Mad Max Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/mad-max/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 27 May 2024 10:14:15 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Furiosa: A Mad Max Saga (2024) แก่น เซี้ยว เปรี้ยว ซ่า ตำนานอีแตน เลือดนักสู้ https://thestandard.co/furiosa-a-mad-max-saga-2024/ Mon, 27 May 2024 10:12:34 +0000 https://thestandard.co/?p=938080

Mad Max: Fury Road (2015)   หนึ่งในความน่าสนุกและช […]

The post Furiosa: A Mad Max Saga (2024) แก่น เซี้ยว เปรี้ยว ซ่า ตำนานอีแตน เลือดนักสู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Mad Max: Fury Road (2015)

 

หนึ่งในความน่าสนุกและชวนติดตามของหนังแอ็กชันขึ้นหิ้งเรื่อง Mad Max: Fury Road (2015) ของ George Miller นอกเหนือไปจากการออกแบบฉากไล่ล่าที่กระตุ้นให้อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านและคนดูหายใจหายคอแทบไม่ทัน ก็คือการออกแบบตัวละคร ซึ่งว่าไปแล้วเกือบทุกคาแรกเตอร์ไม่เพียงแค่ดูเสียสติหรือบ้าบอคอแตกในทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ ทว่าบุคลิกเหล่านั้นยังช่วยวาดให้คนดูได้เห็นสภาวการณ์ที่อารยธรรมล่มสลายได้อย่างเป็นรูปธรรม สมจริงสมจัง ข้อสำคัญเปี่ยมด้วยจินตนาการ

 

เรียงลำดับได้ตั้งแต่แก๊ง War Boys ที่รูปโฉมโนมพรรณเหมือนชนเผ่าผีตองเหลือง ขณะที่พฤติการณ์ลอบกัดและซุ่มโจมตีคล้ายคลึงกับฝูงลิงหัวโจกเมืองลพบุรี หรือหัวหน้าวายร้ายตัวฉกาจที่ชื่อ Immortan Joe แห่งอาณาจักร Citadel ที่รูปลักษณ์ภายนอกดูเหมือนนักดนตรีวงเฮฟวีเมทัลตกยุค ที่ต้องสวมหน้ากากช่วยหายใจซึ่งถูกดีไซน์ได้อย่างอุจาดบาดตา และไหนยังมี ‘มือลีดกีตาร์เพลิง’ ผู้ซึ่งมองผิวเผินดูเหมือนไม่มีธุระอะไรในกองทัพปีศาจกลางทะเลทราย ส่วนกลุ่มนางในเพื่อการสืบพันธุ์ของจอมวายร้ายก็ดูเปราะบางอ่อนไหว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ รวมถึงผิดที่ผิดทางมากๆ ในโลกที่สุดแสนหยาบกระด้างและรายล้อมด้วยอันตรายรอบด้าน

 

Charlize Theron – Mad Max: Fury Road (2015)

 

Anya Taylor-Joy – Furiosa: A Mad Max Saga (2024)

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวลตัวละครที่โดดเด่นสะดุดตาทั้งในเชิงกายภาพ (สภาวะทุพพลภาพของตัวละครชวนคนดูจินตนาการถึงเหตุการณ์แสนสาหัสก่อนหน้านี้ที่เจ้าตัวต้องเผชิญ) ขณะที่บุคลิก หรืออีกนัยหนึ่งตื้นลึกหนาบางของตัวละคร ก็ทั้งชวนให้ฉงนสนเท่ห์และช่างน่าทึ่ง ก็คงหนีไม่พ้น Furiosa (Charlize Theron) ผู้ซึ่งไม่เพียงแค่เป็นตัวละครสำคัญของ Mad Max: Fury Road แต่พูดได้ว่าเธอเป็นเจ้าของเรื่องที่บอกเล่าโดยตรง

 

ตั้งแต่ปมขัดแย้งที่ปะทุมาจากเหตุการณ์ที่เธอนำขบวนรถบรรทุกสินค้าแลกน้ำมันและกระสุนปืนเบี่ยงเบนออกนอกเส้นทาง และคนดูได้รับรู้ภายหลังว่าวาระแอบแฝงของตัวละครก็คือการหวนกลับไปดินแดนแห่งความเขียวชอุ่ม หรือที่เรียกว่า The Green Place ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าของเธอและเจ้าตัวต้องพลัดพรากจากมาในช่วงเยาว์วัย จนถึงการที่เธอค้นพบความจริงที่น่าสลดหดหู่ว่าดินแดนยูโทเปียดังกล่าวล่มสลายไปเรียบร้อยแล้ว และโคตรเหง้าศักราชของเธอก็ล้มหายตายจากไปเกือบหมด ขณะที่ตอนจบของ Mad Max: Fury Road ก็ยังลงเอยทำนองว่าเธอและสาวงามคงจะช่วยกันฟื้นฟู Citadel ให้กลายเป็น The Green Place สาขาสอง

