Key Messages Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/key-messages/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 03 Jul 2026 07:26:24 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ทำไม ‘ไครเมีย’ กล่องดวงใจปูติน อาจเป็นจุดเปลี่ยนในสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2026 https://thestandard.co/crimea-putin-jewel-ukraine-war/ Fri, 03 Jul 2026 07:26:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1226317 ภาพสะพานเคิร์ชในคาบสมุทรไครเมีย ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงสำคัญของรัสเซีย

คาบสมุทรไครเมียกำลังถูกจับตามองว่า อาจเป็นหนึ่งในจุดเปล […]

The post ทำไม ‘ไครเมีย’ กล่องดวงใจปูติน อาจเป็นจุดเปลี่ยนในสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสะพานเคิร์ชในคาบสมุทรไครเมีย ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงสำคัญของรัสเซีย

คาบสมุทรไครเมียกำลังถูกจับตามองว่า อาจเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังยูเครนปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ หันมาใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีระยะไกล ถล่มโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางลำเลียงหลักของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มส่งผลกระทบต่อศักยภาพทางการทหารและชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 
 

สถานการณ์ที่บานปลายจนรัฐบาลท้องถิ่นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ทำให้ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่า การโจมตีของยูเครนกำลังสร้างปัญหา และรัสเซียกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง ‘ในระดับหนึ่ง’ แม้จะพยายามยืนยันว่า สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตก็ตาม

 

แล้วเหตุใดยูเครนจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตีคาบสมุทรแห่งนี้แบบกัดไม่ปล่อย และดินแดนที่เปรียบเสมือน ‘อัญมณีล้ำค่า’ มีความสำคัญต่อรัสเซียมากถึงขนาดไหน? THE STANDARD ชวนมองเบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว

 

สถานการณ์ปัจจุบัน

 

ไครเมียกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิสำคัญที่สุดของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังยูเครนปรับยุทธศาสตร์จากการ ‘ยึด’ คาบสมุทรแห่งนี้ด้วยปฏิบัติการภาคพื้นดิน มาเป็นการโจมตีระยะไกลด้วยโดรนและขีปนาวุธ โดยมีเป้าหมายทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและระบบลำเลียงของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง

 

รายงานจาก The New York Times และ ABC News ระบุว่า ตลอดเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยูเครนเพิ่มความถี่ในการโจมตีทั้งคลังเชื้อเพลิง โรงกลั่นน้ำมัน ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ศูนย์บัญชาการ สถานีเรดาร์ ฐานทัพ และสะพานชอนฮาร์ (Chonhar Bridge) ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางลำเลียงหลักที่เชื่อมไครเมียกับกองกำลังรัสเซียที่ยึดครองพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครน

 

นอกจากนี้ The New York Times ยังระบุว่า เส้นทางลำเลียงอื่น ๆ ทั้งทางทะเลและพื้นที่คอคอดที่เชื่อมกับแคว้นเคอร์ซอนก็ตกเป็นเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รัสเซียต้องพึ่งพาสะพานเคิร์ช (Kerch Bridge) มากขึ้นในการขนส่งกำลังพลและยุทโธปกรณ์

 

ผลกระทบจากการโจมตีเริ่มลุกลามสู่ชีวิตประจำวันของประชาชนในไครเมีย หลายพื้นที่ประสบปัญหาไฟฟ้าดับ น้ำประปาหยุดชะงัก และเชื้อเพลิงขาดแคลน จนทางการต้องจำกัดการจำหน่ายน้ำมันให้ประชาชน พร้อมสงวนเชื้อเพลิงไว้สำหรับหน่วยงานรัฐและหน่วยฉุกเฉิน ก่อนที่รัฐบาลท้องถิ่นจะประกาศภาวะฉุกเฉิน (State of Emergency) เมื่อปลายเดือนมิถุนายน

 

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ปูตินออกมายอมรับเป็นครั้งแรกว่า การโจมตีของยูเครนกำลังสร้างปัญหาให้รัสเซีย และประเทศกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง ‘ในระดับหนึ่ง’ แต่ยืนยันว่า สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงกว่าที่เครมลินยอมรับ และอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้รัสเซียเพิ่มความเข้มข้นของการโจมตีทางอากาศต่อเมืองต่างๆ ของยูเครน เพื่อกดดันเคียฟและแสดงให้เห็นว่า มอสโกยังคงควบคุมสถานการณ์ได้

 

ไครเมียสำคัญต่อรัสเซียอย่างไร ทำไมยูเครนถึงเล็งเป้า

 

1. วาทกรรมประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และชาตินิยม: ไครเมียเปรียบเสมือน ‘อัญมณีล้ำค่า’ ของปูติน เพราะมีความสำคัญทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ ยุทธศาสตร์ และการเมืองภายในประเทศ

 

หากย้อนกลับไป ไครเมียเป็นฐานที่มั่นสำคัญของรัสเซียมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิ หลังจักรพรรดินีแคทเธอรีนมหาราชผนวกดินแดนแห่งนี้ในปี 1783 ก่อนพัฒนาให้เป็นที่ตั้งของกองเรือทะเลดำ ซึ่งเป็นกำลังหลักในการแผ่อิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาค

 

นอกจากความสำคัญทางยุทธศาสตร์แล้ว ไครเมียยังมีความหมายทางประวัติศาสตร์และศาสนาต่อรัสเซีย ผ่านความเชื่อว่า เจ้าชายวลาดิเมียร์มหาราชแห่งรัฐเคียฟรุสได้รับศีลล้างบาปที่เมืองเคอร์โซเนซในคาบสมุทรแห่งนี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดกำเนิดทางจิตวิญญาณของรัสเซีย แม้นักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งจะโต้แย้งว่า รัฐเคียฟรุสเป็นรากเหง้าร่วมของรัสเซีย ยูเครน และเบลารุส

 

2. การผนวกไครเมียคือชัยชนะที่สร้างปูติน: แม้สหภาพโซเวียตจะโอนการปกครองไครเมียให้สาธารณรัฐยูเครนในปี 1954 แต่หลังการล่มสลายในปี 1991 รัสเซียยังคงเช่าฐานทัพเรือที่เมืองเซวาสโทพอลต่อไป เพราะมองว่า เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจสูญเสียได้

 

เมื่อรัสเซียผนวกไครเมียในปี 2014 ปูตินอธิบายว่า นี่คือการแก้ไขความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ พร้อมย้ำว่า ไครเมียมีความหมายอันศักดิ์สิทธิ์ต่อรัสเซีย ไม่ต่างจากนครเยรูซาเล็มสำหรับชาวยิวและชาวมุสลิม

 

เจนนี มาเธอร์ส (Jenny Mathers) อาจารย์อาวุโสด้านการเมืองระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยอาเบอริสต์วิธ ให้สัมภาษณ์กับ ABC News ว่า การผนวกไครเมียได้ปลุกกระแสชาตินิยมในรัสเซียอย่างรุนแรง และทำให้คะแนนนิยมของปูตินพุ่งสูง

 

ในช่วงเวลานั้น วลี Crimea is Ours กลายเป็นคำขวัญที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ขณะที่ชาวไครเมียเชื้อสายรัสเซียจำนวนมาก ออกมาเฉลิมฉลองการผนวกดินแดน ส่วนชาวตาตาร์ไครเมียและชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ซึ่งมีประวัติการถูกกดขี่ทั้งรัฐบาลโซเวียตและรัสเซีย กลับคัดค้านการยึดครองดังกล่าวอย่างหนัก

 

3. ไครเมียคือศูนย์กลางการทำสงครามของรัสเซีย: นอกจากความหมายเชิงสัญลักษณ์แล้ว ไครเมียยังเป็นฐานทัพสำคัญที่รัสเซียใช้ส่งกำลังพล อาวุธ และเชื้อเพลิงเข้าสู่แนวรบทางตอนใต้และตะวันออกของยูเครน

 

กระทรวงกลาโหมยูเครนระบุว่า รัสเซียได้เปลี่ยนไครเมียให้กลายเป็นฐานทัพขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการยึดครองพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครน และลำเลียงกำลังไปยังแนวรบด้านตะวันออก

 

4. ยูเครนมีศักยภาพโจมตีระยะไกลมากขึ้น: อีกปัจจัยสำคัญคือ ขีดความสามารถทางทหารของยูเครนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก หากในช่วงแรกของสงคราม รัสเซียเป็นฝ่ายได้เปรียบด้านโดรนและขีปนาวุธ แต่ปัจจุบัน ยูเครนสามารถผลิตโดรนและอาวุธโจมตีระยะไกลภายในประเทศได้จำนวนมาก ทำให้สามารถโจมตีเป้าหมายลึกเข้าไปในไครเมีย กรุงมอสโก และพื้นที่อื่นของรัสเซียได้อย่างต่อเนื่อง

 

โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เรียกปฏิบัติการเหล่านี้ว่า ‘มาตรการคว่ำบาตรระยะไกล’ (Long-Range Sanctions) โดยมีเป้าหมายเพิ่มต้นทุนของสงครามให้รัสเซีย เช่น การขาดแคลนน้ำมัน ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และแรงกดดันจากประชาชนภายในประเทศ

 

สงครามรัสเซีย-ยูเครนจะเป็นอย่างไรต่อ?

 

นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า เป้าหมายของยูเครนในการโจมตีไครเมีย คือการเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยเป็น ‘สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ’ ให้กลายเป็น ‘จุดอ่อน’ ที่บั่นทอนทั้งศักยภาพทางทหารและภาพลักษณ์ทางการเมืองของผู้นำรัสเซีย พร้อมเพิ่มแรงกดดันให้มอสโกกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

 

นิโคไล เปตรอฟ นักวิจัยอาวุโสด้านการเมืองรัสเซียจาก New Eurasian Strategies Centre ระบุว่า สถานการณ์ในไครเมียขณะนี้คือ ‘ฝันร้ายของเครมลิน’ เพราะทำให้ประชาชนรัสเซียเริ่มเผชิญสงครามที่จับต้องได้จริง ขณะที่ก็สร้างความอัปยศให้กับปูติน และอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงคราม

 

ด้านมาร์ก กาเลออตตี ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซียและศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์จาก University College London เขียนใน The Sunday Times ว่า เป้าหมายของยูเครนคือการทำให้ปูตินรู้สึกว่า อาจสูญเสีย ‘ชัยชนะที่มีค่าที่สุด’ เพื่อกดดันให้รัสเซียยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจาและยอมรับการหยุดยิง

 

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีความเสี่ยง เพราะหากปูตินรู้สึกว่ากำลังถูกต้อนจนมุม เขาอาจเลือกยกระดับความรุนแรงของสงครามแทนการเจรจา

 

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าภายในรัสเซียเริ่มมีการพูดถึงความเป็นไปได้ในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีเพื่อยับยั้งการโจมตีของยูเครน โดยเปตรอฟประเมินว่า หากเครมลินมองว่าไม่มีทางเลือกอื่น ก็อาจตัดสินใจ ‘เดิมพัน’ ด้วยการยกระดับความขัดแย้ง

 

ภาพ: Anastasia Barashkova / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไม ‘ไครเมีย’ กล่องดวงใจปูติน อาจเป็นจุดเปลี่ยนในสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดผลสอบโกงสอบท้องถิ่น พบหลักฐานแก้คะแนน-แก้กระดาษคำตอบ สั่งสอบวินัยร้ายแรง 5 ข้าราชการ จ่อสอบ TOR-ใช้ AI เพิ่ม https://thestandard.co/local-exam-fraud-probe/ Thu, 02 Jul 2026 09:18:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1226012 อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวผลสอบโกงสอบท้องถิ่น

วันนี้ (2 กรกฎาคม) 1 ชั่วโมงหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำ […]

The post เปิดผลสอบโกงสอบท้องถิ่น พบหลักฐานแก้คะแนน-แก้กระดาษคำตอบ สั่งสอบวินัยร้ายแรง 5 ข้าราชการ จ่อสอบ TOR-ใช้ AI เพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล แถลงข่าวผลสอบโกงสอบท้องถิ่น

วันนี้ (2 กรกฎาคม) 1 ชั่วโมงหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และ สันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย แถลงความคืบหน้ากรณีการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ก่อนครบกำหนด 7 วันที่สั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่ตึกนารีสโมสร

 

 
 

อนุทิน กล่าวว่า การสอบสวนครั้งนี้เป็นเพียงการสอบสวนเบื้องต้น โดยกระทรวงมหาดไทยไม่ได้ดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลง (MOU) ของ 7 หน่วยงาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานต่างมีอำนาจในการสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานของตนเอง ก่อนนำข้อมูลมาบูรณาการร่วมกัน

 

ทั้งนี้ หลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบกระแสข่าวเกี่ยวกับการทุจริตการสอบมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา จึงสั่งชะลอการสอบ พร้อมปรับมาตรฐานการจัดสอบใหม่ เปลี่ยนผู้ดำเนินการจัดสอบจากมหาวิทยาลัยเดิมเป็นอีกแห่งหนึ่ง และกำหนด TOR ใหม่ผ่านกระบวนการคัดเลือกของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

 

อย่างไรก็ตาม กว่าจะกลับมาจัดสอบอีกครั้งก็ใช้เวลากว่า 2 ปี เนื่องจากการสอบครั้งก่อนถูกยกเลิก ส่งผลให้ไม่มีการสอบนานกว่า 3 ปี ก่อนจะมีการจัดสอบในช่วงปลายปี 2568

 

อนุทิน กล่าวอีกว่า กลุ่มผู้ทุจริตอาจประเมินว่ารัฐบาลจะอยู่เพียง 4 เดือน และไม่น่าจะกลับมาเป็นรัฐบาลอีก จึงไม่เกรงกลัว อีกทั้งยังคิดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงภายในกระทรวงมหาดไทย ทำให้ไม่มีผู้ใดรายงานเรื่องดังกล่าวมายังตน

 

แต่เมื่อ 7 หน่วยงานภายใต้ MOU เข้าตรวจสอบ จนนำไปสู่การจับกุมผู้เกี่ยวข้อง และตนกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง จึงพบว่ามีความพยายามแก้ไขกระดาษคำตอบและไฟล์ข้อมูลคะแนน

 

“จากการตรวจสอบพบว่า ผู้สอบบางรายทำคะแนนในกระดาษคำตอบได้ 45 คะแนน แต่คะแนนที่ประกาศโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกลับเป็น 77 คะแนน อีกคนทำได้ 33 คะแนน แต่ประกาศผลเป็น 70 คะแนน การสุ่มตรวจ 80 คน พบลักษณะเช่นนี้ทั้งหมด” อนุทิน กล่าว

 

นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า กระบวนการทุจริตครั้งนี้มีการเตรียมการอย่างเป็นระบบ โดยพบร่องรอยการใช้ดินสอฝนคำตอบ และมีการอ้างว่ากระดาษคำตอบมีจำนวนมากจนตรวจไม่ทัน ก่อนมีการสร้างกระดาษคำตอบขึ้นใหม่ด้วยเทคโนโลยี AI

 

“เมื่อเห็นลักษณะเช่นนี้ ก็ไม่ต้องสงสัยแล้วว่ามีการทุจริตอย่างแน่นอน” อนุทิน กล่าว พร้อมระบุว่า กระทรวงมหาดไทยจะตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกับผู้ที่เกี่ยวข้อง

 

อนุทิน กล่าวว่า ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลเป็นผู้เริ่มกระบวนการตรวจสอบ โดยมอบหมายให้ทั้ง 7 หน่วยงานภายใต้ MOU ร่วมกันปราบปรามการทุจริต ซึ่งขณะนี้พบหลักฐานจำนวนมาก ทั้งเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงของขบวนการ พร้อมย้ำหลักการว่า ‘ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม’

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ข้าราชการ 5 คนของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องอยู่ในระดับใด อนุทิน กล่าวว่า ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ แต่หากไม่ใช่บุคคลระดับสูงก็คงไม่สามารถเข้าถึงเอกสารและกระบวนการต่างๆ ได้ พร้อมกล่าวถึงผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้วว่า “ขอแสดงความเสียใจ หากตรวจสอบแล้วพบว่าการบรรจุได้มาโดยมิชอบ ทุกอย่างต้องเป็นโมฆะ ใครทำอะไรไว้ย่อมรู้แก่ใจ”

 

หลังจากนี้ ทุกหน่วยงานจะร่วมกันเพิ่มน้ำหนักพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับขบวนการดังกล่าวอย่างถึงที่สุด โดยทันทีที่ทราบข้อเท็จจริง ตนได้แจ้งปลัดกระทรวงมหาดไทยให้ชะลอการบรรจุข้าราชการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม

 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งมีบุคคลภายนอกร่วมเป็นกรรมการ โดยแม้ตนจะเสนอให้ชะลอการบรรจุ แต่คณะกรรมการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย และมีมติให้ดำเนินการบรรจุต่อไป

 

เมื่อถามว่า ในช่วงรัฐบาล ‘หนู 1’ เหตุใดผู้ทุจริตจึงกล้าดำเนินการ อนุทิน กล่าวว่า เป็นช่วงรัฐบาลรักษาการ หลายฝ่ายอาจย่ามใจ และเพิ่งกลับมาทำงานได้เต็มรูปแบบหลังการเลือกตั้ง

 

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยจะตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงผู้ที่เข้าข่ายกระทำผิด ขณะที่อีก 6 หน่วยงานภายใต้ MOU จะดำเนินการสอบสวนควบคู่กัน พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อให้การดำเนินคดีมีพยานหลักฐานแน่นหนา เพราะคดีนี้อาจเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญและผู้มีตำแหน่งระดับสูง จึงไม่สามารถกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐานได้

 

“การแก้ข้อสอบ แก้คะแนน แก้ไฟล์ข้อมูล และการโอนเงิน ล้วนเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน รัฐบาลจะดำเนินการบนพื้นฐานของหลักฐานที่ชัดเจน ต้องมัดตัวให้แน่น ดิ้นไม่หลุด” อนุทิน กล่าว

 

เมื่อถามถึงกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จะตรวจสอบ TOR การจัดสอบ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องดี เพราะกระทรวงมหาดไทยก็จะตรวจสอบเช่นกัน โดยเฉพาะเหตุใด TOR จึงเปิดช่องให้ใช้ AI กับกระดาษคำตอบ พร้อมย้ำว่าตนมีประสบการณ์ด้านการจัดทำ TOR ตั้งแต่สมัยทำงานภาคเอกชน และจะตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด

 

อนุทิน ยังกล่าวว่า เชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าจัดสอบในลักษณะนี้อีก พร้อมแสดงความเห็นว่า แม้ไม่มีการสอบบรรจุมา 3 ปี แต่ประสิทธิภาพการทำงานของกระทรวงมหาดไทยไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ตรงกันข้าม การมีบุคลากรน้อยลงกลับช่วยประหยัดงบประมาณ และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ หากมีการบริหารจัดการที่ดี

 

นายกรัฐมนตรี ยังแสดงความมั่นใจว่า ทั้งตำรวจและ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จะขอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยเพื่อนำไปประกอบสำนวนคดี โดยกระทรวงพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ แม้ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินคดีเอง

 

ภายหลังการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการท้าทายอำนาจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ อนุทิน ตอบว่า ไม่ใช่การท้าทายอำนาจนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการท้าทายอำนาจของประชาชน เพราะผู้ที่สอบเข้ามาจะต้องเป็นข้าราชการรับใช้ประชาชน หากเข้ามาวันแรกก็โกง อนาคตประเทศย่อมมีปัญหา

 

เมื่อถามว่าจะสาวไปถึงผู้มีอำนาจที่อยู่เหนือข้าราชการหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้องกังวล เพราะขณะนี้หลายหน่วยงาน ทั้ง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตำรวจ และกระทรวงมหาดไทย กำลังดำเนินการตรวจสอบพร้อมกัน

 

พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ มีการแก้ไขคะแนนและข้อมูลผลสอบอย่างชัดเจน เช่น ผู้สอบทำได้ 37 คะแนนในกระดาษคำตอบ แต่คะแนนในระบบคอมพิวเตอร์กลับเป็น 74 คะแนน ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ต้องดำเนินการตรวจสอบต่อไป

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการประมาทรัฐบาล ‘หนู 1’ มากเกินไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “หากจะมองอย่างนั้นก็เป็นธรรมดา เมืองไทยก็อย่างนี้”

 

ปลัดมท. ยันเอาคนอยู่เบื้องหลังทั้งหมดมาลงโทษ

 

ด้านอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ทุกคนทราบดีว่ากรณีนี้เกิดจากที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับข้อร้องเรียน ซึ่งจากที่ได้ลงนามเอ็มโอยู 7 หน่วยงาน จึงเป็นที่มาของวันนี้ที่มีการจับกุมโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่จังหวัดนนทบุรี โดยอนุทิน พูดตั้งแต่วันที่มีการจับกุมว่าคนที่ทุจริตเป็นพวกขายชาติ

 

หากเราบรรจุคนที่ไม่ดีเข้าสู่ระบบราชการก็จะทำให้ทุกอย่างวุ่นวาย อย่างที่นายอนุทิน บอกว่าเราต้องชะลอการบรรจุ ก็ได้สั่งการกับตนซึ่งได้สั่งการไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แต่พอเข้าสู่ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เขาก็มีมติให้ผู้สอบผ่านได้บรรจุตามปกติ จึงเป็นที่มาของความวุ่นวายเพิ่มขึ้นอีกระดับ

 

ขอเรียนว่าทางกระทรวงมหาดไทยที่ดำเนินการเรื่องนี้ร่วมกับ ป.ป.ช. ได้อายัดข้อมูลดิบที่เป็นกระดาษสอบกว่า 8 แสนแผ่นและมีการเปิดไทม์ไลน์ว่า 3-6 เดือนการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ รวมถึงจะมีการตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ที่ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 7 วันทำการ ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 3 กรกฎาคม แต่เราทำเสร็จก่อนเนื่องจากนายกฯมีความห่วงใย

 

รวมถึงเรื่องดังกล่าวมีประชาชนให้ความสนใจ โดยขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินใครเกี่ยวข้องทั้งหมดต้องรับผิดชอบ ต้องเอาคนที่อยู่เบื่องหลังทั้งหมดมาลงโทษให้ได้ และเมื่อกระทรวงตรวจสอบเสร็จแล้วก็จะส่งข้อมูลต่อไปยังป.ป.ช. ดำเนินการต่อ หากมีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยอีกก็จะตั้งกรรมการสอบเพิ่มเติม

 

5 ข้าราชการ สถ. เอี่ยวทุจริตสอบเข้าท้องถิ่น

 

ขณะที่ สันติธร ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น แถลงว่า จากการแสวงหาข้อเท็จจริงและสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องกว่า 15 ราย บางส่วนเดินทางมาให้ข้อมูลด้วยตนเอง และบางส่วนชี้แจงเป็นเอกสาร รวมถึงได้รวบรวมเอกสารจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีมาให้ข้อแนะนำ เบื้องต้นได้ตรวจสอบข้อมูลจากทั้ง 10 ศูนย์สอบ พบว่า ผู้รับจ้างไม่ได้ส่งภาพถ่ายและกระดาษคำตอบให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ทันทีหลังการตรวจคำตอบแล้วเสร็จ

 

สันติธร กล่าวว่า ได้มีการสุ่มตรวจแฟลชไดรฟ์ที่บันทึกภาพถ่ายและกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบทุกคน เปรียบเทียบกับประกาศผลคะแนน ปรากฏว่า จากการสุ่มตรวจ 79 ราย พบว่า ใบคะแนนและสำเนากระดาษคำตอบไม่ตรงกับไฟล์ประมวลผลถึง 48 ราย โดยพบว่ามีการแก้ไขคะแนนทั้งการสอบภาค ก. และภาค ข. เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผลคะแนนภาค ก. เกินร้อยละ 60 และภาค ข. มีคะแนนสูงเป็นพิเศษถึงร้อยละ 90

 

รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ประเด็นที่สอง คือ การประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ค. พบว่า ผู้รับจ้างได้ส่งผลสอบให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ในรูปแบบแฟลชไดรฟ์ แต่ไม่ปรากฏว่า กสถ. ได้นำข้อมูลผลคะแนนภาค ก. และภาค ข. มาสอบทานกับคะแนนวิชาเฉพาะที่ผู้รับจ้างส่งมา นอกจากนี้ หลังประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ค. แล้ว ยังพบว่ามีการแก้ไขข้อมูลก่อนส่งไปประกาศในระบบสารสนเทศอย่างเป็นทางการ โดยพบว่าผู้ที่เกี่ยวข้องมีทั้งเจ้าหน้าที่ของ สถ. ผู้รับจ้าง บริษัทเอกชนภายนอก และบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่ทราบตัวตน

 

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินการทางวินัยเบื้องต้น พบว่ามีข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัด สถ. จำนวน 5 ราย มีมูลอันควรถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย

 

สันติธร กล่าวอีกว่า สำหรับไฟล์ข้อสอบที่ต้องจัดเก็บสำรองไว้ 2 ชุดนั้น อยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) 1 ชุด และ สถ. 1 ชุด โดยคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในฐานะตัวแทนกระทรวงมหาดไทย ได้ตรวจสอบเฉพาะไฟล์กระดาษคำตอบที่อยู่กับ สถ. ขณะเดียวกัน ได้ขอข้อมูลจาก มศว ด้วย แต่อีกฝ่ายไม่ได้ส่งข้อมูลมา จึงสามารถเปรียบเทียบได้เฉพาะเอกสารที่มีอยู่

 

ส่วนพฤติการณ์ของข้าราชการพลเรือนทั้ง 5 รายที่ถูกกล่าวหานั้น เป็นเพียงผลจากการสอบสวนในช่วง 5 วันที่ผ่านมา ซึ่งยังต้องขยายผลทั้งในทางวินัยและทางอาญาต่อไป

 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายเป็นผู้สั่งการหรือไม่ สันติธร ปฏิเสธว่า “ยังไม่ใช่ ยังไม่ถึงขนาดนั้น”

The post เปิดผลสอบโกงสอบท้องถิ่น พบหลักฐานแก้คะแนน-แก้กระดาษคำตอบ สั่งสอบวินัยร้ายแรง 5 ข้าราชการ จ่อสอบ TOR-ใช้ AI เพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมกองบัญชาการแปซิฟิกสหรัฐฯ กลับไปใช้ชื่อเดิม โดยตัดคำว่า ‘อินโด’ มีนัยเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่ https://thestandard.co/us-pacific-command-indo-strategy/ Tue, 30 Jun 2026 07:27:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1225066 ภาพเรือรบสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฉงนมากกว่าความชัดเจน เมื่อกร […]

The post ทำไมกองบัญชาการแปซิฟิกสหรัฐฯ กลับไปใช้ชื่อเดิม โดยตัดคำว่า ‘อินโด’ มีนัยเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือรบสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฉงนมากกว่าความชัดเจน เมื่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ประกาศเมื่อต้นเดือนมิถุนายนว่า กองบัญชาการอินโด-แปซิฟิก (US Indo-Pacific Command) จะกลับไปใช้ชื่อเดิม เป็น ‘กองบัญชาการแปซิฟิกสหรัฐฯ’ (US Pacific Command: PACOM) อีกครั้ง หลังจากที่เคยใช้มาตลอดจนถึงปี 2018

 

 
 

แม้ว่าสหรัฐฯ จะย้ำว่า การเปลี่ยนชื่อไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงภารกิจหรือขอบเขตความรับผิดชอบของกองบัญชาการ แต่สื่ออินเดียและสื่อญี่ปุ่น รวมถึง The Japan Times พากันตั้งคำถามหรือตั้งข้อสังเกตว่า ชื่อเรียกใหม่นี้อาจสะท้อนลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพสหรัฐฯ แม้ขอบเขตความรับผิดชอบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงก็ตาม

 

มีความเห็นหลากหลายปรากฏในโซเชียลมีเดียในทำนองว่า การตัดคำว่า ‘อินโด’ ออกจากชื่อกองบัญชาการ เป็นการส่งสัญญาณถึงการลดความสำคัญของอินเดียต่อภูมิภาคนี้หรือไม่ หรือสะท้อนความสัมพันธ์อินเดีย-สหรัฐฯ ที่แย่ลงหรือไม่ หรือเป็นการเอาใจจีนในช่วงที่ความสัมพันธ์วอชิงตัน-ปักกิ่งดีขึ้น เพราะคำว่า ‘อินโด-แปซิฟิก’ เป็นคำที่ค่อนข้างเป็นลบสำหรับจีน เนื่องจากมีนัยเชิงยุทธศาสตร์ที่หมายถึงการปิดล้อมจีน

 

ย้อนกลับไปในปี 2018 ระหว่างที่โดนัลด์ ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก ชื่อกองบัญชาการถูกเปลี่ยนจาก Pacific Command เป็น Indo-Pacific Command ซึ่งพลเอกเจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ในขณะนั้น อธิบายไว้ว่า เพื่อ “สะท้อนถึงความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก”

 

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ก่อตั้ง PACOM ในปี 1947 ขอบเขตภารกิจตามภูมิศาสตร์ของกองบัญชาการนี้ครอบคลุมถึงมหาสมุทรอินเดียอยู่แล้ว โดยพลเรือเอก แฮร์รี แฮร์ริส อดีตผู้บัญชาการ PACOM เคยกล่าวไว้ว่า พื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการแปซิฟิกครอบคลุมพื้นที่ “จากฮอลลีวูดถึงบอลลีวูด (ซึ่งหมายถึงอินเดีย) จากเพนกวินถึงหมีขั้วโลก” โดยศูนย์บัญชาการใหญ่ของ PACOM ตั้งอยู่ที่ค่ายสมิธ (Camp Smith) ชานเมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ปัจจุบันมีกำลังพลราว 375,000 คน

 

การเปลี่ยนชื่อไปเป็น INDOPACOM ในปี 2018 ถูกมองว่ามีเบื้องหลังแอบแฝงในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากสหรัฐฯ มองว่า จีนเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทั้งในมิติทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การสกัดอิทธิพลของจีนในภูมิภาคที่ถือว่ามีพลวัตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

ในขณะที่ The Japan Times ระบุว่า การนำกรอบแนวคิด ‘อินโด-แปซิฟิก’ มาใช้ในเวลานั้น สร้างความพึงพอใจให้กับนักยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เพราะแนวคิดนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกโดยชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นเมื่อปี 2007 ซึ่งการที่สหรัฐฯ นำมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวมาใช้ จึงสะท้อนถึงการสอดประสานกันของวิสัยทัศน์และผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างสองพันธมิตร ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญในช่วงเวลาที่ระเบียบภูมิภาคและระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง

 

ขณะเดียวกัน สื่อญี่ปุ่นระบุว่า แนวคิดนี้ยังได้รับการขานรับจากอินเดีย เพราะสื่อถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างนิวเดลีกับวอชิงตัน โดยหลายฝ่ายมองบทบาทของอินเดียในฐานะผู้ถ่วงดุลจีนว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของอินโด-แปซิฟิก เป็นดุลอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในด้านขนาดประชากร ศักยภาพทางเศรษฐกิจ และขีดความสามารถทางทหาร

 

การกลับไปใช้ชื่อเดิมมีนัยอะไรหรือไม่?

