Key Messages Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/key-messages/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 13 Aug 2026 00:23:45 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดฮอร์มุซชะงักงัน สันติภาพเลือนราง หลังอิหร่าน-สหรัฐฯ ตั้งเงื่อนไขใหม่ในการเจรจา เรารู้อะไรบ้าง? https://thestandard.co/hormuz-iran-us-talks-conditions/ Thu, 13 Aug 2026 00:23:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1241285 ภาพแผนที่ดาวเทียมช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวโอมาน

ราคาน้ำมันโลกกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากความหวั […]

The post เปิดฮอร์มุซชะงักงัน สันติภาพเลือนราง หลังอิหร่าน-สหรัฐฯ ตั้งเงื่อนไขใหม่ในการเจรจา เรารู้อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแผนที่ดาวเทียมช่องแคบฮอร์มุซและอ่าวโอมาน

ราคาน้ำมันโลกกลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากความหวังในการบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานาน 5 เดือนเริ่มเลือนราง หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต่างยื่นข้อเรียกร้องใหม่ของตนเองในระหว่างการเจรจาเพื่อกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเคยเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 1 ใน 5 ของโลก ก่อนที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านจะปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

 
 

ความไม่แน่นอนของการเจรจาเกิดขึ้น หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์ (10 สิงหาคม) ว่า เขาจะเรียกร้องค่าชดเชยให้กับผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากความขัดแย้งและการโจมตีของอิหร่านตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งถ้อยแถลงดังกล่าวของผู้นำสหรัฐฯ มีขึ้นหลังจากที่อิหร่านได้ยื่นข้อเรียกร้องใหม่เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อขอค่าปฏิกรรมสงคราม และประกาศว่าจะไม่เปิดช่องแคบจนกว่าวอชิงตันจะปฏิบัติตามเงื่อนไขของตน

 

บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นตรงกันว่า การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน คงจะไม่สามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้ จนกว่าปัญหาเรื่องช่องแคบฮอร์มุซจะได้รับการแก้ไข และดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะยิ่งห่างไกลกันออกไปเรื่อยๆ เมื่อพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการยุติข้อขัดแย้งด้วยวิธีทางการทูต

 

ข้อเรียกร้องใหม่ของสหรัฐฯ คืออะไร?

 

ทรัมป์ระบุว่า อิหร่านควรจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสจากการกระทำของอิหร่าน โดยอ้างย้อนไปถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งล่าสุด

 

“เรากำลังจะเรียกเงินสำหรับความเสียหายที่พวกเขาทำไว้ตลอดระยะเวลา 50 ปี” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว “ดังนั้นหากต้องมีการจ่ายค่าเสียหาย ผมคิดว่าอิหร่านควรเป็นฝ่ายจ่าย”

 

เขายังโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Truth Social ในเวลาต่อมาด้วยว่า อิหร่านควรชดเชยให้แก่ครอบครัวของนาวิกโยธินอเมริกัน 17 นายที่เสียชีวิตจากการโจมตีเรือรบ USS Cole ในเยเมนเมื่อเดือนต.ค. 2543 ทั้งที่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นฝีมือของกลุ่มอัลกออิดะห์ ไม่ใช่อิหร่าน

 

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังเรียกร้องค่าชดเชยให้แก่ครอบครัวชาวอิหร่านที่เสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่เมื่อเดือนมกราคมอีกด้วย

 

“ในส่วนที่เกี่ยวกับการเจรจา อิหร่านควรจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายและการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นกับประชาชนในเลบานอน ซีเรีย เยเมน และกาซาด้วย!” ทรัมป์โพสต์ โดยข้อเรียกร้องนี้สืบเนื่องมาจากการที่อิหร่านกล่าวว่า สหรัฐฯ ควรชดเชยให้กับเตหะรานสำหรับความเสียหายที่เกิดจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในสงครามปีนี้

 

ข้อเรียกร้องใหม่ของอิหร่านคืออะไร?

 

ด้านอิหร่านระบุว่า การกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการยอมรับเงื่อนไขใหม่ 6 ข้อที่สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านประกาศเมื่อวันเสาร์ ดังนี้:

 

  • ยุติการคุกคามและดูหมิ่นอิหร่าน
  • ยุติการโจมตีอิหร่านและพันธมิตรในเลบานอน ปาเลสไตน์ เยเมน และอิรักอย่างถาวร
  • ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่าน และถอนกำลังทางทะเลและทางอากาศออกจากพื้นที่รอบอิหร่าน
  • ชดเชยความเสียหายจาก “สงครามที่ถูกยัดเยียด” สองครั้ง โดยอิหร่านหมายถึงสงครามที่เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. และสงคราม 12 วันกับอิสราเอลในเดือนมิ.ย. 2568 ซึ่งสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมด้วย
  • ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร
  • ปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่านโดยไม่มีเงื่อนไข

 

ในขณะเดียวกัน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า การเจรจากับโอมานเกี่ยวกับข้อตกลงการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึงการกำหนดเส้นทางเดินเรือใหม่ มีความคืบหน้าและอยู่ใน “ขั้นตอนท้าย ๆ” แล้ว พร้อมย้ำจุดยืนของอิหร่านอีกครั้งว่า “ไม่มีการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ” ซึ่งขัดแย้งกับทางฝ่ายสหรัฐฯ ที่ระบุว่า ตนเองมีส่วนร่วมโดยตรงในการเจรจา

 

การเจรจาสันติภาพจะเดินหน้าต่อได้หรือไม่?

 

จุดยืนที่แข็งกร้าวของอิหร่านและสหรัฐฯ ในการเจรจาเพื่อกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ สร้างความกังขาว่าการบรรลุข้อตกลงสันติภาพในวงกว้างผ่านช่องทางการทูตจะเกิดขึ้นได้จริงหรือ ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างลงความเห็นว่า เป็นไปได้ยากที่การเจรจาเพื่อนำไปสู่การยุติการสู้รบจะกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งได้ จนกว่าปัญหาเรื่องช่องแคบฮอร์มุซและการบริหารจัดการช่องแคบจะได้รับการคลี่คลาย

 

เนการ์ มอร์ตาซาวี นักวิชาการอาวุโสจาก Center for International Policy กล่าวกับอัลจาซีราว่า ท่าทีล่าสุดของสหรัฐฯ เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง

 

“ข้อเรียกร้องใหม่ของทรัมป์เป็นปัญหามาก เพราะเป็นการนำประเด็นที่นอกเหนือไปจากการยุติความขัดแย้งในปัจจุบันเข้ามาเกี่ยวข้อง หากค่าชดเชยเกี่ยวกับการประท้วงและเหตุการณ์อื่นๆ ในอดีตกลายมาเป็นเงื่อนไขของสหรัฐฯ จริงๆ ไม่ใช่แค่การแสดงท่าทีระหว่างการเจรจา มันก็อาจเป็นเรื่องยากยิ่งที่เตหะรานจะยอมรับข้อตกลง” เธอกล่าว

 

ในทางกลับกัน อิหร่านเองก็กำลังแสวงหาหลักประกันที่สำคัญ ไม่ใช่เพียงการยุติการสู้รบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรับประกันว่าความขัดแย้งจะไม่กลับมาเริ่มต้นใหม่ในภายหลัง ตลอดจนการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังสงคราม

 

ฮุสเซน รอยวารัน นักวิเคราะห์การเมืองในกรุงเตหะราน มองว่า จุดจบของการเผชิญหน้าในช่องแคบฮอร์มุซจะขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดมีความอดทนมากกว่ากัน

 

“ตอนนี้อเมริกาเริ่มเจ็บปวด ทั้งเรื่องราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่สูงขึ้นในประเทศ มีความไม่พอใจซึมลึกภายในอเมริกาเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้และผลกระทบต่อสังคม” เขากล่าว “ในอิหร่านก็เช่นกัน แต่อิหร่านมีเหตุผลที่สังคมยอมรับได้ นั่นคือสงครามครั้งนี้ถูกยัดเยียดให้อิหร่าน และอิหร่านไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปกป้องตนเอง”

 

ภาพ: QQMinh88 via ShutterStock

 

อ้างอิง:

 

The post เปิดฮอร์มุซชะงักงัน สันติภาพเลือนราง หลังอิหร่าน-สหรัฐฯ ตั้งเงื่อนไขใหม่ในการเจรจา เรารู้อะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศที่มี ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แต่ไร้เงา ‘ครม.สังคม’ ถอดรหัสเยาวชนกระทำผิดซ้ำ กับข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูทุนชีวิตเด็กไทย https://thestandard.co/thai-youth-crime-life-capital/ Tue, 11 Aug 2026 09:24:33 +0000 https://thestandard.co/?p=1240903 ครม สังคม

มากกว่า 50,000 ชีวิต คือจำนวนของเด็กและเยาวชนที่ก้าวเข้ […]

The post ประเทศที่มี ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แต่ไร้เงา ‘ครม.สังคม’ ถอดรหัสเยาวชนกระทำผิดซ้ำ กับข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูทุนชีวิตเด็กไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม สังคม

มากกว่า 50,000 ชีวิต คือจำนวนของเด็กและเยาวชนที่ก้าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

ตัวเลขที่มหาศาลนี้ทิ้งคำถามตัวโตๆ ไว้ให้สังคมว่า “พวกเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง?” บาดแผลแบบไหนที่ผลักไสให้เด็กคนหนึ่งถลำลึกสู่วงจรความรุนแรง และเพราะเหตุใด แม้จะผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูแล้ว เด็กจำนวนไม่น้อยยังคงวนเวียนกลับไปกระทำผิดซ้ำ

 

แม้คดียาเสพติด จะยังคงครองสถิติอันดับหนึ่ง แต่ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ คดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย ที่ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันบาดแผลแห่งความรุนแรงนี้มักเชื่อมโยงกับการที่เด็กเข้าถึงอาวุธปืน ได้ง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ สิ่งนี้กำลังเปลี่ยนความขัดแย้งเล็กๆ ใกล้ตัว ให้ยกระดับสู่โศกนาฏกรรมและความสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน… ได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที

 

จากสถิติคดีอาญาย้อนหลัง 5 ปี ระหว่างปี 2565-2569 ข้อมูล ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ปี 2565 มีเด็กและเยาวชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม 12,202 ราย ปี 2566 จำนวน 13,140 ราย และเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในปี 2567 จำนวน 14,737 ราย ก่อนลดลงเหลือ 11,808 รายในปี 2568 ส่วนปี 2569 มีจำนวน 1,550 ราย

 

เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า ปี 2565 มีเด็กชาย 11,099 ราย และเด็กหญิง 1,103 ราย ปี 2566 มีเด็กชาย 11,963 ราย และเด็กหญิง 1,177 ราย ปี 2567 มีเด็กชาย 13,187 ราย และเด็กหญิง 1,550 ราย ปี 2568 มีเด็กชาย 10,546 ราย และเด็กหญิง 1,262 ราย ส่วนปี 2569 มีเด็กชาย 1,367 ราย และเด็กหญิง 183 ราย โดยเด็กชายมีจำนวนมากกว่าเด็กหญิงในทุกปี และในช่วงปีที่มีข้อมูลครบปีมีจำนวนประมาณ 11,000-15,000 รายต่อปี

 

ด้านอายุขณะกระทำความผิด พบว่า กลุ่มอายุ 17 ปีมีจำนวนสูงที่สุด รวม 18,041 ราย รองลงมาคืออายุ 16 ปี จำนวน 14,816 ราย และอายุ 15 ปี จำนวน 10,448 ราย

 

สำหรับฐานความผิดสูงสุด เมื่อรวมสถิติระหว่างปี 2565-2569 พบว่า คดียาเสพติดมีจำนวนมากที่สุด 14,331 คดี รองลงมาคือคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 11,827 คดี และคดีเกี่ยวกับทรัพย์ 10,791 คดี

 

เมื่อพิจารณาเป็นรายปี พบว่า ปี 2565 คดียาเสพติดเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 4,399 คดี ขณะที่ปี 2566 และ 2567 ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 3,338 คดี และ 3,861 คดีตามลำดับ ก่อนที่ในปี 2568 คดียาเสพติดจะกลับมาอยู่ในอันดับหนึ่ง จำนวน 3,004 คดี ส่วนปี 2569 คดียาเสพติดยังคงเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 393 คดี รองลงมาคือความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 357 คดี

 

ส่วนคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนหรือสังคมในช่วง 3 ปีงบประมาณ พบว่า ปี 2566 มีทั้งหมด 33 คดี โดยความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเป็นอันดับหนึ่ง จำนวน 15 คดี มีเด็กและเยาวชนเกี่ยวข้อง 29 ราย ปี 2567 มี 35 คดี โดยความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเป็นอันดับหนึ่ง 17 คดี มีเด็กและเยาวชนเกี่ยวข้อง 30 ราย ขณะที่ปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 48 คดี โดยความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายเป็นอันดับหนึ่ง 15 คดี มีเด็กและเยาวชนเกี่ยวข้อง 29 ราย

 

ลักษณะการก่อเหตุในคดีเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายส่วนใหญ่เกิดจากการแก้แค้น บันดาลโทสะ และการทะเลาะวิวาท จนนำไปสู่การทำให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต ขณะที่คดียาเสพติดมักพบพฤติการณ์รับขน จำหน่าย หรือนำขบวนรถขนยาเสพติดปริมาณมาก

 

ด้าน โกมล พรมเพ็ง อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ระบุว่า สาเหตุหลักที่พบในเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด อันดับหนึ่งคือครอบครัวแตกแยกหรือพ่อแม่หย่าร้าง รองลงมาคือความยากจน และการอยู่ภายใต้การดูแลของญาติแทนพ่อแม่ ซึ่งอาจทำให้เด็กไม่ได้รับความรักและความอบอุ่นอย่างเพียงพอ

 

นอกจากสภาพครอบครัวแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต การแสดงออก และความสามารถในการยับยั้งชั่งใจของเด็ก หากผู้ปกครองพบพฤติกรรมผิดปกติ ไม่ควรรู้สึกอายที่จะพาเด็กไปพบจิตแพทย์ เพื่อประเมินความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงควรยกระดับการดูแลการเข้าถึงเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่อาจไม่เหมาะสมกับเด็กด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถิติเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วกลับมากระทำผิดซ้ำ รวมถึงเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาหลายแห่ง คำถามสำคัญอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า เด็กเหล่านี้ควรได้รับบทลงโทษหนักเพียงใด แต่อยู่ที่ว่า หลังผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูแล้ว พวกเขาต้องกลับไปใช้ชีวิตท่ามกลางครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสภาพแวดล้อมแบบใด

 

เมื่อ ‘บ้าน’ เป็นได้ทั้งพื้นที่ปลอดภัยและต้นเหตุของปัญหา

 

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์เด็กและวัยรุ่น วิเคราะห์ว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กมากที่สุดคือ ‘บ้าน’ เพราะเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือสถานพินิจฯ ล้วนมีบาดแผลทางใจ เพียงแต่บาดแผลของแต่ละคนมีระดับความลึกแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า ‘ทุนชีวิต’

 

ทุนชีวิตในความหมายนี้ไม่ใช่เงินหรือทรัพย์สิน แต่หมายถึงระบบนิเวศทั้งหมดที่เด็กอาศัยอยู่ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ความรู้สึกที่มีต่อบ้าน โรงเรียน ชุมชน และกลุ่มเพื่อน โดยเฉพาะครอบครัวซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด และสามารถผลักให้เด็กพัฒนาไปในทิศทางที่ดี หรือในอีกด้านหนึ่งก็อาจกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาได้เช่นกัน

 

ดังนั้น เมื่อเด็กเข้าสู่สถานพินิจฯ กระบวนการแก้ไขฟื้นฟูจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงตัวเด็ก แต่พ่อแม่หรือผู้ดูแลใกล้ชิดต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพราะหากเด็กได้รับการปรับพฤติกรรมภายในสถานพินิจฯ แต่เมื่อออกมาแล้วต้องกลับไปอยู่ในครอบครัว ชุมชน และระบบนิเวศแบบเดิม โอกาสที่พฤติกรรมจะเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

 

การพาเด็กเข้าอบรม เข้าค่าย หรือสั่งสอนด้วยวิธีการเดิม โดยไม่ปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัว จึงอาจไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ เพราะเมื่อรากของปัญหายังอยู่ที่เดิม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กเพียงฝ่ายเดียวย่อมไม่อาจต้านทานแรงกดทับจากสภาพแวดล้อมเดิมได้ตลอดไป

 

เครื่องมือมีอยู่ แต่ไม่ถูกนำมาใช้

 

ประเทศไทยมีเครื่องมือสำหรับประเมินความเสี่ยงและสังเกตสภาวะของเด็กอยู่แล้ว ทั้งแบบประเมินทุนชีวิต แบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน หรือ SDQ ของกรมสุขภาพจิต ตลอดจนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และแบบประเมินความเครียดสะสมซึ่งจำแนกความเสี่ยงออกเป็นระดับสีเขียว เหลือง และแดง

 

แบบประเมินทุนชีวิตแบ่งออกเป็นส่วนที่ให้เด็กประเมินตัวเองและสภาพแวดล้อมรอบตัว กับส่วนที่ให้ผู้ปกครองประเมินเด็ก หากผลการประเมินของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันมาก ย่อมเป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์หรือการรับรู้ภายในครอบครัวอาจกำลังมีปัญหา

 

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือประเมินรูปแบบการเลี้ยงดูที่ใช้การลงโทษหรือความรุนแรง รวมถึงเครื่องมือคัดกรองเด็กเปราะบางหรือเด็กที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนและระบบการศึกษาได้

 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยไม่มีเครื่องมือ แต่อยู่ที่เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้รับการเผยแพร่และนำไปใช้อย่างจริงจังในวงกว้าง แม้บางส่วนจะบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการด้านการศึกษาแล้วก็ตาม ขณะที่ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนซึ่งเคยดำเนินการอย่างเข้มข้นกลับอ่อนแอลงในปัจจุบัน

 

‘ทุนชีวิต’ ของเด็กไทยกำลังอ่อนแอลง

 

งานวิจัยที่ติดตามพลังบวกของเด็กไทยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าสถานการณ์ไม่ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะเด็กในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่เริ่มส่งสัญญาณน่ากังวล ทั้งความรู้สึกที่มีต่อบ้าน โรงเรียน ชุมชน และกลุ่มเพื่อน ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของทุนชีวิต

 

เมื่อทุนชีวิตอ่อนแอลง เด็กย่อมมีโอกาสแสดงพฤติกรรมเสี่ยงได้หลายรูปแบบ โดยไม่จำเป็นต้องปรากฏออกมาเป็นความรุนแรงเสมอไป เด็กบางคนอาจเก็บกดจนเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า บางคนอาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีพฤติกรรมเกเร ผลการเรียนตกต่ำ หรือประสบปัญหาในการคบเพื่อน

 

รูปแบบของปัญหาจะแตกต่างกันไปตามประสบการณ์และต้นทุนเดิมของเด็กแต่ละคน แต่สิ่งที่พบร่วมกันคือ ทุนชีวิตของเด็กไทยในปัจจุบันอ่อนแอลงอย่างมาก และทำให้ความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่

 

การเพิ่มทุนชีวิตจึงต้องเริ่มจากการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกภายในครอบครัว ก่อนขยายไปสู่โรงเรียนและชุมชน ตัวอย่างหนึ่งคือโครงการครอบครัวพลังบวก ซึ่งเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของพ่อแม่ สร้างระบบพี่เลี้ยงในชุมชน และทำให้คนในพื้นที่สามารถเฝ้าระวัง ส่งต่อ ขอความช่วยเหลือ หรือให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่กันได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งนักจิตวิทยาในทุกกรณี

 

ชุมชนยังสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จัดกิจกรรมสร้างสรรค์และสร้างเครือข่ายดูแลเด็ก ขณะที่โรงเรียนสามารถปรับพฤติกรรมของคนทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู บุคลากร ไปจนถึงนักเรียน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะยาว

 

คำว่า ‘คุณธรรม’ ในบริบทนี้จึงไม่ได้หมายถึงพิธีกรรมทางศาสนา แต่หมายถึงพฤติกรรมที่ดีซึ่งสามารถวัด ติดตาม และประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

เมื่อผู้ใหญ่ไม่ใช่แบบอย่าง

 

อีกหนึ่งข้อค้นพบที่น่ากังวลคือ ปัญหาด้านพฤติกรรมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็ก แต่คนรุ่นพ่อแม่กลับมีดัชนีคุณธรรมอ่อนแอกว่า โดยเฉพาะด้านวินัยและความรับผิดชอบ เช่น วินัยจราจร ตลอดจนความซื่อสัตย์สุจริต

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า หากผู้ใหญ่ซึ่งควรทำหน้าที่เป็นต้นแบบยังมีปัญหาด้านพฤติกรรม ต่อให้เด็กผ่านกระบวนการแก้ไขฟื้นฟูในสถานพินิจฯ แล้ว เมื่อกลับไปอยู่ในครอบครัวและชุมชนเดิม พฤติกรรมของเด็กอาจไม่ดีขึ้น และในบางกรณีอาจเลวร้ายลงกว่าเดิม

 

ข้อมูลดัชนีคุณธรรมยังพบว่า พฤติกรรมที่ดีของคนไทยลดลงเกือบร้อยละ 5 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2565 ครอบคลุมทั้งด้านวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต ความกตัญญู และความพอเพียง โดยข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปจำแนกได้ว่า พื้นที่หรือประชากรรุ่นใดกำลังมีปัญหา และควรได้รับการแทรกแซงด้วยยุทธศาสตร์แบบใด

 

แม้แนวทางดังกล่าวจะผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่หน่วยงานปฏิบัติกลับยังไม่มีการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง ทำให้ข้อเสนอและเครื่องมือจำนวนมากจบลงอยู่เพียงในเอกสาร ทั้งที่มีคำตอบและรูปแบบการดำเนินงานอยู่แล้ว

 

ระยะสั้นต้องคุมปืน ระยะยาวต้องฟื้นฟูพื้นที่เสี่ยง

 

สำหรับมาตรการเร่งด่วน รัฐควรเริ่มจากกลุ่มและพื้นที่ที่กำลังมีความเสี่ยง โดยเฉพาะการควบคุมอาวุธปืน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งพัฒนาไปสู่ความสูญเสีย

 

แม้รัฐบาลจะประกาศปราบปรามอาวุธปืน แต่ปัญหาของประเทศไทยคือการบังคับใช้กฎหมายที่ยังมีข้อยกเว้น โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลหรือผู้มีอำนาจ ช่องว่างดังกล่าวทำให้คำสั่งของรัฐไม่สามารถเกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างเต็มที่

 

หากรัฐสามารถจัดการอาวุธปืนได้ทั้งหมด ทั้งปืนผิดกฎหมาย การซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ และการสะสมอาวุธ โดยไม่ยกเว้นให้บุคคลหรือกลุ่มใด อย่างน้อยย่อมช่วยลดความเสี่ยงของเหตุกราดยิงและการใช้อาวุธประหัตประหารกัน รวมถึงลดโอกาสที่เด็กจะเข้าถึงอาวุธได้

 

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสร้างระบบเฝ้าระวังในกลุ่มเปราะบาง โดยกำหนดพื้นที่ โรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาที่เกิดข้อพิพาทบ่อยครั้งให้เป็นพื้นที่เสี่ยง และจัดทำแผนฟื้นฟูเฉพาะพื้นที่อย่างจริงจัง ตั้งแต่การสำรวจปัญหา ลงพื้นที่ กำกับติดตาม ไปจนถึงการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนในระยะยาว รัฐควรนำโมเดลที่มีผลลัพธ์แล้วไปขยายผลผ่านกลไกท้องถิ่น ควบคู่กับกลไกระดับประเทศ เพราะหน่วยงานขนาดเล็กที่มีกำลังคนเพียงหลักสิบไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นทั่วประเทศได้ หากกระทรวงและหน่วยงานส่วนกลางไม่รับช่วงนำไปดำเนินการต่อ

 

ประเทศที่มี ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แต่ไม่มี ‘ครม.สังคม’

 

อีกหนึ่งข้อเสนอคือการจัดตั้ง ‘คณะรัฐมนตรีด้านสังคม’ โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อสร้างเอกภาพในการกำหนดนโยบายและบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวง

 

ที่ผ่านมา ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น แต่ในเวลาเดียวกัน ปัญหาความรุนแรง สุขภาพจิต และคุณภาพพลเมืองกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่หน่วยงานด้านสังคมยังทำงานแยกส่วน แม้แต่หน่วยงานภายในกระทรวงเดียวกันยังขาดการบูรณาการ และเมื่อเป็นการทำงานข้ามกระทรวง ความร่วมมือจำนวนมากกลับไปไม่ถึงระดับปฏิบัติการ

 

การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการด้านสังคม อาจทำให้ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานต่างๆ ไม่เข้าร่วมด้วยตนเอง แต่ส่งผู้แทนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจมาแทน นโยบายด้านสังคมจึงขาดเอกภาพและไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

รัฐจึงไม่ควรมุ่งพัฒนาเฉพาะมิติทางเศรษฐกิจ เพราะแม้เศรษฐกิจจะเติบโต แต่หากสังคมเต็มไปด้วยความรุนแรงและคุณภาพชีวิตของผู้คนถดถอย การพัฒนานั้นย่อมไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้

 

บทลงโทษหนักไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

 

สำหรับข้อเสนอให้เพิ่มความรุนแรงของบทลงโทษเด็กที่กระทำผิด นพ.สุริยเดวมองว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง เพราะผู้ใหญ่ยังไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดี ขณะที่ฐานรากสำคัญของประเทศ ได้แก่ บ้าน ชุมชน และโรงเรียน ยังไม่ได้รับการแก้ไข

 

การเพิ่มบทลงโทษหรือทำให้กฎหมายเข้มข้นขึ้นจึงไม่อาจเป็นคำตอบสุดท้าย หากเด็กยังต้องกลับไปอยู่ท่ามกลางระบบนิเวศเดิมที่ผลักให้เกิดปัญหา

 

ทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรง รัฐมักออกมาตรการเพื่อรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า จนถูกตั้งคำถามว่าเป็นการทำงานแบบ ‘วัวหายล้อมคอก’ แม้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่รัฐจะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ หากแผนปฏิบัติการและโมเดลที่มีอยู่ไม่เคยถูกหยิบมาใช้หรือขยายผลอย่างจริงจัง

 

ทางออกจึงไม่ใช่เพียงการซ่อมปัญหาเป็นจุดๆ แต่ต้องยกเครื่องการบริหารจัดการด้านสังคมทั้งระบบ กล้าจัดการกับผลประโยชน์และอิทธิพลที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง และประเมินผลจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่

