติบโตของกำไรประมาณ 20.8% (เทียบกับ 14.4% สำหรับบริษัทที่พึ่งพาตลาดในประเทศ) … นั่นหมายความว่า Global exposure ไม่ได้เป็นการ hedging หรือ diversification แต่เป็น growth engine หรือ การขยายตลาดเพื่อเติบโตต่อ หรือ เข้าถึงตลาดที่เติบโตเร็วกว่า เช่น เอเชีย หรือ emerging markets

 

การเติบโตของ S&P 500 จึงไม่ได้สะท้อน GDP สหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสะท้อน GDP ทั่วโลก

 

ทีนี้ เราจึงเข้าใจแล้วว่าทำไม S&P500 จึงถูกกระทบหนัก หาก Donald Trump ออกมาตรการภาษีกับประเทศอื่นๆ หรือ ทำไม S&P500 จึงแข็งแกร่งมากยามดอลลาร์เสื่อมค่าหรืออ่อนค่า เพราะ รายได้ต่างประเทศเยอะ

 

และ ตอนนี้ S&P 500 อาจจะไม่ใช่ดัชนีที่สะท้อน “เศรษฐกิจอเมริกา” อีกต่อไปแล้ว แต่เป็นดัชนีที่สะท้อน “อำนาจของบริษัทข้ามชาติที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก” … แค่บังเอิญจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯก็เท่านั้นเอง อิอิ

 

กราฟแสดงรายได้ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่มาจากนอกสหรัฐอเมริกา 1

ที่มา: VISUAL CAPITALIST

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

 

ภาพปก: Gorodenkoff / Shutterstock

The post S&P500 อาจเป็น หรือ เป็น World Equity Index ไปซะแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI ถึงวันฟองสบู่แตกแล้วจริงหรือ? เจาะลึกวัฏจักรตลาด ถอดรหัสโอกาสการลงทุน https://thestandard.co/ai-bubble-burst-investment/ Mon, 01 Dec 2025 01:00:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1148593

กระแสการเติบโตของ AI ได้ขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ […]

The post AI ถึงวันฟองสบู่แตกแล้วจริงหรือ? เจาะลึกวัฏจักรตลาด ถอดรหัสโอกาสการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระแสการเติบโตของ AI ได้ขับเคลื่อนทั้งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นให้ปรับตัวสูงต่อเนื่อง หุ้น Nvidia และ Alphabet ปรับตัวขึ้นมากกว่า 40% ด้าน Broadcom ก็ปรับตัวมากกว่า 50% ในปี 2025 ส่งผลให้ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น 15% และ 20% ตามลำดับ คำถามที่เกิดขึ้นมาในใจของนักลงทุนทั่วโลกคือ “เรากำลังอยู่ในภาวะฟองสบู่ลูกใหญ่แล้วหรือไม่?” และ “งานเลี้ยงนี้ใกล้จะเลิกราแล้วหรือยัง?”

 

UOB Privilege Banking ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึก ทั้งสถิติย้อนหลัง การวิเคราะห์วัฏจักรฟองสบู่ และทิศทางผลประกอบการที่แท้จริง เพื่อตอบคำถามว่า AI ยังเป็น “เมกะเทรนด์” หรือกำลังจะเป็น “หายนะ” พร้อมนำเสนอกลยุทธ์การปรับพอร์ตเพื่อรับมือความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

 

จับสัญญาณชีพตลาด กำไรหุ้นสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง

 

สิ่งที่แยก “ฟองสบู่” ออกจาก “การเติบโตที่แท้จริง” คือผลกำไรและการลงทุนที่จับต้องได้ ข้อมูลล่าสุดชี้ชัดว่ากระแส AI ไม่ได้ลอยอยู่บนอากาศ

 

หากดูการเติบโตกำไรของดัชนี Nasdaq-100 ซึ่งเป็นดัชนีที่มีสัดส่วนหุ้น AI มากที่สุด ได้ปรับตัวขึ้นและมีคาดการณ์การเติบโตของกำไรมากที่สุดเมื่อเทียบกับดัชนีอื่นที่มีสัดส่วนหุ้น AI น้อยกว่า เช่น S&P500, Stoxx600 Europe และ Asia Pacific เป็นต้น และการปรับตัวขึ้นมากกว่า 50% ของราคาหุ้นกลุ่ม “Magnificent 7” รวมถึง Broadcom และ AMD พบว่า 35% ถูกขับเคลื่อนด้วยการเติบโตของกำไรที่มาจาก ความต้องการด้าน AI ของบริษัทผู้ผลิตชิป, Cloud computing และ AI Chatbots

 

การเติบโตของกำไร (EPS Growth) ของดัชนี S&P500 ไตรมาส 3 อยู่ที่ 13.4% ในขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีมี EPS Growth สูงถึง 16% หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ต่างก็มีรายได้ที่ดีกว่าคาดและยังเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของกำไรในภาพรวม ได้แก่ Alphabet, Nvidia, Microsoft และ Amazon

 

นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์การเติบโตของกำไรที่สูงขึ้นในอีก 4 ไตรมาสข้างหน้า ( Q4/25-Q3/26) ของหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตกำไรอยู่ที่ 19.8%, 18.5%, 22.1% และ 24.5% ตามลำดับ

 

AI วันนี้ vs Dotcom ปี 2000: เหมือนหรือต่าง?

 

เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤต Dotcom เราพบความแตกต่างเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่ทำให้ AI แข็งแกร่งกว่า

 

AI ถึง วันฟองสบู่แตกแล้วจริงหรือ? เจาะลึก วัฏจักรตลาด ถอดรหัส โอกาสการลงทุน 1

 

กระแสการลงทุน AI ยังเติบโตต่อ

 

บริษัทด้าน AI ขนาดใหญ่ได้เร่งลงทุนต่อเนื่องเพื่อรองรับการให้บริการด้าน AI โดยเฉพาะกลุ่ม data centers และชิป เงินลงทุนได้เติบโตราว 3 เท่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องใน 1-2 ปีข้างหน้า

 

ตัวเลขที่ยืนยันได้ดีที่สุดคือ “การใช้จ่ายด้านอุปกรณ์” (Equipment spending) ในสหรัฐฯ ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้น 8.1% แต่เมื่อเจาะลึกลงไป พบว่า การใช้จ่ายในคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องพุ่งสูงถึง 38.2% ตัวเลขนี้ยืนยันว่าภาคธุรกิจกำลังทุ่มเงินมหาศาลเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตในระยะยาว

 

การลงทุนเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI นั้นเป็นส่วนช่วยให้ GDP สหรัฐฯเติบโต 1.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่ได้แซงหน้าการบริโภคไปแล้ว รวมถึงผลักดันตลาดหุ้นให้เติบโต โดยค่าใช้จ่ายการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI คาดว่ายังคงเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตภาคการลงทุนของสหรัฐฯในตลอดทั้งปี 2026 และที่สำคัญบริษัทที่มีการลงทุนใน AI เหล่านี้ล้วนแต่เป็นบริษัทที่มีกำไรที่แท้จริง นอกจากเทรนด์ AI ในสหรัฐฯแล้ว ด้านจีนก็ไม่แพ้กัน รัฐบาลจีนส่งเสริมการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI และการนำไปใช้งานในภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย

 

AI ถึง วันฟองสบู่แตกแล้วจริงหรือ? เจาะลึก วัฏจักรตลาด ถอดรหัส โอกาสการลงทุน 2

 

AI Theme การลงทุนที่ควรมีติดพอร์ต แต่ก็อย่ากระจุกตัวจนเกินไป

 

แม้ AI จะไม่ใช่ฟองสบู่ที่กลวงเปล่า และมีโอกาสเติบโตอีกมาก แต่การกระจุกตัวในหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่มีความเสี่ยงสูง อีกทั้งการเติบโตของ AI ในอนาคตจะไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงแค่กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่เท่านั้น ในหลายอุตสาหกรรมจะมีการทำ AI เข้าไปใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจมากขึ้น การเติบโตจะแพร่หลายไปมากขึ้น

 

และในไตรมาส 4 ปี 2025 นี้ UOB ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักคำแนะนำการลงทุนในหุ้นจาก Neutral เป็น Overweight โดยมีสถิติที่น่าสนใจจาก Goldman Sachs พบว่า เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มลดดอกเบี้ยหลังจากหยุดพักมานานกว่า 6 เดือน และเศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย เม็ดเงินจะไหลเข้าตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น 6% โดยเฉลี่ย ส่งผลให้ S&P 500 มักให้ผลตอบแทน +8% ใน 6 เดือน และ +15% ใน 12 เดือนข้างหน้า

 

และในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา 70% ของผลตอบแทนตลาดหุ้นรายปี มักเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงมีนาคม ซึ่งเปรียบเสมือนช่วงเวลาทองสำหรับการสร้างพอร์ตการลงทุน

 

แม้จะเพิ่มน้ำหนักหุ้น แต่อย่าลืม “กระจายการลงทุน” นอกจากหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI เพื่อการเติบโตระยะยาวแล้ว นักลงทุนควรสร้างพอร์ตการลงทุนที่แข็งแกร่งกระจายการลงทุนที่หลากหลายอุตสาหกรรมคัดเลือกหุ้นคุณภาพดี และในช่วงทิศทางดอกเบี้ยขาลงควรเลือกลงทุนในหุ้นปันผลเพื่อสร้าง Income และ UOB Privilege Banking ได้คัดเลือกกองทุนที่น่าสนใจ ดังนี้

 

  • KT-TECHNOLOGY-A (กองทุนเปิดเคแทม World Technology) ลงทุนในกองทุนหลัก Fidelity Funds – Global Technology Fund ความเสี่ยงระดับ 7 ไม่พลาดโอกาสเติบโตในกระแสเทคโนโลยี AI จากทั่วโลก พร้อมให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นที่มีราคาเหมาะสม
  • UGFT (กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซีไอโอ โกรท ฟันด์ TH) ลงทุนในกองทุนหลัก United CIO Growth Fund – Class T USD Acc ความเสี่ยงระดับ 6 กระจายการลงทุนในหุ้นทั่วโลก โดยมีนโยบายสัดส่วนการลงทุนหุ้น 80 : ตราสารหนี้ 20 มีผู้เชี่ยวชาญดูแลปรับพอร์ตอย่างสม่ำเสมอทั้งภูมิภาค อุตสาหกรรม และประเภทสินทรัพย์เพื่อไม่พลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนในทุกภาวะตลาด
  • KFGDIV-A / KFGDIV-D (กรุงศรีโกลบอลดิวิเดนด์เฮดจ์เอฟเอ็กซ์-สะสมมูลค่า หรือ ปันผล) ลงทุนในกองทุนหลัก Fidelity Funds – Global Dividend Fund, Class Y-QINCOME(G)-USD ความเสี่ยงระดับ 6 เน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพดีที่มีศักยภาพการจ่ายเงินปันผล และระดับราคาที่เหมาะสม และมีศักยภาพในการควบคุมความเสี่ยงขาลงได้ในระดับที่ดี ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวน

 

สำหรับท่านที่สนใจ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงิน (Client Advisor) ของ UOB Privilege Banking โทร. 0 2081 0999 หรือคลิก www.uob.co.th/privilegebanking

 

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)

 

UOB Privilege Banking

The post AI ถึงวันฟองสบู่แตกแล้วจริงหรือ? เจาะลึกวัฏจักรตลาด ถอดรหัสโอกาสการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดน้ำหนัก หุ้นจีน ต่อ หุ้นโลก ทะลุ 10% ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าหุ้นจีนมากสุดรอบ 4 ปี https://thestandard.co/foreign-investors-china-stocks-4yr/ Tue, 25 Nov 2025 10:35:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1147461 อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดน้ำหนักหุ้นจีนต่อหุ้นโลกทะลุ10% ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับเข้า หุ้นจีนมากสุดรอบ 4 ปี

หุ้นจีน กลับมาสู่เรดาร์ของนักลงทุนทั่วโลกอย่างชัดเจนอีก […]

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดน้ำหนัก หุ้นจีน ต่อ หุ้นโลก ทะลุ 10% ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าหุ้นจีนมากสุดรอบ 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดน้ำหนักหุ้นจีนต่อหุ้นโลกทะลุ10% ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับเข้า หุ้นจีนมากสุดรอบ 4 ปี

หุ้นจีน กลับมาสู่เรดาร์ของนักลงทุนทั่วโลกอย่างชัดเจนอีกครั้งในปีนี้ ผลตอบแทนของหนึ่งในดัชนีหลักของหุ้นจีนอย่าง SZSE Component อยู่ที่ราว 22% ขณะที่ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงให้ผลตอบแทนเกือบ 30% ส่วนดัชนี CSI 300 ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ราว 17%

 

มากไปกว่านั้นหากพิจารณาจากยอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นจีน อิงจากข้อมูลของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) ระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงตุลาคมปีนี้ มีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นจีนรวม 5.06 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 1.6 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 4 ปี และเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเพียง 1.14 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 3.7 แสนล้านบาท ในปี 2024

 

รัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ Head of Investment Strategy & Trading Product Specialist บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกกระจุกอยู่ในหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 รวมทั้งหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ แต่หลังจากที่ราคาหุ้นเหล่านี้พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนเริ่มกระจายความเสี่ยงไปยังทางเลือกอื่น

 

“ปีนี้ตลาดหุ้นโลกยังคงทำนิวไฮ แต่ผู้นำไม่ใช่หุ้นสหรัฐฯ อีกแล้ว ถ้ามองไปข้างหน้าธีม Rest of the world ค่อนข้างน่าสนใจ รวมถึงจีนที่รัฐบาลกลับมาสนับสนุนภาคเอกชน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศที่ดีขึ้นมาก” รัฐศรัณย์กล่าว

 

รัฐศรัณย์กล่าวต่อว่า หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจคือ เศรษฐกิจจีนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น นับแต่ปี 2001 ที่ได้เข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) ทำให้สัดส่วน GDP จีนต่อ GDP โลก พุ่งขึ้นจากเพียง 4% สู่ระดับ 17% และในช่วงเวลาเดียวกัน GDP สหรัฐฯ มีสัดส่วนลดลงจากกว่า 30% มาสู่ระดับ 26%

 

อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดน้ำหนักหุ้นจีนต่อหุ้นโลกทะลุ10% ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับเข้า หุ้นจีนมากสุดรอบ 4 ปี 1

ที่มา: บล.อินโนเวสท์ เอกซ์

 

ในมุมกลับกัน น้ำหนักของหุ้นจีนต่อหุ้นโลกยังคงต่ำ อิงจากดัชนี MSCI ACWI ซึ่งหุ้นจีนมีน้ำหนักเพียง 3.19% ส่วนหุ้นสหรัฐฯ มีน้ำหนักถึง 65% สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันยังถือครองหุ้นจีนต่ำมาก

 

“ในอนาคตหุ้นน้ำหนักหุ้นจีนมีโอกาสจะไปได้ถึง double digit (10% ขึ้นไป)”​ รัฐศรัณย์กล่าว

 

ChiNext 50 ทางเลือกลงทุนในยุคเศรษฐกิจใหม่

 

อย่างไรก็ดี การเติบโตของหุ้นจีนอาจแตกต่างไปจากในอดีต ตามการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายของรัฐบาลจีน โดยเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ระยะ 5 ปี ของจีน โดยหุ้นที่ได้รับการสนับสนุนจากแผนในฉบับที่ 14 สามารถสร้างผลตอบแทนได้ราว 41% ในขณะที่ดัชนี CSI 300 สร้างผลตอบแทนได้ราว -3% ในช่วงเวลาเดียวกัน แสดงให้เห็นว่าการลงทุนในหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลสนับสนุนมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

 

ทั้งนี้ จีนมีประวัติการบรรลุเป้าหมายตามแผน 5 ปีสูงถึง 90% ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่านโยบายของรัฐมีโอกาสสูงที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์จริง โดยจากการประเมินของ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ พบว่า บริษัทในดัชนี ChiNext50 ส่วนใหญ่ราว 90% อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ

 

อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดน้ำหนักหุ้นจีนต่อหุ้นโลกทะลุ10% ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับเข้า หุ้นจีนมากสุดรอบ 4 ปี 2

ที่มา: บล.อินโนเวสท์ เอกซ์

 

ล่าสุด บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ได้ออกตราสาร DR ชื่อ CHNXT5023 คือ ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt: DR) ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็น Invesco Great Wall Chinext 50 ETF (159682.SZ) ซึ่งเป็นกองทุน ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น บริหารโดย Invesco ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนขนาดใหญ่ระดับโลก โดย Invesco มีกองทุน ETF ภายใต้การจัดการมูลค่ากว่า 9.5 แสนล้านดอลลาร์

 

โดยหุ้น 5 ตัวแรกที่มีน้ำหนักมากสุดของ ETF ดังกล่าว ได้แก่ CATL (24.34%), EASTMONEY (10.87%), INOVANCE (4.80%), ZHONGJI INNOLIGHT (4.73%) และ MINDRAY (4.63%)

 

มูลค่าหุ้นจีนยังต่ำ?

 

โจนาธาน ไพน์ส หัวหน้าฝ่ายหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่นของ Federated Hermes กล่าวว่า “จีนยังคงซื้อขายในราคาที่มีส่วนลด (Discount) สูงเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของโลก ทั้งๆ ที่พวกเขามีบริษัทที่ดีที่สุดในกลุ่มเทคโนโลยี”

 

แม้ข้อมูลการไหลเข้าของเงินทุนจะยังต่ำกว่าสถิติสูงสุดในปี 2564 ที่ 7.36 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ทิศทางที่เป็นบวกนี้ก็สวนทางกับกระแสการถอนการลงทุน (Divestment) ของกองทุนบำเหน็จบำนาญรัฐในสหรัฐฯ หลายแห่ง เช่น เท็กซัส และอินดีแอนา ที่ลดพอร์ตจีนลงจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

 

อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นจีนในปีนี้ยังคงมาจาก นักลงทุนรายย่อยในประเทศ โดยมีเม็ดเงินจากจีนแผ่นดินใหญ่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นฮ่องกงถึง 1.68 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่ และคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของมูลค่าการซื้อขาย

 

ภาพ: Zhang Peng/LightRocket via Getty Images

The post อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดน้ำหนัก หุ้นจีน ต่อ หุ้นโลก ทะลุ 10% ล่าสุดนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าหุ้นจีนมากสุดรอบ 4 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI Bubble หรือ Mega Opportunity? ฝ่าทุกกระแส รอดได้ด้วยพลัง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ https://thestandard.co/ai-bubble-compound-interest/ Fri, 07 Nov 2025 09:05:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1140744 AI Bubble หรือ Mega Opportunity? ฝ่าทุกกระแส รอดได้ด้วยพลัง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’

เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนก็หมดปี 2568 แล้ว ปีนี้เป็นปีแ […]

The post AI Bubble หรือ Mega Opportunity? ฝ่าทุกกระแส รอดได้ด้วยพลัง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
AI Bubble หรือ Mega Opportunity? ฝ่าทุกกระแส รอดได้ด้วยพลัง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’

เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนก็หมดปี 2568 แล้ว ปีนี้เป็นปีแห่งความผันผวนสูงจริงๆ ที่เห็นชัดๆ ‘หุ้นโลก’ ยังคงเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงเป็นไวกิ้งตลอดทั้งปี ทองคำที่เดินหน้าทำสถิติประวัติศาสตร์ใหม่มาต่อเนื่องก็เริ่มปรับฐานแล้ว คริปโทเคอร์เรนซียังคงหวือหวายิ่งกว่าหุ้นโลก

 

แต่ไม่ว่าโลกจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม วิถีนักลงทุนอย่างพวกเราก็ต้องไปต่อโดยเฉพาะนักลงทุนสาย VI ที่พร้อมเป็นชาวสวน เพื่อคว้าโอกาสในวิกฤติ และผมจะชวนติดอาวุธการลงทุนด้วย ‘มหัศจรรย์ของพลังดอกเบี้ยทบต้น’ ทริคของคนที่มีเงินน้อยก็มีโอกาสสร้างเงินล้านได้ สร้างความมั่งคั่งในอนาคตแน่นอน

 

‘สหรัฐฯ – จีน’ พักยกสงครามการค้า 1 ปี Fed ลดดอกเบี้ย

 

ผมขอฉายภาพกระแสโลกที่เกิดขึ้นในช่วงต้นไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และมาวัดปรอทความร้อนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีโมเมนตัมจากกระแส AI ฟองสบู่ เป็นตัวขับเคลื่อนให้ทำ All Time High ไม่พักจนถึงวันนี้

 

ปิดฉากงานประชุม APEC ปี 2568 ณ ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ จบลงด้วยบรรยากาศของผู้นำประเทศต่างๆ หารือถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งผู้นำจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมาร่วมประชุมเป็นประจำทุกปี

 

และปีนี้เป็นปีพิเศษกว่า เพราะมีคู่หยุดโลก 2 ประธานาธิบดี ‘สีจิ้นผิง-โดนัลด์ ทรัมป์’ นัดพบปะพูดคุยแบบ ‘ทวิภาคี’ (bilateral meeting) กันอยู่ข้างๆ งาน APEC 2025 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีสี เดินทางมาร่วมประชุม APEC อยู่แล้ว

 

ผลการหารือของ 2 ผู้นำโลก ‘สหรัฐฯ – จีน’ รอบนี้ได้บรรลุข้อตกลงการค้าชั่วคราว 1 ปี! (แปลว่าจะต้องเจรจาใหม่ทุกปี) สิ่งที่ตกลงร่วมกันได้ คือ สหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าบางส่วนให้จีน จากประมาณ 57% ลงมาเป็นราว 47% เพื่อแลกกับจีนยอมจัดส่ง ‘แร่หายาก’ หรือ ‘rare earths’ และทรัพยากรสำคัญอื่นๆ ให้สหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐฯ ก็ยินดีที่จะเลื่อนใช้มาตรการส่งเสริมหรือควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีไปยังจีนในช่วงหนึ่งปี (suspension) เพื่อให้บรรยากาศคลี่คลายลง ขณะที่จีนยอมตกลงที่จะเริ่มซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ทันที และมีแผนซื้อในระดับหลายล้านตันในช่วงต่อไป

 

แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายไม่มีการตกลงอย่างเป็นทางการในประเด็นไต้หวัน เกี่ยวกับชิปขั้นสูง

 

การพบปะดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่ส่งออกมาว่าอเมริกาและจีนอาจพยายามลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้า และ ‘สร้างพื้นที่ร่วม’ มากขึ้น ส่วนนักลงทุน นักธุรกิจ ก็โล่งใจที่บรรยากาศทางการค้าและซัพพลายเชนอาจมี ‘ช่วงสงบ’ มากขึ้น แต่ยังไม่ถึงกับปลดล็อกทั้งหมด

 

โลกยังกังวลต่อคู่พี่ใหญ่ของโลก คือ แม้จะมีการ ‘หยุดการสู้รบทางการค้า’ แต่ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง (structural reset) ของความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ และยังมีประเด็นหลักหลายอย่าง เช่น สิทธิในเทคโนโลยี, ความเป็นผู้นำด้าน AI, แรร์เอิร์ธ และห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างลึกซึ้ง ขณะที่ภายหลังวันที่ประชุม มีความเห็นออกมาว่า APEC เองกำลังเผชิญกับแรงกดดัน เพราะจีนถูกตั้งคำถาม ‘การค้าเสรีและเท่าเทียม’ (free & fair trade)

 

ความเสี่ยงโลกการค้าในช่วงต่อจากนี้ไป คือ ข้อตกลงใดบังคับใช้จริงใน 1 ปีนี้ และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน การส่งออก เช่น แรร์เอิร์ธ, ถั่วเหลือง, เทคโนโลยี จะเป็นอย่างไร ปัญหาห่วงโซ่ส่งออกที่พึ่งพิงจีนหรือสหรัฐฯ มากเกินไป ล้วนแขวนอยู่บนเส้นด้ายความไม่แน่นอนของนโยบายหลังครบทุก 1 ปี จะต้องเจรจากันใหม่ สะท้อนว่า สงครามการค้าสงครามภาษีสงครามเทคโนโลยียังเป็นเงามืดครอบงำโลกการค้าอยู่ตลอดช่วงวาระของประธานาธิบดีทรัมป์

 

ส่วนศึกในประเทศของสหรัฐฯ มี 2 เรื่องสำคัญ

 

1. รัฐบาลสหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะ Shut Down เป็นเวลายาวถึง 30 วันแล้ว! ยาวนานมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ และหากยังไม่กลับมาเปิดภายใน 6 วัน จะทำให้ ปี 2025 กลายเป็นการ Shut Down ที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

 

2. จับสัญญาณดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ( Fed ) ซึ่งหลังการประชุมรอบเดือนตุลาคมล่าสุด (30 ต.ค.) มีมติเสียงแตก 10 ต่อ 2 ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 3.75 – 4% ตามที่ตลาดคาดการณ์ พร้อมประกาศยุติการลดขนาดงบดุล (QT) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมนี้ ซึ่งยังเหลือขนาดงบดุลประมาณ 6.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

‘เจอโรม พาวเวล’ ประธาน Fed ระบุว่า การปรับลดดอกเบี้ยเป็นการป้องกันความเสี่ยง ยังไม่ใช่เข้าสู่รอบของการผ่อนคลายนโยบายการเงินก็ตาม พร้อมส่งสัญญาณว่า โอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในเดือนธันวาคม ยังไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนหลังจากที่ตลาดคาดหวังสูง 90% ที่ Fed จะลดดอกเบี้ยในเดือนสุดท้ายของปีนี้

 

ตลาดประเมินว่า การตัดสินใจรอบนี้ของ Fed สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจที่เผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัว เงินเฟ้อที่ยังสูง และข้อมูลเศรษฐกิจที่ขาดหายไปจากภาวะชัตดาวน์ของรัฐบาล ทำให้พาวเวลเลือกที่จะชะลอจังหวะดำเนินนโยบายการเงินมากกว่าที่จะเร่งผ่อนคลาย ท่ามกลางแรงกดดันจากประธานาธิบดีทรัมป์ให้ Fed ลดดอกเบี้ยแรงกว่านี้

 

ถ้อยแถลงของประธาน Fed ที่ออกมาทำให้บรรยากาศในตลาดการเงินในเวลานั้น สะดุดข่าวพลิกจากบวกเป็นลบ ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นทันที ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวกลับขึ้นเหนือระดับ 4% ขณะที่ดัชนีหุ้นหลักที่ดีดตัวขึ้นก็อ่อนตัวลงช่วงท้ายตลาดของวันแถลงดังกล่าว

 

แต่เมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐฯ เปิดตัวเลขเงินเฟ้อ เดือนกันยายนอยู่ที่ 3.0% ต่ำกว่าคาดการณ์ของตลาด กลับมาเพิ่มความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีพื้นที่ ‘ลดดอกเบี้ย’ เร็วกว่าที่คิด ส่งผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ และสินทรัพย์เสี่ยงอาจตอบรับเชิงบวกจากข่าวนี้ ซึ่งเปลี่ยนอารมณ์ตลาดช่วงก่อนหน้านี้ปรับตัวลดลงหลังการประชุม Fed ออกมา

 

หุ้นสหรัฐฯ แกว่ง ผวา ‘AI ฟองสบู่’ หรือ ‘AI Revolution’ กันแน่

 

เรามาดูความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นโลกกันครับ ล่าสุด ‘ตลาดหุ้นสหรัฐฯ’ ทำสถิติใหม่ กระจุกตัวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ตอนนี้แค่เพียงหุ้นที่ใหญ่ที่สุด 10 ตัวในดัชนี S&P 500 ก็นับเป็นสัดส่วนสูงถึง 42% ของมูลค่าตลาดทั้งหมดแล้ว เป็นปรากฏการณ์ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ แม้แต่ดัชนี Nasdaq ยังปิดบวกเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยเห็นปรากฏการณ์นี้มาเกือบ 30 ปีแล้ว

 

ที่น่าสะพรึงยิ่งกว่า ‘หุ้น Nvidia’ เพียงตัวเดียว กำลังมีมูลค่ามากกว่า GDP ของเยอรมนี, ญี่ปุ่น และอินเดียเสียอีก

 

ในเมื่อวันที่ 28 ตุลาคมที่ผ่านมา ‘Nvidia’ ออกมาสร้างประวัติศาสตร์มากมาย จนยกให้เป็น ‘วัน Nvidia’ แล้ว เพราะเพียงแค่วันนี้วันเดียว Nvidia ประกาศข่าวใหญ่ไม่ว่าจะเป็นลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ใน Nokia, ประกาศจับมือ Palantir , เตรียมเปิดตัวพันธมิตรด้าน AI กับ Hyundai และ Samsung, จับมือกับกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ เตรียมสร้าง ‘ซูเปอร์คอมพิวเตอร์’ และประกาศคาดการณ์รายได้ ‘5 แสนล้านเหรียญ’ ใน 6 ไตรมาสข้างหน้า และกลายเป็นบริษัทแรกในโลกที่มูลค่าทะลุ ‘5 ล้านล้านเหรียญ’

 

หรือนี่อาจเป็นสัญญาณชัดว่า ‘AI Revolution’ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

 

สวนทางกับเสียงวิตกกังวล ‘ฟองสบู่ AI แตก’ ดังก้องในตลาดอยู่ …
JP Morgan เตือน! นักลงทุนกำลังหลงใหลหุ้นกลุ่ม ‘Magnificent 7’ มากเกินไปจนเกิดภาวะ Overcrowded Trade และราคามีความเสี่ยงกลับตัวลงแรงในไม่ช้า หากเศรษฐกิจแย่หรือกำไรบริษัทเริ่มชะลอ

 

นักลงทุนทั่วโลกต่างค้นหาคำตอบที่ยากจริงๆ มันกำลังเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้? ฟองสบู่เทคฯ จะแตกจริงไหม? หรือปรากฏการณ์นี้คือโอกาสลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดที่โลกเคยพบเห็นมา? ‘AI Bubble หรือ Mega Opportunity?

