KAsset Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/kasset/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 02 Jun 2026 08:28:06 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 KAsset x J.P. Morgan Asset Management เจาะอินไซต์ระดับโลก ปลดล็อกมายเซ็ตนักลงทุนไทย คว้าทุกโอกาสด้วยแนวคิดสร้าง Core Portfolio [Sponsored by KAsset] https://thestandard.co/kasset-jpmam-core-portfolio-thai-investors/ Thu, 04 Jun 2026 02:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1212163 ภาพผู้บริหาร KAsset และ J.P. Morgan Asset Management ร่วมกันนำเสนอแนวคิด Core Portfolio

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนไทยเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพ […]

The post KAsset x J.P. Morgan Asset Management เจาะอินไซต์ระดับโลก ปลดล็อกมายเซ็ตนักลงทุนไทย คว้าทุกโอกาสด้วยแนวคิดสร้าง Core Portfolio [Sponsored by KAsset] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหาร KAsset และ J.P. Morgan Asset Management ร่วมกันนำเสนอแนวคิด Core Portfolio

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนไทยเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกได้ง่ายขึ้น แต่การมีตัวเลือกมากไม่ได้การันตีพอร์ตที่มั่นคง เนื่องจากยังเผชิญปัญหาการลงทุนกระจุกตัว การพยายามจับจังหวะตลาด และการขาดพอร์ตการลงทุนหลัก (Core Portfolio) ที่กระจายสินทรัพย์อย่างเป็นระบบเพื่อเป็นฐานระยะยาวของเงินลงทุน และสามารถรับมือความผันผวนได้ในทุกสถานการณ์

 

THE STANDARD WEALTH ชวนไปพูดคุยกับ วิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด หรือ KAsset และเอนีส ตียาสิริ Head of Southeast Asia and India Intermediaries, J.P. Morgan Asset Management กับเบื้องหลังความร่วมมือนี้ที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ให้นักลงทุนไทยมีพอร์ตกระจายตัวทั่วโลก ลงทุนได้ในระยะยาว และตอบสนองต่อเป้าหมายชีวิตอย่างแท้จริง มากกว่าเพียงการนำเสนอกองทุนใหม่ ๆ

 

ภาพ วิน พรหมแพทย์ และ เอนีส ตียาสิริ ผู้บริหาร KAsset และ J.P. Morgan Asset Management 2

 

นักลงทุนไทยมีทางเลือกมากขึ้น แต่ยังขาด Core Portfolio

 

ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? สำหรับวินนั้น เขาได้กล่าวว่าความร่วมมือนี้เกิดจาก ปัญหาสำคัญของนักลงทุนไทยที่แม้เข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น แต่ยังมักกระจุกตัวในบางประเทศหรือบางธีมเกินไป

 

“หลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนไทยจำนวนมากยังลงทุนแบบกระจุกตัวเกินไป เช่น มีเงิน 100 บาท อาจลงทุนในกองทุนหุ้นจีนประเทศเดียว 70 บาท หรือมีเงิน 100 บาท ลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเพียงกลุ่มเดียว 80 บาท ยังเน้นการลงทุนเป็นประเทศหรือลงทุนเป็นรายอุตสาหกรรมที่มากเกินไป” วิน กล่าว

 

ภาพ วิน พรหมแพทย์ และ เอนีส ตียาสิริ ผู้บริหาร KAsset และ J.P. Morgan Asset Management 3

วิน พรหมแพทย์, CFA

ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด

 

เอนีสระบุว่านักลงทุนมักพยายามจับจังหวะตลาดแทนการมีวินัย เช่น การตื่นตระหนกช่วงวิกฤตหลังโควิดแล้วแห่ซื้อตามเมื่อตลาดฟื้น รวมถึงต้องเผชิญความผันผวนจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยขาขึ้นในปี 2022 ต่อเนื่องมาถึงกระแสหุ้นบิ๊กเทคฯ ในปี 2023

 

“ถ้าลูกค้า Stay Invested มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์อาจต่างออกไปมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ลูกค้าจำนวนไม่น้อยพยายามจับจังหวะตลาดอยู่ตลอด เราจึงคุยกันว่า เรื่องนี้ไม่ถูกต้องแล้ว เราต้องหา Core Solution ที่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุน” เอนีสกล่าว

 

ภาพ วิน พรหมแพทย์ และ เอนีส ตียาสิริ ผู้บริหาร KAsset และ J.P. Morgan Asset Management 4

เอนีส ตียาสิริ

Head of Southeast Asia and India Intermediaries,J.P. Morgan Asset Management

 

การก้าวสู่การเป็นพาร์ตเนอร์ของทั้ง 2 บลจ.ที่เริ่มจากโจทย์นักลงทุนไทย

 

แม้การร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่าง KAsset และ J.P. Morgan Asset Management จะเริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี 2024 และกำลังเข้าสู่ปีที่ 3 แต่รากฐานของความร่วมมือนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากศูนย์ ทั้งสองบลจ.มีประสบการณ์ทำงานร่วมกันมาก่อนหน้านั้นยาวนานกว่า 10 ปี ทำให้ทีมของทั้งสองฝ่ายเข้าใจวิธีคิดและวิธีทำงานของกันและกันมากขึ้น

 

“เราทำงานร่วมกันมานานมาก ผ่านหลายสถานการณ์ หลายวิกฤต และหลายวัฏจักรตลาด เราจึงรู้วิธีทำงานของกันและกันค่อนข้างดี สำหรับผม ความร่วมมือนี้จึงค่อนข้างเป็นธรรมชาติมาก” เอนีสกล่าว

 

วินระบุว่าสายสัมพันธ์ที่ยาวนานนำไปสู่วิสัยทัศน์ร่วมกันในการยกระดับมาตรฐานการลงทุน โดย KAsset มุ่งผสานความเชี่ยวชาญในไทยเข้ากับระดับสากล เพื่อออกแบบและบริหารพอร์ตระดับโลกที่ตอบโจทย์นักลงทุนไทยอย่างแท้จริง

 

“หากเพียงนำกองทุนต่างประเทศมาเสนอขายแบบเดิม (Feeder Fund) KAsset จะขาดความเชี่ยวชาญในการออกแบบและบริหารพอร์ตระดับสากล ความร่วมมือครั้งนี้จึงมุ่งเป้าสองประการ คือ การสร้าง Core Portfolio ที่กระจายการลงทุนทั่วโลกให้คนไทย และการผสานศักยภาพระหว่างพาร์ตเนอร์ระดับโลกกับทีมงานที่เชี่ยวชาญตลาดไทยของ KAsset” วินกล่าว

 

ในฝั่งเอนีสนั้นเน้นย้ำว่า โซลูชันคือหัวใจสำคัญในโลกการลงทุนยุคใหม่ที่เปลี่ยนจากการจัดสัดส่วนสินทรัพย์แบบเดิมไปสู่การตั้งคำถามที่ลึกซึ้งถึงเป้าหมายชีวิต ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาการลงทุนของลูกค้า

 

ก้าวข้ามความร่วมมือด้านผลิตภัณฑ์สู่ความร่วมมือสร้างระบบพอร์ต

 

เอนีสและวินเห็นตรงกันว่าความร่วมมือนี้พิเศษกว่าการสร้างผลิตภัณฑ์หรือนำเข้ากองทุนทั่วไป แต่เป็นการผนึกกำลังสร้างระบบบริหารพอร์ตที่ครอบคลุม ตั้งแต่วางกลยุทธ์จัดสรรสินทรัพย์ วิจัยร่วมกัน ไปจนถึงการปรับพอร์ตตามสภาวะตลาด

 

“ความร่วมมือทั่วไประหว่างบลจ.ไทยและต่างประเทศมักเป็นเพียง ความร่วมมือเพื่อที่จะนำผลิตภัณฑ์ต่างประเทศมาขาย แต่สิ่งที่เราทำนั้นก้าวข้ามไปสู่ ความร่วมมือในเชิงกลยุทธ์ที่ไม่ใช่แค่การออกกองทุนใหม่ แต่เราพัฒนากองทุน Core Portfolio ร่วมกัน ทั้งการบริหาร การแชร์มุมมอง และการวางกระบวนการลงทุน เพื่อสร้างระบบที่ทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง” วิน อธิบาย

 

เอนีสกล่าวว่า “สิ่งที่เราพยายามสร้างคือ ระบบเครือข่ายของการบริการลูกค้าด้วย Solution ใหม่ เพราะไม่ใช่แค่ลูกค้ารายบุคคลที่ต้องเข้าใจ แต่ RM หรือ ผู้แนะนำการลงทุนของธนาคาร ซึ่งเป็นคนที่ต้องพบกับลูกค้าจริง ๆ ก็ต้องมีคุณภาพของคำแนะนำที่ดีขึ้นด้วย”

 

ทั้งนี้ วินเน้นว่าต้องให้ความรู้นักลงทุนควบคู่กับการบริหารพอร์ต เพื่อลดความผิดพลาดจากความผันผวน โดยความร่วมมือนี้จะสร้างระบบที่ช่วยให้นักลงทุนไทยคว้าโอกาสระดับโลกได้อย่างยั่งยืน

 

Global Strength+Local Expertise = พอร์ตโลกที่ออกแบบให้เหมาะกับคนไทย

 

อย่างที่กล่าวไป ความร่วมมือนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญระดับโลกเข้ากับความเข้าใจเชิงลึกในตลาดไทย เพื่อออกแบบพอร์ตที่ตอบโจทย์บริบทและพฤติกรรมเฉพาะของนักลงทุนไทย ไปพร้อมๆกับการพัฒนาขีดความสามารถใหม่ๆ ให้กับองค์กร

 

“ในอดีต KAsset เชี่ยวชาญในสินทรัพย์ไทยเป็นหลัก แต่การสร้างพอร์ตระดับโลกต้องเรียนรู้ควบคู่กับการปรับให้เข้ากับนักลงทุนไทย เปรียบเสมือน KAsset ที่เป็นนักฟุตบอลไทยที่มุ่งมั่นพัฒนาทีมให้ก้าวสู่การเป็นนักฟุตบอลระดับโลกในอนาคต” วินกล่าว

 

ภาพ วิน พรหมแพทย์ และ เอนีส ตียาสิริ ผู้บริหาร KAsset และ J.P. Morgan Asset Management 5

 

ฝั่งเอนีสก็มองว่าความร่วมมือกับ KAsset คือการปรับความเชี่ยวชาญระดับโลกให้เข้ากับบริบทไทย เพราะธุรกิจการเงินต้องอาศัยความเชื่อมั่นและความเข้าใจลูกค้าที่ตรงจุด ซึ่งไม่สามารถลอกเลียนแบบจากตลาดอื่นได้ทันที

 

ภาพ วิน พรหมแพทย์ และ เอนีส ตียาสิริ ผู้บริหาร KAsset และ J.P. Morgan Asset Management 6

 

J.P. Morgan Asset Management มีความเชี่ยวชาญระดับโลก แต่ในธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์การเงิน ความเชื่อมั่นเป็นเรื่องสำคัญมาก KAsset มีความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในตลาดไทย และเข้าใจลูกค้าไทยอย่างลึกซึ้ง นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้มีความหมาย

 

เอนีส ตียาสิริ

Head of Southeast Asia and India Intermediaries,

J.P. Morgan Asset Management

 

เรียกได้ว่าความร่วมมือนี้มุ่งเชื่อมโยงนักลงทุนไทยสู่โอกาสระดับโลก โดยผสานความเข้าใจทั้งตลาดสากลและตลาดท้องถิ่นเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

 

Research และ Process ความสบายใจที่ไม่ได้มาจากคำมั่น แต่มาจากระบบ

 

ความร่วมมือนี้สร้างผลงานเป็นรูปธรรมที่น่าภูมิใจและกลายเป็นบรรทัดฐานของอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการทำวิจัยและออกแบบพอร์ตที่เข้มแข็งเพื่อการลงทุนระยะยาว แทนการพึ่งพามุมมองตลาดระยะสั้น ชิ้นงานหลักคือบทวิจัย “KAsset Capital Market Assumptions” (KCMA) ที่ KAsset และ J.P. Morgan Asset Management ร่วมกันพัฒนาจากฐานข้อมูลและสมมติฐานที่เป็นระบบ

 

“KCMA ต่อยอดจาก Long-Term Capital Market Assumptions ของ J.P. Morgan Asset Management ที่สั่งสมประสบการณ์กว่า 30 ปี โดยวิเคราะห์ผลตอบแทน ความเสี่ยง และความสัมพันธ์ของกว่า 200 สินทรัพย์ทั่วโลกในกรอบ 10-15 ปี เพื่อสร้างโซลูชันระยะยาวให้คนไทยบนฐานงานวิจัยที่เข้มข้น ซึ่งในปีแรกที่ทำงานร่วมกับ KAsset เรามีการแลกเปลี่ยนความรู้อย่างหนักจากทีมงานของทั้งสองบริษัทกว่า 40 คน โดยใช้เวลาเตรียมการกว่า 300 ชั่วโมงจนสำเร็จเป็นบทวิจัยฉบับนี้” เอนีส กล่าว

 

ภาพ วิน พรหมแพทย์ และ เอนีส ตียาสิริ ผู้บริหาร KAsset และ J.P. Morgan Asset Management 7

 

สำหรับวินแล้ว KCMA คือการสร้างความชำนาญใหม่ให้ KAsset จากบลจ.ที่เชี่ยวชาญรายสินทรัพย์ ไปสู่บลจ.ที่เชี่ยวชาญด้านการจัดพอร์ตมากขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมี Know the Markets บทวิเคราะห์เจาะลึกเศรษฐกิจโลกและ Asset Allocation รายไตรมาสที่ช่วยให้ผู้แนะนำการลงทุนสื่อสารกับลูกค้าได้ง่ายขึ้น พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อประเมินและรับมือสถานการณ์โลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์นักลงทุนรายบุคคลที่มีข้อจำกัดด้านเวลาและข้อมูล

 

“เวลาเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น การเมือง เศรษฐกิจ หรือภัยธรรมชาติ เราจะมาประชุมกันทันที ประเมินสถานการณ์และผลกระทบกับพอร์ตลงทุน ถ้าต้องปรับพอร์ตก็ปรับทันที ถ้าเป็นผู้ลงทุนรายบุคคล ตื่นเช้ามาอ่านข่าว เขาอาจตัดสินใจผิดทางก็ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือใช้ทีมงานดูแลพอร์ตให้ใกล้ชิดกว่า และปรับได้อย่างเป็นระบบมากกว่า” วินกล่าว

 

ดังนั้นความมั่นใจที่ KAsset และ J.P. Morgan Asset Management ต้องการมอบให้นักลงทุนนั้น มาจากการที่เบื้องหลังพอร์ตมี งานวิจัย ข้อมูล ทีมงาน และกระบวนการตัดสินใจที่ทำงานต่อเนื่องอยู่เสมอ

 

Core Portfolio: ฐานหลักที่ช่วยให้นักลงทุนอยู่ในตลาดได้ในระยะยาว

 

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานด้านงานวิจัยและกระบวนการเข้มแข็ง นักลงทุนจะสามารถสร้าง Core Portfolio เพื่อเป็นฐานการลงทุนระยะยาวได้ ซึ่งหัวใจสำคัญคือการกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นระบบเพื่อให้พอร์ตพร้อมรับมือกับทุกสภาวะความผันผวน

 

วินอธิบาย“ถึงแนวคิด Core Portfolio ว่าคือการมีเงินก้อนหลักประมาณ 70-80% กระจายลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกเพื่อให้เติบโตอย่างมั่นคง ส่วนอีก 20-30% จัดเป็น Satellite Portfolio ลงทุนในธีมหรือสินทรัพย์ที่หวือหวาขึ้น วิธีนี้ช่วยลดผลกระทบต่อพอร์ตโดยรวมหากการลงทุนเฉพาะทางเกิดข้อผิดพลาดหรือไม่เป็นไปตามคาด”

 

ภาพ วิน พรหมแพทย์ และ เอนีส ตียาสิริ ผู้บริหาร KAsset และ J.P. Morgan Asset Management 8

 

Core Portfolio เหมือนนักเรียนกลางห้องที่ไม่เคยได้ที่ 1 แต่ไม่เคยรั้งท้าย เพราะมีการกระจายความเสี่ยงเพื่อความอยู่รอดระยะยาวมากกว่ากำไรระยะสั้น ซึ่งในระยะ 10 ปี ผลลัพธ์จะขยับขึ้นสู่กลุ่มบนได้ เพราะไม่มีสินทรัพย์ใดชนะหรือแพ้ตลอดกาล

 

วิน พรหมแพทย์, CFA

ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด

 

ทำให้เห็นว่า Core Portfolio ช่วยลดปัญหาด้านการจัดสรรเงินก้อนหลักอย่างเป็นระบบ ไม่ยึดติดกับธีมหรือประเทศใดมากเกินไป วิธีนี้ช่วยลดการใช้ความรู้สึกตัดสินใจท่ามกลางความผันผวนของตลาด

 

วินเสริมว่า KAsset ได้ต่อยอดแนวคิด Core Portfolio ผ่านโซลูชันการลงทุน ผ่านกองทุน K-WealthPLUS Series ซึ่งเป็นพอร์ตหลักที่กระจายการลงทุนทั่วโลก พร้อมมีผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลทั้งการจัดพอร์ต และการปรับสมดุลอย่างเป็นระบบ

 

Product Focus สู่ Goal Focus ปลายทางคือ Wealth และ Retirement Solution

 

