Key Messages Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/key-messages/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 16 Oct 2026 03:01:54 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย? ทำไมไฟป่ารุนแรงสุดในรอบกว่า 10 ปี ควันพิษลามทั่วอาเซียน ประชาชนร้องให้ต่างชาติฟ้องรัฐบาลตัวเอง https://thestandard.co/indonesia-wildfires-toxic-haze-asean/ Fri, 16 Oct 2026 02:59:02 +0000 https://thestandard.co/indonesia-wildfires-toxic-haze-asean/ หมอกควันไฟป่าปกคลุมพื้นที่ในประเทศอินโดนีเซียและลอยข้ามพรมแดนสู่ภูมิภาคอาเซียน

อินโดนีเซียกำลังเผชิญวิกฤตไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 1 […]

The post เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย? ทำไมไฟป่ารุนแรงสุดในรอบกว่า 10 ปี ควันพิษลามทั่วอาเซียน ประชาชนร้องให้ต่างชาติฟ้องรัฐบาลตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมอกควันไฟป่าปกคลุมพื้นที่ในประเทศอินโดนีเซียและลอยข้ามพรมแดนสู่ภูมิภาคอาเซียน

อินโดนีเซียกำลังเผชิญวิกฤตไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 10 ปี หลังเกิดเหตุไฟลุกลามเผาพื้นที่ราว 5.6 ล้านไร่ ส่งผลให้เกิดภาพ ‘ฟ้าสีส้ม’ บนเกาะกาลิมันตันและสุมาตรา ขณะที่หมอกควันพิษปกคลุมเมืองหลายแห่งจนประชาชนหายใจลำบาก โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน และผู้คนจำนวนมากล้มป่วยจากปัญหาระบบทางเดินหายใจ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

สถานการณ์รุนแรงจนหมอกควันลอยข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกลายเป็นวิกฤตมลพิษทางอากาศระดับภูมิภาคไปโดยปริยาย

 

อนึ่ง เบื้องหลังไฟป่าครั้งนี้เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้งผิดปกติ รวมไปถึงการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรกรรมเชิงพาณิชย์ และปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

 

ขณะที่ความไม่พอใจของประชาชนกลับเพิ่มสูงขึ้น บางส่วนถึงขั้นเรียกร้องให้รัฐบาลสิงคโปร์และมาเลเซียดำเนินคดีกับรัฐบาลอินโดนีเซีย ขณะที่กลุ่มภาคประชาสังคมยื่นฟ้องผู้นำประเทศฐานละเลยการแก้ไขปัญหา

 

เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย ทำไมไฟป่าจึงรุนแรงจนควบคุมได้ยาก แล้วเหตุใดหมอกควันครั้งนี้จึงกลายเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างประเทศ THE STANDARD สรุปสิ่งที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ครั้งนี้

 

ไฟป่าอินโดนีเซียรุนแรงแค่ไหน เกิดขึ้นจากอะไร?

 

เหตุการณ์ไฟป่าครั้งนี้เกิดขึ้นบนเกาะสุมาตราและกาลิมันตัน แหล่งป่าไม้และพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญของประเทศ หลังดัชนีมลพิษทางอากาศ (ISPU) ในจังหวัดกาลิมันตันกลางพุ่งสูงกว่า 1,200 หรือคิดเป็นตัวเลขสูงเกินเกณฑ์อันตรายถึง 4 เท่า

 

ขณะที่ South China Morning Post รายงานถึงข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียว่า เมื่อต้นเดือนตุลาคม มีผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันมากกว่า 1.75 แสนราย โดย 1.16 แสนรายอยู่ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก ขณะที่เกือบ 2.8 หมื่นรายเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

 

อนึ่ง เหตุไฟป่าในอินโดนีเซียเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย โดยปัจจัยแรก คือ ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่ทวีความรุนแรงเป็นพิเศษในปีนี้ ทำให้สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งมากขึ้น ฝนตกน้อยลง และพืชพรรณติดไฟได้ง่าย รวมถึงยิ่งเพิ่มโอกาสการลุกลามของไฟป่ามากขึ้น

 

ปัจจัยที่สอง คือ การเผาป่าเพื่อเปิดพื้นที่ทำการเกษตร เช่น การปลูกปาล์มน้ำมัน เพราะเป็นวิธีที่ประหยัดต้นทุนและทำได้รวดเร็ว แม้ผิดกฎหมายในอินโดนีเซีย แต่ยังพบการลักลอบเผาอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ การที่อินโดนีเซียมีลักษณะภูมิประเทศแบบ ‘ป่าพรุ’ ก็ยิ่งซ้ำเติมความรุนแรงของสถานการณ์ ทำให้ไฟป่าดับยากเป็นพิเศษ เนื่องจากป่าพรุเป็นพื้นที่ที่สะสมอินทรียวัตถุจำนวนมาก เมื่อเกิดภาวะแห้งแล้ง ชั้นดินพรุสามารถติดไฟและลุกไหม้อยู่ใต้พื้นดินได้นานหลายสัปดาห์

 

อินโดนีเซียแก้ปัญหาอย่างไร? เตรียมโปรยน้ำแข็งแห้ง 1.5 ตัน ลดหมอกควันพิษ

 

ขณะนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยมาตรการหลายรูปแบบ ทั้งการระดมกำลังทหารและเจ้าหน้าที่ดับเพลิง การทำฝนเทียม และการทิ้งน้ำจากเครื่องบินเพื่อดับไฟป่า

 

ล่าสุดในวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศทดลองใช้วิธีโปรยน้ำแข็งแห้งจากเครื่องบินเหนือเมืองปาเล็มบัง จังหวัดสุมาตราใต้ โดยใช้น้ำแข็งแห้งปริมาณ 1.5 ตัน เพื่อพยายามลดความหนาแน่นของหมอกควันและเพิ่มทัศนวิสัย

 

ดูดุง อับดุรัชมาน (Dudung Abdurachman) รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงของอินโดนีเซียระบุว่า การทดลองดังกล่าวดำเนินการตามคำสั่งของประธานาธิบดี โดยหากวิธีนี้ได้ผล ก็อาจขยายไปใช้ในพื้นที่อื่น

 

อย่างไรก็ตาม ริก แม็กเร (Rick McRae) นักวิชาการจากกลุ่มวิจัยไฟป่าของมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์เตือนว่า วิธีดังกล่าวอาจช่วยบรรเทาหมอกควันได้เฉพาะบางพื้นที่และเป็นการชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากยังมีควันชุดใหม่ถูกพัดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

 

มีการวิเคราะห์ว่า น้ำแข็งแห้งจึงอาจช่วยบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า แต่ยังไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการยุติไฟป่าที่กำลังลุกไหม้ โดยเฉพาะไฟในพื้นที่ป่าพรุซึ่งสามารถเผาไหม้อยู่ใต้ดินเป็นเวลานานหลายสัปดาห์

 

นอกจากนี้ รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงปฏิเสธที่จะประกาศให้วิกฤตไฟป่าเป็นภัยพิบัติระดับชาติ โดยดูดุงให้เหตุผลว่า รัฐบาลยังมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์

 

ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียเสนอความช่วยเหลือในการดับไฟป่า โดยมาเลเซียเสนอส่งเครื่องบินดับเพลิง 1 ลำ เฮลิคอปเตอร์ 3 ลำ และเจ้าหน้าที่เข้าช่วยปฏิบัติงาน แต่จนถึงช่วงที่มีรายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม อินโดนีเซียยังไม่ได้ตอบรับความช่วยเหลือดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

 

ประชาชนทนไม่ไหว ฟ้องประธานาธิบดีปราโบโว เรียกร้องต่างชาติช่วยกดดัน

 

ความไม่พอใจของประชาชนอินโดนีเซียกำลังเพิ่มสูงขึ้น หลังต้องเผชิญหมอกควันพิษติดต่อกันหลายเดือน โดยหลายฝ่ายมองว่า รัฐบาลปราโบโวแก้ปัญหาล่าช้า และไม่สามารถควบคุมไฟป่าได้

 

ก่อนหน้านี้ ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา กลุ่มภาคประชาสังคม Nafas Kalimantan Barat ได้ยื่นฟ้องแบบกลุ่มต่อปราโบโว, จิบราน รากาบูมิง รากา รองประธานาธิบดี และเจ้าหน้าที่กับหน่วยงานรัฐอีก 25 ราย พร้อมกล่าวหาว่า ละเลยหน้าที่ในการป้องกันและจัดการไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพ

 

กลุ่มผู้ฟ้องเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมถึงประกาศให้สถานการณ์หมอกควันเป็นภัยพิบัติระดับชาติ เพื่อเปิดทางให้มีมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างเหมาะสม

 

ขณะเดียวกัน ชาวอินโดนีเซียบางส่วนออกมาเรียกร้องผ่านโซเชียลมีเดียให้รัฐบาลต่างประเทศ โดยเฉพาะสิงคโปร์และมาเลเซียให้ดำเนินมาตรการทางกฎหมายต่อรัฐบาลจาการ์ตา

 

คริสตาเอน อัลเบิร์ต หนึ่งในประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากหมอกควัน ให้สัมภาษณ์กับ South China Morning Post ว่า ชาวอินโดนีเซียรู้สึกเสียใจต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมเรียกร้องให้ต่างชาติเข้ามาช่วยกดดันรัฐบาล

 

“โปรดยกโทษให้พวกเราด้วย พวกคุณสามารถช่วยฟ้องรัฐบาลของเราได้ และพวกเราจะสนับสนุน”

 

ส่วน ริซาโยกิ วิจักซานา (Risayogi Wicaksana) ประชาชนที่อาศัยในจังหวัดสุมาตราใต้ ถึงขั้นเรียกร้องให้ประเทศอื่นพิจารณามาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เพื่อกดดันให้รัฐบาลแก้ไขวิกฤตไฟป่าอย่างจริงจัง

 

“โลกจำเป็นต้องรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นที่นี่” เขากล่าว

 

ใครต้องรับผิดชอบ? เปิดปมบริษัทเอกชนใช้ไฟเผาป่าเพื่อทำเกษตรกรรม

 

อีกหนึ่งประเด็นที่กำลังถูกจับตามอง คือ ความรับผิดชอบของบริษัทเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจปาล์มน้ำมันที่มีพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งที่ผ่านมา นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมกล่าวหาว่า มีบริษัทบางแห่งใช้วิธีเผาป่าเพื่อแผ้วถางพื้นที่ เนื่องจากมีต้นทุนต่ำกว่าการเตรียมที่ดินด้วยวิธีอื่น

 

ทั้งนี้ รายงานสืบสวนของกรีนพีซอินโดนีเซียและมาเลเซีย ร่วมกับ Pantau Gambut องค์กรภาคประชาสังคมระบุในวันที่ 5 ตุลาคมว่า พบความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่เกิดไฟป่ากับบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจในมาเลเซียและสิงคโปร์

 

หนึ่งในนั้นคือ First Resources บริษัทน้ำมันปาล์มที่ตั้งอยู่ในสิงคโปร์ โดยกรีนพีซระบุว่าพบจุดกำเนิดหมอกควันมากกว่า 30 จุด ในพื้นที่ที่บริหารจัดการโดยบริษัทลูกสองแห่งในอินโดนีเซียระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน

 

อย่างไรก็ตาม First Resources ออกมาปฏิเสธว่า บริษัทดำเนินนโยบายห้ามเผาพื้นที่อย่างเด็ดขาด อีกทั้งยังมีมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง และดับไฟอย่างเข้มงวด

 

นอกจากนี้ กรีนพีซยังระบุชื่อ Kuala Lumpur Kepong กลุ่มธุรกิจสวนปาล์มจากมาเลเซีย ซึ่งมีบริษัทลูกชื่อ PT Menteng Jaya Sawit Perdana บริหารจัดการพื้นที่ที่ตรวจพบจุดกำเนิดหมอกควัน 19 จุด

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทชี้แจงว่า ไฟส่วนใหญ่มีต้นกำเนิดจากนอกเขตสัมปทาน และสามารถดับไฟทั้งหมดได้แล้ว พร้อมยืนยันว่า ไม่อนุญาตให้ใช้การเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรกรรม

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลอินโดนีเซียได้เพิ่มความเข้มงวดในการดำเนินการกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับไฟป่า โดยมีการสั่งระงับใบอนุญาตประกอบกิจการและดำเนินการสอบสวนบริษัทหลายแห่ง ขณะที่ปราโบโวยังเรียกร้องให้เพิ่มบทลงโทษต่อการเผาพื้นที่เพื่อทำเกษตรกรรม พร้อมประณามการกระทำดังกล่าวว่า เป็น ‘การก่อการร้ายทางระบบนิเวศ’ (Ecological Terrorism)

 

หมอกควันลามทั่วอาเซียน สิงคโปร์ขู่ใช้กฎหมายเอาผิดบริษัทต้นตอ

 

อนึ่ง สื่อต่างประเทศรายงานว่า หมอกควันในอินโดนีเซียได้ส่งผลกระทบต่อประเทศในอาเซียนอย่างวงกว้าง ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ติมอร์-เลสเต บรูไน ไทย และเวียดนาม

 

เช่น สิงคโปร์วัดคุณภาพอากาศระดับ ‘ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างมาก’ (Very Unhealthy) เป็นครั้งแรกของปี เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ทำให้รัฐบาลเริ่มอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากหมอกควัน พร้อมแจกหน้ากาก N95 ให้ประชาชนกลุ่มที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์

 

ส่วนมาเลเซียต้องสั่งปิดโรงเรียนในหลายรัฐ หลังหมอกควันหนาทึบบดบังทัศนียภาพของกรุงกัวลาลัมเปอร์ และส่งผลกระทบต่อกิจกรรมกลางแจ้ง ขณะที่ในติมอร์-เลสเต รัฐบาลประกาศปิดโรงเรียนทั่วประเทศเป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม พร้อมแนะนำให้ประชาชนดูแลบุตรหลานให้อยู่ภายในอาคาร และใช้อุปกรณ์ป้องกันทางเดินหายใจเมื่อต้องออกไปข้างนอก

 

อย่างไรก็ตาม CNA รายงานว่า สิงคโปร์ไม่ปิดโอกาสในการใช้กฎหมายดำเนินการกับบริษัทที่มีส่วนก่อให้เกิดหมอกควัน หลังทางการเริ่มรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ไฟป่า

 

อนึ่ง สิงคโปร์มีกฎหมายมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน (Transboundary Haze Pollution Act) ตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งเปิดทางให้ดำเนินคดีต่อบริษัทในประเทศหรือต่างประเทศที่มีส่วนก่อให้เกิดมลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน โดยบริษัทที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดอาจเผชิญโทษปรับสูงสุดวันละ 1 แสนดอลลาร์สิงคโปร์ โดยค่าปรับรวมสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

 

ที่ผ่านมา สิงคโปร์เคยสอบสวนบริษัทอินโดนีเซีย 6 แห่งภายใต้กฎหมายดังกล่าว หลังเกิดวิกฤตหมอกควันในปี 2015 แต่การดำเนินการกลับเผชิญอุปสรรค หลังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่เพียงพอ และความขัดแย้งทางการทูต

 

ภาพ: Arief Rahman Septian Prathama / Reuters

 

อ้างอิง:

The post เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย? ทำไมไฟป่ารุนแรงสุดในรอบกว่า 10 ปี ควันพิษลามทั่วอาเซียน ประชาชนร้องให้ต่างชาติฟ้องรัฐบาลตัวเอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก้าวต่อไปของ MIS กับการรักษากระดูกสันหลัง เปิดใจ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ กับการยกระดับ Endo – Fusion สู่มาตรฐานใหม่การผ่าตัด https://thestandard.co/endo-fusion-spine-surgery/ Thu, 15 Oct 2026 11:53:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1268761 ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion

ปวดหลัง ปวดคอ อาการชา หรืออาการปวดร้าวตามแขนขา อาจเป็นอ […]

The post ก้าวต่อไปของ MIS กับการรักษากระดูกสันหลัง เปิดใจ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ กับการยกระดับ Endo – Fusion สู่มาตรฐานใหม่การผ่าตัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion

ปวดหลัง ปวดคอ อาการชา หรืออาการปวดร้าวตามแขนขา อาจเป็นอาการที่หลายคนคุ้นเคยและเลือกที่จะ ‘ทน’ หรือคิดว่าเป็นเพียงอาการเมื่อยล้าจากการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน แต่เมื่ออาการเหล่านี้รบกวนการเคลื่อนไหว การทำงาน หรือคุณภาพชีวิต ปัญหากระดูกสันหลังอาจไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป

 

 
 

ปัญหาสุขภาพของกระดูกสันหลังเป็นหนึ่งในภาระสุขภาพที่สำคัญของคนทั่วโลก โดยเฉพาะอาการปวดหลังส่วนล่าง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของภาวะทุพพลภาพ และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนหลากหลายช่วงวัย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในผู้สูงอายุ

 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ World Spine Day ซึ่งตรงกับวันที่ 16 ตุลาคมของทุกปี มีขึ้นเพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพกระดูกสันหลัง ตั้งแต่การป้องกัน การดูแลรักษา ไปจนถึงการเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสมเมื่อเกิดปัญหา

 

เมื่อการรักษาจำเป็นต้องไปถึงขั้นตอนการผ่าตัด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง ‘แผลเล็กแค่ไหน’ แต่คือ ‘ทำอย่างไรให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมและกลับไปใช้ชีวิตได้เร็วที่สุด โดยลดผลกระทบจากการผ่าตัดให้มากที่สุด’

 

ท่ามกลางความก้าวหน้าของการผ่าตัดแผลเล็ก (MIS, Minimally Invasive Surgery) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดนี้ได้ผลักดันการผ่าตัดกระดูกสันหลังให้พัฒนาไปอีกขั้นจาก MIS แบบดั้งเดิม สู่การผ่าตัดผ่านกล้องเอนโดสโคป หรือที่เรียกว่า Endo-Fusion ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในเทคนิคสำคัญของศัลยแพทย์กระดูกสันหลังยุคใหม่

 

หนึ่งในแพทย์ผู้ผลักดันแนวทางนี้ในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ คืออ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง ภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แห่ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

 

จากแรงบันดาลใจในครอบครัว สู่สนามผ่าตัดที่ท้าทายที่สุด

 

ด้วยการเติบโตมาในครอบครัวแพทย์ ทำให้อาชีพนี้ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นแรงบันดาลใจ ‘การช่วยเหลือคนสร้างความสุขได้จริง’ จึงเป็นจุดเริ่มต้น

 

เมื่อเข้าสู่สายศัลยกรรมกระดูก เขาเลือก ‘กระดูกสันหลัง’ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสาขาที่ท้าทายที่สุด เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับเส้นประสาทไขสันหลังที่ละเอียดอ่อน

 

“ถ้ามีความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย คนไข้อาจสูญเสียความสามารถในการใช้แขนขาได้ นี่คือความกดดันที่เราต้องจัดการอยู่เป็นประจำ”

 

จุดเปลี่ยน: เมื่อ MIS เปลี่ยนโลกการผ่าตัด

 

ภาพจำเดิมของการผ่าตัดกระดูกสันหลังคือแผลใหญ่ เสียเลือดมาก ต้องพักฟื้นเป็นสัปดาห์ และใช้เวลานานกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้

 

แต่เมื่อได้มาดูการผ่าตัดแผลเล็ก (MIS) ที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

คนไข้สามารถลุกเดินได้ในวันถัดมา เจ็บแผลน้อยมาก อาการเจ็บปวดต่างๆหายไป และกลับบ้านไปใช้ชีวิตตามเดิมได้ภายใน 1-2 วัน

 

สำหรับเขา นี่คือ ‘การเปลี่ยนแปลงการผ่าตัดอย่างสิ้นเชิง’

 

ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion 1

 

Endo-Fusion: แผลเล็กที่สุด แต่เป้าหมายใหญ่เท่าเดิม

 

นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง จาก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การผ่าตัด Endo-Fusion เป็นการสอดกล้องขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร ผ่านกล้ามเนื้อเข้าสู่ตำแหน่งที่กดทับเส้นประสาท โดยไม่เลาะกล้ามเนื้อแกนกลางของหลัง จากนั้นจึงขยายช่องโพรงประสาท คลายการกดทับ และใส่หมอนรองกระดูกเทียมเข้าไปทดแทนหมอนเดิมที่เสื่อมสภาพ พร้อมเสริมความมั่นคงให้โครงสร้างกระดูกสันหลังในขั้นตอนเดียวกัน

 

ขนาดแผลอาจเล็กเพียงปลายนิ้ว แต่ภายในคือการทำงานกับโครงสร้างที่ละเอียดที่สุดส่วนหนึ่งของร่างกาย

 

“เป้าหมายของทุกเทคนิคเหมือนกัน แต่ Endo-Fusion คือการเลือกเส้นทางที่เล็กที่สุดแต่แม่นยำ และบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อน้อยที่สุด”

 

โดยผลลัพธ์ทางคลินิกไม่ต่างจากการผ่าตัดเปิด แต่สิ่งที่ได้เพิ่มคือ

 

  • เสียเลือดน้อย
  • อัตราการติดเชื้อต่ำ
  • ฟื้นตัวเร็ว
  • ลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัดอย่างชัดเจน

 

ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion 2

ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion 3

 

ทำไม Endo-Fusion ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ Learning Curve

 

แม้เทคโนโลยีจะพร้อม แต่ Endo-fusion ไม่ใช่เทคนิคที่แพทย์จบใหม่จะทำได้ทันที โดยเฉพาะการผ่าตัดแบบ ‘1 รู’ ที่ศัลยแพทย์ต้องทำงานภายใต้ภาพจากจอภาพของ Endoscopic

 

การขยับเพียงเล็กน้อยต้องผ่านการฝึกซ้ำหลายสิบครั้ง

 

การสร้างความนิ่งของมือ และความเข้าใจเชิงมิติในพื้นที่ที่จำกัด คือหัวใจสำคัญ

 

“ข้อจำกัดของ Endo-Fusion ไม่ใช่เครื่องมือ แต่คือ Skill ของศัลยแพทย์”

 

แพทย์ต้องผ่านเคสหลายสิบหรือหนึ่งร้อย จึงจะเริ่มเข้าสู่จุดที่ผลลัพธ์นิ่งและภาวะแทรกซ้อนต่ำ

 

นี่คือเหตุผลที่แม้เทคนิคนี้จะได้รับความนิยมมากขึ้นในเอเชีย แต่การยอมรับยังคงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ผ่าตัดเป็นหลัก

 

ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion 4

 

ใครเหมาะกับ Endoscopic Spine Surgery

 

ปัจจุบันสามารถใช้ได้กับโรคกระดูกสันหลังเกือบทุกชนิดตั้งแต่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ไปจนถึงการผ่าตัดแบบ Endoscopic Fusion ในผู้ป่วยที่กระดูกสันหลังไม่มั่นคง

 

ยกเว้นบางกรณี เช่น กระดูกคดขนาดใหญ่ ที่ยังจำเป็นต้องผ่าตัดเปิด ที่น่าสนใจคือ เทคโนโลยีนี้ยังช่วยให้ผู้สูงอายุจำนวนมากสามารถผ่าตัดภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ลดความเสี่ยงจากการดมยาสลบ

 

เมื่อคนไข้รู้สึก ‘เหมือนไม่ได้ผ่าตัด’

 

หนึ่งในเคสที่สร้างความประทับใจ คือการผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกแบบ Endoscopic Fusion แม้ขั้นตอนภายในจะเป็นการใส่อุปกรณ์เพื่อเสริมความมั่นคงของกระดูกสันหลัง

 

แต่คนไข้สามารถลุกเดินได้ในวันเดียวกัน “ผ่าเช้า บ่ายลุกเดินได้เอง เขาบอกว่ารู้สึกเหมือนไม่ได้ผ่าตัด ทั้งที่จริงเราใส่อุปกรณ์เข้าไปแล้ว” ความรู้สึกของคนไข้คือ ‘ไม่เจ็บ ไม่ช้ำ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน’ แต่ในมุมของศัลยแพทย์ นั่นคือการทำงานในพื้นที่จำกัดระดับมิลลิเมตร ด้วยความแม่นยำสูงสุดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ทำให้อาการผิดปกติของคนไข้หายสนิทที่สุด

 

ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion 5

 

ก้าวต่อไปของ MIS ในประเทศไทย

 

ปัจจุบันการผ่าตัดกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งระบบนำวิถี (Navigation), หุ่นยนต์ผ่าตัด, AR/VR และ 3D Printing เพื่อเพิ่มความแม่นยำ และเปิดโอกาสให้การวางแผนและการผ่าตัดมีความเฉพาะเจาะจงกับผู้ป่วยแต่ละรายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดยังต้องอาศัยทั้งข้อบ่งชี้ที่ถูกต้อง และความเชี่ยวชาญของผู้ผ่าตัด

 

“เพราะไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด Endo-Fusion และการผ่าตัดต้องตรงกับปัญหาจริงๆ”

 

ด้วยประสบการณ์และการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการผ่าตัดกระดูกสันหลังอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงมุ่งนำเทคโนโลยีและเทคนิคการผ่าตัดสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับการรักษากระดูกสันหลังให้ก้าวไปอีกขั้น และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผ่าตัดกระดูกสันหลัง MIS ครบวงจรในประเทศไทยเทียบเท่านานาชาติ

 

ภาพ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง อธิบายเทคนิค Endo-Fusion 6

The post ก้าวต่อไปของ MIS กับการรักษากระดูกสันหลัง เปิดใจ อ.นพ.วิทย์ โคธีรานุรักษ์ กับการยกระดับ Endo – Fusion สู่มาตรฐานใหม่การผ่าตัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอกาสทองธุรกิจไทย! รู้จัก ‘IFC Oman’ สะพานเชื่อมเงินทุนตะวันออกกลางสู่ตลาดเกิดใหม่ https://thestandard.co/ifc-oman-middle-east-emerging-markets/ Thu, 15 Oct 2026 11:46:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1268752 ภาพประกอบข่าว IFC Oman ศูนย์กลางการเงินโอมานและโอกาสธุรกิจไทย

โอมานจัดตั้ง ‘ศูนย์การเงินระหว่างประเทศ’ แห่งใหม่ เพื่อ […]

The post โอกาสทองธุรกิจไทย! รู้จัก ‘IFC Oman’ สะพานเชื่อมเงินทุนตะวันออกกลางสู่ตลาดเกิดใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว IFC Oman ศูนย์กลางการเงินโอมานและโอกาสธุรกิจไทย

โอมานจัดตั้ง ‘ศูนย์การเงินระหว่างประเทศ’ แห่งใหม่ เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยศูนย์กลางแห่งนี้มีความเป็นอิสระด้านกฎระเบียบ การศาล และมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ยาวนานหลายสิบปี

 

 
 

นอกจากนี้ โอมานยังมุ่งมั่นสร้าง เครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ รวมถึงการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการลงทุนกับประเทศไทยในด้านพลังงาน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยขับเคลื่อนระบบการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความคล่องตัวสูงสุด

 

การพัฒนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘วิสัยทัศน์โอมาน 2040’ ที่ต้องการลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ผ่านการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับธุรกิจระดับโลก

 

‘IFC Oman’ คืออะไร

 

IFC Oman เป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนระดับสากลแห่งใหม่ของประเทศโอมาน ตั้งอยู่ที่กรุงมัสกัต (Muscat) เมืองหลวงของโอมาน โดยได้รับการจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา (Royal Decree) เมื่อช่วงต้นปี 2026 เพื่อทำหน้าที่เป็นเขตเศรษฐกิจและการเงินอิสระที่มุ่งดึงดูดทุนและสถาบันการเงินจากทั่วโลก

 

อัล ฮุสเซน อัล กัลฮาตี รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ศูนย์การเงินระหว่างประเทศแห่งโอมาน (IFC Oman) ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD ในช่วงการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่จัดขึ้นที่ กรุงเทพฯ วันนี้ (15 ตุลาคม)

 

โดย อัล กัลฮาตี ระบุว่า ศูนย์การเงินนี้ มีโครงสร้างการกำกับดูแลที่เป็นอิสระจากกฎหมายท้องถิ่นของโอมานอย่างสิ้นเชิง โดยมีหน่วยงานจดทะเบียนบริษัทที่เป็นอิสระ มีหน่วยงานกำกับดูแลที่ออกใบอนุญาตและตรวจสอบสถาบันการเงินและกิจกรรมทางการเงินโดยเฉพาะ รวมถึงมีศาลอิสระที่ใช้ระบบกฎหมาย Common Law พร้อมด้วยศูนย์อนุญาโตตุลาการของตนเอง

 

และเนื่องจากเป็นศูนย์กลางการเงินที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด จึงไม่มีข้อจำกัดจากระบบโครงสร้างพื้นฐานเดิม โดยมีการนำ AI เข้ามาใช้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งในกระบวนการจดทะเบียนบริษัท การกำกับดูแลและตรวจสอบสถาบันการเงิน รวมถึงการบริหารจัดการข้อมูลลูกค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการดำเนินงานภายใน IFC Oman

 

สิทธิประโยชน์ทางภาษีและความยืดหยุ่นทางธุรกิจ

 

อัล กัลฮาตี ระบุว่า IFC Omanจะมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับกิจกรรมที่เข้าเกณฑ์ (Qualified Activities) สูงสุดนานถึง 50 ปี รวมถึงยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับกิจการที่ดำเนินกิจกรรมตามเกณฑ์ และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับพนักงาน

 

นอกจากนี้ ยังไม่มีการเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) สำหรับการรับบริการจากต่างประเทศ และมีโครงสร้างนิติบุคคลที่หลากหลาย รองรับโครงสร้างทางกฎหมายทุกรูปแบบตามความต้องการของธุรกิจ เช่น บริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) หรือนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPVs) เพื่ออำนวยความสะดวกในการร่วมลงทุน

 

จุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความแตกแยก (Fragmentation) และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ จาก IFC Oman กล่าวว่า โอมานวางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางที่มีความมั่นคง ปลอดภัย (Safe & Trusted Platform) และมุ่งส่งเสริมสันติภาพ

 

อัล กัลฮาตียังเน้นย้ำว่า ที่ผ่านมาโอมานรักษาความสัมพันธ์อันดีและยาวนานกับหลายภูมิภาค ทั้งกลุ่มประเทศ GCC ยุโรป จีน อินเดีย แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่ต้องการเงินทุน กับแหล่งเงินทุนระดับโลก โดยที่การดำเนินงานและแผนงานของโอมานดำเนินไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้อย่างมั่นคง โดยไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในภูมิภาค

 

สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าวกลับเป็นปัจจัยสนับสนุนที่ช่วยขับเน้นบทบาทของโอมาน และ IFC Oman ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจและสถาบันการเงินระหว่างประเทศยังคงเชื่อมั่นและมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง แต่เริ่มมองหาการกระจายความเสี่ยง (Diversification) และให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) สูงสุด ด้วยเสถียรภาพ ความปลอดภัย และนโยบายที่ส่งเสริมสันติภาพ โอมานจึงกลายเป็น ‘ตัวเลือกตามธรรมชาติ’ (Natural Option) ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจที่ต้องการตั้งหลักแหล่งในแพลตฟอร์มที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ เพื่อเข้าถึงตลาดระดับโลกและตลาดเกิดใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

 

โอกาสและความร่วมมือระหว่างโอมาน-ไทย-อาเซียน

 

อัล กัลฮาตีมองว่า ไทยและโอมานมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นอยู่แล้วในภาคพลังงาน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจึงเป็นการต่อยอดความร่วมมือเดิม อีกทั้งการเปิดตัว IFC Oman ยังจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพภาคการเงินระหว่างกัน

 

โดยที่ธุรกิจไทยและเอเชียสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากกลุ่มประเทศ GCC และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มของ IFC Oman เพื่อนำไปขยายธุรกิจได้ และนักลงทุนไทยก็มีโอกาสเข้าไปลงทุนในโครงการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติของโอมาน

 

การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจตามวิสัยทัศน์ ‘Oman Vision 2040’

 

Oman Vision 2040 คือ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระยะยาวของประเทศโอมาน ที่จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นแม่บทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ ตั้งแต่ปี 2021 ไปจนถึงปี 2040 โดยกรอบยุทธศาสตร์นี้เปรียบเสมือน ‘แผนที่เดินทาง’ (Roadmap) ที่มุ่งหวังเปลี่ยนผ่านประเทศโอมาน จากการพึ่งพารายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ไปสู่การเป็น เศรษฐกิจฐานความรู้และนวัตกรรมที่ยั่งยืน (Knowledge-Based Economy)

 

วิสัยทัศน์นี้วางอยู่บน 4 เสาหลัก (Core Pillars) ครอบคลุมทุกมิติของการพัฒนา ได้แก่

 

  1. มนุษย์และสังคม (People and Society) ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา ระบบสาธารณสุข และการเพิ่มการมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่ในตลาดแรงงาน
  2. เศรษฐกิจและการพัฒนา (Economy and Development) ที่มุ่งลดการพึ่งพาน้ำมัน โดยส่งเสริม 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ การขนส่งและโลจิสติกส์, การท่องเที่ยว, การผลิต (Manufacturing), ประมง-เกษตรกรรม และการเงิน-การบริการ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้ง IFC Oman)
  3. การบริหารจัดการและธรรมาภิบาล (Governance and Institutional Performance) ที่มุ่งปฏิรูประบบราชการ เพิ่มความโปร่งใส ปรับปรุงกฎหมายให้เป็นสากล เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI)
  4. สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Environmental Sustainability) ผ่านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาด และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

 

อัล กัลฮาตีกล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โอมานปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และมุ่งสู่การกระจายตัวทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการดึงดูด FDI ในภาคโลจิสติกส์, การขนส่งทางเรือ, ภาคการเงิน, การท่องเที่ยว, พลังงานสะอาด, ไฮโดรเจน และการลงทุนตามแนวทาง ESG

 

การก้าวขึ้นมาของ IFC Oman จึงไม่ได้เป็นเพียงการตั้งศูนย์การเงินแห่งใหม่ของภูมิภาคเท่านั้น แต่คือหมุดหมายสำคัญของโอมานในการพลิกโฉมเศรษฐกิจตามวิสัยทัศน์ ‘Oman Vision 2040’ ท่ามกลางโลกที่ผันผวนและแตกแยก โอมานได้ใช้จุดแข็งด้านเสถียรภาพ ความเป็นกลาง และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงเงินทุนคุณภาพจากทั่วโลกเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะเปิดประตูสู่โอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนของภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ยังเป็น ‘จังหวะก้าวสำคัญ’ สำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุนไทยในการเข้าถึงแหล่งทุนและสร้างพันธมิตรระดับสากลในระยะยาว

The post โอกาสทองธุรกิจไทย! รู้จัก ‘IFC Oman’ สะพานเชื่อมเงินทุนตะวันออกกลางสู่ตลาดเกิดใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียนจากดราม่าโกคาร์ท: การแข่งขันต้องเป็นธรรม สุขภาพใจเด็กต้องไม่ถูกมองข้าม https://thestandard.co/lessons-from-the-go-kart-drama-competition-must/ Thu, 15 Oct 2026 10:32:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1268738 รถโกคาร์ทกำลังแข่งขันในสนามแข่ง

การลงแข่งขันกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และเติบโตของ […]

The post บทเรียนจากดราม่าโกคาร์ท: การแข่งขันต้องเป็นธรรม สุขภาพใจเด็กต้องไม่ถูกมองข้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถโกคาร์ทกำลังแข่งขันในสนามแข่ง

