Lee Jae-myung Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/lee-jae-myung/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 28 May 2026 07:59:28 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สรุปดราม่า Starbucks เกาหลีใต้ ปล่อยแคมเปญ ‘วันรถถัง’ สะกิดบาดแผลประวัติศาสตร์ สังหารหมู่ควังจู https://thestandard.co/starbucks-korea-tank-day-gwangju-massacre/ Thu, 28 May 2026 07:59:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1211938 ภาพประธานกลุ่มชินเซกเย ชอง ยงจิน โค้งคำนับขอโทษต่อสาธารณชน

การทำแคมเปญการตลาดที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจกลายเป็น […]

The post สรุปดราม่า Starbucks เกาหลีใต้ ปล่อยแคมเปญ ‘วันรถถัง’ สะกิดบาดแผลประวัติศาสตร์ สังหารหมู่ควังจู appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานกลุ่มชินเซกเย ชอง ยงจิน โค้งคำนับขอโทษต่อสาธารณชน

การทำแคมเปญการตลาดที่ผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจกลายเป็นการเปิดบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของคนทั้งชาติได้ เหล่านี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Starbucks เกาหลีใต้ เมื่อแคมเปญส่งเสริมการขายกลับกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งรุนแรงระดับประเทศ

 

 
 

ความวุ่นวายทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น เมื่อ Starbucks ในเกาหลีใต้ ประกาศจัดแคมเปญโปรโมตแก้วทัมเบลอร์รุ่น Tank ภายใต้ชื่อ ‘วันรถถัง’ (Tank Day) ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2026 พร้อมสโลแกนที่มีข้อความสื่อถึงเสียงวางของบนโต๊ะดัง ‘ทัก!’ (Tak)

 

แต่แทนที่แคมเปญนี้จะช่วยกระตุ้นยอดขาย กลับสร้างความโกรธแค้นให้กับชาวเกาหลีใต้ โดยเฉพาะการเน้นย้ำคำว่า ‘รถถัง’ ในวันที่ 18 พฤษภาคม ซึ่งดันไปพ้องกับเหตุการณ์ประท้วงควังจูในปี 1980 อันเป็นโศกนาฏกรรมที่รัฐบาลเผด็จการทหารนำรถถังและกำลังพลเข้ากวาดล้างประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยจนมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

 

จากความผิดพลาดในการทำแคมเปญ สู่มหากาพย์ดราม่าที่ลุกลามจนผู้นำองค์กรต้องลุกออกมาโค้งคำนับขอโทษภายในชั่วข้ามคืน THE STANDARD สรุปมหากาพย์วิกฤตสื่อสารขององค์กร และประวัติศาสตร์บาดแผลเกาหลีใต้ไว้ที่นี่

 

ทำไมแคมเปญ Tank Day ของ Starbucks เกาหลีใต้ จึงกลายเป็นดราม่าครั้งใหญ่

 

  • ย้อนกลับไปในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา Starbucks เกาหลีใต้ ประกาศปล่อยแคมเปญพิเศษอย่าง ‘탱크데이’ 5/18 หรือ ‘วันรถถัง’ (Tank Day) ตรงกับวันที่ 18 พฤษภาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Buddy Week ตั้งแต่วันที่ 15-26 พฤษภาคม โดยเป็นการเปิดขายแก้วเซ็ตทัมเบลอร์รุ่น Tank พร้อมด้วยข้อความโปรโมตว่า 책상에 탁! หรือแปลว่า วางบนโต๊ะแล้วดัง ‘ทัก!’ สื่อถึงเสียงวางของดังๆ ตามบริบทภาษาเกาหลี

 

  • แต่ปรากฏว่า เมื่อแคมเปญดังกล่าวเผยแพร่ออกมา ผู้ใช้โซเชียลมีเดียต่างตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติหลายอย่าง โดยเฉพาะการเน้นย้ำคำว่า ‘รถถัง’ ในวันที่ 18 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองเกาหลีอย่างเหตุการณ์สังหารหมู่ควังจูปี 1980

 

  • หากท้าวความทางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ประท้วงควังจูเริ่มต้นขึ้นจากการที่นักศึกษาและประชาชนนับหมื่นคนในเมืองควังจู ออกมารวมตัวประท้วงต่อต้านการขยายอำนาจกฎอัยการศึก และการปกครองระบอบเผด็จการทหารของ ชอน ดูฮวาน นายพลเกาหลีใต้ (กลุ่มทหารขั้วใหม่ ซึ่งร่วมมือกับอดีตประธานาธิบดี โน แทอู) ในปี 1979

 

  • ก่อนหน้านั้น พัค จองฮี อดีตผู้นำเผด็จการ (บิดาของอดีตประธานาธิบดี พัค กึนฮเย) ถูกลอบสังหารจากหัวหน้าหน่วยสืบราชการลับในปีเดียวกัน ประชาชนจึงคาดหวังว่า หากพัคเสียชีวิต เกาหลีใต้จะเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากจมปักกับระบอบเผด็จการราว 2 ทศวรรษ ซึ่งช่วงเวลานี้ถูกเรียกว่า ‘Seoul Spring’

 

  • แต่การที่ชอนตัดหน้าทำรัฐประหาร ทำให้ประชาชนไม่พอใจอย่างมาก จึงมีการออกมาประท้วงใหญ่ในวันที่ 18 พฤษภาคม ทว่ารัฐบาลทหารกลับส่งหน่วยรบพิเศษเข้าปราบปราม ทำร้ายประชาชนอย่างรุนแรง ทั้งใช้กระบองทุบตี ใช้ดาบปลายปืนแทงนักศึกษาอย่างไม่เลือกหน้า ไปจนถึงการล่วงละเมิดทางเพศ

 

  • เมื่อข่าวความโหดร้ายแพร่ขยายออกไป ชาวเมืองควังจูจึงลุกฮือขึ้นจับอาวุธและบุกยึดสถานีตำรวจ จนทำให้กองทัพแตกพ่ายออกไปจากตัวเมือง รัฐบาลเผด็จการจึงแก้เกมด้วยการประกาศตัดขาดเมืองควังจู และป้ายสีประชาชนว่าเป็นกบฏคอมมิวนิสต์ที่ฝักใฝ่เกาหลีเหนือ

 

  • แม้ประชาชนจะพยายามเจรจากับรัฐบาลอย่างสันติวิธี แต่ท้ายที่สุดในวันที่ 27 พฤษภาคม กองทัพเกาหลีใต้ได้นำกำลังทหารกว่า 2 หมื่นนาย บุกเข้าสู่ใจกลางเมืองควังจู พร้อมด้วย รถถังและเฮลิคอปเตอร์เพื่อกวาดล้างประชาชนอย่างราบคาบ

 

  • ในเหตุการณ์ดังกล่าว ทางการในยุคนั้นรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตเพียง 160-200 คน แต่กลุ่มนักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน และครอบครัวผู้สูญเสียเชื่อว่า จำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจพุ่งสูงถึงหลักพันคน

 

  • แม้เหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของประชาชน แต่ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในเดือนมิถุนายนปี 1987 ถือเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลร่วมกันของคนในชาติ และถูกนำไปถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์และซีรีส์ชื่อดังมากมาย เช่น May 18 (2007), A Taxi Driver (2017), 1987: When the Day Comes (2017) และ Youth of May (2021)

 

  • อย่างไรก็ดี นอกจากประเด็นเรื่องรถถังแล้ว สโลแกนทุบโต๊ะดัง ‘ทัก!’ ของ Starbucks ยังไปตรงกับกรณีสะเทือนใจในเหตุการณ์ปี 1987 ของ พัค จงชอล นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ที่ถูกตำรวจจับกุมตัวในข้อหาสนับสนุนคอมมิวนิสต์ และเสียชีวิตระหว่างการซ้อมทรมานในสถานีตำรวจนัมยองดง

 

  • ในเวลานั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามปกปิดความผิดด้วยแถลงการณ์ที่กลายเป็นประโยคอื้อฉาวว่า “ไม่ได้ซ้อมทรมาน แค่เจ้าหน้าที่ทุบโต๊ะดัง ‘ทัก’ เด็กก็ตกใจจนหัวใจวายตายดัง ‘ตึ๊ก'” คำว่า ‘ทัก’ หรือเสียงทุบโต๊ะ จึงกลายเป็นคำแสลงที่สื่อถึงความป่าเถื่อนของรัฐบาลเผด็จการ

 

  • ยิ่งไปกว่านั้น ชาวเน็ตยังเชื่อมโยงไปถึงขนาดความจุของแก้วน้ำ 503 มิลลิลิตรว่า ตรงกับหมายเลขประจำตัวนักโทษอดีตประธานาธิบดี พัค กึนฮเย ลูกสาวของอดีตผู้นำเผด็จการอีกด้วย

 

คำชี้แจงจาก Starbucks

 

  • ในวันที่ 18 พฤษภาคม Starbucks เกาหลีใต้ได้โพสต์ข้อความขอโทษต่อสาธารณชน พร้อมระงับกิจกรรมดังกล่าวทันที เช่นเดียวกับสำนักงานใหญ่ Starbucks ในสหรัฐอเมริกาก็ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษ โดยยอมรับว่า “แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดขึ้นเลย ทางบริษัทตระหนักถึงความเจ็บปวดและความขุ่นเคืองใจที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะต่อผู้ที่ร่วมรำลึกถึงผู้สูญเสีย ครอบครัวของเหยื่อ และผู้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย”

 

  • ด้านสื่อท้องถิ่น The Korea Herald รายงานผลการสืบสวนภายในของ กลุ่มชินเซกเย (Shinsegae Group) บริษัทแม่พบว่า แคมเปญนี้ถูกวางแผนโดยทีมพาณิชย์ที่เป็นพนักงานหญิงวัย 20-30 ปี จำนวน 5 คน เดิมทีแคมเปญนี้มีกำหนดปล่อยในเดือนมิถุนายน แต่ถูกเลื่อนมาเป็นเดือนพฤษภาคมเพื่ออุดช่องโหว่ยอดขาย โดยเลือกวันที่ 18 พฤษภาคม เพียงเพราะตรงกับวันจันทร์

 

  • ส่วนคำว่า ‘Tank’ เป็นชื่อรุ่นแก้วทัมเบลอร์ที่มีอยู่แล้วของ Starbucks ที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการในสำนักงานใหญ่ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยพนักงานทั้ง 5 คนชี้แจงว่า ตอนตั้งชื่อแคมเปญเหล่านี้นึกถึงเพียงแค่ ‘แท็งก์เก็บน้ำ’ ไม่ใช่รถถังทางการทหาร และเพิ่งทราบเรื่องความจุแก้วที่ไปตรงกับเลขนักโทษภายหลัง

 

  • ทางกลุ่มชินเซเกยืนยันว่า พนักงานกลุ่มนี้ไม่ใช่กลุ่มขวาจัด เนื่องจากไม่พบหลักฐานการเข้าถึงเว็บไซต์ทางการเมืองสุดโต่งอย่าง Ilbe และพนักงานทุกคนต่างตกใจกับกระแสตอบรับ

 

  • มีการแชทคุยกันในระบบภายในว่า “คำนี้มันผิดตรงไหน” และ “เกิดอะไรขึ้น” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาวะขาดความตระหนักรู้ทางประวัติศาสตร์อย่างรุนแรง รวมถึงระบบการตรวจสอบภายในที่พังทลายจนปล่อยให้ผ่านกระบวนการอนุมัติมาได้

 

ปฏิกิริยาของชาวเกาหลีใต้

 

  • กระแสตอบรับของชาวเกาหลีใต้แตกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน โดยกลุ่มเสรีนิยม และประชาชนทั่วไปแห่คว่ำบาตร Starbucks เช่น มีการโพสต์รูปภาพและวิดีโอทำลายสินค้า ทุบแก้วมัค หรือแชร์เคล็ดลับวิธีขอเงินคืนจากบัตรเติมเงิน

 

  • นอกจากนี้ ยังมีการแชร์ภาพถ่ายร้าน Starbucks ที่ว่างเปล่าในเมืองควังจู ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ โดยผู้ใช้บางคนแสดงความคิดเห็นว่า “ท่าทีแบบนี้ควรเกิดขึ้นในทุกๆ ที่ของประเทศ”

 

  • ขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้ออกมาสนับสนุนการคว่ำบาตร Starbucks โดยประธานาธิบดี อีแจมยองออกมาโพสต์ข้อความบน X ว่า อีเวนต์ของ Starbucks เป็นการดูหมิ่นวีรชนและชาวเมืองควังจู มีกี่ชีวิตที่ต้องสูญเสียอย่างไม่เป็นธรรม พร้อมตั้งคำถามไปยัง Starbucks ว่า เคียดแค้นฝังใจอะไร ทำไมจึงก่อเหตุเช่นนั้น

 

  • อีแจมยองโพสต์ว่า “ผมรู้สึกโกรธแค้นต่อพฤติกรรมอันไร้มนุษยธรรมและเสื่อมทรามของพวกพ่อค้าหน้าเลือด ที่ปฏิเสธคุณค่าของสังคมเกาหลีใต้ สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และคุณค่าแห่งประชาธิปไตย” ก่อนจะทิ้งท้ายว่า Starbucks ได้ขอโทษครอบครัวผู้สูญเสียและเหยื่อจากเหตุการณ์ 5.18 หรือไม่

 

  • ผลกระทบดังกล่าวตกกับกลุ่มชินเซกเย โดยผู้ใช้โซเชียลบางกลุ่มได้แชร์รายชื่อแบรนด์ในเครือสินค้าได้แก่ Starfield, No Brand Burger รวมถึงห้างสรรพสินค้าชินเซกเย

 

  • ส่วนฝ่ายขวา (ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดียุนซอกยอล) ออกมาสนับสนุน Starbucks โดยสร้างวิดีโอจาก AI ใช้รูปภาพชอนดื่มน้ำจากแก้วทัมเบลอร์รุ่น Tank พร้อมกล่าวว่า รสชาติดีเยี่ยม

 

  • บางคนโพสต์รูปชอนชูแก้วสตาร์บัคส์ พร้อมข้อความ “วันดีๆ ที่สตาร์บัคส์” พร้อมเขียนข้อความโจมตีกลุ่มคอมมิวนิสต์ หรือกล่าวว่า เขาจะสนับสนุน Starbucks ด้วยการซื้อแซนด์วิช

 

  • ในอีกกรณีหนึ่งที่เป็นที่จับตามอง แอ็กเคานต์พรรคพลังประชาชน (People Power Party: PPP) ในเขตจังหวัดชุงชองเหนือ ซึ่งพรรคฝ่ายค้าน และพรรคของยุนซอกยอล โพสต์บน Threads ว่า “พรุ่งนี้ฉันควรแวะไป Starbucks ก่อนไปทำงานนะ”

 

คำขอโทษจากประธานชินเซกเยและข้อกล่าวหา

 

  • ชอง ยงจิน ประธานกลุ่มชินเซกเย ได้สั่งปลด ซน จองฮยอน ซีอีโอของ Starbucks เกาหลีใต้ รวมถึงผู้บริหารที่ดูแลแคมเปญดังกล่าว พร้อมออกมาโค้งขอโทษต่อหน้าสื่อมวลชน

 

  • ชองยอมรับความผิดทั้งหมดและเรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า ไม่ควรเกิดขึ้นและไม่อาจยอมรับได้ พร้อมให้คำมั่นว่า จะดำเนินการปฏิรูปทั่วทั้งเครือบริษัท โดยเขาขอให้ประชาชนมองพนักงานของ Starbucks ด้วยสายตาที่อบอุ่น เพราะพวกเขาเป็นเพียงคนทำงานที่ตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองตั้งแต่เช้าจนดึกดื่น

 

  • เขายืนยันว่า ความรับผิดชอบทั้งหมดตกอยู่กับองค์กรและฝ่ายบริหารของบริษัท ซึ่งรวมถึงตัวของเขาด้วย พร้อมยืนยันว่า ต่อจากนี้ พนักงานทุกคนและเขาจะเรียนรู้ทัศนคติที่อ่อนน้อมถ่อมตน และจะทำงานให้หนักขึ้น พร้อมทบทวนระบบภายในและการบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งใหม่หมด

 

  • อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดความเชื่อมโยงกับท่าทีทางการเมืองของชองในอดีต โดยในปี 2022 เขาเคยโพสต์ข้อความว่า “ฉันเกลียดคอมมิวนิสต์” พร้อมติดแฮชแท็ก “ทำลายล้างคอมมิวนิสต์” ซึ่งเป็นวาทกรรมของกลุ่มขวาจัดเกาหลีใต้ที่พยายามแพร่ข้อความบิดเบือนว่า ชาวควังจูเป็นผู้ฝักใฝ่เกาหลีเหนือ

 

  • นอกจากนี้ ในปี 2023 ชองได้ส่งข้อความแสดงความยินดีไปยังองค์กร Build Up Korea ซึ่งเป็นองค์กรขวาจัด และคล้ายคลึงกับขบวนการ MAGA ในสหรัฐฯ อย่าง Turning Point USA ซึ่ง Starbucks ได้ไปให้บริการกาแฟฟรีในงานขององค์กรนี้ด้วย

 

  • นอกจากนี้ ชองยังสนิทสนมกับครอบครัวของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ จูเนียร์ บุตรชายคนโตของประธานาธิบดีทรัมป์ เคยพา เบตตินา แอนเดอร์สัน ภรรยา มาร่วมงานคอนเสิร์ตเปิดตัวอัลบั้มแรกของ ฮัน จีฮี ภรรยาของชองที่กรุงโซลอีกด้วย

 

ภาพ: YONHAP NEWS AGENCY via Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post สรุปดราม่า Starbucks เกาหลีใต้ ปล่อยแคมเปญ ‘วันรถถัง’ สะกิดบาดแผลประวัติศาสตร์ สังหารหมู่ควังจู appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีใต้ เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความมั่งคั่งบริษัท https://thestandard.co/south-korea-ai-wealth-distribution/ Mon, 25 May 2026 01:38:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1210531 ภาพพื้นหลังแสดงแผงวงจรเซมิคอนดักเตอร์และชิปคอมพิวเตอร์ที่มีแสงประกาย

รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ประเทศจำเป็นต้องกระจายความมั่ […]