 

แต่ถึงแม้ในวันใดที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลง จะพบว่า หุ้นส่วนใหญ่ที่ร่วงหนัก จะเป็นกลุ่ม Big Tech และ AI เท่านั้น เพราะหากเราไปดูดัชนี S&P 500 Equal Weight หรือดัชนีที่ให้ ‘น้ำหนักหุ้น 500 ตัวเท่ากัน’ ไม่ว่าบริษัทจะใหญ่หรือเล็กแค่ไหน ดัชนีนี้กลับบวกอยู่

 

ปีนี้จึงเป็นอีกปีที่หุ้นสหรัฐฯ ทำผลงานโดดเด่นต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยตั้งแต่ต้นปี 2025 ถึงปัจจุบัน ดัชนี S&P 500 มีผลตอบแทนประมาณ +13.9%(YTD) ส่วน Nasdaq 100 อยู่ที่ราว +20.68%(YTD) เมื่อรวมผลตอบแทนของตลาดในช่วง 2 ปีก่อนหน้า (2023-2024) ที่ +40% ไปแล้ว ทำให้ 3 ปีมานี้ ผลตอบแทนบวกไปกว่า 50-60% ทีเดียว

 

มุมมองตลาดสหรัฐฯ ยังน่าลงทุนหรือไม่ ผมเชื่อว่า ตลาดยังขาขึ้นโดยรวม YTD เป็นบวกหลายสิบเปอร์เซ็นต์ แสดงถึงโมเมนตัมที่ดี และมีหลายภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น นอกเหนือจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น ภาคอุตสาหกรรมสาธารณูปโภคที่เริ่มฟื้นตัว โดยปัจจัยหลักที่ทำให้หุ้นสหรัฐฯ ยังทำ All Time High ต่อเนื่อง ก็มาจากบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ประกาศกำไรงวดไตรมาส 3 ออกมา ซึ่งมีสัดส่วนถึง 85% ของบริษัทใน S&P 500 ที่ทำกำไรได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ด้านภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีสัญญาณแข็งแรงในหลายจุด แม้จะมีความเสี่ยงภายในประเทศอยู่ กดดันการเติบโตของ GDP ก็ตาม

 

แต่ความเสี่ยงที่ควรระวัง แน่นอนว่า นโยบายการค้าระหว่างประเทศขึ้นอยู่กับตัวทรัมป์เป็นสำคัญ ความกังวลเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่ยังสูงหรืออาจจะลดน้อยกว่าคาด ขึ้นอยู่กับมุมมองของ Fed และปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ

 

ความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับขึ้นไปค่อนข้างสูงแล้ว ทำให้ valuation อาจเริ่มถูกตั้งคำถามยังคุ้มค่าจะเข้าลงทุนในตอนนี้หรือไม่? ซึ่งไม่มีใครคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าได้หรอกครับ

 

ผมจึงแนะนำลูกค้าให้ทำการ Rebalance พอร์ตในส่วนที่ลงทุนหุ้นสหรัฐฯ เมื่อมีกำไรมากพอสมควรแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงครับ โดยขายบางส่วนออกมาเท่านั้นเอง และหันมากระจายความเสี่ยงไปยังภูมิภาคอื่นหรือสินทรัพย์อื่นก็น่าสนใจ เพราะตลาดอาจมีช่วงพักหรือปรับฐานอยู่

 

ผมเชื่อว่านักลงทุนทั่วโลกก็ทำ Rebalance หุ้นสหรัฐฯ กันเป็นระยะๆ เราจึงเห็นดัชนีปรับฐานลง แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่รอจังหวะซื้อสวนเหมือนกัน จึงไม่แปลกที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นปรับลงเป็นระลอกในช่วงปลายปีนี้ครับ

 

แต่ถ้ามาดูความเคลื่อนไหวของนักลงทุนตำนานโลก คุณปู่ ‘Warren Buffett’ ยังคงสะสมเงินสดเพิ่มขึ้นจนเฉียด ‘4 แสนล้านดอลลาร์’ แล้ว สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

นักลงทุนชาวสวน หัวใจแกร่งต้องเดินหน้าลงทุน

 

คุณปู่ ‘Warrant Buffet’ มักเตือนเสมอว่า การคาดเดาว่า ฝนจะตกเมื่อไหร่นั้นไม่มีความหมาย แต่การสร้างเรือต่างหากที่ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ ฉะนั้น ในโลกการลงทุน อย่าพยายามไปคาดเดาว่า Fed จะปรับขึ้นหรือลงของอัตราดอกเบี้ยเลย ตลาดหุ้นจะขึ้นหรือตกเท่าไหร่ เศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร เพราะการคาดเดาเช่นนี้ ไม่ได้ส่งผลให้พอร์ตมีกำไรขึ้นมาได้ แต่การสร้างพอร์ตที่แข็งแรงเป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ดีกว่า

 

สิ่งที่ผมอยากสื่อสารคือ หากคุณเป็นนักลงทุนระยะยาว ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้นระหว่างทาง สิ่งสำคัญ คือ การตั้งสติรับมือไตร่ตรองวิเคราะห์สินทรัพย์ต่างๆ ที่ลงทุนอยู่ในพอร์ต ว่ายังแข็งแรงเติบโตไปต่อได้ เพราะหากคุณได้วางแผนการลงทุนอย่างถูกหลักการมาตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว คุณก็ควรจะมั่นใจเดินหน้าลงทุนต่อไป

 

ยิ่งในช่วงที่มีมรสุมหรือวิกฤติใดๆ เกิดขึ้นหรือตลาดมีการปรับฐานลงในช่วงใด ผมแนะนำให้เฟ้นหาโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ดีมีอนาคตเติบโตในราคาถูกหรือราคาเหมาะสม เพราะการใส่เงินเพิ่มทุนในช่วงเวลาเช่นนี้ ถือเป็นการเพิ่มศักยภาพในการเติบโตของพอร์ตระยะยาว

 

ใครที่มีพอร์ตลงทุน Core & Satellite อยู่แล้ว และได้ทำการ Rebalance พอร์ตในส่วนของทำกำไรหุ้นสหรัฐฯ ออกมาไว้ก่อนหน้านี้ตามที่ผมแนะนำไป ตอนนี้ถือเป็นโอกาสทองที่จะเพิ่มลงทุนในหุ้นดีราคาถูกหรือสินทรัพย์ที่เฝ้ารอมานานจนราคาร่วงลงมาหาแล้ว ซึ่งลูกค้าผมก็ได้เพิ่มลงทุนกันคึกคักในช่วงตลาดปรับลงครับ

 

มหัศจรรย์ของพลังดอกเบี้ยทบต้น ทริคทำเงินน้อยเป็นเงินล้าน

 

จริงๆ การเพิ่มลงทุนที่นิยมกันมาก คือ ลงทุนถัวเฉลี่ย หรือ DCA แบบเป็นรายเดือน บางคนอาจเป็นรายไตรมาสหรือครึ่งปี หรืออาจเป็นช่วงที่มีเงินโบนัสเงินพิเศษใดๆที่เกิดขึ้นก็แบ่งมาลงทุนเพิ่มตามช่วงเวลา เพราะแต่ละคนอาจมีเม็ดเงินในการเพิ่มทุนที่แตกต่างกันไป

 

ถ้าคุณใส่เงินเพิ่มทุน หรือ DCA ไปเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็น ‘พลังดอกเบี้ยทบต้น’ ครับ ซึ่งเป็นพลังมหาศาลถึงขั้นที่อัจฉริยะอย่าง ‘Albert Einstein’ ยกว่าเป็น ‘สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก’

 

โดยพลังของดอกเบี้ยทบต้นไม่ได้มาจากการที่เราใส่เงินเพิ่มเข้าไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการที่ ‘ผลตอบแทน’ ที่เราได้รับจากการลงทุนต่างๆ ไปลงทุนซ้ำ เรียกว่า Reinvest สร้าง ‘ผลตอบแทนของตัวมันเอง’ ได้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานปีเท่าไร พลังนี้ก็จะยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น เราจะเห็น เงินเติบโตแบบก้าวกระโดด

 

หัวใจของความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นเกิดขึ้นได้ มี 3 องค์ประกอบ

 

  • จำนวนเงินลงทุน เริ่มจากเงินก้อนเล็กๆ แต่ใส่ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายเดือนหรือทุก 3 เดือน เรียกว่า การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) อย่างต่อเนื่อง
  • ระยะเวลา ยิ่งลงทุนนานเท่าไหร่ พลังของดอกเบี้ยทบต้น จะยิ่งทำให้เงินเติบโตเป็นก้อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
  • ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน ดอกผลที่ได้รับในแต่ละงวด จะทบเป็นเงินต้นในงวดต่อไป เพราะฉะนั้นยิ่งมีเงินลงทุนเพิ่มขึ้น ระยะเวลานานขึ้น ผลตอบแทนจะมากขึ้นเรื่อยๆ

 

ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน เริ่มจากกรณีง่ายที่สุด สมมติคุณมีเงิน 10,000 บาท เอาไปฝากประจำที่ดอกเบี้ย 2% ต่อปี ผ่านไป 1 ปี เงินจะกลายเป็น 10,200 บาท พอขึ้นปีถัดไป ดอกเบี้ย 2% จะถูกคิดจาก 10,200 บาท ไม่ใช่ 10,000 บาทอีกต่อไป กลายเป็น 10,404 บาท และจะค่อยๆ งอกเพิ่มทีละเล็กทีละน้อย

 

แต่ถ้าเปลี่ยนจากการฝากเงินเป็นการลงทุน สมมติผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 8% ภาพที่ได้จะต่างออกไปมาก เงินก้อนเดียวกัน 10,000 บาท ถ้าปล่อยไว้ 10 ปีจะกลายเป็น 22,196 บาท ถ้าปล่อยต่อไป 20 ปีจะโตเป็น 49,268 บาท และถ้าไม่แตะต้องเลย 30 ปีเต็ม เงินก้อนเล็กนี้จะขยายเป็น 109,357 บาท

 

แต่ถ้าเราไม่ได้ปล่อยให้เงินก้อนเดียวทำงาน แต่ ‘เติมเงินเข้าไปทุกเดือน’ หรือ DCA สมมติว่าเติมเดือนละ 1,000 บาท พร้อมเงินต้นก้อนแรก 10,000 บาท ที่ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี ตัวเลขจะเปลี่ยนไปอย่างก้าวกระโดด

 

จากการคำนวณ พบว่า เงินก้อนดังกล่าวหลังผ่านไป 10 ปี จะกลายเป็น 205,142 บาท ผ่านไป 20 ปี จะเติบโตทะลุ 638,288 บาท และถ้าให้เวลาถึง 30 ปีเต็ม เงินเพียงหลักพันที่ใส่เข้าไปทุกเดือนจะงอกเงยจนกลายเป็นเงินเก็บกว่า 1,599,717 บาทเลยทีเดียว

 

อีกตัวอย่างที่อยากให้เห็นภาพเรื่องของ ‘เวลา’ คือส่วนผสมสำคัญ

 

เวลาก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ดอกเบี้ยทบต้นทรงพลังขึ้นอย่างมหาศาล เพราะไม่ใช่แค่เงินต้นหรือผลตอบแทนเท่านั้นที่สำคัญ แต่ ‘จำนวนปี’ ที่ปล่อยให้เงินได้ทำงาน ก็ส่งผลต่อปลายทางอย่างมาก ลองดูตัวอย่างนี้แล้วจะเห็นภาพชัดขึ้น

 

สมมติ นาย A เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 22 ปี ลงเดือนละ 1,000 บาท ในพอร์ตที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี เขาใส่เงินต้นรวม 456,000 บาท แต่เมื่อถึงอายุ 60 เงินก้อนนี้จะงอกเงยกลายเป็น 2,954,310 บาท ด้วยพลังของดอกเบี้ยทบต้นที่สะสมต่อเนื่อง

 

ในขณะที่นาย B เริ่มช้ากว่า คือเพิ่งลงทุนตอนอายุ 40 ปี ด้วยจำนวนเงินเดือนละ 1,000 บาทเท่ากัน และผลตอบแทนเฉลี่ยเท่ากัน เขาลงทุนได้แค่ 20 ปี รวมเงินต้น 240,000 บาท ปลายทางโตเป็นเพียง ราว 589,020 บาท เท่านั้น

 

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นของนาย A จากเงินต้น 456,000 โตเป็น 2,954,310 บาท เงินเพิ่มขึ้นถึง 2,498,310 บาท