การลงแข่งขันกีฬาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และเติบโตของเด็ก แต่เมื่อผลการแข่งขันกลายเป็นประเด็นที่คนจำนวนมากเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ ประสบการณ์ในสนามที่ควรเต็มไปด้วยความสนุกและการพัฒนาตัวเอง ก็อาจมาพร้อมแรงกดดันที่เกินกว่าการแข่งขันตามปกติ

 

 
 

สืบเนื่องจากกรณีการประท้วงผลการแข่งขันรถคาร์ทรุ่น Cadet-B รายการ Super Kart Thailand Championship 2026 ซึ่งมีชื่อของ ‘น้องพายุ’ รังษีสิงห์พิพัฒน์ ลูกชายของชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต เข้ามาเกี่ยวข้อง อยากชวนให้สังคมมองมากกว่าเรื่องแพ้ชนะ เพราะนอกจากคำถามเกี่ยวกับกติกาแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นต่อผู้เกี่ยวข้องตามมาด้วย

 

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกติกา การประท้วงและตรวจสอบ ย่อมเป็นสิ่งจำเป็น นักแข่งทุกคนควรอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และผู้จัดการแข่งขันมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงเมื่อเกิดปัญหา อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบผลการแข่งขันกับการวิพากษ์วิจารณ์ตัวนักแข่งเป็นคนละเรื่องกัน และควรแยกออกจากกันให้ชัดเจน

 

ล่าสุด เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (15 ตุลาคม) ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมกีฬา ชี้แจงว่าได้เรียกผู้จัดการแข่งขันเข้าให้ข้อมูลแล้ว โดยกรณีนี้เป็นข้อสงสัยเกี่ยวกับกติกาและเทคนิค ไม่ใช่การประท้วงตัวนักแข่ง ทั้งนี้ สมาคมจะตรวจสอบตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณากติกาทั้งในประเทศและต่างประเทศประกอบกัน

 

พฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ นายกสมาคมฯ กล่าวว่า “ถามว่าวันนี้ผิดไหม ผิด แต่เราไม่ได้เป็นผู้จัด เมื่อผิด เราก็จะส่งผลไปให้ผู้จัด โดยเป็นเรื่องของการแข่งขัน เราดูในเรื่องกติกาเท่านั้น”

 

ขณะที่ DT Motorsport ซึ่งเป็นทีมแข่งของ ‘น้องพายุ’ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook น้อมรับคำตัดสินของสมาคมโดยไม่มีข้อโต้แย้ง พร้อมขอโทษทุกฝ่ายจากการตีความเอกสารรับรองมาตรฐาน (Homologation Form) ที่ไม่ตรงกับเจตนาของโรงงาน IAME

 

DT Motorsport ระบุว่า ความผิดพลาดดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบของทีม ไม่ใช่ของน้องพายุ ซึ่งเป็นเด็กที่ขับรถตามที่ทีมเตรียมให้ พร้อมชี้แจงว่า ข้อความในเอกสารจากโรงงานทำให้เกิดความสับสนทั้งกับผู้จัดการแข่งขันและทีมตรวจสภาพจากโรงงาน IAME ซึ่งมีความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกับทีมเช่นกัน โดยยืนยันว่าไม่มีเจตนาสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

 

ทีมยังระบุว่า จะเพิ่มความระมัดระวังในการตีความกติกา โดยจะสอบถามผู้จัดการแข่งขัน ผู้ควบคุมกติกา และโรงงานผู้ผลิตเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนดำเนินการใดๆ เพื่อให้เข้าใจข้อกำหนดอย่างชัดเจน

 

พร้อมขอโทษครอบครัวของน้องพายุ นักแข่งคนอื่นๆ และครอบครัว ผู้ติดตามและให้กำลังใจน้องพายุ ตลอดจน ร.ย.ส.ท. ผู้จัดการแข่งขัน คณะกรรมการ และทุกครอบครัวในรุ่น Cadet B ที่ได้รับผลกระทบจากความสับสนและความวุ่นวายที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ทีมยังแสดงความยินดีกับนักแข่งทุกคนที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันครั้งนี้

 

แม้ข้อพิพาทจะได้รับคำชี้แจงและทีมที่เกี่ยวข้องจะแสดงความรับผิดชอบแล้ว แต่สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือ เด็กที่อยู่ในเหตุการณ์จะได้รับผลกระทบจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร เพราะการตรวจสอบความถูกต้องของการแข่งขันเป็นเรื่องหนึ่ง ขณะที่

 

การแสดงความคิดเห็นต่อเด็กที่เกี่ยวข้องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

เมื่อผลการแข่งขันไม่ใช่สิ่งเดียวที่เด็กต้องเผชิญ

 

แนวคิดการเลี้ยงดูเชิงบวก (Positive Parenting) ของสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ตามโปรแกรม Triple P ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก การฝึกทักษะทางสังคม การจัดการอารมณ์ และการแก้ปัญหา โดยผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้และเติบโตอย่างเหมาะสมกับวัย

 

เมื่อนำแนวคิดนี้มาพิจารณาในบริบทของการแข่งขันกีฬา การสนับสนุนเด็กจึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การผลักดันให้ทำผลงานได้ดีหรือคว้าชัยชนะ แต่ควรเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้จากทั้งความสำเร็จและความผิดหวัง ฝึกจัดการอารมณ์ และเข้าใจว่าผลการแข่งขันเพียงครั้งเดียวไม่ได้เป็นตัวกำหนดคุณค่าของตัวเอง

 

ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่ควรช่วยให้เด็กแยกแยะระหว่างข้อผิดพลาดที่สามารถเรียนรู้และแก้ไขได้ กับความคิดเห็นจากภายนอกที่ไม่จำเป็นต้องนำมาเป็นเครื่องตัดสินตัวเอง ส่วนสังคมก็สามารถตั้งคำถามต่อกติกาหรือการทำงานของผู้จัดได้ โดยไม่จำเป็นต้องโจมตีตัวนักแข่งหรือด่วนตัดสินก่อนทราบข้อเท็จจริง

 

ความเข้มแข็งทางใจ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการต้องอดทนเพียงลำพัง

 

กรมสุขภาพจิตอธิบายไว้ใน คู่มือสร้างสรรค์พลังใจให้วัยทีน (ฉบับปรับปรุง) ว่า ความเข้มแข็งทางใจ (Resilience Quotient: RQ) เกี่ยวข้องกับความสามารถในการปรับตัวและรับมือกับความยากลำบาก โดยการพัฒนาทักษะดังกล่าวต้องอาศัยการฝึกฝน รวมถึงการสนับสนุนจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะครอบครัวและครูที่มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเด็ก

 

แนวคิดนี้สะท้อนว่า การช่วยให้เด็กผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากไม่ได้หมายถึงการสอนให้เด็กอดทนหรือจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีคนที่พร้อมรับฟัง ให้คำแนะนำ และช่วยให้เด็กมองเห็นทางออกเมื่อเผชิญปัญหา สภาพแวดล้อมที่เด็กได้รับการดูแลและสนับสนุนจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งทางใจ

 

สำหรับการแข่งขันกีฬา เด็กอาจต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับผลการแข่งขัน ทำความเข้าใจกับข้อผิดพลาด และพัฒนาตัวเองต่อไป แต่การเรียนรู้เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมที่เกินความจำเป็น ผู้ใหญ่สามารถเปิดโอกาสให้เด็กเผชิญความผิดหวังตามวัย พร้อมช่วยให้เด็กเข้าใจและจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง โดยไม่ปล่อยให้ข้อพิพาทของผู้ใหญ่กลายเป็นภาระที่เด็กต้องรับไว้เพียงลำพัง

 

ในกรณีที่เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการแข่งขัน การตรวจสอบตามกติกายังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะความเป็นธรรมเป็นพื้นฐานของกีฬา แต่การตรวจสอบควรมุ่งไปที่ข้อเท็จจริง หลักฐาน และความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การขยายความขัดแย้งไปสู่การตัดสินตัวเด็ก ขณะเดียวกัน ผู้ปกครอง ผู้จัดการแข่งขัน และผู้ชมต่างมีส่วนช่วยสร้างบรรยากาศที่ทำให้เด็กยังรู้สึกปลอดภัยที่จะเรียนรู้และพัฒนาความสามารถของตัวเอง

 

เพราะในความเป็นจริง กีฬาไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่พิสูจน์ว่าใครชนะหรือแพ้ แต่ควรเป็นพื้นที่ที่เด็กได้เรียนรู้เรื่องวินัย ความรับผิดชอบ การเคารพกติกา และการรับมือกับความผิดหวังด้วย ความเป็นธรรมในการแข่งขันกับการคำนึงถึงสภาพจิตใจของเด็กไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง สังคมสามารถเรียกร้องให้การแข่งขันโปร่งใสและตรวจสอบได้ พร้อมกับเคารพสิทธิและพัฒนาการของเด็กที่เกี่ยวข้องไปพร้อมกัน

 

ภาพ: DT Motorsport-Facebook

The post บทเรียนจากดราม่าโกคาร์ท: การแข่งขันต้องเป็นธรรม สุขภาพใจเด็กต้องไม่ถูกมองข้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอลนีโญ-โลกร้อน กระทบความมั่นคงทางอาหารโลกอย่างไร อะไรคือแนวทางรับมือ https://thestandard.co/el-nino-global-warming-food-security/ Thu, 15 Oct 2026 06:59:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1268615 ภาพประกอบข่าวเกี่ยวกับผลกระทบของเอลนีโญและโลกร้อนต่อความมั่นคงทางอาหารโลก พร้อมโลโก้ IMF-World Bank

ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกของเราเผชิญกับแรงกระแทกซ้อ […]

The post เอลนีโญ-โลกร้อน กระทบความมั่นคงทางอาหารโลกอย่างไร อะไรคือแนวทางรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวเกี่ยวกับผลกระทบของเอลนีโญและโลกร้อนต่อความมั่นคงทางอาหารโลก พร้อมโลโก้ IMF-World Bank

ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกของเราเผชิญกับแรงกระแทกซ้อนทับกันหลายระลอก ตั้งแต่วิกฤตโรคระบาด ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงความแปรปรวนสุดขั้วของสภาพภูมิอากาศและปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งส่งผลให้ราคาอาหาร พลังงาน และปุ๋ยพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อค่าครองชีพของประชากรหลายร้อยล้านคนทั่วโลก พร้อมทั้งบั่นทอนรายได้และพื้นที่ทางการคลังของภาครัฐอย่างรุนแรง

 

 
 

วิกฤตความมั่นคงทางอาหารในปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติด้านมนุษยธรรมแบบครั้งคราวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น ‘ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาคและการคลังที่เกิดขึ้นซ้ำซาก’ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ ภาระหนี้สาธารณะ และความจำเป็นเร่งด่วนในการปกป้องกลุ่มเปราะบางอย่างตรงเป้าหมายและยั่งยืน

 

ในเวทีเสวนา ‘Food Security in an Age of Shocks’ ในการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 วันนี้ (15 ตุลาคม) ผู้กำหนดนโยบายการคลังและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกได้ร่วมกันถอดบทเรียนครั้งสำคัญเกี่ยวกับวิกฤตความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และแนวทางในการรับมือ

 

ภาวะโลกร้อนและปรากฏการณ์ ‘เอลนีโญ’ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารอย่างไร

 

โรดริโก บัลเดส ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แม้ผลผลิตอาหารรวมของโลกอาจไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากบางภูมิภาคได้ประโยชน์ แต่ระดับท้องถิ่นจะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ภาวะโลกร้อนและการขาดแคลนน้ำส่งผลกระทบหนักในแถบซาเฮล (Sahel), จะงอยแอฟริกา (Horn of Africa), อเมริกากลาง ตลอดจนเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ไนเจอร์มีปริมาณฝนต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1995 ขณะที่อินโดนีเซียเผชิญวันที่มีอากาศร้อนจัดสูงสุดในรอบ 30 ปี

 

ความผิดปกติของอุณหภูมิและความร้อนสุดขั้ว (Heat Anomalies) เพียงอย่างเดียว สร้างความเสียหายต่อ GDP ของประเทศที่ได้รับผลกระทบไปแล้วประมาณ 0.5% นอกจากนี้ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ เมื่อรวมกับต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูง ได้ผลักดันให้ราคาอาหารพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาข้าวพุ่งขึ้น 50% ข้าวสาลี 37% และถั่วเหลือง 21% นับตั้งแต่สงครามตะวันออกกลางปะทุขึ้น

 

ทางด้าน ราเนีย อัล-มาชาต รองเลขาธิการและเลขาธิการบริหาร คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียตะวันตก (ESCWA) ระบุว่า อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมีราคาสูงขึ้นถึง 35% และหากราคาอาหารเพิ่มขึ้นอีก 20% จะทำให้มีประชากรตกอยู่ในภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารเพิ่มขึ้นเกือบ 5 ล้านคน

 

โรดริโกยังระบุอีกว่า ความร้อนและภัยแล้งส่งผลกระทบสองด้านต่องบประมาณรัฐ โดยลดทอนรายได้ภาษีลง 0.15–0.4% ของ GDP ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และซาเฮล ขณะที่รายจ่ายภาครัฐเพื่อบรรเทาภัยแล้งรุนแรงต้องเพิ่มขึ้น 0.3–0.4% ของ GDP ในซาเฮลและแอฟริกาตะวันออก

 

ขณะที่ บิฮี เอเกห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโซมาเลีย อธิบายว่า อันตรายสูงสุดไม่ได้เกิดจากวิกฤตเดี่ยว แต่เกิดจาก ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’ (Overlapping Shocks) โดยโซมาเลียต้องเผชิญภัยแล้งติดต่อกันหลายฤดูกาลในปี 2023 ตามด้วยน้ำท่วมจากเอลนีโญในปี 2024 การถูกตัดงบช่วยเหลือระหว่างประเทศ (ODA) ในปี 2025 ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางในปี 2026 และกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ Super El Niño ซ้ำอีก

 

ทางด้าน อิลิยาส ดาวาเลห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังจิบูตี ระบุว่า สภาพภูมิอากาศทำให้ผลผลิตอาหารต้นทางลดลง และเมื่อทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์และแหล่งน้ำขาดแคลน จะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชน (Inter-Community Conflicts) ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เอธิโอเปียและโซมาเลีย ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยจากสงครามและสภาพภูมิอากาศหลั่งไหลเข้าสู่จิบูตี ซึ่งเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าอาหารเกือบ 100% ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระจัดหาอาหารให้ทั้งประชากรตนเองและผู้ลี้ภัย

 

แนวทางการรับมือและการปรับตัว

 

วิทยากรได้เสนอแนวทางเชิงนโยบายและมาตรการรับมือที่ครอบคลุมทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนี้

 

1) การปรับเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือ: มุ่งเน้น ‘กลุ่มเปราะบาง’ แทนการอุดหนุนแบบหว่านแห

 

ไนเจล คลาร์ก รองกรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รวมถึง บิฮี เอเกห์ รัฐมนตรีคลังโซมาเลีย และ อาบูบาการ์ นาคานาโบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บูร์กินาฟาโซ เห็นตรงกันว่า การอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงหรืออาหารแบบครอบคลุมถ้วนหน้า แม้จะทำได้ง่ายและเห็นผลทันที แต่มีต้นทุนทางการคลังมหาศาล ยกเลิกได้ยาก และผู้ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่กลับเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะดีกว่า ควรหลีกเลี่ยงการอุดหนุนแบบไม่เจาะจง (Avoid Generalized Subsidies)

 

มีการเสนอให้ใช้การโอนเงินสดตรงเป้าหมาย (Targeted Cash Transfers) ในพื้นที่ที่ระบบตลาดยังทำงานได้ การให้ความช่วยเหลือเป็นเงินสดมีประสิทธิภาพและประหยัดต้นทุนกว่าการแจกจ่ายอาหารเป็นสิ่งของ โดย บิฮี เอเกห์ รัฐมนตรีคลังโซมาเลีย ยกตัวอย่างว่า โซมาเลียใช้ระบบ Mobile Money ที่ครอบคลุมประชากรเกือบ 90% ทำให้เงินช่วยเหลือส่งตรงถึงมือกลุ่มเปราะบางได้ทันที แม้ในพื้นที่ที่มีปัญหาความไม่สงบ

 

ขณะที่ ราเนีย และ ไนเจล ชี้ว่าควรใช้โครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน (School Feeding Programs) ร่วมด้วย เพื่อให้การช่วยเหลือด้านอาหารดำเนินไป พร้อมกับการรักษาเด็กให้อยู่ในระบบการศึกษา และปกป้องทุนมนุษย์

 

2) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบการนำส่งล่วงหน้า

 

มีการเสนอให้จัดทำทะเบียนสังคมดิจิทัล (Digital Social Registries) โดยการเตรียมพร้อมก่อนวิกฤตมาถึงเป็นสิ่งจำเป็น รัฐบาลต้องลงทุนในระบบบัตรประชาชนดิจิทัล (Digital IDs) ทะเบียนสังคมที่ระบุตัวตนครัวเรือนเปราะบางได้อย่างแม่นยำ และระบบการชำระเงินที่เชื่อมต่อกัน เพื่อให้สามารถขยายขนาดความช่วยเหลือ (Scale Up) หรือลดขนาดลง (Scale Down) ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

 

3) การรักษาวินัยการคลังและการกำหนด ‘ยุทธศาสตร์ทางออก’ (Exit Strategy)

 

อาบูบาการ์ ชี้ว่า ก่อนตัดสินใจดำเนินมาตรการ รัฐบาลต้องตอบคำถาม 3 ข้อให้ชัดเจน นั่นคือ

 

1.อาหารมีแต่ซื้อไม่ไหว หรืออาหารขาดแคลนหาไม่ได้ หากมีแต่แพงให้ใช้การโอนเงินหรือใช้คูปอง แต่หากขาดแคลนต้องใช้คลังสำรองยุทธศาสตร์หรือนำเข้า

 

2.วิกฤตนี้เกิดขึ้นชั่วคราวหรือมีแนวโน้มยืดเยื้อ

 

3.ครัวเรือนหรือภูมิภาคใดได้รับผลกระทบมากที่สุด

 

ขณะที่ ไนเจล และอาบูบาการ์ เน้นย้ำว่า ต้องกำหนดกรอบวงเงินงบประมาณ เกณฑ์ผู้มีสิทธิ และ ‘เกณฑ์การยุติมาตรการ’ (Exit Criteria) ไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มโครงการ เพื่อไม่ให้มาตรการฉุกเฉินชั่วคราวกลายสภาพเป็นภาระผูกพันทางการคลังถาวร พร้อมทั้งต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างโปร่งใส และสร้างทางเลือกในการยังชีพที่น่าเชื่อถือเมื่อสิ้นสุดโครงการ

 

อีกทั้งยังควรมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและระบบตรวจสอบเพื่อป้องกันการรั่วไหล ซึ่งช่วยสร้างความไว้วางใจจากสาธารณะ (Public Trust) อันเป็นต้นทุนสำคัญของรัฐบาล

 

4) การสร้างขีดความสามารถในการผลิตและการพึ่งพาตนเอง

 

อาบูบาการ์ เสนอว่า รัฐบาลต้องก้าวข้ามการแจกจ่ายความช่วยเหลือแบบถาวร ไปสู่การเสริมศักยภาพให้ประชาชนผลิตอาหารได้เอง โดยลงทุนในระบบชลประทาน (Irrigation) และการจัดหาปุ๋ย รวมถึงการระดมรายได้ภายในประเทศเพื่อสะสมเป็น ‘กันชนทางการคลัง (Fiscal Buffers)’ ไว้รับมือวิกฤต

 

5) การบูรณาการระดับภูมิภาคและการแบ่งปันความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ

 

ทางด้าน อิลิยาส เสนอว่าประเทศต่างๆ ต้องร่วมมือกันสร้างห่วงโซ่คุณค่าระดับภูมิภาค โดยดึงจุดแข็งของแต่ละประเทศมารวมกัน แทนที่จะต่างคนต่างนำเข้าอาหารราคาแพงจากนอกทวีป เช่น กลุ่มประเทศในจะงอยแอฟริกา

 

โซมาเลีย มีชายฝั่งทะเลที่ยาวและอุดมสมบูรณ์ที่สุด และมีแม่น้ำสองสาย พร้อมผืนดินทำการเกษตรชั้นดี แต่ปัจจุบันต้องนำเข้าผัก ผลไม้ และอาหารทะเล เนื่องจากปัญหาความไม่สงบและกลุ่มก่อการร้าย Al-Shabaab ขณะที่จิบูตี มีศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือ คลังสินค้า และระบบโลจิสติกส์เกษตร และเอธิโอเปีย เป็นตลาดบริโภคขนาดใหญ่ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล การรวมตัวกันจะช่วยพัฒนาโครงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture) การประมง และการเกษตรร่วมกัน ควบคู่ไปกับการร่วมมือกันปราบปรามกลุ่มก่อการร้าย เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ผลิตอาหาร

 

6) นวัตกรรมทางการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ

 

ราเนียชี้ว่า เงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) ที่จัดสรรให้กับระบบอาหารและการปรับตัวในภูมิภาคนี้ยังต่ำมาก ได้รับจริงไม่ถึง 14% ของยอดที่เคยให้คำมั่นไว้ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ จึงจำเป็นต้องผลักดันอย่างต่อเนื่อง

 

อีกทั้งยังสนับสนุนการใช้เครื่องมือทางการเงินเชิงนวัตกรรม เช่น การแลกเปลี่ยนหนี้ เพื่อการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศและระบบอาหาร (Debt Swaps For Climate Including Food Systems) เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะและเพิ่มพื้นที่ทางการคลังในการปรับปรุงระบบน้ำและเกษตรกรรม รวมถึงการยกระดับการพยากรณ์และเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (Disaster Risk Reduction)

 

วิกฤตอาหารรอบนี้ จึงเป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่า ‘ปากท้องของประชาชน’ กับ ‘กระเป๋าเงินของรัฐบาล’ คือเรื่องเดียวกันที่แยกไม่ขาด หากมัวแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบเดิมๆ เงินคลังก็รังแต่จะร่อยหรอ ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับ มาเป็นการลงทุนในระบบข้อมูลดิจิทัล แหล่งน้ำ และการพึ่งพาตนเองล่วงหน้า เพื่อให้มั่นใจว่า เมื่อพายุลูกใหม่พัดมา ประชาชนจะมีอาหารกินอย่างมั่นคง โดยที่เศรษฐกิจของประเทศไม่ต้องพังลงไปด้วย

 

ภาพ: Narongkorn Manochanpen / THE STANDARD

The post เอลนีโญ-โลกร้อน กระทบความมั่นคงทางอาหารโลกอย่างไร อะไรคือแนวทางรับมือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดแผน ‘เวเนซุเอลา’ พลิกฟื้นเศรษฐกิจ แก้หนี้-ดึงเงินลงทุน-เรียกความเชื่อมั่น หลังคืนเวที IMF ในรอบกว่า 20 ปี https://thestandard.co/venezuela-economy-revival-plan/ Wed, 14 Oct 2026 09:38:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1268354 ภาพแสดงแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา

เวเนซุเอลากลับเข้าร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินร […]

The post เปิดแผน ‘เวเนซุเอลา’ พลิกฟื้นเศรษฐกิจ แก้หนี้-ดึงเงินลงทุน-เรียกความเชื่อมั่น หลังคืนเวที IMF ในรอบกว่า 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา

เวเนซุเอลากลับเข้าร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี หลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจยาวนานกว่าทศวรรษ ทั้งภาวะเงินเฟ้อรุนแรง เศรษฐกิจหดตัว และมาตรการคว่ำบาตรในการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก (World Bank) ประจำปี 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ในเวที Governor Talks: Venezuela Redux: From Crisis Management to Restoring Hope

 

 
 

ทั้งนี้ คาลิกซ์โต ออร์เตกา ซานเชซ (Calixto Ortega Sánchez) รองประธานาธิบดีฝ่ายเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา เปิดแผนฟื้นฟูประเทศ 4 ด้าน ตั้งแต่การเพิ่มรายได้จากน้ำมันและเหมืองแร่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ไปจนถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันภาครัฐ พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้สาธารณะ หวังฟื้นความเชื่อมั่นและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ

 

นอกจากนี้ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลายังระบุว่า การกลับมาเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นความสัมพันธ์กับระบบการเงินระหว่างประเทศ หลัง IMF รับรองรัฐบาลเวเนซุเอลาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลตั้งเป้าพาเศรษฐกิจกลับมาเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน

 

เปิดแผน 4 ด้าน ฟื้นเศรษฐกิจหลังวิกฤตยาวนานกว่าทศวรรษ

 

ออร์เตกา ซานเชซ ยอมรับว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เวเนซุเอลาเผชิญวิกฤตปากท้องอย่างหนัก หลังเศรษฐกิจเคยหดตัวลงถึง 2 ใน 3 ของประเทศ รวมถึงเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง โดยเขามองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมันที่ตกต่ำ มาตรการคว่ำบาตร และการผลิตน้ำมันที่ลดลง จนกระทบต่อรายได้จากต่างประเทศและกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

 

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่า เศรษฐกิจเวเนซุเอลาเริ่มฟื้นตัวในช่วง 22 ไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลจากการปรับตัวของประชาชน ภาคธุรกิจ และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ขณะที่ยังเปิดแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะต่อไปทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่

 

  1. เพิ่มการผลิตน้ำมันและแร่ธาตุ ถือเป็นทรัพยากรสำคัญของเวเนซุเอลา เพื่อเพิ่มรายได้จากการส่งออกและนำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
  2. นำรายได้มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและน้ำประปา ซึ่งขาดการลงทุนมาเป็นเวลานาน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ
  3. รักษาเสถียรภาพทางการเงิน โดยมุ่งลดเงินเฟ้อ รักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน เชื่อมระบบธนาคารของเวเนซุเอลากับระบบการเงินระหว่างประเทศ และเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะ
  4. เสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันภาครัฐ เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ

 

อนึ่ง ออร์เตกา ซานเชซ ยังกล่าวถึงบทเรียนจากอดีตว่า เวเนซุเอลาเคยผ่านช่วงที่รายได้จากน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลมาแล้วหลายครั้ง แต่ความมั่งคั่งดังกล่าวไม่ได้ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจส่วนอื่นอย่างเพียงพอ

 

ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องการนำรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นจากการฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันและเหมืองแร่ไปลงทุนในภาคเศรษฐกิจอื่น โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและการผลิตภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าและกระจายแหล่งรายได้ของประเทศ

 

นอกจากนี้ เวเนซุเอลายังมีแผนปฏิรูประบบภาษี ลดปัญหากิจกรรมเศรษฐกิจนอกระบบ และปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้ภาคธุรกิจดำเนินงานได้สะดวกขึ้น ทั้งสำหรับผู้ประกอบการในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ

 

ทำไมเวเนซุเอลาไม่ต้องการใช้เงินดอลลาร์แทนเงินโบลิวาร์?

 

อีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข คือ ความเชื่อมั่นต่อเงินโบลิวาร์ หลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตเงินเฟ้ออย่างรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนประชาชนและภาคธุรกิจส่วนหนึ่งหันมาใช้เงินดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายสินค้าและทำธุรกรรมแทน

 

เมื่อถูกถามถึงอนาคตของระบบการเงินที่มีทั้งเงินดอลลาร์และเงินโบลิวาร์ใช้งานควบคู่กัน ออร์เตกา ซานเชซ ยอมรับว่า การใช้เงินดอลลาร์เกิดขึ้นจริงในระบบเศรษฐกิจเวเนซุเอลา และรัฐบาลตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า รัฐบาลไม่ต้องการเปลี่ยนไปใช้เงินดอลลาร์แทนสกุลเงินประจำชาติอย่างเต็มรูปแบบ โดยมองว่า ทางออกที่เหมาะสม คือ การฟื้นฟูความแข็งแกร่งของเงินโบลิวาร์

 

รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลาขยายความว่า ปัญหาของเงินโบลิวาร์สะท้อนความเสียหายทางเศรษฐกิจที่สะสมมาตลอดทศวรรษ ทั้งข้อจำกัดจากมาตรการคว่ำบาตร การผลิตที่ลดลง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

 

ฉะนั้น การเรียกความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินกลับมา จึงต้องดำเนินควบคู่กับการฟื้นฟูภาคการผลิต การรักษาวินัยทางการคลัง และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของธนาคารกลาง

 

นอกจากนี้ เขายังระบุว่า เป้าหมายของรัฐบาลในระยะกลาง คือ การทำให้เงินโบลิวาร์กลับมาใช้ชำระธุรกรรมภายในประเทศได้ทั้งหมด ขณะที่ประชาชนและภาคธุรกิจยังสามารถใช้เงินตราต่างประเทศสำหรับการทำธุรกรรมระหว่างประเทศตามปกติ

 

เดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้ หวังเปิดทางเข้าถึงเงินทุนโลก

 

นอกจากนี้ เวเนซุเอลายังเล็งแก้ปัญหาหนี้สาธารณะที่สะสมมาจากวิกฤตเศรษฐกิจ เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศ และอาจจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการลงทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจ

 

ในช่วงตอบคำถามสื่อมวลชน ออร์เตกา ซานเชซ ยืนยันว่า การปรับโครงสร้างหนี้ยังเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยที่ผ่านมา เวเนซุเอลาได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศและองค์กรการเงินพหุภาคี เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินการในขั้นต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า กระบวนการประเมินความยั่งยืนของหนี้ (Debt Sustainability Analysis: DSA) และการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องยังเผชิญอุปสรรคมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้การดำเนินงานยังไม่สามารถเดินหน้าได้ตามแผน

 

ถึงกระนั้น ออร์เตกา ซานเชซ ยังคงแสดงความเชื่อมั่นว่า เวเนซุเอลาจะสามารถเดินหน้ากระบวนการดังกล่าวได้ในเร็วๆ นี้ แม้ยังไม่ได้เปิดเผยกำหนดเวลาที่ชัดเจน โดยขยายความว่า การแก้ปัญหาหนี้จะช่วยให้ประเทศมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและระบบเศรษฐกิจ หลังประเทศเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุนมายาวนาน

 

ขณะเดียวกัน เวเนซุเอลายังต้องการกระชับความสัมพันธ์กับสถาบันการเงินระหว่างประเทศ โดย ออร์เตกา ซานเชซ ยืนยันว่า ทิศทางของรัฐบาลคือการกลับมามีบทบาทและขยายความร่วมมือกับองค์กรพหุภาคี รวมถึงพันธมิตรทางเศรษฐกิจจากประเทศต่างๆ

 

เตรียมเพิ่มทุนสำรองด้วยทองคำ เสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน

 

นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างหนี้ รัฐบาลเวเนซุเอลายังมองว่า ทองคำเป็นอีกหนึ่งทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้เพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินของประเทศได้ โดย ออร์เตกา ซานเชซ เปิดเผยว่า ภายในปีนี้ เวเนซุเอลาได้ลงนามข้อตกลงกับผู้ผลิตทองคำ ซึ่งรัฐบาลมองว่า การเพิ่มกำลังการผลิตทองคำจะช่วยให้สามารถนำทองคำบางส่วนเข้าสู่ทุนสำรองของธนาคารกลางได้มากขึ้น

 

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ได้ประกาศเป้าหมายปริมาณทองคำสำรองอย่างชัดเจน หรือยืนยันแผนใช้ทองคำเป็นหลักประกันค่าเงินโบลิวาร์โดยตรง

 

The post เปิดแผน ‘เวเนซุเอลา’ พลิกฟื้นเศรษฐกิจ แก้หนี้-ดึงเงินลงทุน-เรียกความเชื่อมั่น หลังคืนเวที IMF ในรอบกว่า 20 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากสวนป่าสู่แปลงขิง เปิดปมบุกรุกป่าไชยปราการกว่า 7,000 ไร่ ใครต้องรับผิดชอบต่อป่าที่หายไป https://thestandard.co/chaiprakan-forest-encroachment/ Wed, 14 Oct 2026 01:34:05 +0000 https://thestandard.co/chaiprakan-forest-encroachment/ ภาพประกอบแสดงพื้นที่ป่าถูกบุกรุกเปลี่ยนเป็นแปลงปลูกขิงในสวนป่าไชยปราการ

จากพื้นที่สวนป่ากว่า 10,000 ไร่ กลับเหลือพื้นที่ที่ยังค […]

The post จากสวนป่าสู่แปลงขิง เปิดปมบุกรุกป่าไชยปราการกว่า 7,000 ไร่ ใครต้องรับผิดชอบต่อป่าที่หายไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงพื้นที่ป่าถูกบุกรุกเปลี่ยนเป็นแปลงปลูกขิงในสวนป่าไชยปราการ

จากพื้นที่สวนป่ากว่า 10,000 ไร่ กลับเหลือพื้นที่ที่ยังคงสภาพป่าหรือสวนป่าราว 3,000 ไร่ ส่วนอีกกว่า 7,000 ไร่ถูกเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ตัวเลขที่กรมป่าไม้เปิดเผยสะท้อนขนาดของปัญหาในสวนป่าไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งการรื้อถอนแปลงขิง 258 ไร่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของภารกิจทวงคืนพื้นที่

 

 

เบื้องหลังยุทธการ ‘พิทักษ์ป่าไชยปราการ’ ยังมีคำถามว่า การบุกรุกขยายตัวมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ใครอยู่เบื้องหลังการใช้พื้นที่ และหน่วยงานรัฐจะรับผิดชอบต่อการรักษาป่าและฟื้นฟูพื้นที่ที่เสียหายอย่างไร ขณะที่การสืบหาผู้กระทำผิดและการสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยังไม่สิ้นสุด

 

สวนป่าที่เหลือสภาพป่าราว 30%

 

กรมป่าไม้เปิดยุทธการ ‘พิทักษ์ป่าไชยปราการ’ เข้ารื้อถอนแปลงปลูกขิง 3 แปลง รวมพื้นที่ประมาณ 258 ไร่ ภายในสวนป่าไชยปราการ ตำบลแม่ทะลบ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานภาคีประมาณ 320 นาย พร้อมรถไถและเครื่องจักรกล

 

พัฒน์พงษ์ สมิตติพัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยปราปต์ เหมะสุทธินันท์ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า และลักษวรรณ พวงไม้มิ่ง ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) ร่วมเปิดปฏิบัติการ ซึ่งมีทั้งหน่วยงานด้านป่าไม้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และฝ่ายความมั่นคงเข้าร่วม

 

พัฒน์พงษ์อธิบายว่า เดิมพื้นที่แห่งนี้เป็นสวนป่าที่ปลูกขึ้นภายใต้เงื่อนไขสัมปทานทำไม้ ก่อนส่งมอบให้กรมป่าไม้ดูแล และต่อมาส่งต่อให้ ออป. บริหารจัดการเพื่อเป็นป่าเศรษฐกิจ

 

อย่างไรก็ตาม พื้นที่สวนป่าประมาณ 10,000 ไร่ ปัจจุบันเหลือพื้นที่ที่ยังมีสภาพป่าหรือสวนป่าประมาณ 3,000 ไร่ หรือราว 30% ส่วนอีกกว่า 7,000 ไร่ถูกบุกรุกและเปลี่ยนไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตร ทั้งปลูกข้าว ข้าวโพด และขิง โดยมีการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว 8 คดี

 

ต้นสักที่หลงเหลือกระจัดกระจายในพื้นที่ เป็นสิ่งที่พัฒน์พงษ์ยกขึ้นอธิบายถึงสภาพสวนป่าเดิม พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่พบทั้งปัญหาการบุกรุกที่ดินและการตัดไม้ ซึ่งต้องดำเนินการตรวจสอบควบคู่กัน

 

ทำไมรัฐจึงเริ่มจากแปลงขิง?