 

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนกรานว่า การกลับไปใช้ชื่อเดิม (กองบัญชาการแปซิฟิก / PACOM) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ แต่เป็นการ “ให้เกียรติแก่รากฐานทางประวัติศาสตร์อันลึกซึ้งของกองบัญชาการ เพื่อเสริมสร้างความภาคภูมิใจและจิตวิญญาณร่วมกันของผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคนในภูมิภาคแปซิฟิก”

 

แถลงการณ์ระบุว่า “นับตั้งแต่บทบาทสำคัญในการวางสถาปัตยกรรมความมั่นคงของภูมิภาคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไปจนถึงการประสานกำลังร่วมในสงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม และภารกิจด้านมนุษยธรรมอีกนับไม่ถ้วน ชื่อ USPACOM ได้สั่งสมมรดกทางทหารและความเป็นหุ้นส่วนกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ”

 

การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ยังอาจเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการรีแบรนด์กองทัพสหรัฐฯ ในวงกว้าง โดยย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2025 ทรัมป์ได้ประกาศให้กระทรวงกลาโหม (Department of Defense) กลับไปใช้ชื่อ ‘กระทรวงสงคราม’ (Department of War) ซึ่งเป็นชื่อเดิมที่เคยใช้ระหว่างปี 1789-1947 (แม้ว่าการเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการจะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาก็ตาม) นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ทยอยคืนชื่อของวีรบุรุษฝ่ายสมาพันธรัฐ (Confederacy) ให้แก่ฐานทัพหลายแห่ง หลังจากถูกถอดชื่อออกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งประวัติศาสตร์และการที่รัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับสัญลักษณ์ ทำให้ยากที่จะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่มีนัยเชิงยุทธศาสตร์ เพราะชื่อเรียกย่อมสะท้อนลำดับความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

 

โดยหากมองว่า การเพิ่มคำว่า ‘อินโด’ ในเวลานั้นมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ใหม่ การตัดคำว่า ‘อินโด’ ออกไป ก็อาจสะท้อนถึงจุดเน้นที่แตกต่างจากเดิม หรือสื่อเป็นนัยว่า แผนยุทธศาสตร์ที่เคยใช้มาอาจไม่ใช่แนวทางหลักอีกต่อไป

 

บทความของ The Japan Times ตั้งข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับพัฒนาการในช่วงหลังที่ยิ่งตอกย้ำข้อสันนิษฐานว่า สหรัฐฯ กำลังทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่

 

หนึ่งในข้อสังเกตคือระยะห่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอินเดีย ความขัดแย้งเริ่มปรากฏตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน เมื่ออินเดียใช้เวลานานกว่าจะร่วมประณามมอสโก แต่หลังจากนั้นช่องว่างก็ยิ่งกว้างขึ้น การที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียสร้างความตกตะลึงให้กับนิวเดลี ขณะเดียวกัน นเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ก็ปฏิเสธที่จะสนับสนุนทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสันติภาพ ซึ่งก็สร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก

 

ในเวลาเดียวกัน ดูเหมือนว่า สหรัฐฯ กำลังหันไปกระชับความสัมพันธ์กับปากีสถาน ซึ่งเป็นคู่ปรับสำคัญของอินเดียด้วย โดยบทบาทสำคัญของปากีสถานในการเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน เป็นหลักฐานที่สะท้อนว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพันธมิตรในช่วงสงครามเย็น กำลังกลับมาดีขึ้นเป็นลำดับ

 

ผศ.ดร. มาโนชญ์ อารีย์ จากภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มองว่า การเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการของสหรัฐฯ ไม่ได้สร้างความแปลกใจมากนัก เพราะหลักสำคัญของอินเดียตั้งแต่ได้รับเอกราชมาจนถึงตอนนี้คือการไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับใคร ภายใต้นโยบายไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non alignment policy) โดยอินเดียจะไม่ผูกพันตัวเองกับประเทศใดในทางทหารในอันที่จะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ

 

“จะเห็นได้ว่าตั้งแต่หลังสงครามโลกหรือนับจากได้รับเอกราช อินเดียไม่เคยไปร่วมสงครามของใครเลย ยกเว้นสนับสนุนภารกิจของสหประชาชาติ และเน้นไปที่ภารกิจด้านมนุษยธรรมมากกว่า” ดร. มาโนชญ์ กล่าว

 

“คนที่ศึกษานโยบายต่างประเทศของอินเดียจะเข้าใจดีว่า ปัจจุบันอินเดียมีนโยบายเป็นมิตรกับทุกฝ่าย และไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางทหารกับใคร เพราะมันเสี่ยงที่จะลากอินเดียไปเผชิญหน้าทางทหารโดยไม่จำเป็น”

 

ดร. มาโนชญ์ กล่าวว่า สหรัฐฯ เข้าใจจุดยืนและแนวนโยบายของอินเดียดี แต่ก็ยังหวังว่าจะสามารถดึงอินเดียมาร่วมในยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีนได้ และหวังดึงอินเดียเป็นพันธมิตรทางทหาร โดยเห็นได้จากการสร้างกลุ่ม QUAD ที่มุ่งหวังจะเป็นกลุ่มความร่วมมือทางทหารที่ประกอบไปด้วยสหรัฐฯ ออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น แต่กลุ่มดังกล่าวมีบทบาทน้อยมาก เพราะอินเดียเข้าร่วม แต่ไม่ได้เต็มที่กับภารกิจร่วมทางทหาร โดยที่ผ่านมาอินเดียยอมเข้าร่วมกับกลุ่มเพราะผลประโยชน์อื่นๆ ที่จะได้จากสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก

 

สหรัฐฯ พยายามเอาใจอินเดียทุกอย่าง แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนท่าทีอินเดียได้ หรือแม้แต่ไปใช้ไม้แข็งเรื่องภาษีก็ไม่สำเร็จ ดร. มาโนชญ์ จึงมองว่า สุดท้ายสหรัฐฯ จึงทำใจยอมรับและปรับยุทธศาสตร์เป็น USPACOM หรือตัด INDO ออก

 

อาจารย์จากมศววิเคราะห์ว่า แม้สหรัฐฯ จะเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการ แต่ก็ไม่ทำให้อินเดียรู้สึกว่าถูกทิ้ง หรือรู้สึกว่ากระทบกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางทะเลของตัวเอง แต่อาจกังวลว่าจะกระทบกับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในภาพรวมมากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจและการค้า

 

“ในอีกด้านอินเดียก็คงต้องกังวลกับอิทธิพลของจีนที่จะขยายเข้ามาในมหาสมุทรอินเดียมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนที่เชื่อมโยงกับปากีสถานสู่ทะเลอาหรับ ศรีลังกา และมัลดีฟส์ โดยในบริเวณมหาสมุทรอินเดียนี้ อินเดียเคยประกาศให้เป็น peace zone ในอดีต และคัดค้านกิจกรรมทางทหารของมหาอำนาจที่พยายามขยายอิทธิพลในแถบนี้ ซึ่งเราอาจได้เห็นอินเดียกลับมาใช้แนวทางนี้อีกครั้ง” ดร.มาโนชญ์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ดร.มาโนชญ์ ชี้ว่า การตัดคำว่า ‘อินโด’ อาจไม่ได้หมายความว่าตัดอินเดียออกไปจากยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกของสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง เพียงแต่มีความเป็นไปได้ว่า เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินแผนยุทธศาสตร์ปิดล้อมจีนในอนาคต โดยที่ไม่มีอินเดีย ซึ่งอาจเป็นการทำให้อินเดียสบายใจ ไม่ต้องรู้สึกว่าจะไปขัดแย้งหรือเผชิญหน้ากับจีน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ปล่อยให้เป็นปัญหาระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยที่ไม่เกี่ยวกับอินเดีย แต่ในทางปฏิบัติอินเดียก็ยังเป็นพันธมิตรด้านอื่นๆ กับสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันก็ยังอยู่ในกลุ่ม BRICS และ SCO ที่มีจีนและรัสเซียด้วย

 

“ถ้าเป็นแบบนี้ คิดว่าสหรัฐฯ ก็ยังได้ประโยชน์ ในขณะที่อินเดียก็ไม่เสียจุดยืน จีนก็อาจไม่จำเป็นต้องไปทะเลาะกับอินเดีย เป็นการ win win ทุกฝ่าย” ดร.มาโนชญ์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อาจสำคัญยิ่งกว่าความสัมพันธ์กับอินเดีย คือคำถามว่า การแข่งขันกับจีนยังคงเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองมากน้อยเพียงใด

 

การตีความหนึ่งมองว่า การตัดคำว่า ‘อินโด’ ออกจากชื่อกองบัญชาการ เป็นการจำกัดจุดสนใจทางภูมิศาสตร์ของสหรัฐฯ ต่อจีนให้แคบลง เหลือเพียงแปซิฟิกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ช่องแคบไต้หวัน’

 

การกลับไปใช้ชื่อ Pacific Command ยังสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับพันธมิตรดั้งเดิมในการรับมือกับภัยคุกคามจากจีน นั่นก็คือ ญี่ปุ่น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สหรัฐฯ อาจไม่ได้คาดหวังบทบาทของอินเดียในกรณีเกิดวิกฤตการณ์ไต้หวัน แต่จะพึ่งพาญี่ปุ่นมากกว่า

 

อีกการตีความหนึ่ง ซึ่งกว้างและลึกซึ้งกว่า คือ มองว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงในแนวทางของสหรัฐฯ ที่มีต่อจีนโดยตรง

 

ตามมุมมองนี้ชี้ว่า การที่ทรัมป์ชอบทำข้อตกลง (deal making) อาจกำลังบั่นทอนแนวคิดการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์โดยรวม เพราะกรอบความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนฉบับใหม่ ที่เพิ่งประกาศในการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เมื่อเดือนพฤษภาคม มีการเน้นย้ำถึง “ความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์บนพื้นฐานของเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งตอกย้ำว่า สหรัฐฯ กำลังหาทางอยู่ร่วมกับจีน มากกว่าการเผชิญหน้า

 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนอยู่ในยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Defense Strategy: NDS) ซึ่งยึดหลักการยับยั้ง ‘ด้วยความแข็งแกร่ง ไม่ใช่การเผชิญหน้า’ และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศมี ‘ความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความเคารพซึ่งกันและกัน’

 

NDS ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ และซีกโลกตะวันตกเป็นอันดับแรก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่จะลดความสำคัญของมหาสมุทรอินเดียในมิติความมั่นคงของสหรัฐฯ

 

ในบทความของ The Japan Times ชี้ว่า หากการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้เป็นสัญญาณล่วงหน้าของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และหมายถึงการหดตัวของเส้นรอบวงความมั่นคงของสหรัฐฯ ญี่ปุ่นก็ควรมีเหตุผลให้รู้สึกกังวลอยู่บ้าง

 

อย่างไรก็ดี ในอดีตกองบัญชาการแปซิฟิกให้ความสำคัญกับญี่ปุ่นในฐานะพันธมิตรหลักมาโดยตลอด และมีความเข้าใจในบทบาทของญี่ปุ่นต่อการปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ เสมอมา โดยที่ผ่านมาสหรัฐฯ ก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือและการประสานงานอย่างต่อเนื่องระหว่างสองประเทศ ซึ่งเป็นท่าทีที่สร้างความมั่นใจให้ญี่ปุ่นได้ในระดับหนึ่ง

 

แต่ถึงกระนั้น การใช้กรอบแนวคิด ‘อินโด-แปซิฟิก’ ร่วมกันในเชิงวาทกรรม ถือเป็นเสาหลักสำคัญของพันธมิตรญี่ปุ่น-สหรัฐฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งในฐานะมาตรการสร้างความเชื่อมั่น และในฐานะกรอบชี้นำการดำเนินนโยบาย ดังนั้นจึงต้องรอดูต่อไปว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จะมีความหมายอย่างไร

 

ภาพ: Seaman Apprentice Nicolas Quezada

 

อ้างอิง:

 

The post ทำไมกองบัญชาการแปซิฟิกสหรัฐฯ กลับไปใช้ชื่อเดิม โดยตัดคำว่า ‘อินโด’ มีนัยเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทีมทรัมป์กำลังเสียงแตกเรื่องอิหร่านและเลบานอนจริงหรือไม่ https://thestandard.co/trump-team-divided-iran-lebanon/ Tue, 30 Jun 2026 04:22:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1224935 ภาพ เจ.ดี. แวนซ์ และ มาร์โก รูบิโอ สองนักการเมืองสหรัฐฯ

แม้ทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องความร้าวฉานระหว่ […]

The post ทีมทรัมป์กำลังเสียงแตกเรื่องอิหร่านและเลบานอนจริงหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ เจ.ดี. แวนซ์ และ มาร์โก รูบิโอ สองนักการเมืองสหรัฐฯ

แม้ทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องความร้าวฉานระหว่าง เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งที่ผ่านมามีจุดยืนด้านนโยบายการต่างประเทศที่สวนทางกันมาโดยตลอด แต่สัญญาณหลายอย่างในปัจจุบันบ่งชี้ไปในทางนั้น

 

 
 

โดยสำนักข่าว Al Jazeera ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวภายในรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดูเหมือนว่าทั้งคู่กำลังส่งสัญญาณด้านนโยบายที่ ‘สวนทางกัน’ ในวิกฤตตะวันออกกลาง ซึ่งอาจเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับโดนัลด์ ทรัมป์ ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมใกล้เข้ามาทุกขณะ

 

คำถามสำคัญในเวลานี้คือ ทีมทรัมป์กำลังเสียงแตกจริงหรือไม่?

 

MoU สหรัฐฯ-อิหร่าน และจุดเปลี่ยนสำคัญจากท่าทีที่ต่างกันต่ออิสราเอล

 

เรื่องราวความร้าวฉานอาจเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ตัดสินใจลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับอิหร่านเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน เพื่อหวังยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ทรัมป์เผชิญกับแรงกดดันและกระแสโต้กลับอย่างรุนแรงจากนักการเมืองและกลุ่มผู้สนับสนุนที่ฝักใฝ่อิสราเอล

 

ผู้ที่ต้องออกหน้ารับไม้ต่อในการเคลียร์ปัญหาก็คือ เจ.ดี แวนซ์ ในฐานะผู้นำการเจรจาลับที่สวิตเซอร์แลนด์ แวนซ์เดินสายออกสื่ออย่างหนักเพื่อปกป้องข้อตกลงนี้ โดยระบุว่านี่คือ “ความคืบหน้าครั้งใหญ่” และเป็นรากฐานสู่ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ที่ตั้งเป้าต้องจบให้ได้ภายใน 60 วัน

 

ข้อมูลจาก Al Jazeera ชี้ให้เห็นว่า จุดที่ทำให้คนเริ่มสังเกตเห็นรอยร้าวคือ วิธีการปฏิบัติต่ออิสราเอล พันธมิตรเบอร์หนึ่งของสหรัฐฯ

 

  • สายพิราบจำเป็น – เจ.ดี. แวนซ์เลือกใช้ไม้แข็งและถ้อยคำที่รุนแรงตักเตือนอิสราเอลที่ออกมาคัดค้าน MoU ฉบับนี้ พร้อมเตือนสติอิสราเอลอย่างตรงไปตรงมาว่า “คุณเป็นประเทศที่มีประชากรแค่ 9 ล้านคน คุณไม่สามารถใช้แค่การเข่นฆ่าเพื่อเอาตัวรอดจากการแก้ปัญหาความมั่นคงแห่งชาติทุกเรื่องได้หรอก” นอกจากนี้เขายังชี้ว่าการที่อิสราเอลถล่มตึกพลเรือนในเบรุต (เลบานอน) กำลังพังแผนสันติภาพของสหรัฐฯ (ซึ่งสอดคล้องกับที่ทรัมป์เคยตำหนิอิสราเอลในเวที G7 ว่าไม่จำเป็นต้องถล่มตึกอพาร์ตเมนต์เพื่อตามล่าคนแค่คนเดียว)

 

  • สายเหยี่ยวตัวจริง – มาร์โก รูบิโอ ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศนั้น กลับพยายามเลี่ยงที่จะวิจารณ์อิสราเอลตรงๆ แต่หันไปโจมตีรัฐบาลอิหร่านแทน โดยเขาเดินสายเยือนพันธมิตรในอ่าวอาหรับเพื่อรับขวัญหลังจากถูกเตหะรานโจมตีในช่วงสงคราม และปกป้องปฏิบัติการทหารของอิสราเอลในเลบานอนว่าเป็น ‘การตอบโต้ที่ชอบธรรม’ ต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

 

ปมขัดแย้ง: เม็ดเงินฟื้นฟู และ การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

 

ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันของทั้งคู่ยังลามไปถึงเรื่องการบริหารจัดการหลังสงคราม และความมั่นคงทางพลังงานโลก

 

  • เรื่องเงินฟื้นฟูประเทศอิหร่าน: แวนซ์มองโลกในแง่ดีและเสนอไอเดียว่า กลุ่มประเทศอาหรับในภูมิภาคควรมาร่วมลงขันในกองทุนฟื้นฟูอิหร่าน แต่เมื่อรูบิโอไปเยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และบาห์เรน เขากลับรีบเบรกไอเดียนี้ทันทีโดยบอกว่าเรื่องนี้ “ยังอีกยาวไกล” และย้ำว่า สหรัฐฯ ต้องการข้อตกลงจริง “แต่เราไม่ต้องการข้อตกลงที่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียทุกราคา”

 

  • วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: หลังจากลงนาม MoU ได้ไม่นาน สหรัฐฯ และอิหร่านก็เกิดการปะทะและโจมตีโต้ตอบกันนาน 3 วันเหนือช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางขนส่งพลังงาน 1 ใน 5 ของโลก) รูบิโอประกาศกร้าวทันทีว่าน่านน้ำสากลนี้ไม่ใช่ของใคร และอิหร่านไม่มีสิทธิ์เก็บค่าผ่านทางเด็ดขาด ขณะที่ฝั่งแวนซ์พยายามลดโทนความแข็งกร้าวลง โดยบอกว่าเราต้องยอมรับสิทธิ์ในการป้องกันตัวเองของทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอิสราเอลหรืออิหร่านก็ตาม

 

นอกจากนี้ รูบิโอยังเป็นคนผลักดันกรอบข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอล-เลบานอน ทว่าข้อตกลงนั้นกลับถูกกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และอิหร่านปฏิเสธทันควัน เพราะไม่ได้บังคับให้อิสราเอลถอนทหารออกจากตอนใต้ของเลบานอน (ซึ่งอิสราเอลยึดครองอยู่ราว 20%) โดยฝั่งเตหะรานมองว่า MoU ที่ทำไว้กับทรัมป์นั้นครอบคลุมการยุติศึกในเลบานอนอยู่แล้ว ข้อตกลงของรูบิโอจึงไม่มีความจำเป็น

 

ทำเนียบขาวประสานเสียง ‘ไม่มีอะไรในกอไผ่’

 

แน่นอนว่าเมื่อเกิดกระแสข่าวลือ ทีมโฆษกของทรัมป์ก็รีบออกมาปฏิเสธอย่างขันแข็ง โดยแอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว และทอมมี พิกอตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ออกมาย้ำว่า ทีมบริหารมีเพียงค่ายเดียว คือค่ายของประธานาธิบดีทรัมป์ และทั้งรัฐบาลพร้อมหนุนหลังความพยายามของประธานาธิบดีแบบ 100% เพื่อไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์

 

ตัวของ มาร์โก รูบิโอ เองเมื่อถูกนักข่าวจี้ถาม ก็ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า มุมมองของเขาไม่ได้ต่างจากแวนซ์ เพราะทุกคนต่างยึดถือคำสั่งและแนวทางของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นหลัก

 

ทำไมนโยบายที่สวนทางของ ‘แวนซ์-รูบิโอ’ จึงเป็นเรื่องสำคัญ?

 

คำตอบคือ แวนซ์ และ รูบิโอ ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีทั่วไป แต่พวกเขาคือ ‘ตัวแทน’ ของสองขั้วความคิดที่ทรงอิทธิพลที่สุดในพรรครีพับลิกันในปัจจุบัน และทั้งคู่ถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากทรัมป์ในอนาคต

 

  • ฝั่งเจดี แวนซ์ คือตัวแทนของกลุ่ม ‘ขวาใหม่’ (New Right) หรือกลุ่มฐานเสียงรีพับลิกันยุคปัจจุบันที่มองว่า สงครามในต่างแดนที่ผ่านมาเป็นเรื่องไร้ความยั้งคิด สิ้นเปลืองทั้งชีวิตทหารและงบประมาณแผ่นดินอเมริกาโดยใช่เหตุ จึงเน้นการเจรจาและถอยห่างจากความขัดแย้ง

 

  • ฝั่งมาร์โก รูบิโอ คือตัวแทนของกลุ่ม ‘นีโอคอนเซอร์เวทีฟ’ (Neoconservative) หรือกลุ่มสายเหยี่ยวดั้งเดิมในวุฒิสภา ที่เชื่อในอิทธิพลของอเมริกา และนิยมการใช้ท่าทีที่แข็งกร้าว เผชิญหน้า เพื่อกดดันศัตรูอย่างอิหร่าน รัสเซีย หรือคิวบา

 

แม้ว่าในฉากหน้า ทั้งคู่จะพยายามประสานเสียงว่าเดินตามนโยบาย ‘America First’ ของทรัมป์เหมือนกัน แต่ความขัดแย้งในรายละเอียดของการจัดการวิกฤตอิหร่านและเลบานอนครั้งนี้ เป็นข้อพิสูจน์จากรายงานของ Al Jazeera ว่า ภายในรัฐบาลทรัมป์กำลังเกิดการคานอำนาจและต่อสู้ทางความคิดกันอย่างเข้มข้น ซึ่งผลลัพธ์ของมันอาจกำหนดทิศทางระเบียบโลกใหม่ต่อจากนี้

 

ภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทีมทรัมป์กำลังเสียงแตกเรื่องอิหร่านและเลบานอนจริงหรือไม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอเมกาบล็อก โลกเดือด เมืองไม่พร้อม ทำไม ‘ยุโรป’ จึงร้อนหนักครั้งประวัติศาสตร์ https://thestandard.co/omega-block-europe-heatwave/ Mon, 29 Jun 2026 07:45:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1224570 ภาพแสดงสภาพอากาศร้อนจัดในยุโรปจากปรากฏการณ์โอเมกาบล็อก

ฤดูร้อนของยุโรปกำลังเปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อภาวะ […]

The post โอเมกาบล็อก โลกเดือด เมืองไม่พร้อม ทำไม ‘ยุโรป’ จึงร้อนหนักครั้งประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงสภาพอากาศร้อนจัดในยุโรปจากปรากฏการณ์โอเมกาบล็อก

ฤดูร้อนของยุโรปกำลังเปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อภาวะโลกเดือดกำลังกลายเป็นความจริงที่ต้องเผชิญ หลายประเทศมีอุณหภูมิทะลุ 40 องศาเซลเซียส ทำห้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าพันราย โดยมีปัจจัยสำคัญจากปรากฏการณ์ ‘โอเมกาบล็อก’ (Omega Block) ที่กักมวลอากาศร้อนและแห้งไว้เหนือยุโรปต่อเนื่องหลายวัน

 

 
 

แต่เมื่อมองลึกลงไป จะพบว่าความรุนแรงของคลื่นความร้อนครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว หากยังเป็นผลจากข้อจำกัดที่ยุโรปสะสมมานาน ทั้งบ้านเรือนและอาคารเก่าแก่ที่ออกแบบมาเพื่อกักเก็บความอบอุ่น การใช้เครื่องปรับอากาศที่ยังไม่แพร่หลาย ต้นทุนและข้อจำกัดในการติดตั้ง รวมถึงทัศนคติเรื่อง ‘ความรู้สึกผิดทางคาร์บอน’ ที่ทำให้การใช้แอร์ยังเป็นประเด็นถกเถียงในหลายประเทศ

 

THE STANDARD พาทุกคนทำความเข้าใจเบื้องหลังคลื่นความร้อนครั้งประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ปรากฏการณ์โอเมกาบล็อก ไปจนถึงเหตุผลที่ยุโรปอาจเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เปราะบางที่สุดต่อโลกที่กำลังร้อนขึ้น

 

สถานการณ์ปัจจุบัน

 

ยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงในหลายประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศส สเปน อิตาลี เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และสหราชอาณาจักร หลายพื้นที่มีอุณหภูมิแตะหรือเกิน 40 องศาเซลเซียส ขณะที่บางประเทศประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสูงสุด เนื่องจากความร้อนอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตประชาชย

 

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายนเป็นต้นมา ยุโรปมีผู้เสียชีวิตส่วนเกินมากกว่า 1,300 รายที่เชื่อมโยงกับอุณหภูมิสูง โดย เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO เตือนว่า คลื่นความร้อนคือ ‘นักฆ่าเงียบ’ สำหรับชาวยุโรป เพราะบ้านเรือน ที่ทำงาน และโรงเรียนจำนวนมากไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับอุณหภูมิระดับนี้

 

WHO ยังเตือนว่า ยุโรปเป็นทวีปที่ร้อนขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยอุณหภูมิเพิ่มขึ้นราว 2 เท่าของค่าเฉลี่ยโลก ขณะที่คลื่นความร้อนกำลังเกิดขึ้นเกือบทุกปี เนื่องจากความรุนแรงของภาวะโลกเดือด

 

ฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่าค่าคาดการณ์ราว 1,000 ราย นับตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตในบ้านเพิ่มขึ้นราว 40%

 

ขณะเดียวกัน ฝรั่งเศสยังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำอย่างน้อย 74 รายตั้งแต่เกิดคลื่นความร้อน โดยหลายกรณีเกิดขึ้นในแหล่งน้ำที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล เช่น แม่น้ำ ทะเลสาบ และบ่อน้ำ

 

นอกจากนี้ คลื่นความร้อนยังทำให้อุณหภูมิในเยอรมนี โปแลนด์ และเช็กพุ่งทำลายสถิติ โดยเยอรมนีบันทึกวันที่ร้อนที่สุดเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน หลังสถานีตรวจวัดในเมืองคอชเชน ทางตะวันออกของประเทศ ใกล้พรมแดนโปแลนด์ วัดอุณหภูมิได้ 41.7 องศาเซลเซียส

