jobsDB Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/jobsdb/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 25 Aug 2025 11:19:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 คลื่นการปลดคนกำลังมา? ผลสำรวจชี้ 25% ขององค์กรไทยจ่อลดพนักงาน ‘สภาพัฒน์’ เผยอัตราว่างงานเพิ่ม-ค่าจ้างลดใน 2Q68 หลังโมเมนตัมเศรษฐกิจชะลอ https://thestandard.co/thailand-unemployment-q2-2025-job-cut-trend/ Mon, 25 Aug 2025 11:19:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1111047 สภาพัฒน์เผยอัตรา ว่างงาน ไทย Q2/68 เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยลดลง และองค์กรไทย 25% จ่อปลดพนักงาน

คลื่นการลดพนักงานระลอกใหม่กำลังมา? ‘สภาพัฒน์’ เผยอัตราว […]

The post คลื่นการปลดคนกำลังมา? ผลสำรวจชี้ 25% ขององค์กรไทยจ่อลดพนักงาน ‘สภาพัฒน์’ เผยอัตราว่างงานเพิ่ม-ค่าจ้างลดใน 2Q68 หลังโมเมนตัมเศรษฐกิจชะลอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สภาพัฒน์เผยอัตรา ว่างงาน ไทย Q2/68 เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยลดลง และองค์กรไทย 25% จ่อปลดพนักงาน

คลื่นการลดพนักงานระลอกใหม่กำลังมา? ‘สภาพัฒน์’ เผยอัตราว่างงานไทยในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ‘เพิ่มขึ้น’ ขณะที่ ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยก็ ‘ลดลงต่อเนื่อง’ ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจ จับตาผลกระทบจาก ‘ภาษีทรัมป์’ อาจกระเทือนผู้ประกอบการไทย จนนำไปสู่การลดจำนวนพนักงาน ค่าจ้าง และเวลาทำงาน สอดคล้องผลสำรวจ Jobsdb ที่ระบุว่า 25% ขององค์กรไทยมีแนวโน้มลดจำนวนพนักงานลง ห่วงในปี 2568 เศรษฐกิจไม่แน่นอนสูงขึ้นอาจส่งผลให้นายจ้างเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานมากขึ้นอีก 

 

อัปเดตสถานการณ์ ‘ตลาดแรงงานไทย’ ใน 2Q68 

 

วันนี้ (25 สิงหาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ อัตราการว่างงานรวม ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.91% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 0.88%  

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า อัตราว่างงานปรับตัวลดลง (จาก 1.07% ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567) เนื่องมาจากจำนวนผู้ว่างงานลดลงในกลุ่มผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อน ที่ลดลง 25.6%YoY ขณะที่ผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อน ลดลงเพียง 6.6%YoY

 

สำหรับอัตราการว่างงานในระบบ (สำนักงานประกันสังคม) อยู่ที่ 2.07% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1.92% โดยมีผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานทั้งสิ้น 2.5 แสนคน ในไตรมาสที่ผ่านมา

 

สภาพัฒน์ ยังพบว่า จำนวนผู้ว่างงาน ‘ลดลงมาก’ ในกลุ่มอาชีวศึกษาและกลุ่มวิชาชีพขั้นสูง ขณะที่ผู้ว่างงานในระดับอุดมศึกษา ‘ลดลงเล็กน้อย’ และยังเป็นกลุ่มที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดอย่างต่อเนื่อง 

 

ค่าจ้างลด-ชั่วโมงการทำงาน ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว

 

สำหรับ ‘ค่าจ้างเฉลี่ยในภาพรวมของแรงงานทุกสถานภาพ’ ปรับตัวลง 2 ไตรมาสติดต่อกัน อยู่ที่ 15,977 บาทต่อคนต่อเดือน ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 โดยลดลง 1.9% YoY สะท้อนว่ากลุ่มแรงงานอาชีพอิสระมีรายได้ลดลง ขณะที่ ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น โดยอยู่ที่ 14,370 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้นจาก 2.4%YoY เช่นเดียวกับค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในระบบอยู่ที่ 15,712 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มขึ้น 2.5%YoY

 

ขณะที่ ‘ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยในภาพรวม’ ลดลง 0.4% หรืออยู่ที่ 42.7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนผู้ทำงานล่วงเวลา (Over Time: OT) ที่มีชั่วโมงการทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไป มีจำนวน 6.3 ล้านคน ลดลง 8.0%

จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

 

อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น ค่าจ้างที่ลดลง และชั่วโมงการทำงานที่ลดลง เกิดขึ้นท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย โดย GDP ไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ขยายตัว 2.8% YoY ‘ชะลอลง’ จากการขยายตัว 3.2% YoY ในไตรมาสแรกของปี 2568 และชะลอตัวเป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน โดยการเติบโตของ GDP ไตรมาสล่าสุดนี้ ยังเป็นอัตรา ‘ต่ำสุด’ ในรอบ 3 ไตรมาส

 

นายจ้างเร่งปรับรูปแบบการจ้างงาน 25% จ่อลดคน เหตุเศรษฐกิจไม่แน่นอนสูง

 

สภาพัฒน์ยังเปิดเผย ผลการสำรวจในรายงาน Hiring,Compensation & Benefits Report 2025 ของ Jobsdb พบว่า ในปี 2567 25% ขององค์กรในไทย มีแนวโน้มจะลดพนักงานลง เพื่อลดต้นทุนและปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

 

โดยส่วนมากเป็นการลดการจ้างงานพนักงานประจำเต็มเวลา (Permanent Full-Time) และหันไปใช้รูปแบบการจ้างงานแบบพนักงานประจำไม่เต็มเวลา (Permanent Part-Time) รวมถึงพนักงานสัญญาจ้าง/พนักงานชั่วคราวไม่เต็มเวลา (Contractual Temporary Part-Time) มากขึ้น 

 

โดยทิศทางเช่นนี้เกิดขึ้นในองค์กร ‘ทุกขนาด’ โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนของพนักงานประจำไม่เต็มเวลา (Permanent Part-Time) เพิ่มขึ้นจาก 6% ในปี 2565 เป็น 42% ในปี 2567

 

เช่นเดียวกับสัดส่วนของพนักงานสัญญาจ้าง/พนักงานชั่วคราวไม่เต็มเวลา (Contractual Temporary Part-Time) ที่เพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 28% ในช่วงเวลาเดียวกัน

 

ด้านสภาพัฒน์เตือน ในปี 2568 ที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงอาจส่งผลให้สถานประกอบการเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานมากขึ้นอีก เพื่อให้สามารถแข่งขันได้

 

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมดังกล่าวอาจกระทบต่อความมั่นคงในการทำงาน และระดับรายได้ที่อาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ รวมทั้ง แรงงานอาจไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมายอย่างครบถ้วน

 

ดังนั้น สภาพัฒน์จึงแนะว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องมีการตรวจสอบการจ่ายค่าจ้าง รวมถึงการให้สวัสดิการต่าง ๆ ของสถานประกอบการให้เป็นไปตามกฎหมาย

 

จับตาผลกระทบจาก ‘ภาษีทรัมป์’ อาจนำไปสู่การลดพนักงานเพิ่ม

 

