LINE Conference 2018 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/line-conference-2018/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 15 Jun 2021 10:13:07 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.11 คุยกับ อริยะ พนมยงค์ อนาคตของ LINE ประเทศไทย จะทำฟินเทคและปัญญาประดิษฐ์ไหม https://thestandard.co/ariya-banomyong-line-thailand/ https://thestandard.co/ariya-banomyong-line-thailand/#respond Fri, 06 Jul 2018 16:33:44 +0000 https://thestandard.co/?p=105075

ในงานประชุมประจำปี LINE Conference 2018 ของ LINE คอร์ปอ […]

The post คุยกับ อริยะ พนมยงค์ อนาคตของ LINE ประเทศไทย จะทำฟินเทคและปัญญาประดิษฐ์ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในงานประชุมประจำปี LINE Conference 2018 ของ LINE คอร์ปอเรชัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากจะมีการเปิดแนวทางและกลยุทธ์ Redesign ของ LINE เพื่อมุ่งมั่นพัฒนาบริการให้หลากหลาย โดยเฉพาะการรุกคืบตลาดฟินเทค (Fintech) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) แล้ว อริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย ยังได้ขึ้นเวที เพื่ออัปเดตสถานการณ์ของธุรกิจ LINE ในประเทศไทยด้วย

 

บนเวที Maihama Amphitheater อริยะได้บอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จของ LINE ประเทศไทย ตลาดที่ได้ชื่อว่ายอดนิยมเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศญี่ปุ่น การันตีด้วยยอดผู้ใช้งานกว่า 42 ล้านราย คิดเป็น 95% ของประชากรที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือในประเทศไทย

 

Key Success ที่น่าสนใจคือ การร่วมงานกับพาร์ตเนอร์อย่างตู้บุญเติม นำสติกเกอร์ LINE เข้ามาขายผ่านตู้ Kiosk แบบง่ายๆ ให้ผู้ใช้เข้าถึงได้หลากหลาย ขณะที่บริการ LINE TV, LINE TODAY และ Rabbit LINE PAY ก็เริ่มบุกตลาดและสะสมความนิยมได้เรื่อยๆ

 

ย้อนกลับมาที่ฟีเจอร์และโปรดักต์ใหม่ๆ ที่เปิดตัวในงาน LC 18 ปีนี้ ซึ่งมีทั้งบริการทางการเงิน Financial Service, ปัญญาประดิษฐ์, ธุรกิจคอนเทนต์ และอีวอลเลต เราจึงได้พูดคุยกับอริยะเพื่อไขข้อสงสัยว่า LINE ประเทศไทย จะนำบริการใดเข้ามาเปิดตลาดบ้าง แล้วพวกเขาจะลุยฟินเทคเหมือนที่บริษัทแม่ในญี่ปุ่นมุ่งมั่นและวางกลยุทธ์ไว้หรือไม่

 

LINE ประเทศไทย มีแพลนจะนำโปรดักต์บริการอะไรเข้ามาบ้าง

เรากำลังดูอยู่ว่าจะมีโปรดักต์บริการไหนที่จะเหมาะกับตลาดประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ก็มีครอบคลุมหลากหลายด้านเลย ทั้งฟินเทค, ปัญญาประดิษฐ์ หรือคอนเทนต์ แต่จะเข้ามาเมื่อไร เรายังให้ข้อมูลชัดๆ ไม่ได้ ทั้งสามบริการนี้ต้องใช้เวลาพัฒนานานเหมือนกัน เพราะปัญญาประดิษฐ์ก็ยังมีข้อจำกัดด้านภาษาอยู่ (ตอนนี้ Clova ยังให้บริการแค่ในภาษาญี่ปุ่นและเกาหลี) ส่วนครึ่งปีหลังนี่เราน่าจะได้เห็นบริการใหม่ๆ ทยอยเข้ามา

 

ทุกบริการที่เราคิด (LINE ประเทศไทย) จะอยู่ภายใต้กลยุทธ์เดียวกันกับ LINE คอร์ปอเรชัน นั่นคือ Hyper Localization เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำและคิดในประเทศไทยก็จะสอดคล้องไปในแนวทางเดียวกับ LINE ทั้งโลกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะธุรกิจเกม ธุรกิจคอนเทนต์ O2O เพย์เมนต์ และ Business Solution เพราะฉะนั้นบริการใหม่ๆ ที่เราจะเปิดใน LINE ประเทศไทย ก็จะมีทั้งไอเดียที่เราคิดกันเอง และสิ่งที่ LINE คอร์ปอเรชัน ได้แถลงไว้ในงาน Line Conference 2018

 

ส่วนสาเหตุที่บางครั้ง LINE อาจจะไม่ได้ตอบชัดเจนว่า บริการใดจะเข้าประเทศไหนบ้าง เพราะโมเดลของเราค่อนข้างมีความยืดหยุ่น ถ้ามันเหมาะกับตลาดเรา เราทำแน่นอน แต่ถ้าไม่เหมาะเราก็ไม่ทำ

 

 

กลยุทธ์ Hyper Localization ของ LINE จะขัดแย้งกับ Core Idea ที่บริษัทแม่วางไว้หรือเปล่า

ถึงเราจะ Hyper Localize แต่ทุกครั้งที่เราจะเริ่มทำบริการหรือโปรดักต์ใหม่ๆ ก็จะต้องคุยกับทีมบริหารในทุกประเทศก่อนทุกครั้งว่า ส่ิงที่เราทำเหมาะกับตลาดประเทศไทยหรือตลาดประเทศอื่นๆ หรือเปล่า มันเป็นสิ่งที่มีใครทำอยู่แล้ว หรือมีใครที่ทำได้ดีกว่าหรือไม่ ถ้า LINE ประเทศอื่นทำบริการรูปแบบนี้อยู่แล้ว เราก็สามารถไปศึกษาจากเขาได้ แต่ถ้าบริการรูปแบบเดียวกันเปิดให้บริการใน 4-5 ประเทศ แต่ต่างฝ่ายต่างทำ ไม่ได้ช่วยเหลือกัน มันไม่สมเหตุสมผลแน่นอน มันเปลืองทรัพยากรของเรา   

 

หาก LINE ประเทศไทย นำบริการจำพวกฟินเทคหรือบล็อกเชนเข้ามา ก็จะต้องพูดคุยกับภาครัฐหรือผู้ที่ออกนโยบายในประเทศ?