 

ส่วนนาย B เงินต้น 240,000 บาท โตเป็น 589,020 บาท เงินเพิ่มขึ้นเพียง 349,020 บาท แม้เงินต้นจะต่างกันแค่ 216,000 บาท แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับต่างกันถึง 2,149,290 บาท

 

นี่คือพลังของ ‘เวลา’ ที่คุณจะได้จากมันมากขึ้น หากคุณลงทุนได้นานมากพอ

 

จากสองตัวอย่างข้างต้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดอกเบี้ยทบต้นนั้นมีพลังจริงๆ เพราะมันคือ กลไกที่ทำให้เงินก้อนเล็ก ค่อยๆ งอกเงยกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ โดยปล่อยให้ ‘เวลา’ ทำงานแทนเรา

 

มหัศจรรย์ของพลังดอกเบี้ยทบต้น ได้กลายเป็นเส้นทางแห่งความสำเร็จของนักลงทุนมืออาชีพชื่อดังทั่วโลกนิยมใช้กันมายาวนานไม่เว้นแม้แต่คุณปู่ Warren Buffett และอีกหลายๆ ท่านที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายวิกฤติของโลก วันนี้ล้วนสร้างพอร์ตใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของโลกตามกันมาติดๆ

 

‘ดอกเบี้ยทบต้น’ เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เงินเติบโตได้อย่างมาก ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งโตได้มากกว่า แต่มีหลายคนที่อาจยังไม่เข้าใจหลักการทำงานของดอกเบี้ยทบต้น ทำให้พลาดโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งไปอย่างน่าเสียดาย

 

ผมเชื่อว่า ทุกท่านที่ก้าวเข้ามาเป็นนักลงทุนสาย VI ต่างก็ ‘ฉลาดเลือก’ ยามวิกฤติจะขยันทำการบ้านวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเฟ้นหาของดีราคาถูกเดินหน้าลงทุนรอเก็บเกี่ยวผลตอบแทนกันไปยาวๆ ครับ แม้คุณจะบอกว่า คุณเลือกลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนที่มาบริหารพอร์ตให้ แต่คุณยังจำเป็นต้องทำการบ้านตรวจเช็กสุขภาพพอร์ตและความเสี่ยงรอบด้านอยู่เสมอนะครับ เพราะไม่มีใครดูแลเงินของคุณได้ดีเท่ากับตัวคุณเอง

 

ใครที่เป็นมือใหม่หรือมือเก่าที่ลงทุนแล้วติดๆ ขัดๆ พอร์ตไม่โตสักที คุณลองใช้เครื่องมือมหัศจรรย์ ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ เป็นทริคสร้างเงินน้อยเป็นเงินล้านปูทางชีวิตคุณมีหลักประกันด้านการเงินที่มั่นคง และทำให้คุณมีอิสรภาพทางการเงินที่เร็วขึ้นและได้เลือกใช้ชีวิตที่เป็นอิสระได้ โดยไม่ต้องทำงานหาเงินจนถึงเกษียณครับ

 

และรู้หรือไม่! เคล็ดลับของคนที่ประสบความสำเร็จการลงทุน อยู่ที่ ‘เวลา’ เริ่มเร็วกว่าเพียงไม่กี่ปีก็สร้างความต่างจากหลักแสนเป็นหลักล้าน….มองเห็นอนาคตรวยเร็วแน่นอน

The post AI Bubble หรือ Mega Opportunity? ฝ่าทุกกระแส รอดได้ด้วยพลัง ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘Oracle – Broadcom – Palantir’ 3 หุ้นที่กำลังร้อนแรงและท้าทายกลุ่มหุ้น The Magnificent 7 https://thestandard.co/oracle-broadcom-palantir-info/ Mon, 06 Oct 2025 10:46:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1127247

หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 อย่าง Nvidia, Apple, Microsoft, […]

The post รู้จัก ‘Oracle – Broadcom – Palantir’ 3 หุ้นที่กำลังร้อนแรงและท้าทายกลุ่มหุ้น The Magnificent 7 appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 อย่าง Nvidia, Apple, Microsoft, Meta (Facebook), Alphabet (Google), Tesla และ Amazon เป็นหนึ่งในกลุ่มหุ้นที่ให้ผลตอบแทนได้อย่างดีในช่วงหลายปีมานี้ โดยทั้งกลุ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 300% ในระยะเวลาราว 2 ปี โดยหุ้นกลุ่มดังกล่าวส่วนหนึ่งได้ประโยชน์จากการเติบโตของ AI ส่งผลให้หุ้นเหล่านี้มีผลต่อน้ำหนักโดยรวมของดัชนี S&P500 ถึง 35% แต่ความร้อนแรงของหุ้นทั้ง 7 ตัวนี้อาจจะเริ่มลดลง หลังจากที่โมเมนตัมเริ่มเปลี่ยนไปอยู่ที่หุ้นดาวเด่น 3 ตัวอย่าง Oracle, Broadcom และ Palantir

 

โดยผลตอบแทนในช่วง 2 ปีของ Oracle, Broadcom และ Palantir อยู่ที่ราว 245%, 504% และ 2,700% ตามลำดับ จากการที่ Oracle มีส่วนในโครงสร้างสำคัญด้าน Cloud สำหรับ AI ผ่านการจับมือกับ OpenAI และ Broadcom ที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตและพัฒนาชิปสำหรับ AI ส่วน Palantir ที่มีการนำโมเดล AI มาพัฒนาร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลของรัฐบาล

 

ในบทความนี้ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH จึงอยากจะพาไปรู้จักกับ 3 หุ้นเด่นอย่าง Oracle, Broadcom และ Palantir ที่กำลังเติบโตแซงหน้า Magnificent 7 จนเป็นที่พูดถึงอย่างมากในหมู่นักลงทุน

 

The post รู้จัก ‘Oracle – Broadcom – Palantir’ 3 หุ้นที่กำลังร้อนแรงและท้าทายกลุ่มหุ้น The Magnificent 7 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยุคใหม่ของหุ้นสหรัฐฯ เมื่อ Magnificent 7 อาจไม่ใช่ผู้นำอีกต่อไป เปิดทางผู้เล่นใหม่ชี้ชะตาตลาดสหรัฐฯ https://thestandard.co/magnificent-7-ai-stocks-new-winners/ Mon, 29 Sep 2025 03:49:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1124137 magnificent-7-ai-stocks-new-winners

เกือบ 3 ปีหลังจาก OpenAI เปิดตัว ChatGPT โลกการเงินและต […]

The post ยุคใหม่ของหุ้นสหรัฐฯ เมื่อ Magnificent 7 อาจไม่ใช่ผู้นำอีกต่อไป เปิดทางผู้เล่นใหม่ชี้ชะตาตลาดสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
magnificent-7-ai-stocks-new-winners

เกือบ 3 ปีหลังจาก OpenAI เปิดตัว ChatGPT โลกการเงินและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่างจับตากลุ่ม ‘Magnificent 7’ ที่ประกอบด้วย Nvidia, Microsoft, Apple, Alphabet, Amazon, Meta และ Tesla กลุ่มนี้ถูกมองว่าเป็นผู้ชนะตัวจริงของยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะสร้างผลตอบแทนมหาศาลให้แก่นักลงทุน เช่นเดียวกับที่พวกเขาเคยครองตลาดในยุคอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน แต่เมื่อเวลาผ่านไป การลงทุนที่เคยหมุนรอบกลุ่มนี้เพียงอย่างเดียวกลับไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะคลื่นลูกใหม่ของ AI กำลังเปิดทางให้บริษัทอื่นๆ ก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ

 

แม้ Magnificent 7 ยังคงเป็นพลังหลักของตลาด โดยมีน้ำหนักเกือบ 35% ในดัชนี S&P 500 และคาดว่ากำไรเฉลี่ยจะเติบโตมากกว่า 15% ภายในปี 2026 แต่ผลการดำเนินงานในกลุ่มนี้กลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน Nvidia, Microsoft, Meta และ Alphabet ยังคงเป็นหุ้นที่อยู่ในตำแหน่งได้เปรียบในโลก AI และราคาหุ้นเพิ่มขึ้นระหว่าง 21% ถึง 33% ในปีนี้ ในขณะที่ Apple, Amazon และ Tesla กลับเริ่มสะดุดและตามหลัง ความไม่สมดุลนี้ทำให้นักลงทุนและนักวิเคราะห์ตั้งคำถามว่า Magnificent 7 ยังสะท้อนภาพจริงของผู้ชนะ AI อยู่หรือไม่

 

ในวอลล์สตรีตมีความพยายามสร้างชุดหุ้นใหม่เพื่อสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น บางรายเสนอให้ลดเหลือ ‘Fab Four’ ที่มี Nvidia, Microsoft, Meta และ Amazon ขณะที่บางฝ่ายตัด Tesla ออกแล้วเรียกว่า ‘Big Six’ อีกกระแสบวก Broadcom เข้ามา กลายเป็น ‘Elite 8’ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการปรับสูตรเช่นไร ก็ยังไม่สามารถครอบคลุมบริษัทที่ได้ประโยชน์จาก AI อย่างแท้จริงทั้งหมด

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Broadcom ซึ่งขยับขึ้นมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดใหญ่อันดับ 7 ของสหรัฐฯ Oracle ที่ราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 75% ในปีนี้เพราะธุรกิจคลาวด์ด้าน AI และ Palantir ที่กลายเป็นดาวเด่นของดัชนี Nasdaq 100 ในปี 2025 ด้วยการทะยานขึ้นถึง 135% จากความต้องการซอฟต์แวร์ AI ที่แข็งแกร่ง บริษัทเหล่านี้กำลัง “ใหญ่เกินกว่าจะมองข้ามได้” ตามคำกล่าวของ Jurrien Timmer ผู้บริหารจาก Fidelity Investments ที่เชื่อว่าผู้ชนะใหม่จะค่อยๆ เข้ามาแทนที่กลุ่มเดิม แม้ Magnificent 7 จะยังคงทำผลตอบแทนได้ดีอยู่ก็ตาม

 

การเปลี่ยนแปลงนี้ยังสะท้อนผ่านการสร้างดัชนีใหม่อย่าง “Magnificent 10 Index” โดย Cboe Global Markets ที่เพิ่ม Broadcom, Palantir และ AMD เข้ามารวมกับกลุ่มดั้งเดิม แม้ Oracle จะทำผลตอบแทนโดดเด่นและมีสถิติการเติบโตเหนือกว่าหุ้นส่วนใหญ่ใน Mag 7 ตั้งแต่ปี 2023 แต่กลับไม่ถูกเลือกให้อยู่ในดัชนีดังกล่าว การจัดกลุ่มหุ้นเหล่านี้จึงเป็นเรื่องของมุมมองและเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินมากพอ ๆ กับตัวเลขผลประกอบการ

 

ในขณะเดียวกัน หุ้นที่ถูกพูดถึงว่าอาจหมดความมหัศจรรย์มากที่สุดคือ Apple และ Tesla สำหรับ Apple ปัญหาคือการเติบโตที่ไม่แรงเท่าบริษัทยักษ์เทคโนโลยีรายอื่น และยังถูกมองว่าตามหลังด้าน AI ส่วน Tesla กำลังเผชิญแรงกดดันจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มซบเซาและคู่แข่งใหม่ที่เข้ามาแย่งตลาด แม้กระนั้น นักลงทุนยังคงยึดมั่นในความเชื่อว่า iPhone อาจเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเข้าถึง AI ของผู้บริโภคหลายร้อยล้านคน และ Tesla ก็ยังมีความหวังจากโครงการรถยนต์ไร้คนขับและหุ่นยนต์ที่ใช้ AI เป็นหัวใจหลัก

 

คลื่น AI ยังขยายผลไปสู่หลายอุตสาหกรรมที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยี ตั้งแต่ผู้ผลิตพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงบริษัทอุปกรณ์เครือข่ายอย่าง Arista Networks ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำอย่าง Micron รวมถึงผู้ผลิตสตอเรจ เช่น Western Digital, Seagate และ SanDisk ขณะที่บางบริษัทที่ถือเป็นตัวจริงของวงการ AI อย่าง OpenAI, Anthropic และ SpaceX กลับยังไม่เข้าตลาดหุ้น ทำให้นักลงทุนทั่วไปยังไม่สามารถมีส่วนร่วมได้โดยตรง

 

สิ่งที่ชัดเจนคือการเดินทางของหุ้น AI จะไม่หยุดอยู่ที่ Magnificent 7 อีกต่อไป แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านตามชั้นของการพัฒนา เริ่มจากบริษัทที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีหลัก ต่อมาจะเป็นบริษัทที่พัฒนาบริการและซอฟต์แวร์ AI และสุดท้ายจะเป็นธุรกิจดั้งเดิมที่นำ AI ไปใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและการเติบโต กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าใครคือผู้ชนะตัวจริงของยุค AI

 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็มาพร้อมความเสี่ยงเช่นกัน หากหุ้นผู้นำ AI มีมูลค่าสูงเกินจริงและการเติบโตชะลอตัว อาจเกิดการปรับฐานครั้งใหญ่ที่ทำให้ตลาดเปลี่ยนทิศอย่างกะทันหัน คำถามจึงอยู่ที่ว่าการสิ้นสุดของยุค Magnificent 7 จะเป็นเพียงการหมุนเวียนอย่างราบรื่นไปยังผู้เล่นใหม่ หรือจะกลายเป็นการปรับตัวรุนแรงที่เขย่าตลาดโลก

 

ภาพ: gguy/ Shutterstock

อ้างอิง:

The post ยุคใหม่ของหุ้นสหรัฐฯ เมื่อ Magnificent 7 อาจไม่ใช่ผู้นำอีกต่อไป เปิดทางผู้เล่นใหม่ชี้ชะตาตลาดสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น 7 นางฟ้า เสียมูลค่าไปแล้วเท่าไร? (YTD) https://thestandard.co/magnificent-seven-stock-loss/ Wed, 09 Apr 2025 10:52:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1062480 magnificent-seven-stock-loss

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (2 เมษายน) หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป […]

The post หุ้น 7 นางฟ้า เสียมูลค่าไปแล้วเท่าไร? (YTD) appeared first on THE STANDARD.