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จของการสร้างคาแรกเตอร์ที่น่าจดจำนี้ ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการแสดงอย่างเข้าถึงบทบาทของ Charlize Theron และคนดูทั้งเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยในความมีเลือดมีเนื้อและพร้อมจะล่มหัวจมท้ายไปกับตัวละคร หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นมากๆ นอกจากความคล่องแคล่ว ทะมัดทะแมง คือความเฉลียวฉลาด แต่ขณะเดียวกันก็เก็บงำความรู้สึก เธอแสดงออกเพียงเล็กน้อย ทว่าข้างในดูเหมือนวางแผนและประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา

 

 

โดยปริยายความพิเศษและเป็นเอกเทศของคาแรกเตอร์นี้นำพาให้ใครก็ตามที่มารับช่วงต่อต้องพบกับความยากลำบากในแง่ของการยอมรับแน่ๆ แต่ก็นั่นแหละ การแคสต์ Anya Taylor-Joy ถือเป็นการเลือกที่สะท้อนวิสัยทัศน์แหลมคม แม้ว่าในแง่ของรูปลักษณ์ภายนอกอาจไม่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว แต่ Anya Taylor-Joy ก็สอบผ่านฉลุยในการสร้างตัวละคร Furiosa ในแบบฉบับของเธอ โดยเฉพาะบุคลิกที่เงียบขรึม แต่ลึกๆ สั่งสมไว้ด้วยความโกรธแค้นเดือดดาล อีกทั้งแววตาที่แข็งกร้าวดุดันของตัวละครก็ยิ่งเพิ่มความน่าเกรงขาม และมันแทบจะหลอมละลายใครก็ตามที่ถูกจ้องมอง

 

อย่างที่แฟนๆ หนังชุด Mad Max คงรับรู้รับทราบ หนังเรื่อง Furiosa: A Mad Max Saga ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ ‘Max ผู้บ้าคลั่ง’ อีกต่อไป และมันย้อนกลับไปเล่าสิ่งที่เรียกว่าเป็น Backstory ของ Furiosa หรือมองในอีกแง่หนึ่ง มันคือ The Making of Furiosa ก่อนที่เธอจะกลายมาเป็นตัวละครที่ทนแดดทนฝน และดูเหมือนไม่มีอะไรทำให้เธอหวั่นไหวสะทกสะท้านได้อีกต่อไป ซึ่งนั่นทำให้ไม่มากไม่น้อย นอกเหนือจากความเป็นหนังแอ็กชันระห่ำเดือดแล้ว Furiosa: A Mad Max Saga ก็เป็นหนังแนวศึกษาบุคลิกตัวละครได้เหมือนกัน และว่าไปแล้วเป้าประสงค์ของการแบ่งเรื่องเล่าออกเป็นห้าบท ซึ่งนับเป็นแท็กติกที่ผิดแผกแตกต่างจาก Mad Max: Fury Road ที่เดินเรื่องเป็นเส้นตรงมากๆ ก็คือการแจกแจงให้คนดูได้มองเห็นและร่วมอยู่ในกระบวนการเรียนรู้ เติบโต เปลี่ยนแปลง หรือแม้กระทั่ง ‘เกิดใหม่’ ของตัวละคร

 

 

ไหนๆ ก็ไหนๆ สองบทแรกของหนังบอกเล่าสิ่งที่เรียกว่าเป็นต้นสายปลายเหตุ รวมทั้งยังกำหนดเงื่อนไขเริ่มต้นสำคัญ อันได้แก่ การที่เด็กหญิงถูกแก๊งมอเตอร์ไซค์วายร้ายลักพาตัวจาก ‘ดินแดนแห่งความเขียวชอุ่ม’ และคนที่บุกตะลุยออกไปช่วยเหลือแบบฉายเดี่ยวก็คือแม่ของเธอ (Charlee Fraser) ซึ่งโชว์ให้เห็นทักษะและฝีไม้ลายมือในการกำราบเหล่าลูกสมุนของหัวโจกตัวฉกาจที่ชื่อ Dementus (Chris Hemsworth) จนเกือบจะหมอบราบคาบแก้ว และทีละน้อยคนดูก็สันนิษฐานได้ไม่ยากว่าในท้ายที่สุดแล้ว Furiosa รับมอบพันธุกรรมนักรบที่กร้าวแกร่งห้าวหาญมาจากใคร กระนั้นก็ตามปมเรื่องหลักอาจสรุปได้เป็นสองส่วนด้วยกัน