 

รองอธิบดีกรมป่าไม้กล่าวว่า จากการสอบถามและตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ ผู้ปลูกข้าวและข้าวโพดส่วนหนึ่งเป็นประชาชนในท้องถิ่น ขณะที่การปลูกขิงมีข้อมูลว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนจากต่างพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การระบุตัวผู้กระทำผิดและความเชื่อมโยงของผู้เกี่ยวข้องยังต้องดำเนินการผ่านกระบวนการสืบสวน

 

พัฒน์พงษ์ย้ำว่า ประเด็นในการบังคับใช้กฎหมายคือการเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าและตัดไม้ ไม่ใช่การปลูกขิงโดยตัวมันเอง หากปลูกในที่ดินที่มีสิทธิครอบครองหรือได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ย่อมเป็นการประกอบอาชีพทางการเกษตรได้

 

แต่แปลงที่เข้าดำเนินการครั้งนี้อยู่ในพื้นที่สวนป่าซึ่งต้องรักษาไว้ และไม่ได้เป็นพื้นที่จัดสรรตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล หรือ คทช.

 

อีกเหตุผลที่กรมป่าไม้ระบุว่าต้องเร่งดำเนินการ คือผลกระทบต่อดิน แหล่งน้ำ และระบบนิเวศในพื้นที่ต้นน้ำแม่ทะลบ โดยพัฒน์พงษ์กล่าวว่า เกษตรอำเภอไชยปราการตรวจพบเชื้อราในขิง และกังวลว่าหากปล่อยทิ้งไว้อาจแพร่กระจายไปยังพืชผลอื่น จึงต้องจัดการพื้นที่ควบคู่กับการเตรียมฟื้นฟูสภาพป่า

 

ด้านชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ซึ่งร่วมลงพื้นที่ ระบุว่า ปัญหาการบุกรุกไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสวนป่าในความดูแลของ ออป. แต่ยังครอบคลุมพื้นที่ของกรมป่าไม้และพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติ โดยประเมินว่าพื้นที่ที่มีปัญหารวมกันมากกว่า 10,000 ไร่ ซึ่งเป็นขอบเขตที่กว้างกว่าพื้นที่สวนป่าไชยปราการเพียงแห่งเดียว

 

ชัยวัฒน์กล่าวว่า ลักษณะการบุกรุกที่พบคือการเปิดพื้นที่ป่าขึ้นใหม่ รวมถึงป่าเต็งรังและสวนป่าสัก เพื่อเปลี่ยนเป็นแปลงปลูกขิง พร้อมอธิบายว่า ผู้ปลูกต้องการพื้นที่ดินที่ยังอุดมสมบูรณ์และไม่มีปัญหาโรคพืชตกค้าง จึงเกิดการขยายแปลงเข้าไปในพื้นที่ป่า

 

“การเข้าไปทำลายป่าสมบูรณ์ต้องถูกตรวจสอบและดำเนินการ ไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นกลุ่มทุนหรือบุคคลทั่วไป”

 

สำหรับพืชผลชนิดอื่น ชัยวัฒน์ระบุว่า แนวทางที่ได้รับทราบจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคือ ให้ดำเนินการกับแปลงขิงก่อน ส่วนข้าวและข้าวโพดให้รอจนเก็บเกี่ยวครบตามรอบ เพื่อคำนึงถึงประชาชนที่ยังอยู่ในพื้นที่

 

ปมกลุ่มทุนและเจ้าหน้าที่ที่ยังต้องพิสูจน์

 

ขณะเดียวกัน ชัยวัฒน์ตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างผู้ปลูกขิงกับผู้จัดหาพันธุ์ขิง ปุ๋ย และสารเคมี โดยกล่าวว่า ข้อมูลจากการร้องเรียน การพูดคุย และคลิปที่เกี่ยวข้อง ทำให้เชื่อว่าผู้ปลูกบางกลุ่มอาจเชื่อมโยงผ่านแหล่งจัดหาปัจจัยการผลิตเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวยังต้องอาศัยหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความเกี่ยวข้องของแต่ละบุคคล

 

ชัยวัฒน์ยังกล่าวอ้างว่า มีบุคคลในท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนเกี่ยวข้องกับการชักนำผู้ปลูกจากต่างพื้นที่เข้ามาใช้ที่ดิน ก่อนขยายเข้าไปในสวนป่าและป่าสงวนแห่งชาติ

 

ส่วนพัฒน์พงษ์ระบุว่า ความเชื่อมโยงของกลุ่มทุนกับบุคคลที่ถูกดำเนินคดีก่อนหน้านี้ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน จึงยังไม่เปิดเผยรายละเอียดที่อาจกระทบสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง

 

ในประเด็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ พัฒน์พงษ์กล่าวว่า ออป. ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว เพื่อพิจารณาว่ามีการละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หากพบการกระทำผิดก็ต้องพิจารณาทั้งความรับผิดทางวินัยและทางอาญา โดยขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวน

 

จากการตรวจยึด 8 คดี สู่ปฏิบัติการรื้อถอน

 

ก่อนเปิดปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่เข้าตรวจยึดพื้นที่บุกรุกในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าลุ่มน้ำแม่ฝาง ซึ่งครอบคลุมสวนป่าไชยปราการ ระหว่างวันที่ 4-20 พฤษภาคม 2569 และวันที่ 4 มิถุนายน 2569 รวม 8 คดี โดยคดีที่มีพื้นที่มากที่สุดครอบคลุมกว่า 6,147 ไร่ ทั้งนี้ ไม่พบตัวผู้กระทำผิดระหว่างเข้าตรวจยึด

 

ต่อมา วันที่ 2 กันยายน 2569 ออป.เขตเชียงใหม่มีหนังสือแจ้งความคืบหน้าคดีและขอให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่) ดำเนินการตามมาตรา 25 ก่อนที่สำนักฯ จะขอเอกสารเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 7 กันยายน และได้รับสำเนาหลักฐานพร้อมแผนที่ตรวจยึดทั้ง 8 คดีเมื่อวันที่ 11 กันยายน

 

จากนั้นฝ่ายกฎหมายได้สรุปเรื่องเสนอผู้อำนวยการสำนักฯ ซึ่งเห็นชอบให้ดำเนินการตามกฎหมายเมื่อวันที่ 14 กันยายน

 

ระหว่างนั้น วันที่ 9 กันยายน ออป. ชี้แจงว่า ได้จัดคณะทำงานตรวจตราป้องกันพื้นที่สวนป่าไชยปราการ โดยหมุนเวียนเจ้าหน้าที่อย่างน้อยวันละ 25-30 นาย และรายงานผลทุกสัปดาห์ พร้อมระบุว่า จากการตรวจตราไม่พบการเข้ามาปลูกขิงหรือทำเกษตร รวมถึงไม่พบการบุกรุกหรือแผ้วถางเพิ่มเติม ขณะที่พื้นที่ซึ่งแจ้งความดำเนินคดีแล้วอยู่ระหว่างขอให้ดำเนินการตามมาตรา 25

 

วันที่ 18 กันยายน 2569 หน่วยงานด้านป่าไม้ ออป. และฝ่ายความมั่นคงยังสนธิกำลังกว่า 200 นาย เข้าตรวจยึดพื้นที่ปลูกขิงในอำเภอไชยปราการเพิ่มเติมกว่า 19 ไร่ โดยไม่พบตัวผู้ต้องหาในจุดเกิดเหตุเช่นกัน

 

สำหรับการรื้อถอนครั้งนี้ พัฒน์พงษ์ระบุว่า เป็นการดำเนินการตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 หลังตรวจสอบพื้นที่ ออกคำสั่งทางปกครอง และปิดประกาศให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว แต่ไม่มีผู้มาแสดงตัวเป็นเจ้าของแปลงหรือคัดค้านภายในระยะเวลาที่กำหนด

 

แผนรื้อถอนแปลงขิง 258 ไร่ตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน หลังจากนั้นจะประเมินพื้นที่อีกครั้ง เนื่องจากการใช้โดรนตรวจสอบพบว่า ยังมีแปลงขิงหลงเหลือเพิ่มเติมประมาณ 100 กว่าไร่ ก่อนจัดทำแผนร่วมกับฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน เพื่อดำเนินการกับพืชผลและสิ่งปลูกสร้างอื่นต่อไป

 

สิทธิทำกินกับพื้นที่บุกรุก: รัฐชี้ต้องแยกให้ชัด

 

ส่วนข้อเรียกร้องค่าชดเชย พัฒน์พงษ์ชี้แจงว่า ต้องแยกระหว่างพื้นที่ที่ ออป. เคยอนุญาตให้ประชาชนเข้าใช้ประโยชน์โดยมีสัญญา กับพื้นที่ที่ตรวจพบการบุกรุกในปฏิบัติการครั้งนี้

 

กรณีที่มีสัญญาต้องพิจารณาตามเงื่อนไขและการยกเลิกสัญญา ขณะที่พื้นที่บุกรุกดังกล่าวไม่มีสัญญาอนุญาตจากภาครัฐ จึงไม่มีแนวทางชดเชยตามที่ผู้เรียกร้องเสนอ

 

นอกจากนี้ กรมป่าไม้เตรียมประสานจังหวัดตรวจสอบพื้นที่ คทช. แห่งอื่นที่อาจมีการนำสิทธิใช้ที่ดินไปให้กลุ่มทุนเช่าช่วง หากพบว่าผิดเงื่อนไขก็จะพิจารณามาตรการที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงการจำกัดสิทธิหรือเรียกคืนพื้นที่ โดยต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

 

รื้อขิงแล้ว ป่าจะกลับมาอย่างไร?

 

สำหรับมูลค่าความเสียหาย พัฒน์พงษ์ประเมินเบื้องต้นว่า หากคำนวณพื้นที่สวนป่าที่เสียหายประมาณ 7,000 ไร่ โดยมีมูลค่าราว 100,000-150,000 บาทต่อไร่ตามสภาพและขนาดของต้นไม้ ความเสียหายอาจอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านบาทถึง 1,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงการประเมินคร่าวๆ ของพื้นที่สวนป่าที่เสียหาย ไม่ใช่มูลค่าแปลงขิง 258 ไร่ และกรมป่าไม้กับ ออป. ต้องประเมินความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นทางการ เพื่อใช้ประกอบการดำเนินคดีหากพบตัวผู้กระทำผิด

 

เมื่อรื้อถอนแล้วเสร็จ ออป. จะส่งคืนพื้นที่ให้กรมป่าไม้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูป่าและระบบนิเวศ โดยพัฒน์พงษ์ระบุว่า จะพิจารณาความร่วมมือกับภาคเอกชนในการปลูกป่า รวมถึงแนวทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมภายใต้ระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พื้นที่กลับมาเป็นแหล่งต้นน้ำและพื้นที่สีเขียวของชุมชน

 

สุดท้ายการรื้อแปลงขิงอาจหยุดการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เป้าหมายได้ แต่การฟื้นคืนสวนป่าไชยปราการยังขึ้นอยู่กับภารกิจที่ตามมา ทั้งการพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้บุกรุก เจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือละเลยหน้าที่หรือไม่ และการฟื้นฟูจะทำให้พื้นที่กลับมาทำหน้าที่เป็นป่าต้นน้ำได้อย่างไร

 

คำถามเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดว่า ยุทธการ ‘พิทักษ์ป่าไชยปราการ’ จะไปได้ไกลเพียงใด หลังจากรถไถออกจากแปลงขิงและปฏิบัติการรื้อถอนสิ้นสุดลง

The post จากสวนป่าสู่แปลงขิง เปิดปมบุกรุกป่าไชยปราการกว่า 7,000 ไร่ ใครต้องรับผิดชอบต่อป่าที่หายไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมประกันสังคมก้าวหน้ากวาดที่นั่งบอร์ดประกันสังคม 2 ใน 3 กับความท้าทายหลักคานอำนาจไตรภาคี https://thestandard.co/social-security-board-election-progressive-team/ Mon, 12 Oct 2026 11:15:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1267747 ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า

การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) คร […]

The post ทีมประกันสังคมก้าวหน้ากวาดที่นั่งบอร์ดประกันสังคม 2 ใน 3 กับความท้าทายหลักคานอำนาจไตรภาคี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า

การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ครั้งที่ 2 ของประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ได้กลายเป็นหมุดหมายครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์แรงงานไทย

 

 
 

เมื่อศูนย์อำนวยการจัดการเลือกตั้งฯ ได้เปิดเผยผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการพบว่า ‘ทีมประกันสังคมก้าวหน้า’ สามารถกวาดที่นั่งผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนได้ยกชุดทั้ง 7 ที่นั่ง

 

ขณะที่ฝ่ายนายจ้างก็ได้รับความไว้วางใจจนกวาดที่นั่งส่วนใหญ่ไปได้เช่นเดียวกัน ทำให้โครงสร้างบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่กำลังจะถูกขับเคลื่อนด้วยขั้วความคิดฝั่งก้าวหน้าอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

สำหรับผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ผ่านแดชบอร์ด ทางเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม https://sbe2result.sso.go.th

 

ผู้แทนฝ่ายนายจ้างที่ได้รับคะแนนสูงสุด 7 อันดับแรก นับได้ 96.63%ได้แก่

 

  • ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ ได้คะแนน 8,942 คะแนน
  • รัตนสิทธิ สุภาภรณ์ ได้คะแนน 8,883 คะแนน
  • กฤษฎา อาทิตย์ จินตกานนท์ ได้คะแนน 8,868 คะแนน
  • กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป ได้คะแนน 8,818 คะแนน
  • สุโขทัย หัตถะรัชต์ ได้คะแนน 8,818 คะแนน
  • อดิศร เกิดมงคล ได้คะแนน 8,799 คะแนน
  • ภัทรานิษฐ์ ศรีจันทร์ดร ได้คะแนน 8,638 คะแนน

 

ส่วนผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 อันดับแรก นับได้ 98.56% ได้แก่

 

  • ธนพงษ์ เชื้อเมืองพาน ได้คะแนน 906,306 คะแนน
  • นาริฐา โภไคยอนันต์ ได้คะแนน 905,027 คะแนน
  • ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ได้คะแนน 902,648 คะแนน
  • เริงฤทธิ์ ละออกิจ ได้คะแนน 900,047 คะแนน
  • ปรารานา โพธิ์ดี ได้คะแนน 891,498 คะแนน
  • พรทิพย์ โม่งใหญ่ ได้คะแนน 880,302 คะแนน
  • ลักษมี สุวรรณภักดี ได้คะแนน 851,533 คะแนน

 

การเลือกตั้งสรรหาผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 7 คน และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 คนในครั้งนี้ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางนโยบายและการดูแลกองทุนสวัสดิการที่มีมูลค่าแสนล้านบาทของประเทศ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเกิดข้อติติงเรื่องกระบวนการประชาสัมพันธ์ที่ล่าช้า ปัญหาระบบลงทะเบียนล่วงหน้าที่ซับซ้อนจนศาลปกครองกลางต้องมีคำสั่งระงับเงื่อนไขบางประการ

 

ตลอดจนสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดจนต้องเลื่อนวันเลือกตั้งจากช่วงปลายเดือนกันยายนมาเป็นวันที่ 11 ตุลาคม แต่แรงเหวี่ยงจากความต้องการเปลี่ยนแปลงของแรงงานกลับไม่ได้ลดน้อยลงไปตามอุปสรรคทางเทคนิคเหล่านี้

 

ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า 1

 

ข้อมูลสะท้อนจาก พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน และ จีระภา บุญรัตน์ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ระบุว่า ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างเกิดคาดหมาย รวมทั้งสิ้น 1,003,615 คน

 

โดยสถิติผู้ใช้สิทธิ เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2566 ซึ่งฝั่งผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิ 991,415 คน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นถึง 533% ฝั่งนายจ้างออกมาใช้สิทธิเกือบ 12,200 คน คิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นสูงถึง 733%

 

แม้ขั้นตอนการตรวจนับคะแนนจาก 5,233 หน่วยทั่วประเทศจะมีความล่าช้าและพบปัญหาขรุขระในบางพื้นที่ แต่ สปส. ยืนยันว่าจะเร่งรัดการประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการและเริ่มทำงานในเดือนพฤศจิกายน 2569

 

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งแรกเมื่อปี 2566 ซึ่งเป็นการเลือกคณะกรรมการชุดที่ 14 มีผู้ออกไปใช้สิทธิเพียง 158,335 คน แบ่งเป็นฝ่ายนายจ้าง 1,465 คน (คิดเป็นร้อยละ 46.82 ของผู้ลงทะเบียน) และฝ่ายผู้ประกันตน 156,870 คน (คิดเป็นร้อยละ 18.36 ของผู้ลงทะเบียน)

 

ในครั้งนั้น ผู้สมัครจากทีมประกันสังคมก้าวหน้าคว้าที่นั่งฝั่งผู้ประกันตนไปได้ 6 คน ส่วนสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทยได้ 1 คน ขณะที่ผู้สมัครฝั่งนายจ้างทั้ง 7 คนได้คะแนนเฉลี่ยเพียง 252 – 409 คะแนน การพุ่งขึ้นของจำนวนผู้ใช้สิทธิในรอบนี้จึงตอกย้ำกระแส ‘ไม่เอาปฏิทิน เอาปฏิรูป’ ที่เปลี่ยนผ่านจากเครือข่ายแรงงานดั้งเดิมสู่การตื่นตัวระดับฐานรากอย่างชัดเจน

 

ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า 2

 

กองทุน 2.8 ล้านล้านบาทในมือผู้แทนก้าวหน้า

 

สำหรับโครงสร้างตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม กำหนดให้บอร์ดประกันสังคมมีทั้งหมด 21 คน โดยมีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานบอร์ด มีผู้แทนส่วนราชการโดยตำแหน่ง 7 คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงแรงงาน เลขาธิการ สปส. ผู้แทนจากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง และอีก 14 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของนายจ้างและผู้ประกันตน ซึ่งมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี

 

คณะกรรมการชุดนี้จะถือครองอำนาจจัดการกองทุนมูลค่ากว่า 2.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเกี่ยวพันกับชีวิตของผู้ประกันตนกว่า 24.8 ล้านคน (มาตรา 33 จำนวน 12.2 ล้านราย, มาตรา 39 จำนวน 1.5 ล้านราย และมาตรา 40 จำนวน 10.9 ล้านราย) โดยมีอำนาจหลักในการเสนอความเห็นเชิงนโยบาย วางระเบียบการเงิน การจัดหาผลประโยชน์ และอนุมัติงบประมาณของสำนักงาน

 

ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า 3

 

ด้าน ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ผู้สมัครหมายเลข 44 นำทีมประกันสังคมก้าวหน้าแถลงข่าวพร้อมแสดงความขอบคุณทุกคะแนนเสียงของนายจ้างและผู้ประกันตนที่สละเวลาฝ่าอุทกภัยและการจราจรออกมาร่วมสร้างปรากฏการณ์

 

“เราคือความหวังของประชาชน เราเป็นปีศาจของเหล่าชนชั้นนำเหล่าปรสิตเสมอ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้ ตามสโลแกน ตามนโยบายที่เราวางไว้ว่า เราคือบอร์ดสิทธิประโยชน์ ไม่ใช่บอร์ดของชำร่วย เราเอาการปฏิรูป ไม่เอาปฏิทิน”

 

ษัษฐรัมย์ ยังได้ย้อนความสำเร็จในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีสัดส่วนในบอร์ดเพียง 6 จาก 21 เสียง แต่สามารถขยับขยายสิทธิประโยชน์ทั้งการเพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก 1.2 ล้านคน การเพิ่มค่าชดเชยการว่างงาน และปรับปรุงสิทธิประกันสังคมอื่นๆ ได้อย่างเห็นผล

 

สำหรับการเลือกตั้งรอบนี้ เมื่อทีมสามารถครองเสียงได้มากถึง 14 จาก 21 เสียง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของบอร์ดประกันสังคมทั้งหมด ษัษฐรัมย์ จึงมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณมากกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปีที่ไม่ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยเตรียมใช้ระบบการจัดทำงบประมาณจากฐานศูนย์ (Zero-based budgeting) เพื่อตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็น เช่น งบจัดทำปฏิทินหรือโครงการที่เสี่ยงต่อการทุจริตทับซ้อน

 

ทางฝั่งตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ศราริน เรืองปัญญาวุฒิ ผู้สมัครหมายเลข 64 ซึ่งได้รับเลือกเข้ามาในอันดับ 1 ได้ร่วมเปิดเผยถึงกรอบนโยบายเร่งด่วนในระยะ 7 วันแรก ซึ่งเน้นย้ำเรื่องการรักษาวินัยทางการเงินและการตั้งกรอบงบบริหารสำนักงานให้ไม่เกิน 3% จากเดิมที่เคยตั้งไว้สูงถึง 10% รวมถึงการรื้อระบบบริหารจัดการด้านไอทีโดยปรับลดงบประมาณจาก 1,500 ล้านบาท เหลือไม่เกิน 300 ล้านบาท พร้อมผลักดันให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ดประกันสังคมและการทำประชาพิจารณ์งบอุดหนุน เพื่อสร้างมาตรฐานความโปร่งใสแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในองค์กรภาครัฐ

 

ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า 4

 

พนัส ไทยล้วน กับข้อกังวลการกินรวบ-การเมืองแทรกแซง

 

อีกด้านหนึ่งของสมรภูมิเลือกตั้ง (11 ตุลาคม 69) พนัส ไทยล้วน อดีตกรรมการประกันสังคม 8 สมัย และประธานสภาองค์การลูกจ้างสภาแรงงานแห่งประเทศไทย ผู้อยู่เบื้องหลังการสนับสนุน ‘กลุ่มพลังแรงงาน’ ผู้สมัครหมายเลข 63-69 ได้ออกมาแสดงความเห็นหลังลงคะแนนเสียง พนัส ระบุว่าการแพ้หรือชนะไม่ใช่เรื่องใหญ่เนื่องจากตนผ่านสนามเลือกตั้งมานับสิบครั้งแล้ว แต่สิ่งที่เจ็บใจคือความรู้สึกว่าครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้กันระหว่างลูกจ้างด้วยกันเอง ทว่าเป็นการสู้กับศักดิ์ศรีของพรรคการเมืองที่เข้ามาหนุนหลังอยู่เบื้องหลังกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่

 

พนัส ยังได้ตั้งคำถามถึงโครงสร้างการคานอำนาจในบอร์ดชุดใหม่ที่สัดส่วนเสียงตกไปอยู่ในฝั่งเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด โดยกล่าวเตือนว่า “ทุกคนก็รู้อยู่ว่าเอานายจ้างกับลูกจ้างมาอย่างละ 2 แล้วเมื่อได้ผู้ทรงคุณวุฒิอีก 7 คน อนุกรรมการอีก 60 คน แบบนี้เท่ากับมัดตราสังประกันสังคมแล้ว ตายสนิท เพราะทั้งหมดมี 87 คน แล้วมีรัฐบาลอยู่ 7 คน แบบนี้เรียกว่าตายหรือไม่ แล้วจะไปสู้ได้อย่างไร”

 

พร้อมเรียกร้องให้ลูกจ้างตัวจริงช่วยกันรักษาสิทธิขั้นพื้นฐาน และระวังไม่ให้เงินกองทุนประกันสังคมตกไปอยู่ในมือของพรรคการเมืองและหัวหน้าพรรคการเมืองบางคนที่พยายามจ้องจะเขมือบกองทุนแสนล้านบาท

 

ต่อมา (12 ตุลาคม 69) อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเล่าถึงเบื้องหลังชัยชนะครั้งนี้ ด้วยการรณรงค์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝั่งนายจ้างออกมาใช้สิทธิ

 

สส. อิสริยะ มองว่าฝั่งนายจ้างเป็นสมรภูมิสำคัญ เนื่องจากโครงสร้างบอร์ดประกันสังคมแบ่งที่นั่งฝ่ายรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ฝ่ายละ 7 คน แม้ผู้ประกันตนจะออกมาใช้สิทธิจำนวนมากเพียงใด ก็มีผู้แทนได้เพียง 7 ที่นั่งเท่ากัน ขณะที่การเลือกตั้งปี 2566 ผู้แทนฝ่ายนายจ้างที่ได้คะแนนสูงสุดได้รับเพียง 409 คะแนน และอันดับ 7 ได้ 252 คะแนน ทั้งที่กองทุนประกันสังคมมีมูลค่าถึง 2.8 ล้านล้านบาท

 

อิสริยะระบุว่า ทีมรณรงค์เลือกใช้การสื่อสารแบบเจาะกลุ่มนายจ้างผ่านเครือข่ายผู้ประกอบการ สมาคมการค้า หอการค้าจังหวัด และกลุ่มแชตต่างๆ ควบคู่กับการสื่อสารผ่านนักคิด นักเขียน ผู้นำภาคธุรกิจ และการรณรงค์ในวงกว้างจากเครือข่ายแรงงานและสื่อมวลชน แม้การเลือกตั้งจะเผชิญปัญหาการลงทะเบียนและเอกสารที่ยุ่งยาก รวมถึงการเลื่อนวันเลือกตั้งหลายครั้ง แต่ผลคะแนนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากสะท้อนถึงการตื่นตัวของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมแสดงความยินดีกับทีมประกันสังคมก้าวหน้าและหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกับกองทุนประกันสังคมต่อไป

 

ต่อมา พบว่า อิสริยะได้ลบโพสต์ดังกล่าวแล้ว

 

ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า 5

 

รมว.แรงงาน ยันไม่เปิดช่องการเมืองแทรกแซง-ยึดกลไกไตรภาคี

 

เมื่อถูกถามถึงข้อสงสัยเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน อธิบายว่า โดยหลักการ ฝ่ายการเมืองไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงการทำงานของประกันสังคมได้อยู่แล้ว กลุ่มผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งไม่ได้มาในนามองคาพยพของพรรคการเมือง แต่เป็นการรวมตัวกันทางอุดมการณ์

 

จุลพันธ์ยืนยันว่า รัฐบาลมีหน้าที่กำกับดูแลแต่จะไม่เข้าไปแทรกแซง และส่วนตัวพร้อมที่จะทำงานร่วมกับบอร์ดชุดใหม่เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ประกันตนทุกคน

 

สำหรับความห่วงใยเรื่องกลไกไตรภาคี (รัฐ-นายจ้าง-ลูกจ้าง) ที่อาจสูญเสียการถ่วงดุลเมื่อฝั่งลูกจ้างและนายจ้างมาจากทีมเดียวกัน จุลพันธ์ชี้แจงว่า กระทรวงแรงงานจะเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อยืนยันในหลักการไตรภาคีตามมาตรฐานสากล เพื่อให้มั่นใจว่าการขับเคลื่อนนโยบายจะคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ไม่เทไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

 

ส่วนกรณีข้อสังเกตเรื่องการสนับสนุนตัวบุคคลหรือการหาเสียงนั้น หากมีข้อร้องเรียนเข้ามาอย่างเป็นทางการ กระทรวงฯ ก็พร้อมดำเนินการสอบสวนตามข้อกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกตั้งสังคมกำลังตั้งคำถามจากชัยชนะของทีมประกันสังคมก้าวหน้า คือ บทบาทของพรรคการเมืองในการเข้ามาช่วยรณรงค์เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

 

ตาม ข้อ 23 ของระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2564 กำหนดให้ผู้สมัครต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม รวมถึงการเป็นหรือเคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง เว้นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อกำหนดดังกล่าวมุ่งพิจารณาคุณสมบัติและสถานะของผู้สมัครเป็นหลัก ส่วนการที่พรรคการเมืองหรือเครือข่ายทางการเมืองเข้ามาช่วยรณรงค์ ไม่ได้มีการบัญญัติไว้ นำไปสู่คำถามถึงความชัดเจนของกติกา ซึ่งกระทบกับความเป็นอิสระของบอร์ดประกันสังคมและกลไกการคานอำนาจระหว่างรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง

 

ภาพทีมประกันสังคมก้าวหน้า 14 คน บนพื้นหลังรูปตาชั่งที่เอียงไปฝั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้า 6

 

จุดเปลี่ยนบอร์ดประกันสังคม การคานอำนาจกับกลไกราชการ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมประกันสังคมก้าวหน้าสามารถกวาดชัยชนะและครองเสียงส่วนใหญ่ 14 ที่นั่งได้อย่างเป็นทางการ ปรากฏการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ ในหลายด้าน ทั้งการลดทอนอำนาจฝั่งข้าราชการประจำในบอร์ดฯ, การเปิดฉากปฏิรูปโครงสร้าง สปส. ออกจากการเป็นระบบราชการอุ้ยอ้าย, การยกระดับการลงทุนและการบริหารเงินกองทุนอย่างโปร่งใสเปิดเผยพอร์ตลงทุน, และการปฏิรูปสิทธิประโยชน์เชิงรุกทั้งการคำนวณบำนาญชราภาพ ยา และสิทธิการรักษาพยาบาล

 

ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการช่วงชิงอำนาจนโยบายระหว่าง ‘บอร์ดชุดใหม่’ กับ ‘ฝ่ายบริหารและกลไกราชการ’ ที่สังคมต้องจับตาดูต่อไปนับจากนี้

The post ทีมประกันสังคมก้าวหน้ากวาดที่นั่งบอร์ดประกันสังคม 2 ใน 3 กับความท้าทายหลักคานอำนาจไตรภาคี appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิ่มท้อง แล้วได้อะไร? สำรวจบะหมี่ซอง ขนมถุง น้ำหวาน และคำถามถึงรัฐว่า “ช่วยเราเลือกง่ายพอหรือยัง?” https://thestandard.co/ultra-processed-food-consumer-choice/ Mon, 12 Oct 2026 10:49:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1267727 ภาพประกอบอาหารแปรรูปสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และน้ำหวาน

อิ่มท้อง แล้วได้อะไร? บะหมี่ซอง ขนมถุง น้ำหวาน… อ […]

The post อิ่มท้อง แล้วได้อะไร? สำรวจบะหมี่ซอง ขนมถุง น้ำหวาน และคำถามถึงรัฐว่า “ช่วยเราเลือกง่ายพอหรือยัง?” appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบอาหารแปรรูปสูง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และน้ำหวาน

อิ่มท้อง แล้วได้อะไร? บะหมี่ซอง ขนมถุง น้ำหวาน… อาหารกันตายที่หลายคนต้องหยิบในวันเร่งรีบ แต่ในวันที่เรามีเวลาหน้าชั้นวางแค่ไม่กี่วินาที คำถามคือ “รัฐช่วยเราเลือกง่ายพอหรือยัง?”

 

 
 

THE STANDARD ชวนอ่านบทวิเคราะห์ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงไม่ใช่แค่วินัยส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตและนโยบายรัฐที่ต้องเข้าถึงได้จริง

 

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหนึ่งซอง อาหารพร้อมรับประทานหนึ่งกล่อง หรือเครื่องดื่มรสหวานที่หยิบก่อนเริ่มงาน กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ด้วยความสะดวก ราคา รสชาติ และระยะเวลาเก็บรักษา โดยเฉพาะในวันที่เวลาและงบประมาณมีจำกัด

 

แต่เมื่ออาหารแปรรูปสูง หรือ Ultra-Processed Food (UPF) อยู่ในมื้อประจำมากขึ้น คำถามคือ อาหารที่ช่วยให้อิ่ม ให้สารอาหารเพียงพอและเหมาะสมด้วยหรือไม่ การหาคำตอบต้องพิจารณาทั้งสิ่งที่กินและเงื่อนไขที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ

 

พร้อมตั้งคำถามถึงรัฐว่า ในวันที่ประชาชนมีเวลาอ่านฉลากเพียงไม่กี่วินาที ข้อมูลที่ได้รับเข้าใจง่ายพอหรือยัง และทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพเข้าถึงได้ในราคาที่จ่ายไหวหรือไม่

 

เมื่อความสะดวกคือ ‘ทางรอด’

 

สำหรับคนทำงานที่ต้องออกจากบ้านแต่เช้าหรือกลับถึงบ้านดึก อาหารพร้อมรับประทานอาจเป็นมื้อที่พึ่งพาได้ทันที ขณะที่อาหารเก็บได้นานช่วยลดความกังวลว่าจะซื้อวัตถุดิบมาแล้วใช้ไม่ทัน

 

ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายจึงไม่ได้มีเพียงตัวเลขบนป้ายสินค้า แต่ยังรวมถึงเวลาเดินทางไปซื้อวัตถุดิบ เวลาเตรียมและล้างอุปกรณ์ ค่าน้ำ ค่าไฟ ตลอดจนความเสี่ยงที่อาหารจะเน่าเสีย

 

การแนะนำให้ประชาชนทำอาหารจากวัตถุดิบสดกินเองจึงต้องพิจารณาเงื่อนไขเหล่านี้ด้วย เพราะคำแนะนำเดียวกันอาจทำได้ง่ายสำหรับครัวเรือนหนึ่ง แต่เพิ่มภาระให้กับผู้ที่ไม่มีครัว ไม่มีตู้เย็น หรือมีเวลาพักไม่แน่นอน

 

อาหารกลุ่มนี้จึงเป็นทั้งประเด็นโภชนาการและประเด็นคุณภาพชีวิต การเพิ่มทางเลือกต้องเริ่มจากความเข้าใจว่า ผู้บริโภคมีเวลา เงิน และอาหารให้เลือกมากน้อยเพียงใด

 

แปรรูปกับแปรรูปสูง ต่างกันตรงไหน?