 

“ท้ายที่สุด สังคมอาจต้องหยุดตัดสินเด็กผ่านเหตุการณ์เพียงด้านเดียว และกลับมาช่วยกันเพิ่มทุนชีวิตให้พวกเขา ทุนชีวิตไม่ใช่การนำเงินหรือวัตถุไปมอบให้ แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับครอบครัว สร้างความรู้สึกปลอดภัยในโรงเรียนซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง และฟื้นฟูชุมชนให้ผู้คนสามารถดูแลกันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่”

 

แม้โลกจะเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่รากฐานสำคัญของประเทศยังคงอยู่ที่ ‘คุณภาพพลเมือง’ และคุณภาพดังกล่าวไม่ได้เริ่มต้นจากบทลงโทษ หากเริ่มจากครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาที่ไม่ปล่อยให้เด็กคนหนึ่งต้องเผชิญกับบาดแผลเพียงลำพัง

 

ท้ายที่สุด ปัญหาเด็กกระทำผิดซ้ำอาจไม่ใช่คำถามว่า เราควรลงโทษเด็กให้หนักขึ้นเพียงใด แต่อาจเป็นคำถามว่า หลังจากเด็กคนหนึ่งได้รับโอกาสให้เริ่มต้นใหม่แล้ว สังคมได้เปลี่ยนโลกที่เขาต้องกลับไปเผชิญมากแค่ไหน หากบ้านยังเต็มไปด้วยบาดแผล โรงเรียนยังไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย ชุมชนยังมองไม่เห็นความเปราะบาง และกลไกของรัฐยังทำงานเมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว การแก้ไขฟื้นฟูเพียงตัวเด็กก็อาจไม่เพียงพอที่จะหยุดวงจรเดิม เพราะต่อให้เราพาเด็กออกมาจากสถานพินิจฯ ได้ แต่หากสุดท้ายยังส่งเขากลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมที่เคยผลักให้เขาหลุดออกจากระบบ โอกาสที่บาดแผลเดิมจะย้อนกลับมาเปลี่ยนเป็นความรุนแรงครั้งใหม่ก็ยังคงอยู่

 

สังคมอาจหยุดเด็กคนหนึ่งจากการกระทำผิดได้ด้วยกฎหมาย แต่การหยุดเขาไม่ให้กลับไปผิดซ้ำ อาจต้องใช้มากกว่าบทลงโทษ นั่นคือการทำให้บ้านกลับมาเป็นบ้าน โรงเรียนกลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัย และชุมชนกลับมาเป็นพื้นที่ที่เด็กคนหนึ่งยังรู้สึกว่าเขามีที่ยืน เพราะหากเรายังเลือกซ่อมเด็กเพียงคนเดียว โดยไม่เคยซ่อมโลกที่อยู่รอบตัวเขา วงจรความรุนแรงก็อาจไม่ได้เริ่มต้นใหม่ที่ตัวเด็ก แต่อาจเริ่มต้นซ้ำจากบาดแผลเดิมที่สังคมยังไม่เคยแก้ไขเลยต่างหาก

The post ประเทศที่มี ‘ครม.เศรษฐกิจ’ แต่ไร้เงา ‘ครม.สังคม’ ถอดรหัสเยาวชนกระทำผิดซ้ำ กับข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูทุนชีวิตเด็กไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดงานวิจัย ควรออกแบบโรงเรียนอย่างไรเพื่อรับมือเหตุกราดยิง https://thestandard.co/school-design-active-shooter-prevention/ Sun, 09 Aug 2026 11:24:28 +0000 https://thestandard.co/school-design-active-shooter-prevention/ ภาพประกอบแนวคิดการออกแบบโรงเรียนเพื่อรับมือเหตุกราดยิง

รศ. ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ แ […]

The post เปิดงานวิจัย ควรออกแบบโรงเรียนอย่างไรเพื่อรับมือเหตุกราดยิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวคิดการออกแบบโรงเรียนเพื่อรับมือเหตุกราดยิง

รศ. ดร.สุปรีดี ฤทธิรงค์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ และอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนจังหวัดนนทบุรี ทำให้มีการพูดถึงประเด็นความปลอดภัยในโรงเรียนกันมากขึ้น

 

ส่วนตัวในฐานะที่เคยทำวิจัยและเขียนบทความเกี่ยวกับการออกแบบอาคารเพื่อรับมือกับการก่อการร้าย (Terrorism) มาเป็นเวลากว่า 10 ปี และมีโอกาสเป็นที่ปรึกษางานวิจัยของนักศึกษาปริญญาโทชั้นปีที่ 1 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มธ.

 

หัวข้อ ‘แนวทางการออกแบบและป้องกันสถานศึกษาระดับประถม เพื่อลดความสูญเสียจากปัญหาปัจจัยความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากบุคคลภายนอก’ เมื่อปี 2566 ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบอาคารสถานศึกษาเพื่อรองรับสถานการณ์ในรูปแบบการคุกคามเดี่ยวเพื่อก่อการร้ายหมู่

 

โดยเลือกโรงเรียนขนาดกลางที่มีนักเรียนไม่เกิน 1,000 คน มาเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ในการวางแผนปรับปรุงพัฒนาอาคาร

 

จึงขอนำสาระสำคัญจากงานวิจัยและประสบการณ์มาเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาในอนาคต

 

ภาพประกอบแนวคิดการออกแบบโรงเรียนเพื่อรับมือเหตุกราดยิง 1

 

  • แนวคิดหลังงานวิจัย ป้องกันจากรอบนอก-เพิ่มที่หลบซ่อนภายใน

 

รศ. ดร.สุปรีดี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการออกแบบโรงเรียน คือความพยายามที่จะหน่วงเวลาผู้ก่อเหตุให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความสูญเสีย ช่วยให้ผู้ประสบภัยมีเวลาหนีหรือซ่อนตัว และรอคอยให้เจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์

 

แม้งานวิจัยชิ้นนี้จะอ้างอิงทฤษฎีและกฎระเบียบการอพยพจากต่างประเทศ แต่ก็ได้นำมาปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของโรงเรียนในประเทศไทย โดยผ่านการเก็บข้อมูลและสอบถามความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิและบุคลากรไทยกว่า 20-30 คน

 

ภาพประกอบแนวคิดการออกแบบโรงเรียนเพื่อรับมือเหตุกราดยิง 2

 

สำหรับผลการศึกษาวิจัย แบ่งแนวทางการออกแบบโรงเรียนเพื่อรับมือกับผู้ก่อเหตุใน 2 ลักษณะ คือ

 

  • ผู้ก่อเหตุจากภายนอก (Outsiders) ซึ่งจะเน้นไปที่การป้องกันตั้งแต่ผังบริเวณรอบนอกอาคาร นับตั้งแต่การออกแบบรั้วให้ปีนเข้ามาได้ยาก และใช้มาตรการหน่วงเวลา เช่น การจัดภูมิทัศน์ด้วยต้นไม้บางประเภท หรือการใช้คูน้ำ เพื่อให้ผู้ก่อเหตุเข้ามาได้ยากและหลบหนีได้ลำบาก

 

ส่วนการวางผังอาคารจะเป็นแบบกระจายตัวห่างกัน (Cluster) เพื่อเพิ่มระยะห่างระหว่างอาคาร ซึ่งจะช่วยให้ผู้ก่อเหตุถูกมองเห็นได้ง่ายในพื้นที่โล่ง ทำให้ก่อเหตุได้ยากขึ้น ต่างจากอาคารที่ติดกันเกินไป

 

ภาพประกอบแนวคิดการออกแบบโรงเรียนเพื่อรับมือเหตุกราดยิง 3

 

  • ผู้ก่อเหตุจากภายใน (Insiders) เนื่องจากเป็นคนในที่จะรู้เส้นทางและผังอาคารดีอยู่แล้ว จึงเน้นการออกแบบพื้นที่ภายในอาคาร

 

โดยแบ่งเป็นระบบเชิงรุก (Active) ที่เน้นการหลบหนีและการเผชิญเหตุ เช่น ออกแบบความสูงของอาคารและหน้าต่างให้สามารถกระโดดหนีได้ มีบันไดลิงฉุกเฉินและทางหนีไฟที่พร้อมใช้งาน

 

ส่วนการต่อสู้ แม้จะเป็นวิธีที่ไม่แนะนำ แต่หากจำเป็นก็สามารถใช้เฟอร์นิเจอร์หรือส่วนประกอบอาคาร เช่น การล้มตู้ทับ หรือการปิดล็อกห้องเพื่อขัดขวางผู้ก่อเหตุได้

 

ขณะที่ระบบเชิงรับ (Passive) จะเน้นการพรางตัวและซ่อนตัว (Camouflage) เช่น การทำผนัง 2 ชั้น (Double Wall) บริเวณหลังกระดานเพื่อให้หลบซ่อนตัวได้, การใช้พื้นที่ใต้พื้นต่างระดับ เช่น ห้องเรียนแบบสเตเดียม เป็นที่ซ่อนตัว หรือการหลบซ่อนบนฝ้าเพดานที่มีการทำทางเดินแคทวอล์ก (Catwalk) เชื่อมต่อไปยังทางออกอื่นได้ เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ก่อเหตุอาจรู้ที่ซ่อนตัว แต่อีกหนึ่งวิธีคือการเพิ่มเหลี่ยมมุมต่างๆ โดยการปรับปรุงโถงทางเดิน (Corridor) ที่ไม่อยากให้เป็นลักษณะทางตรงโล่งยาว สามารถเห็นได้ทุกอย่าง ซึ่งอาจทำให้เดินก่อเหตุได้ง่ายและรวดเร็ว

 

งานวิจัยจึงเสนอให้ปรับปรุงทางเดินให้มีลักษณะซิกแซ็ก (Zigzag) แบบสลับฟันปลา เหลื่อมมุมกัน หรือเป็นแบบโค้งมน เพื่อบดบังสายตาของผู้ก่อเหตุ ช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถค่อยๆ หลบหนีและเคลื่อนตัวไปตามเหลี่ยมมุมต่างๆ ได้อย่างปลอดภัย

 

ภาพประกอบแนวคิดการออกแบบโรงเรียนเพื่อรับมือเหตุกราดยิง 4

 

  • เสนอภาครัฐ มท.-ศึกษาธิการ ผลักดันนโยบายโรงเรียนปลอดภัย

 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของโรงเรียนในอนาคต โดยสามารถดำเนินการใน 2 กลไกหลัก ได้แก่

 

  • กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ควรบรรจุแผนการอพยพและการซักซ้อมหนีภัยจากการกราดยิงหรือการถูกคุกคามจากผู้ก่อการร้าย เข้าไปในหลักสูตรและแผนการซ้อมของโรงเรียน ควบคู่ไปกับการซ้อมหนีไฟตามปกติ รวมถึงการมีระบบดูแลความปลอดภัยทางจิตเวชในห้องเรียนเพื่อป้องกันปัญหาการบูลลี่ (Bullying) และภาวะซึมเศร้า
  • กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานควบคุมการก่อสร้าง ควรผลักดันให้เรื่องการป้องกันการก่อการร้ายและการกราดยิง ถูกบรรจุอยู่ในข้อกำหนด กฎกระทรวง หรือข้อบัญญัติการก่อสร้างอาคารประเภทสถานศึกษา

 

โดยร่วมมือกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย หรือสภาสถาปนิกในการออกคู่มือแนวทาง (Guideline) ควบคุมดูแลความปลอดภัย

 

“ข้อเสนอภายในงานวิจัยนี้ เชื่อว่าสามารถนำไปทำได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบผนังสองชั้น การหลบในตู้ ฝ้าเพดาน ใช้ทางออกฉุกเฉิน หรือการหน่วงเวลาผู้ก่อเหตุ ฯลฯ

 

“สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนเสริมที่ช่วยรับมือกับเหตุการณ์ได้ดีกว่าที่ไม่มีอะไรรองรับเลย และในงานวิจัยยังสามารถนำไปศึกษาต่อยอดต่อได้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยเพิ่มเติมในเชิงพฤติกรรมศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจความคิดของผู้ก่อเหตุ และออกแบบอาคารเพื่อทำลายกระบวนการคิด หรือขัดขวางไม่ให้แผนการของผู้ก่อเหตุประสบความสำเร็จ” รศ. ดร.สุปรีดี กล่าว

 

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยินดีมอบองค์ความรู้และเล่มวิจัยนี้ให้แก่โรงเรียนหรือหน่วยงานที่สนใจนำไปศึกษาต่อยอดเพื่อประโยชน์ของสังคมต่อไป โดยสามารถติดต่อได้ทาง [email protected] หรือที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

อนึ่ง งานวิจัยหัวข้อ ‘แนวทางการออกแบบและป้องกันสถานศึกษาระดับประถม เพื่อลดความสูญเสียจากปัญหาปัจจัยความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากบุคคลภายนอก’ ดำเนินการวิจัยโดย ชนิกา ภิรมย์พลัด, ศิรชัช เชาวนะปัญจะ และ เบญญาภา ปานทอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิชา AR611 พื้นฐานการออกแบบและวิจัยสถาปัตยกรรม สาขาวิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2566

The post เปิดงานวิจัย ควรออกแบบโรงเรียนอย่างไรเพื่อรับมือเหตุกราดยิง appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหาดไทยเร่งจัดระเบียบภูเก็ต ทลายนอมินีต่างชาติ คุมเจ็ตสกี สางบริษัทฮุบที่ดิน เคลียร์ใบอนุญาตโรงแรมค้าง 7 ปี https://thestandard.co/phuket-crackdown-nominee-jet-ski/ Fri, 07 Aug 2026 12:01:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1239611 วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ภูเก็ตติดตามการจัดระเบียบและปราบปรามนอมินีต่างชาติ

กระทรวงมหาดไทยยังเดินหน้าจัดระเบียบจังหวัดภูเก็ตอย่างต่ […]

The post มหาดไทยเร่งจัดระเบียบภูเก็ต ทลายนอมินีต่างชาติ คุมเจ็ตสกี สางบริษัทฮุบที่ดิน เคลียร์ใบอนุญาตโรงแรมค้าง 7 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ภูเก็ตติดตามการจัดระเบียบและปราบปรามนอมินีต่างชาติ

กระทรวงมหาดไทยยังเดินหน้าจัดระเบียบจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้คนไทยเป็นนอมินีแทนชาวต่างชาติ รวมถึงเร่งแก้ปัญหาใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตที่ค้างสะสมมานานกว่า 6-7 ปี

 

ในวันนี้ (7 สิงหาคม) วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา พร้อมยืนยันนโยบายรัฐบาลว่า ‘ไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย’ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด

 

วรศิษฎ์เปิดเผยว่า หนึ่งในภารกิจสำคัญคือการเร่งจัดการคำขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตที่ค้างพิจารณาอยู่ประมาณ 400-500 คำขอ จากเดิมที่สะสมมานานกว่า 7 ปี ปัจจุบันเหลือเพียง 117 คำขอ และตั้งเป้าว่าภายในเดือนกันยายน 2569 จะดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมด เพื่อให้ระบบกลับมาเป็นปัจจุบัน ลดอุปสรรคของผู้ประกอบการ และเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีเข้าสู่รัฐ

 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุว่า การเร่งออกใบอนุญาตครั้งนี้ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญ เนื่องจากที่ผ่านมาในรอบ 1 ปี อาจสามารถออกใบอนุญาตได้เพียงประมาณ 30 ใบ แต่ภายในระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถดำเนินการได้เกือบ 300 คำขอ เหลือเพียงกว่า 100 คำขอ

 

พร้อมย้ำว่า หากผู้ประกอบการรายใดยังติดขัดข้อกฎหมายหรือระเบียบ กระทรวงมหาดไทยจะรวบรวมปัญหาเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งพระราชบัญญัติ กฎกระทรวง และขั้นตอนการอนุญาต เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงใบอนุญาตได้ง่ายขึ้น โดยต้องปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์

 

นอกจากการจัดระบบใบอนุญาตธุรกิจโรงแรมแล้ว กระทรวงมหาดไทยยังเดินหน้ากวาดล้างเครือข่ายนอมินีต่างชาติในจังหวัดภูเก็ต โดยปฏิบัติการเฟส 4 ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคมที่ผ่านมา พบผู้กระทำผิดรวม 16 ราย แบ่งเป็นคนไทย 10 ราย และชาวต่างชาติ 6 ราย ได้แก่ ชาวแคนาดา 2 ราย ชาวรัสเซีย 3 ราย และชาวคาซัคสถาน 1 ราย

 

ได้ประกอบธุรกิจที่กฎหมายสงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น อาทิ รถเช่า รถจักรยานยนต์เช่า คาร์แคร์ โรงเรียนนานาชาติ ร้านอาหาร บริษัทพัฒนาแอปพลิเคชันด้านไอที ร้านจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และร้านขายยาแพทย์แผนไทยประยุกต์ โดยเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

 

ส่วนการตรวจสอบการถือครองที่ดินผ่านบริษัทนอมินี พบว่ามีบริษัทเข้าข่ายต้องดำเนินการทั้งหมด 361 บริษัท ปัจจุบันแจ้งความแล้ว 149 คดี ส่งฟ้องศาล 4 คดี และศาลมีคำสั่งปรับแล้ว 4 คดี โดยกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนต่างชาติ และรักษาความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย

 

ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดระเบียบธุรกิจเจ็ตสกีในพื้นที่เกาะสิเหร่ หลังได้รับร้องเรียนว่ามีการลักลอบให้บริการในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาต กระทบต่อชาวประมง ทรัพยากรทางทะเล และนักท่องเที่ยว จากการตรวจสอบพบผู้กระทำผิด 1 ราย ถูกปรับ 10,000 บาทตามกฎหมาย แม้ผู้ประกอบการขอต่อรองลดเหลือ 5,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันไม่มีการผ่อนปรน นอกจากนี้ยังพบเจ็ตสกีไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีก 5-6 ลำ และดำเนินการตามกฎหมายแล้ว

 

ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ภูเก็ตมีเจ็ตสกีให้บริการประมาณ 700 ลำ แบ่งเป็นลำที่ได้รับอนุญาตถูกต้องประมาณ 300 ลำ และลักลอบประกอบกิจการประมาณ 400 ลำ กระทรวงมหาดไทยจึงเปิดให้ผู้ประกอบการนำเจ็ตสกีเข้าสู่ระบบทะเบียน พร้อมศึกษาการติดตั้งระบบติดตาม เพื่อควบคุมพื้นที่ให้บริการและลดผลกระทบต่อความปลอดภัยทางทะเล

 

วรศิษฎ์ย้ำว่า รัฐบาลพร้อมเปิดรับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจอย่างถูกต้อง แต่จะไม่ยอมให้มีการใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย หรือสร้างผลกระทบต่อประชาชน พร้อมระบุว่า การแก้ปัญหาที่ภูเก็ตครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเฉพาะจังหวัดเดียว แต่ต้องการวางเป็นต้นแบบการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวและระบบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมให้กับจังหวัดอื่นทั่วประเทศ โดยยึดหลักความปลอดภัย ความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม

The post มหาดไทยเร่งจัดระเบียบภูเก็ต ทลายนอมินีต่างชาติ คุมเจ็ตสกี สางบริษัทฮุบที่ดิน เคลียร์ใบอนุญาตโรงแรมค้าง 7 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส. ไทยตะโกนประท้วงต่อหน้ามินอ่องหล่าย ระหว่างเยือนรัฐสภา ชี้พิธีต้อนรับเป็น ‘จุดตกต่ำ’ ของยุทธศาสตร์การทูตไทย https://thestandard.co/thai-mp-protest-min-aung-hlaing-parliament/ Fri, 07 Aug 2026 09:38:41 +0000 https://thestandard.co/thai-mp-protest-min-aung-hlaing-parliament/ สส. ชูกำปั้นประท้วงระหว่างการเยือนรัฐสภาของมินอ่องหล่าย

ระหว่างที่รัฐสภาไทยให้การต้อนรับ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่ […]

The post สส. ไทยตะโกนประท้วงต่อหน้ามินอ่องหล่าย ระหว่างเยือนรัฐสภา ชี้พิธีต้อนรับเป็น ‘จุดตกต่ำ’ ของยุทธศาสตร์การทูตไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สส. ชูกำปั้นประท้วงระหว่างการเยือนรัฐสภาของมินอ่องหล่าย

ระหว่างที่รัฐสภาไทยให้การต้อนรับ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สส. จากพรรคประชาชน ได้แสดงออกถึงการต่อต้านอย่างรุนแรง โดยให้เหตุผลว่าการให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติแก่ผู้นำที่ถูกเปิดเผยว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและถูกออกหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ ถือเป็นจุดตกต่ำของยุทธศาสตร์การทูตไทย

 

 

จากหนังสือเรียกร้อง สู่เสียงตะโกน “For Humanity!”

 

  • เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (7 สิงหาคม) บริเวณโถงปลาอานนท์ อาคารรัฐสภา ระหว่างที่ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา มีกำหนดการให้การรับรอง พล.อ. อาวุโส มินอ่องหล่าย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
  • รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กทม. พรรคประชาชน ได้เดินทางไปรอสังเกตการณ์เพื่อเตรียมยื่นหนังสือเรียกร้องผ่านประธานวุฒิสภา
  • เมื่อคณะของ พล.อ. อาวุโส มินอ่องหล่ายเดินทางมาถึงในเวลา 10.50 น. รศ.อนุสรณ์เปิดเผยว่า ไม่สามารถเข้าไปยื่นหนังสือได้ เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่สกัดกั้น จึงตัดสินใจใช้วิธีตะโกนข้อความ “For Peace! For Humanity! (เพื่อสันติภาพ! เพื่อมนุษยธรรม!)” อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงจุดยืน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาต้องเข้าควบคุมสถานการณ์และนำตัวออกจากพื้นที่ในทันที

 

ไม่เห็นด้วยรัฐบาล-รัฐสภาไทยมอบความชอบธรรมให้

 

  • รศ.อนุสรณ์แถลงข่าวชี้แจงเหตุการณ์โดยระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลและรัฐสภาจัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติบนพรมแดงให้แก่ พล.อ. อาวุโส มินอ่องหล่าย โดยมองว่า ประเทศเพื่อนบ้านสามารถสื่อสารเจรจากันได้ในระดับปกติโดยไม่จำเป็นต้องมอบความชอบธรรมทางการเมืองให้
  • รศ.อนุสรณ์ระบุว่า พล.อ. อาวุโส มินอ่องหล่ายเป็นผู้นำที่ทำการรัฐประหาร จับกุม อองซานซูจี ฉีกกรอบความตกลงสันติภาพ 71 ข้อทิ้ง นำประเทศเข้าสู่สงครามกลางเมือง และจัดการเลือกตั้งที่ไม่ได้รับการยอมรับ นอกจากนี้ ยังปฏิเสธฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน แต่กลับใช้เวทีของประเทศไทยเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบการปกครองของตนเอง
  • สำหรับเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกที่เตรียมนำไปยื่นนั้น ประกอบด้วยข้อเสนอ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
  • การเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมายึดถือแนวทางสันติธรรมประชาธิปไตยตามสนธิสัญญาปางหลวง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2490 ระหว่าง พล.อ. อองซาน และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อเป็นกรอบในการเปลี่ยนผ่านสู่สหพันธรัฐประชาธิปไตย
  • ข้อเสนอให้รัฐบาลเมียนมาแก้ไขปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนที่มีต่อคนไทย โดยต้องกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการจัดการปัญหาการค้ายาเสพติด ปัญหากลุ่มมิจฉาชีพสแกมเมอร์ ปัญหาค้ามนุษย์ ผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดน การปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ และปัญหามลพิษทางอากาศ
  • รศ.อนุสรณ์นำเสนอข้อมูลสถานการณ์ในเมียนมาว่า ปัจจุบันมีประชาชนพลัดถิ่นภายในประเทศกว่า 4 ล้านคน เป็นผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ 2 ล้านคน และประชาชนเกือบ 13 ล้านคนเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง
  • นอกจากนี้ นับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศแผน 100 วันในการเจรจาสันติภาพ กลับพบว่ามีการโจมตีทางอากาศถึง 762 ครั้ง หรือเฉลี่ยวันละ 7 ครั้ง มีการบังคับเกณฑ์ทหารที่ทำให้คนหนุ่มสาวต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ขณะที่ปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ยังคงมีฐานที่ตั้งในเมียนมาและดำเนินการโดยมีรัฐบาลทหารรู้เห็น
  • รศ.อนุสรณ์ยังระบุถึงกรณีที่กองทัพไทยเพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เครื่องบินรบเมียนมารุกล้ำเขตน่านฟ้าไทย ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสีย

 

ในด้านการกำหนดท่าทีของประเทศไทย

 

เสนอบทบาทไทยเป็นตัวกลางสร้างเวทีสันติภาพ

 

  • รศ.อนุสรณ์เสนอว่า ประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องรับผลกระทบ ควรติดต่อสื่อสารกับทุกกลุ่มอำนาจในเมียนมา รวมถึงรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) โดยประเทศไทยควรแสดงบทบาทเป็นตัวกลางสร้างเวทีเจรจาสันติภาพ คล้ายกับบทบาทของประเทศไทยในสมัยรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เคยเป็นตัวกลางในการเจรจาสร้างสันติภาพในประเทศกัมพูชา

 

สำหรับการดำเนินการในระยะต่อไป

 

  • รศ.อนุสรณ์ระบุว่าจะมีการตั้งกระทู้ถามรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนและการฟื้นฟูสันติภาพในเมียนมา

 

เตรียมหารือประธานรัฐสภา ขอเข้าพบ ‘อองซานซูจี’

 

  • รวมถึงมีแผนที่จะขอเข้าพบ โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาเพื่อหารือเกี่ยวกับการใช้บทบาททางการทูตของรัฐสภา และความเป็นไปได้ในการเริ่มต้นกระบวนการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนด้วยการขอเข้าเยี่ยมนักโทษทางการเมืองในเมียนมา เช่น อองซานซูจี
  • ส่วนกรณีที่ประธานวุฒิสภาระบุว่า พล.อ. อาวุโส มินอ่องหล่ายไม่ได้ติดใจกับเหตุการณ์ตะโกนเรียกร้อง รศ.อนุสรณ์ระบุว่า หากเป็นความตั้งใจจริง ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ผลจากการกระทำของรัฐบาลเมียนมาในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศต่อไป

 

 