The post เกาหลีใต้ เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความมั่งคั่งบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพื้นหลังแสดงแผงวงจรเซมิคอนดักเตอร์และชิปคอมพิวเตอร์ที่มีแสงประกาย

รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ประเทศจำเป็นต้องกระจายความมั่งคั่งที่เกิดจาก AI ไปสู่ประชาชนในวงกว้าง ท่ามกลางความตึงเครียด จากสถานการณ์นัดหยุดงาน ของสหภาพแรงงาน 18 วัน เพื่อประท้วงการจัดสรรผลประโยชน์โบนัสที่ไม่เป็นธรรม ต่อบริษัท Samsung Electronics ในขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง จากอานิสงส์กระแส AI และหุ้นกลุ่มชิป

 

Bae Kyung-hoon (แบ คยอง-ฮุน) รองนายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ในยุค AI สังคมกำลังตั้งคำถามถึงการกระจายความมั่งคั่ง จากบริษัทเทคโนโลยีสู่ประชาชน รวมถึงความเสี่ยงที่ AI อาจซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ และนำไปสู่การสูญเสียตำแหน่งงาน

 

“ความขัดแย้งระหว่างแรงงานและฝ่ายบริหารที่เกิดขึ้นล่าสุด ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มดังกล่าว”

 

โดยอ้างถึงกรณีสหภาพแรงงานนัดหยุดงานประท้วง Samsung Electronics เพราะการเจรจาผลประโยชน์โบนัสไม่ลงตัว ซึ่งเดิมทีมีแผนหยุดงานเป็นเวลา 18 วัน แต่หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย และบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ทำให้สหภาพแรงงานระงับแผนหยุดงานชั่วคราว เพื่อรอให้สมาชิกลงคะแนนเสียง ข้อตกลงใหม่ ระหว่างวันที่ 23-27 พฤษภาคม

 

ก่อนหน้านี้สหภาพฯ เรียกร้องให้ซัมซุงยกเลิกเพดานโบนัสที่ 50% ของเงินเดือนทั้งปี และจัดสรรกำไร 15% จากการดำเนินงานตลอดทั้งปีให้เป็นกองทุนโบนัส สำหรับแจกจ่ายให้กับพนักงาน

 

“ความขัดแย้งลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยุค AI จะทำให้บริษัทขนาดใหญ่เกิดขึ้นมากมาย และอาจนำมาซึ่งความขัดแย้ง ด้านแรงงานที่มากขึ้นตามไปด้วย จึงต้องอาศัยการเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างเหมาะสม”

 

เขายังยกตัวอย่างบริษัท Hyundai Motor ที่กำลังเผชิญความกังวลจากการนำหุ่นยนต์ Atlas ของ Boston Dynamics มาใช้ในกระบวนการผลิต

 

เขามองว่า เกาหลีใต้ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่งคั่งจาก AI ควบคู่ไปกับการหาแนวทางกระจายความมั่งคั่งเหล่านี้ให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมในภาพรวม

 

“ผลประโยชน์จาก AI ต้องตกถึงประชาชนด้วย” เขากล่าว พร้อมระบุว่า รัฐบาลกำลังมุ่งสร้าง ‘AI Exclusive Society’ ที่ทุกคนจะมีส่วนร่วมใน AI โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

 

การที่รัฐบาลออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการกระจายความมั่ง AI สู่ประชาชน ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจาก Kim Yeong Beom (คิม ยง บอม) หัวหน้าฝ่ายนโยบายประจำทำเนียบประธานาธิบดี (Chief Presidential Secretary for Policy) ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี อี แจ-มยอง เสนอข้อคิดเห็นผ่าน Facebook ส่วนตัว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมว่า รัฐบาลควรเก็บภาษีลาภลอย (Windfall tax) จากกำไรส่วนเกินในอุตสาหกรรม AI เพื่อนำไปจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับประชาชน ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมเป็นวงกว้าง และส่งผลให้ดัชนี KOSPI ดิ่งลงทันทีถึง 5.1% เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าจะมีการจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่

 

ต่อมาสถานการณ์ได้คลี่คลายลง เมื่อประธานาธิบดี อี แจมยอง ออกมาชี้แจงภายหลัง ว่า แนวคิดนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่วาระหารืออย่างเป็นทางการของรัฐบาล

 

ทั้งนี้นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน หุ้น Samsung ปรับตัวขึ้นเกือบ 144% ขณะที่ SK Hynix พุ่งขึ้นเกือบ 200% ส่วนดัชนี KOSPI เพิ่มขึ้นมากกว่า 86% ในปี 2569 โดยปรับขึ้นสูงกว่า ระดับ 75% ในปีก่อนหน้า

 

เมื่อถูกถามว่า การที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ตัว ถือเป็นจุดอ่อนหรือไม่ แบ คยอง-ฮุน ให้ความเห็นว่า แม้บริษัททั้งสองแห่ง (Samsung และ SK Hynix) จะมีจุดแข็งเฉพาะตัว แต่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ มีระบบนิเวศ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทมากมาย นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังพยายามสร้างความได้เปรียบ ในการแข่งขันด้าน “Physical AI” หรือ AI ที่ฝังอยู่ในเครื่องจักร หุ่นยนต์ ยานยนต์ และระบบอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถรับรู้ วิเคราะห์ และทำงานในโลกจริงได้

 

“เซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ถือเป็นรากฐานสำคัญ และเกาหลีใต้กำลังต่อยอดไปสู่ระบบนิเวศ AI แบบครบวงจร ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการที่เกี่ยวข้อง” เขากล่าว

 

ภาพ: Shutterstock AI

 

อ้างอิง:

The post เกาหลีใต้ เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความมั่งคั่งบริษัท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีใต้จ่อบังคับประชาชนสลับวันใช้รถครั้งแรกใน 35 ปี หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์ เซ่นพิษสงครามอิสราเอล-อิหร่าน https://thestandard.co/south-korea-driving-curbs-oil-war/ Mon, 30 Mar 2026 11:22:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1192828 ภาพการจราจรในเกาหลีใต้ สะท้อนสถานการณ์การพิจารณามาตรการจำกัดการใช้รถ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีใต้เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจ […]

The post เกาหลีใต้จ่อบังคับประชาชนสลับวันใช้รถครั้งแรกใน 35 ปี หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์ เซ่นพิษสงครามอิสราเอล-อิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการจราจรในเกาหลีใต้ สะท้อนสถานการณ์การพิจารณามาตรการจำกัดการใช้รถ

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกาหลีใต้เปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาขยายมาตรการจำกัดการขับขี่รถยนต์ให้ครอบคลุมถึงประชาชนทั่วไป หากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมความต้องการใช้พลังงาน ท่ามกลางภาวะตึงตัวของอุปทานซึ่งเป็นผลพวงมาจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิสราเอลและอิหร่าน

 

 
 

คู ยุนชอล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า รัฐบาลอาจขยายการจำกัดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลให้ครอบคลุมนอกเหนือจากหน่วยงานของรัฐ มาตรการดังกล่าวจะเกิดขึ้นหากราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานไปแตะระดับ 120 ถึง 130 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.94 ถึง 4.27 พันบาท) ต่อบาร์เรล จากระดับปัจจุบันที่ 100 ถึง 110 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.28 ถึง 3.61 พันบาท)

 

หากมีการขยายผลบังคับใช้กับประชาชนทั้งประเทศ นโยบายนี้จะถือเป็นการจำกัดการขับขี่ทั่วประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน ในอดีตเหตุการณ์นั้น รัฐบาลเกาหลีใต้เคยต้องงัดมาตรการสลับวันใช้รถยนต์เป็นระยะเวลา 10 วัน เพื่อรณรงค์ให้เกิดการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง

 

“หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเลวร้ายลง การแจ้งเตือนวิกฤตจะต้องขยับขึ้นไปสู่ระดับคำเตือน และเมื่อถึงจุดนั้นเราก็จำเป็นต้องจำกัดการบริโภค” คู ยุนชอล ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ KBS เขากล่าวเสริมว่ารัฐบาลอาจพิจารณาปรับลดภาษีเชื้อเพลิงเพิ่มเติมเพื่อบรรเทาภาระให้กับครัวเรือน โดยหวังว่าสงครามจะยุติลงโดยเร็วเพื่อไม่ให้ต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด

 

กระทรวงการคลังระบุในการแถลงข่าวแยกต่างหากว่าการบังคับใช้มาตรการจำกัดการขับขี่สำหรับภาคเอกชนนั้นยังคงไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำการชั่งน้ำหนักถึงสถานการณ์อุปทานพลังงานและปัจจัยทางเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างรอบคอบเสียก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการใดๆ ต่อไป

 

ยกระดับความร่วมมือรับมือวิกฤตพลังงาน

 

เกาหลีใต้นำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลางมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ประเทศมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะชะงักงันของอุปทานและความผันผวนของราคาอย่างรุนแรง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลได้บังคับใช้ระบบสลับวันใช้รถยนต์ 5 วันสำหรับหน่วยงานภาครัฐ โดยจำกัดการใช้ยานพาหนะตามหมายเลขทะเบียนรถยนต์

 

คิม ซองฮวาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวว่าหน่วยงานต่างๆ กำลังทบทวนมาตรการจัดการอุปสงค์ที่เข้มงวดมากขึ้น หากระดับการแจ้งเตือนขยับสูงขึ้นอีก สิ่งนี้รวมถึงการขยายการบังคับใช้มาตรการจำกัดการขับขี่ พร้อมกับสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ และภาคการเงินเข้ามามีส่วนร่วมด้วยความสมัครใจ

 

ซองฮวาน ยังต้องพยายามยุติการกักตุนถุงขยะของประชาชนบางส่วน ที่กังวลว่าอาจเกิดภาวะขาดแคลนถุงพลาสติกจากวิกฤตในตะวันออกกลาง เขาโพสต์ข้อความว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกว่าครึ่งมีสต็อกถุงขยะที่เพียงพอสำหรับใช้งานได้นานกว่า 6 เดือน และจะอนุญาตให้ใช้ถุงธรรมดาใส่ขยะได้ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด

 

อี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เรียกร้องให้ประเทศเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและรถยนต์ไฟฟ้าให้เร็วยิ่งขึ้น เขาแสดงความกังวลอย่างหนักโดยกล่าวว่า ปัญหาพลังงานนี้ “รุนแรงมากจนแม้แต่ผมเองก็นอนไม่หลับในตอนกลางคืน” พร้อมขอให้ประชาชนใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนการขับรถ

 

เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะร้อนแรงขึ้น และความขัดแย้งในอิหร่านก็กำลังส่งผลกระทบต่อการเติบโตของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นถึง 3.7 เปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ระดับ 116.75 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.83 พันบาท) ต่อบาร์เรลในช่วงเช้าวันจันทร์ (30 มี.ค.)

 

บริษัทยักษ์ใหญ่ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน

 

เมื่อสัปดาห์ก่อน Bloomberg รายงานว่า กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้นำโดย Samsung และ SK ได้ออกมาตรการประหยัดพลังงานหลายขั้นตอนเพื่อตอบสนองต่อผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ความเคลื่อนไหวนี้ครอบคลุมตั้งแต่การปิดไฟในสำนักงานไปจนถึงการจำกัดสิทธิ์การขับรถมาทำงานของพนักงาน เพื่อรับมือกับวิกฤตที่อาจเลวร้ายลง

 

Samsung Electronics และบริษัทในเครือจะเริ่มใช้ระบบ 10 วัน ซึ่งจะจำกัดการเข้าถึงที่จอดรถในวันที่ตรงกับตัวเลขตัวสุดท้ายของป้ายทะเบียนรถยนต์ ตัวอย่างเช่น ป้ายทะเบียนที่ลงท้ายด้วยเลข 7 จะไม่สามารถขับมาทำงานได้ในวันที่ 7 วันที่ 17 และวันที่ 27 ของเดือน ซึ่งสอดคล้องกับกฎ 5 วันของภาครัฐ

 

ส่วน SK จะเริ่มใช้ระบบหมุนเวียน 5 วันในสัปดาห์หน้า พร้อมปิดไฟอาคารช่วงพักเที่ยงและหลังเลิกงาน รวมถึงลดการใช้งานของลิฟต์โดยสารลง ขณะที่ LG จะบังคับใช้ระบบหมุนเวียนรถยนต์ 10 วันตั้งแต่บ่ายวันศุกร์ (27 มี.ค.) เป็นต้นไป และให้การสนับสนุนพนักงานให้หันมาใช้รถรับส่งของบริษัทในการเดินทาง

 

มาตรการเหล่านี้ตอกย้ำถึงความเร่งด่วนในภาคการผลิต ท่ามกลางวิกฤตอุปทานของ ‘แนฟทา’ ซึ่งเป็นอนุพันธ์ปิโตรเลียมที่มีความสำคัญอย่างมาก สารดังกล่าวจำเป็นต่อการผลิตตั้งแต่บรรจุภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้าง สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงกระบวนการแปรรูปน้ำมันเบนซินที่ใช้กันในชีวิตประจำวัน

 

คิม คิมยอง นักวิเคราะห์จาก Korea Investment and Securities ระบุว่ามีความกังวลเพิ่มขึ้นว่าห่วงโซ่อุปทานปิโตรเคมีที่ถดถอยจะสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง “สิ่งนี้จะทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ของการหยุดชะงักในการผลิตในภาคส่วนปลายน้ำ ตั้งแต่ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน และการต่อเรือ ไปจนถึงการก่อสร้างและแม้แต่อาหาร”

 

ในภาคการบิน สายการบินเกาหลีใต้กำลังเผชิญข้อจำกัดการเติมน้ำมันในบางประเทศ รัฐบาลจึงกำลังพิจารณาว่าจะเปลี่ยนเส้นทางเชื้อเพลิงเครื่องบินที่ส่งออกให้กลับเข้าสู่ตลาดในประเทศแทนหรือไม่ ด้านสมาคมการค้าระหว่างประเทศของเกาหลีระบุว่า บริษัทสมาชิกได้ยื่นเรื่องร้องเรียนเกือบ 470 รายการเกี่ยวกับการหยุดชะงักด้านโลจิสติกส์ในตะวันออกกลาง

 

ข้อมูลระบุว่ากว่าครึ่งของคำร้องเรียนเกี่ยวข้องกับความล่าช้าในการจัดส่งและค่าธรรมเนียมที่คาดไม่ถึง ซึ่งเป็นสัญญาณของการกักตุนสินค้าในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม Samsung จะมีการยกเว้นข้อจำกัดการขับขี่ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์พลังงานไฮโดรเจน รวมถึงสตรีมีครรภ์ ผู้พิการ หรือผู้ที่เดินทางพร้อมทารกด้วย

 

นอกจากนี้ยังมีมาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การลดแสงสว่างลงครึ่งหนึ่งในพื้นที่ที่ไม่จำเป็นภายในบริษัท และการปิดลานจอดรถบางแห่งในวันหยุด

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.87 บาท ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569

 

ภาพ : REUTERS/Kim Hong-Ji/File Photo

 

อ้างอิง:

 

The post เกาหลีใต้จ่อบังคับประชาชนสลับวันใช้รถครั้งแรกใน 35 ปี หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์ เซ่นพิษสงครามอิสราเอล-อิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จาก ‘ลดราคามาม่า’ ถึง ‘เร่งพลังงานนิวเคลียร์’ เจาะกลยุทธ์รับมือ Energy Shock ฉบับเกาหลีใต้ https://thestandard.co/south-korea-energy-shock-strategy/ Wed, 25 Mar 2026 08:55:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1191234 ภาพกราฟิกแสดงกลยุทธ์เกาหลีใต้รับมือวิกฤต Energy Shock โดยมีรูปมาม่าและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประกอบ

นับตั้งแต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่เป็นทางการ นักวิเ […]

The post จาก ‘ลดราคามาม่า’ ถึง ‘เร่งพลังงานนิวเคลียร์’ เจาะกลยุทธ์รับมือ Energy Shock ฉบับเกาหลีใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงกลยุทธ์เกาหลีใต้รับมือวิกฤต Energy Shock โดยมีรูปมาม่าและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ประกอบ

นับตั้งแต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่เป็นทางการ นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างชี้ตรงกันว่า เกาหลีใต้คือหนึ่งในประเทศเอเชียที่อาจเผชิญความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน (Energy Shock) มากที่สุด ทั้งจากภาวะขาดดุลพลังงาน โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้า และข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์

 

 
 

เมื่อเทียบกับสองประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก จีนยังมีทรัพยากรพลังงานภายในประเทศที่เตรียมพร้อมมาตลอด ขณะที่ญี่ปุ่นได้กระจายแหล่งพลังงานและมีคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งกว่า ทว่าเกาหลีใต้กลับมีพื้นที่ในการปรับตัวจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ

 

“สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้สำหรับรัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ใช่การประหยัดงบประมาณ แต่คือการใช้เงินอย่างรวดเร็วและตรงจุด” คือคำกล่าวของ อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่สะท้อนแนวทางรับมือวิกฤตครั้งสำคัญ ทั้งการเร่งหาแหล่งพลังงานทดแทนควบคู่ไปกับการควบคุมค่าครองชีพไม่ให้กระทบต่อประชาชน

 

เกาหลีใต้รับมือปัญหาครั้งนี้อย่างไร และรัฐบาลมีทางเลือกมากแค่ไหน? THE STANDARD เปิดโมเดลฝ่าวิกฤตพลังงานโลก 2026 ของมหาอำนาจเทคโนโลยีแห่งเอเชียตะวันออก

 
 

เกาหลีใต้พึ่งพาทรัพยากรจากช่องแคบฮอร์มุซมากแค่ไหน?