]]>
magnificent-seven-stock-loss

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (2 เมษายน) หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศนโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่จะปรับอัตราภาษีขาเข้าให้เท่ากับอัตราภาษีที่ประเทศคู่ค้าเรียกเก็บกับสหรัฐฯ ซึ่งมีประเทศเป้าหมายในขณะนี้หลายประเทศทั่วโลก (ราว 185 ประเทศ) ก็ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลงแรงกันถ้วนหน้าในเวลาเพียง 1 สัปดาห์

 

  • ดัชนี Dow Jones – 10.84% 
  • ดัชนี S&P 500 – 12.13%
  • ดัชนี Hang Seng – 15.02%
  • ดัชนี SET – 9.30%

 

นอกเหนือจากดัชนีหุ้นเหล่านี้ที่ปรับตัวลงแรง หุ้น 7 นางฟ้า หรือ The Magnificent 7 ที่สร้างผลตอบแทนมาได้อย่างยอดเยี่ยมหลายปีติดต่อกันจากกระแส AI (Artificial Intelligence) และเทคโนโลยี ก็ปรับตัวลงแรงกว่าดัชนีมากพอสมควร

 

ในบทความนี้ทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปสำรวจผลตอบแทนของหุ้น 7 นางฟ้า (The Magnificent 7) ว่าเป็นอย่างไรบ้างนับตั้งแต่ต้นปี 2025 ในช่วงเวลาที่เกิด Reciprocal Tariff ขึ้นมา

 


 

INFO: หุ้น 7 นางฟ้า เสียมูลค่าไปแล้วเท่าไร? (YTD)

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post หุ้น 7 นางฟ้า เสียมูลค่าไปแล้วเท่าไร? (YTD) appeared first on THE STANDARD.

]]>
Magnificent 7 กอดคอร่วง! Apple นำดิ่งแรง 19% ภายใน 3 วัน สูญมาร์เก็ตแคปกว่า 21 ล้านล้านบาท หลังทรัมป์เร่งขึ้นกำแพงภาษี https://thestandard.co/magnificent-7-stock-crash-apple-tariffs/ Tue, 08 Apr 2025 04:52:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1061739 Magnificent

ในช่วงคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (7 เม.ย.) หนึ่งในหุ้นกลุ่ม […]

The post Magnificent 7 กอดคอร่วง! Apple นำดิ่งแรง 19% ภายใน 3 วัน สูญมาร์เก็ตแคปกว่า 21 ล้านล้านบาท หลังทรัมป์เร่งขึ้นกำแพงภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Magnificent

ในช่วงคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (7 เม.ย.) หนึ่งในหุ้นกลุ่ม 7 Magnificent อย่าง Apple ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง หลังราคาหุ้นดิ่งลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ติดกัน หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน เดินหน้าขึ้นกำแพงภาษีขึ้นมาในระดับสูง ทำให้ Apple ปรับตัวลดลงกว่า 19% ในรอบ 3 วัน เสียมูลค่าทางตลาดกว่า 6.38 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 21 ล้านล้านบาท

 

เนื่องจากว่า Apple เป็นบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีของ Trump ในครั้งนี้โดยตรง จากการพึ่งพาทั้งในแง่การค้าและการผลิตในประเทศจีนเป็นหลัก ทำให้จะเผชิญกับภาษีในระดับ 54% หากดำเนินธุรกิจแบบเดิมต่อไป และแม้ Apple จะมีโรงงานในประเทศอินเดีย เวียดนาม และ ไทย ก็ตาม แต่ประเทศเหล่านี้ก็โดนภาษีในระดับที่สูงเช่นเดียวกัน

 

ในบรรดาหุ้นกลุ่ม 7 Magnificent หุ้น Apple, Tesla และ Microsoft เป็นหุ้น 3 ตัวที่ปรับตัวลงในช่วงคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา (7 เม.ย.)

 

การปรับตัวลงของหุ้นเทคโนโลยีหลายตัวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงกว่า 10% ภายในเวลา 1 สัปดาห์เท่านั้นเอง

 

นักวิเคราะห์จึงประเมินว่า Apple อาจต้องเลือก 2 ทาง ระหว่างการขึ้นราคาสินค้า หรือลดราคาสินค้าลง เพื่อชดเชยผลของภาษีดังกล่าว ซึ่งทางนักวิเคราะห์ของ UBS สถาบันการเงินชั้นนำของโลก ชี้ว่า หาก Apple เลือกการขึ้นราคาสินค้า iPhone อาจมีราคาเพิ่มไปอีก 350 ดอลลาร์ หรือประมาณ 11,900 บาท จากราคาปัจจุบันที่ 1,199 ดอลลาร์ หรือประมาณ 41,650 บาท

 

ซึ่งทาง Tim Long นักวิเคราะห์จาก Barclays คาดหวังให้ Apple เลือกใช้วิธีขึ้นราคาสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียอัตรากำไรต่อหุ้นไปราว 15% นอกจากนี้ Apple อาจเลือกบริหารจัดการซัพพลายเชนใหม่ และ เลือกประเทศที่กำแพงภาษีถูกกว่าเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ

 

อ้างอิง:

The post Magnificent 7 กอดคอร่วง! Apple นำดิ่งแรง 19% ภายใน 3 วัน สูญมาร์เก็ตแคปกว่า 21 ล้านล้านบาท หลังทรัมป์เร่งขึ้นกำแพงภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น Magnificent 7 สูญมูลค่า 34 ล้านล้านบาทในวันเดียว หลังทรัมป์ปูพรมขึ้นกำแพงภาษี https://thestandard.co/magnificent-7-stocks-crash-trump-tariffs/ Fri, 04 Apr 2025 08:38:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1060709 Magnificent

หุ้น Magnificent 7 ได้แก่ Alphabet, Amazon, Apple, Meta […]

The post หุ้น Magnificent 7 สูญมูลค่า 34 ล้านล้านบาทในวันเดียว หลังทรัมป์ปูพรมขึ้นกำแพงภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Magnificent

หุ้น Magnificent 7 ได้แก่ Alphabet, Amazon, Apple, Meta, Microsoft, Nvidia และ Tesla สูญมูลค่ารวมกันกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ท่ามกลางแรงเทขายที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในการซื้อขายเมื่อวันพฤหัสบดี (3 เมษายน) สะท้อนผลกระทบรุนแรงจากนโยบายภาษีของทรัมป์

 

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 7 บริษัทที่รู้จักกันในชื่อ Magnificent 7 สูญเสียมูลค่ารวมกันกว่า 1.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตามการวิเคราะห์ของ CNBC นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบอย่างรุนแรงจากการประกาศนโยบายภาษีชุดใหม่ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดการเงิน

 

ดัชนีหุ้นสำคัญของสหรัฐฯ ต่างปรับตัวลงอย่างรุนแรง ทั้ง Dow Jones -3.98% S&P 500 -4.84% Nasdaq -5.97% และ Russell 2000 -6.55% ทั้งนี้ การดิ่งลงของ Nasdaq เกือบ 6% เป็นการดิ่งลงในวันเดียวที่รุนแรงนับตั้งแต่ปี 2020

Apple นำขบวนหุ้นบิ๊กเทคดิ่งหนัก

 

Apple เป็นผู้นำการดิ่งลงของกลุ่มเทคยักษ์ใหญ่ โดยร่วงลงมากกว่า 9% ท่ามกลางความกังวลว่าแผนภาษีของทรัมป์จะกระทบต่อบริษัทอย่างหนัก เนื่องจากมีฐานการผลิตในต่างประเทศ นับเป็นวันที่หุ้น Apple ปรับตัวลงมากที่สุดในรอบกว่า 5 ปี

 

Amazon ก็ร่วงลงราว 9% ซึ่งเป็นการร่วงลงวันเดียวที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 โดยหนึ่งในปัจจัยหลักคือการที่ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ยกเลิกช่องโหว่ทางการค้าภายใต้กฎ de minimis ที่ก่อนหน้านี้อนุญาตให้สินค้าที่มีมูลค่าน้อยกว่า 800 ดอลลาร์ สามารถนำเข้ามายังสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องเสียภาษี คำสั่งนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 พฤษภาคม

 

Nvidia ยักษ์ใหญ่ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็ร่วงลงมากกว่า 7% โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยระบุว่าอาจเก็บภาษีเพิ่มเติมกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์

 

Microsoft ก็ร่วงลงมากกว่า 2% หลังมีรายงานจากสำนักข่าว Bloomberg ว่าบริษัทได้ชะลอโครงการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งส่งผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนในธุรกิจ AI และ Cloud

 

Dan Ives นักวิเคราะห์ชื่อดังจาก Wedbush ระบุในบันทึกถึงลูกค้าว่า แผนภาษีของทรัมป์ “แย่ยิ่งกว่าสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด” โดยเขาคาดว่าประเทศต่างๆ อาจสามารถเจรจาลดภาษีกับสหรัฐฯ ได้ในอนาคตอันใกล้ แต่เตือนว่าหากแผนภาษีนี้ยังคงเดิม สหรัฐฯ อาจเผชิญ “หายนะทางเศรษฐกิจที่ก่อด้วยตัวเอง”

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวไม่ได้แสดงความวิตกต่อผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจที่มีต่อตลาดหุ้นแต่อย่างใด

 

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลัง กล่าวในรายการ Bloomberg TV ว่า การดิ่งลงของตลาดไม่ได้เกิดจากนโยบายภาษีของทรัมป์ แต่เป็นผลจาก การเปิดตัวโมเดล AI โดยสตาร์ทอัพจีนชื่อ DeepSeek เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ Silicon Valley และวอลล์สตรีทตกตะลึง

 

ภาพ: gguy / Shutterstock

อ้างอิง:

The post หุ้น Magnificent 7 สูญมูลค่า 34 ล้านล้านบาทในวันเดียว หลังทรัมป์ปูพรมขึ้นกำแพงภาษี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปรับฐานปี 2025 เมื่อหุ้น 7 นางฟ้า เปลี่ยนเป็น 7 ผู้ประสบภัย https://thestandard.co/magnificent-7-stocks-market-correction-2025/ Thu, 20 Mar 2025 09:16:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1054335 กราฟแสดงการ ปรับฐานของหุ้น Magnificent 7 จากระดับสูงสุด โดย Tesla ร่วงแรงที่สุดถึง 53% ขณะที่ Microsoft ลดลงน้อยที่สุดที่ 18%

นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Howard Marks กล่าวไว้ว่า “การปร […]

The post ปรับฐานปี 2025 เมื่อหุ้น 7 นางฟ้า เปลี่ยนเป็น 7 ผู้ประสบภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการ ปรับฐานของหุ้น Magnificent 7 จากระดับสูงสุด โดย Tesla ร่วงแรงที่สุดถึง 53% ขณะที่ Microsoft ลดลงน้อยที่สุดที่ 18%

นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Howard Marks กล่าวไว้ว่า “การปรับฐานก็เหมือนฤดูหนาว นักลงทุนอาจไม่สบาย แต่มันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และจำเป็น”

 

ปี 2025 เป็นปีที่ฤดูหนาวของตลาดมาเร็วกว่าที่คิด เมื่อเดือนมีนาคมกลายเป็นเดือนที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐาน (Correction) ครั้งแรก ตั้งแต่ Donald Trump เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ รอบที่สอง

 

การปรับฐานครั้งนี้เป็นการปรับตัวลง 10% เร็วที่สุดอันดับ 11 นับตั้งแต่ปี 1928 มองโลกในแง่ดีอาจหมายความว่าเหตุการณ์นี้เริ่มเร็วและคงจบเร็ว แต่ถ้ามองโลกในแง่ร้ายอาจตีความได้ว่าการปรับตัวลงของตลาดที่รวดเร็วเกิดจากมหันตภัยที่ถาโถมเข้าใส่ตลาด

 

นักลงทุนไทยจึงต้องประเมินให้ออกว่าเหตุผลของการปรับฐานครั้งนี้คืออะไร และโอกาสของการลงทุนอยู่ที่ไหน

 

ในมุมมองของผม ประเด็นที่ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ Correction ครั้งนี้เกิดจากการกลับตัวของ Profit, Policy และ Position พร้อมกัน

 

ดัชนี S&P 500 ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 6144 จุดในวันที่ 19 มีนาคม หลังจากนั้นก็เริ่มปรับตัวลงเมื่อ Walmart บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ ส่งสัญญาณว่ายอดขายและกำไรจะเติบโตช้าลงในปี 2025

 

ตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงรายวันของนโยบายภาษีการค้าที่ Trump ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นภาษีการค้ากับแคนาดา 25% ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีข่าวการเจรจาและคาดว่าจะเลื่อนการเก็บภาษีออกไปก่อน

 

ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกช่วงนั้นแทบทุกคนมีหุ้นสหรัฐฯ อยู่เต็มพอร์ต เมื่อ Profit และ Policy พลิกกลับมาเป็นแรงกดดัน การปรับฐานช่วง Peak Position จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงอย่างที่เห็น

 

ประเด็นที่น่าสนใจต่อมาคือการที่ Magnificent 7 กลายเป็นผู้ประสบภัย

 

นับจากระดับราคาสูงสุด หุ้น Magnificent 7 ปรับตัวลงไปแล้วถึง 21%

 

แย่ที่สุดในกลุ่มคือ Tesla ร่วงลงถึง 53% แม้หุ้นที่ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดน้อยที่สุดอย่าง Microsoft ก็ยังติดลบถึง 18%

 

เหตุผลสำคัญมากจากระดับ Valuation โดยรวมของกลุ่มที่จุดพีค วัดโดย Long-Term P/E สูงถึง 94x เป็นรองเพียงช่วงพีคของ Covid Lockdown (110x) ขณะที่รายงานกำไรของหุ้นที่เติบโตสูงที่สุดอย่าง NVIDIA ไม่ได้กลับไปเร่งตัวขึ้น

 

พร้อมกับจังหวะการเปิดตัวของ DeepSeek AI จากจีน ที่สร้างคำถามว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ กำลังลงทุนมากเกินไปหรือไม่ ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดของ AI อาจมีบริษัทจีนเข้ามาชิงส่วนแบ่ง ทำให้มุมมองของตลาดกลับทิศในทันที

 

มาถึงตรงนี้ นักลงทุนคงเริ่มเห็นภาพแล้วว่า Correction ครั้งนี้มีทั้งจากปัจจัยพื้นฐานและระดับราคา