 

ขณะเดียวกัน เช็กทำสถิติใหม่เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน หลังวัดอุณหภูมิได้ 41.1 องศาเซลเซียสที่เมืองด็อกซานี ทางเหนือของกรุงปราก ส่วนโปแลนด์ทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดตลอดกาลที่ 40.5 องศาเซลเซียสในเมืองสวูบีตเซ

 

รู้จัก ‘โอเมกาบล็อก’ ตัวการทำยุโรปร้อนจัด

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงในปี 2026 มาจากรูปแบบสภาพอากาศอย่าง ‘โอเมกาบล็อก’ ที่เกิดขึ้น เมื่อระบบความกดอากาศสูงขนาดใหญ่ปักหลักอยู่เหนือพื้นที่หนึ่ง และถูกขนาบด้วยระบบความกดอากาศต่ำที่เย็นกว่าทั้งสองด้าน จนมีรูปร่างคล้ายตัวอักษร Ω หรือโอเมกาในภาษากรีก

 

ทำความเข้าใจก่อนว่า ปกติแล้ว กระแสลมกรด (Jet Stream) จะพัดพาระบบอากาศให้เคลื่อนตัวจากตะวันตกไปตะวันออก ทำให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่เมื่อเกิดโอเมกาบล็อก กระแสลมกรดจึงถูกรบกวน และมีทิศทางคดเคี้ยวขึ้นลง ส่งผลให้ระบบความกดอากาศสูงบริเวณตรงกลางเคลื่อนตัวช้าลง หรือแทบไม่ขยับออกจากพื้นที่เดิม

 

นอกจากนี้ โอเมกาบล็อกยังกันอากาศเย็นจากมหาสมุทรแอตแลนติกไม่ให้แผ่เข้ามา ทำให้ท้องฟ้าโปร่ง แดดจัดต่อเนื่อง ขณะที่มวลอากาศร้อนยังถูกพัดพาเข้ามาจากแอฟริกาเหนือและทะเลทรายซาฮารา

 

ผลที่ตามมาคือ มวลอากาศร้อนและแห้งถูกกักอยู่เหนือยุโรปเป็นเวลาหลายวัน คล้ายกับมี ‘ฝาครอบ’ กดทับความร้อนไว้ด้านล่าง ขณะที่เวลากลางคืนยังสั้นเป็นพิเศษ ทำให้ความร้อนสะสมมากขึ้นและแทบไม่มีช่วงให้อากาศคลายตัว

 

อย่างไรก็ตาม โอเมกาบล็อกไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ภาวะโลกเดือดที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เพราะเมื่อเกิดรูปแบบอากาศที่กักความร้อนไว้กับที่ ความร้อนที่สะสมอยู่เหนือยุโรปจึงรุนแรงกว่าเดิม และเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนมากกว่าในอดีต

 

ทั้งนี้ เลขาธิการสหประชาชาติออกโรงเตือนว่า ภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศจะเกิดขึ้นบ่อยในอนาคต และยิ่งสร้างความเสียหายรุนแรง ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาของสหราชอาณาจักร (Met Office) ยังคาดการณ์ว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า อุณหภูมิระดับ 40 องศาเซลเซียสในสหราชอาณาจักรอาจกลายเป็น ‘เรื่องปกติ’ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ภาวะโลกเดือดกำลังพลิกโฉมฤดูร้อนของยุโรปและโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

 

ไร้แอร์ สถาปัตยกรรมเก่า ปัญหาศีลธรรม ซ้ำเติมวิกฤตความร้อนในยุโรป

 

น่าสนใจว่า บทความจาก CNN ระบุว่า สิ่งที่ทำให้คลื่นความร้อนในยุโรปอันตรายยิ่งขึ้น คือสภาพแวดล้อมในภูมิภาคไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมเก่าแก่และทัศนคติต่อการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ

 

โดยทั่วไป หลายประเทศในยุโรป โดยเฉพาะยุโรปเหนือและสหราชอาณาจักร มีภูมิอากาศค่อนข้างเย็น ทำให้บ้านเรือน อาคาร และเมืองจำนวนมากถูกออกแบบมาเพื่อเก็บความอบอุ่นมากกว่าระบายความร้อน เมื่อเกิดคลื่นความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิพุ่งสูง อาคารเหล่านี้จึงกักความร้อนไว้ภายใน และทำให้ประชาชนแทบไม่มีพื้นที่พักจากความร้อน

 

บทความจาก CNN ระบุว่า อาคารในยุโรปจำนวนมากเป็นอาคารเก่า สร้างขึ้นก่อนที่เทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศจะกลายเป็นเรื่องแพร่หลาย โดยสถิติในอังกฤษชี้ว่า บ้าน 1 ใน 6 หลังถูกสร้างขึ้นก่อนปี 1900 ขณะที่ The Economist เปรียบเทียบว่า ยุโรปตอนใต้มักสร้างบ้านเรือนเพื่อรับมือกับความร้อนเป็นทุนเดิม อีกทั้งยังมีวัฒนธรรม ‘นอนกลางวัน’ หรือ Siesta เพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานในช่วงอากาศร้อนจัด

 

ซ้ำร้าย เครื่องปรับอากาศยังไม่แพร่หลายในยุโรป โดยข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า บ้านเรือนในยุโรปมีเครื่องปรับอากาศราว 20% เท่านั้น เมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่มีเครื่องปรับอากาศถึง 90% ทำให้ชาวยุโรปจำนวนมากต้องพึ่งพาพัดลม ถุงน้ำแข็ง หรือการอาบน้ำเย็นเพื่อรับมือกับอากาศร้อน

 

ทั้งนี้ ไบรอัน มาเธอร์เวย์ หัวหน้าสำนักงานประสิทธิภาพพลังงานและการเปลี่ยนผ่านอย่างครอบคลุมของ IEA อธิบายว่า ยุโรปไม่มีวัฒนธรรมการใช้เครื่องปรับอากาศมาก่อน เพราะในอดีตไม่ใช่ความจำเป็นหลัก แอร์จึงมักถูกมองว่าเป็น ‘ของฟุ่มเฟือย’ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงต้นทุนการติดตั้งและค่าไฟฟ้า เนื่องจากราคาพลังงานในยุโรปสูงกว่า ขณะที่รายได้เฉลี่ยของประชาชนต่ำกว่าสหรัฐฯ

 

ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อหลายครัวเรือนต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในบ้านเก่า แต่กลับเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งโครงสร้างอาคารที่ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับระบบทำความเย็นส่วนกลาง ต้นทุนการติดตั้งที่สูง ไปจนถึงกฎระเบียบด้านการอนุรักษ์อาคาร โดยเฉพาะในพื้นที่ประวัติศาสตร์หรืออาคารที่ได้รับการขึ้นทะเบียน ซึ่งอาจถูกปฏิเสธไม่ให้ติดตั้งคอยล์ร้อนภายนอกอาคาร เพราะกระทบต่อรูปลักษณ์ของเมืองหรืออาคารเก่าแก่

 

นอกจากนี้ การติดแอร์ในยุโรปยังเกี่ยวข้องกับนโยบายสิ่งแวดล้อม เพราะสหภาพยุโรปตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 นั่นหมายความว่า การเพิ่มจำนวนเครื่องปรับอากาศอาจสวนทางกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ หากระบบทำความเย็นยังใช้พลังงานสูง หรือไฟฟ้าส่วนหนึ่งยังมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

The Economist ยังขยายความว่า ชาวยุโรปจำนวนมากมี ‘ความรู้สึกผิดทางคาร์บอน’ (Carbon Guilt) เมื่อต้องติดตั้งหรือเปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะกังวลว่า แอร์ใช้พลังงานสูงและอาจซ้ำเติมภาวะโลกร้อน โดยเฉพาะในช่วงที่ยุโรปพยายามลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและเดินหน้าเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ

 

อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวซับซ้อนกว่านั้น เพราะในหลายประเทศ เช่น สเปน โปรตุเกส และฝรั่งเศส มีระบบไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์ ทำให้การใช้แอร์อาจไม่ได้ปล่อยคาร์บอนสูงเท่าที่หลายคนกังวล เมื่อเทียบกับบางพื้นที่ของสหรัฐฯ ที่ระบบไฟฟ้ายังปล่อยคาร์บอนสูงกว่า

 

อนึ่ง The New York Times ฉายภาพให้เห็นว่า วิกฤตความร้อนยังทำให้เครื่องปรับอากาศกลายเป็นประเด็นการเมืองในยุโรปมากขึ้น เช่น นักการเมืองฝ่ายขวาหลายคนเริ่มใช้คลื่นความร้อนเป็นข้อเรียกร้องให้รัฐเร่งติดตั้งแอร์ในบ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล และอาคารสาธารณะ เพื่อปกป้องชีวิตประชาชน

 

ขณะที่พรรคฝ่ายซ้ายจำนวนหนึ่งเริ่มยอมรับว่า ในบางสถานที่ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์เด็กเล็ก หรือสถานดูแลผู้สูงอายุ แอร์อาจไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่จำเป็น

 

ภาพ: Yara Nardi / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post โอเมกาบล็อก โลกเดือด เมืองไม่พร้อม ทำไม ‘ยุโรป’ จึงร้อนหนักครั้งประวัติศาสตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้น ทำไมสหรัฐฯ-อิหร่าน ถึงกลับมาเปิดฉากโจมตีกันอีกครั้ง https://thestandard.co/key-messages-us-iran-attack-again/ Sun, 28 Jun 2026 08:28:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1224195 ภาพเครื่องบินรบสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน

วันนี้ (28 มิถุนายน) สหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาเปิดฉา […]

The post เกิดอะไรขึ้น ทำไมสหรัฐฯ-อิหร่าน ถึงกลับมาเปิดฉากโจมตีกันอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเครื่องบินรบสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่าน

วันนี้ (28 มิถุนายน) สหรัฐอเมริกาและอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีกันอีกครั้ง ซึ่งการปะทะระลอกใหม่นี้เกิดขึ้นจากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง (Memorandum of Understanding – MoU) ที่ลงนามกันไว้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีแก่นกลางของความขัดแย้งคือ การแย่งชิงสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าที่สำคัญของโลก

 

 

เกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

จุดเริ่มต้นของความตึงเครียดระลอกนี้เกิดจากการที่มีโดรนปริศนาเข้าโจมตีเรือสินค้าที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้แก่ เรือบรรทุกสินค้า Ever Lovely ของสิงคโปร์ในวันพฤหัสบดี (25 มิถุนายน) และเรือบรรทุกน้ำมัน Kiku ของปานามาในเช้าวันเสาร์ (27 มิถุนายน)

 

เพื่อเป็นการตอบโต้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ส่งเครื่องบินรบเข้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่านตามแนวชายฝั่งตอนใต้ เช่น บริเวณท่าเรือ Sirik, เกาะ Qeshm และ Bandar-e Lengeh ติดต่อกันเป็นเวลาสองวัน โดยพุ่งเป้าทำลายคลังเก็บโดรน ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ และระบบสื่อสาร

 

ก่อนที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธและส่งโดรนเข้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ ฐานทัพอากาศ Ali al-Salem ในคูเวต และกองเรือยุทธการที่ 5 ในบาห์เรน ส่งผลให้ทั้งคูเวตและบาห์เรนต้องเปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศและประกาศเตือนภัยประชาชน

 

สาเหตุหลักที่ทำให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีกัน

 

สาเหตุรากฐานมาจากการที่ ทั้งสองฝ่ายมีการตีความข้อตกลงหยุดยิง (MoU) ที่ ‘แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง’ และต่างฝ่ายต่างกล่าวหากันว่า ‘ละเมิดข้อตกลงก่อน’

 

ในมุมมองของอิหร่าน อิหร่านมองว่า การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซคือ ‘เครื่องมือต่อรอง’ และอำนาจยับยั้งชั่งใจที่สำคัญที่สุดของตน อิหร่านตีความมาตรา 5 ของข้อตกลงว่า เรือทุกลำที่จะผ่านช่องแคบจะต้องมีการประสานงาน ขออนุญาต และทำตามเส้นทางที่อิหร่านกำหนดเท่านั้น

 

นอกจากนี้อิหร่านยังมีความพยายามที่จะเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมจากเรือสินค้า โดยอิหร่านอ้างว่า เหตุที่เรือ Ever Lovely ถูกโจมตี เป็นเพราะเรือลำดังกล่าวใช้เส้นทางที่ไม่ได้รับอนุญาต

 

ขณะที่มุมมองของสหรัฐฯ นั้น สหรัฐฯ ต้องการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกและเสรีภาพในการเดินเรือ โดย ‘ปฏิเสธ’ ข้อเรียกร้องเรื่องการเก็บค่าผ่านทางโดยสิ้นเชิง สหรัฐฯ มองว่า หากเรือสัญจรผ่านน่านน้ำของประเทศโอมาน ก็ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตหรือประสานงานใดๆ กับทางการอิหร่าน

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาว่า ‘ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง’ สหรัฐฯ มองว่า การที่อิหร่านส่งโดรนโจมตีเรือพาณิชย์ ถือเป็นการคุกคามและขัดขวางเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่ง ‘ละเมิดข้อตกลง MoU อย่างชัดเจน’ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประณามการกระทำของอิหร่านและขู่ว่า หากอิหร่านยังไม่หยุด สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารขั้นเด็ดขาดกวาดล้างอิหร่าน

 

ขณะที่อิหร่าน มองว่า การที่สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบมาทิ้งระเบิดใส่โครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายฝั่งของตน ถือเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวและ ‘ละเมิดข้อตกลง’ มาตรา 1 ที่ระบุให้ยุติความเป็นศัตรูกันในทุกแนวรบ อิหร่านจึงเตือนว่า หากสหรัฐฯ ยังคงโจมตีต่อ อิหร่านก็จะตอบโต้ด้วยความรุนแรงที่มากขึ้น

 

ผลกระทบและแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น

 

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การโจมตีตอบโต้กันไปมาในลักษณะนี้ (Tit-for-Tat) มี ‘ความเสี่ยงสูงมาก’ ที่จะลุกลามจนควบคุมไม่อยู่ และอาจทำให้ข้อตกลงสันติภาพ ‘พังทลายลงอย่างสมบูรณ์’

 

นอกจากนี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งอาจกลายมาเป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะเดียวกัน สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ บางส่วนก็เริ่มออกมาขู่ว่าจะดำเนินคดีกับทรัมป์ฐานละเมิด ‘มติจำกัดอำนาจการทำสงคราม’ (War Powers Resolution) หากยังคงเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป

 

ภาพ: U.S. Central Command / Handout via Reuters

 

อ้างอิง:

The post เกิดอะไรขึ้น ทำไมสหรัฐฯ-อิหร่าน ถึงกลับมาเปิดฉากโจมตีกันอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมประธานาธิบดีเซอร์เบียประกาศลาออก? เกมการเมืองหรือยอมถอยจริง https://thestandard.co/key-messages-serbian-president-resigns/ Sun, 28 Jun 2026 08:23:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1224190 ภาพประธานาธิบดีอเล็กซานดาร์ วูชิช ผู้นำเซอร์เบีย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในเวทีการเมืองยุโรป เมื่อประธานาธ […]

The post ทำไมประธานาธิบดีเซอร์เบียประกาศลาออก? เกมการเมืองหรือยอมถอยจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดีอเล็กซานดาร์ วูชิช ผู้นำเซอร์เบีย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในเวทีการเมืองยุโรป เมื่อประธานาธิบดี อเล็กซานดาร์ วูชิช (Aleksandar Vucic) ผู้นำทรงอิทธิพลของเซอร์เบียที่อยู่ในอำนาจนาน 12 ปี (ในตำแหน่งประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี) ออกประกาศว่า “จะลาออกจากตำแหน่งภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า” พร้อมดันให้ประเทศเข้าสู่การเลือกตั้งก่อนกำหนด ท่ามกลางกระแสประท้วงทั่วประเทศเพื่อกดดันให้เขาก้าวลงจากอำนาจจากปัญหาการบริหารประเทศและคอร์รัปชัน

 

 

เกิดอะไรขึ้นในเซอร์เบีย? และนี่จะเป็นจุดสิ้นสุดอำนาจของวูซิชจริงหรือไม่? บทความนี้จะสรุปให้เข้าใจในที่เดียว

 

โศกนาฏกรรมหลังคาสถานีรถไฟถล่มและกระแสประท้วงคอร์รัปชันที่นำโดยนักศึกษา

 

  • อาจกล่าวได้ว่า จุดเปลี่ยนสำคัญบนถนนการเมืองของวูซิชเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2024 เมื่อเกิดเหตุการณ์หลังคากันสาดของสถานีรถไฟในเมืองโนวีซาดถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 16 ราย สร้างความโกรธแค้นแก่กลุ่มนักศึกษา ฝ่ายค้าน และองค์กรสิทธิมนุษยชน โดยต่างมองว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่เป็นยอดภูเขาน้ำแข็งที่สะท้อนถึง “การทุจริตคอร์รัปชันและการบริหารที่ล้มเหลว” ในโครงการก่อสร้างของรัฐ
  • เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันและนำไปสู่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลเซอร์เบอร์และพรรค SNS ของวูซิชที่ยืดเยื้อมานานกว่า 18 เดือน โดยมีกลุ่มเคลื่อนไหวของนักศึกษาเป็นแกนนำหลัก ซึ่งถือเป็นการประท้วงระลอกใหญ่ที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ปี 2000 จนวูชิชต้องตัดสินใจยอมประกาศถอยในที่สุด ก่อนที่วาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจะสิ้นสุดลงในปี 2027

 

ถอยเพื่อรุก? ‘ลาออก’ แต่ไม่ได้แปลว่าจะ ‘วางมือทางการเมือง’

 

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์และฝ่ายค้านมองตรงกันว่า การลาออกครั้งนี้ไม่ใช่จุดจบทางการเมืองของวูชิช แต่อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองของเขา

 

  • ในอดีตวูซิชมีการสลับเก้าอี้ระหว่างประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี โดยหลายฝ่ายมองว่าตำแหน่งประธานาธิบดีมีไว้เพื่อพิธีการหรือเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เพราะที่ผ่านมาวูชิชมีอิทธิพลในการควบคุมรัฐบาลและบริหารประเทศมาตลอด ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ดังนั้นการลาออกครั้งนี้จึงอาจเป็นการปูทางให้เขาลงสมัครและกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจบริหารเต็มตัวอีกครั้ง หากพรรคของเขาชนะการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา
  • นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังมองถึงการวางหมากเพื่อสืบทอดอำนาจ โดยเป็นที่คาดหมายว่า วูซิชจะดันพันธมิตรที่ไว้ใจได้ขึ้นสู่เก้าอี้ประธานาธิบดีแทน เพื่อปูทางให้เขายังคงกุมกลไกอำนาจสูงสุดของประเทศไว้ได้เช่นเดิม
  • ขณะที่ฝั่งขบวนการนักศึกษาและฝ่ายค้าน มองว่า วูชิชพยายามชิงลาออกเพื่อ “ดักหน้าความพ่ายแพ้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” เนื่องจากกระแสประท้วงของนักศึกษาในปัจจุบันกำลังสร้างโมเมนตัม โดยได้แนวร่วมสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น สวนทางกับคะแนนนิยมในตัวผู้นำเองที่เริ่มถดถอยลง
  • ขณะที่ฝั่งประธานาธิบดีวูชิชตอบโต้ว่า กลุ่มผู้ประท้วงและนักศึกษากำลังพยายามบ่อนทำลายชาติ และกล่าวหาว่ามีการคบคิดกับกองกำลังต่างชาติเพื่อโค่นล้มรัฐบาล ขณะเดียวกันวูซิชยังพยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเพื่อดึงฐานเสียงกลับมา โดยในการหาเสียงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาให้คำมั่นว่าจะขจัดการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดสิ้น พร้อมสัญญาว่าจะเพิ่มเงินบำนาญและอัดฉีดเงินช่วยเหลือสำหรับผู้ยากไร้ ตลอดจนพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขของรัฐ

 

ชะตากรรมของเซอร์เบีย บนทางแพร่งระหว่าง EU กับ รัสเซีย-จีน

 

วิกฤตการเมืองภายในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของเซอร์เบียด้วย

 

  • เซอร์เบียกำลังอยู่ในกระบวนการขอเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีเงื่อนไขเหล็กว่าประเทศต้องปรับปรุงหลักนิติธรรม มีการเลือกตั้งที่โปร่งใส และไร้การทุจริต นอกจากนี้ยังต้องปรับนโยบายต่างประเทศให้สอดคล้องกับแนวทางของ EU ด้วย
  • แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลของวูชิชก็ยังคงมีนโยบายรักษาความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นกับรัสเซียและจีนมาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับวูซิช ขณะเดียวกันก็ทำให้เซอร์เบียกลายเป็นเวทีที่ผูกโยงกับภูมิรัฐศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นใครมาเป็นรัฐบาลใหม่ก็อาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายต่อมหาอำนาจด้วย

 

การประกาศลาออกของอเล็กซานดาร์ วูชิช อาจไม่ใช่การยอมแพ้ต่อกระแสขับไล่ของนักศึกษาโดยสิ้นเชิง แต่เป็นเกมการเมืองกระดานใหม่ที่เขาตั้งใจจะรีเซ็ตอำนาจผ่านการเลือกตั้งก่อนกำหนด เพื่อรักษาอิทธิพลของตนเองและพรรค SNS ให้อยู่รอดต่อไปท่ามกลางวิกฤตศรัทธาของประชาชน จึงต้องจับตาผลการเลือกตั้งต่อไป ซึ่งจนถึงเวลานี้วูซิชยังไม่ประกาศว่าจะยุบสภาเมื่อใด

 

ภาพ: REUTERS / Irakli Gedenidze / File Photo

 

อ้างอิง:

The post ทำไมประธานาธิบดีเซอร์เบียประกาศลาออก? เกมการเมืองหรือยอมถอยจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภัยพิบัติแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ทำไม ‘กรุงการากัส’ เสียหายหนักและเปราะบางที่สุด https://thestandard.co/venezuela-earthquake-caracas-vulnerable/ Sat, 27 Jun 2026 09:05:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1223746 ภาพความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวในกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา

เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อน (Double Earthquak […]

The post ภัยพิบัติแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ทำไม ‘กรุงการากัส’ เสียหายหนักและเปราะบางที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวในกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา

เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อน (Double Earthquake) ที่เวเนซุเอลา ขนาด 7.2 และ 7.5 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดของประเทศนับตั้งแต่ปี 1900

 

ยอดเสียชีวิตล่าสุดพุ่งทะลุ 920 รายแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีกกว่า 3,000 คน ขณะที่ทีมกู้ภัยที่ยังทำงานแข่งกันเวลา เชื่อว่ายังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

 

มีหลายพื้นที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะในรัฐลากวยรา (La Guaira) ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือและสนามบินหลักของประเทศ รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งตอนเหนือและกรุงการากัส โดยเฉพาะย่านโลสปาโลสกรันเดส (Los Palos Grandes) และอัลตามิรา (Altamira) ซึ่งถือเป็นย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า ร้านอาหาร และสถานทูตต่างประเทศที่ทันสมัยและปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของเวเนซุเอลา

 

คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทำไมกรุงการากัส เมืองหลวง จึงได้รับความเสียหายอย่างหนักและมีความเปราะบางกับแผ่นดินไหวครั้งนี้

 

สำนักข่าว Al Jazeera และนักธรณีฟิสิกส์ได้วิเคราะห์ 4 ปัจจัยสำคัญที่อาจตอบคำถามข้างต้น

 

  • ทำเลที่ตั้งบน ‘แอ่งตะกอนลึก’ (deep sedimentary basin) และรอยต่อเปลือกโลก: เวเนซุเอลาตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกแคริบเบียนและแผ่นอเมริกาใต้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเกิดแผ่นดินไหวใหญ่หลายครั้งจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกในอดีต ยิ่งไปกว่านั้น วาชาน ไรท์ นักธรณีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก อธิบายว่า กรุงการากัสตั้งอยู่บน “แอ่งตะกอนลึก” ซึ่งภูมิประเทศลักษณะนี้จะขยายความรุนแรงของคลื่นแผ่นดินไหวให้ทรงพลังยิ่งขึ้น
  • แผ่นดินไหวที่จุดกำเนิดอยู่ตื้น (Shallow Earthquake): จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดลึกเพียง 7.8 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าตื้นมาก พลังงานมหาศาลจึงไม่ได้ถูกดูดซับผ่านชั้นหินด้านล่าง แต่ถูกปลดปล่อยเข้าสู่ผิวดินและย่านชุมชนโดยตรง ทำให้อานุภาพทำลายล้างรุนแรงกว่าแผ่นดินไหวที่ระดับลึก
  • ‘บาร์ริโอส’ (Barrios) ชุมชนแออัดบริเวณเชิงเขา: เป็นระเบิดเวลาของกรุงการากัส คาดการณ์ว่ามีประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของเมืองหลวง (จากทั้งหมด 5 ล้านคน) อาศัยอยู่ในชุมชนไม่เป็นทางการ หรือ ‘บาร์ริโอส’ ซึ่งเป็นบ้านอิฐบล็อกราคาถูกที่สร้างกันเองโดยไม่มีเสาเข็มหรือการเสริมเหล็ก ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ไม่มีความปลอดภัย และบ้านเหล่านี้ก็ตั้งอยู่บนทางลาดชันของภูเขา เมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือน โครงสร้างเหล่านี้จึงถล่มลงมาได้ง่าย
  • พิษเศรษฐกิจและการคว่ำบาตรจากนานาชาติ: ทำให้โครงสร้างพื้นฐานขาดงบประมาณในการดูแลรักษา นอกจากนี้ยังขาดการลงทุนในการวางผังเมืองและข้อกำหนดตึกอาคารที่ต้านทานแผ่นดินไหว โดยก่อนหน้านี้เวเนซุเอลาเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกมานานหลายทศวรรษ แม้ช่วงต้นปี 2026 สหรัฐฯ จะเริ่มยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน หลังใช้ปฏิบัติการทางทหารที่นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านอำนาจจากอดีตประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร สู่เดลซี โรดริเกซ แต่กรุงการากัสก็ยังคงบอบช้ำและไม่สามารถฟื้นฟูระบบโครงสร้างพื้นฐานได้ทันเวลา

 

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด ทีมกู้ภัยและเจ้าหน้าที่อาสาสมัครยังคงทำงานแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ขณะที่ประชาชนอีกนับล้านคนในกรุงการากัสยังต้องเผชิญกับภาวะไม่มีไฟฟ้าใช้ ท่ามกลางความกังวลว่าข้อจำกัดด้านงบประมาณและปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่สะสมมานาน จะทำให้การฟื้นฟูเยียวยาเมืองหลวงแห่งนี้เป็นไปได้อย่างล่าช้า

 

ภาพ: REUTERS / Fausto Torrealba

 

อ้างอิง:

The post ภัยพิบัติแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา ทำไม ‘กรุงการากัส’ เสียหายหนักและเปราะบางที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสัญญา สถ. จ้าง มศว 133 ล้าน จัดสอบท้องถิ่น TOR กำชับลับที่สุด-รถ GPS-กันข้อสอบรั่วทุกขั้นตอน https://thestandard.co/dla-swu-local-exam-security/ Fri, 26 Jun 2026 09:12:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1223305 ภาพเอกสารสัญญาจ้างระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สำหรับการจัดสอบท้องถิ่น

เอกสารสัญญาจ้างและร่างขอบเขตของงาน (TOR) การจ้างเหมาดำเ […]

The post เปิดสัญญา สถ. จ้าง มศว 133 ล้าน จัดสอบท้องถิ่น TOR กำชับลับที่สุด-รถ GPS-กันข้อสอบรั่วทุกขั้นตอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเอกสารสัญญาจ้างระหว่างกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สำหรับการจัดสอบท้องถิ่น

เอกสารสัญญาจ้างและร่างขอบเขตของงาน (TOR) การจ้างเหมาดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 เปิดเผยรายละเอียดการจัดสอบครั้งใหญ่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีผู้มีสิทธิสอบทั้งสิ้น 438,277 คน ครอบคลุม 10 กลุ่มภาค/เขต รวม 105 ตำแหน่ง 8,548 อัตรา โดยมีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว เป็นผู้รับจ้าง วงเงินรวม 133,236,208 บาท