The post สส. ไทยตะโกนประท้วงต่อหน้ามินอ่องหล่าย ระหว่างเยือนรัฐสภา ชี้พิธีต้อนรับเป็น ‘จุดตกต่ำ’ ของยุทธศาสตร์การทูตไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทเรียนฆ่าฝัง 5 ศพ เมื่อฆาตกรพ้นโทษก่อเหตุซ้ำ สังคมจี้รัฐงัด ‘โทษประหาร’ คืนความยุติธรรม https://thestandard.co/thailand-death-penalty-debate/ Wed, 05 Aug 2026 11:45:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1238635 ภาพประกอบ: ชายสักลายนั่งอยู่บนพื้นในบรรยากาศมืดมิด สื่อถึงคดีอาชญากรรม

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในประเทศไท […]

The post บทเรียนฆ่าฝัง 5 ศพ เมื่อฆาตกรพ้นโทษก่อเหตุซ้ำ สังคมจี้รัฐงัด ‘โทษประหาร’ คืนความยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบ: ชายสักลายนั่งอยู่บนพื้นในบรรยากาศมืดมิด สื่อถึงคดีอาชญากรรม

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในประเทศไทย ด้วยเหตุผลด้านสิทธิมนุษยชน ความกังวลต่อความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม และข้อโต้แย้งว่าโทษประหารไม่ได้ช่วยลดอาชญากรรมได้จริง

 

 
 

แต่วันนี้กระแสในสังคมเริ่มพลิกไปอีกด้าน เมื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยเรียกร้องให้รัฐกลับมาบังคับใช้โทษประหารชีวิตอีกครั้ง

 

กระแสดังกล่าวปะทุขึ้นหลังคดีสะเทือนขวัญฆาตกรรม 5 ศพในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ที่เริ่มต้นจากการสืบสวนคดีการหายตัวไปของพี่น้องชาวรัสเซีย 2 ราย ก่อนตำรวจจับกุม ฑณา หรือ ป๋อง พร้อมพวกรวม 4 คน และขยายผลพบ กลุ่มผู้ต้องหาชุดเดียวกันเกี่ยวข้องกับคดีอุ้มฆ่าครอบครัวชาวไทย 3 พ่อแม่ลูก เพื่อชิงทรัพย์และนำศพไปฝังอำพรางในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้คดีนี้มีผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย และกลายเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่ถูกจับตามองสร้างคำถามต่อสังคมว่า ผู้กระทำผิดร้ายแรงควรได้รับโอกาสกลับคืนสู่สังคมหรือไม่

 

จากเรื่องราวดังกล่าวได้นำไปสู่ข้อถกเถียงที่ครอบครัวผู้เสียหายมองว่าโทษประหารคือการชดใช้ที่สาสมและเป็นการตัดโอกาสการก่อเหตุซ้ำ แต่นักสิทธิมนุษยชนยังคงยืนยันจุดยืนให้ยุติการประหารชีวิต โดยเห็นว่าการลงโทษสูงสุดไม่ใช่คำตอบของการแก้ปัญหาอาชญากรรม

 

ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตมานานกว่า 9 ปีหลังลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยทางปฏิบัติในปี 2561 แต่ข้อมูลกรมราชทัณฑ์ระบุว่า ยังมีนักโทษประหารชีวิตจำนวนทั้งสิ้น 480 ราย แบ่งเป็น ชาย 419 ราย หญิง 61 ราย ซึ่งในจำนวนเหล่านี้ก็ยังเป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ 439 ราย ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาฎีกา 13 ราย และนักโทษเด็ดขาดเมื่อคดีถึงที่สุด 28 ราย นำไปสู่คำถามสำคัญว่า โทษประหารชีวิตในประเทศไทยควรเป็นเพียงบทลงโทษที่มีอยู่ในกฎหมาย หรือควรกลับมาถูกบังคับใช้อีกครั้ง

 

โดยแหล่งข่าวระดับสูงในกรมราชทัณฑ์ได้ให้ความคิดเห็นว่า แม้ปัจจุบันจะไม่มีการประหารชีวิต แต่โทษดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย โดยเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต กรมราชทัณฑ์จะรับตัวผู้ต้องขังไว้ และภายใน 60 วัน ผู้ต้องขังมีสิทธิยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งหากผู้ต้องขังไม่ยื่น กรมราชทัณฑ์ก็มีหน้าที่เสนอเรื่องแทน ก่อนส่งผ่านกระทรวงยุติธรรมเข้าสู่ขั้นตอนในการพระราชทานอภัยโทษ

 

แหล่งข่าวอธิบายว่า การพระราชทานอภัยโทษในเรื่องดังกล่าวมีหลักสำคัญ 2 ประการ คือ เพื่อป้องกันความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากโทษประหารชีวิตไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้ และเพื่อคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม

 

ส่วนกรณีหากในอนาคตมีคำสั่งให้กลับมาบังคับใช้โทษประหารชีวิต กรมราชทัณฑ์มีความพร้อมดำเนินการตามกฎหมายอยู่ตลอด โดยปัจจุบันสถานที่ดำเนินการประหารชีวิตมีเพียงเรือนจำกลางบางขวาง ผู้ต้องขังจากเรือนจำอื่นจะถูกย้ายมายังเรือนจำดังกล่าวก่อนดำเนินการ ขณะที่ผู้ต้องขังหญิงจะย้ายมายังทัณฑสถานหญิงกลาง ก่อนส่งต่อมายังเรือนจำกลางบางขวางเมื่อถึงกำหนดวันดำเนินการ

 

แหล่งข่าวระบุอีกว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประหารชีวิตแต่ละรายอยู่ที่ประมาณ 15,000– 20,000 บาท แบ่งเป็นค่าเวชภัณฑ์หรือสารที่ใช้ 3,000-5,000 บาท ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ 8,000-10,000 บาท ค่าใช้จ่ายทั่วไปบำรุงอุปกรณ์ 1,000-3,000 บาท ซึ่งมีมูลค่าใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ต้องขังหนึ่งคนต่อปีที่ใช้เงินอยู่ที่ 23,600 บาท

 

สำหรับกรณี ฑณา หรือ ป๋อง ที่พ้นโทษได้เพียง 2 เดือนก่อนกลับมาก่อเหตุสะเทือนขวัญ แหล่งข่าวยอมรับว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นช่องว่างของระบบติดตามผู้พ้นโทษ โดยขณะนี้กระทรวงยุติธรรมได้ให้กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกันทบทวนมาตรการทั้งหมด โดยเฉพาะผู้ต้องขังคดีกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ คดีชีวิต คดีเพศ และคดีก่อการร้าย ซึ่งจะต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงก่อนปล่อยตัว และอาจมีการเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานตัว การใช้เครื่องติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (EM) รวมถึงมาตรการตามกฎหมายป้องกันการกระทำความผิดซ้ำ

 

ส่วนข้อถกเถียงว่าโทษประหารชีวิตช่วยลดอาชญากรรมหรือไม่นั้น แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ผู้ที่พ้นโทษแล้วกลับไปกระทำผิดซ้ำมีเพียงร้อยละ 3-5 ขณะที่ผู้ต้องขังทั่วไปมีอัตราการกระทำผิดซ้ำประมาณร้อยละ 15 แม้ตัวเลขจะไม่สูง แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากคดีร้ายแรงเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับไม่ได้ จึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

 

ทั้งนี้กรมราชทัณฑ์ได้สั่งตรวจสอบผู้พ้นโทษคดีประหารชีวิตที่ได้รับการปล่อยตัวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อประเมินความเสี่ยง หากพบแนวโน้มเป็นอันตรายต่อสังคม ก็สามารถใช้มาตรการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำเสนอให้ศาลพิจารณาได้

 

ขณะที่ ร้อยตำรวจเอก อมรพันธุ์ นิติธีธานนท์ ทนายความ ได้ให้ความคิดเห็นในเฟซบุ๊กส่วนตัวภายหลังออกรายการดังถึงโทษประหารชีวิตโดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ว่า

 

1. กฎหมายว่าด้วยโทษประหารและการลดโทษ (ประมวลกฎหมายอาญา)

 

ประมวลกฎหมายอาญากำหนดว่า ผู้ที่กระทำความผิดขณะมีอายุต่ำกว่า 18 ปี จะไม่สามารถถูกลงโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิตได้ โดยให้เปลี่ยนเป็นโทษจำคุก 50 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ขณะที่วิธีการประหารชีวิตในปัจจุบันเปลี่ยนจากการยิงเป้ามาเป็นการฉีดยาหรือสารพิษให้ถึงแก่ความตาย

 

สำหรับการลดโทษ การรับสารภาพไม่ใช่เหตุให้ได้รับการลดโทษโดยอัตโนมัติ ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า หากโจทก์มีพยานหลักฐานแน่นหนา และจำเลยรับสารภาพเพียงเพราะจำนนต่อหลักฐาน โดยไม่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ศาลสามารถใช้ดุลพินิจไม่ลดโทษได้

 

2. ขั้นตอนการตรวจสอบและการขอพระราชทานอภัยโทษ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์)

 

กฎหมายกำหนดให้คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ต้องได้รับการตรวจสอบโดยศาลอุทธรณ์ทุกคดี แม้จำเลยจะไม่ยื่นอุทธรณ์ก็ตาม ดังนั้น คดีจะยังไม่ถึงที่สุดจนกว่าศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษา

 

การขอพระราชทานอภัยโทษแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ การขอพระราชทานอภัยโทษเป็นรายบุคคล ซึ่งต้องยื่นภายใน 60 วันนับแต่คดีถึงที่สุด และการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ซึ่งตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี เช่น ในโอกาสสำคัญของประเทศ

 

นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามบังคับโทษประหารชีวิตจนกว่าจะผ่านกระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษครบถ้วน และหากผู้ต้องโทษเป็นหญิงตั้งครรภ์ ให้รอจนบุตรมีอายุครบ 3 ปี ก่อนเปลี่ยนโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต

 

ในส่วนของกรมราชทัณฑ์ นักโทษจะได้รับการจัดชั้นตามความประพฤติ ซึ่งส่งผลต่อสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น การลดวันต้องโทษ และการได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษเป็นการทั่วไป

 

3. สถิติและกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ตั้งแต่ปี 2478 ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการประหารชีวิตผู้ต้องโทษแล้ว 326 คน แบ่งเป็นการยิงเป้า 319 คน และการฉีดยาหรือสารพิษ 7 คน โดยการประหารชีวิตครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2561

 

ส่วนกรณีที่ประเทศไทยไม่มีการประหารชีวิตติดต่อกันครบ 10 ปี เป็นเพียงหลักเกณฑ์ที่สหประชาชาติใช้จัดประเภทให้เป็นประเทศที่ “ยกเลิกโทษประหารในทางปฏิบัติ” (De facto abolitionist) เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายโทษประหารจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ

 

สำหรับพันธกรณีระหว่างประเทศ ไทยเป็นภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งยังอนุญาตให้ประเทศสมาชิกคงโทษประหารชีวิตไว้ได้ แต่จำกัดให้ใช้เฉพาะกับอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด

 

สุดท้ายนี้แม้จะเป็น 9 ปีเต็มที่ประเทศไทยไม่มีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ แต่วันนี้อาชญากรรมที่เกิดจากอดีตนักโทษที่เพิ่งพ้นโทษ กำลังทำให้สังคมตั้งคำถามดังๆ ถึงความคุ้มค่าของการให้โอกาส

 

ไม่ว่าอนาคตทิศทางของโทษประหารชีวิตในไทยจะเดินหน้าไปทางใด แต่สิ่งเร่งด่วนที่สุดในวันนี้ ไม่ใช่แค่การถกเถียงเพื่อชี้ถูกชี้ผิด ทว่าคือการที่หน่วยงานรัฐต้องเร่งพิสูจน์ให้เห็นว่า มีมาตรการควบคุมผู้พ้นโทษที่เด็ดขาดและรัดกุมมากพอ ที่จะไม่ปล่อยให้ ‘คนอันตราย’ ลอยนวลกลับมาก่อเหตุซ้ำ เพื่อคืนความเชื่อมั่นและสร้างความปลอดภัยให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง

The post บทเรียนฆ่าฝัง 5 ศพ เมื่อฆาตกรพ้นโทษก่อเหตุซ้ำ สังคมจี้รัฐงัด ‘โทษประหาร’ คืนความยุติธรรม appeared first on THE STANDARD.

]]>
หากอำนาจประธาน กสทช. ยังคงคลุมเครือ ผลสะเทือนระดับประเทศที่ตามมาจะหนักแค่ไหน https://thestandard.co/nbtc-chairman-power-ambiguity-impact/ Wed, 05 Aug 2026 11:28:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1238622 ภาพไดคัทบุคคล 2 คนซ้อนทับกัน โดยมีโลโก้ กสทช. เป็นพื้นหลัง

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่จะประชุมได้หรือไม่ได้ และไม่ใช่เพียงเ […]

The post หากอำนาจประธาน กสทช. ยังคงคลุมเครือ ผลสะเทือนระดับประเทศที่ตามมาจะหนักแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไดคัทบุคคล 2 คนซ้อนทับกัน โดยมีโลโก้ กสทช. เป็นพื้นหลัง

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่จะประชุมได้หรือไม่ได้ และไม่ใช่เพียงเรื่องตำแหน่งของบุคคลหนึ่ง

 

 
 

แต่ปมขัดแย้งอันสืบเนื่องจากคุณสมบัติของประธาน กสทช. จะสร้างผลกระทบลุกลามไปถึงผู้ประกอบการ สื่อมวลชน ตลอดจนชีวิตของผู้บริโภคทุกคน เมื่อวาระสำคัญมากมายที่คั่งค้างมานานจะถูก ‘แช่แข็ง’ ต่อไปในสภาวะเช่นนี้

 

มองให้ลึกไปกว่าข่าวรายวันว่าองค์ประชุมจะล่มไปอีกกี่ครั้ง ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้อำนาจของประธาน กสทช. แฝงอยู่ เมื่อขั้นตอนทางกฎหมายไม่ชัดเจน ทำให้การดำเนินการต่างๆ คลุมเครือว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

 

หากประธานพ้นตำแหน่ง มติที่ผ่านมาเป็นโมฆะหรือไม่?

 

หนึ่งในคำถามสำคัญที่ประชาชนอยากรู้คือ หากอนาคตต่อไป นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ต้องพ้นจากตำแหน่ง กสทช. อย่างครบถ้วนตามขั้นตอนกฎหมาย แล้วมติสำคัญต่างๆ ที่เคยมีมาในอดีต จะเป็นโมฆะหรือยังคงเดิม?

 

THE STANDARD ได้สอบถามประเด็นดังกล่าวกับ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ 1 ในกรรมการ 3 คน ที่แสดงจุดยืนไม่ขอร่วมประชุมกับประธาน กสทช. ที่ยังมีปัญหาด้านคุณสมบัติดังกล่าว

 

พิรงรองยกมาตรา 19 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ที่ได้มีการ ‘คุ้มครองมติเดิม’ ไว้ หากว่ากรรมการ กสทช. ยัง ‘ไม่ทราบ’ ข้อบกพร่องเกี่ยวกับคุณสมบัติของกรรมการ ซึ่งในที่นี้คือประธาน กสทช. กล่าวคือหากยังไม่ทราบว่ามีปัญหาด้านคุณสมบัติ ก็จะไม่กระทบต่อการลงมติที่ได้กระทำไปแล้ว

 

“แต่หลังวันที่ 17 กรกฎาคม เรา ‘ทราบ’ แล้ว (ว่าประธาน กสทช. มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับคุณสมบัติ) เพราะคณะกรรมการสรรหาฯ มีหนังสือถึงกรรมการ กสทช. ทุกท่าน เมื่อทราบแล้ว ความคุ้มครองนั้นจะไม่เกิดแล้ว นี่คือสาเหตุที่เราประชุมไม่ได้ เพราะหลังคำวินิจฉัยมา เราทราบแล้ว เราทำไม่ได้”

 

ย้อนมองมติสำคัญๆ ของกรรมการ กสทช. ในยุคของประธาน กสทช. คนปัจจุบัน หรือตั้งแต่ นพ. สรณ ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อเดือนเมษายน 2565 เช่น

 

  • มติเสียงข้างมาก ‘รับทราบ’ การควบรวมกิจการระหว่าง ทรู คอร์ปอร์เรชัน และดีแทค
  • มติเสียงข้างมาก ‘อนุญาต’ การควบรวมกิจการของ เอไอเอส (AIS Fibre) และ ทรีบรอดแบนด์ (3BB)
  • มติเสียงข้างมาก ‘อนุมัติ’ การสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2022 ให้คนไทยดูฟรี

 

‘พื้นที่สีเทา’ อำนาจประธาน ลงนามแล้ว มีผลหรือไม่?

 

พิรงรองยังชวนตั้งข้อสังเกตถึงอำนาจของประธาน กสทช. ในการลงนามในหนังสือราชการ หรือคำสั่ง ร่างประกาศต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคมเป็นต้นไป หรือวันที่คณะกรรมการสรรหาฯ ส่งคำวินิจฉัยคุณสมบัติมายังกรรมการ กสทช. ว่าจะมีการส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือไม่

 

เธอย้ำว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นที่สื่อมวลชนควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะเรื่อง แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เพราะกระทบกับการดำเนินกิจการของสื่อมวลชนโดยตรง

 

“แผนแม่บทฯ ผ่านการพิจารณา และรับรองรายงานประชุมไปหมดแล้ว แต่นำลงราชกิจจานุเบกษาหรือยัง นี่คือ ‘แผนสู่อนาคต’ นะคะ ทั้งทีวีดิจิทัลและวิทยุ อยากให้ดูในรายละเอียดด้วยว่าหลังวันที่ 17 กรกฎาคม ใครเซ็น ใครมีอำนาจเซ็น เซ็นถูกต้องตามกฎหมายหรือเปล่า”

 

วาระสำคัญถูกแช่แข็ง กระทบภาคธุรกิจ-ผู้บริโภค

 

ภาวะที่เสมือน ‘สุญญากาศ’ จากการประชุมกรรมการ กสทช. ที่มีแนวโน้มจะไม่สำเร็จต่อไปเรื่อยๆ จะส่งผลให้เกิดความชะงักงันในการดำเนินการหลายเรื่องสำคัญ ก่อเกิดเป็นลูกโซ่ต่อภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 

ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ได้ยกตัวอย่างโครงการในวาระการประชุมกรรมการ กสทช. ที่ค้างพิจารณา และผลกระทบที่จะตามมา เช่น

 

  • ดาวเทียมไทยคม 4: จะสิ้นสุดสิทธิการใช้งานในวันที่ 10 กันยายน 2567 หากไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้งานต่อ ผู้ประกอบการจะไม่สามารถให้บริการได้ (เสี่ยงผิดกฎหมาย) ซึ่งกระทบต่อผู้ใช้บริการวงกว้าง

 

  • เลขหมาย 4 หลัก: ภาคเอกชนจำนวนมากรอการจัดสรรเพื่อเริ่มดำเนินธุรกิจ ทำให้เกิดค่าเสียโอกาสสะสมในระดับสูง

 

  • แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์: การรับรองรายงานการประชุมเพื่อส่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษาหยุดชะงัก กระทบต่อโครงสร้างอนาคตของทีวีดิจิทัลและวิทยุ

 

  • กองทุน กทปส. (USO Fund): โครงการวิจัยและพัฒนาของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานรัฐคั่งค้าง ผู้ขอรับทุนที่เป็นข้าพเจ้าชั้นผู้ใหญ่ต้องรอเก้อหลายครั้งจนสำนักงานต้องขออภัย

 

อย่างไรก็ตาม ทั้ง นพ. สรณและไตรรัตน์ยืนยันต่อสื่อมวลชนว่า ไม่ได้ใช้วาระสำคัญในการประชุมกรรมการ กสทช. เป็น ‘ตัวประกัน’ ตามที่มีข้อครหา และพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่จนกว่าจะมีความชัดเจนในทางกฎหมาย

The post หากอำนาจประธาน กสทช. ยังคงคลุมเครือ ผลสะเทือนระดับประเทศที่ตามมาจะหนักแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘รถบรรทุกจีน’ ลักลอบลงใต้กว้านซื้อทุเรียน ผิดกฎหมายข้อไหน? เปิดเงื่อนไขขนส่งข้ามแดน GMS CBTA https://thestandard.co/chinese-trucks-durian-illegal-gms-cbta/ Wed, 05 Aug 2026 07:48:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1238443 ภาพรถบรรทุกสินค้ากำลังขนส่งทุเรียนและมังคุด

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาจากกรณีที่มีการตรวจพบ ‘รถบรรท […]

The post ‘รถบรรทุกจีน’ ลักลอบลงใต้กว้านซื้อทุเรียน ผิดกฎหมายข้อไหน? เปิดเงื่อนไขขนส่งข้ามแดน GMS CBTA appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรถบรรทุกสินค้ากำลังขนส่งทุเรียนและมังคุด

กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาจากกรณีที่มีการตรวจพบ ‘รถบรรทุกสัญชาติจีน’ ลักลอบขับออกนอกเส้นทางที่ได้รับอนุญาต โดยมุ่งหน้าลงสู่พื้นที่ภาคใต้ ของประเทศไทย เพื่อรับซื้อผลไม้เศรษฐกิจอย่าง ทุเรียน และ มังคุด โดยตรง ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนเงื่อนไขข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

 

 
 

เหตุการณ์นี้ทำให้ กรมการขนส่งทางบก และ ตำรวจทางหลวง ต้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยรถบรรทุกต่างชาติที่ฝ่าฝืนจะถูกแจ้งข้อหา ขับรถบรรทุกออกนอกเส้นทางที่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก และจะถูกเปรียบเทียบปรับทุกครั้งที่ตรวจพบ

 

คำถามที่ตามมาคือ ทำไมรถบรรทุกจีนถึงเข้ามาวิ่งในไทยได้? และข้อจำกัดที่แท้จริงคืออะไร? THE STANDARD ขอพาไปดูที่มาที่ไป และทำความเข้าใจ ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS CBTA) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของเรื่องนี้

 

ทำความรู้จัก GMS CBTA ปลดล็อกพรมแดน เชื่อมโยงเศรษฐกิจ

 

ความตกลง GMS CBTA (Cross-Border Transport Agreement) มีเป้าหมายหลักคือการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยมีกลไกสำคัญ 7 ประการ

 

  • การปรับกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน: ทำให้กฎหมายและขั้นตอนการข้ามพรมแดนของแต่ละประเทศเรียบง่ายและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเสรีภาพในการเคลื่อนย้าย
  • การดำเนินพิธีการศุลกากรแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว (Single Window Inspection: SWI): บูรณาการเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน (ศุลกากร, ตม., ปศุสัตว์, สาธารณสุข ฯลฯ) มาทำงานร่วมกันในจุดเดียว
  • การตรวจสอบแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (Single Stop Inspection: SSI): เจ้าหน้าที่ของ 2 ประเทศร่วมกันตรวจสอบ ณ จุดตรวจของประเทศขาเข้า ภายในพื้นที่ควบคุมร่วมกัน (CCA) เพื่อลดความซ้ำซ้อน
  • การกำหนดระบบการจราจรผ่านแดน (Transit Traffic Regimes): ยกเว้นการตรวจสินค้าทางกายภาพ ไม่ต้องวางเงินค้ำประกันภาระภาษีศุลกากร (Customs bond) และงดเว้นภาษีขาเข้าสำหรับการเคลื่อนย้ายชั่วคราว
  • การแลกเปลี่ยนสิทธิการจราจร (Exchange of Traffic Rights): ภายใต้ระยะแรกเริ่ม (Early Harvest) แต่ละประเทศสามารถออกใบอนุญาต (GMS Road Transport Permit) ให้รถบรรทุก/รถโดยสารของตนได้ สูงสุดประเทศละ 500 คัน โดยรถเหล่านี้สามารถวิ่งข้ามแดนและพำนักได้ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยไม่จำกัดจำนวนเที่ยว
  • การใช้เอกสารการนำเข้าชั่วคราว (Temporary Admission Document: TAD): ใช้แทนการวางเงินค้ำประกันศุลกากร เพื่อให้รถและตู้คอนเทนเนอร์เข้าออกได้ง่ายขึ้น
  • การกำหนดมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานและพาหนะ: กำหนดสเปกยานพาหนะ ถนน สะพาน และป้ายจราจรให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

 

ทำไม ‘ลงใต้’ ถึงผิดกฎหมาย?

 

แม้ GMS CBTA จะเปิดกว้าง แต่ใน ระยะแรกเริ่ม (Early Harvest) รถบรรทุกสัญชาติจีนได้รับอนุญาตให้ใช้ด่านพรมแดนเพียง 6 แห่ง และเดินรถได้จำกัดเพียง 9 เส้นทาง ซึ่งครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ ภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก เท่านั้น ทั้งนี้ไม่มีเส้นทางใดเลยที่อนุญาตให้เดินรถลงสู่พื้นที่ภาคใต้ของไทย

 

หากกางแผนที่จุดผ่านแดนหลักของไทยที่เชื่อมโยงกับระเบียงเศรษฐกิจ GMS จะประกอบด้วยด่านสำคัญ

 

  • ภาคเหนือ: ด่านเชียงของ, ด่านแม่สาย (เชียงราย) และด่านแม่สอด (ตาก)
  • ภาคอีสาน: ด่านมุกดาหาร, ด่านนครพนม, ด่านหนองคาย และด่านช่องเม็ก (อุบลราชธานี)
  • ภาคตะวันออก: ด่านอรัญประเทศ (สระแก้ว) และด่านหาดเล็ก (ตราด)

 

สำหรับ เส้นทางเดินรถทั้ง 9 เส้นทาง ที่รถบรรทุกจีนสามารถวิ่งได้ ประกอบด้วย:

 

ระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Corridor: NSEC)

 

  • เส้นทางที่ 1 (R3A): คุนหมิง – ม่อหาน – บ่อเต็น – ห้วยทราย – ด่านเชียงของ – กรุงเทพฯ
  • เส้นทางที่ 2 (R3B): คุนหมิง – เชียงรุ้ง – เชียงตุง – ด่านแม่สาย – กรุงเทพฯ (ปัจจุบันอนุญาตเฉพาะช่วง เชียงตุง-แม่สาย-กรุงเทพฯ)

 

ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Corridor: EWEC)

 

  • เส้นทางที่ 3: เมาละแหม่ง – เมียวดี – ด่านแม่สอด – พิษณุโลก – กรุงเทพฯ
  • เส้นทางที่ 4: มุกดาหาร – ด่านมุกดาหาร – สะหวันนะเขต – แดนสะหวัน – ลาวบาว – ดานัง

 

ระเบียงเศรษฐกิจใต้ (Southern Corridor: SEC)

 

  • เส้นทางที่ 5: กรุงเทพฯ – กบินทร์บุรี – ด่านอรัญประเทศ – พนมเปญ – โฮจิมินห์ – วุงเต่า
  • เส้นทางที่ 6: กรุงเทพฯ – แหลมฉบัง – ด่านอรัญประเทศ – พนมเปญ – โฮจิมินห์ – วุงเต่า

 

ระเบียงเศรษฐกิจชายฝั่งตอนใต้ (Southern Coastal Corridor)

 

  • เส้นทางที่ 7: กรุงเทพฯ – ตราด – ด่านหาดเล็ก – เกาะกง – กำปอต – คาเมา – นามคาน

 

เส้นทางเชื่อมโยงอื่น ๆ

 

  • เส้นทางที่ 8: นาเตย – อุดมไซย – หลวงพระบาง – เวียงจันทน์ – ท่านาแล้ง – ด่านหนองคาย – กรุงเทพฯ
  • เส้นทางที่ 9: จำปาสัก – วังเตา – ด่านช่องเม็ก

 

ความตกลง GMS CBTA ถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจให้เติบโตร่วมกัน แต่การที่ผู้ประกอบการบางรายฉวยโอกาสฝ่าฝืนเงื่อนไข วิ่งออกนอกเส้นทางลงสู่ภาคใต้เพื่อรับซื้อผลไม้ตัดหน้าผู้ประกอบการท้องถิ่น ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางการค้าภายในประเทศ

 

The post ‘รถบรรทุกจีน’ ลักลอบลงใต้กว้านซื้อทุเรียน ผิดกฎหมายข้อไหน? เปิดเงื่อนไขขนส่งข้ามแดน GMS CBTA appeared first on THE STANDARD.