 

หนึ่งก็คือการที่ Furiosa ตกปากรับคำแม่ของเธอว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอต้องหาทางกลับบ้านให้ได้ และปกปักรักษาดินแดนแห่งความเขียวชอุ่ม (นั่นเป็นที่มาของการสักลายแทง The Green Place ซึ่งถือเป็นสถานที่ลี้ลับ ลงบนท้องแขนข้างซ้ายของตัวละคร และเมื่อมันถูกตัดทิ้ง (ดังที่คนดูรู้อยู่แล้ว) ความมุ่งมาดปรารถนาของตัวละครก็พลอยหลุดลอย และสอง การแก้แค้น Dementus ผู้ซึ่งพูดได้ว่าเป็นต้นตอของเรื่องยุ่งยากทั้งมวล และสร้างปมแห่งความเจ็บปวดคับแค้นอย่างแสนสาหัสให้กับตัวละคร

 

 

ข้อสังเกตส่วนตัวที่ผุดขึ้นในระหว่างสำรวจเส้นเรื่องนี้ก็คือ สมมติเล่นๆ ว่าถ้าเราลองเอาเงื่อนไขของความเป็นดิสโทเปียออกไปจากสมการสักพัก ชีวิตอันแสนระหกระเหินเหมือนรถไฟเหาะตีลังกาของ Furiosa ก็เป็นส่วนผสมของนางเอกหนังและนิยายน้ำเน่าที่เราคุ้นเคยนั่นเอง ตั้งแต่ชีวิตที่เหมือนตกจากสรวงสวรรค์ของตัวละครด้วยเหตุไม่คาดฝัน และต้องเผชิญความอำมหิตจากพ่อเลี้ยงใจร้าย ซึ่งพยายามฟูมฟักให้เด็กหญิงเป็นทายาทอสูรโดยชอบธรรม แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ถูกขายไปเป็นนางบำเรอของเจ้าพ่อผู้ทรงอิทธิพลอีกราย ก่อนที่หญิงสาวจะเอาตัวรอดด้วยการปลอมเป็นผู้ชาย จากนั้นเธอดูเหมือนจะพบรักกับชายหนุ่มในฝัน ทว่าชะตาชีวิตก็เล่นตลกให้ตัวละครต้องกลับพบเจอกับพ่อเลี้ยงใจร้ายอีกครั้ง ซึ่งจดจำลูกเลี้ยงตัวเองไม่ได้แล้ว และเนื้อหาหลังจากนั้นก็ขมวดไปสู่บทสรุปที่ไม่ได้อยู่เหนือการคาดเดา แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังอุตส่าห์ปกคลุมไว้ด้วยความขมุกขมัว หม่นมืด และวิปริตพิสดาร

 

ไม่ว่าโครงเรื่องของ Furiosa: A Mad Max Saga จะถูกเล่าซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน แง่มุมที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้ก็คือบท​ Dementus ของ Chris Hemsworth ที่ฉีกตัวเองจากกับดักของบุคลิกเหล่าร้ายที่แสนจำเจ ที่แน่ๆ เขาไม่ดูแข็งกระด้าง บ้าอำนาจ และดูเป็นภูตผีปีศาจเหมือนกับ Immortan Joe และบุคลิกที่โดดเด่นของตัวละครก็สมชื่อ นั่นคือความเสียสติ วิปลาส อันส่งผลให้อารมณ์ขันและความกระหายเลือดแทบจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ข้อที่น่าครุ่นคิดก็คือบุคลิกจอมวางแผนและแท็กติกในการต่อสู้ที่สะท้อนไหวพริบปฏิภาณของ Dementus ก็น่าจะเป็นแง่มุมที่ Furiosa เรียนรู้และซึมซับด้วยเหมือนกัน ขณะที่อีกส่วนที่ลืมไม่ลงก็คือการออกแบบราชรถแบบโรมันของตัวละคร ซึ่งแทนที่จะเทียมไว้ด้วยม้าจริงๆ กลับเป็นมอเตอร์ไซค์ช็อปเปอร์ 3 คัน ซึ่งมันทั้งดูตลก ประหลาด และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความบิดเบี้ยวและผิดเพี้ยนของตัวละคร