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

จากเอกสารสัญญาจ้างทำของ เลขที่ 6/2569 ลงวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ระบุว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในฐานะผู้ว่าจ้าง โดยร้อยตำรวจโท ภพชนก ชลานุเคราะห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทำสัญญากับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในฐานะผู้รับจ้าง โดยนายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา เป็นผู้ลงนามแทนมหาวิทยาลัย

 

สาระสำคัญของสัญญาคือ การว่าจ้างให้ มศว ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขในสัญญา รวมถึงเอกสารแนบท้ายสัญญา โดยผู้รับจ้างต้องจัดหาแรงงาน วัสดุ เครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงาน

 

เอกสารแนบท้ายสัญญาประกอบด้วย รายละเอียดขอบเขตงานจ้าง 28 หน้า ข้อเสนอด้านราคา 8 หน้า ข้อเสนองานจ้าง 228 หน้า และหนังสือมอบอำนาจ 42 หน้า โดยสัญญาระบุว่า หากเอกสารแนบท้ายสัญญาขัดหรือแย้งกับข้อความในสัญญา ให้ใช้ข้อความในสัญญาเป็นหลัก และหากเอกสารแนบท้ายสัญญาขัดแย้งกันเอง ผู้รับจ้างต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของผู้ว่าจ้าง ซึ่งถือเป็นที่สุด

 

วงเงิน 133 ล้านบาท แบ่งจ่าย 3 งวด

 

สัญญาระบุวงเงินค่าจ้างรวม 133,236,208 บาท เป็นราคาที่ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม และรวมค่าใช้จ่ายอื่นทั้งหมดแล้ว เมื่อเทียบกับจำนวนผู้มีสิทธิสอบ 438,277 คน คิดเป็นค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 304 บาทต่อผู้มีสิทธิสอบหนึ่งคน

 

การจ่ายเงินแบ่งเป็น 3 งวด ได้แก่

 

งวดที่ 1 จำนวน 39,970,862.40 บาท เมื่อผู้รับจ้างส่งมอบงานภายในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ประกอบด้วยบัญชีผู้มีสิทธิเข้าสอบจำแนกเป็นห้องสอบและสถานที่สอบ คำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์อำนวยการสอบจังหวัดและสนามสอบ แผนที่ตั้งสนามสอบทุกสนาม และผังสถานที่ที่ใช้เป็นสนามสอบทุกแห่ง

 

งวดที่ 2 จำนวน 39,970,862.40 บาท เมื่อส่งมอบงานภายในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ประกอบด้วยสรุปจำนวนผู้มีสิทธิสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป หรือ ภาค ก และภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง หรือ ภาค ข รายงานประมวลผลการสอบ คะแนนสอบ รายชื่อผู้สอบผ่านตามเกณฑ์ บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก และบัญชีผู้มีสิทธิเข้าสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง หรือ ภาค ค

 

งวดที่ 3 จำนวน 53,294,483.20 บาท เมื่อผู้รับจ้างดำเนินงานทั้งหมดแล้วเสร็จภายในวันที่ 22 มกราคม 2569 ประกอบด้วยสรุปจำนวนผู้มีสิทธิสอบภาค ค รายงานประมวลผลคะแนนรวม รายชื่อผู้สอบผ่าน ภาค ก ภาค ข และภาค ค ตามเกณฑ์ การประชาสัมพันธ์ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันในแต่ละตำแหน่งและแต่ละภาค/เขต รวมถึงการส่งมอบข้อสอบทั้งหมดในรูปแบบไฟล์

 

สัญญายังกำหนดว่า ผู้รับจ้างต้องเริ่มงานในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 และต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 22 มกราคม 2569 หรือภายในกรอบเวลาประมาณ 90 วัน

 

TOR ระบุผู้มีสิทธิสอบ 438,277 คน บรรจุ 8,548 อัตรา

 

ร่าง TOR ระบุว่า การสอบแข่งขันครั้งนี้ดำเนินการภายใต้ประกาศคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. เรื่องรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 โดยเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 7-28 มีนาคม 2568 แบ่งเป็น 10 กลุ่มภาค/เขต

 

ตำแหน่งที่เปิดสอบมีทั้งหมด 105 ตำแหน่ง รวม 8,548 อัตรา แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน 28 ตำแหน่ง 3,817 อัตรา ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ 44 ตำแหน่ง 3,048 อัตรา และตำแหน่งประเภทครูผู้ช่วย 33 ตำแหน่ง 1,683 อัตรา

 

TOR ระบุเหตุผลของการจ้างเหมาดำเนินการสอบว่า กระบวนการสอบบางขั้นตอนเป็นความลับของราชการ หากดำเนินการไม่รัดกุมอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนราชการและกระทบสิทธิของผู้สมัคร จึงเห็นควรจัดจ้างหน่วยงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาดำเนินการ ตั้งแต่การออกข้อสอบ คัดเลือกข้อสอบ จัดพิมพ์ เตรียมข้อสอบ ขนส่งข้อสอบ จัดหาสถานที่สอบ เก็บแบบทดสอบ จัดหายานพาหนะ วัสดุอุปกรณ์ จัดสอบ ประเมินภาคสัมภาษณ์ และประมวลผลคะแนน

 

คัดเลือกผู้รับจ้างด้วยเกณฑ์ราคา 40% คุณภาพ 60%

 

TOR กำหนดให้ผู้เสนอราคาต้องเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐหรือสถาบันการศึกษาของรัฐ มีความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ และประสบการณ์เกี่ยวกับการดำเนินงานสอบในลักษณะเดียวกันหรือใกล้เคียง เช่น การจัดทำและจัดพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับการสอบ การออกข้อสอบและคัดเลือกข้อสอบ การจัดเตรียมแบบทดสอบและกระดาษคำตอบ การขนย้ายและจัดเก็บข้อสอบ ตลอดจนการตรวจกระดาษคำตอบ ประมวลผล และวิเคราะห์ข้อสอบ

 

ผู้เสนอราคาต้องเสนอราคาต่อคน คูณด้วยจำนวนผู้สมัครสอบ 438,277 คน และต้องลงทะเบียนในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-GP

 

เอกสาร TOR ระบุหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกผู้ชนะว่าใช้เกณฑ์ราคาประกอบเกณฑ์อื่น หรือเกณฑ์คุณภาพประสิทธิภาพ ในอัตราส่วนน้ำหนัก 40 ต่อ 60 โดยราคาที่เสนอมีน้ำหนัก 40% ส่วนเกณฑ์อื่นมีน้ำหนัก 60% เช่น ประสบการณ์จัดสอบ จำนวนผู้เข้าสอบสูงสุดต่อครั้งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จำนวนครั้งที่เคยรับจ้างจัดสอบให้หน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ สถานที่จัดสอบ จำนวนห้องสอบ จำนวนที่นั่งสอบ มาตรการรักษาความปลอดภัย และแผนดำเนินงาน

 

กำหนดข้อสอบ ภาค ก 100 ข้อ ภาค ข 100 ข้อต่อตำแหน่ง

 

ในส่วนของการออกข้อสอบ TOR กำหนดให้ผู้รับจ้างแต่งตั้งกรรมการออกข้อสอบที่เป็นคณาจารย์ผู้มีคุณวุฒิ มีประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับข้อสอบ โดยต้องไม่เป็นติวเตอร์หรือผู้สอนพิเศษในสถาบันการศึกษาใดๆ และต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเอกสารหรือคู่มือเตรียมสอบที่เกี่ยวข้องกับการสอบแข่งขันครั้งนี้

 

ข้อสอบภาค ก กำหนดเป็นข้อสอบปรนัย 100 ข้อ แบ่งตามระดับความรู้ความสามารถ โดยมี 2 ระดับ คือ ระดับปริญญาตรี สำหรับผู้สมัครตำแหน่งประเภทวิชาการและครูผู้ช่วย และระดับต่ำกว่าปริญญาตรี สำหรับผู้สมัครตำแหน่งประเภททั่วไป

 

ส่วนข้อสอบภาค ข หรือภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง กำหนดเป็นข้อสอบปรนัยตำแหน่งละ 100 ข้อ เพื่อทดสอบความรู้ความสามารถเฉพาะทางที่ใช้ในการปฏิบัติงานในตำแหน่งนั้นๆ ตามที่ กสถ. กำหนด

 

TOR ยังระบุให้ข้อสอบทุกข้อในการเฉลยต้องมีคำอธิบายเหตุผลหรือระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และห้ามคัดลอกจากสถาบันกวดวิชา ติวเตอร์ หรือคามคู่มือสอบต่างๆ หากมีการทักท้วงหรือร้องเรียน ผู้รับจ้างต้องอธิบายข้อสอบและคำตอบตามหลักวิชาได้

 

มาตรการกันข้อสอบรั่ว: ‘ลับที่สุด’ กล้องวงจรปิด-ห้ามสื่อสารภายนอก

 

หนึ่งในสาระสำคัญของ TOR คือมาตรการรักษาความปลอดภัยและความลับของข้อสอบ ซึ่งกำหนดให้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกข้อสอบ คัดเลือกข้อสอบ จัดพิมพ์ เก็บรักษา ขนส่ง จัดสอบ ตรวจคำตอบ และประมวลผล ต้องมีมาตรการป้องกันการรั่วไหลอย่างเข้มงวด

 

สถานที่ออกข้อสอบต้องมั่นคง ปลอดภัย เอกสารและอุปกรณ์ที่ใช้ต้องจัดเตรียมไว้ในห้องออกข้อสอบ ห้ามกรรมการออกข้อสอบและเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกนำปากกา ดินสอ กระดาษ โทรศัพท์ เครื่องบันทึก เอกสาร อุปกรณ์สื่อสาร หรืออุปกรณ์บันทึกภาพและเสียงเข้า-ออกห้องออกข้อสอบโดยเด็ดขาด เว้นแต่ได้รับอนุญาตตามความจำเป็น

 

TOR กำหนดให้มีการประชุมชี้แจงกรรมการออกข้อสอบก่อนเริ่มงาน และต้องมีเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมสังเกตการณ์อย่างน้อย 3 คน นอกจากนี้ ผู้รับจ้างต้องกำหนดอำนาจ หน้าที่ วิธีการ กิจกรรม และระยะเวลาดำเนินการออกข้อสอบตามมาตรฐานหลักวิชาการ พร้อมข้อพึงปฏิบัติเกี่ยวกับจรรยาบรรณและการรักษาความลับในระดับ ‘ลับที่สุด’ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อสอบและคำตอบให้ได้ 100%

 

ในขั้นตอนเก็บรักษาข้อสอบ TOR กำหนดให้มีสถานที่มั่นคง ปลอดภัย มีระบบรักษาความปลอดภัย มีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอดเวลา ติดตั้งกล้องวงจรปิดทั้งในสถานที่และบริเวณโดยรอบ พร้อมกำหนดมาตรการรักษาความลับแก่เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องในระดับ ‘ลับที่สุด’ และห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงข้อสอบโดยเด็ดขาด โดยเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นสามารถตรวจสอบกล้องวงจรปิดผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ตลอดเวลา

 

กักตัวกรรมการออกข้อสอบ-คัดเลือกข้อสอบ จนกว่าสอบ ภาค ก-ข เสร็จ

 

TOR ยังระบุว่า ผู้รับจ้างต้องกำหนดมาตรการเก็บตัวกรรมการออกข้อสอบ กรรมการคัดเลือกข้อสอบ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จนกว่าการสอบภาค ก และภาค ข จะเสร็จสิ้น เพื่อเป็นหลักประกันว่าข้อสอบจะไม่รั่วไหล

 

ระหว่างการเก็บตัว ต้องมีมาตรการควบคุมการเข้า-ออกของผู้ปฏิบัติงานด้วยระบบยืนยันตัวตน บันทึกข้อมูลการเข้าออก ตรวจค้นอย่างละเอียด และป้องกันการนำสิ่งของต้องห้ามเข้า-ออกพื้นที่ โดยผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย เช่น พาหนะรับ-ส่ง พนักงานขับรถ อาหาร อาหารว่าง เครื่องดื่ม และค่าที่พัก หากมีการพักค้าง สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวนไม่เกิน 20 คน

 

เอกสารยังกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กสถ. และเจ้าหน้าที่จากภาคีเครือข่าย เช่น สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าร่วมสังเกตการณ์ได้ แต่เจ้าหน้าที่ดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรือข้อสอบได้

 

ขนส่งข้อสอบด้วยรถ GPS ตรวจสอบ Real Time

 

ในขั้นตอนการรับ-ส่งข้อสอบและกระดาษคำตอบ TOR กำหนดให้ใช้ยานพาหนะที่มั่นคง มิดชิด มีระบบป้องกันความปลอดภัยได้มาตรฐาน และอย่างน้อยต้องมีระบบ GPS แสดงตำแหน่งแบบ Real Time เพื่อให้ผู้ว่าจ้างตรวจสอบได้ตลอดเวลา

 

การขนส่งครอบคลุมตั้งแต่การส่งข้อสอบจากสถานที่เก็บรักษาส่วนกลางไปยังสถานที่เก็บรักษาในแต่ละเขตทั้ง 10 เขต หรือสถานที่ที่ กสถ. กำหนด การส่งต่อข้อสอบไปยังสนามสอบทุกสนาม การนำส่งข้อสอบหลังสอบเสร็จกลับไปยังสถานที่เก็บรักษาในแต่ละเขต ตลอดจนการส่งกระดาษคำตอบไปยังศูนย์อำนวยการสอบจังหวัดเพื่อดำเนินการตรวจ และนำส่งกระดาษคำตอบที่ตรวจเรียบร้อยกลับไปยังสถานที่เก็บรักษาของผู้รับจ้าง

 

TOR ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการควบคุมและรับผิดชอบการนำส่งข้อสอบและกระดาษคำตอบ พร้อมเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมเดินทางอย่างน้อย 2 คน และให้บันทึกเหตุการณ์การขนส่งทุก 1 ชั่วโมง หรือเมื่อมีเหตุผิดปกติ รวมถึงรายงานทุกครั้งที่มีการแวะพัก ตั้งแต่เริ่มเดินทางจนถึงปลายทาง

 

ห้องสอบต้องพร้อมก่อนสอบอย่างน้อย 2 วัน จัดที่นั่ง 1 คนต่อ 1 ที่

 

ในส่วนสนามสอบ TOR ระบุให้จัดเตรียมสถานที่สอบโดยคำนึงถึงการเดินทางและความสะดวกของผู้เข้าสอบ ต้องมีห้องสอบที่ได้มาตรฐาน โต๊ะเก้าอี้เหมาะสมกับจำนวนผู้เข้าสอบ จัดโต๊ะที่นั่งสอบ 1 ตัวต่อผู้เข้าสอบ 1 คน และต้องจัดสถานที่สอบสำหรับผู้พิการหรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

 

สนามสอบต้องพร้อมก่อนสอบไม่น้อยกว่า 2 วัน ต้องติดสติกเกอร์เลขประจำตัวสอบ จัดทำเอกสารที่ใช้สอบข้อเขียน เช่น ใบรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ เลขประจำตัวสอบ ชื่อ-นามสกุล และเอกสารอื่นๆ ตามที่ กสถ. กำหนด พร้อมติดป้ายชื่อสนามสอบ ป้ายบอกทาง ป้ายหน้าห้องสอบ และบอร์ดประชาสัมพันธ์ข้อมูลการสอบในแต่ละสนามสอบ

 

นอกจากนี้ TOR ยังระบุสัดส่วนเจ้าหน้าที่ประจำสนามสอบ เช่น ผู้อำนวยการสนามสอบ เจ้าหน้าที่กองกลาง เจ้าหน้าที่ประจำห้องสอบ เจ้าหน้าที่รับ-ส่งข้อสอบและกระดาษคำตอบ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่พยาบาลเบื้องต้น ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดและอำนวยความสะดวกอื่นๆ

 

ตรวจคะแนน-ส่งผลภายใน 7 วัน หลังสอบเสร็จ

 

TOR กำหนดให้การตรวจกระดาษคำตอบใช้เครื่องตรวจกระดาษคำตอบที่สามารถอ่านคำตอบ ตรวจนับคะแนน และแสดงผลคะแนนขณะตรวจได้ โดยต้องสแกนกระดาษคำตอบเฉพาะหน้าที่มีเลขประจำตัวสอบ และจัดทำข้อมูลเป็นไฟล์ PDF และ XLSX หรือรูปแบบที่ กสถ. กำหนด พร้อมบันทึกลงใน Flash Drive ส่งให้ประธาน กสถ. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายทันทีเมื่อการตรวจเสร็จ โดยถือเป็นความลับระดับ “ลับที่สุด”

 

สำหรับผลสอบภาค ก และภาค ข TOR ระบุให้ส่งผลการประมวลผลให้ กสถ. ภายใน 7 วันนับแต่วันสอบภาค ก และภาค ข เสร็จสิ้น เพื่อให้ กสถ. นำไปประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบภาค ค ในแต่ละตำแหน่งและแต่ละภาค/เขต

 

ส่วนการสอบภาค ค หรือภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง มีคะแนนเต็ม 100 คะแนน ให้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดละ 3 คน ทำหน้าที่ประเมินบุคคล โดยพิจารณาจากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน พฤติกรรมที่ปรากฏ การสัมภาษณ์ ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน ความสามารถ ประสบการณ์ วุฒิภาวะ อุปนิสัย อารมณ์ ทัศนคติ จริยธรรม คุณธรรม การปรับตัวเข้ากับผู้อื่น ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และบุคลิกภาพ

 

การจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ต้องพิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยผู้ผ่านการสอบต้องได้คะแนนแต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และคะแนนวิชาภาษาอังกฤษต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 จากนั้นต้องส่งผลการประมวลคะแนนให้ กสถ. ภายใน 7 วันนับแต่วันสอบสัมภาษณ์เสร็จสิ้น เพื่อดำเนินการประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในแต่ละตำแหน่งและแต่ละภาค/เขต

 

หากผู้รับจ้างเกี่ยวข้องทุจริต มีสิทธิบอกเลิกสัญญา

 

ทั้งสัญญาจ้างและ TOR กำหนดความรับผิดของผู้รับจ้างไว้อย่างเข้มงวด โดยหากผู้รับจ้างไม่สามารถดำเนินงานให้แล้วเสร็จตามกำหนด หรือมีเหตุให้เชื่อว่าไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จได้ ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและจ้างผู้รับจ้างรายใหม่ให้ทำงานต่อ โดยผู้รับจ้างเดิมต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

 

TOR ยังระบุชัดว่า หากปรากฏข้อมูลหรือข้อเท็จจริงว่าผู้รับจ้างเป็นผู้จัดสอบแข่งขันมีส่วนรู้เห็น หรือทำให้เกิดการทุจริตไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ จะถูกยกเลิกสัญญา พร้อมทั้งต้องรับผิดทั้งทางอาญา ทางแพ่ง ทางวินัย และทางปกครอง เพื่อให้มีมาตรการป้องกันการทุจริตที่รัดกุม ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ตลอดกระบวนการ

 

นอกจากนี้ ผู้รับจ้างต้องวางแผนดำเนินการและมาตรการป้องกันการทุจริตตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง เพื่อให้การสอบแข่งขันเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม

 

สรุป

 

คดีทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใสหลังประกาศผลสอบ แต่ยกระดับเป็นคดีใหญ่ระดับประเทศ หลัง ป.ป.ช. และตำรวจสอบสวนกลางตรวจพบพฤติการณ์ต้องสงสัยเกี่ยวกับการแก้ไขคะแนนสอบผ่านระบบ พร้อมหลักฐานสำคัญจากการตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ซึ่งพบคอมพิวเตอร์จำนวนมาก สำเนากระดาษคำตอบ รายชื่อผู้เข้าสอบ และบุคคลที่ถูกระบุว่ากำลังดำเนินการแก้ไขข้อมูลคะแนนสอบให้สอดคล้องกับผลที่ประกาศไปแล้วบางส่วน ข้อเท็จจริงชุดนี้ทำให้คำถามเรื่อง สอบได้เพราะความสามารถหรือ สอบได้เพราะซื้อทางลัด กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่กระทบความเชื่อมั่นของผู้เข้าสอบหลายแสนคนทั่วประเทศ

 

หัวใจของคดีหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ว่ามีการแก้คะแนนหรือไม่ แต่ต้องไล่ให้ถึงโครงสร้างทั้งหมดว่า ใครเป็นผู้สั่งการ ใครเป็นผู้เปิดทางให้เข้าถึงข้อมูล ใครเป็นนายหน้ารวบรวมรายชื่อผู้สอบ ใครเป็นผู้รับเงิน และมีเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือบุคคลในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนรู้เห็นในระดับใด เพราะการจัดสอบครั้งนี้อยู่ภายใต้ TOR ที่กำหนดมาตรการควบคุมความลับไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่การออกข้อสอบ การพิมพ์ การขนส่ง การตรวจคำตอบ ไปจนถึงการจัดเก็บเอกสารและประกาศผล หากยังเกิดพฤติการณ์เช่นนี้ได้จริง ย่อมสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่คนโกงบางคน แต่อาจอยู่ที่ช่องโหว่ของระบบกำกับดูแลทั้งหมด

 

คดีนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐไทยว่าจะสามารถปกป้องระบบสอบแข่งขัน ซึ่งควรเป็นประตูแห่งความเสมอภาคของประชาชน ได้จริงหรือไม่ เพราะผู้เข้าสอบจำนวนมากใช้เวลา เงิน และความหวังทั้งชีวิตในการเตรียมตัว ขณะที่ตำแหน่งข้าราชการท้องถิ่นคือกลไกสำคัญในการดูแลประชาชนในพื้นที่ หากการบรรจุแต่งตั้งถูกบิดเบือนด้วยเงิน เส้นสาย หรืออำนาจทางการเมือง ความเสียหายจะไม่หยุดอยู่ที่ผู้สอบที่ถูกแย่งโอกาส แต่จะลามไปถึงคุณภาพบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ และคำถามใหญ่ต่อประเทศว่า เราจะปล่อยให้การซื้ออนาคตในราชการ กลายเป็นเรื่องปกติอีกนานเพียงใด

The post เปิดสัญญา สถ. จ้าง มศว 133 ล้าน จัดสอบท้องถิ่น TOR กำชับลับที่สุด-รถ GPS-กันข้อสอบรั่วทุกขั้นตอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เหตุใดเกาหลีใต้จึงเร่งปฏิรูปกองทัพ สร้างนักรบโดรน 5 แสนคน พัฒนาโดรนพลีชีพ ‘K-Lucas’ https://thestandard.co/south-korea-drone-army-k-lucas/ Fri, 26 Jun 2026 07:54:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1223258 ภาพโดรนทหารกำลังบินอยู่เหนือพื้นที่ฝึกซ้อมของกองทัพเกาหลีใต้

เกาหลีใต้ประกาศเดินหน้ายกระดับกองทัพครั้งใหญ่ โดยตั้งเป […]

The post เหตุใดเกาหลีใต้จึงเร่งปฏิรูปกองทัพ สร้างนักรบโดรน 5 แสนคน พัฒนาโดรนพลีชีพ ‘K-Lucas’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโดรนทหารกำลังบินอยู่เหนือพื้นที่ฝึกซ้อมของกองทัพเกาหลีใต้

เกาหลีใต้ประกาศเดินหน้ายกระดับกองทัพครั้งใหญ่ โดยตั้งเป้าฝึกกำลังพล ‘นักรบโดรน’ จำนวน 5 แสนคน พร้อมขยายขีดความสามารถด้านโดรนและระบบต่อต้านโดรน ขณะที่ยังวางแผนพัฒนาโดรนพลีชีพระยะไกลในชื่อ ‘K-Lucas’ ซึ่งได้รับโมเดลจากสหรัฐอเมริกา เพื่อรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ ถือเป็นการปรับตัวสู่สงครามยุคใหม่ที่โดรนกำลังกลายเป็นอาวุธหลักในสนามรบ

 

 
 

เกาหลีใต้วางแผนปฏิรูปกองทัพ หวังสร้างนักรบโดรน

 

วันนี้ (26 มิถุนายน) กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เปิดเผยนโยบาย ‘การพัฒนาและเสริมสร้างกำลังโดรนและระบบต่อต้านโดรน’ โดยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงของสงครามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้กองทัพทั่วโลกต้องปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ หลังโดรนราคาประหยัดสามารถสร้างผลกระทบต่อสนามรบได้ไม่ต่างจากอาวุธราคาแพง

 

ทั้งนี้ อันกยูแพค รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ระบุว่า โดรนจะไม่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เฉพาะหน่วยรบพิเศษอีกต่อไป แต่ควรเป็นยุทโธปกรณ์พื้นฐานของทหารทุกนาย พร้อมเปรียบเทียบว่า โดรนควรเป็น ‘อาวุธประจำกายชิ้นที่สอง’ เหมือนกับปืน

 

ในแผนดังกล่าว รัฐบาลตั้งเป้าฝึกกำลังพล 5 แสนนาย ให้สามารถใช้งานโดรนได้อย่างเชี่ยวชาญ พร้อมจัดสรรงบประมาณ 2.05 หมื่นล้านวอนในปี 2027 เพื่อจัดหาโดรนขนาดเล็กกว่า 1.1 หมื่นลำ เพื่อใช้ฝึกในหน่วยทหารทั่วประเทศ โดยแต่ละหน่วยจะได้รับโดรนสำหรับทดลองใช้งานจริง เพื่อให้ทหารสามารถพัฒนายุทธวิธีและแนวทางประยุกต์ใช้ในสนามรบด้วยตนเอง

 

นอกจากนี้ กองทัพยังเตรียมจัดหลักสูตรฝึกอบรม และเปิดโอกาสให้กำลังพลสอบรับใบรับรองการบังคับโดรน รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการทดลอง โดยทหารที่ทำโดรนเสียหายหรือสูญหายระหว่างการฝึกจะไม่ต้องรับผิดชอบ เพื่อส่งเสริมให้กล้าฝึกและเรียนรู้การใช้งานจริง

 

ตั้งเป้าผลิต K-Lucas กว่าแสนลำ สร้างระบบต่อต้านโดรนและอาวุธเลเซอร์

 

นอกจากการฝึกกำลังพลแล้ว กระทรวงกลาโหมยังประกาศเร่งนำโดรนพลีชีพระยะไกลในชื่อ ‘K-Lucas’ เข้าประจำการ โดยตามรายงานของสำนักข่าว KBS โดรนรุ่นนี้สามารถบินวนเหนือพื้นที่เป้าหมายก่อนพุ่งชนและทำลายตัวเอง โดยออกแบบสำหรับภารกิจโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ และทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม

 

เบื้องต้น กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ระบุว่า K-Lucas พัฒนาต่อยอดจากโดรน Lucas ของสหรัฐฯ ถือเป็นโดรนโจมตีต้นทุนต่ำที่ได้รับการพัฒนาย้อนแบบจากโดรน Shahed-136 ของอิหร่าน อาวุธที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในสงครามตะวันออกกลาง

 

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังเตรียมจัดหาโดรนต้นทุนต่ำแบบใช้แล้วทิ้ง (Expendable Drone) มากกว่า 2 หมื่นลำภายในปี 2030 ไม่ว่าจะเป็นโดรนลาดตระเวนและโดรนพลีชีพขนาดเล็ก พร้อมพัฒนาระบบ ‘ฝูงโดรนปัญญาประดิษฐ์’ (AI Swarm) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการโจมตีแบบประสานงาน

 

ขณะเดียวกัน Reuters รายงานว่า กองทัพเกาหลีใต้ยังมีเป้าหมายผลิตโดรนรวม 1.1 แสนลำภายในปี 2029 เพื่อประจำการในกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และนาวิกโยธิน พร้อมกำหนดให้ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศทั้งหมด เพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีน และผลักดันอุตสาหกรรมโดรนของเกาหลีใต้ให้เติบโตควบคู่กัน

 

อนึ่ง รายงานของ KBS ยังระบุว่า ทางการเกาหลีใต้ยังเร่งพัฒนาระบบป้องกันโดรนแบบครบวงจร ครอบคลุมการตรวจจับ การรบกวนสัญญาณ (Jamming) และการยิงสกัด โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือ อาวุธเลเซอร์ต่อสู้อากาศยาน ที่มีกำหนดเริ่มประจำการภายในปีนี้

 

ระบบดังกล่าวจะสามารถตรวจจับ เล็งเป้าหมาย และยิงทำลายโดรนด้วยพลังงานความร้อนภายในเวลาไม่กี่วินาที โดยจุดเด่นสำคัญคือ ต้นทุนการยิงต่ำกว่า 2,000 วอน หรือราว 50 บาทต่อนัด ซึ่งต่ำกว่าการใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม กองทัพยอมรับว่า อาวุธเลเซอร์ยังมีข้อจำกัดจากสภาพอากาศ และยังรับมือการโจมตีของฝูงโดรนจำนวนมากได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