ดนุชากล่าวอีกว่า ต้องจับตาดูผลกระทบจากการปรับอัตราภาษีนําเข้าของสหรัฐฯ ต่อการจ้างงานในประเทศไทย เนื่องจาก อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้สหรัฐฯ ลดคำสั่งซื้อจากไทย นอกจากนี้ ไทยยังต้องเปิดตลาดให้สหรัฐฯ โดยลดภาษีให้ 0% กว่าหมื่นรายการ อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ยากขึ้น และอาจต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กร อาทิ การลดจำนวนพนักงานเพื่อลดต้นทุนการผลิต หรือมีรายได้ลดลงจากการปรับลดเวลาการทำงาน ลดหรือตัดโอที ตามการปรับลดกำลังการผลิต 

 

ดนุชาจึงแนะว่า ภาครัฐควรสนับสนุนการขยายการเปิดตลาดใหม่ของกลุ่มสินค้าดังกล่าว รวมทั้งหามาตรการในการปกป้องสินค้าไทย โดยอาจกำหนดเงื่อนไขในการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ สนับสนุนการใช้สินค้าไทย เพื่อให้สินค้าไทยยังแข่งขันได้ และผู้ประกอบการยังสามารถรักษากำลังการผลิตและรักษาระดับการจ้างงานแรงงานไว้ได้ นอกจากนี้ ควรตรวจสอบ สินค้าที่มีการสวมสิทธิ์และลดการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อไม่ให้กลายเป็นเงื่อนไขในการเพิ่มภาษีการค้า

The post คลื่นการปลดคนกำลังมา? ผลสำรวจชี้ 25% ขององค์กรไทยจ่อลดพนักงาน ‘สภาพัฒน์’ เผยอัตราว่างงานเพิ่ม-ค่าจ้างลดใน 2Q68 หลังโมเมนตัมเศรษฐกิจชะลอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jobsdb เผยคนไทยแห่หางาน ‘สายการเงินและแอดมิน’ หวังได้ความมั่นคงและโอกาสโต https://thestandard.co/top-job-keywords-2025/ Tue, 15 Jul 2025 03:11:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1096433 top-job-keywords-2025

Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานออนไลน์ชั้นนำของประเทศไทย […]

The post Jobsdb เผยคนไทยแห่หางาน ‘สายการเงินและแอดมิน’ หวังได้ความมั่นคงและโอกาสโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
top-job-keywords-2025

Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานออนไลน์ชั้นนำของประเทศไทย เผยข้อมูล Top Keyword Search ในครึ่งปีแรกของปี 2568 ระหว่างเดือนมกราคม – มิถุนายน พบว่าเทรนด์พฤติกรรมของผู้หางานไทยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มสายงานการเงิน การธนาคาร, การสื่อสาร และแอดมินและซัพพอร์ต

 

สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการความมั่นคงทางอาชีพ ความต้องการของตลาดแรงงาน และพฤติกรรมการเลือกอาชีพของคนรุ่นใหม่

 

ทั้งนี้ ข้อมูลเชิงลึกนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบประกาศงานให้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้สมัครสนใจเท่านั้น แต่ยังชี้ทิศทางสำคัญของตลาดแรงงานไทยในยุคที่ AI และทักษะแห่งอนาคตกำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นอีกด้วย

 

6 เทรนด์คำค้นหางานมาแรง ครึ่งปีแรกของปี 2568

 

  1. การเงินและการธนาคาร (Finance & Banking) ครองอันดับ 1 ของคำค้นหายอดนิยม สะท้อนความต้องการงานที่มั่นคง มีโอกาสเติบโต และมีรายได้ที่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกผันผวน

 

  1. การสื่อสาร (Communications) ตามมาในอันดับ 2 สายงานนี้เป็นที่ต้องการสูงในหลายภาคธุรกิจ ตั้งแต่สื่อ เทคโนโลยี ไปจนถึงองค์กรที่ต้องการสร้างแบรนด์ และดูแลภาพลักษณ์ในยุคดิจิทัล

 

  1. แอดมินและซัปพอร์ต (Admin & Support) อยู่ในอันดับ 3 เป็นที่นิยมโดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาจบใหม่ และพนักงานที่ต้องการสร้างรากฐานในสายงานมืออาชีพ

 

  1. กลยุทธ์และวางแผน (Strategy) ติดอันดับ 4 แสดงให้เห็นว่าแรงงานไทยจำนวนหนึ่งเริ่มมองหาโอกาสในบทบาทที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจระยะยาวขององค์กร

 

  1. การผลิตและโรงงาน (Production & Manufacturing) เลื่อนมาอยู่ในอันดับ 5 สะท้อนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม และการเติบโตของตลาดแรงงานภาคการผลิต

 

อีกหนึ่งคำค้นหาที่น่าจับตาคือ ‘English’ ซึ่งถูกค้นหามากกว่า 4 ล้านครั้ง ในช่วงครึ่งปีแรก ชี้ให้เห็นว่าทักษะภาษาอังกฤษยังเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มโอกาสในการทำงาน และเข้าถึงตลาดแรงงานระดับโลก

 

ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK ประเทศไทย กล่าวว่า จากข้อมูลการค้นหางานนี้ไม่เพียงสะท้อนความสนใจของผู้สมัคร แต่ยังบอกเราด้วยว่าคนทำงานไทยกำลังพยายามหาจุดลงตัวระหว่างความมั่นคง ความมุ่งมั่นในสายงาน และทักษะที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตในอนาคต ซึ่งองค์กรที่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ และสื่อสารผ่านประกาศงานได้อย่างตรงจุด จะได้เปรียบในการแข่งขันเพื่อดึงดูดผู้สมัครที่ความสามารถสูง

 

สำหรับเทรนด์การหางานในครึ่งปีหลัง 2568 จะเน้นไปที่ทักษะและความยืดหยุ่น โดย Jobsdb by SEEK คาดว่าความสนใจในตำแหน่งที่เปิดโอกาสให้ได้พัฒนาหลายทักษะ การทำงานแบบผสมผสาน (Hybrid) และองค์กรที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน (Well-being) จะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดแรงงานคุณภาพ

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน แรงงานไทยยังเดินหน้าหาโอกาสที่สอดรับกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นสายงานที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก งานต่างประเทศ หรืองานที่เกี่ยวข้องกับ AI และเทคโนโลยีอนาคต ทั้งหมดนี้คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า คนเก่งจะเลือกองค์กรที่ให้โอกาสในการเติบโต มากกว่าค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว

 

และอีกหนึ่งแนวโน้มที่น่าจับตาคือ การเติบโตของตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์และการใช้เทคโนโลยีร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นงานด้านคอนเทนต์ดิจิทัล การตลาดเชิงสร้างสรรค์ หรือ UX/UI ที่เน้นประสบการณ์ของผู้ใช้ 

 

ทั้งหมดล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปทุกขณะ ซึ่งกลุ่มทักษะเหล่านี้มักเชื่อมโยงกับการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ จึงไม่แปลกใจที่บริษัทต่าง ๆ เริ่มแสดงความต้องการบุคลากรที่สามารถผสมผสาน soft skills และ hard skills ได้มากขึ้น