]]>
คดีจริยธรรม 44 สส. อดีตก้าวไกล กลายเป็น ‘เกมยาว’ ตัวแปรสำคัญ ‘พยาน 60 ปาก’ พร้อมแค่ไหน https://thestandard.co/44-mps-ethics-case-long-game/ Tue, 04 Aug 2026 10:21:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1238062 ภาพ สส. อดีตก้าวไกล ในคดีจริยธรรม

คดีมาตรฐานจริยธรรมของ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล มีแนวโน้มจ […]

The post คดีจริยธรรม 44 สส. อดีตก้าวไกล กลายเป็น ‘เกมยาว’ ตัวแปรสำคัญ ‘พยาน 60 ปาก’ พร้อมแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ สส. อดีตก้าวไกล ในคดีจริยธรรม

คดีมาตรฐานจริยธรรมของ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล มีแนวโน้มจะยืดเยื้อ ภายหลังศาลกำหนดนัดไต่สวนยาวไปถึงกลางปี 2570 โดยเฉพาะฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาที่ได้เตรียมพยานไว้มากถึง 60 ปาก แบ่งเป็นทั้งผู้ถูกร้องเอง นักวิชาการ และพยานผู้รู้เห็นในเหตุการณ์ ซึ่งทนายความยืนยันข้อต่อสู้หลัก “การเสนอแก้ไขมาตรา 112 ไม่ได้ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรม”

 

 
 

การนัดคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายมาพร้อมกันครั้งนี้ แม้จะเป็นเพียงการตรวจความพร้อมของพยานและนัดหมายไต่สวนตามขั้นตอนปกติ แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนการตรวจสำรับไพ่ของแต่ละฝ่ายว่าพร้อมแค่ไหนสำหรับ ‘เกมยาว’ เนื่องจากกรอบเวลาการไต่สวนเบื้องต้นกินเวลาเกือบ 1 ปี นับจากวันที่ศาลนัดพิจารณาคดีครั้งแรกเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

 

ผู้สื่อข่าว THE STANDARD ร่วมเข้าสังเกตการณ์การตรวจพยานหลักฐานที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เวลา 9.30 น. วันนี้ (4 สิงหาคม) พร้อมสรุปความเคลื่อนไหวล่าสุดท่ีควรรู้เกี่ยวกับคดีประวัติศาสตร์ที่มีแนวโน้มจะกินระยะเวลายาวนานนับจากนี้

 

ส่องความพร้อมผู้ร้อง เลขา ป.ป.ช. กุมบังเหียนเอง

 

ผู้ร้องในคดีนี้คือ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยื่นฟ้อง 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

 

โดยเมื่อ 24 เมษายนที่ผ่านมา ศาลฎีกามีคำสั่งประทับรับฟ้อง และไม่สั่งให้ สส. 10 คนในสภาฯ ชุดปัจจุบันหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ห้ามมิให้กระทำพฤติการณ์ตามคำร้องอย่างเคร่งครัด

 

สำหรับนัดตรวจพยานหลักฐานวันนี้ สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้เดินทางมาศาลด้วยตนเอง หลังจากก่อนหน้านี้ได้มอบอำนาจผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. มาฟังคำสั่งศาลฎีกาเมื่อวันนัดพิจารณาคดีครั้งแรก

 

พยานในฝั่งผู้ร้องมีทั้งหมด 9 ปาก ซึ่งยังไม่มีรายละเอียดเปิดเผยว่าเป็นใครบ้าง ศาลนัดสืบพยานฝ่ายผู้ร้องทั้งหมด 4 นัด ได้แก่

 

  • 25 สิงหาคม 2569
  • 12 กันยายน 2569
  • 20 ตุลาคม 2569
  • 27 ตุลาคม 2569

 

ผู้คัดค้านเตรียมพยานชุดใหญ่ 80 ปาก – คัดเหลือ 60

 

ด้านผู้คัดค้าน คือ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกลซึ่งถูกกล่าวหาที่เดินทางมาศาล นำโดย นิธิ ละเอียดดี ทนายความที่รับผิดชอบสำนวนของผู้คัดค้านกว่า 30 คน รวมถึงแกนนำพรรค 2 รุ่น คือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ผู้คัดค้านที่ 1) และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ผู้คัดค้านที่ 35) รวมถึง สส. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันแทบทั้งหมด

 

ยกเว้น ธีรัจชัย พันธุมาศ สส. กทม. พรรคประชาชน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสภาฯ ชุดปัจจุบัน ที่ขอสวมครุยว่าความด้วยตนเอง

 

สำหรับ สุรวาท ทองบุ และ องค์การ ชัยบุตร อดีต สส. พรรคก้าวไกล ได้มอบอำนาจให้ทนายความอีกคนว่าความ

 

ขณะที่ พล.ต.ต. สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล และหนึ่งในผู้คัดค้าน ได้เดินทางมาศาลด้วยตนเองเช่นกัน

 

นอกจากนี้ ยังมี สมเกียรติ ถนอมสินธุ์ อดีต สส. กทม. พรรคก้าวไกล เดินทางมาศาล แต่ยังไม่ได้แต่งตั้งทนายความจนถึงตอนนี้ เหตุผลยังไม่แน่ชัด โดยเขามานั่งคนเดียวอยู่บนม้านั่งนอกคอกพยาน ไม่ได้เข้าไปนั่งร่วมกับทนายผู้คัดค้านคนอื่นๆ

 

ผู้ติดตามการเมืองย่อมทราบดีว่า สมเกียรติมีความหมางใจกับพรรคสีส้มมายาวนาน นับตั้งแต่ปัญหาเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร สส. กทม. ในเขตของเขา ก่อนจะปรากฏภาพเขาไปร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมืองอื่นอยู่บ่อยครั้ง

 

ขณะที่รายชื่อพยานในฝั่งผู้คัดค้านมีมากถึง 60 ปาก โดยนิธิเปิดเผยว่า เดิมทีตั้งใจยื่นกว่า 80 รายชื่อ แต่ได้ปรับลดลงเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อน และตัดออกบางประเด็นตามที่ศาลพิจารณา ก่อนจะอนุญาตในจำนวนดังกล่าว พร้อมนัดไต่สวนรวมทั้งหมด 17 นัด

 

นิธิได้จำแนกพยานในกลุ่มใหญ่ 60 คนออกเป็น

 

  • 25 คน คือผู้คัดค้านขึ้นเบิกความเอง หรือ ‘ตัวความ’
  • 15 คน คือบุคคลภายนอกที่เป็นนักวิชาการ
  • 20 คน คือบุคลภายนอกที่เป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์

 

อย่างไรก็ตาม นิธิยังไม่ลงรายละเอียดว่าพยานในแต่ละหมวดนี้ประกอบไปด้วยใครบ้าง เช่น เป็นนักวิชาการด้านใด หรือผู้รู้เห็นเหตุการณ์หมายรวมถึงอดีต สส. ในสภาฯ ชุดที่แล้วด้วยหรือไม่ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการพิจารณารายชื่อพยานแต่ละคนก่อน

 

ทั้งนี้ นิธิเองก็ยังไม่ยอมรับหรือปฏิเสธว่า ผู้นำพรรคส้มทั้ง 2 รุ่น คือพิธาและณัฐพงษ์ จะมาเบิกความต่อศาลด้วยตนเองหรือไม่ เพราะต้องดูวันเวลาและการปฏิบัติภารกิจในฐานะ สส. ด้วยว่าสามารถมาเบิกความด้วยตนเองหรือไม่

 

มองผู้คัดค้านแต่ละคนมีแนวทางต่อสู้คดีของตนเอง

 

นิธิยอมรับว่า ในคดีที่มีผู้คัดค้านมากถึง 44 คนนี้ แต่ละคนมีเหตุผลและข้อต่อสู้ของตัวเอง การนำเสนอต่อศาลอาจมีแนวทางแตกต่างกัน แต่ยันยันว่าไม่ได้มีข้อขัดแย้งแต่อย่างใด

 

เพราะภายในนัดไต่สวน 17 นัดนั้น ผู้คัดค้านแต่ละกลุ่มก็ได้นำเสนอพยานของตนเอง อย่างธีรัจชัยที่ว่าความให้ตนเองก็มีพยาน 17 ปาก สุรวาทและองค์กรมีพยานร่วมกัน 2 ปาก ส่วนสมเกียรติที่ยังไม่มีทนายความก็เสนอพยานจำนวน 2 ปากเช่นเดียวกัน

 

สำหรับกำหนดนัดไต่สวนพยานฝั่งผู้คัดค้าน จำนวน 17 นัด ศาลได้นัดทุกวันอังคาร ยกเว้นวันอังคารของสัปดาห์ที่ 2 ในแต่ละเดือน ประกอบด้วย

 

  • พฤศจิกายน 2569: วันที่ 3, 17
  • ธันวาคม 2569: วันที่ 1, 22
  • มกราคม 2570: วันที่ 19, 26
  • กุมภาพันธ์ 2570: วันที่ 2, 16, 23
  • มีนาคม 2570: วันที่ 2, 16, 23, 30
  • เมษายน 2570: วันที่ 20, 27
  • พฤษภาคม 2570: 11, 18

 

โดยหลังจากการไต่สวนครบถ้วนทุกนัดแล้ว ศาลจะนัดหมายวันฟังคำพิพากษาต่อไป ซึ่งอาจไปบรรจบช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2570 ซึ่งจะครบ 1 ปีหลังจากวันพิจารณาคดีนัดแรกพอดี อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาการพิจารณาคดีอาจมีการยืดขยายได้ตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ศาลได้รับด้วย

 

ศาลได้เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายได้บริหารจัดการการสืบพยานให้แล้วเสร็จภายในนัดการไต่สวนที่กำหนด โดยสามารถสลับสับเปลี่ยนลำดับการเบิกความก่อนหลังได้ตามความสะพวกของพยาน เพื่อให้ศาลได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนมากที่สุด

The post คดีจริยธรรม 44 สส. อดีตก้าวไกล กลายเป็น ‘เกมยาว’ ตัวแปรสำคัญ ‘พยาน 60 ปาก’ พร้อมแค่ไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปริศนาข้อมูลบัตรประชาชนมหาดไทยรั่ว กรมการปกครองจ่อแจ้งความล่าต้นตอ ดีอีสั่งเอาผิดผู้เผยแพร่ https://thestandard.co/interior-id-data-leak/ Tue, 04 Aug 2026 10:10:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1238049 ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลบัตรประชาชนรั่วไหล พร้อมข้อความข่าว

จากกรณีข้อมูลส่วนบุคคลของบุคลากรระดับสูงในกระทรวงมหาดไท […]

The post ปริศนาข้อมูลบัตรประชาชนมหาดไทยรั่ว กรมการปกครองจ่อแจ้งความล่าต้นตอ ดีอีสั่งเอาผิดผู้เผยแพร่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อมูลบัตรประชาชนรั่วไหล พร้อมข้อความข่าว

จากกรณีข้อมูลส่วนบุคคลของบุคลากรระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ กำลังสร้างความกังวลต่อมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของภาครัฐ เนื่องจากข้อมูลที่หลุดไม่ได้มีเพียงชื่อหรือเลขประจำตัวประชาชน แต่ยังรวมถึงข้อมูลสำคัญที่อาจถูกนำไปใช้สวมรอยหรือปลอมแปลงเอกสารได้ หากตกอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี และจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบมีทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย

 

ขณะที่ ธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ DomeCloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีบล็อกเชน เตือนว่า ชุดข้อมูลดังกล่าวมีองค์ประกอบเพียงพอสำหรับการปลอมแปลงสำเนาบัตรประชาชน และอาจถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์หรือการสวมสิทธิในรูปแบบต่างๆ ได้ หากไม่มีมาตรการป้องกันและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

 

สำหรับความเคลื่อนไหวในส่วนของกระทรวงมหาดไทยนั้น อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลระดับสูงบนโลกออนไลน์ว่า ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏเป็นเพียงรูปถ่าย ไม่ได้มีข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ ที่กระทบต่อการใช้ชีวิตหรือการทำธุรกรรม

 

อรรษิษฐ์กล่าวว่า ภาพที่ถูกเผยแพร่ไม่ใช่ภาพจากใบอนุญาตขับรถ แต่เป็นภาพจากบัตรประจำตัวประชาชน จึงเชื่อว่าไม่น่ารั่วไหลมาจากกรมการขนส่งทางบก หรือจากกระทรวงมหาดไทย เพราะหากเป็นข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย รูปแบบข้อมูลที่หลุดออกมาจะไม่เป็นลักษณะนี้

 

พร้อมระบุว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้ตรวจสอบว่าภาพดังกล่าวหลุดออกมาจากหน่วยงานใด เพราะหน่วยงานที่เป็นต้นทางของข้อมูลจะต้องรับผิดชอบต่อการรั่วไหลดังกล่าว แต่ในเวลานี้ยังไม่มีการดำเนินคดี เนื่องจากยังไม่เกิดความเสียหาย และต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าต้นตอของข้อมูลมาจากที่ใด

 

เมื่อถูกถามถึงกระแสที่ตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลอาจหลุดจากกรมการขนส่งทางบก อรรษิษฐ์ยืนยันว่า ตนไม่เคยทำธุรกรรมกับกรมการขนส่งทางบก และใช้ใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ ขณะที่ภาพที่ถูกเผยแพร่เป็นภาพจากบัตรประชาชน จึงคาดว่าข้อมูลอาจรั่วไหลจากการใช้บัตรประชาชนประกอบการทำธุรกรรมในสถานที่ต่าง ๆ เช่น สนามบิน

 

อรรษิษฐ์กล่าวอีกว่า เบื้องต้นมีบางหน่วยงานที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่ต้องเสียบบัตรประชาชน ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์รักษาความปลอดภัย และ กกต. จึงได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อหาต้นตอของการรั่วไหลของข้อมูลโดยเร็ว

 

ขณะที่ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้กรมการปกครอง ในฐานะเจ้าของข้อมูลกลาง เตรียมดำเนินการแจ้งความกับบุคคลที่นำข้อมูลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยข้อมูลที่หลุดออกไปเป็นข้อมูลบัตรประชาชน ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตให้นำไปเผยแพร่บนโลกอินเทอร์เน็ต สำหรับภาพของตนที่หลุดออกไปเป็นภาพถ่ายติดบัตรประชาชน ส่วนของบุคคลอื่นตนไม่ทราบ

 

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับนฤชา โฆษาศิวิไลซ์อธิบดีกรมการปกครองแล้วหรือไม่ วรศิษฎ์กล่าวว่า คุยแล้ว ขณะนี้กำลังเร่งตรวจสอบว่าข้อมูลหลุดจากหน่วยงานใด แต่เบื้องต้นยืนยันว่าข้อมูลไม่ได้หลุดจากกรมการปกครองอย่างแน่นอน แต่อาจหลุดจากหน่วยงานอื่นที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการปกครอง ทั้งนี้ตนได้เน้นย้ำให้ตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมรายงานกลับมาโดยเร็ว เนื่องจากเป็นข่าวที่สังคมให้ความสนใจ และเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่

 

ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่มีการเผยแพร่นั้นเป็นข้อมูลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมือง โดยมีการเล็งเป้าไปยังบุคคลเพียงบางกลุ่มเท่านั้น

 

ส่วนตนจะแจ้งความหรือไม่นั้น ขณะนี้กำลังหารือกับทีมกฎหมายอยู่ เพราะต้องตรวจสอบว่าต้นโพสต์มาจากที่ใด ขณะนี้ทราบเพียงว่ามีข้อมูลหลุดและมีการนำภาพไปเผยแพร่ต่อ ซึ่งผู้เผยแพร่อาจไม่ใช่ต้นโพสต์

 

อย่างไรก็ตาม วรศิษฎ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า มีความเป็นไปได้ที่ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่นั้นจะหลุดจากหน่วยงานที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยไม่ต้องใช้บัตรประชาชน เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ขอระบุว่าเป็นหน่วยงานใด เพราะข้อมูลทางดิจิทัลสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อยู่แล้ว

 

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีคนอื่นที่มีข้อมูลหลุดหรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับใคร

 

ส่วนความเคลื่อนไหวจากการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้น แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลบนสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่ได้รับอนุญาต กระทรวงดีอีได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเตรียมดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์

 

แนนกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและปราบปรามการเผยแพร่ข้อมูลผิดกฎหมายบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพหรือ ‘สแกมเมอร์’ และถูกนำไปใช้หลอกลวงประชาชน

 

กรณีล่าสุด กระทรวงดีอีได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลและข้อเท็จจริงของการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว เพื่อพิจารณาว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่

 

นอกจากนี้ กระทรวงดีอียังอยู่ระหว่างดำเนินการแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.สอท.) เพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

 

แนนย้ำว่า การนำข้อมูลผิดกฎหมายหรือข้อมูลส่วนบุคคลไปเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ซึ่งครอบคลุมการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ ข้อมูลบิดเบือน หรือข้อมูลที่กระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

รมช.ดีอี ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการแชร์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย และใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิและลดความเสี่ยงที่ข้อมูลจะถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี

The post ปริศนาข้อมูลบัตรประชาชนมหาดไทยรั่ว กรมการปกครองจ่อแจ้งความล่าต้นตอ ดีอีสั่งเอาผิดผู้เผยแพร่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปถ้อยแถลงมินอ่องหล่าย 100 วันในตำแหน่งผู้นำรัฐบาลพลเรือน ‘ไม่สนฉันทามติ 5 ข้อ – เดินหน้าเลือกตั้งซ่อมเพิ่ม’ https://thestandard.co/min-aung-hlaing-myanmar-100-day-speech/ Tue, 04 Aug 2026 10:04:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1238039 พลเอกอาวุโสมินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา แถลงนโยบายครบรอบ 100 วัน

พลเอกอาวุโสมินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีของเมียนมา แถลงนโยบ […]

The post สรุปถ้อยแถลงมินอ่องหล่าย 100 วันในตำแหน่งผู้นำรัฐบาลพลเรือน ‘ไม่สนฉันทามติ 5 ข้อ – เดินหน้าเลือกตั้งซ่อมเพิ่ม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พลเอกอาวุโสมินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา แถลงนโยบายครบรอบ 100 วัน

พลเอกอาวุโสมินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีของเมียนมา แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในกรุงเนปิดอว์ เมื่อวันศุกร์ (31 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา ในโอกาสครบรอบ 100 วันแรกของการดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาลพลเรือน

 

 
 

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาที่สำคัญของถ้อยแถลง ยังคงเป็นประเด็นความไม่สงบภายในประเทศ ซึ่งเขาแสดงจุดยืนของรัฐบาลเมียนมา ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับในแผนสันติภาพของอาเซียน หรือที่รู้จักกันในชื่อแผน ‘ฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus)’ เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองในเมียนมา

 

ประเด็นอื่นๆ ที่น่าจับตามองในการแถลงนโยบาย มินอ่องหล่ายประกาศว่า รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าบังคับเกณฑ์ทหารต่อไป และเตรียมที่จะจัดการเลือกตั้งซ่อมอีกในปีหน้า

 

พร้อมกันนี้ ยังเสนอแผนฟื้นโครงการสร้างเขื่อนมิตโสน (Myitsone Dam) เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ในรัฐกะฉิ่น ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน ซึ่งที่ผ่านมาเคยถูกระงับไป หลังเผชิญกระแสคัดค้านเนื่องจากอาจสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมและกระทบต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมาก

 

และนี่คือประเด็นสำคัญจากการแถลงนโยบายของมินอ่องหล่าย ที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะเดินทางมาเยือนไทยระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้

 

อ้างเปิดประตูสันติภาพ ท่ามกลางสงครามที่รุนแรงขึ้น

 

ในการแถลงนโยบาย มินอ่องหล่ายเปิดเผยว่า รัฐบาลของเขาได้มีการพบปะกับกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธรวม 13 กลุ่ม เพื่อหารือเรื่องแนวทางสันติภาพ โดยเป็นไปตาม ‘ข้อริเริ่มสันติภาพ 100 วัน’ ที่เขาประกาศเมื่อวันที่ 20 เมษายน หลังรับตำแหน่ง เพื่อเชิญกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ยังไม่ได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) รวมถึงกลุ่มที่ถอนตัวออกจากข้อตกลงหลังจากรัฐประหารปี 2021 ให้เข้าร่วมการเจรจากับรัฐบาลของเขา

 

พร้อมกันนี้ยังเรียกร้องให้กองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) ที่ภักดีต่อรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือรัฐบาลเงาที่เคลื่อนไหวต่อต้านกองทัพและรัฐบาลทหาร ให้ยอมจำนน

 

มินอ่องหล่าย ยืนยันว่าหลังเข้ารับตำแหน่ง รัฐบาลของเขาพยายามดำเนินการในด้านต่างๆ เพื่อสร้างสันติภาพ และส่งเสริมการพัฒนาประเทศ

 

“นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง รัฐบาลได้เร่งดำเนินการตามวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การสร้างสันติภาพและความมั่นคงของชาติ และการส่งเสริมการพัฒนาประเทศ”

 

เขาประกาศต่อรัฐสภาว่า “รัฐบาลของเขาเปิดประตูไว้สำหรับการเจรจาสันติภาพอย่างถาวร”

 

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง สถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังชาติพันธ์ฝ่ายต่อต้าน นอกจากจะไม่ลดลง ยังคงทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

 

โดยสื่อเมียนมาหลายสำนัก รายงานว่า มินอ่องหล่ายยังคงบัญชาการกองทัพให้ทำการโจมตีทางอากาศในเป้าหมายของกลุ่มต่อต้านทั่วประเทศ และได้เพิ่มการโจมตีรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน

 

ยืนกรานปฏิเสธแผนฉันทามติ 5 ข้อ

 

ขณะที่อาเซียนยังคงกดดันเมียนมาร์ให้ปฏิบัติตามฉันทามติห้าข้อ (5PC) ซึ่งเป็นแผนสันติภาพของอาเซียนสำหรับเมียนมาร์ มิน อ่อง ไหล

 

มินอ่องหล่ายได้ใช้การแถลงนโยบายของเขา ปฏิเสธการปฏิบัติตามแผนฉันทามติ 5 ข้อ โดยอ้างว่า ไม่ใช่ข้อตกลงของอาเซียนที่มีผลผูกพัน และเป็นเพียงข้อเสนอในแถลงการณ์ของประธานหมุนเวียนอาเซียน ซึ่งเขายืนยันว่า รัฐบาลเมียนมาจะตอบสนองต่อสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น ‘มาตรการเลือกปฏิบัติของอาเซียน’ โดยพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลเมียนมา มีความไม่พอใจที่อาเซียนยังคงกีดกันมินอ่องหล่าย ไม่ให้เข้าร่วมการประชุมผู้นำอาเซียน หลังจากที่เมียนมาล้มเหลวในการปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อ แม้ว่าเขาจะจัดการเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการเปลี่ยนผ่านจากผู้นำการรัฐประหารมาเป็นประธานาธิบดีของรัฐบาลพลเรือน

 

หลังมินอ่องหล่ายเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี รัฐบาลเมียนมาได้เรียกร้องอย่างหนักให้ฟื้นฟูบทบาทและสิทธิเดิมของเมียนมาในอาเซียน พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์อาเซียนว่าละเมิดกฎบัตรโดยการแทรกแซงกิจการภายในของพม่า

 

เตรียมจัดเลือกตั้งซ่อมเพิ่มในปีหน้า

 

มินอ่องหล่ายเปิดเผยในการแถลงนโยบายว่า จะมีการจัดเลือกตั้งซ่อมในปี 2027 เพื่อเติมเต็มที่นั่ง ส.ส.ในพื้นที่ที่การลงคะแนนเลือกตั้งเมื่อช่วงต้นปีถูกยกเลิก

 

โดยการลงคะแนนจะครอบคลุม 172 เขตเลือกตั้งใน 102 เมือง รวมถึง 89 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร, 15 ที่นั่งในวุฒิสภา และ 68 ที่นั่งในสภานิติบัญญัติระดับรัฐและภูมิภาค และจะใช้ระบบผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นผู้ชนะ

 

ทั้งนี้ การเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารในช่วงเดือนธันวาคม 2025 – มกราคม 2026 ส่วนใหญ่จำกัดอยู่เฉพาะในเขตเมืองที่ห่างไกลจากความขัดแย้งทางอาวุธ และถูกประณามว่า เป็นเพียง ‘การเลือกตั้งที่หลอกลวง’ เนื่องจากกีดกันพรรคฝ่ายค้านหลักออกไป

 

พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นตัวแทนของกองทัพ ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย และครองเสียงข้างมากในรัฐสภา ร่วมกับกองทัพเมียนมา ซึ่งผู้ได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพมีที่นั่งในสภานิติบัญญัติร้อยละ 25 ตามรัฐธรรมนูญ

 

ยังคงบังคับเกณฑ์ทหาร

 

มินอ่องหล่าย ประกาศว่า การเกณฑ์ทหารภาคบังคับถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

 

โดยตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่ารัฐบาลทหารเมียนมา ได้ดำเนินการเกณฑ์ทหารภาคบังคับไปแล้วประมาณ 130,000 คน ซึ่งภายใต้กฎหมายดังกล่าวส่งผลให้คนหนุ่มสาวจำนวนมากต้องอพยพออกนอกประเทศ

