KBank Private Banking – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 26 Nov 2025 10:39:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ชมคลิป: ปลดล็อกเงินลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด ไม่ต้องล็อกเงินนานเกินไป กับ “กองทุนสินทรัพย์นอกตลาดกึ่งสภาพคล่อง” https://thestandard.co/kbank-private-banking-private-assets/ Wed, 26 Nov 2025 11:03:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1148071

ช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก สินทรัพย์นอกตลาด (Private Assets) […]

The post ชมคลิป: ปลดล็อกเงินลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด ไม่ต้องล็อกเงินนานเกินไป กับ “กองทุนสินทรัพย์นอกตลาดกึ่งสภาพคล่อง” appeared first on THE STANDARD.

]]>

ช่วงที่ตลาดผันผวนหนัก สินทรัพย์นอกตลาด (Private Assets) เป็นสินทรัพย์ที่มีในพอร์ตโฟลิโอของมหาเศรษฐีทั่วโลก เพราะให้ผลตอบแทนที่นิ่งและสูงกว่า

 

แต่หากกังวลว่าต้องล็อกเงินนาน “กองทุนสินทรัพย์นอกตลาดกึ่งสภาพคล่อง” (Semi-Liquid Private Asset Funds) เป็นอีกโอกาสรับผลตอบแทนแบบ Private Assets อย่างมีความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้น!

 

รายละเอียดบริการ KBank Private Banking https://www.kasikornbank.com/k_43xWCTH

The post ชมคลิป: ปลดล็อกเงินลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด ไม่ต้องล็อกเงินนานเกินไป กับ “กองทุนสินทรัพย์นอกตลาดกึ่งสภาพคล่อง” appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBank Private Banking แนะนักลงทุนเพิ่มสัดส่วน Private Asset ผ่านกองทุนหุ้นนอกตลาดจีน หลัง ศก.โลก โค้งสุดท้ายยังหดตัว https://thestandard.co/kbank-private-banking-final-stages-2023/ Tue, 24 Oct 2023 10:18:20 +0000 https://thestandard.co/?p=857966

KBank Private Banking แนะนำนักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการลงทุน […]

The post KBank Private Banking แนะนักลงทุนเพิ่มสัดส่วน Private Asset ผ่านกองทุนหุ้นนอกตลาดจีน หลัง ศก.โลก โค้งสุดท้ายยังหดตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

KBank Private Banking แนะนำนักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน Private Asset ผ่านกองทุนหุ้นนอกตลาดจีน หลังเศรษฐกิจโลกช่วงโค้งสุดท้ายของปีมีแนวโน้มหดตัว ตลาดทุนเผชิญความท้าทายรอบด้าน ราคาสินทรัพย์ในตลาดแทบทุกประเภทยังผันผวน 

 

ตรีพล ภูมิวสนะ Senior Managing Director, Private Banking Business Head, Private  Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เมื่อพูดถึงการลงทุนในจีน เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงมีความกังวล แม้รัฐบาลจีนยังคงเพิ่มความพยายามอย่างต่อเนื่อง ในการพลิกฟื้นตลาดหุ้นที่กำลังเผชิญกับความเปราะบาง อย่างไรก็ดี KBank Private Banking มองว่าจีนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่น่าสนใจในการเข้าลงทุนในหุ้นนอกตลาดเนื่องจากตลาดหุ้นนอกตลาดจีนมีมูลค่าการระดมทุนสูงเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยในปี 2565 จำนวนเม็ดเงินระดมทุนสูงถึง 3.21 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (11.7 ล้านล้านบาท) ซึ่งคิดเป็นการเติบโตสูงถึง 900% เมื่อเทียบกับเม็ดเงินระดมทุนในช่วง 10 ปีก่อนหน้า 

 

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังมีมาตรการสนับสนุนที่ผ่อนคลายเกณฑ์การจดทะเบียนในตลาดหุ้น เปิดโอกาสให้การออกจากการลงทุน หรือ Exit ผ่านการ IPO ในตลาดหลักทรัพย์ มีความคล่องตัวมากขึ้น โดย KBank Private Banking เชื่อว่าลูกค้าบุคคลสินทรัพย์สูงของธนาคารมีการลงทุนในตลาดหุ้นจดทะเบียนของจีนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นหุ้นจีน A-Share หรือ H-Share การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจีนนอกตลาด จะช่วยกระจายการลงทุนและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้ เนื่องจากธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และธุรกิจที่อยู่นอกตลาดมีสัดส่วนอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน

 

ล่าสุด KBank Private Banking ร่วมกับ บลจ.กสิกรไทย หรือ KAsset  และ Schroders Capital นำเสนอกองทุนเปิดเค ไชน่า ไพรเวทอิควิตี้ 23A ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย หรือ K-CHAPE23A-UI ที่ลงทุนในหุ้นนอกตลาดในจีน โดยลงทุนส่วนใหญ่ในธุรกิจช่วงที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งกิจการและธุรกิจช่วงที่เติบโตซึ่งต้องการเงินทุนเพื่อขยายกิจการผ่านการซื้อขายในตลาดรองซึ่งมีระดับราคาที่น่าสนใจ หรือเป็นการร่วมลงทุนโดยเน้นลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโต และสอดคล้องกับแผนการพัฒนาของรัฐบาลจีน ได้แก่ เทคโนโลยี สุขภาพ และการบริโภค ซึ่งมีศักยภาพในการกลายมาเป็นกลุ่มบริษัทที่เป็นผู้นำตลาดในอนาคต 

 

ขณะเดียวกันยังมีการกระจายการลงทุนในหลายมิติ ทั้งด้านอุตสาหกรรม ช่วงของธุรกิจ ลักษณะการร่วมลงทุน และลงทุนในกว่า 100 บริษัท โดยความผันผวนของผลตอบแทนในอดีตของ Schroders Capital China Private Equity ต่ำกว่าดัชนีหุ้นจีน MSCI All Share กองทุนมีอายุ 7 ปี และสามารถขยายเพิ่มได้อีก 2 ปี สั้นกว่ากองทุนหุ้นนอกตลาดทั่วไป และลดความเสี่ยงการถูกเรียกเงินคืนกรณีกองทุนต่างประเทศต้องการเงินทุนเพิ่ม

 

จุนเชียน Head of Private Equity China, Schroders Capital, Schroders Group PLC กล่าวว่า Schroders Capital ได้รับใบอนุญาตคิวเอฟเอลพี (Qualified Foreign Limited Partner: QFLP) ที่เปิดกว้างในการนำเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศจีนและส่งเสริมการลงทุนในหุ้นนอกตลาด เพื่อสนับสนุนการเติบโตของบริษัทในจีน ทำให้สามารถลงทุนในจีนได้ 

 

นอกจากนี้ Schroders Capital ยังมีประสบการณ์การลงทุนหุ้นนอกตลาดในจีนมานานกว่า 15 ปี และมีเครือข่ายผู้จัดการกองทุนหุ้นนอกตลาดที่แข็งแกร่ง เช่น Sequoia China, Legend Capital และ Maison Capital รวมถึงมีทีมงานที่ดูแลด้านการลงทุนประจำอยู่ในประเทศจีน และได้รับการสนับสนุนจาก Schroders สวิตเซอร์แลนด์ จึงสามารถเข้าถึงข้อมูลและโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ และพิจารณาถึงความเสี่ยงอย่างรอบด้าน อาทิ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลจีน แต่ผู้จัดการกองทุนก็จะสามารถปรับตัวตามนโยบายได้ เนื่องจากเข้าใจธรรมชาติของรัฐบาลจีน (Adaptive-Flexible-Local Knowledge) 

 

ตรีพลกล่าวว่า ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน ทำให้โอกาสลงทุนในหุ้นนอกตลาดมีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะหลายบริษัทกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น จากยอดขายไม่ขยายตัว ต้นทุนสูงขึ้น และกำไรลดลง ทำให้มีความต้องการหาพันธมิตรหรือเพิ่มทุน นับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่กองทุนหุ้นนอกตลาดจะเข้าลงทุนในบริษัทคุณภาพดีในราคาที่ต่ำลง เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างกำไรได้ในอนาคต 

 

โดยเชื่อว่าการลงทุนในกองทุนเปิดเค ไชน่า ไพรเวทอิควิตี้ 23A ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย จะช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนจากสินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างหุ้นและตราสารหนี้ และเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนระยะยาวให้กับนักลงทุนได้ ทั้งนี้การลงทุนในหุ้นนอกตลาดจีนที่บริหารโดย Schroders Capital ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปี 2565 ให้ผลตอบแทน IRR ที่ 17.2% ต่อปี ในขณะที่ผลตอบแทนของการลงทุนดัชนีหุ้นจีน MSCI China USD ด้วยกระแสเงินสดและจังหวะเวลาการลงทุนที่เหมือนกันจะอยู่ที่ -3% ต่อปี

The post KBank Private Banking แนะนักลงทุนเพิ่มสัดส่วน Private Asset ผ่านกองทุนหุ้นนอกตลาดจีน หลัง ศก.โลก โค้งสุดท้ายยังหดตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทยพบลูกค้าเศรษฐีกว่า 15% มีปัญหาขัดแย้งในครอบครัวจากธุรกิจแบบกงสี ลุยเปิดบริการช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยมืออาชีพ https://thestandard.co/kbank-private-banking-reconciliation-service/ Fri, 26 May 2023 09:42:31 +0000 https://thestandard.co/?p=795697 กสิกรไทย

KBank Private Banking เผยผลสำรวจพบลูกค้าเศรษฐีกว่า 15% […]