ภาพ: ​​fizkes/Shutterstock

The post Jobsdb เผยคนไทยแห่หางาน ‘สายการเงินและแอดมิน’ หวังได้ความมั่นคงและโอกาสโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
สูงวัยไม่ตกงาน! เปิด 7 อาชีพมาแรง สร้างโอกาสและรายได้ให้กลุ่มแรงงาน Silver Age https://thestandard.co/silver-age-workers-job-opportunities/ Thu, 24 Apr 2025 01:06:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1067573 อาชีพทางเลือกสำหรับแรงงาน Silver Age (55+) ที่ต้องการทำงานต่อหลังวัยเกษียณ นำเสนอโดย Jobsdb by SEEK

Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานอันดับหนึ่งของไทย เดินหน้า […]

The post สูงวัยไม่ตกงาน! เปิด 7 อาชีพมาแรง สร้างโอกาสและรายได้ให้กลุ่มแรงงาน Silver Age appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาชีพทางเลือกสำหรับแรงงาน Silver Age (55+) ที่ต้องการทำงานต่อหลังวัยเกษียณ นำเสนอโดย Jobsdb by SEEK

Jobsdb by SEEK แพลตฟอร์มหางานอันดับหนึ่งของไทย เดินหน้าสนับสนุนแรงงานกลุ่ม Silver Age หรือผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ให้พร้อมรับมือกับตลาดแรงงานในอนาคต ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI และเครื่องมือดิจิทัล

 

ถึงวันนี้กลุ่มแรงงาน Silver Age ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 13 ล้านคน หรือคิดเป็นราว 20% ของแรงงานไทยทั้งหมด และในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปี 2573 ประเทศไทยจะเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยเต็มตัว’ ซึ่งประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั้งประเทศ

 

ขณะเดียวกัน แรงงานวัยเกษียณจำนวนมากยังต้องการกลับเข้าสู่ตลาดงาน ไม่ว่าจะเพื่อความมั่นคงทางรายได้หรือถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม ทักษะด้าน AI โดยเฉพาะ Generative AI กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางอาชีพทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่สายงานที่ไม่เกี่ยวกับเทคโนโลยีโดยตรง

 

จากรายงานของ World Economic Forum ระบุว่า จำนวนผู้เรียนรู้ทักษะด้าน AI ทั่วโลกพุ่งขึ้นถึง 177% ตั้งแต่ปี 2018 สอดคล้องกับทิศทางของตลาดงานที่ให้ความสำคัญกับความสามารถด้าน AI เช่น prompt engineering หรือการใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT และ Microsoft Copilot ซึ่งกลายเป็นทักษะพื้นฐานของยุคใหม่

การผสานประสบการณ์ของแรงงานรุ่นเก๋าเข้ากับเทคโนโลยี AI จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ และเปิดโอกาสใหม่ในตลาดงานดิจิทัลที่กำลังเติบโต

 

สำหรับ 7 อาชีพแนะนำสำหรับแรงงาน Silver Age

 

  1. ครูพิเศษ / ติวเตอร์ – งานยืดหยุ่นที่สามารถทำจากที่บ้าน พร้อมเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ในวงการการศึกษาออนไลน์
  2. เจ้าหน้าที่บริการลูกค้า (Call Center) – เหมาะสำหรับผู้ที่มีทักษะการสื่อสารดี และสามารถทำงานทางไกลได้
  3. นักแปล – เหมาะกับผู้มีทักษะภาษา และต้องการทำงานอิสระจากที่บ้าน
  4. บัญชี – ใช้ประสบการณ์ด้านการเงินสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กหรือทำงานฟรีแลนซ์
  5. งานธุรการและประสานงาน – เหมาะกับผู้ที่มีความละเอียดรอบคอบ พร้อมเรียนรู้เครื่องมือดิจิทัล
  6. ขายของออนไลน์ – สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มขายของ
  7. ที่ปรึกษาอิสระ – ใช้ประสบการณ์ในด้านต่างๆ เช่น การเงิน การลงทุน หรือการพัฒนาทักษะ ถ่ายทอดต่อคนรุ่นใหม่

 

ทั้งนี้ Jobsdb by SEEK แนะนำให้แรงงาน Silver Age เสริมศักยภาพด้วยเครื่องมือดิจิทัลพื้นฐาน เช่น คอร์สออนไลน์ ซอฟต์แวร์แปลภาษา หรือแอปพลิเคชันจัดการข้อมูลต่างๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการทำงาน

 

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจของ Jobsdb by SEEK ยังพบว่าแรงงานไทยกว่า 30% มองว่า ความลำเอียงและการเลือกปฏิบัติยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการหางาน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ

 

ด้าน ดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK กล่าวว่า องค์กรมุ่งมั่นส่งเสริมตลาดแรงงานที่เปิดกว้าง ด้วยแนวคิด Fair Hiring โดยใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยจับคู่งานอย่างเป็นธรรม และสนับสนุนให้นายจ้างเปิดรับความหลากหลายมากขึ้น ลดอคติเรื่องอายุ เพศ หรือสถานะทางสังคมและการจ้างงานในยุคใหม่ไม่ควรมีข้อจำกัด เราอยากให้ทุกคนได้มีโอกาสอย่างเท่าเทียม

 

ภาพ: Naumova Marina/Shutterstock

The post สูงวัยไม่ตกงาน! เปิด 7 อาชีพมาแรง สร้างโอกาสและรายได้ให้กลุ่มแรงงาน Silver Age appeared first on THE STANDARD.

]]>
งานไม่ตรงสายก็แฮปปี้ได้! Jobsdb เผยคนไทยยึดติด Comfort Zone แต่พร้อมเปลี่ยนอาชีพโดยเฉพาะ Gen Z ที่ใจกล้า! 54% พร้อมเปลี่ยนงานได้ตลอดเวลา https://thestandard.co/jobsdb-gen-z-career/ Tue, 08 Oct 2024 02:33:07 +0000 https://thestandard.co/?p=993031 Jobsdb

ใครว่าทำงานต้องตรงสายถึงจะแฮปปี้? ผลสำรวจจาก Jobsdb by […]

The post งานไม่ตรงสายก็แฮปปี้ได้! Jobsdb เผยคนไทยยึดติด Comfort Zone แต่พร้อมเปลี่ยนอาชีพโดยเฉพาะ Gen Z ที่ใจกล้า! 54% พร้อมเปลี่ยนงานได้ตลอดเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jobsdb

ใครว่าทำงานต้องตรงสายถึงจะแฮปปี้? ผลสำรวจจาก Jobsdb by SEEK ชี้ คนไทยจำนวนมากมีความสุขกับงานที่ทำ แม้จะไม่ตรงกับทักษะที่เรียนมาก็ตาม! แถมยังยึดติด Comfort Zone ไม่ยอมเปลี่ยนงานง่ายๆ แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อม ‘เปลี่ยนอาชีพ’ แบบหน้ามือเป็นหลังมือ!