 

 

แต่ถ้าพูดอย่างไม่อ้อมค้อม Furiosa: A Mad Max Saga ก็ยังเทียบชั้นไม่ได้กับ Mad Max: Fury Road ซึ่งต้องถือเป็นหนังแอ็กชันที่ทั้งเข้มข้นและจัดจ้านที่สุดของศตวรรษที่ 21 แต่ว่ากันตามจริงหนังแอ็กชันเรื่องไหนก็เอาไปเปรียบกับ Mad Max: Fury Road ไม่ได้ และไหนๆ ก็ออกตัวไปแล้วก็คงต้องบอกว่าบรรดาฉากไล่ล่า ฉากต่อสู้ขับเคี่ยว และฉากเสี่ยงตายของ Furiosa: A Mad Max Saga ก็ยังคงเล่นงานคนดูอยู่หมัดเหมือนเดิม ทั้งในแง่ของการออกแบบและจัดวางการเคลื่อนไหวของทั้งกล้องและตัวละคร การถ่ายทำที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์และดึงดูดการรับรู้ของคนดู การลำดับภาพที่ร้อยเรียงให้เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องลื่นไหล และยังสอดแทรกไว้ด้วยลูกล่อลูกชน

 

ฉากหนึ่งที่ George Miller เล่าเรื่องได้เก่งกาจ แต่ขณะเดียวกันประหยัดถ้อยคำมากๆ อยู่ราวๆ ครึ่งค่อนชั่วโมงแรกที่ Dementus จัดการให้ลูกน้องไฮแจ็กรถขนส่งน้ำมันจากเมืองแก๊สทาวน์ ซึ่งแทนที่หนังจะจับภาพในระยะใกล้และตัดสลับไปมาเพื่อแสดงแอ็กชันและรีแอ็กชันระหว่างคนปล้นกับคนถูกปล้น กลับนำเสนอด้วยภาพไกลสุดขอบฟ้าในลักษณะที่เป็นมุมมองของ Dementus และเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นและสิ้นสุดอย่างรวดเร็ว คนดูอาจไม่ตื่นเต้นกับการซุ่มโจมตีครั้งนี้ แต่นี่เป็นฉากที่บ่งบอกถึงสติปัญญาอันเฉียบแหลมและความเจ้าเล่ห์แสนกลของตัวละคร

 

 

อีกหนึ่งอย่างซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของ Furiosa: A Mad Max Saga ก็คือฉากรถบรรทุกสัมภาระของตัวละครที่ชื่อ Praetorian Jack (ซึ่ง Furiosa แอบซ่อนอยู่ใต้ท้องรถ) ถูกจู่โจม และในขณะที่สถานการณ์ดูสับสนอลหม่านทีเดียวเพราะผู้ร้ายมาจากทุกทิศทาง ทว่าความแม่นยำและแยบยลในการบอกเล่าด้วยกลวิธีนานัปการของ George Miller ก็ดลบันดาลให้แอ็กชันที่ดูเหลือเชื่อ กระทั่งเป็นไปไม่ได้ กลับดูขึงขังจริงจังและโน้มน้าวชักจูง และสิ่งที่ต้องหมายเหตุ ณ ที่นี้ก็คือหนังของ George Miller ไม่เคยละเมิดกฎแรงโน้มถ่วงของ Isaac Newton อันส่งผลให้บรรดาฉากสตันท์และฉากผาดโผนทั้งหลายไม่เคยดูเหลวไหลไร้สาระเหมือนกับหนังแข่งรถตระกูล Fast ที่นับวันยิ่งดูโง่เขลาเบาปัญญามากขึ้นเรื่อยๆ

 

ข้อมูลที่ต้องระบุทิ้งท้ายก็คือ ปีนี้ George Miller อายุ 79 ปี แต่ประมวลจากความดุเดือดเลือดพล่านของสิ่งที่บอกเล่าทั้งใน Mad Max: Fury Road และ Furiosa: A Mad Max Saga ไม่มีตรงไหนที่บอกถึงวัยที่ร่วงโรย และอายุเป็นเพียงตัวเลขจริงๆ หรือว่าไปแล้วนี่เป็นหนังที่สร้างด้วยสปิริตเดียวกันกับของคนหนุ่มที่สร้างหนังเรื่อง Mad Max เมื่อ 45 ปีก่อนหน้านั้น และนับเนื่องจนถึงปัจจุบัน ‘คนหนุ่ม’ วัยเกือบ 80 ปีผู้นี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในคนทำหนังที่ฝีไม้ลายมือแข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