The post กสิกรไทยพบลูกค้าเศรษฐีกว่า 15% มีปัญหาขัดแย้งในครอบครัวจากธุรกิจแบบกงสี ลุยเปิดบริการช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยมืออาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย

KBank Private Banking เผยผลสำรวจพบลูกค้าเศรษฐีกว่า 15% มีปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวจากธุรกิจแบบกงสี พร้อมเปิดตัวบริการ Reconciliation Service ช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและยุติปมความขัดแย้งในครอบครัวโดยผู้เชี่ยวชาญ

 

พีระพัฒน์ เหรียญประยูร Managing Director, Wealth Planning and Non Capital Market Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและความไม่แน่นอนสูง ประกอบกับการเปลี่ยนผ่านระหว่างรุ่นและการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการดำเนินธุรกิจครอบครัว ส่งผลให้ปัจจุบันกลุ่มลูกค้าบุคคลสินทรัพย์สูงเกิดความตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญในการบริหารจัดการและวางแผนทรัพย์สินครอบครัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

 

โดยจากการสำรวจลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูงกว่า 4,000 ราย หรือประมาณ 790 ครอบครัวของธนาคาร พบว่ากว่า 15% ต้องเผชิญกับปมปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัวที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ และอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจครอบครัวถึงขั้นสะดุดหยุดลงได้ ซึ่งหากธุรกิจครอบครัวของลูกค้าไม่สามารถไปต่อได้อาจจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย

 

รายงานของธนาคารยังพบด้วยว่ากว่า 80% ของ GDP ประเทศไทยในปัจจุบันมาจากรายได้ของธุรกิจครอบครัวและบริษัทจำนวน 3 ใน 4 ของธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ คือกลุ่มธุรกิจครอบครัว ธุรกิจครอบครัวจึงถือเป็นสัดส่วนธุรกิจที่ใหญ่มาก อาจเรียกได้ว่าเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศไทย ดังนั้นการรักษาและส่งต่อธุรกิจครอบครัวให้ยั่งยืนจึงถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยด้วยเช่นกัน

 

“แน่นอนว่าคงไม่มีครอบครัวไหนที่จะเห็นพ้องต้องกันไปเสียทุกเรื่อง ก่อนหน้านี้เรามีบริการที่จะช่วยลูกค้าในการหาทางออกร่วมกันหรือแนวทางการแก้ไขความขัดแย้งในอนาคตผ่านการกำหนดกติกาครอบครัวหรือการทำธรรมนูญครอบครัวผ่านบริการ Family Continuity Planning อยู่แล้ว แต่สำหรับลูกค้ากว่า 15% ที่ได้กล่าวมานั้นมีระดับความขัดแย้งที่มากเกินกว่าจะหาข้อตกลงร่วมกันเองได้ เราจึงได้เปิดตัวบริการใหม่ภายใต้ชื่อ Reconciliation Service หรือบริการแก้ไขความขัดแย้งของครอบครัว” พีระพัฒน์กล่าว

 

โดยบริการดังกล่าวจะมีผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยใช้หลักจิตวิทยา ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้ามาช่วยลูกค้าให้สามารถยุติข้อพิพาทและหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้การจัดการกงสีและธุรกิจครอบครัวสามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างราบรื่น โดย 3 จุดเด่นของบริการ ‘Reconciliation Service’ ประกอบไปด้วย

 

  1. รักษาสายสัมพันธ์ครอบครัว: ความขัดแย้งที่ไม่อาจหาข้อสรุปได้มักจะถูกยกระดับขึ้นเป็นการฟ้องร้อง ซึ่งจะสร้างรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามไปถึงจุดนั้น ธนาคารจึงนำผู้เชี่ยวชาญในการยุติความขัดแย้งที่มีประสบการณ์สูง ดึงหลักจิตวิทยาเข้ามาช่วยในการเจรจา ทำให้หลายครอบครัวสามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีเอาไว้ได้

 

  1. ยุติความขัดแย้งในระยะเวลาอันสั้น: ข้อได้เปรียบของบริการ Reconciliation Service คือการช่วยย่นย่อทั้งระยะเวลาในการดำเนินการ รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นหากต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเต็มรูปแบบในชั้นศาล โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่ให้ความเห็นของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นกลางและครบถ้วน

 

  1. จัดการกงสีและธุรกิจได้อย่างราบรื่น: เมื่อครอบครัวได้ทางออกในข้อพิพาทแล้ว ผู้เชี่ยวชาญของธนาคารจะช่วยจัดการวางแผนส่งต่อธุรกิจครอบครัวหรือจัดทำธรรมนูญครอบครัวใหม่ได้ในทันที ทำให้เกิดความราบรื่นและมีประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน

 

“จากประสบการณ์การให้บริการลูกค้ารวมกว่า 4,000 ราย หรือประมาณ 790 ครอบครัว และมีมูลค่าทรัพย์สินครอบครัวภายใต้การบริหารงานกว่า 1.8 แสนล้านบาท เราพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในครอบครัวมักจะหาข้อสรุปได้ยาก เพราะขาดคนกลางในการช่วยไกล่เกลี่ย จึงต้องการมืออาชีพที่ให้ข้อมูลทุกฝ่ายได้อย่างครบถ้วน และมั่นใจว่าจะมีความเป็นกลาง ไม่โอนเอียงหรือเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” พีระพัฒน์กล่าว

The post กสิกรไทยพบลูกค้าเศรษฐีกว่า 15% มีปัญหาขัดแย้งในครอบครัวจากธุรกิจแบบกงสี ลุยเปิดบริการช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยมืออาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBank Private Banking ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัวหรือถดถอย แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง https://thestandard.co/kbank-private-banking-evaluates-us-economy/ Thu, 27 Apr 2023 04:12:42 +0000 https://thestandard.co/?p=782039 จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์

KBank Private Banking ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความไม […]

The post KBank Private Banking ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัวหรือถดถอย แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์

KBank Private Banking ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง เสี่ยงต่อภาวะชะลอตัวหรือถดถอยที่อาจมากขึ้นหรือน้อยลง คาดการลงทุนผันผวนต่อ แนะนักลงทุนปรับพอร์ตกระจายความเสี่ยงตามหลัก Risk-Based Asset Allocation           

 

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากความกังวลของนักลงทุนว่าอาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ นั้น การประเมินว่าภาวะถดถอยจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นทำได้ยาก เนื่องจากยังมีทั้งปัจจัยบวกและลบที่ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจ เช่น แนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลง ทำให้ Fed มีแนวโน้มที่จะชะลอหรือยุติการขึ้นดอกเบี้ย 

 

อย่างไรก็ดี ความกังวลต่อการปรับลดคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนยังมีอยู่ อีกทั้งการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงิน สร้างผลกระทบจนเกิดเป็นวิกฤตในภาคธนาคาร ทำให้สินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น รวมไปถึงสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ต่างพากันปรับตัวลง แม้จะมีการกระจายการลงทุนอย่างดีแล้ว พอร์ตการลงทุนก็ยังคงได้รับความเสียหาย 

 

ทั้งนี้ เพื่อให้การกระจายลงทุนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างผลตอบแทนหากตลาดกลับตัว ในทางกลับกันก็สามารถลดความเสียหายให้พอร์ตการลงทุนเมื่อความเสี่ยงในตลาดเพิ่มขึ้น KBank Private Banking ยังคงแนะนำให้นักลงทุนแบ่งเงินลงทุน 50-70% ของพอร์ตลงทุนในสัดส่วนพอร์ตหลัก โดยเน้นกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภททั่วโลก ด้วยกลยุทธ์กระจายลงทุนโดยยึดความเสี่ยงของสินทรัพย์เป็นหลัก (Risk-Based Asset Allocation) ช่วยให้พอร์ตการลงทุนสามารถสร้างผลตอบแทน พร้อมทั้งจำกัดความเสียหายในทุกสภาวะตลาด

 

สำหรับลูกค้าบุคคลสินทรัพย์สูงของธนาคารสามารถลงทุนผ่าน 3 กองทุนซึ่งแตกต่างกันตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ภายใต้กองทุน ALL ROADS Series ไม่ว่าจะเป็น K-ALLRD-UI-A(A), K-ALLGR-UI-A(A) และ K-ALLEN-UI-A(A) โดยทั้ง 3 กองทุนมาพร้อมกลไกอัจฉริยะที่กำหนดสัดส่วนการลงทุนให้สมดุลโดยอัตโนมัติในสภาวะเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน อาทิ ในช่วงตลาดปกติเพิ่มอัตราทดเพื่อเพิ่มผลตอบแทน 

 

ขณะเดียวกันในช่วงตลาดผันผวน ลดสัดส่วนการลงทุน ถือครองเงินสดมากขึ้นเพื่อลดความเสียหาย ที่ผ่านมาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจกองทุนสามารถจัดการกับความเสียหายให้อยู่ในกรอบที่กำหนด สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีในสภาพตลาดที่หลากหลาย โดยผลการดำเนินงานย้อนหลังตั้งแต่จัดตั้งเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา กองทุนหลัก LO FUNDS-ALL ROADS Series ในต่างประเทศสร้างผลตอบแทนและควบคุมความผันผวนได้ดีสม่ำเสมอ และสามารถให้ผลตอบแทนเป็นบวกได้ถ้าลงทุนอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป

 