 

ผลสำรวจสุดพลิกล็อกนี้เผยให้เห็นถึงความย้อนแย้งในใจคนทำงานชาวไทย 48% บอกว่ามีความสุขกับงานที่ทำอยู่ แม้ 25% จะรู้สึกว่างานไม่ตรงกับความสามารถตัวเองเลยแม้แต่น้อย! ดูเหมือนคนไทยจะปรับตัวเก่งและมองโลกในแง่ดี จนสามารถมีความสุขกับงานที่ทำได้ แม้จะไม่ใช่ ‘งานในฝัน’ ก็ตาม

 

นี่อาจเป็นเพราะคนไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความคุ้นเคยมากกว่าความท้าทายและการเติบโต ในสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การมีงานทำที่มั่นคงจึงกลายเป็น ‘หลักประกัน’ สำคัญ ทำให้คนไทยเลือกที่จะอยู่ใน Comfort Zone ที่แสนปลอดภัย แม้จะต้องแลกกับโอกาสในการพัฒนาตัวเองก็ตาม

 

แต่ความสุขนี้ก็มาพร้อมกับ ‘ความกลัว’ ที่จะเปลี่ยนแปลง คนไทยจำนวนมากยึดติดกับ Comfort Zone เลือกที่จะทำงานเดิมๆ แม้รู้ตัวว่าความสามารถจะเกินงานไปแล้วก็ตาม โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 45-54 ปี ที่มีเพียง 17% เท่านั้นที่กล้าลาออกจากตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม ส่วน 16% ถึงกับยอมทำงานนั้นๆ นานเกิน 5 ปี!

 

ซึ่งอาจเป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาระค่าใช้จ่าย ความรับผิดชอบต่อครอบครัว หรือแม้แต่ความกังวลว่าจะหางานใหม่ที่ดีกว่าเดิมไม่ได้ การอยู่ใน Comfort Zone จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับคนกลุ่มนี้

 

แต่ในทางกลับกัน คนไทยก็กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเช่นกัน โดย 92% เปิดใจรับอาชีพใหม่ที่แตกต่างจากที่เรียนมา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ (18-24 ปี) ที่ 54% พร้อมเปลี่ยนงานได้ตลอดเวลา นี่แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความมุ่งมั่น ของคนไทยในการค้นหาตัวเองและเส้นทางอาชีพที่ใช่

 

คนรุ่นใหม่เติบโตมาในยุคที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารและโอกาส พวกเขาจึงกล้าที่จะลองสิ่งใหม่ๆ และไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ อีกต่อไป การเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนอาชีพจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นโอกาสในการเรียนรู้และเติบโต

 

ความย้อนแย้งเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของโลกการทำงานในปัจจุบัน ที่ ‘ความสุข’ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ‘ความตรงสาย’ เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น ความมั่นคง ความสัมพันธ์ และโอกาสในการเติบโตด้วย

 

Jobsdb by SEEK จึงแนะนำให้คนทำงานไม่หยุดพัฒนาตัวเองและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโต รวมถึงก้าวข้าม Comfort Zone ไปสู่ความสำเร็จในเส้นทางอาชีพที่ ‘ใช่’ สำหรับตนเอง

 

ไม่ว่าจะเป็นการ Upskill หรือ Reskill เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะ การเข้าร่วมอบรมสัมมนา หรือแม้แต่การสร้างเครือข่าย ล้วนเป็นบันไดสู่ความก้าวหน้าในอาชีพ

 

สุดท้ายนี้ คงต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรากำลังมีความสุขกับงานที่ทำอยู่จริงหรือ? หรือแค่ติดอยู่ใน Comfort Zone โดยไม่รู้ตัว? และเราพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อค้นหาความสุขที่แท้จริงในเส้นทางอาชีพของเราหรือไม่?

 

ภาพ: MPIX.TURE / Shutterstock

The post งานไม่ตรงสายก็แฮปปี้ได้! Jobsdb เผยคนไทยยึดติด Comfort Zone แต่พร้อมเปลี่ยนอาชีพโดยเฉพาะ Gen Z ที่ใจกล้า! 54% พร้อมเปลี่ยนงานได้ตลอดเวลา appeared first on THE STANDARD.

]]>
JobsDB ชี้ ปี 2023 ยังคงเป็นปีทองของ ‘คนหางาน’ กว่า 49% กำลังมองหาตำแหน่งที่น่าสนใจหรือสูงขึ้น โดย 30% เผย การขาดโอกาสก้าวหน้าเป็นแรงผลักให้หางานใหม่ https://thestandard.co/2023-is-a-golden-year-for-job-seekers/ Tue, 07 Mar 2023 11:34:36 +0000 https://thestandard.co/?p=759690

SEEK บริษัทแม่ของแพลตฟอร์มหางานออนไลน์ JobStreet และ Jo […]

The post JobsDB ชี้ ปี 2023 ยังคงเป็นปีทองของ ‘คนหางาน’ กว่า 49% กำลังมองหาตำแหน่งที่น่าสนใจหรือสูงขึ้น โดย 30% เผย การขาดโอกาสก้าวหน้าเป็นแรงผลักให้หางานใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>

SEEK บริษัทแม่ของแพลตฟอร์มหางานออนไลน์ JobStreet และ JobsDB คาดการณ์ว่าตลาดแรงงานในปี 2023 จะยังคงเป็นตลาดของผู้สมัครงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง แม้ว่าเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มเริ่มชะลอตัวก็ตาม 

 

การสำรวจครั้งนี้มีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามรวม 97,324 คน จากอินโดนีเซีย ฮ่องกง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

โดยพบว่า 34% ของผู้ตอบแบบสอบถามกำลังมองหางานใหม่ ทั้งนี้ เหตุผล 3 อันดับแรกที่ทำให้ผู้สมัครงานเริ่มมองหางานใหม่คือ ต้องการมองหาตำแหน่งที่น่าสนใจกว่าหรือตำแหน่งสูงขึ้นกว่าเดิม (49%), งานที่ทำอยู่ปัจจุบันมีโอกาสในการเติบโตน้อย (30%) และเงินเดือนและสวัสดิการในปัจจุบันยังไม่น่าพอใจ (27%)  

 

โดยจากผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามยังคงรู้สึกมั่นใจที่จะมองหาโอกาสใหม่ๆ แม้จะกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังรู้ว่าพวกเขายังคงเป็นที่สนใจของผู้ประกอบการอยู่ 

 

จากการสำรวจพบว่า 74% ของผู้สมัครงานทั่วภูมิภาคได้รับการติดต่อเรื่องตำแหน่งงานใหม่ๆ ปีละหลายครั้ง และ 36% ได้รับการติดต่อทุกเดือน สำหรับในประเทศไทย ตัวเลขเหล่านี้ค่อนข้างสูงอยู่ที่ 68% และ 34% ตามลำดับ นอกจากนี้ 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามในภูมิภาคนี้ และ 68% ของไทย รู้ว่าอำนาจในการเจรจาต่อรองในตำแหน่งงานต่างๆ ยังคงเป็นของพวกเขาเช่นกัน  

 

“ผลสำรวจนี้ยังพบว่า ถึงแม้บริษัทเทคโนโลยีในภูมิภาคและทั่วโลกจะมีการเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก แต่ความต้องการบุคลากรด้านเทคโนโลยีที่มีความสามารถก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตของ SEEK เกี่ยวกับโฆษณางานสำหรับตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยีในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นถึง 29% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (2021 เทียบกับ 2022) โดยอิงตามข้อมูลจากแพลตฟอร์ม JobStreet และ JobsDB ของเรา” Peter Bitos ประธานกรรมการบริหาร SEEK Asia กล่าว 

 

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ (71%) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกงกล่าวว่า สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคืองานที่มั่นคงและความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน เช่นเดียวกับผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทยจำนวน 77% ที่ต้องการสิ่งเดียวกัน โดยความต้องการดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกันจากผู้สมัครที่ร่วมตอบแบบสำรวจในทุกตำแหน่งงาน ทุกตลาด และทุกช่วงอายุ 