หาก Core Portfolio คือคำตอบของการจัดวางเงินลงทุนในวันนี้ ปลายทางที่ KAsset และ J.P. Morgan Asset Management มองไกลกว่านั้น คือการทำให้การลงทุนไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “ควรซื้อกองทุนอะไร” แต่เริ่มจากคำถามว่า “เงินก้อนนี้มีเป้าหมายอะไรในชีวิต”

 

เอนีสชี้ว่าตลาดไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การลงทุนแบบที่เน้นเป้าหมายชีวิต (Goal Focus) เช่น การเกษียณ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่เน้นจัดพอร์ตตามระยะเวลาและความเสี่ยงที่เหมาะสม พร้อมระบุว่าการลงทุนต่างประเทศเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงโอกาสใหม่ ๆ อย่าง AI หรือ New Economy ในระดับสากล

 

ภาพ วิน พรหมแพทย์ และ เอนีส ตียาสิริ ผู้บริหาร KAsset และ J.P. Morgan Asset Management 9

 

“การกระจายการลงทุนไปทั่วโลกจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น หากต้องการให้พอร์ตมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลกในระยะยาว” เอนีส กล่าว

 

KAsset เชื่อมการลงทุนกับเป้าหมายการออมเพื่อเกษียณ โดยวินเผยว่าได้นำแนวคิดกองทุน K-WealthPLUS Series มาพัฒนาโซลูชัน Life Path สำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ปรับลดความเสี่ยงอัตโนมัติทุกปีตามอายุและเดือนเกิดของสมาชิก

 

ภาพ วิน พรหมแพทย์ และ เอนีส ตียาสิริ ผู้บริหาร KAsset และ J.P. Morgan Asset Management 10

 

ปัจจุบันนายจ้างกว่า 300 ราย และสินทรัพย์กว่า 4,000 ล้านบาท ได้ย้ายมาใช้แนวทางนี้ ซึ่งวินมองว่าสะท้อนความสำเร็จของ Core Portfolio ในการต่อยอดสู่ระบบการลงทุนเพื่อการเกษียณที่ใช้งานได้จริง

 

“เราภูมิใจที่ได้ดูแลทั้งลูกค้ากองทุนรวมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมให้คนไทยมีเงินพอใช้หลังเกษียณ เป้าหมายต่อไปคือการเป็น No.1 Retirement Solution ที่ดูแลอย่างเป็นระบบร่วมกับ J.P. Morgan Asset Management ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำงานไปจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต” วินกล่าว

 

จาก ปัญหาเรื่องพอร์ตกระจุกตัว สู่ Core Portfolio ที่ช่วยให้ลงทุนได้ยาวขึ้นด้วยงานวิจัยและกระบวนการระดับโลก จนถึงโซลูชันเพื่อการเกษียณ ความร่วมมือนี้จึงเป็นการวางระบบการลงทุนระยะยาวที่เข้าใจทั้งตลาดโลก นักลงทุนไทย และเป้าหมายชีวิตอย่างแท้จริง

 

หมายเหตุ: โฆษณาของบลจ.กสิกรไทยนี้อาจอ้างอิงข้อมูลที่ J.P. Morgan Asset Management เผยแพร่โดยทั่วไป มิได้จัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะหรือเป็นการให้คำแนะนำการลงทุน / ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน /ข้อมูลเพิ่มเติม www.kasikornasset.com

The post KAsset x J.P. Morgan Asset Management เจาะอินไซต์ระดับโลก ปลดล็อกมายเซ็ตนักลงทุนไทย คว้าทุกโอกาสด้วยแนวคิดสร้าง Core Portfolio [Sponsored by KAsset] appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสาเหตุ ทำไม S&P500 จะไม่ฟองสบู่แตก จนเข้าสู่ Lost decade แม้มูลค่าแพงเกินไปแล้ว https://thestandard.co/s-p500-avoid-lost-decade/ Tue, 19 May 2026 06:25:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1208745 กราฟดัชนี S&P500 แสดงการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ พร้อมแนวคิดเรื่องฟองสบู่และ Lost Decade

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสง […]

The post เปิดสาเหตุ ทำไม S&P500 จะไม่ฟองสบู่แตก จนเข้าสู่ Lost decade แม้มูลค่าแพงเกินไปแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟดัชนี S&P500 แสดงการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ พร้อมแนวคิดเรื่องฟองสบู่และ Lost Decade

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ โดยดัชนี S&P500 ปรับตัวทะลุ 7,500 จุด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ได้รับแรงหนุนหลักจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรก ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีเกินคาด โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่ม AI เช่นเดียวกับตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง

 

 
 

แม้ล่าสุดดัชนีจะปรับตัวลงมาทดสอบแนวรับสำคัญที่ระดับ 7,400 จุด แต่แรงซื้อมหาศาลในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนว่านักลงทุนได้มองข้ามผลกระทบ สงครามไปเยอะแล้ว และมีมุมมองเชิงบวกว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อก็ตาม

 

จนนักวิเคราะห์ใน Wall Street หลายสำนักต้องออกมาเตือนว่านี่อาจเป็นสัญญาณเตือน ก่อนตลาดเกิดภาวะ ‘ฟองสบู่แตก’ และมีโอกาสเข้าสู่ช่วง Lost decade ที่ S&P500 ให้ผลตอบแทนต่ำลง เฉลี่ยปีละ 3%-5% เนื่องจาก CAPE Ratio ชี้ว่าตอนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แพงเกินไป ระดับใกล้เคียงช่วง ‘ฟองสบู่ดอทคอม’ แล้ว

 

อย่างไรก็ตาม เหรียญมี 2 ด้านเสมอ แม้ตอนนี้ตัวชี้วัดทางการเงิน หลายตัวจะบ่งชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ แพงเกินไปแล้ว

 

แต่มี Thesis อะไรบ้างที่นักลงทุนอาจมองข้าม ซึ่งเป็นกระจกสะท้อนความจริงอีกด้านว่า S&P500 อาจไม่เกิดภาวะฟองสบู่แตก และยังลงทุนได้ในระยะยาว?

 

S&P 500 แพงเกินไปหรือยัง เสี่ยง Lost decade แค่ไหน?

 

กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัยลูกค้ารายย่อย และนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ CGS International ประเทศไทย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่ S&P500 จะเข้าสู่ Lost decade ซึมยาว 10 ปี เนื่องจากตอนนี้ Forward P/E ของกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีอยู่ที่ 25 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000 ที่อยู่สูงถึงระดับ 50 เท่า

 

ประกอบกับปัจจุบัน สถาบันการเงินในสหรัฐฯ ถูกกำกับด้วยกฎเกณฑ์ที่รัดกุม จึงระมัดระวังในการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อ Leverage ผลตอบแทนมากขึ้น

 

ดังนั้นความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตการเงินคล้ายปี 2008 จึงมีน้อย

 

เมื่อพิจารณามูลค่าหุ้นสหรัฐฯ ว่าแพงเกินพื้นฐานไปแล้วหรือไม่ CGS ประเมินว่าประมาณการกำไรต่อหุ้น (Forward EPS) ของดัชนี S&P500 จะอยู่ที่ 380 ดอลลาร์ในปี 2027 และขยับขึ้นเป็น 430 ดอลลาร์ ในปี 2028 บนเงื่อนไขที่บริษัทจดทะเบียนสามารถส่งมอบกำไรได้ตามเป้าหมาย เมื่อคำนวณราคาดัชนี โดยให้ค่า PE ที่ 20 เท่า มูลค่าที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 7,600-8,400 จุด

 

ดังนั้น แม้ว่าดัชนีจะพุ่งทะลุ 7,500 จุดขึ้นมาทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่เมื่อเทียบกับความสามารถการทำกำไรในอนาคตแล้ว ระดับราคานี้ถือว่าเป็นระดับกลาง ไม่ได้แพงเกินไป

 

ความเสี่ยงเดียวที่จะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง คือทำกำไรไม่ได้ตามเป้าหมาย แต่ปัจจุบันบริษัทเทคโนโลยียังมีการลงทุนมหาศาลใน AI อีกทั้งบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเทคโนโลยี ก็นำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ทำให้มีโอกาสที่กำไรจะปรับตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้

 

“การที่ไม่มีหุ้น AI อาจจะอันตรายกว่าการไม่มี เพราะเมื่อบริษัททำกำไรได้จริง เราจะตกรถทันที ถ้าใครพลาดไม่ซื้อ S&P500 ตอนราคาอยู่ที่ประมาณช่วง 6,000 ปลายๆ เรามองว่าน่าเสียดาย เพราะ AI อาจจะยิ่งใหญ่กว่าอินเทอร์เน็ตก็ได้”

 

อีกหนึ่งเหตุผลที่บ่งชี้ว่าดัชนี S&P500 จะไม่ปรับตัวลงแรงเหมือนในอดีต เพราะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยกระดับกลายเป็น ‘หุ้นโลก’ ไปแล้ว

 

ปัจจุบันผลประกอบการของ S&P 500 ไม่ได้อิงอยู่กับเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว แต่รายได้เฉลี่ยของบริษัททั้ง 500 แห่งมาจากต่างประเทศรวมกันมากถึง 30%

 

หากพิจารณาเฉพาะหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า (Magnificent 7) ที่เปรียบเสมือน โครงสร้างพื้นฐานของโลกยุคใหม่ รายได้กว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้มาจากนอกสหรัฐฯ โครงสร้างรายได้ระดับโลก ทำให้ดัชนีมีความแข็งแกร่งเวลาตลาดย่อตัวลง จึงมักจะมีแรงซื้อกลับเข้ามาเสมอ และทำให้การปรับฐาน (Drawdown) ไม่ลึกและรุนแรงเหมือนในอดีต

 

ทั้งนี้ต้องจับตาความเสี่ยงผลกระทบจากราคาน้ำมัน ที่อาจทรงตัวอยู่ในระดับสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดทั้งไตรมาส อาจทำให้ตลาดปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้นลง ซึ่งจะส่งผลต่อจังหวะเข้าซื้อ

 

อย่างไรก็ตามหากเกิดการปรับลดประมาณการกำไรทั้งตลาด นักลงทุนจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน แต่หากกระทบจำกัดอยู่แค่บางกลุ่มอุตสาหกรรม การย่อตัวครั้งนี้จะถือเป็นจังหวะเข้าซื้อที่เหมาะสม

 

ทำไม CAPE RATIO ไม่ใช่ตัวชี้วัดตลาดฟองสบู่แตก

 

CAPE RATIO หรือ Shiller P/E มักถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประเมินมูลค่าตลาดหุ้น ว่าถูกหรือแพงแค่ไหน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาว โดยมีหลักการคือ นำค่า P/E หรือกำไรเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ เพื่อลดความผันผวนจากวัฏจักรเศรษฐกิจ ให้สามารถเปรียบเทียบกำไรในช่วงที่เงินเฟ้อสูงกับช่วงที่เงินเฟ้อต่ำบนมาตรฐานเดียวกัน

 

เมื่อค่า CAPE สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมาก อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า มูลค่าตลาดปัจจุบันแพงเกินไป และมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ ‘ต่ำลง’ ในช่วง 10 ปีข้างหน้า นักลงทุนจึงมักใช้สิ่งนี้เป็นตัวชี้วัด ‘ภาวะฟองสบู่’ ในตลาดหุ้น

 

มทินา วัชรวราทร, CFA, Head of Investment Management Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด (KAsset) กล่าวว่า แม้ปัจจุบันค่า CAPE จะพุ่งสูงถึงระดับ 41 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยประวัติศาสตร์ และใกล้เคียงกับจุดสูงสุดช่วงฟองสบู่ดอทคอมที่ระดับ 42 เท่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดหุ้นไม่เคยปรับตัวลงเพียงเพราะมูลค่าตลาดแพงอย่างเดียว

 

เมื่อตลาดมีค่า PE ที่สูง ตลาดอาจจะยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อไปได้เรื่อยๆ เป็นเวลา 1-2 ปีโดยไม่เกิดการปรับฐานลงมาเลยก็ได้ ดังนั้นหากนักลงทุนใช้ CAPE Ratio เป็นตัวชี้วัดว่าตลาดหุ้นแพงเกินไปแล้วควรรีบขายหุ้น ก็อาจกลายเป็นการขายที่เร็วเกินไป ทำให้เสียโอกาสทำกำไรในช่วงที่ตลาดยังสามารถวิ่งต่อไปได้

 

ในทางตรงกันข้าม ช่วงฟองสบู่ดอทคอมแม้บริษัทเทคโนโลยีจะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนก็ปรับสูงขึ้น แต่สุดท้ายตลาดก็ปรับตัวลงอย่างหนัก กลายเป็นว่าการดูแต่กำไร ทำให้นักลงทุนออกจากตลาดหุ้นไม่ทัน

 

“ตลาดหุ้นไม่เคยปรับตัวลง เพราะ CAPE RATIO หมายความว่า การดู P/E ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีที่จะบอกได้ว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวลงหรือไม่ โดยระดับ CAPE RATIO อาจปรับสูงขึ้นได้เรื่อยๆ โดยที่ตลาดหุ้นไม่ปรับตัวลงเลยก็ได้ จึงไม่สามารถใช้บอกจังหวะการซื้อขายได้”

 

ทั้งนี้เวลาที่ตลาดหุ้นร่วงหนักถึง 20% มักมีสาเหตุมาจากการปรับขึ้น อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หรือเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) เช่น เมื่อราคาน้ำมันสูงจนผู้บริโภคต้องชะลอการใช้จ่าย

 

Index fund น่าลงทุนอยู่ไหม รายย่อยจัดพอร์ตอย่างไร

 

กรรณ์มองว่า การลงทุนในกองทุนดัชนี (Index fund) ยังให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ทั้งนี้ CGS แนะนำให้จัดพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง โดยถือ ‘หุ้น’ ควบคู่ไปกับ ‘เงินสด’ แทนการถือหุ้นควบคู่ไปกับพันธบัตรหรือทองคำ เนื่องจากมองว่าปัจจุบัน ‘ทองคำ’ และ ‘พันธบัตร’ ไม่ใช่สินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยงที่ดีอีกต่อไป

 

เพราะในช่วงวิกฤตสงครามที่ผ่านมา ทองคำไม่ได้ช่วยป้องกันความเสี่ยงให้พอร์ตได้จริง ขณะที่พันธบัตรก็มีความเชื่อมโยง (Correlation) กับหุ้นสูงมาก ทำให้เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นหรือลง ราคาพันธบัตรและหุ้นจึงเคลื่อนไหว ไปในทิศทางเดียวกัน

 

ด้านมทินามองว่า การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย (DCA) ในกองทุนดัชนี (Index Fund) เช่น S&P500 ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์และให้ผลตอบแทนที่ดีสำหรับการลงทุนระยะยาว ทั้งนี้ ควรเน้นการเข้าซื้อหรือเพิ่มเงินลงทุนในช่วงที่ตลาดย่อตัว มากกว่าการซื้อในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้น เพราะการเก็บของในช่วงที่ตลาด ปรับฐานจะช่วยให้ได้ต้นทุนเฉลี่ยในระยะยาวที่ถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

สำหรับการเลือกหุ้นรายตัวเข้าพอร์ต ควรเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ที่บริษัทมีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีกำไรรองรับ เช่น Microsoft ที่จะไม่เจ๊งในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยสามารถทยอยซื้อสะสมไปได้เรื่อยๆ และควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้น IPO ใหม่ๆ ที่ยังไม่มีกระแสเงินสด (Cash Flow) รองรับ

 

ภาพ: Rokas Tenys/ Shutterstock

 

The post เปิดสาเหตุ ทำไม S&P500 จะไม่ฟองสบู่แตก จนเข้าสู่ Lost decade แม้มูลค่าแพงเกินไปแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
บูธแคมป์การลงทุนดีๆ เรียนได้ฟรีจาก KAsset อัปสกิล ‘ลงทุน x AI’ https://thestandard.co/kasset-investment-bootcamp-ai-gen-z/ Tue, 12 May 2026 05:32:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1206244 ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z

Gen Z สายลงทุน ต้องมาสมัครค่ายนี้ ฟรี!!   “KAsset […]

The post บูธแคมป์การลงทุนดีๆ เรียนได้ฟรีจาก KAsset อัปสกิล ‘ลงทุน x AI’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z

Gen Z สายลงทุน ต้องมาสมัครค่ายนี้ ฟรี!!

 

“KAsset Investment Bootcamp Season 3: Where AI Meets Smart Investing”

 

THE STANDARD อยากชวนน้องๆ นักศึกษามาเปิดประสบการณ์โลกการลงทุนผ่าน Bootcamp Season 3 ของ KAsset ที่เข้มข้นกว่าเดิม พร้อมอัปสกิลโดยกูรูตัวจริงระดับประเทศและระดับโลก ได้เรียนรู้เรื่องการลงทุนแบบที่หาไม่ได้ใน

 

ห้องเรียน พร้อมทริกการใช้ AI สุดล้ำ ให้ทุกการลงทุนเหนือกว่าเดิม เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนก้าวสู่โลกการทำงานจริง!