จิรวัฒน์กล่าวอีกว่า KBank Private Banking เชื่อว่าตลาดลงทุนได้ผ่านช่วงเวลาต่ำสุดที่ดัชนีหุ้นโลก (MSCI World Index) ติดลบหนักถึง 22% ไปแล้ว เมื่อตุลาคมปีที่ผ่านมา และค่อยๆ ทยอยปรับตัวขึ้นมาประมาณ 20% ในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยรุมเร้ารอบด้านส่งผลให้ตลาดผันผวนอยู่ตลอด ทำให้สินทรัพย์หลายประเภทอาจปรับตัวลงพร้อมๆ กัน 

 

ดังนั้น KBank Private Banking จึงเชื่อว่าในภาวะที่มีทั้งปัจจัยบวกและลบต่อตลาดลงทุน การลงทุนโดยยึดหลักกระจายความเสี่ยง (Risk-Based Asset Allocation) คือคำตอบที่จะสร้างผลตอบแทนในระยะยาวผ่านช่วงวัฏจักรเศรษฐกิจที่แตกต่างกันได้ โดยไม่อิงต่อสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งโดยเฉพาะ นอกจากนี้ความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว เนื่องจากการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเมื่อตลาดกลับตัวเป็นขาขึ้นเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ สำคัญไม่น้อยไปกว่าการลดความเสี่ยงเมื่อตลาดขาลงเพื่อลดผลขาดทุนเช่นกัน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post KBank Private Banking ชี้แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัวหรือถดถอย แนะนักลงทุนปรับพอร์ตลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กสิกรไทย’ เล็งใช้ Family Office ขยายฐานลูกค้าเศรษฐี เผยปัจจุบันมีผู้ใช้บริการแล้วกว่า 4,000 ราย หรือ 790 ครอบครัว https://thestandard.co/kbank-family-office/ Wed, 23 Nov 2022 09:25:03 +0000 https://thestandard.co/?p=714331

KBank Private Banking ชูบริการ Family Office วางแผนทรัพ […]

The post ‘กสิกรไทย’ เล็งใช้ Family Office ขยายฐานลูกค้าเศรษฐี เผยปัจจุบันมีผู้ใช้บริการแล้วกว่า 4,000 ราย หรือ 790 ครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

KBank Private Banking ชูบริการ Family Office วางแผนทรัพย์สินครอบครัวให้เศรษฐีไทยกว่า 4,000 ราย หรือประมาณ 790 ครอบครัว ครอบคลุมทรัพย์สินภายใต้การบริหารกว่า 180,000 ล้านบาท ตั้งเป้าขยายบริการให้ครอบคลุม 40% ของลูกค้าเศรษฐีภายในปี 2568 

 

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีหลายปัจจัยกระตุ้นให้การบริหารจัดการทรัพย์สินครอบครัวไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทั้งวิกฤตเงินเฟ้อ ความผันผวนของตลาดลงทุน ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตลอดจนนโยบายการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีระหว่าง สรรพากรไทยและรัฐบาลสหรัฐฯ (FATCA) รวมถึงรัฐบาลชาติอื่นๆ ภายใต้ความตกลง Common Reporting Standard หรือ CRS ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในประเทศไทยในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2566 ส่งผลให้ลูกค้ากลุ่มบุคคลสินทรัพย์สูงเกิดความตื่นตัวในการวางแผนทรัพย์สินครอบครัว และต้องการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านภาษีมากยิ่งขึ้น 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


นอกจากนี้ จำนวนสมาชิกในครอบครัวที่มีมากขึ้น จากเดิมที่เป็นการส่งต่อจากรุ่นที่ 1 ไปรุ่นที่ 2 ปัจจุบันเป็นการส่งต่อจากรุ่นที่ 2 ไปรุ่นที่ 3 หรือจากรุ่นที่ 3 ไปรุ่นที่ 4 มีความซับซ้อนมากขึ้น ทำให้การส่งต่อทรัพย์สินมีขั้นตอนและรายละเอียดที่มากขึ้นไปด้วย โดยผลสำรวจของ Lombard Odier พบว่า กว่า 52% ของเจ้าของธุรกิจครอบครัวไทยเริ่มกลับมาพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับครอบครัว แต่มีเพียง 37% เท่านั้นที่เริ่มลงมือวางแผนแล้ว ช่องว่างตรงนี้ทำให้บริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัวมีโอกาสดูแลลูกค้าในเรื่องนี้ได้มากขึ้น

 

เพื่อตอบรับกระแสดังกล่าว KBank Private Banking จึงเปิดตัวบริการใหม่ ‘สำนักงานครอบครัว’ (Family Office) ภายใต้ ‘บริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัว’ (Family Wealth Planning Service) โดยขยายขอบเขตการให้บริการจากการให้คำปรึกษาเพื่อจัดตั้งและจัดระบบสำนักงานครอบครัว สู่ผู้ช่วยดำเนินการกิจธุระของครอบครัวที่เน้นลงมือปฏิบัติภายใต้กรอบการให้บริการครอบคลุมทั้งหมด 6 ด้าน อันได้แก่ 1. งานจดทะเบียนที่ดิน 2. งานเอกสารกฎหมาย 3. งานจดทะเบียนบริษัท 4. งานติดตามทวงถามหนี้ 5. งานติดตามทรัพย์ 6. บริการจัดเก็บเอกสารสำคัญ 

 

พีระพัฒน์ เหรียญประยูร Managing Director, Wealth Planning and Non Capital Market Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เดิมบริการสำนักงานครอบครัว (Family Office) จะให้คำแนะนำในการจัดตั้งและดำเนินการของสำนักงานครอบครัวสำหรับลูกค้าที่ประสงค์จะดำเนินการเอง โดยภายหลังทางธนาคารได้เล็งเห็นความต้องการผู้ช่วยในการดำเนินการจัดการกิจธุระของครอบครัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องด้วยการจัดตั้งสำนักงานครอบครับนั้นมีค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งไม่เหมาะกับลูกค้าที่มีครอบครัวขนาดเล็ก หรือลูกค้าที่มีเรื่องต้องจัดการทรัพย์สินครอบครัวเป็นครั้งคราว จึงได้ขยายขอบเขตในการให้บริการ ยกระดับสู่การเป็นผู้ช่วยในการดำเนินการเรื่องต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ตอบทุกโจทย์ความต้องการด้านทรัพย์สินครอบครัวได้อย่างครอบคลุมครบวงจร

 

ปัจจุบันมีลูกค้าที่ไว้วางใจใช้บริการที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัวกว่า 4,000 ราย หรือประมาณ 790 ครอบครัว โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าอยู่ที่ 10% และมีทรัพย์สินครอบครัวภายใต้การบริหารงานกว่า 180,000 ล้านบาท โดยธนาคารตั้งเป้าว่าจะให้บริการลูกค้าให้ครอบคลุม 40% ของลูกค้าทั้งหมด ภายในปี 2568 จากปัจจุบันที่ให้บริการลูกค้าแล้วประมาณ 36%

The post ‘กสิกรไทย’ เล็งใช้ Family Office ขยายฐานลูกค้าเศรษฐี เผยปัจจุบันมีผู้ใช้บริการแล้วกว่า 4,000 ราย หรือ 790 ครอบครัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กสิกรไทย’ แนะลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก-กระจายความเสี่ยงพอร์ต สร้างผลตอบแทนในช่วงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย https://thestandard.co/kbank-investment-strategy-advice/ Thu, 10 Nov 2022 07:05:32 +0000 https://thestandard.co/?p=706996

KBank Private Banking แนะกลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือ […]

The post ‘กสิกรไทย’ แนะลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก-กระจายความเสี่ยงพอร์ต สร้างผลตอบแทนในช่วงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>

KBank Private Banking แนะกลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน และกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนในช่วงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย 

 

ตรีพล ภูมิวสนะ Senior Managing Director, Private Banking Business Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดทุนตลอดทั้งปี 2565 มีความผันผวนต่อเนื่อง โดยผลตอบแทนในเกือบทุกสินทรัพย์หลักลดลงแรง และดัชนี MSCI World ปรับลดลงไปแล้วถึง 20% ยิ่งไปกว่านั้นปีนี้ยังเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 30 ปีที่ผลตอบแทนในหุ้นและตราสารหนี้ปรับลดลงพร้อมกัน และเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองสินทรัพย์ปรับลดลงมากถึง 20% การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดจึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักที่ธนาคารแนะนำแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความผันผวน และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้แก่พอร์ตการลงทุน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ปัจจุบันสินทรัพย์ทางเลือกได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากนักลงทุน โดยผลการสำรวจล่าสุดโดย Lombard Odier ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาความผันผวนของตลาดทุนซึ่งอาจนำไปสู่ผลตอบแทนที่เป็นลบเป็นความกังวลลำดับแรกของลูกค้าบุคคลสินทรัพย์สูงในประเทศไทย โดยกว่า 50% ได้ปรับพอร์ตการลงทุนของตน โดยใช้บริการหรือรับคำแนะนำจากที่ปรึกษาด้านการลงทุน และเกือบ 30% มีแผนที่จะลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้

 

ในฐานะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน KBank Private Banking ได้ให้ความสำคัญกับตัวเลือกที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันไปของลูกค้า เช่น ความเสี่ยงและระยะเวลาในการลงทุน สินทรัพย์ทางเลือกที่แนะนำประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ 6 ประเภท ดังนี้

 

  1. กองทุนทางเลือกที่กลยุทธ์ลงทุนยืดหยุ่น (Quantitative Hedge Fund) ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย และมุ่งสร้างผลตอบแทนเป็นบวกในทุกสภาพตลาด ที่ผ่านมา KBank Private Banking ได้นำเสนอกองทุน ASP-LEGACY-UI ซึ่งมีจุดเด่นคือกลยุทธ์ในการจับสัญญาณการซื้อขายรายวินาทีด้วยอัลกอริทึม ทำให้มีผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยงที่โดดเด่น 