 

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับปัจจัยชี้ขาดที่ผู้สมัครงานใช้ตัดสินใจเมื่อหางานใหม่ โดยผู้สมัครงานมองว่าความสมดุลระหว่างชีวิตและงาน (17%) เป็นปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญรองจากค่าตอบแทนทางการเงิน (22%) นอกจากนี้ จำนวนวันลาหยุดและความมั่นคงของงานเป็นปัจจัยชี้ขาดอันดับสามที่ผู้สมัครงานให้ความสำคัญ 

 

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เป็นเหมือนการปลุกให้หลายคนได้ตื่นขึ้น ทุกวันนี้เราเริ่มก้าวเข้าสู่ยุค ‘The Great Reconfiguration’ ผู้สมัครงานกำลังปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานและชีวิตส่วนตัว โดยพวกเขาให้ความสำคัญกับชีวิตส่วนตัวและความยืดหยุ่นมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็มองหาผู้สมัครงานที่มีทักษะที่แตกต่าง และยังคงเน้นที่ทักษะด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ต้องการดึงดูดคนเก่ง คนมีทักษะ ก็จะต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของคนหางานที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน” 

 

สำหรับประเทศไทย ผู้สมัครงานมากถึง 72% ต้องการการทำงานแบบไฮบริด ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกถึง 18% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และฮ่องกง 10% 

 

ทั้งนี้ ตลาดแรงงานไทยนับเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ตำแหน่งงานที่ได้รับการเสนองานบ่อยเป็นอันดับ 1 ไม่ใช่สายงานด้านไอที แต่เป็นสายงานผู้ใช้แรงงาน (58%) และภาคธุรกิจบริการ (57%) 

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงต้องการบุคลากรในสายงานไอทีเป็นจำนวนมาก สะท้อนจากจำนวนการเสนองานต่อสัปดาห์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากธุรกิจในหลายอุตสาหกรรมล้วนปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโตท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นในปัจจุบัน 

 

การสำรวจนี้ยังได้หักล้างและพิสูจน์ความเชื่อผิดๆ ในการจัดหางานหลายประการ รวมถึงให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้สมัครงานต้องการบนเส้นทางการสมัครงาน ตัวอย่างเช่น 

 

  • กระบวนการสรรหาที่ราบรื่นและรวดเร็ว เป็นปัจจัยอันดับแรกที่จะสร้างความแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการในระหว่างกระบวนการการคัดสรรบุคลากร (67%) และ 49% ของผู้สมัครงานจะปฏิเสธข้อเสนองานที่น่าดึงดูด หากพวกเขาเผชิญกับประสบการณ์เชิงลบ  
  • แพลตฟอร์มการจัดหางานเป็นช่องทางยอดนิยมที่ใช้ในการสมัครงาน ในขณะเดียวกันคำแนะนำของเพื่อนก็ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกระตุ้นความสนใจคนที่ไม่ได้กำลังมองหางานให้เริ่มหางาน อย่างไรก็ตาม สำหรับในประเทศไทย การติดต่อส่วนตัวจากคนในแวดวงอาชีพเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะกระตุ้นความสนใจ และหากพวกเขาเกิดความสนใจแล้ว ส่วนใหญ่มักจะหาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทางโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ของบริษัทต่อไป   
  • เครื่องมือดิจิทัลเพื่อช่วยในการคัดสรรพนักงานที่ล้ำสมัยในปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมแม้กระทั่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หลายคนชอบการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในช่วงกระบวนการคัดสรรบุคลากร โดยมีเพียง 24% ที่ระบุว่ารู้สึกสบายใจกับการเข้าร่วมการสัมภาษณ์อัตโนมัติที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการสัมภาษณ์ 

 

The post JobsDB ชี้ ปี 2023 ยังคงเป็นปีทองของ ‘คนหางาน’ กว่า 49% กำลังมองหาตำแหน่งที่น่าสนใจหรือสูงขึ้น โดย 30% เผย การขาดโอกาสก้าวหน้าเป็นแรงผลักให้หางานใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 5 อาชีพ ‘เป็นที่ต้องการ’ ของตลาด ‘มากที่สุด’ ปี 2564 https://thestandard.co/jobsdb-5-professions-most-wanted/ Wed, 31 Mar 2021 00:00:30 +0000 https://thestandard.co/?p=470946 เปิด 5 อาชีพ ‘เป็นที่ต้องการ’ ของตลาด ‘มากที่สุด’ ปี 2564

JobsDB เปิดข้อมูลที่น่าสนใจในตลาดแรงงานประเทศไทยปี 2564 […]

The post เปิด 5 อาชีพ ‘เป็นที่ต้องการ’ ของตลาด ‘มากที่สุด’ ปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 5 อาชีพ ‘เป็นที่ต้องการ’ ของตลาด ‘มากที่สุด’ ปี 2564

JobsDB เปิดข้อมูลที่น่าสนใจในตลาดแรงงานประเทศไทยปี 2564 โดยคาดการณ์ว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ อัตราจ้างงานอาจจะกลับมาเป็น +5% ได้ หาก GDP ประเทศไทยสามารถพลิกกลับมาโตในระดับ 2.5-3.5% เนื่องจากตลาดแรงงานไทยได้ผ่าน ‘จุดต่ำสุด’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนี่คือ 5 สายงานอาชีพที่ JobsDB ประเมินว่าเป็นที่ต้องการของตลาดมากที่สุดของปีนี้

 

เปิด 5 อาชีพ ‘เป็นที่ต้องการ’ ของตลาด ‘มากที่สุด’ ปี 2564

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post เปิด 5 อาชีพ ‘เป็นที่ต้องการ’ ของตลาด ‘มากที่สุด’ ปี 2564 appeared first on THE STANDARD.

]]>
จ๊อบส์ ดีบี เปิดรายงานเงินเดือนปี 64 พบงาน ‘ไอที-ดิจิทัล’ มาแรง คว้าท็อป 3 ค่าตัวแพง มีเงินเดือนเริ่มต้นสูงถึง 41,122 บาท https://thestandard.co/jobsdb-salary-report-2021/ Mon, 08 Feb 2021 04:37:51 +0000 https://thestandard.co/?p=451898 จ๊อบส์ ดีบี เปิดรายงานเงินเดือนปี 64

จ๊อบส์ ดีบี เผยรายงานอัตราเงินเดือนของพนักงานไทยประจำปี […]

The post จ๊อบส์ ดีบี เปิดรายงานเงินเดือนปี 64 พบงาน ‘ไอที-ดิจิทัล’ มาแรง คว้าท็อป 3 ค่าตัวแพง มีเงินเดือนเริ่มต้นสูงถึง 41,122 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
จ๊อบส์ ดีบี เปิดรายงานเงินเดือนปี 64

จ๊อบส์ ดีบี เผยรายงานอัตราเงินเดือนของพนักงานไทยประจำปี 2564 (Salary Report 2021) ข้อมูลฐานเงินเดือนต่ำสุด-สูงสุดแบ่งตามประเภทงาน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับเจ้าหน้าที่ถึงระดับผู้บริหาร พบว่าในปีที่ผ่านมา จากสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ผนวกกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมในทุกภาคส่วน ส่งผลเป็นวงกว้าง ทำให้ภาคธุรกิจและองค์กรต่างๆ ต้องหันมาประยุกต์และปรับตัวให้สามารถอยู่รอดได้ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน 