 


 

Furiosa: A Mad Max Saga

กำกับ: George Miller

ผู้แสดง: Anya Taylor-Joy, Chris Hemsworth, Tom Burke, Alyla Browne

 


 

The post Furiosa: A Mad Max Saga (2024) แก่น เซี้ยว เปรี้ยว ซ่า ตำนานอีแตน เลือดนักสู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนเส้นทาง Mad Max จากจุดเริ่มต้นของมหากาพย์หนังแอ็กชันถึง Furiosa: A Mad Max Saga https://thestandard.co/road-to-furiosa-a-mad-max-saga/ Tue, 14 May 2024 12:35:12 +0000 https://thestandard.co/?p=933469

Furiosa: A Mad Max Saga ผลงานลำดับที่ 5 จากแฟรนไชส์ Mad […]

The post ย้อนเส้นทาง Mad Max จากจุดเริ่มต้นของมหากาพย์หนังแอ็กชันถึง Furiosa: A Mad Max Saga appeared first on THE STANDARD.

]]>

Furiosa: A Mad Max Saga ผลงานลำดับที่ 5 จากแฟรนไชส์ Mad Max ภายใต้การกำกับของ George Miller ที่ได้นักแสดงสาวสวยมากฝีมือ Anya Taylor-Joy และ Chris Hemsworth มาร่วมรับบทนำ คือหนึ่งในภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์ที่น่าจับตามองที่สุดของปีนี้

 

THE STANDARD POP ถือโอกาสชวนทุกคนมาร่วมย้อนชมจุดเริ่มต้นของแฟรนไชส์ Mad Max ที่เดินทางมอบความบันเทิงแก่ผู้ชมมายาวนานหลายทศวรรษ เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนออกสตาร์ทสู่ดินแดนรกร้างอีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ 

 

George Miller 

George Miller

ภาพ: Warner Bros. Pictures

 

George Miller นักศึกษาแพทย์ผู้หลงใหลในโลกภาพยนตร์ 

 

หากจะกล่าวถึงที่มาที่ไปของแฟรนไชส์ Mad Max เราคงต้องมาทำความรู้จักกับผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ชุดนี้กันก่อน 

 

George Miller นับว่าเป็นอีกหนึ่งผู้กำกับมากฝีมือที่มีผลงานอันเป็นที่จดจำของผู้ชมหลายเรื่อง โดยนอกจากแฟรนไชส์ Mad Max เขายังมีผลงานการกำกับภาพยนตร์ดราม่าเรื่องเยี่ยมที่ดัดแปลงมาจากเรื่องจริงอย่าง Lorenzo’s Oil (1992), รับหน้าที่เขียนบทและโปรดิวเซอร์ในภาพยนตร์อบอุ่นหัวใจเรื่อง Babe (1995) และรับหน้าที่กำกับในผลงานภาคต่อ Babe: Pig in the City (1998) รวมถึงภาพยนตร์แอนิเมชันคำวิจารณ์ดีอย่าง Happy Feet (2006) ที่ได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม 

 

แต่หากย้อนกลับไปในช่วงแรกเริ่ม เขาไม่ได้มีความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นผู้กำกับมาตั้งแต่แรก

 

George Miller เติบโตขึ้นในเมืองชนบทชื่อชินชิลา ประเทศออสเตรเลีย เขามักจะใช้เวลาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วยการเดินทางไปดูภาพยนตร์ในโรงเป็นประจำ รวมถึงยังเติบโตมากับการดูการ์ตูนและซีรีส์ขนาดสั้นทางโทรทัศน์ชื่อดังอีกหลายเรื่อง แต่เขากลับไม่ได้มีความคิดที่อยากจะเป็นผู้กำกับ เพราะมันดูเป็นเส้นทางที่ยากเกินไปสำหรับเขา เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงมหาวิทยาลัย เขาจึงเลือกเรียนคณะแพทย์ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์พร้อมกับพี่ชายฝาแฝด 

 

แต่แล้วจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ George Miller ก็มาถึง เมื่อเขาและพี่ชายตีตั๋วไปดูภาพยนตร์เรื่อง M*A*S*H (1969) ของผู้กำกับ Robert Altman และ The Battle of Algiers (1966) ของผู้กำกับ Gillo Pontecorvo โดยที่เขาไม่ได้รู้จักสองเรื่องนี้มาก่อน แต่นั่นก็จุดประกายให้เขาอยากเข้าใจศาสตร์ของภาพยนตร์ให้มากยิ่งขึ้น เขาจึงเริ่มศึกษาวิธีการเล่าเรื่องของภาพยนตร์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาพยนตร์เงียบของนักแสดงชื่อดังอย่าง Buster Keaton และ Harold Lloyd