แน่นอนครับ เมื่อเร็วๆ นี้ทุกคนก็คงจะเห็นการประกาศกฎกติกานโยบายด้านนี้ออกมา ฉะนั้นก่อนที่เราจะเคลื่อนไหวให้บริการด้านการเงินก็ต้องคุยกับภาครัฐฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว มันเป็นหนึ่งในกระบวนการที่เราต้องทำ

 

Bitbox (บริการแลกเปลี่ยนเงินสกุลคริปโตฯ) จะให้บริการในไทยหรือเปล่า

ถ้าตอบให้ถูกก็ต้องบอกว่า มันเป็นบริการแบบ Global Service (ยกเว้นในประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา) แต่ ณ ปัจจุบันบริการนี้ยังไม่รองรับภาษาไทย ที่สำคัญคือ มันเป็นการแลกเปลี่ยนเงินคริปโตฯ เป็นคริปโตฯ ด้วยกัน แล้วคนที่เล่นเงินสกุลนี้อย่างเดียวก็ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และความชำนาญพอสมควร เราจึงมองว่า ภาษาอังกฤษไม่น่าจะเป็นอุปสรรคกับผู้ใช้กลุ่มนี้

เราเป็นบริษัทเทคฯ ที่ผู้บริโภคยอมให้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเขา

 

 

LINE Token Economy หน่วยเงินบนแพลตฟอร์มตอบแทนผู้ใช้กลุ่ม User Generated Content มีฟังก์ชันการทำงานอย่างไร

ต้องเข้าใจก่อนว่า ในตอนนี้โทเคน อีโคโนมียังเป็นแค่คอนเซปต์อยู่ ถ้าอธิบายโดยหลักการก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ค่อนข้างดีและน่าสนใจ เปรียบเทียบในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ก็จะพบว่า มีบุคลากรที่ทำหน้าที่หลากหลาย มีทั้งผู้ผลิต ผู้รีวิว และผู้แพร่หลายจัดจำหน่าย ซึ่งเทคโนโลยีบล็อกเชนจะค่อนข้างเหมาะกับอุตสาหกรรมนี้ ในการเข้ามาช่วยสร้างเครดิตผู้ใช้แต่ละบทบาทด้วยความสะดวกสบายและความโปร่งใส

 

หมายความว่า สมมติในอนาคตผมเป็นผู้ผลิตเนื้อหา ถ้าคนไม่รู้จักผม ผมคงเดินเข้าไปทำความรู้จักกับบริษัทใหญ่ๆ ไม่ได้ง่ายๆ แน่นอน ยังไม่รวมถึงกระบวนการพูดคุยเพื่อปิดดีลซื้อขายคอนเทนต์ ซึ่งการนำบล็อกเชนเข้ามาใช้ก็จะช่วยให้เกิดความง่าย โปร่งใสกว่าเดิม และยังทำหน้าที่เป็นสมาร์ทคอนแท็ก ช่วยให้เกิดการซื้อขายคอนเทนต์ได้จากทั่วทุกมุมโลก โดยไม่ต้องพึ่งตัวกลาง นี่จะเป็นข้อดีสำหรับผู้ผลิตเนื้อหา เป็นการเปิดตลาดคอนเทนต์โลก แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ยังเป็นแค่ภาพร่างคอนเซปต์ที่ LINE กำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนการพัฒนาอยู่

 

 ความแตกต่างระหว่าง LINE และบริษัทเทคฯ อื่นคือ เราทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงคน เป็นบริษัทเทคฯ ที่ผู้บริโภคยอมให้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเขา

 

มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่ลำโพงผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ Clova จะรองรับการใช้งานภาษาอังกฤษและเข้ามาทำตลาดในไทย

AI ยังมีข้อจำกัดด้านภาษาอยู่ โดยเฉพาะใน 4 ตลาดหลักของ LINE ภาษาญี่ปุ่น, ภาษาไทย, ภาษาบาฮาซา (อินโดนีเซีย) และภาษาจีน (ไต้หวัน) เป็นภาษาที่ยากทั้งนั้นเลย ถ้าเราทำปัญญาประดิษฐ์ภาษาพวกนี้ได้ก็มีโอกาสสูงที่เราจะพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ให้รองรับได้หลากหลายภาษา (ปัจจุบันยังรองรับแค่ภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นเท่านั้น)

 

การเจาะประเทศแต่ละแห่งด้วยภาษาอังกฤษอาจจะยังไม่เวิร์ก มันจึงยังต้องใช้เวลา ถ้าพูดกันตรงๆ ในวันนี้ผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์หรือ Voice Assistant ทั้งหลายมีรายใดที่เวิร์กบ้าง เราเองก็ไม่ได้ใช้กันทุกวัน ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ถึงวันนี้คุณจะมีกำลังด้านเทคโนโลยีแค่ไหน แต่ก็ยังไม่มีใครที่พัฒนามันได้ดี ปัญหาของปัญญาประดิษฐ์ในวันนี้คือ การเข้าใจภาษาของมนุษย์จริงๆ ถ้าผมจะซื้อตั๋วเครื่องบินแต่ปัญญาประดิษฐ์พาผมไปซื้อตั๋วคอนเสิร์ต เจอแค่ปัญหานิดเดียวแบบนี้ก็คือ ข้อผิดพลาดที่ใหญ่แล้ว

 

ผมเปรียบเทียบกับเลขาผมที่รู้ใจผมทุกอย่างโดยไม่ต้องพูด ถ้าผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์สามารถรู้ใจผู้ใช้ได้แบบนี้ขึ้นมาเมื่อไร ก็ถือว่าพัฒนามาถูกทาง แต่ ณ ปัจจุบัน มันยังต้องใช้เวลาอยู่ LINE กำลังอยู่ในกระบวนการพัฒนา Clova แน่นอน เพราะเทรนด์ในอนาคต บทบาทของปัญญาประดิษฐ์จะชัดเจนมากขึ้น โจทย์ของเราตอนนี้คือ ต้องทำให้เข้าถึงผู้บริโภค ความแตกต่างระหว่าง LINE และบริษัทเทคฯ อื่นคือ เราทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงคน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ เลยคือการที่เราได้เห็นผู้ใช้วัยคุณพ่อและคุณแม่เล่น LINE กัน ส่วนลำโพง Clova เองก็มาในรูปลักษ์ที่น่ารักอย่างหมีบราวน์และไก่แซลลี เพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกเป็นมิตร เราเป็นบริษัทเทคฯ ที่ผู้บริโภคยอมให้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของพวกเขา

 

จะมีการจัดตั้งทีมพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในไทยหรือเปล่า

ตอนนี้ถ้าเป็นวิศวกร เรารับสมัครหมด ขอให้ส่งมาก่อน เพราะรับเท่าไรก็ยังไม่พออยู่ดี ยิ่งในประเทศไทยบุคลากรที่เชี่ยวชาญค่อนข้างหายาก โดยเฉพาะ Deeptech (เทคโนโลยีขั้นสูงที่มีความสลับซับซ้อน) ที่นับรวมปัญญาประดิษฐ์ด้วย

 

 

พูดถึงคาแรกเตอร์ LINE FRIENDS บ้าง โมเดลการพาร์ตเนอร์กับศิลปินบอยแบนด์ BTS สร้างสรรค์คาแรกเตอร์ขึ้นมาใหม่ ผลิตสินค้าวางจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีถือว่าประสบความสำเร็จมาก เราจะได้เห็น LINE ประเทศไทย ทำการตลาดรูปแบบนี้บ้างไหม

เป็นไปได้ครับ มีอะไรใหม่ LINE ก็พร้อมคุยอยู่แล้ว เราค่อนข้างเปิดกว้างและยืดหยุ่น แค่ต้องหาโอกาสที่เหมาะสม อย่างคาแรกเตอร์ดั้งเดิมที่เรามีทั้ง 11 คาแรกเตอร์ ไม่นับรวมคาแรกเตอร์ใหม่จากกลุ่ม BTS เราก็มองเขาเป็นกลุ่มดารา เพราะฉะนั้นการที่เราจะ Collaboration คาแรกเตอร์กับใครก็ต้องเป็นอะไรที่ LINE มองว่าเหมาะสมด้วย