 

คำถามสำคัญต่อจากนี้คือระดับดัชนี S&P 500 เป้าหมายควรอยู่ที่จุดไหน และอะไรจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดกลับเป็นขาขึ้น

 

กรณีแรก พื้นฐานไม่เปลี่ยน เปลี่ยนเพียง Valuation ที่เหมาะสม

 

สมมติฐานสำหรับกรณีนี้คือการเก็บภาษีการค้าไม่เกิดขึ้นจริง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ชะลอตัว ส่งผลให้ระดับกำไรของ S&P 500 ในปีนี้ไม่เปลี่ยนแปลงที่ 270 ดอลลาร์ แต่ระดับ P/E เป้าหมายลดลงไปเท่ากับค่าเฉลี่ยช่วง 5 ปีที่ผ่านมาที่ 22x จะได้ระดับเป้าหมายใหม่ที่ 5,940 จุด มี Upside จากปัจจุบันราว 5%

 

กรณีที่สอง เป้าหมายดัชนี 5,600 จุด จากพื้นฐานและระดับราคาที่ปรับตัวลงทั้งคู่

 

จากการรวบรวมผลการวิเคราะห์นโยบายการค้าของ Trump จากนักกลยุทธ์การลงทุนฝั่งสหรัฐฯ พบว่าการปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากทั่วโลก 10% จะกดดันให้ EPS ของตลาดลดลงราว 2-5% ขณะที่การชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ 1% จะกดดันให้ EPS ของตลาดลดลงอีกราว 2-3% รวมกันจะส่งผลให้ระดับกำไรใน 12 เดือนข้างหน้าของ S&P 500 ลดลงเหลือ 254 ดอลลาร์ คิดเป็นการเติบโตราว 3%จากปีก่อน เมื่อคำนวณร่วมกับ P/E ที่ 22x จะได้ระดับเป้าหมายราว 5,600 จุด ใกล้เคียงกับระดับปัจจุบัน

 

ส่วนในกรณีเลวร้ายคือ Correction นำไปสู่ Bear Market

 

แม้ในอดีต Correction ส่วนมากจะมีผลตอบแทนติดลบเพียง 10-20% ถ้าไม่อยู่ในช่วงเศรษฐกิจถดถอย แต่ในอดีต 59 Corrections ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1930 มีถึง 44% ที่เป็นสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจกำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในไม่ช้า

 

และ 17ครั้ง นำไปสู่ Bear Market ที่ดัชนีปรับตัวลงจากจุดสูงสุดมากกว่า 20% คิดเป็นดัชนีที่ระดับ 4,920 จุด

 

โดยสรุป ผมมองว่าการปรับฐานของตลาดครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากสองเรื่องคือ ระดับราคาเริ่มต้นที่สูงเกินไป ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานมีแนวโน้มแย่ลงจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า

 

อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่าโอกาสเกิดเศรษฐกิจถดถอยยังไม่มาก และหุ้นสหรัฐฯ จะสามารถกลับมาได้เมื่อระดับราคาเหมาะสม หรือนโยบายการค้ามีความชัดเจนครับ

 

ภาพ: Shutterstock AI

The post ปรับฐานปี 2025 เมื่อหุ้น 7 นางฟ้า เปลี่ยนเป็น 7 ผู้ประสบภัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทียบฟอร์มหุ้นกลุ่ม Terrific 10 ของจีน กับ Magnificent 7 ของสหรัฐฯ https://thestandard.co/terrific-10-vs-magnificent-7-stocks-comparison/ Tue, 25 Feb 2025 01:25:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1045367 เปรียบเทียบผลตอบแทนหุ้นกลุ่ม Terrific 10 ของจีนกับกลุ่ม Magnificent 7 ของสหรัฐฯ ในปี 2025

ในปี 2025 หากพิจารณาถึงภาพรวมของการลงทุน คงจะไม่พูดถึงต […]

The post เทียบฟอร์มหุ้นกลุ่ม Terrific 10 ของจีน กับ Magnificent 7 ของสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปรียบเทียบผลตอบแทนหุ้นกลุ่ม Terrific 10 ของจีนกับกลุ่ม Magnificent 7 ของสหรัฐฯ ในปี 2025

ในปี 2025 หากพิจารณาถึงภาพรวมของการลงทุน คงจะไม่พูดถึงตลาดหุ้นจีนไม่ได้ หลังจากที่หุ้นจีนเข้าสู่ภาวะตลาดหมีมานานเกือบ 3 ปี โดยดัชนี Hang Seng ขึ้นไปแตะ 30,644 จุดในช่วงปี 2021 ก่อนจะไปทำจุดต่ำสุดที่ 14,863 จุดในช่วงปลายปี 2022 คิดเป็นการปรับตัวลงกว่า 51.50% จนทำให้ผู้คนจำนวนมากหมดความหวังกับตลาดหุ้นจีนกันไปเป็นจำนวนมาก และมุ่งความสนใจกันไปที่หุ้นสหรัฐฯ ในกลุ่ม Magnificent 7 กันเป็นหลัก

 

จนกระทั่งปลายปี 2024 มาจนถึงต้นปี 2025 (กุมภาพันธ์) ความสนใจก็เริ่มกลับทิศทาง หลังจากหุ้นจีนจำนวนมากกลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่ถูกเรียกว่า Terrific 10 ซึ่งประกอบไปด้วย Alibaba, Tencent, Meituan, Xiaomi, BYD, JD, NetEase, Baidu, Geely และ SMIC ก็ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น 

 

ยกตัวอย่างเช่น Xiaomi หรือ Alibaba ก็ปรับตัวขึ้นมากว่า 51% และ 69% ตามลำดับ นับตั้งแต่ต้นปี 

 

ในขณะที่ความสนใจของนักลงทุนกับหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ก็เริ่มลดลงจากระดับราคาที่ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างสูงและซื้อขายกันในอัตรา P/E (Price-to-Earnings Ratio) ที่ค่อนข้างแพง

 

บทความนี้ทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะมาเทียบฟอร์มของ ‘กลุ่มหุ้น Magnificent 7 ของฝั่งสหรัฐฯ vs. Terrific 10 ของฝั่งหุ้นจีน’ ให้ผู้อ่านได้ศึกษากัน

 

เปรียบเทียบผลตอบแทนหุ้นกลุ่ม Terrific 10 ของจีนกับกลุ่ม Magnificent 7 ของสหรัฐฯ ในปี 2025

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post เทียบฟอร์มหุ้นกลุ่ม Terrific 10 ของจีน กับ Magnificent 7 ของสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ธีมลงทุนทั่วโลกรับปี 2025 งูเล็กไซส์บอลลูน https://thestandard.co/5-investment-themes-2025/ Sat, 28 Dec 2024 07:07:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1025026 ลงทุน 2025

ปี 2024 กำลังจะผ่านพ้นไป ได้เวลาที่ Thematic Investor ต […]

The post 5 ธีมลงทุนทั่วโลกรับปี 2025 งูเล็กไซส์บอลลูน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลงทุน 2025

ปี 2024 กำลังจะผ่านพ้นไป ได้เวลาที่ Thematic Investor ต้องทบทวนบทเรียนจากการลงทุนเพื่อมองไปข้างหน้า

 

สำหรับผม วิธีทำความเข้าใจธีมลงทุนของตลาดที่ดีและเร็วที่สุดคือการมองย้อนกลับไปในอดีต จากดัชนีธีมการลงทุนกว่า 200 กลุ่มที่ผมติดตามอยู่ Magnificent 7, Semiconductors, Machine Learning, Thai Tech และ Blockchain คือหัวตารางผลงานโดดเด่น ส่วนธีมที่ทำผลงานย่ำแย่ประกอบด้วย Solar, Clean Tech, China Healthcare, Lithium และ Thai Healthcare

 

ประเด็นที่ทำให้ผมแปลกใจไม่ได้เกิดขึ้นจากธีมไหนทำผลงานได้ดีหรือแย่เกินคาด แต่กลับเป็นธีมที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ธีมลงทุนที่แย่ก็แย่ลงไปอีก ทำให้ตลาดยิ่งกระจุกตัว

 

บทเรียนจากปี 2024 จึงเหมือนกับปี 2023 คือ (1) ถ้าใครไม่มีหุ้นใหญ่สหรัฐฯ ผลตอบแทนจะแพ้ตลาดแน่นอน และ (2) ฟองสบู่ทางการเงินสามารถอยู่ได้นานกว่าที่หลายคนคาด

 

ส่วนบทเรียนที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ผมมองว่าเป็น (3) แม้ตลาดจะกระจุกตัว แต่ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเกิดขึ้น การกระจุกตัวจะไม่หายไป บริษัทใหญ่บางบริษัทอาจมีความสำคัญมากกว่าเศรษฐกิจบางประเทศก็เป็นได้

 

สำหรับปี 2025 ตลาดคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะทรงตัว เงินเฟ้อลดลง ธนาคารกลางลดดอกเบี้ย ความกระจุกตัวทำให้ Valuation แพงผิดปกติ แต่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างกำลังจะเกิดขึ้นจากประธานาธิบดี Donald Trump ในอีก 4ปีข้างหน้า

 

5 ธีมลงทุนในปี 2025 ของผมจึงประกอบด้วยธีมเก่าอย่าง Magnificent 7 และ AI ผสมกับธีมปรับใหม่อย่าง Power Demand, Deregulated Finances และ China Recovery ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงรอบนี้

 

ธีมหนึ่ง Magnificent 7 เป็นธีมที่ทำผลงานดีสม่ำเสมอ มีโอกาสไปต่อ อย่างน้อยจนกว่ากำไรของ S&P 493 จะฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด

 

ตั้งแต่ต้นปีถึงปลายเดือนพฤศจิกายน Bloomberg Magnificent 7 Index ให้ผลตอบแทนถึง 42% จุดแข็งของหุ้นในกลุ่มนี้คือกำไรที่เติบโตสูงกว่าตลาดอย่างเห็นได้ชัด

 

แม้ในปี 2025 ตลาดจะเริ่มมองว่า S&P 493 หรือหุ้นสหรัฐฯ นอก Magnificent 7 จะฟื้นตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหุ้นใหญ่จะต้องถูกขายทันที

 

ผมเชื่อว่าหุ้นใหญ่เหล่านี้จะทำผลตอบแทนไม่แพ้ตลาด อย่างน้อยจนกว่าจะมีนโยบายเศรษฐกิจที่กดดันหุ้นในกลุ่มโดยตรง เช่น กฎหมายป้องกันการผูกขาด (Antitrust)

 

ธีมสอง AI ต้องมีติดพอร์ตไว้ต่อตลอดทศวรรษ ปี 2025 เป็นอีกปีที่เราต้องลุ้นว่าจะได้เห็นผู้นำ AI ถือกำเนิดขึ้นในตลาดหุ้นหรือไม่

 

แม้ปี 2024 จะไม่ใช่ปีที่หุ้นกลุ่ม AI ขึ้นนำตลาด แต่ IndexxArtificial Intelligence Index ก็สามารถทำผลตอบแทนถึง 22%เกาะไปกับดัชนี S&P 500

 

ผมคงมุมมองเดิมว่า AI เป็นนวัตกรรมที่จะปฏิวัติอุตสาหกรรมในอนาคตได้ ธีมนี้จะมีโอกาส Outperform ตลาดไปอย่างน้อยจนกว่าเราจะเห็นผู้นำที่แท้จริงในธีม AI ถือกำเนิดขึ้น

 

ปี 2025 ควรเป็นปีที่ตลาดควรเห็นการนำเทคโนโลยีไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพของกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงมากขึ้นอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดคือสื่อสาร ซอฟต์แวร์ ค้าปลีก การเงิน และการขนส่ง

 

สำหรับใครที่สนใจลงทุน AIQ หรือ Global X Artificial Intelligence & Technology ETF เป็นตัวเลือกที่กระจายลงทุนในผู้นำกลุ่ม AI ได้อย่างดี

 

อย่างไรก็ดี บทเรียนในปี 2024 สอนว่าถ้าเราต้องรอผู้นำการเติบโตของธีม AI ที่เกิดขึ้นช้า ระหว่างทางควรลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไว้ก่อน

 

ธีมลงทุนที่น่าสนใจเมื่อพูดถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI คือการลงทุนใน Data Center และโรงไฟฟ้า

 

ด้วยความตื่นตัวของ AI ทำให้เกิดการลงทุนใน Data Center มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน ดัชนี Solactive Data Center REITs & Digital Infrastrcuture Index ทำผลตอบแทนได้ 20% พร้อมกับ MSCI World Utilities ที่ปรับตัวขึ้น 11%

 

Goldman Sachs คาดว่า Data Center ในสหรัฐฯ จะมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็นราว 8% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวมในปี 2030 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเพียงราว 3% คิดเป็นการเติบโตของการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นราว 2.4% ต่อปี จากที่ไม่เติบโตเลยมากว่า 2 ทศวรรษ

 

แม้จะเป็นการเติบโตที่ไม่สูงมาก แต่เชื่อว่ามีความยั่งยืนและสามารถยืดหยุ่นไปกับกระแส AI ที่กำลังมีความต้องการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องด้วยความผันผวนที่ต่ำกว่าหุ้น Tech ใหญ่ โดยมี ETF ที่น่าสนใจเป็น VPN หรือ Global X Data Center & Digital Infrastructure ETF

 

ธีมที่สี่เป็นกลุ่มธุรกิจปกติที่คาดว่าจะมีนโยบายหนุนอย่าง Deregulated Finances

 

ผมมองว่ากลุ่มการเงินเป็น Sector ที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนทั้งในภาคการเงินดั้งเดิมและการเงินสมัยใหม่

 

ข้อเสนอยกเลิกกฎ Basel III Endgame จะช่วยลดข้อจำกัดด้านเงินทุนที่ธนาคารขนาดใหญ่เรื่องการตั้งสำรอง เพิ่มอิสระให้ธนาคารขนาดเล็กในกิจกรรมควบรวมกิจการ (M&A) และการลงทุน คาดว่าจะหนุนให้ทั้งธุรกิจการเงินและสินเชื่อกลับมาเติบโต

 