 

ในบรรดากลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรพลังงานเป็นทุนเดิม ทำให้ต้องนำเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนราว 84% ของการใช้ทั้งหมด โดยในจำนวนนี้ น้ำมันและก๊าซส่วนสำคัญนำเข้าจากตะวันออกกลาง และส่วนใหญ่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

 

จากข้อมูลขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA), Reuters และ The Diplomat ระบุว่า เกาหลีใต้พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในระดับสูง โดยสรุปได้เป็นตัวเลขดังต่อไปนี้

 

  • เกาหลีใต้นำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 60–70% จากตะวันออกกลาง โดยมีซาอุดีอาระเบีย คูเวต และอิรักเป็นคู่ค้าหลัก ขณะที่ยังนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ ผ่านช่องแคบปานามาและคาซัคสถาน

 

  • เกาหลีใต้นำเข้าก๊าซ LNG ประมาณ 20% จากตะวันออกกลาง แต่พึ่งพาการนำเข้าจากออสเตรเลียและสหรัฐฯ เป็นหลักเพื่อกระจายความเสี่ยง

 

  • เกาหลีใต้พึ่งพาแนฟทาจากตะวันออกกลาง 60% เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์, คูเวต และซาอุดีอาระเบีย นับเป็นหนึ่งในสัดส่วนที่สูงที่สุดของโลก เพราะใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ การแพทย์ พลาสติก เครื่องใช้ไฟฟ้า และเคมีภัณฑ์

 

  • นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังพึ่งพาก๊าซฮีเลียมประมาณ 64.7% จากกาตาร์ ซึ่งต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นส่วนใหญ่ ถือเป็นจุดเปราะบางสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์เกาหลีใต้ เพราะไม่มีทรัพยากรใดทดแทนได้ โดยปัจจุบัน มีข้อมูลยืนยันว่า Samsung และ SK Hynix บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่มีก๊าซฮีเลียมสำรองใช้ได้ 1-2 เดือนเท่านั้น

 

ขณะที่ Carnegie Endowment for International Peace ยังวิเคราะห์ว่า เกาหลีใต้จะเสียเปรียบจากวิกฤตครั้งนี้มากที่สุด เพราะสภาวะ ‘เกาะทางพลังงาน’ (Energy Island) กล่าวคือ เกาหลีใต้มีภูมิประเทศแบบเกาะ (และติดกับเกาหลีเหนือ) จึงไม่มีระบบสายส่งไฟฟ้าและท่อก๊าซเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เหมือนกลุ่มประเทศภาคพื้นทวีป เช่น ยุโรป หากวิกฤตขาดแคลนพลังงานฉุกเฉินขึ้นมา

 

Carnegie Endowment for International Peace ยังชี้ว่า เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้มีความอ่อนแอกว่าเห็นได้ชัด เพราะหลังเผชิญวิกฤตพลังงานทศวรรษ 1970 ญี่ปุ่นก็เร่งกระจายสร้างแหล่งพลังงานสำรอง เช่น พลังงานนิวเคลียร์และคลังสำรองน้ำมัน

 

ขณะที่ ดีปาลี ภารกวา (Deepali Bhargava) หัวหน้าฝ่ายวิจัยและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของ ING ประเมินว่า เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศขาดดุลด้านพลังงานในเอเชีย เพราะเน้นการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง แต่มีข้อจำกัดในการใช้พลังงานทดแทน โดยถือว่า อยู่ในกลุ่มประเทศที่จะเผชิญแรงกดดันสูงร่วมกับไทยและฟิลิปปินส์จากวิกฤตน้ำมัน

 
 

ส่องมาตรการเกาหลีใต้รับมือวิกฤต Energy Shock รัฐบาลทำอย่างไร

 

1. ประกาศแคมเปญ ‘สปิริตเพื่อชาติ’ ขอประชาชนช่วยประหยัดพลังงาน

 

เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ขอร้องให้ประชาชนร่วมมือในมาตรการประหยัดพลังงานระดับชาติ 12 ข้อ โดยในภาคประชาชนทั่วไป ขอให้ลดเวลาอาบน้ำ ปั่นจักรยานแทนการขับรถ งดชาร์จมือถือและรถ EV ตอนกลางคืน รวมถึงใช้เครื่องซักผ้าและเครื่องดูดฝุ่นเฉพาะวันหยุด

 

ขณะที่ในภาคธุรกิจ รัฐขอความร่วมมือให้บริษัทปิดไฟช่วงพักเที่ยง รณรงค์ให้พนักงานใช้บันไดแทนลิฟต์ และขอให้บริษัทที่ใช้น้ำมันมากที่สุด 50 อันดับแรกลดการใช้พลังงาน ส่วนมาตรการภาครัฐที่มีการบังคับใช้ คือ รถยนต์ของหน่วยงานรัฐต้องหยุดวิ่ง 1 วันต่อสัปดาห์ โดยสลับตามเลขทะเบียน และอาจยกระดับเป็นมาตรการบังคับใช้กับรถเอกชน หากวิกฤตรุนแรงขึ้น

 

อีแจมยองระบุว่า แคมเปญดังกล่าวต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชน โดยอ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา เช่น ช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปลายทศวรรษ 1990 ที่ประชาชนร่วมบริจาคทองคำเพื่อช่วยประเทศ และช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อประชาชนปฏิบัติตามมาตรการของรัฐอย่างเคร่งครัด

 

“เราจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนอย่างยิ่ง เราจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ หากเราร่วมมือกัน” ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุ

 

2. กลยุทธ์ปรับแผนสำรองรับมือวิกฤตพลังงาน: เร่งใช้ ‘พลังงานนิวเคลียร์’ และกลับมาใช้ ‘พลังงานถ่านหิน’

 

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเกาหลีใต้มุ่งเน้นลงทุนกับพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมหรือแสงอาทิตย์ ขณะที่ลดการพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ชั่วคราว ปรากฏว่า สงครามในตะวันออกกลางทำให้ทางการต้องเปลี่ยนแผนการเฉพาะหน้าเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน

 

ทั้งนี้ รัฐบาลอีแจมยองสั่งเร่งซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่งจาก 10 แห่ง (จากทั้งหมด 16 แห่ง) ที่กำลังปิดอยู่ให้กลับมาเดินเครื่องก่อนกำหนด ซึ่งคาดว่า ภายในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ถือเป็นมาตรการสร้างความเชื่อใจต่อประชาชนว่า เกาหลีใต้จะมีไฟฟ้าเพียงพอ

 

นอกจากนี้ The Korea Times ยังรายงานว่า เกาหลีใต้กำลังหันไปลงทุนพลังงานนิวเคลียร์ในสหรัฐฯ เพื่อกระจายความเสี่ยงทางทรัพยากร ถือเป็นโอกาสทางธุรกิจที่งอกเงยจากวิกฤตในตะวันออกกลางปัจจุบัน

 

ขณะเดียวกัน ทางการยังเปิดเผยว่า จะผ่อนคลายข้อจำกัดโรงไฟฟ้าถ่านหินและขยายพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในระยะยาว โดยอาจพิจารณายืดอายุโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3 แห่งจากเดิมที่มีกำหนดปิดภายในปีนี้

 

เบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่า การปรับโครงสร้างพลังงานจะทำให้เกาหลีใต้ประหยัดการใช้ก๊าซธรรมชาติได้สูงสุด 1.4 หมื่นตันจาก 6.9 หมื่นตัน หรือลดลง 20% ต่อวัน

 

3. มาตรการ ‘รัฐอุ้มประชาชน’ : คุมราคาน้ำมัน-แจกคูปองเงินสด-ปรับลดราคาสินค้า

 

ตั้งแต่วิกฤตตะวันออกกลางปะทุในต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อรับมือกับปัญหาค่าครองชีพและวิกฤตพลังงาน ได้แก่

 

  • ประกาศคุมราคาน้ำมันครั้งแรกในรอบ 30 ปี เช่น เบนซิน ดีเซล และน้ำมันก๊าด โดยรัฐบาลระบุว่า จะเร่งหาทางกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ

 

  • เตรียมอัดฉีดงบประมาณพิเศษประมาณ 1.65 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6 แสนล้านบาท) เพื่อเยียวยาผลกระทบจากค่าเงินวอนอ่อนตัวและราคาน้ำมันแพง

 

  • แจกคูปองเงินสดให้ทุกครัวเรือนและขยายงบสำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายภายในประเทศและลดภาระค่าครองชีพ ถือเป็นโมเดลจากยุโรปในการรับมือกับวิกฤตช่วงแรกของสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2022

 

  • ทั้งนี้ อีแจมยองระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้สำหรับรัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ใช่การประหยัดงบประมาณ แต่คือการใช้เงินอย่างรวดเร็วและตรงจุด

 

  • รัฐสั่งปรับลดราคาสินค้าที่จำเป็นอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งผลให้บะหมี่กึ่งสำเร็จบางยี่ห้อจะลดราคา 40-100 วอน (ประมาณ 1-3 บาท) ขณะที่น้ำมันปรุงอาหารจะลดราคาถึง 300-1,250 วอน (ประมาณ 8-35 บาท) โดยจะมีผลตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 เป็นต้นไป

 

  • นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีใต้ยังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจ และกรมสรรพากร เร่งตรวจสอบและดำเนินมาตรการต่อพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรม เช่น การฮั้วราคาและการใช้อำนาจผูกขาดสินค้า

 
 

เกาหลีใต้จะรับมือวิกฤตนี้ได้ดีแค่ไหน?

 

คีธ ลี ศาสตราจารย์ด้านการเงินและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จาก Gordon School of Business แห่ง Swiss Institute of Artificial Intelligence ระบุในบทความว่า เกาหลีใต้สามารถเอาตัวรอดจากวิกฤตครั้งนี้ได้ เพราะระบบยืดหยุ่น เนื่องจากรัฐปรับตัวได้ดี เช่น การหันไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ การเพิ่มถ่านหิน การใช้น้ำมันสำรอง ไปจนถึงการหาก๊าซธรรมชาติจากหลายแห่ง เช่น ออสเตรเลียหรือสหรัฐฯ

 

ขณะที่ คิมฮีจิบ CEO ของ Eneridea บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์พลังงานชั้นนำของเกาหลีใต้ระบุว่า เกาหลีใต้ยังพอจะยื้อสถานการณ์ไหว เพราะมีคลังน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 221 วัน หรือประมาณ 7 เดือน แต่หมายเหตุไว้ว่า ต้องใช้อย่างประหยัดและลดกำลังผลิตปิโตรเคมีลง

 

นอกจากนี้ คิมฮีจิบยังเรียกร้องให้รัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มวางแผนกลยุทธ์ 5 ข้อ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน เช่น กระจายแหล่งอุปทาน, ปฏิรูปกฎหมายความมั่นคงทรัพยากร, แก้จุดอ่อนปมก๊าซธรรมชาติ, ยกระดับพลังงาน และเร่งสร้างพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน

 

อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้ก็ยังถือความเสี่ยงส่วนสำคัญ โดย Fitch ระบุว่า เกาหลีใต้มีความเปราะบางสูงที่สุดในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพราะนำเข้าก๊าซฮีเลียมจากกาตาร์เหมือนไต้หวัน สะท้อนจากแรงกดดันต่อตลาดหุ้น KOSPI ที่ปรับตัวลดลงราว 5% ในช่วงที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ คิมยองแบ สส.จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลีใต้ (Democratic Party of Korea: DPK) ระบุหลังการหารือกับ Samsung Electronics และ SK Hynix ว่า ภาคอุตสาหกรรมมีความกังวลว่า ปัญหาการขาดแคลนก๊าซฮีเลียมและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง อาจดันค่าไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของชิปในตลาดโลกโดยตรง

 

ภาพ: Kim Hong-Ji / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post จาก ‘ลดราคามาม่า’ ถึง ‘เร่งพลังงานนิวเคลียร์’ เจาะกลยุทธ์รับมือ Energy Shock ฉบับเกาหลีใต้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสหรัฐฯ ย้ายระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD จากเกาหลีใต้ ไปยังตะวันออกกลาง https://thestandard.co/us-thaad-south-korea-middle-east/ Sat, 14 Mar 2026 05:27:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1187367

สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า สหรัฐอเมริกากำลังด […]

The post ทำไมสหรัฐฯ ย้ายระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD จากเกาหลีใต้ ไปยังตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า สหรัฐอเมริกากำลังดำเนินการเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนของระบบป้องกันขีปนาวุธ (Terminal High-Altitude Area Defense: THAAD) จากประเทศเกาหลีใต้ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีรายงานว่า เครื่องยิงขีปนาวุธกำลังถูกขนย้ายออกจากฐานทัพอากาศ Seongju ทางตอนใต้ของกรุงโซลแล้ว

 

ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องย้ายระบบ THAAD ไปตะวันออกกลาง

 

นักวิเคราะห์มองว่า การเคลื่อนย้ายเกิดขึ้นในช่วงที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น โดยอิหร่านได้ระดมยิงโดรนและขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic missiles) มากกว่า 500 ลูก พุ่งเป้าไปที่ฐานทัพของอิสราเอลและสหรัฐฯ ในภูมิภาค

 

มีรายงานว่า การโจมตีของอิหร่านก่อนหน้านี้ได้ทำลายระบบเรดาร์มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ของระบบ THAAD ที่ติดตั้งอยู่ในประเทศจอร์แดนพังเสียหาย ระบบ THAAD ที่ย้ายไปจากเกาหลีใต้จึงมีส่วนสำคัญในการรับมือกับสงครามและการโจมตีจากอิหร่าน

 

แม้ขีปนาวุธของอิหร่านส่วนใหญ่จะถูกสกัดกั้นไว้ได้ แต่ปริมาณการโจมตีที่มหาศาลกำลังทำให้คลังอาวุธทางทหารของสหรัฐฯ ต้องรับภาระหนัก เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าการย้าย THAAD เป็น ‘มาตรการป้องกันไว้ก่อน’ ในขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า นี่คือความพยายามชดเชยการใช้งานระบบป้องกันขีปนาวุธอย่างหนักในตะวันออกกลาง เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ มีระบบนี้ใช้งานทั่วโลกเพียง 8 ชุดเท่านั้น

 

ผู้สังเกตการณ์เชื่อว่า อิหร่านกำลังเตรียมทำสงครามบั่นทอนกำลัง (War of Attrition) ซึ่งอาจดึงให้พันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเข้ามาพัวพันมากขึ้น ระบบ THAAD ซึ่งมีเทคโนโลยี Hit-to-Kill ที่สามารถสกัดกั้นและทำลายขีปนาวุธในระดับความสูงที่สูงมาก รวมถึงนอกชั้นบรรยากาศโลก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบป้องกันของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้

 

ปฏิกิริยาของเกาหลีใต้และจีน

 

อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้แสดงความ ‘ไม่เห็นด้วย’ ต่อการถอนอาวุธของสหรัฐฯ แต่ก็ยอมรับว่าในความเป็นจริงเกาหลีใต้ไม่สามารถคัดค้านจุดยืนนี้ได้เต็มที่ อย่างไรก็ตาม เขายืนยันอย่างหนักแน่นว่า การย้ายครั้งนี้จะ ‘ไม่เป็นอุปสรรค’ ต่อยุทธศาสตร์การป้องปรามภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ

 

ในอดีตจีนเคย ‘คัดค้าน’ การติดตั้งระบบ THAAD ในเกาหลีใต้เมื่อปี 2017 อย่างหนัก เนื่องจากเรดาร์ของระบบสามารถตรวจจับเข้าไปลึกถึงในดินแดนของจีนได้ แม้จีนอาจไม่มองว่า การย้ายออกครั้งนี้เป็นชัยชนะ จนกว่าจะเป็นการ ‘ถอดถอนระบบอย่างถาวร’ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า จีนอาจเห็นว่าสงครามในตะวันออกกลางกำลังดึงความสนใจและความพร้อมของสหรัฐฯ ออกไปจากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

แฟ้มภาพ: NurPhoto / Contributor via Getty Images

อ้างอิง:

The post ทำไมสหรัฐฯ ย้ายระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD จากเกาหลีใต้ ไปยังตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
G-DRAGON ส่งสปีชสร้างขวัญกำลังใจ สำหรับพิธีจบการศึกษาสถาบัน KAIST ที่เขาเคยเข้าสอน https://thestandard.co/g-dragon-kaist-graduation-speech/ Mon, 02 Mar 2026 01:50:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1183261 G-DRAGON กำลังกล่าวสุนทรพจน์ผ่านวิดีโอในพิธีจบการศึกษาของสถาบัน KAIST

เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2024 G-DRAGON เคยได้รับการแต่งตั้ […]

The post G-DRAGON ส่งสปีชสร้างขวัญกำลังใจ สำหรับพิธีจบการศึกษาสถาบัน KAIST ที่เขาเคยเข้าสอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
G-DRAGON กำลังกล่าวสุนทรพจน์ผ่านวิดีโอในพิธีจบการศึกษาของสถาบัน KAIST

เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2024 G-DRAGON เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์พิเศษในภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล แห่ง Korea Advance Institute of Science and Technology (KAIST) หรือสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกาหลีใต้ ท่ามกลางความตื่นตะลึงของคนทั่วโลก และ ล่าสุดเขาก็ได้ส่งวิดีโอสปีชไปถึงพิธีจบการศึกษาแห่งปี 2026 ของสถาบัน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่านักศึกษาผู้พากเพียรที่สำเร็จการศึกษาในปีนี้

 

พิธีจบการศึกษาปี 2026 ของ KAIST จัดขึ้น ณ แคมปัสหลักที่เมืองแทจอน โดยมีประธานาธิบดีและ สุภาพสตรีหมายเลข 1 อย่าง Lee Jae Myung และ Kim Hye Kyung มาร่วมงานด้วย ระหว่างพิธีทางสถาบันก็ได้เปิดวิดีโอที่ส่งตรงจาก G-DRAGON ผู้เป็นอดีตศาสตราจารย์พิเศษของสถาบันนี้ โดยเขาเริ่มต้นด้วยการแสดงความยินดีต่อผู้สำเร็จการศึกษา และ ให้ความเชื่อมั่นว่าพวกเขาคือกลุ่มคนที่จะสร้างสิ่งที่ดีงามต่อไปในอนาคต

 

“ตอนนี้คุณได้ก้าวเข้าสู่โลกที่ไร้ซึ่งคำตอบอันแน่นอนแล้ว และมันไม่เป็นไรที่จะผิดพลาดบ้างตราบใดที่คุณยังไม่ล้มเลิก ความกล้าที่จะเลือกเส้นทางที่แตกต่างจากคนอื่นจะนำพาให้คุณก้าวไปได้ไกลยิ่งกว่า”

 