 

การทำความเข้าใจว่าอาหารใดเป็น UPF ไม่ได้ดูแค่ว่าบรรจุอยู่ในถุงหรือผ่านการแช่แข็ง แต่ต้องดูส่วนประกอบและกระบวนการผลิตด้วย

 

ระบบจำแนก NOVA แบ่งอาหารตามระดับและวัตถุประสงค์ของการแปรรูปออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

 

  • กลุ่มที่ 1 อาหารไม่แปรรูปหรือแปรรูปน้อย: เช่น เนื้อหมูสด มันฝรั่งสด ผักแช่แข็ง และนมพาสเจอไรซ์ที่ไม่เติมส่วนประกอบอื่น การหั่น บด แช่แข็ง หรือพาสเจอไรซ์ไม่ได้ทำให้อาหารกลายเป็น UPF โดยอัตโนมัติ
  • กลุ่มที่ 2 เครื่องปรุงที่ผ่านการแปรรูป: เช่น เกลือ น้ำตาล น้ำมันพืช และเนย ซึ่งใช้ประกอบหรือปรุงอาหาร
  • กลุ่มที่ 3 อาหารแปรรูป: เช่น ผักดองในน้ำเกลือ ปลากระป๋องที่มีส่วนประกอบหลักเป็นปลา น้ำมัน และเกลือ หรือชีสบางชนิด โดยนำอาหารกลุ่มแรกมาเติมเครื่องปรุงเพื่อเก็บรักษาหรือปรับรสชาติ
  • กลุ่มที่ 4 อาหารแปรรูปสูง: เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยวปรุงรส รวมถึงไส้กรอกและอาหารพร้อมรับประทานบางสูตร ซึ่งต้องพิจารณาส่วนประกอบและกระบวนการผลิตของแต่ละผลิตภัณฑ์

 

อาหารกลุ่มสุดท้ายมักนำส่วนประกอบจากอาหารมาผสมผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม และใช้ส่วนประกอบหรือสารเติมแต่งเพื่อปรับกลิ่น รส สี และเนื้อสัมผัส การจำแนกจึงต้องดูสูตรและวิธีผลิต มากกว่าดูสี รูปร่าง หรือบรรจุภัณฑ์ และการมีสารกันบูดเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ทำให้อาหารเป็น UPF โดยอัตโนมัติ

 

อย่างไรก็ตาม ระดับการแปรรูปไม่ได้บอกคุณค่าทางโภชนาการทั้งหมด การประเมินอาหารยังต้องดูว่ามีสารอาหารอะไร กินมากน้อยเพียงใด และกินร่วมกับอะไรตลอดวัน

 

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่กินเพียงอย่างเดียวจึงให้สารอาหารต่างจากบะหมี่ที่เติมผัก ไข่ หรือเต้าหู้ แม้จะช่วยให้อิ่มเหมือนกัน แต่ส่วนประกอบของมื้ออาหารต่างกัน

 

งานวิจัยพบอะไรเกี่ยวกับการกินอาหารแปรรูปสูง

 

หนึ่งในงานวิจัยสำคัญเกี่ยวกับ UPF คือการทดลองของ Kevin Hall และคณะ จากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Cell Metabolism เมื่อปี 2019

 

การศึกษานี้มีอาสาสมัครผู้ใหญ่ 20 คน พักอยู่ในสถานที่วิจัยเป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยได้รับอาหารแปรรูปสูงและอาหารไม่แปรรูปอย่างละ 2 สัปดาห์ และสามารถกินได้ตามต้องการ ผลพบว่า

 

  • ได้รับพลังงานมากขึ้น: ช่วงที่ได้รับอาหารแปรรูปสูง ผู้เข้าร่วมรับพลังงานมากกว่าอีกช่วงเฉลี่ย 508 กิโลแคลอรีต่อวัน
  • น้ำหนักเปลี่ยนแปลง: ช่วงกินอาหารแปรรูปสูง ผู้เข้าร่วมมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 0.9 กิโลกรัม ส่วนช่วงกินอาหารไม่แปรรูปมีน้ำหนักลดลงเฉลี่ยประมาณ 0.9 กิโลกรัม
  • กินเร็วขึ้น: ผู้เข้าร่วมกินอาหารในช่วง UPF เร็วกว่า ซึ่งนักวิจัยเสนอว่าอาจเป็นหนึ่งในคำอธิบายของการได้รับพลังงานมากขึ้น แต่ยังต้องศึกษาเพิ่มเติม

 

แม้ผลทดลองจะแสดงความแตกต่างระหว่างอาหารสองรูปแบบ แต่เป็นการศึกษาขนาดเล็กและระยะสั้น จึงไม่ใช่คำทำนายว่าผู้บริโภคทุกคนจะมีน้ำหนักเพิ่มเท่ากัน หรือว่า UPF ทุกผลิตภัณฑ์ให้ผลเหมือนกัน

 

หลักฐานนี้ช่วยให้เห็นว่า ลักษณะของอาหารอาจมีส่วนต่อปริมาณที่กิน การทำความเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคจึงควรมองทั้งการตัดสินใจของผู้บริโภคและอาหารที่พวกเขาเข้าถึง

 

ข้อมูลบนฉลาก ช่วยเลือกได้แค่ไหน?

 

ประเทศไทยมีเครื่องมือสื่อสารข้อมูลโภชนาการอยู่แล้ว ทั้งตารางโภชนาการ ฉลากหวาน มัน เค็ม หรือ GDA และสัญลักษณ์ ‘ทางเลือกสุขภาพ’

 

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อธิบายว่า ฉลาก GDA แสดงพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียมต่อหนึ่งบรรจุภัณฑ์ พร้อมร้อยละเทียบกับปริมาณอ้างอิงต่อวัน โดยแสดงไว้ด้านหน้าบรรจุภัณฑ์เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบและเลือกอาหาร

 

ส่วนสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพช่วยระบุผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์โภชนาการตามประเภทอาหาร เพื่อประกอบการเปรียบเทียบกับอาหารชนิดเดียวกัน เช่น เกณฑ์น้ำตาลหรือโซเดียม แต่ยังต้องคำนึงถึงปริมาณที่กินด้วย

 

การมีข้อมูลเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แต่คำถามต่อมาคือ ผู้บริโภคเข้าใจและใช้ข้อมูลได้จริงเพียงใดในเวลาที่จำกัด

 

เมื่อหยิบสินค้าขึ้นมา ผู้ซื้ออาจต้องแยกให้ออกว่า ตัวเลขในตารางโภชนาการระบุต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ขณะที่ GDA ระบุต่อหนึ่งบรรจุภัณฑ์ หากกินหมดห่อจะได้รับเท่าไร และจะเปรียบเทียบกับสินค้าอีกชิ้นอย่างไรเมื่อขนาดบรรจุต่างกัน

 

การสื่อสารเรื่องอาหารแปรรูปสูงจึงต้องระวังไม่ให้ความซับซ้อนทางวิชาการกลายเป็นภาระใหม่ จนผู้บริโภคต้องอ่านส่วนประกอบหลายบรรทัดและจำศัพท์เฉพาะทุกครั้งที่ซื้ออาหาร

 

โจทย์ของรัฐจึงอยู่ที่การประเมินว่า ข้อมูลบนฉลากเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ ณ จุดซื้อได้จริงมากน้อยเพียงใด เช่น เมื่อมีเวลาเพียงไม่กี่วินาที ผู้ซื้อสามารถบอกได้หรือไม่ว่าสินค้าชิ้นไหนมีน้ำตาลหรือโซเดียมน้อยกว่า และเข้าใจปริมาณที่จะได้รับเมื่อกินหมดบรรจุภัณฑ์หรือไม่

 

บทบาทรัฐต้องไปถึง ‘ทางเลือกที่ซื้อไหว’

 

ฉลากที่เข้าใจง่ายไม่อาจแก้ข้อจำกัดด้านราคาและการเข้าถึงได้ทั้งหมด หากอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมอยู่ไกลกว่า แพงกว่า หรือใช้เวลาเตรียมนานกว่าที่ผู้บริโภคมีอยู่

 

แนวทางที่รัฐควรพิจารณาจึงรวมถึง

 

  • เพิ่มการเข้าถึงมื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ: ผ่านการจัดหาอาหารในโรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ทำงาน
  • สนับสนุนทางเลือกที่จ่ายไหว: พิจารณามาตรการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอาหารสดและอาหารพร้อมรับประทานที่มีองค์ประกอบเหมาะสมในราคาที่เข้าถึงได้
  • ส่งเสริมการปรับสูตรอาหาร: สร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตลดหวาน มัน เค็ม พร้อมสื่อสารข้อมูลให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบได้ง่าย
  • ประเมินนโยบายด้วยข้อมูลไทย: ศึกษาว่าประชาชนกินอะไร มีงบสำหรับอาหารเท่าไร และติดข้อจำกัดใด หากจะใช้มาตรการภาษีหรือการอุดหนุนอาหาร ต้องประเมินผลต่อค่าครองชีพและการเข้าถึงทางเลือกทดแทนอย่างรอบคอบ

 

แนวทางเหล่านี้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย การประเมินว่ารัฐดำเนินการเพียงพอแล้วหรือยัง ต้องอาศัยข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งผลสำรวจความเข้าใจฉลาก พฤติกรรมการบริโภค และผลของมาตรการที่ใช้อยู่

 

ความรับผิดชอบของผู้บริโภคย่อมเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เลือกกิน แต่ความสามารถในการเลือกยังขึ้นอยู่กับข้อมูล ราคาที่จ่ายไหว และอาหารที่มีให้เลือกในชีวิตประจำวัน

 

ท้ายที่สุด คำถามเรื่องอาหารแปรรูปสูงจึงไปไกลกว่าอาหารหนึ่งซองหรือหนึ่งกล่องว่า ในวันที่ความสะดวกเป็นสิ่งจำเป็น รัฐให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย และทำให้ประชาชนเข้าถึงมื้ออาหารที่สะดวก จ่ายไหว และมีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมได้มากพอแล้วหรือยัง

 

อ้างอิง

  1. Monteiro, C. A. และคณะ (2019). Ultra-processed foods: what they are and how to identify them. Public Health Nutrition, 22(5), 936–941.
  2. Hall, K. D. และคณะ (2019). Ultra-Processed Diets Cause Excess Calorie Intake and Weight Gain: An Inpatient Randomized Controlled Trial of Ad Libitum Food Intake. Cell Metabolism, 30(1), 67–77.e3.
  3. National Institutes of Health (16 พฤษภาคม 2019). NIH study finds heavily processed foods cause overeating and weight gain.
  4. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ฉลาก หวาน มัน เค็ม ลดเสี่ยง ลดโรค.
  5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ข้อมูลคำแนะนำการเลือกอาหารและสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ เนื่องในวันเบาหวานโลก.

The post อิ่มท้อง แล้วได้อะไร? สำรวจบะหมี่ซอง ขนมถุง น้ำหวาน และคำถามถึงรัฐว่า “ช่วยเราเลือกง่ายพอหรือยัง?” appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF ชี้ AI เปลี่ยนตลาดแรงงาน ห่วงเด็กจบใหม่ หางานยาก ไร้โอกาสเริ่มต้นอาชีพ https://thestandard.co/imf-ai-labor-market-impact/ Mon, 12 Oct 2026 07:38:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1267614 คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวบนเวทีเสวนาเรื่อง AI และการจ้างงาน

คริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผ […]

The post IMF ชี้ AI เปลี่ยนตลาดแรงงาน ห่วงเด็กจบใหม่ หางานยาก ไร้โอกาสเริ่มต้นอาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คริสตาลินา กิออร์กิเอวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวบนเวทีเสวนาเรื่อง AI และการจ้างงาน

คริสตาลินา กิออร์กิเอวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ขึ้นเวทีเสวนา Small AI: More and Better Jobs ภายใต้การประชุมประจำปี 2026 ของ IMF และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ โดยร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของ AI และการจ้างงานในประเทศกำลังพัฒนา

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

กิออร์กิเอวาระบุว่า AI กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งจากการลงทุนในเทคโนโลยีและความต้องการนำ AI ไปใช้งานจริง โดยมองว่า เทคโนโลยีดังกล่าวมีโอกาสช่วยเพิ่มผลิตภาพและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเอเชีย

 

อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่า แม้ AI จะช่วยสร้างงานใหม่ แต่ข้อมูลจากตลาดแรงงานเริ่มแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวล โดยงานที่ต้องใช้ทักษะ AI มีแนวโน้มได้รับค่าจ้างสูงขึ้น ขณะที่งานประจำที่มีลักษณะทำซ้ำกำลังลดลง แต่งานรายได้ต่ำกลับเพิ่มจำนวนมากขึ้น

 

เธอจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งศึกษาผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงาน ปรับระบบการศึกษาให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ได้ตลอดชีวิต และเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้านรายได้ภาษี หากในอนาคตภาคธุรกิจหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีและเงินทุนมากกว่าแรงงานมนุษย์

 

AI ดันเศรษฐกิจโลกโต เอเชียมีโอกาสได้ประโยชน์

 

กิออร์กิเอวากล่าวว่า AI กำลังสร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนจำนวนมาก ทั้งการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (Data Center) การสร้างโมเดล AI และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการใช้งานเทคโนโลยี

 

เธอมองว่า การลงทุนเหล่านี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจโลกให้อยู่ที่ประมาณ 3% แม้เศรษฐกิจจะเผชิญแรงกดดันจากปัญหาพลังงานก็ตาม

 

ขณะเดียวกัน ประเทศในเอเชียยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ AI เช่น จีนและอินเดียมีส่วนในการพัฒนาเทคโนโลยี ขณะที่ประเทศไทยมีส่วนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมดังกล่าว

 

กิออร์กิเอวาระบุว่า โอกาสสำคัญในระยะต่อไปจะอยู่ที่การนำ AI ไปใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือที่กลายเป็นอุปกรณ์ซึ่งผู้คนทั่วโลกใช้งานในชีวิตประจำวัน

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศต่างๆ จำเป็นต้องมีไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และประชาชนที่พร้อมเรียนรู้เทคโนโลยี รวมถึงมาตรการของภาครัฐเพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

 

IMF ประเมิน AI อาจช่วยเพิ่มอัตราเติบโตเศรษฐกิจเอเชีย

 

กิออร์กิเอวายกผลการประเมินของ IMF ว่า หากประเทศต่างๆ สามารถนำ AI ไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียได้ประมาณ 0.5-1 จุดเปอร์เซ็นต์

 

ส่วนประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอาจมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2-0.8 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยเธอชี้ว่า ตัวเลขเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียที่กำลังเผชิญปัญหาสังคมสูงวัย เพราะหาก AI ช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีก 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ก็อาจช่วยชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรได้มากกว่าที่คาด

 

งานใช้ทักษะ AI เงินเดือนดีขึ้น แต่งานรายได้ต่ำกลับเพิ่ม

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่กิออร์กิเอวาหยิบยกขึ้นมา คือ ผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงาน โดยเธอเปิดเผยผลการศึกษาของ IMF ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบว่า ปัจจุบัน งานประมาณ 10% ในตลาดแรงงานต้องใช้ทักษะด้าน AI แล้ว

 

เธอมองว่า งานกลุ่มนี้มักต้องใช้ทักษะสูงและให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า ขณะที่งานประจำประเภทลักษณะทำซ้ำ หรือสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำแทนได้ กำลังมีจำนวนลดลง แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ งานรายได้ต่ำกลับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะงานก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล และงานในภาคบริการ

 

เธอระบุว่า หากดูภาพรวมของตลาดแรงงานในพื้นที่ที่ IMF ศึกษา จำนวนงานสุทธิยังเพิ่มขึ้น แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก เพราะงานที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นงานที่ได้รับค่าจ้างค่อนข้างต่ำ

 

กิออร์กิเอวาจึงเตือนว่า การประเมินผลกระทบของ AI ไม่ควรดูเพียงจำนวนตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของงานและรายได้ที่แรงงานได้รับด้วย

 

ห่วงเด็กจบใหม่ เสียโอกาสเริ่มต้นอาชีพ

 

กิออร์กิเอวาระบุว่า กลุ่มที่เธอกังวลมากที่สุดคือคนหนุ่มสาวที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพราะในอดีตคนรุ่นใหม่มักเริ่มต้นอาชีพจากงานประจำที่มีลักษณะซ้ำๆ ก่อนจะค่อยๆ สะสมประสบการณ์และก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น

 

แต่เมื่อ AI สามารถเข้ามาทำงานเหล่านี้แทนมนุษย์ได้มากขึ้น โอกาสในการเริ่มต้นอาชีพของคนรุ่นใหม่ก็อาจลดลงตามไปด้วย โดยยกตัวอย่างว่า คนหนุ่มสาวที่ต้องการเริ่มต้นอาชีพ อาจไม่อยากทำงานเป็นพนักงานชงกาแฟในร้านกาแฟไปตลอดชีวิต เพราะงานลักษณะนี้อาจไม่ใช่อาชีพในอนาคตที่พวกเขาตั้งใจไว้

 

อย่างไรก็ตาม กิออร์กิเอวาย้ำว่า จากข้อมูลที่ IMF ศึกษา AI ยังไม่ได้ทำให้ความต้องการแรงงานโดยรวมลดลงอย่างชัดเจน แต่กำลังเปลี่ยนประเภทของงานที่นายจ้างต้องการ โดยยังเตือนว่า สถานการณ์ดังกล่าวอาจเปลี่ยนไปในอนาคต จึงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รัฐบาลสามารถออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้ทันเวลา

 

จี้รัฐบาลปฏิรูปการศึกษา คนยุค AI ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

 

กิออร์กิเอวามองว่า รัฐบาลมีหน้าที่สำคัญในการเตรียมประชาชนให้พร้อมรับมือกับ AI โดยเฉพาะการปรับระบบการศึกษาให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

เธอระบุว่า โลกการทำงานกำลังเข้าสู่ยุคที่คนเราไม่สามารถเรียนรู้ทักษะเพียงครั้งเดียว แล้วนำไปใช้ได้ตลอดชีวิตเหมือนที่ผ่านมา ฉะนั้น การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) จึงมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้แรงงานสามารถพัฒนาทักษะใหม่และปรับตัวตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

 

กิออร์กิเอวายังเรียกร้องให้รัฐบาลติดตามข้อมูลและศึกษาผลกระทบของ AI อย่างจริงจัง เพราะการตัดสินใจด้านนโยบายจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดแรงงาน

 

AI อาจกระทบรายได้ภาษี รัฐบาลจะหาเงินจากไหน?

 

อีกหนึ่งประเด็นที่กิออร์กิเอวาให้ความสำคัญ คือ ผลกระทบของ AI ต่อรายได้ภาครัฐ โดยเธอตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลจำนวนมากพึ่งพารายได้จากการเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานและประชาชน

 

อย่างไรก็ตาม หาก AI ทำให้ภาคธุรกิจใช้แรงงานน้อยลง และหันไปพึ่งพาเครื่องจักร เทคโนโลยี และเงินทุนมากขึ้น รัฐบาลอาจจำเป็นต้องทบทวนว่าจะเก็บภาษีจากส่วนใดเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ

 

กรรมการผู้จัดการ IMF ยังเตือนว่า เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะรัฐบาลยังต้องใช้เงินช่วยให้ประชาชนปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน ทั้งการพัฒนาทักษะ การศึกษา และมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ นั่นหมายความว่า หากรายได้ภาษีลดลงในช่วงที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น รัฐบาลก็อาจเผชิญความยากลำบากในการรับมือกับผลกระทบจาก AI

 

เปรียบ AI เป็นสึนามิที่ค่อยๆ เคลื่อนตัว เตือนโลกต้องเตรียมพร้อม

 

ช่วงท้ายของการแลกเปลี่ยนบทสนทนา กิออร์กิเอวาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงจาก AI ว่า เหมือนคลื่นสึนามิที่เคลื่อนตัวเข้ามา แม้ผลกระทบจะยังไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในทุกอาชีพ แต่เทคโนโลยีกำลังทยอยเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง

 

เธอยอมรับว่า ตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่า โลกการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่รัฐบาลสามารถเตรียมพร้อมได้ด้วยการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลง และนำบทเรียนที่ได้ไปปรับใช้กับนโยบายอย่างจริงจัง

 

สำหรับเป้าหมายที่อยากเห็นจาก AI ในอีก 5 ปีข้างหน้า กิออร์กิเอวาทิ้งท้ายว่า เธออยากให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงานที่มนุษย์ไม่อยากทำ เพื่อให้ผู้คนมีเวลาไปทำสิ่งที่ตัวเองรักมากขึ้น พร้อมกับมีรายได้ คุณภาพชีวิต และศักดิ์ศรีในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น

 

“ให้ AI ทำทุกอย่างที่เราไม่อยากทำ แล้วปล่อยให้เราได้ใช้เวลากับสิ่งที่เรารัก” กิออร์กิเอวากล่าว

The post IMF ชี้ AI เปลี่ยนตลาดแรงงาน ห่วงเด็กจบใหม่ หางานยาก ไร้โอกาสเริ่มต้นอาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมกลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินซาอุฯ ส่งผลมีผู้เสียชีวิตนับสิบคน บาดเจ็บนับร้อยคน https://thestandard.co/houthi-attack-saudi-airport-casualties/ Mon, 12 Oct 2026 06:11:29 +0000 https://thestandard.co/houthi-attack-saudi-airport-casualties/ ภาพกราฟิกสรุปเหตุการณ์กลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินในซาอุดีอาระเบีย

กลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมน ยิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินนานาชาต […]

The post ทำไมกลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินซาอุฯ ส่งผลมีผู้เสียชีวิตนับสิบคน บาดเจ็บนับร้อยคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกสรุปเหตุการณ์กลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินในซาอุดีอาระเบีย

กลุ่มติดอาวุธฮูตีในเยเมน ยิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินนานาชาติคิงคาลิด (King Khalid International Airport) ในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย วานนี้ (11 ตุลาคม) เป็นครั้งที่ 2 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอีก 1 คน และบาดเจ็บ 11 คน และทำให้เกิดไฟไหม้อาคารผู้โดยสาร ขณะที่การโจมตีครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ (10 ตุลาคม) ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 13 คน และบาดเจ็บ 308 คน

 

 

หน่วยงานการบินพลเรือนของซาอุฯ ระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวซาอุฯ 4 คน ชาวบังกลาเทศ 2 คน และชาวอเมริกัน จอร์แดน ปาเลสไตน์ ซีเรีย ซูดาน และอียิปต์ ประเทศละ 1 คน

 

กลุ่มฮูตีประกาศยอมรับว่า พวกเขาอยู่เบื้องหลังการโจมตีสนามบินในริยาด ด้วยโดรนและขีปนาวุธ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และเตือนไปยังสายการบินและผู้โดยสารไม่ให้ใช้สนามบินและน่านฟ้าของซาอุฯ

 

เหตุโจมตีครั้งนี้ ถือเป็นการโจมตีของกลุ่มฮูตี ต่อซาอุฯ ที่ร้ายแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ทำให้หน่วยงานการบินพลเรือนของซาอุฯ ต้องระงับการดำเนินงานและเปลี่ยนเส้นทางเที่ยวบินทั้งหมด

 

สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรต้องออกคำเตือนการเดินทางไปยังซาอุฯ สำหรับพลเมืองของตน โดยมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ประณามการโจมตีและยืนยันว่า มีพลเมืองอเมริกันเสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้

 

ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า “สหรัฐฯ จะตัดสินใจและดำเนินการอย่างรวดเร็ว ว่าจะโจมตีกลุ่มฮูตีหรือไม่”

 

ทำไมกลุ่มฮูตี จึงโจมตีสนามบินซาอุฯ?

 

เหตุโจมตีสนามบินในกรุงริยาด เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์สงครามกลางเมืองในเยเมนระหว่างฝ่ายรัฐบาล (ซึ่งได้รับการรับรองในระดับสากลและได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซาอุฯ) กับกลุ่มกบฎฮูตี (ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน) ที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังยืดเยื้อมานานกว่าทศวรรษและคร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคน ขณะที่ทำให้เยเมนกลายเป็นประเทศที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

ปัจจุบัน กลุ่มฮูตีควบคุมพื้นที่ประมาณ 1 ใน 4 ของเยเมน รวมถึงกรุงซานา และมีประชากรในพื้นที่ควบคุมมากถึง 80% ของประเทศ โดยอาวุธยุทโธปกรณ์ของกลุ่มพัฒนาไปไกลมาก นับตั้งแต่สามารถยึดครองกรุงซานาจากรัฐบาลได้ในเดือนกันยายน 2014

 

โดรนและขีปนาวุธของพวกเขาสามารถโจมตีไปได้ไกลถึงอิสราเอล และจากความแม่นยำที่แสดงให้เห็น สามารถโจมตีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงได้ เช่น สนามบินและโรงงานน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย

 

การโจมตีซาอุฯ ของกลุ่มฮูตี ปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน หลังข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างกลุ่มฮูตีและกองกำลังพันธมิตรนานาชาติที่นำโดยซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเจรจาไว้ในปี 2022 ล่มสลายไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงยืดเยื้อและตึงเครียด

 

โฆษกกองกำลังพันธมิตรนานาชาติที่นำโดยซาอุฯ แถลงประณามการโจมตีสนามบินในริยาดครั้งนี้ว่า เป็น ‘อาชญากรรมสงคราม’ และประกาศว่า “จะตอบโต้การกระทำของกลุ่มฮูตี”

 

ขณะที่กลุ่มฮูตี อ้างเหตุผลในการโจมตีสนามบินริยาด เนื่องจากซาอุฯ สนับสนุนกองกำลังฝ่ายรัฐบาลในสงครามกลางเมืองเยเมน รวมถึงเป็นการตอบโต้ซาอุฯ ที่โจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ของเยเมนในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงโจมตีสนามบินในกรุงซานา

 

ทั้งนี้ กลุ่มฮูตี มีเป้าหมายใหญ่คือการยึดครองเยเมนทั้งประเทศ และต้องการให้ซาอุฯ ยุติการปิดล้อมและแทรกแซงสถานการณ์ในเยเมน รวมถึงต้องการเข้าถึงรายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของเยเมน

 

ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มฮูตีสามารถยึดครองพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายฝั่งทะเลแดงได้เป็นวงกว้าง รวมถึงท่าเรือโมคา (Mokha) ซึ่งตั้งอยู่ติดกับช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab al-Mandab Strait) อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญและเป็นเส้นทางคอขวดสำหรับการขนส่งทางทะเลทั่วโลก

 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ทางกลุ่มยังประกาศ ‘มาตรการปิดกั้นทางทะเล’ ต่อซาอุฯ ก่อนจะเริ่มปฏิบัติการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนไปยังสนามบิน โรงกลั่นน้ำมัน และเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุฯ ในทะเลแดง

 

ทำไมระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุฯ รับมือไม่ไหว?

 

ซาอุฯ มีกองทัพที่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครันที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีระบบป้องกันภัยทางอากาศขั้นสูงหลายชั้น

 

ทางการซาอุฯ เปิดเผยว่า กองกำลังของพวกเขาสามารถยิงสกัดขีปนาวุธได้หลายลูกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงขีปนาวุธสองลูกที่มุ่งเป้าไปที่เมืองหลวงเมื่อวันพฤหัสบดี แต่พวกเขาไม่สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ตกใส่สนามบินนานาชาติคิงคาลิดในกรุงริยาดเมื่อวันเสาร์ได้

 

นาวาฟ โอบาอิด (Nawaf Obaid ) นักวิจัยอาวุโสจากภาควิชาการศึกษาด้านสงครามของ Kings College มองว่า การที่ขีปนาวุธสามารถเล็ดรอดระบบป้องกันภัยทางอากาศของซาอุฯ เข้ามาได้เป็นครั้งคราวนั้นเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ เนื่องจากขนาดของประเทศและพรมแดนที่ติดกับเยเมน

 

“ถึงแม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศจะมีหลายชั้น แต่ก็จะมีช่องโหว่เข้ามาได้เสมอ” เขากล่าว พร้อมชี้ให้เห็นว่า “การโจมตีของกลุ่มฮูตีหลายสิบครั้งถูกสกัดกั้นได้สำหรับการโจมตีที่ประสบความสำเร็จแต่ละครั้ง”

 

ภาพ : Social Media/via REUTERS

 

อ้างอิง :

The post ทำไมกลุ่มฮูตียิงขีปนาวุธโจมตีสนามบินซาอุฯ ส่งผลมีผู้เสียชีวิตนับสิบคน บาดเจ็บนับร้อยคน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Thailand FastPass เมื่อไทยแข่งขันด้วย ‘ความเร็ว’ และ กนอ. ขยับจากผู้ดูแลนิคมฯ สู่ผู้ออกแบบระบบนิเวศการลงทุน https://thestandard.co/key-messages-thailand-fastpass/ Mon, 12 Oct 2026 01:25:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1267474 ภาพประกอบแสดงถึงความรวดเร็วในการทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนในประเทศไทย

ในวันที่สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ […]

The post Thailand FastPass เมื่อไทยแข่งขันด้วย ‘ความเร็ว’ และ กนอ. ขยับจากผู้ดูแลนิคมฯ สู่ผู้ออกแบบระบบนิเวศการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงความรวดเร็วในการทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนในประเทศไทย

ในวันที่สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ประเทศที่ทำให้นักลงทุนเริ่มโครงการได้เร็ว โปร่งใส และคาดการณ์ได้ ย่อมมีโอกาสคว้าเม็ดเงินลงทุนก่อนคู่แข่ง Thailand FastPass จึงไม่ใช่เพียงมาตรการลดขั้นตอน แต่เป็นบททดสอบว่าภาครัฐไทยจะเปลี่ยนจาก ‘ผู้กำกับดูแล’ ไปสู่ ‘ผู้อำนวยความสะดวก’ ได้จริงเพียงใด

 

ขณะที่ กนอ. กำลังขยายบทบาทไปไกลกว่าการจัดหาที่ดิน ด้วยแนวคิดนิคมอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูงและนิคมอุตสาหกรรม Circular ซึ่งพยายามเชื่อมวัตถุดิบ เทคโนโลยี นักลงทุน กฎระเบียบ และตลาดเข้าด้วยกัน

 

การแข่งขันดึงดูดการลงทุนในโลกปัจจุบันไม่ได้วัดกันเฉพาะว่า ประเทศใดให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่า มีค่าแรงต่ำกว่า หรือมีที่ดินราคาถูกกว่าอีกต่อไป

 

สำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ใช้เงินลงทุนสูงและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ‘เวลา’ กลายเป็นต้นทุนประเภทหนึ่ง หากโครงการต้องรอใบอนุญาตหลายเดือน ประสานงานหลายหน่วยงาน หรือไม่สามารถประเมินได้ว่าจะเริ่มเดินเครื่องเมื่อใด ความได้เปรียบทางธุรกิจอาจหายไปก่อนที่โรงงานจะก่อสร้างเสร็จ

 

ประเทศที่ทำให้นักลงทุนมองเห็นเส้นทางตั้งแต่ตัดสินใจลงทุน ขออนุญาต ก่อสร้าง เชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ไปจนถึงเริ่มประกอบกิจการได้อย่างชัดเจน จึงอาจมีความได้เปรียบเหนือประเทศที่ให้สิทธิประโยชน์สูงกว่า แต่กระบวนการไม่แน่นอน

 

นี่คือบริบทของ Thailand FastPass กลไกเร่งรัดการลงทุนที่ไม่ได้ตั้งต้นจากคำถามว่ารัฐอนุมัติโครงการไปแล้วกี่โครงการ แต่ตั้งคำถามใหม่ว่า โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้วเกิดขึ้นจริงได้เร็วเพียงใด

 

จุดอ่อนของไทยอาจไม่ใช่ศักยภาพ แต่คือระยะทางระหว่าง ‘อนุมัติ’ กับ ‘ลงทุนจริง’

 

ประเทศไทยยังมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน ฐานการผลิตเดิม ห่วงโซ่อุปทาน แรงงานที่มีประสบการณ์ ตลอดจนเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี แต่จุดแข็งเหล่านี้อาจไม่เพียงพอ หากนักลงทุนต้องเผชิญกระบวนการอนุมัติและอนุญาตที่แยกออกจากกันเป็นส่วนๆ

 

การตั้งโรงงานหนึ่งแห่งอาจเกี่ยวข้องกับการใช้ที่ดิน การก่อสร้าง การประกอบกิจการโรงงาน การจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม การนำเข้าเครื่องจักร การจัดตั้งเขตประกอบการเสรี ตลอดจนการเชื่อมต่อไฟฟ้าและสาธารณูปโภค

 

ในมุมของราชการ แต่ละเรื่องอาจอยู่ภายใต้อำนาจของหน่วยงานที่แตกต่างกัน แต่ในมุมของนักลงทุน ทั้งหมดคือ ‘โครงการเดียวกัน’ ซึ่งต้องเดินหน้าให้ทันกรอบเวลาและแผนธุรกิจ

 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งทำงานช้าเสมอไป แต่อาจอยู่ที่ระบบราชการทั้งระบบยังไม่ได้มองการลงทุนหนึ่งโครงการเป็นกระบวนการเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อแต่ละหน่วยงานมีเอกสาร ขั้นตอน และกรอบเวลาของตนเอง นักลงทุนจึงต้องรับบทเป็นผู้ประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยตัวเอง

 

ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงค่าใช้จ่ายในการจัดทำเอกสาร แต่รวมถึงดอกเบี้ย เงินลงทุนที่ยังไม่ก่อให้เกิดรายได้ โอกาสทางการตลาดที่สูญเสียไป และความเสี่ยงที่บริษัทแม่อาจเปลี่ยนใจนำโครงการไปลงทุนในประเทศอื่น

 

Thailand FastPass ไม่ใช่การลัดคิว แต่คือการทำให้รัฐทำงานเป็นระบบเดียวกัน

 

Thailand FastPass ถูกออกแบบขึ้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการลงทุนมาทำงานร่วมกัน กำหนดกรอบเวลา หรือ Service Level Agreement: SLA ที่ชัดเจน พร้อมติดตามปัญหาเป็นรายโครงการ

 

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 รัฐบาลเปิดตัวกลไกดังกล่าวอย่างเป็นทางการ พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่าง 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI, กรมโรงงานอุตสาหกรรม, กรมศุลกากร, สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

 

เป้าหมายคือการลดระยะเวลาของกระบวนการสำคัญลงประมาณ 20-50% ครอบคลุมตั้งแต่การอนุญาตจัดตั้งโรงงาน การจัดตั้งเขตประกอบการเสรี การพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ไปจนถึงการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า

 

หัวใจของ Thailand FastPass จึงไม่ใช่การลดมาตรฐานหรือยกเว้นกฎหมายให้นักลงทุนบางราย แต่คือการจัดลำดับงาน ทำให้หน่วยงานเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน และระบุให้ชัดว่ากระบวนการอยู่ที่จุดใด ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และติดขัดด้วยเหตุใด

 

พูดอีกแบบคือ นักลงทุนยังต้องปฏิบัติตามกฎหมาย สิ่งแวดล้อม และเงื่อนไขต่างๆ เช่นเดิม แต่ไม่ควรต้องเสียเวลาให้กับเอกสารซ้ำซ้อน การส่งเรื่องกลับไปกลับมา หรือการรอคอยโดยไม่มีกรอบเวลาที่ตรวจสอบได้

 

รัฐบาลระบุว่า ก่อนเปิดตัว Thailand FastPass ได้เข้าไปแก้ปัญหาให้แก่โครงการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมแล้วแต่ยังเดินหน้าได้ไม่เต็มที่ 76 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 474,000 ล้านบาท จากนั้นได้คัดเลือกโครงการในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์เข้าสู่กลไก Thailand FastPass อีก 25 โครงการ จาก 23 บริษัท มูลค่ากว่า 223,000 ล้านบาท คาดว่าจะสร้างงานคุณภาพมากกว่า 13,000 ตำแหน่ง ทำให้มูลค่าการลงทุนที่อยู่ภายใต้การเร่งรัดรวมมากกว่า 700,000 ล้านบาท

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างระหว่าง ‘ยอดอนุมัติการลงทุน’ กับ ‘เม็ดเงินจริงที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ’ เพราะการออกบัตรส่งเสริมเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ผลลัพธ์ที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อมีการซื้อเครื่องจักร ก่อสร้างโรงงาน จ้างแรงงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน

 

กนอ. จากผู้ดูแลพื้นที่ สู่ Project Manager ของการลงทุน

 

ภายใต้กลไกนี้ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. มีบทบาทมากกว่าการจัดหาที่ดินและดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในนิคมอุตสาหกรรม

 

เพราะเมื่อนักลงทุนตัดสินใจตั้งโรงงานในนิคมฯ ความต้องการไม่ได้จบลงที่การเลือกแปลงที่ดิน แต่ครอบคลุมตั้งแต่ความเหมาะสมของพื้นที่ ผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน การออกแบบและก่อสร้างโรงงาน การขอใบอนุญาต การนำเข้าเครื่องจักร การจัดการสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการประสานไฟฟ้า น้ำ ระบบบำบัด และหน่วยงานภายนอก

 

บทบาทใหม่ของ กนอ. จึงใกล้เคียงกับ Project Manager ที่มองเห็นภาพรวมของโครงการ และช่วยประสานให้แต่ละองค์ประกอบเดินหน้าไปตามแผน มากกว่าการรอรับคำขอและพิจารณาเฉพาะส่วนที่อยู่ในอำนาจของตนเอง

 