 

ก่อนหน้านี้แบรนด์ที่ LINE FRIENDS เคยร่วมงานด้วย ก็มีทั้งจักรยานต์ Brompton หรือหูฟัง Beats จะเห็นได้ว่า มันเป็นการร่วมมือกับแบรนด์ที่ค่อนข้างไฮเอนด์พอสมควร ทั้งสองฝ่ายจะต้องได้ประโยชน์จากการส่งเสริมซึ่งกันและกัน ภายใต้ LINE FRIENDS ประเทศไทยก็จะมีโมเดลการทำงานกับแบรนด์ที่หลากหลาย ฉะนั้นหากแบรนด์ในไทยสนใจจับมือกับ LINE ก็ย่อมมีความเป็นไปได้เพราะเรามีโมเดลธุรกิจที่รองรับอยู่ และในช่วงครึ่งปีหลังเราจะเริ่มได้เห็นการ Collaboration เยอะอยู่เหมือนกัน

Pain Point ที่ว่าของผู้บริโภคในแถบเอเชียก็มีมากกว่าผู้บริโภคในประเทศที่พัฒนาอยู่แล้ว เนื่องจากโครงสร้างขั้นพื้นฐานในประเทศของเราอาจจะยังไม่ได้ทัดเทียมเขา เทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาพวกนี้ได้

ความสำเร็จอะไรของ LINE ประเทศไทย ที่ LINE คอร์ปอเรชัน ประทับใจมากที่สุด

ผมว่าค่อนข้างตรงกับสิ่งที่ผมได้พูดไปในงาน LC 18 ต้องยกให้ทีมงาน LINE ประเทศไทย เลยที่ผลักดันนวัตกรรมให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในประเทศเต็มที่ ไม่ว่าจะสติกเกอร์, LINE TV, Rabbit LINE PAY จะเห็นว่ามันค่อนข้างดำเนินไปในทิศทางเดียวกันกับ LINE คอร์ปอเรชัน ในระดับโลกอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราทำมันก็จะมีความเป็นไทยแฝงอยู่

 

ผมเห็นด้วยกับสิ่งที่ ทาเคชิ อิเดซาวา ประธานกรรมการบริหาร LINE คอร์ปอเรชัน พูดไว้ว่า ตอนที่เราอยู่ในโลกอินเทอร์เนต โลกใบกลมๆ ก็เหมือนจะแบนราบโดยทันที เพราะมันเข้าถึงกันได้ทั่วโลก แต่สิ่งที่จะต้องเข้าใจโดยเฉพาะในทวีปเอเชียคือ แต่ละประเทศมีความแตกต่างที่สูงกันมาก ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย ไต้หวัน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และจีน ถ้าคุณไปเปิดตลาดแล้วไม่ Localized จริงๆ ก็บอกได้เลยว่ายาก

 

มันมีความต่างทั้งด้านวัฒนธรรม ภาษา พฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงสถานะของประเทศนั้นๆ จุดนี้เองที่ผมมองว่าเป็นโอกาส โดยเฉพาะถ้าเราพูดถึงธุรกิจเทคโนโลยีหรือสตาร์ทอัพ เรามักจะพูดถึง Pain Point หรือจุดเจ็บปวดของผู้บริโภค แล้ว Pain Point ที่ว่าของผู้บริโภคในแถบเอเชียก็มีมากกว่าผู้บริโภคในประเทศที่พัฒนาอยู่แล้ว เนื่องจากโครงสร้างขั้นพื้นฐานในประเทศของเราอาจจะยังไม่ได้ทัดเทียมเขา เทคโนโลยีจึงเข้ามาช่วยแก้ปัญหาพวกนี้ได้

 

ทำไมบริการทางการเงินในทวีปเอเชียถึงประสบความสำเร็จมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภูมิภาคนี้มีผู้ใช้ที่ไม่มีบัญชีธนาคารจำนวนมาก (Unbanked) ลองดูอัตราการเข้าถึงของบัตรเครดิตในแต่ละประเทศก็ได้ ฉะนั้นบริการเพย์เมนต์จะเกิดมากๆ ในประเทศย่านเอเชีย โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการทำธุรกรรมขนาดเล็ก (จ่ายเงินทีละเล็กทีละน้อย) เป็นจำนวนที่สูง

 

ทิศทางการเติบโตของ LINE ประเทศไทย ใกล้เคียงกับการเติบโตของ LINE ญี่ปุ่นไหม ที่เมื่อแชทแอปพลิเคชันเริ่มต้น ก็หันไปจับธุรกิจและบริการอื่นๆ แทน

ใช่ครับ มันคือส่ิงที่ LINE ประเทศไทย ดำเนินการในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่าธุรกิจของเราขยายใหญ่เรื่อยๆ เราเองก็เริ่มเปิดบริการใหม่ๆ ไปเรื่อย มันคือสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว (ยอดผู้ใช้แชตแอปฯ เริ่มโตช้า) แน่นอนว่า ตัวแชตแอปฯ มันคือฐานและแก่นหลักของเรา แต่กลับกันในประเทศอื่นๆ มันไม่ได้ตายตัวเสมอไปว่าเราต้องบุกตลาดนั้นๆ ด้วยแชตแอปฯ

 

การที่เราสร้างบริการอื่นๆ ขึ้นมาประกอบระบบนิเวศของ LINE ก็เพื่อเป็นอาวุธเข้าไปทำตลาดในประเทศอื่นๆ เพื่อให้เกิดกลยุทธ์ที่หลากหลายเหมาะกับประเทศนั้นๆ นี่คือเสน่ห์ของสิ่งที่เรากำลังสร้างกันอยู่ เราไม่ได้เป็นแค่แอปแชตฯ อย่างเดียวแล้ว

 

เหมือนที่ จุน มาสึดะ ประธานกรรมการบริหารฝ่ายกลยุทธ์การตลาด LINE คอร์ปอเรชัน บอกว่า อนาคต LINE อาจลุยตลาดผลิตอุปกรณ์ดีไวซ์ขาย

ใช่ ถ้าถามคำถามเรา เราจะไม่ตอบว่าไม่ได้ (หัวเราะ) เพราะถ้ามันมีโอกาสที่ดีเราก็ยินดีทำ หลายบริการที่เปิดตัวในไทยก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในแผนดำเนินการของปีนั้นๆ ด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะระหว่างทางเราเห็นโอกาสที่จะลงมือทำ เรามีความหยืดหยุ่นเพียงพอ

 

The post คุยกับ อริยะ พนมยงค์ อนาคตของ LINE ประเทศไทย จะทำฟินเทคและปัญญาประดิษฐ์ไหม appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/ariya-banomyong-line-thailand/feed/ 0
ผ่ากลยุทธ์ Redesign ของ LINE เมื่อบริษัทเทคฯ จากญี่ปุ่นไม่มองตัวเองเป็นแค่แชตแอปฯ อีกต่อไป https://thestandard.co/line-conference-2018-redesign/ https://thestandard.co/line-conference-2018-redesign/#respond Wed, 04 Jul 2018 13:23:47 +0000 https://thestandard.co/?p=104357