G-DRAGON ได้กล่าว พร้อมได้รับเสียงปรบมือพร้อมเสียงเชียร์กระหึ่มจากคนในพิธี แสดงให้เห็นว่าคำพูดของเขาสร้างแรงผลักดันให้กับพวกเขาที่กำลังจะเผชิญโลกในชีวิตจริงโดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อความล้มเหลว โดยเมื่อครั้งที่เป็นศาสตราจารย์พิเศษแห่ง KAIST เขาได้สอนบทเรียนที่เกี่ยวเนื่องกับทั้งเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวัฒนธรรม K-Pop ซึ่ง G-DRAGON ก็เชื่อว่าการบรรจบกันระหว่างวิทยาศาสตร์และสิ่งบันเทิงจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ได้อย่างแน่นอน

 

ภาพ: Getty Images

 

อ้างอิง: https://www.allkpop.com/article/2026/02/g-dragon-delivers-inspiring-message-of-courage-at-kaist-2026-commencement-ceremony

The post G-DRAGON ส่งสปีชสร้างขวัญกำลังใจ สำหรับพิธีจบการศึกษาสถาบัน KAIST ที่เขาเคยเข้าสอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตากระแส ‘ซานะมาเนีย’ Young Voter หนุนซานาเอะ ทาคาอิจิ ปัจจัยช่วยชนะเลือกตั้ง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? https://thestandard.co/takaichi-sanamania-young-voters-japan/ Thu, 05 Feb 2026 09:58:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1174239 Young Voter

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงสายอนุรักษ์นิยมของญี่ป […]

The post จับตากระแส ‘ซานะมาเนีย’ Young Voter หนุนซานาเอะ ทาคาอิจิ ปัจจัยช่วยชนะเลือกตั้ง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Young Voter

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงสายอนุรักษ์นิยมของญี่ปุ่น วัย 64 ปี กำลังสร้างปรากฎการณ์ทางการเมือง หลังปรากฎกระแส ‘ซานะมาเนีย (Sanamania)’ หรือ ซานะคัตสึ ในภาษาญี่ปุ่น ที่มาจากคำว่า โอชิคัตสึ ซึ่งเป็นคำที่มักใช้ในการเชียร์ไอดอล จากความ ‘คลั่งไคล้อย่างมาก’ ของกลุ่มคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่มีต่อเธอ ซึ่งอาจเป็นแรงผลักดันที่ช่วยให้เธอได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

 

ผลสำรวจล่าสุดจากหลายสำนักโพลชี้ว่า ชาวญี่ปุ่นอายุระหว่าง 18-29 ปี เกือบ 90% สนับสนุนทาคาอิจิ

 

ขณะที่โพลของสถานีโทรทัศน์ NHK ที่จัดทำขึ้นหลังทาคาอิจิเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว พบว่าคะแนนนิยมของทาคาอิจิ ในกลุ่มคนอายุ 18-39 ปี อยู่ที่ 77% ซึ่งถือว่าสูง เมื่อเทียบกับคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ อย่าง ชิเงรุ อิชิบะ และ ฟูมิโอะ คิชิดะ ที่ได้คะแนนนิยมเมื่อเริ่มรับตำแหน่งอยู่ที่ 38% และ 51% ตามลำดับ

 

วัยรุ่นญี่ปุ่นแห่ซื้อของกิน-ของใช้ตามทาคาอิจิ

 

แทบไม่น่าเชื่อว่ากระแสคลั่งไคล้ทาคาอิจิ มากถึงขนาดที่บรรดาแฟนคลับวัยรุ่นพากันไปซื้อสิ่งของเครื่องใช้ตามที่เธอใช้จนกลายเป็นไวรัล เช่น กระเป๋าหนังสีดำที่เธอใช้เป็นประจำ หรือปากกาสีชมพูที่เธอใช้จดบันทึกในรัฐสภาก็ขายหมดอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่ขนมขบเคี้ยวที่เธอชอบอย่างข้าวเกรียบที่ปรากฎในภาพที่เธอถือขณะนั่งรถไฟก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

ทาคาโนริ โคบายาชิ ผู้อำนวยการบริษัท Hamano ในจังหวัดนากาโนะ ผู้ผลิตกระเป๋าหนังสีดำราคา 900 ดอลลาร์ หรือราวๆ 28,000 บาท ที่ทาคาอิจิใช้เป็นประจำ กล่าวว่า เขาประหลาดใจกับกลุ่มคนหนุ่มสาวที่แย่งกันซื้อสินค้ารุ่นนี้จนต้องมีการสั่งจองล่วงหน้านานถึง 9 เดือน

 

เขาเผยว่า “ปกติแล้วกระเป๋ารุ่นนี้จะถูกซื้อโดยคนอายุ 40 หรือ 50 ปี แต่ตั้งแต่กระเป๋าใบนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น อาจจะผ่านทางโซเชียลมีเดีย ก็เห็นความสนใจจากลูกค้าอายุ 20 และ 30 ปีเป็นจำนวนมาก”

 

3 เดือนเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่

 

ตลอดระยะเวลา 3 เดือนในการดำรงตำแหน่ง ทาคาอิจิสามารถสร้างความนิยมและความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างเธอซึ่งเป็นผู้นำสายอนุรักษ์นิยมขวาจัด กับกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ได้อย่างมาก

 

หลายคลิปวิดีโอของเธอกลายเป็นไวรัลดังในโซเชียลมีเดีย ทั้งการแสดงฝีมือดวลกลองกับประธานาธิบดี อี แจมยอง ของเกาหลีใต้ ในเพลง Golden จากภาพยนตร์แอนิเมชันยอดนิยมเรื่อง K-Pop Demon Hunters และการถ่ายเซลฟีและร้องเพลงสุขสันต์วันเกิดเป็นภาษาอิตาลี ให้กับจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีหญิงของอิตาลี

 

ประวัติส่วนตัวของทาคาอิจิ ซึ่งเป็นลูกสาวของพนักงานออฟฟิศและตำรวจจากจังหวัดนารา ที่สร้างเส้นทางอาชีพนักการเมืองด้วยตนเองโดยปราศจากเส้นสายหรือพื้นฐานครอบครัวที่ร่ำรวย เป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้เธอได้รับความนิยมจากประชาชน

 

โดยการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดของญี่ปุ่นด้วยความขยันหมั่นเพียรและความมุ่งมั่น มากกว่าการได้รับอภิสิทธิ์โดยกำเนิด กลายเป็นแรงบันดาลใจอย่างยิ่งต่อชาวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ ที่รู้สึกว่าสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ห่างไกลจากช่วงเวลาอันเฟื่องฟูของญี่ปุ่นในอดีต

 

ชนะใจ Young Voter

 

ทั้งนี้ กลยุทธ์ประชาสัมพันธ์ของทาคาอิจิ ในการนำเสนอตัวตนที่แตกต่างของเธอ ดูเหมือนจะโดนใจหนุ่มสาวญี่ปุ่นที่เป็น Young Voter ซึ่งอาจช่วยดึงคะแนนเสียงของพรรครัฐบาล LDP ที่เสียไปให้กับพรรคฝ่ายค้านในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปีที่แล้วกลับคืนมา

 

มีการประเมินกันว่า กระแสซานะมาเนีย อาจช่วยให้พรรคร่วมรัฐบาลได้รับที่นั่ง สส. ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มากถึง 300 ที่นั่ง จากจำนวน สส.ทั้งหมด 465 ที่นั่ง

 

ขณะที่ความเห็นจากกลุ่มคนรุ่นใหม่หลายคนที่ให้สัมภาษณ์ Japan Times ก็เป็นไปในแง่บวกและชื่นชมทาคาอิจิ

 

โดย เก็นกิ ทาคาฮาชิ นักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 21 ปี ให้สัมภาษณ์ Japan Times ในการปราศรัยหาเสียงของทาคาอิจิเมื่อวันอังคาร ว่า “รู้สึกเหมือนกับว่าญี่ปุ่นเปลี่ยนไปแล้ว” โดยเขาสังเกตจากการที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนก่อนๆ ล้วนเป็นผู้ชาย และมองว่านี่เป็นการ “เปลี่ยนจากประเพณีมาสู่นวัตกรรม”

 

เคนชิโร คาวาซากิ ผู้สนับสนุนทาคาอิจิวัย 24 ปี มองว่านายกรัฐหญิงคนนี้ “เก่งในเรื่องทำการตลาดให้ตัวเธอเอง” และเสริมว่า “คนรุ่นใหม่มีความอ่อนไหวต่อกลยุทธ์ด้านภาพลักษณ์ของนักการเมืองเป็นพิเศษ และผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยทั่วไปเริ่มเบื่อหน่ายกับนายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ แล้ว”

 

ใช้โซเชียลมีเดียอย่างชาญฉลาด

 

นอกจานี้ การใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างชาญฉลาดของทาคาอิจิ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น โดยทาคาอิจิ สร้างฐานผู้ติดตามในโซเชียลมีเดียได้มากกว่าคู่แข่งของเธออย่างมาก ซึ่งเธอมีผู้ติดตามประมาณ 2.6 ล้านคนบน X เทียบกับโยชิฮิโกะ โนดะ หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านหลัก ที่มีผู้ติดตามประมาณ 64,000 คน

 

จากการวิเคราะห์ของเว็บไซต์ข้อมูลทางการเมือง Senkyo.com ในเดือนพฤศจิกายน พบว่าจำนวนยอดการดูวิดีโอ YouTube ที่เกี่ยวข้องกับทาคาอิจินั้นสูงกว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคอย่างมาก ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงพฤศจิกายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

เมื่อเธอเข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม ความสนใจในวิดีโอ YouTube ของทาคาอิจิ เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าของจำนวนผู้ชมพรรคคู่แข่งอย่าง Sanseito ในช่วงที่พรรคมีคะแนนนิยมเพิ่มสูงระหว่างการเลือกตั้งวุฒิสภาเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ข้อความที่ชัดเจนของทาคาอิจิเกี่ยวกับนโยบายการใช้จ่ายงบประมาณและความมั่นคงของชาติ และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เฉียบคมขึ้น อาจช่วยดึงคะแนนเสียงกลับคืนมา

 

ทั้งนี้ มาซากิ ฮาตะ รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์โอซาก้ามองว่า “คนรุ่นเก่ามักชอบการสื่อสารที่เน้นฉันทามติ” ขณะที่ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ตอบสนองต่อการนำเสนอที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมา และผู้นำที่สามารถผลักดันนโยบายไปข้างหน้าได้”

 

อ้างอิง :

The post จับตากระแส ‘ซานะมาเนีย’ Young Voter หนุนซานาเอะ ทาคาอิจิ ปัจจัยช่วยชนะเลือกตั้ง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ขึ้นเป็น 25% อ้างเหตุไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการค้า https://thestandard.co/trump-south-korea-tariffs/ Tue, 27 Jan 2026 04:15:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1169910 โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวประเด็นการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีนำ […]

The post ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ขึ้นเป็น 25% อ้างเหตุไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวประเด็นการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากหนึ่งในประเทศพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดในเอเชียอย่าง เกาหลีใต้ เป็น 25% จากเดิม 15% โดยครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท เช่น รถยนต์ ไม้แปรรูป และเวชภัณฑ์ พร้อมอ้างว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงทางการค้าที่ทำร่วมกันเมื่อปีที่แล้ว และระบุว่า สภานิติบัญญัติของเกาหลีใต้มีความล่าช้าในการอนุมัติข้อตกลง ในขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ได้ดำเนินการลดภาษีไปเรียบร้อยแล้ว

 

ขณะที่ทางการเกาหลีใต้ระบุว่า ไม่ได้รับแจ้งเรื่องการขึ้นภาษีนี้อย่างเป็นทางการมาก่อน และต้องการเจรจาอย่างเร่งด่วน โดยคิมจองควาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และทรัพยากรของเกาหลีใต้ เตรียมเดินทางไปพบ ฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาเร็วๆ นี้

 

ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงคำมั่นสัญญาที่เกาหลีใต้จะลงทุนมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ ซึ่งบางส่วนเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเรือ โดยคาดว่าข้อตกลงนี้จะผ่านสภาเกาหลีใต้ในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เพิ่งขู่ว่าจะเก็บภาษี 100% หากแคนาดาทำข้อตกลงการค้ากับจีน โดยเจ้าหน้าที่ทางการจีนกล่าวว่า ข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ระหว่างจีนกับแคนาดานั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อบ่อนทำลายประเทศอื่นๆ แต่อย่างใด

 

ขณะที่ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรี แคนาดา ยืนยันว่า ประเทศของเขาไม่ได้กำลังดำเนินนโยบายทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับจีน และ ‘ไม่เคย’ คิดที่จะทำด้วยซ้ำ และกล่าวเสริมว่า เจ้าหน้าที่ของแคนาดาได้ชี้แจงจุดยืนเรื่องนี้ให้ทางฝั่งสหรัฐฯ ทราบอย่างชัดเจนแล้ว

 

การประกาศขึ้นภาษีของทรัมป์ต่อพันธมิตรอย่างเกาหลีใต้มีขึ้น หลังจาก อีแจมยอง ผู้นำเกาหลีใต้คนปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และหันมาฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับจีนและญี่ปุ่น

 

แฟ้มภาพ: Nathan Posner / Anadolu via Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ขึ้นเป็น 25% อ้างเหตุไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประธานาธิบดีเม็กซิโกติดต่อผู้นำเกาหลีใต้เพื่อให้เพิ่มรอบคอนเสิร์ต BTS ในแถบละตินอเมริกา https://thestandard.co/mexican-president-asks-korea-bts-concerts/ Tue, 27 Jan 2026 04:02:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1169903 ภาพวง BTS กำลังแสดงคอนเสิร์ตต่อหน้าแฟนเพลงจำนวนมาก

Claudia Sheinbaum ประธานาธิบดีประเทศเม็กซิโกเปิดเผยเมื่ […]

The post ประธานาธิบดีเม็กซิโกติดต่อผู้นำเกาหลีใต้เพื่อให้เพิ่มรอบคอนเสิร์ต BTS ในแถบละตินอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวง BTS กำลังแสดงคอนเสิร์ตต่อหน้าแฟนเพลงจำนวนมาก

Claudia Sheinbaum ประธานาธิบดีประเทศเม็กซิโกเปิดเผยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 มกราคม) ว่าเธอส่งจดหมายทางการทูตไปยังประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ Lee Jae Myung เพื่อขอให้วง BTS จัดคอนเสิร์ตเพิ่มรอบในฝั่งประเทศละตินอเมริกา หลังจากคอนเสิร์ตในประเทศเม็กซิโกประกาศ Sold out ในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง

 

“BTS มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในหมู่วัยรุ่นชาวเม็กซิกัน โดยคอนเสิร์ตกำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ และมีผู้คนรุ่นใหม่มากมายที่ต้องการจะซื้อบัตรคอนเสิร์ต แต่สเตเดียมของเรามีที่พอสำหรับ 150,000 คนเท่านั้น” ประธานาธิบดีหญิงกล่าวในงานแถลงข่าวช่วงเช้าตามปกติของเธอ

 

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเธอได้รับข้อร้องเรียนมากมายเกี่ยวกับการขายต่อบัตรคอนเสิร์ต การโก่งราคา ซึ่งเธอก็ติดต่อไปยังผู้จัดว่าจะสามารถเพิ่มรอบได้หรือไม่ แต่ผู้จัดกล่าวว่าไม่มีวันว่างสำหรับการจัดคอนเสิร์ตเพิ่มแล้ว เธอจึงเลือกติดต่อผู้นำเกาหลีใต้แทน

 

ขณะเดียวกัน สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคของเม็กซิโกก็ต้องเข้ามาตรวจสอบประเด็นเรื่องการขายต่อบัตรคอนเสิร์ตในราคาที่สูงเกินเหตุ โดยพวกเขาจะลงโทษการกระทำผิดกฎหมายของ Ticketmaster ที่ขาดความโปร่งใสในการให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภค ส่วนแพลตฟอร์มรีเซลอย่าง StubHub และ Viagogo ก็จะถูกลงโทษที่มีส่วนร่วมในพฤติกรรมที่นับว่าเป็นการเอาเปรียบและไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคอีกด้วย

 

ภาพ: Getty Images

 

อ้างอิง:

  • 8vo

The post ประธานาธิบดีเม็กซิโกติดต่อผู้นำเกาหลีใต้เพื่อให้เพิ่มรอบคอนเสิร์ต BTS ในแถบละตินอเมริกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาอีแจมยองเยือนจีนรับปีใหม่ สะท้อนเกมถ่วงดุลเกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น https://thestandard.co/lee-jaemyung-china-visit-newyear-2026/ Sat, 03 Jan 2026 06:09:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1161089 จับตาอีแจมยองเยือนจีนรับปีใหม่ สะท้อนเกมถ่วงดุลเกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น

อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เตรียมเดินทางเยือนจีนเป็ […]

The post จับตาอีแจมยองเยือนจีนรับปีใหม่ สะท้อนเกมถ่วงดุลเกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาอีแจมยองเยือนจีนรับปีใหม่ สะท้อนเกมถ่วงดุลเกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น

อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เตรียมเดินทางเยือนจีนเป็นเวลา 4 วัน ย้ำยึด ‘หลักการจีนเดียว’ ด้านผู้เชี่ยวชาญจับตามอง ชี้ ‘ไม่ปกติ’ คาดทั้ง 2 ประเทศหวังจัดการปัญหาเกาหลีเหนือ และเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ขณะที่จีนหวังถ่วงดุลอำนาจสหรัฐฯ – ญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออก

 

อีแจมยองตอบรับคำเชิญจากสีจิ้นผิง เตรียมเดินทางเยือนจีนตั้งแต่วันที่ 4-7 มกราคม ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี ที่ผู้นำเกาหลีใต้เยือนปักกิ่ง นับตั้งแต่รัฐบาลงมุนแจอินในปี 2017 โดยกำหนดการเบื้องต้นระบุว่า อีจะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดจีน-เกาหลีใต้ในวันที่ 4-6 มกราคม และเดินทางไปยังเซี่ยงไฮ้ในวันที่ 6-7 มกราคม

 

ก่อนการเดินทาง ผู้นำเกาหลีใต้ให้สัมภาษณ์กับ CCTV สื่อจีนเมื่อวานนี้ (2 มกราคม) ว่า สีจิ้นผิงเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ และมีวิสัยทัศน์อย่างแท้จริง โดยจีนและเกาหลีใต้มีหลายประเด็นที่ร่วมมือกันได้ โดยเฉพาะประเด็นทางเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่า เป้าหมายการเยือนของเกาหลีใต้ คือการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัฐบาลปักกิ่ง