 

ไม่นานหลังจากนั้น เขาและพี่ชายก็ร่วมมือกันทำภาพยนตร์สั้นส่งประกวดจนได้เข้าร่วมเวิร์กช็อปการทำภาพยนตร์ และมีโอกาสโคจรมาพบกับ Byron Kennedy นักทำภาพยนตร์รุ่นเยาว์ที่จับมือกับ George Miller ในการทำภาพยนตร์สั้นเรื่อง Violence in the Cinema, Part 1 ซึ่งมีเนื้อหาเชิงเสียดสีความรุนแรงที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ จากนั้น George Miller และ Byron Kennedy จึงมีโอกาสทำภาพยนตร์สั้นร่วมกันอีกหลายครั้ง จนทำให้พวกเขามีความมุ่งมั่นที่อยากจะสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวของตัวเองขึ้นมา 

 

และนั่นคือจุดสตาร์ทของภาพยนตร์แอ็กชันสุดระห่ำอย่าง Mad Max 

 

Mad Max 1979

Mad Max (1979)

ภาพ: IMDb

 

สู่ท้องถนนอันบ้าคลั่ง  

 

หลังจากเรียนจบ George Miller ก็เริ่มต้นทำงานเป็นหมออย่างเต็มตัว ควบคู่ไปกับการพัฒนาโปรเจกต์ Mad Max ร่วมกับ Byron Kennedy โดยเขาได้หยิบนำเหตุการณ์วิกฤตขาดแคลนน้ำมันที่เกิดขึ้นในปี 1973 และประสบการณ์ส่วนตัวมาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างสรรค์เรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นทิวทัศน์ของเมืองในชนบทอันห่างไกลที่เขาเติบโตขึ้นมา ประสบการณ์รักษาผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือวัฒนธรรมการแข่งรถที่เรียกว่า Drag Racing 

 

ไปจนถึงความหลงใหลในภาพยนตร์เงียบที่จุดประกายให้ George Miller อยากสร้าง ‘ภาพยนตร์เงียบที่มีเสียง’ หรือภาพยนตร์ที่เน้นการเล่าเรื่องด้วยภาพและเสียง มากกว่าการเล่าเรื่องด้วยบทสนทนาของตัวละครขึ้นมา    

 

จนเกิดเป็นภาพยนตร์แอ็กชัน Post-Apocalypse ที่เล่าถึงโลกอนาคตอันใกล้ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนน้ำมันและพลังงานเนื่องจากภาวะสงคราม โดยบอกเล่าผ่านสายตาของ Max Rockatansky (Mel Gibson) เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงที่ต้องสูญเสียครอบครัวไปจากฝีมือของแก๊งมอเตอร์ไซค์ จึงเป็นเหตุให้เขาเริ่มออกล้างแค้น

 

เมื่อดูจากพล็อตเรื่องก็ดูเหมือนว่า Mad Max จะเป็นภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์ แต่ George Miller กลับมีทุนสร้างประมาณ 350,000-400,000 ดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งทุนสร้างส่วนหนึ่งมาจากเงินเก็บของเขาที่ได้รับจากการทำงานในห้องฉุกเฉิน และด้วยทุนสร้างที่ค่อนข้างต่ำ จึงทำให้เขาและทีมสร้างต้องถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้แบบกองโจรเพื่อลดต้นทุนการสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าตัวทีมงานบางส่วนด้วยการเลี้ยงเบียร์ การชักชวนแก๊งมอเตอร์ไซค์ในท้องถิ่นจริงๆ มาร่วมถ่ายทำ ไปจนถึงการต้องแอบปิดถนนสำหรับถ่ายทำโดยไม่ให้ถูกตำรวจจับ 

 

แม้การถ่ายทำจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ในที่สุด Mad Max ก็ได้ออกฉายสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกในปี 1979 และได้การตอบรับที่ดีจากผู้ชมอย่างถล่มทลาย ด้วยการกวาดรายได้รวมทั่วโลกสูงกว่า 100 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นภาพยนตร์ทุนต่ำที่ทำรายได้สูงสุด ณ เวลานั้น และยังช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของออสเตรเลียกลายเป็นที่จับตามองของผู้ชมทั่วโลกมากยิ่งขึ้น  