นอกจากนี้ผมเชื่อว่าการเพิ่มความชัดเจนในกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับคริปโตจะทำให้แพลตฟอร์มทางการเงินปัจจุบันมีโอกาสขยายการเข้าถึงลูกค้าและบริการใหม่ๆ เราสามารถเลือกลงทุนหาโอกาสหรือป้องกันความเสี่ยงไปพร้อมกันได้

 

ธีมการเงินสายเติบโตผมเลือก ARKF หรือ ARK Fintech Innovation ETF ที่มีการผสมผสาน E-Commerce เข้าไปด้วย ส่วนสายป้องกันผมเลือก Amplify Cybersecurity (HACK) เนื่องจากเป็น ETF ที่เน้นการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการบริการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

 

ธีมสุดท้ายสินค้าฟุ่มเฟือยฝั่งยุโรป (EU Consumer Discretionary) ลุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนจากนโยบายกระตุ้นภาครัฐ

 

สินค้าฟุ่มเฟือยในยุโรปเป็นธีมลงทุนสายกลับตัว (Turnaround) ธีมเดียวที่ผมเลือกในปีนี้ โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มฟื้นตัว และ Luxury Goods เป็นอุตสาหกรรมที่มักได้รับแรงหนุนมากเป็นพิเศษ

 

ขณะเดียวกัน ผมเชื่อว่าปี 2025 เป็นปีที่เศรษฐกิจยุโรปฟื้นตัวช้า สนับสนุนการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายจาก ECB กดให้ EUR มีแนวโน้มอ่อนค่า เพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าหรูยุโรป

 

ตัวเลือกที่น่าสนใจมีตั้งแต่หุ้นใหญ่ในยุโรปอย่าง LVMH, Hermès, Kering หรือ Richemont ส่วนถ้าใครอยากลงทุนเป็นธีมก็สามารถเลือกลงทุน CD9 หรือ Amundi MSCI Europe Consumer Discretionary ETF และ Amundi S&P Global Luxury UCIT ETF (GLUX) ที่จดทะเบียนในตลาดฝรั่งเศสได้ทั้งคู่

 

ถึงตรงนี้ผมเชื่อว่า Thematic Investor คงมองเห็นโอกาสสำหรับการลงทุนในปีงูเล็ก 2025 บ้างแล้ว

 

ในมุมมองของผม ไม่ว่าพอร์ตปัจจุบันของเราจะเป็นแบบไหน เราสามารถสอดแทรกส่วนประกอบของธีมลงทุนเหล่านี้เข้าไปในพอร์ตได้ สิ่งที่สำคัญคือต้องเรียนรู้ที่จะผสมผสานให้มีทั้งธีมเติบโต ตั้งรับ และธีมกลับตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง แบ่งสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมตามความเสี่ยงที่รับได้

 

ผมเชื่อว่าธีมเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจตลาด และประสบความสำเร็จในการลงทุนปี 2025 ครับ

The post 5 ธีมลงทุนทั่วโลกรับปี 2025 งูเล็กไซส์บอลลูน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก เหตุผวาภาวะถดถอยสหรัฐฯ ฉุดลงทุน https://thestandard.co/the-us-stock-market-fell-sharply/ Tue, 06 Aug 2024 02:24:22 +0000 https://thestandard.co/?p=967689

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐฯ ปิดตลาดในแดนลบเมื่อจันทร์ที […]

The post ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก เหตุผวาภาวะถดถอยสหรัฐฯ ฉุดลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐฯ ปิดตลาดในแดนลบเมื่อจันทร์ที่ผ่านมา (5 สิงหาคม) ส่งผลให้ 3 ดัชนีสำคัญปรับตัวร่วงลงอย่างต่อเนื่อง และร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2022

 

สาเหตุหลักใหญ่สืบเนื่องมาจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ หลังมีรายงานตัวเลขอ่อนแอเกินคาดในตลาดแรงงานและภาคการผลิต

 

โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) ปรับตัวลงสู่ระดับ 55.0 ในเดือนกรกฎาคม จากระดับ 55.3 ในเดือนมิถุนายน

 

ขณะที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 114,000 ตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 177,000 ตำแหน่ง และชะลอตัวจากระดับ 179,000 ตำแหน่งในเดือนมิถุนายน ขณะที่อัตราว่างงานพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 3 ซ้ำเติมตัวเลขเศรษฐกิจที่ซบเซาของสหรัฐฯ หลังการเปิดเผยภาคการผลิตที่อ่อนแอ และจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานที่สูงกว่าคาด

 

รายงานระบุว่า นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังสูญเสียโมเมนตัมการเติบโตอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่คาดไว้ และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ตัดสินใจผิดพลาดในการรักษาอัตราดอกเบี้ยให้คงที่ในการประชุมนโยบายครั้งล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมองว่าความอ่อนแอของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ Fed ปรับลดอัตราดอกเบี้ยช้าเกินไป

 

ทั้งนี้ ดัชนี CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความกลัวของนักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ระดับ 65 เมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2022 หลังจากอยู่ที่ระดับ 23 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (2 สิงหาคม) ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ดิ่งลง 1,033.99 จุดหรือ 2.6% ปิดที่ 38,703.27 จุด 

 

ส่วนดัชนี S&P 500 ร่วง 160.23 จุดหรือ 3.00% มาอยู่ที่ 5,186.33 จุด และดัชนี NASDAQ Composite ลดลง 576.08 จุด หรือ 3.43% ปิดที่ 16,200.08 จุด

 

รายงานระบุว่า บรรดานักลงทุนเริ่มเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในการประชุมที่เหลือในปีนี้ ตั้งแต่ที่มีการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอเมื่อวันศุกร์ (2 สิงหาคม) โดยคาดว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% จำนวน 2 ครั้ง และ 0.25% จำนวน 1 ครั้ง รวมเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1.25% ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ Fed แตะระดับ 4.00-4.25% ในช่วงสิ้นปี 2024 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 5.25-5.50%

 

โดย FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 99.5% ที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% สู่ระดับ 4.75-5.00% ในการประชุมเดือนกันยายน

 

Austan Goolsbee ประธาน Fed สาขาชิคาโก ยอมรับว่า Fed ควรมีมาตรการตอบรับต่อสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความอ่อนแอในเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยไม่ควรที่จะเข้มงวดเกินไปในขณะนี้ พร้อมทั้งย้ำว่า หน้าที่หลักของ Fed ในขณะนี้ก็คือ การทำให้การจ้างงานอยู่ในระดับสูงสุด รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของราคาและระบบการเงิน ดังนั้น ถ้าสถานการณ์โดยรวมเริ่มส่งสัญญาณแย่ Fed ก็ไม่ลังเลที่จะทำการแก้ไข พร้อมยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลที่ Fed จะยังคงเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด หากว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังอยู่ในภาวะถดถอย

 

ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่า การปรับตัวลดลงอย่างหนักของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) นอกจากเป็นผลจากการความกังวลเรื่องเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถดถอยแล้ว ยังเป็นผลจากการที่นักลงทุนแห่เทขายหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี นำโดย Apple ที่ร่วงหนักถึง 4.8% หลัง Berkshire Hathaway ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประกาศขายหุ้นของ Apple ครึ่งหนึ่งที่บริษัทถือครองอยู่ บวกกับรายงานผลประกอบการของบริษัทที่น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

 

โดยหุ้นของ Tesla, Alphabet และ Amazon ต่างร่วงลงมากกว่า 4% ส่วนหุ้นของ NVIDIA ร่วงลง 7% ด้าน Microsoft และ Meta Platforms ลดลง 3%

 

หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลงจากการเทขายของบรรดานักลงทุนที่กังวลว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่อาจเกิดขึ้นในสหรัฐฯ จะกระทบการใช้จ่ายจำนวนมหาศาลในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

ข้อมูลจาก LSEG ประเมินว่า หุ้น 7 นางฟ้า (Magnificent 7) กำลังจะสูญเสียมูลค่าตลาดหุ้นประมาณ 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเซสชันนี้

 

ทั้งนี้ การเทขายอย่างหนักต่อเนื่องติดต่อกันเป็นวันที่สาม เป็นผลจากรายงานตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สะท้อนความอ่อนแอของสหรัฐฯ ซึ่งผลักดันให้นักลงทุนทั่วโลกแห่เทขายหุ้นและหันเข้าหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย รวมถึงเพิ่มน้ำหนักที่ Fed จะดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเทขายอย่างหนักในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่เมื่อพิจารณาจากต้นปีพบว่า หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยียังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยหุ้นของ NVIDIA มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในปีนี้ ขณะที่ Microsoft และ Amazon ยังคงเพิ่มขึ้น 5% และ Apple เพิ่มขึ้น 7%

 

นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งชี้ว่า การลดลงของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเมื่อวันจันทร์ (5 สิงหาคม) อาจถือเป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้น Big Tech ในราคาที่น่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นถึงผลตอบแทนระยะยาวที่สามารถคาดหวังได้จากการลงทุนด้าน AI รวมถึงตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งของบริษัทเหล่านี้

 

อ้างอิง:

The post ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก เหตุผวาภาวะถดถอยสหรัฐฯ ฉุดลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทคนิคจัดพอร์ตไตรมาส 3 รับมือความไม่แน่นอน https://thestandard.co/q3-portfolio-management-techniques/ Tue, 16 Jul 2024 07:28:21 +0000 https://thestandard.co/?p=958592 เทคนิคจัดพอร์ตไตรมาส 3 รับมือความไม่แน่นอน

ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 การ จัดพอร์ต ของนักลงทุนควรจับ […]

The post เทคนิคจัดพอร์ตไตรมาส 3 รับมือความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทคนิคจัดพอร์ตไตรมาส 3 รับมือความไม่แน่นอน

ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 การ จัดพอร์ต ของนักลงทุนควรจับตา 3 ประเด็นหลักที่ส่งผลต่อการลงทุน ได้แก่ 

 

  1. การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยเฉพาะการเลือกตั้งยุโรปช่วงที่ผ่านมา ซึ่งผลการเลือกตั้งที่ออกมาอาจส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนด้านนโยบายตามมา เช่นเดียวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่ถือเป็นความไม่แน่นอนหลักสำหรับเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปีนี้เช่นกัน
  2. ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจจีน ที่แม้จะดีขึ้นในระยะสั้น แต่ระยะปานกลางมีแนวโน้มชะลอตัวจากปัญหาเชิงโครงสร้าง
  3. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่แม้จะลดลงแต่ยังไม่หมดไป โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า

 

หากผู้ลงทุนต้องการให้พอร์ตลงทุนรับมือกับความเสี่ยงจากทั้ง 3 ประเด็นหลักนี้ รวมถึงพร้อมรับสถานการณ์อื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต SCB CIO มองว่า ลำดับแรกเลยคือ ผู้ลงทุนต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

 

ในกรณีที่ผู้ลงทุนรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างต่ำ เราแนะนำให้ลงทุนบนพอร์ตลงทุนระยะยาว 1 ปีขึ้นไป (Core Portfolio) เพียงอย่างเดียวและภายใต้พอร์ตลงทุนนี้ เน้นที่การลงทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสด ผ่านการลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นหลัก 

 

ส่วนในกรณีที่ผู้ลงทุนรับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง ควร จัดพอร์ต ลงทุนด้วยการแบ่งเงินลงทุนออกเป็น 2 ส่วน เงินลงทุนส่วนแรกใช้สำหรับการลงทุนบน Core Portfolio เน้นการลงทุนระยะยาว โดยในพอร์ตลงทุนนี้จะเน้นเรื่องการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ต้องปรับพอร์ตลงทุนบ่อยครั้ง เพื่อคาดหวังผล 3 วัตถุประสงค์หลักจากการลงทุน ได้แก่ 

 

  1. สร้างกระแสเงินสดผ่านการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ภาคเอกชนคุณภาพสูง (Investment Grade) ระยะสั้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ เนื่องจากตลาดตราสารหนี้ยังมีความเสี่ยงจำกัด หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลงตามการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง และผลตอบแทนยังอยู่ในระดับสูงเทียบกับอดีต
  2. สร้างการเติบโตให้พอร์ตด้วยการลงทุนในหุ้นที่ต้านทานได้ทุกสภาวะ เช่น หุ้นกลุ่ม Quality Growth ที่มีงบการเงินแข็งแกร่ง มีกำไรต่อเนื่อง มีเงินทุนไหลเข้า และราคายังถูก ได้แก่ หุ้นสหรัฐฯ กลุ่มอื่นๆ นอกเหนือจากหุ้นขนาดใหญ่ที่สุด 7 ตัวในตลาด (Magnificent 7) ที่ยังปรับตัวขึ้นตาม Magnificent 7 ไม่ทันในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นที่สอดรับกับแนวโน้มการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) รวมถึงหุ้นอินเดีย และหุ้นจีน A-Share  
  3. ป้องกันความเสี่ยงและรักษาสมดุลให้พอร์ตจากเงินเฟ้อ รวมถึงความเสี่ยงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกในกลุ่ม Private Credit และทองคำ 

 

ขณะที่เงินลงทุนส่วนที่ 2 เป็นการลงทุนผ่านพอร์ตระยะสั้น ลงทุนน้อยกว่า 1 ปี (Opportunistic Portfolio) เพื่อเพิ่มโอกาส โดยปัจจุบันเราแนะนำทยอยลงทุนในตลาดหุ้นจีน H-Share ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ตลาดหุ้นเวียดนาม และตลาดหุ้นยุโรปอยู่

 

สำหรับตัวอย่างกรณีที่ผู้ลงทุนรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้สูง แนะนำให้ลงทุนบน Core Portfolio ไม่น้อยกว่า 80% และลงทุนผ่าน Opportunistic Portfolio ไม่เกิน 20% 

 

โดยภายใต้ Core Portfolio จะมีการจัดสรรสัดส่วนเงินลงทุนในสินทรัพย์ใกล้เคียงเงินสด 5%, ตราสารหนี้ 32%, สินทรัพย์ทางเลือก ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) หรือกองทุนผสม 4%, หุ้นไทย 7%, หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว 40%, หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่ 7% และสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ 5%  

 