 

ทำไมเกาหลีใต้ต้องเร่งผลิตโดรน

 

ตามรายงานของ Reuters และ KBS ระบุ สาเหตุที่เกาหลีใต้วางแผนปฏิรูปกองทัพโดยนำโดรนเข้ามาใช้ เพราะภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ โดยกระทรวงกลาโหมระบุว่า รัฐบาลเปียงยางกำลังพัฒนาขีดความสามารถด้านโดรนอย่างต่อเนื่อง

 

มีรายงานว่า โดรนตระกูล Shahed ของอิหร่านถูกถ่ายทอดผ่านรัสเซีย ส่งต่อมายังเกาหลีเหนือ อาจทำให้เกิดภัยคุกคามต่อฐานทัพ โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และพื้นที่พลเรือนเพิ่มขึ้น

 

ส่วนเหตุผลในด้านอื่นๆ คือ บทเรียนจากสงครามยูเครนและตะวันออกกลางที่แสดงให้เห็นว่า โดรนราคาประหยัดจำนวนมากสามารถสร้างความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ราคาแพงได้ ทำให้หลายประเทศเริ่มปรับยุทธศาสตร์สู่แนวคิด ‘ความคุ้มค่า’ (Affordable Mass) หรือการใช้ยุทโธปกรณ์ต้นทุนต่ำจำนวนมากแทนอาวุธราคาแพง

 

ตัวอย่างที่กองทัพเกาหลีใต้นำมาอ้างอิงคือ ระบบ Sky Fortress ของยูเครน ที่ดัดแปลงสมาร์ทโฟนมือสองกว่า 7,000 เครื่องเป็นระบบตรวจจับเสียงโดรน ใช้งบประมาณประมาณ 1.5 หมื่นล้านวอน แต่สามารถสร้างระบบป้องกันทางอากาศได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าการจัดหาขีปนาวุธแพทริออตเพียงไม่กี่ลูก

 

อีกปัจจัยสำคัญคือ วิกฤตประชากรของเกาหลีใต้ ทำให้จำนวนกำลังพลลดลงต่อเนื่อง กองทัพจึงจำเป็นต้องพึ่งพาระบบอัตโนมัติและอาวุธไร้คนขับมากขึ้น เพื่อรักษาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศในระยะยาว

 

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้เคยประเมินว่า จำนวนผู้ชายวัย 20 ปี ซึ่งเป็นวัยหลักของการเกณฑ์ทหาร จะลดลงจากประมาณ 2.26 แสนคนในปี 2025 เหลือราว 1.3 แสนคนในปี 2040 ทำให้กองทัพจำเป็นต้องลดการพึ่งพากำลังพล และหันมาใช้เทคโนโลยี เช่น โดรน AI หุ่นยนต์ และระบบไร้คนขับมากขึ้น

 

รัฐบาลเกาหลีใต้มองว่า ในอนาคตโดรนจะไม่ได้เป็นเพียงยุทโธปกรณ์เฉพาะทาง แต่จะกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของทหารทุกนาย เช่นเดียวกับปืนประจำกาย และจะเป็นแกนหลักของการทำสงครามในศตวรรษที่ 21

 

แฟ้มภาพ: Defense Ministry / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post เหตุใดเกาหลีใต้จึงเร่งปฏิรูปกองทัพ สร้างนักรบโดรน 5 แสนคน พัฒนาโดรนพลีชีพ ‘K-Lucas’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15: ทิศทางการพัฒนาของจีน และความหมายต่อโลก https://thestandard.co/china-15th-five-year-plan-global-impact/ Fri, 26 Jun 2026 07:24:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1223247 ภาพกราฟิกแสดงแผนพัฒนาเศรษฐกิจจีนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

World Economic Forum ฉบับฤดูร้อนหรือที่เรียกว่า Summer […]

The post แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15: ทิศทางการพัฒนาของจีน และความหมายต่อโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแผนพัฒนาเศรษฐกิจจีนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

World Economic Forum ฉบับฤดูร้อนหรือที่เรียกว่า Summer Davos ที่เมืองต้าเหลียนของจีนในปีนี้มีหลายเวทีน่าสนใจที่ทำให้เห็นภาพรวมทิศทางเศรษฐกิจโลกภายใต้ฉากทัศน์ต่างๆ จากมุมมองของผู้นำที่เป็นผู้กำหนดนโยบายจากหลายประเทศ โดยหนึ่งในการประชุมเสวนา Annual Meeting of the New Champions ครั้งที่ 17 ที่ว่าด้วย ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 ของจีน’ นั้น เป็นหนึ่งในหัวข้อที่อยู่ในสปอตไลต์ เนื่องจากจีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และแผนฉบับนี้จะทำให้เราเห็นเป้าหมายและการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในระยะต่อไป ซึ่งจีนกำลังให้ความสำคัญกับเรื่องนวัตกรรม การบริโภคภายในประเทศ การยกระดับอุตสาหกรรม พลังงานสีเขียว และการเปิดประเทศสู่เศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แน่นอนว่า เมื่อเรารู้ว่าจีนจะขยับไปทางไหนก็ย่อมทำให้ประเทศต่างๆ รวมถึงไทย สามารถมองหาโอกาสต่างๆ ในความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ภายใต้โจทย์ใหญ่ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ทุกประเทศต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ซึ่งบทความนี้จะมาสรุปประเด็นสำคัญที่ได้จากเวทีดังกล่าว

 

การเสวนาในหัวข้อ “15th Five-Year Plan, Unpacked” เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา มีการวิเคราะห์กันว่า แผนพัฒนาฉบับใหม่ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2026-2030 จะเป็นกรอบกำหนดทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี โครงสร้างประชากร และห่วงโซ่อุปทานโลก

 

ผู้ร่วมเสวนาอธิบายว่า แผนพัฒนา 5 ปีของจีนไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกรอบนโยบายเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ทิศทางนโยบาย สำหรับภาคธุรกิจ นักลงทุน และพันธมิตรระหว่างประเทศอีกด้วย

 

เดินหน้าพัฒนาคุณภาพเศรษฐกิจ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

 

กั๋ว หลานเฟิง ประธานสมาคมปฏิรูปเศรษฐกิจแห่งประเทศจีน กล่าวว่า จีนจะยังคงยึดการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นภารกิจหลัก โดยมีการพัฒนาที่มีคุณภาพ การปฏิรูป และนวัตกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

 

เขาระบุว่ามี 3 ประเด็นที่จีนต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ได้แก่

 

  • การเสริมสร้างรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร
  • การปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

กั๋วยังกล่าวว่า จุดแข็งของจีนคือ ตลาดภายในประเทศขนาดใหญ่ ระบบอุตสาหกรรมที่ครบวงจร ศักยภาพด้านนวัตกรรม และความมุ่งมั่นในการปฏิรูปและเปิดประเทศ

 

โลกจับตาแผน 5 ปีของจีนอย่างไม่เคยมีมาก่อน

 

อดัม ทูซ ผู้อำนวยการสถาบันยุโรป มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวถึงความสนใจของนานาชาติที่มีต่อแผนพัฒนาฉบับนี้ว่า

 

“วันนี้เราอยู่ในปี 2026 และกำลังมานั่งพูดคุยกันถึงแผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่หลายคนเคยคาดคิดว่าศตวรรษที่ 21 จะดำเนินไปในลักษณะนี้”

 

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ตนไม่เคยเห็นแผนพัฒนา 5 ปีฉบับใดได้รับความสนใจจากทั่วโลกมากเท่านี้

 

ทูซมองว่า แผนพัฒนา 5 ปีของจีนได้พัฒนาจากการเป็นเพียงเอกสารวางแผน ไปสู่ เครื่องมือในการกำกับดูแลประเทศ ที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบท และเชื่อว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมและศักยภาพด้านการส่งออกของจีนจะยังคงเป็นสิ่งที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด

 

เปลี่ยนผ่านสู่ “การเติบโตคุณภาพสูง”

 

หยวน หยวน อัง ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองแห่งมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ กล่าวว่า แผนพัฒนาฉบับที่ 14 และ 15 เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลเศรษฐกิจเดิมที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน การส่งออก และภาคก่อสร้าง ไปสู่โมเดลใหม่ที่มุ่งเน้นการเติบโตที่มีคุณภาพสูง

 

เธอกล่าวว่า จีนกำลังผลักดันนวัตกรรมขั้นพื้นฐาน (0 to 1 Innovation) พร้อมกับทำให้นวัตกรรมสามารถสร้างการจ้างงาน นำไปใช้เชิงพาณิชย์ และกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศได้จริง

 

พลังงานสีเขียวเข้าสู่ยุคขับเคลื่อนด้วยตลาด

 

อู๋ จูอวี่ ประธานบริษัท HiTHIUM กล่าวว่า อุตสาหกรรมกักเก็บพลังงานรูปแบบใหม่กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเปลี่ยนผ่านจากการขับเคลื่อนด้วยนโยบายรัฐ ไปสู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด

 

เขาระบุว่า ต้นทุนของพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงาน ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จะทำให้พลังงานสะอาดมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นในช่วง 5 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

 

การบริโภคภายในประเทศ คือหัวใจของโมเดลเศรษฐกิจใหม่

 

ผู้ร่วมเสวนายังหารือถึงความสำคัญของอุปสงค์ภายในประเทศต่อการพัฒนาเศรษฐกิจจีนในระยะต่อไป

 

กั๋วกล่าวว่า หากต้องการกระตุ้นการบริโภคของครัวเรือน จำเป็นต้อง

 

  • สร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น
  • เสริมสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม
  • เพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ครัวเรือน
  • ยกระดับสภาพแวดล้อมด้านการบริโภค

 

เขากล่าวว่า “หากเราต้องการกระตุ้นการบริโภคของครัวเรือนอย่างแท้จริง สิ่งแรกที่ต้องทำคือทำให้ประชาชนมีเงินใช้จ่าย”

 

ด้านอังกล่าวเสริมว่า การเพิ่มความแข็งแกร่งของอุปสงค์ภายในประเทศจะช่วยรองรับกำลังการผลิตขั้นสูงของจีน และทำให้รูปแบบการเติบโตมีความสมดุลมากขึ้น

 

ขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ควบคู่การสร้างพันธมิตรในท้องถิ่น

 

ผู้ร่วมเสวนายังหารือถึงแนวทางที่บริษัทจีนสามารถขยายธุรกิจไปต่างประเทศ พร้อมกับสร้างความร่วมมือกับประเทศเจ้าบ้าน

 

อู๋กล่าวว่า บริษัทที่มีศักยภาพในการแข่งขันจำเป็นต้องพัฒนาการดำเนินงานให้มีความเป็นท้องถิ่นมากขึ้น ร่วมมือกับพันธมิตรในต่างประเทศ และมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาของประเทศเจ้าบ้าน

 

เขากล่าวว่า “ความร่วมมือคือกุญแจสำคัญ”

 

ขณะที่กั๋วระบุว่า นโยบายเปิดประเทศของจีนจะยังคงปรับตัวให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยผสานทั้งการลงทุน เทคโนโลยี และการดำเนินธุรกิจ ทั้งขาเข้าและขาออก

 

กล่าวโดยสรุปก็คือ วงเสวนานี้ชี้ว่า จีนกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตที่เน้นคุณภาพ โดยมีการเสริมสร้างการบริโภคภายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อเป็นหัวใจสำคัญของโมเดลเศรษฐกิจที่มีความสมดุลมากกว่าเดิม

 

ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15 ของจีน (ปี 2026–2030) ให้ความสำคัญกับด้านนวัตกรรม การกระตุ้นการบริโภค การยกระดับภาคอุตสาหกรรม พลังงานสีเขียว และการเปิดประเทศสู่เศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง โดยมิติต่างๆ ดังกล่าวจะกลายเป็นช่องทางใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ที่มีนโยบายที่สอดรับกัน

 

สำหรับการเสวนาครั้งนี้สะท้อนแนวคิดหลักของการประชุม Annual Meeting of the New Champions 2026 ภายใต้ธีม “Innovating at Scale” ด้วยการมุ่งเน้นว่านวัตกรรมจะสามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ช่วยพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรม และสร้างโอกาสใหม่ของความร่วมมือระหว่างประเทศได้อย่างไร

 

อ้างอิง:

  • World Economic Forum

The post แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 15: ทิศทางการพัฒนาของจีน และความหมายต่อโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
“หลักการที่ถูกต้องบนความผิดหวัง” สรุปอภิปราย 5 ชั่วโมง สภาฯ เห็นปัญหาอะไรใน พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ 1 หมื่นล้าน https://thestandard.co/the-right-principles-despite-disappointment-a-summary-of/ Thu, 25 Jun 2026 10:04:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1222852 “หลักการที่ถูกต้องบนความผิดหวัง” สรุปอภิปราย 5 ชั่วโมง สภาฯ เห็นปัญหาอะไรใน พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ 1 หมื่นล้าน

แม้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (25 มิถุนายน) จะมีมติเ […]

The post “หลักการที่ถูกต้องบนความผิดหวัง” สรุปอภิปราย 5 ชั่วโมง สภาฯ เห็นปัญหาอะไรใน พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ 1 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
“หลักการที่ถูกต้องบนความผิดหวัง” สรุปอภิปราย 5 ชั่วโมง สภาฯ เห็นปัญหาอะไรใน พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ 1 หมื่นล้าน

แม้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ (25 มิถุนายน) จะมีมติเอกฉันท์รับหลักการของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. …. วงเงิน 10,328 ล้านบาท แต่ตลอดเกือบ 5 ชั่วโมงของการอภิปรายได้สะท้อนให้เห็นมุมมองของ สส. ต่อปัญหาเชิงโครงสร้างของการบริหารงบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะข้อกังขาถึงการใช้ภาษีของประชาชนไปพยุงหนี้สินของประเทศมากกว่าฟื้นฟูวิกฤต

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

พ.ร.บ. โอนงบฯ คืออะไร ต่างจาก พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2570 อย่างไร

 

กล่าวอย่างสรุป พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย คือ กฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อ ‘ดึงเม็ดเงิน’ จากโครงการหรือหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณไปแล้วในปีก่อนหน้า แต่มีแนวโน้มว่าจะเบิกจ่ายไม่ทัน ประสบปัญหาการบริหารสัญญา หรือเป็นโครงการที่สามารถชะลอออกไปก่อนได้ เพื่อนำเม็ดเงินเหล่านั้นกลับมารวมกันไว้ที่ ‘งบกลาง’ ในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น สำหรับใช้รับมือกับวิกฤตการณ์เร่งด่วน ภัยพิบัติ หรือสาธารณภัยที่คาดไม่ถึงในช่วงปลายปีงบประมาณ

 

ตามกฎหมาย พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 35 วรรคหนึ่ง) กำหนดไว้ชัดเจนว่า รัฐบาลจะไม่สามารถโยกย้ายเงินงบประมาณข้ามหน่วยงานหรือข้ามแผนงานได้ เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ และตราเป็น ‘พ.ร.บ. ให้โอนหรือนำไปใช้’ เท่านั้น

 

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมายังอาคารรัฐสภาเพื่อนำเสนอหลักการของร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายฯ ต่อที่ประชุมสภาฯ ด้วยตนเอง โดยย้ำถึงความจำเป็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้นำงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่ตั้งไว้เดิมจำนวน 99,000 ล้านบาท ไปใช้จนไม่เพียงพอ

 

“รัฐบาลจึงต้องตรากฎหมายฉบับนี้เพื่อดึงงบประมาณจากหน่วยรับงบประมาณในส่วนที่คาดว่าไม่สามารถดำเนินการได้ทันหรือสามารถชะลอโครงการได้ กลับมาตั้งเป็นงบกลางเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินและสาธารณภัยในช่วงปลายปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 

ข้อกังวลหนี้สาธารณะ การคลังรัฐบาลส่อชักหน้าไม่ถึงหลัง

 

อย่างไรก็ตาม ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้คัดค้านหลักการดังกล่าว โดยชี้ว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นการโอนงบประมาณเพื่อตอบโจทย์การแก้ไขวิกฤตของประชาชน แต่เป็นการเตรียมเงินเพื่อรองรับวิกฤตทางการเงินของรัฐบาลเอง สะท้อนถึงฐานะทางการคลังที่อยู่ในภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง

 

ข้อมูลระบุว่า งบกลางที่นายกรัฐมนตรีอ้างว่าใช้จนหมดนั้น ถูกอนุมัติเพื่อรองรับวิกฤตและเยียวยาประชาชนจริงเพียง 3,000 ล้านบาท แต่เม็ดเงินส่วนใหญ่ที่ต้องรีดเค้นมาโอนในรอบนี้ เป็นการนำไปเตรียมชำระหนี้ค้างจ่ายที่ไม่ได้เกิดจากการกู้เงิน แต่เกิดจากการค้างจ่ายคู่ค้าและคู่ความ เช่น ภาระหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มเกือบ 10,000 ล้านบาท และค่าโง่โครงการจัดการน้ำคลองด่านจากการฟ้องร้องอีกเกือบ 10,000 ล้านบาท รวมถึงภาระหนี้สินอื่นๆ ที่ยังไม่มีแหล่งงบประมาณรองรับแน่นอน

 

นอกจากนี้ ศิริกัญญาได้ตั้งคำถามถึงความสับสนของข้อมูลตัวเลขหนี้สิน โดยคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรีที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญระบุว่ามีหนี้ค้างจ่ายต้องชำระ 140,000 ล้านบาท แต่สำนักงบประมาณกลับระบุว่ายอดหนี้เหลืออยู่ราว 50,000 ล้านบาท ซึ่งเงินที่ตัดโอนมาได้ในครั้งนี้ยังไม่ถึงร้อยละ 10 ของภาระหนี้ทั้งหมดที่รัฐบาลต้องแบกรับ

 

จัดสรรงบประมาณเพี้ยน กระทบโครงสร้างราชการ

 

ประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้แก่ฝ่ายนิติบัญญัติคือ ผลกระทบจากการดึงงบประมาณที่ส่งผลให้ระบบราชการเกิดความหยุดชักงัก สลับกับการเร่งรัดเบิกจ่ายหลายระลอก เนื่องจากกรมบัญชีกลางได้ออกหนังสือเวียนกำหนดให้หน่วยงานต้องลงนามสัญญาจัดซื้อจัดจ้างให้เสร็จสิ้นก่อนกำหนด มิเช่นนั้นจะถูกริบเงินคืน ทำให้บางหน่วยงานที่เตรียมการไม่ทันต้องชะลอการใช้จ่ายเพื่อรอดูความชัดเจน

 

ส่งผลให้เป้าหมายการโอนงบประมาณของรัฐบาลลดหลั่นลงมาตามลำดับ จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 80,000 ล้านบาทในเดือนเมษายน ลดลงเหลือ 50,000 ล้านบาท และท้ายที่สุดเมื่อเข้าสู่สภากลับเหลือเพียง 10,000 ล้านบาทเศษเท่านั้น

 

ศิริกัญญา และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งข้อสังเกตสอดคล้องกันว่า รายละเอียดไส้ในของเงิน 10,328 ล้านบาทนั้น กว่าร้อยละ 93 คือรายจ่ายลงทุน (ประมาณ 9,000 ล้านบาทเศษ) ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ รายจ่ายลงทุนควรถูกปล่อยให้หมุนเวียนในระบบเนื่องจากมีตัวคูณทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าการนำมาแจกจ่าย

 

อีกทั้งการตัดงบประมาณครั้งนี้ยังเกิดความผิดเพี้ยนในการจัดลำดับความสำคัญ โดยรัฐบาลเลือกตัดงบประมาณในส่วนของแผนบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไป 1,033 ล้านบาท และตัดงบจัดการภัยพิบัติของกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงโครงการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ ทั้งที่อ้างว่าต้องการเงินไปรองรับภัยพิบัติ อีกทั้งยังตัดงบประมาณจำนวน 35 ล้านบาทของธนาคารที่ดิน ซึ่งเป็นกลไกช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน

 

ในทางกลับกัน โครงการที่ถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความไม่โปร่งใสและไม่มีประสิทธิภาพกลับไม่ถูกแตะต้อง เช่น โครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และโครงการระบบสะสมแฟ้มทักษะวงเงินกว่า 7,000 ล้านบาทที่รัฐมนตรีคนใหม่แสดงท่าทีไม่ต้องการเดินหน้าต่อ

 

รวมถึงงบประมาณของศาลและองค์กรอิสระ เช่น โครงการก่อสร้างของสำนักงานอัยการสูงสุดที่มีปัญหาการบริหารสัญญา และโครงการปรับปรุงศูนย์พัฒนาบุคลากรหรือศูนย์กีฬาของ ป.ป.ช. ซึ่งไม่ได้ถูกตัดลดงบประมาณเลยแม้แต่บาทเดียว เนื่องจากสภาฯ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาในเล่ม พ.ร.บ. โอนงบฯ ได้เพราะติดเงื่อนไขข้อจำกัดทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144

 

เครื่องมือ ‘แก้เขิน-แก้ต่าง’ ปูทางเงินกู้พิเศษนอกระบบ

 

กรณ์ จาติกวณิช สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้อภิปรายโดยเปรียบเทียบการบริหารคลังของรัฐบาลในครั้งนี้ว่าเสมือนเป็นเรื่องของ ‘เด็กเล่นขายของ’ เนื่องจากผลลัพธ์ของเงินโอนเหลือเพียงร้อยละ 0.2 ของวงเงินงบประมาณรวม 3.78 ล้านล้านบาท ซึ่งแทบไม่มีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคและการช่วยเหลือประชาชน เมื่อเทียบกับการโอนงบประมาณในยุควิกฤตโควิด-19 ปี พ.ศ. 2563 ที่สามารถโอนได้สูงถึง 88,000 ล้านบาท (ร้อยละ 2.7 ของงบประมาณขณะนั้น)

 

กรณ์วิเคราะห์เจตนาของรัฐบาลว่า การดึงเช็งยื้อเวลาจากเดิมที่กำหนดเส้นตายวันที่ 30 เมษายน ออกไปจนถึงวันที่ 2 มิถุนายน เพื่อเปิดช่องให้แต่ละกระทรวงรุมเซ็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างเพื่อรักษาเม็ดเงินของตนเองนั้น แสดงให้เห็นว่าการเดินหน้า พ.ร.บ.โอนงบประมาณฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้นเพียง 2 ประการ คือ

 

เพื่อแก้เขิน: เนื่องจากรัฐบาลได้เคยประกาศนโยบายนี้ไว้ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน โดยในขณะนั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ประเมินว่าจะโอนงบประมาณได้สูงถึง 100,000 ล้านบาท หากไม่ทำเลยจะถูกวิพากษ์วิจารณ์

 

เพื่อแก้ต่าง: เพื่อใช้เป็นข้อต่อสู้เชิงกฎหมายต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ โดยรัฐบาลต้องการแสดงให้เห็นว่าได้ใช้เครื่องมือทางงบประมาณปกติจนสุดความสามารถแล้วแต่ไม่เพียงพอ เพื่อให้เข้าเงื่อนไขสภาวะ ‘หลีกเลี่ยงไม่ได้’ ในการปูทางไปสู่การออกพระราชกำหนด (พ.ศ.) เงินกู้ก้อนพิเศษ 400,000 ล้านบาท (จากเดิมที่มีข่าวว่าจะกู้ 500,000 ล้านบาทตามที่ ปกรณ์ นิลประพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผย)

 

กรณ์ยังได้หยิบยกข้อมูลทางเศรษฐกิจปัจจุบันมาเตือนรัฐบาลว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับประมาณการ GDP ขึ้นสู่ระดับร้อยละ 2 กว่า ราคาน้ำมันโลกคลี่คลายลง การจัดเก็บภาษีของรัฐเกินเป้าหมาย และเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ จึงไม่มีเงื่อนไขความเสี่ยงทางเศรษฐกิจใดๆ ที่จะใช้อ้างเพื่อออก พ.ร.ก.เงินกู้ได้ เงิน 10,300 ล้านบาทนี้ จึงไม่ควรฟุ่มเฟือย เพราะจะทวีความสำคัญทันทีหากรัฐบาลไม่มี พ.ร.ก.เงินกู้ในมือ

 

ซึ่งต่อมา อภิสิทธิ์ได้อ้างอิงถึงการอภิปรายของกรณ์ จาติกวณิช พร้อมแสดงความกังวลว่า เหตุผลที่รัฐบาลไม่ตั้งใจทำตัวเลขโอนงบประมาณให้ได้แสนล้านบาทตั้งแต่แรก เป็นเพราะจงใจใช้เม็ดเงินจำนวนน้อยนิดนี้เป็นข้ออ้างเพื่อปูทางไปสู่การออกกฎหมายกู้เงินก้อนใหญ่ เพื่อหวังผลทางการเมืองในการแจกจ่ายเงินเยียวยา โดยเฉพาะวงเงินอีก 2 แสนล้านบาทที่ยังไม่มีกรอบโครงการที่ชัดเจน และสุ่มเสี่ยงที่จะหลบเลี่ยงกลไกการตรวจสอบงบประมาณจากทางรัฐสภา

 

“ผมไม่เห็นด้วยที่บอกว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นเรื่องแก้เขินหรือแก้ต่าง เพราะโอนมาหมื่นล้านหรือไม่ได้โอนเลย รัฐบาลก็คงไม่เขินแล้ว และมันไม่สามารถแก้ต่างได้ ว่ารัฐบาลทำเต็มที่แล้วแต่เงินไม่พอจึงต้องกู้

 

“พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่ากลไกการโอนงบประมาณคือทางออกที่ถูกต้อง แต่เมื่อรัฐบาลทำได้เท่านี้ เราก็ต้องสนับสนุนและรับหลักการไปด้วยความผิดหวังอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพการบริหารงานของรัฐบาล” อภิสิทธิ์กล่าว

 

รัฐบาลชี้แจง: ทุกหน่วยงานเร่งรัดใช้งบประมาณ หั่นงบฯ ได้หมื่นล้าน

 

คำชี้แจงจากรัฐบาล: เงื่อนไขกฎหมายเงินคงคลังและเกณฑ์คุ้มครองงบหน่วยงานอิสระ

 

ในช่วงท้าย ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลลุกขึ้นชี้แจงข้อซักถามของ สส. ถึงสาเหตุความล่าช้าและการหดตัวของวงเงินโอนงบประมาณ โดยจำแนกออกเป็น 2 ปัจจัยหลักทางกฎหมายและกลไกราชการ คือ

 

ข้อจำกัดจากกฎหมายเงินคงคลัง: สาเหตุที่ต้องเสนอพิจารณาในเดือนมิถุนายนแทนที่จะเป็นเดือนเมษายน เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 ประกอบ พ.ร.บ.เงินคงคลัง พ.ศ. 2491 มาตรา 7 กำหนดเงื่อนไขว่า หากรัฐบาลนำเงินคงคลังไปใช้สำรองจ่ายล่วงหน้า จะต้องตั้งงบประมาณชดใช้คืนเงินคงคลังในกฎหมายงบประมาณฉบับแรกที่เสนอถัดมา

 

ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 รัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ได้ยืมเงินคงคลังไปใช้จำนวน 71,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายเป็นเบี้ยหวัด บำเน็จ บำนาญ และค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเนื่องจากตั้งงบไว้ไม่พอ หากรัฐบาลเดินหน้า พ.ร.บ.โอนงบประมาณในเดือนเมษายน เม็ดเงินทั้งหมดที่โอนมาได้จะต้องถูกนำไปหักชำระหนี้คืนเงินคงคลังจำนวน 71,000 ล้านบาทก่อนเป็นอันดับแรก ทำให้ไม่เหลือเงินไปแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน

 

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องชะลอเวลาเพื่อรอให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ผ่านการเห็นชอบจาก ครม. และบรรจุแผนชำระคืนเงินคงคลังไว้ในกฎหมายฉบับนั้นก่อน จึงจะสามารถเสนอกฎหมายโอนงบประมาณฉบับนี้เข้าสู่สภาฯ ได้

 

การเร่งรัดใช้เงินของหน่วยงานและการคุ้มครองงบองค์กรอิสระ: ปัญหาเงินโอนหดเหลือหมื่นล้านบาท เกิดจากธรรมชาติของหน่วยรับงบประมาณที่ไม่มีหน่วยงานใดต้องการคืนเงิน ทันทีที่รัฐบาลประกาศนโยบายโอนงบประมาณ ทุกหน่วยงานจึงเร่งรัดกระบวนการเบิกจ่ายและก่อหนี้ผูกพันในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมเพื่อรักษาเม็ดเงินไว้ในพื้นที่

 