 

  1. กองทุนหุ้นนอกตลาดทั่วโลก (Global Private Equity Fund) เป็นผลิตภัณฑ์สินทรัพย์ทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีความผันผวนด้านราคาต่ำ สำหรับกองทุน K-GPE19A-UI และ K-GTPE20A-UI ที่ KBank Private Banking แนะนำแก่ลูกค้า สามารถสร้างผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนได้สูงถึง 47.83%** และ 25.67%** ตามลำดับ และล่าสุดกองทุน K-GPE22B-UI ซึ่งมีจุดเด่นคือการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรมกว่า 50 ธุรกิจ โดยหลังจากการเสนอขายครั้งแรกในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็นกองทุนหุ้นนอกตลาดทั่วโลกกองทุนแรกในประเทศไทยที่สามารถระดมเงินทุนได้หลักพันล้านบาท 

 

  1. กองทุนอสังหาริมทรัพย์นอกตลาดทั่วโลก (Global Private Real Estate Fund) เป็นประเภทสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงจากโอกาสในการรับผลตอบแทนในรูปแบบค่าเช่าที่สม่ำเสมอ ที่ผ่านมา KBank Private Banking ได้นำเสนอกองทุน UGREF-UI ซึ่งลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรงกว่า 9,000 โครงการ และรายได้จากผู้เช่าที่มีคุณภาพกว่า 30,000 ราย และมีการกระจายการลงทุนทั้งกลุ่มโรงงาน รีเทล และที่อยู่อาศัย โดยกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีที่ 8.33%

 

  1. กองทุนระดมเงินลงทุนเพื่อให้สินเชื่อแก่ภาคธุรกิจ โดยไม่ผ่านสถาบันการเงิน (Private Credit Fund) เป็นการให้สินเชื่อโดยตรงแก่ภาคธุรกิจ เพื่อเสริมสภาพคล่อง โดยจุดเด่นในการให้สินเชื่อโดยตรงลักษณะนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยแบบลอยตัว (Floating Rate) ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งจะให้ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ทั่วไป สำหรับ KBank Private Banking ได้ร่วมกับ Lombard Odier ในการแนะนำกองทุนประเภทนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และเตรียมเสนอขายครั้งแรกในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้

 

  1. อสังหาริมทรัพย์ไทยนอกตลาด (Thai Private Real Estate) เป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาด เช่น อาคารสำนักงาน ไฟฟ้า และโทรคมนาคม ในประเทศไทย 

 

  1. หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงแบบ Knock-In Knock-Out (KIKO) เป็นสินทรัพย์ที่เพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในช่วงที่ตลาดเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ และสามารถให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยรายเดือนที่สม่ำเสมอ นอกจากนี้นักลงทุนยังสามารถเลือกอ้างอิงผลตอบแทนได้ทั้งตะกร้าหุ้นไทย หรือหุ้นต่างประเทศ ที่ผ่านมากองทุนที่ KBank Private Banking แนะนำสามารถให้ผลตอบแทนคาดหวังเฉลี่ยสูงถึง 11-13% ต่อปี 

 

“ในสภาวะที่เงินเฟ้อได้กลายเป็นปัญหาระยะยาว และเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2566 การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกจะมีความสำคัญยิ่งขึ้นในการเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน” ตรีพลกล่าวปิดท้าย

The post ‘กสิกรไทย’ แนะลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก-กระจายความเสี่ยงพอร์ต สร้างผลตอบแทนในช่วงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กสิกรไทย’ มองเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2023 คาดกระทบไทยผ่านการส่งออก https://thestandard.co/kbank-world-economic-2023/ Wed, 02 Nov 2022 01:54:44 +0000 https://thestandard.co/?p=703167

KBank Private Banking และ Lombard Odier มองเศรษฐกิจโลกเ […]

The post ‘กสิกรไทย’ มองเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2023 คาดกระทบไทยผ่านการส่งออก appeared first on THE STANDARD.

]]>

KBank Private Banking และ Lombard Odier มองเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2023 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผย เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบโดยเฉพาะภาคส่งออก แนะกระจายลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด พาพอร์ตมุ่งสู่ความยั่งยืน

 

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ตลอดปี 2022 ตลาดลงทุนมีความกังวลต่อเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง กดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแบบรุนแรงและรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนลากยาวต่อเนื่องและยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลง ราคาพลังงานในยุโรปขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้น 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


ขณะเดียวกัน แม้จีนยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยเหมือนกับประเทศอื่นๆ แต่นโยบายการเปิดประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป และการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง มีแนวโน้มจะช่วยให้เศรษฐกิจจีนเติบโตได้แต่ก็ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ KBank Private Banking ในฐานะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน แนะให้ลูกค้ากระจายการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด ทั้งหุ้นนอกตลาด ตราสารหนี้ และอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด เพื่อลดความผันผวนของพอร์ต นอกจากนั้นยังแนะนำลดสัดส่วนของกองทุนรวมหุ้น และถือเงินสดเพิ่มเติมราว 5-15% ของพอร์ตเพื่อลดความผันผวน และรอจังหวะเข้าลงทุนในอนาคตเมื่อสถานการณ์ชัดเจนขึ้น

 

ด้าน เชาว์ เก่งชน Executive Chairman ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้มุมมองว่า เมื่อเศรษฐกิจหลักของโลกเผชิญภาวะถดถอย เศรษฐกิจไทยย่อมได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการส่งออกที่ต้องเผชิญกับการเติบโตที่ลดลงในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ ในด้านการเติบโตของ GDP จะขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยคาดว่าภาคการท่องเที่ยวจะยังฟื้นตัวต่อเนื่อง ช่วยประคองให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลกที่คาดว่าจะต่ำตลอดปี 2023 ทำให้เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2024 รวมถึงปีต่อๆ ไปด้วย

 

ขณะที่ Lombard Odier สรุปมุมมองต่อเศรษฐกิจโลกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 

 

ประเด็นแรก คือ การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed เพื่อสกัดเงินเฟ้อสหรัฐฯ เป้าหมายสำคัญคือการทำให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ปรับตัวลงมาอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ โดยการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed มีโอกาสสูงที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย จากการประเมินของ Lombard Odier เชื่อว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในเดือนพฤศจิกายน และอีก 0.5% ในเดือนธันวาคม และจบด้วยการขึ้น 0.25% ในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งจะเป็นจุดสูงสุดของดอกเบี้ยในวัฏจักรรอบนี้ที่ 4.75% 

 

ด้านแนวโน้มเงินเฟ้อเชื่อว่าจะค่อยๆ ปรับตัวลงมาอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ภายในกลางปีหน้า โดยปัญหาห่วงโซ่อุปทานล่าช้า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และค่าใช้จ่ายการขนส่งที่ดูดีขึ้น จะทำให้เงินเฟ้อที่มาจากราคาสินค้าปรับตัวลง นอกจากนี้ ตลาดอสังหาที่ดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านสูงขึ้น ประกอบกับราคาบ้านที่สูงขึ้น เริ่มกดดันให้ความต้องการซื้อบ้านชะลอลง แต่ยังต้องจับตา 2 ตัวแปรสำคัญ คือ 

 

  1. เงินเฟ้อที่มาจากราคาบริการยังไม่คลี่คลาย 

 

  1. ตลาดแรงงาน แม้ว่าจะมีการปรับตัวลงมาบ้างแล้วแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สูง 

 

ทั้งนี้ อัตราการว่างงานต้องสูงขึ้นกว่านี้ เพื่อดึงเงินเฟ้อให้ปรับลดลงอีก อย่างไรก็ดี ปัจจัยพื้นฐานรวมถึงความแข็งแกร่งภาคธนาคาร ภาคครัวเรือน และภาคเอกชนในปีนี้ แตกต่างจากการเกิดวิกฤตในปี 2008 จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตทางการเงินได้ แม้ว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ตาม

ประเด็นที่สอง คือ จีน ต่อเนื่องจากการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เชื่อว่าจีนยังต้องการผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโต หลังประธานาธิบดีสีจิ้นผิงรวบรวมอำนาจเบ็ดเสร็จไปเรียบร้อยแล้ว โดยมองว่ามี 2 เส้นทางที่จะผลักดันให้จีนเติบโตได้ คือ 

 

  1. การเปิดประเทศ ซึ่งจีนเลือกที่จะเปิดประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยจะเห็นแนวโน้มชัดเจนขึ้นในปีหน้า 

 

  1. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลัง นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการเงินที่ยังช่วยหนุนอยู่ ด้วยเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ จีนจึงเป็นประเทศเดียวที่อยู่ในทิศทางการลดดอกเบี้ย ซึ่งเป้าหมายก็คือการประคับประคองภาคอสังหาโดยเร่งการปล่อยสินเชื่อบ้าน ซึ่งเพียงพอให้จีนสามารถหลีกเลี่ยงฮาร์ดแลนดิ้ง และหนุนให้แนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาสต่อจากนี้ดีขึ้นได้

 

ประเด็นที่ 3 คือ วิกฤตราคาพลังงานในยุโรป จากการที่ราคาพลังงานในยุโรปพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ราคาพลังงานเริ่มปรับตัวลงแล้ว โดยมีหลายปัจจัยที่กระทบต่อความผันผวนของราคาพลังงานในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่ไม่ได้หนาวมากในยุโรป ทำให้ภาคครัวเรือนยังไม่ได้ต้องการใช้พลังงานในการทำความร้อน 