แนวคิดนี้ต่อยอดจากบริการ One Stop Service ซึ่งให้บริการตั้งแต่การแนะนำพื้นที่ การซื้อหรือเช่าที่ดิน ไปจนถึงการขออนุญาตและใบรับรองที่จำเป็นสำหรับการจัดตั้งโรงงาน เป้าหมายคือทำให้นักลงทุนไม่ต้องแยกแยะเองว่าปัญหาแต่ละเรื่องอยู่ภายใต้สำนัก กอง หรือหน่วยงานใด แต่มีจุดติดต่อที่รับผิดชอบเส้นทางของโครงการตั้งแต่ต้นจนจบ

 

หากดำเนินการได้จริง ความเปลี่ยนแปลงสำคัญจะไม่ใช่เพียงการลดจำนวนวันที่ใช้อนุมัติ แต่คือการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับผู้ลงทุน จากระบบที่นักลงทุนต้องวิ่งตามเอกสาร ไปสู่ระบบที่รัฐช่วยบริหารเส้นทางของโครงการ โดยยังรักษาหลักเกณฑ์และประโยชน์สาธารณะไว้ครบถ้วน

 

RAPID Platform ความเร็วต้องมาพร้อมโครงสร้างพื้นฐานและความยั่งยืน

 

กนอ. วางกรอบการทำงานที่เรียกว่า RAPID Platform เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่

 

R – Regulatory Flexibility เพิ่มความยืดหยุ่นของกฎระเบียบ และใช้ Regulatory Sandbox เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่

 

A – Advanced Infrastructure ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด

 

P – Productivity through Innovation เพิ่มผลิตภาพด้วยนวัตกรรม และสนับสนุนธุรกิจมูลค่าสูง

 

I – Integrated Digital Transformation ใช้ AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใส

 

D – Driving Growth and Sustainability ขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้หลัก ESG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

กรอบนี้ทำให้คำว่า ‘รวดเร็ว’ ไม่ได้หมายถึงการเร่งออกใบอนุญาตเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเตรียมพื้นที่ ระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และระบบบริการที่พร้อมรองรับการลงทุนตั้งแต่วันแรก

 

เพราะแม้ใบอนุญาตจะออกเร็ว แต่หากพื้นที่ยังไม่มีไฟฟ้าเพียงพอ ระบบน้ำไม่รองรับ ไม่มีวัตถุดิบป้อนโรงงาน หรือไม่มีบุคลากรที่มีทักษะตรงกับอุตสาหกรรม โครงการก็ยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้

 

ในความหมายนี้ กนอ. จึงไม่ได้ดูแลเพียง ‘พื้นที่อุตสาหกรรม’ แต่กำลังขยับไปสู่การดูแล ‘ระบบนิเวศการลงทุน’ ที่ต้องเชื่อมโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ชุมชน กำลังคน และตลาดเข้าด้วยกัน

 

ทิศทางนี้ปรากฏเป็นรูปธรรมมากขึ้นในวาระที่เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ กนอ. ครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ทั้งแนวทางพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง และนิคมอุตสาหกรรม Circular

 

อย่างไรก็ตาม เอกสารทั้งสองฉบับเป็นวาระเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาเห็นชอบในหลักการ โดยช่องบันทึกมติคณะกรรมการในเอกสารยังไม่ได้ระบุผลการพิจารณา จึงยังไม่ควรสรุปว่าโครงการได้รับอนุมัติแล้ว

 

นิคมอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง เปลี่ยนจากขายวัตถุดิบ สู่การสร้างมูลค่าในพื้นที่

 

แนวคิดนิคมอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง หรือ High-Value Agro-Industrial Estate สะท้อนบทบาทใหม่ของ กนอ. ที่ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะนำโรงงานไปตั้งอยู่ที่ใด” แต่เริ่มจากคำถามว่า “จะทำให้เกษตรกร วัตถุดิบ ผู้ประกอบการ เทคโนโลยี และตลาดปลายทางเชื่อมถึงกันได้อย่างไร”

 

ข้อมูลในเอกสารระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรรวม 52,072.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป 24,381 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.1% จากปี 2567

 

อย่างไรก็ตาม มูลค่าการผลิตส่วนใหญ่ยังกระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมปฐมภูมิ ขณะที่ปัญหาหลักยังประกอบด้วยแหล่งวัตถุดิบที่กระจัดกระจาย คุณภาพและปริมาณผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ระบบผลิตไม่เชื่อมกับความต้องการของตลาด งานวิจัยยังไม่ถูกต่อยอดเชิงพาณิชย์ ตลอดจนโรงงานแต่ละแห่งต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและจัดการสิ่งแวดล้อมแยกจากกัน

 

เศษเหลือจากการผลิต เช่น ชานอ้อย กากน้ำตาล รำ แกลบ ฟาง กากมันสำปะหลัง และน้ำเสียอินทรีย์ จึงอาจกลายเป็นภาระค่าใช้จ่าย ทั้งที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นพลังงานชีวภาพ วัสดุชีวภาพ บรรจุภัณฑ์ ปุ๋ยชีวภาพ น้ำหมุนเวียน หรือคาร์บอนเครดิตได้

 

แนวคิดนิคมอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูงจึงวางระบบงานไว้สองส่วนควบคู่กัน

 

ส่วนแรกคือ Agro-Value Chain เริ่มจากความต้องการของผู้ซื้อ เชื่อมไปยังเกษตรพันธสัญญา การรวบรวมและคัดแยก ระบบตรวจสอบย้อนกลับดิจิทัล ห้องปฏิบัติการและโรงงานต้นแบบร่วม ก่อนเข้าสู่การแปรรูปเป็นส่วนผสมอาหาร อาหารสุขภาพ สารสกัด และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ

 

ส่วนที่สองคือ Circular Economy ซึ่งนำเศษผลพลอยได้ ชีวมวล น้ำเสีย และของเสียจากกระบวนการผลิตเข้าสู่ศูนย์จัดการทรัพยากรส่วนกลาง ก่อนแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าใหม่

 

ในระบบนี้ ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องลงทุนทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่สามารถใช้สาธารณูปโภค ห้องปฏิบัติการ โรงงานต้นแบบ ระบบทดสอบและรับรองมาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และศูนย์แปรสภาพของเสียร่วมกันได้

 

พื้นที่นำร่องที่อยู่ในกรอบการศึกษาคือจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด หรือ GPP ปี 2567 มูลค่า 107,148 ล้านบาท เป็นภาคเกษตร ป่าไม้ และประมง 33,446 ล้านบาท หรือ 31.21% และภาคการผลิต 12,693 ล้านบาท หรือ 11.85%

 

สำหรับปีเพาะปลูก 2567/68 สุพรรณบุรีมีผลผลิตข้าวนาปี 886,454 ตัน ข้าวนาปรัง 678,758 ตัน อ้อย 4.13 ล้านตัน และมันสำปะหลังประมาณ 259,988 ตัน จึงมีฐานวัตถุดิบเพียงพอสำหรับการศึกษาระบบแปรรูปมูลค่าสูง

 

เอกสารกำหนดสมมติฐานพื้นที่ทำงานหลักไว้สองบริเวณ คือ อำเภอด่านช้าง ซึ่งมีฐานพืชไร่ โรงงานน้ำตาลและชีวมวล เหมาะสำหรับพัฒนาเป็น Agro-Industrial and Circular Production Node และพื้นที่เมืองสุพรรณบุรี-บางปลาม้า ซึ่งเป็นพื้นที่ข้าว เหมาะสำหรับพัฒนาระบบรวบรวม ยกระดับคุณภาพ โลจิสติกส์ และบริการ

 

กลุ่มสินค้าเป้าหมายประกอบด้วย อ้อยและโมลาสสำหรับการหมัก ผลิตภัณฑ์ชีวภาพและพลังงานชีวมวล, ข้าวและรำข้าวสำหรับส่วนผสมอาหารและอาหารสุขภาพ, มันสำปะหลังสำหรับแป้งพิเศษและการแปรรูปชีวภาพ รวมถึงสมุนไพรคัดเลือกสำหรับผลิตสารสกัดและวัตถุดิบมาตรฐาน

 

แต่การสร้างนิคมอุตสาหกรรมขึ้นมาเพียงอย่างเดียวยังไม่รับประกันความสำเร็จ เอกสารจึงกำหนดเงื่อนไขสำคัญก่อนการลงทุน ทั้งการมีนักลงทุนหลักที่ลงนามแสดงเจตจำนง การมีข้อมูลดุลวัตถุดิบรายเดือน ผลประโยชน์สุทธิที่เกษตรกรจะได้รับ ความพร้อมของที่ดิน ผังเมืองและสาธารณูปโภค ตลอดจนแบบจำลองทางการเงินที่รองรับกรณีรายได้ต่ำหรือต้นทุนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

 

เงื่อนไขเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะนิคมเกษตรมูลค่าสูงจะมีความหมายต่อเศรษฐกิจฐานรากก็ต่อเมื่อเกษตรกรได้รับส่วนแบ่งมูลค่าเพิ่มจริง ไม่ใช่เพียงมีโรงงานขนาดใหญ่เข้าไปตั้งอยู่ใกล้พื้นที่เพาะปลูกเท่านั้น

 

ข้อมูลส่วนนี้มาจากวาระเสนอคณะกรรมการ กนอ. เรื่องแนวทางพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง วาระนิคมเกษตร บอร์ด(1).docx

 

นิคม Circular เปลี่ยน ‘ของเสียอุตสาหกรรม’ ให้กลับมาเป็นวัตถุดิบ

 

อีกแนวทางหนึ่งคือการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม Circular เพื่อรองรับของเสียจากอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยเฉพาะซากแบตเตอรี่ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและเทคโนโลยี

 

ปัญหาของไทยไม่ได้อยู่ที่การไม่มีธุรกิจรีไซเคิลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่กระบวนการตั้งแต่การรวบรวม คัดแยก ถอดชิ้นส่วน แปรรูป กู้คืนวัสดุ ไปจนถึงการนำวัสดุกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต ยังไม่เชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่

 

แนวคิด Circular Industrial Estate จึงเสนอให้ใช้การจัดพื้นที่เฉพาะ หรือ Zoning นำกิจกรรมเหล่านี้มาอยู่ภายใต้ระบบโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค มาตรการความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลร่วมกัน

 

นิคมฯ จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมองค์ประกอบอย่างน้อย 6 ส่วน ได้แก่ แหล่งของเสียหรือ Feedstock, เทคโนโลยีและผู้ลงทุน, พื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน, กฎหมายและระบบตรวจสอบย้อนกลับ, มาตรฐานและการรับรอง ตลอดจนตลาดและผู้รับซื้อ หรือ Off-taker

 

เป้าหมายคือเปลี่ยนของเสียให้เป็น Secondary Raw Materials หรือวัตถุดิบหมุนเวียน ซึ่งสามารถกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตและสร้าง Closed-loop Supply Chain ลดการใช้วัตถุดิบใหม่ และทำให้การจัดการของเสียเปลี่ยนจากภาระปลายทางไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ

 

กรณีศึกษาระบบจัดการซากรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่นสะท้อนว่า การรีไซเคิลไม่ได้เกิดจากผู้ผลิตรถยนต์หรือโรงงานรีไซเคิลรายใดรายหนึ่ง แต่ต้องกำหนดบทบาทของผู้ผลิต ผู้รวบรวม ผู้ถอดแยก ผู้คัดแยก ผู้รีไซเคิล และผู้ผลิตวัตถุดิบให้เชื่อมโยงกัน ภายใต้มาตรฐานและระบบติดตามการไหลของวัสดุ

 

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย การจัดการซากรถยนต์ยังอาศัยกลไกตลาดเป็นสำคัญ มีทั้งผู้ประกอบการในระบบและนอกระบบ และยังไม่มีระบบเฉพาะที่ติดตามซากรถ วัสดุ และของเสียได้ครบตลอดห่วงโซ่

 

ข้อเสนอจึงครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนากฎหมายหรือกลไกเฉพาะ การนำหลักความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต หรือ Extended Producer Responsibility: EPR มาใช้ การกำหนดมาตรฐานผู้ประกอบการ และการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ เช่น Battery Passport

 

สำหรับพื้นที่ศักยภาพ เอกสารระบุพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2 แห่ง ได้แก่

 

แห่งแรก พื้นที่ในโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti ตำบลห้วยใหญ่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดย กนอ. มีความต้องการพื้นที่ประมาณ 1,640 ไร่ และอยู่ระหว่างหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อหาข้อสรุปเรื่องพื้นที่ที่เหมาะสม

 

แห่งที่สอง พื้นที่อ่าวไผ่ ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ประมาณ 1,023 ไร่ ห่างจากท่าเรือแหลมฉบังประมาณ 10 กิโลเมตร มีแนวคิดพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมหมุนเวียนและพลังงานสะอาด หรือ Circular and Clean Energy Industrial Estate

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองพื้นที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสม ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย รูปแบบการลงทุน ความพร้อมของผู้ประกอบการ และตลาด จึงยังไม่ใช่ข้อยุติเรื่องการจัดตั้งนิคมฯ

 

ข้อมูลส่วนนี้มาจากวาระเสนอคณะกรรมการ กนอ. เรื่องแนวทางการขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรม Circular 6.2(1).docx

 

จาก Project Manager สู่ผู้ออกแบบระบบนิเวศอุตสาหกรรม

 

หาก Thailand FastPass คือการทำให้โครงการลงทุนเดินผ่านระบบราชการได้เร็วขึ้น แนวคิดนิคมเกษตรมูลค่าสูงและนิคม Circular คือความพยายามตอบคำถามขั้นถัดไปว่า เมื่อโครงการเข้าสู่พื้นที่แล้ว รัฐจะช่วยทำให้การลงทุนเชื่อมกับเศรษฐกิจจริงได้อย่างไร

 

บทบาทของ กนอ. ในภาพนี้จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ Investment Facilitator หรือ Project Manager แต่อาจพัฒนาไปสู่การเป็น Ecosystem Orchestrator หรือผู้จัดวางระบบนิเวศที่ทำให้ผู้เล่นหลายฝ่ายทำงานร่วมกันได้

 

ในนิคมเกษตร กนอ. ต้องเชื่อมเกษตรกร สหกรณ์ ผู้รวบรวม โรงงาน SMEs มหาวิทยาลัย นักลงทุน และผู้ซื้อปลายน้ำ

 

ในนิคม Circular กนอ. ต้องเชื่อมเจ้าของของเสีย ผู้รวบรวม ผู้ถอดแยก ผู้รีไซเคิล ผู้ผลิตวัตถุดิบ หน่วยงานกำกับดูแล และตลาดรับซื้อวัสดุหมุนเวียน

 

ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการจัดหาที่ดิน แต่คือการทำให้วัตถุดิบมีปริมาณแน่นอน มาตรฐานเชื่อถือได้ เทคโนโลยีคุ้มค่าต่อการลงทุน กฎระเบียบรองรับ และมีตลาดรับซื้อผลผลิตปลายทาง

 

กล่าวอีกแบบคือ การนิคมอุตสาหกรรมในอนาคตอาจไม่ได้ถูกวัดจากจำนวนไร่ที่พัฒนา หรือจำนวนโรงงานที่เข้ามาตั้งเท่านั้น แต่ต้องวัดด้วยว่าพื้นที่นั้นสามารถลดต้นทุนร่วม สร้างมูลค่าเพิ่ม เชื่อมผู้ประกอบการไทย และจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้มากเพียงใด

 

เมื่อข้อมูลต้องเดินทางเร็วกว่านักลงทุน

 

อีกส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนบทบาทคือการใช้เทคโนโลยีจัดการข้อมูลและความสัมพันธ์กับนักลงทุน

 

กนอ. มีแผนนำ Agentforce และแพลตฟอร์มของ Salesforce มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม Customer 360 เพื่อรวมข้อมูลนักลงทุนไว้ในระบบเดียว ลดการแยกส่วนของข้อมูล และช่วยให้บริการได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น

 

ระบบดังกล่าวถูกวางให้เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับตอบคำถามเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ ขั้นตอนการลงทุน และการเลือกนิคมอุตสาหกรรม ตลอดจนช่วยให้เจ้าหน้าที่มองเห็นประวัติการติดต่อและสถานะของนักลงทุนแบบต่อเนื่อง แทนที่จะเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนช่องทางหรือผู้รับผิดชอบ

 

เทคโนโลยีจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือเพิ่มความสะดวกหน้าบ้าน แต่ควรทำให้ผู้บริหารมองเห็นคอขวดของระบบได้ด้วย เช่น โครงการประเภทใดติดปัญหาซ้ำ หน่วยงานใดใช้เวลานานกว่ากรอบ SLA หรือองค์ประกอบใดทำให้โครงการไม่สามารถเดินหน้าต่อได้

 

ข้อมูลยังมีความสำคัญต่อแนวคิดนิคมเฉพาะทางทั้งสองประเภท เพราะนิคมเกษตรต้องมีข้อมูลวัตถุดิบ คุณภาพ ผลผลิต ความต้องการของตลาด และคาร์บอน ขณะที่นิคม Circular ต้องมีระบบติดตามของเสีย วัสดุหมุนเวียน และเส้นทางการนำกลับไปใช้ประโยชน์

 

เมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ การปฏิรูปราชการจะไม่ต้องอาศัยเพียงการประชุมติดตามเป็นรายกรณี แต่สามารถปรับปรุงกระบวนงานจากหลักฐานจริงได้

 

อย่างไรก็ตาม การนำ AI และข้อมูลนักลงทุนมาใช้ต้องเดินควบคู่กับมาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัย การคุ้มครองข้อมูล การกำหนดสิทธิ์เข้าถึง และกลไกตรวจสอบการตัดสินใจ เพราะความเร็วที่ขาดความน่าเชื่อถืออาจสร้างความเสี่ยงใหม่ขึ้นมาแทนที่ปัญหาเดิม

 

โรงงานแห่งอนาคตต้องการทั้งนวัตกรรมและคน

 

การแข่งขันดึงดูดการลงทุนไม่ได้จบลงในวันที่โรงงานเปิดดำเนินการ หากประเทศไทยต้องการเป็นฐานของอุตสาหกรรมมูลค่าสูง โครงการเหล่านั้นต้องสร้างการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับซัพพลายเออร์ไทย และพัฒนาทักษะแรงงานไปพร้อมกัน

 

การทำให้นวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัดการดำเนินงาน และการพัฒนาบุคลากรผ่าน I-EA-T Academy จึงเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศการลงทุน เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ดีอาจดึงโรงงานเข้ามาได้ แต่ความสามารถของคนจะเป็นปัจจัยตัดสินว่าโรงงานนั้นจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศไทยมากเพียงใด

 

โดยเฉพาะนิคมเกษตรมูลค่าสูงและนิคม Circular ซึ่งต้องใช้ทักษะทั้งด้านเทคโนโลยีชีวภาพ วิศวกรรมกระบวนการ การตรวจสอบย้อนกลับ การประเมินคาร์บอน การกู้คืนวัสดุ และการจัดการสิ่งแวดล้อม การมีพื้นที่โดยไม่มีบุคลากรจึงยังไม่อาจสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้อย่างสมบูรณ์

 

ความเร็วที่ดีต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้

 

Thailand FastPass มีศักยภาพจะเปลี่ยนวิธีทำงานของรัฐ แต่ก็มีคำถามสำคัญที่ต้องติดตาม

 

ประการแรก การคัดเลือกโครงการเข้าสู่กลไกต้องมีหลักเกณฑ์ชัดเจน เพื่อไม่ให้ FastPass ถูกมองว่าเป็นช่องทางพิเศษสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นยังต้องอยู่กับกระบวนการแบบเดิม

 

ประการที่สอง การกำหนด SLA ต้องเปิดเผยและตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงตั้งเป้าลดเวลา 20-50% ในภาพรวม แต่ควรระบุว่ากระบวนการใดใช้เวลาเท่าใด ลดลงจากฐานเดิมเท่าใด และเมื่อดำเนินการไม่เป็นไปตามกรอบเวลา ใครเป็นผู้รับผิดชอบ

 

ประการที่สาม ความรวดเร็วต้องไม่แลกกับการลดทอนมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย แรงงาน หรือการรับฟังชุมชน โดยเฉพาะโครงการรีไซเคิลและจัดการของเสียที่ต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับและการกำกับดูแลเข้มงวด

 

ประการที่สี่ ความสำเร็จของนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทางต้องวัดจากผลประโยชน์ที่เกิดกับผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่ ไม่ใช่เพียงจำนวนโรงงานหรือมูลค่าการลงทุน เช่น เกษตรกรมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นหรือไม่ SMEs ไทยเข้าถึงเทคโนโลยีและตลาดได้เพียงใด และวัสดุที่กู้คืนสามารถกลับเข้าสู่อุตสาหกรรมได้จริงหรือไม่

 

บททดสอบของ Thailand FastPass จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนโครงการที่ได้รับบัตร หรือมูลค่าการลงทุนที่ประกาศเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่ากลไกนี้จะเปลี่ยนวิธีทำงานของหน่วยงานรัฐให้เป็นระบบเดียวกัน และสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่กระจายออกไปได้จริงเพียงใด

 

ท้ายที่สุด Thailand FastPass อาจมีความหมายมากกว่าโครงการลดขั้นตอนราชการ เพราะกำลังทดสอบคำถามพื้นฐานของรัฐไทยว่า ในโลกที่เงินทุน เทคโนโลยี และห่วงโซ่การผลิตเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็ว รัฐจะยังทำหน้าที่เพียงตรวจเอกสารและออกใบอนุญาต หรือจะสามารถเป็นผู้ร่วมออกแบบระบบนิเวศที่ทำให้การลงทุนที่มีคุณภาพเกิดขึ้นจริง

 

ถ้าทำได้ ความเร็วของระบบราชการจะไม่ใช่เพียงเรื่องความสะดวกของนักลงทุน แต่จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญของประเทศไทยในการแข่งขันระยะต่อไป

The post Thailand FastPass เมื่อไทยแข่งขันด้วย ‘ความเร็ว’ และ กนอ. ขยับจากผู้ดูแลนิคมฯ สู่ผู้ออกแบบระบบนิเวศการลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัส OECD Readiness: ระบบยุติธรรมไทยพร้อมแค่ไหน บนเส้นทางสู่มาตรฐานสากล? https://thestandard.co/thailand-justice-oecd-readiness/ Thu, 08 Oct 2026 12:22:59 +0000 https://thestandard.co/thailand-justice-oecd-readiness/ ภาพกราฟิกแสดงข้อความ "ถอดรหัส ระบบยุติธรรมไทย พร้อมแค่ไหน บนเส้นทางสู่ OECD"

ท่ามกลางหมุดหมายครั้งสำคัญของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่ก […]

The post ถอดรหัส OECD Readiness: ระบบยุติธรรมไทยพร้อมแค่ไหน บนเส้นทางสู่มาตรฐานสากล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ "ถอดรหัส ระบบยุติธรรมไทย พร้อมแค่ไหน บนเส้นทางสู่ OECD"

ท่ามกลางหมุดหมายครั้งสำคัญของประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เวทีเสวนา ‘Common Ground ชวน Talk’ ภายใต้หัวข้อ ‘OECD Readiness: เตรียมพร้อมระบบยุติธรรมไทยสู่มาตรฐาน OECD’ ณ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ในวันนี้ (8 ตุลาคม) ได้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเชิงลึกเพื่อร่วมกันถอดรหัสว่า กระบวนการยกระดับมาตรฐานสากลนี้จะกลายเป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ในการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการหาอัตลักษณ์ใหม่ให้กับประเทศ (Reinvent Thailand) ได้อย่างไร

 

 

โดยได้รับเกียรติจาก ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวเปิดมุมมองและชวนตั้งคำถามถึงทิศทางของกระบวนการยุติธรรมไทยที่ต้องปรับตัวบนฐานข้อมูลเชิงประจักษ์และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน พร้อมเปิดเวทีสนทนาเข้มข้นร่วมกับตัวแทนจาก 4 องค์กรหลัก ได้แก่ ดร. ธัชไท กีรติพงศ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ดร. ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, ดร. อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการ TIJ และ นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมดำเนินรายการโดย อุกฤษฏ์ ศรพรหม หัวหน้าฝ่ายนโยบายและกิจการต่างประเทศ ด้านหลักนิติธรรมกับความยุติธรรมทางอาญา จาก TIJ เพื่อชวนทุกภาคส่วนมาร่วมกันมองว่า มาตรฐานสากลนี้จะไม่ใช่เพียงการทำข้อสอบของภาครัฐ แต่คือจุดเปลี่ยนที่จะสร้างความเป็นธรรมที่จับต้องได้จริงในชีวิตของประชาชนทุกคน

 

โอกาสครั้งประวัติศาสตร์และการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

 

ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวว่า การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ที่นานๆ จะเกิดขึ้น และเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้ลงทุน เพื่อกำหนดทิศทางประเทศในระยะยาว ไม่ใช่เพียงเรื่องของ ‘คลับของประเทศร่ำรวย’ แต่คือการหาตัวตนใหม่ ผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ทุกภาคส่วน รวมถึงเอกชนกำลังเรียกร้อง นั่นคือ การยกเครื่องและปฏิรูปเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างจริงจัง (Reinvent Thailand) เพื่อพาไทยก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งการมุ่งสู่ OECD นับเป็นการส่งสัญญาณว่า เราพร้อมจะลงมือทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง

 

ดร. พิเศษ ยังชวนบุคลากรในแวดวงยุติธรรมตั้งคำถามร่วมกันว่า กระบวนการ OECD จะส่งผลต่อการทำงานและทิศทางของกระบวนการยุติธรรมอย่างไร และหน่วยงานต้องปรับตัวเรื่องใด เพื่อสนับสนุนเป้าหมายนี้ พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับพันธกรณีในอดีต เช่น SDGs ว่าความมุ่งมั่นต่อ OECD รอบนี้มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

 

ผู้อำนวยการ TIJ ยังได้กล่าวถึงจุดเด่นและวิธีคิดของ OECD จากประสบการณ์การทำงานร่วมกัน โดย OECD ให้ความสำคัญกับการเปิดมุมมองและสร้างเรื่องเล่าเชิงนโยบายใหม่ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติ มาตรการ และแนวปฏิบัติ อีกทั้งยังใช้ การประเมินแบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Review) ในการวัดผล เปรียบเทียบ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศสมาชิก โดยไม่ใช้อำนาจบังคับสั่งการ ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของไทยที่ให้ความสำคัญกับเกียรติภูมิในเวทีโลก

 

OECD เน้นการเก็บข้อมูลที่เป็นระบบ ต่อเนื่อง และจำแนกกลุ่มประชากร (Disaggregated Data) เช่น ตามเพศ หรือสถานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ระบบยุติธรรมไทยต้องเร่งปรับปรุงเนื่องจากข้อมูลเดิมยังกระจัดกระจาย และ OECD ให้ความสำคัญกับ ความเชื่อมั่นที่ยึด ‘ประชาชน’ เป็นศูนย์กลาง โดยระบบเศรษฐกิจและสังคมต้องอาศัยกฎหมายและการบังคับใช้ที่เป็นธรรม ความเชื่อมั่นจึงเป็นตัวชี้วัดประสิทธิผล รวมถึงการผลักดันการระงับข้อพิพาททางเลือก เพื่อลดต้นทุนและตอบโจทย์ประชาชน

 

อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะตั้งเป้าหมายกรอบเวลาไว้ แต่ผู้ปฏิบัติการต้องช่วยกันมองหาระยะเวลาที่เหมาะสมและเป็นไปได้จริงบนพื้นฐานความเป็นจริง เพื่อใช้โอกาสนี้พาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางและความเหลื่อมล้ำ

 

ประเทศไทยอยู่ตรงไหนบนเส้นทางสู่ OECD

 

ดร. ธัชไท กีรติพงศ์ไพบูลย์ จาก สภาพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบัน OECD มีสมาชิก 38 ประเทศ คิดเป็นมูลค่า GDP กว่า 60% ของโลก และมี 8 ประเทศที่อยู่ระหว่างกระบวนการขอเข้าเป็นสมาชิก โดยประเทศไทยต้องการเปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่เป็นเพียง ‘ผู้ตามมาตรฐาน’ (Follower) ก้าวไปสู่การเป็น ‘ผู้ร่วมกำหนดกติกาโลก’ (Rule Maker) ในมิติต่างๆ ซึ่งรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม การศึกษา และมาตรฐานการค้า

 

ส่วนสถานะปัจจุบันบนเส้นทาง 10 ขั้นตอนของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD นั้น ดร. ธัชไท ระบุว่า ไทยได้ผ่านขั้นตอนที่ 1-4 (การแสดงเจตจำนงทางการทูต) และขั้นตอนที่ 5 (การประเมินตนเองเบื้องต้น หรือ Initial Memorandum: IM ร่วมกับหน่วยงานกว่า 200–300 แห่ง) เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ใน ขั้นตอนที่ 6 คือ การประเมินทางเทคนิค (Technical Review) ซึ่งมีความเข้มข้นสูง โดยมีคณะกรรมการของ OECD รวม 25 คณะเข้ามาตรวจสอบช่องว่าง (Gap) และนำแนวปฏิบัติสากลมาช่วยยกระดับแนวทางของไทย

 

ดร. ธัชไท กล่าวว่า ไม่อยากให้มองว่าการตอบโจทย์ OECD เป็นภาระเฉพาะของหน่วยงานรับผิดชอบหลัก (Responsible Agency: RA) แต่ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานจริง โดยมุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน ผ่านการออกแบบระบบที่รอบคอบ มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเปิดให้มีส่วนร่วม

 

ทั้งยังเน้นย้ำว่า OECD ไม่ใช่ยาวิเศษ เมื่อเข้าเป็นสมาชิกแล้ว ข้าวไทยไม่ได้อร่อยขึ้นในทันที แต่ข้าวถ้วยเดิมนี้จะได้รับ ‘ความเชื่อมั่น’ (Trust) จากทั่วโลกว่า มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานสากล

 

กฎหมายไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับ OECD

 

ดร. ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า “ประเทศเหล่านั้นพัฒนาแล้วจึงเข้า OECD หรือเข้า OECD แล้วจึงพัฒนา?” พร้อมชี้ว่า OECD เป็นเครื่องมือและเครือข่ายช่วยทลายทางตันให้กับประเทศไทย แม้จะมีต้นทุน (Opportunity Cost) ทั้งค่าสมาชิกและการต้องเปิดเผยข้อมูลประเทศอย่างโปร่งใสเสมือนบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม

 

ดร. ณรัณ เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ติดตามกรอบคิด OECD มาตั้งแต่ปี 2001 นำมาสู่การกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 และ พ.ร.บ. หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ทั้งยังระบุว่า กฎหมายต้องมองเป็น ‘วัฏจักรวงกลม’ ไม่ใช่เส้นตรง (Linear) ที่ตราออกมาแล้วใช้ตลอดไป แต่ต้องมีการติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลัง ซึ่งด้าน Regulatory Policy จะเป็นกรอบแรกๆ ของไทยที่เข้าสู่กระบวนการ Technical Review จากทั้งหมด 25 ด้าน

 

ดร. ณรัณ มองว่า ระบบยุติธรรมไทยแบบเดิมยังติดอยู่ในกรอบ ‘การบริหารงานยุติธรรม’ (Justice Administration) ที่ต่างคนต่างทำแบบแยกส่วน (Silo) ทั้งตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ ส่งผลให้ขาดการบูรณาการองค์ประกอบอย่างครบถ้วนและรอบด้าน โดยความยุติธรรมที่แท้จริงต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกกฎหมายและการบังคับใช้ โดยไม่สร้างภาระหรือโทษอาญาจนประชาชนปฏิบัติตามไม่ได้ เช่น กรณี พ.ร.บ. โรงแรม ที่มีผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นล้านราย แต่ได้รับใบอนุญาตจริงเพียงหลักหมื่น ทำให้คนที่เหลือกลายเป็นผู้กระทำผิดอาญาโดยไม่จำเป็น

 

นอกจากนี้ ดร. ณรัณ ยังระบุว่า ระบบยุติธรรมตามมาตรฐาน OECD ต้องประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง, คำนึงถึงความต้องการของประชาชน, ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์, ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจ และมีการติดตามประเมินผล พร้อมทั้งเชิญชวนข้าราชการไทยใช้โอกาสจาก OECD ในการ ‘คิดนอกกรอบ’ และมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ (Outcome) ของประเทศ มากกว่าการยึดติดอยู่กับระเบียบหรือขนบปฏิบัติเดิมๆ

 

ระบบยุติธรรมไทยอยู่ตรงไหนใน OECD Readiness

 

ดร. อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการ TIJ กล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานมักวัดประสิทธิภาพจากสถิติคดี ทั้งคดีรับฟ้อง และคดีคงค้าง แต่เวทีสากลและ OECD ตั้งคำถามสำคัญว่า “ประชาชนได้รับการแก้ไขปัญหาความยุติธรรมจริงหรือไม่ และหลังผ่านกระบวนการไปแล้วชีวิตเขาดีขึ้นหรือไม่?”