ทั้งนี้ ผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง แต่ไม่เชี่ยวชาญหรือไม่มีเวลาในการจัดสรรสัดส่วนในแต่ละสินทรัพย์ลงทุนผ่าน Core Portfolio เอง สามารถลงทุนผ่านกองทุนผสมที่มีผู้จัดการกองทุนคอยปรับพอร์ตตามสถานการณ์แทนได้ เช่น กองทุน SCBGA(A) ซึ่งเป็นตัวแทนของ Core Portfolio ได้ดี เนื่องจากภายในกองทุนแบ่งการลงทุนออกเป็น 2 ส่วน คือ

 

  1. ลงทุนกองทุนหลัก (Core Fund) ผ่านกองทุนผสม JB Dynamic Asset Allocation Fund สัดส่วนประมาณ 70% ขณะที่อีกประมาณ 30% ลงทุนกองทุนเสริม (Satellites) เน้นสร้างสมดุลให้กับพอร์ตโดยรวม ซึ่งคัดเลือกกองทุนที่ลงทุนโดยบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียส แบร์ 

 

นอกจากนี้เรามองว่าในสภาวะตลาดการลงทุนที่ยังมีความผันผวน การลงทุนในหุ้นกู้อนุพันธ์ (Structured Product) ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับลูกค้ากลุ่ม High Net Worth Individuals โดยสามารถใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงรับมือกับความผันผวนได้ เช่น ผลิตภัณฑ์ Inverse Floater THOR Complex Return ที่มีระยะเวลาลงทุน 1 ปี ระดับความเสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ มีการแบ่งเงินลงทุน 2 ส่วน  

 

ส่วนแรก จะลงทุนผ่านตราสารหนี้และเงินฝากคุณภาพดี เมื่อครบกำหนดอายุกองทุน จะได้รับเงินลงทุนส่วนนี้คืนพร้อมผลตอบแทน ซึ่งเป็นส่วนที่ลดความเสี่ยงจากการขาดทุนเงินต้นได้ 

 

ส่วนที่สอง ผลตอบแทนส่วนเพิ่มลงทุนในสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Swap: IRS) โดยอ้างอิงแบบผกผันกับการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงตลาดซื้อคืนพันธบัตรภาคเอกชนระยะข้ามคืนระหว่างธนาคาร (Thai Overnight Repurchase Rate: THOR) ที่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยส่วนนี้จะให้ผลตอบแทนแบบลอยตัวสวนทางกับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง มีการกำหนดอัตราขั้นต่ำและขั้นสูงของการจ่ายผลตอบแทนไว้ โดยจะพิจารณาระดับเพดานอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง THOR ทุก 3 เดือน  

 

หากผู้ลงทุน จัดพอร์ต ลงทุนสอดคล้องกับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เน้นการลงทุนระยะยาว กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย รวมถึงปรับสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์แล้ว ไม่ว่าจะมีความเสี่ยงจากการลงทุนอะไรเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา ในที่สุดพอร์ตการลงทุนก็จะผ่านพ้นความเสี่ยงและมุ่งหน้าสู่เป้าหมายการลงทุนที่เราวางไว้ได้ 

 

คำเตือน: 

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
  • กองทุน SCBGA(A) มีความเสี่ยงระดับ 5 คือ เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง 
  • การลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อนสูง มีความแตกต่างจากการลงทุนในผลิตภัณฑ์การลงทุนทั่วไป ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนลงทุน
  • หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงเป็นตราสารที่มีความซับซ้อนมากกว่าหุ้นกู้ทั่วไป เนื่องจากเป็นตราสารที่ประกอบด้วยตราสารหนี้และอนุพันธ์แฝง (Embedded Derivatives) โดยการลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง จะมีความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องหลายด้าน เช่น ความเสี่ยงของปัจจัยอ้างอิง และความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ออกตราสาร 
  • ผู้ลงทุนมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดหรือบางส่วน หากหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงชุดใดไม่ได้มีการคุ้มครองเงินต้นในจำนวนร้อยละ 100% ของมูลค่าที่ตราไว้ นอกจากนั้นหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงยังเป็นตราสารที่มีสภาพคล่องต่ำและมีตลาดรองที่มีขอบเขตจำกัด ดังนั้นผู้ลงทุนจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน 
  • การลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงนี้เป็นธุรกรรมที่ไม่ใช่ ‘เงินฝาก’ และธุรกรรมการลงทุนในหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงดังกล่าวจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากแต่อย่างใด 
  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน / หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • ศึกษาข้อมูลกองทุนหลักและหนังสือชี้ชวนกองทุนรวมเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด 
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 0 2777 7777

The post เทคนิคจัดพอร์ตไตรมาส 3 รับมือความไม่แน่นอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรดาซีอีโอหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 แบ่งขายหุ้นท่ามกลางตลาดอันร้อนแรง https://thestandard.co/magnificent-7-tech-ceos-sell-shares-hot-market/ Sun, 19 May 2024 05:34:47 +0000 https://thestandard.co/?p=935313 Magnificent 7

หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่าประทับใจใ […]

The post บรรดาซีอีโอหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 แบ่งขายหุ้นท่ามกลางตลาดอันร้อนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Magnificent 7

หุ้นกลุ่ม Magnificent 7 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างน่าประทับใจในปีที่ผ่านมา โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยมากถึง 112% และยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลักสำหรับดัชนี S&P 500 อีกด้วย ตลาดกระทิงครั้งนี้เริ่มอ่อนแรงลงแล้วหรือไม่จากการที่นักวิเคราะห์ลดราคาเป้าหมายราคาหุ้นหลายตัวในกลุ่มนี้ลง และผู้บริหารหลายคนก็ทยอยขายหุ้นในกลุ่ม Magnificent 7 ออกไป หลังจากที่ราคาหุ้นแตะระดับสูงสุดใหม่ตลอดกาลไปก่อนหน้านี้

 

การขายหุ้นของผู้บริหารกำลังบ่งบอกถึงอะไร 

 

ผู้บริหารและกรรมการเกือบสิบคนของบริษัทต่างๆ เพิ่มการขายหุ้นเมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากที่ไม่ได้ลดสัดส่วนการลงทุนเป็นเวลา 9 ปี จากข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนกำลังจับตามองการขายหุ้นของ เจฟฟ์ เบโซส์ และ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เป็นอย่างมาก เนื่องจากในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี 2023 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขายหุ้น Meta Platforms Inc. เกือบ 500 ล้านดอลลาร์ และ เจฟฟ์ เบโซส์ ขายหุ้น Amazon อีก 14 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 2.4 พันล้านดอลลาร์ ทำให้จำนวนหุ้นที่เบโซส์ขายทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 50 ล้านหุ้น นี่อาจมาจากการท่ีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

 

ซันดาร์ พิชัย ผู้บริหารระดับสูงของ Alphabet Inc. ขายหุ้นในบริษัทแม่ของ Google ในปีนี้มากกว่าในปี 2023 ทั้งหมด โดยมีรายได้รวม 30 ล้านดอลลาร์จากการขายเกือบ 20 รายการที่ยื่นในเดือนนี้ การขายครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่หุ้น Alphabet ปรับตัวขึ้นมากกว่า 90% นับตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว นอกจากนี้ มาร์ก เพอร์รี ผู้อำนวยการของ NVIDIA Corp. ก็ขายหุ้นในปีนี้มากกว่าใน 2 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย 

 

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจเป็นการตอกย้ำว่า คนในซิลิคอนแวลลีย์กำลังสร้างรายได้จากการถือครองหุ้นของพวกเขา เนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดตลอดกาลครั้งใหม่ โดย NVIDIA เพิ่มขึ้นมากถึง 237% ในปี 2023 และเป็นหุ้นที่มีผลตอบแทนดีที่สุดในบรรดาหุ้น Magnificent 7

 

โดยทั่วไปหากซีอีโอซื้อหุ้นมันแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพของการเติบโตในอนาคตของบริษัทนั้น อาจเป็นไปได้ว่ามุมมองของมหาเศรษฐีดังกล่าวข้างต้นมีมุมมองที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับเศรษฐกิจ

 

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การขายหุ้นของผู้บริหารอาจไม่ใช่สัญญาณที่ดี ท่ามกลางความไม่แน่นอนมากมายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเลื่อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ นักวิเคราะห์จาก Hartford Gold มองว่า การขายหุ้นจำนวนมากอาจเป็นสัญญาณของเศรษฐกิจตกต่ำที่กำลังจะเกิดขึ้น หรืออาจเป็นการขายหุ้นออกไปก่อนที่ฟองสบู่เทคโนโลยีจะแตก

 

สรุปผลประกอบการไตรมาสแรกของหุ้นกลุ่ม Magnificent 7

 

ฤดูกาลแห่งการประกาศผลประกอบการใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว โดยบริษัทราวๆ 80% ที่อยู่ในดัชนี S&P 500 ประกาศรายได้ในไตรมาสแรกของปี 2024 ไปแล้ว และดัชนีอยู่ในทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 ขณะที่หุ้นที่อยู่ในกลุ่ม Magnificent 7 เหลือเพียง NVIDIA Corp. ที่จะประกาศผลประกอบการในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ ขณะที่หุ้นตัวอื่นๆ ในกลุ่มอย่าง Meta, Amazon, Microsoft, Alphabet, Apple และ Tesla ได้เผยแพร่รายงานผลประกอบการไปแล้วเรียบร้อย

 

Meta รายงานรายได้ในไตรมาสที่ 1 เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบรายปีเป็น 3.64 หมื่นล้านดอลลาร์ และสูงกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ กำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเป็น 4.71 ดอลลาร์ และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 4.32 ดอลลาร์

 

แม้ว่ารายงานทางการเงินจะออกมาดีกว่าที่คาดไว้ในไตรมาสแรกของปี 2024 แต่บริษัทกำลังเผชิญกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ลดลง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta กำลังมุ่งเน้นการขยายธุรกิจไปสู่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Metaverse แต่นักลงทุนดูจะไม่มั่นใจกับอนาคตของบริษัทนัก สิ่งนี้ทำให้หุ้นของ Meta ลดลงเกือบ 7% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา และบริษัทสูญเสียมูลค่าตลาดไป 1.32 แสนล้านดอลลาร์หลังผลประกอบการ ขณะที่นักวิเคราะห์หลายแห่งก็ลดราคาเป้าหมายลง

 

Apple ทำได้เกินความคาดหมายในรายงานผลประกอบการรายไตรมาส โดยมีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.53 ดอลลาร์ เทียบกับที่คาดการณ์ไว้ 1.50 ดอลลาร์ บริษัทรายงานรายได้อยู่ที่ 9.08 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบกับที่คาดการณ์ไว้ 9.032 หมื่นล้านดอลลาร์ การประกาศแผนการซื้อคืนหุ้นมูลค่ามหาศาลมูลค่า 1.1 แสนล้านดอลลาร์ได้รับความสนใจอย่างมาก แม้ว่า Berkshire Hathaway ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะขายหุ้น Apple ไป 13% ส่งผลให้การซื้อ-ขายลดลงเล็กน้อย แต่การตอบรับของตลาดโดยรวมต่อรายงานดังกล่าวก็เป็นไปในเชิงบวกอย่างท่วมท้น โดยราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 8.32%

 

Tesla สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนในไตรมาสนี้ แม้ว่าจะถูกคาดการณ์ว่าการเติบโตของบริษัทเริ่มชะลอตัวลงและผลการดำเนินงานรายไตรมาสจะติดลบก็ตาม หุ้นฟื้นตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการที่ อีลอน มัสก์ ประกาศจะผลิตรถยนต์ราคาไม่แพงและความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่กับ Baidu ในการผลิตรถยนต์ไร้คนขับในจีน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์เกิดความตื่นตัวกับ ‘Musk Effect’ และนักลงทุนได้ตอบรับรายงานรายไตรมาสอย่างกระตือรือร้น ส่งผลให้หุ้นเพิ่มขึ้นมากกว่า 14%

 

Microsoft และ Amazon เปิดเผยรายได้และผลประกอบการที่ดีกว่าคาดเมื่อเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นหลังไตรมาสยังไม่ฟื้นตัวในทางบวก อาจเนื่องมาจากความคาดหวังที่สูงอยู่แล้ว

 

Alphabet รายงานผลการดำเนินงานรายไตรมาสที่แข็งแกร่ง ราคาหุ้นยังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกด้วย ดูเหมือนว่า Alphabet จะใช้ประโยชน์จากเทรนด์ AI ที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลให้บริษัทเติบโตอย่างโดดเด่นและหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 8% หลังจากการเปิดเผยรายได้ บริษัทรายงานผลประกอบการที่สูงกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์ โดยเห็นถึงผลกำไรที่พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มคลาวด์และประกาศการจ่ายเงินปันผลครั้งแรก

 

รายได้ (Revenue) ของ Alphabet เพิ่มขึ้น 15% จาก 6.979 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2022 นอกจากนี้บริษัทรายงานรายรับสุทธิ (Net Income) เพิ่มขึ้น 57% เป็น 2.366 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 1.89 ดอลลาร์ต่อหุ้น จาก 1.505 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 1.17 ดอลลาร์ต่อหุ้นในปีก่อนหน้า การเติบโตที่น่าประทับใจของบริษัททำให้มูลค่าตลาดของ Alphabet ทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์ไปแล้วเรียบร้อย

 

นอกจากนี้ Alphabet ยังอนุมัติเงินสดปันผล 20 เซนต์ต่อหุ้น ซึ่งจะจ่ายในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ ให้กับผู้ถือหุ้นที่มีประวัติการถือหุ้นจนถึงวันที่ 10 มิถุนายน บริษัทยังเผยด้วยว่า มีความตั้งใจที่จะจ่ายเงินปันผลเงินสดรายไตรมาสในอนาคต

 

NVIDIA เป็นหุ้นตัวสุดท้ายในกลุ่ม Magnificent 7 ที่ยังไม่มีการประกาศรายได้ในไตรมาสนี้ โดยบริษัทจะประกาศในวันที่ 22 พฤษภาคม โดยมีประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 5.55 ดอลลาร์ต่อหุ้น และประมาณการรายได้อยู่ที่ 24.4 พันล้านดอลลาร์

 

อ้างอิง:

The post บรรดาซีอีโอหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 แบ่งขายหุ้นท่ามกลางตลาดอันร้อนแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>