 

เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 15 พ.ค.69 สมัครตรงนี้เลย คลิก ›

 

(โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มการรับสมัคร)

  • ฟรี! สำหรับนิสิต / นักศึกษา ทุกคณะ ทุกชั้นปี เรียนได้หมด
  • รับจำนวนจำกัด

 

เรียนทั้ง Online และ Onsite

  • Online : มิ.ย. – ส.ค. 69
  • On-site : ส.ค. – ก.ย. 69

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Facebook @KAsset

 

ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z 1ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z 2ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z 3ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z 4ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z 5ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z 6ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z 7

The post บูธแคมป์การลงทุนดีๆ เรียนได้ฟรีจาก KAsset อัปสกิล ‘ลงทุน x AI’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดผลงาน 11 แบงก์ไทย ไตรมาส 1/2569 ฟาดกำไรโต 6.8 หมื่นล้าน แม้ดอกเบี้ยขาลง-สินเชื่อหด https://thestandard.co/thai-banks-q1-profit-growth/ Thu, 23 Apr 2026 05:09:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1200383 อินโฟกราฟิกผลประกอบการ 11 ธนาคารไทย ไตรมาส 1/2569 แสดงกำไรพุ่ง 6.8 หมื่นล้านบาท

ล่าสุดกลุ่ม ‘ธนาคารพาณิชย์ไทย’ ประกาศผลการดำเนินงานไตรม […]

The post เปิดผลงาน 11 แบงก์ไทย ไตรมาส 1/2569 ฟาดกำไรโต 6.8 หมื่นล้าน แม้ดอกเบี้ยขาลง-สินเชื่อหด appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกผลประกอบการ 11 ธนาคารไทย ไตรมาส 1/2569 แสดงกำไรพุ่ง 6.8 หมื่นล้านบาท

ล่าสุดกลุ่ม ‘ธนาคารพาณิชย์ไทย’ ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ครบทั้ง 11 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กลุ่มเอสซีบี เอกซ์ (SCB) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) กลุ่มการเงินทิสโก้ (TISCO) กลุ่มเกียรตินาคินภัทร (KKP) ธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LHFG) ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย (CIMBT) ธนาคารกรุงไทย (KTB) และ ธนาคารไทยเครดิต (CREDIT)

 

โดยกำไรรวมในไตรมาสแรก อยู่ที่ 68,685 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 ซึ่งอยู่ที่ 68,270 ล้านบาท และ มีรายได้รวม 255,129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.47% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 ซึ่งอยู่ที่ 251,413 ล้านบาท

 

โดย 9 จาก 11 ธนาคาร มีกำไรเติบโต ยกเว้น SCB และ BBL ที่ขาดทุน 18.5% และ 12.9% ตามลำดับ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและการรับรู้กำไรการลงทุนที่ลดลง

 

ข้อสังเกตสำคัญในการประกาศผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 คือ

 

  • แบงก์ใหญ่รายได้ปรับลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักได้รับผลกระทบจากการทิศทางดอกเบี้ยขาลงและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ ในขณะที่แบงก์เล็กได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากมีพอร์ตสินเชื่อคงที่มากกว่า จึงไม่ได้อิงกับดอกเบี้ยนโยบายมากนัก
  • กำไรสุทธิยังโตแรง แม้ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยขาลง เนื่องได้รับแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมบริการและการลงทุน โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth Management
  • อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม ส่วนใหญ่ปรับลดลง เป็นผลมาจากการควบคุมคุณภาพการปล่อยสินเชื่อ

 

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการกลุ่ม ‘ธนาคารพาณิชย์ไทย’ ไตรมาส 2/2569

 

นักวิเคราะห์การลงทุน จากบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KAsset) ให้มุมมองว่า คาดว่าจะ ผลประกอบการจะอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก จาก 3 ปัจจัย

 

  • ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลง : ในไตรมาส 2/2569 จะเป็นไตรมาสที่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงไตรมาสแรกประกอบกับธนาคารมีแนวโน้มที่จะระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ มากขึ้น ทำให้ยอดสินเชื่อไม่เติบโต ซึ่งจะกดดันให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) อย่างต่อเนื่อง
  • รายได้ค่าธรรมเนียมโตช้าลง : ในไตรมาสแรก รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะจากธุรกิจ Wealth Management และบริหารกองทุนที่มีการซื้อขายและปรับพอร์ตสูง เนื่องจากความผันผวนของตลาดจากผลกระทบของสงครามในตะวันออก แม้คาดว่าโมเมนตัมในไตรมาส 2 จะดีอย่างต่อเนื่อง แต่จะไม่เติบโตแรงเท่าไตรมาสแรก
  • ขาดปัจจัยหนุนจากรายการพิเศษ (One-Time Items): ในไตรมาสแรกมีรายการพิเศษที่ช่วยหนุนรายได้ เช่น การตีมูลค่าเงินลงทุน (Mark value) ในหุ้นกลุ่มขนส่งของธนาคารกรุงไทย (KTB) ที่เพิ่มขึ้น และรายได้ค่าธรรมเนียมจากโครงการคุณสู้เราช่วยที่ทาง ธปท. จ่ายคืนมา ซึ่งรายการเหล่านี้จะไม่มีในไตรมาส 2

 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสแรก ทุกธนาคารได้ตั้งสำรองพิเศษเพื่อรองรับ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกไปมากแล้ว หากสถานการณ์ในไตรมาส 2 ไม่ได้เลวร้ายลงกว่าเดิม ภาระการตั้งสำรองก็น่าจะลดลง ซึ่งจะเข้ามาช่วยชดเชยผลกระทบจากรายได้ส่วนอื่นที่อ่อนตัวลงได้ในระดับหนึ่ง

 

ด้านการปรับลดค่าธรรมเนียม 15 รายการของ ธปท. เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ของธนาคาร คาดว่าจะไม่มีผลกระทบต่อกำไรในไตรมาส 2 อย่างมีนัยสำคัญ เพราะรายได้ส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้รวม และปัจจุบันคนหันไปทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking ซึ่งไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านี้อยู่แล้ว

 


 

อินโฟกราฟิกผลประกอบการ 11 ธนาคารไทย ไตรมาส 1/2569 แสดงกำไรพุ่ง 6.8 หมื่นล้านบาท 1

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post เปิดผลงาน 11 แบงก์ไทย ไตรมาส 1/2569 ฟาดกำไรโต 6.8 หมื่นล้าน แม้ดอกเบี้ยขาลง-สินเชื่อหด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บาทอ่อนหนัก ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้น-บอนด์ไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลังสงครามอิหร่านผ่านไป 1 เดือน ส่องโอกาส-ความเสี่ยงลงทุน https://thestandard.co/baht-weak-foreigner-sell-stocks-bonds/ Thu, 02 Apr 2026 01:53:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1193838 กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน

เปิดผลกระทบสงครามอิหร่านต่อตลาดเงินตลาดทุนไทย โดยไทยกลา […]

The post บาทอ่อนหนัก ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้น-บอนด์ไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลังสงครามอิหร่านผ่านไป 1 เดือน ส่องโอกาส-ความเสี่ยงลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน

เปิดผลกระทบสงครามอิหร่านต่อตลาดเงินตลาดทุนไทย โดยไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบผ่านช่องทางตลาดเงินตลาดทุนหนักที่สุด เห็นได้จากเงินบาทที่อ่อนค่าลงหนักสุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินเอเชีย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปีของไทยก็ปรับตัวขึ้นมากที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่เอเชีย (EM Asia) สอดคล้องกับกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศ (Fund Flow) ที่ไหลออกสุทธิทั้งในตลาดบอนด์และตลาดหุ้น

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 
 

เงินบาทอ่อนค่าสุดในกลุ่มเอเชีย

 
 

โดยตามรวบรวมข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH พบว่า นับตั้งแต่เกิดสงคราม (เทียบจากวันที่ 27 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 30 มีนาคม) เงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดในกลุ่มสกุลเงินเอเชีย โดยอ่อนค่าไปมากกว่า 5%

 

🇹🇭 บาทไทย อ่อนค่า 5.83%

 

🇵🇭 เปโซฟิลิปปินส์ อ่อนค่า 5.36%

 

🇰🇷 วอนเกาหลีใต้ อ่อนค่า 4.94%

 

🇮🇳 รูปีอินเดีย อ่อนค่า 4.17%

 

🇲🇾 ริงกิตมาเลเซีย อ่อนค่า 3.60%

 

🇯🇵 เยนญี่ปุ่น อ่อนค่า 2.76%

 

🇸🇬ดอลลาร์สิงคโปร์ อ่อนค่า 1.82%

 

🇮🇩 รูเปียห์อินโดนีเซีย อ่อนค่า 1.25%

 

🇻🇳 ดองเวียดนาม อ่อนค่า 1.12%

 

🇨🇳 หยวนจีน อ่อนค่า 0.88%

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 1
 

 
 

เงินไหลออกตลาดหุ้น-ตลาดบอนด์ไทยสุทธิทะลุ 7 หมื่นล้านบาท

 
 

หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมมือกันเปิดปฏิบัติ EPIC FURY เมื่อวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สัปดาห์แรกหลังสงครามเงินทุนได้เคลื่อนย้ายออกจากประเทศไทยอย่างหนัก

 

โดยตามข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และสมาคมตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นจนถึงวันที่ 31 มีนาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3.96 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และขายสะสมสุทธิ (Net Sell) ตราสารหนี้ไทยจำนวน 3.64 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่า ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดบอนด์รวมกันกว่า 7.6 หมื่นล้านบาทแล้ว

 
 

เปิดตัวเลขฟันด์โฟลว์ต่างชาติ 4 สัปดาห์ หลัง EPIC FURY

 
 

สัปดาห์ที่ 1: 2-6 มี.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 13,470 ล้านบาทและมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ตลาดพันธบัตรไทย 18,780 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 18,446 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 334 ล้านบาท)

 

สัปดาห์ที่ 2: 9-13 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,011 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ตลาดพันธบัตรไทย 15,261 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 14,359 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 902 ล้านบาท)

 

สัปดาห์ที่ 3: 16-20 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3,216 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 8,943 ล้านบาท (ขายสุทธิพันธบัตร 8,038 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 905 ล้านบาท)

 

สัปดาห์ที่ 4: 23-27 มี.ค. 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 2,011 ล้านบาท และมีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 13,265 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 13,275 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 10 ล้านบาท)

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 2
 

 
 

Bond Yield ไทยดีดมากที่สุดในกลุ่ม EM เอเชีย

 
 

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปี ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น ทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว (DM) และประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) รวมถึงประเทศไทย

 

โดยสาเหตุที่ทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้นในไทยได้แก่ อัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติพากันเทขายพันธบัตร เนื่องจากนักลงทุนต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ (Inflation Risk Premium) ที่เพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ ตลาดโลกยังอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off Sentiment) เมื่อเกิดความไม่แน่นอนจากสงคราม ทำให้นักลงทุนดึงเงินออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM) โดยเฉพาะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง

 

โดยตามรวบรวมข้อมูลของ THE STANDARD WEALTH พบว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ระยะยาว 10 ปีของไทยปรับตัวมากที่สุดในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่สำคัญ ดังนี้

 

  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย อยู่ที่ 2.33% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 62 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี เกาหลีใต้ อยู่ที่ 3.93% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 48 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี อินโดนีเซีย อยู่ที่ 6.86% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 43 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี อินเดีย อยู่ที่ 6.94% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 28 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี ญี่ปุ่น อยู่ที่ 2.39% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 27 Bps
  • บอนด์ยีลด์ 10 ปี จีน อยู่ที่ 1.82% ณ 30 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 1 Bps

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 3
 

 

SCB EIC เปิดสาเหตุ 3 จุดอ่อนสำคัญเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ ‘ภาวะเงินไหลออก’

 

ดร.ยรรยง กล่าวถึงสาเหตุที่เงินไหลออกจากประเทศในทุกทิศทาง ซึ่งมีส่วนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมาก รวมถึงผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นนั้น มาจากจุดอ่อน 3 ด้านของไทย ได้แก่

 

จุดอ่อนที่ 1: ไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง

 

โดยไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนที่สูงถึง 8% ของ GDP ทำให้เมื่อพลังงานแพงขึ้น ไทยจะต้องจ่ายเงินออกนอกประเทศมหาศาล ซึ่งอาจจะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบและกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าอีกทอดได้

 

โดยตามข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิของไทยสูงกว่าภูมิภาค โดยสูงกว่าเกาหลีใต้ ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ที่คิดเป็นไม่ถึง 6%, 5% และ 4% ตามลำดับ ขณะที่นิวซีแลนด์และจีนนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 2.5% ส่วนอินโดนีเซียนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 1.5%

 

“เราเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมากนะครับ Net Oil and Gas Import Bill ที่เราซื้อเข้ามาเนี่ย คิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP เป็นหนึ่งในสาเหตุที่อาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบได้” ดร.ยรรยงกล่าว

 

จุดอ่อนที่ 2: สัดส่วนพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูง

 

สินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อ (CPI) มีน้ำหนักถึง 12% ในการคำนวณเงินเฟ้อของไทย เมื่อราคาพลังงานโลกขึ้น จึงมีแนวโน้มที่จะดึงอัตราเงินเฟ้อในประเทศให้พุ่งสูงขึ้นตามได้ง่าย

 

“เรื่องตะกร้าสินค้า CPI ราคาพลังงานโดยตรง ทั้งไฟฟ้าน้ำมันต่างๆ เนี่ยอยู่ประมาณ 12% ยังไม่รวมสินค้าอื่นๆ อ่อนไหวกับราคาพลังงาน” ดร.ยรรยงกล่าว

 

จุดอ่อนที่ 3: ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานไทยยังเป็นรองคู่แข่ง

 

ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy intensity) ซึ่งหมายความว่า การผลิต GDP ต่อหน่วยของไทย ต้องใช้ปริมาณพลังงานในสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตพลังงาน เศรษฐกิจไทยจึงเจ็บหนักกว่า

 

“เรื่อง Energy Intensity หรือถ้าพูดกลับกันก็คือประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของไทยสูงจริงๆ ความหมายคือเวลาเกิดปัญหาเนี่ย เราก็จะกระทบต่อเศรษฐกิจค่อนข้างเยอะ” ดร.ยรรยงกล่าว

 

ทั้งนี้ ถ้า Energy intensity ลดลงหมายความว่า การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

 
กราฟแสดงการอ่อนค่าของเงินบาท การไหลออกของเงินทุนต่างชาติ และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย หลังเหตุการณ์สงครามอิหร่าน 4
 

 
 

บอนด์ยีลด์ผันผวนหนัก แนะพักเงินในตราสารหนี้ระยะสั้น

 
 

มทินา วัชรวราทร Head of Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย (KAsset) กล่าวว่า ปัจจุบัน KAsset มีมุมมองต่อตราสารหนี้ที่เป็น Neutral (คงน้ำหนักการลงทุน) ไม่แนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อตราสารหนี้ระยะยาวในช่วงนี้ เนื่องจากผลตอบแทนตราสารหนี้ มีโอกาสปรับสูงขึ้นและผันผวนหนัก จากปัจจัยราคาน้ำมัน และความยืดเยื้อของสงครามอิหร่าน ซึ่งประเมินไม่ได้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อไร แต่ศูนย์วิจัยต่างๆ มองว่ากรณีฐาน (Base case) สงครามอิหร่านจะยืดเยื้อไม่เกิน 3 เดือน

 

ทั้งนี้โอกาสสร้างผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาตราสารหนี้ (Price Return) จบไปแล้ว เนื่องจาก กนง.ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายไปแล้วเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 ดังนั้น KAsset จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยถอนการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว และย้ายมาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อพักเงินรักษามูลค่า จากความผันผวนของตลาดในช่วงนี้

 

สำหรับมุมมองแนวโน้มดอกเบี้ย ตลาดให้น้ำหนักไปแล้วว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ด้าน กนง.มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย 1.5 ครั้งเช่นกัน ซึ่งในกรณีฐาน KAsset มองสวนทาง โดยคาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ส่วน กนง.คาดว่าจะคงดอกเบี้ย ที่ 1.00% ต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาความเสี่ยงความยืดเยื้อของสงครามอิหร่าน ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ โดยเฉพาะประเทศฝั่งเอเชีย ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางจะปรับขึ้นดอกเบี้ย

 
 

หุ้นไทยแกร่งกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ระวังแรงกระแทกใน Q2

 
 

แม้ฟันด์โฟลว์จะไหลออกจากหุ้นไทยกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา และทำให้ดัชนี SET ปรับตัวลง 5.15% แต่เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดหุ้นหลักๆ ทั่วโลก จะเห็นว่าหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่ Outperform ตลาดหุ้นอื่นๆ ซึ่งติดลบตั้งแต่ 7% ไล่ไปจนถึง 20%

 

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งกว่าอีกหลายๆ ตลาดทั่วโลกนั้น ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า แม้ไทยจะพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูงเช่นกัน แต่หุ้นไทยราว 1 ใน 3 เป็นกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น เช่น อุตสาหกรรมน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ

 

“หุ้นกลุ่มนี้ของไทยได้อานิสงส์ด้านราคา หุ้นบางตัวถูกปรับเพิ่มกำไรขึ้น ช่วยค้ำยันตลาดหุ้นไทยช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา” ณัฐชาตกล่าว

 

เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ที่ปรับตัวลงแรง เช่น หุ้นเกาหลีใต้ นอกจากจะถูกกดดันจากการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางสูง ยังถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวลดลง เพราะความกังวลว่านโยบายการเงินจะเข้มงวดขึ้นในระยะถัดไป เพราะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

 

แต่ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องระมัดระวังคือ เมื่อราคาพลังงานถึงจุดพีกและเริ่มย่อตัว ผลกระทบด้านบวก (ต่อหุ้นบางกลุ่ม) จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น จะเริ่มลดลง หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นผลกระทบด้านลบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนลดลง ฟันด์โฟลว์ไหลออกในไตรมาส 2 นี้ และดุลการชำระเงินที่อาจจะแย่ลง ทั้งจากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว

 

“เราจึงแนะนำชะลอการลงทุน เพราะแม้จะมองแง่ดีมากๆ คือ กำไรหุ้นไทยไม่ถูกปรับลง บนดัชนี 1,450 จุด ความเสี่ยงก็ยังสูงกว่า หากคิดว่าหุ้นไทยจะขึ้นต่อ ต้องเชื่อว่าแนวโน้มกำไรของหุ้นไทยจะดีขึ้นกว่าเดิม หลังจากเกิดสงคราม”

 

 

The post บาทอ่อนหนัก ต่างชาติเทขายสุทธิหุ้น-บอนด์ไทยทะลุ 7 หมื่นล้านบาท หลังสงครามอิหร่านผ่านไป 1 เดือน ส่องโอกาส-ความเสี่ยงลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตา พ.ค.69 ชี้ทิศทางการลงทุนโลก ประธาน FED คนใหม่ เงินเฟ้อออกฤทธิ์ ตลาดหุ้นไทยรุ่งหรือร่วง? https://thestandard.co/may-2026-fed-chair-inflation-thai-stocks/ Tue, 24 Mar 2026 10:13:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1190738 ภาพทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา สัญลักษณ์ของอำนาจทางการเงินและการเมืองโลก ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจผันผวน

ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ […]

The post จับตา พ.ค.69 ชี้ทิศทางการลงทุนโลก ประธาน FED คนใหม่ เงินเฟ้อออกฤทธิ์ ตลาดหุ้นไทยรุ่งหรือร่วง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา สัญลักษณ์ของอำนาจทางการเงินและการเมืองโลก ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจผันผวน

ท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาพลังงานในประเทศที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้นตาม

 

ด้านราคาทอง ผันผวนหนัก -10% ทำจุดต่ำสุดที่ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา การปรับลดลงของราคาทองในช่วงที่ผ่านมา สอดคล้องกับทิศทางสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ

 

สิ่งนี้สะท้อนว่านักลงทุนเทขาย ทุกสินทรัพย์เพื่อถือเงินสด เพราะกังวลความเสี่ยงเงินเฟ้อจากการส่งผ่านต้นทุนด้านพลังงาน สู่ภาคเศรษฐกิจจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ Stagflation ที่เงินเฟ้อสูงควบคู่กับ เศรษฐกิจชะลอตัว

 

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ เดือนพฤษภาคม จะกลายเป็นจุดชี้ชะตา ‘ตลาดหุ้นไทย’ ครึ่งปีหลัง ว่าจะรุ่งหรือจะร่วง เนื่องจากเป็นช่วงที่คาดว่าจะมีการแต่งตั้งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ‘เควิน วอร์ช (Kevin Warsh)’ ที่จะมารับช่วงต่อจาก ‘เจอโรม พาวเวลล์’ ซึ่งจะหมดวาระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เป็นช่วงเดียวกับที่นักวิเคราะห์ มองว่าราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจะส่งผ่านต้นทุนไปยังอัตราเงินเฟ้อในเดือนนี้

 

จับตา 3 ปัจจัยชี้ชะตาตลาดหุ้นไทย เดือนพฤษภาคม

 

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่จากเจอโรม พาวเวลล์ เป็นเควิน วอร์ช ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่มีนัยสำคัญต่อทิศทางการลงทุนโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย เนื่องจากมี 3 ปัจจัยหลักที่เข้ามาบรรจบกันในช่วงเวลาดังกล่าวพอดี

 

1. ความชัดเจนของทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์

 

การเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินจากการเข้ามาดำรงตำแหน่งของเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed คนใหม่ จะเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ จะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากการส่งผ่านต้นทุนราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นก่อนหน้านี้ (ระยะเวลาส่งผ่านต้นทุน 2-3 เดือน) ตลาดจึงให้การจับตามองว่าประธาน Fed คนใหม่จะกำหนดทิศทางนโยบายอย่างไร จะเลือกคงอัตราดอกเบี้ย หรือจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายตามที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรง ต่อค่าเงินดอลลาร์และทิศทางของตลาดทุน

 

2. การปรับลดน้ำหนักตลาดหุ้นอินโดนีเซียในดัชนี MSCI

 

เดือนพฤษภาคมเป็นเดือนชี้ชะตาตลาดหุ้นอินโดนีเซียว่าจะถูก MSCI ปรับลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) สู่ตลาดชายขอบ (Frontier Market) หรืออาจแค่ถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุนลง 15-20% เนื่องด้วยความกังวลด้านสภาพคล่องและสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย (Free float) ที่ต่ำ ซึ่งอาจกดดันให้กองทุนต่างๆ ทั้ง Active Fund และ Passive Fund ย้ายเงินลงทุนออกจากตลาดอินโดนีเซียเข้าไปลงทุนในประเทศอาเซียนอื่นๆ รวมถึงตลาดหุ้นไทย

 

3. ฤดูกาลจ่ายเงินปันผลกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า

 

ตามสถิติย้อนหลัง 20 ปี พบว่าเดือนพฤษภาคมมักจะเป็นเดือนที่เงินบาท อ่อนค่าลงเฉลี่ยประมาณ 0.6-0.7 บาท เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลจ่ายเงินปันผล สำหรับรอบนี้คาดว่ายอดการจ่ายเงินปันผลจะทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยนักลงทุนต่างชาติอาจได้รับเงินปันผลรวมกันสูงถึง 150,000-200,000 ล้านบาท หากนักลงทุนต่างชาตินำเงินปันผลกลับประเทศ ก็จะยิ่งสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก

 

เปิด 3 ฉากทัศน์ สงครามอิหร่านยืดเยื้อ กระทบหุ้นไทยแค่ไหน

 

บลจ. กสิกรไทย (KAsset) ประเมินผลกระทบของสงครามอิหร่าน ต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทย โดยแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ (Scenario) ตามระยะเวลาความยืดเยื้อของสงคราม ดังนี้

 

ฉากทัศน์ที่ 1 สงครามจบภายใน 1 เดือน: ประเมินว่าเป้าหมายของ SET Index จะอยู่ที่ระดับ 1,480 จุด

 

ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยืดเยื้อ 3 เดือน: ซึ่งเป็นกรณีที่มีความเป็นไปได้สูงสุด (Base Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงระดับนี้ SET Index จะเปิดความเสี่ยงขาลง (Downside risk) โดยร่วงลงไปอยู่ที่ระดับ 1,385 จุด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้กำไรต่อหุ้น (EPS) ลดลงประมาณ 4 จุด รวมถึงฉุดให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอาจปรับลดลงมาเหลือเพียงระดับ 1.3% จากประมาณการเดิมที่ 1.9%

 

ฉากทัศน์ที่ 3 สงครามยืดเยื้อนาน 12 เดือน มีความเป็นไปได้น้อยที่สุด

 

ด้านมุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ มีการประเมินฉากทัศน์เพิ่มเติม ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ 1 เดือนครึ่ง คาดว่าสถานการณ์ปริมาณน้ำมันดิบ ขาดแคลนจะเริ่มคลี่คลายในช่วงหลังสงกรานต์ ซึ่งจะทำให้เป้าหมาย SET Index จะอยู่ที่ระดับประมาณ 1,430-1,440 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้ตลาดมี Upside จำกัด

 

ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

The post จับตา พ.ค.69 ชี้ทิศทางการลงทุนโลก ประธาน FED คนใหม่ เงินเฟ้อออกฤทธิ์ ตลาดหุ้นไทยรุ่งหรือร่วง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCBAM-KAsset ยืนยันไม่มีลงทุนในกองทุน Private Credit ของ BlackRock ที่สั่งระงับถอนเงิน https://thestandard.co/scbam-kasset-blackrock-private-credit/ Mon, 09 Mar 2026 02:56:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1185612 ภาพประกอบข่าว บลจ.ไทยพาณิชย์ และ บลจ.กสิกรไทย ยืนยันไม่ได้ลงทุนในกองทุน Private Credit ของ BlackRock ที่สั่งระงับการถอน

จากกรณีความเคลื่อนไหวในตลาดการเงินโลกที่สร้างความกังวลใ […]

The post SCBAM-KAsset ยืนยันไม่มีลงทุนในกองทุน Private Credit ของ BlackRock ที่สั่งระงับถอนเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว บลจ.ไทยพาณิชย์ และ บลจ.กสิกรไทย ยืนยันไม่ได้ลงทุนในกองทุน Private Credit ของ BlackRock ที่สั่งระงับการถอน

จากกรณีความเคลื่อนไหวในตลาดการเงินโลกที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุน เมื่อ BlackRock บริษัทจัดการลงทุนระดับโลก เริ่มดำเนินการจำกัดและระงับการถอนเงินในกองทุนสินเชื่อส่วนบุคคล (Private Credit) ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเผชิญกับคำขอไถ่ถอนหน่วยลงทุนที่มากเกินรับไหวนั้น

 

ล่าสุด นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส Chief Investment Officer (CIO) สายการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ (SCBAM) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนไทย โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า ทาง SCBAM ไม่ได้มีการลงทุนในกองทุน Private Credit ของ BlackRock แต่อย่างใด

 

“เราไม่มีการลงทุนใน Private Credit ของ BlackRock ดังนั้นจึงสามารถบอกได้เลยว่า SCBAM ไม่ได้ลงทุนตรงนี้และไม่มีผลกระทบใดๆ” นันท์มนัสกล่าว

 

นอกจากนี้ เมื่อประเมินถึงผลกระทบในภาพรวมของอุตสาหกรรมกองทุนรวมในประเทศไทย นันท์มนัสให้มุมมองเพิ่มเติมว่า เท่าที่ได้รับทราบข้อมูลในปัจจุบัน เบื้องยังไม่พบหรือได้ยินว่ามีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แห่งใดในไทยที่เข้าไปลงทุน หรือมีการเสนอขายกองทุน Private Credit ของ BlackRock ให้กับนักลงทุนในประเทศไทย

 

นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส Chief Investment Officer (CIO) สายการลงทุน บลจ. ไทยพาณิชย์

 

“ประเด็นปัญหาสภาพคล่องและการจำกัดการไถ่ถอนของกองทุน Private Credit ภายใต้การบริหารของ BlackRock ในครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันยืนยันได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับพอร์ตการลงทุนของ SCBAM อย่างแน่นอน”

 

ด้านวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย (KAsset) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH เพื่อชี้แจงและสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า บลจ.กสิกรไทย ไม่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้มีการเข้าไปลงทุนในกองทุน Private Credit ตัวที่เป็นข่าวของ BlackRock แต่อย่างใด

 

วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย

 

“เราไม่ได้ลงทุนในตัวที่เป็นข่าว Private Credit ตัวนั้นที่เป็นของ BlackRock เราไม่ได้ลงทุนตัวนั้นนะครับ จึงไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเรา” วจนะกล่าว

The post SCBAM-KAsset ยืนยันไม่มีลงทุนในกองทุน Private Credit ของ BlackRock ที่สั่งระงับถอนเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘3 เหตุผล’ หุ้น AI ยังไม่ใกล้ ฟองสบู่แตก KAsset มองธุรกิจทำกำไรได้ https://thestandard.co/3-reasons-ai-stocks-not-bubble/ Tue, 07 Oct 2025 12:17:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1127789 ‘3 เหตุผล’ หุ้น AI ยังไม่ใกล้ ฟองสบู่แตก KAsset มองธุรกิจทำกำไรได้

วันนี้(7 ตุลาคม 2568) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกร […]

The post ‘3 เหตุผล’ หุ้น AI ยังไม่ใกล้ ฟองสบู่แตก KAsset มองธุรกิจทำกำไรได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘3 เหตุผล’ หุ้น AI ยังไม่ใกล้ ฟองสบู่แตก KAsset มองธุรกิจทำกำไรได้

วันนี้(7 ตุลาคม 2568) บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทย จำกัด (KAsset) จับมือ J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) จัดงานสัมนาการลงทุนประจำปี Know the market summit 2025 ในหัวข้อ Core Stability Amidst Market Volatility โดยมีผู้เชี่ยวชาญ ด้านการลงทุนทั้งสองฝ่าย มาอัปเดตแนวโน้มการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ วิเคราะห์โอกาส และความเสี่ยงการลงทุนในปี 2026 รวมถึงเผยกลยุทธ์ปรับพอร์ตการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทน ช่วงตลาดรองผันผวนสูงดังนี้ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

 

3 สาเหตุ ที่หุ้น AI ยังไม่เป็นฟองสบู่

 

มทินา วัชรวราทร, CFA, Head of Investment Management Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (KAsset) ให้มุมมองต่อนักลงทุน ในประเด็นหุ้น AI มูลค่าแพงไปหรือยัง โดยอธิบายถึง 2 สาเหตุที่ทำให้หุ้น AI ยังไม่มีแนวโน้มฟองสบู่แตกในเร็วๆ นี้

 

1. มูลค่าตลาดยังไม่สูงเท่าตอนยุค Dot-com

 

โดยมูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีในยุคฟองสบู่ดอทคอม อยู่ที่ประมาณ 70-80 เท่า ของมูลค่าบริษัทเทคโนโลยีในตลาดหุ้นสหรัฐปัจจุบัน

 

2. บริษัท AI มีกำไร และ Use case จริง

 

โดยบริษัท AI ในปัจจุบันมีเงินลงทุนหลักจาก กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในสหรัฐ (Big tech) สามารถทำกำไรได้จริง จาก Use case ในกลุ่มผู้ใช้งานระดับต่างๆ แตกต่างจากยุคฟองสบู่ดอทคอม ที่บริษัทเทคโนโลยีในตอนนั้น ยังไม่สามารถทำกำไรได้จากโมเดลธุรกิจ และมีเงินลงทุนดำเนินกิจการจากการระดมทุนผ่าน Venture capital เป็นหลัก

 

3. ธุรกิจมีแนวโน้มปรับใช้ AI แบบก้าวกระโดด

 

จากผลสำรวจบริษัทในสหรัฐ 500 บริษัท มีเพียง 10% ที่นำ AI มาปรับใช้ ซึ่งตอนนี้หลายๆ บริษัทกำลังเริ่มหันมาสนใจใช้ AI เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ KAsset คาดว่าในปี 2026 บริษัทในสหรัฐจะปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจ เพิ่มขึ้นเป็น 15%-20% และอัตราการใช้งาน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

 

โดยสรุป KAsset มองว่า มูลค่าของบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ AI มีบางบริษัทที่มูลสูงเกินจริงแล้ว แต่ก็ยังมีบางบริษัทที่ยังไม่สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง เช่น บริษัทในกลุ่ม Data center และ Semiconductor

 

กลยุทธ์ปรับพอร์ตลงทุน อยู่รอดในปี 2026

 

Raisah Rasid Global Market Strategist, J.P. MORGAN Asset Management เปิดเผยกลยุทธ์การปรับพอร์ตการลงทุนสร้างผล รองรับความผันผวนในปี 2026 ไว้ 2 ข้อ ดังนี้

 

1. ลงทุนอย่างต่อเนื่อง

 

ในระยะข้างหน้าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้ม ลดดอกเบี้ยลงอีก ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนจากการถือเงินสดไว้เฉยๆ ลดลง เช่นเดียวกับการลงทุนซ้ำ (Reinvestment) ผลการศึกษาพบว่า การลงทุนระยะยาว ไม่เข้าๆ ออกๆ แม้เจอความเสี่ยงจากตลาดผันผวน จะทำให้ผลตอบแทนภาพรวมดีกว่า ดังนั้น ควรกระจายการลงทุนไปยังหุ้นและตราสารหนี้

 

2. ลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง

 

ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง เกิดช็อค จากปัจจัยความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อดูผลตอบแทนย้อนหลังตั้งแต่ปี 1999 พบว่า การจัดพอร์ตการลงทุน โดยแบ่งสัดส่วนเป็น 60/40 ให้น้ำหนัก 60% กับตราสารหนี้ และ 40% กับหุ้น จะช่วยลดผลตอบแทนขาดทุนสะสม (Drawdown) และให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการถือเงินสด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน

 

สำหรับหุ้น ควรกระจายการลงทุนออกจากตลาดหุ้นสหรัฐ เนื่องจากได้รับผลกระทบ การดำเนินนโยบายของทรัมป์ และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียมากขึ้น โดยเน้นลงทุนในกลุ่มหุ้นที่ล้อไปกับ mega trend เช่น AI จีน

 

ด้านตราสารหนี้ จะช่วยลดการขาดทุนของพอร์ตได้ดีกว่าสินทรัพย์อื่น และให้ผลตอบแทนคงที่ สม่ำเสมอในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง

 

ภาพ: Koshiro K / Shutterstock

The post ‘3 เหตุผล’ หุ้น AI ยังไม่ใกล้ ฟองสบู่แตก KAsset มองธุรกิจทำกำไรได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ค้นหา ‘มูฟที่ใช่’ ท่ามกลางความผันผวน KAsset และพันธมิตร J.P.Morgan Asset Management มอบข้อมูลเชิงลึก พร้อมเครื่องมือลงทุนระดับโลก [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/right-move-kasset-jpmorgan/ Tue, 30 Sep 2025 06:40:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1123137 KAsset

โลกการลงทุน ณ ปลายปี 2568 กำลังจับตามองจุดเปลี่ยนสำคัญ […]

The post ค้นหา ‘มูฟที่ใช่’ ท่ามกลางความผันผวน KAsset และพันธมิตร J.P.Morgan Asset Management มอบข้อมูลเชิงลึก พร้อมเครื่องมือลงทุนระดับโลก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
KAsset

โลกการลงทุน ณ ปลายปี 2568 กำลังจับตามองจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อศาลฎีกาสหรัฐฯ มีกำหนดจะพิจารณาคำอุทธรณ์เกี่ยวกับอำนาจในการกำหนดนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ประเด็นดังกล่าวได้สร้างความไม่แน่นอนครั้งใหญ่ให้กับทิศทางเศรษฐกิจโลก เนื่องจากมาตรการภาษีนำเข้าจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าจะมีคำตัดสินชี้ขาด

 

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก เพราะมูลค่าภาษีที่ถูกเรียกเก็บไปแล้วอาจสูงถึงหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ และยังไม่มีความชัดเจนในกระบวนการชดเชยหากคำตัดสินออกมาว่าการเก็บภาษีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความผันผวนและความซับซ้อนที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้การมีพันธมิตรที่เชี่ยวชาญและเชื่อถือได้กลายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อช่วยนำทางการลงทุนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายไปได้

 

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันว่า ตลาดการลงทุนทั่วโลกมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง และความเสี่ยงจากนโยบายของประเทศมหาอำนาจเพียงแห่งเดียว ก็สามารถส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของทุกคนได้

 

ดังนั้น การพึ่งพาสินทรัพย์หรือตลาดเพียงแห่งเดียวจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยอีกต่อไป การกระจายการลงทุนไปทั่วโลกอย่างมีหลักการได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน และด้วยความเข้าใจในความต้องการของนักลงทุนไทย บลจ.กสิกรไทย (KAsset) และพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง J.P.Morgan Asset Management (JPMAM) ที่ร่วมเดินทางด้วยกันมาตั้งแต่ปี 2567 จึงยังคงมุ่งมั่นส่งมอบคำแนะนำการลงทุนระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจที่ไม่หยุดนิ่ง

 

 

Global Strength. Local Expertise.