 

ดร. อณูวรรณ พูดถึง ‘ต้นทุนอาชญากรรม’ (Cost of Crime Study) ผ่านงานวิจัยร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์ยุติธรรมของ OECD พบว่าในปี 2022 ประเทศไทยแบกรับต้นทุนความสูญเสียจากอาชญากรรมสูงถึง 973,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.6% ของ GDP สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วซึ่งอยู่ที่ราว 2-3%

 

ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนไม่ได้อยู่แค่งบประมาณของตำรวจ ศาล หรือราชทัณฑ์ แต่กระจายไปสู่ระบบเศรษฐกิจ ทั้งค่ารักษาพยาบาล สุขภาพจิต การสูญเสียผลิตภาพ (Productivity) และเวลาของครอบครัวทั้งฝั่งผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหา โดยเกือบ 1 ใน 3 ของต้นทุนนี้เกิดจากปัญหาความรุนแรง

 

ที่ผ่านมา ข้อมูลของภาครัฐ (Administrative Data) สะท้อนเฉพาะคนที่เข้ามาในระบบแล้ว แต่ยังมีประชาชนอีกมากที่ยังเข้าไม่ถึงความยุติธรรม TIJ จึงร่วมกับ UNDP จัดทำแบบสำรวจความต้องการด้านความยุติธรรม (Justice Needs Survey) เพื่อระบุปัญหา อุปสรรค และหาแนวทางป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทเบื้องต้น เช่น หนี้สิน ที่ดิน ค่าเช่า ลุกลามบานปลายไปสู่ปัญหาอาชญากรรมและความไม่มั่นคงในสังคมไทย

 

ดร. อณูวรรณ ยังระบุว่า กรอบความยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-Centered Justice: PCJ Framework) ของ OECD คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการ ‘ตั้งต้นที่กฎหมายและหน่วยงาน’ มาเป็นการ ‘ตั้งต้นที่ปัญหาและความต้องการของประชาชน’ โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 คำถามหลักที่เข้าใจง่าย นั่นคือ Who (ใครกำลังมีปัญหา ใครยังเข้าไม่ถึงเรา), What (ปัญหาที่เขาต้องการแก้จริงๆ คืออะไร ไม่ใช่เพียงแค่ข้อกฎหมายหรือข้อหาที่ปรากฏอยู่ในสำนวน), What works (วิธีการไหนที่แก้ปัญหาได้จริง รวดเร็วและคุ้มค่า) และ What outcome (ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เปลี่ยนชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นไหม)

 

รองผู้อำนวยการ TIJ มองว่า OECD เป็น ‘หน้าต่างแห่งโอกาส’(Window of Opportunity) ที่สำคัญระดับประเทศในการสร้างฉันทามติร่วมกัน เพื่อปฏิรูปแก้ไขปัญหาโครงสร้างเชิงลึกและเสริมสร้างหลักนิติธรรมให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

 

ประเทศไทยกำลังลงมือทำอะไรบ้างแล้ว เพื่อมุ่งสู่ OECD

 

นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวถึงบทบาทของหน่วยงานรับผิดชอบหลัก (RA) ด้าน Responsible Business Conduct (RBC) โดย กรมคุ้มครองสิทธิฯ ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลักในการขับเคลื่อนและเข้าร่วมคณะทำงาน (Working Party on RBC: WPRBC) ซึ่งอยู่ภายใต้ Investment Committee ของ OECD

 

โดยกรอบมาตรฐาน RBC ของ OECD นี้ได้รับการปรับปรุงให้สอดรับและต่อยอดมาจาก หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ช่วงปี 2558/2559 เป็นต้นมา โดยมุ่งเน้นการกำกับดูแลไม่ให้การดำเนินธุรกิจก่อผลกระทบเชิงลบหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพนักงาน ผู้รับเหมาช่วง ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

 

นรีลักษณ์กล่าวถึง 2 เสาหลักสำคัญในการปฏิบัติการ นั่นคือ 1) การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) ซึ่งเป็นกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงแบบต่อเนื่องที่ภาคธุรกิจต้องลงมือทำ เพื่อค้นหา ป้องกัน บรรเทา และรับผิดชอบ ต่อผลกระทบเชิงลบด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจของตนเองและคู่ค้า ตลอดทั้ง ห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ซึ่งครอบคลุมมากกว่าแค่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

 

2) ศูนย์ประสานงานระดับชาติ (National Contact Point: NCP) เบื้องต้น ได้ส่งแบบสอบถาม (Questionnaire) ด้านการจัดตั้งศูนย์ NCP ไปแล้ว ซึ่งทาง OECD พึงพอใจในเบื้องต้นราว 80% ขั้นตอนถัดไปคือ การส่งข้อมูลเหตุผลเบื้องหลังเพิ่มเติม และ OECD จะเดินทางมาจัด Workshop ก่อนที่ไทยจะไปนำเสนอโมเดลต่อ Working Party ในช่วงเดือนมีนาคม เพื่อขอความเห็นชอบและเข้าสู่ช่วงทดลองดำเนินการ 1 ปี สำหรับการทำ Peer Review

 

NCP จะเป็นกลไกรับเรื่องร้องเรียนและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนอกศาล (Non-Judicial Grievance Mechanism) ที่จัดตั้งโดยรัฐบาล เพื่อจัดการข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับบรรษัทข้ามชาติ ขับเคลื่อนร่วมกันโดย 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

 

โดยจะมีการจัดตั้ง คณะกรรมการที่ปรึกษา (Advisory Committee) ซึ่งดึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งสหภาพแรงงาน ประชาสังคม สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคาร เข้ามาร่วมให้คำปรึกษาและกำกับทิศทาง เพื่อสะท้อนการมีส่วนร่วม นรีลักษณ์ยังมองว่า ความท้าทายที่สำคัญ คือ NCP เป็นกลไกภาคสมัครใจ (Voluntary) จึงต้องเร่งสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากภาคธุรกิจต่างๆ

 

นรีลักษณ์ทิ้งท้ายว่า การเข้าสู่ OECD ไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐฝ่ายเดียว แต่ต้องสร้างความร่วมมือและความเข้าใจร่วมกับภาคธุรกิจ รัฐวิสาหกิจ และประชาสังคม อีกทั้งการขับเคลื่อนของไทยยังเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประเทศในภูมิภาคอาเซียนกำลังจับตามองในฐานะต้นแบบ

 

สุดท้ายแล้ว การเดินทางเข้าสู่ OECD จึงไม่ใช่เพียง ‘การทำข้อสอบส่งต่างชาติ’ หรือการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพื่อแลกกับตราประทับเชิงสัญลักษณ์ แต่คือ ‘เดิมพันครั้งสำคัญ’ ในการยกเครื่องโครงสร้างเชิงสถาบันของไทยทั้งระบบ คำถามสำคัญหลังจากนี้คือ ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม จะสามารถเปลี่ยนแรงกดดันจากมาตรฐานสากลนี้ ให้กลายเป็น ‘ความยุติธรรมที่กินได้จริง’ และทำให้ชีวิตในแต่ละวันของประชาชนดีขึ้นได้อย่างไรบนเส้นทางปฏิรูปหลังจากนี้

 

ภาพ: Narongkorn Manochanpen / THE STANDARD

The post ถอดรหัส OECD Readiness: ระบบยุติธรรมไทยพร้อมแค่ไหน บนเส้นทางสู่มาตรฐานสากล? appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เสแสร้งแกล้งรักชาติ ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ ฝ่ายค้านตั้งข้อกล่าวหาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เล็ง 10 รมต. โยงคดีโกง สว. https://thestandard.co/opposition-no-confidence-ministers-senate-fraud/ Thu, 08 Oct 2026 11:57:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1266296 ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’

เจาะเนื้อหาในญัตติการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พรรคร่วมฝ […]

The post ‘เสแสร้งแกล้งรักชาติ ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ ฝ่ายค้านตั้งข้อกล่าวหาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เล็ง 10 รมต. โยงคดีโกง สว. appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’

เจาะเนื้อหาในญัตติการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจที่พรรคร่วมฝ่ายค้านตั้งข้อกล่าวหาต่อรัฐมนตรีจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นต้นมา โดยเป็นรัฐมนตรีในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด และข้อกล่าวหาหลักยึดโยงไว้ด้วยการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อย่างเป็นขบวนการ รวมถึงประเด็นอื่นอย่างการบริหารประเทศผิดพลาด ทุจริตต่หน้าที่ เอื้อผลประโยชน์ต่อพวกพ้องของตน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในจำนวนรัฐมนตรีจำนวน 18 คน ที่ถูกตั้งข้อหาในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น นอกจากจะเป็นรัฐมนตรีที่เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย หรืออยู่ในโควตาของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมดแล้ว ยังมีถึง 10 คน ที่ระบุข้อกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. อย่างเป็นขบวนการ

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 1

 

พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

โดยในจำนวน 10 คนดังกล่าวนั้น เป็นรัฐมนตรีกลุ่มที่ปรากฏชื่อในเอกสารข่าวมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการสั่งฟ้องตามสำนวนคดีการทุจริตเลือก สว. เมื่อ 14 กันยายน 2569 แบ่งเป็นรัฐมนตรี 6 คน ที่ กกต. มีมติเสียงข้างมาก 5 เสียง ให้สั่งฟ้อง และเสียงข้างน้อย 2 เสียง สั่งไม่ฟ้อง

 

ขณะที่รัฐมนตรีอีก 6 คน ที่ กกต. มีมติ ‘เอกฉันท์’ สั่งไม่ฟ้องนั้น มี 3 คน ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยังคงบรรยายข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตเลือก สว. อยู่ คือ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

 

ส่วนอีก 3 คนนั้น คือ ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีการบรรยายข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตเลือก สว. ขณะที่ แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่ได้ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

 

สำหรับข้อหาหลักต่อพฤติการณ์ของนายกรัฐมนตรีในญัตติที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่น ประกอบด้วย

 

อนุทิน ชาญวีรกูล: โกงเลือก สว. โกงสอบข้าราชการ โกงงบประมาณแผ่นดิน

 

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉล ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต บริหารประเทศผิดพลาดอย่างร้ายแรง ไม่เคารพและปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

 

ไร้ความรับผิดชอบต่อระบบรัฐสภา ไร้วุฒิภาวะ ไร้ภาวะผู้นำ บริหารงานบุคคลล้มเหลว แต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ โดยมิได้คำนึงถึงความรู้ความสามารถและความซื่อสัตย์สุจริต ไม่รู้สำนึกผิดชอบชั่วดี ไร้จิตสำนึกในการเป็นผู้นำประเทศที่จะต้องละเว้นไม่ใช้อำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่ไปเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อน กลับใช้อำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเอง บริวาร พวกพ้อง และผู้มีพระคุณ

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 2

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

สร้างระบอบน้ำเงิน น.หนู กินรวบประเทศ

 

ไม่มีความคิดในการทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของชาติและส่วนรวม แต่ใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ และเครือข่ายพรรคการเมืองของตนเอง สร้างระบอบสีน้ำเงิน ระบอบ น.หนู กินรวบประเทศ ทั้งโกงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โกงการสอบข้าราชการ โกงงบประมาณแผ่นดิน เพื่อความมั่นคงและความมั่งคั่งของตนเอง พวกพ้อง และผู้มีพระคุณ

 

อนุทินและเครือข่ายพรรคพวกของตนได้สมคบคิดกันเพื่อเข้าไปทำลาย ควบคุม ครอบงำ หรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม กลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเพื่อทำให้กระบวนการและกลไกเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม แต่ละเว้น ช่วยฟอกขาว หรือช่วยเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพวกของตน

 

โกงเลือก สว. อาชญากรรมทางประชาธิปไตย

 

การที่อนุทินใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการนั้น ยังถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

 

นอกจากนี้ อนุทินยังใช้อำนาจ อิทธิพล ตำแหน่งหน้าที่ และเครือข่ายของตนเอง เข้าไปแทรกแซงกลไกการตรวจสอบการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ส่งเสริมการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ สร้างสภาวะการลอยนวลพ้นผิดให้แก่ตนเองและพวกพ้อง ทำให้องค์กรตรวจสอบปฏิบัติหน้าที่และจงใจละเลยการปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือขบวนการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

 

อนุทินและพรรคพวกยังสร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันหลักของชาติ จงใจใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง สร้างความเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 

ฉวยโอกาสแสวงหาประโยชน์ในยามวิกฤต

 

การใช้อำนาจและการบริหารราชการแผ่นดินของอนุทินส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้างขวางเป็นระบบ กลายเป็นต้นตอของปัญหาอาชญากรรม มีพฤติการณ์จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการกับขบวนการทุนเทาซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาสังคม ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

ปัญหาเหล่านี้ล้วนมีต้นตอมาจากการที่อนุทินเป็นบุคคลที่ไร้ความสามารถ ไร้สำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาชน ล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่และการบริหารราชการแผ่นดิน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนในทุกมิติ

 

หนำซ้ำยังมีพฤติกรรมที่เลวร้ายจนประวัติศาสตร์ต้องจารึกด้วยความน่ารังเกียจถึงขนาดปล่อยให้บริวารและพวกพ้องฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงเวลาวิกฤตข้าวยากหมากแพง มุ่งใช้งบประมาณแผ่นดินที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยเพื่อความมั่งคั่งและผลประโยชน์ของเครือข่ายพวกพ้อง หาได้สนใจใยดีต่อความทุกข์ร้อนของประชาชนและปัญหาของประเทศ ยึดเอาผลประโยชน์ชาติมาเป็นผลประโยชน์ของของตนเอง

 

เสแสร้งแกล้งรักชาติ แทรกแซงการสอบบรรจุข้าราชการ

 

เสแสร้งแกล้งรักชาติเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่กลับมีพฤติกรรมเนรคุณแผ่นดิน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน สมรู้ร่วมคิดรู้เห็นเป็นใจให้มีกระบวนการทุจริตการสอบเข้า บรรจุ และแต่งตั้งข้าราชการ รวมทั้งตัดตอนการตรวจสอบ ใช้อำนาจเพื่อให้ผู้กระทำผิดลอยนวลอยู่เหนือกฎหมาย

 

แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอันเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในระบบราชการลงอย่างสิ้นเชิง ทำให้ระบบราชการสยบยอมต่ออำนาจทางการเมือง แต่งตั้งบุคคลที่เป็นพรรคพวกและบริวารให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เพื่อเอื้อต่อการหาผลประโยชน์โดยมิชอบและการสร้างฐานอำนาจทางการเมือง กดดันบีบบังคับข้าราชการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง พวกพ้องและผู้มีพระคุณของตน

 

อนุทินมีพฤติกรรมแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานเพื่อประโยชน์ทางการเมือง มีพฤติกรรมสับปลับ หลอกลวง ไร้คุณธรรมจริยธรรม ไม่เคารพต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม ส่งผลให้สังคมไทยเป็นยุคสมัยที่คนชั่วได้ดี คนมีความสามารถมิอาจประสบความสำเร็จได้ มีการใช้เส้นสายและระบบอุปถัมภ์อันนำไปสู่การคดโกงทุกรูปแบบ

 

คำสัญญาที่บอกว่าจะทำให้ประชาชน “รวยไม่ไหวแล้ว” เป็นเพียงแค่ลมปากที่ไม่มีความหมายใดๆ เพราะมีแค่เพียงคนโกงและบริวารพวกพ้องเท่านั้นที่รวยไม่ไหวแล้ว ขณะที่ประชาชนทั่วไปกลับมีชีวิตความเป็นอยู่ย่ำแย่ลง

 

อนุทินยังมีพฤติกรรมที่บกพร่องอย่างร้ายแรงอีกหลายประการในการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่อย่างไร้ศักดิ์ศรีในเวทีระหว่างประเทศ ไม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การบริหารภายในประเทศก็ล้มเหลวในปกป้องประชาชนและผลประโยชน์ของสาธารณะ

 

ยอมตนใต้บุคคลอื่น เป็นเพียงนายกฯ หุ่นเชิด

 

ไม่มีเจตจำนงและความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ มัวแต่อุ้มชูกลุ่มทุนและเครือข่ายผลประโยชน์ของตนเอง การบริหารและการใช้งบประมาณของประเทศไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง เศรษฐกิจได้รับความเสียหาย ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและศักยภาพของประเทศตกต่ำดิ่งเหว คนไทยไร้ความหวัง ไร้อนาคต ล้มเหลวในการดับไฟใต้ หลักนิติรัฐ กระบวนการยุติธรรม ความมั่นคงและสิทธิของประชาชนก็ถูกบั่นทอนทำลายทั้งระบบ

 

ยิ่งไปกว่านั้น อนุทินในฐานะผู้นำของประเทศยังได้ปรากฏพฤติกรรมยอมตนอยู่ภายใต้บุคคลอื่น เป็นเพียงหุ่นเชิดทางการเมืองที่ถูกชักใยชี้นำในเรื่องสำคัญ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกลายเป็นเพียงเกราะคุ้มครองบุคคลอื่นให้สามารถแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือเบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมต่อไปได้

 

สำหรับรัฐมนตรีคนอื่นๆ ในญัตติ สามารถแบ่งประเภทตามข้อกล่าวหาหลัก ดังนี้

 

บริหารประเทศผิดพลาด ขาดความสามารถ ปล่อยให้มีการทุจริต

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 3

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

บริหารประเทศผิดพลาด ขาดความสามารถในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง จงใจหรือปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างร้ายแรง ละเลยในการจัดการกับขบวนการทุนเทา และคนใกล้ชิดกับขบวนการดังกล่าวจนสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 4

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

 

ไร้ภาวะผู้นำ ไร้ตัวตนในการแก้ไขวิกฤติของประเทศ บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด ปล่อยปละละเลยในการแก้ไขวิกฤติส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับด้วยตนเอง ไร้ความสามารถในการแก้ไขวิกฤติค่าครองชีพในปัจจุบัน ปล่อยให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นสูงจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

 

ทุจริตต่อหน้าที่ เอื้อพวกพ้อง ขัดต่อกฎหมาย

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 5

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี

 

มีพฤติกรรมมีผลประโยชน์ทับซ้อน ใช้อำนาจเพื่อเอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง ทุจริตคอร์รัปชัน ขาดธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน ขาดความโปร่งใส ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรมจนสร้างความเสียหายต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ไร้ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 6

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

 

มีพฤติกรรมทุจริตต่อหน้าที่ ไม่ประพฤติตนให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ดีต่อนายทหารชั้นผู้น้อย ขาดระเบียบวินัย ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ขาดความเป็นผู้นำ ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต เอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 7

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

 

มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน ประพฤติไม่ชอบ ใช้อำนาจเพื่อเอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง มีผลประโยชน์ทับซ้อน ปฏิบัติหน้าที่สองมาตรฐาน ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมเล่นพรรคเล่นพวก ขาดธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเสียหายต่อราชการแผ่นดิน ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม

 

ส่งเสริมให้คนชั่วได้ดี แต่กับคนมีความสามารถกลับไม่มีที่ยืนในระบบราชการ ยอมตนเป็นเครื่องมือของบุคคลภายนอกเพื่อทำลายผลประโยชน์ของชาติ รวมถึงแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ใช้อำนาจในการโยกย้ายกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ตอบแทนผลประโยชน์ให้กับเจ้าหน้าที่ที่เอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายตนเองและพวกพ้อง

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 8

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน อย่างเป็นขบวนการ ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน ล็อคโครงการต่างๆ ให้กับสมัครพรรคพวกระบอบสีน้ำเงิน จิตใจผุพังจนหาความดีไม่ได้ สมรู้ร่วมคิดในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ จนทำลายระบบราชการให้เกิดความเสียหายอย่างสิ้นเชิง มีพฤติกรรมความผิดเฉกเช่นเดียวกับองค์กรอาชญากรรม

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 9

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

 

มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉลคดโกง จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจไปในทางไม่ชอบเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ไร้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดความโปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน สมรู้ร่วมคิดในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ ไร้คุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 10

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

 

มีผลประโยชน์ทับซ้อน จงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉลคดโกง ใช้อำนาจเพื่อเอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน ขาดความโปร่งใส จงใจหรือปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จนสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ

 

ใช้อำนาจบริวาร-เครือข่ายโกงเลือก สว. อย่างเป็นขบวนการ

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 11

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

 

มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉล รู้เห็นเป็นใจหรือปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ไร้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไร้คุณธรรมและจริยธรรม จงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องมีส่วนได้รับประโยชน์จากโครงการต่างๆของรัฐ

 

มีพฤติกรรมและการใช้อำนาจโดยแสวงหาผลประโยชน์จากวิกฤติของชาติ เป็นพฤติกรรมอันอำมหิต โดยไม่สนใจความทุกข์ยากของประชาชน วางนโยบายเพื่อนายทุน แต่กลับละเลยคนส่วนใหญ่ของประเทศ ส่งผลร้ายแรงเป็นความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน

 

รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร ครอบครัว และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

 

นอกจากนี้ ยังใช้อำนาจ อิทธิพล ตำแหน่งหน้าที่ และเครือข่ายของตนเอง เข้าไปแทรกแซงกลไกการตรวจสอบการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ส่งเสริมการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ สร้างสภาวะการลอยนวลพ้นผิดให้แก่ตนเองและพวกพ้อง

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 12

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

 

ไม่เคารพและปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉลคดโกง เป็นตัวการและสนับสนุนให้เกิดการทุจริต ขาดความละอาย จิตใจผุพัง ละโมบโลภมาก จนไม่สามารถควบคุมตนเองจากการทุจริตคอร์รัปชันได้

 

สมรู้ร่วมคิดในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 13

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

 

ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ขาดความโปร่งใส เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง ไร้คุณธรรมจริยธรรม ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมคดโกงทุจริตเป็นอาจิณ ใช้อำนาจเพื่อเอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง

 

รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 14

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

 

ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไร้ความกตัญญู มีพฤติกรรมผิดปรกติไม่สามารถดำรงตำแหน่งการเป็นรัฐมนตรีได้ด้วยตนเอง จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ประกอบธุรกิจบนที่ดินของรัฐแบบผิดกฎหมาย ยึดเอาผลประโยชน์ชาติมาเป็นผลประโยชน์ของของตนเอง

 

ขาดความยับยั้งชั่งใจและมัวเมาในการใช้อำนาจ บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด สมรู้ร่วมคิดกับบริษัทเอกชนและเครือข่ายพรรคการเมืองเพื่อทุจริตเงินภาษีของประชาชน สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผลิตความเท็จเป็นกิจวัตรเพียงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัว ยึดถือผลประโยชน์ของครอบครัวและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ของชาติ

 

ไร้ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร ครอบครัว และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 15

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

นภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

มีพฤติกรรมชั่วอย่างร้ายแรง ก่ออาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย สมรู้ร่วมคิดในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ ทุจริตได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ไร้คุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี รวมถึงใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 16

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

มีพฤติกรรมชั่วอย่างร้ายแรง สร้างกลโกงยึดอำนาจรัฐ มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉลคดโกง ทำลายคุณธรรม จริยธรรมลงอย่างสิ้นเชิง

 

มีพฤติกรรมมือถือสากปากถือศีล ไร้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไร้คุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

 

รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร ครอบครัว และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 17

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

สุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

 

ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดร้ายแรงและสร้างความเสียหายให้กับราชการ ไร้จิตสำนึก ใช้อำนาจไปในทางไม่ชอบ มุ่งใช้เงินงบประมาณเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ทุจริตได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

ไร้คุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

 

นอกจากนี้ ยังใช้อำนาจ อิทธิพล ตำแหน่งหน้าที่ และเครือข่ายของตนเอง เข้าไปแทรกแซงกลไกการตรวจสอบการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาและการโกงการเลือกตั้ง ส่งเสริมการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ สร้างสภาวะการลอยนวลพ้นผิดให้แก่ตนเองและพวกพ้อง

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 18

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไร้ภาวะผู้นำ ขาดความโปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ใช้อำนาจไปในทางไม่ชอบเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

 

ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 19

 

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

 

จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย มีจิตใจทุจริต สมรู้ร่วมคิดในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ จนทำลายระบบราชการให้เกิดความเสียหายอย่างสิ้นเชิง

 

ขาดจิตสำนึกต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ แสวงหาผลประโยชน์จากและประชาชนในช่วงวิกฤติ ละโมบโลภมากขาดความยับยั้งชั่งใจในความชั่ว มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายร้ายแรง ทำลายระบบคุณธรรมของราชการจนสร้างเสียหายขนาดใหญ่แก่ประเทศชาติและบ้านเมือง จนประชาชนจำนวนมากได้รับความทุกข์แสนสาหัส มุ่งแสวงหาผลประโยชน์เพื่อพวกพ้อง ญาติ มิตรสหาย

 

มีพฤติกรรมเนรคุณแผ่นดิน ทำลายระบบคุณธรรมของราชการ ไม่ส่งเสริมคนดี แต่กลับส่งเสริมคนทุจริตให้มีความก้าวหน้า ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ทุจริตฉ้อฉลคดโกง ไร้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

 

รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร ครอบครัว และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

 

ช่วงท้ายของญัตติได้สรุปว่า ผลจากการบริหารราชการแผ่นดินที่ล้มเหลว ขาดความรู้ความสามารถ ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีอื่นรวม 18 คน ดังที่พวกข้าพเจ้าได้กล่าวมาข้างต้น ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง หากปล่อยให้บุคคลดังกล่าวยังคงบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไป ย่อมนำมาซึ่งความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างที่ยากจะแก้ไขเยียวยาได้

 

ภาพกลุ่มพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พร้อมข้อกล่าวหา ‘เสแสร้งรักชาติ-ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ 20

The post ‘เสแสร้งแกล้งรักชาติ ฉวยโอกาสบนวิกฤต’ ฝ่ายค้านตั้งข้อกล่าวหาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เล็ง 10 รมต. โยงคดีโกง สว. appeared first on THE STANDARD.

]]>
สแกนปม กทม. ยกเลิกบึงรับน้ำ 1.1 หมื่นล้าน เอื้อนายทุน หรือ เซฟภาษีประชาชน? https://thestandard.co/bma-cancel-water-basins-cost/ Thu, 08 Oct 2026 10:20:12 +0000 https://thestandard.co/bma-cancel-water-basins-cost/ ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยืนอยู่หน้ากระดานข้อมูลโครงการบึงรับน้ำของ กทม.

กทม. ล้มเลิกโครงการ ‘แก้มลิง’ อันเนื่องมาจา […]

The post สแกนปม กทม. ยกเลิกบึงรับน้ำ 1.1 หมื่นล้าน เอื้อนายทุน หรือ เซฟภาษีประชาชน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยืนอยู่หน้ากระดานข้อมูลโครงการบึงรับน้ำของ กทม.

กทม. ล้มเลิกโครงการ ‘แก้มลิง’ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จริงหรือ ?

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

THE STANDARD พาไปพิจารณาข้อมูล แง้มดูงบประมาณกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท และไขคำตอบว่าเหตุใดโมเดลการระบายน้ำต่อเนื่อง จึงเข้ามาแทนที่บึงรับน้ำเดิม พร้อมไขข้อสงสัยเรื่องการเวนคืนที่ดินที่ถูกโยงว่าเอื้อประโยชน์นายทุน

 

เมื่อไม่นานมานี้ ประเด็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครกลับมาเป็นที่ถกเถียงอย่างร้อนแรงในหน้าสื่อและพื้นที่โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะกระแสข่าวที่ระบุว่า กทม. ได้ทำการยกเลิกโครงการแก้มลิง ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

 

ข่าวนี้สร้างความกังวลและเกิดคำถามตัวโตๆ ถึงวิสัยทัศน์ในการป้องกันน้ำท่วมเมืองหลวง

 

ทั้งนี้หากพิจารณาตามข้อมูลและการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารกรุงเทพมหานครในยุคของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะพบว่า กทม. ไม่เคยยกเลิกโครงการแก้มลิงในพระราชดำริ แต่สิ่งที่ถูกยกเลิกคือ โครงการ 6 บึงรับน้ำของ กทม. ซึ่งไม่ใช่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโดยตรง

 

THE STANDARD พาเจาะลึกที่มาที่ไปของเรื่องนี้ แกะรอยงบประมาณ 11,000 ล้านบาท และค้นหาคำตอบว่า ระบบป้องกันน้ำท่วมแบบใดที่คุ้มค่าและตอบโจทย์อนาคตของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

 

แยกให้ชัด ‘แก้มลิง’ พระราชดำริ vs ‘6 บึงรับน้ำ’ ของ กทม.

 

เพื่อให้เข้าใจภาพรวมทั้งหมด เราต้องแยกความแตกต่างระหว่างทฤษฎีการบริหารจัดการน้ำกับโครงการก่อสร้างทางวิศวกรรมออกจากกันเสียก่อน

 

ทาง กทม. ยืนยันชัดเจนว่าได้น้อมนำทั้ง 5 ทฤษฎีแก้ปัญหาน้ำท่วมอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาใช้บริหารจัดการน้ำ รวมถึงพัฒนาพื้นที่รับน้ำตามแนวคิดแก้มลิงอย่างต่อเนื่อง โดยทฤษฎีทั้ง 5 ประกอบด้วย

 

  1. ผันน้ำ: การผันน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนให้ผ่านคลองต่าง ๆ ลงมาทางใต้
  2. พักน้ำ: การเก็บน้ำไว้ในพื้นที่รับน้ำ เช่น บ่อ บึง หนอง คลอง หรือพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนแก้มลิง ที่คอยอมน้ำไว้ชั่วคราว
  3. รอจังหวะน้ำทะเลลง: เมื่อระดับน้ำทะเลลดลง จึงค่อยระบายน้ำออกสู่ทะเลด้วยการไหลตามธรรมชาติ
  4. ใช้อาคารควบคุม: การใช้ประตูระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำเข้ามาช่วยเปิด-ปิดและเร่งการระบาย
  5. เตรียมแก้มให้ว่าง: เมื่อระบายน้ำออกแล้ว พื้นที่พักน้ำจะต้องว่างเพื่อพร้อมรับน้ำหลากในรอบต่อไป

 

แล้วโครงการ 6 บึงรับน้ำ ที่กำลังเป็นประเด็นหายไปไหน? และมาจากไหนตั้งแต่แรก?

 

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปหลังเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 รัฐบาลในขณะนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ขึ้นมาเพื่อจัดทำแผนแม่บทและโครงการบริหารจัดน้ำรูปแบบต่างๆ ต่อมาในปี 2556 กบอ. ได้กำหนดพื้นที่สำหรับทำบึงรับน้ำทั้งหมด 6 โครงการ

 

แต่โครงการเหล่านั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในปี 2561 มีการทำประชาพิจารณ์ ปรากฏว่า 4 ใน 6 โครงการไม่ผ่านการทำประชาพิจารณ์จากประชาชนในพื้นที่ ต่อมาในปี 2563 เจ้าของที่ดินได้ยื่นหนังสือคัดค้านและขอให้ยกเลิก 2 โครงการที่เหลือ

 

กระทั่งถึงปี 2566 ผู้บริหาร กทม. ได้ขอให้พิจารณาทบทวนการบริหารจัดการน้ำฝั่งตะวันออก โดยมีคณะที่ปรึกษาจากบริษัท Team Consultant เข้ามาพิจารณาร่วมกับสำนักการระบายน้ำ (สนน.) จนนำมาสู่บทสรุปในเดือนมิถุนายน 2569 ที่สำนักการระบายน้ำออกหนังสือแจ้งผลการทบทวนว่า เห็นควรยกเลิกโครงการ

 

เนื่องจากพิจารณาถึงประสิทธิภาพการระบายน้ำและความคุ้มค่าในการลงทุน

 

บทสรุปของเรื่องนี้คือ โครงการบึงรับน้ำทั้ง 6 แห่ง ไม่ได้มาจากพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9 แต่เป็นผลผลิตจาก กบอ. และสาเหตุหลักที่ต้องยกเลิกโครงการ เป็นเพราะไม่คุ้มค่าในเชิงงบประมาณ

 

เปิดพอร์ต ‘แก้มลิง’ กทม. วันนี้กรุงเทพฯ มีพื้นที่รับน้ำเท่าไร?

 

คำถามที่ตามมาคือ ถ้ายกเลิก 6 บึงรับน้ำไปแล้ว กรุงเทพฯ จะยังมีแก้มลิงอยู่หรือไม่? คำตอบคือ มี และยังมีแผนขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 

ข้อมูลระบุว่า กทม. ยังคงดำเนินโครงการบึงรับน้ำอื่นๆ ตามทฤษฎีแก้มลิงมาโดยตลอด จากเดิมที่มีอยู่ 34 แห่งในปี 2565 ปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นเป็น 38 แห่งในปี 2569 และมีแผนการที่จะเพิ่มเป็น 45 แห่งในอนาคต

 

การเพิ่มจำนวนแก้มลิงนี้ ส่งผลให้ความสามารถในการรองรับน้ำของกรุงเทพฯ โดยรวมเพิ่มขึ้นจากประมาณ 13.7 ล้านลูกบาศก์เมตร กลายเป็นมากกว่า 14 ล้านลูกบาศก์เมตร ยืนยันว่าแนวคิดการพักน้ำ ยังคงเป็นกลไกสำคัญในระบบป้องกันน้ำท่วมของ กทม.

 

ชำแหละงบหมื่นล้าน ทำไม ‘โมเดลบึงรับน้ำ’ ถึงถูกมองว่าไม่คุ้มค่า?

 

หากจะตอบคำถามว่าทำไม 2 โครงการที่เหลือ (บึงรับน้ำคู้บอนและบึงรับน้ำบางชัน) จึงถูกยกเลิก เราต้องเปิดดูใบเสร็จประเมินราคา

 

คณะที่ปรึกษาพบว่า 2 โครงการดังกล่าวต้องใช้งบประมาณสูงถึง 11,000 ล้านบาท เนื่องจากพื้นที่โครงการอยู่ห่างจากคลองสายหลัก จึงจำเป็นต้องเวนคืนที่ดินและวางระบบท่อเพื่อส่งต่อน้ำควบคู่กันไปด้วย

 

หากเจาะลึกลงไปในต้นทุน 11,000 ล้านบาท จะพบว่าไม่ได้มีเพียงแค่ค่าเวนคืนที่ดินเท่านั้น แต่เป็นการสร้างองค์ประกอบที่จำเป็นทั้งหมด ได้แก่:

 

  • ค่าที่ดินคู้บอน: 2,184 ล้านบาท
  • ค่าขุดบึงและอาคารคู้บอน: 324 ล้านบาท
  • ค่าที่ดินบางชัน: 1,466 ล้านบาท
  • ค่าขุดบึงและอาคารบางชัน: 172 ล้านบาท
  • สถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ: 450 ล้านบาท
  • การปรับปรุงคลองหลัก: 6,404 ล้านบาท

 

ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า การจะทำให้บึงรับน้ำที่อยู่ห่างไกลคลองทำงานได้จริง ต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาลไปกับการเชื่อมต่อระบบ กทม. จึงนำงบประมาณก้อนนี้ไปเปรียบเทียบกับโครงการอุโมงค์ระบายน้ำ ซึ่งพบว่ามีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมได้ดีกว่า

 

‘โมเดลการระบายน้ำต่อเนื่อง’ ทางเลือกที่ถูกกว่าและดีกว่า?

 

เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง กทม. จึงหันมาใช้ โมเดลการระบายน้ำต่อเนื่อง ซึ่งประกอบไปด้วย อุโมงค์คลองพระโขนง, อุโมงค์ส่วนต่อขยายหนองบอนประเวศฯ, และการปรับปรุงคลองแนวเหนือใต้

 

จากการทำแบบจำลองเปรียบเทียบระหว่างโมเดลบึงรับน้ำ (บึงคู้บอน+บางชัน+ระบบคลอง) กับ ‘โมเดลการระบายน้ำต่อเนื่อง’ ผลลัพธ์ทางวิศวกรรมชี้ชัดว่าโมเดลการระบายน้ำต่อเนื่องมีประสิทธิภาพสูงกว่าในหลายมิติ ดังนี้:

 

  1. ลดระดับน้ำได้ดีกว่า: สามารถทำให้ระดับน้ำในคลองลดลงได้ดีกว่าโมเดลบึงรับน้ำประมาณ 30 – 50 เซนติเมตร
  2. ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่า: มีพื้นที่ที่ได้รับผลดีกว่าโมเดลบึงรับน้ำถึงประมาณ 247 ตารางกิโลเมตร
  3. ระบายน้ำไม่สะดุด: สามารถลำเลียงและระบายน้ำออกได้อย่างต่อเนื่อง แตกต่างจากบึงรับน้ำที่ทำหน้าที่กักเก็บน้ำอย่างเดียว ซึ่งเมื่อรับน้ำจนเต็มความจุแล้ว จะต้องรอระบายออกก่อนจึงจะสามารถรับน้ำในระลอกใหม่ได้
  4. ประหยัดงบประมาณเกือบครึ่ง: โมเดลการระบายน้ำต่อเนื่องอาศัยงบประมาณรวมเพียง 6,500 ล้านบาท ในขณะที่โมเดลบึงรับน้ำต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 11,000 ล้านบาท

 

มวยถูกคู่ บึงรับน้ำคู้บอน VS บึงหนองบอน

 

เพื่อให้เห็นภาพความต่างชัดเจนยิ่งขึ้น ลองเปรียบเทียบข้อจำกัดของ บึงคู้บอน ที่ถูกยกเลิก กับพื้นที่รับน้ำหลักอย่าง บึงหนองบอน

 

แบบก่อสร้างบึงคู้บอนระบุว่าสามารถจุน้ำได้ 870,000 ลบ.ม. แต่ในความเป็นจริงสามารถบริหารจัดการน้ำได้เพียง 500,000 ลบ.ม. เท่านั้น เนื่องจากต้องเผื่อปริมาตรไว้สำหรับควบคุมระบบ

 

กทม. จึงเปลี่ยนแผนจากการจัดหาที่ดินเอกชนเพื่อสร้างบึงใหม่ มาเป็นการใช้บึงหนองบอน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ กทม. มีอยู่แล้ว ให้กลายเป็นพื้นที่รับและหน่วงน้ำหลัก โดยบึงหนองบอนมีความสามารถในการบริหารจัดการน้ำได้สูงถึง 5,000,000 ลบ.ม. ซึ่งมากกว่าปริมาณที่บึงคู้บอนทำได้ถึง 10 เท่า

 

ยิ่งไปกว่านั้น กทม. ได้เสริมองค์ประกอบให้บึงหนองบอนทำงานได้ครบวงจร ทั้งโครงข่ายคลอง อุโมงค์นำน้ำเข้าบึง และระบบระบายน้ำออกอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอุโมงค์ส่วนต่อขยายบึงหนองบอนสามารถรับน้ำจากคลองประเวศบุรีรมย์เข้าสู่บึงได้สูงสุดประมาณ 60 ลบ.ม./วินาที เปลี่ยนสถานะจากบึงที่ทำหน้าที่เพียงเก็บน้ำ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ‘รับ-พัก-ระบายน้ำ’ ฝั่งตะวันออกแบบเบ็ดเสร็จ

 

ข่าว ‘เอื้อนายทุน’ เลิกโครงการเพื่อช่วยบริษัทอสังหาฯ จริงหรือ?