 

นอกจากนี้ รัฐบาลต่างๆ ในยุโรปก็มีความพยายามในการกักเก็บพลังงานสำรอง กระจายแหล่งที่มาของพลังงาน เช่น การขยายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าถ่านหิน และที่สำคัญที่สุดคือการหันมาใช้พลังงานทางเลือกให้มากขึ้น โดย Lombard Odier มองว่านโยบายของยุโรปโดยรวม แม้ว่าจะไม่สามารถทำให้หลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดได้

The post ‘กสิกรไทย’ มองเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2023 คาดกระทบไทยผ่านการส่งออก appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBank Private Banking ผนึกกำลัง Lombard Odier และ GC สานแนวคิดการลงทุนอย่างยั่งยืน https://thestandard.co/kbank-private-banking-lombard-odier-gc/ Wed, 28 Sep 2022 05:34:06 +0000 https://thestandard.co/?p=687866

KBank Private Banking ร่วมกับ Lombard Odier และ GC สานแ […]

The post KBank Private Banking ผนึกกำลัง Lombard Odier และ GC สานแนวคิดการลงทุนอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>

KBank Private Banking ร่วมกับ Lombard Odier และ GC สานแนวคิดการลงทุนอย่างยั่งยืน (Sustainable Investment) ผ่านเวทีเสวนา ‘การลงทุนเพื่อความยั่งยืน: ทางรอด ไม่ใช่ ทางเลือก’ หรือ ‘Investment for Sustainability: Transition or Extinction’ ย้ำความยั่งยืนของโลกสามารถสร้างการเติบโตที่มั่นคงให้กับทั้งธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว พร้อมโชว์ผลตอบแทน 3 ปี ของกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี พร้อมแนะนักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงผ่าน 3 ขั้นตอน ได้แก่ ปรับแนวคิดการลงทุนมุ่งสู่ Net Zero พิจารณาพอร์ตการลงทุนใหม่ และเสริมพอร์ตด้วยกองทุนเปลี่ยนโลก

 

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ รวมถึงสร้างความเสี่ยงแก่ภาคธุรกิจและการลงทุนอย่างมหาศาล ในฐานะผู้นำด้านบริการบริหารความมั่งคั่งในประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ธนาคารเชื่อว่าการลงทุนจะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะเปิดประตูทางออกสำหรับวิกฤตินี้ 

 

ในขณะเดียวกัน ก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง ผ่านการสนับสนุนธุรกิจที่ปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้นในอนาคต และกลายเป็นธุรกิจผู้ชนะในที่สุด โดยหากดูจากผลตอบแทนของกองทุนเพื่อความยั่งยืนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าส่วนใหญ่มีผลการดำเนินงานเหนือกว่าดัชนีชี้วัด ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนว่าการลงทุนเปลี่ยนโลกไม่ใช่การเสียสละ หรือเป็น ‘ทางเลือก’ ที่มีต้นทุนสูงกว่าราคาเฉลี่ย แต่เป็นการสร้าง ‘ทางรอด’ ให้กับพอร์ตการลงทุนในอนาคต

 

แม็กซีม เพอเคอ Head of Sustainable Investment, Lombard Odier Investment Managers กล่าวเสริมว่า การบริหารพอร์ตการลงทุนเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนบนกรอบแนวคิด ESG อาจไม่เพียงพอที่จะเฟ้นหาธุรกิจที่จะเป็นผู้ชนะได้ เนื่องจากมาตรวัด ESG คำนึงถึงบทบาทของบริษัทในฐานะพลเมืองของสังคม (Corporate Citizenship) เช่น การปฏิบัติต่อพนักงาน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และชุมชนท้องถิ่น แต่การลงทุนเพื่อความยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยเกณฑ์ในการคาดการณ์แนวโน้มการเติบโตของธุรกิจในอนาคต (Forward-Looking Metrics) ในระบบเศรษฐกิจที่ลดการพึ่งพาคาร์บอนไดออกไซด์ลง เช่น แนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ความสามารถของบริษัทในการบริหารจัดการต้นทุน การตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป และการใช้ประโยชน์จากโอกาสต่างๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมและรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีที่มี กล่าวคือ เราต้องให้ความสำคัญกับโมเดลธุรกิจ (Business Model) ของบริษัทที่จะขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต ควบคู่ไปกับแนวปฏิบัติ (Business Practice) ของบริษัทในปัจจุบัน

 

หนึ่งในธีมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนที่ Lombard Odier ให้ความสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Transition) ซึ่งมีธุรกิจเป้าหมายแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

 

  1. Solution Providers – กลุ่มธุรกิจที่นำเสนอแนวทางและผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น TSMC ผู้ผลิตชิปที่ล้ำสมัยที่สุด ซึ่งกำลังขยายกำลังการผลิตชิปสำหรับรถยนต์ประเภท EV/HEV และตั้งเป้าที่จะใช้พลังงานทดแทนสำหรับฐานการผลิตทั้งหมดในปี 2573

 

  1. Transition Candidates – กลุ่มธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตและ/หรือรูปแบบการดำเนินธุรกิจเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero เช่น Cummins ผู้ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายระบบส่งกำลังและเครื่องยนต์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ริเริ่มและเป็นผู้นำการผลิตระบบส่งกำลังพลังงานไฮโดรเจนในรถไฟ ซึ่งสำเร็จไปแล้ว 2 ขบวนแรกในโลก และมีแผนจะเพิ่มอีก 40 ขบวนทั่วโลก

 

  1. Adaptation Opportunities – กลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและ/หรือกระบวนการปรับธุรกิจเพื่อมุ่งสู่ Net Zero เช่น American Water บริษัทบริหารจัดการน้ำและบำบัดน้ำเสียที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับประโยชน์จากโครงการขจัดสารปนเปื้อนและฟื้นฟูแหล่งน้ำ รวมถึงการวางระบบการป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย

 

ทั้งนี้ KBank Private Banking ได้นำเสนอโอกาสในการลงทุนในธุรกิจเหล่านี้ผ่านกองทุน K-CLIMATE เป็นครั้งแรกในปี 2563 ซึ่งกองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 10% อีกทั้งยังมีความผันผวนที่ต่ำกว่าดัชนีตัวชี้วัด นอกจากนี้กองทุนหลักยังได้รับการรับรองเป็น Article 9 Fund โดย EU Sustainable Finance Disclosure Regulation (SFDR) ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของกองทุนเพื่อความยั่งยืนที่ต้องมีเป้าหมายและดัชนีชี้วัดด้านความยั่งยืนโดยตรงอีกด้วย

 

GC ทุ่ม 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ สู่เป้า Net Zero

หนึ่งในบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่มุ่งผลักดันเรื่อง Net Zero อย่างจริงจังคือ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ PTTGC (GC) โดย ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนองค์กร กล่าวว่า ด้วยบทบาทของผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ระดับสากล GC สานต่อการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ มุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 และเราให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของธุรกิจเดิม เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ในขณะเดียวกันก็ได้ปรับโครงสร้างของธุรกิจด้วยการลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิต ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น พลาสติกชีวภาพ พลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง และเคมีภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง จากการเข้าซื้อกิจการ Allnex ผู้นำระดับโลกในธุรกิจผลิตภัณฑ์สารเคลือบผิว (Coating Resins) และสารเติมแต่งสำหรับงานอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายสำหรับใช้กับวัสดุ ทุกประเภท เป็นต้น

 

ทั้งนี้ GC คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 5 พันล้านดอลลาร์ และ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำเพื่อการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนสามารถสร้างผลตอบแทนในเชิงธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

กสิกรไทยเปิด 3 แนวคิดจัดพอร์ตลงทุน

จิรวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจที่มีแนวทางการผลิตและบริโภคที่สร้างความเสียหายแก่โลก สู่ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น หรือ CLIC Economy ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจที่มีการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน (Circular) ใช้ทรัพยากรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและไม่ผลิตของเสียในกระบวนการ (Lean) มีความเท่าเทียมและคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่ม (Inclusive) และไม่ส่งผลกระทบหรือทำลายสิ่งแวดล้อม (Clean) การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสครั้งสำคัญของนักลงทุน

 

โดยสามารถเริ่มต้นด้วยการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนผ่าน 3 ขั้นตอน ดังนี้

 

  1. ปรับแนวคิดในการลงทุนมุ่งสู่ Net Zero และมองความยั่งยืนในฐานะแหล่งที่มาของผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว

 

  1. พิจารณาพอร์ตการลงทุนว่ามีสัดส่วนการลงทุนหรือกลไกด้านความยั่งยืนที่ชัดเจนหรือไม่ และที่ปรึกษาด้านการลงทุนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด

 

  1. เสริมพอร์ตให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยการลงทุนในกองทุนเปลี่ยนโลกที่สนับสนุนธุรกิจผู้ชนะโดยตรง

 

“KBank Private Banking หวังว่างานเสวนาในครั้งนี้จะจุดประกายให้นักลงทุนหันกลับมามองเรื่องความยั่งยืนในมุมใหม่ที่มุ่งสู่ Net Zero เพราะนี่ไม่ใช่เพียง ‘ทางเลือก’ แต่คือ ‘ทางรอด’ ทางเดียวของทั้งการลงทุน ธุรกิจ เศรษฐกิจ และโลกของเรา” จิรวัฒน์กล่าวสรุป