 

นอกจากนี้ อียังระบุว่า ตนเคารพในหลักการจีนเดียว และจุดยืนของเกาหลีใต้ต่อประเด็นไต้หวันไม่มีการเปลี่ยนแปลง พร้อมย้ำว่า สันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและช่องแคบไต้หวันมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเขาจะไม่เลือกข้างในข้อพิพาทจีน-ญี่ปุ่น

 

ทั้งนี้ สื่อเกาหลีใต้และผู้เชี่ยวชาญมองว่า การเยือนครั้งนี้ ‘ไม่ปกติ’ เพราะเป็นการเดินทางของอีหลังเข้าสู่ปีใหม่ไม่กี่วัน รวมถึงเป็นการพบกันของผู้นำจีน-เกาหลีใต้ถึง 2 ครั้งภายในระยะเวลา 2 เดือน

 

บทวิเคราะห์จาก The Chosun Daily สื่อเกาหลีใต้ระบุว่า อีต้องการแก้ไขปัญหาเกาหลีเหนือโดยมีจีนเป็นตัวกลาง รวมถึงลดแรงกดดันจากฐานเสียงภายในประเทศที่วิจารณ์นโยบายสนับสนุนญี่ปุ่น ขณะที่ คัง จุนยอง ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองจาก Hankuk University of Foreign Studies ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า จีนต้องการเน้นย้ำความสำคัญของเกาหลีใต้ท่ามกลางข้อพิพาททางการเมืองกับญี่ปุ่นจากปมไต้หวัน

 

นอกจากนี้ Reuters ยังวิเคราะห์ว่า จีนและเกาหลีใต้กำลังเผชิญปัญหาซับซ้อนคล้ายกัน อย่างการแข่งขันทางอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรหลักของวอชิงตันในภูมิภาค ขณะที่เกาหลีใต้ต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากเกาหลีเหนือในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งมีจีนเป็นผู้สนับสนุนสำคัญ

 

อนึ่ง ชิน บอมชุล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ และนักวิจัยอาวุโสของ Sejong Institute ระบุว่า ผู้นำทั้ง 2 ประเทศอาจหารือประเด็นอ่อนไหว เช่น ท่าทีของเกาหลีใต้ในบทบาทพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยโซลต้องสร้างความมั่นใจว่า แผนเรือดำน้ำนิวเคลียร์มีเป้าหมายแค่ยับยั้งเกาหลีเหนือ ไม่ใช่การถ่วงดุลอำนาจจีน หรือข้องเกี่ยวกับไต้หวัน

 

ในช่วงที่ผ่านมา การเยือนจีนของผู้นำเกาหลีใต้ในปี 2017 เต็มไปด้วยเสียงวิจารณ์ว่า รัฐบาลปักกิ่งปฏิบัติไม่ดีต่อทางการโซล เช่น ใช้เจ้าหน้าที่รัฐมนตรีระดับรองต้อนรับที่สนามบิน, ห้ามสื่อเกาหลีใต้ถ่ายภาพ, สื่อจีนไม่รายงานข่าวงานเลี้ยงในหน้าสื่อ ไปจนถึงมุนแจอินร่วมรับประทานกับสีจิ้นผิงเพียง 1 มื้อ และไม่มีแถลงการณ์ร่วมในการประชุมสุดยอด

 

คาดว่า ท่าทีดังกล่าวเป็นความตั้งใจของจีนเพื่อตอบโต้ข้อพิพาทระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD (Terminal High Altitude Area Defense System) ในปี 2016 หลังเกาหลีใต้ตอบรับให้สหรัฐฯ เข้ามาติดตั้ง THAAD ในประเทศ เพื่อป้องปรามเกาหลีเหนือ แต่จีนมองว่า ขีปนาวุธเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ เพราะสหรัฐฯ อาจใช้ประโยชน์คุกคามประเทศได้

 

ภาพ: ZUMA Press Wire via Reuters

อ้างอิง:

The post จับตาอีแจมยองเยือนจีนรับปีใหม่ สะท้อนเกมถ่วงดุลเกาหลีเหนือ-สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ กับโอกาสของไทย https://thestandard.co/korea-labor-policy-thai-ambassador/ Wed, 12 Nov 2025 14:02:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1142638 ‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้

การประชุมสุดยอดผู้นำ APEC Summit 2025 ที่เกาหลีใต้เป็นเ […]

The post ‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ กับโอกาสของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้

การประชุมสุดยอดผู้นำ APEC Summit 2025 ที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพในปีนี้ ได้สร้างโอกาสสำคัญให้ไทยในการยกระดับสถานะบนเวทีโลก เปิดโอกาสให้ผู้นำไทยได้พบปะพูดคุยกับบรรดาผู้นำจากประเทศมหาอำนาจในห้วงเวลาเดียวกัน และต่อยอดความร่วมมือในมิติต่างๆ เช่น มิติทางเศรษฐกิจและการค้า, การทูตเชิงวัฒนธรรม รวมถึงภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง

 

 

THE STANDARD ได้สัมภาษณ์พิเศษ ธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อถอดรหัสวิสัยทัศน์ของเกาหลีใต้ที่พยายามปรับสมดุลระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน พร้อมทั้งแนวทางที่ไทยจะใช้โอกาสหลังจากนี้ ในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามข้ามชาติ การรักษาเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลีที่ยังคงตึงเครียดและเป็นประเด็นท้าทายอยู่ในขณะนี้ รวมไปถึงสถานการณ์ผีน้อยและการท่องเที่ยวในปัจจุบัน

 

‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ 3

 

นโยบายเชิงรุกเกาหลีใต้กับโอกาสของไทย

 

ทูตธานีเริ่มต้นด้วยการอธิบายว่า นโยบายของเกาหลีใต้ภายใต้การนำของประธานาธิบดีอีแจมยอง เน้นไปที่ การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ปฏิบัติได้ (Pragmatic Foreign Policy) โดยให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่ใกล้ชิดอย่างสหรัฐฯ ประเทศใกล้เคียงอย่างญี่ปุ่น และจีน รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพ และเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี ผ่าน ‘แนวนโยบาย END’ ที่จะมุ่งเน้นการหารือแลกเปลี่ยนระหว่างกัน (Exchange) รวมถึงพยายามทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและประชาคมระหว่างประเทศเป็นไปตามปกติ (Normalization) และการปลดอาวุธนิวเคลียร์ (Denuclearization) ซึ่งเป็นเป้าหมายปลายทางสุดท้าย

 

ทูตธานีมองว่า นโยบายเชิงรุกของเกาหลีใต้จะ ‘เป็นโอกาส’ ต่อบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน เนื่องจากภูมิภาคอาเซียนมีความสำคัญต่อเกาหลีใต้ ทั้งในแง่ของความสัมพันธ์ทางการทูต การเมืองระหว่างประเทศ ทั้งยังเป็นตลาด และแหล่งลงทุนที่สำคัญอีกด้วย โดยไทยถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ในอาเซียน และมีความเชื่อมโยง (Connectivity) ใกล้ชิดกับประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อเกาหลีใต้พยายามเชื่อมโยงอาเซียนกับภูมิภาคต่างๆ ใน APEC จึงหลีกเลี่ยงหรือมองข้ามประเทศไทยไปไม่ได้ ทำให้ไทยยังคงมีโอกาสแสดงบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆ ผ่านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน

 

การทูตเชิงวัฒนธรรม กับการผลักดัน Soft Power

 

เกาหลีใต้ได้ใช้เวที APEC Summit 2025 เป็นแพลตฟอร์มที่เผยแพร่การทูตเชิงวัฒนธรรม มีการนำศิลปินเกาหลี อาหารเกาหลี รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมของเกาหลีมาผสมผสานให้ผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากประเทศต่างๆ และองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ซึ่งทูตธานีมองว่า นี่คือตัวอย่างให้การผลักดัน Soft Power ที่สามารถสร้างความประทับใจได้เป็นอย่างดี 

 

ทูตธานีกล่าวว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล เดินหน้าส่งเสริม T-Wave หรือ ‘กระแสความนิยมไทย’ อย่างต่อเนื่อง โดยจุดแข็งของ Soft Power ไทยในปัจจุบันคือ ไทยได้รับการยอมรับในเรื่องอาหาร การเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก รวมถึงอุปนิสัยใจคอของคนไทยที่เป็นมิตรและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

 

โดย ‘เทศกาลไทย’ เป็นเวทีสำคัญของ T-Wave ในเกาหลีใต้ ซึ่งจัดมาเป็นปีที่ 10 แล้ว ได้รับความนิยมอย่างมาก มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1 แสนคน และมีการผสมผสานวัฒนธรรม เช่น มวยไทยกับเทควันโดของเกาหลี ซึ่งมีแผนจะย้ายสถานที่จัดงานในปี 2026 ไปยังพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น เช่น บริเวณแม่น้ำฮัน เนื่องจากสถานที่จัดงานเดิมอย่างคลองชองกเยชอนมีขนาดเล็กเกินไป นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือทางวัฒนธรรม ผ่านคณะกรรมการวัฒนธรรมระหว่างไทย-เกาหลี มีโครงการสอนศิลปะและนาฏศิลป์ไทยให้แก่เยาวชน รวมถึงชุมชนไทยในเกาหลีใต้ที่มีสมาชิกเกือบ 2 แสนคนก็มีแผนที่จะก่อตั้งสภาวัฒนธรรมในอนาคตอันใกล้นี้

 

อย่างไรก็ตาม ทูตธานีเสนอแนะว่า ไทยอาจจะต้องเป็นที่รู้จักมากกว่าแค่เป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยไทยต้องเป็นแหล่งลงทุนที่มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้น เป็นแหล่งผลิตที่มีนวัตกรรมมากขึ้นและต้องมีแรงงานที่มีทักษะ (Smart  Workers) มากขึ้น อีกทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐต่อผู้ลงทุนต่างประเทศต้องโปร่งใส เพื่อเพิ่มเสน่ห์และดึงดูดนักลงทุน บริบทแวดล้อมเหล่านี้จะมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยเดินหน้า ควบคู่ไปกับการผลักดัน Soft Power ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ 2

 

ภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง

 

เกาหลีใต้ได้กลายเป็นพื้นที่ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้พบกันเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี และเปิดโอกาสให้ผู้นำมหาอำนาจทั้งสองประเทศได้หารือทวิภาคีระหว่างกันเมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมาก่อนที่ APEC Summit 2025 จะเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการในอีกวันต่อมา ขณะที่เกาหลีใต้เองก็พยายามปรับสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคง และ จีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด เพื่อให้เกาหลีใต้ได้ประโยชน์สูงสุดจากสมดุลทางอำนาจนี้

 

ทูตธานีมองว่า การปรับสมดุลความสัมพันธ์ของเกาหลีใต้มีความน่าสนใจและมีความสมดุลพอสมควร ทั้งไทยและเกาหลีใต้มีความคล้ายคลึงกันในฐานะประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มหาอำนาจมีบทบาทสำคัญสูง การปรับสมดุลระหว่างมหาอำนาจก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญที่มักจะถูกเลือกใช้ แต่ทั้งสองประเทศมีความต่างกัน โดยเฉพาะในแง่ของขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งเกาหลีใต้ก้าวหน้ากว่าไทยอย่างมากในแทบทุกด้าน เช่น AI, ควอนตัม, แบตเตอรี่, รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานทางเลือก

 

ที่ผ่านมาการแข่งขันทางเทคโนโลยีและแรงกดดันทางการเมือง ทำให้เกาหลีใต้ต้องบริหารนโยบายให้สมดุลเพื่อรักษาความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็ยังคงต้องรักษาตลาดในจีนไว้ เกาหลีใต้มีข้อได้เปรียบคือ มีการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเอง ซึ่งช่วยให้มีความคล่องตัวในการบริหารนโยบาย 

 

ทูตธานีมองว่า ไทยต้องวางตำแหน่งตัวเองให้อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ได้มากที่สุด โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งในและนอกภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน ทั้งยังจะต้องเตรียมความพร้อมในการดึงดูดการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การปฏิรูปการศึกษา และการพัฒนาแรงงาน รวมถึงการปรับปรุงแรงจูงใจและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในการลงทุน หากไทยมีขีดความสามารถในด้านต่างๆ ที่สูงยิ่งขึ้น จะเป็นปัจจัยที่มีส่วนทำให้ไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย 

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปรับความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น ที่พยายามก้าวผ่านประวัติศาสตร์บาดแผลเมื่อครั้งอดีต และหันมาเดินหน้ากระชับสัมพันธ์และร่วมมือกันมากยิ่งขึ้นนั้น ทูตธานีระบุว่า ความพยายามดังกล่าวน่าจะส่งผลดีต่อความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในเอเชียตะวันออก ความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในอนาคตจะ ‘มีน้ำหนักมากพอ’ ที่จะทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แม้จะมีประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์อยู่ก็ตาม

 

ทูตธานียังกล่าวอีกว่า ไทยสามารถต่อยอดความสัมพันธ์เหล่านี้ได้ เนื่องจากคนเกาหลีใต้และญี่ปุ่นมีความนิยมชมชอบประเทศไทยค่อนข้างมาก ไทยต้องส่งเสริมการเป็น ‘หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์’ กับทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในมุมของเกาหลีใต้ ไทยและเกาหลีใต้มี ‘ความร่วมมือหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ (Comprehensive Strategic Partnership) และกำลังจะมี ‘ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ’ (Economic Partnership Agreement: EPA) ระหว่างกัน ซึ่งคาดว่าจะบรรลุความตกลงได้ภายในปีนี้ โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าจาก 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เป็น 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

ขณะที่ประเด็นเรื่องกรอบความร่วมมืออาเซียนกับการรักษาเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี ทูตธานีมองว่า อาเซียนมีบทบาทในการส่งเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงบนคาบสมุทรแห่งนี้ เนื่องจากเวทีอาเซียนเป็นที่ที่ประเทศคู่เจรจาให้ความสำคัญ โดยสามารถใช้ได้ทั้งกลไกในกรอบพหุภาคี เช่น การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit: EAS) และการประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum: ARF) ซึ่งมีผู้แทนระดับสูงจากเกาหลีเหนือเข้าร่วมประชุมด้วย และเป็นกลไกสำคัญที่ใช้แสดงบทบาท ‘การทูตเชิงป้องกัน’ (Preventive Diplomacy) รวมถึงกลไกในกรอบทวิภาคีอื่นๆ โดยสมาชิกอาเซียนหลายประเทศ รวมทั้งไทยต่างมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับเกาหลีเหนือ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางในการรับมือกับประเด็นความท้าทายนี้

 

‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ 4

 

บทเรียนจากเกาหลีใต้: การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ

 

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกาหลีใต้มีบทบาทโดดเด่นอย่างมากในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยส่ง คิมจินอา ปลัดกระทรวงการต่างประเทศคนที่ 2 ของเกาหลีใต้และคณะทำงานมายังกัมพูชา หลังมีชาวเกาหลีใต้จำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชาเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

 

ทูตธานีกล่าวว่า บทเรียนสำคัญที่เราสามารถเรียนรู้ได้คือ เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อเป็นอย่างมาก ประเทศไทยและทุกประเทศที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ และต้องดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อกวาดล้างกลุ่มเหล่านี้ให้หมดไปจากภูมิภาค 

 

ไทยยังสามารถร่วมมือกับมิตรประเทศและเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในมิติทางเทคโนโลยี รวมถึงการใช้กลไกความร่วมมือด้านตำรวจ เช่น ตำรวจอาเซียน (ASEAN National Police: Aseanapol) เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  โดยนายกรัฐมนตรีของไทยได้ประกาศเรื่องการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์เป็นวาระแห่งชาติ และไทยกำลังจะจัดประชุมระหว่างประเทศ เพื่อต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ขึ้นเร็วๆ นี้

 

‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ 5

 

สถานการณ์ ‘ผีน้อย’ และการท่องเที่ยวไทย-เกาหลีใต้

 

ทูตธานีเผยว่า ตัวเลขของ ‘ผีน้อย’ หรือแรงงานไทยผิดกฎหมายในเกาหลีใต้มีแนวโน้มลดลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตำรวจและ ตม. เกาหลีใต้ มีการปราบปรามและจับกุมทั้งนายจ้างและลูกจ้างอย่างจริงจัง ประกอบกับการดำเนินโครงการอนุญาตให้กลับโดยสมัครใจ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ซึ่งแรงงานสามารถมอบตัวและกลับไทยได้โดยไม่ถูกลงโทษ

 

ปัจจุบันมีแรงงานไทยทั้งหมดในเกาหลีใต้ประมาณ 169,000 คน ลดลงจาก 200,000 คน โดยมีแรงงานถูกกฎหมายเกือบ 50,000 คน โดยไทยกำลังพยายามเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย ซึ่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้รับจะพิจารณาในประเด็นนี้

 

ส่วนมิติภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มลดลง โดยนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้มาไทยลดลง ทูตธานีอธิบายว่า สาเหตุหลักมาจาก เศรษฐกิจเกาหลีใต้ชะลอตัว (โตเพียง 1-2% ในไตรมาสสุดท้าย) และส่วนหนึ่งอาจมาจากความวิตกกังวลเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติด้วย ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลีใต้ก็มีจำนวนลดลงเช่นเดียวกัน เนื่องจากเกิดจากกระแส #แบนเกาหลี หลังถูกปฏิเสธเข้าเมือง และติด ตม. จำนวนมาก แม้จะเป็นนักท่องเที่ยวก็ตาม

 

ทูตธานีระบุว่า สถานทูตได้หารือกับ ตม. เกาหลีเพื่อขอให้ปรับระบบ K-ETA โดยขอให้เรียกร้องเอกสารเพิ่มเติม เช่น หลักฐานทางการเงิน เพื่อกรองผู้สมัครเพิ่มเติม ก่อนที่จะปฏิเสธไม่ให้นักท่องเที่ยวเหล่านั้นเดินทางเข้าประเทศ โดยประธานาธิบดีเกาหลีใต้ก็รับปากจะพยายามแก้ไขปัญหานี้เช่นเดียวกัน 