 

อีกหนึ่งประเด็นอ่อนไหวที่ถูกหยิบยกมาวิจารณ์คือ การยกเลิกโครงการเวนคืนที่ดินนี้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ที่กว้านซื้อที่ดินไว้หรือไม่?

 

ทาง

 

ทาง กทม. ชี้แจงว่าเรื่องนี้ไม่จริงแน่นอน

 

ข้อมูลระบุว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ได้เริ่มกว้านซื้อสะสมและวางแผนพัฒนาที่ดินในย่านบึงรับน้ำคู้บอนมาตั้งแต่ก่อนเกิดมหาอุทกภัยปี 2554 และก่อนการกำหนดพื้นที่โครงการบึงรับน้ำหลายปี การพัฒนาพื้นที่ของเอกชนในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เอง ที่ดันราคาประเมินที่ดินให้ขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้งบประมาณการเวนคืนที่ดินสำหรับโครงการบึงรับน้ำพุ่งทะยานไปถึงกว่า 5,000 ล้านบาท

 

การเวนคืนที่ดินนั้นถือเป็นเครื่องมือของรัฐเพื่อทำโครงการสาธารณะ แต่รัฐก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายและชดเชยให้เจ้าของทรัพย์สินอย่างเป็นธรรม ดังนั้น คำถามที่แท้จริงอาจไม่ใช่ว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน? แต่ควรเป็นคำถามถึงความคุ้มค่าว่า ระบบใดป้องกันน้ำท่วมได้ดีกว่า? ครอบคลุมพื้นที่เท่าไร? ใช้เงินลงทุนเท่าไร? และสร้างผลกระทบต่อประชาชนมากน้อยเพียงใด?

 

การเลือกทางเลือกที่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณไปกับการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินเอกชนเพิ่ม จึงเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์

 

ท่ามกลางความสับสนของข้อมูล ยังมีคำถามตัวโตๆ ที่สังคมควรตั้งข้อสังเกตต่อไป

 

ประการแรก หากโครงการบึงรับน้ำ 2 แห่งดังกล่าวมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าต่อเงินลงทุนจริง เหตุใดทีมผู้บริหาร กทม. หลายชุดที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน จึงไม่เร่งรัดดำเนินการก่อสร้างตลอดช่วงเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา?

 

ประการที่สอง หาก กทม. ตัดสินใจเดินหน้าเวนคืนที่ดินด้วยงบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาท การนำเงินภาษีมหาศาลไปจ่ายเป็นค่าชดเชยที่ดิน จะยิ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์มากกว่าการยกเลิกโครงการเสียอีกหรือไม่?

 

สิ่งเหล่านี้คือบริบทที่สำคัญในการพิจารณาความเป็นมาและอนาคตของการบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพมหานครให้ยั่งยืนต่อไป

The post สแกนปม กทม. ยกเลิกบึงรับน้ำ 1.1 หมื่นล้าน เอื้อนายทุน หรือ เซฟภาษีประชาชน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จัก ‘กาฬโรค’ โรคที่ฆ่าคนได้ ทำไมรักษาได้ แต่รอไม่ได้? https://thestandard.co/plague-disease-russia-urgent-treatment/ Tue, 06 Oct 2026 05:15:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1265063 ภาพประกอบเชิงเปรียบเทียบแสดงถึงความมืดมิดของโรคกาฬโรค

ชื่อของ ‘กาฬโรค’ กลับมาอยู่ในความสนใจ หลังมีรายงานการเส […]

The post ทำความรู้จัก ‘กาฬโรค’ โรคที่ฆ่าคนได้ ทำไมรักษาได้ แต่รอไม่ได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเชิงเปรียบเทียบแสดงถึงความมืดมิดของโรคกาฬโรค

ชื่อของ ‘กาฬโรค’ กลับมาอยู่ในความสนใจ หลังมีรายงานการเสียชีวิตของบุคลากรหญิงอายุ 28 ปี ซึ่งทำงานในสถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคในแคว้นอีร์คุตสค์ ประเทศรัสเซีย พร้อมข้อสงสัยเกี่ยวกับการสัมผัสเชื้อในห้องปฏิบัติการ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

เหตุการณ์นี้นำมาสู่คำถามว่า โรคที่หลายคนจดจำจากประวัติศาสตร์ยังเป็นภัยในปัจจุบันเพียงใด ติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างไร และมีหลักฐานอะไรที่ใช้แยกเหตุการณ์ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนออกจากการระบาดที่ได้รับการยืนยัน

 

ข่าวจากรัสเซีย: อะไรยืนยันแล้ว และอะไรยังเป็นข้อสงสัย

 

Reuters รายงานเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ว่า ทางการรัสเซียระบุสาเหตุการเสียชีวิตเป็นปอดอักเสบที่ยังไม่ทราบสาเหตุ และยังไม่พบหลักฐานอุบัติเหตุเกี่ยวกับเชื้อในสถาบัน ขณะที่ผู้สัมผัสอยู่ภายใต้การดูแลทางการแพทย์ ข้อมูลดังกล่าวจึงยังไม่ใช่การยืนยันว่าผู้เสียชีวิตติดเชื้อกาฬโรค หรือเกิดการรั่วไหลของเชื้อตามข้อสงสัยที่เผยแพร่

 

การทำความเข้าใจเหตุการณ์จึงต้องเริ่มจากการแยกให้ชัดระหว่าง ‘ผู้สัมผัส’ ‘ผู้ป่วยสงสัย’ และ ‘ผู้ป่วยยืนยัน’ เพราะแต่ละคำสะท้อนหลักฐานคนละระดับ การนำบุคคลเข้าสู่มาตรการเฝ้าระวังเป็นการจัดการความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นติดเชื้อแล้ว

 

ขณะเดียวกัน อาการปอดอักเสบเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันกาฬโรคได้ เนื่องจากมีสาเหตุได้หลายประการ การระบุโรคจึงต้องอาศัยประวัติการสัมผัส ข้อมูลทางคลินิก และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการประกอบกัน

 

กาฬโรคไม่ได้เป็นเพียง ‘โรคจากหนู’

 

กาฬโรคเกิดจากแบคทีเรีย Yersinia pestis เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีสัตว์ฟันแทะและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ และมีหมัดเป็นพาหะสำคัญในการนำเชื้อมาสู่มนุษย์

 

มนุษย์อาจติดเชื้อจากการถูกหมัดที่มีเชื้อกัด การสัมผัสเนื้อเยื่อหรือสารคัดหลั่งของสัตว์ที่ติดเชื้อ และการรับละอองฝอยทางเดินหายใจจากผู้ป่วยกาฬโรคปอดเมื่อสัมผัสใกล้ชิด

 

การอธิบายกาฬโรคว่าเป็นเพียงโรคจากหนูจึงไม่ครอบคลุมเส้นทางการรับเชื้อทั้งหมด อีกทั้ง ‘แหล่งรังโรค’ กับ ‘แหล่งที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อ’ อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เพราะแหล่งรับโรคหมายถึงแหล่งที่เชื้อดำรงอยู่ตามธรรมชาติ ส่วนแหล่งรับเชื้อหมายถึงสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อในเหตุการณ์นั้น

 

การสอบสวนจึงต้องย้อนกลับไปดูว่าผู้ป่วยสัมผัสสัตว์ หมัด ผู้ป่วย หรือวัสดุที่มีเชื้ออย่างไร เพื่อค้นหาเส้นทางการรับเชื้อและวางมาตรการควบคุมให้ตรงจุด

 

กาฬโรค 3 รูปแบบ รุนแรงต่างกันอย่างไร

 

กาฬโรคมี 3 รูปแบบหลัก ได้แก่

 

  • กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง
  • กาฬโรคในกระแสเลือด
  • กาฬโรคปอด

 

ซึ่งแตกต่างกันตามระบบของร่างกายที่เชื้อก่อโรค อย่างไรก็ตาม รูปแบบเหล่านี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน เพราะเชื้ออาจลุกลามจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งได้

 

กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง: รูปแบบที่พบบ่อยที่สุด

 

กาฬโรคต่อมน้ำเหลืองมักเกิดหลังถูกหมัดที่มีเชื้อกัด เชื้อเข้าสู่ร่างกายและเคลื่อนผ่านระบบน้ำเหลืองไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และเจ็บมาก โดยเฉพาะบริเวณขาหนีบ รักแร้ หรือคอ

 

ผู้ป่วยอาจมีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ และอ่อนแรงร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจแพร่เข้าสู่กระแสเลือดหรือปอด ทำให้เกิดโรคในรูปแบบที่รุนแรงขึ้น

 

กาฬโรคในกระแสเลือด: อาจไม่มีต่อมน้ำเหลืองบวม

 

กาฬโรคในกระแสเลือดเกิดเมื่อเชื้อเพิ่มจำนวนในเลือด อาจเป็นรูปแบบแรกของการติดเชื้อ หรือเกิดจากการลุกลามของกาฬโรครูปแบบอื่น

 

ผู้ป่วยอาจมีไข้ อ่อนแรงรุนแรง ปวดท้อง เลือดออกผิดปกติ และภาวะช็อก ในรายที่รุนแรงอาจเกิดเนื้อเยื่อตายบริเวณปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือจมูก ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีคล้ำหรือดำ

 

ข้อสำคัญคือ ผู้ป่วยบางรายไม่มีต่อมน้ำเหลืองบวม การไม่พบก้อนบวมที่ขาหนีบ รักแร้ หรือคอ จึงไม่เพียงพอที่จะตัดความเป็นไปได้ของโรค

 

กาฬโรคปอด: รูปแบบที่แพร่จากคนสู่คนได้

 

กาฬโรคปอดเกิดได้ทั้งจากการสูดรับละอองฝอยที่มีเชื้อเข้าสู่ปอดโดยตรง และการที่เชื้อจากส่วนอื่นของร่างกายลุกลามมาที่ปอด

 

ผู้ป่วยอาจมีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก และเสมหะปนเลือด โดยอาการปอดอักเสบสามารถทรุดลงอย่างรวดเร็ว รูปแบบนี้มีความสำคัญต่อการควบคุมโรค เพราะสามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านละอองฝอยทางเดินหายใจ

 

ติดต่อจากคนสู่คนได้ ต้องพิจารณาเงื่อนไขการสัมผัส

 

แม้กาฬโรคปอดสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ แต่การประเมินความเสี่ยงต้องพิจารณาลักษณะการสัมผัส ระยะเวลา ความใกล้ชิด และภาวะของผู้ป่วยในช่วงที่เกิดการสัมผัส

 

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ หรือ CDC ระบุว่า การรับเชื้อผ่านละอองฝอยมักต้องมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือสัตว์ที่เป็นกาฬโรคปอด จึงไม่ควรตีความว่าการพบผู้ป่วยหนึ่งรายหมายถึงเชื้อกำลังแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในประชากรทั่วไป

 

เมื่อพบผู้ป่วยกาฬโรคปอด การสอบสวนจึงต้องค้นหาผู้สัมผัสใกล้ชิด ประเมินช่วงเวลาและลักษณะการสัมผัส ติดตามอาการ และตรวจทางห้องปฏิบัติการตามข้อบ่งชี้ เพื่อแยกว่าบุคคลนั้นเป็นผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยง หรือมีการติดเชื้อเกิดขึ้นแล้ว

 

โรครุนแรงที่รักษาได้ แต่การรักษารอไม่ได้

 

ระยะฟักตัวของกาฬโรคโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 1–7 วัน ขณะที่กาฬโรคปอดอาจสั้นเพียงประมาณ 24 ชั่วโมง

 

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า หากไม่ได้รับการรักษา กาฬโรคต่อมน้ำเหลืองมีอัตราเสียชีวิตประมาณ 30–60% ส่วนรูปแบบปอดและกระแสเลือดมีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงมาก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความรุนแรงของโรคที่ไม่ได้รับการรักษา ไม่ใช่ผลลัพธ์ของผู้ป่วยทุกรายที่เข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงที

 

กาฬโรครักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจพบและเริ่มรักษาให้เร็ว CDC แนะนำว่า เมื่อแพทย์สงสัยกาฬโรคจากอาการและประวัติเสี่ยง ควรเริ่มการรักษาที่เหมาะสมโดยไม่รอผลตรวจยืนยัน

 

การรักษาผู้ป่วยสงสัยอย่างเร่งด่วนจึงสามารถดำเนินไปพร้อมกับการตรวจยืนยันได้ ขณะที่การสื่อสารต่อสาธารณะยังต้องระบุระดับหลักฐานให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้การเริ่มรักษาหรือการเฝ้าระวังถูกตีความว่าเป็นการยืนยันโรคแล้ว

 

เมื่อใดจึงเรียกว่า ‘เกิดการระบาด’

 

การยืนยันกาฬโรคต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการจากตัวอย่างที่เหมาะสม เช่น เลือด เสมหะ หรือหนองจากต่อมน้ำเหลือง ร่วมกับข้อมูลทางคลินิกและประวัติการสัมผัส

 

ส่วนการประเมินว่าเกิดการระบาดหรือไม่ ต้องพิจารณาว่าการเกิดโรคสูงกว่าระดับที่คาดหมายในประชากร พื้นที่ และช่วงเวลานั้นหรือไม่ รวมถึงแหล่งรับเชื้อและความเชื่อมโยงระหว่างผู้ป่วย

 

สำหรับโรคที่พบได้น้อย การพบผู้ป่วยยืนยันเพียงรายเดียวก็อาจมีนัยสำคัญเพียงพอให้ดำเนินการสอบสวนและควบคุมโรคอย่างเร่งด่วน แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ามีการแพร่จากคนสู่คนในชุมชน ขณะเดียวกัน การพบผู้สัมผัสจำนวนมากก็ไม่สามารถใช้แทนจำนวนผู้ติดเชื้อได้

 

ธวัชชัย แสวงหา นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลศรีสะเกษ อธิบายผ่าน Hfocus ว่า การติดตามเหตุการณ์ควรให้ความสำคัญกับผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ การพบผู้ป่วยรายใหม่ อาการของผู้สัมผัส และความเชื่อมโยงระหว่างผู้ป่วย มากกว่าการใช้จำนวนผู้ถูกเฝ้าระวังเป็นตัวชี้วัดการแพร่เชื้อ

 

ควบคุมโรคต้องดูทั้งคน สัตว์ หมัด และสิ่งแวดล้อม

 

หากพบผู้ป่วยกาฬโรคปอด มาตรการสำคัญประกอบด้วยการแยกผู้ป่วย การป้องกันการรับเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์ และการค้นหาผู้สัมผัสใกล้ชิด ผู้ที่มีประวัติสัมผัสเข้าเกณฑ์อาจได้รับยาปฏิชีวนะป้องกันเป็นเวลา 7 วัน ตามการประเมินของแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

 

การควบคุมโรคยังต้องครอบคลุมสัตว์ พาหะ และสิ่งแวดล้อม WHO ระบุว่า ในพื้นที่เกิดโรคควรควบคุมหมัดก่อนควบคุมสัตว์ฟันแทะ เพราะการกำจัดสัตว์ฟันแทะก่อนอาจทำให้หมัดที่มีเชื้อเปลี่ยนไปกัดโฮสต์อื่น รวมถึงมนุษย์ การจัดลำดับมาตรการจึงเป็นส่วนสำคัญของการลดความเสี่ยง

 

สำหรับประชาชน การป้องกันเริ่มจากหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วยหรือซากสัตว์ด้วยมือเปล่า และป้องกันหมัดกัดในพื้นที่เสี่ยง หากมีไข้ร่วมกับต่อมน้ำเหลืองบวมเจ็บ หรืออาการทางเดินหายใจหลังมีประวัติสัมผัสเสี่ยง ควรพบแพทย์โดยเร็ว พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง การสัมผัสสัตว์ หรือผู้ป่วย เพื่อประกอบการประเมิน

 

เฝ้าระวังให้เร็ว สื่อสารให้ตรงกับหลักฐาน

 

เหตุการณ์ในรัสเซียสะท้อนว่า การรับมือโรคติดต่อมีทั้งความเร่งด่วนทางการแพทย์และความรอบคอบในการสื่อสาร หน่วยงานสาธารณสุขอาจต้องดำเนินมาตรการก่อนข้อมูลครบถ้วน ขณะที่การรายงานข่าวต้องระบุให้ชัดว่าอะไรได้รับการยืนยัน อะไรอยู่ระหว่างการสอบสวน และอะไรยังเป็นข้อสงสัย

 

สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปจึงเป็นผลตรวจ สาเหตุการเสียชีวิต และหลักฐานการติดเชื้อในผู้สัมผัส เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยตอบได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเสี่ยงเพียงใด และจำเป็นต้องยกระดับมาตรการควบคุมโรคอย่างไร

 

อ้างอิง

The post ทำความรู้จัก ‘กาฬโรค’ โรคที่ฆ่าคนได้ ทำไมรักษาได้ แต่รอไม่ได้? appeared first on THE STANDARD.

]]>
กาฬโรคหลุดจากแล็บรัสเซีย? สรุปปมนักวิจัยหญิงเสียชีวิตปริศนา กักผู้สัมผัสเกือบ 200 คนในอีร์คุตสค์ โรคนี้อันตรายแค่ไหน https://thestandard.co/plague-russia-lab-death-irkutsk/ Tue, 06 Oct 2026 03:41:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1264950 ภาพห้องปฏิบัติการวิจัยทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาโรค

ช่างเทคนิคห้องปฏิบัติการหญิงวัย 28 ปี จากสถาบันต่อต้านก […]

The post กาฬโรคหลุดจากแล็บรัสเซีย? สรุปปมนักวิจัยหญิงเสียชีวิตปริศนา กักผู้สัมผัสเกือบ 200 คนในอีร์คุตสค์ โรคนี้อันตรายแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพห้องปฏิบัติการวิจัยทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาโรค

ช่างเทคนิคห้องปฏิบัติการหญิงวัย 28 ปี จากสถาบันต่อต้านกาฬโรคในไซบีเรียเสียชีวิต หลังเริ่มมีอาการป่วยระหว่างทำงาน ก่อนเสียชีวิตในอีก 2 วันต่อมา ขณะที่ผู้สัมผัสเกือบ 200 คน ถูกนำเข้าสู่การเฝ้าระวังทางการแพทย์ และโรงพยาบาลหลายแห่งในพื้นที่เริ่มใช้มาตรการกักกันโรค

 

 
 

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับสาธารณะทันที เพราะสถานที่ทำงานของผู้เสียชีวิตคือสถาบันที่ศึกษากาฬโรคและเชื้อโรคอันตรายอื่นๆ ขณะที่สื่อรัสเซียบางแห่งรายงานโดยยังไม่ได้รับการยืนยันว่า เธออาจติดเชื้อจากเหตุผิดพลาดภายในห้องปฏิบัติการ

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันว่าหญิงรายดังกล่าวติดเชื้อกาฬโรคจริง โดยหน่วยงานสาธารณสุขของรัสเซียระบุว่า เธอเสียชีวิตจาก ‘โรคปอดอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ’ ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กำลังตรวจสอบข้อมูลร่วมกับรัสเซีย และประเมินเบื้องต้นว่า ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ

 

THE STANDARD สรุปสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสิ่งที่เรารู้ทั้งหมดในขณะนี้

 

เกิดอะไรขึ้นในอีร์คุตสค์

 

รายงานกรณีต้องสงสัยกาฬโรคเริ่มปรากฏในสื่อรัสเซียปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในวันที่ 3 ตุลาคม อเล็กเซย์ ซือเดนอฟ ผู้นำสาธารณรัฐบูเรียเตีย เปิดเผยผ่าน Telegram ว่า มีหญิงคนหนึ่งในแคว้นอีร์คุตสค์เสียชีวิต ซึ่งอาจเกิดจากกาฬโรค ก่อนที่สื่อท้องถิ่นจะระบุในเวลาต่อมาว่า ผู้เสียชีวิตคือ ดาเรีย ชิปิโลวา (Darya Shipilova) ช่างเทคนิคห้องปฏิบัติการวัย 28 ปี ของ Irkutsk Anti-Plague Research Institute of Siberia and the Far East

 

รายงานระบุว่า ชิปิโลวาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ณ โรงพยาบาลในเมืองเชเลคอฟ แคว้นอีร์คุตสค์ ทางไซบีเรียตะวันออกของรัสเซีย โดยมีอาการป่วยระหว่างทำงาน ก่อนเข้ารับการรักษาและเสียชีวิตในอีก 2 วันต่อมา

 

กรณีดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะสถานที่ทำงานของชิปิโลวา คือ สถาบันศึกษาและเฝ้าระวังกาฬโรค รวมถึงโรคติดเชื้ออันตรายชนิดอื่น ขณะที่สื่อรัสเซียบางแห่งรายงานโดยข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันว่า ก่อนชิปิโลวาจะล้มป่วย อาจเกิดเหตุผิดพลาดบางอย่างภายในห้องปฏิบัติการ

 

ความกังวลยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อมีรายงานตามมาว่า เจ้าหน้าที่ของสถาบันมากกว่า 60 คน ถูกแยกตัวอยู่ภายในอาคาร ขณะที่ผู้ที่เคยสัมผัสกับชิปิโลวาเกือบ 200 คน อยู่ภายใต้การเฝ้าระวังทางการแพทย์ อีกทั้งโรงพยาบาลหลายแห่งในอีร์คุตสค์และเชเลคอฟ เริ่มจำกัดการเข้า-ออกเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

 

นอกจากนี้ โรงงานอะลูมิเนียมในเมืองเชเลคอฟยังประกาศให้พนักงานสวมหน้ากากเพื่อเป็นมาตรการป้องกัน ขณะที่กิจกรรมสาธารณะหลายรายการในพื้นที่ถูกยกเลิก

 

ต่อมา ในวันที่ 4 ตุลาคม Rospotrebnadzor หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัสเซียออกมาระบุว่า ชิปิโลวาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ‘โรคปอดอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุ’ พร้อมยืนยันว่า จากการตรวจตัวอย่างของผู้เสียชีวิต ยังไม่พบจุลชีพที่เกี่ยวข้องกับงานที่เธอทำอยู่ภายในสถาบัน

 

จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม เรื่องดังกล่าวเริ่มได้รับความสนใจจากนานาชาติยิ่งขึ้น หลัง WHO ระบุว่า กำลังติดต่อกับหน่วยงานสาธารณสุขของรัสเซีย เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ พร้อมประเมินจากข้อมูลเบื้องต้นว่า ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ

 

ขณะเดียวกัน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า วอชิงตันกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมองว่า ยังไม่ใช่เหตุให้ต้องตื่นตระหนก แต่เป็นเรื่องที่ต้องจับตา

 

ทำไมรัสเซียยังมีสถาบันวิจัยกาฬโรค

 

อีกข้อสงสัยหนึ่งคือ เหตุใดรัสเซียจึงยังมีสถาบันที่ศึกษาและเฝ้าระวังกาฬโรค รวมถึงโรคติดเชื้ออันตรายอื่นๆ และมีนักวิจัยทำงานกับโรคชนิดนี้อยู่จนถึงปัจจุบัน

 

คำตอบส่วนหนึ่ง คือ กาฬโรคยังคงเป็นโรคประจำถิ่นในสัตว์ป่าบางพื้นที่ของไซบีเรียและบริเวณใกล้เคียง โดยที่ต้นตอเชื้อยังคงหมุนเวียนอยู่ตามธรรมชาติในกลุ่มสัตว์ฟันแทะและหมัด ทำให้หน่วยงานสาธารณสุขยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังเชื้อและความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อในมนุษย์

 

แองเจลา ราสมุสเซน (Angela Rasmussen) นักไวรัสวิทยาให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า พื้นที่อีร์คุตสค์ รวมถึงบริเวณไซบีเรียและมองโกเลีย มีเชื้อกาฬโรคประจำถิ่นอยู่ในสัตว์ป่าหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีสถาบันวิจัยลักษณะนี้อยู่ในพื้นที่ ขณะที่หน่วยงานท้องถิ่นก็คุ้นเคยกับการเฝ้าระวังและรับมือกับโรคชนิดนี้อยู่แล้ว

 

CNN ยังรายงานด้วยว่า Irkutsk Anti-Plague Research Institute of Siberia and the Far East มีนักวิจัยประมาณ 95 คน โดยทำหน้าที่เกี่ยวกับการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อความเสี่ยงสูงในภูมิภาค ไม่ได้ศึกษาเฉพาะกาฬโรคเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมโรคติดเชื้อชนิดอื่นด้วย

 

ดังนั้น คำว่า ‘Anti-Plague Institute’ อาจทำให้หลายคนนึกถึงห้องปฏิบัติการที่เก็บเชื้ออันตรายเป็นหลัก แต่ในทางสาธารณสุข สถาบันลักษณะนี้มีหน้าที่สำคัญในการติดตามเชื้อที่ยังมีอยู่ในธรรมชาติ ศึกษาลักษณะของโรค และเตรียมรับมือหากมีการติดเชื้อจากสัตว์มาสู่คน

 

ขณะเดียวกัน เบรนแดน เรน (Brendan Wren) ศาสตราจารย์จาก London School of Hygiene & Tropical Medicine ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า นักวิจัยในห้องปฏิบัติการลักษณะนี้อาจศึกษาตัวอย่างต้นตอเชื้อ เพื่อพัฒนาหรือปรับปรุงวัคซีนสำหรับพื้นที่ที่กาฬโรคยังคงเป็นโรคประจำถิ่น

 

กาฬโรคคืออะไร

 

กาฬโรค (Plague) เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Yersinia pestis มีแหล่งรังโรคตามธรรมชาติอยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก โดยเฉพาะสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู มาร์มอต หรือแพรรีด็อก และสามารถแพร่จากสัตว์มาสู่คนผ่านหมัดที่มีเชื้อ

 

กาฬโรคมักถูกจดจำในฐานะโรคระบาดครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 อย่างไรก็ตาม โรคนี้ยังไม่ได้ถูกกำจัดให้หมดไปจากโลก เนื่องจากเชื้อยังคงมีแหล่งรังโรคตามธรรมชาติในสัตว์ป่าหลายพื้นที่ รวมถึงบางส่วนของไซบีเรีย สหรัฐอเมริกา แอฟริกา และเอเชีย และยังพบผู้ติดเชื้อในมนุษย์เป็นครั้งคราวจนถึงปัจจุบัน

 

อนึ่ง เมื่อเชื้อ Yersinia pestis เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ลักษณะของโรคจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่า เชื้อเข้าไปอยู่ที่ส่วนใดของร่างกาย โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลัก

 

  1. กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง (Bubonic plague) เป็นรูปแบบของโรคที่พบมากที่สุด มักเกิดจากการถูกหมัดที่มีเชื้อกัด โดยเชื้อจะเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง ทำให้ผู้ป่วยมีไข้ อ่อนเพลีย และเกิดอาการต่อมน้ำเหลืองบวมและเจ็บ ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของโรคชนิดนี้
  2. กาฬโรคในกระแสเลือด (Septicemic plague) เกิดขึ้นเมื่อเชื้อ Yersinia pestis เพิ่มจำนวนและแพร่กระจายในกระแสเลือด โดยอาจเกิดขึ้นโดยตรงหรือพัฒนาต่อจากกาฬโรคต่อมน้ำเหลืองที่ไม่ได้รับการรักษา ทำให้เกิดภาวะติดเชื้อรุนแรง เลือดออก และอวัยวะต่างๆ ล้มเหลวได้
  3. กาฬโรคปอด (Pneumonic plague) เป็นรูปแบบที่ถูกจับตามองในกรณีรัสเซีย เกิดขึ้นเมื่อเชื้อ Yersinia pestis เข้าไปติดเชื้อในปอด โดยอาจเกิดจากกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง หรือกาฬโรคในกระแสเลือดที่แพร่เข้าสู่ปอด ไปจนการสูดละอองฝอยที่มีเชื้อจากผู้ป่วยกาฬโรคปอดเข้าไปโดยตรง

 

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างสำคัญ คือ โดยทั่วไป กาฬโรคต่อมน้ำเหลืองไม่แพร่จากคนสู่คนโดยตรง แต่กาฬโรคปอดสามารถแพร่จากผู้ป่วยไปยังบุคคลอื่นผ่านละอองจากระบบทางเดินหายใจ เช่น การไอหรือจามได้ ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้ความสำคัญเป็นพิเศษ แม้จะเป็นรูปแบบที่พบได้น้อย แต่สามารถลุกลามได้รวดเร็ว และแพร่จากคนสู่คนผ่านระบบทางเดินหายใจได้โดยตรง

 

กาฬโรคในวันนี้ ≠ Black Death แบบในอดีต

 

แม้กาฬโรคในปัจจุบันจะมาจากเชื้อ Yersinia pestis ชนิดเดียวกับยุคกลาง หรือเบื้องหลังเหตุการณ์ Black Death ที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาลในยุโรปในอดีต แต่เงื่อนไขของโลกปัจจุบันแตกต่างจากคริสต์ศตวรรษที่ 14 อย่างมาก

 

ต้องเข้าใจว่า ในอดีต โลกยังไม่มียาปฏิชีวนะ และไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเชื้อแบคทีเรีย วิธีการแพร่โรค หรือระบบสาธารณสุขและการควบคุมโรคในรูปแบบที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้เมื่อเกิดการระบาด ผู้ติดเชื้อแทบไม่มีทางเลือกในการรักษา และโรคสามารถแพร่กระจายไปในวงกว้างได้

 

ขณะที่ปัจจุบัน กาฬโรคสามารถรักษาได้ด้วย ‘ยาปฏิชีวนะ’ โดยเฉพาะหากตรวจพบและเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรก ประกอบกับระบบสาธารณสุขสามารถติดตามผู้สัมผัส แยกผู้ป่วย และควบคุมการแพร่เชื้อได้รวดเร็วกว่าสมัยก่อนมาก

 

ทั้งนี้ เดวิด เดฟ แวกเนอร์ (David Dave Wagner) ผู้อำนวยการ Pathogen and Microbiome Institute แห่ง Northern Arizona University อธิบายกับ NBC News ว่า ยาปฏิชีวนะเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปัจจุบันเราไม่เห็นการระบาดใหญ่ของกาฬโรคในลักษณะเดียวกับอดีต

 

ขณะที่ วิลเลียม ชาฟฟ์เนอร์ (William Schaffner) ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจาก Vanderbilt University Medical Center ให้สัมภาษณ์กับ NBC News ว่า ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่า เชื้อกาฬโรคกำลังพัฒนาไปสู่การดื้อต่อยาปฏิชีวนะ พร้อมระบุว่า ไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อว่าโลกในปี 2026 จะย้อนกลับไปสู่สถานการณ์แบบยุคกลางที่ Black Death คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาลในยุโรป

 

อย่างไรก็ตาม การที่กาฬโรคสามารถรักษาได้ ไม่ได้หมายความว่าโรคนี้ไม่มีอันตราย โดยเฉพาะกาฬโรคปอด ซึ่งอาการสามารถทรุดลงได้อย่างรวดเร็ว หากไม่ได้รับยาปฏิชีวนะอย่างทันท่วงที ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและการเสียชีวิตก็จะเพิ่มขึ้น

 

ถ้าติดแล้วอันตรายแค่ไหน

 

แม้กาฬโรคปอดจะไม่ได้แพร่เชื้อง่ายเท่าโควิด-19 แต่จุดอันตรายของโรคชนิดนี้คือ อาการสามารถทรุดลงได้อย่างรวดเร็ว โดยระยะฟักตัวของกาฬโรคปอดมักอยู่ที่ประมาณ 1-3 วัน หรืออาจสั้นเพียง 24 ชั่วโมง

 

ทั้งนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ระบุว่า ผู้ป่วยกาฬโรคปอดอาจมีอาการหลายลักษณะ โดยอาการที่พบได้ ได้แก่

 

  • อาการทั่วไป เช่น ไข้ ปวดศีรษะ และอ่อนเพลีย
  • อาการทางปอด เช่น หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก และไอ
  • บางรายอาจมีเสมหะปนเลือดหรือมีลักษณะเป็นน้ำ ขณะที่ภาวะปอดอักเสบสามารถพัฒนาอย่างรวดเร็ว
  • หากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา โรคสามารถทรุดลงอย่างรวดเร็วและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหรือเสียชีวิตได้

 

ทั้งนี้ WHO ระบุว่า การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญอย่างมาก โดยผู้ป่วยกาฬโรคปอดมีโอกาสฟื้นตัวสูงหากได้รับการรักษาภายใน 24 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ แต่หากไม่ได้รับการรักษา โรคอาจทำให้เสียชีวิตได้ภายใน 18-24 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการ

 

เช่น กรณีชายคนหนึ่งในรัฐแอริโซนา สหรัฐฯ หลังติดกาฬโรคปอด เพราะสัมผัสกับแมวที่ป่วย เขาเข้ารับการรักษาด้วยอาการหายใจตื้น หัวใจเต้นเร็ว เจ็บหน้าอก และไอแห้ง แม้แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะและออกซิเจน แต่เขาเสียชีวิตภายใน 8 ชั่วโมงหลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ก่อนที่ผลตรวจในเวลาต่อมาจะยืนยันว่า เขาติดเชื้อกาฬโรคปอด

 

แฟ้มภาพปี 2003: Getty Images News

 

อ้างอิง:

 

The post กาฬโรคหลุดจากแล็บรัสเซีย? สรุปปมนักวิจัยหญิงเสียชีวิตปริศนา กักผู้สัมผัสเกือบ 200 คนในอีร์คุตสค์ โรคนี้อันตรายแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝนตกหนัก น้ำท่วมขังต้องระวังอะไรบ้าง? เช็ก 5 ภัยสุขภาพที่มากับน้ำ https://thestandard.co/heavy-rain-flood-health-dangers/ Fri, 02 Oct 2026 11:59:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1263456 ภาพคนเดินลุยน้ำท่วมขังบนถนน แสดงถึงความเสี่ยงจากภัยสุขภาพ

เมื่อฝนตกหนักต่อเนื่องจนถนนหลายสายกลายเป็นทางน้ำ บ้านเร […]

The post ฝนตกหนัก น้ำท่วมขังต้องระวังอะไรบ้าง? เช็ก 5 ภัยสุขภาพที่มากับน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคนเดินลุยน้ำท่วมขังบนถนน แสดงถึงความเสี่ยงจากภัยสุขภาพ

เมื่อฝนตกหนักต่อเนื่องจนถนนหลายสายกลายเป็นทางน้ำ บ้านเรือนเริ่มมีน้ำไหลเข้าท่วม และการเดินทางในชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องยาก สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่นึกถึงเป็นอันดับแรกอาจเป็นระดับน้ำ เส้นทางสัญจร หรือการขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง แต่ท่ามกลางการเร่งรับมือกับน้ำ สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ ‘ภัยต่อสุขภาพที่มากับน้ำท่วม’