ส่วนประเด็นการตัดงบบูรณาการน้ำของกรมโยธาธิการและผังเมืองนั้น เป็นการตัดลดตัวเลขตามเกณฑ์โครงการที่ยังไม่สามารถประกาศประกวดราคาได้ทัน ณ วันที่ 2 มิถุนายน แต่ไม่ได้เป็นการยกเลิกโครงการ โดยโครงการเหล่านั้นยังคงอยู่และจะขยับไปใช้กรอบงบประมาณในปีถัดไป

 

สำหรับงบประมาณขององค์กรอิสระและศาลที่ไม่ถูกตัดโอนเลยนั้น เนื่องจากมีข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 141 วรรคสอง ประกอบข้อสังเกตของกรรมาธิการกฤษฎีกาคณะที่ 12 ที่ระบุว่า เงินงบประมาณที่จัดสรรให้องค์กรอิสระถือเป็นเงินอุดหนุน เมื่ออนุมัติไปแล้วฝ่ายบริหารไม่สามารถดึงกลับมาได้ ต่างจากงบประมาณของรัฐสภาที่ยังไม่ได้จัดสรรจึงสามารถตัดโอนกลับมาได้

 

ภราดรระบุว่า เม็ดเงิน 10,300 ล้านบาทที่ได้จากการโอนครั้งนี้ จำแนกเป็นงบประมาณของหน่วยรับงบประมาณ 9,039,794,900 บาท และงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ 1,288,270,200 บาท ซึ่งจะถูกนำไปเติมในงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่ปัจจุบันเหลือเงินอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในภารกิจเร่งด่วนที่ไม่ได้ตั้งงบรองรับไว้ในปี พ.ศ. 2569 ตามระเบียบการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง พ.ศ. 2562

 

หลังเสร็จสิ้นการอภิปรายของสมาชิกจำนวน 18 คน เป็นเวลาเกือบ 5 ชั่วโมง ที่ประชุมสภาฯ ได้เข้าสู่การลงมติในวาระ 1 ผลการลงมติปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นด้วย 462 เสียง ไม่เห็นด้วย 0 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง รับหลักการแห่งร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

 

พร้อมทั้งเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 25 คน โดยโครงสร้างกรรมาธิการประกอบด้วย สัดส่วนของ ครม. จำนวน 6 คน และสัดส่วนของสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 19 คน จำแนกตามสัดส่วนพรรคการเมือง ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย 8 คน พรรคประชาชน 5 คน พรรคเพื่อไทย 3 คน พรรคกล้าธรรม 2 คน และพรรคประชาธิปัตย์ 1 คน โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะนำร่างกฎหมายเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ต่อไป

The post “หลักการที่ถูกต้องบนความผิดหวัง” สรุปอภิปราย 5 ชั่วโมง สภาฯ เห็นปัญหาอะไรใน พ.ร.บ. โอนงบประมาณฯ 1 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ เสียงสะท้อนจากแรงงานยานยนต์ในวันที่ EV จีนรุกคืบ https://thestandard.co/thai-auto-workers-ev-china-crisis/ Thu, 25 Jun 2026 09:30:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1222832 ภาพโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีหุ่นยนต์ทำงาน แสดงถึงผลกระทบต่อแรงงานยานยนต์ไทยจากเทคโนโลยี EV

​เมื่อมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐ กำลังก […]

The post ‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ เสียงสะท้อนจากแรงงานยานยนต์ในวันที่ EV จีนรุกคืบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีหุ่นยนต์ทำงาน แสดงถึงผลกระทบต่อแรงงานยานยนต์ไทยจากเทคโนโลยี EV

​เมื่อมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของภาครัฐ กำลังกลายเป็น ‘ยาเร่ง’ ที่บดขยี้โครงสร้างแรงงานดั้งเดิมกว่า 750,000 ชีวิตให้ ‘ตายทั้งเป็น’ น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นของ ทศพร คูณศรี ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าเบื้องหลังยอดจดทะเบียนรถ EV ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด คือคราบน้ำตาของแรงงานไทยในอุตสาหกรรมสันดาป

 

 

‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ สัญญาณชีพที่แผ่วลงของแรงงานสันดาป

 

​จากอุตสาหกรรมที่เป็น ‘อู่ข้าวอู่น้ำ’ และสร้างรายได้เข้าประเทศเป็นอันดับต้นๆ วันนี้เมฆหมอกแห่งความไม่แน่นอนกำลังเข้าปกคลุมโรงงานผลิตรถยนต์ฝั่งญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด ทศพรฉายภาพสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมยานยนต์ว่า หลายค่ายเริ่มปรับตัวด้วยการลดชั่วโมงการทำงาน ลดยอดการผลิต และที่ร้ายแรงที่สุดคือเริ่มมีการ ‘ยุบกะทำงาน’ จากสองกะเหลือเพียงกะเดียว

 

“มันมีคำคำนึงนะ ที่เราใช้กันอยู่ตลอดในหมู่พวกเรา ‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ รายได้ของคนยานยนต์ เดือนหนึ่งจะมาจากโอทีกับค่ากะ เงินก้อนจะมาจากโบนัส พอโอทีมันหายไป รายได้ที่เขาเคยมีอยู่มันจะหายไปครึ่งต่อครึ่ง จากที่เคยรับ 40,000 บาท มันก็จะเหลือแค่ 18,000-20,000 บาท แล้วเขาจะอยู่กันอย่างไร”

 

สิ่งที่​สอดคล้องกับภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปในประเทศ คือ ตัวเลขประมาณการยอดผลิตรถยนต์ของไทยดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เคยแตะระดับเกือบ 2 ล้านคันต่อปี ปัจจุบันถูกหั่นคาดการณ์ลงเหลือเพียง 1.4 ล้านคัน และมีแนวโน้มจะถูกปรับลดลงอีกในไตรมาสที่ 3 หลังจากค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง โตโยต้า และ อีซูซุ ปรับลดเป้าหมายลงตามสภาวะตลาดชะลอตัว

 

​แม้ในเวลานี้ ผู้ประกอบการฝั่งญี่ปุ่นจะพยายามแบกรับภาระต้นทุนเพื่อรักษาพนักงานไว้ แต่ทศพรเตือนว่าหากสถานการณ์ยังลากยาวไปมากกว่านี้ กลุ่มพนักงานซับคอนแทรค (Subcontract) จะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องเผชิญกับการเลิกจ้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

​ซัพพลายเชน ‘ดองเค็ม’ และภาพจำใหม่ที่ระยอง: ‘โรงงาน EV จีน ที่ไม่มีคนไทย’

 

​ความแตกต่างทางเทคโนโลยีระหว่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำลายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างรุนแรง รถยนต์สันดาปหนึ่งคันต้องใช้ชิ้นส่วนในการประกอบมากถึงประมาณ 30,000 ชิ้น ในขณะที่รถ EV ใช้ชิ้นส่วนเพียง 3,000-5,000 ชิ้นเท่านั้น ชิ้นส่วนที่หายไปกว่า 80% หมายถึงความตายของโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในกลุ่ม Tier 2 และ Tier 3 เช่น ผู้ผลิตท่อไอเสีย หม้อน้ำ หรือระบบเบรก

 

“มันเหมือนตายทั้งเป็นอ่ะ มันเลือดเย็น ดองเค็มกันไปเรื่อยๆ ถ้านโยบายภาครัฐยังเปิดอ้าซ่าไว้แบบนี้อยู่ มันเหมือนเป็นตัวที่มาฆ่าเครื่องยนต์สันดาปแบบทันท่วงที โดยไม่ยืดระยะเวลาให้แรงงานและซัพพลายเชนได้ปรับตัวตามกลไกตลาด”

 

​ยิ่งไปกว่านั้น การเข้ามาตั้งฐานการผลิตของกลุ่มทุน EV จากจีน ภายใต้มาตรการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กลับไม่ได้ช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบแรงงานไทยอย่างที่ควรจะเป็น ทศพรเล่าถึงประสบการณ์ตรงจากการลงพื้นที่เซอเวย์ในแถบพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไว้อย่างเจ็บปวดว่า

 

“ถ้ามีพรรคพวกอยู่แถวอีสเทิร์นซีบอร์ด ระยอง ลองไปลงพื้นที่ดูได้เลย คุณจะเห็นแถวนั้น โรงงาน EV จีน ไม่มีคนไทยเลย แม้แต่เมนูอาหารในร้านอาหารตามสั่งยังเป็นเมนูภาษาจีน ปัจจุบันซัพพลายเชนก็ไม่มีไทยเข้าไปยุ่งเกี่ยว ในโรงงานนอกเหนือจากสเตปแรกที่เขาจ้างแรงงานไทยแบบชั่วคราวสัญญาจ้าง 3 เดือนแล้วเลิกเลย ที่เหลือที่เขาจ้างยาวๆ ก็คือ รปภ. กับแม่บ้านเท่านั้น”

 

​ทศพรยังเปรียบเทียบเค้กส่วนแบ่งการตลาดที่เปลี่ยนไปว่า “เมื่อก่อน รถ 100 คัน จะเป็นสัดส่วนของ อีซูซุ โตโยต้า ฮอนด้า มิตซูบิชิ แย่งกันอยู่แค่ค่ายญี่ปุ่น แต่ ณ ปีนี้ รถ 100 คัน EV จีนแย่งเอาไปแล้ว 30 คัน เหลือ 70 คันให้คนสันดาปมาแบ่งกัน จีนผลิต ไทยซื้อ แถมจีนได้ BOI ได้ส่วนลดกระตุ้นอะไรเยอะแยะไปหมด เราเลยมองว่ามันไม่เป็นธรรมกับคน (ธุรกิจยานยนต์สันดาป) ที่สร้างฐานเศรษฐกิจให้ประเทศมา 50 ปี”

 

​4 ข้อเรียกร้องยื่นกระทรวงแรงงาน ยื้อลมหายใจคนยานยนต์

 

​เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลักเศรษฐกิจไทยต้องล่มสลาย สภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าได้เข้ายื่นหนังสืออย่างเป็นทางการต่อ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมีข้อเรียกร้องเชิงนโยบายที่เร่งด่วน 4 ประการ

 

  • ​ทบทวนนโยบาย BOI: ขอให้หยุดมาตรการส่งเสริมการลงทุนยานยนต์ไฟฟ้าไว้ที่เวอร์ชัน 3.5 เท่านั้น และต้องไม่มีการคลอดเวอร์ชัน 4.0 ออกมาอีก เพื่อชะลอการเข้ามาแบบก้าวกระโดดที่กำลังบดขยี้อุตสาหกรรมดั้งเดิม
  • ​กำหนดโควตาจ้างงานแรงงานไทย: ออกกฎหมายบังคับให้ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนต้องมีสัดส่วนการจ้างงานแรงงานไทยในสายการผลิตเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ชัดเจน และควบคุมการใช้สัญญาจ้างระยะสั้นที่ไม่เป็นธรรม
  • ​มาตรการอุ้มรถยนต์สันดาปและไฮบริด: เสนอให้รัฐบาลคลอดมาตรการช่วยเหลือฝั่งรถยนต์สันดาปและไฮบริดที่ช่วยพยุงแรงงานไทยอยู่ เช่น โครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ แบบไม่จำกัดประเภทรถยนต์แค่เฉพาะ EV หรือการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างเวทีการแข่งขันที่เท่าเทียม
  • ​เพิ่มค่าชดเชยเลิกจ้างเป็น 2 เท่า: ขอให้ปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หากแรงงานต้องถูกเลิกจ้างจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีหรือระบบอัตโนมัติ (AI & EV) ให้ได้รับเงินชดเชยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า (เช่น จากสูงสุด 400 วัน เพิ่มเป็น 800 วัน) เพื่อให้พนักงานมีเงินก้อนสุดท้ายกลับไปตั้งหลักในภาคเกษตรกรรมที่ต่างจังหวัด โดยรัฐต้องช่วยรองรับตลาดผลผลิตด้วย

 

​ความหวังสุดท้ายบนสังเวียน ‘ไฮบริด’ และคำเตือนถึง ‘หมูอ้วน’

 

​อย่างไรก็ตาม ทศพรมองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปในไทยจะยังไม่สูญพันธุ์ไปในทันที เนื่องจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย และตั้งเป้าให้ไทยเป็น ‘Hub การผลิตรถยนต์สันดาปแหล่งสุดท้ายของโลก’ ในอีก 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนและแอฟริกายังไม่มีความพร้อมด้านสถานีชาร์จและระบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับ EV แบบ 100% โดยกลยุทธ์หลักของค่ายญี่ปุ่นหลังจากนี้คือการขยับไปสู่ยานยนต์ ‘ไฮบริด’ (Hybrid)

 

ทศพรยังฝากคำเตือนและข้อคิดสำคัญส่งตรงถึงพี่น้องแรงงานยานยนต์ไทยทุกคน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับคลื่นความเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่ที่กำลังซัดเข้ามา

 

“วินัยทางการเงินเราต้องปรับใหม่หมด ตอนนี้เราไม่ใช่ ‘หมูอ้วน’ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว อุตสาหกรรมนี้มันพร้อมที่จะเกิด Accident เลิกจ้างเราได้ตลอดเวลา ความมั่นคงในอาชีพยานยนต์ไม่เหมือน 20 ปีที่ผ่านมาแล้ว สิ่งเดียวที่ทำได้คือทุกคนต้องตื่นตัว เร่ง Upskill/Reskill ตัวเองให้เป็นที่ต้องการของตลาด และเตรียมแผนสำรองให้กับชีวิตเสมอ”

 

​หลังจากนี้ สภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์ฯ มีกำหนดการขยายแนวร่วมเพื่อเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในเดือนหน้า โดยจะเข้าพบสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.), รัฐสภา, คณะกรรมาธิการการแรงงาน และผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อส่งเสียงเตือนของแรงงานไทยให้ดังไปถึงทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่ลมหายใจของคนยานยนต์ไทยจะหมดลงไปจริงๆ

 

ภาพ: เมื่อโอทีหาย…

 

 

The post ‘เงินเดือนใช้หนี้ โอทีใช้กิน’ เสียงสะท้อนจากแรงงานยานยนต์ในวันที่ EV จีนรุกคืบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดเหตุผลทำไมไทยต้องสมัครเป็นสมาชิก OECD ไทยได้อะไร https://thestandard.co/thailand-oecd-membership-reform/ Thu, 25 Jun 2026 08:09:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1222768 ธงชาติไทยคู่กับโลโก้ OECD

บทวิเคราะห์จากสื่อต่างประเทศอย่าง CNA เปิดเหตุผลสำคัญถึ […]

The post เปิดเหตุผลทำไมไทยต้องสมัครเป็นสมาชิก OECD ไทยได้อะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติไทยคู่กับโลโก้ OECD

บทวิเคราะห์จากสื่อต่างประเทศอย่าง CNA เปิดเหตุผลสำคัญถึงประเด็นที่ว่า ทำไมไทยต้องสมัครเป็นสมาชิก ‘องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา’ (OECD) โดยชี้ให้เห็นว่า การเสนอตัวในครั้งนี้เป็นมากกว่าการแสวงหาการยอมรับเพื่อเข้าร่วมกลุ่มเศรษฐกิจชั้นนำ แต่เป็นความพยายามที่จะใช้มาตรฐานระดับโลกมาเป็น ‘ตัวเร่ง’ บังคับให้เกิดการปฏิรูปประเทศเชิงโครงสร้าง ที่ไทยพยายามแก้ไขมาอย่างยาวนาน เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตชะลอตัว

 

 
 

นอกจากนี้ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญคือ แรงกดดันจากการแข่งขันกันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในภูมิภาคอาเซียน หรือที่ผู้เชี่ยวชาญเรียกว่า ‘ความกลัวที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ โดยเฉพาะเมื่อประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอย่างอินโดนีเซียได้ก้าวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาไปก่อนหน้านี้แล้ว สิ่งนี้จึงกลายเป็นปัจจัยเร่งให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับปรุงกฎระเบียบ สร้างความโปร่งใส และยกระดับมาตรฐานประเทศให้ทันสมัย เพื่อก้าวให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และรักษาความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก

 

การผลักดันของรัฐบาลไทย

 

ในช่วงปลายปี 2023 รัฐบาลใหม่ของไทยนำโดย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้เดินหน้าดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศและริเริ่มความพยายามที่จะแก้ไขระบบเศรษฐกิจของไทยผ่านการเสนอตัวเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นองค์กรของประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าที่คอยกำหนดมาตรฐานนโยบายระดับโลก

 

โดยประเทศไทยได้กลายเป็นประเทศผู้สมัคร (Accession Country) ของ OECD ในเดือนมิถุนายน 2024 และเริ่มต้นกระบวนการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ (Accession Kick-off) ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานด้านกฎหมายและเศรษฐกิจของไทยอย่างเต็มรูปแบบ

 

ปัจจุบันการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD กลายเป็นวาระสำคัญลำดับต้นๆ ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีของไทยได้อนุมัติการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อดูแลกระบวนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก พร้อมตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในการบรรลุผลสำเร็จภายในปี 2028 (ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า อาจใช้ระยะเวลายาวนานกว่านั้น)

 

นับตั้งแต่ที่ประเทศไทยเริ่มทำงานร่วมกับ OECD จากการเข้าร่วมโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ของ OECD ในปี 2000 จนถึงขณะนี้ ความร่วมมือกับ OECD ได้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าร่วมในองค์กรย่อยของ OECD แล้ว 10 แห่ง และภาคยานุวัติในตราสารทางกฎหมายของ OECD อีก 11 ฉบับ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้นผ่านกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกในสาขาหลักๆ เช่น การสำรวจภาวะเศรษฐกิจ การลงทุน การต่อต้านการทุจริต สถิติ การบริหารจัดการภาครัฐ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

 

รัฐบาลหวังว่า การเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับความทันสมัยของประเทศ ทั้งในด้านกฎระเบียบ ธรรมาภิบาล การต่อต้านการทุจริต และช่วยลบภาพลักษณ์เชิงลบของประเทศ

 

ทำไมไทยต้องสมัครเป็นสมาชิก OECD ไทยได้อะไร

 

ผู้เชี่ยวชาญให้สัมภาษณ์กับ CNA โดยระบุว่า การสมัครเข้าร่วมองค์การระหว่างประเทศอย่าง OECD แสดงให้เห็นว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพยายามใช้มาตรฐานระดับโลก เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือ ดึงดูดการลงทุน และรักษาสถานะการปฏิรูปภายในประเทศ

 

ศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับ CNA โดยระบุว่า แม้ว่าจะมีการพูดคุยเรื่องการปฏิรูปกฎระเบียบหลากหลายมิติในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ความคืบหน้าก็ ‘ยังมีจำกัด’

 

นอกเหนือจากการเป็นสมาชิกของกลุ่มที่มีความน่าเชื่อถือสูงแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่า ประเทศไทยกำลังพยายามใช้การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ครั้งนี้ เพื่อบังคับให้เกิดการปฏิรูปประเทศที่ไทยพยายามจะทำด้วยตนเองมาอย่างยาวนาน

 

รุจิกร แสงจันทร์ อธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ แสดงความเห็นกับ CNA โดยกล่าวว่า เพื่อก้าวไปสู่การพัฒนาในขั้นต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับรากฐานความสามารถในการแข่งขัน ไทยพยายามอย่างเต็มที่แต่ก็ยังคงติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง โดย ‘เศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่’ ของไทยคือ หนึ่งในจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของประเทศ เมื่อคนงานและธุรกิจยังอยู่นอกระบบที่เป็นทางการ ก็จะยิ่งสร้างความท้าทายให้รัฐในการจัดเก็บภาษี ให้การคุ้มครองพวกเขา และจัดการกับปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้น

 

ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงของไทยเป็นหนึ่งในหลายอาการที่บ่งชี้ถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก ซึ่งผู้กำหนดนโยบายหวังว่า การปฏิรูปในรูปแบบและแนวทางของ OECD จะช่วยแก้ไขประเด็นเหล่านี้ได้

 

บทวิเคราะห์สื่อนอกนี้ยังอ้างอิงข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดยระบุว่า การเป็นสมาชิก OECD อาจช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยได้ร้อยละ 1.6 ในช่วง 5 ปีแรกของการเป็นสมาชิก

 

วีเบ็คก้า ลิสซานด์ เลียร์วาก ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในไทย (JFCCT) ให้ความเห็นผ่านบทวิเคราะห์ของ CNA ว่า การผลักดันเพื่อเข้าสู่ OECD ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ ประเทศไทยพร้อมที่จะแข่งขัน เราไม่ได้อยู่ในยุคการผลิตเมื่อ 40 ปี หรือ 50 ปีที่แล้ว การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD จะบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าประเทศไทยต้องการเข้าร่วม พวกเขาจะต้องทำการปฏิรูป จะต้องปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ เช่น การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และบังคับใช้หลักนิติธรรมอย่างแพร่หลาย

 

อาจารย์อาชนัน ยังเน้นย้ำว่า ประเทศไทยสามารถใช้กระบวนการของ OECD เพื่อแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าประเทศไทยมีความจริงจังในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การเข้าเป็นสมาชิก OECD อาจช่วยสร้างความมั่นใจว่า การปฏิรูปนั้นเกิดขึ้นจริง แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงด้วยเช่นกัน เพราะหากรัฐบาลล้มเหลวในการทำตามสัญญา ผลสะท้อนกลับก็อาจรุนแรงได้พอๆ กัน ซึ่งนั่นคือ ‘ดาบสองคม’

 

อาเซียนกับการสมัครเป็นสมาชิก OECD

 

อินโดนีเซีย เป็นเพื่อนบ้านของไทยที่กำลังดำเนินการสมัครเพื่อขอเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD เช่นเดียวกัน โดยแผนงานของอินโดนีเซียได้รับการตอบรับจาก OECD ในเดือนพฤษภาคม 2024 หลังจากผ่านการหารือมานาน 3 เดือนในฐานะผู้สมัครประเทศแรกของอาเซียน

 

แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซียเคยกล่าวไว้ว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก การที่อินโดนีเซียเข้าเป็นสมาชิก OECD คาดว่าจะช่วยนำทางให้อินโดนีเซียผ่านความไม่แน่นอนหรือสภาพแวดล้อมแบบหลายขั้วอำนาจในปัจจุบันได้

 

ผู้สังเกตการณ์ระบุว่า อินโดนีเซียได้บรรจุแผนการเข้าร่วม OECD เข้าไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะกลางปี 2025 ถึง 2029 โดยมีแนวโน้มที่จะตั้งเป้าหมายให้เสร็จสิ้นการประเมินทางเทคนิคที่จำเป็นภายในทศวรรษนี้

 

อาจารย์อาชนันยังให้สัมภาษณ์กับ CNA ว่า ‘ความกลัวที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ เป็นปัจจัยสำคัญในระดับภูมิภาคที่มีอิทธิพลต่อความเคลื่อนไหวของรัฐบาลต่างๆ ในการยกระดับเศรษฐกิจของตน เนื่องจากการเป็นสมาชิก OECD มีแนวโน้มที่จะเป็นประโยชน์มากกว่าการแข่งขันกันในเรื่องสิทธิประโยชน์ในการลงทุน

 

นอกจากไทยและอินโดนีเซียแล้ว ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และเวียดนามก็แสดงความสนใจที่จะพิจารณาการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD เช่นเดียวกัน แต่ในกรณีของเวียดนามอาจต่างออกไป โดย ชยันต์ เมนอน นักวิจัยอาวุโสสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak Institute ในสิงคโปร์มองว่า เวียดนามยังคงดึงดูดการลงทุนหลักได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งนั่นอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต เนื่องจากยังมีข้อจำกัดเรื่องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ (SOE) ที่ต้องใช้เวลาอีกนาน และต้องปฏิรูปอีกมาก เพื่อให้ได้เป็นสมาชิก

 

ท้ายที่สุดแล้ว การเสนอตัวเพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการแข่งขันเพื่อไขว่คว้าโอกาส ท่ามกลางกระแสการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานระดับโลกและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้เปรียบเสมือน ‘บททดสอบครั้งใหญ่’ ว่า ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายทางการเมืองและจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง เช่น ปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบและหนี้ครัวเรือน เพื่อผลักดันการปฏิรูปประเทศได้จริงหรือไม่

 

เพราะหากทำสำเร็จ สิ่งนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน แต่หากล้มเหลวในการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเวทีโลก ความพยายามนี้ก็อาจกลายเป็น ‘ดาบสองคม’ ที่ย้อนกลับมาทำลายความเชื่อมั่นได้เช่นกัน ดังนั้น ความสำเร็จที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่การได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก แต่อยู่ที่ว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยน ‘สัญญาณ’ ของความมุ่งมั่นในการปฏิรูป ให้กลายเป็น ‘การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง’ ซึ่งนักลงทุน ภาคธุรกิจ และประชาชนสามารถสัมผัสผลลัพธ์นั้นได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่

 

แฟ้มภาพ: Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post เปิดเหตุผลทำไมไทยต้องสมัครเป็นสมาชิก OECD ไทยได้อะไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาษีสังคมของเด็กกรุงเทพฯ เมืองนี้สอบผ่านเรื่องคุณภาพชีวิตเด็กหรือยัง? https://thestandard.co/bangkok-children-social-tax-quality-life/ Thu, 25 Jun 2026 01:00:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1222480 ภาพเด็กนักเรียนกรุงเทพฯ ในชุดนักเรียนกำลังเดินทางไปโรงเรียน

ทุกเช้าของกรุงเทพมหานคร เด็กจำนวนมากต้องตื่นตั้งแต่ฟ้าย […]

The post ภาษีสังคมของเด็กกรุงเทพฯ เมืองนี้สอบผ่านเรื่องคุณภาพชีวิตเด็กหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเด็กนักเรียนกรุงเทพฯ ในชุดนักเรียนกำลังเดินทางไปโรงเรียน

ทุกเช้าของกรุงเทพมหานคร เด็กจำนวนมากต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเพื่อเดินทางไปโรงเรียน บางคนใช้เวลาอยู่บนท้องถนนวันละ 3-4 ชั่วโมง ขณะที่ผู้ปกครองต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ค่าเดินทาง และต้นทุนการเลี้ยงดูที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี รวมถึงความเสี่ยงจากมลพิษทางอากาศอย่าง PM2.5 ทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่ภาษีที่ถูกเรียกเก็บโดยรัฐ แต่เป็น ‘ภาษีสังคม’ ที่เด็กและครอบครัวในเมืองหลวงต้องจ่ายเพื่อแลกกับโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

 
 

หากถามว่าอะไรคือมาตรวัดความสำเร็จของเมืองหลวง คำตอบของนักผังเมืองอาจเป็นจำนวนกิโลเมตรของรถไฟฟ้า คำตอบของนักเศรษฐศาสตร์อาจเป็นตัวเลข GDP ที่เติบโต แต่สำหรับ ศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าราชการ กทม. และผู้ช่วยหาเสียงทีมชัชชาติ คำตอบคือ ‘ชีวิตของเด็กกรุงเทพฯ’

 

ขณะที่ ผศ.ดร.เดชรัต สุขกำเนิด จากพรรคประชาชน มองว่า คุณภาพชีวิตของเด็กไม่ได้ถูกกำหนดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ยังรวมถึงเวลาในการเดินทาง พื้นที่เรียนรู้ และต้นทุนในการเติบโตในเมืองหลวง

 

เมื่อการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปี 2569 กำลังใกล้เข้ามา คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่าใครจะสร้างเมืองที่ทันสมัยกว่าเดิม แต่คือใครจะทำให้เด็กคนหนึ่งเติบโตในกรุงเทพฯ ได้โดยต้องจ่าย ‘ภาษีสังคม’ น้อยลงกว่าเดิม

 

จาก Education สู่ Learning

 

ศานนท์อธิบายว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กทม. พยายามปรับแนวคิดด้านการศึกษา จากการมองเพียงเรื่อง Education หรือการเรียนในห้องเรียน ไปสู่ Learning หรือการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการลดความเหลื่อมล้ำ เปิดโอกาสให้เด็กทุกคนเข้าถึงการพัฒนา และสร้างเมืองที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย

 

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการปรับหลักสูตรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการออกแบบนโยบายใหม่ทั้งระบบ ผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาเด็กปฐมวัย การศึกษาภาคบังคับ การพัฒนาทักษะอาชีพ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านพื้นที่สร้างสรรค์ทั่วเมือง

 

หนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดคือการดูแลเด็กปฐมวัย อายุ 0-6 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สมองและพัฒนาการเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อ 4 ปีก่อน พบว่าการดูแลเด็กเล็กกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักการศึกษา สำนักพัฒนาสังคม และสำนักอนามัย ทำให้ขาดการเชื่อมโยงและไม่สามารถดูแลเด็กได้อย่างครอบคลุม