“เราไม่ได้เป็นแค่แชตแอปพลิเคชันอีกต่อไป” นี่คือการประกา […]

The post ผ่ากลยุทธ์ Redesign ของ LINE เมื่อบริษัทเทคฯ จากญี่ปุ่นไม่มองตัวเองเป็นแค่แชตแอปฯ อีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>

“เราไม่ได้เป็นแค่แชตแอปพลิเคชันอีกต่อไป” นี่คือการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของ จุน มาสึดะ (Jun Masuda) ประธานกรรมการบริหารฝ่ายกลยุทธ์การตลาด LINE คอร์ปอเรชัน ที่บอกให้รู้ว่าต่อจากนี้ LINE จะไม่ได้มุ่งทำแค่แชตแอปพลิเคชันเท่านั้น

 

ถ้าย้อนกลับไปดูภาพรวมองค์กรเมื่อ 7 ปีที่แล้ว LINE ยังเป็นแค่บริษัทเทคฯ เล็กๆ จากญี่ปุ่นที่มุ่งพัฒนาบริการให้ผู้คนในประเทศได้เชื่อมโยงเข้าถึงกันบนแพลตฟอร์มแชตแอปพลิเคชัน เนื่องจากญี่ปุ่น ณ เวลานั้นประสบปัญหาภัยพิบัติแผ่นดินไหว การสัญจรและการไปมาหาสู่จึงอาจจะยังไม่สะดวกเท่าไร

 

แค่ 2,555 วัน LINE ขยายองค์กรและบริการให้กว้างไกลครอบคลุมไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคแทบจะทุกมุม มีทั้งธุรกิจความบันเทิง, ธุรกิจคอนเทนต์, ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ, ธุรกิจเพย์เมนต์ หรือแม้แต่ธุรกิจโซลูชันสำหรับองค์กร

 

 

ล่าสุด LINE คอร์ปอเรชัน ยังรุกหนักกว่าเดิม เปิดตัวบริการด้านการเงินในรูปแบบ FinTech พร้อมมุ่งพัฒนาผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เต็มรูปแบบ ตอกย้ำภาพองค์กรเทคฯ สมัยใหม่ที่ไม่ได้มีดีหรือยึดติดกับโมเดลธุรกิจเดิมๆ อีกต่อไปให้ชัดกว่าเดิม

 

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ของ LINE กำลังบอกใบ้อะไรกับเรา ภายใต้ฐานบัญชาการ 8 ชั้นย่านชินจุกุใจกลางเมืองกรุงโตเกียว พนักงานและผู้บริหารราว 1,500 ชีวิตกำลังคิดวางแผนซุ่มทำอะไรกันแน่?

 

 

Redesign ปรับปรุงและพัฒนาเพื่อไปต่อ

ปัจจุบัน LINE มีผู้ใช้งานแอ็กทีฟแบบรายเดือนรวมกว่า 165 ล้านคน (MAU) ใน 4 ประเทศหลัก ได้แก่ ญี่ปุ่น, ไทย, ไต้หวัน และอินเดีย ในจำนวนนี้พวกเขาเปลี่ยนตัวเลขผู้ใช้งานเป็นความสำเร็จทางเม็ดเงินได้กว่า 160,000 ล้านเยน หรือราว 48,000 ล้านบาท

 

 

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าแชตแอปฯ ของ LINE เป็นบริการที่ใช้ฟรี ไม่เสียค่าดาวน์โหลด ฉะนั้นรายได้เกือบทั้งหมดของ LINE ในแต่ละปีจึงมาจากโมเดลธุรกิจข้างเคียง โดยเฉพาะรายได้จากการขายสติกเกอร์, เกม, ดิสเพลย์โฆษณา ตลอดจนการให้บริการโซลูชันกับภาคธุรกิจและองค์กรต่างๆ

 

ประเด็นก็คือยอดผู้ใช้งานแชตแอปฯ ของ LINE เริ่มนิ่งมาสักระยะแล้ว (เพราะยอดผู้ใช้งาน ณ วันนี้ก็สูงมากๆ อยู่แล้ว) ฉะนั้นวิธีที่จะเพิ่มโอกาสทางรายได้และกระตุ้นความคึกคักของตัวเลขผู้ใช้งานก็คือการเปิดบริการใหม่ผ่านกลยุทธ์การ Redesign

 

กิมมิกประจำงานประชุม LINE Conference 2018 ปีนี้คือ ‘Redesign’ หรือการหยิบจับบริการเดิมๆ ที่มีอยู่มาทุบส่วนที่อาจจะไม่ตอบโจทย์ทิ้ง แล้วต่อเติมขยายขอบเขตฟังก์ชันการทำงานโดยรวมที่เป็นประโยชน์ให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยมีข้อบังคับว่าโปรดักต์ทั้งหมดจะต้องช่วยให้ผู้บริโภคมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ติดต่อสื่อสารถึงกันได้โดยไร้ข้อจำกัด

เราจึงได้เห็น LINE เปิดโปรดักต์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการชูตัวเองขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นในตลาดผู้ให้บริการทางการเงิน (Financial Service) เช่น การลุย FinTech ผ่านเทคโนโลยี Blockchain, การทำสกุลเงินดิจิทัลของตัวเองในชื่อ ‘LINE Token Economy’ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ LINE กลุ่ม UGC (User Generated Content) ตื่นตัวกันมากขึ้น นัยว่าเป็นของรางวัลตอบแทนผู้ใช้ LINE ไปในตัว

 

เช่นเดียวกับบริการผู้ช่วยทางการเงินส่วนตัวแบบครบวงจร ‘LINE Kakeibo’ เพื่อเป็นเครื่องมือให้ผู้ใช้วางแผนการเงินแบบเรียลไทม์ในแต่ละวัน พร้อมให้คำแนะนำการลงทุน การบริหารสินทรัพย์และการซื้อประกันภัย

 

โปรเจกต์ส่วนใหญ่ทั้งหมดนี้ยังเป็นแค่ภาพร่างเท่านั้น และมีแพลนว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอนาคตข้างหน้า ซึ่งเราคงจะได้เห็นรายละเอียดที่ชัดเจนขึ้นในเร็วๆ นี้

 

แต่ที่ไม่ต้องรอคือ BitBox บริการแลกเปลี่ยนเงินสกุลคริปโตฯ ที่จะนำร่องให้บริการทั่วโลกช่วงเดือนกรกฎาคม (ยกเว้นสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น) ใน 15 ภาษา (ยกเว้นภาษาไทยและญี่ปุ่น) เนื่องจากวิสัยทัศน์ของ ทาเคชิ อิเดซาวะ (Takeshi Idezawa) ประธานกรรมการบริหาร LINE คอร์ปอเรชัน มองว่าทิศทางของโลกหมุนมาทางเงินคริปโตฯ แล้ว

 

ขณะเดียวกัน LINE ก็ยังตั้งเป้าจะพา LINE PAY กระเป๋าเงินออนไลน์ของพวกเขาให้ได้รับความนิยมในระดับเดียวกันกับ Alipay ของอาลีบาบาในประเทศจีน พร้อมพาญี่ปุ่นติดปีกไปสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบ

 

กลยุทธ์ง่ายๆ ที่จะจูงใจผู้บริโภคและผู้ประกอบการให้หันมาใช้ LINE PAY จ่ายเงินชำระบริการและซื้อสินค้าโดยไม่ต้องพกเงินสด โดยตั้งเป้าเพิ่มยอดผู้ใช้หลัก 1 ล้านรายให้ได้ภายในปีนี้คือการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ผู้ให้บริการบัตรเครดิต JCB พร้อมออกแคมเปญจูงใจฝั่งผู้ใช้ด้วยการให้ Cash Back เป็น LINE Points คืน 3% ต่อทุกๆ การทำธุรกรรมผ่าน QR Barcode นาน 1 ปี พร้อมเพิ่มช่องทางรับชำระเป็น Pay Card, QR Barcode และ NFC

 

ส่วนฝั่งผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก รวมไปถึงแบรนด์ยักษ์ใหญ่ก็จะได้รับสิทธิ์ติดตั้งระบบรับชำระธุรกรรมฟรี แถมไม่เก็บค่าธรรมเนียมนาน 3 ปีเต็ม

 

 

ทาเคชิ อิเดซาวะ เล่าถึงเบื้องหลังกลยุทธ์นี้ว่า “ปัจจุบันรายรับของ LINE อยู่ที่ประมาณ 160,000 ล้านเยน ช่องทางรายได้ทั้งหมดมาจากโฆษณา ธุรกิจเกม และสติกเกอร์ เราเชื่อว่าธุรกิจทางการเงินเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่จะช่วยให้เรามุ่งไปข้างหน้า และ LINE ก็จะเคลื่อนไปเจาะตลาดเพย์เมนต์มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราได้ผู้ใช้หน้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมา

 

“เราอยากเปลี่ยนวิธีการทำธุรกรรมของสมาร์ทโฟน และจะไม่ใช้โมเดลการทำรายได้แบบเดียวกันกับบัตรเครดิตที่หักค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรม แต่จะใช้วิธีการเพิ่มรายได้จากช่องทางการโฆษณาแทน”

 

สำหรับ BitBox ผู้บริหาร LINE มองไปไกลถึงขนาดที่ว่าจะทำให้แพลตฟอร์มนี้กลายเป็นหนึ่งศูนย์กลางลำดับต้นๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาการทำธุรกรรมเงินสกุลดิจิทัลสำหรับผู้ใช้ในตลาดเอเชีย (อ่านรายละเอียดบทสรุปบริการอื่นๆ ที่เปิดตัวจากงาน LC18 ได้ที่นี่ thestandard.co/line-conference-2018/)

 

 

ลำโพงผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ Clova หรือ LINE จะผลิตสินค้าเทคฯ ขายเอง?

สำหรับผู้ใช้งาน LINE ในประเทศไทย เราอาจจะไม่คุ้นเคยกับ Clova ลำโพงผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์สักเท่าไร เพราะยังไม่มีสินค้าชนิดนี้วางจำหน่ายในไทย แต่ถ้าจะให้นิยามแบบตรงไปตรงมา เจ้า Clova คือสินค้ายอดนิยมและ Physical Product ที่ LINE ภูมิใจนำเสนอ

 

LINE เปิดตัว Clova ครั้งแรกในเดือนตุลาคม ปี 2017 ที่ผ่านมา แต่ยังรองรับการใช้งานได้ใน 2 ภาษาเท่านั้นคือญี่ปุ่นและเกาหลี โดยชูจุดเด่นของการเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่มีรูปลักษ์ทางภายภาพที่เป็นมิตร นำคาแรกเตอร์ LINE Friends ทั้ง หมี Brown และเจ้าไก่ Sally มาห่อหุ้มเพื่อให้เข้าถึงกับผู้ใช้ได้หลากหลาย

 

กลายเป็นว่าแนวคิดนี้ประสบความสำเร็จและโดนใจผู้บริโภคเข้าอย่างจัง โดยข้อมูลที่น่าสนใจชี้ว่ามันมียอดการเติบโตของกลุ่มผู้ใช้เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าตัวตั้งแต่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ที่สำคัญกลุ่มผู้ใช้หลักยังเป็นผู้หญิงและผู้สูงอายุ!

 

หลักๆ ในปีนี้กลยุทธ์การพัฒนา Clova ของ LINE คือปรับปรุงให้มันฉลาดขึ้น ประมวลผลและทำงานได้รวดเร็วกว่าเดิม ทั้งยังร่วมงานกับพาร์ตเนอร์เจ้าของลิขสิทธิ์คาแรกเตอร์ยอดนิยมในระดับโลก เช่น Clova ลายโดราเอมอนหรือมินเนียน เป็นต้น

 

อีกแนวทางที่น่าสนใจคือการไปจับมือกับค่ายผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศอย่าง Toyota เพื่อบรรจุ Clova ลงไปเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะส่วนตัวที่จะติดตามคุณไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ใช่จับเจ่าอยู่แค่ในบ้านอีกต่อไป

 

ในฐานะที่เป็นหัวเรือใหญ่ประจำฝ่ายกลยุทธ์การตลาด จุนเชื่อว่าหลังจากหมดยุคความนิยมสมาร์ทโฟน (Post Smartphone Era) ที่ผู้คนจะไม่ได้จดจ่ออยู่กับแค่กับหน้าจอโทรศัพท์ รูดหน้านิวส์ฟีดขึ้นลงอีกต่อไป ลำโพงอัจริยะจะเข้ามามีบทบาทกับไลฟ์สไตล์และชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้นอย่างน่าสนใจ

 

เมื่อเรายกมือถามว่าจุนมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ LINE จะพาตัวเองไปเจาะตลาดผลิตสินค้าเทคฯ จำหน่ายมากขึ้นในอนาคต เนื่องจาก LINE ก็ย้ำมาตลอดว่าพวกเขาไม่ใช่แค่บริษัทแชตแอปพลิเคชันอีกต่อไป เขาตอบกลับเราแบบกว้างๆ ว่า เป็นไปได้แน่นอน

 

“ปัจจุบัน Clova ​ยังให้บริการในภาษาญี่ปุ่นหรือเกาหลีเท่านั้น แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันที่เราจะทำให้ Clova รองรับการให้บริการในประเทศอื่นๆ หรือพัฒนาสินค้าอื่นๆ ที่ต่างออกไปนอกเหนือจากผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ ลำโพงอัจฉริยะ เพราะเราก็มีวัตถุดิบที่ดีอย่าง LINE Friends”

 

ถึงภาพรวมของ LINE ในวันนี้จะมุ่งไปในทิศทางการเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาด Financial Service และ AI อย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่ LINE คอร์ปอเรชันยังยึดถือเช่นเดิมคือ กลยุทธ์การทำตลาดแบบ Hyper Localization มุ่งเปิดบริการใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ แบบอินไซต์

 

ผู้บริหาร LINE คอร์ปอเรชันบอกกับเราว่า คีย์เวิร์ดของ LINE คือการทำบริการให้เป็นมิตรกับผู้ใช้กลุ่มครอบครัวมากขึ้น ขยายบริการให้หลากหลาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะตอบโจทย์คำว่า ‘รีดีไซน์’ ได้เป็นอย่างดี