 

ความร่วมมือที่แข็งแกร่งมาตั้งแต่ปี 2567 นี้ ยังคงเป็นการผนึกกำลังเพื่อต่อยอดการสร้างมาตรฐานใหม่และมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ให้กับตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด ‘Global Strength. Local Expertise.’ ซึ่งเป็นการผสานความแข็งแกร่งระดับโลกเข้ากับความเชี่ยวชาญที่เข้าใจตลาดในประเทศอย่างแท้จริง



KAsset คือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอันดับหนึ่งของประเทศไทย ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 32 ปี ทำให้มีความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของนักลงทุนไทยอย่างลึกซึ้ง ความเป็นผู้นำนี้สะท้อนถึงความไว้วางใจที่นักลงทุนไทยมีให้มาโดยตลอด และยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายได้อย่างต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกัน JPMAM คือบริษัทจัดการลงทุนชั้นนำ 1 ใน 5 ของโลก ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 150 ปี และมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนอยู่ทั่วโลก JPMAM บริหารจัดการสินทรัพย์ภายใต้กลยุทธ์การลงทุนกว่า 600 กลยุทธ์ และมีผลงานที่โดดเด่น โดย 83% ของกองทุน Multi-Asset สามารถสร้างผลตอบแทนที่เอาชนะเกณฑ์มาตรฐานได้ ความเชี่ยวชาญระดับโลกนี้ครอบคลุมสินทรัพย์ทุกประเภท ตั้งแต่หุ้น ตราสารหนี้ ไปจนถึงสินทรัพย์ทางเลือก

 

การผนึกกำลังกันนี้จึงเป็นการนำประสบการณ์ระดับโลกของ JPMAM มาเสริมความแข็งแกร่งให้กับ KAsset เพื่อทำการวิเคราะห์และคัดเลือกสินทรัพย์ที่ดีที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก ช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ที่ก่อนหน้านี้อาจเข้าถึงได้ยาก ผ่านผู้จัดการกองทุนในประเทศที่เชื่อถือได้ เป้าหมายสูงสุดของความร่วมมือนี้ คือการสร้างความมั่นใจและมอบเครื่องมือที่ดีที่สุด เพื่อให้นักลงทุนสามารถสร้าง ‘มูฟที่ใช่’ ที่จะพาพอร์ตการลงทุนไปได้ไกลและมั่นคงกว่าที่เคย

 

 

คัมภีร์การลงทุนสำหรับทุกคน

 

ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดจากความร่วมมือนี้ คือ ‘Know the Markets’ ซึ่งเปรียบเสมือนคัมภีร์การลงทุนที่ถูกออกแบบมาเพื่อนักลงทุนไทยโดยเฉพาะ เป็นการย่อยข้อมูลที่ซับซ้อนจากทั่วโลกให้เข้าใจง่าย ผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญทั้งสององค์กร เพื่อให้นักลงทุนทุกระดับ ตั้งแต่ผู้เริ่มต้นไปจนถึงผู้มีประสบการณ์สูง สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง

 

หัวใจของ ‘Know the Markets’ ตั้งอยู่บนหลักการสามประการคือ รู้ลึก รู้รอบ และรู้เร็ว ‘รู้ลึก’ คือการเข้าถึงบทวิเคราะห์เจาะลึกจากทีมผู้เชี่ยวชาญของ JPMAM ทั่วโลก ‘รู้รอบ’ คือการครอบคลุมสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วทุกภูมิภาค และ ‘รู้เร็ว’ คือการนำเสนอข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้นักลงทุนปรับพอร์ตได้อย่างทันท่วงที ท่ามกลางสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

 

 

ในปีนี้ยังได้มีการต่อยอดความสำเร็จไปอีกขั้น ด้วยการจัดทำบทวิจัย ‘KAsset Capital Market Assumptions (KCMA)’ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการนำเสนอบทวิเคราะห์ในลักษณะนี้ ‘KCMA’ คือการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจ ผลตอบแทน และความเสี่ยงของสินทรัพย์กว่า 100 ประเภททั่วโลก โดยเป็นการมองภาพระยะยาวไปข้างหน้าถึง 10-15 ปี ซึ่งเป็นเครื่องมือระดับสถาบันที่ JPMAM ใช้ในการวางกลยุทธ์ให้กับลูกค้ารายใหญ่ทั่วโลก

 

การเข้าถึงข้อมูลระดับนี้จะช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถวางแผนการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ในระยะยาวได้อย่างมีหลักการและแม่นยำยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนการมีแผนที่การลงทุนที่ชัดเจนสำหรับการเดินทางสู่เป้าหมายทางการเงินในอนาคต ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ตลาดมีความไม่แน่นอนสูง

 

สู่โซลูชันพอร์ตลงทุนที่ตอบโจทย์

 

ความรู้และข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดที่ได้จากความร่วมมือนี้ ได้ถูกนำมาพัฒนาเป็นโซลูชันการลงทุนที่จับต้องได้และพร้อมใช้งานสำหรับนักลงทุนทุกคน นั่นคือกลุ่มกองทุนผสม ‘K-WealthPLUS Series’

 

k wealth

 

แนวคิดของ ‘K-WealthPLUS Series’ คือการมอบพอร์ตการลงทุนที่กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก หรือที่เรียกว่า Multi-Asset Solution ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็นอย่างยิ่งในสภาวะตลาดที่ผันผวน เพราะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ในทุกสถานการณ์ 

 

กองทุนในซีรีส์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นพอร์ตการลงทุนหลัก (Core Port) สำหรับนักลงทุน โดยมีให้เลือก 3 กองทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ตั้งแต่เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ ไปจนถึงเสี่ยงสูง ทำให้นักลงทุนสามารถเริ่มต้นสร้างความมั่งคั่งได้อย่างมั่นใจ โดยมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับโลกคอยดูแลทิศทางการลงทุนให้อย่างใกล้ชิด

 

ความร่วมมือระหว่าง KAsset และ JPMAM จึงเป็นมากกว่าการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ แต่คือคำมั่นสัญญาที่จะนำความเชี่ยวชาญที่ดีที่สุดจากทั่วโลก มาเพื่อสร้างโอกาสและความสำเร็จให้กับนักลงทุนไทยอย่างแท้จริง

 

เริ่มต้นการลงทุนอย่างมั่นใจด้วยข้อมูลและบทวิเคราะห์ Know the Markets ได้ที่: https://www.kasikornbank.com/k_3ItLsbi

 

โฆษณาของบลจ. กสิกรไทยนี้อาจอ้างอิงข้อมูลที่ J.P.Morgan Asset Management (JPMAM) เผยแพร่โดยทั่วไป มิได้เป็นข้อมูลที่จัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะหรือถือเป็นงานวิจัยหรือการให้คำแนะนำการลงทุนของ JPMAM ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ภาพปก: d3sign / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ค้นหา ‘มูฟที่ใช่’ ท่ามกลางความผันผวน KAsset และพันธมิตร J.P.Morgan Asset Management มอบข้อมูลเชิงลึก พร้อมเครื่องมือลงทุนระดับโลก [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
KAsset และ J.P.Morgan Asset Management ผนึกกำลังสร้างโซลูชันการลงทุนที่เหนือกว่าในทุกสภาวะตลาด https://thestandard.co/kasset-j-p-morgan-asset-management/ Fri, 20 Sep 2024 01:30:54 +0000 https://thestandard.co/?p=984820

ในโลกแห่งการลงทุนที่ผันผวน การจะสร้างพอร์ตให้เติบโตอย่า […]

The post KAsset และ J.P.Morgan Asset Management ผนึกกำลังสร้างโซลูชันการลงทุนที่เหนือกว่าในทุกสภาวะตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในโลกแห่งการลงทุนที่ผันผวน การจะสร้างพอร์ตให้เติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศ อาจไม่ใช่เรื่องง่าย ใครจะไปรู้ว่าวิกฤตครั้งต่อไปจะมาจากไหน ดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลง การเมืองโลกจะพลิกผันไปทางใด หรือแม้แต่การเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อตลาดหุ้นไทย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการลงทุนของเราทั้งสิ้น

 

ซึ่งความกังวลเหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้คุณก้าวไปสู่เป้าหมายทางการเงินที่วางไว้

 

แล้วเราจะทำอย่างไร จะปล่อยให้พอร์ตของเราจมอยู่กับความผันผวน หรือจะยอมแพ้ต่อความไม่แน่นอนของตลาด ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป! เพราะวันนี้ บลจ.กสิกรไทย (KAsset) และ J.P.Morgan Asset Management (JPMAM) ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการลงทุนระดับโลก ได้จับมือกันเพื่อนำเสนอ ‘โซลูชันการลงทุนระดับโลก’ ที่จะช่วย ‘อัปเกรดชีวิตการลงทุนของคุณ’ ให้ก้าวไปอีกขั้น!

 

 

Global Strength. Local Expertise. ความแข็งแกร่งระดับโลก ผสานความเชี่ยวชาญในประเทศ

 

การผนึกกำลังของ KAsset และ JPMAM ไม่ใช่แค่การร่วมมือกันธรรมดา แต่เป็นการผสานการรวมพลังระดับโลกเข้ากับความเชี่ยวชาญในประเทศไทย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านการลงทุนที่จะช่วยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และเข้าถึงโอกาสการลงทุนที่เหนือกว่า

 

KAsset ผู้นำด้านกองทุนรวมอันดับ 1 ของไทย มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในตลาดไทยและความต้องการของนักลงทุนไทย ในขณะที่ JPMAM บริษัทจัดการกองทุนชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ทั่วโลก การผสานจุดแข็งของทั้งสองจึงเป็นการสร้างสรรค์โซลูชันที่ไม่เหมือนใครและตอบโจทย์เรื่องการลงทุนได้ดียิ่งขึ้น นำเสนอออกมาเป็น ‘Know The Markets Series’

 

บทวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกช่วยให้เห็นโอกาสและความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งเข้าถึงข้อมูลสำคัญที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว ช่วยในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินผ่านกองทุนรวมผสม K-WealthPLUS Series ที่ใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Multi-Asset Solution เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว

 

 

Know The Markets Series: คัมภีร์การลงทุน รู้ลึก รู้รอบ รู้เร็ว

 

ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าเข้ามาไม่หยุดหย่อน การจะติดตามและวิเคราะห์ทุกอย่างด้วยตัวเองอาจเป็นเรื่องยากลำบาก KAsset และ JPMAM จึงได้ร่วมกันสร้างสรรค์ ‘Know The Market Series’ คัมภีร์การลงทุนที่จะช่วยให้คุณ ‘รู้ลึก รู้รอบ รู้เร็ว’ ในทุกสินทรัพย์ทั่วโลก

 

  • รู้ลึก: เจาะลึกทุกแง่มุมของตลาด ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือแม้แต่ปัจจัยพื้นฐาน โดยจะได้รับข้อมูลเชิงลึกที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น เพื่อให้เข้าใจถึงปัจจัยขับเคลื่อนตลาดและสามารถปรับพอร์ตได้ทันสถานการณ์
  • รู้รอบ: ครอบคลุมทุกสินทรัพย์ทั่วโลก ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ไม่ว่าจะสนใจลงทุนในตลาดใดก็พร้อมนำเสนอข้อมูลและมุมมองที่ครอบคลุม เพื่อให้นักลงทุนสามารถกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน
  • รู้เร็ว: อัปเดตข้อมูลและบทวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักลงทุนไม่พลาดทุกโอกาสสำคัญในการลงทุนในโลกที่สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันท่วงที

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.kasikornbank.com/k_3MCucPH

 

 

K-WealthPLUS Series: กองทุนรวมผสม ตอบโจทย์ทุกสไตล์ มั่นใจด้วยพาร์ตเนอร์ระดับโลก

 

KAsset และ JPMAM ขอนำเสนอ ‘K-WealthPLUS Series’ กลุ่มกองทุนรวมผสมที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกสไตล์การลงทุน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนมือใหม่หรือมือเก๋าก็สามารถเลือกกองทุนที่เหมาะกับความเสี่ยงและเป้าหมายของคุณได้อย่างลงตัว

 

  • One-Stop Diversification: ลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลกในกองทุนเดียว ช่วยกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวนของพอร์ต
  • จัดการโดยมืออาชีพ: ไม่ต้องกังวลเรื่องการปรับพอร์ต เพราะมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดอยู่เสมอ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญของ KAsset ร่วมกับ JPMAM ซึ่งเป็นพาร์ตเนอร์ระดับโลก จะคอยติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด วิเคราะห์สินทรัพย์เชิงลึก และปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด โดย JPMAM มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการสูงถึง 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2566) และมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนกว่า 1,100 คน ที่พร้อมสนับสนุนการทำงานของ KAsset เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินลงทุนจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด
  • เลือกได้ตามสไตล์: K-WealthPLUS Series คัดมาแล้วกับ 3 กองทุนเด็ดที่เหมาะกับทุกสไตล์ ได้แก่
    • K-WPBALANCED: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและรับความผันผวนได้ไม่มาก เน้นตราสารหนี้ โดยลงทุนในหุ้น 30%
    • K-WPSPEEDUP: เพิ่มสัดส่วนหุ้นได้มากขึ้น ลงทุนในหุ้น 65% เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงขึ้นและต้องการโอกาสรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น
    • K-WPULTIMATE: เพิ่มสัดส่วนหุ้นได้สูง ลงทุนหุ้น 85% เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการทำกำไรแบบจัดเต็ม

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่: https://www.kasikornbank.com/k_3MCucPH

 

คำเตือน:

  • กองทุนจัดตั้งและบริหารโดย บลจ.กสิกรไทย และมี J.P.Morgan Asset Management เป็นผู้ให้คำปรึกษา ซึ่งไม่มีส่วนในการตัดสินใจหรือปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุน ดังนั้นโฆษณาชิ้นนี้จึงไม่มีความเกี่ยวข้องหรือมีข้อผูกพันใดๆ กับ J.P.Morgan Asset Management รวมถึงกองทุนและบริษัทในเครือ
  • ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

The post KAsset และ J.P.Morgan Asset Management ผนึกกำลังสร้างโซลูชันการลงทุนที่เหนือกว่าในทุกสภาวะตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
บลจ.กสิกรไทย ผนึกพาร์ตเนอร์ระดับโลก บลจ.เจ.พี.มอร์แกน เดินเกมรุกเชิงกลยุทธ์ สร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุนไทย https://thestandard.co/kasset-strategic-partnership-jpmorgan/ Tue, 16 Jan 2024 07:00:43 +0000 https://thestandard.co/?p=887841

KAsset ประกาศดีลยักษ์จับมือพาร์ตเนอร์ระดับโลก บลจ.เจ.พี […]

The post บลจ.กสิกรไทย ผนึกพาร์ตเนอร์ระดับโลก บลจ.เจ.พี.มอร์แกน เดินเกมรุกเชิงกลยุทธ์ สร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

KAsset ประกาศดีลยักษ์จับมือพาร์ตเนอร์ระดับโลก บลจ.เจ.พี.มอร์แกน รันเกมรุกเชิงกลยุทธ์ เปิดโอกาสการลงทุน สร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุนไทย

 

ภาพรวมการลงทุนในอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยมีสัดส่วนเม็ดเงินประมาณ 30% ของมูลค่าทั้งหมดที่ออกไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ เนื่องจากหากมองสินทรัพย์การลงทุนในหลายๆ ตลาดทั่วโลกยังมีโอกาสการสร้างผลตอบแทนได้ดีในโอกาสการลงทุนที่หลากหลาย การเพิ่มขีดความสามารถในการคัดเลือกจัดหาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีคุณภาพสูงให้กับลูกค้าจึงมีความสำคัญมาก