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post KBank Private Banking ผนึกกำลัง Lombard Odier และ GC สานแนวคิดการลงทุนอย่างยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBank Private Banking คาด ศก.โลก ครึ่งปีหลังลงจอดแบบ Soft Landing แนะนักลงทุนปรับกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงในหลายสินทรัพย์ https://thestandard.co/kbank-private-banking-half-year-will-soft-landing/ Fri, 17 Jun 2022 10:57:45 +0000 https://thestandard.co/?p=643278 KBank Private Banking

KBank Private Banking และ Lombard Odier พันธมิตรทางธุรก […]

The post KBank Private Banking คาด ศก.โลก ครึ่งปีหลังลงจอดแบบ Soft Landing แนะนักลงทุนปรับกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงในหลายสินทรัพย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBank Private Banking

KBank Private Banking และ Lombard Odier พันธมิตรทางธุรกิจ ไพรเวตแบงก์จากสวิตเซอร์แลนด์ คาดการณ์เศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปี 2022 จะได้รับผลกระทบจากนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้นของสหรัฐฯ แต่ยังประเมินว่าเศรษฐกิจมีโอกาสชะลอตัวแบบ Soft Landing ได้ หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ พร้อมเผยกลยุทธ์การลงทุนในภาวะตลาดขาลงในช่วงครึ่งหลังของปี แนะนักลงทุนเน้นกระจายลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพิ่มน้ำหนักลงทุนในหุ้นคุณค่า หุ้นจีน และพันธบัตรรัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้ว 

 

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีตลาดลงทุนมีความกังวลต่อเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะกดดันแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed ให้เกิดขึ้นแบบรุนแรงและรวดเร็ว ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนได้ปะทุขึ้น ทำให้ตลาดกังวลต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำมันดิบและวัตถุดิบต่างๆ ส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลกที่ทรงตัวในระดับสูงอยู่แล้ว จึงทำให้ในช่วงกลางเดือนมีนาคม Fed มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่ปี 2018 ที่ 0.25% 

 

โดยล่าสุดเงินเฟ้อทั่วไปของสหรัฐฯ ในเดือนพฤษภาคมได้ปรับขึ้นเกินกว่าที่ตลาดคาด ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 40 ปีที่ 8.6% เมื่อเทียบปีต่อปี จากราคาพลังงานที่กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง หลังจากจีนผ่อนคลายล็อกดาวน์ ทำให้ตลาดคาดว่า Fed จะต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสะกัดเงินเฟ้อ ซึ่งทุกๆ เหตุการณ์สำคัญเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบให้ราคาหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงจากการที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและเข้าถือเงินสดมากขึ้น

 

ด้าน ศิริพร สุวรรณการ Senior Managing Director, Financial Advisory Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลาดการลงทุนในช่วงนี้ผันผวนกว่าปกติ ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ต่างๆ อยู่ในทิศทางขาลงจากข่าวร้าย ไม่ว่าจะเป็นอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังคงปรับเพิ่มขึ้น และยังไม่เข้าสู่แนวโน้มขาลงตามเป้าหมายของ Fed จากราคาพลังงานและบริการที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้นโยบายการเงินมีทิศทางตึงตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

 

โดยจากการประชุมครั้งล่าสุดในวันที่ 14-15 มิถุนายนที่ผ่านมา Fed ได้มีมติขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในครั้งเดียว เป็นไปตามตลาดคาด ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันของสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.5-1.75% พร้อมทั้งส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่เร่งขึ้น โดยจะขึ้นดอกเบี้ยอีกทั้งหมด 1.75% ในการประชุมช่วงที่เหลือของปีนี้ ทำให้ดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2022 อยู่ที่ 3.4% มากกว่าเดิมที่ประเมินไว้ในการประชุมเดือนมีนาคมที่ 1.9% 

 

ทั้งนี้ ด้านภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ตลาดแรงงานยังคงตึงตัว โดยอัตราการว่างงานยังใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แม้จะเริ่มมีสัญญาณลบจากตลาดบ้านบ้าง หลังจากแนวโน้มดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการซื้อทำให้ยอดขายบ้านลดลง

 

ด้านจีนที่ค่อยๆ กลับมาเปิดประเทศอีกครั้งในแบบระมัดระวังหลังยอดตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง แสดงให้เห็นว่ามาตรการการล็อกดาวน์ได้ผล อย่างไรก็ตาม แม้จำนวนผู้ติดเชื้อในจีนจะลดลง แต่แนวโน้มผู้ติดเชื้อที่อื่นๆ ในเอเชียอย่างฮ่องกงและเกาหลีใต้กลับเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้จีนต้องกลับมาใช้มาตรการ Zero-COVID จนถึงไตรมาส 3 และถ้าหากจีนกลับมาล็อกดาวน์ก็จะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกอีกครั้ง เช่นเดียวกันกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ ก็ทำให้เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากการเผชิญปัญหาห่วงโซ่อุปทานเช่นกัน 

 

สำหรับความเป็นไปได้ต่อไปของสถานการณ์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับมหภาคทั่วโลก แบ่งเป็น 3 กรณี คือ 

 

  1. สงครามยืดเยื้อ กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ความน่าจะเป็น: สูง ส่งผลให้ GDP โลกลดลง 1%

 

  1. สงครามทวีความรุนแรงและรวดเร็ว เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ความน่าจะเป็น: ต่ำ ส่งผลให้ GDP โลกลดลง 2% 

 

  1. ความขัดแย้งคลี่คลาย ความน่าจะเป็น: ต่ำกว่า ส่งผลให้ GDP โลกลดลง 0.5%

 

ตรีพล ภูมิวสนะ Senior Managing Director, Private Banking Business Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่องนี้เข้าใกล้เกณฑ์หดตัว ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย อาจนำไปสู่ตลาดหมีหรือตลาดขาลง 

 

ในสภาวะเศรษฐกิจและตลาดเช่นนี้ KBank Private Banking และ Lombard Odier ยังคงเน้นย้ำกลยุทธ์การลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง และแนะนำให้ปรับกลยุทธ์และสัดส่วนการลงทุนในประเภทสินทรัพย์สำหรับครึ่งปีหลัง 2022 ดังนี้ Cash (เงินสด) 2%, Fixed Income (ตราสารหนี้) 36%, Equities (หุ้น) 45% และ Alternative (สินทรัพย์ทางเลือก) 17%

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post KBank Private Banking คาด ศก.โลก ครึ่งปีหลังลงจอดแบบ Soft Landing แนะนักลงทุนปรับกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงในหลายสินทรัพย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กสิกรไทย’ ส่งกองทุน K-SUSTAIN-UI ลงทุน 5 กลุ่มธุรกิจยั่งยืน ชูจุดเด่นสร้างผลตอบแทนได้ทั้งช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง https://thestandard.co/kbank-k-sustain-ui-fund-sustainable-business-groups/ Tue, 25 May 2021 07:24:57 +0000 https://thestandard.co/?p=492739 ธุรกิจยั่งยืน

KBank Private Banking เดินหน้าขับเคลื่อนภาคการลงทุนไทยส […]

The post ‘กสิกรไทย’ ส่งกองทุน K-SUSTAIN-UI ลงทุน 5 กลุ่มธุรกิจยั่งยืน ชูจุดเด่นสร้างผลตอบแทนได้ทั้งช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจยั่งยืน

KBank Private Banking เดินหน้าขับเคลื่อนภาคการลงทุนไทยสู่ความยั่งยืน ล่าสุดเปิดตัวกองทุน K-SUSTAIN-UI (K Sustainable Long-Short Fund Not for Retail Investors) ที่เน้นลงทุนในหุ้นที่สร้างกำไร ทั้งจากหุ้นที่ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นไปสู่ความยั่งยืน โดยเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) 24-28 พฤษภาคม 2564 

 

ศิริพร สุวรรณการ Managing Director-Financial Advisory Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เทรนด์ลงทุนด้านความยั่งยืนเป็นโอกาสสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว ในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่าน ธนาคารได้แนะนำกองทุนภายใต้ธีมความยั่งยืนแก่ลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น K-HIT, K-CHANGE และ K-CLIMATE ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการลงทุนอย่างยั่งยืน ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเท่าเทียมในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ บริการทางการเงิน และโอกาสทางการศึกษา เพื่อช่วยยกระดับสังคม และความเป็นอยู่ของคนในสังคมให้เท่าเทียมกันด้วย”

 

ล่าสุด KBank Private Banking ร่วมกับ บลจ.กสิกรไทย ได้นำเสนอกองทุนใหม่ K-SUSTAIN-UI กองทุนยั่งยืนกองแรกของไทยที่ใช้ Long-Short Strategy เน้นลงทุนสร้างกำไร ทั้งจากหุ้นที่ได้รับประโยชน์และเสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงแนวทางในการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นไปสู่ความยั่งยืน โดย K-SUSTAIN-UI จะทำการลงทุนผ่านกองทุนหลัก JPMorgan Funds – Multi-Manager Sustainable Long-Short Fund, Class JPM S2 (perf) (acc) – USD ในอัตราส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% 

 

โดยกองทุนหลักมีนโยบายลงทุนใน 5 กลุ่มธุรกิจเมกะเทรนด์ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง และสร้างความเติบโตโดยไม่ทิ้งความเสียหายไว้กับโลก (Sustainability Megatrend) ได้แก่ 

 

  1. การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) 
  2. การดูแลสุขภาพ (Health and Wellness) 
  3. โอกาสในการเข้าถึงการศึกษาหรือบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียม (Empowerment) 
  4. การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency) 
  5. เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน (Technology for Sustainability) 

 