 

ขณะที่มินอ่องหล่าย ย้ำถึงความมุ่งมั่นของเขาที่จะสร้างกองทัพที่ทันสมัยและมีศักยภาพในการรบสูง

 

นอกจากนี้ เขายังประกาศแผนที่จะแบ่งตำรวจออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนบังคับใช้กฎหมาย และอีกส่วนด้านความมั่นคง ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นการผลักดันให้ตำรวจเข้าไปมีส่วนร่วมในกลไกปราบปรามการก่อความไม่สงบของกองทัพมากขึ้น

 

เดินหน้าฟื้นโครงการเขื่อนมิตโสน

 

มินอ่องหล่าย ยังได้ประกาศแผนการดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ 10 โครงการ รวมถึงโครงการเขื่อนมิตโสน ซึ่งเป็นการก่อสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ

 

ในเมืองมิตจีนา เมืองเอกของรัฐกะฉิ่น ทางตอนเหนือของเมียนมา

 

โครงการสร้างเขื่อนมิตโสน เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนแต่ถูกระงับไปในสมัยอดีตประธานาธิบดีเต็งเส่ง เนื่องจากมีการต่อต้านอย่างกว้างขวาง ซึ่งผู้คัดค้านอ้างถึงการทำลายสิ่งแวดล้อม ความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว การขาดความโปร่งใส และการที่ต้องขับไล่ผู้คนจำนวนมากออกจากพื้นที่ อีกทั้งที่ตั้งของเขื่อนยังมีความสำคัญทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งสำหรับชาวกะฉิ่น

 

มินอ่องหล่ายอ้างว่า ความต้องการไฟฟ้าของเมียนมาจะได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่เมื่อเขื่อนนี้เปิดใช้งาน และกล่าวว่า กำลังมีการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับเขื่อนขนาดเล็กกว่าในลุ่มแม่น้ำอิรวดีด้วย

 

โต้เมียนมาอยู่เบื้องหลังเครือข่ายสแกม ข้อกล่าวหาไม่เป็นธรรม

 

มินอ่องหล่าย ยังกล่าวถึงประเด็นปัญหาขบวนการหลอกลวงออนไลน์ หรือ Online Scam ในเมียนมา โดยอ้างว่า เมียนมาถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ว่าเป็นผู้กระทำผิดหลักที่อยู่เบื้องหลังขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และย้ำว่า “75% ของผู้กระทำผิดเป็นชาวต่างชาติ” ที่เข้าเมียนมาอย่างผิดกฎหมายผ่านประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาศัยอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ลักลอบนำเข้าและระบบธนาคารต่างประเทศในการก่ออาชญากรรม

 

เขาชี้ว่า สื่อต่างประเทศสร้างภาพให้เมียนมาเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ในขณะที่ยอมรับว่า ขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ได้จุดชนวนให้เกิดการปะทะระหว่างกองทัพกับกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมา

 

ขณะที่เขายืนยันว่า รัฐบาลเมียนมากำลังทำงานร่วมกับ ‘ประเทศที่เป็นมิตร’ รวมถึงจีนและไทยเพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยและแก้ไขปัญหาขบวนการสแกมออนไลน์

 

โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ รัฐสภาที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ยังได้ผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้ลงโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ดำเนินการเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

 

อ้างประชาชนลุกฮือต่อต้าน เพราะการศึกษาด้อยคุณภาพ

 

ในขณะที่กองทัพเมียนมายังคงทำการทิ้งระเบิดใส่ชุมชนและโรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่ของฝ่ายต่อต้าน แต่มินอ่องหล่าย อ้างในระหว่างแถลงนโยบายว่า การลุกฮือต่อต้านกองทัพของฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย ทั้งในปี 1988 และในการรัฐประหารปี 2021 เป็นผลมาจากการที่ประชาชนมี ‘ระดับการศึกษาที่ต่ำ’ และ ‘การคิดวิเคราะห์ที่อ่อนแอ’

 

เขาอ้างอิงอัตราการรู้หนังสือจากสำมะโนประชากรปี 1973, 1983 และ 2014 และพยายามชี้ว่า ประชากรส่วนใหญ่ของเมียนมาจบการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษาหรือไม่ได้เรียนหนังสือเลย

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2021 มินอ่องหล่ายพยายามที่จะลดทอนความน่าเชื่อถือของการลุกฮือของประชาชนอยู่บ่อยครั้ง โดยอ้างว่าการเคลื่อนไหวต่อต้านที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเพียงผลผลิตของการ ‘ไม่รู้หนังสือ’

 

อ้างอิง:

 

The post สรุปถ้อยแถลงมินอ่องหล่าย 100 วันในตำแหน่งผู้นำรัฐบาลพลเรือน ‘ไม่สนฉันทามติ 5 ข้อ – เดินหน้าเลือกตั้งซ่อมเพิ่ม’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปภารกิจอนุทิน เยือนอินโดนีเซีย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ประกาศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย – อินโดนีเซีย https://thestandard.co/anutin-indonesia-economic-diplomacy-strategic-partnership/ Mon, 03 Aug 2026 10:58:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1237704 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ขณะเยือนอินโดนีเซีย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมห […]

The post สรุปภารกิจอนุทิน เยือนอินโดนีเซีย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ประกาศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย – อินโดนีเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ขณะเยือนอินโดนีเซีย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางถึงกรุงจาการ์ตา ในทริปเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม ตามคำเชิญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย

 

 
 

การเยือนครั้งนี้ถูกจับตามองว่ามีความสำคัญ และถือเป็นการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีอนุทิน เพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ตามธรรมเนียมปฏิบัติของอาเซียน อีกทั้งยังเป็นการเยือนอินโดนีเซียครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี

 

โดยมีรัฐมนตรีจากหลายกระทรวงติดตามไปด้วย ได้แก่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 

และนี่คือรายละเอียดภารกิจที่จะเกิดขึ้นระหว่างการเยือนอินโดนีเซียของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ในครั้งนี้ ซึ่งมีหลายวาระสำคัญที่น่าจับตามอง และเป็นไปตามแนวนโยบายการทูตเชิงรุกที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้ในคำแถลงนโยบาย เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนและภาคธุรกิจไทย

 

ขับเคลื่อนความร่วมมือ ประกาศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย – อินโดนีเซีย

 

กำหนดการสำคัญในวันแรกของการเยือน คือการหารือระดับผู้นำ (Leaders’ Consultation) ครั้งที่ 2 ร่วมกับ ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างไทยและอินโดนีเซียอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะด้านความมั่นคง อาชญากรรมข้ามชาติ การค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน และความสัมพันธ์ระดับประชาชน – ประชาชน รวมถึงความร่วมมือในกรอบอาเซียน

 

นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศ จะร่วมเป็นสักขีพยานแลกเปลี่ยนเอกสาร 2 ฉบับ คือ แผนการความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย – อินโดนีเซีย ปี 2569 – 2573 และบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านการศึกษา

 

ขณะที่วันพรุ่งนี้ (4 สิงหาคม) นายกรัฐมนตรีจะร่วมในพิธีเปิดงานฟอรัมภาคธุรกิจ (Business Forum) ซึ่งจัดโดยหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซียร่วมกับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจและผลักดันโอกาสการลงทุนระหว่างสองประเทศ โดยจะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ MOU ร่วมกัน 4 ฉบับ

 

จากนั้นนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปพบกับเกา คิม ฮอร์น เลขาธิการอาเซียน ที่สำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค ก่อนที่จะมีการกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของประเทศไทยต่ออาเซียน

 

นอกจากนี้ เขายังมีกำหนดการไปพบกับตัวแทนจากภาคเอกชนของอินโดนีเซียเพื่อสำรวจความร่วมมือทางธุรกิจ ก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงเย็น

 

การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ขยายการเข้าถึงตลาดใหญ่สุดในอาเซียน

 

การเยือนครั้งนี้ เป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกของรัฐบาล เพื่อใช้ความสัมพันธ์ระดับผู้นำเป็นกลไกเปิดประตูทางเศรษฐกิจ ต่อยอดความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย- อินโดนีเซีย ไปสู่โครงการและความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ความมั่นคง ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การศึกษา และความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ

 

การค้าและการลงทุน เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือระหว่างผู้นำไทยและอินโดนีเซีย โดยรัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ระบุเป้าหมายของรัฐบาล ที่ตั้งใจจะใช้การหารือในระดับผู้นำเพื่อผลักดันโครงการที่เป็นรูปธรรมภายใต้ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและอินโดนีเซีย

 

โฆษกรัฐบาลชี้ว่า อินโดนีเซียมีประชากรประมาณ 280 ล้านคน เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดในอาเซียน ทำให้เป็นตลาดสำคัญ แหล่งลงทุน และเป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพสำหรับธุรกิจไทย

 

รัฐบาลมองว่า ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างทั้งสองประเทศ จะช่วยขยายการเข้าถึงตลาดอินโดนีเซียสำหรับสินค้าและบริการของไทย และเสริมสร้างความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทาน และส่งเสริมการลงทุนในทั้งสองทิศทาง

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมองเห็นโอกาสสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ของไทยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ในการขยายการดำเนินงานในอินโดนีเซีย

 

โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า การเยือนครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างประโยชน์ที่นอกเหนือไปจากความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล รวมถึงตลาดที่กว้างขึ้นสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารของไทย การท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น การสร้างงาน และการพัฒนาแรงงาน

 

โดยประเทศไทยยังแสวงหาการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีในภาคส่วนที่ทั้งสองประเทศมีจุดแข็งที่เสริมซึ่งกันและกัน

 

“การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสร้างมิตรภาพระหว่างผู้นำทั้งสองเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่ดีให้เป็นโอกาสสำหรับการค้า การลงทุน และการสร้างรายได้” รัชดา กล่าว และเสริมว่า

 

“รัฐบาลต้องการให้นโยบายต่างประเทศเสริมสร้างเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม”

 

มุ่งเน้นวาระระดับภูมิภาค

 

ไทยและอินโดนีเซีย ถือเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งอาเซียน และยังคงมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของภูมิภาค โดยในการหารือเต็มคณะระหว่างอนุทินและปราโบโว คาดว่า ทั้งสองฝ่ายจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นระดับภูมิภาค ทั้งเรื่องความเป็นเอกภาพของอาเซียนและความสามารถของอาเซียนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงในทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนประเด็นความมั่นคง, การเชื่อมโยงระดับภูมิภาค, อาหาร, พลังงาน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไปจนถึงปัญหาใหญ่อย่างอาชญากรรมข้ามชาติ

 

ในเรื่องเศรษฐกิจนั้น คาดว่าทั้งสองฝ่ายจะหารือเกี่ยวกับมาตรการเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจระหว่างกันมากขึ้น เพื่อส่งเสริมอาเซียนให้เป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพ เสถียรภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจ

 

ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่สำนักเลขาธิการอาเซียน คาดว่านายกรัฐมนตรีอนุทิน จะนำเสนอวิสัยทัศน์ของไทยสำหรับอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว มีความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งมุ่งสู่การเติบโตที่สมดุลและยั่งยืน

 

ขณะที่รัชดา ชี้ว่า การเยือนอินโดนีเซียครั้งนี้ จะสะท้อนให้เห็นถึงแนวนโยบายด้านการต่างประเทศของไทย ที่มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ การรักษาสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตำแหน่งการเจรจาทางเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาที่มีการแข่งขันและความไม่แน่นอนในระดับโลกสูง

 

ภาพ : REUTERS/Willy Kurniawan

 

อ้างอิง:

 

The post สรุปภารกิจอนุทิน เยือนอินโดนีเซีย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ประกาศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ไทย – อินโดนีเซีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบื้องหลังวิกฤตผู้อพยพ ‘เซวตา’ ทำไมผู้คนนับหมื่นแห่ทะลักข้ามพรมแดน สเปน-โมร็อกโก ภายใน 2 วัน? https://thestandard.co/ceuta-migrant-crisis-spain-morocco/ Sat, 01 Aug 2026 07:50:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1237169 ภาพผู้อพยพจำนวนมากกำลังว่ายน้ำและปีนข้ามแนวรั้วจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตาของสเปน

สเปนกำลังเผชิญวิกฤตคลื่นผู้อพยพครั้งใหญ่ หลังปรากฏภาพผู […]

The post เบื้องหลังวิกฤตผู้อพยพ ‘เซวตา’ ทำไมผู้คนนับหมื่นแห่ทะลักข้ามพรมแดน สเปน-โมร็อกโก ภายใน 2 วัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้อพยพจำนวนมากกำลังว่ายน้ำและปีนข้ามแนวรั้วจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตาของสเปน

สเปนกำลังเผชิญวิกฤตคลื่นผู้อพยพครั้งใหญ่ หลังปรากฏภาพผู้คนนับหมื่นข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเซวตา เมืองชายฝั่งทางแอฟริกาเหนือของสเปน จนทางการต้องระดมทหารและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเข้าควบคุมสถานการณ์

 

 
 

ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน มีผู้อพยพราว 5-6 หมื่นคนเดินทางเข้าสู่เมืองที่มีประชากรเพียง 8.3 หมื่นคน ส่งผลให้ระบบควบคุมชายแดนและพื้นที่รองรับผู้อพยพตกอยู่ในภาวะเกินกำลัง หลายคนขาดอาหาร น้ำดื่ม และที่พัก ขณะที่มีผู้เสียชีวิตระหว่างพยายามข้ามเข้าสู่ดินแดนสเปนหลายสิบคน ก่อนที่ผู้เดินทางเข้ามาส่วนใหญ่จะตัดสินใจกลับโมร็อกโก

 

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่า อะไรเป็นชนวนให้ผู้คนจำนวนมหาศาลมารวมตัวและข้ามพรมแดนพร้อมกัน บางฝ่ายกล่าวโทษนโยบายเปิดกว้างต่อผู้อพยพของรัฐบาลสเปนภายใต้ เปโดร ซานเชซ ขณะที่บ้างมองว่า ข่าวลือบนโซเชียลมีเดียเรื่องการเปิดชายแดนเป็นแรงกระตุ้น ส่วนผู้อพยพก็ระบุว่า เจ้าหน้าที่โมร็อกโกปล่อยหรือสนับสนุนให้พวกเขาเดินทางข้ามไป

 

เหตุการณ์นี้จึงกำลังลุกลามจากวิกฤตมนุษยธรรมบริเวณชายแดน ไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองภายในยุโรป ท่ามกลางข้อสงสัยว่า โมร็อกโกกำลังใช้การควบคุมผู้อพยพเป็นเครื่องมือต่อรองกับสเปนหรือไม่

 

THE STANDARD อธิบายว่า เหตุใดเซวตาจึงกลายเป็นประตูเข้าสู่ยุโรป คลื่นผู้อพยพครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และเหตุการณ์ที่ชายแดนโมร็อกโก-สเปนกำลังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงการเมืองยุโรปอย่างไร

 

เซวตาคือพื้นที่อะไร ทำไมจึงเป็นจุดข้ามพรมแดนสำคัญของผู้อพยพ

 

เซวตาเป็นดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่บนคาบสมุทรความยาวประมาณ 6 ไมล์ บริเวณชายฝั่งตอนเหนือของโมร็อกโกในทวีปแอฟริกา โดยอยู่ภายใต้การปกครองของสเปนมานานหลายศตวรรษ เช่นเดียวกับเมลียา เมืองปกครองตนเองอีกแห่งของสเปน ซึ่งตั้งอยู่ไกลออกไปทางตะวันออกตามแนวชายฝั่งเดียวกัน

 

เซวตาและเมลียาถือเป็นพรมแดนทางบกเพียงสองแห่งของสหภาพยุโรปที่เชื่อมต่อกับทวีปแอฟริกาโดยตรง แม้จะตั้งอยู่บนแผ่นดินแอฟริกา แต่ในทางการเมืองและกฎหมาย เมืองแห่งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสเปนและสหภาพยุโรป (EU) ทำให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นจุดหมายสำคัญของผู้ที่ต้องการแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ ยื่นขอลี้ภัย หรือเดินทางต่อไปยังแผ่นดินใหญ่ของสเปน

 

อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่เซวตาไม่ได้หมายความว่า ผู้อพยพจะสามารถเดินทางต่อไปยังยุโรปได้อย่างเสรีในทันที เพราะพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษที่กำหนดให้ผู้เดินทางไปยังแผ่นดินใหญ่ของสเปน ต้องผ่านการตรวจหนังสือเดินทางหรือเอกสารประจำตัวอีกครั้ง

 

แต่ถึงกระนั้น เซวตายังคงเป็นเส้นทางที่ดึงดูดผู้คนจำนวนมาก เพราะระยะทางบางช่วงค่อนข้างสั้น ผู้อพยพจึงพยายามว่ายน้ำจากเมืองชายแดนของโมร็อกโกเข้าสู่เซวตา ขณะที่บางส่วนใช้เรือขนาดเล็ก ปีนข้ามรั้ว หรือตัดแนวรั้วชายแดนเพื่อเข้าสู่พื้นที่ แต่แนวชายแดนแห่งนี้ก็ถูกคุมกันด้วยกล้องตรวจการณ์ เครื่องตรวจจับความเคลื่อนไหว และหอสังเกตการณ์ ขณะที่เจ้าหน้าที่สเปนประจำการอยู่ตลอดแนว

 

ที่ผ่านมา เซวตาและเมลียาเคยเผชิญการข้ามพรมแดนครั้งใหญ่มาแล้วหลายครั้ง เช่น ในปี 2021 มีผู้คนมากกว่า 1 หมื่นคนเดินทางเข้าสู่เซวตาภายในเวลาเพียง 2 วัน หลังการควบคุมชายแดนจากฝั่งโมร็อกโกอ่อนกำลังลง ท่ามกลางความขัดแย้งทางการทูตระหว่างโมร็อกโกกับสเปน

 

ส่วนในปี 2022 มีผู้อพยพ 2,000 คนเข้าสู่เมลียา โดยผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 23 คน ซึ่งอาจเกิดจากการเหยียบกัน การปะทะกับเจ้าหน้าที่ การตกจากรั้วสูง หรือการจมน้ำระหว่างว่ายข้ามชายแดนทางทะเล

 

นอกจากนี้ สถานะของเซวตายังเป็นประเด็นอ่อนไหวในความสัมพันธ์ระหว่างสเปนกับโมร็อกโก แม้สเปนจะปกครองพื้นที่แห่งนี้มานานหลายศตวรรษ แต่โมร็อกโกไม่ได้ยอมรับอย่างเป็นทางการว่า เซวตาและเมลียาเป็นดินแดนของสเปน และมักมองว่าเมืองทั้งสองเป็นดินแดนที่ยังถูกยึดครองอยู่

 

เกิดอะไรขึ้นกับเซวตาในช่วงที่ผ่านมา

 

ระหว่างวันที่ 30-31 กรกฎาคมที่ผ่านมา เซวตาต้องเผชิญกับคลื่นผู้อพยพครั้งใหญ่ หลังมีผู้คนราว 5-6 หมื่นคนหลั่งไหลข้ามพรมแดนจากโมร็อกโก เข้าสู่พรมแดนของสเปนภายในเวลาเพียง 2 วัน ทั้งด้วยการว่ายน้ำข้ามแนวชายแดนทางทะเล เดินเลียบชายฝั่ง และฝ่าแนวรั้วเข้าสู่ตัวเมือง

 

ตัวเลขดังกล่าวถือว่าสูงผิดปกติอย่างมาก เมื่อเทียบกับเซวตาที่มีประชากรอยู่ประมาณ 8.3-8.4 หมื่นคน ซึ่งหมายความว่า ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เมืองต้องรองรับผู้เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นในจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรเดิม จนพื้นที่ไม่สามารถรองรับผู้อพยพ ทำให้มีผู้คนจำนวนมากกระจายตัวอยู่ตามถนน สวนสาธารณะ และชายหาด

 

ภาพเหตุการณ์เผยให้เห็นผู้คนส่วนใหญ่เป็นชายหนุ่มชาวโมร็อกโก บางส่วนปีนข้ามรั้วหรือแนวกันคลื่น ขณะที่อีกจำนวนมากว่ายน้ำเข้าสู่ชายฝั่งเซวตา ท่ามกลางความโกลาหลบริเวณชายแดน โดยปัจจุบันมีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 57 คนในฝั่งสเปน บางส่วนจมน้ำหรือเสียชีวิตจากการเบียดเสียดระหว่างข้ามแนวกันคลื่น ขณะที่ยังมีความเป็นไปได้ว่าอาจพบผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมในฝั่งโมร็อกโก

 

ขณะที่ฝั่งโมร็อกโกมีทั้งรายงานว่า เจ้าหน้าที่ปล่อยให้ประชาชนเข้าใกล้ชายแดน และภาพเจ้าหน้าที่ปราบจลาจลใช้แก๊สน้ำตาและรถฉีดน้ำสลายกลุ่มคนที่ยังพยายามเดินทางเข้าสู่เซวตา

 

รัฐบาลสเปนจึงส่งทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเพิ่มเติมเข้าสู่พื้นที่ พร้อมเพิ่มการลาดตระเวนทั้งทางบก ทางอากาศ และทางทะเล โดย เปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน เดินทางไปยังเซวตาเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมเรียกเหตุการณ์นี้ว่า เป็น ‘การละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของสเปน’ รวมถึงประกาศว่า จะเร่งฟื้นฟูการควบคุมชายแดนและดำเนินกระบวนการส่งตัวผู้ที่ไม่มีสิทธิอยู่ในประเทศกลับโมร็อกโก

 

จนถึงช่วงเย็นวันที่ 31 กรกฎาคม สถานการณ์เริ่มผ่อนคลายลง หลังผู้เดินทางเข้ามาส่วนใหญ่ทยอยกลับไปยังโมร็อกโก โดยกระทรวงความมั่นคงภายในสเปนระบุว่า ในจำนวนผู้ที่ข้ามเข้ามาราว 5 หมื่นคน มีอย่างน้อย 3.75 หมื่นคนเดินทางกลับแล้ว ขณะที่รายงานในเวลาต่อมาระบุว่า จำนวนผู้กลับโมร็อกโกเพิ่มเป็นมากกว่า 4.8 หมื่นคน

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากตัดสินใจกลับ คือภายในเซวตาแทบไม่มีอาหาร น้ำดื่ม หรือที่พักรองรับ ร้านค้าหลายแห่งปิดให้บริการเพราะกังวลต่อความปลอดภัย ผู้อพยพบางคนให้สัมภาษณ์ว่า พวกเขาไม่ได้รับประทานอาหารมานานถึง 2 วัน และไม่พบหนทางที่จะเดินทางต่อไปยังแผ่นดินใหญ่ของสเปน

 

นอกจากนี้ ผู้อพยพไม่สามารถข้ามไปยังแผ่นดินใหญ่ของสเปนหรือประเทศอื่นในยุโรปได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากเมืองอยู่ภายใต้กฎตรวจคนเข้าเมืองเป็นกรณีพิเศษ โดยเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรประบุว่า จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม ยังไม่มีรายงานว่าผู้อพยพจากเหตุการณ์ครั้งนี้สามารถเดินทางต่อไปยังแผ่นดินใหญ่ของยุโรปได้

 

อะไรเป็นชนวนทำให้เกิดวิกฤตผู้อพยพในเซวตา

 

จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่า เหตุใดผู้อพยพนับหมื่นจึงมารวมตัวกันที่เซวตาภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียง 2 วัน แต่ตามรายงานของ New York Times, Reuters และ The Guardian มีข้อสันนิษฐานจากผู้เชี่ยวชาญและหลักฐานที่ปรากฏอย่างน้อย 2 ทฤษฎี

 

  • 1. ปัญหาปากท้องในโมร็อกโก และข่าวลือบนโซเชียลมีเดีย ต้องเข้าใจก่อนว่า โมร็อกโกเผชิญปัญหาความยากจนและการบริหารราชการแผ่นดินที่ไร้ประสิทธิภาพมาเนิ่นนาน โดยข้อมูลจากทางการระบุว่า 1 ใน 4 ของชาวโมร็อกโกอายุระหว่าง 15-24 ปี ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ไม่มีงานทำ และไม่ได้เข้ารับการฝึกอบรมใดๆ

 

ฉะนั้น คนหนุ่มสาวจำนวนมากใช้เวลาหลายปี เฝ้ารอโอกาสข้ามพรมแดนเพื่อแสวงหาอนาคตที่ดีกว่าในยุโรป ประกอบกับมีข่าวลือบนโซเชียลถึงคำตัดสินของศาลฎีกาสเปนว่า ทางการสเปนไม่มีสิทธิผลักดันผู้อพยพออกจากเซวตา คนจำนวนมากจึงมองเห็นโอกาสในการเดินทางมายังเซวตา

 

ทั้งนี้ ผู้อพยพบางส่วนให้สัมภาษณ์กับ New York Times ว่า โมร็อกโกไม่มีงานทำ ขณะที่มีข่าวลือบนโซเชียลฯ ว่า ชายแดนสเปนเปิดแล้ว แต่จากการตรวจสอบ ยังไม่มีใครรู้ว่า ข้อความดังกล่าวมีต้นตอจากไหน

 

เช่น โมฮัมเหม็ด อาห์มิดโฮ ชายโมร็อกโกวัย 37 ปี เล่าว่า เขารู้ข่าวการหลั่งไหลเข้าสเปนเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมผ่านโซเชียลมีเดีย พอเมื่อเดินทางเข้าใกล้ชายแดน ตำรวจโมร็อกโกพูดสนับสนุนให้เขาเดินทางต่อ โดยกล่าวว่า ‘ไปสเปนสิ’ แต่ภายหลัง เขาตัดสินใจกลับบ้านเนื่องจากเซวตาไม่มีทั้งอาหาร น้ำดื่ม หรือสถานที่นอน

 

  • 2. โมร็อกโกอยู่เบื้องหลัง ใช้ผู้อพยพกดดันสเปน นักวิเคราะห์บางส่วนตั้งข้อสังเกตว่า โมร็อกโกอาจจงใจผ่อนปรนการควบคุมชายแดน เพื่อใช้คลื่นผู้อพยพเป็นเครื่องมือต่อรองกับสเปน หลังรัฐบาลกรุงราบัตอาจไม่พอใจที่ซานเชซเดินทางเยือนแอลจีเรีย และฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศคู่แข่งของโมร็อกโก

 

เบื้องหลังความขัดแย้งดังกล่าวคือข้อพิพาท ‘ซาฮาราตะวันตก’ ที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ โดยโมร็อกโกอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่แนวร่วมโปลิซาริโอ ซึ่งเป็นขบวนการของชาวซาห์ราวีที่ได้รับการสนับสนุนจากแอลจีเรีย ต้องการจัดตั้งซาฮาราตะวันตกเป็นรัฐเอกราช