 

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย หรือ KAsset ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ในตลาดกองทุนรวมของไทย ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) กว่า 1.49 ล้านล้านบาท ที่มีความเข้าใจเชิงลึกต่อสินทรัพย์และสถานการณ์การลงทุนในไทย เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก 

 

จึงเป็นที่มาของการผนึกความร่วมมือกับ J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการลงทุน ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารสูงถึง 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อมาเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ให้บริการด้านการลงทุนทั่วโลกกับกลุ่มผู้ลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนรายย่อย และผู้ลงทุนรายใหญ่ ในทุกตลาดหลักทั่วโลก JPMAM มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ เฮดจ์ฟันด์ และไพรเวท อิควิตี้ 

 

โดยจัดงานแถลงข่าวเปิดตัว Strategic Partnership อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของทั้งจาก KAsset และ JPMAM มาให้ข้อมูลในงานถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชนที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง โดย อดิศร เสริมชัยวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร KAsset อธิบายว่า ถือเป็นโอกาสสำคัญของ บลจ.กสิกรไทย ในการจับมือกับพาร์ตเนอร์ระดับโลก ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เป็นประโยชน์ นำไปสู่ความสำเร็จและความมั่งคั่งในด้านผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนของไทย 

 

ขณะที่ตัวแทนพันธมิตรระดับโลก แดน วัตกินส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JPMAM ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ให้ข้อมูลว่า JPMAM มีความพร้อมที่จะนำเสนอโซลูชันการลงทุนมาตรฐานระดับโลกให้กับผู้ลงทุนไทย โดยความร่วมมือนี้มุ่งเสริมศักยภาพของ KAsset ให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์

 

อีกทั้งยังเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้ KAsset เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยตั้งเป้าหมายความร่วมมือในครั้งนี้จะมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกองทุน Multi-Asset เพิ่มขึ้นอีก 1 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี 

 

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังในรูปแบบเชิงกลยุทธ์ เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงนวัตกรรมด้านการลงทุน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถในการคัดเลือกและจัดสรรสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อยกระดับการลงทุนของไทย 

 

โดยลูกค้า KAsset จะได้รับประโยชน์หลายด้าน ทั้งโอกาสการลงทุนในแบบ Multi-Asset Solutions ซึ่ง JPMAM เป็น บลจ. แรกๆ ที่เริ่มนำมาใช้และมีความเชี่ยวชาญ โดยเน้นหลักการกระจายความเสี่ยงสินทรัพย์ลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน ปรับกลยุทธ์การลงทุนให้ทันสถานการณ์ และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงสม่ำเสมอในระยะยาว

 

นอกจากนี้ ผู้ลงทุนจะได้เนื้อหาข้อมูลบทวิเคราะห์การลงทุนเชิงลึก Investment Intelligence คำแนะนำการลงทุน วิธีการบริหารพอร์ตระดับ Global จาก JPMAM ที่ถูกนำมาย่อยอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นในเวอร์ชันภาษาไทย 

 

เน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงลึกให้กับผู้ลงทุนไทย เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองหน่วยงานที่จะผสานจุดแข็ง เพื่อสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่มั่งคั่งและยั่งยืนให้เป็นไปตามเป้าหมายตอบโจทย์ของแต่ละบุคคล 

 

ดังนั้นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง KAsset และ JPMAM ตั้งแต่การบริหารจัดการไปจนถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ตรงความต้องการของลูกค้าธนาคารกสิกรไทย จะช่วยยกระดับประสบการณ์การลงทุนของลูกค้าได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับความมุ่งหมายของธนาคารในการส่งมอบผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่นักลงทุนไทย  

 

 

[PR NEWS]

 

#KAssetxJPMAM

The post บลจ.กสิกรไทย ผนึกพาร์ตเนอร์ระดับโลก บลจ.เจ.พี.มอร์แกน เดินเกมรุกเชิงกลยุทธ์ สร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ท่ามกลางโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เราจะคว้าโอกาสจากการลงทุนได้อย่างไร? หาคำตอบได้จากงานสัมมนา ‘KAsset Investment Forum : ปรับพอร์ตรับโลกเปลี่ยน 2024’ https://thestandard.co/kasset-investment-forum/ Mon, 11 Sep 2023 07:50:29 +0000 https://thestandard.co/?p=840036 KAsset Investment Forum

นับตั้งแต่ต้นปี 2566 ทั่วโลกมีแต่ความผันผวนเต็มไปหมด ทั […]

The post ท่ามกลางโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เราจะคว้าโอกาสจากการลงทุนได้อย่างไร? หาคำตอบได้จากงานสัมมนา ‘KAsset Investment Forum : ปรับพอร์ตรับโลกเปลี่ยน 2024’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
KAsset Investment Forum

นับตั้งแต่ต้นปี 2566 ทั่วโลกมีแต่ความผันผวนเต็มไปหมด ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ และมิติของการลงทุน 

 

อย่างต้นปีมีเรื่องของอัตราเงินเฟ้อที่กำลังมาแรง ซึ่งก็มาตามนัด รวมถึงธนาคารของทั้งสหรัฐฯ และทั่วโลก ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอัตราเร่ง เพื่อเป็นการแตะเบรกทางเศรษฐกิจ ทำให้เงินเฟ้อลดลง 

 

ถึงตอนนี้สถานการณ์ต่างๆ จะเริ่มดีขึ้นทั้งในแง่ของเงินเฟ้อหรือการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะไว้ใจได้ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ท่ามกลางโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เราจะคว้าโอกาสจากการลงทุนได้อย่างไร?

 

คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานสัมมนา ‘KAsset Investment Forum : ปรับพอร์ตรับโลกเปลี่ยน 2024’ ซึ่งเปิดเวทีด้วย อดิศร เสริมชัยวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย หรือ KAsset และต่อด้วยการชวนกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเพื่อมาค้นหาคำตอบรวมกันผ่านการพูดคุยใน 2 หัวข้อหลัก ได้แก่ 

 

ECONOMIC TALK : A BIRD’S-EYE VIEW OF GLOBAL MARKET หรือมองเศรษฐกิจเมื่อโลกเปลี่ยน โดย

 

  • ดร.ภากร ปีตธวัชชัย – ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • ดร.เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา – นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก 
  • วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์, CFA รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย

 

EXPERT TALK : STRATEGIES FOR PORTFOLIO RESILIENCE หรือปรับพอร์ตรับโลกเปลี่ยน โดย

 

  • Tai Hui – Managing Director, Chief Market Strategist, Asia Pacific, J.P.Morgan Asset Management
  • Elaine Wu – Managing Director, APAC Head of Sustainable Investment Research, BlackRock Investment Institute
  • มทินา วัชรวราทร, CFA ผู้บริหารฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.กสิกรไทย

 

เหล่านี้จะกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้เรารอดพ้นในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความผันผวน

 

KAsset Investment Forum

 

ภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลกในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับในแต่ละประเทศแกนหลักของโลกต่างก็ให้ภาพจังหวะการฟื้นตัวที่แตกต่างกัน โลกของการลงทุนจึงต้องปรับตัวให้ทันกับความท้าทายที่โลกต้องเผชิญใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 

 

  • การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization) – ขั้วต่างๆ ในเศรษฐกิจโลกเริ่มแยกตัวออกจากกัน การกีดกันทางการค้าเป็นแรงผลักดันหลักที่ทำให้ประเทศใหญ่ๆ ไม่สานสัมพันธ์กันเหมือนเดิม 
  • ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ต่างๆ (Uncertainty) – ซึ่งเกิดขึ้นในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน ดอกเบี้ยในสหรัฐฯ สูงขึ้นอย่างรุนแรง แต่ในแง่ของ GDP ยังสามารถเติบโตได้ ทำให้นักวิเคราะห์ต่างๆ ยังสงสัยและตั้งคำถามว่า ทิศทางการพัฒนาที่ส่งผลถึงการลงทุนจะไปทางไหน 
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global Heating) – เรื่องดินฟ้าอากาศที่ไม่แน่นอน สิ่งที่ต้องมองคือปัญหาเหล่านี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาแก้ไขได้อย่างไร 
  • สังคมสูงวัยขยายตัว (Silver Gen) – ซึ่งประชากรที่มีกำลังการผลิต (Productivity) เริ่มลดน้อยลง โลกจะอยู่แบบไหน และจะมีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่เข้ามาช่วยในวันที่ผู้สูงอายุมีเพิ่มขึ้น

 

“ทุกการเปลี่ยนแปลงจะมีโอกาส ซึ่งผู้ประกอบการที่มองเห็นโอกาสนั้นก่อนย่อมได้เปรียบทางการแข่งขัน ในแง่ของการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ทันกับความต้องการของผู้บริโภค และการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตร 3 ต่อ ทั้งต่อลูกค้า ต่อสังคม และต่อสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนในที่สุด”

 

KAsset Investment Forum

 

สถานการณ์ในประเทศไทยในด้านการฟื้นตัวครั้งนี้ต่างกับการฟื้นตัวในครั้งก่อนๆ ค่อนข้างมาก เราได้ยินมาตลอดเรื่องการฟื้นตัวแบบ K-Shaped เบื้องต้นการส่งออกเทคโนโลยีเป็นตัวดึงที่ทำให้เกิดการเติบโตของเศรษฐกิจ และช่วงหลังจากโควิดเบาลงก็มาจากการท่องเที่ยว และการบริโภคในประเทศที่เกิดขึ้นมาก

 

สิ่งสำคัญที่ต้องดูคือเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่การฟื้นตัวอาจไม่เท่าเทียมกันในแต่ละอุตสาหกรรม บางอุตสาหกรรมฟื้นตัวสู เช่น เทคโนโลยีและการเกษตร ขณะที่เรื่องภาคบริการ หรือพลังงาน และสถาบันการเงินอาจยังไม่ฟื้นตัวเร็วนัก ดังนั้นในอนาคตสิ่งที่สำคัญคือการวิเคราะห์ข้อมูล ดูตัวเลขรวมอาจไม่เห็นอะไรชัด แต่ถ้าดูตามอุตสาหกรรมจะเห็นความแตกต่างกัน

 

หลายคนอาจสงสัยว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างช้าๆ มาร่วม 10 ปีแล้ว ทำไมบริษัทจดทะเบียนไทยยังสามารถทำกำไรได้ดี ถ้ามาดูย้อนหลัง SET Index ในช่วง 10 ปีจะโตประมาณ 5-6% เป็น 2 เท่าของ GDP ปัจจัยหนึ่งที่พบคือ บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ มีสัดส่วนรายได้มากกว่า 30% มาจากต่างประเทศ เช่น การเกษตรและอาหารมีรายได้จากต่างประเทศถึง 81% 

 

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสจากการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อเพิ่มรายได้จากนักท่องเที่ยวต่อหัวผ่านเรื่อง Health and Wellness ซึ่งไม่ใช่แค่การมาท่องเที่ยวแล้วกลับออกไป แต่เป็นการมาพักผ่อนพ่วงกับการรักษาสุขภาพด้วย 

 

อีกเรื่องหนึ่งคือความผันผวนในตลาดทุนโลก และทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุน ซึ่งหากดอกเบี้ยนิ่งแล้วจะเป็นปัจจัยบวกสำหรับตลาดทุนไทยที่เงินทุนจะไหลกลับเข้ามา และที่มองข้ามไม่ได้เลยคือบริษัทที่เน้นเรื่อง ESG จะเป็นกระแสหลักในการลงทุนทั้งในตลาดทุนโลกและตลาดทุนไทย

 

KAsset Investment Forum

 

ถ้าเทียบเศรษฐกิจของโลกเป็นเรือในมหาสมุทร ในตอนนี้เราผ่านพายุไปแล้ว แต่ว่าทะเลก็ยังไม่เรียบ ยังมีคลื่นที่เข้ามากระทบ ขณะที่เรือยังมีรอยรั่ว โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่สะสมมากขึ้น ทำให้ความสามารถของแต่ละประเทศในการใช้เครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยลง เพราะฉะนั้นเลยปรับประมาณการของเศรษฐกิจโลกลดลงเหลือ 2.4% ซึ่งสะท้อนว่าปัญหายังค้างอยู่ในระดับหนึ่ง

 

สำหรับเศรษฐกิจจีนเป็นกรณีที่วิเคราะห์ค่อนข้างยาก ซึ่งในธนาคารโลกเองก็กำลังมีการถกเถียงและจับตาวิกฤตในจีน โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์จีนว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งหากจะเข้าใจจีนต้องดูย้อนหลังจะพบว่า จีนใช้อสังหาเป็นแรงดันเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งตอนนี้กำลังคลำหาเครื่องยนต์ใหม่ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

ตอนนี้จีนมีหนี้ที่สะสมมาค่อนข้างเยอะ แต่ถ้าไปดูเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่จะพบว่ามีข้อจำกัดเยอะ เพราะมีรายรับที่น้อยลง ทำให้ไม่มีงบประมาณที่เข้ามาประคับประคองเศรษฐกิจในทุกกลุ่มได้ 

 

ขณะเดียวกันสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ทำให้น่าสนใจว่าไทยเราจะมีโอกาสจากตรงไหนบ้าง ซึ่งถ้ามองไปที่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและ R&D แต่ก่อนไทยจะเน้นจากสหรัฐฯ แต่ตอนนี้ใช้ความรู้จากจีนมากขึ้น ชี้ถึงโอกาสของไทยระหว่าง 2 ตลาดที่ต้องทำตัวเป็น ‘ฮับ’ ซึ่งเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม 

 

ส่วนเรื่อง Global Heating หากถามว่าส่วนไหนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีภัยพิบัติและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นตลอด รวมถึงประชาชนที่อยู่ในเมืองค่อนข้างเยอะ สำหรับไทยมีโอกาสมากกว่าประเทศอื่นในการลงทุนเกี่ยวกับการปรับตัวให้เป็นไปตามสภาพอากาศ เช่น หากชีวิตเปลี่ยนไปจากภาวะโลกร้อน อย่างน้ำท่วมหรือคลื่นความร้อน ก็เปลี่ยนภาคเกษตรโดยการเปลี่ยนพืชที่ปลูกได้ รวมถึงปรับการใช้ชีวิตอย่างการสร้างถนนที่ระบายน้ำได้อย่างรวดเร็ว ประเมินแล้วว่าผลตอบแทนจากการลงทุนอาจอยู่ในระดับ 5-8% ซึ่งเงินลงทุนส่วนหนึ่งมาจากตลาดทุน แต่หลักๆ ต้องเป็นภาครัฐและเอกชนร่วมกัน โดยเน้นที่โครงการเกี่ยวกับน้ำ ซึ่งไทยยังมีโอกาสจากการคลังที่เอื้อ

 

KAsset Investment Forum

 

KAsset มองว่า เราเข้าสู่จุดสูงสุดของอัตราดอกเบี้ยแล้ว พี่ใหญ่ที่นำในรอบนี้อย่าง Fed น่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้อีกสัก 1 ครั้งจนถึงสิ้นปีนี้แล้วก็จะหยุด และไม่คิดว่า Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรวดเร็ว ระยะต่อไปคิดว่า Fed น่าจะรอให้ดอกเบี้ยระดับสูงทำงานเยียวยาตัวเอง และช่วยกดเงินเฟ้อลงมาอีกสักพัก การจ้างงานก็จะมีการเพิ่มขึ้นในอีกสักพัก เศรษฐกิจจะนิ่งมากขึ้น ซึ่ง Fed จะดูทิศทางว่า 5.5% ในกระเป๋าเอาเศรษฐกิจอยู่ไหม ถ้าเอาไม่อยู่ก็จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทีในช่วงปีหน้า 

 

จากสถิติที่ผ่านมาในหลายๆ รอบ เมื่อ Fed หยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะเห็นว่าหลังจากนั้น 3-6 เดือน จะเกิดการ Returns ในแง่ Positive ประมาณ 7-15% ซึ่งเป็นช่วงที่ Returns สูงที่สุด เพราะว่าหลังจากนั้น 12 เดือนจะปรับเป็น 19% ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยนี่เป็นประมาณการที่มอง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกรอบจะเป็นแบบนี้หมด แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น Fed เริ่มหยุดอัตราดอกเบี้ย ตลาดทุนก็จะตอบสนองในด้าน Positive ในช่วงนี้

 

ในปีหน้าเศรษฐกิจบางประเทศอาจจะติดลบบ้าง แต่ไม่ถึงขั้นถดถอย โดยเศรษฐกิจที่จะเร่งตัวขึ้นก็มีจีนและอินเดีย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะดีทั้งหมด เศรษฐกิจที่เร่งตัวไม่สูงมาก เช่น สหรัฐฯ ก็อาจดีได้ เพราะปีหน้าเริ่มเห็นการโตอ่อนๆ แล้ว บางไตรมาสอาจโต 0.1 หรือติดลบ 0.1 ซึ่งไม่ได้กังวลมาก แต่ถ้ามองไปไกลๆ ที่ประเทศที่โตอ่อนๆ จะเร่งตัวในปี 2025 เช่น สหรัฐฯ จะโตได้ 1.9% ส่วนยุโรปได้อานิสงส์ เพราะจีนและสหรัฐฯ ไม่ค่อยคุยกันจึงโตได้ประมาณ 1-2%