“กลุ่มธุรกิจที่สามารถปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ จะได้รับประโยชน์จากกำไรและการเติบโตที่มากขึ้น จะกลายเป็นผู้ชนะ ในขณะที่บริษัทที่ไม่สามารถปรับตัวได้จะเผชิญกับความเสี่ยงกับการถดถอย และกำไรที่ลดลงของบริษัท แล้วกลายเป็นผู้แพ้ได้ในที่สุด  

 

“ทั้งการซื้อหุ้น (Long) ที่มีโอกาสเติบโตมาถือไว้เพื่อกำไรในอนาคต และการขายหุ้น (Short) ที่มีแนวโน้มราคาลดลง หรือที่เรียกว่า Long-Short Strategy ทำให้กองทุน K-SUSTAIN-UI มีความพิเศษกว่ากองทุนยั่งยืนอื่นๆ ในตลาดประเทศไทย โดยจะซื้อหุ้น (Long) ที่คาดหวังว่าจะสร้างผลดำเนินงานได้ดีจากการปรับตัวไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต ซึ่งราคา ณ ปัจจุบันยังไม่ได้สะท้อนถึงความเติบโต และจะขายหุ้น (Short) ที่ราคาแพงเกินไปในปัจจุบัน หรือหุ้นที่อาจจะเสียโอกาสจากการไม่ยอมปรับตัว หรือไม่มีความสามารถในการปรับตัวไปสู่ความยั่งยืนเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงตลาดขาลง ด้วยกลยุทธ์นี้ทำให้สามารถสร้างโอกาสและผลตอบแทนจากทั้งหุ้นที่จะเป็นผู้ชนะและผู้แพ้ และช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน”

 

ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนหลัก JPMorgan Funds – Multi-Manager Sustainable Long-Short Fund, Class JPM S2 (perf) (acc) – USD เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ให้ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุน 15.53% (ข้อมูล ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2564) และด้วยกลยุทธ์ Long-Short และความสามารถของ Sub-Advisor ในปี 2563 ในช่วงเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ดัชนีตลาดหุ้นโลก (MSCI World) ปรับลงไปกว่า 21% แต่กองทุนหลักปรับลงเพียง 9.44% เท่านั้น 

 

โดย KBank Private Banking แนะนำให้ลงทุนในระยะยาว เพราะยิ่งลงทุนระยะยาว และลงทุนผสมจะช่วยลดความผันผวนของพอร์ตได้ เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น และช่วยให้โลกยั่งยืนได้อีกด้วย

 

ทั้งนี้ K-SUSTAIN-UI สำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์ 

The post ‘กสิกรไทย’ ส่งกองทุน K-SUSTAIN-UI ลงทุน 5 กลุ่มธุรกิจยั่งยืน ชูจุดเด่นสร้างผลตอบแทนได้ทั้งช่วงตลาดขาขึ้นและขาลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตอกย้ำความใส่ใจ พร้อมส่งมอบความสุขไร้กังวล ที่สำนักงานใหม่ของ KBank Private Banking ใจกลางสุขุมวิท [Advertorial] https://thestandard.co/kbank-private-banking/ Wed, 28 Aug 2019 04:45:48 +0000 https://thestandard.co/?p=282348 KBank Private Banking

ธุรกิจ Private Banking ที่ช่วยบริหารจัดการความมั่งคั่งข […]

The post ตอกย้ำความใส่ใจ พร้อมส่งมอบความสุขไร้กังวล ที่สำนักงานใหม่ของ KBank Private Banking ใจกลางสุขุมวิท [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBank Private Banking

ธุรกิจ Private Banking ที่ช่วยบริหารจัดการความมั่งคั่งของคนที่มีสินทรัพย์สูงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงและพลิกผันอยู่ตลอดเวลา บทบาทของที่ปรึกษาด้านการจัดการทรัพย์สิน หรือ Private Banker จึงมีความจำเป็นมากขึ้นในการให้คำแนะนำลูกค้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งไม่เพียงการดูแลด้านการเงินการลงทุนอย่างดีที่สุดเท่านั้น แต่ยังดูแลทรัพย์สินของครอบครัวเพื่อการส่งต่อความมั่งคั่งสู่คนรุ่นถัดไปได้อย่างอุ่นใจด้วย

 

KBank Private Banking เปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ใจกลางเมืองย่านพร้อมพงษ์ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำและการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนสำคัญได้ใกล้ชิดมากขึ้น ไม่เพียงแต่สถานที่ที่ออกแบบและประดับตกแต่งอย่างสวยงามสะดวกสบายมากกว่าเดิมเท่านั้น แต่ความร่วมมือที่แนบแน่นมากยิ่งขึ้นระหว่าง KBank Private Banking และ Lombard Odier ยังจะช่วยส่งเสริมการส่งมอบความสุขและชีวิตที่ไร้กังวลของลูกค้าให้เติมเต็มมากขึ้นกว่าเดิม และ THE STANDARD ก็ตื่นเต้นที่จะขยายประเด็นผ่านบทความพิเศษนี้

 

เข้าถึงมากกว่า เข้าใจมากกว่าที่ KBank Private Banking

“เราเป็นธุรกิจที่เติบโต เราจึงต้องขยายพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อรองรับจำนวนบุคลากรที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตบนพื้นที่ที่มีคุณภาพกว่าเดิม คือต้องสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้าและสร้างความสุขให้กับคนของเราด้วย พื้นที่นี้ (สุขุมวิท) ถือเป็นการขยับเข้ามาใกล้ที่พักอาศัยของลูกค้าเรามากขึ้น และดิ เอ็มควอเทียร์ เป็นศูนย์การค้าระดับเวิลด์คลาสที่ลูกค้าใช้ชีวิตอยู่ สอดคล้องกับนโยบายของธนาคารกสิกรไทยที่ว่าเราจะเข้าไปอยู่ในชีวิตของลูกค้า”

 

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Group Head ของธนาคารกสิกรไทย เล่าเรื่องราวของสำนักงานแห่งใหม่ด้วยความภาคภูมิใจ บนพื้นที่เกือบ 1,800 ตารางเมตร ชั้น 42 ของอาคารภิรัช ทาวเวอร์ แอท เอ็มควอเทียร์ แลนด์มาร์กสำคัญของย่านธุรกิจและสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งอีกจุดหนึ่งของประเทศ คาดว่าจะรองรับพนักงานได้สูงสุดถึง 200 คน ด้วยแนวคิด Hot Desk และ Collaboration Area ซึ่งเป็นพื้นที่ใช้สอยเพื่อให้พนักงานได้ใช้ทั้งพื้นที่ส่วนตัวและโต๊ะประชุมร่วมกัน เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน ซึ่งมอบอิสระในการนั่งทำงานโดยที่ยังเชื่อมต่อกันได้ในทุกจุดของสำนักงาน

 

KBank Private Banking

 

ความโดดเด่นของสถานที่แห่งนี้คือการออกแบบภายในที่ไม่เพียงสวยงาม ถ่ายทอดองค์ประกอบที่ลึกซึ้งของประวัติศาสตร์เส้นทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย แต่ยังเล่าเรื่องราวของแบรนด์ระดับโลกอย่าง Lombard Odier ที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 2 ศตวรรษ จากจุดเริ่มต้นสู่จุดหมายในอนาคตใหม่ที่วาดหวังไว้ด้วยกัน โดยส่วนรับรองลูกค้าประกอบด้วย โถงรับรองสำหรับรับรองลูกค้าและห้องประชุมขนาดต่างๆ จำนวน 5 ห้อง โดยแต่ละห้องแสดงชื่อสาขาสำนักงานใหญ่ของธนาคารกสิกรไทยที่ถ่ายทอดเรื่องราวและความผูกพันของธนาคารกับลูกค้าจากรุ่นสู่รุ่น ได้แก่ 

 

1. ห้องพหลโยธิน สะท้อนความมั่งคั่งแห่งการเดินทางเพื่อแสวงหาสิ่งใหม่ๆ ของผู้คน

 

KBank Private Banking

 

2. ห้องเสือป่า สะท้อนความเข้มแข็ง เด็ดขาด และมีวิสัยทัศน์ผ่านสไตล์การตกแต่งที่เข้มแข็ง 

 

KBank Private Banking

 

3. ห้องแจ้งวัฒนะ สื่อถึงความมั่งคั่งจากสายนํ้า ความอุดมสมบูรณ์ และความร่มเย็นเป็นสุข 

 

KBank Private Banking

 

4. ห้องเจนีวา ถ่ายทอดมิตรภาพและความร่วมมือกันของ KBank Private Banking และ Lombard Odier ซึ่งมีชุดภาพพิเศษเพื่อแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสเปิดสำนักงานแห่งใหม่ แสดงถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างกัน 

 

KBank Private Banking

 

5. ห้องราษฎร์บูรณะ ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญ โดยมีขนาดใหญ่และวิวสวยที่สุดสำหรับรับรองลูกค้า ของที่ใช้ในการตกแต่ง ผู้ออกแบบเน้นเครื่องลายครามและวัตถุมงคลที่สื่อถึงความเชื่อและศิลปะแห่งโลกตะวันออก 

 

KBank Private Banking

 

นอกจากนี้ส่วนสำนักงานที่เป็นพื้นที่การใช้ชีวิตของพนักงานก็ยังใส่ใจรายละเอียดได้อย่างลงตัวด้วย ในพื้นที่ที่บรรยากาศเรียบง่าย โปร่งสบาย และทันสมัย มีพื้นที่สังสรรค์ส่วนกลางที่พนักงานสามารถมองเห็นวิวสวยที่สุดได้พร้อมกับนั่งทำงานและใช้เวลาร่วมกัน กระทั่งโต๊ะก็สามารถเปลี่ยนเป็นโต๊ะปิงปองได้เพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กับทุกคน สิ่งที่ทำให้ KBank Private Banking เป็นผู้นำขึ้นไปอีกก้าวคือความใส่ใจในการเลือกใช้วัสดุในออฟฟิศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้วัสดุรีไซเคิล อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และยังลดการใช้ขวดพลาสติกในสำนักงานแห่งใหม่