 

แม้ในปี 2022 สเปนจะหันไปสนับสนุนแผนให้ซาฮาราตะวันตกปกครองตนเองภายใต้อธิปไตยของโมร็อกโก แต่ล่าสุด ซานเชซเดินทางเยือนแอลจีเรียเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดมานาน 4 ปี

 

ขณะเดียวกัน สเปนเพิ่งเห็นชอบร่างกฎหมายเปิดทางให้ชาวซาห์ราวีที่เกิดในยุคที่ซาฮาราตะวันตกที่ยังอยู่ภายใต้การปกครองของสเปน สามารถขอสัญชาติสเปนได้ แม้ร่างกฎหมายยังต้องผ่านขั้นตอนของรัฐสภาอีกหลายขั้น แต่นักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจสร้างความไม่พอใจให้แก่โมร็อกโก

 

ผู้สังเกตการณ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนผู้ข้ามพรมแดนพุ่งสูงที่สุดตรงกับวันราชบัลลังก์ ซึ่งเป็นวันหยุดสำคัญที่รำลึกถึงการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 6 และเป็นช่วงที่สำนักงานรัฐบาลส่วนใหญ่ของโมร็อกโกปิดทำการ

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า รัฐบาลโมร็อกโกเป็นผู้สั่งผ่อนปรนชายแดนโดยตรง ขณะที่ฝ่ายโมร็อกโกปฏิเสธว่า ปัจจัยทางการเมืองอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ โดยให้เหตุผลว่า กระแสผู้อพยพเกิดจากข้อมูลคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำตัดสินของศาลฎีกาสเปน

 

จากสเปนถึงยุโรป วิกฤตผู้อพยพสั่นคลอนภูมิภาค

 

สเปนปกครองด้วยรัฐบาลฝ่ายซ้ายของซานเชซมานานหลายปี เขาเป็นผู้นำที่แตกต่างจากผู้นำยุโรปส่วนใหญ่ คือ เป็นนักการเมืองเสรีนิยมที่สนับสนุนผู้อพยพ ขณะที่เป็นหนึ่งในผู้วิจารณ์แนวทางแข็งกร้าวต่อผู้อพยพของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่โดดเด่นที่สุดในยุโรป

 

ในปี 2026 ซานเชซเคยเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลก หลังเปิดทางให้ผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในสเปนอย่างผิดกฎหมายมากกว่า 1 ล้านคน สามารถยื่นขอปรับสถานะให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้ผู้นำในยุโรปต่างลุกขึ้นมาวิจารณ์ เช่น จอร์แดน บาร์เดลลา ผู้นำฝ่ายขวาจัดในฝรั่งเศสระบุว่า ซานเชซกำลังเปิดประตูยุโรปให้ผู้อพยพ

 

ขณะที่ ซานติอาโก อาบาสกัล ผู้นำพรรค Vox หรือพรรคขวาจัดของสเปน วิจารณ์ว่า รัฐบาลซานเชซมีเจตนาเชื้อเชิญผู้อพยพเข้าประเทศ โดยกล่าวหาว่า คนเหล่านี้เป็นอาชญากร ผู้ข่มขืน และอาจกลายเป็นฐานเสียงของฝ่ายซ้ายในอนาคต

 

อย่างไรก็ดี ซานเชซได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวว่า จำนวนผู้อพยพผิดกฎหมายที่เดินทางเข้าสเปนยังต่ำกว่าอิตาลีและกรีซ ขณะที่ระบุต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า ขบวนการค้ามนุษย์เผยแพร่การตีความคำตัดสินของศาลสเปนอย่างคลาดเคลื่อน

 

สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ จอร์จา เมโลนี นายกฯ อิตาลี เรียกร้องให้ระงับสเปนออกจากเขตเชงเกน โดยระบุว่า ภาพจากเซวตาสะท้อนว่า การอพยพผิดกฎหมายที่ไร้การควบคุมเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของพรมแดนยุโรป

 

ส่วนฝรั่งเศสสั่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราชายแดนที่ติดกับสเปนทันที ขณะที่นักการเมืองฝ่ายขวาจัดในหลายประเทศนำเหตุการณ์นี้ไปใช้เรียกร้องให้ปิดพรมแดนและเพิ่มมาตรการควบคุมผู้อพยพ

 

ในด้านของเยอรมนี อลิซ ไวเดล ผู้นำร่วมพรรคขวาจัดอย่าง AfD ระบุว่า เหตุการณ์คลื่นผู้อพยพเหมือนปี 2015 ต้องไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ยังเข้าร่วมโจมตีสเปน โดยกล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นผลจากนโยบายฝ่ายซ้าย และแนวคิดโลกาภิวัตน์ที่เปิดทางให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่

 

ภาพ: Jon Nazca / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post เบื้องหลังวิกฤตผู้อพยพ ‘เซวตา’ ทำไมผู้คนนับหมื่นแห่ทะลักข้ามพรมแดน สเปน-โมร็อกโก ภายใน 2 วัน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Reuters รายงาน กองทัพจีนใช้ ‘ทางลัด’ ดึงสมอง AI สหรัฐฯ ขยายขีดความสามารถการทหาร https://thestandard.co/china-military-taps-us-ai/ Sat, 01 Aug 2026 07:46:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1237165 ภาพระบบควบคุมโดรนและเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง

เอกสารทางวิชาการและสิทธิบัตรของจีนมากกว่า 80 ฉบับ ที่ผ่ […]

The post Reuters รายงาน กองทัพจีนใช้ ‘ทางลัด’ ดึงสมอง AI สหรัฐฯ ขยายขีดความสามารถการทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพระบบควบคุมโดรนและเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง

เอกสารทางวิชาการและสิทธิบัตรของจีนมากกว่า 80 ฉบับ ที่ผ่านการตรวจสอบโดยสำนักข่าว Reuters เผยให้เห็นข้อมูลสำคัญที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อนว่า นักวิจัยในสังกัดกองทัพจีนกำลังดึงผลลัพธ์และระบบการคิดจากโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับท็อปของสหรัฐฯ ทั้งจาก OpenAI และ Anthropic เพื่อนำมาฝึกฝนระบบ AI ภายในประเทศ หวังใช้เป็น ‘ทางลัด’ ในการยกระดับศักยภาพทางกลาโหม ตลอดจนลดช่องว่างกับคู่แข่งด้านเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ ท่ามกลางการปิดกั้นการเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงและเทคโนโลยีระดับยุทธศาสตร์อย่างเข้มงวดจากรัฐบาลวอชิงตัน

 

 
 

Model Distillation ทางลัดถอดกระบวนการคิด AI ตะวันตก

 

รายงานพิเศษโดย Reuters เผยว่า วิธีการที่จีนใช้คือ ‘Model Distillation’ หรือเทคนิคการนำผลลัพธ์และกระบวนการตอบของโมเดล AI ขนาดใหญ่ระดับแนวหน้าที่มีพลังประมวลผลสูง (teacher model) มาเป็นต้นแบบในการฝึกฝน AI ขนาดเล็กที่ลงลึกเฉพาะทาง ทำให้จีนสามารถนำ AI ไปติดตั้งและใช้งานได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรคำนวณมหาศาลเหมือนกับการพัฒนาโมเดลขั้นสูงระดับแนวหน้า (frontier AI) ขึ้นมาจากศูนย์

 

ซันนี เชิง นักวิจัยจาก Jamestown Foundation ในวอชิงตัน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รวบรวมและวิเคราะห์เอกสารงานวิจัยเหล่านี้ ระบุว่า สิ่งที่กองทัพจีนต้องการไม่ใช่แค่คำตอบ แต่เป็นการแกะกลไกการวิเคราะห์เหตุผลเชิงตรรกะ (reasoning) ของ AI ฝั่งตะวันตก เพื่อนำไปใช้ในระบบสอดแนม สงครามไซเบอร์ และการตัดสินใจทางยุทธวิธี

 

“การสอนให้โมเดลตอบคำตอบที่ถูกต้องไม่ใช่เรื่องยาก แต่การสอนให้มันเข้าใจกระบวนการคิดเบื้องหลังคำตอบนั้นยากกว่ามาก เอกสารเหล่านี้ชี้ชัดเจนว่านักวิจัยกองทัพจีนกำลังถ่ายโอนกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่มีมูลค่าสูงและเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะจากโมเดลตะวันตก ไปสู่ระบบขนาดเล็กที่พวกเขาสามารถรันและควบคุมได้เองภายในประเทศ” เชิงกล่าว

 

สู่การใช้งานจริง ตั้งแต่การเฝ้าระวังไปจนถึงยุทธการทางทหาร

 

ผลการตรวจสอบเอกสารวิชาการและกรณีศึกษาทางทหารมากกว่า 20 กรณี พบตัวอย่างการนำไปปรับใช้ในภารกิจจริง อาทิ

 

เฝ้าระวังโซเชียลมีเดีย: North University of China ซึ่งมีความใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมอาวุธจีน ได้นำ Claude 3 Haiku ของ Anthropic มาสร้างชุดข้อมูลสังเคราะห์ เพื่อฝึกโมเดลจำแนกข้อความสำหรับการคัดกรองเนื้อหาและเฝ้าระวังบนโลกออนไลน์

 

วิเคราะห์ซอร์สโค้ดชั้นลับ: เอกสารของนักวิจัยจากหน่วย PLA 96941 ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองทางทหารและสงครามไซเบอร์ในปักกิ่ง ระบุว่า เนื่องจาก AI นอกประเทศไม่ปลอดภัยสำหรับข้อมูลลับ พวกเขาจึงใช้ GPT-3.5 ของ OpenAI ช่วยวิเคราะห์และสรุปซอร์สโค้ดทางทหาร จากนั้นนำข้อสรุปไปใช้ฝึกฝนโมเดลภายใน เพื่อให้ระบบทั้งหมดรันอยู่บนเครือข่ายปิดของกองทัพจีนได้อย่างสมบูรณ์

 

โดรนอัจฉริยะแบบออฟไลน์: นักวิจัยจาก National University of Defense Technology ใช้เทคนิค Model Distillation ย่อขนาด AI ประมวลผลภาพ เพื่อนำไปติดตั้งบนโดรน ช่วยให้โดรนสามารถประมวลผลวิดีโอแบบสด ๆ นำทาง และชี้เป้าหมายได้แบบเรียลไทม์ แม้ในสภาวะที่สัญญาณการสื่อสารถูกตัดขาด

 

ยุทธการทางทะเลจำลอง: สถาบัน Academy of Military Sciences นำเทคนิคนี้ไปรันโมเดลจดจำเป้าหมายบนฮาร์ดแวร์เชิงยุทธวิธี เพื่อใช้สั่งการในภารกิจจำลองยุทธการทางทะเลร่วมระหว่างโดรน เรือรบ และเรือดำน้ำไร้คนขับ

 

ชนวนขัดแย้งใหม่จีน-สหรัฐฯ 

 

ประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่การดึงข้อมูลเพื่อย่อขนาดโมเดล ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติทั่วไปในอุตสาหกรรม แต่เป็นเรื่องของการดึงข้อมูลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต 

 

เรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นร้อนก่อนการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน ว่าด้วยการกำกับดูแลและความปลอดภัยของ AI โดยสหรัฐฯ มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการดึงความสามารถของโมเดลอเมริกาไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งขัดต่อมาตรการควบคุมการส่งออกและละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

 

ขณะที่ฝ่ายจีนออกมายันว่า วอชิงตันกำลังแสวงหา ‘ความเป็นใหญ่’ ทาง AI และโต้กลับว่าบริษัทสหรัฐฯ ก็ทำไม่ต่างกัน นอกจากนี้ สตาร์ตอัปจีนอย่าง Moonshot ก็ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่าโมเดล Kimi K3 ของตนสร้างมาจากเทคนิค Model Distillation โดยยืนยันว่าเกิดจากนวัตกรรมที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง

 

ด้านบริษัท Anthropic ออกมาชี้แจงว่า ไม่เคยเปิดให้บริการ Claude เชิงพาณิชย์ในจีน หรือเปิดทางให้บริษัทที่ควบคุมโดยรัฐบาลปักกิ่งเข้าถึงและใช้งานโมเดลของบริษัท พร้อมเตือนว่าโมเดลที่ถูกสกัดข้อมูลออกไปอาจสูญเสียกลไกความปลอดภัยเดิม จนเปิดช่องให้ขีดความสามารถที่เป็นอันตรายตกไปอยู่ในมือของระบบที่อยู่นอกเหนือการควบคุม

 

ข้อจำกัดของ ‘ทางลัด’

 

จีนขานรับและนำเทคนิค Model Distillation มาใช้อย่างจริงจัง เนื่องจากต้องการแข่งขันกับสหรัฐฯ ในด้าน AI ขั้นสูง ขณะที่ประเทศยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรประมวลผล อันเนื่องมาจากมาตรการควบคุมการส่งออกชิประดับไฮเอนด์ของวอชิงตัน โดยรัฐบาลกลางและท้องถิ่นของจีนได้จัดสรรเงินอุดหนุนและทุนวิจัยไปยังเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยให้โมเดล AI สามารถทำงานบนอุปกรณ์ที่มีพลังประมวลผลจำกัดอย่างโดรนหรือดาวเทียมได้ เช่น model lightweighting และ edge computing

 

อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การทำ Model Distillation ยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ โดยในมุมมองด้านความมั่นคง นักวิจัยจาก Army Engineering University ของจีนเองก็เริ่มแสดงความกังวลถึงความเสี่ยงจากวิธี ‘Data-free distillation’ หรือการวิศวกรรมย้อนกลับเพื่อดึงขีดความสามารถของโมเดลโดยไม่ต้องเข้าถึงพารามิเตอร์หลัก ซึ่งอาจเปิดช่องโหว่ให้ฝ่ายตรงข้ามแกะรอยตรรกะที่ซ่อนอยู่จากผลลัพธ์ที่อาจหลุดออกไปสู่สาธารณะได้เช่นกัน

 

นอกจากนี้ โมเดลที่ถูกย่อขนาดจะรับเอามาเฉพาะขีดความสามารถที่เลือกไว้เท่านั้น และไม่สามารถเลียนแบบสติปัญญาทั้งหมดของโมเดล AI ขั้นสูง ซึ่งเทรเวอร์ โคเวอร์โก ผู้ร่วมก่อตั้ง Sapien บริษัทข้อมูล AI ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า โมเดลที่ผ่านการกลั่นกรองยังคงมีขีดความสามารถต่ำกว่าโมเดลต้นแบบ 

 

“อธิบายได้เข้าใจง่ายๆ ว่า มันคือการดึงเอาเฉพาะขีดความสามารถบางอย่างไปใส่ไว้ในระบบที่ราคาถูกลงและควบคุมเองได้ในท้องถิ่น แต่ไม่ใช่การบรรลุอิสรภาพในการสร้าง AI ระดับแนวหน้าได้ด้วยตนเอง” เขากล่าวสรุป

 

ภาพ: tuzla via ShutterStock

 

อ้างอิง:

The post Reuters รายงาน กองทัพจีนใช้ ‘ทางลัด’ ดึงสมอง AI สหรัฐฯ ขยายขีดความสามารถการทหาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กมธ. ป.ป.ช. เปิดช่องโหว่โกงสอบท้องถิ่น แฟลชไดรฟ์ ‘ลับสุดยอด’ ไร้รหัสผ่าน ก่อน กสถ. ชี้ขาด 5,925 ราย 5 ส.ค.นี้ https://thestandard.co/local-exam-fraud-flash-drive-no-password/ Fri, 31 Jul 2026 14:11:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1237000 ภาพกราฟิกแสดงข้อความ กมธ. ป.ป.ช. เปิดช่องโหว่โกงสอบท้องถิ่น พบแฟลชไดรฟ์ ‘ลับสุดยอด’ ไร้รหัสผ่าน

ปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นที่สั่นคลอนความเชื่อม […]

The post กมธ. ป.ป.ช. เปิดช่องโหว่โกงสอบท้องถิ่น แฟลชไดรฟ์ ‘ลับสุดยอด’ ไร้รหัสผ่าน ก่อน กสถ. ชี้ขาด 5,925 ราย 5 ส.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ กมธ. ป.ป.ช. เปิดช่องโหว่โกงสอบท้องถิ่น พบแฟลชไดรฟ์ ‘ลับสุดยอด’ ไร้รหัสผ่าน

ปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการไทยมานานกว่า 1 เดือน และยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการแก้ไขคะแนนสอบเพื่อช่วยให้ผู้สอบไม่ผ่านเกณฑ์ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้เข้าสอบทั่วประเทศ

 

 

ล่าสุด อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะ เข้าพบนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี มครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจัดสอบ การเก็บรักษาข้อมูล การประมวลผลคะแนน ไปจนถึงขั้นตอนการประกาศผลสอบ

 

ก่อนที่คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) จะประชุมในวันที่ 5 สิงหาคม เพื่อพิจารณาเพิกถอนการบรรจุผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการแก้ไขคะแนน และส่งเรื่องให้ ก กลาง ก จังหวัด รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายในวันที่ 6 สิงหาคม

 

ประเด็นสำคัญที่สุดของการชี้แจงครั้งนี้ คือ ผลการตรวจสอบคะแนนสอบ โดย สถ. ระบุว่า ใช้กระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบทั้งหมดกว่า 270,000 คน ซึ่งผ่านการสแกนและจัดเก็บไว้ตั้งแต่วันสอบ เป็นข้อมูลอ้างอิงหลักในการตรวจสอบ แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลคะแนนที่ใช้ประกาศผลสอบ

 

กลับพบว่าข้อมูลไม่ตรงกัน และพบผู้ที่มีคะแนนถูกแก้ไขระหว่าง 5,925-5,960 ราย ซึ่งความแตกต่างของตัวเลขเกิดจากฐานข้อมูลและพยานหลักฐานที่แต่ละหน่วยงานใช้ในการตรวจสอบ

 

จากการตรวจสอบ สถ. แบ่งผู้ที่เกี่ยวข้องออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

  • กลุ่มแรก คือผู้ที่สอบไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ถูกแก้ไขคะแนนจนได้รับการบรรจุ จำนวน 5,129 คน สถ. เห็นว่าบุคคลกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิได้รับการบรรจุตั้งแต่ต้นตามกฎหมาย จึงเตรียมเสนอให้ กสถ. มีมติให้พ้นจากตำแหน่ง
  • กลุ่มที่สอง คือผู้ที่สอบผ่านเกณฑ์อยู่แล้ว แต่ถูกแก้ไขคะแนนเพื่อให้ลำดับดีขึ้น จำนวน 790 คน ในจำนวนนี้ได้รับการบรรจุแล้ว 565 คน โดย กสถ. จะพิจารณาในวันที่ 5 สิงหาคมว่าจะใช้แนวทางใด ระหว่างการปรับคะแนนกลับตามข้อเท็จจริง ตั้งกรรมการสอบสวน หรือสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนระหว่างสอบสวน

 

นอกจากนี้ ความผิดปกติยังส่งผลกระทบต่อผู้สอบผ่านโดยสุจริตจำนวนมาก โดย สถ. ระบุว่า มีผู้สอบผ่านด้วยคะแนนจริง 279,949 คน และมีผู้เสียโอกาสจากการประมวลผลคะแนนผิดพลาดกว่า 5,900 คน ซึ่งหาก กสถ. เห็นชอบให้ประกาศผลสอบใหม่ ผู้ที่มีคะแนนตามสิทธิที่แท้จริงอาจได้รับการบรรจุกลับคืนมา

 

หากที่ประชุม กสถ. มีมติในวันที่ 5 สิงหาคม สถ. จะส่งรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมสำเนากระดาษคำตอบและพยานหลักฐานไปยัง ก กลาง ก จังหวัด รวมถึงหน่วยงานที่ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ได้แก่ ป.ป.ช. ป.ป.ท. ดีเอสไอ และ ปปง. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อในวันที่ 6 สิงหาคม

 

2 จุดต้องสงสัย ยังไม่สรุปต้นตอการแก้ไขข้อมูล

 

อาสพลธ์ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับฟังจากการชี้แจงของ สถ. ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า ความผิดปกติของข้อมูลคะแนนอาจเกิดขึ้นได้จาก 2 จุด

 

จุดแรก คือฝั่งผู้รับจ้างจัดสอบ ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการสอบและจัดส่งข้อมูลคะแนน

 

จุดที่สอง คือแฟลชไดรฟ์ต้นฉบับที่จัดเก็บไว้ภายใน สถ. ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้ในกระบวนการตรวจสอบภายหลัง

 

อย่างไรก็ตาม รองอธิบดี สถ. ชี้แจงว่า ทั้งสองประเด็นยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าความผิดปกติของข้อมูลเกิดขึ้นจากจุดใด

 

อาสพลธ์ ระบุว่า สิ่งที่ปรากฏชัดในวันนี้คือมีการแก้ไขคะแนนสอบเกิดขึ้นจริง และส่งผลให้ผู้เข้าสอบจำนวนมากสูญเสียโอกาสในการได้รับการบรรจุ หากมีการประกาศผลสอบใหม่ในสัปดาห์หน้า ผู้ที่เสียสิทธิกว่า 5,900 คนอาจได้รับสิทธิตามคะแนนที่แท้จริงกลับคืนมา

 

พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งอุดช่องโหว่ของกฎหมายและระบบการสอบ เพราะหากผู้กระทำผิดไม่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง ก็อาจทำให้เกิดการกระทำในลักษณะเดียวกันซ้ำอีกในการสอบครั้งต่อไป

 

แฟลชไดรฟ์ ‘ลับสุดยอด’ ไร้รหัสผ่าน

 

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก คือระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสอบ แม้ในเอกสารขอบเขตของงาน (TOR) จะกำหนดให้ข้อมูลในแฟลชไดรฟ์เป็น ‘ความลับสุดยอด’ แต่จากการตรวจสอบกลับพบว่าไม่มีการเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) แต่อย่างใด

 

แฟลชไดรฟ์ต้นฉบับถูกเก็บไว้ภายในตู้นิรภัยในห้องทำงานอธิบดี สถ. โดยมีผู้ถือกุญแจตามที่กำหนดไว้ แต่จากการตรวจสอบพบว่ามีการเปิดไฟล์ข้อมูลถึง 115 ครั้ง ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล เพื่อระบุว่าแต่ละครั้งเปิดจากคอมพิวเตอร์เครื่องใด และเป็นการดำเนินการของบุคคลใด

 

นอกจากนี้ ยังพบว่าคอมพิวเตอร์ที่ใช้ติดต่อประสานงานกับ มศว และใช้ประมวลผลคะแนนก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กสถ. เป็นเครื่องของผู้อำนวยการกลุ่มงานสรรหาและเลือกสรรบุคคลส่วนท้องถิ่น โดย สถ. ชี้แจงว่า ไฟล์ดังกล่าวเป็นคนละชุดกับแฟลชไดรฟ์ที่เก็บไว้ในตู้นิรภัย และจัดทำขึ้นเพื่อใช้ตรวจสอบข้อมูลระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ยังต้องตรวจสอบต่อว่าข้อมูลที่ใช้ประกาศผลถูกเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนใด

 

สถ. ชี้ช่องโหว่อาจอยู่ที่ผู้รับจ้าง ขณะ มศว ปฏิเสธ

 

ระหว่างการหารือ ตัวแทนกรรมาธิการฯ ได้สอบถามว่า สถ. เคยวิเคราะห์หรือไม่ว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นจากจุดใด

 

เจ้าหน้าที่ สถ. ชี้แจงว่า จากการประเมินเบื้องต้น อนุมานได้ว่าช่องโหว่ที่ทำให้ปัญหาบานปลายอาจอยู่ที่ฝั่งผู้รับจ้างจัดสอบ อย่างไรก็ตาม ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อเท็จจริง จึงยังไม่สามารถสรุปความรับผิดชอบได้

 

ทั้งนี้ เพื่อรักษาสิทธิของทางราชการ สถ. จึงชะลอการจ่ายค่าจ้างงวดสุดท้ายให้ มศว จำนวน 32 ล้านบาท จากวงเงินสัญญารวม 143 ล้านบาท พร้อมหารือกรมบัญชีกลางถึงแนวทางบอกเลิกสัญญา การขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงาน และการเรียกค่าเสียหาย หากผลสอบสวนพบความผิด

 

อย่างไรก็ตาม มศว ได้ออกมายืนยันก่อนหน้านี้ว่า ข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากฝั่งมหาวิทยาลัย ทำให้ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นข้อพิพาทที่ต้องรอผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

ส่วนกรณีคลิปเสียงเรียกรับเงิน 350,000 บาทต่อคน แลกกับการสอบผ่าน ซึ่งมีบุคคลชื่อ ส้ม และ กิต ถูกกล่าวถึงนั้น สถ. ระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น บุคคลดังกล่าวไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของกรม แต่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับบริษัทเอกชน และอยู่ระหว่างการขยายผลทางคดี

 

บททดสอบความเชื่อมั่นของระบบราชการ

 

สรอรรถ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า วันนี้ สถ. และ กสถ. กลายเป็นจำเลยของสังคม ที่ต้องเร่งอธิบายข้อเท็จจริงทั้งหมดให้ประชาชนได้รับทราบอย่างตรงไปตรงมา พร้อมยอมรับข้อบกพร่องของระบบ หากพบว่ามาตรการใดไม่รัดกุมก็ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลสอบ

 

สรอรรถ ยังสะท้อนว่า กระแสสังคมที่ตั้งคำถามว่า “สอบไปก็ไม่ต้องอ่านหนังสือ แค่หาทางแก้คำตอบก็พอ” เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าความเชื่อมั่นต่อระบบราชการกำลังถูกสั่นคลอนอย่างหนัก และยิ่งทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา

 

หลังเสร็จสิ้นการหารือ รองอธิบดี สถ. ได้นำคณะกรรมาธิการฯ ตรวจสอบตู้นิรภัยภายในห้องอธิบดี ซึ่งเดิมใช้เก็บแฟลชไดรฟ์ต้นฉบับ แต่ปัจจุบันได้ส่งมอบให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้ว พร้อมยอมรับว่าหลังจากนี้จำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลใหม่ทั้งหมด จากนั้นคณะได้เข้าตรวจสอบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ประมวลผลคะแนนและติดต่อประสานงานกับ มศว เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการขยายผลการสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

The post กมธ. ป.ป.ช. เปิดช่องโหว่โกงสอบท้องถิ่น แฟลชไดรฟ์ ‘ลับสุดยอด’ ไร้รหัสผ่าน ก่อน กสถ. ชี้ขาด 5,925 ราย 5 ส.ค.นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตามินอ่องหล่าย เตรียมเยือนไทย พบอนุทิน คุยอะไรบ้าง? https://thestandard.co/min-aung-hlaing-thailand-visit-2/ Fri, 31 Jul 2026 13:53:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1236996 ภาพพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา จะเดินทา […]

The post จับตามินอ่องหล่าย เตรียมเยือนไทย พบอนุทิน คุยอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้ โดยถือเป็นการเยือนไทยครั้งแรก นับตั้งแต่มินอ่องหล่าย ลงจากตำแหน่งผู้นำรัฐบาลทหาร และก้าวขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนเมื่อเดือนเมษายน ภายหลังชนะการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยกองทัพเมียนมาซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านอย่างกว้างขวาง

 

 

การเยือนครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของไทย ในการแสดงบทบาทผลักดันการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลใหม่ของเมียนมากับอาเซียนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปอย่างไม่ง่ายนัก เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งภายในของเมียนมาที่ยังรุนแรง และท่าทีของรัฐบาลเมียนมาที่ไม่ยอมรับแนวทางฉันทามติ 5 ข้อ ของอาเซียน

 

ขณะที่การพบกันระหว่างมินอ่องหล่าย กับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถูกจับตามองในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงระหว่างไทยและเมียนมา ทั้งความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน และปัญหาข้ามพรมแดน อย่างสารพิษในแม่น้ำกก หมอกควันพิษ หรือปัญหาความมั่นคง อย่างยาเสพติด และสแกมเมอร์

 

คำถามสำคัญ คือผู้นำทั้งสองประเทศ มีเป้าหมายและความคาดหวังอย่างจริงจังเช่นไรในประเด็นเหล่านี้ และอะไรคือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการเยือนไทยของมินอ่องหล่ายในครั้งนี้

 

ทำไมมินอ่องหล่าย เลือกเยือนไทยช่วงนี้?