 

Mad Max: Fury Road (2015)

Mad Max: Fury Road (2015)

ภาพ: IMDb

 

ภาพยนตร์แอ็กชันสุดคลาสสิกที่ยังคงมอบความบันเทิงแก่ผู้ชมมาจนถึงปัจจุบัน

 

หลังจากความสำเร็จของ Mad Max แน่นอนว่า George Miller ก็เดินหน้าสานต่อเรื่องราวของ Max ออกตามมาอีก 2 ภาคด้วยกัน ได้แก่ Mad Max 2: The Road Warrior (1981) และ Mad Max Beyond Thunderdome (1985) ซึ่งได้เสียงตอบรับที่ดีทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์ รวมถึงได้รับการต่อยอดมาเป็นสื่อบันเทิงแขนงอื่นๆ อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นนิยาย คอมิก และวิดีโอเกม 

 

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่ากระแสตอบรับที่ดี แฟรนไชส์ Mad Max ยังได้รับการยกย่องให้เป็นภาพยนตร์แอ็กชันสุดคลาสสิกที่ส่งอิทธิพลต่อโลกป๊อปคัลเจอร์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการสร้างสรรค์โลกหลังภัยพิบัติ ทั้งออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม วิถีชีวิต สถานที่ และทิวทัศน์ของดินแดนรกร้างที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินและสื่อบันเทิงมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มังงะเรื่อง Fist of the North Star ของสองนักเขียน โยชิยูกิ โอคามุระ และ เท็ตสึโอะ ฮาระ, วิดีโอเกมชื่อดังอย่าง Borderlands และ Fallout, การถูกกล่าวถึงในแอนิเมชันชื่อดังหลายเรื่องอย่าง Rick and Morty, South Park และ The Simpsons, นิยายเยาวชนแนวดิสโทเปียเรื่อง Mortal Engines ของนักเขียน Philip Reeve ไปจนถึงการส่งให้ตัวละครอย่าง Max กลายเป็นอีกหนึ่งบทบาทอันเป็นที่จดจำของ Mel Gibson มาจนถึงปัจจุบัน 

 

และหลังห่างหายจากจอภาพยนตร์ไปนานร่วม 30 ปี ในที่สุด Max ก็กลับมาโลดแล่นบนดินแดนรกร้างอีกครั้งใน Mad Max: Fury Road ที่ออกฉายในปี 2015 พร้อมได้ Tom Hardy และ Charlize Theron มาร่วมรับบทนำ ซึ่งแรกเริ่มเดิมที George Miller ได้วางแผนการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1998 แต่เนื่องจากปัญหาความล่าช้าในการผลิตและเหตุการณ์ 9/11 จึงทำให้โปรเจกต์นี้ต้องถูกหยุดพักเอาไว้ 

 

ซึ่งแม้ว่า Mad Max: Fury Road จะออกฉายห่างจากภาค Beyond Thunderdome นานร่วม 30 ปี แต่ภาพยนตร์ก็ได้กระแสตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์และผู้ชมอย่างล้นหลาม โดยภาพยนตร์สามารถกวาดรายได้รวมทั่วโลกสูงกว่า 380 ล้านดอลลาร์ พร้อมได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 10 สาขา รวมถึงสาขาใหญ่อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม ก่อนจะคว้ารางวัลด้านเทคนิคมาได้ 6 สาขา 

 

Furiosa: A Mad Max Saga 

ภาพ: Warner Bros. Pictures

 

และในปีนี้ผู้ชมทั่วโลกก็กำลังจะได้ออกเดินทางสู่ดินแดนรกร้างอีกครั้งใน Furiosa: A Mad Max Saga ภาพยนตร์ภาค Prequel ที่จะพาเราไปติดตามเรื่องราวต้นกำเนิดของตัวละคร Furiosa จาก Mad Max: Fury Road ที่คราวนี้จะได้นักแสดงมากฝีมือแห่งยุคอย่าง Anya Taylor-Joy มารับบทนำ ร่วมกับ Chris Hemsworth ในบทบาทตัวร้ายคนใหม่อย่าง Warlord Dementus ซึ่งเราต้องมาติดตามกันต่อว่าเรื่องราวของ Furiosa จะมาขยับขยายเรื่องราวของแฟรนไชส์ Mad Max ให้กว้างใหญ่มากขึ้นอย่างไร 

 

ซึ่งการที่ Furiosa: A Mad Max Saga ถูกยกให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์ที่น่าจับตามองของปีนี้ ก็ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า Mad Max เป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ภาพยนตร์สุดคลาสสิกที่ยังเป็นที่รักของผู้ชมมาจนถึงปัจจุบัน

 

รับชมตัวอย่าง Furiosa: A Mad Max Saga ได้ที่: www.youtube.com/watch?v=JllfaJ8j9xU&t

 

 

อ้างอิง:

The post ย้อนเส้นทาง Mad Max จากจุดเริ่มต้นของมหากาพย์หนังแอ็กชันถึง Furiosa: A Mad Max Saga appeared first on THE STANDARD.