 

“LINE มีศักยภาพทางการเติบโตมากๆ ใน 4 ประเทศหลัก โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่นและไทย แต่กลับกันในประเทศอื่นๆ อุปสรรคยังค่อนข้างสูงอยู่ ฉะนั้นเราจึงจะปรับรูปแบบบริการของเราให้เข้ากับผู้ใช้งานท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ เพราะเราเชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้จะทำให้ธุรกิจมีความทันสมัยและก้าวทันความเปลี่ยนแปลงในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

 

รีดีไซน์ในที่นี้ของ LINE จึงไม่ใช่แค่การปรับเปลี่ยนบริการให้น่าสนใจและหลากหลายกว่าเดิมเท่านั้น หากแต่ยังเป็นการปรับมุมคิด ขยายขอบเขตของวิสัยทัศน์การมองตลาดเทคโนโลยีระดับโลกให้กว้างไกลขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้สำคัญมากสำหรับองค์กรเทคฯ ทุกแห่งเพราะจะช่วยให้พวกเขาก้าวทันโลกาภิวัตน์และเดินทันโลกที่กำลังหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

The post ผ่ากลยุทธ์ Redesign ของ LINE เมื่อบริษัทเทคฯ จากญี่ปุ่นไม่มองตัวเองเป็นแค่แชตแอปฯ อีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/line-conference-2018-redesign/feed/ 0
LINE ปล่อยหมัดเด็ดลุย FinTech และ AI สรุปงาน LINE Conference 2018 https://thestandard.co/line-conference-2018/ https://thestandard.co/line-conference-2018/#respond Fri, 29 Jun 2018 02:07:39 +0000 https://thestandard.co/?p=102164

ทุกๆ ปีบริษัทเทคฯ ทั่วโลกจะจัดงานประชุมประจำปีเพื่ออัปเ […]

The post LINE ปล่อยหมัดเด็ดลุย FinTech และ AI สรุปงาน LINE Conference 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุกๆ ปีบริษัทเทคฯ ทั่วโลกจะจัดงานประชุมประจำปีเพื่ออัปเดตภาพรวมทิศทางธุรกิจ ความสำเร็จและหมุดหมายที่ปักไว้ในรอบปีที่ผ่านมา ตลอดจนแผนการเติบโตและเส้นทางที่บริษัทจะก้าวเดินต่อไป เช่นเดียวกันกับ LINE แชตแอปพลิเคชันยอดนิยมอันดับ 1 ของคนไทยที่จัดงาน LINE Conference ติดต่อกันเป็นปีที่ 6 แล้ว

 

ปีนี้ LC18 (LINE Conference 2018) จัดกันที่ Maihama Amphitheater ในคอนเซปต์ ‘Redesign’ ออกแบบบริการเดิมๆ ให้ดีขึ้นและใกล้ชิดกับผู้ใช้มากกว่าที่เคย ความพิเศษของงานปีนี้คือมีตัวแทนผู้บริหาร LINE ประเทศไทยและไต้หวันขึ้นมาอัปเดตภาพรวมบนเวทีเป็นครั้งแรก

 

 

เมื่อแก่นหลักของงานอยู่ที่การ Redesign ข้อมูลที่เราได้รับจากผู้บรรยายแต่ละท่านจึงมีทั้งแผนการปรับบริการและโปรดักส์เดิมๆ ให้น่าสนใจมากขึ้น และเป็นการขยายบริการให้รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคในวันข้างหน้า

 

โดยเฉพาะการพาตัวเองออกไปลุยตลาด FinTech ผ่านเทคโนโลยี Blockchain ที่เรียกเสียงฮือฮาและกลายเป็นพระเอกของงานได้แบบไร้ข้อโต้แย้ง ส่วนกลยุทธ์อื่นๆ จะน่าสนใจแค่ไหน THE STANDARD ได้สรุป 6 ประเด็นสำคัญและหมัดเด็ดของ LINE ที่เผยในงานประชุมปีนี้มาไว้ให้แล้ว

 

 

1. ลุย FinTech และบริการทางการเงินแบบครบวงจรเต็มตัว!

วิสัยทัศน์ของงาน LC ปีที่แล้วคือ Closing the Distance ลดช่องว่างระหว่างผู้ใช้และทุกภาคส่วนในระบบนิเวศเข้าด้วยกัน ซึ่ง ทาเคชิ อิเดซาวา (Takeshi Idezawa) ประธานกรรมการบริหาร LINE คอร์ปอเรชันบอกว่ากลยุทธ์นี้จะอยู่กับ LINE ไปอีก 5 ปีต่อจากนี้

 

“ไม่กี่วันที่ผ่านมา เราเพิ่งฉลองวันเกิดครบรอบ 7 ปีของ LINE ไป ซึ่งทีมงานของ LINE ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่ทำให้บริการของเราประสบความสำเร็จ LINE เกิดขึ้นครั้งแรกเพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าถึงกันและเสริมสร้างความสัมพันธ์ของพวกเขา (เกิดในปี 2011 ช่วงแผ่นดินไหวในประเทศ) และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลดช่องว่าง ไม่ใช่แค่ระหว่างผู้ใช้ด้วยกันเท่านั้น แต่รวมถึงแบรนด์กับผู้ใช้ด้วย”

 

ส่วนปีนี้การรีดีไซน์คือหัวใจสำคัญที่ LINE จะมุ่งพัฒนาตอบโจทย์ความต้องการ เติมเต็มความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้บริโภค โดยเฉพาะด้านการเงินและปัญญาประดิษฐ์​ (AI)

 

ทาเคชิพูดในเชิงภาพรวมว่าอินเทอร์เน็ตเข้ามาทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย และตอนนี้กระบวนทัศน์ของอินเทอร์เน็ตก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ตัวอย่างเช่น การเกิดนวัตกรรมอย่าง Blockchain และ Crypto Currency (สกุลเงินดิจิทัล)

 

 

LINE ญี่ปุ่นจึงเลือกเปิดตัว ‘LINE Token Economy’ หน่วยเงินบนแพลตฟอร์มในรูปแบบเงินรางวัลสำหรับรีวิวบริการต่างๆ ตอบแทนผู้ใช้กลุ่ม UGC (User Generated Content) และเชื่อว่าจะช่วยติดสปีดให้บริการในระบบนิเวศของ LINE โตได้เร็ว และมีบริการใหม่ๆ เกิดขึ้นตามมาอีกมาก

 

เสริมทัพด้วย Bitbox บริการแลกเปลี่ยนเงินสกุลคริปโตฯ ที่จะนำร่องให้บริการทั่วโลกช่วงเดือนกรกฎาคม ยกเว้นสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นใน 15 ภาษา (ยกเว้นภาษาไทยและญี่ปุ่น) มีหน่วยเงินให้แลกเปลี่ยนกว่า 30 สกุลทั้ง Bitcoin, Ethereum, Bitcoin Cash และ Litecoin เป็นต้น

 

 