 

รศ.ดร. ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกรรมการบริหารประจำสมาคมไทย-พม่า เพื่อมิตรภาพ กระทรวงการต่างประเทศ ให้ความเห็นถึงการที่มินอ่องหล่าย เลือกเดินทางมาเยือนไทย เนื่องจากเป็นผลพวงจากนโยบายการต่างประเทศของไทย ที่เรียกว่า ‘Calibrated Re-Engagement’ หรือ ‘แนวทางการมีปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป’ ระหว่างอาเซียนกับรัฐบาลใหม่ของเมียนมา ซึ่งไทยพยายามชูบทบาทในการผลักดัน

 

นโยบายนี้มีการแถลงโดยสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านั้น ทั้งสีหศักดิ์ และประธานที่ปรึกษา คือปานปรีย์ พหิธานุกร ต่างก็มีการไปเยือนกรุงเนปิดอว์ และได้พบปะพูดคุยกับมินอองหล่าย

 

“สารัตถะจริงๆ ของนโยบายนี้ คือไทยเองพร้อมจะเป็นสะพานเชื่อมให้เมียนมาเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ในวงประชุมการทูตระดับสูงเชิงลึกในอาเซียนมากขึ้น แต่ว่าไทยเองก็พร้อมที่จะประสานให้มีการกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น ถ้ารัฐบาลเมียนมาตอบสนองข้อเรียกร้องของอาเซียนและมีความคืบหน้า อาเซียนก็จะยินดีต้อนรับรัฐบาลใหม่ของเมียนมาที่นำโดยมินอองหล่าย ให้มาอยู่ในวงพูดคุยของอาเซียนมากขึ้น”

 

รศ.ดร. ดุลยภาค ชี้ว่า การที่มินอองหล่ายถูกดึงเข้ามาอยู่ในวงพูดคุยของอาเซียนแบบค่อยเป็นค่อยไปมากขึ้น และการที่ไทยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเมียนมากับอาเซียน บวกกับกิจกรรมทางการทูตของสีหศักดิ์และปานปรีย์ ถือเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนัก ทำให้เกิดการกระตุ้นให้มินอองหล่าย ตัดสินใจมาเยือนประเทศไทย

 

เขามองว่า ทางมินอ่องหล่าย ก็มีเหตุผลของตนเองในการเลือกเดินทางมาเยือนไทย หลักๆ คือการที่เขาเพิ่งได้รับเลือกให้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของรัฐบาลพลเรือนได้ไม่นาน

 

นอกจากนี้ แม้ว่ามินอองหล่ายจะให้ความสำคัญกับอินเดีย รัสเซีย และจีนอย่างมาก เนื่องจากเป็น 3 มหาอำนาจหลักที่มีบทบาทต่อยุทธศาสตร์การต่างประเทศของเมียนมา แต่เขาก็ให้ความสำคัญต่ออาเซียนมากพอสมควร ดังนั้นเขาจึงเลือกเดินทางไปเยือน สปป.ลาวก่อนเป็นประเทศแรก เพราะมีการคุยกันเรื่องความร่วมมือด้านเขื่อนพลังน้ำในแม่น้ำโขงระหว่างรัฐฉานกับพื้นที่ลาวทางตอนเหนือ ก่อนที่จะเลือกมาเยือนไทยเป็นประเทศที่สอง เนื่องจากเป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และไทยมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกด้านการพูดคุยระหว่างกองกำลังชาติพันธุ์ที่อยู่ตามชายแดนกับรัฐบาลเมียนมา

 

ไทยขอเมียนมาลดความรุนแรงแนวชายแดน

 

เรื่องความขัดแย้งภายในเมียนมา ระหว่างกองทัพกับฝ่ายต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ยังไม่สงบ และบ่อยครั้งที่เกิดการสู้รบซึ่งส่งผลกระทบลุกลามมาถึงฝั่งไทย จะถูกหยิบยกขึ้นหารือกับผู้นำเมียนมาในระหว่างการมาเยือนไทยครั้งนี้เช่นกัน

 

โดยสีหศักดิ์ กล่าวว่า ในการหารือกับมินอ่องหล่าย แน่นอนว่าฝ่ายไทยก็ต้องพูดถึงเรื่องชายแดน ส่วนเรื่องภายในของเมียนมานั้น ไทยก็อยากให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน แต่จะอำนวยความสะดวกได้เฉพาะในส่วนที่อยู่ฝั่งไทย โดยหากเป็นไปได้ ก็จะขอให้รัฐบาลเมียนมาลดเรื่องความรุนแรงตามแนวชายแดน เพร่าะไม่อยากให้มีผลกระทบต่อพลเรือน ผู้หญิง เด็ก

 

ขณะที่สิ่งสำคัญคือ ไทยอยากให้เมียนมามีกระบวนการพูดคุย เพื่อสร้างความปรองดองและหาทางอยู่ด้วยกัน

 

“เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เขาเป็นเพื่อนบ้าน มีชายแดนที่ติดกันยาวมาก และเมื่อมีปัญหาชายแดนต้องพูดคุยกัน ในส่วนการพูดคุยเขาก็เพิ่งมีการเลือกตั้งกันไป จะไปขอให้มีการเลือกตั้งใหม่คงไม่ได้ แต่เราขอให้เขาเดินหน้ากระบวนการพูดคุยปรองดอง เพื่อให้เกิดสันติภาพที่แท้จริง”

 

“เมียนมาควรจะพูดคุยกับชนกลุ่มน้อย และสามารถยืนยันกับประชาคมโลกได้ว่า อองซานซูจี จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ก็เป็นสิ่งที่ไทยอยากจะขอเหมือนกัน เราแสดงการคาดหวังถึงการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ และกระบวนการพูดคุย” สีหศักดิ์ กล่าว

 

ที่ผ่านมา อาเซียนพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมายอมรับและดำเนินการตามแนวทาง ‘ฉันทามติ 5 ข้อ’ เพื่อยุติความขัดแย้ง แต่เมียนมายังคงปฏิเสธที่จะยอมรับแนวทางดังกล่าว

 

โดยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม รัฐสภาเมียนมา ได้ลงมติอย่างเป็นทางการ ปฏิเสธไม่ยอมรับฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน โดยชี้ว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางการเมือง

 

ขณะที่ รศ.ดร. ดุลยภาค ให้ความเห็นว่า ในระหว่างการเยือนไทยของมินอ่องหล่าย น่าจะไม่มีการแสดงท่าทีใดๆ ที่เป็นไปในลักษณะของการ ‘ตอบรับ’ ว่าจะดำเนินการตามแนวทางใดๆ ของฉันทามติ 5 ข้อ เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งภายใน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหว และเมียนมาไม่อยากให้มีฝ่ายใด แม้แต่อาเซียนเข้ามาแทรกแซง

 

ฝ่ายต่อต้านไม่พอใจมินอ่องหล่ายเยือนไทย

 

รศ.ดร. ดุลยภาค เปิดเผยว่า ท่าทีของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือรัฐบาลเงาของเมียนมา นั้นมีความไม่พอใจต่อการเยือนไทยของมินอ่องหล่าย ซึ่งดูเหมือนเป็นการยอมรับตำแหน่งประธานาธิบดีของมินอ่องหล่าย ที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งเต็มไปด้วยเสียงคัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความโปร่งใสและยุติธรรม

 

ขณะที่กองกำลังชาติพันธ์ติดอาวุธในเมียนมาเองก็รับไม่ได้ที่มินอองหล่าย เริ่มกลับมามีบทบาทและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร. ดุลยภาค ชี้ว่า รัฐบาล NUG กับกองกำลังชาติพันธุ์ ก็ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากยังไม่สามารถจะเอาชนะกองทัพเมียนมาได้ ในขณะที่กองทัพเมียนมาก็ยังไม่สามารถเอาชนะฝ่ายต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์ได้ ดังนั้น แพลตฟอร์มหรือช่องทางในการเปิดการเจรจาสันติภาพ จึงเป็นข้อเรียกร้องของทั้งฝ่ายมินอองหล่าย กับฝ่ายต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์ด้วยเช่นกัน

 

“กลุ่มเหล่านี้ถึงแม้จะไม่พอใจมินอองหล่าย แต่ก็ไม่ปฏิเสธเรื่องการเจรจาสันติภาพ” รศ.ดร. ดุลยภาค กล่าว และชี้ถึงการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา และหลังจากนั้นก็มีการจัดประชุมที่พัทยา ระหว่างเทเรซา พี. ผู้แทนพิเศษด้านเมียนมาของประธานอาเซียน กับผู้แทนรัฐบาล NUG และผู้แทนกองกำลังชาติพันธ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “จริงๆ แล้ว กลุ่มชาติพันธุ์กับรัฐบาล NUG ก็ไม่ปฏิเสธการเจรจากับมินอองหล่าย”

 

เตรียมตั้งคณะทำงานไทย-เมียนมา แก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำ

 

ประเด็นปัญหาสารพิษที่เกิดจากการทำเหมืองโดยไร้การควบคุมในเมียนมา ซึ่งปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายอื่นๆ ของไทย และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตของคนไทยที่อาศัยริมแม่น้ำ เป็นหนึ่งในประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นหารือในระหว่างการพบกันของอนุทินและมินอ่องหล่ายเช่นกัน

 

โดย อนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ยิ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทั้งสองประเทศต้องหารือร่วมกัน เพราะไทยและเมียนมานั้นเป็นประเทศเพื่อนบ้าน จึงต้องมีความสัมพันธ์ที่ดี สนับสนุนและเกื้อกูลกัน โดยหากประเทศหนึ่งได้รับผลกระทบจากการกระทำหรือผลพวงที่เกิดขึ้นจากอีกประเทศหนึ่ง ก็ต้องร่วมกันหาแนวทางแก้ไข

 

ขณะที่ สีหศักดิ์ เผยว่า ในการเจรจากับผู้นำเมียนมาเรื่องการแก้ไขปัญหาสารพิษในแม่น้ำนั้น ฝ่ายไทยและเมียนมาจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำ ไม่ให้เกิดมลภาวะและมลพิษในน้ำ

 

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร. ดุลยภาค ให้ความเห็นว่าปัญหาสารพิษปนเปื้อนที่เกิดขึ้นจากเหมืองในต้นแม่น้ำกกซึ่งอยู่ในรัฐฉานของเมียนมา ถือเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน และมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น บทบาทของจีน บทบาทของกลุ่มว้าแดง หรือการเมืองในพลวัตของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น กะเหรี่ยงซึ่งยังแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม

 

โดยรศ.ดร. ดุลยภาค ชี้ว่าหลักๆ แล้วการเยือนของมินอ่องหล่ายครั้งนี้ อาจจะได้ภาพที่ชัดเจนขึ้น เรื่องการที่ประเทศไทยเป็นสะพานเชื่อมอาเซียน ตอบสนองนโยบายการมีปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไประหว่างอาเซียนกับรัฐบาลใหม่ของเมียนมา

 

แต่สำหรับเนื้อหาในการแก้ปัญหาข้ามพรมแดนต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของสิ่งแวดล้อมนั้น หัวใจสำคัญจะต้องอยู่ที่การตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน และคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน ซึ่งยังมีอะไรที่จะต้องปรับแก้และปรับปรุงอีกมาก ในด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาของเมียนมาและประเทศที่เกี่ยวข้อง

 

ฟอรัมธุรกิจ-ดึงนักลงทุน วาระสำคัญมินอ่องหล่ายเยือนไทย

 

อีกกำหนดการสำคัญที่มีรายงานว่าจะเกิดขึ้นระหว่างการเยือนไทยของมินอ่องหล่าย คือการจัดฟอรัมภาคธุรกิจ (Business Forum) ระหว่างไทยและเมียนมา ซึ่งเป็นฟอรัมพิเศษที่จะจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเชื้อเชิญภาคธุรกิจของไทยเข้าไปลงทุนในเมียนมา

 

รศ.ดร. ดุลยภาค ชี้ว่างานนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกำหนดการสำคัญลำดับต้นๆ สำหรับมินอ่องหล่ายในการเยือนไทย

 

โดยมินอ่องหล่าย จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ร่วมกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน เพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจและการลงทุน หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็นการแสดงให้นักลงทุนไทยเห็นถึงศักยภาพของเมียนมา โดยคาดว่ามินอองหล่าย อาจจะมีการพูดคุยในแบบส่วนตัวกับภาคธุรกิจของไทยด้วย

 

“ในการเยือนครั้งนี้ เชื่อว่าเป็นเรื่องของการที่มินอองหล่ายจะมาเสนอไอเดียในการเชื้อเชิญภาคธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในเมียนมา ซึ่งมันยังมีบาง Segment ในภาคธุรกิจ ที่การเข้ามาของนักธุรกิจไทยน่าจะเป็นการเติมเต็มเศรษฐกิจของเมียนมา ที่ได้รับความบอบช้ำจากผลกระทบของการสู้รบและสงครามกลางเมือง” รศ.ดร. ดุลยภาค กล่าว

 

ด้านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ให้สัมภาษณ์ในวันนี้ (31 กรกฎาคม) ว่า การเยือนของมิน อ่อง หล่าย ครั้งนี้ มีกำหนดการสำคัญ นอกจากการหารือแบบทวิภาคี ยังมีการหารือแบบ Four-Eyes หรือการพูดคุยเป็นการส่วนตัวระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่าย รวมถึงพบกับสภาธุรกิจไทย-เมียนมา

 

ขณะที่ เขาย้ำความสำคัญของวาระความร่วมมือด้านเศรษฐกิจว่า ทุกครั้งที่มีแขกบ้านแขกเมืองเดินทางมาเยือน หรือเมื่อผู้นำของไทยเดินทางไปเยือนต่างประเทศ จะต้องมีกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และภาคเอกชนร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือร่วมกัน ซึ่งไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการสร้างความสัมพันธ์ รวมถึงการจับคู่ทางธุรกิจด้วย

 

 

The post จับตามินอ่องหล่าย เตรียมเยือนไทย พบอนุทิน คุยอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดไทม์ไลน์ ‘เนาวรัตน์พัฒนาการ’ คว้าอุโมงค์หนองบอนเมกะโปรเจกต์ เช็กบิล 3 งาน กทม. หมื่นล้านที่ล่าช้ากว่าแผน https://thestandard.co/nwr-nongbon-tunnel-rehabilitation-bma/ Thu, 30 Jul 2026 09:49:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1236551 ภาพกราฟิกอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ มีชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยืนอยู่ตรงกลาง

โปรเจกต์แก้ปัญหาน้ำท่วมหมื่นล้านกำลังเผชิญกับคำถามตัวโต […]

The post เปิดไทม์ไลน์ ‘เนาวรัตน์พัฒนาการ’ คว้าอุโมงค์หนองบอนเมกะโปรเจกต์ เช็กบิล 3 งาน กทม. หมื่นล้านที่ล่าช้ากว่าแผน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ มีชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยืนอยู่ตรงกลาง

โปรเจกต์แก้ปัญหาน้ำท่วมหมื่นล้านกำลังเผชิญกับคำถามตัวโต เมื่อเนาวรัตน์พัฒนาการ (NWR) แกนนำกิจการร่วมค้าที่เสนอราคาต่ำสุดในโครงการอุโมงค์หนองบอน กลับเป็นบริษัทเดียวกับที่ยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางก่อนหน้าวันยื่นซองประมูลเพียง 24 วัน

 

 

THE STANDARD เปิดไทม์ไลน์ดีลสะท้านกรุง พร้อมสแกนสถานะ 3 เมกะโปรเจกต์เดิมในมือที่ล่าช้ากว่าแผนไปไกล ท่ามกลางการจับตาคำตัดสินของศาล 17 สิงหาคมนี้ ที่อาจชี้ชะตาอนาคตทางด่วนน้ำ กทม.

 

โครงการประกวดราคาจ้างก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ กำลังกลายเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ถูกสังคมจับตามองอย่างใกล้ชิดและตั้งคำถามตัวโตๆ ถึงคุณสมบัติและสถานะทางการเงินของผู้ชนะการประมูล

 

เมื่อ กิจการร่วมค้า NC-NB ซึ่งมี บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR เป็นแกนหลักร่วมกับบริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดด้วยวงเงิน 9,518 ล้านบาท จากราคากลาง 9,561 ล้านบาท ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า คณะกรรมการของ NWR ได้มีมติยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางจากปัญหาขาดสภาพคล่องและมีหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งเกิดขึ้นก่อนหน้าวันยื่นเสนอราคาโครงการอุโมงค์ส่งน้ำฯ

 

ไทม์ไลน์ยื่นฟื้นฟูกิจการก่อนวันประมูล 24 วัน

 

การดำเนินการโครงการนี้ มีจุดตัดของช่วงเวลาที่น่าสนใจ ดังนี้

 

  • 28 เมษายน 2569: ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงนามเห็นชอบให้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
  • 12-19 พฤษภาคม 2569: เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างเอกสารประกวดราคา
  • 20 พฤษภาคม 2569: กทม. ออกประกาศเชิญชวนอย่างเป็นทางการ
  • 29 พฤษภาคม 2569 จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อคณะกรรมการ NWR มีมติและยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง โดยทางบริษัทได้ชี้แจงว่ามีข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง มีหนี้จำนวนมาก และไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
  • 22 มิถุนายน 2569: วันกำหนดเปิดยื่นเสนอราคาโครงการ กลุ่มกิจการร่วมค้า NC-NB เสนอราคาที่ประมาณ 9,518 ล้านบาท และ กทม. ได้เลือกข้อเสนอดังกล่าว โดยมีเงื่อนไขหรือขั้นตอนการต่อรองราคา

 

การยื่นราคาในครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง ส.ก. ในวันที่ 28 มิถุนายน เพียงประมาณ 6 วัน และที่สำคัญคือ เกิดขึ้นหลังจากที่ NWR ยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลไปแล้วประมาณ 24 วัน

 

เปิดพอร์ตรับงาน กทม. กว่า 11,000 ล้านบาท กับสถานะ ‘ล่าช้ากว่าแผน’

 

นอกจากโครงการอุโมงค์หนองบอนส่วนต่อขยายแล้ว จากการตรวจสอบข้อมูลโครงการก่อสร้างที่ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ได้รับงานจากสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร พบว่ามีมูลค่ารวมกันสูงกว่า 11,000 ล้านบาท

 

  • โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองเปรมประชากรจากคลองบางบัวลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

 

ผู้ดำเนินการ: กิจการร่วมค้า ไอทีดี-เอ็นดับเบิ้ลยูอาร์ (อิตาเลียนไทย และ เนาวรัตน์พัฒนาการ)

 

มูลค่างาน: 8,233,300,000 บาท

 

กรอบเวลา: เริ่มต้นสัญญา 9 กันยายน 2564 สิ้นสุดสัญญา 31 สิงหาคม 2569

 

สถานะปัจจุบัน: ผลงาน 30.17% จากตามแผนงาน 58.65% (ล่าช้ากว่าแผนงาน 28.48%)

 

  • โครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำคลองทวีวัฒนาบริเวณคอขวด

 

ผู้ดำเนินการ: บริษัท เนาวรัตนพัฒนาการ จำกัด (มหาชน)

 

มูลค่างาน: 2,219,200,000 บาท

 

กรอบเวลา: เริ่มต้นสัญญา 8 ธันวาคม 2564 สิ้นสุดสัญญา 13 กุมภาพันธ์ 2569

 

สถานะปัจจุบัน: ผลงาน 64.03% (ล่าช้ากว่าแผน 35.97%)

 

  • โครงการก่อสร้างปรับปรุงระบบรวมรวบน้ำเสียโรงควบคุมคุณภาพน้ำดินแดง

 

ผู้ดำเนินการ: บริษัท เนาวรัตนพัฒนาการ จำกัด (มหาชน)

 

มูลค่างาน: 577,680,000 บาท

 

กรอบเวลา: เริ่มต้นสัญญา 31 สิงหาคม 2567 / สิ้นสุดสัญญา 20 สิงหาคม 2569

 

สถานะปัจจุบัน: ผลงาน 26.00% (ล่าช้ากว่าแผนถึง 74.00%)

 

สำหรับความคืบหน้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) โดย กรรมการผู้จัดการ ได้ออกหนังสือชี้แจงเพื่อรายงานความคืบหน้าต่อเจ้าหนี้ นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อความโปร่งใสตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483

 

หนังสือรายงานระบุลำดับเหตุการณ์สำคัญว่า หลังจากบริษัทประเมินว่าเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและได้ยื่นคำร้องต่อศาลในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ต่อมาในวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งผลจากคำสั่งนี้ส่งผลให้บริษัทเข้าสู่สภาวะพักการชำระหนี้ หรือที่เรียกว่า Automatic Stay (ตามมาตรา 90/12) ในทันทีนับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 โดยการบังคับคดีและการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องหนี้สินบางประการต่อบริษัทจะถูกระงับไว้เป็นการชั่วคราว

 

สถานะปัจจุบัน NWR กำลังรอศาลไต่สวนคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ (ตามมาตรา 90/10) โดยศาลล้มละลายกลางได้กำหนดวันนัดไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เพื่อพิจารณาชี้ขาดว่าศาลจะมีคำสั่งให้บริษัทเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการอย่างเป็นทางการหรือไม่ (ทั้งนี้กำหนดการอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับคำสั่งศาล)

 

ทางบริษัทยังได้แนะแนวทางการรักษาสิทธิสำหรับเจ้าหนี้ไว้ 2 แนวทาง คือ 1. หากไม่มีข้อคัดค้าน สามารถรอติดตามคำสั่งศาลหลังวันนัดไต่สวนและดำเนินการตามกฎหมาย 2. หากมีข้อคัดค้าน ต้องยื่นคำคัดค้านต่อศาลก่อนวันนัดไต่สวนไม่น้อยกว่า 3 วัน พร้อมแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย

 

ในตอนท้ายของหนังสือชี้แจง กรรมการผู้จัดการ NWR ยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะติดตามกระบวนการนี้อย่างใกล้ชิด และให้คำมั่นว่าจะเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน โปร่งใส ตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ผ่านช่องทางหลัก ทั้งระบบของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET), ระบบของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) และเว็บไซต์หลักของบริษัทเองต่อไป

 

อ้างอิงข้อมูลหนังสือชี้แจ้งความคืบหน้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการ : https://www.nawarat.co.th/th/home

ภาพ: เฉพาะชัชชาติไว้ตรงกลาง

The post เปิดไทม์ไลน์ ‘เนาวรัตน์พัฒนาการ’ คว้าอุโมงค์หนองบอนเมกะโปรเจกต์ เช็กบิล 3 งาน กทม. หมื่นล้านที่ล่าช้ากว่าแผน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดแฟ้ม ‘เนาวรัตน์พัฒนาการ’ กวาดงาน กทม. ยุคชัชชาติ 868 ล้าน ก่อนถึงจุดเปลี่ยนเสี่ยงชวดเมกะโปรเจกต์อุโมงค์หนองบอน https://thestandard.co/nwr-bma-chadchart-tunnel-crisis/ Mon, 27 Jul 2026 09:25:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1235630 ภาพประกอบแนวสืบสวน แสดงถึงวิกฤตของบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการกับโครงการก่อสร้างของ กทม.

เมื่อผู้เสนอราคาต่ำสุดในเมกะโปรเจกต์ 9,518 ล้านบาท เผชิ […]

The post เปิดแฟ้ม ‘เนาวรัตน์พัฒนาการ’ กวาดงาน กทม. ยุคชัชชาติ 868 ล้าน ก่อนถึงจุดเปลี่ยนเสี่ยงชวดเมกะโปรเจกต์อุโมงค์หนองบอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแนวสืบสวน แสดงถึงวิกฤตของบริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการกับโครงการก่อสร้างของ กทม.