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเกาหลีใต้มีความแน่นแฟ้นและยาวนานหลายทศวรรษ โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลี (1950–1953) ก่อนที่จะมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการในปี 1958 โดยในปี 2028 จะครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เกาหลีใต้

The post ‘ผีน้อยลด เร่งเพิ่มแรงงาน’ คุยกับทูตไทยในโซล มองนโยบายเกาหลีใต้ กับโอกาสของไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีใต้ใช้เวที APEC 2025 กระชับสัมพันธ์จีน ถกประเด็นนิวเคลียร์-ผ่อนปรนข้อจำกัดอุตสาหกรรมบันเทิง https://thestandard.co/korea-apec-strengthen-china-ties/ Sat, 01 Nov 2025 03:31:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1138605 เกาหลีใต้ใช้เวที APEC 2025 กระชับสัมพันธ์ จีน ถกประเด็นนิวเคลียร์-ผ่อนปรนข้อจำกัดอุตสาหกรรมบันเทิง

อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอ […]

The post เกาหลีใต้ใช้เวที APEC 2025 กระชับสัมพันธ์จีน ถกประเด็นนิวเคลียร์-ผ่อนปรนข้อจำกัดอุตสาหกรรมบันเทิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาหลีใต้ใช้เวที APEC 2025 กระชับสัมพันธ์ จีน ถกประเด็นนิวเคลียร์-ผ่อนปรนข้อจำกัดอุตสาหกรรมบันเทิง

อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC 2025 เตรียมใช้เวทีนี้เป็นสะพานกระชับความสัมพันธ์กับจีน หลังสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนตัดสินใจเดินทางเข้าร่วมการประชุม APEC ครั้งนี้ที่เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นการเยือนเกาหลีใต้ครั้งแรกในรอบ 11 ปีของสีจิ้นผิง

 

ผู้นำทั้งสองประเทศจะเจรจาทวิภาคี โดยมุ่งเน้นไปที่การหารือเกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งสั่นคลอนเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค หลังเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับจีนทั้งทางด้านการทหารและเศรษฐกิจ ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของตนเองอย่างต่อเนื่อง

 

โดยโดนัลด์ ทรัมป์ เคยเสนอที่จะพบกับคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ในระหว่างการเยือนเกาหลีใต้ แต่รัฐบาลเกาหลีเหนือกลับไม่ตอบรับ ทำให้ทรัมป์ไม่ได้พบกับคิมจองอึนในทริปเดินทางเยือนเอเชียในครั้งนี้

 

อีแจมยองยังเตรียมใช้โอกาสนี้หารือกับสีจิ้นผิง เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการผ่อนปรนข้อจำกัดต่อเนื้อหาในอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีใต้ที่ดำเนินมาอย่างเข้มงวดตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลังเกาหลีใต้อนุญาตให้มีการติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD ภายในประเทศ เมื่อปี 2017

 

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างที่จีนอ้างว่าใช้เพื่อการประมงในน่านน้ำพิพาทระหว่างสองประเทศ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของการควบคุมการส่งออกแร่หายาก หรือแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) ของจีน พร้อมเตรียมเรียกร้องให้มีการยกเลิกการคว่ำบาตรของจีนต่อบริษัทต่อเรือเกาหลีใต้อย่าง Hanwha Ocean ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ โดยเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC อย่างเป็นทางการในปีนี้ ได้เปิดโอกาสให้สีจิ้นผิง วางตัวเองเป็น ‘ผู้สนับสนุนการค้าเสรีและการเปิดกว้างที่คาดเดาได้’ ซึ่งเป็นบทบาทที่สหรัฐฯ เคยครองมานานหลายทศวรรษ
ขณะนี้สมาชิก APEC ทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจกำลังทำงานอย่างหนัก เพื่อผลักดันฉันทามติเกี่ยวกับปฏิญญาร่วมว่าด้วยการค้าเสรี ก่อนที่การประชุม APEC 2025 จะปิดฉากลงในวันนี้

 

ภาพ: Yonhap / Reuters

อ้างอิง:

The post เกาหลีใต้ใช้เวที APEC 2025 กระชับสัมพันธ์จีน ถกประเด็นนิวเคลียร์-ผ่อนปรนข้อจำกัดอุตสาหกรรมบันเทิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำโลกร่วมประชุมเอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก https://thestandard.co/world-leaders-global-trade-apec/ Fri, 31 Oct 2025 08:54:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1138134 ผู้นำโลกร่วมประชุม เอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก

การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ที่ เมืองคยอ […]

The post ผู้นำโลกร่วมประชุมเอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำโลกร่วมประชุม เอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก

การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ที่ เมืองคยองจู ของเกาหลีใต้ เปิดฉากขึ้นในวันนี้ (31 ตุลาคม) โดยมีผู้นำจาก 21 ประเทศสมาชิกเอเปคเข้าร่วม รวมถึงอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ตลอดจนประเทศที่ได้รับเชิญ และตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศ

 

การประชุมปีนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘Building a Sustainable Tomorrow’ หรือ ‘เสริมสร้างวันพรุ่งนี้ที่ยั่งยืน’ ซึ่งมุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือผ่าน 3 แนวคิดสำคัญ คือ เชื่อมโยง, นวัตกรรม, ความรุ่งเรืองร่วมกัน (Connect, Innovate, Prosper) เพื่อหาแนวทางเพิ่มความยืดหยุ่นและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้าโลก โดยมุ่งเน้นการหารือหารือในหัวข้อสำคัญ เกี่ยวกับการรักษาการค้าเสรีและการส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

 

ในการประชุมวาระแรกวันนี้ มีขึ้นภายใต้หัวข้อ ‘Towards a More Connected Resilient Region and Beyond’ หรือ ‘มุ่งสู่ภูมิภาคที่เชื่อมโยงและยืดหยุ่นยิ่งขึ้น’ โดยอีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้กล่าวเปิดประชุม เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประชุมเอเปค ท่ามกลางระเบียบการค้าเสรีที่กำลังเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

 

“ความร่วมมือและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน คือเส้นทางที่แน่นอนที่สุดสำหรับอนาคตที่ดีกว่า เราทุกคนกำลังยืนอยู่ ณ จุดเปลี่ยนสำคัญ ขณะที่ระเบียบระหว่างประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” อี กล่าว

 

ขณะที่เขาชี้ว่า “การปฏิวัติทางเทคโนโลยีที่นำโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั้นกำลังนำมาซึ่งทั้งวิกฤตและโอกาส อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

 

ด้านสีจิ้นผิง กล่าวถ้อยแถลงในการประชุม โดยมีข้อเสนอ 5 ประการสำหรับ “การสร้างเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน”

 

เขายังเรียกร้องให้มีความพยายามร่วมกันเพื่อปกป้องระบบการค้าพหุภาคีโดยมีองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นแกนหลัก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างในภูมิภาค และรักษาเสถียรภาพและการไหลเวียนที่ราบรื่นของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและอุปทาน

 

สำหรับการประชุมในวันศุกร์จัดขึ้นโดยไม่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งได้เดินทางกลับสหรัฐฯ หลังจากเข้าร่วมการประชุมภาคธุรกิจและหารือทวิภาคีกับผู้นำจีนและเกาหลีใต้

 

ทั้งนี้ ก่อนการประชุม สีจิ้นผิงและอีแจมยอง ได้หารือทวิภาคี โดยทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า “ผู้นำทั้งสองวางแผนที่จะหารือกันถึงแนวทางที่จะทำให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดกว้าง มีพลัง และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในการประชุมครั้งนี้”

 

“ประธานาธิบดีอี จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้นำ เพื่อช่วยสร้างฉันทามติเรื่องความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าฟื้นฟูความมุ่งมั่นด้านความร่วมมือของภูมิภาค และแสวงหามาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้เอเปคยังคงเป็นเวทีเศรษฐกิจหลักของภูมิภาคและเป็นเวทีสำคัญสำหรับอนาคต” ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุ

 

ภาพ: Yonhap via REUTERS

 

อ้างอิง:

The post ผู้นำโลกร่วมประชุมเอเปค หารือความไม่แน่นอนระเบียบการค้าโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อมผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร https://thestandard.co/japan-takaichi-go-sk-jae-myung/ Fri, 31 Oct 2025 08:30:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1138118 ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อม ผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร

กำลังอยู่ในความสนใจในหน้าการเมืองเอเชียตะวันออก สำหรับก […]

The post ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อมผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อม ผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร

กำลังอยู่ในความสนใจในหน้าการเมืองเอเชียตะวันออก สำหรับการพบกันระหว่าง อีแจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นอกรอบการประชุม APEC 2025 ณ เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้

 

นอกจากสัญญาณ ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ จากฟากเกาหลีใต้ หลัง อีแจ-มยอง ละทิ้งความบาดหมางทางประวัติศาสตร์จากยุคอาณานิคมบนโต๊ะเจรจา พร้อมทั้งย้ำว่า ทั้งสองประเทศต้องร่วมมือมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา ขณะที่ญี่ปุ่นภายใต้การนำของทาคาอิจิ ก็ตอบรับด้วยแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทวิภาคี อย่างการทูตแบบโต้ตอบ (Shuttle Diplomacy)

 

สิ่งที่น่าสนใจจากการพบปะครั้งนี้ คือ ของที่ระลึกแลกเปลี่ยนของ 2 ผู้นำ โดย อีแจ-มยองมอบสาหร่ายแห้งและเครื่องสำอางเกาหลีใต้ให้ทาคาอิจิ ขณะที่ผู้นำญี่ปุ่นให้ ‘เซ็ตหมากล้อม’ หรือ ‘โกะ’ (Go) จากเมืองคามาคุระให้ประธานาธิบดีเกาหลีใต้

 

ดูผิวเผินอาจไม่มีความหมาย แต่ที่จริงแล้ว หินหมากล้อมนี้กลับมีนัยสำคัญทางการเมืองระหว่าง 2 ประเทศ ที่เชื่อมโยงทั้งประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์การทูต

 

เปิดความหมายของขวัญล้ำค่าก้าวข้ามความขัดแย้ง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้

 

หากเปิดเบื้องลึกเบื้องหลัง สาเหตุที่ อีแจ-มยองให้ของขวัญทาคาอิจิเป็นเครื่องสำอาง อาจเป็นเพราะผู้นำญี่ปุ่นเคยให้สัมภาษณ์ในช่วงแรกเข้ารับตำแหน่งว่า เธอชื่นชอบเครื่องสำอางและอาหารเกาหลี หลังถูกสื่อถามเรื่องความสัมพันธ์ทั้งสองชาติ ที่เคยตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมา

 

“ฉันรักสาหร่ายเกาหลีใต้มากๆ แล้วฉันก็ใช้เครื่องสำอางเกาหลีด้วย รวมถึงฉันยังดูซีรีส์เกาหลีเหมือนกัน” เธอยังเน้นย้ำว่า เกาหลีใต้เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญมากๆ

 

ขณะที่ความหมายของหมากล้อม มาจากการที่ อีแจ-มยองเป็นเซียน ‘พาดุก’ (바둑) หรือหมากล้อมในภาษาเกาหลี โดยครั้งหนึ่ง ผู้นำเกาหลีใต้เคยให้สัมภาษณ์ในหน้าสื่อว่า ในช่วงชีวิตที่ยากจนในวัยเด็ก เขาชอบเล่นพาดุกมากๆ ถึงขนาดใช้ ‘รองเท้ายาง’ มาตัดเป็นหมากเดินเล่น

 

ความคลั่งไคล้พาดุกของ อีแจ-มยอง เป็นที่รู้จักกันทั้งในหมู่คนทั่วไป และหน้าการเมืองเกาหลีใต้ เขาเรียกตัวเองว่า ‘เอกีกา’ (에기가) หรือคนรักพาดุกในภาษาเกาหลี และฝีมืออยู่ในระดับดั้ง 5 (สูงสุดคือดั้ง 1) ในหมู่มือสมัครเล่นระดับสูง

 

ว่ากันว่า อีแจ-มยองศึกษาเกี่ยวกับกลเกมนี้เยอะมากๆ และใช้เวลาในยามเครียดปลดปล่อยตัวเองไปกับการเล่นหมากล้อม ซึ่งทำให้เขาหายเครียด สมองปลอดโปร่ง และทักษะพัฒนาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งผู้นำเกาหลีใต้ยังเคยประกาศว่า ความฝันสูงสุดในงานอดิเรกนี้ คือ การเป็นปรมาจารย์ด้านพาดุก

 

“ไม่มีความลับใดๆ ทั้งในการเมืองและพาดุก” อีแจ-มยอง ระบุ

 

ผศ. ดร. ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่น และหัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า ผู้นำทั้งสองฝ่ายมีความพิถีพิถันที่เลือกของที่แต่ละฝ่ายชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ซึ่งสะท้อนความตั้งใจที่จะสืบสานความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ตั้งแต่ยุคฟุมิโอ คิชิดะ-ยุนซอกยอล, ชิเงรุ อิชิบะ-อีแจ-มยอง

 

“น่าสนใจว่า ความใส่ใจและพิถีพิถัน มีสูงมากจากทางฝั่งญี่ปุ่น เพราะไม่เพียงแต่ให้แท่นโกะที่อีชอบเล่นอยู่แล้ว แต่คัดสรรมาจากเมืองคามาคุระ ซึ่งเป็นเมืองพี่น้องกับเมืองบ้านเกิดของอีด้วย

 

“อีมาจากพรรคสายเสรีนิยม ปกติจะชูเรื่องปัญหาประวัติศาสตร์อาณานิคม และสงครามกับญี่ปุ่น ขณะที่ทาคาอิจิเป็นขวามักจะเมินเฉย หรือมีความเห็นแย้งชาติที่โจมตีญี่ปุ่นเรื่องสงคราม”

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า ของขวัญเหล่านี้แสดงให้เห็นเรื่องราวเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้นำและสื่อสองฝ่าย นำไปขยายความตั้งใจที่จะคงความเป็นมิตรต่อกัน โดยมุ่งเน้นการทูตเพื่ออนาคต (Future-Oriented Diplomacy) และไม่นำ ‘อดีต’ มาสร้างความขัดแย้งกัน แต่ก็ตั้งข้อสังเกตว่า ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะคงความสัมพันธ์นี้ได้นานแค่ไหน

 

อนึ่ง เมืองคามาคุระที่ผลิตหมากล้อม เป็นเมืองพี่เมืองน้องของเมืองอันดง (Andong) บ้านเกิดของอีแจ-มยอง ซึ่งอยู่ในจังหวัดคยองซังเหนือ สถานที่จัด APEC 2025 อีกด้วย

 

พาดุกหรือโกะ จะชื่อไหน หมากล้อมก็รวมใจเอเชียตะวันออกไว้ด้วยกัน

 

อันที่จริง วัฒนธรรมการเล่นหมากล้อมเป็นสิ่งที่แพร่หลายในเอเชียตะวันออก และมีผู้นำจำนวนมากที่คลั่งไคล้งานอดิเรกนี้ เช่น สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน, มุนแจอิน อดีตผู้นำเกาหลีใต้ และ, นาโอโตะ คัง อดีตนายกฯ ญี่ปุ่น

 

และเชื่อหรือไม่ว่า หมากล้อมนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการทูตเชื่อมสัมพันธ์เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น โดยมีการจัดกิจกรรมการแข่งขันโกะระหว่างสมาชิกผู้แทนราษฎรทั้งสองประเทศ ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา หากแต่ถูกระงับไปในปี 2004 เพราะความตึงเครียดทางการเมือง

 

อย่างไรก็ดี การทูตหมากล้อมกลับมาอีกครั้งในปี 2014 เพื่อรำลึกครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น โดยญี่ปุ่นส่งนาโอโตะเป็นตัวแทนประเทศ แข่งขันกับ อูยูชอล (Woo Yoo-chul) อดีต สส. พรรคแซนูรี (Saenuri)

 

ในเวลานั้น อูยูชอลให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า หมากล้อมก็เหมือนกับการทูตปิงปอง ที่สหรัฐอเมริกาและจีนใช้เป็นเครื่องมือสถาปนาทางการทูต และในการแข่งขันนี้ เกาหลีใต้หวังจะใช้หมากล้อมเป็นช่องทางสื่อสารความบาดหมางทางประวัติศาสตร์อย่างหญิงบำรุงขวัญ (Comfort Women) กับรัฐบาลของ ชินโซ อาเบะ

 

ขณะที่ในการแข่งขันนี้ นาโอโตะได้ทิ้งวาทะอมตะว่า ญี่ปุ่นได้เรียนรู้เกาหลีใต้มากมายจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน แม้จะมีปัญหามากมาย แต่สุดท้าย ทั้งสองประเทศก็ได้พัฒนาร่วมกัน จนกลายเป็นประเทศที่ก้าวหน้าในเอเชีย

 

“ผมหวังว่า การต่อสู้ในกระดานโกะจะไม่ใช่การต่อสู้เพื่อเข่นฆ่ากันเอง แต่มันคือบทสรุปที่ยิ่งใหญ่ให้เรายอมรับซึ่งกันและกัน” นาโอโตะกล่าว

 

อ้างอิง:

The post ทำไมผู้นำญี่ปุ่นให้เซ็ตหมากล้อมผู้นำเกาหลีใต้ มีความหมายอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวข้ามความขัดแย้ง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้จับมือรับยุคใหม่ เน้นการทูตแบบโต้ตอบ เชื่อต้องร่วมมือมากกว่าในอดีต https://thestandard.co/japan-korea-move-beyond-conflict/ Fri, 31 Oct 2025 03:09:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1137855 ก้าวข้ามความขัดแย้ง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้จับมือรับยุคใหม่ เน้นการทูตแบบโต้ตอบ เชื่อต้องร่วมมือมากกว่าในอดีต

อีแจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พบ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นาย […]

The post ก้าวข้ามความขัดแย้ง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้จับมือรับยุคใหม่ เน้นการทูตแบบโต้ตอบ เชื่อต้องร่วมมือมากกว่าในอดีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวข้ามความขัดแย้ง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้จับมือรับยุคใหม่ เน้นการทูตแบบโต้ตอบ เชื่อต้องร่วมมือมากกว่าในอดีต

อีแจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ พบ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นอกรอบการประชุม APEC 2025 เผย 2 ประเทศจะดำเนินการทูตแบบเน้นการโต้ตอบ (Shuttle Diplomacy) และเน้นย้ำความร่วมมือกันมากขึ้น ถือเป็นท่าทีก้าวข้ามความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์จากทางเกาหลีใต้

 

เมื่อวานนี้ (30 ตุลาคม) อีแจ-มยอง พบกับ ทาคาอิจิ นอกรอบการประชุม APEC 2025 เพื่อหารือแบบทวิภาคีกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตของ 2 ประเทศ โดยมีการตั้งข้อสังเกตจากสื่อว่า การหารือไม่ได้กล่าวถึงปมความขัดแย้งทางด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้เกิดความตึงเครียดเหมือนในช่วงที่ผ่านมา แต่กลับเน้นย้ำว่า เกาหลีใต้และญี่ปุ่นต้องร่วมมือกันมากกว่าเดิม

 

อีแจ-มยองกล่าวว่า ขณะนี้ เป็นเวลาสำคัญที่ต้องเสริมสร้างความร่วมมือที่มุ่งเน้นอนาคตมากกว่าในอดีต โดยญี่ปุ่นและเกาหลีใต้มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง ทั้งประสบการณ์และการทำงานร่วมกัน ซึ่งเขาเชื่อว่า 2 ประเทศจะทำงานร่วมกันได้ดี ทั้งการรับมือปัญหาภายในประเทศ และความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วย

 

ทาคาอิจิเห็นด้วยกับอีแจ-มยองว่า ความร่วมมือทวิภาคีต้องเพิ่มยิ่งขึ้น ท่ามกลางบริบทการเมืองโลกปัจจุบัน โดยญี่ปุ่นจะใช้การทูตแบบโต้ตอบ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเพิ่มพูนการสื่อสารกับเกาหลีใต้ ด้วยการส่งผู้นำระดับสูงไปเยือนประเทศคู่เจรจาบ่อยมากขึ้น

 

การเจรจาครั้งนี้ใช้เวลา 40 นาที โดย คังยูจอง (Kang Yoo-jung) โฆษกสำนักประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุว่า อีแจ-มยองได้ให้ของที่ระลึกกับทาคาอิจิ คือ สาหร่ายแห้งและเครื่องสำอางเกาหลี ขณะที่ผู้นำญี่ปุ่นมอบเม็ดหินสำหรับเล่นหมากล้อม หรือโกะที่ผลิตในเมืองคามาคุระ เป็นของขวัญกับอีแจ-มยอง

 

เป็นไปได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้จะยิ่งดียิ่งขึ้น โดยทาคาอิจิระบุในหน้าสื่อว่า เธอต้องการสร้างความร่วมมือ และความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจได้กับผู้นำหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงเกาหลีใต้ ขณะที่อีแจ-มยองเป็นมีแนวทางฟื้นฟูความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น นับเป็นแนวทางแปลกใหม่สำหรับรัฐบาลเกาหลีใต้ ทั้งฝ่ายเสรีนิยมและอนุรักษนิยม

 

ในช่วงที่ผ่านมา ผู้นำฝ่ายเสรีนิยมในเกาหลีใต้มักวางท่าทีแข็งกร้าวต่อญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเด็นทางประวัติศาสตร์ เช่น ขอให้ญี่ปุ่นออกมาขอโทษหรือจ่ายค่าชดเชยต่อกรณีแรงงานทาส และหญิงบำรุงขวัญ (Comfort Women) ในช่วงอาณานิคม หรือประณามการที่ผู้นำญี่ปุ่นไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ (Yasukuni Shrine) เพื่อสักการะทหารระดับสูงที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2

 

นอกจากนี้ เกาหลีใต้และญี่ปุ่นยังมีข้อพิพาททางด้านดินแดน อย่างการอ้างสิทธิเหนือเกาะด็อกโด (Dokdo) หรือทาเคชิมะ (Takeshima) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งทำให้ความสัมพันธ์ทวิภาคีในช่วงที่ผ่านมาไม่ราบรื่นนัก

 

ปัจจุบัน เกาหลีใต้และญี่ปุ่นทำสนธิสัญญาความมั่นคงไตรภาคีร่วมกับสหรัฐอเมริกา หรือ Camp David Principles เพื่อแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง เช่น ความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือ และเปิดช่องให้สามารถปกป้องประเทศคู่ภาคี หากมีภัยคุกคามต่ออีกฝ่าย

 

ภาพ: YONHAP NEWS AGENCY / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ก้าวข้ามความขัดแย้ง ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้จับมือรับยุคใหม่ เน้นการทูตแบบโต้ตอบ เชื่อต้องร่วมมือมากกว่าในอดีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย – ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. https://thestandard.co/korea-labor-quota-immigration-talks/ Thu, 30 Oct 2025 11:47:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1137578 นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย - ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม.

วันนี้ (30 ตุลาคม) เวลา 15.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคย […]

The post นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย – ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย - ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม.

วันนี้ (30 ตุลาคม) เวลา 15.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือทวิภาคีกับอีแช มยอง (H.E. Mr. Lee Jae Myung) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

 

โอกาสแรก ประธานาธิบดีเกาหลี ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้เกียรติเดินทางมาเข้าร่วมการประชุมเอเปคในช่วงที่ไทยโศกเศร้า ประธานาธิบดีเกาหลียังซาบซึ้งในการที่ไทยได้ส่งทหารไทยเข้าร่วมสงครามเกาหลีด้วย

 

ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีที่ได้พบหารือกันเป็นครั้งแรก หลังจากที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้โทรศัพท์มาแสดงความยินดีในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรียังชื่นชมเมืองคย็องจูว่าเป็นเมืองที่งดงามและเปี่ยมด้วยมรดกทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของไทย พร้อมเชิญประธานาธิบดีเกาหลีใต้เยือนไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสแรก เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเสนอให้ทั้งสองประเทศตั้งเป้าหมายการค้าให้ถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเขตการค้าเสรี (FTA) เป็นเครื่องมือสำคัญ และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถสรุปประเด็นที่คั่งค้างได้โดยเร็ว

 

พร้อมยืนยันว่าไทยจะให้การดูแลนักลงทุนเกาหลีใต้อย่างเต็มที่ ทั้งในโครงการของ Hyundai, COSMAX, KakaoBank ที่จะจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาในไทย และบริษัท Korea Land & Housing Corporation (LH) ที่จะตั้งนิคมอุตสาหกรรมเกาหลีใต้แห่งแรกในไทย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการที่เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล จะนำคณะนักธุรกิจเกาหลีใต้มาหารือความร่วมมือกับภาคเอกชนไทยในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งไทยยินดีต้อนรับและพร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ว่า คนไทยนิยมวัฒนธรรมเกาหลี โดยเฉพาะ K-Pop อย่างกว้างขวาง จนเยาวชนไทยจำนวนมากสนใจเรียนภาษาเกาหลี และชื่นชมเกาหลีใต้ที่เป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านการผลิตคอนเทนต์ของโลก พร้อมระบุว่าจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยศึกษาระบบนิเวศด้านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะการสนับสนุนสตาร์ตอัปและ SME ทั้งด้านทักษะและงบประมาณ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันว่าไทยจะสนับสนุนบทบาทของเกาหลีใต้ในฐานะประเทศคู่เจรจาของอาเซียน และประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-เกาหลีใต้

 

ในช่วงท้ายของการหารือ นายกรัฐมนตรียังได้ขอประธานาธิบดีพิจารณาเพิ่มจำนวนแรงงานถูกกฎหมาย ที่จะมาทำงานเกาหลี รวมทั้งช่วยดูแลปัญหาที่คนไทยและนักท่องเที่ยวไทยถูกปฏิเสธการเข้าเมืองเมื่อเดินทางมาถึงเกาหลีแล้ว ส่งผลเกิดสูญเสียในการเดินทาง ทั้งเงิน และเวลาด้วย

 

นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย - ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. 1 นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย - ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. 2 นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย - ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. 3 นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย - ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. 4 นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย - ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. 5

The post นายกฯ หารือ ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ขอเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมาย – ช่วยแก้ปัญหาคนไทยติด ตม. appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯอนุทิน ร่วมดินเนอร์ ปธน.เกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ เลี้ยงต้อนรับ ทรัมป์-ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค https://thestandard.co/anutin-apec-dinner-trump-sk-president/ Wed, 29 Oct 2025 12:02:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1137104 นายกฯอนุทิน ร่วมดินเนอร์ ปธน.เกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ เลี้ยงต้อนรับ ทรัมป์-ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

วันนี้ (29 ตุลาคม) เวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคย […]

The post นายกฯอนุทิน ร่วมดินเนอร์ ปธน.เกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ เลี้ยงต้อนรับ ทรัมป์-ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกฯอนุทิน ร่วมดินเนอร์ ปธน.เกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ เลี้ยงต้อนรับ ทรัมป์-ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

วันนี้ (29 ตุลาคม) เวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นเมืองคยองจู สาธารณรัฐเกาหลี สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคเป็นกรณีพิเศษ (Special Dinner in Honor of the U.S. President and State Leaders) ภายใต้หัวข้อ ‘ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก’ (Indo-Pacific Economic Cooperation) ซึ่งอี แชมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ โดยจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำเขตเศรษฐกิจพิเศษเอเปค

 

งานเลี้ยงอาหารค่ำดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 โดยมีผู้นำจากเขตเศรษฐกิจสำคัญที่เข้าร่วมงานนี้ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ได้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ, อี แชมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้, แอนโทนี แอลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย, มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา, คริสโตเฟอร์ ลักซอน นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์,ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ และเลือง เกื่อง ประธานาธิบดีเวียดนาม ซึ่งในช่วงก่อนงานเลี้ยงผู้นำทั้ง 8 ชาติ ได้พบปะพูดคุยกันตามอัธยาศัย ภายหลังอาหารค่ำ ผู้นำที่เข้าร่วมงานเลี้ยงได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ ‘ความร่วมมือทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก’ (Indo-Pacific Economic Corporation)

 

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในงานเลี้ยงอาหารค่ำ สรุปสาระสำคัญดังนี้

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณประธานาธิบดี อี แชมยอง สำหรับการเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงค่ำสุดพิเศษในครั้งนี้ และรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้อยู่ท่ามกลางพันธมิตรและหุ้นส่วนจากทั่วภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งต่างมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นในภูมิภาค

 

ทั้งนี้ ไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือรอบด้านกับทุกพันธมิตร ทั้งในระดับทวิภาคี ระดับอนุภูมิภาค และระดับภูมิภาค ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น อาเซียน กรอบความร่วมมือแม่โขง และความตกลง RCEP โดยไทยและเกาหลีใต้กำลังเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายใต้กรอบความร่วมมืออาเซียน-เกาหลีใต้ กรอบแม่โขง-เกาหลีใต้ และการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) ขณะเดียวกัน ไทยยังทำงานร่วมกับสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-สหรัฐฯ (Mekong-U.S. Partnership) และกรอบ ACMECS เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค

 

นายกรัฐมนตรียังรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งต่อการเข้าร่วมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อสันติภาพและความรุ่งเรืองในภูมิภาค พร้อมกล่าวขอบคุณที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การลงนามใน Joint Declaration เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไทยหวังว่าสหรัฐฯ จะเห็นถึงความตั้งใจจริงและความพยายามอย่างสร้างสรรค์ของไทย เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ ที่สมดุลและเกิดประโยชน์ร่วมกันต่อประชาชนของไทยและสหรัฐฯ

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเป็นหนึ่งในกลไกหลักของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีศักยภาพสูงจากประชากรที่ขยันขันแข็ง เต็มไปด้วยพลัง และมีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ รวมถึงเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถด้านนวัตกรรมและการเชื่อมโยง โดยการจะเปลี่ยนศักยภาพเหล่านี้ให้เป็นโอกาสที่แท้จริง จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของสหรัฐฯ ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

 

1. ความร่วมมือด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะ AI ซึ่งไทยเห็นว่า เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงขับเคลื่อนนวัตกรรม แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการหลอกลวงทางออนไลน์

 

2. การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการแข่งขัน ด้วยการลดกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อน ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม ทั้งนี้ ความตั้งใจของไทยที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD สะท้อนถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว

 

3. การเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานมีความยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจโลกในยุคปัจจุบันที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน

 

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวย้ำถึงความตั้งใจของไทยที่จะร่วมมือกับทุกเขตเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมค่านิยมร่วมกันในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงแก่ประชาชนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

 

นายกฯอนุทิน ร่วมดินเนอร์ ปธน.เกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ เลี้ยงต้อนรับ ทรัมป์-ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 1 นายกฯอนุทิน ร่วมดินเนอร์ ปธน.เกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ เลี้ยงต้อนรับ ทรัมป์-ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 2 นายกฯอนุทิน ร่วมดินเนอร์ ปธน.เกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ เลี้ยงต้อนรับ ทรัมป์-ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 3 นายกฯอนุทิน ร่วมดินเนอร์ ปธน.เกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ เลี้ยงต้อนรับ ทรัมป์-ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 4 นายกฯอนุทิน ร่วมดินเนอร์ ปธน.เกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ เลี้ยงต้อนรับ ทรัมป์-ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 5 นายกฯอนุทิน ร่วมดินเนอร์ ปธน.เกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ เลี้ยงต้อนรับ ทรัมป์-ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 6

The post นายกฯอนุทิน ร่วมดินเนอร์ ปธน.เกาหลีใต้ เป็นเจ้าภาพ เลี้ยงต้อนรับ ทรัมป์-ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำเกาหลีใต้ถกปราบ ‘สแกมเมอร์’ ใน ASEAN Summit – พบ ฮุน มาเนต ย้ำพลเมืองรู้สึก ‘อ่อนไหว’ กับอาชญากรรมข้ามชาติ https://thestandard.co/korea-fights-asean-scams/ Mon, 27 Oct 2025 04:01:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1135885 ผู้นำเกาหลีใต้ถกปราบ ‘สแกมเมอร์’ ใน **ASEAN Summit** - พบ **ฮุน มาเนต** ย้ำพลเมืองรู้สึก ‘อ่อนไหว’ กับอาชญากรรมข้ามชาติ

อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอ […]

The post ผู้นำเกาหลีใต้ถกปราบ ‘สแกมเมอร์’ ใน ASEAN Summit – พบ ฮุน มาเนต ย้ำพลเมืองรู้สึก ‘อ่อนไหว’ กับอาชญากรรมข้ามชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำเกาหลีใต้ถกปราบ ‘สแกมเมอร์’ ใน **ASEAN Summit** - พบ **ฮุน มาเนต** ย้ำพลเมืองรู้สึก ‘อ่อนไหว’ กับอาชญากรรมข้ามชาติ

อีแจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย เผยเกาหลีใต้พร้อมร่วมมือกับอาเซียน เพื่อปราบอาชญากรรมสแกมเมอร์ และปกป้องเยาวชนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ ขณะที่พบกับ ฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชา โดยหารือแบบทวิภาคี และถกปฏิบัติการปราบอาชญากรรมข้ามชาติร่วมกัน

 

ในการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 อีแจมยองได้หยิบยกประเด็นสแกมเมอร์ขึ้นมาหารือกับประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมระบุว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ จะทำงานร่วมกับตำรวจแห่งชาติอาเซียน (ASEANPOL) อย่างใกล้ชิด เพื่อกำจัดศูนย์กลางอาชญากรรม-ข้ามชาติแบบถอนรากถอนโคน

 

“เครือข่ายอาชญากรรมอย่างศูนย์สแกมเมอร์ กำลังกระจายไปตามแนวพรมแดนประเทศที่หลักนิติธรรมอ่อนแอ และน่าเศร้าที่คนหนุ่มสาวจำนวนมาก กำลังตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมข้ามชาติ” ผู้นำเกาหลีใต้กล่าว

 

ตามรายงานของสำนักข่าวยอนฮับ (Yonhap) การประชุมนี้ยังเน้นย้ำแผนความร่วมมือครอบคลุมทางยุทธศาสตร์ (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) โดยเกาหลีใต้มุ่งเน้นย้ำกระชับความสัมพันธ์กับชาติอาเซียน ขณะที่ก็สนับสนุนการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การบรรเทาภัยพิบัติ และการเพิ่มพูนศักยภาพความมั่นคงทางทะเล เพื่อบรรลุสันติภาพและเสถียรภาพทั้งภูมิภาค

 

นอกจากนี้ อีแจมยองยังหารือแบบทวิภาคีกับ ฮุน มาเนต นอกรอบการประชุมอาเซียน โดยผู้นำกัมพูชาได้แสดงเสียใจของการเสียชีวิตของชายชาวเกาหลีใต้วัย 22 ปี ที่ตกเป็นเหยื่อกลุ่มสแกมเมอร์ พร้อมเรียกว่า นี่เป็นเหตุการณ์ที่ ‘โชคร้าย’

 

ฮุน มาเนต ระบุว่า กัมพูชาได้ดำเนินการมาตรการฉับพลัน เพื่อปราบปรามกลุ่มสแกมเมอร์ และให้คำมั่นว่า จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อกำจัดอาชญากรรมตามพรมแดน ซึ่งรวมถึงการค้ายาเสพติด และการค้ามนุษย์

 

ขณะที่อีแจมยองกล่าวกับผู้นำกัมพูชาว่า ขณะนี้ ชาวเกาหลีใต้รู้สึก ‘อ่อนไหว’ เป็นอย่างมาก หลังรับทราบเรื่องราวอาชญากรรมครั้งนี้ พร้อมแสดงความขอบคุณที่กัมพูชาใส่ใจความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้

 

อีแจมยองยังย้ำว่า เกาหลีใต้พร้อมจะร่วมมือพัฒนากัมพูชา ขณะที่ ฮุน มาเนต ทิ้งท้ายว่า เกาหลีใต้คือประเทศนักลงทุนรายใหญ่ และแหล่งรายได้จากการท่องเที่ยวของกัมพูชา โดยหวังว่า ในอนาคต ทั้งสองประเทศจะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคง และการป้องกันประเทศร่วมกัน

 