เท่านั้นยังไม่พอ LINE ยังเล่นใหญ่พร้อมให้บริการผู้ช่วยการเงินส่วนตัวแบบครบวงจร ‘LINE Kakeibo’ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวางแผนการเงินแบบเรียลไทม์ในแต่ละวัน ให้คำแนะนำการลงทุน การบริหารสินทรัพย์และการซื้อประกันภัย (เชื่อมต่อ LINE Pay เข้ากับระบบธุรกรรมอื่นๆ เช่น ธุรกรรมออนไลน์และบัตรเครดิต) แน่นอนว่าบริการทั้งหมดจะนำร่องที่ญี่ปุ่นเป็นแห่งแรกก่อน ยกเว้น Bitbox

 

ซีอีโอ LINE ประเทศญี่ปุ่นยังบอกอีกด้วยว่าแผนการของบริษัทตอนนี้คือการเคลื่อนฐานมามุ่ง FinTech และ Blockchain เป็นหลัก พร้อมเปิดตัวศูนย์วิจัยและพัฒนา LINE Blockchain Lab เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนเต็มรูปแบบ

 

 

2. ดัน LINE Pay เป็นกุญแจพาญี่ปุ่นสู่ Cashless Society

เพื่อผลักดันให้ญี่ปุ่นเป็นสังคมไร้เงินสดแบบ 100% ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของประเทศ LINE จึงหวังใช้ LINE Pay หรืออีวอลเล็ตร่วมเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญมุ่งไปยังเป้าหมายนั้น

 

แผนการของ LINE Pay คือปฏิวัติการทำธุรกรรมผ่านการจับมือกับพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจท่ีหลากหลายเพื่อเพิ่มช่องทางรับชำระเงิน LINE Pay ให้ได้มากกว่า 1 ล้านแห่งครอบคลุมตั้งแต่ผู้ประกอบการธุรกิจระดับเล็ก กลาง ยันแบรนด์ใหญ่ใน 3 ช่องทาง  Pay Card, QR Barcode และน้องใหม่ NFC

 

 

สาเหตุที่ LINE เชื่อว่าเป้าหมาย 1 ล้านแห่งไม่ใช่เรื่องยากเป็นเพราะได้รับความร่วมมือจากพาร์ตเนอร์ที่แข็งแกร่ง ทั้งผู้ให้บริการบัตรเครดิต JCB (ระบบ QUICPay) แถมยังใช้กลยุทธ์จูงใจผู้ประกอบการธุรกิจระดับกลางและเล็กด้วยการติดตั้งระบบให้ฟรี ไม่เก็บค่าธรรมเนียมธุรกรรมผ่านระบบนาน 3 ปีเต็ม!

 

ส่วนฝั่งผู้ใช้ก็ยังมีแคมเปญได้รับ LINE Points คืน 3% ต่อทุกๆ การทำธุรกรรมด้วย QR หรือ Barcode นาน 1 ปี (สิงหาคม 2018-กรกฎาคม 2019) จำกัดจำนวนธุรกรรมสูงสุดต่อเดือนไม่เกิน 100,000 เยนหรือประมาณ 30,000 บาท

 

 

3. ‘ภาพลักษณ์ที่เห็นและเสียงที่ได้ยิน’ จุดเด่นการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และลำโพงอัจริยะ Clova

LINE เริ่มพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และวางขายลำโพงอัจฉริยะ Clova สู่ท้องตลาดในชื่อ Clova Wave เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ก่อนจะค่อยๆ เปิดตัวลำโพงอัจริยะเวอร์ชันหมี Brown และเจ้าไก่ Sally ออกมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน (ใช้งานได้แค่ในเวอร์ชันภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น)

 

นับจนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านมาแค่ 8 เดือน แต่เจ้า Clova ก็ประสบความสำเร็จมาก  วัดจากยอดผู้ใช้ที่โตขึ้น 10 เท่า ที่น่าสนใจคือผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและผู้สูงวัย

 

 

3 ฟีเจอร์เด่นที่ส่งลำโพงอัจฉริยะของ LINE ครองใจผู้ใช้ในญี่ปุ่นประกอบไปด้วย – ระบบจดจำเสียงที่ชาญฉลาด (Voice Recognition), คาแรกเตอร์ ที่นำตัวละครของ LINE Friend มาเป็นรูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างน่ารักน่าชัง และสุดท้ายความสามารถในการเป็นผู้ช่วยของมัน

 

LINE จึงตั้งเป้าพัฒนาศักยภาพของ Clova จาก 3 แกนเด่นข้างต้น เช่น เพิ่มขีดความสามารถระบบการเรียนรู้เชิงลึก (Machine Learning Data) ให้ดีกว่าเดิม 2.3 เท่าตัว ปรับปรุงความแม่นยำการจำแนกเสียงและประโยคจาก 94% เป็น 95% ลดความช้าการตอบสนองคำสั่งเสียงลง 1.4 วินาที ใส่ความสามารถในการทำงานร่วมกับบริการอื่นๆ ของ LINE เช่น LINE Digest News, LINE Music เป็นต้น

 

 

จุน มาสึดะ (Jun Masuda) ประธานกรรมการบริหารฝ่ายกลยุทธ์การตลาด LINE คอร์ปอเรชัน บอกว่า “เพราะปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้คนมากขึ้น การทำคาแรกเตอร์ของผู้ช่วย AI ให้น่ารักและเข้าถึงได้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ”

 

นอกจาก Clova Brown, Sally และ Doraemon ก็จะเพิ่มคาแรกเตอร์ขวัญใจคนญี่ปุ่น ‘มินเนียน’ เพิ่มมาด้วย พร้อม Clova Desk ลำโพงอัจริยะที่แสดงผลเป็นกราฟิกและเสียง แถมใช้ Vdo Call LINE หรือเช็กสภาพอากาศได้ เตรียมวางช่วงปลายปี นี่ยังไม่นับรวมการเป็นพาร์ตเนอร์กับค่ายรถยนต์ Toyota เพื่อนำบริการ Clova Auto ติดไปเป็นผู้ช่วยส่วนตัวในรถ

 

 

4. ‘LINE Music และ LINE Quick Game’ บริการที่ถูกปรับให้เข้าถึงง่าย ใช้งานได้หลากหลาย

จุนบอกว่าถึงตอนนี้สตรีมมิงมิวสิกอาจจะยังไม่เป็นที่นิยมในญี่ปุ่นมากนัก เพราะคนส่วนใหญ่ยังคงชื่นชอบการซื้อเพลงแบบดาวน์โหลดมากกว่า แต่เทรนด์ในอนาคตก็ชี้ให้เห็นแล้วว่ายังไงๆ มันก็ต้องมาแน่นอน

 

ปัจจุบัน LINE Music (ยังมีให้บริการในญี่ปุ่นที่เดียว) มียอดผู้ใช้งานแบบ Active อยู่ที่ราวๆ 9.7 ล้านราย มีเพลงในระบบกว่า 46 ล้านเพลง และกลยุทธ์สำคัญต่อจากนี้คือการเพิ่มออริจินัลคอนเทนต์จากศิลปินในแพลตฟอร์มให้มีมากขึ้น, ใส่ฟีเจอร์การฟังเพลงเป็น Backgroud Music และห้องแชตเปิดเพลง Chat room BGM

 