 

สำหรับจีนโตได้ 5% แต่จะเห็นว่าแนวทางการโตได้ช้าลง เพราะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจวันนี้บางมากๆ เช่น ลดอัตราดอกเบี้ยครั้งละเล็กน้อยซึ่งเป็นยาเบา หากเปรียบเศรษฐกิจจีนวันนี้เป็นต้นไม้ที่ช่วงก่อนหน้าตอนเร่งให้โตเยอะ ทำให้กิ่งและก้านไปกันคนละทิศทาง บางก้านได้ปุ๋ยมากก็ใบเขียว บางก้านได้น้อยก็ใบเหลือง วันนี้จึงต้องกลับมาพรวนดินกันใหม่ ใส่ปุ๋ยใหม่เพื่อทำให้เศรษฐกิจโตแบบยั่งยืน 

 

ฉะนั้นจึงไม่คิดว่าเศรษฐกิจจีนจะมีการกระตุ้นอย่างร้อนแรง เพราะว่าบางอุตสาหกรรมต้องการเยียวยา การใส่ไปทั้งระบบอาจทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น อุตสาหกรรมที่ใช้ถ่านหินก็ควรชะลอตัว แต่ไปเร่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเพื่อแข่งกับมหาอำนาจอื่นๆ เศรษฐกิจจีนจึงอาจโตได้แบบประคับประคอง 

 

ขณะเดียวกันทำไม ESG ถึงมีความสำคัญ บางคนอาจมองเป็นเรื่องของความเสี่ยง แต่วันนี้คู่ค้าทั่วโลกให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้น ซึ่ง KAsset ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอด และมองว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเรื่อง ESG ออกมาเพิ่มเติมอีก

 

KAsset Investment Forum

 

จากนี้ไปอีก 10 ปีข้างหน้าจะไม่เหมือนเดิม เพราะจากนี้เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับเงินเฟ้อ ขณะที่ดอกเบี้ยในยุคต่อไปไม่ใช่ 0-2% ส่วนเงินเฟ้อไม่ใช่ 2-3% แต่ว่าทั้ง 2 ส่วนจะสูงกว่านั้น จึงมี 3 ปัจจัยที่จะเข้ามาเปลี่ยนตลาดการเงินคือ 

 

  1. เราอยู่ในยุคที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงเท่ากับตอนปี 1980 แต่เศรษฐกิจยังแข็งแกร่งและ Resilience (ล้มและลุกได้เร็ว) เพราะว่าค่าจ้างปรับตัวขึ้นพร้อมเงินเฟ้อได้ และชาวอเมริกันยังมีงานทำ 
  2. ยุคที่เงินเฟ้อญี่ปุ่นเยอะกว่าเงินเฟ้อจีน โลกเริ่มกลับข้างและเรากำลังจับตามองว่า เมื่อค่าจ้างปรับขึ้น บริษัทต่างๆ ในญี่ปุ่นจะสามารถปรับขึ้นราคาสินค้าได้หรือไม่ 
  3. มีผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี และมีทางเลือกในการลงทุนที่มากขึ้น

 

อีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นยุคของ AI ซึ่งวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นแล้ว ต่อไปจะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเรา ที่มองแบบนั้นเพราะ Generative AI เข้าใจมนุษย์ได้มากขึ้น แต่ก่อนใช้ในวงจำกัด แต่ตอนนี้คนธรรมดาใช้ AI ได้แล้ว ทำให้ไม่ใช่แค่บริษัทเทคที่ต้องลงทุนใน AI แต่บริษัทอื่นๆ ก็ต้องลงทุนเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ราคาของ AI อาจสูงเกินไป แต่ในระยะยาวจะสร้างประโยชน์ได้มากกว่า

 

ในช่วงปีนี้จะเห็นตัวเลขเศรษฐกิจค่อยๆ ลดลง และตัวเลขว่างงานจะเพิ่มขึ้น ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องรักษาการลงทุนต่อไป เพราะในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก อย่างในช่วงที่ตลาดกำลังปรับฐานก็เป็นโอกาสซื้อสำหรับตลาดในสหรัฐฯ

 

ขณะที่ตลาดอินเดียถือเป็นตลาดที่น่าเสียดาย เพราะถ้าซื้อแล้วถือมาตั้งแต่ปี 2000 ให้ผลตอบแทนที่มากกว่าสหรัฐฯ จีน ไทย และเอเชีย เพราะว่าในเชิงโครงสร้างของประเทศต่อไปจะเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตสูงที่สุดในเอเชีย การเติบโตของ GDP จะมากกว่า 5% ไปอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งหาได้ยากในประเทศอื่นๆ 

 

ที่สำคัญอินเดียยังผ่านวิกฤตและจบลงไปแล้วซึ่งรับมือได้ดี ขณะที่ PE ตอนนี้อยู่ที่ 19 เท่า ซึ่งเท่ากับตลาดหุ้น S&P แต่ยังมีโอกาสโตได้มากกว่าโดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มธนาคาร และกำไรยังเติบโตต่อเนื่อง แม้ราคาหุ้นจะไม่ได้ถูกลงก็ตาม แต่ควรมีในพอร์ตเพื่อไม่ให้นักลงทุนไทยพลาดโอกาสที่ดีไป

 

พอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมจึงควรแบ่งสัดส่วนการลงทุนในพอร์ตออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1: Core Portfolio เน้นลงทุนระยะยาวแบบ Asset Allocation ประมาณ 70-80% ของพอร์ต โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกกองทุนเพื่อจัดพอร์ตเองได้ หรือลงทุนในกองทุนผสม ซึ่งมีนโยบายกระจายการลงทุนในหลากหลายประเภทสินทรัพย์อยู่แล้ว เช่น K-GA, K-GINCOME, K-PLAN2, K-PLAN3 และ Wealth PLUS 

 

ส่วนที่ 2: Satellite Portfolio เน้นลงทุนระยะสั้นแบบจับจังหวะตลาด (Market Timing) ประมาณ 20-30% ของพอร์ต โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกกองทุนได้ตามสถานการณ์การลงทุนในเวลานั้นเพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไร

 

KAsset Investment Forum

 

การที่สหรัฐฯ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างเร็ว ซึ่งตอนนี้ขึ้นมา 5.5% แล้ว สิ่งที่เห็นคือยาแรงขนาดนี้ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ไม่เหมือนฝั่งยุโรปที่เห็นภาพชัดเจนว่ากำลังซื้อต่างๆ ลดน้อยถอยลงไป

 

ในสหรัฐฯ แม้ตอนนี้ดอกเบี้ยขึ้นก็จริง แต่ด้วยดอกเบี้ยบ้านที่ล็อกเรตไว้ ทำให้คนที่กู้ก่อนหน้านี้ไม่ได้รับผลกระทบ โดยสัดส่วนของผู้ที่จ่ายอัตราดอกเบี้ยที่ 3% หรือน้อยกว่ามีตัวเลขถึง 60% แต่สิ่งที่น่าสนใจคือผู้ที่ยังไม่มีบ้านจะต้องจ่ายมากขึ้นจากดอกเบี้ย 7-8% ซึ่งจะไหวหรือเปล่า

 

ขณะที่ในแง่ของธุรกิจ ก่อนที่จะเข้าสู่ดอกเบี้ยขาขึ้น อาจจ่ายอัตราประมาณ 2% แต่หลังจากนี้อาจต้องจ่ายมากขึ้น สำหรับบริษัทที่มีเรตติ้งดีอาจจ่าย 4-5% ยังพอได้ แต่ถ้าเรตติ้งไม่ดีอาจขยับขึ้นไปถึง 10% ซึ่งต้องจับตามองโดยเฉพาะในปี 2024 ที่เงินกู้จะครบระยะเวลาพอดี ดังนั้นภาพรวมของเศรษฐกิจจึงอาจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่การเติบโตจะชะลอตัวลง 

 

สำหรับตลาดญี่ปุ่นที่มีสปอตไลต์ส่องไปเป็นเพราะตลาดกำลังคึกคัก ที่สำคัญคืออัตราเงินเฟ้อเริ่มมาหลังจากมีความเป็นห่วงเรื่องเงินฝืด ส่วนหนึ่งเพราะโควิด แต่อีกส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการขึ้นค่าแรง ทำให้ขึ้นราคาสินค้าได้ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทต่างๆ สูงขึ้นในด้วย 

 

ยังไม่นับว่าเงินสดในมือของบริษัทญี่ปุ่นที่มีมาก ทำให้ไปซื้อหุ้นคืนโอกาสในการสร้างผลตอบแทนในการลงทุนก็มีมากไปด้วย การผลักดันธรรมาภิบาลกำลังเกิดดอกออกผล และการที่นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นในบริษัทญี่ปุ่นน้อยเกินไป ทำให้ตลาดน่าสนใจ แต่การเข้าไปลงทุนไม่เหมือนเดิม ในอดีตอาจหาหุ้นถูกๆ เมื่อหวังว่าบริษัทจะมาซื้อหุ้นคืน แต่ตอนนี้ต้องพลิกมุมคิด เช่น รอดูว่าบริษัทไหนที่มีโอกาสเติบโตสูง หรือการทำกำไรที่มากขึ้นก็ค่อยเข้าไปลงทุน 

 

KAsset Investment Forum

 

เรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มองว่าเรื่องของเงินเฟ้ออาจไม่สูงขนาดนั้น แต่ต่อไปนี้ไม่แน่แล้ว เพราะการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีต้องมีการลงทุนต่างๆ ทำให้ต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนความขัดแย้งระหว่างประเทศจะทำให้ซัพพลายเชนต่างๆ ที่เห็นว่าราบรื่นจะไม่เป็นแบบนั้นแล้ว 

 

ในแง่ของโอกาสลงทุนแม้จะยังมีความผันผวน แต่ถ้าเลือกดีๆ วิเคราะห์ให้รอบด้านก็มีโอกาสในการลงทุนทั้ง Emerging Market หรือพันธบัตรต่างๆ 

 

ขณะเดียวกันอีกเทรนด์ใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นคือ ความขัดแย้งระหว่างประเทศจะเพิ่มขึ้น หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งช่วงนี้จะต้องลงทุนหนักๆ จึงเป็นโอกาสให้กับหุ้นที่เกี่ยวข้องเช่นพลังงานสะอาด 

 

สำหรับตลาดจีนถ้ามองในแง่ของมูลค่าจะพบว่าปรับตัวลงมาประมาณหนึ่ง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อไม่ได้สูงเหมือนตะวันตก จึงมีโอกาสเข้าไปลงทุน แต่ก็มีประเด็นเช่น ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบกระทั่งกับสหรัฐฯ ดูจะหนักมากขึ้น ที่อาจกระทบต่อการส่งออก แต่สิ่งที่สำคัญคือปัญหาความเชื่อมั่นที่เกิดจากผู้บริโภคไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ส่วนบริษัทต่างๆ ก็ไม่ได้ทุ่มเงินลงทุนเพราะรอดูท่าทีของรัฐบาล 

 

แต่สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือรัฐบาลจีนมีกระสุนมากมายในมือที่พร้อมยิงออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่คงไม่ได้สาดกระสุนเหมือนก่อนหน้านี้ คงเป็นการยิงที่วัดผลได้ ซึ่งจุดนี้จะสร้างโอกาสในการลงทุน ซึ่งนาทีนี้กลุ่มที่น่าสนใจคือกลุ่มที่ล้อไปกับเมกะเทรนด์ เช่น การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานอย่างรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังตีตลาดไปทั่วโลก และยังมี AI ที่กำลังพัฒนาไปไกล

 

KAsset Investment Forum

 

ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าช่วงเวลาที่เหลือในปี 2023 จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และส่งผลต่อปี 2024 อย่างไร การปรับพอร์ตให้รับมือกับความผันผวนได้เป็นสิ่งสำคัญที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

The post ท่ามกลางโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เราจะคว้าโอกาสจากการลงทุนได้อย่างไร? หาคำตอบได้จากงานสัมมนา ‘KAsset Investment Forum : ปรับพอร์ตรับโลกเปลี่ยน 2024’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย แจงข่าวขายหุ้น KAsset ย้ำยังต้องหารือหลายฝ่าย และอาจไม่มีธุรกรรมเกิดขึ้น https://thestandard.co/kasikorn-explained-selling-kasset-shares/ Wed, 06 Apr 2022 03:20:16 +0000 https://thestandard.co/?p=614910 กสิกรไทย แจงข่าวขายหุ้น KAsset ย้ำยังต้องหารือหลายฝ่าย และอาจไม่มีธุรกรรมเกิดขึ้น

ธนาคารกสิกรไทย ส่งเอกสารชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเ […]

The post กสิกรไทย แจงข่าวขายหุ้น KAsset ย้ำยังต้องหารือหลายฝ่าย และอาจไม่มีธุรกรรมเกิดขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย แจงข่าวขายหุ้น KAsset ย้ำยังต้องหารือหลายฝ่าย และอาจไม่มีธุรกรรมเกิดขึ้น

ธนาคารกสิกรไทย ส่งเอกสารชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กรณีที่สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานข่าวว่าธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณาขายหุ้นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย โดยไม่ได้ปฏิเสธข่าวดังกล่าว

 

ทั้งนี้ รายละเอียดตามเอกสารชี้แจงของธนาคารระบุว่า ธนาคารแสวงหาโอกาสทางธุรกิจและแนวทางเพิ่มเติม ที่จะสร้างประโยชน์ต่อลูกค้าและผู้ถือหุ้นในทุกธุรกิจของธนาคาร รวมถึงธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่เป็นหนึ่งในธุรกิจที่สำคัญของธนาคาร ทั้งนี้ ในแนวปฏิบัติดังกล่าว ธนาคารอาจจะต้องมีการหารือร่วมกันกับหลายฝ่าย ซึ่งการหารือดังกล่าวนั้นอาจจะไม่ได้ส่งผลให้มีธุรกรรมเกิดขึ้นแต่อย่างใด

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 

 


 

อย่างไรก็ตาม หากมีธุรกรรมเกิดขึ้น ธนาคารจะเปิดเผยข้อมูลตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเวลาที่เหมาะสม

 

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Bloomberg ได้รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวว่า ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่อันดับสองของประเทศไทย กำลังพิจารณาทางเลือกสำหรับธุรกิจบริหารสินทรัพย์ รวมถึงการขายธุรกิจซึ่งอาจมีมูลค่าของดีลสูงถึง 2 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 6.7 หมื่นล้านบาท

 

โดย Bloomberg ระบุว่า กสิกรไทยกำลังพิจารณาหลายทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นการขายหุ้นส่วนใหญ่หรือส่วนน้อยของธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องไปกับรายงานประจำปีที่กสิกรไทยมองหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อสนับสนุนแพลตฟอร์มการจัดการสินทรัพย์ และทำให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้น

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post กสิกรไทย แจงข่าวขายหุ้น KAsset ย้ำยังต้องหารือหลายฝ่าย และอาจไม่มีธุรกรรมเกิดขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขความลับ ‘เรื่องเงินไม่แตกหัก เรื่องรักไม่จืดจาง’ กับดีเจพี่อ้อย นภาพร [Advertorial] https://thestandard.co/kasset/ https://thestandard.co/kasset/#respond Fri, 21 Dec 2018 07:15:19 +0000 https://thestandard.co/?p=166582

ฤดูหนาวคือฤดูแห่งความสุข หลายคู่ตัดสินใจจูงมือกันเข้าสู […]

The post ไขความลับ ‘เรื่องเงินไม่แตกหัก เรื่องรักไม่จืดจาง’ กับดีเจพี่อ้อย นภาพร [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฤดูหนาวคือฤดูแห่งความสุข หลายคู่ตัดสินใจจูงมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์ในช่วงหน้าหนาว อาจจะด้วยบรรยากาศพาไป อยากมีใครสักคนไว้ให้กอดคลายหนาว แต่ความรักไม่ได้จบเพียงแค่เจ้าชายกับเจ้าหญิงแต่งงานกันอยู่บนปราสาท แล้วปิดม่านลงเหมือนดั่งในเทพนิยาย เพราะความรักในโลกแห่งความเป็นจริง เจ้าหญิงกับเจ้าชายยังต้องใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันไปอีกนาน

‘ยิ่งนานยิ่งรัก ยิ่งนานยิ่งผูกพัน’ หลายคู่โชคดีเป็นแบบนั้น แต่หลายคู่ไม่ใช่เพราะ ‘รักที่เคยหวาน เริ่มจืดจางลง’ แม้จะรักกันดีอยู่ แต่ก็รู้สึกว่าทุกอย่างกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว

 

กูรูด้านความรักชื่อดังของเมืองไทย ดีเจพี่อ้อย นภาพร บอกว่าจริงๆ แล้วความตื่นเต้นต่างหากที่หายไปจากชีวิตคู่ของเรา ต้องยอมรับว่าความเบื่อทำหน้าที่ทุกวันทุกเวลาที่เราทำอะไรซ้ำๆ เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกเบื่อคนข้างๆ ให้คิดว่าไม่รู้จะได้เบื่อกันอีกนานแค่ไหน เพราะอย่าลืมว่าตื่นขึ้นมาอีกวัน เวลาบนโลกใบนี้ก็หายไปอีกวันเช่นกัน ฉะนั้น…อย่าให้คนบางคนมีค่าที่สุดหลุดมือไป

 