]]>
Anya Taylor-Joy ต้องการโกนผมสำหรับบท Furiosa ในภาค Prequel ภาพยนตร์ Mad Max https://thestandard.co/anya-taylor-joy-wants-shave-head-mad-max-prequel-furiosa/ Thu, 28 Apr 2022 01:52:43 +0000 https://thestandard.co/?p=622342 Anya Taylor-Joy

Anya Taylor-Joy (อันยา เทย์เลอร์-จอย) เป็นอีกหนึ่งนักแส […]

The post Anya Taylor-Joy ต้องการโกนผมสำหรับบท Furiosa ในภาค Prequel ภาพยนตร์ Mad Max appeared first on THE STANDARD.

]]>
Anya Taylor-Joy

Anya Taylor-Joy (อันยา เทย์เลอร์-จอย) เป็นอีกหนึ่งนักแสดงมากความสามารถที่พร้อมจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้บทที่ตนเองได้รับมีความสมจริงที่สุด แม้ว่าจะต้องเปลี่ยนลุคจากสาวผมยาวสลวยเป็นหญิงแกร่งทรงสกินเฮดก็ตาม

 

หลังจากที่มีการประกาศสร้างภาพยนตร์เรื่อง Mad Max ภาค Prequel ที่จะย้อนเวลากลับไปดูเรื่องราวที่มาที่ไปของตัวละคร Imperator Furiosa ว่าก่อนจะมาเป็นนักรบแนวหน้าผู้แข็งแกร่งแห่งโลกอนาคตนั้น เธอเคยผ่านการต่อสู้มาอย่างไรบ้าง ซึ่งผู้ที่สวมบท Furiosa ในภาคที่แล้วอย่าง Mad Max: Fury Road ก็คือนักแสดงมือฉมัง Charlize Theron และตัวละครดังกล่าวก็ได้รับความรักจากคอหนังอย่างล้นหลาม ส่วนภาค Prequel ผู้ที่จะมารับบท Furiosa สมัยวัยรุ่นก็คือ Anya Taylor-Joy นั่นเอง

 

Anya Taylor-Joy ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในนักแสดงที่มาแรงตลอดหลายปีที่ผ่านมา เคยพูดถึงความรู้สึกในการมารับบท Furiosa หลังจากที่ Charlize Theron สร้างผลงานชิ้นโบแดงเอาไว้ในบทดังกล่าวนี้ ผ่านรายการพอดแคสต์ Happy Sad Confused ตั้งแต่ปี 2020 “ฉันหลงรัก Furiosa และวิธีที่ Charlize นำเสนอเธอออกมา เธอทำออกมาได้ดีมาก และมันสวยงามจนฉันไม่กล้าคิดที่จะไปแทนที่เธอด้วยซ้ำ มันต้องเป็นอะไรที่แตกต่า งเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เสร็จไปงั้นๆ ได้”

 

เพื่อการสวมบทเป็น Furiosa แล้ว Anya Taylor-Joy ก็พร้อมที่จะโกนหัวเปลี่ยนลุค โดยคอสตูมดีไซเนอร์ของภาพยนตร์อย่าง Jenny Beavan ได้ออกมาเผยว่า นักแสดงสาวต้องการโกนหัวเช่นเดียวกับ Charlize Theron เมื่อปี 2015 แต่ผู้กำกับอย่าง George Miller กลับไม่เห็นด้วย “เธออยากโกนหัว แต่ George ไม่อยากให้เธอทำ ฉันก็เลยยังไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะทำมันไหม”

 

Mad Max ภาค Prequel นำแสดงโดย Chris Hemsworth, Tom Burke และ Anya Taylor-Joy มีกำหนดฉายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2024

 

ภาพ: Jon Kopaloff / Getty Images

อ้างอิง: 

The post Anya Taylor-Joy ต้องการโกนผมสำหรับบท Furiosa ในภาค Prequel ภาพยนตร์ Mad Max appeared first on THE STANDARD.

]]>