LINE ยังขยายขอบเขตการฟังเพลงให้เป็นประสบการณ์แบบ O2O โดยเพิ่มฟีเจอร์ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตศิลปินคนโปรดแบบออนไลน์หรือ LINE Ticket ซึ่งนอกจากคอนเสิร์ตยังมีอีเวนต์, ตั๋วชมภาพยนตร์, กีฬา ฯลฯ อีกมาก ซึ่ง LINE กำลังอยู่ในระหว่างการพูดคุยและเจรจากับพาร์ตเนอร์เจ้าต่างๆ อยู่

 

ส่วน LINE Live ที่เดิมทีมีอยู่แล้วก็จะเข้ามาช่วยลดช่องว่างและเพิ่มช่องทางให้ศิลปินสามารถพูดคุยติดต่อสื่อสารกับกลุ่มแฟนๆ ได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้นผ่านฟีเจอร์ LINE Challenge

 

 

ขณะที่ LINE Game อีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญขับเคลื่อน LINE ก็จะถูกปรับให้เข้าถึงง่ายขึ้น จากเดิมที่ผู้ใช้จะต้องไปดาวน์โหลดเกมมาเล่น ซึ่งแน่นอนว่ายุ่งยาก LINE จึงแก้เกมด้วยการทำเกมง่ายๆ ให้เล่นบนแอปฯ แชตได้เลยในชื่อ ‘LINE Quick Game’ มาในรูปแบบมินิเกมขนาดย่อ และมีเกมสุดคลาสสิก Tamagotchi ให้เลือกเล่นด้วย

 

จุนเชื่อว่าเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป อุตสาหกรรมความบันเทิงก็ต้องเปลี่ยนแปลงตาม ดังนั้นในฐานะบริษัทเทคฯ พวกเขาก็ต้องปรับตัวเพื่อให้ภาคธุรกิจบันเทิงของ LINE เติมเต็มความต้องการและชีวิตประจำวันของผู้ใช้ ซึ่งจะเป็นหนทางนำไปสู่ความแข็งแกร่งและยั่งยืน

 

 

5. อ่านข่าวออนไลน์จากความสนใจเฉพาะบุคคลด้วย LINE Digest News

LINE บอกว่าทุกวันนี้แพลตฟอร์มอ่านข่าวออนไลน์ของเขาในญี่ปุ่นอย่าง ‘LINE Digest News’ มีผู้ใช้งานมากกว่า 63 ล้านรายต่อเดือน และมีแอ็กเคานต์ผู้ผลิตข่าวมากกว่า 252 รายแล้ว

 

แต่ในวันที่มีข่าวให้เลือกอ่านบนโลกออนไลน์อยู่หลากหลาย จึงเลือกเอาเฉพาะข่าวที่น่าสนใจมาให้คุณอ่านเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าเกณฑ์ความน่านสนใจของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ระบบของ LINE Digest จึงใช้การวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อจำแนกความสนใจของผู้ใช้แต่ละราย (Deep Personalization) ผ่านข่าวหรือบทความที่ผู้ใช้แต่ละรายใช้เวลาอ่านนาน หรือเสิร์ชบ่อยที่สุด

 

เมื่อได้ข้อมูลทั้งหมดก็จะใช้หลักการของ Data Scientist มาจับคู่ข่าวที่ใช่กับคนที่ชอบ เพื่อให้คอนเทนต์เหล่านั้นเดินทางไปถึงเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์ ช่วยลบวิธีการอ่านข่าวรูปแบบเดิม

 

พร้อมกันนี้ LINE ประเทศญี่ปุ่นยังประกาศอีกด้วยว่าพวกเขาจะให้ความสำคัญกับการผลิตออริจินัลคอนเทนต์ออนไลน์ป้อนแพลตฟอร์มนี้ให้หลากหลายมากขึ้น ไม่ได้มีแค่บทความหรือข่าวอย่างเดียว แต่มีข่าวเชิงสารคดี, ภาพข่าว, ผลสำรวจ, ข่าวเชิงดรามา รวมทั้งยังเปิดรับผลงานจาก UGC ที่ส่งเข้ามาด้วย

 

 

6. เปรียบเทียบที่พักและตํ๋วเครื่องบินด้วย LINE Travel

เรียกว่าครบวงจรไลฟ​สไตล์และกิจวัตรประจำวันของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เมื่อ LINE เล็งเจาะตลาดผู้ใช้ในวงกว้าง ให้บริการเปรียบเทียบที่พัก ตั๋วเครื่องบิน รีวิวร้านอาหารเด็ด เพื่อหาดีลเด็ดที่สุดตอบโจทย์ความต้องการของทุกๆ คน

 

LINE ตั้งเป้าไว้ว่าบริการนี้จะต้องเข้ามาช่วยเสริมยอดและตัวเลขรายได้ของฝั่งธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และสายการบินให้ได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านเยนภายในปี 2019

 

นอกจาก LINE Travel ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ LINE E-Commerce ในประเทศญี่ปุ่น LINE ยังมี LINE Shopping ที่ต้องบอกว่าเป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งมากๆ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้ามาเลือกช้อปซื้อสินค้าที่ต้องโดยใช้ LINE Points ชำระสินค้าแทนเงินสด

 

 

โดยในปีนี้ LINE จะเพิ่มความสามารถและฟีเจอร์ใหม่ให้ LINE Shopping ด้วย Shopping Lens ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการจะซื้อบนแพลตฟอร์มผ่านการใช้รูปถ่ายได้ พร้อมคาดการณ์ว่ายอดขายและเงินหมุนเวียนในบริการนี้เมื่อจบปี 2018 จะต้องมีไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านเยนเช่นเดียวกับ Travel

 

แม้บริการใหม่ๆ และกลยุทธ์ส่วนใหญ่ของ LINE ที่ถูกประกาศภายในงาน LC18 ปีนี้จะเริ่มนำร่องใช้เฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่ก็มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่โปรดักส์เหล่านี้จะถูกขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงที่ไทยด้วย (ดูเกณฑ์จาก Hyper Localized หรือความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาดเป็นหลัก)

 

จุดร่วมหนึ่งที่น่าสนใจคือ Redesign ของ LINE ในปีนี้ไม่ได้วาดภาพของบริการและโปรดักส์ใหม่ๆ ที่ดูเพ้อฝัน แต่กลับยึดเอาบริการเดิมๆ ที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้วมาหาช่องโหว่เพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น และเติมเต็มความต้องการของผู้ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

ต้องมาติดตามกันต่อไปว่าถ้า LINE ติดอาวุธบนแพลตฟอร์มตัวเองครบมือขนาดนี้ พวกเขาจะสร้างความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบในแต่ละอุตสาหกรรมที่เริ่มเข้าไปจับตลาดได้มากน้อยแค่ไหน

 

โดยเฉพาะถ้าหนึ่งในบริการเหล่านี้ถูกขยายมาที่ประเทศไทยขึ้นมาเมื่อไร ผู้เล่นในเซกเมนต์นั้นๆ อาจจะต้องสะเทือนและเตรียมหากลยุทธ์แก้เกมกันยกใหญ่แน่นอน

The post LINE ปล่อยหมัดเด็ดลุย FinTech และ AI สรุปงาน LINE Conference 2018 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/line-conference-2018/feed/ 0