 

ขณะนั้น กรุงเทพฯ มีเด็กปฐมวัยราว 280,000 คน แต่ระบบของ กทม. สามารถรองรับได้เพียงประมาณ 50,000 คนเท่านั้น เด็กอีกจำนวนมากจึงอยู่นอกระบบการดูแลที่มีคุณภาพ สาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจของครอบครัว โดยเฉพาะแรงงานรายวันหรือผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถส่งลูกเข้าเนอร์เซอรีเอกชนได้

 

กทม. จึงเริ่มจากการเปิดรับเด็กอนุบาล 1 หรืออายุ 3 ปี ในโรงเรียนสังกัด กทม. จากเดิมที่รับเฉพาะอนุบาล 2 และ 3 ทำให้สามารถดึงเด็กเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นกว่า 10,000 คน ผ่านโรงเรียนมากกว่า 300 แห่ง พร้อมยกระดับสภาพแวดล้อมให้เป็นห้องเรียนปลอดฝุ่นและมีระบบปรับอากาศ

 

นอกจากนี้ ยังมีการแก้ไขข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเพื่อเปิดทางให้อุดหนุนศูนย์เด็กเล็กนอกชุมชนได้ รวมถึงทดลองแนวคิด ‘บ้านยายใหญ่’ ที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุในชุมชนเข้ามามีบทบาทดูแลเด็กอ่อน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ที่ต้องกลับไปทำงาน

 

ผลจากมาตรการเหล่านี้ทำให้จำนวนเด็กที่ กทม. ดูแลได้เพิ่มขึ้นจาก 50,000 คน เป็นกว่า 62,000 คน และลดสัดส่วนเด็กที่หลุดจากระบบลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

 

กระนั้น แม้งบประมาณของโรงเรียนรัฐจะไม่สามารถเทียบกับโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ได้ แต่ กทม. เลือกลงทุนกับคุณภาพการเรียนรู้ หนึ่งในโครงการสำคัญคือการพัฒนาทักษะสมองด้าน Executive Functions (EF) ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่ช่วยให้เด็กคิดเป็น วางแผนเป็น และควบคุมตนเองได้

 

กทม. จัดทำแผนการสอนกลางสำเร็จรูปตลอด 40 สัปดาห์ต่อปี เพื่อช่วยให้ครูสามารถนำไปใช้ได้ทันที พร้อมพัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่าย ผลการประเมินพบว่า ศูนย์เด็กเล็กจำนวนมากสามารถยกระดับพัฒนาการด้าน EF ของเด็กได้ดีขึ้น และมีเด็กที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ศานนท์มองว่า “การศึกษาปฐมวัยที่ดีที่สุด ไม่ใช่การลงทุนซื้อเครื่องไม้เครื่องมือราคาแพง แต่คือการชวนเด็กกลับมาสู่ความเป็นมนุษย์และธรรมชาติที่สุดผ่านการเล่น”

 

ภาพเด็กนักเรียนกรุงเทพฯ ในชุดนักเรียนกำลังเดินทางไปโรงเรียน 1

ศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. และผู้ช่วยหาเสียงทีมชัชชาติ

แฟ้มภาพ: ฐานิส สุดโต

 

ความเหลื่อมล้ำ คือโจทย์ใหญ่ของโรงเรียนกรุงเทพฯ

 

เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับประถมศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นโจทย์สำคัญของกรุงเทพฯ เพราะมีทั้งโรงเรียนที่มีผลการเรียนอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก และโรงเรียนอีกจำนวนมากที่ยังมีผลสัมฤทธิ์ต่ำ

 

เป้าหมายของ กทม. จึงไม่ใช่เพียงการสร้างโรงเรียนต้นแบบ แต่คือการทำให้โรงเรียนทุกแห่งมีคุณภาพใกล้เคียงกันมากขึ้น ผ่านการลงทุนในห้องเรียนปลอดฝุ่น ห้องเรียนอนุบาลต้นแบบ ห้องเรียนดิจิทัล และโครงการโรงเรียนสองภาษา

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีผู้ปกครองจำนวนหนึ่งย้ายบุตรหลานกลับเข้ามาเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม. มากขึ้น ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อโรงเรียนรัฐ

 

อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญคือ การพัฒนาเด็กเพียงฝ่ายเดียวไม่เพียงพอ หากครอบครัวไม่ได้รับการสนับสนุน จึงเกิดโครงการ ‘ห้องเรียนพ่อแม่’ ในโรงเรียนนำร่องกว่า 100 แห่ง โดยร่วมกับกรมสุขภาพจิต จัดหลักสูตรอบรมผู้ปกครองเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก การสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และการส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์

 

จัดกิจกรรมอย่างการอ่านนิทาน การกอดลูก หรือการใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเด็ก

 

เมืองจะสอบผ่าน ก็ต่อเมื่อเด็กเก่งกว่าพ่อแม่

 

แม้หลายโครงการจะเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่เมื่อถูกถามว่า “กรุงเทพมหานครสอบผ่านแล้วหรือยังในฐานะเมืองสำหรับเด็ก” ศานนท์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ยังไม่ผ่าน”

 

เพราะแม้จะมีเด็กจำนวนมากที่ได้รับโอกาสและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ก็ยังมีอีกหลายกลุ่มที่เข้าไม่ถึงโอกาสเหล่านั้น สำหรับศานนท์ ตัวชี้วัดสำคัญที่สุดของเมืองไม่ใช่จำนวนโครงการหรือเม็ดเงินงบประมาณที่ใช้ไป แต่คือความสามารถของโรงเรียนรัฐในการเปลี่ยนชีวิตคน

 

หากเด็กคนหนึ่งที่เติบโตในโรงเรียนรัฐสามารถมีความรู้ ทักษะ และโอกาสที่ดีกว่าพ่อแม่ของตนเองได้ นั่นจึงจะเป็นสัญญาณว่าเมืองแห่งนี้ประสบความสำเร็จจริง

 

อย่างไรก็ตาม หากมองคุณภาพชีวิตเด็กผ่านมิติที่กว้างกว่าการศึกษาในโรงเรียน คำถามสำคัญยังรวมถึงเวลา พื้นที่ และต้นทุนในการเติบโตในเมืองหลวงด้วย

 

เด็กกรุงเทพฯ ต้องมีเวลาและพื้นที่สำหรับการเติบโต

 

ในมุมมองของ ผศ.ดร.เดชรัต สุขกำเนิด จากพรรคประชาชน ปัญหาคุณภาพชีวิตของเด็ก กทม. จำเป็นต้องมองให้กว้างกว่ารั้วโรงเรียน เขามองว่า เด็กจำนวนมากต้องเสียเวลาอยู่บนท้องถนนหลายชั่วโมงต่อวัน ส่งผลให้มีเวลาพักผ่อน ทำกิจกรรม หรือใช้เวลาร่วมกับครอบครัวน้อยลง

 

ขณะเดียวกัน แม้กรุงเทพฯ จะมีแหล่งเรียนรู้จำนวนมาก แต่หลายแห่งกลับมีต้นทุนในการเข้าถึง ทั้งค่าใช้จ่ายและภาระการเดินทาง ทำให้เด็กจากครอบครัวเปราะบางไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม

 

ภาพเด็กนักเรียนกรุงเทพฯ ในชุดนักเรียนกำลังเดินทางไปโรงเรียน 2

ผศ.ดร.เดชรัต สุขกำเนิด จากพรรคประชาชน

แฟ้มภาพ: พงศ์มนัส ทาศิริ

 
นอกจากนี้ ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวยังส่งผลโดยตรงต่อโอกาสทางการศึกษา ตั้งแต่การเข้าถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพ ไปจนถึงกิจกรรมเสริมทักษะนอกห้องเรียน

 

เมื่อถูกถามถึงชีวิตของเด็กกรุงเทพฯ ที่ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อเดินทางไปโรงเรียน เดชรัตมองว่าเป็นสิ่งที่สังคมไม่ควรยอมรับ เพราะไม่เพียงส่งผลต่อความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวัน แต่ยังกระทบต่อพัฒนาการ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

 

เขาเสนอให้กทม. พัฒนาระบบขนส่งสำหรับนักเรียน เพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง เปิดพื้นที่ของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่เรียนรู้สาธารณะสำหรับเด็กและครอบครัว รวมถึงเพิ่มสวัสดิการด้านการศึกษา ลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอนของครู และขยายศูนย์ดูแลเด็กเล็กของรัฐให้เพียงพอต่อความต้องการ

 

ลดต้นทุนชีวิต เพิ่มโอกาสให้เด็ก

 

แม้ศานนท์ และเดชรัตจะมองปัญหาจากคนละมุม แต่ทั้งสองแนวคิดกลับมีจุดร่วมสำคัญ

 

ศานนท์เชื่อว่า การยกระดับคุณภาพโรงเรียนใกล้บ้านจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและลดความจำเป็นในการเดินทางข้ามเมือง

 

ขณะที่เดชรัตมองว่า การคืนเวลาให้เด็กผ่านระบบขนส่งที่ดีขึ้นและการเพิ่มพื้นที่เรียนรู้ใกล้บ้าน คือหัวใจของการยกระดับคุณภาพชีวิต

 

ทั้งสองแนวคิดต่างสะท้อนโจทย์เดียวกัน นั่นคือการลดต้นทุนที่ครอบครัวกรุงเทพฯ ต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านเวลา ต้นทุนทางการเงิน หรือข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาส

 

ในท้ายที่สุด ไม่ว่าคำตอบจะเป็นโรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน ระบบขนส่งนักเรียน หรือศูนย์ดูแลเด็กเล็กที่เพียงพอ โจทย์ร่วมของทุกนโยบายคือการลด ‘ภาษีสังคม’ ที่เด็กและครอบครัวกรุงเทพฯ ต้องจ่ายอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเวลาบนท้องถนน ค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงโอกาส หรือความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากรหัสไปรษณีย์ที่พวกเขาอาศัยอยู่

 

เพราะเมืองที่น่าอยู่จริงไม่ได้วัดจากจำนวนตึกสูงหรือเส้นทางรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว หากแต่วัดจากความสามารถในการทำให้เด็กทุกคนมีโอกาสเริ่มต้นชีวิตอย่างเท่าเทียม และเติบโตได้เต็มศักยภาพโดยไม่ถูกกำหนดอนาคตจากฐานะของครอบครัวหรือพื้นที่ที่พวกเขาเกิดมา

 

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า กรุงเทพมหานครมีโรงเรียนมากพอหรือมีโครงการพัฒนามากแค่ไหน แต่คือเมืองนี้สามารถลด ‘ภาษีสังคม’ ที่เด็กต้องแบกรับตั้งแต่วันแรกของชีวิตได้มากพอแล้วหรือยัง

The post ภาษีสังคมของเด็กกรุงเทพฯ เมืองนี้สอบผ่านเรื่องคุณภาพชีวิตเด็กหรือยัง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหาดไทยในพายุการเมือง: จากช่วยน้ำเงินด้วย สู่ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น https://thestandard.co/anutin-interior-corruption-storm/ Wed, 24 Jun 2026 12:11:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1222442 ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่ามกลางสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง

ในห้วงเวลาไม่ถึง 1 เดือนของ ‘มหาดไทยยุคสีน้ำเงิน’ ภายใต […]

The post มหาดไทยในพายุการเมือง: จากช่วยน้ำเงินด้วย สู่ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่ามกลางสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง

ในห้วงเวลาไม่ถึง 1 เดือนของ ‘มหาดไทยยุคสีน้ำเงิน’ ภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล ปรากฏเรื่องราวหลายประเด็นทยอยเข้าสู่กระแสข่าวการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยแทบไม่มีช่วงเวลาที่ความสนใจสาธารณะจะหยุดนิ่ง แต่ละเรื่องต่างเกิดขึ้นไล่เลี่ยกันและค่อยๆ สะสมแรงกดดันต่อภาพรวมของกระทรวง

 

 
 

ยิ่งเหตุการณ์เดินหน้าเร็วเท่าไร คำถามต่อกลไกอำนาจและความรับผิดชอบก็ยิ่งชัดขึ้นเท่านั้น จากข้อกล่าวหาในระดับพื้นที่ การโยกย้ายข้าราชการ ไปจนถึงคดีทุจริตที่ขยายผลเป็นวงกว้าง ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่เพียงความวุ่นวายรายประเด็น แต่คือแรงสั่นสะเทือนที่พุ่งตรงไปยังโครงสร้างการบริหารโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ จุดเริ่มต้นของมรสุมมหาดไทยสีน้ำเงิน

 

เริ่มจากคำสั่งด่วนของกรมการปกครองเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เมื่อ ‘นฤชา โฆษาศิวิไลซ์’ อธิบดีกรมการปกครอง มีคำสั่งย้าย ‘รุ่งเรือง ธิมาบุตร’ ปลัดจังหวัดภูเก็ต พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองรวม 5 นาย เข้ามาช่วยราชการที่ส่วนกลาง เพื่อตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์หรือ ‘ส่วย’ จากสถานบันเทิงในพื้นที่ตำบลป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

 

เพียง 8 วันต่อมา ในวันที่ 28 พฤษภาคม ภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เปิดเผยภาพแคปหน้าจอแชท LINE ที่อ้างว่าเป็นบทสนทนาระหว่างผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยกับข้าราชการในพื้นที่ช่วงก่อนการเลือกตั้ง ข้อความสั้นๆ ว่า ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ปรากฏต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก และกลายเป็นชนวนที่จุดไฟทางการเมืองขึ้นทันที

 

ต่อมา 29 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันว่า หากพบข้อเท็จจริงหรือมีมูลความผิด จะตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่ย้ำว่า ไม่มีการช่วยเหลือฝ่ายการเมืองใดเป็นพิเศษ

 

ด้าน นฤชา ชี้แจงว่าไม่สามารถยืนยันได้ในทันทีว่า แชทดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่ โดยระบุว่าบัญชี LINE ของตนเชื่อมต่อกับหลายอุปกรณ์และหลายช่องทาง จึงอาจมีบุคคลอื่นเข้าถึงหรือส่งข้อความได้

 

อย่างไรก็ตาม ภายหลังได้ยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่ของตน และไม่เป็นไปตามที่ถูกกล่าวอ้าง

 
จากนั้นเรื่องราวได้ขยับจากสนามข่าวสู่กระบวนการทางกฎหมาย เมื่อ ‘รุ่งเรือง’ ยื่นฟ้อง นฤชา ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 โดยอ้างว่าคำสั่งย้ายดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และนำแชท ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานในคดี

 

ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร และ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และ กกต. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวเพิ่มเติม ขณะที่ คณะกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ต่างเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง แต่ยังพบว่าข้อมูลจากแต่ละฝ่ายมีความแตกต่างกัน จึงยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

 

‘รองซีฟู๊ด’ จากภูเก็ต ถึงกระทรวงมหาดไทย ปลิวยกทีม

 

แต่ควันจากเรื่องเก่ายังไม่ทันจางหาย กระทรวงมหาดไทยก็เข้าสู่แรงสั่นสะเทือนระลอกใหม่

 

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนมิถุนายน เมื่อกระแสข่าวเกี่ยวกับ ‘รองซีฟู้ด’ ฉายาที่โลกออนไลน์ใช้เรียก ‘ธีระพงศ์ ช่วยชู’ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในขณะนั้น ซึ่งมีข่าวลือเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจท้องถิ่น และข้อกล่าวอ้างว่ามี ‘บารมี’ ใกล้ชิดกับ ผอ.พรรคการเมืองใหญ่ จนสามารถกำหนดทิศทางการโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้

 

กระแสดังกล่าวนำไปสู่วลีที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางว่า “รองผู้ว่าฯ ย้ายผู้ว่าฯ ได้” ก่อนจะลุกลามกลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง และไปถึงหูของนายกรัฐมนตรีในที่สุด

 

วันที่ 15 มิถุนายน ในประชุมกระทรวงมหาดไทยจึงกลายเป็นพื้นที่ปะทะทางวาทะ เมื่อ นายกรัฐมนตรี หยิบยกปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดภูเก็ตขึ้นมาพูดกลางที่ประชุม พร้อมแสดงความไม่พอใจต่อกระแสข่าวที่อ้างว่ารองผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถย้ายราชการจังหวัดได้

 

นายกรัฐมนตรี ย้ำชัดว่า เรื่องดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ในระบบราชการ พร้อมสั่งให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง

 

ช่วงเย็นของในวันเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งโยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ถูกเชื่อมโยงกับกระแส ‘รองซีฟู้ด’ จำนวน 2 ราย โดยหนึ่งรายย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช และอีกหนึ่งรายย้ายไปดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา

 

ขณะที่ การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันต่อมา ได้มีมติโยกย้าย ‘นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร’ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตด้วยเช่นกัน โดยให้ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน ถือเป็นการปรับโครงสร้างผู้บริหารจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศแบบยกชุด

 

นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า การโยกย้ายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและคลี่คลายความขัดแย้งในพื้นที่

 

“ทุกคนก็ได้เห็นแล้วว่า ตนได้ลงไปดำเนินการ แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ทั้งมีคลิป มีการแฉกัน แบบนี้มันก็ทำงานกันไม่ได้ เราต้องเอาคนที่ไม่มีความขัดแย้งกัน และเอาคนที่ทำงานร่วมกันได้ลงไปทำงาน เพราะภูเก็ตเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล”

 

ด้าน อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบายเหตุผลของการปรับย้ายว่า เป็นความพยายามคลี่คลายปัญหาที่คั่งค้างอยู่ในพื้นที่

 

พร้อมเปรียบเทียบว่า “บางครั้งใส่รองเท้าแล้วมีเม็ดทรายอยู่ในเท้า เราก็ลำบากที่จะเดิน บางทีต้องถอดออกมาเพื่อจะสวมเข้าไปใหม่ เพราะฉะนั้นคนที่ไปใหม่ ซึ่งไม่รู้ปัญหา ก็จะใช้ประสบการณ์ทั้งหมดเพื่อไปแก้ปัญหา แต่คนที่อยู่เก่าบางทีก็รู้แต่ปัญหา ปัญหาก็เลยไม่คลี่คลายสักที”

 

ปลัดกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่า การย้ายครั้งนี้ไม่มีเรื่องของผลประโยชน์อะไรเลย แต่ย้ายเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ในภูเก็ตเดินต่อไปได้ และสิ่งที่มีปัญหาอยู่ต้องคลี่คลายโดยเร็วที่สุด

 

ท้ายที่สุด ‘นิรัตน์’ เปิดใจภายหลังคำสั่งย้ายว่า เคารพการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ไม่เสียกำลังใจ ไม่ท้อแท้ และพร้อมเดินหน้าทำงานต่อไปในตำแหน่งใหม่ และยืนยันว่าจะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด รักษาความถูกต้อง และยอมรับผลการประเมินจากผู้บังคับบัญชา เพราะบางเรื่องแม้จะพยายามเต็มที่แล้ว แต่อาจไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ทั้งหมด

 

โกงสอบท้องถิ่น สะเทือนมหาดไทยรอบ 3

 

แต่ดูเหมือนว่าแรงสั่นสะเทือนในกระทรวงมหาดไทยจะยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา หลังปมความขัดแย้งในจังหวัดภูเก็ตเริ่มคลี่คลาย กระทรวงมหาดไทยกลับต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม

 

เมื่อการตรวจสอบขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นเริ่มเผยให้เห็นเครือข่ายที่มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และอาจสร้างความเสียหายต่อระบบราชการมูลค่ากว่า 4.5 พันล้านบาท

 

จุดเริ่มต้นของคดีเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 2 กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นำหมายศาลจังหวัดนนทบุรีเข้าตรวจค้นบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ในวันที่ 24 มิถุนายน

 

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีผู้ร้องเรียน พร้อมส่งมอบพยานหลักฐานและคลิปเสียงที่อ้างว่ามีกลุ่มบุคคลแอบอ้างว่าสามารถช่วยเหลือผู้สมัครสอบแข่งขันเข้ารับราชการท้องถิ่นให้สอบผ่านได้ โดยเรียกรับเงินตั้งแต่ 350,000 บาท สำหรับตำแหน่งทั่วไป และสูงถึง 700,000-800,000 บาท ในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง

 

ผลการสืบสวนพบว่าขบวนการดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งเปิดรับสมัครรวม 87 ตำแหน่ง จำนวน 6,669 อัตรา

 

วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้กำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการสอบท้องถิ่นเมื่อปี 2568 ซึ่งในขณะนั้น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ 5 หน่วยงาน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

 

ก่อนที่ในเวลาต่อมา ป.ป.ช. จะรวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลจนสามารถดำเนินการตรวจค้นและจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้

 

วรศิษฎ์ยังเปิดเผยอีกว่า จากข้อมูลที่ปรากฏตามข่าวพบผู้เกี่ยวข้องประมาณ 3,000 คน แต่เชื่อว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้น ขณะที่จำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมดมีมากกว่าหนึ่งแสนคน ส่วนรูปแบบการทุจริตและกลไกที่ใช้ในการกระทำความผิดยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากคดีมีความซับซ้อนและยังอยู่ระหว่างการสืบสวน

 

แรงกระเพื่อมจากคดีดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจับกุมผู้ต้องหา แต่ลุกลามไปถึงระดับผู้บริหารของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย จึงลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 1563/2569 ให้ ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ไปประจำกระทรวงมหาดไทยเป็นการชั่วคราว และปฏิบัติหน้าที่ตามที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยมอบหมาย โดยมีผลทันที จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

 

ในคำสั่งย้ายระบุเหตุผลอย่างชัดเจนว่า กรณีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริหารราชการแผ่นดิน การบริหารงานบุคคลของกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการ

 

แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคำสั่งย้ายมีผล นายกรัฐมนตรีเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยกกล่าวอ้างหลักทฤษฎีผลไม้พิษ ระบุว่า หากที่มาของกระบวนการสอบไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลสอบที่ประกาศไปแล้วก็ต้องถูกยกเลิกตามไปด้วย ไม่ว่าจะมีการบรรจุไปแล้วหรือไม่ก็ตาม พร้อมสั่งขยายผลอย่างถึงที่สุดทุกระดับ ทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น โดยไม่มีข้อยกเว้น

 

ถ้อยคำที่หนักที่สุดในวันนั้นคือ การที่นายกฯ ระบุว่า การเปิดทางให้คนที่เริ่มต้นชีวิตราชการด้วยการทุจริตเข้ามาบริหารประเทศ คือการทำลายอนาคตของระบบราชการไทย และเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่อาจยอมรับได้

 

ภายหลังการประชุม ปลัดกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยอีกว่า มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน พร้อมเตรียมยกเลิกผลสอบหากพบว่ากระบวนการไม่โปร่งใส พร้อมแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจากหลักฐานที่มีอยู่แล้ว และให้ตำรวจขยายผลสืบสวนต่อ รวมถึงคลิปเสียงที่อาจเชื่อมโยงถึงผู้บริหารระดับรัฐมนตรีช่วย

 

ปลัดกระทรวงมหหาดไทย ย้ำว่า จะไม่เหมาเข่ง แต่จะดำเนินคดีเฉพาะผู้ที่มีหลักฐานเกี่ยวข้องเท่านั้น ส่วนมหาวิทยาลัยที่รับจัดสอบก็ต้องร่วมรับผิดชอบในฐานะผู้ดำเนินการด้วย สำหรับผู้เข้าสอบกว่าสามแสนคน จะต้องแยกแยะเป็นรายกรณี ก่อนพิจารณาว่าจะยกเลิกผลสอบทั้งระบบหรือเพียงบางส่วน

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาผลการตรวจสอบในช่วง 7 วันที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ เพื่อคลี่คลายข้อเท็จจริงและชี้ชะตาผลสอบท้องถิ่นครั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการเอาผิดรายบุคคล แต่เป็นบททดสอบสำคัญของระบบการสอบแข่งขันภาครัฐ ว่าจะสามารถแยกผู้บริสุทธิ์ออกจากขบวนการทุจริตได้มากน้อยเพียงใด

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เด่นชัดที่สุดในพายุการเมืองครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงจำนวนเหตุการณ์ แต่คือความเร็วและความต่อเนื่องของแรงปะทะ ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน กระทรวงมหาดไทยเผชิญวิกฤตสามระลอกที่ต่างบริบท แต่โยงเข้าหากันด้วยรากเดียวกัน คือปัญหาเชิงโครงสร้างของการใช้อำนาจบริหารบุคคล ที่ยังเปิดช่องให้ผลประโยชน์และอิทธิพลแทรกซึมได้

 

กรณี ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ สะท้อนรอยร้าวในระบบอุปถัมภ์ระดับโยกย้าย กรณี ‘รองซีฟู้ด’ ชี้ให้เห็นแรงแทรกนอกระบบที่อาจมีอิทธิพลต่อการปรับตำแหน่งในพื้นที่ และคดีทุจริตสอบท้องถิ่น คือปลายทางของระบบที่เปิดช่องให้ทางลัด กลายเป็นสิ่งที่ถูกตีราคาได้ด้วยเงิน ทั้งหมดสะท้อนปัญหาเดียวกันในคนละรูปแบบ

 

แม้การตอบสนองของฝ่ายบริหารจะเดินไปในทิศทางเดียวกัน คือ สั่งตรวจสอบ ย้ายผู้เกี่ยวข้อง และเร่งคลี่คลาย แต่ยังไม่ปรากฏคำตอบเชิงโครงสร้างว่าระบบที่ทำให้ปัญหาเกิดซ้ำจะถูกแก้ไขอย่างไร

The post มหาดไทยในพายุการเมือง: จากช่วยน้ำเงินด้วย สู่ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปประเด็นสำคัญ ภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ เวที Summer Davos ที่จีน https://thestandard.co/summer-davos-china-geopolitics-geoeconomics-ai/ Wed, 24 Jun 2026 10:52:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1222367 ภาพบรรยากาศการประชุม Summer Davos ที่เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน

การประชุม Summer Davos ประจำปี 2026 จัดขึ้นที่เมืองต้าเ […]

The post สรุปประเด็นสำคัญ ภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ เวที Summer Davos ที่จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศการประชุม Summer Davos ที่เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน

การประชุม Summer Davos ประจำปี 2026 จัดขึ้นที่เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายนนี้ ภายใต้หัวข้อ ‘การสร้างสรรค์นวัตกรรมขนานใหญ่’ (Innovating at Scale) มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,700 คนจากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมกันสำรวจว่า โลกจะสามารถรับมือกับความท้าทายและสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับการเติบโตในยุคปัจจุบันได้อย่างไร

 

 
 

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกปั่นป่วนและสภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางเสี่ยงต่อการแตกแยก (Fragmentation) เวทีนี้ได้กลายเป็นสมรภูมิและพื้นที่เจรจาทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ

 

นี่คือ สรุปประเด็นสำคัญทาง ภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ บนเวที Summer Davos 2026

 

ความสัมพันธ์ ‘สหรัฐฯ-จีน’ และการก้าวข้าม ‘กับดักทูซิดิดีส’

 

ความสัมพันธ์ที่สั่นคลอนระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน เพิ่ม ‘ความซับซ้อน’ ให้กับสถานการณ์โลก โดย แกรแฮม อัลลิสัน ศาสตราจารย์ชื่อดังจาก Harvard Kennedy School ได้ร่วมให้ความเห็นภายในงาน Summer Davos ปีนี้ โดยได้หยิบยกบทเรียนจากอดีตผ่านแนวคิด ‘กับดักทูซิดิดีส’ ซึ่งเป็น ‘ภาวะที่มหาอำนาจใหม่ลุกขึ้นมาท้าทายมหาอำนาจเดิม’ ซึ่งในอดีตมักจบลงด้วยสงคราม หากใช้การทูตแบบเดิมๆ

 

อย่างไรก็ตาม อัลลิสันยังมีมุมมองเชิงบวกที่เชื่อว่า ทั้งสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนและ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังพยายามนิยามความสัมพันธ์ใหม่ หรือกำหนดกรอบใหม่ในรูปแบบที่จะเอาชนะกับดักทูซิดิดีสได้

 

อัลลิสันระบุว่า การที่จีนตอบโต้การตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare-Earth) ทำให้ทรัมป์ตระหนักได้ว่า ขณะนี้สหรัฐฯ กำลังเผชิญหน้ากับประเทศที่มีศักยภาพทัดเทียมกัน และผู้นำทั้งสองกำลังพยายามกำหนดกรอบความสัมพันธ์ใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งรุนแรง

 

สภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางและชะลอตัว

 

เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ใน ‘ภาวะที่ซบเซา’ (Tepid Environment) จนทำให้ธนาคารโลกต้องปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทั่วโลกลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19

 

ปัจจัยกดดันประกอบด้วยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งทางเรือในตะวันออกกลาง รวมไปถึงความเสี่ยงที่โลกจะสูญเสียโอกาสในการเติบโตหากเกิดภาวะ ‘การแบ่งขั้วอย่างรุนแรง’ (Severe Fragmentation)

 

วิสัยทัศน์ ‘โอกาสจากจีน 2.0’ (China Opportunity 2.0)

 

หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนได้ชูแนวคิดนี้ เพื่อสื่อถึงการเสริมศักยภาพทางนวัตกรรมรอบด้าน และโอกาสทางการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสำหรับบริษัทผู้ประกอบการจากทั่วโลก

 

หลี่กล่าวว่า ความร่วมมือที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเป็นตัวเลือกที่มิอาจหลีกเลี่ยงในการก้าวข้ามภาวะชะงักงันของการเติบโตทั่วโลก พร้อมเรียกร้องการเชื่อมต่อและประสานงานอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น รวมถึงรวบรวมจุดแข็งทางนวัตกรรมอย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีควรเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและกำกับดูแลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

นายกรัฐมนตรีจีน เน้นย้ำว่าในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (ปี 2026-2030) เศรษฐกิจจีนมีเสถียรภาพ มีความสร้างสรรค์ และบูรณาการเข้ากับโลก โดยกุญแจสำคัญที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแกร่งในระยะยาวคือ ‘การพัฒนาที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม’

 

การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ AI จีน

 

นายกรัฐมนตรีจีนยังกล่าวว่า ภาคส่วน AI ของจีนมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และมีปริมาณการใช้โทเคนต่อวันพุ่งทะลุหนึ่งแสนล้านล้านโทเคนเมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งอยู่ในกลุ่มสูงสุดของโลก

 

นอกจากนี้เทคโนโลยี ‘ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ’ (Embodied AI) ได้เริ่มก้าวเข้าสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ขนานใหญ่แล้ว ในขณะเดียวกัน จีนยังยืนยันความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำกับดูแล AI ระดับโลกอย่างมีความรับผิดชอบและสร้างสรรค์

 

โอกาสและความเสี่ยงจากเทคโนโลยี AI

 

นวัตกรรม AI ถูกมองว่า เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการเปิดโอกาสใหม่ๆ ในด้านการศึกษาและสาธารณสุข แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการที่ AI จะเข้ามาแย่งงาน ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการนำไปใช้ในความขัดแย้ง

 

มิเรก ดูเชก กรรมการผู้จัดการของ World Economic Forum (WEF) ได้เน้นย้ำว่า ความท้าทายหลักของผู้นำระดับโลกคือ การรับประกันว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้จะส่งผลดีต่อ ‘เศรษฐกิจจริง’ (Real Economy) และไม่ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านเทคโนโลยี

 

ทางด้าน มาร์เจอรี เคราส์ ผู้ก่อตั้งและประธานบริหารของ APCO ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์และกิจการสาธารณะระดับโลกจากสหรัฐฯ มองว่า ภายใต้แนวคิด ‘Innovating at Scale’ มีการประเมินว่า ผู้คนจะไม่ตกงานเพราะ AI โดยตรง แต่คนที่จะตกงานคือคนที่ไม่รู้จักวิธีใช้ AI

 

อีกทั้ง AI ควรถูกนำมาใช้ในฐานะ ‘เครื่องมือ’ ของเรา อย่าปล่อยให้ AI ครอบงำหรือเป็น ‘เจ้านาย’ ของเรา โดยบุคลากรที่เป็นที่ต้องการคือ คนที่มีความกระตือรือร้น ฉลาด รู้จักตั้งคำถามกับ AI เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดออกมาใช้ในงานวิจัยหรือส่วนที่ AI ทำได้ดี รวมถึงต้องสามารถทำหน้าที่เป็น ‘นักแปล’ ที่นำความเข้าใจจาก AI มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์จริงได้อย่างเหมาะสม

 

ภาพ: weforum.org

 

อ้างอิง:

 

The post สรุปประเด็นสำคัญ ภูมิรัฐศาสตร์-ภูมิเศรษฐศาสตร์ เวที Summer Davos ที่จีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชากรแฝง: แรงงานที่แบกเมือง แต่ไร้สิทธิในเมือง https://thestandard.co/bangkok-floating-population-rights/ Wed, 24 Jun 2026 03:15:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1222048 ภาพประกอบแสดงกลุ่มประชากรแฝงที่ทำงานและใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ แต่ไร้สิทธิและงบประมาณ

ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นโยบ […]

The post ประชากรแฝง: แรงงานที่แบกเมือง แต่ไร้สิทธิในเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงกลุ่มประชากรแฝงที่ทำงานและใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ แต่ไร้สิทธิและงบประมาณ

ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นโยบายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมักหนีไม่พ้นเรื่องรถติด น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 ทางเท้า หรือระบบขนส่งสาธารณะ แต่เบื้องหลังปัญหาเหล่านี้อาจมีคำถามสำคัญอีกข้อที่ถูกพูดถึงน้อยกว่า นั่นคือ ‘กลุ่มประชากรแฝง’

 

 

ข้อมูลจากกรมการปกครอง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ระบุว่า กรุงเทพมหานครมีประชากรตามทะเบียนราษฎร 5.4 ล้านคน แต่ในความเป็นจริง เมืองหลวงแห่งนี้ต้องรองรับผู้คนมากกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

รายงานประชากรแฝงในประเทศไทย พ.ศ. 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ประเทศไทยมีประชากรแฝงรวม 9.25 ล้านคน โดยกรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่มีประชากรแฝงกระจุกตัวมากที่สุด ทั้งในรูปแบบประชากรแฝงกลางคืนและประชากรแฝงกลางวัน

 

ประชากรแฝงกลางคืน คือผู้ที่ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่จริงในพื้นที่ แต่ไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้าน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ทำงานในภาคการผลิต ค้าปลีก บริการอาหาร และก่อสร้าง โดยกว่า 73% เป็นลูกจ้างภาคเอกชน

 

ขณะที่ ประชากรแฝงกลางวัน คือกลุ่มคนที่เดินทางจากจังหวัดปริมณฑลเข้ามาทำงานหรือศึกษาเล่าเรียนในกรุงเทพฯ เป็นประจำทุกวัน ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า กรุงเทพมหานครต้องรองรับประชากรแฝงกลางวันมากกว่า 650,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางมาจากนนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ โดยกว่า 91% เป็นวัยแรงงาน

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนว่า ปัญหาหลายอย่างของกรุงเทพฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในเขตเมืองหลวงอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกับพื้นที่ปริมณฑลอย่างแยกไม่ออก ทั้งการเดินทาง การจ้างงาน การพัฒนาที่อยู่อาศัย และระบบขนส่งมวลชน ทำให้การบริหารเมืองในอนาคตอาจต้องมองกรุงเทพมหานคร และพื้นที่โดยรอบเป็นระบบเดียวกันมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน ความแตกต่างระหว่างจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎรกับจำนวนผู้ใช้งานเมืองจริง ยังส่งผลต่อการวางแผนพัฒนาเมืองในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบระบบขนส่งสาธารณะ การจัดสรรพื้นที่สีเขียว การบริหารจัดการขยะ การวางระบบสาธารณสุข หรือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพราะหากฐานข้อมูลประชากรไม่สะท้อนความเป็นจริง การคาดการณ์ความต้องการใช้บริการสาธารณะในอนาคตก็อาจคลาดเคลื่อนไปด้วย

 

จึงเป็นเหตุผลที่ประเด็นประชากรแฝงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางสถิติ แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการบริหารเมืองสมัยใหม่ โดยเฉพาะสำหรับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นทั้งศูนย์กลางเศรษฐกิจ แหล่งงาน และจุดหมายของผู้คนจากทั่วประเทศ

 

ความลักลั่นทางงบประมาณของเมือง

 

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า กรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่มีประชากรตามทะเบียนราษฎร 5.4 ล้านคน แต่เป็นเมืองที่มีผู้คนจำนวนมหาศาลอาศัย ทำงาน เรียนหนังสือ และใช้บริการสาธารณะอยู่ทุกวัน

 

ผลที่ตามมาคือ โครงสร้างพื้นฐานของเมืองต้องรองรับภาระมากกว่าที่ตัวเลขทางทะเบียนสะท้อน ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งสาธารณะ ถนน โรงพยาบาล พื้นที่สาธารณะ การจัดการขยะ หรือระบบสาธารณูปโภคต่างๆ

 

ขณะที่ปัญหาการจราจรติดขัดก็ไม่ได้เกิดจากจำนวนรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและแหล่งงานสำคัญยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดิม ทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องเดินทางเข้าสู่เมืองทุกวัน

 

ที่สำคัญ ช่องว่างนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสถิติ แต่ยังสร้าง ‘ความลักลั่นทางงบประมาณ’ ที่บิดเบี้ยว เพราะในระบบราชการไทย เงินอุดหนุนและงบประมาณรายหัวจะถูกจัดสรรตาม ‘จำนวนคนในทะเบียนบ้าน’ เท่านั้น

 

หมายความว่า ประชากรแฝงหลายล้านคนที่เข้ามาทำงาน จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มผ่านการอุปโภคบริโภค และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กรุงเทพฯ กลับไม่มีตัวตนในสมการหารเฉลี่ยงบประมาณ เพื่อนำมาใช้ซ่อมถนน เก็บขยะ หรืออุดหนุนรถไฟฟ้าให้พวกเขาเลย

 

กรุงเทพฯ กับ ความจริงที่ไม่ถูกนับ

 

ดังนั้น เมื่อพิจารณาในมิติการบริหารเมือง คำถามสำคัญของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีนโยบายเพิ่มสวนสาธารณะ สร้างทางเท้า หรือแก้ปัญหาจราจรได้ดีที่สุดเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าใครมีความเข้าใจต่อขนาดและโครงสร้างของเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และสามารถออกแบบนโยบายให้สอดคล้องกับจำนวนผู้ใช้งานเมืองจริงได้มากที่สุด

 

ภาพประกอบแสดงกลุ่มประชากรแฝงที่ทำงานและใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ แต่ไร้สิทธิและงบประมาณ 1

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร

ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

จากพรรคประชาชน

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชน กล่าวกับ THE STANDARD ว่า กรุงเทพมหานครควรบริหารเมืองบนฐานประชากรราว 10 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนผู้ที่อาศัยและใช้ชีวิตอยู่จริงในพื้นที่ ไม่ใช่อาศัยเพียงตัวเลขตามทะเบียนบ้าน โดยมองว่าการจัดสรรพื้นที่สีเขียว ระบบขนส่งสาธารณะ และบริการด้านสาธารณสุข ควรคำนวณจากจำนวนผู้ใช้งานจริง เพื่อให้สอดคล้องกับภาระที่เมืองต้องรองรับในแต่ละวัน

 

มุมมองดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของกรุงเทพมหานครในอนาคต นั่นคือการทำให้ข้อมูลประชากรที่ใช้ในการวางแผนเมืองใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เพราะความแตกต่างระหว่างประชากรตามทะเบียนราษฎรกับประชากรที่ใช้ชีวิตอยู่จริง อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้หลายปัญหาของเมืองยังคงดำรงอยู่

 

ภาพประกอบแสดงกลุ่มประชากรแฝงที่ทำงานและใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ แต่ไร้สิทธิและงบประมาณ 2

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

ส่วน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และในฐานะอดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนก่อน เคยผลักดันประเด็น ‘ประชากรแฝง’ มาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับการมองโครงสร้างประชากรที่กว้างกว่าทะเบียนราษฎร รวมถึงชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งล้วนส่งผลต่อภาระการให้บริการสาธารณะของเมือง ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่ง การจัดการขยะ หรือโครงสร้างพื้นฐาน

 

ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างการจัดทำโครงการศึกษาวิจัยสถานการณ์และความพร้อมในการรองรับประชากรแฝง เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการวางแผนและพัฒนาบริการสาธารณะในอนาคต

 

อย่างไรก็ตาม แม้กรุงเทพมหานครจะเริ่มวางกรอบแนวคิดและพัฒนาฐานข้อมูลแล้ว แต่ประเด็นประชากรแฝงยังเป็นโจทย์ที่ต้องเดินหน้าต่อ ทั้งในเชิงข้อมูล นโยบาย และการบูรณาการกับระบบงบประมาณของภาครัฐ

 

วาระการบริหารกรุงเทพมหานครในช่วงสี่ปีต่อจากนี้ จึงถูกจับตามองในฐานะ “บทพิสูจน์” ของความสามารถในการบริหารเมือง ว่าจะยังยึดอยู่กับฐานข้อมูลเดิม หรือปรับตัวให้ทันผู้ใช้งานเมืองจริงที่เพิ่มขึ้น

 

และทั้งหมดนี้ สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของกรุงเทพมหานคร ที่ระบบข้อมูลประชากรและกลไกงบประมาณของรัฐ ยังไม่สอดรับกับความจริงของเมือง

The post ประชากรแฝง: แรงงานที่แบกเมือง แต่ไร้สิทธิในเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทิศทางศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ ‘จักรพงศ์’ รับตำแหน่งตุลาการคนใหม่ แทน ‘นครินทร์’ ท่ามกลางคดีร้อนการเมือง https://thestandard.co/constitutional-court-new-judge-political-cases/ Tue, 23 Jun 2026 07:44:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1221806 ภาพประกอบแสดง จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช และ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ โดยมีโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นพื้นหลัง

เมื่อที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบให้ ศาสตราจารย์ ดร. พล […]

The post ทิศทางศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ ‘จักรพงศ์’ รับตำแหน่งตุลาการคนใหม่ แทน ‘นครินทร์’ ท่ามกลางคดีร้อนการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดง จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช และ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ โดยมีโลโก้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นพื้นหลัง

เมื่อที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบให้ ศาสตราจารย์ ดร. พล.ต.ต. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ในวันนี้ (23 มิถุนายน) ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและบุคคลในองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทันที ท่ามกลางสถานการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีการเมืองครั้งสำคัญ 2 คดี ที่มีกำหนดเส้นตายการวินิจฉัยในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้

 

 
 

การเข้ามาของตุลาการคนใหม่ไม่เพียงแต่เป็นการสิ้นสุดการทำหน้าที่ในวาระที่ยาวนานของ ศ.ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของบทบาทศาลรัฐธรรมนูญภายใต้การจัดสรรสัดส่วนโควตาทางวิชาการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในรัฐสภา

 

มติวุฒิสภาชี้ขาดหลังปัดตก 2 รอบ สิ้นสุดยุค ‘นครินทร์’

 

ในการประชุมวุฒิสภาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 มีวาระพิจารณาเรื่องด่วนเพื่อลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้ดำเนินการประชุมและลงมติโดยวิธีลับ ผลปรากฏว่าเสียงข้างมากจำนวน 140 เสียง มีมติเห็นชอบให้ จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ในสายศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 200 (4) ขณะที่มีเสียงไม่เห็นชอบ 17 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง

 

เป็นผลให้จักรพงศ์จะเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ซึ่งดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 และขึ้นเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเดือนมีนาคม 2567 โดย ศ.ดร.นครินทร์ ได้ครบวาระการดำรงตำแหน่งไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 แต่จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าให้ตุลาการที่ครบวาระอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีตุลาการคนใหม่เข้ามาแทน

 

ที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหาเคยเสนอรายชื่อบุคคลในสัดส่วนสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์มาแล้ว 2 ราย คือ ศ. สิริพรรณ นกสวน สวัสดี จากคณะรัฐศาสตร์ จจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศาสตราจารย์ ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ จากคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ที่ประชุมวุฒิสภาชุดก่อนหน้านี้มีมติไม่ให้ความเห็นชอบทั้งสองรายติดต่อกัน ส่งผลให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านล่าช้าออกไปจนกระทั่งมีการลงมติในครั้งนี้

 

การเปลี่ยนผ่านท่ามกลางคดีร้อนการเมือง

 

การเปลี่ยนผ่านตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเวลานี้ เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาคำร้องคดีการเมืองที่มีผลกระทบต่อฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่

 

คดีแรกคือ คำร้องของ สส. ฝ่ายค้านที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ฯ มูลค่า 4 แสนล้านบาท โดยฝ่ายค้านเห็นว่าการออก พ.ร.ก. ดังกล่าวไม่เข้าข่ายเงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องนี้ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 และตามข้อบังคับศาลรัฐธรรมนูญจะต้องมีคำวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วันนับจากวันที่รับคำร้อง

 

ทำให้คดีนี้มีเส้นตายที่จะต้องวินิจฉัยในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2569

 

คดีที่สองคือ คำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ขอให้วินิจฉัยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงาน กกต. ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยปรากฏการใช้ระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งผู้ร้องขอให้วินิจฉัยว่าลักษณะดังกล่าวทำให้การเลือกตั้งขัดต่อหลักการเป็นความลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

 

คดีนี้ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งในบันทึกการลงมติพบว่า นครินทร์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนเดิมเป็นหนึ่งในตุลาการฝั่งเสียงข้างมากที่รับคำร้องนี้ไว้ การเข้ามาของจักรพงศ์ จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่องค์คณะต้องร่วมพิจารณาข้อกฎหมายของทั้งสองคดีนี้โดยตรง

 

อีกการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญคือ เมื่อนครินทร์ซึ่งเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนปัจจุบันพ้นจากวาระไป ก็จะนำมาสู่การประชุมองค์คณะตุลาการ เพื่อลงมติคัดเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ด้วย

 

ข้อกังขาเรื่องคุณสมบัติ ‘ความเชี่ยวชาญไม่ตรงปก?’

 

ก่อนเข้าสู่กระบวนการประชุมลับ สว. เสียงข้างน้อย ได้ลุกขึ้นอภิปรายคัดค้านและเสนอให้ชะลอการลงมติออกไปเพื่อตรวจสอบความชัดเจนในสองประเด็นหลัก คือ ความชอบธรรมของกระบวนการสรรหาและคุณสมบัติด้านองค์ความรู้ของผู้ได้รับการเสนอชื่อ

 

พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. ตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการสรรหาเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ไม่ครบองค์ประกอบตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมในฐานะฝ่ายตรวจสอบ ซึ่งหากชะลอการลงมติออกไป 1-2 สัปดาห์จะทำให้ได้คณะกรรมการสรรหาที่สมบูรณ์

 

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามว่าผลงานวิชาการของผู้ได้รับการเสนอชื่อซึ่งเป็นอดีตนักวิชาการคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ มุ่งเน้นไปทางเรื่องการสืบสวนและข้อกฎหมายมากกว่างานด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ และย้ำว่าในชั้นการทบทวนคุณสมบัติ มีกรรมการสรรหา 2 เสียงที่เห็นว่าคุณสมบัติไม่ตรงสาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือประธานศาลฎีกาในฐานะประธานกรรมการสรรหา วุฒิสภาจึงควรพิจารณาด้วยความระมัดระวังเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ

 

ขณะที่ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. นำข้อมูลหลักฐานการสืบค้นจากห้องสมุดมาเปิดเผยต่อที่ประชุมว่า ตำรา ‘กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน’ ที่นายจักรพงศ์นำมาอ้างอิงว่าเป็นผลงานเชิงประจักษ์ด้านรัฐประศาสนศาสตร์นั้น ในความเป็นจริงถูกจัดหมวดหมู่อยู่ในหมวดกฎหมาย ไม่ใช่หมวดรัฐศาสตร์ และเนื้อหาภายในเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การสอบสวน พยานหลักฐาน และทฤษฎีการสอบสวนอันเป็นองค์ความรู้ทางนิติศาสตร์ ทั้งนี้

 

จักรพงศ์เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อปี พ.ศ. 2564 นอกเหนือจากนั้น นายเทวฤทธิ์ได้เปิดเผยสถิติการลงสมัครรับเลือกเป็นองค์กรอิสระของนายจักรพงศ์ในอดีต รวมจำนวน 10 ครั้ง ประกอบด้วยการสมัครเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 9 ครั้ง ซึ่งตกกระบวนการสรรหา 6 ครั้ง และถอนตัว 3 ครั้ง รวมถึงเคยสมัครเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ได้ถอนตัวเช่นกัน ก่อนจะมาสมัครในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จึงเห็นว่าควรชะลอเพื่อรอให้สมัครในสาขาที่ตรงกับองค์ความรู้อย่างแท้จริง

 

นอกจากนี้ นพ. เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. ได้อภิปรายเตือนให้วุฒิสภาตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีความเสียหายซ้ำรอยกับวุฒิสภาชุดที่ผ่านมา ที่เคยให้ความเห็นชอบกรรมการ ป.ป.ช. 2 ราย แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เข้าปฏิบัติหน้าที่

 

‘วุฒิชาติ’ รับประกัน พิจารณาคุณสมบัติรอบคอบแล้ว

 

ด้าน วุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ได้ลุกขึ้นชี้แจงต่อข้อกังวลของสมาชิกว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณารายงานอย่างรอบคอบตามกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้ว โดยชี้ว่าประเด็นข้อร้องเรียนเรื่องคุณสมบัตินั้นเป็นอำนาจหน้าที่ชี้ขาดของคณะกรรมการสรรหา ไม่ใช่อำนาจของคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา ซึ่งคณะกรรมการสรรหาได้ดำเนินการทบทวนตามขั้นตอนกฎหมายเสร็จสิ้นแล้วก่อนส่งเรื่องมา

 

วุฒิชาติชี้แจงตอบโต้กรณีสัดส่วนเสียงข้างน้อยในคณะกรรมการสรรหาว่า ในฝั่งเสียงข้างมากที่ให้ความเห็นชอบคุณสมบัติของจักรพงศ์นั้น มีประธานศาลปกครองสูงสุดรวมอยู่ด้วย ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเช่นเดียวกัน

 

ส่วนประวัติด้านการศึกษาและการทำงานของจักรพงศ์นั้น ในข้อเท็จจริงพบว่าสำเร็จการศึกษาปริญญาโทคณะรัฐประศาสนศาสตร์ และประวัติของโรงเรียนนายร้อยตำรวจก่อนที่จะมี พ.ร.บ. ตำรวจ ก็เคยเปิดการเรียนการสอนในคณะรัฐศาสตร์มาก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นคณะนิติศาสตร์ในภายหลัง

 

วุฒิชาติยังได้แสดงความกังวลต่อการหยิบยกประเด็นการโปรดเกล้าฯ มาอภิปรายในที่ประชุมเนื่องจากเป็นส่วนของพระราชวินิจฉัย และยืนยันว่า สว. ทุกคนมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจลงมติอย่างเป็นอิสระโดยไม่มีบุคคลใดสามารถสั่งการหรือให้ใบสั่งได้

The post ทิศทางศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ ‘จักรพงศ์’ รับตำแหน่งตุลาการคนใหม่ แทน ‘นครินทร์’ ท่ามกลางคดีร้อนการเมือง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รักชนก-อาสพลธ์ ศึกอำนาจ กมธ. ตรวจสอบ TH-AI Passport https://thestandard.co/rakchanok-asapon-committee-power-struggle/ Mon, 22 Jun 2026 12:43:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1221583 ภาพประกอบแสดง รักชนก ศรีนอก และ อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ

สืบเนื่องจากกรณี คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและต […]

The post รักชนก-อาสพลธ์ ศึกอำนาจ กมธ. ตรวจสอบ TH-AI Passport appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดง รักชนก ศรีนอก และ อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ

สืบเนื่องจากกรณี คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ โดย รักชนก ศรีนอก สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน โดย รังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ประชุมร่วมกัน เพื่อตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายนนั้น

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส. ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์ข้อความ เรียกร้องให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำชับและตักเตือนประธานกรรมาธิการทุกคณะ ให้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบอำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอย่างเคร่งครัด

 

หลังพบว่าช่วงที่ผ่านมา มีการประชุมของกรรมาธิการบางคณะที่หยิบยกประเด็นซึ่งอาจไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของคณะตนเองขึ้นมาพิจารณา รวมถึงกรณีที่ 2 คณะกรรมาธิการร่วมกันตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport

 

อาสพลธ์ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่เพื่อขัดขวางการตรวจสอบ แต่เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบมีความถูกต้อง ไม่ซ้ำซ้อน ไม่ก้าวล่วงอำนาจหน้าที่ระหว่างกัน และรักษาความศักดิ์สิทธิ์ในการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ พร้อมยืนยันว่า สำหรับทุกเรื่องร้องเรียนที่มีประเด็นส่อไปในทางทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือมีเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมรับเรื่องและดำเนินการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะมาจากประชาชน หน่วยงานภาครัฐ หรือกรรมาธิการคณะใดก็ตาม

 

“การปราบปรามการทุจริตต้องดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” อาสพลธ์ กล่าว

 

ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน รักชนก ได้โพสต์แสดงความเห็นโต้แย้งคำชี้แจงของอาสพลธ์ โดยระบุว่า เป็น สส. มากี่สมัย แต่ไม่รู้ว่าคณะกรรมาธิการสามารถประชุมร่วมกันได้ และยกตัวอย่างการทำงานร่วมกันของกรรมาธิการในสภาชุดที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการอ้างเหตุผลเรื่องความซ้ำซ้อนในการตรวจสอบไม่ใช่แนวปฏิบัติใหม่ของรัฐสภา

 

จากนั้น อาสพลธ์ ได้ชี้แจงอีกครั้งว่า ตนไม่เคยบอกว่า กรรมาธิการประชุมร่วมกันไม่ได้ และไม่เคยขัดขวางการตรวจสอบ หลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 คือ กรรมาธิการมีหน้าที่สอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องต่างๆ ได้ แต่ต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภา และต้องดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภา

 

อาสพลธ์ระบุต่อว่า ประเด็นที่ตนต้องการสื่อสาร คือ การตรวจสอบต้องไม่ซ้ำซ้อน และต้องชัดเจนว่าเรื่องนั้นอยู่ในอำนาจของกรรมาธิการคณะใด เนื่องจากข้อบังคับการประชุมสภาก็กำหนดไว้ชัดว่า เมื่อกรรมาธิการจะพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใด ต้องรายงานให้ประธานสภาทราบ และการพิจารณาเรื่องหนึ่งต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน หากเรื่องนั้นเกี่ยวข้องหลายคณะ ก็เป็นหน้าที่ของประธานสภาที่จะดำเนินการให้กรรมาธิการที่เกี่ยวข้องร่วมกันทำงาน

 

ดังนั้น การประชุมร่วมทำได้ แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามข้อบังคับ มีกรอบอำนาจชัดเจน ไม่ใช่เรื่องเดียวกันถูกหยิบไปหลายคณะจนหน่วยงานราชการต้องมาชี้แจงซ้ำไปซ้ำมา และประชาชนไม่ได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น หากประเด็นเป็นเรื่องงบประมาณ ก็ให้คณะที่ดูแลงบประมาณตรวจสอบ หากประเด็นเป็นเรื่องกฎหมาย ก็ให้คณะด้านกฎหมายตรวจสอบ แต่หากมีประเด็นทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือเจ้าหน้าที่รัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ก็พร้อมตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

 

“นี่ไม่ใช่การปกป้องใคร และไม่ใช่การขัดขวางการตรวจสอบแต่คือการยืนยันว่า การตรวจสอบของสภาต้องตรวจสอบให้ถูกทาง ถูกอำนาจ ถูกข้อบังคับ และเกิดประโยชน์กับประชาชนจริง” อาสพลธ์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงระหว่าง รักชนก และ อาสพลธ์ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างกันต่อบทบาทและขอบเขตอำนาจของคณะกรรมาธิการในการตรวจสอบโครงการภาครัฐ

 

ข้อถกเถียงจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า การตรวจสอบควรเกิดขึ้นหรือไม่ แต่อยู่ที่การตีความว่ากลไกการตรวจสอบควรดำเนินการผ่านช่องทางใด และอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจของกรรมาธิการคณะใด รวมถึงความเสี่ยงของการทำงานที่อาจซ้ำซ้อนกันระหว่างกลไกต่าง ๆ ของสภา

 

ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมจับตาอาจไม่ใช่ข้อสรุปเรื่องเขตอำนาจของกรรมาธิการ แต่คือผลการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ว่าจะนำไปสู่ความชัดเจน โปร่งใส และคำตอบต่อข้อสงสัยของสาธารณะได้มากเพียงใด

The post รักชนก-อาสพลธ์ ศึกอำนาจ กมธ. ตรวจสอบ TH-AI Passport appeared first on THE STANDARD.

]]>