ภาพ: Hasnoor Hussain / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ผู้นำเกาหลีใต้ถกปราบ ‘สแกมเมอร์’ ใน ASEAN Summit – พบ ฮุน มาเนต ย้ำพลเมืองรู้สึก ‘อ่อนไหว’ กับอาชญากรรมข้ามชาติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์-สีจิ้นผิง เตรียมพบกันที่เกาหลีใต้ นอกรอบ APEC 2025 https://thestandard.co/trump-xi-jinping-meet-korea-apec/ Fri, 24 Oct 2025 07:02:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1134841 ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์-สีจิ้นผิง เตรียมพบกันที่เกาหลีใต้ นอกรอบ APEC 2025

ทำเนียบขาวยืนยันว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐอเ […]

The post ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์-สีจิ้นผิง เตรียมพบกันที่เกาหลีใต้ นอกรอบ APEC 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์-สีจิ้นผิง เตรียมพบกันที่เกาหลีใต้ นอกรอบ APEC 2025

ทำเนียบขาวยืนยันว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา จะพบกับ สีจิ้นผิง ผู้นำจีน นอกรอบการประชุม APEC 2025 ที่เกาหลีใต้ในปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทริปเอเชีย นอกเหนือจากมาเลเซียและญี่ปุ่น

 

แคโรไลน์ เลวิตต์ (Karoline Leavitt) โฆษกทำเนียบขาวระบุว่า ในทริปเอเชีย 2025 ทรัมป์จะเดินทางไปมาเลเซียเป็นประเทศแรกช่วงหัวค่ำของวันนี้ (24 ตุลาคม) เพื่อเข้าร่วมการประชุม ASEAN Summit 2025 หลังจากนั้นจะไปญี่ปุ่นเพื่อพบกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ ผู้นำหญิงคนใหม่ ปิดท้ายด้วยเกาหลีใต้ตามลำดับ

 

สำหรับกำหนดการเบื้องต้น ทรัมป์จะบินจากญี่ปุ่นไปเกาหลีใต้ ณ เมืองคยองจู จังหวัดคยองซังเหนือ ซึ่งเป็นที่ประชุม APEC 2025 เพื่อพบกับประธานาธิบดี อีแจมยอง (Lee Jae-myung) โดยจะกล่าวปาฐกถาในงานเลี้ยงอาหารกลางวันของกลุ่ม CEO และเข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำของผู้นำ APEC ในวันที่ 29 ตุลาคม

 

หลังจากนั้นในวันที่ 30 ตุลาคม ทรัมป์จะพบกับสีจิ้นผิงนอกรอบการประชุม ซึ่งคาดว่า เป็นช่วงเช้าตามเวลาท้องถิ่น เพื่อหารือแบบทวิภาคี และเดินทางกลับสหรัฐฯ ทันที

 

ประเด็นการหารือระหว่างสองผู้นำมหาอำนาจ อาจเกี่ยวข้องกับมาตรการกีดกันทางการค้า หลังจีนประกาศจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) ทำให้ทรัมป์ใช้มาตรการตอบโต้ขึ้นภาษี 100% กับจีน ซึ่งในไม่กี่วันที่ผ่านมา ดูมีสัญญาณที่ดีขึ้นว่า ทั้งสหรัฐฯ และจีนอาจทำข้อตกลงเจรจาหาทางออกได้

 

“คำถามแรกที่ผมจะถาม สีจิ้นผิง คือเรื่องเฟนตานิล ผมจะใส่ไว้ในข้อแรกจากลิสต์ทั้งหมดเลย” ทรัมป์ตอบคำถามสื่อ ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหาว่า จีนล้มเหลวการควบคุมสารเคมีดังกล่าว ทำให้พลเมืองอเมริกันเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาด และใช้ข้ออ้างดังกล่าวในการขึ้นภาษี จีน

 

เบื้องต้น The Korea Times รายงานว่า ประชาชนในเกาหลีใต้เตรียมประท้วงชุมนุมต่อต้านทรัมป์ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มฝ่ายซ้าย ภาคประชาสังคม และพลเมืองทั่วไปประมาณ 35 กลุ่ม โดยระบุสาเหตุของการประท้วงว่า สงครามภาษีของผู้นำสหรัฐฯ ทำให้โลกสั่นคลอน และมนุษยชาติกำลังรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อต้านบริษัทขนาดใหญ่ และผู้นำ APEC ที่สนับสนุนทรัมป์

 

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มฝ่ายขวาจาก Liberty University ที่กำลังวางแผนจัดชุมนุมต้านจีนในย่านฮวังนัมดันกิล (Hwangnidan-gil) ในเมืองคยองจู โดยจะเดินขบวนที่ชื่อว่า ‘China Out’ ในระหว่างการเยือนของสีจิ้นผิง

 

อนึ่ง รัฐบาลเกาหลีใต้วางแผนรับมือการชุมนุมครั้งนี้เป็นพิเศษ ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์อาจสร้างภาพลักษณ์ที่ย่ำแย่ให้กับประเทศ โดยออกประกาศเตือนภัยฉุกเฉินระดับสูงสุดตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมใช้กำลังเจ้าหน้าที่มากกว่า 1.9 หมื่นนาย ได้แก่ หน่วยปราบจลาจล, หน่วย SWAT และผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้าย ทั้งยังควบคุมการจราจรและการใช้โดรนอย่างเข้มงวด

 

ภาพ: Getty Images AsiaPac / Getty Images

อ้างอิง:

The post ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์-สีจิ้นผิง เตรียมพบกันที่เกาหลีใต้ นอกรอบ APEC 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สแกมเมอร์กัมพูชา ‘ปัญหาโลก’ ไทยควรมีบทบาทอย่างไร https://thestandard.co/thailand-asean-leader-scammer-crackdown/ Fri, 17 Oct 2025 12:45:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1132092 สแกมเมอร์กัมพูชา

“สแกมเมอร์” หรือขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ได้กลายเป็นหนึ่งใ […]

The post สแกมเมอร์กัมพูชา ‘ปัญหาโลก’ ไทยควรมีบทบาทอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
สแกมเมอร์กัมพูชา

“สแกมเมอร์” หรือขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ได้กลายเป็นหนึ่งในอาชญากรรมข้ามชาติที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ศูนย์กลางของปัญหานี้ปรากฏเด่นชัดในกัมพูชา เมียนมา และ สปป.ลาว ประเทศที่กลายเป็น “Safe Haven” ให้กับเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์นานาชาติ

 

ล่าสุด สถานการณ์สแกมเมอร์ถูกจับจ้องมากขึ้นในระดับโลก หลังเกาหลีใต้ถึงขั้นต้องเปิดปฏิบัติการข้ามแดน เพื่อติดตามช่วยเหลือพลเมืองที่ตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายสแกมเมอร์ ที่แพร่กระจายอยู่ทั่วกัมพูชา

 

ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร จับมือกันประกาศคว่ำบาตรและยึดทรัพย์สแกมเมอร์รายใหญ่ในกัมพูชา หลังพบหลักฐานว่าขบวนการเหล่านี้เกี่ยวพันกับการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน บังคับทำงาน ค้าประเวณี และกิจกรรมผิดกฎหมายในระดับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ 

 

“นี่ไม่ใช่ปัญหาของกัมพูชาเพียงประเทศเดียว แต่เป็นปัญหาระดับโลกที่ทุกประเทศในภูมิภาคได้รับผลกระทบโดยตรง”

 

 

รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวย้ำถึงความร้ายแรงของปัญหาสแกมเมอร์ในกัมพูชา พร้อมชี้ว่าไทยต้องใช้โอกาสสำคัญนี้ แสดงบทบาท ‘ผู้นำ’ ในการต่อสู้และปราบปรามปัญหาสแกมเมอร์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กำลังจะมีขึ้นปลายเดือนนี้

 

“เราควรแสดงให้โลกเห็นว่าไทยพร้อมจะร่วมมือ แบ่งปันข้อมูล และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้อย่างเป็นระบบ”

 

3 เสาหลัก ‘อุตสาหกรรมสแกม’

 

รศ. ดร.ปิติ อธิบายให้เห็นภาพว่า โครงสร้างของธุรกิจสแกมเมอร์ในภูมิภาคอาเซียนนั้น ไม่ต่างจากอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ โดยหากแยกองค์ประกอบออกมาจะพบ ‘3 เสาหลัก’ ที่ทำให้ขบวนการเหล่านี้ดำรงอยู่ได้ ได้แก่

 

1.โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Facility)

 

ตั้งแต่ระบบอินเทอร์เน็ต โทรคมนาคม ไปจนถึงพลังงานและการขนส่ง ทุกอย่างล้วนจำเป็นต่อการดำเนินงานของเครือข่ายสแกม การเคลื่อนย้ายคน อาหาร เงินทุน หรืออุปกรณ์ผ่านพรมแดน ต้องอาศัยช่องทางที่มักได้รับการอำนวยความสะดวกอย่างผิดกฎหมาย

 

อย่างไรก็ตาม รศ. ดร.ปิติ กล่าวว่า “คำถามสำคัญที่ต้องพิสูจน์ในประเทศไทยก่อนคือ กฎหมายไทยบังคับใช้อย่างเข้มแข็งแล้วหรือยัง เจ้าหน้าที่บางส่วนยังหลับตาข้างหนึ่งอยู่หรือไม่ และเอกชนในห่วงโซ่ต่าง ๆ ตั้งแต่รถตู้รับส่งจนถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่ มีส่วนรู้เห็นหรือเปล่า”

 

2. กฎระเบียบและอำนาจอธิปไตย (Regulation & Sovereignty)

 

การบังคับใช้กฎหมายในคดีข้ามพรมแดนนั้นเป็นเรื่องซับซ้อน เพราะเกี่ยวพันกับเขตอำนาจของหลายประเทศ 

 

รศ. ดร.ปิติ ชี้ว่า ตัวอย่างง่ายๆ ที่ควรพิจารณาคือ “หากอเมริกาหรือจีนจะเข้ามาบังคับใช้กฎหมายในไทย ก็อาจเป็นการล่วงละเมิดอธิปไตยของไทย แต่ในทางกลับกัน หากไทยต้องการเข้าไปดำเนินการจับกุมหรือกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน ก็เสี่ยงจะละเมิดอธิปไตยของเขาเช่นกัน” 

 

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือจำเป็นต้องมี ‘กติกาภูมิภาค’ ที่ชัดเจน อาจเป็นการตั้งคณะทำงานร่วมระดับอาเซียน เพื่อมอนิเตอร์และประสานงานด้านกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

 

3. การคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection)

 

การสร้างภูมิคุ้มกันหรือทำให้ประชาชนมีความฉลาดรู้มากพอและไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการสแกม ถือเป็นแนวป้องกันด่านแรกที่สำคัญ 

 

รศ. ดร.ปิติ ที่ทำงานใน ASEAN Foundation ยกตัวอย่างโครงการใหม่ที่ชื่อว่า ‘Scam Ready ASEAN’ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุน 5 ล้านดอลลาร์จาก Google.org เพื่อพัฒนาความรู้เบื้องต้นในการปกป้องตนเองจากกิจกรรมสแกม ให้แก่ประชาชนกว่า 3 ล้านคนทั่วอาเซียน และสนับสนุนให้ผู้ที่สนใจเรียนรู้ต่อกลายเป็น Master Trainer เพื่อนำองค์ความรู้เชิงลึกไปสอนในชุมชนของตนเอง โดยถือเป็นโครงการให้ความรู้เพื่อต่อต้านสแกม ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน 10 ประเทศอาเซียนบวกติมอร์-เลสเต

 

คอร์รัปชันชายแดน จุดเปราะบางของไทย

 

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินการของรัฐบาลเพื่อต่อต้านปัญหาสแกมเมอร์นั้น ในทางปฏิบัติมีอุปสรรคสำคัญคือ ปัญหาคอร์รัปชันและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน

 

“คนที่อยู่แนวหน้าย่อมรู้ดีว่ารถขนคนจำนวนมากจากเอเชียใต้หรือแอฟริกาไม่อาจผ่านด่านได้หากไม่มีการอำนวยความสะดวกบางอย่าง คำถามคือ ผ่านไปได้อย่างไร ทั้งที่มีการตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยความมั่นคงอยู่ตรงนั้น” รศ. ดร.ปิติกล่าว 

 

เขาเสนอว่า “หากไทยต้องการชูบทบาทผู้นำและทำให้ทั่วโลกเข้าใจว่า ประเทศไทยเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ ก็ต้องมีความจริงใจทางนโยบายในการจัดการเรื่องคอร์รัปชันอย่างเร่งด่วน เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นผู้เล่นที่สุจริตและพร้อมร่วมมือกับนานาชาติในการจัดการปัญหานี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ”

 

ปัญหาสำคัญคือรัฐขาด Political Will

 

รศ. ดร.ปิติ กล่าวถึงเวที ASEAN Think Tank Summit ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งรวบรวมนักวิชาการจากศูนย์วิจัยทั่วอาเซียนมาหารือ พบว่า “ปัญหาสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในภูมิภาคนี้ คือเครือข่ายสแกมเมอร์นั้นเป็นเนื้อเดียวกับผู้มีอำนาจรัฐ หรือใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจรัฐ

 

“ในรัฐที่มีลักษณะเช่นนี้ รัฐนั้นจะไม่มี Political Will หรือความจริงใจในทางนโยบายในการจัดการ เพราะพวกเขาอาจได้ประโยชน์จากกิจกรรมเหล่านี้ เราเห็นได้จากข้อมูลล่าสุดของสหรัฐฯ ที่การบังคับใช้กฎหมายไปเกี่ยวข้องกับนักธุรกิจผิดกฎหมายและนักธุรกิจสีเทา ซึ่งเป็นเครือญาติและผู้สนับสนุนครอบครัวการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านของเรา

 

เขาชี้ว่า หากรัฐบาลไทยไม่เร่งแสดงบทบาทเพื่อจัดการกับปัญหาสแกมเมอร์ ในอนาคตปัญหานี้ ‘จะรุนแรงมากขึ้น’ และอาจจะยกระดับขึ้นเป็น ‘บริการอาชญากรรมข้ามชาติแบบครบวงจร’ เช่น ให้บริการวิศวกรเขียนซอฟต์แวร์สำหรับบ่อนพนันออนไลน์, การตั้งเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่มีใครตามรอยได้, การฟอกเงิน และอาจลุกลามไปถึงการสนับสนุนกิจกรรมการโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ระบบสาธารณสุข ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน หรือแม้แต่การป้องกันประเทศ

 

ปิดพรมแดน แก้ปัญหาสแกม

 

สำหรับประเทศไทยที่ยังคงมีปัญหาขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชา และไม่มีท่าทีว่าจะคลี่คลายลงง่ายๆ มีคำถามสำคัญคือ หากปัญหาสแกมเมอร์ยังรุนแรงเช่นนี้ ไทยควรปิดด่านพรมแดนต่อไปหรือไม่?

 

รศ. ดร.ปิติ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า “การปิดด่านนั้นมีหลายระดับ หากเป็นเรื่องของการค้าชายแดนปกติ การไปมาหาสู่ที่กระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ ไทยควรจะเปิด แต่คาสิโนบริเวณชายแดนนั้นเกี่ยวพันกับศูนย์สแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และการฟอกเงินทั้งสิ้น ดังนั้นต้องมี ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ว่าถ้าจะเปิด จะเปิดในลักษณะไหน และถ้าจะปิด จะไม่เปิดให้กิจกรรมไหนบ้าง”

 

“หากคุณเปิดชายแดนแล้วยังเห็นรถตู้หรือรถทัวร์ขนคนจำนวนมากเพื่อข้ามไปเล่นการพนันหรือเข้าคาสิโน โดยมีคนอำนวยความสะดวก เจ้าหน้าที่ความมั่นคงและตรวจคนเข้าเมืองที่หน้างานต้องสกัดกั้นกิจกรรมพวกนี้ การจัดการต้องลงไปอยู่ที่หน้างานและปรับวิธีการให้สอดคล้องกับเป้าหมาย รวมถึงต้องมอนิเตอร์ตามช่องทางธรรมชาติด้วย” เขากล่าว และชี้ว่า “การบริหารจัดการเรื่องนี้ต้องพึ่งพา 4 ปัจจัยคือ คนที่พร้อมทำงาน, ความรู้ในการวางยุทธศาสตร์, ห้วงเวลาที่เหมาะสม และงบประมาณที่ใส่ลงไป”

 

ไทยกับบทบาทนำแก้ปัญหาสแกม

 

สิ่งที่หลายฝ่ายเรียกร้องคือท่าทีของรัฐบาลไทย ในฐานะที่เป็นทั้งเพื่อนบ้านและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งขณะนี้ลุกลามเป็นปัญหาระดับโลก สิ่งที่เหมาะสมจึงเป็นการชูบทบาทเชิงรุกในการเป็น ‘ผู้นำ’ เพื่อแก้ปัญหา

 

รศ. ดร.ปิติ เน้นว่า “ประเทศไทยต้องแสดงบทบาทในประเด็นนี้” โดยมีโอกาสสำคัญในหลายเวทีพหุภาคี ทั้งการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และสุดยอดผู้นำ East Asia Summit ซึ่งประกอบด้วยอาเซียนบวกอีก 8 ประเทศ ที่กำลังจะจัดขึ้นปลายเดือนนี้

 

นอกจากนี้ อาเซียนยังมีการเจรจาแบบบวก 1 กับประเทศที่สำคัญ เช่น อาเซียน-เกาหลี, อาเซียน-ญี่ปุ่น, อาเซียน-จีน, อาเซียน-สหรัฐฯ ประกอบกับในห้วงการประชุมอาเซียนครั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็จะเดินทางมาเยือนและร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชาด้วย 

 

“ไทยต้องแสดงบทบาทสำคัญว่าเราพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ พร้อมที่จะให้การสนับสนุนข้อมูล และพร้อมที่จะบังคับใช้กฎหมายเพื่อปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์สแกมเมอร์แบบนี้อย่างจริงจัง” รศ. ดร.ปิติ เน้นย้ำ และชี้ว่า “ปัญหานี้ต้องการ Collective Efforts หรือความพยายามร่วมกันจากทุกประเทศทั่วโลกที่ได้รับความเสียหาย”

The post สแกมเมอร์กัมพูชา ‘ปัญหาโลก’ ไทยควรมีบทบาทอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>