ส่วนบางคู่ที่ต้องอยู่ห่างไกลกัน มันจะมีความไม่เชื่อใจกันอยู่เบาๆ และทำให้ในท้ายที่สุดความรักที่เคยหวานอาจจืดจางลงได้ เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ดีเจพี่อ้อยแนะนำเคล็ดลับง่ายๆ ถ้ารักกันต้องไว้ใจกัน และต้องทำตัวให้น่าไว้ใจ ที่สำคัญรักระยะไกลต้องหมั่นใส่ใจการสื่อสาร มีอะไรต้องพูดเลย น้อยใจก็ต้องบอกว่าน้อยใจ เมื่อไรก็ตามที่ได้เจอหน้ากันกับคนรัก ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่ามากที่สุดไม่ใช่มามัวแต่ทะเลาะกัน

 

สร้างสมดุล เรื่องรัก กับ เรื่องเงิน

นอกจากเรื่องความสัมพันธ์ที่ต้องบริหารไปให้ตลอดรอดฝั่งแล้ว ‘การจัดการเรื่องเงิน’ ก็สำคัญไม่แพ้กัน

 

สองเรื่องนี้อาจดูเหมือนคนละเรื่องกันเลยในสายตาของหลายๆ คน แต่ดีเจพี่อ้อยมองว่าความรักและการเงินแทบจะเป็นเรื่องเดียวกัน ที่ต้องบริหารจัดการด้วยความเข้าใจ เพราะเชื่อไหมว่าจริงๆ แล้ว ‘เรื่องเงิน’ เป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ในชีวิตคู่  

 

หลายคู่ที่ไม่รู้ทำไมอยู่ด้วยกันถึงไม่มีความสุข ขนาดเลิกกันไปแล้วก็ยังไม่รู้ตัวเลยจริงๆ ว่า แท้จริงแล้วความไม่ลงตัวระหว่างเรื่องรักกับเรื่องเงินเป็นชนวนเหตุสำคัญที่นำพาคู่ของตนเองไปจนถึงจุดแตกหัก

 

ลองคิดดูว่า ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องแบกรับภาระครอบครัว จนเกิดภาระหนี้สิน หมุนเงินไม่ทัน เมื่ออีกฝ่ายมารู้เรื่องทีหลังอาจจะเสียใจหรือเจ็บกว่าอีก ดังนั้นการเปิดใจคุยกัน บอกกันตามตรง แชร์เรื่องราวปัญหาทางการเงินให้อีกฝ่ายรับรู้คือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเรื่องเศร้า แค่เล่าก็เบาลงได้ เมื่อตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ก็ต้องร่วมทั้งสุขและทุกข์ ไม่เช่นนั้นอาจจะเสียดายเวลาที่ไม่ได้ต่อสู้ด้วยกัน

อย่าให้เราหัวเราะเสียงดัง ในขณะที่เขาร้องไห้อยู่คนเดียว หัวเราะด้วยกัน ร้องไห้ต้องร้องไห้ด้วยกัน และแปลกที่ว่า…เวลาเราร้องไห้ด้วยกัน เสียงร้องไห้จะเบาลงเรื่อยๆ  

ดังนั้นมาดูกันว่าเรื่องเงินของคนมีคู่ มีเรื่องใดบ้างที่ต้องรู้จักวางแผนและบริหารให้ดีร่วมกันตั้งแต่แรก

 

1. การเก็บเงินแต่งงาน: ควรเก็บเงินแบบไหน ต่างคนต่างเก็บแล้วค่อยลงขัน หรือ ช่วยกันเก็บตั้งแต่แรกก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตกลงกันก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตั้งแต่แรก

 

2. การใช้เงินหลังแต่งงาน: จะแยกกระเป๋ากันใช้ หรือรวมไว้เป็นกระเป๋าเดียวกัน เพราะบางครอบครัวผู้หญิงอาจเก่งบริหารจัดการเงินมากกว่า

 

3. เมื่ออยากมีลูก: ก็ต้องวางแผนเรื่องเงินตั้งแต่ค่าคลอดบุตร ค่าเลี้ยงดู ไปจนถึงการศึกษาลูก เมื่อรู้แล้วว่าเป้าหมายของเราต้องใช้เท่าไรก็เริ่มเก็บเงิน คนส่วนใหญ่ชอบเก็บเงินไว้ที่ธนาคาร ซึ่งตอนนี้ผลตอบแทนประมาณ 1% ดังนั้นเราควรหาวิธีให้เงินงอกเงยมากกว่าการออม โดยสามารถนำเงินไปลงทุนในกองทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น

 

4. การวางแผนเกษียณ: ชีวิตบั้นปลายต้องมีเงินเก็บเท่าไรถึงจะพอใช้ เพราะสมัยนี้จะหวังให้ลูกมาเลี้ยงดูเหมือนสมัยก่อนคงยาก แค่ลูกๆ เลี้ยงตัวเองได้ก็ดีแล้ว เราจึงควรเริ่มวางแผนหาวิธีเก็บเงินตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งเริ่มเร็วก็ยิ่งมีเงินเติบโตมากขึ้น

 

 

โสดไม่เอาใคร ต้องมั่นใจเรื่องเงิน

แต่ใช่ว่าเรื่องเงินจะสำคัญกับคนมีคู่เท่านั้น เพราะยิ่งโสดก็ยิ่งต้องใส่ใจเรื่องเงิน โดยเฉพาะโสดยุคนี้ที่โสดแบบไม่เอาใคร พื้นฐานคือต้องมีเงินออม 6 เท่าของเงินเดือน เช่น เงินเดือน 50,000 บาท ควรมีเงินออม 300,000 บาท และแบ่งเงินไว้เพื่อลงทุนระยะสั้น และในอนาคตระยะยาวช่วงวัยเกษียณ โดยการลงทุนในกองทุนรวมสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งสองระยะ เพื่อจะได้มีเงินไว้ใช้ดูแลตัวเองและยังดูแลพ่อแม่และคนที่เรารักได้

 

แต่สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นคนมีคู่หรือคนโสด ก็สามารถเริ่มวางแผนการเงินด้วยกองทุนรวมง่ายๆ ผ่านแอปฯ K-My Funds จาก บลจ. กสิกรไทย เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนทางด้านการเงินในอนาคต ที่มีทั้งฟีเจอร์คำนวณแผนเกษียณ, คำนวณภาษี, ทดลองจัดพอร์ตได้ มีหลากหลายกองทุนให้เลือกตามเป้าหมาย เพื่อให้เกิดสมดุลทั้งทางด้านการเงินและความรัก

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post ไขความลับ ‘เรื่องเงินไม่แตกหัก เรื่องรักไม่จืดจาง’ กับดีเจพี่อ้อย นภาพร [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/kasset/feed/ 0
เราเต็มใจจะทำงานไปจนวันตายหรือไม่? [Advertorial] https://thestandard.co/kasset-ltf-rmf/ https://thestandard.co/kasset-ltf-rmf/#respond Thu, 07 Dec 2017 23:00:38 +0000 https://thestandard.co/?p=51547

ทุกวันนี้เราแทบจะไม่สามารถให้คำจำกัดความคำว่า ‘เกษียณอา […]

The post เราเต็มใจจะทำงานไปจนวันตายหรือไม่? [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุกวันนี้เราแทบจะไม่สามารถให้คำจำกัดความคำว่า ‘เกษียณอายุการทำงาน (Retirement)’ ได้แล้ว เพราะบางคนก็ฝันที่จะเกษียณตอนอายุ 45 ปี ขณะที่บางคนก็ยังทำงานอยู่แม้อายุจะเลย 60 ปีมานานแล้วก็ตาม

 

ในยุคที่โลกก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ผู้สูงอายุจำนวนมากอาจต้องทำงานหาเงินไปจนวันสุดท้ายของชีวิต ถ้าเป็นเพราะสนุกกับงานและร่างกายยังเอื้ออำนวยก็อาจเป็นเรื่องที่ดี แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้โชคดีแบบนั้น อาจมีคนสูงวัยจำนวนมากที่ไม่มีเงินเพียงพอใช้ดำรงชีพในบั้นปลายชีวิตและต้องเป็นภาระของคนในครอบครัว นั่นเป็นเพราะการไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการวางแผนด้านการเงินและการลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆ

 

 

เป้าหมายที่ไปไม่เคยถึง

ทุกสิ้นปีผู้คนมักจะตั้งเป้าหมายให้กับชีวิตเตรียมไว้ในปีถัดไป เพื่อยึดฤกษ์ดีในโอกาสขึ้นปีใหม่ (New Year Resolution) เช่น จะลดน้ำหนักให้ได้ 10 กิโลกรัม จะพาครอบครัวไปเที่ยวยุโรปด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง หรือจะมีแฟนสักคนให้ได้ เป็นต้น แต่เรามักจะล้มเหลว ไม่สามารถทำสิ่งที่ตั้งใจให้บรรลุเป้าหมายได้ปีแล้วปีเล่า เรื่องยอดฮิตที่เราทำไม่เคยได้คือ การเก็บเงิน

 

หรือบางคนให้รางวัลชีวิตกับตัวเองหลังจากทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งปีด้วยสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ ดินเนอร์ราคาแพง หรือกระเป๋าใบใหม่ เป็นต้น โดยที่ข้าวของต่างๆ ที่ซื้อมาเพื่อเติมความสุขให้ชีวิตนั้น อาจทำให้เราพึงพอใจได้ชั่วคราว

 

สิ่งที่เราหลงลืมและคิดเผื่อถึงอนาคต คือการเก็บออมเงินไว้ลงทุนส่วนหนึ่งด้วย เพื่อแลกกับชีวิตที่สุขสบาย มีเงินไว้ใช้ ไม่ต้องทำงานหนักไปจนแก่เฒ่า

 

 

แต่ยุคสมัยที่ชีวิตคนเรานั้นยุ่งเหยิงและหาเวลาว่างได้ยากขึ้นทุกทีๆ การลงทุนดูจะเป็นเรื่องที่ฟังดูยากและคิดว่าต้องใช้เวลานานในการศึกษา ยิ่งถ้าคนที่ไม่ชอบตัวเลขก็อาจคิดว่าเป็นเรื่องปวดหัว อยากจะลงทุนในหุ้นแบบเพื่อนบ้างก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง จะซื้อเองสุ่มสี่สุ่มห้าก็กลัวเงินหายไปต่อหน้าต่อตา จึงได้แต่ทิ้งเงินไว้เฉยๆ ในบัญชีออมทรัพย์ หรืออย่างเก่งก็ฝากประจำเท่านั้นซึ่งดอกเบี้ยก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

 

เราอาจไม่รู้ว่ามีผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิยินดีช่วยเหลือเราอยู่

 

สร้างอนาคตผ่านกองทุน RMF

การลงทุนผ่านกองทุน RMF เป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมสำหรับมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายที่มองหาผลตอบแทนที่ดี เชื่อมั่นได้เพราะมีมืออาชีพช่วยบริหารดูแลเงินลงทุน และสิ่งที่สำคัญคือสามารถนำไปลดหย่อนภาษีสำหรับยื่นภาษีเงินได้ประจำปีด้วย นั่นคือได้ประโยชน์สองต่อ ทั้งผลตอบแทนจากการลงทุน และยังประหยัดภาระด้านภาษีด้วย

 

เราได้ยินชื่อของ RMF มานานแล้ว โดยทราบดีว่า RMF คือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เน้นลงเพื่อเก็บออมเงินไว้ใช้เมื่อเกษียณอายุ เป็นเงินก้อนของอนาคตที่เงื่อนไขต้องลงทุนทุกปีถึงอายุ 55

 

แต่คำถามที่สำคัญคือ จะซื้อกองทุนไหนดี?

การลงทุนกับมืออาชีพคือก้าวแรกที่ดี และบริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (KAsset) เป็นชื่อที่เรารู้สึกมั่นใจได้ เพราะได้รับรางวัลบริษัทจัดการกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี จากเวที Morningstar Thailand Fund Awards 2017 และ SET Award 2016 สองเวทีชั้นนำซึ่งเป็นที่ยอมรับของอุตสาหกรรมการเงินการลงทุน

 

ก้าวต่อมาก็คือการพิจารณาเลือกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่โดดเด่น และมีกลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจ

 

สิ่งที่ต้องคำนึงคือรูปแบบการลงทุนสอดคล้องกับเป้าหมายการเกษียณของเราหรือไม่? ซึ่งเป้าหมายของแต่ละคนจะแตกต่างออกไป บางส่วนก็อยากจะอยู่แค่พอมีพอกิน ป่วยไข้ก็มีเงินไปหาหมอ บางส่วนก็อยากจะเป็นคนสูงวัยที่ใช้ชีวิตฟู่ฟ่า กินหรูอยู่สบาย การมีเป้าหมายเกษียณที่ชัดเจนจึงเป็นเรื่องจำเป็น

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต ประเมินประเทศไทยที่จะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบในปี 2568 ซึ่งจะมีผู้สูงอายุเป็นจำนวน 20% ของประชากรทั้งหมด นอกจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันแล้ว ยังต้องเตรียมเงินค่ารักษาพยาบาลและส่วนอื่นๆ ด้วย การออมเงินเพื่อให้มีใช้จ่ายอย่างเพียงพอหลังเกษียณเป็นเรื่องใหญ่ โดยคาดว่าในวันที่เกษียณอายุควรจะต้องมีเงินเก็บไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท หากแต่ผลสำรวจที่ ก.ล.ต. อ้างอิงกลับสวนทาง โดยพบว่า 50% ของผู้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีเงินก้อนในวันเกษียณไม่ถึง 1 ล้านบาทด้วยซ้ำ

 

ดังนั้นจุดเริ่มต้น ระยะเวลาในการลงทุน จำนวนเงินออมต่อเดือน และอัตราผลตอบแทนจึงเป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาเพื่อให้เงินของเรางอกเงยจากพลังของดอกเบี้ยทบต้นจนเพียงพอเมื่อเกษียณจากการทำงาน เรื่องออมก่อนรวยกว่า ออมเยอะรวยเร็วจึงเป็นจริงเสมอ หากแต่ต้องเลือกช่องทางการลงทุนที่ดีด้วย  

 

เราจึงคัดสรรกองทุน KMSRMF มาเล่าให้ฟัง

 

KMSRMF กับผลตอบแทนที่คุ้มค่า

เริ่มจากกองทุนเปิดเค Mid Small Cap หุ้นทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (KMSRMF) เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นซึ่งเราทราบดีว่าให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง แต่ความพิเศษคือจะลงทุนในหุ้นขนาดกลางและะขนาดเล็กที่มีศักยภาพที่จะเติบโตเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ในตลาดมากกว่า 500 ตัว ผู้จัดการกองทุนจึงมีตัวเลือกในการเฟ้นหาหุ้นที่น่าสนใจที่สุด ซึ่งยังมีระดับราคาที่ไม่แพง แต่มีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต

 

ด้วยผลตอบแทนถึง 33.95% ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ KMSRMF เป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเป็นอันดับ 1 ในช่วง 1 ปีย้อนหลังในกลุ่ม RMF หุ้นไทยทั้งหมดในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นข้อมูลจาก Morningstar® ณ วันที่ 31 ต.ค. 60

 

นี่อาจเป็นทางเลือกที่ใช่ สำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดภาระด้านภาษี มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูง และปล่อยให้พลังของดอกเบี้ยทบต้นทำงานแทนเรา เพื่ออนาคตที่สุขสบายในวัยเกษียณอายุ

 

 

ไม่อยากทำงานไปจนวันตาย เลือกสบายกับการลงทุนที่ใช่

การลงทุนนั้นเป็นการสะท้อนวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลเพื่อชีวิตที่ดี หากวางแผนได้ดีแล้ว เป็นไปได้สูงทีเดียวที่จะมีเงินเพียงพอและใช้ชีวิตสุขสบายก่อนวันเกษียณอายุที่เราวางไว้ด้วยซ้ำ การเลือกซื้อกองทุนที่ลงทุนในหุ้นที่มีศักยภาพถือเป็นทางเลือกที่ฉลาด ให้ผลตอบแทนดี และด้วยลักษณะที่เน้นการถือหน่วยลงทุนยาวๆ ก็ยิ่งช่วยทำให้อนาคตมั่นคงมากขึ้นตามไปด้วย

 

สนใจลงทุนกับกองทุน LTF/RMF กสิกรไทย เริ่มต้นเพียง 500 บาท ซื้อง่ายผ่าน  Application K PLUS, K-My Funds, บริการ K-Cyber Invest และที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา และตอนนี้ยิ่งสะดวกมากขึ้น เพราะผู้ลงทุนสามารถเปิดบัญชีใหม่กองทุน LTF/RMF ผ่าน K PLUS ได้ทันที ใครที่ยังไม่มีบัญชีกองทุนกับกสิกรไทยก็สามารถทำผ่านแอปฯ ได้เลยทันที ไม่ต้องไปที่สาขา ช่วยให้สะดวกและประหยัดเวลามากขึ้น ส่วนใครที่ยังไม่มี Application K-My Funds ก็สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้แล้ววันนี้ แถมยังได้รับตั๋วหนังฟรีไปเลย 1 ใบ หมดเขต 29 ธ.ค. 2560

 

ข้อมูลเพิ่มเติม: goo.gl/EHqSZw

 

คำเตือน: *ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาข้อมูลภาษีในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน  

*ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

*การลงทุนในหุ้นเด่น/หุ้นขนาดกลางและเล็ก อาจมีราคาที่ผันผวนตามภาวะตลาด

The post เราเต็มใจจะทำงานไปจนวันตายหรือไม่? [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/kasset-ltf-rmf/feed/ 0