 

อีกทั้งเติบโตไปพร้อมกับแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่กำลังได้รับความนิยม เพื่อขับเคลื่อน ผลักดันให้ธุรกิจก้าวทันโลกที่กำลังเปลี่ยนไป จึงเป็นเหตุให้ความต้องการในตลาดแรงงานส่วนใหญ่เกิดการเปลี่ยนแปลง และมีการจ่ายผลตอบแทนเพื่อดึงดูดคนทำงานเพิ่มมากขึ้นในสายเฉพาะทาง โดย ‘ไอที-ดิจิทัล’ ถือว่ามาแรง สามารถคว้าท็อป 3 ค่าตัวแพงไปได้ ซึ่งสามารถลงรายละเอียดข้อมูลฐานเงินเดือนต่ำที่สุด-สูงที่สุดแบ่งตามประเภทงาน ดังต่อไปนี้

 

ระดับเจ้าหน้าที่ (Officer Level)

  1. สายงานไอที มียอดเงินเดือนเริ่มต้นสูงสุดระหว่าง 23,225-41,122 บาท 
  2. สายงานบริการเฉพาะทาง ระหว่าง 22,872-39,331 บาท 
  3. สายงานโทรคมนาคม ระหว่าง 22,785-38,612 บาท
  4. สายงานบริการด้านการแพทย์ ระหว่าง 21,945-37,320 บาท 
  5. สายงานอีคอมเมิร์ซ ระหว่าง 21,599-35,283 บาท 
  6. สายงานวิศวกรรม ระหว่าง 21,406-35,571 บาท 
  7. สายงานธนาคาร ระหว่าง 21,036-37,623 บาท 
  8. สายงานประกันภัย ระหว่าง 21,025-34,860 บาท 
  9. สายงานจัดซื้อ ระหว่าง 20,829-33,442 บาท
  10. สายงานการตลาดและประชาสัมพันธ์ ระหว่าง 20,524-32,589 บาท

 

ระดับหัวหน้างาน (Supervisor Level)

  1. สายงานอีคอมเมิร์ซ มียอดเงินเดือนเริ่มต้นสูงสุดระหว่าง 36,857-64,787 บาท 
  2. สายงานโทรคมนาคม ระหว่าง 36,541-67,134 บาท 
  3. สายงานไอที ระหว่าง 36,522-66,920 บาท
  4. สายงานบริการเฉพาะทาง ระหว่าง 35,962-63,888 บาท 
  5. สายงานประกันภัย ระหว่าง 35,802-63,790 บาท 
  6. สายงานบัญชี ระหว่าง 35,252-58,403 บาท 
  7. สายงานธนาคาร ระหว่าง 35,124-64,460 บาท 
  8. สายงานขนส่ง ระหว่าง 35,049-55,624 บาท 
  9. สายงานการตลาดและประชาสัมพันธ์ ระหว่าง 35,037-59,943 บาท 
  10. สายงานธุรการและงานทรัพยากรบุคคล ระหว่าง 34,919-56,372 บาท

 

ระดับผู้จัดการ (Manager Level)

  1. สายงานประกันภัย มียอดเงินเดือนเริ่มต้นสูงสุดระหว่าง 55,762-90,716 บาท 
  2. สายงานไอที ระหว่าง 54,435-93,324 บาท 
  3. สายงานธนาคาร ระหว่าง 52,993-94,481 บาท 
  4. สายงานโทรคมนาคม ระหว่าง 52,353-94,607 บาท 
  5. สายงานบริการเฉพาะทาง ระหว่าง 52,274-90,941 บาท 
  6. สายงานบัญชี ระหว่าง 52,061-86,158 บาท 
  7. สายงานธุรการและงานทรัพยากรบุคคล ระหว่าง 51,803-85,079 บาท 
  8. สายงานวิทยาศาสตร์ งานห้องปฏิบัติการ และงานวิจัยพัฒนา ระหว่าง 51,615-88,427 บาท 
  9. สายงานขนส่ง ระหว่าง 51,302-80,680 บาท 
  10. สายงานวิศวกรรม ระหว่าง 51,237-84,776 บาท

 

ระดับผู้บริหาร (Top Level)

  1. สายงานบริการเฉพาะทาง มียอดเงินเดือนเริ่มต้นสูงสุดระหว่าง 113,563-164,071 บาท 
  2. สายงานอีคอมเมิร์ซ ระหว่าง 113,271-161,588 บาท 
  3. สายงานธนาคาร ระหว่าง 112,917-165,114 บาท 
  4. สายงานวิทยาศาสตร์ งานห้องปฏิบัติการ และงานวิจัยพัฒนา ระหว่าง 109,726-160,753 บาท
  5. สายงานการผลิต ระหว่าง 109,566 ถึง -161,045 บาท 
  6. สายงานบริการด้านการแพทย์ ระหว่าง 106,630-158,478 บาท 
  7. สายงานไอที ระหว่าง 105,135-160,033 บาท 
  8. สายงานบัญชี ระหว่าง 104,978-159,970 บาท 
  9. สายงานธุรการและงานทรัพยากรบุคคล ระหว่าง 104,714-156,134 บาท 
  10. สายงานวิศวกรรม ระหว่าง 102,298-153,763 บาท

 

พรลัดดา เดชรัตน์วิบูลย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากรายงานอัตราเงินเดือนข้างต้น พบว่า สายงานไอที-ดิจิทัล ทุกระดับงานไต่อันดับขึ้นเมื่อเทียบกับผลการสำรวจเมื่อ 2 ปีก่อน โดยเฉพาะในระดับเจ้าหน้าที่ที่ขึ้นแท่นอันดับ 1 จากอันดับ 3 อีกทั้งระดับหัวหน้างานและระดับผู้บริหารที่ติดโผสายงานหน้าใหม่ที่มีเงินเดือนสูง จากที่เคยอยู่ในอันดับ 13 และ 12 ตามลำดับ ในเวลาเพียง 2 ปี ตอกย้ำให้เห็นถึงความต้องการคนทำงานจากผลของการปฏิรูปและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Disruption) 

 

นอกจากนี้ยังมีอีกสองสายงานที่น่าจับตามอง ได้แก่ สายงานโทรคมนาคม ที่ขึ้นมาติดอันดับ 1 ใน 5 ในระดับเจ้าหน้าที่ ระดับหัวหน้างาน และระดับผู้จัดการ สายงานธนาคาร ที่ปรับขึ้นมาติดอันดับ 1 ใน 10 ของรายงานในทุกระดับงาน สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสการเติบโตของทั้งสองสายงานหลังการปฏิรูปและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเช่นกัน เห็นได้จากธนาคารต่างๆ ที่หันมาให้ความสำคัญกับดิจิทัลแบงกิ้ง จนมียอดธุรกรรมออนไลน์เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว และปรับรูปแบบการให้บริการของธนาคารสู่ดิจิทัลเต็มตัว เป็นเหตุให้สายงานธนาคารมีความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านไอที การวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างบริการใหม่ๆ มาช่วยพัฒนาระบบดิจิทัลแบงกิ้ง 

 