เมื่อผู้เสนอราคาต่ำสุดในเมกะโปรเจกต์ 9,518 ล้านบาท เผชิญวิกฤตสภาพคล่องขั้นวิกฤต

 

 
 

THE STANDARD ชวนพิจารณางบการเงินย้อนหลัง 5 ปี และประวัติการรับงาน กทม. ของ บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ หลังพบการยื่นฟื้นฟูกิจการก่อนวันประมูลเพียงไม่กี่สัปดาห์ ส่งผลให้ กทม. ต้องสั่งสอบด่วน หวั่นเสี่ยงทิ้งงานและอาจขาดคุณสมบัติผู้ประกอบการชั้นพิเศษ

 

ชวนจับตา กทม. ถอยหรือไปต่อในวันที่บริษัทเผชิญวิกฤตหนี้ล้นสินทรัพย์

 

โครงการประกวดราคาจ้างก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ กำลังกลายเป็นเมกะโปรเจกต์ที่ถูกสังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อ กิจการร่วมค้า NC-NB ซึ่งมี บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR เป็นแกนหลักร่วมกับบริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดด้วยวงเงิน 9,518 ล้านบาท จากราคากลาง 9,561 ล้านบาท

 

สิ่งที่ทำให้โครงการนี้ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและเสถียรภาพในการดำเนินงาน คือประเด็นด้านคุณสมบัติและสถานะทางการเงินของบริษัทผู้ชนะการประมูล เนื่องจากมีรายงานว่า คณะกรรมการของ NWR ได้มีมติยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางไปเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 จากปัญหาขาดสภาพคล่องและมีหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าวันยื่นเสนอราคาโครงการอุโมงค์ส่งน้ำฯ ในวันที่ 22 มิถุนายน 2569

 

สแกนพอร์ตรับงาน กทม. ยุค ‘ชัชชาติ’

 

วันนี้ (27 กรกฎาคม) ทีมข่าว THE STANDARD ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังในระบบข้อมูลการใช้จ่ายของภาครัฐ นับตั้งแต่ห้วงปีงบประมาณ 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวาระแรก พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า

 

กรุงเทพมหานครเคยเป็นคู่สัญญาหรือผู้ว่าจ้าง บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) มาแล้วทั้งสิ้น 4 โครงการขนาดใหญ่ รวมมูลค่างบประมาณกว่า 868.44 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

ปีงบประมาณ 2565 (รวมวงเงิน 122.80 ล้านบาท)

 

โครงการจ้างก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียช่วงจากถนนพิษณุโลกถึงถนนศรีอยุธยา พื้นที่เขตดุสิต

 

  • วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง: วิธีเฉพาะเจาะจง
  • ราคากลาง: 122,800,000.00 บาท
  • ราคาที่ตกลงจ้าง: 122,800,000.00 บาท
  • วันที่เกิดรายการ: 28 กันยายน 2565
  • หน่วยงาน: สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ

 

ปีงบประมาณ 2566 (รวมวงเงิน 167.95 ล้านบาท)

 

โครงการที่จ้างก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียหลักบริเวณถนนพระรามที่ 5 ถนนราชวิถี ถนนสวรรคโลก และถนนศรีอยุธยา พื้นที่เขตดุสิต

 

  • วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง: วิธีเฉพาะเจาะจง
  • ราคากลาง: 98,850,000.00 บาท
  • ราคาที่ตกลงจ้าง: 98,650,000.00 บาท
  • วันที่เกิดรายการ: 29 กันยายน 2566
  • หน่วยงาน: สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ

 

โครงการจ้างก่อสร้างระบบรวบรวมน้ำเสียหลักบริเวณถนนพระรามที่ 5 ถนนราชวิถี ถนนสวรรคโลก และถนนศรีอยุธยา พื้นที่เขตดุสิต (01)

 

  • วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง: วิธีเฉพาะเจาะจง
  • ราคากลาง: 69,430,000.00 บาท
  • ราคาที่ตกลงจ้าง: 69,300,000.00 บาท
  • วันที่เกิดรายการ: 29 กันยายน 2566
  • หน่วยงาน: สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ

 

ปีงบประมาณ 2567 (รวมวงเงิน 577.69 ล้านบาท)

 

โครงการ: ประกวดราคาจ้างก่อสร้างโครงการปรับปรุงระบบรวบรวมน้ำเสียโรงควบคุมคุณภาพน้ำดินแดงที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรถไฟเชื่อมสามสนามบิน

 

  • วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง: วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)
  • ราคากลาง: 657,400,000.00 บาท
  • ราคาที่ตกลงจ้าง: 577,688,000.00 บาท
  • วันที่เกิดรายการ: 30 สิงหาคม 2567
  • หน่วยงาน: สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการระบายน้ำ

 

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลไม่พบการทำโครงการร่วมกันในปีงบประมาณ 2568 และ 2569

 

เปิดข้อมูลนิติบุคคลและสถานะทางการเงิน

 

ตามข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ยังคงมีสถานะนิติบุคคลที่ ยังดำเนินกิจการอยู่ บริษัทจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2538 มีทุนจดทะเบียน 2,585,481,515.00 บาท จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจบริการ ขนาดธุรกิจระดับ L ดำเนินประเภทธุรกิจการก่อสร้างอาคารที่ไม่ใช่ที่พักอาศัย

 

รายชื่อกรรมการ 9 คน ได้แก่ พลพัฒ กรรณสูต, ประเสริฐพันธุ์ พิพัฒนกุล, อภิชาต ธรรมสโรช, สุข สื่อยรรยงศิริ, ธัชไท ถมังรักษ์สัตว์, ผกาทิพย์ โลพันธ์ศรี, มงคล พีรศานติกุล, อาภาธร กรรณสูต และ ศรัณย์ทร ชุติมา

 

ผลประกอบการและงบการเงินที่ส่งย้อนหลัง 5 ปี พบตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านสภาพคล่องและภาระหนี้สินที่เพิ่มสูง ดังนี้

 

  • ปี 2564: มีสินทรัพย์รวม 16,421,602,114.00 บาท ขณะที่มีหนี้สินรวม 13,707,746,188.00 บาท
  • ปี 2565: มีสินทรัพย์รวม 19,055,882,256.00 บาท ขณะที่มีหนี้สินรวม 16,341,111,734.00 บาท
  • ปี 2566: มีสินทรัพย์รวม 17,656,178,831.00 บาท ขณะที่มีหนี้สินรวม 15,718,836,313.00 บาท
  • ปี 2567: มีสินทรัพย์รวม 13,284,892,745.00 บาท ขณะที่หนี้สินรวมพุ่งสูงถึง 15,653,800,512.00 บาท
  • ปี 2568: มีสินทรัพย์รวม 11,702,295,478.00 บาท ขณะที่หนี้สินรวมยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 15,105,597,147.00 บาท

 

ล่าสุดมีรายงานความเคลื่อนไหวจากฝ่ายผู้บริหารกรุงเทพมหานครว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด โดยมีการเรียกเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สังกัดสำนักการระบายน้ำ เข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมถึงรายละเอียดของสัญญาการจ้างงานต่างๆ

 

ความกังวลหลักในขณะนี้คือ สถานะการยื่นฟื้นฟูกิจการอาจทำให้บริษัทมีความเสี่ยงที่จะถูกกรมบัญชีกลางเพิกถอนชื่อออกจากทะเบียนผู้ประกอบการงานก่อสร้างชลประทานชั้นพิเศษ ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น จะทำให้กิจการร่วมค้า NC-NB ขาดคุณสมบัติในการรับงานอุโมงค์ส่งน้ำส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ทันที ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมที่รอคอยความชัดเจนจาก กทม. ในเวลานี้

The post เปิดแฟ้ม ‘เนาวรัตน์พัฒนาการ’ กวาดงาน กทม. ยุคชัชชาติ 868 ล้าน ก่อนถึงจุดเปลี่ยนเสี่ยงชวดเมกะโปรเจกต์อุโมงค์หนองบอน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกิดอะไรขึ้นกับ ‘อุโมงค์หนองบอน’ ทางด่วนน้ำ กทม. ส่อแววสะดุด หลังผู้ชนะประมูลเสี่ยงล้มละลาย https://thestandard.co/bangkok-nong-bon-tunnel-bidder-risk/ Mon, 27 Jul 2026 09:11:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1235622 ภาพประกอบอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ

โครงการยักษ์มูลค่าเฉียดหมื่นล้านที่เปรียบเสมือน ‘ […]

The post เกิดอะไรขึ้นกับ ‘อุโมงค์หนองบอน’ ทางด่วนน้ำ กทม. ส่อแววสะดุด หลังผู้ชนะประมูลเสี่ยงล้มละลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน โครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ

โครงการยักษ์มูลค่าเฉียดหมื่นล้านที่เปรียบเสมือน ‘ทางด่วนน้ำ’ ของชาวกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกกำลังเผชิญทางแยกสำคัญ เมื่อผู้ชนะการประมูลโครงการส่วนต่อขยายกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องจนต้องยื่นฟื้นฟูกิจการ กรุงเทพมหานครจึงต้องเบรกการเซ็นสัญญาเพื่อตรวจสอบความเสี่ยง

 

 
 

THE STANDARD ชวนอ่านที่มาที่ไปของโครงการนี้ และทิศทางหลังจากนี้ว่า กทม. จะแก้เกมอย่างไรเพื่อไม่ให้งบประมาณแผ่นดินสูญเปล่า และคนกรุงต้องทนกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากต่อไป

 

รู้จัก ‘อุโมงค์หนองบอน’ ทางด่วนน้ำสองเฟสแห่งความหวัง

 

ปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานคร เป็นฝันร้ายที่ชาวบ้านในเขตลาดกระบัง สะพานสูง มีนบุรี และประเวศ ต้องเผชิญมาอย่างยาวนาน ด้วยสภาพพื้นที่ซึ่งมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ทำให้การระบายน้ำออกสู่ทะเลเป็นไปอย่างล่าช้า

 

กรุงเทพมหานคร (กทม.) จึงได้ผุดโปรเจกต์ยักษ์อย่างโครงการอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอน ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็นสองส่วนหลัก

 

ส่วนแรกคือโครงการเส้นทางหลัก ซึ่งมีความยาว 9.4 กิโลเมตร ทำหน้าที่ตัดยอดน้ำและดึงน้ำจากพื้นที่บึงหนองบอน คลองเคล็ด คลองบางนา และคลองประเวศบุรีรมย์ ส่งตรงสู่อาคารทิ้งน้ำที่ปากคลองบางอ้อเพื่อระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรง ปัจจุบันโครงสร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่ด้านล่างก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว และอยู่ระหว่างการทดสอบเดินเครื่องระบบสูบน้ำ แม้ว่าก่อนหน้านี้โครงการจะล่าช้ากว่าแผนเดิมเนื่องจากเหตุการณ์อุโมงค์และสะพานข้ามคลองเคล็ดทรุดตัวเมื่อปี 2565 จนต้องเปลี่ยนแนวขุดเจาะเพื่อความปลอดภัยก็ตาม

 

ส่วนที่สองคือโครงการส่วนต่อขยายที่เพิ่งได้รับอนุมัติ ซึ่งเป็นโครงสร้างใต้ดินขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนทางวิศวกรรมสูง อุโมงค์มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.7 เมตร ลึกจากผิวดินประมาณ 30 เมตร และมีความยาวถึง 13.25 กิโลเมตร โดยจะทำหน้าที่รับน้ำส่วนเกินจากคลองประเวศบุรีรมย์ ผ่านอาคารรับน้ำ 3 แห่ง นำมารวมที่สถานีสูบน้ำปลายอุโมงค์บริเวณบึงหนองบอน ซึ่งบึงแห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นแก้มลิงที่รองรับน้ำได้มหาศาลถึง 4 ล้านลูกบาศก์เมตร ก่อนระบายลงสู่อุโมงค์เส้นทางหลัก โครงการนี้มีวงเงินงบประมาณราว 9.5 – 9.8 พันล้านบาท และใช้ระยะเวลาก่อสร้างตามแผนภาพรวม 7 ปี คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2569 ถึง 2575

 

วิกฤตกลางทาง เมื่อผู้ชนะประมูลเผชิญปัญหาสภาพคล่อง

 

จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการส่วนต่อขยายเกิดขึ้นในขั้นตอนการประกวดราคา เมื่อสำนักการระบายน้ำได้ออกประกาศเชิญชวนประกวดราคาด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) โดยมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ระดับประเทศเข้าร่วมแข่งขันถึง 3 ราย ได้แก่ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น, บมจ.ช.การช่าง และ กิจการร่วมค้า NC-NB

 

ผลการประมูลปรากฏว่า กิจการร่วมค้า NC-NB ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR ร่วมกับ บริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุดที่ 9,518 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง 43 ล้านบาท

 

แต่ประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับสังคมและผู้บริหาร กทม. คือการที่ บมจ.เนาวรัตน์พัฒนาการ หนึ่งในบริษัทร่วมค้า ได้ยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง โดยบริษัทได้ออกมายอมรับว่ากำลังมีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องอย่างหนัก มีหนี้สินจำนวนมาก และไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนดเวลา สถานการณ์นี้ส่งผลให้เกิดคำถามตัวโตถึงความโปร่งใสและความพร้อมในการรับงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ

 

เหตุผลที่ กทม. ต้องเหยียบเบรกและตรวจสอบด่วน

 

แม้ว่ากระบวนการ e-bidding จะเสร็จสิ้นและเป็นไปตามระเบียบอย่างถูกต้อง แต่ทาง กทม. ตัดสินใจชะลอการลงนามในสัญญาออกไปก่อน พร้อมทั้งสั่งการให้คณะกรรมการพิจารณาเข้าไปตรวจสอบความเสี่ยงอย่างละเอียด การตัดสินใจครั้งนี้เกิดจากข้อกังวลหลักสามประการ เริ่มจากความสามารถในการดำเนินโครงการ เนื่องจากการก่อสร้างอุโมงค์ลึกระดับนี้ต้องอาศัยสายป่านทางการเงินที่ยาวและมั่นคง กทม. จึงต้องประเมินอย่างรอบคอบว่าบริษัทที่ขาดสภาพคล่องจะสามารถรับผิดชอบงานก่อสร้างที่ต้องทำให้แล้วเสร็จภายใน 1,800 วัน หรือราว 5 ปีตามสัญญาได้หรือไม่

 

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อกระบวนการทางกฎหมาย หากมีการเซ็นสัญญาไปแล้วบริษัทเกิดล้มละลายในภายหลัง ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพรวมของโครงการ และอาจเกิดปัญหาการทิ้งงานตามมา ที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันความเสียหายต่อรัฐ

 

หากผู้บริหาร กทม. ปล่อยผ่านให้เกิดการเซ็นสัญญาโดยไม่ตรวจสอบข้อสงสัยเหล่านี้ให้กระจ่าง และเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต อาจถือว่ามีความผิดฐานทำให้รัฐเสียหายได้

 

ก้าวต่อไปของ กทม. กับทางออกที่ต้องตัดสินใจ

 

ตามประกาศประกวดราคา กทม. มีอำนาจและเงื่อนไขทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน โดยสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับราคาต่ำสุดเสมอไป และสามารถยกเลิกการประกวดราคาครั้งนี้ได้โดยไม่พิจารณาจัดจ้างเลย หากประเมินแล้วว่าการทำสัญญาต่อไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม โดยที่บริษัทผู้ยื่นข้อเสนอจะไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใดๆ จาก กทม. ได้เลย

 

บทสรุปของอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนส่วนต่อขยาย จึงเป็นบททดสอบสำคัญของกรุงเทพมหานคร ในการรักษาสมดุลระหว่างการเร่งเดินหน้าโครงการเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม กับการปกป้องงบประมาณแผ่นดินไม่ให้สูญเปล่าไปกับความเสี่ยงที่มองเห็นอยู่ตรงหน้า

The post เกิดอะไรขึ้นกับ ‘อุโมงค์หนองบอน’ ทางด่วนน้ำ กทม. ส่อแววสะดุด หลังผู้ชนะประมูลเสี่ยงล้มละลาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปต้นจนจบ ประธาน กสทช. จะหลุดจากตำแหน่งจริงหรือไม่ ทำไมจึงเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม https://thestandard.co/nbtc-chairman-sarana-disqualified/ Mon, 27 Jul 2026 09:02:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1235614 ภาพไดคัท ประธาน กสทช. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พร้อมโลโก้ กสทช.

ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหาก […]

The post สรุปต้นจนจบ ประธาน กสทช. จะหลุดจากตำแหน่งจริงหรือไม่ ทำไมจึงเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไดคัท ประธาน กสทช. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พร้อมโลโก้ กสทช.

ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเอกฉันท์ออกคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ให้ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตั้งแต่ต้น ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553

 

 
 

เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงว่ายังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งถือเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐและเป็นลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย

 

คำวินิจฉัยนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานะความเป็นประธาน กสทช. โดยเปิดช่องให้สามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน

 

ภาพไดคัท ประธาน กสทช. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พร้อมโลโก้ กสทช. 1

ศ.คลินิก นพ. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เข้าประชุมบอร์ด กสทช. ตามปกติ หลังมติคณะกรรมการสรรหาฯ ชี้ว่ามีลักษณะต้องห้าม

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ที่มาที่ไปของข้อกล่าวหา

 

1. กรณีดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีให้ตรวจสอบคุณสมบัติของศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจึงได้มีหนังสือลับเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา

 

2. คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ให้ความเห็นตามเรื่องเสร็จที่ 1005-1006/2568 ว่า แม้ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ จะลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 แล้วก็ตาม แต่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินพบข้อเท็จจริงว่ายังคงทำหน้าที่ตรวจรักษาคนไข้และรับค่าตอบแทนรายชั่วโมงจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ซึ่งอาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือเป็นการสละสิทธิการรับแต่งตั้งตามมาตรา 18

 

3. คณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่า เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดเดิมในการตรวจสอบและวินิจฉัยตามมาตรา 15/1

 

4. นายกรัฐมนตรีจึงมีบัญชาให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะหน่วยธุรการของคณะกรรมการสรรหาฯ ดำเนินการนัดประชุม

 

ภาพไดคัท ประธาน กสทช. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พร้อมโลโก้ กสทช. 2

ศ.คลินิก นพ. สรณ กับ ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช.

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

องค์ประกอบใหม่ของคณะกรรมการสรรหา

 

5. ในการประชุมคณะกรรมการสรรหาฯ ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 มีการพิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการชุดเดิม 7 คน โดยพบว่า ณรงค์ รัฐอมฤต พ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. และ สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินไปแล้ว ที่ประชุมจึงมีมติ 4 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยว่าบุคคลทั้งสองไม่มีคุณสมบัติเป็นกรรมการสรรหาฯ ชุดเดิมอีกต่อไป

 

6. ส่วนกรณี เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ที่พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ที่ประชุมมีมติ 3 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยให้ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ เข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหาโดยตำแหน่งแทน ทำให้มีกรรมการสรรหาฯ รวม 5 คน ซึ่งถือว่าไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ประกอบด้วย

 

  • เกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหา
  • นภดล เทพพิทักษ์
  • ยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์
  • วิทัย รัตนากร
  • วิษณุ วรัญญู

 

7. จากนั้นที่ประชุมได้มีมติ 4 ต่อ 1 เสียง ยืนยันว่าคณะกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย มีความเห็นแย้งว่าอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯ สิ้นสุดลงตั้งแต่บุคคลได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว และได้ขอออกจากที่ประชุมในครั้งต่อมาคือวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ทำให้เหลือคณะกรรมการพิจารณา 4 คน

 

8. คณะกรรมการสรรหาฯ อาศัยอำนาจตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ขอข้อมูลและพยานหลักฐานจาก 11 หน่วยงาน ได้แก่

 

  • มหาวิทยาลัยมหิดล
  • กรมสรรพากร
  • สำนักงานประกันสังคม
  • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
  • สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
  • ธนาคารแห่งประเทศไทย
  • โรงพยาบาลรามาธิบดี
  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  • สำนักงาน กสทช.

 

รวมทั้งได้เชิญอดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดจนรับฟังข้อมูลจากอดีตประธานคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (ชุดที่ 12) และคณะ และอดีตกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน กสทช. และคณะ

 

ยอมรับสถานะ ‘แพทย์ค่าตอบแทน’

 

9. คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ส่งหนังสือเชิญศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ เข้าร่วมประชุมเพื่อให้โอกาสชี้แจงข้อเท็จจริงตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แต่ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมและไม่ให้เข้าพบ โดยได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดคัดค้านมติรวมหลายฉบับ เช่น

 

  • โต้แย้งว่าคณะกรรมการสรรหาฯ หมดหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว
  • โต้แย้งการเข้าร่วมประชุมของ วิทัย รัตนากร
  • กล่าวอ้างสภาพความไม่เป็นกลางของคณะกรรมการสรรหาฯ ตามมาตรา 13 (1) แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539

 

10. คณะกรรมการสรรหาฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าการกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เข้าเกณฑ์สภาพความไม่เป็นกลางตามกฎหมาย

 

11. อย่างไรก็ตาม ในหนังสือชี้แจงด่วนที่สุดลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ได้ยอมรับข้อเท็จจริงว่าในช่วงวันที่ 8 มกราคม ถึง 12 เมษายน 2565 ตนเองมีสถานะเป็น ‘แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง’ แต่แย้งว่าเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระ มิใช่พนักงานมหาวิทยาลัย รวมทั้งระบุว่าไม่ได้รับค่าตอบแทนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป

 

ภาพไดคัท ประธาน กสทช. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พร้อมโลโก้ กสทช. 3

พนักงานของ กสทช. นำดอกไม้มามอบเป็นกำลังใจให้ประธาน กสทช.

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

มติเอกฉันท์วินิจฉัย 3 ประเด็นหลัก

 

12. ในการประชุมครั้งที่ 5/2569 วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสรรหาฯ ได้พิจารณาวินิจฉัย 3 ประเด็นหลัก

 

  • เรื่องการปฏิบัติหน้าที่แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม ถึง 12 เมษายน 2565 คณะกรรมการสรรหาฯ พิจารณาจากเอกสารของมหาวิทยาลัยมหิดลและหนังสือชี้แจงของศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ที่ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงมีมติเอกฉันท์ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาดังกล่าวจริง
  • สำหรับประเด็นที่สองเรื่องการทำหน้าที่ดังกล่าวถือเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานรัฐอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) หรือไม่ คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมีฐานะเป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐตาม พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2550 และตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยว่าด้วยการบริหารงานบุคคลลูกจ้างเงินรายได้ พ.ศ. 2561 นิยามคำว่าลูกจ้างชั่วคราวครอบคลุมถึงผู้ที่รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง การที่ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ยังคงตรวจรักษาคนไข้และรับค่าตอบแทน ย่อมอยู่ภายใต้การมอบหมายงานและควบคุมดูแลของมหาวิทยาลัย ซึ่งกฎหมายมีความมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองความเป็นอิสระของ กสทช. ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำและป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ดังนั้น แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมงจึงอยู่ในความหมายของคำว่าลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ โดยมีกรรมการสรรหา 2 รายระบุความเห็นเพิ่มเติมอย่างชัดเจนว่าสถานะนี้เป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2)
  • ประเด็นที่สามเรื่องการกระทำดังกล่าวถือเป็นการสละสิทธิการรับตำแหน่งตั้งแต่ต้นหรือไม่ คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติเอกฉันท์ว่า มาตรา 18 กำหนดให้ผู้ผ่านการเห็นชอบจากวุฒิสภาต้องแสดงหลักฐานการลาออกจากลักษณะต้องห้ามภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด (ซึ่งในกรณีนี้คือกำหนดไว้ภายในวันที่ 11 มกราคม 2565) แม้จะมีการยื่นหลักฐานบางส่วนต่อประธานวุฒิสภาในวันที่ 10 มกราคม 2565 แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่ายังคงมีสถานะเป็นลูกจ้างของรัฐจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 ถือเป็นการกระทำอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) การไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนดจึงถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมายอย่างเด็ดขาด

 

13. คณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีคำวินิจฉัยชี้ขาดอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยคำวินิจฉัยนี้ถือเป็นที่สุดตามมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ

 

14. ทั้งนี้ หากศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยฉบับนี้ สามารถทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลปกครองได้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542

 

ภาพไดคัท ประธาน กสทช. สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พร้อมโลโก้ กสทช. 4

กรรมการ กสทช. 3 คน ที่ไม่เข้าร่วมประชุม เป็นเหตุให้องค์ประชุมล่ม (ซ้ายไปขวา) พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศุภัช ศุภัชลาศัย และ ศ.กิตติคุณ ดร. พิรงรอง รามสูต

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

 

ที่ประชุมบอร์ดล่ม และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา

 

15. ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณได้ถ่ายคลิปตนเองชี้แจงในประเด็นนี้ ในคลิประบุว่า สาเหตุที่ถูกวินิจฉัยเช่นนนั้นเพราะในช่วงระหว่างรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ตนเองยังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแพทย์ของผู้ป่วยที่นัดหมายไว้ล่วงหน้า และมีอาการต้องดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เป็นมาตรฐานวิชาชีพที่ไม่สามารถทอดทิ้งผู้ป่วยได้

 

16. ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณยืนยันว่า ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของรัฐตั้งแต่ 8 มกราคม 2565 และหลังจากนั้นประกอบวิชาชีพแพทย์ในฐานะอิสระ

 

17. กระทั่งวันที่ 27 กรกฎาคม ก่อนการประชุมบอร์ด กสทช. ครั้งที่ 22/2569 มีระเบียบวาระการประชุมจำนวน 6 วาระ โดยบอร์ด กสทช. ได้เข้าร่วมประชุมครบทั้ง 7 คน

 

18. ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมตามปกติ โดยมีเจ้าหน้าที่ กสทช. จำนวนมาก ร่วมกันนำดอกไม้ พวงมาลัย มามอบให้เพื่อเป็นกำลังใจ

 

19. ต่อมาเมื่อเวลา 09.40 น. กรรมการ กสทช. ได้หารือถึงผลกระทบทางกฎหมายจากกรณีดังกล่าว ก่อนที่กรรมการ 3 คน ได้แก่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต, พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ รศ.ดร. ศุภัช ศุภชลาศัย จะขอไม่เข้าร่วมการประชุม ส่งผลให้องค์ประชุมไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด ไม่สามารถดำเนินการประชุมได้

 

20. ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง ชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่ การวอล์กเอาต์ เนื่องจากกรรมการทั้ง 3 คนได้ยื่นใบลาประชุมไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มการประชุมแล้ว

 

21. จากนั้น ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณได้แถลงชี้แจงต่อสื่อมวลชน ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการสรรหาฯ และจะใช้สิทธิฟ้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน จึงถือว่ายังไม่มีข้อยุติ

 

22. ศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณกล่าวด้วยว่า ตราบใดที่ยังไม่มีพระบรมราชโองการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. ก็ถือว่าตนเองยังไม่พ้นตำแหน่งทางกฎหมาย ตนเองจึงต้องมาร่วมประชุมตามหน้าที่

 

23. ล่าสุดในวันเดียวกัน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความเห็นต่อการนำชื่อศาสตราจารย์คลินิก นพ. สรณ ขึ้นทูลเกล้าฯ ว่า ต้องรอให้ที่ประชุมวุฒิสภามีมติออกมาก่อน ตนเองไม่สามารถใช้ดุลยพินิจเรื่องนี้ได้ พร้อมอ้างว่าเป็นขั้นตอนตามกฎหมายจากคำแนะนำของ ปกรณ์ นิลประพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี

 

 

The post สรุปต้นจนจบ ประธาน กสทช. จะหลุดจากตำแหน่งจริงหรือไม่ ทำไมจึงเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม appeared first on THE STANDARD.

]]>