 

 
 

น้ำที่ไหลเข้าบ้านหรือขังอยู่ตามถนนไม่ได้มีเพียงน้ำฝน แต่อาจปะปนด้วยน้ำเสียจากระบบระบายน้ำ สิ่งปฏิกูล ขยะ ซากสัตว์ สารเคมี และเชื้อโรคจากดินหรือน้ำ ขณะเดียวกันสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วยังเพิ่มความเสี่ยงจากไฟฟ้ารั่ว การพลัดตกลงในน้ำลึก การจมน้ำ และการบาดเจ็บจากสิ่งของที่มองไม่เห็นใต้ผิวน้ำ

 

สิ่งที่ต้องระวังคือ ‘น้ำที่ดูใสไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย’ เพราะอันตรายบางอย่างไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้น เมื่อต้องใช้ชีวิตท่ามกลางน้ำท่วม การรู้ว่าควรหลีกเลี่ยงอะไรและป้องกันตัวเองอย่างไร จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้การติดตามระดับน้ำ

 

1. ไฟฟ้าดูด ภัยเงียบที่มองไม่เห็นในน้ำท่วม

 

น้ำท่วมเพิ่มความเสี่ยงจากไฟฟ้ารั่วและไฟฟ้าดูด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปลั๊กไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้า สายไฟ หรือระบบไฟฟ้าอยู่ใกล้ระดับน้ำ แม้จะไม่เห็นประกายไฟหรือสัญญาณผิดปกติ ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าบริเวณนั้นปลอดภัย

 

หากน้ำเริ่มเข้าบ้านและสามารถตัดไฟจากจุดที่แห้งและปลอดภัยได้ ควรตัดกระแสไฟทันที แต่หากตู้ไฟหรือสวิตช์อยู่ในบริเวณที่น้ำท่วม ห้ามเดินลุยน้ำเข้าไปตัดไฟเอง ควรออกจากพื้นที่และแจ้งเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า

 

อีกเรื่องที่ต้องรู้คือการช่วยเหลือผู้ถูกไฟฟ้าดูด เพราะการเข้าไปจับตัวผู้ประสบเหตุทั้งที่กระแสไฟยังไม่ถูกตัด อาจทำให้ผู้ช่วยเหลือได้รับอันตรายไปด้วย

 

หากพบผู้ถูกไฟฟ้าดูด ห้ามสัมผัสตัวผู้ประสบเหตุจนกว่าจะตัดกระแสไฟได้อย่างปลอดภัย ให้โทร 1669 และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เมื่อมั่นใจว่าตัดไฟแล้วจึงประเมินการหายใจ หากไม่หายใจตามปกติ ให้เริ่ม CPR และใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ AED หากมีและสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย

 

2. น้ำลึก น้ำเชี่ยว และการจมน้ำ

 

ถนนที่คุ้นเคยอาจกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงทันทีเมื่อมีน้ำท่วม เพราะใต้ผิวน้ำอาจมีทั้งพื้นถนนที่ทรุด ฝาท่อที่เปิดออก กระแสน้ำ และสิ่งกีดขวางที่มองไม่เห็น ดังนั้น น้ำที่ดูไม่ลึกไม่ได้หมายความว่าจะเดินผ่านได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำไหลเชี่ยว คลอง ทางระบายน้ำ หรือจุดที่มองไม่เห็นสภาพพื้นด้านล่าง

 

หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการเดินหรือขับรถผ่านพื้นที่น้ำท่วม และหากต้องอพยพควรใช้เส้นทางที่เจ้าหน้าที่ประกาศว่าปลอดภัย ความเสี่ยงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น แต่รวมถึงผู้ที่พยายามขับรถฝ่ากระแสน้ำ หรือผู้ที่กระโดดลงไปช่วยคนตกน้ำโดยไม่มีทักษะและอุปกรณ์ที่เหมาะสม

 

หากพบคนตกน้ำ สิ่งที่ควรทำคือ ไม่กระโดดลงไปช่วยเอง แต่ยื่นหรือโยนอุปกรณ์ช่วยลอยตัวจากพื้นที่ปลอดภัย เช่น เชือกหรือห่วงชูชีพ พร้อมโทร 1669 หากสามารถนำผู้ประสบเหตุขึ้นจากน้ำได้อย่างปลอดภัยและพบว่าไม่หายใจตามปกติ ให้เริ่ม CPR ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และไม่ควรจับผู้ประสบเหตุห้อยหัวหรือกดท้องเพื่อเอาน้ำออกจากปอด

 

แม้ผู้ประสบเหตุจะรู้สึกตัวแล้ว ก็ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ เพราะการจมน้ำอาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและเกิดภาวะแทรกซ้อนภายหลังได้

 

3. น้ำท่วมปนเปื้อน เชื้อโรคที่มองไม่เห็น

 

น้ำท่วมอาจปะปนด้วยน้ำเสีย สิ่งปฏิกูล ขยะ ซากสัตว์ และสารเคมีจากบ้านเรือน โรงงาน หรือสถานีบริการน้ำมัน การสัมผัสผ่านบาดแผล ผิวหนังที่เปื่อย หรือเยื่อบุต่างๆ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

 

น้ำที่ใสไม่ได้หมายความว่าสะอาด เพราะเชื้อโรคและสารปนเปื้อนบางชนิดมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จึงไม่ควรนำมาใช้ดื่มหรือประกอบอาหาร ควรใช้น้ำดื่มบรรจุขวดที่ได้มาตรฐาน หรือน้ำที่ผ่านการทำให้ปลอดภัยตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข

 

หากจำเป็นต้องลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าบูตและถุงมือ ปิดแผลด้วยวัสดุกันน้ำ และหลีกเลี่ยงการใช้มือเปล่าสัมผัสขยะ เศษแก้ว โลหะมีคม หรือซากสัตว์ เมื่อกลับถึงบ้านควรอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และทำความสะอาดอุปกรณ์ทันที

 

หากแผลสัมผัสน้ำท่วม ควรรีบล้างด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หากบวม แดง ร้อน มีหนอง หรือปวดมากขึ้น ควรพบแพทย์

 

4. โรคฉี่หนู ไข้ที่อาจไม่ใช่ไข้ธรรมดา

 

หลังน้ำลด ความเสี่ยงไม่ได้หายไปพร้อมกับน้ำ เพราะโรคบางชนิดอาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะแสดงอาการ หนึ่งในโรคที่ต้องระวังคือ โรคเลปโตสไปโรซิส หรือโรคฉี่หนู

 

โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในปัสสาวะสัตว์ โดยเฉพาะหนู และสามารถอยู่ในน้ำ ดิน และโคลน เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยถลอก ผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำ หรือเยื่อบุต่างๆ

 

ข้อมูลกรมควบคุมโรค ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 พบผู้ป่วยโรคฉี่หนูสะสม 2,190 ราย เสียชีวิต 30 ราย โดยพบผู้ป่วยจำนวนมากในกลุ่มอายุ 50-59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป ขณะที่พื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูง ได้แก่ ภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 

อาการระยะแรกอาจคล้ายกับการติดเชื้อทั่วไป ทั้งไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่องและหลัง รวมถึงอาจมีตาแดง คลื่นไส้ หรืออาเจียน อาการอาจเกิดหลังสัมผัสน้ำประมาณ 1-2 สัปดาห์

 

นอกจากโรคฉี่หนู ยังต้องระวัง โรคเมลิออยโดสิส หรือโรคไข้ดิน ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียในดินและน้ำ อาจทำให้มีไข้ ไอ หายใจเหนื่อย หรือเกิดฝีหนอง และอาจมีอาการรุนแรงในผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด

 

หากมีไข้สูง ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อ หายใจเหนื่อย หรือมีแผลติดเชื้อหลังสัมผัสน้ำท่วม ควรพบแพทย์และแจ้งประวัติการลุยน้ำหรือสัมผัสดินให้ชัดเจน และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง

 

5. เมื่อต้องเจอน้ำท่วม สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนออกจากบ้าน

 

เมื่อฝนตกหนัก สิ่งแรกที่ควรถามตัวเองไม่ใช่จะเดินลุยน้ำอย่างไร แต่คือ จำเป็นต้องออกจากบ้านหรือไม่

 

หากไม่มีเหตุจำเป็น ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน หรือน้ำป่าไหลหลาก แต่หากจำเป็นต้องออกจากบ้าน ควรตรวจสอบสภาพอากาศ เส้นทาง และประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมแจ้งคนใกล้ชิดให้ทราบว่าจะเดินทางไปที่ใด

 

สิ่งที่ควรเตรียมติดตัว ได้แก่ รองเท้าบูตและถุงมือ พลาสเตอร์กันน้ำและชุดปฐมพยาบาล เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว น้ำดื่ม อาหารที่เก็บรักษาได้ โทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสาร รวมถึงยาประจำตัวและข้อมูลการรักษาที่จำเป็น

 

อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงได้บางส่วน แต่ไม่ได้ทำให้พื้นที่อันตรายกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย โดยเฉพาะน้ำลึก น้ำเชี่ยว หรือพื้นที่ที่มองไม่เห็นพื้นด้านล่าง หากประเมินแล้วมีความเสี่ยงสูง การหลีกเลี่ยงพื้นที่และขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่อาจปลอดภัยกว่าการฝืนเดินทางด้วยตัวเอง

 

น้ำท่วมจบเมื่อไร ความเสี่ยงจึงจบ?

 

น้ำท่วมอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ภัยต่อสุขภาพไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด บางอันตรายเกิดขึ้นทันที เช่น ไฟฟ้าดูดและการจมน้ำ ขณะที่ความเสี่ยงจากเชื้อโรคและโรคติดเชื้อบางชนิดอาจปรากฏหลังจากสัมผัสน้ำไปแล้วหลายวัน

 

นั่นหมายความว่า การรับมือน้ำท่วมจึงไม่ได้จบลงที่การพาตัวเองออกจากพื้นที่น้ำสูง หรือรอให้น้ำลดเท่านั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การรู้ว่าน้ำแบบไหนไม่ควรสัมผัส พื้นที่แบบไหนไม่ควรเข้าใกล้ และอาการแบบไหนไม่ควรรอดูเอง

 

ในสถานการณ์ที่น้ำท่วมกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การป้องกันจึงไม่ได้หมายถึงการมีอุปกรณ์ครบทุกชิ้น แต่คือการประเมินความเสี่ยงก่อนลงมือทำ ไม่ฝืนเข้าไปในพื้นที่ที่ควบคุมไม่ได้ และรู้ว่าเมื่อใดควรขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรทางการแพทย์

 

เพราะน้ำท่วมไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความเสียหายต่อบ้าน ถนน หรือทรัพย์สิน แต่อาจทิ้งความเสี่ยงต่อสุขภาพเอาไว้กับผู้คนอีกหลายวันหลังน้ำลด

 

อ้างอิง:

The post ฝนตกหนัก น้ำท่วมขังต้องระวังอะไรบ้าง? เช็ก 5 ภัยสุขภาพที่มากับน้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครจ่ายบิลการพัฒนา? เสียงประชาชนถึงธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ เมื่อการเติบโตต้องตอบโจทย์ชีวิต https://thestandard.co/world-bank-imf-development-cost/ Fri, 02 Oct 2026 09:53:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1263375 ภาพประชาชนรวมตัวตั้งคำถามถึงธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเรื่องต้นทุนการพัฒนา

การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจสะท้อนผ่านตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมใ […]

The post ใครจ่ายบิลการพัฒนา? เสียงประชาชนถึงธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ เมื่อการเติบโตต้องตอบโจทย์ชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประชาชนรวมตัวตั้งคำถามถึงธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเรื่องต้นทุนการพัฒนา

การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจสะท้อนผ่านตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐาน แต่สำหรับประชาชนที่ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน หรือรายได้ คำถามสำคัญคือ ใครได้รับประโยชน์จากการพัฒนา และใครต้องรับผิดชอบต้นทุนที่ตามมา

ดูภาพข่าว 

คำถามนี้เป็นแกนของเวที ‘บิลนี้ใครจ่าย? ต้นทุนเงียบที่ประชาชนต้องแบก แลกกับภาพฝันการพัฒนาที่ไม่ได้เลือก’ ซึ่งเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ที่ห้องประชุม Tailor Hall ชั้น 9 โรงแรม Deprime รางน้ำ เพื่อเปิดตัวเครือข่ายอย่างเป็นทางการ ก่อนประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ในช่วงกลางเดือนตุลาคม

 

ภายในงาน ตัวแทนภาคประชาชน นักกิจกรรม กลุ่มผู้หญิง และคนจนเมือง ร่วมสะท้อนผลกระทบจากแนวทางการพัฒนาที่เครือข่ายฯ มองว่าให้น้ำหนักกับทุน ตลาด และการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าความมั่นคงในชีวิต พร้อมประกาศจุดยืน ‘หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคต’ และเตรียมเคลื่อนไหวคู่ขนานกับการประชุมระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคมนี้

 

แสงศิริ ตรีมรรคา ตัวแทนเครือข่ายฯ อธิบายว่า การรวมตัวครั้งนี้เกิดจากคนทำงานภาคสังคมหลายกลุ่ม ทั้งผู้หญิง ผู้ติดเชื้อ และคนจนเมือง ซึ่งเห็นปัญหาร่วมกันเกี่ยวกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปิดพื้นที่ให้กลุ่มทุนมีอำนาจเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนต้องรับภาระด้านสวัสดิการและเผชิญการผูกขาดด้วยตนเอง

 

ในมุมมองของแสงศิริ สิ่งที่เครือข่ายฯ ต้องการต่อต้านครอบคลุมถึงระบบทุนนิยมเสรีใหม่ ซึ่งรัฐลดภาระการจัดสวัสดิการ แต่ยังคงอำนาจในการกำหนดนโยบาย และเปิดทางให้ทุนขนาดใหญ่เข้าถึงทรัพยากร เธอจึงตั้งคำถามถึงบทบาทของรัฐในการคุ้มครองประชาชน เมื่อการพัฒนาส่งผลต่อที่ดินทำกินและสิ่งจำเป็นพื้นฐานของชีวิต

 

ปรานม สมวงศ์ เชื่อมคำถามดังกล่าวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ กลุ่มทุน และสถาบันการเงินระหว่างประเทศ โดยเปรียบเทียบว่า หากโลกเป็นตลาดขนาดใหญ่ มหาอำนาจเป็นเจ้าของตลาด ธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเป็นผู้จัดการและผู้ให้กู้ ส่วนประเทศไทยเป็นผู้เช่าแผงที่มีอำนาจต่อรองจำกัด เธอวิจารณ์ว่ารัฐอาจทำหน้าที่รักษาระเบียบของตลาดมากกว่าดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน

 

ปรานมย้อนถึงการประชุมธนาคารโลกในประเทศไทยเมื่อปี 2534 หรือ 35 ปีก่อน โดยระบุว่า การสร้างศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เพื่อรองรับการประชุมมาพร้อมการไล่รื้อคนจนเมืองออกจากพื้นที่ เธอมองว่าชะตากรรมของผู้ถูกไล่ที่ รวมถึงชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนปากมูล เป็นคำถามที่ต้องนำกลับมาทบทวนในการประชุมครั้งนี้

 

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม ปรานมเห็นว่าต้องพิจารณานโยบายการใช้ที่ดินร่วมด้วย โดยวิจารณ์การถมพื้นที่หนองบึงเพื่อการเก็งกำไร และตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่างการปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจกับภาระที่ชุมชนริมคลองต้องรับ เธอยังตั้งคำถามว่า การประเมินความเสียหายให้ความสำคัญกับรายได้ที่หายไปของแม่ค้า คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง และงานฟื้นฟูบ้านที่ผู้หญิงต้องทำมากเพียงใด

 

‘บิล’ ของการพัฒนาในความหมายนี้จึงรวมถึงรายได้ เวลา และแรงงานที่ประชาชนใช้ประคองครอบครัวหลังวิกฤต ซึ่งปรานมเห็นว่ามักไม่ปรากฏในบัญชีความเสียหายที่ให้ความสำคัญกับถนน โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐาน

 

เธอยังวิจารณ์แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ว่าให้น้ำหนักกับการมองประชาชนเป็นทุนมนุษย์ในตลาดแรงงาน และธรรมชาติเป็นทรัพย์สินที่ตีราคาได้ พร้อมแสดงความกังวลต่อการเปลี่ยนจากสวัสดิการถ้วนหน้าไปสู่ระบบพิสูจน์ความจน ทั้งแสงศิริและปรานมเชื่อมข้อวิจารณ์เหล่านี้กับสิ่งที่เรียกว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ซึ่งเครือข่ายฯ ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทุน บ้านใหญ่ และกลไกอำนาจรัฐ

 

อีกบทเรียนที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซอฮาบูดีน เลาะยะพา ตัวแทนเครือข่ายฯ ระบุว่า การเปิดเสรีทางการเงินก่อนวิกฤตทำให้เงินทุนต่างประเทศไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ แต่ภายใต้ภาพการเติบโตกลับสะสมภาระหนี้และความเปราะบางของระบบการเงิน

 

ซอฮาบูดีนให้ข้อมูลว่า ในช่วงปลายปี 2540 มีผู้ตกงาน 1.17 ล้านคน และในปี 2541 จำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านคน การปิดตัวของโรงงานและกิจการทำให้หลายครอบครัวสูญเสียรายได้ ขณะที่ค่าอาหาร ค่าเล่าเรียน และค่ารักษาพยาบาลยังคงเป็นภาระที่ต้องจ่าย

 

มองว่า ความช่วยเหลือทางการเงินที่มีไอเอ็มเอฟเป็นตัวกลางมาพร้อมเงื่อนไขปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบการเงิน ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น พร้อมยกภาระจากการออกพันธบัตรเพื่อแก้ปัญหาสถาบันการเงินมูลค่า 1.32 ล้านล้านบาท เป็นตัวอย่างของต้นทุนที่กลายเป็นหนี้สาธารณะและส่งต่อมายังประชาชน ขณะที่แถลงการณ์ของเครือข่ายฯ ระบุว่าภาระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ดังกล่าวต้องชำระต่อเนื่องถึงปี 2574

 

จากระบบการเงิน คำถามเรื่องอำนาจในการกำหนดอนาคตขยายมาถึงที่ดิน จรัสศรี จันทร์อ้าย ตัวแทนเครือข่ายฯ ยืนยันว่า สำหรับชุมชนที่พึ่งพาป่าและเกษตรกรรม ที่ดินเป็นทั้งบ้าน แหล่งอาหาร พื้นที่ทำมาหากิน และแหล่งรักษาเมล็ดพันธุ์ การมองที่ดินเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเพียงด้านเดียวจึงอาจลดทอนสิทธิของผู้คนที่อาศัยอยู่เดิม

 

จรัสศรีเสนอให้รัฐสนับสนุนโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน โดยให้ชุมชนมีอำนาจจัดการทรัพยากร และกระจายการถือครองที่ดินไปยังคนจน เธอกังวลว่าการกว้านซื้อที่ดินโดยกลุ่มทุนจะทำให้ประชาชนสูญเสียฐานความมั่นคงของชีวิต พร้อมยืนยันว่าการใช้ทรัพยากรควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนกำหนดอนาคตของตนเอง

 

ในพื้นที่เมือง ณัฐวุฒิ กรมภักดี ตั้งคำถามถึงสิทธิของแรงงานที่ทำให้เมืองดำเนินต่อได้ ตั้งแต่พนักงานทำความสะอาด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย คนขับรถ ไปจนถึงแรงงานก่อสร้าง เขาชี้ว่าคนเหล่านี้อาศัยและทำงานอยู่ในเมือง แต่เมื่อพื้นที่ถูกพัฒนา กลับเสี่ยงถูกผลักออกไปไกลจากงาน ครอบครัว และโอกาสเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี

 

“เราไม่ใช่ผู้บุกรุกเมือง แต่พวกเราคือคนสร้างเมืองนี้” ณัฐวุฒิกล่าว พร้อมสะท้อนจุดยืนของเครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายชุมชนริมราง และกลุ่มที่ทำงานด้านสิทธิในการเข้าถึงเมือง ว่าที่ดินและที่อยู่อาศัยควรได้รับการพิจารณาจากความมั่นคงในชีวิตของประชาชน มากกว่ามูลค่าจากการเก็งกำไร

 

ส่วนต้นทุนที่เกิดขึ้นก่อนโครงการลงทุนเริ่มดำเนินการ จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ ยกกรณีเหมืองแร่โปแตชในภาคอีสาน โดยให้ข้อมูลว่า กรมทรัพยากรธรณีกู้เงินจากธนาคารโลก 8.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2524 เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของการทำเหมืองในอำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ

 

จุฑามาสมองว่า การสำรวจทรัพยากรดังกล่าววางรากฐานให้รัฐมองพื้นที่ผ่านมูลค่าแร่ใต้ดิน ขณะที่ชีวิตของชุมชนบนผิวดินอาจถูกลดความสำคัญลง เธอยังกล่าวถึงข้อจำกัดสิทธิของผู้ถือโฉนดในการทำเหมืองที่ลึกเกิน 100 เมตร และตั้งคำถามถึงอำนาจตัดสินใจของเจ้าของที่ดินและคนในชุมชน

 

เธอวิจารณ์การใช้ประโยชน์ต่อเกษตรกร ทั้งปุ๋ยราคาถูกและการจ้างงาน เป็นเหตุผลสนับสนุนเหมืองโปแตช ขณะที่ระบุว่ามาตรการสนับสนุนเกษตรกรและธนาคารที่ดินกลับถูกลดทอน พร้อมเรียกร้องให้รัฐเปิดเผยข้อมูลผลกระทบจากการทดลองทำเหมือง ทั้งปัญหาน้ำท่วมอุโมงค์และการพบก๊าซใต้ดิน เพราะต้นทุนที่ประชาชนต้องรับอาจครอบคลุมทั้งหนี้และความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม

 

สำหรับสมปอง เวียงจันทร์ ต้นทุนที่ถูกมองข้ามยังอยู่ในงานดูแลครอบครัว เมื่อเกิดการตกงานหรือการเจ็บป่วย ผู้หญิงและคนทำงานดูแลต้องรับผิดชอบทั้งค่าใช้จ่ายและการประคองชีวิตสมาชิกในบ้าน เธอเสนอให้มี Care Income หรือค่าตอบแทนสำหรับแม่และคนทำงานดูแล โดยมองว่านี่คือการยอมรับคุณค่าของงานที่ค้ำจุนสังคม

 

สมปองยืนยันว่า คนทำงานดูแลควรมีสวัสดิการรองรับและมีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนา เพราะการประเมินเศรษฐกิจที่ไม่เห็นงานเหล่านี้ อาจทำให้ภาระที่เกิดขึ้นจริงในครอบครัวถูกละเลย

 

คำถามเรื่องการกระจายต้นทุนยังปรากฏในนโยบายพลังงาน อรชา จันทร์เดช ตัวแทนเครือข่ายฯ แสดงความกังวลต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ โดยระบุว่า ภาคประชาชนเรียกร้องให้ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ร่างแผนกลับเพิ่มสัดส่วนก๊าซและฟอสซิล

 

อรชาตั้งข้อสังเกตว่า การเร่งจัดทำแผนและรับฟังความคิดเห็นอาจเกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมรับการลงทุนก่อนการประชุมไอเอ็มเอฟ พร้อมวิจารณ์ว่าประโยชน์จากเงินทุนด้านพลังงานยังอาจกระจุกตัวในกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทั้งในธุรกิจฟอสซิลและพลังงานสะอาด

 

เธอยังตั้งคำถามต่อการใช้เทคโนโลยีและคาร์บอนเครดิตเพื่ออ้างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกังวลว่าอาจเป็นการ ‘ฟอกเขียว’ เพื่อรองรับการขยายอุตสาหกรรมและศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ขณะที่ประชาชนยังต้องรับภาระค่าไฟและผลกระทบต่อทรัพยากร อรชายังระบุว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาอุตสาหกรรมกว่า 90% เป็นกลุ่มทุนจากจีน ซึ่งเธอใช้ประกอบข้อกังวลเรื่องการกระจายประโยชน์จากการลงทุน

 

อรชายกประสบการณ์ตลอด 8 ปีของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และการเปลี่ยนสีผังเมืองเป็นบทเรียน โดยกล่าวว่าคนในพื้นที่ต้องรับผลกระทบต่อดิน น้ำ ภูเขา พื้นที่ผลิตอาหาร และทะเล ขณะที่การเยียวยายังไม่เพียงพอ เธอจึงเสนอว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องพิจารณาทั้งผู้ถือครองทรัพยากร ผู้รับประโยชน์ และความสามารถของรัฐในการฟื้นฟูชีวิตประชาชน

 

ข้อเรียกร้องจากเวทีครั้งนี้สะท้อนจุดยืนร่วมของเครือข่ายฯ ว่า การพัฒนาต้องคำนึงถึงการกระจายผลประโยชน์ คุ้มครองสิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัย จัดสวัสดิการรองรับ และเปิดให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ โดยนำต้นทุนที่เกิดขึ้นกับรายได้ ทรัพยากร และงานดูแลครอบครัวมาพิจารณาควบคู่กับตัวเลขเศรษฐกิจ

 

ก่อนการประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ เครือข่ายฯ จึงส่งคำถามถึงรัฐและผู้กำหนดนโยบายว่า การเติบโตจะสร้างความมั่นคงให้ชีวิตประชาชนได้อย่างไร และใครจะรับผิดชอบเมื่อการพัฒนาทำให้ผู้คนต้องสูญเสียบ้าน ที่ทำกิน หรืออาชีพ

 

 

ภาพประชาชนรวมตัวตั้งคำถามถึงธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเรื่องต้นทุนการพัฒนา 1ภาพประชาชนรวมตัวตั้งคำถามถึงธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเรื่องต้นทุนการพัฒนา 2ภาพประชาชนรวมตัวตั้งคำถามถึงธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเรื่องต้นทุนการพัฒนา 3ภาพประชาชนรวมตัวตั้งคำถามถึงธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเรื่องต้นทุนการพัฒนา 4

The post ใครจ่ายบิลการพัฒนา? เสียงประชาชนถึงธนาคารโลก–ไอเอ็มเอฟ เมื่อการเติบโตต้องตอบโจทย์ชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทำลายล้างอิหร่าน-ปรับปรุงทำเนียบขาว’ เปิดบทสัมภาษณ์ล่าสุดทรัมป์ ในนิตยสาร TIME https://thestandard.co/trump-time-iran-white-house/ Fri, 02 Oct 2026 09:38:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1263348 โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในภาพประกอบบทสัมภาษณ์นิตยสาร TIME

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์นิตยสาร TIME เจาะ […]

The post ‘ทำลายล้างอิหร่าน-ปรับปรุงทำเนียบขาว’ เปิดบทสัมภาษณ์ล่าสุดทรัมป์ ในนิตยสาร TIME appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในภาพประกอบบทสัมภาษณ์นิตยสาร TIME

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์นิตยสาร TIME เจาะลึกความคิดและมุมมองของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในประเด็นต่างๆ ทั้งเรื่องการทำสงครามกับอิหร่าน การปรับปรุงทำเนียบขาว ความผิดหวังต่อผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่เขาเป็นผู้เสนอชื่อ และความเป็นไปได้ในการใช้อำนาจอภัยโทษล่วงหน้าแก่เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของเขา

 

 
 

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นภายในห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว ไม่ถึงหนึ่งเดือนก่อนที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม อันเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันที่มีต่อความเป็นผู้นำของทรัมป์และรัฐบาลรีพับลิกัน

 

สำหรับประเด็นสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 7 เดือนนั้น ทรัมป์เผยระหว่างสัมภาษณ์ว่า “เขาไม่คิดว่าจะเกิดสันติภาพกับอิหร่าน”

 

โดยในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ที่กินเวลากว่า 75 นาที ทรัมป์ยังแสดงท่าทีหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดต่อคำถามของผู้สื่อข่าว TIME โดยพูดตรงๆ ใส่ผู้สื่อข่าวว่า

 

“พวกคุณไม่ได้ถามคำถามในแง่ดีเลยสักคำถามเดียว มีแต่เรื่องพวกนี้ แล้วเรื่องนี้ล่ะ เรื่องนั้นล่ะ เรื่องโน้นล่ะ เรื่องนี้ล่ะ มีแต่เรื่องลบๆ ทั้งนั้น”

 

และนี่คือประเด็นสำคัญบางส่วนจากการสัมภาษณ์ที่เกิดขึ้น

 

‘การทำลายล้างอิหร่าน’ ได้ ‘สร้างสันติภาพให้แก่โลก’

 

ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงยืดเยื้อ และตัวกลางไกล่เกลี่ยยังพยายามดึงทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ทรัมป์กลับมองว่า “ไม่มีทางที่จะเกิดสันติภาพกับประเทศอิหร่านได้เลย”

 

นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า “การทำลายล้างอิหร่านจะทำให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลก”

 

“สำหรับอิหร่านแล้ว ผมไม่คิดว่าคุณจะสามารถสร้างสันติภาพกับพวกเขาได้เลย” ทรัมป์กล่าว และเมื่อถูกถามถึงคำขู่เรื่องการทำลายล้างอิหร่าน ทรัมป์ก็ยืนยันว่ามีความเป็นไปได้

 

“ใช่ ผมจะทำอย่างนั้น มันเป็นไปได้” เขากล่าว

 

ขณะที่เพียงหนึ่งวันก่อนการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับ Axios ว่า “เขาคาดหวังว่าจะมีการเจรจาเพิ่มเติมกับอิหร่าน”

 

ชื่นชมผลงานปรับปรุงทำเนียบขาว จาก ‘แหล่งเสื่อมโทรมอันน่าอับอาย’

 

ทรัมป์กล่าวถึงความพยายามในการปรับปรุงทำเนียบขาวผ่านโครงการก่อสร้างหลายโครงการ โดยเปรียบเปรยสถานที่ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของประชาชนอเมริกันแห่งนี้ว่าเป็น ‘แหล่งเสื่อมโทรมอันน่าอับอาย’ และ ‘สภาพที่เละเทะน่ารังเกียจ’ ซึ่งเขาได้เข้ามาแก้ไขให้ดีขึ้น

 

โครงการเหล่านี้รวมถึงการปิดทองตกแต่งห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ซึ่งเป็นรูปแบบการตกแต่งที่ขยายไปยังห้องอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ยังมีการปูพื้นหินและปรับปรุงสวน Rose Garden ใหม่ให้มีลักษณะคล้ายกับลานระเบียงที่รีสอร์ต Mar-a-Lago ของเขา

 

มีการติดตั้งทางเดินที่เรียกว่า ‘Presidential Walk of Fame (ทางเดินเกียรติยศประธานาธิบดี)’ ซึ่งมีการเขียนประวัติของประธานาธิบดีคนก่อนๆ ด้วยสำนวนภาษาในแบบฉบับของทรัมป์เองตลอดแนวระเบียง West Colonnade พร้อมทั้งปูพื้นใหม่ด้วยหินแกรนิต และมีการติดตั้งเสาธงขนาดใหญ่รวมถึงลานจอดเฮลิคอปเตอร์เพิ่มเติมบนสนามหญ้า

 

นอกจากนี้ยังมีการปูพื้นห้อง Palm Room และห้องน้ำในห้องนอน Lincoln Bedroom (ห้องนอนลินคอลน์อันเลื่องชื่อ) ใหม่ด้วยหินอ่อน อีกทั้งเขายังกำกับดูแลการก่อสร้างห้องบอลรูมขนาดใหญ่พื้นที่ 90,000 ตารางฟุต ซึ่งเขาอ้างว่าจะสามารถใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการทางทหารได้ด้วย

 

นิตยสาร TIME ซักถามทรัมป์ว่า “เหตุใดโครงการเหล่านี้จึงมีความสำคัญต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินและต้องดิ้นรนหาเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ”

 

โดยทรัมป์กล่าวตอบว่า ทำเนียบขาวนั้น “เป็นสัญลักษณ์ที่พิเศษมาก”

 

“มันเป็นสัญลักษณ์ของอเมริกา เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของเรา ผมคิดว่ามันอาจเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดที่เรามีอยู่เลยทีเดียว”

 

ทั้งนี้ เขาเคยกล่าวว่าเมื่อตอนที่เขารับตำแหน่งว่า “ทำเนียบขาวมีสภาพเหมือนแหล่งเสื่อมโทรม คิ้วบัวตกแต่งภายนอกอาคารหลุดร่วงลงมา มันไม่ได้มีการทาสีใหม่มานาน มันเป็นแหล่งเสื่อมโทรมที่น่าอับอายจริงๆ ประตูหลุดออกมา กลอนประตูพัง ผมเลยบอกว่าผมต้องซ่อมมัน และผมก็ทำเรื่องพวกนี้ได้ดีกว่าใครๆ”

 

เขายังอ้างว่า หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยแนะนำให้รื้อถอนและสร้างห้องทำงานรูปไข่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ แต่เขาได้สั่งระงับแผนการดังกล่าวไว้

 

เสียดายที่เลือกผู้พิพากษาศาลสูงสุด

 

ระหว่างสัมภาษณ์ ทรัมป์ได้แสดงความผิดหวังอีกครั้งต่อผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่เขาเป็นผู้คัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต โดยอ้างว่า พวกเขาลงมติขัดกับความต้องการของเขา ‘บ่อยเกินไป’

 

“ผมมอบตำแหน่งที่มั่นคงตลอดชีพให้พวกเขา แต่พวกเขากลับลงมติขัดกับผมบ่อยครั้ง” ทรัมป์กล่าวกับนิตยสาร TIME โดยหมายถึงผู้พิพากษา นีล กอร์ซัค (Neil Gorsuch), เบรตต์ คาวานาห์ (Brett Kavanaugh) และ เอมี่ โคนีย์ บาร์เร็ตต์ (Amy Coney Barrett)

 

ทรัมป์อ้างถึงคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องสิทธิความเป็นพลเมืองโดยกำเนิด (Birthright Citizenship) และเรื่องภาษีศุลกากรตอบโต้ ซึ่งศาลสูงสุดได้มีคำตัดสินเมื่อต้นปีนี้ โดยกอร์ซัค Coney Barrett และโคนีย์ บาร์เร็ตต์สนับสนุนคำตัดสินดังกล่าว โดยมองว่า ทรัมป์ละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลางในการกำหนดมาตรการภาษีศุลกากรในวงกว้างต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลก

 

“ฝั่งเดโมแครตนั้นเหนียวแน่นราวกับกาวติดกัน ผู้พิพากษาทั้งสามคนนั้นแทบจะไม่เคยมีความเห็นแตกแถวเลย ต่อให้เป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุดในโลก พวกเขาก็จะลงมติไปในทิศทางเดียวกัน” ทรัมป์กล่าว และชี้ว่า “ถึงแม้ผมจะไม่ชอบใจนัก แต่ก็มีบางสิ่งที่ผมชื่นชมในจุดนี้ นั่นคือความจงรักภักดี”

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่า เขาต้องการความจงรักภักดีจากผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่เขาเลือกมาหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ไม่ ผมไม่ได้ต้องการความจงรักภักดี ผมต้องการคำตัดสินที่ดี คำตัดสินเรื่องภาษีศุลกากรนั้นส่งผลร้ายแรงต่อประเทศ ผมต้องการคำตัดสินที่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ”

 

อ้างอิง:

The post ‘ทำลายล้างอิหร่าน-ปรับปรุงทำเนียบขาว’ เปิดบทสัมภาษณ์ล่าสุดทรัมป์ ในนิตยสาร TIME appeared first on THE STANDARD.

]]>