และสายงานโทรคมนาคม ที่พบว่าไม่ได้มีเพียงแค่องค์กรยักษ์ใหญ่เท่านั้นที่มีสถิติฐานเงินเดือนที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงองค์กรขนาดกลางและเล็กที่ลงสนามแข่งขัน เพื่อแย่งชิงบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านไอทีมาช่วยพัฒนารากฐานระบบต่างๆ ขององค์กรให้พร้อมต่อการประยุกต์ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีในภาคเศรษฐกิจ ประกอบกับสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน ที่สร้างปรากฏการณ์นิวนอร์มอล (New Normal) ทำให้หลายองค์กรต้องหันมาปรับตัวพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ มากขึ้นอีกด้วย

 

นอกจากนี้ จ๊อบส์ ดีบี (JobsDB) ยังได้เผยถึงความต้องการแรงงานประจำปี 2563 ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการกลับมาของหลายภาคธุรกิจในปีนี้ พบ 10 อันดับสายงานที่กำลังเป็นที่ต้องการในตลาด โดยพบว่าสายงานที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ได้แก่ 

 

  1. สายงานไอที คิดเป็น 19% 
  2. สายงานขาย งานบริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ คิดเป็น 17% 
  3. สายงานวิศวกรรม คิดเป็น 10%
  4. สายงานการตลาดและประชาสัมพันธ์ คิดเป็น 8% 
  5. สายงานบัญชี คิดเป็น 7% 
  6. สายงานธุรการและงานทรัพยากรบุคคล คิดเป็น 7% 
  7. สายงานธนาคาร คิดเป็น 5%
  8. สายงานการผลิต คิดเป็น 3% 
  9. สายงานขนส่ง คิดเป็น 3% 
  10. สายงานบริการเฉพาะทาง คิดเป็น 2% 

 

โดยสอดคล้องกับอัตราเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นในสายงานเหล่านี้ และเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัลที่สายงานไอที-ดิจิทัล กำลังได้รับความนิยม จ๊อบส์ ดีบี ยังได้มีการแนะถึง 3 ทักษะใหม่ที่คนทำงานต้องมีในยุคนิวนอร์มอล ได้แก่ ทักษะความรู้ด้านไอที ความสามารถในการสื่อสาร และความสามารถในการรู้จักและเข้าใจตัวเอง 

 

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post จ๊อบส์ ดีบี เปิดรายงานเงินเดือนปี 64 พบงาน ‘ไอที-ดิจิทัล’ มาแรง คว้าท็อป 3 ค่าตัวแพง มีเงินเดือนเริ่มต้นสูงถึง 41,122 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
JobsDB เผยผลวิจัย คนทำงานเปลี่ยนมา Work from Home ดัชนีไร้สุขเพิ่มขึ้น 3 เท่า และ 46% บอกชั่วโมงทำงานเพิ่ม https://thestandard.co/jobsdb-research-work-from-home/ Tue, 23 Jun 2020 06:33:36 +0000 https://thestandard.co/?p=374190

จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ได้เปิดผลสำรวจผู้ประกอบการและคน […]

The post JobsDB เผยผลวิจัย คนทำงานเปลี่ยนมา Work from Home ดัชนีไร้สุขเพิ่มขึ้น 3 เท่า และ 46% บอกชั่วโมงทำงานเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>

จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ได้เปิดผลสำรวจผู้ประกอบการและคนทำงานถึงผลกระทบการระบาดของโควิด-19 ครอบคลุมคนทำงานกว่า 1,400 คน และผู้ประกอบการกว่า 400 บริษัท พบว่าคนทำงาน 1 ใน 4 ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อสถานะการทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในอีก 6 เดือนข้างหน้าพบสัญญาณเชิงบวกในการจ้างงานจากฝั่งผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น 

 

จากการสำรวจพบว่ากว่า 25% ของคนทำงานได้รับผลกระทบ โดยผลกระทบมีระดับความรุนแรงดังนี้ 9% ถูกเลิกจ้าง 16% ถูกหยุดงานแต่ยังคงสถานะลูกจ้าง ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือพนักงานที่อยู่ในกลุ่มเงินเดือนต่ำกว่า 16,000 บาท มีลักษณะงานเป็นสัญญาจ้าง อายุมากกว่า 45 ปี และทำงานให้กับองค์กรที่มีพนักงานน้อยกว่า 50 คน

 

นอกจากนี้ผลการสำรวจยังเผยให้เห็นว่าคนทำงานที่ยังคงทำงานอยู่ก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวเช่นกัน โดย 48% ต้องทำงานที่บ้าน (Work from Home) 45% ได้รับผลกระทบเชิงโครงสร้างรายได้ ในจำนวนนี้ 27% ไม่ได้โบนัส 20% ไม่มีการปรับเงินเดือน และ 14% ถูกลดเงินเดือน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกลดเงินเดือนระหว่าง 11-20% ของรายได้

 

ขณะเดียวกันยังได้สำรวจ ‘ดัชนีความสุขในการทำงานของแรงงานไทย’ โดยก่อนการระบาดของโควิด-19 พบอยู่ที่ 85% และในช่วงของการระบาดลดลงเหลือเพียง 59% พร้อมพบว่าดัชนีไม่มีความสุขเพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อต้องเปลี่ยนมาทำงานที่บ้าน และ 46% ของคนทำงานระบุว่าชั่วโมงการทำงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าพนักงานในสายงานโฆษณา งานประชาสัมพันธ์ รวมถึงสายงานการตลาดดิจิทัล งานอีคอมเมิร์ซ และงานโซเชียลมีเดีย เป็นกลุ่มสายงานที่ทำงานต่อวันเป็นระยะเวลานานขึ้นเมื่อต้องทำงานอยู่ที่บ้านอีกด้วย

 

ทั้งนี้ เพื่อพิจารณาปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญๆ ที่ดึงดูดคนหางานให้เลือกสมัครงานกับองค์กร จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ได้ทำการสำรวจ ‘Laws of Attraction’ (LOA) ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2562 จนถึง 20 กุมภาพันธ์ 2563 จากคนทำงานทั่วประเทศไทยหลากหลายเจเนอเรชันกว่า 6,000 คน ผลสำรวจพบว่า 3 ปัจจัยแรกที่คนทำงานให้ความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ 1. เงินเดือน/ค่าตอบแทน 2. ความมั่นคงในการทำงาน และ 3. ความก้าวหน้าในสายอาชีพ    

 

โดยความมั่นคงในการทำงานมีความสำคัญเป็นอันดับ 2 รองจากเงินเดือน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในการสำรวจจากคนทำงานทั้งหมด 6 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจากคำตอบ คนทำงานในไทยมองเรื่องความมั่นคงในการทำงานมีความสำคัญมากกว่าเรื่องสวัสดิการถึง 3 เท่า สำคัญกว่าตำแหน่งที่ตั้งของที่ทำงาน 2 เท่า และ 1.4 เท่าสำคัญกว่าเรื่องความสมดุลในชีวิต (Work-life Balance)

 