 

KBank Private Banking

 

“อีกไม่นานพนักงานส่วนใหญ่ของธนาคารกสิกรไทยคือคนยุคมิลเลนเนียล ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของเราก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เราต้องรองรับการขยายตัวของคนกลุ่มนี้ในธนาคาร ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการที่ที่ทำงานแล้วมีความสุข หรือ Happy Workplace คือหนึ่งปัจจัยที่พนักงานมีความสุขและยินดีที่จะทำงานกับเรามากขึ้น เราต้องดึงดูดคนเก่งและรักษาพวกเขาไว้ให้ได้ มันต้องไปด้วยกันทั้งความสะดวกของลูกค้าและความสุขของคนเก่งที่เรามี” จิรวัฒน์กล่าว

 

KBank Private Banking

 

เป็นไอเดียที่คิดได้รอบด้านทีเดียว โดยให้ความสำคัญกับความสะดวกที่ใกล้ชิดมากขึ้นของลูกค้า ความสุขของคนในองค์กร และความรับผิดชอบต่อสังคมไปพร้อมๆ กัน นอกจากสถานที่แล้วยังมีแนวคิดของผู้บริหารที่เป็นตัวแปรสำคัญให้ธนาคารกสิกรไทยยังเป็นที่หนึ่งในธุรกิจนี้ได้อย่างแข็งแรงอีกด้วย

 

จับมือ Lombard Odier เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

จิรวัฒน์เล่าเรื่องการต่อจิ๊กซอว์เพื่อต่อยอดการเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินที่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยจับมือกับ Lombard Odier ผู้เชี่ยวชาญด้าน Private Banking ระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตลอด 4 ปีที่ผ่านมานั้นได้ร่วมกันยกระดับมาตรฐานบริการให้แก่ลูกค้า นอกเหนือจากเรื่องการเงิน การลงทุน Lombard Odier ยังมีความเชี่ยวชาญในเรื่องจัดการทรัพย์สินครอบครัวในมิติอื่นๆ ด้วย ซึ่งเป็นที่มาของปรัชญาการทำงานของ KBank Private Banking ที่ว่า Perfect Wealth ที่มาจาก Wealth รวมกับ Happiness คือชีวิตที่ปราศจากความกังวล โดยความกังวลของลูกค้า ได้แก่ การเก็บรักษา สร้างความเติบโต และการส่งต่อ ตอกย้ำความเป็นมืออาชีพโดยแบรนด์ระดับโลกที่ทุกคนไว้วางใจ 

 

ขณะที่ วินเซนต์ แม็กเนแนต CEO Asia Pacific ของ Lombard Odier (Singapore) ที่เดินทางมาร่วมงานเปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่นี้ก็ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD ซึ่งเขายอมรับว่าสถานที่แห่งนี้ทำได้เหนือความคาดหมายไปพอสมควร และชี้ว่าอนาคตของ Private Banker จะทำงานในพื้นที่ที่เปิดโล่ง เข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับโลกดิจิทัลที่ผสานเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของชีวิต สถานที่ทำงานที่ดีจะสะท้อนสถานะทางสังคมของพนักงานได้ดี ทำให้ภูมิใจและมีความสุขกับการทำงานอย่างชัดเจน

 

KBank Private Banking

วินเซนต์ แม็กเนแนต CEO Asia Pacific of Lombard Odier (Singapore) 

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Group Head ธนาคารกสิกรไทย

 

“เราร่วมมือกับ KBank Private Banking เพื่อทำงานร่วมกันในระยะยาว โดยจะนำคุณค่าหลักที่มีนำเสนอต่อลูกค้าของเรา ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ไม่ง่ายเลยสำหรับธุรกิจบริหารจัดการความมั่งคั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการลงทุน เนื่องจากมีปัจจัยใหญ่หลายอย่างที่มีผลต่อความผันผวนของตลาด แต่สิ่งที่เป็นหลักคิดของเรายังเหมือนเดิมคือการลงทุนเพื่อความมั่งคั่งในระยะยาว โดยบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพแบบ Risk-Based Allocation แม้ผลตอบแทนอาจจะไม่หวือหวา แต่เงินของลูกค้าก็ยังคงอยู่และเติบโตต่อไปได้ ซึ่งเรายินดีถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับ Private Banker ของ KBank Private Banking โดยที่ผ่านมาได้จัดอบรมที่สำนักงานใหญ่ของ Lombard Odier (เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์) ไปหลายครั้ง จนเรามั่นใจว่าคนของ KBank Private Baning มีคุณภาพระดับเวิลด์คลาส”

 

นอกจากนี้วินเซนต์ยังเล่าเรื่องผลิตภัณฑ์ทางการเงินของ Lombard Odier ที่ใช้นวัตกรรมของปัญญาประดิษฐ์มาบริหารจัดการกองทุน หากภาวะของตลาดเกิดความเสี่ยงหรือปัจจัยที่ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนและมีนัยสำคัญต่อการลงทุน ระบบจะปรับสัดส่วนการลงทุนของทั้งสินทรัพย์ปลอดภัยและสินทรัพย์เสี่ยงให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ ในระยะเวลาที่เหมาะสมด้วย 

 

“ช่วงที่ผ่านมาเราอาจจะลงทุนในหุ้นได้ถึง 35% เพราะว่าลูกค้ารับความเสี่ยงได้ แต่ตอนนี้เกิดความไม่มั่นใจจากภาวะตลาดที่เกิดขึ้น เราก็ปรับสัดส่วนใหม่ ลงทุนในหุ้นไม่เกิน 20% และเพิ่มสัดส่วนของทางเลือกอื่นๆ แทน ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้สถานการณ์แบบใด เราไม่ควรหยุดลงทุน แต่ควรปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีและครบพร้อมที่สุด ก่อนจะปรับทิศทางการลงทุนเพื่อให้ทรัพย์สินที่คุณมียังคงงอกเงย และทำให้คุณยังคงมีความสุขกับทุกก้าวของชีวิตเสมอ”

 

KBank Private Banking

วินเซนต์ แม็กเนแนต CEO Asia Pacific of Lombard Odier (Singapore) 

จิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Group Head ธนาคารกสิกรไทย

 

ไม่เพียงแต่ความมั่นใจที่มีต่อกันของ Lombard Odier และ KBank Private Banking เท่านั้น จิรวัฒน์ยังถ่ายทอดเรื่องราวของ KBank Private Banking Academy (KPBA) ซึ่งเป็นการอบรมสำคัญที่ยกระดับและให้ความรู้กับกลุ่มทายาทของลูกค้าเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับช่วงต่อความมั่งคั่งและสืบทอดกิจการของครอบครัวต่อไป ผู้เข้าอบรมจะได้รับองค์ความรู้ระดับเอ็กซ์คลูซีฟจากธนาคารกสิกรไทยและ Lombard Odier โดย KPBA จัดมาแล้ว 4 รุ่น รวมกว่า 300 คน 

 

นอกจากนี้ในปีนี้ยังมีอีกกิจกรรมไฮไลต์คือ Lombard Odier Master Series: Transformation in Bangkok โอกาสพิเศษในการเปิดโลกการลงทุนและต่อยอดองค์ความรู้ด้านธุรกิจที่มอบให้เฉพาะทายาทของลูกค้า KBank Private Banking เท่านั้น โดยผู้เข้าอบรมจะได้แลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิดในเวทีระดับเอเชีย สร้างเครือข่ายธุรกิจและพบปะเพื่อนทายาทนักธุรกิจรุ่นใหม่จากหลายประเทศทั่วโลก ทั้งญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน และโมนาโก ซึ่งจะช่วยเปิดประสบการณ์และสร้างรากฐานให้ทายาทของลูกค้าเติบโตไปสู่เวทีธุรกิจระดับโลกได้อย่างมั่นใจ

 

เมื่อคิดได้ครบ ธุรกิจก็แข็งแรง

KBank Private Banking ในวันนี้ได้ก้าวสู่การเป็นผู้บริหารจัดการความมั่งคั่งของลูกค้าสินทรัพย์สูงที่ได้มาตรฐานในระดับโลก ด้วยการผนึกกำลังร่วมกับ Lombard Odier เดินหน้าให้คำปรึกษาเพื่อการเก็บรักษา ต่อยอด และส่งต่อความมั่งคั่งของลูกค้าธนาคารกสิกรไทยอย่างไร้กังวลและยั่งยืน การเปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ที่ดิ เอ็มควอเทียร์ จึงเป็นการปักหมุดความสำเร็จครั้งสำคัญของ KBank Private Banking ที่มุ่งมั่นเติมเต็มความต้องการในทุกองศาชีวิต ไม่เพียงแต่ใกล้ชิดขึ้น แต่ยังเข้าใจมากกว่าเดิมด้วย

 

สถานที่บอกเรื่องราว เรื่องเล่าสะท้อนแนวคิด

และนี่คือความคิดของผู้นำที่ยังมองไปข้างหน้าได้ไกลกว่าเสมอ

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง: KBank Private Banking

The post ตอกย้ำความใส่ใจ พร้อมส่งมอบความสุขไร้กังวล ที่สำนักงานใหม่ของ KBank Private Banking ใจกลางสุขุมวิท [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>