ในขณะที่สถานการณ์การจ้างงานในฝั่งของผู้ประกอบการที่มีในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะต้องเผชิญกับความท้าทาย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ปรับแผนดำเนินงานในการรับมือ โดยพบว่า 52% ส่งเสริมให้พนักงานทำงานที่บ้าน 47% ปรับนโยบายการจ้างงาน ซึ่งในจำนวนนายจ้างที่ได้ปรับนโยบายการจ้างงานพบว่า 39% หยุดการรับพนักงานใหม่ และ 12% ลดจำนวนพนักงาน นอกจากนี้ผู้ประกอบการกว่า 37% จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินเดือนและค่าตอบแทน เช่น 21% ไม่มีการปรับเงินเดือน 20% พิจารณามาตรการลดเงินเดือน และ 18% จะงดการจ่ายโบนัส

 

อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจยังเห็นสัญญาณเชิงบวกในการจ้างงานจากผู้ประกอบการที่สะท้อนในการสำรวจดังกล่าว สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2563 พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 88% มีแนวโน้มการจ้างงานอีกครั้งใน 6 เดือนข้างหน้า โดยพบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

  • ผู้ประกอบการกว่า 33% ชี้ว่าอยากจะจ้างงานผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประเทศ
  • ผู้ประกอบการกว่า 53% มีแนวโน้มที่จะว่าจ้างเด็กจบใหม่เพื่อทำงานในตำแหน่งระดับพนักงานทั่วไป

 

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลข้างต้นพบว่าผู้ประกอบการมีแนวโน้มจ้างงานมากที่สุดใน 5 สายงานใน 6 เดือนข้างหน้า ได้แก่ 1. งานไอที 2. งานการตลาด/งานประชาสัมพันธ์ 3. งานขาย/งานบริการลูกค้า/งานพัฒนาธุรกิจ 4. งานต้อนรับ/งานในร้านอาหารและบริการเครื่องดื่ม และ 5. งานจัดซื้อ

 

พรลัดดา เดชรัตน์วิบูลย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “องค์กรต่างๆ ควรเร่งกระตุ้นการมีส่วนร่วมของพนักงานเพื่อลดความรู้สึกไม่มั่นคงในการทำงาน ขณะเดียวกันก็ต้องส่งเสริมความสมดุลของชีวิตและการทำงาน รวมถึงสวัสดิภาพของพนักงานหลังจากเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะฟื้นฟูหลังจากวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งคนทำงานจะมองหาองค์กรในมุมที่แตกต่างออกไป โดยองค์กรที่สามารถสร้างจุดแข็งและสร้างความแตกต่างในเชิงผลตอบแทนจะได้เปรียบในการดึงคนที่มีความรู้ความสามารถไปร่วมงาน ทำให้ตลาดแรงงานจะเปลี่ยนจากตลาดที่ขับเคลื่อนโดยผู้ประกอบการเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนโดยคนทำงาน”

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post JobsDB เผยผลวิจัย คนทำงานเปลี่ยนมา Work from Home ดัชนีไร้สุขเพิ่มขึ้น 3 เท่า และ 46% บอกชั่วโมงทำงานเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
จ๊อบส์ ดีบี ชี้สัญญาณดีมานด์แรงงานเดือน พ.ค. ฟื้น รับคลายล็อกเฟส 3 งานไอที ขาย ยังมีความต้องการ https://thestandard.co/labor-demand-in-may/ Mon, 08 Jun 2020 02:58:17 +0000 https://thestandard.co/?p=370166

จากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรคนไทยเมื่อเดือนม […]

The post จ๊อบส์ ดีบี ชี้สัญญาณดีมานด์แรงงานเดือน พ.ค. ฟื้น รับคลายล็อกเฟส 3 งานไอที ขาย ยังมีความต้องการ appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรคนไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงจำนวนคนว่างงานกว่า 3.92 แสนคน (อ้างอิง: สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ประกอบกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ได้ส่งผลกระทบในหลายภาคส่วนทำให้เกิดอัตราคนว่างงานที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งมีการคาดการณ์จากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย (กกร.) ว่ามีพนักงาน 7 ล้านคนที่จะออกจากงานภายในเดือนมิถุนายน เนื่องจากการปิดตัวลงของภาคธุรกิจ และส่งผลกระทบต่อคนทำงานที่มีรายได้น้อยกว่า 20,000 บาทต่อเดือน

 

แต่ในวิกฤตดังกล่าวก็ยังพบว่ามีธุรกิจหลายประเภทที่ยังมีความต้องการแรงงาน เพื่อมาช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรสามารถข้ามผ่านสถานการณ์ดังกล่าวไปได้ ด้วยเหตุนี้ จ๊อบส์ ดีบี จึงได้เผยภาพรวมความต้องการคนทำงานทั่วประเทศไทยช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม 2563 พบข้อมูลดังนี้

 

5 ธุรกิจที่ยังมีความต้องการคนทำงาน ได้แก่ 1. ธุรกิจไอที (Information Technology) 2. ธุรกิจการผลิต (Manufacturing) 3. ธุรกิจขายส่ง ธุรกิจขายปลีก (Wholesale / Retail) 4. ธุรกิจบริการด้านการเงิน (Financial Services) และ 5. ธุรกิจ Trading ธุรกิจจัดจำหน่าย (Trading and Distribution)

 

และยังมี 5 สายอาชีพที่ยังคงมีความต้องการคนทำงาน ได้แก่ 1. งานขาย งานบริการลูกค้า งานพัฒนาธุรกิจ (Sales, CS & Business Devpt) 2. งานไอที (Information Technology) 3. งานวิศวกรรม (Engineering) 4. งานการตลาด งานประชาสัมพันธ์ (Marketing/Public Relations) และ 5. งานธุรการ งานทรัพยากรบุคคล (Admin & HR)

 

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่ากลุ่มธุรกิจและสายงานไอทีเป็นกลุ่มที่มีความต้องการคนทำงานสูง เนื่องจากหลายองค์กรมีการปรับตัวรับ New Normal รวมถึงการทำงานให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ธุรกิจผลิตและจัดจำหน่าย มีการเตรียมความพร้อมรับคนกลับมาทำงานหลังภาพรวมต่างๆ เริ่มส่งสัญญาณในทิศทางที่ดีขึ้น

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดสิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่ามีตัวเลขความต้องการแรงงานเริ่มฟื้นตัวกลับมา แบ่งตามกลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจโลจิสติกส์ (Logistic) เพิ่มขึ้น 23% 2. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (Property Development) เพิ่มขึ้น 13% 3. ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจการตลาด ธุรกิจประชาสัมพันธ์ (Advertising/Public Relations/Marketing Services) เพิ่มขึ้น 6% 4. ธุรกิจประกันภัย (Insurance/Pension Funding) เพิ่มขึ้น 5% และ 5. ธุรกิจขายส่ง ธุรกิจขายปลีก (Wholesale/Retail) เพิ่มขึ้น 2%

 

พรลัดดา เดชรัตน์วิบูลย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าการเติบโตของของภาคธุรกิจเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนมากขึ้น เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ ที่มีการเติบโตจากการขนส่งสินค้าออนไลน์ รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีการสั่งอาหารเดลิเวอรีเพิ่มมากขึ้น ส่วนธุรกิจประกันภัยมีการเติบโตเนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับประกันสุขภาพมากในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงธุรกิจขายส่ง ธุรกิจขายปลีก ที่มีแน้วโน้มเติบโตอันเป็นไปตามเทคโนโลยีดิจิทัล

 

ในขณะที่ 5 กลุ่มธุรกิจที่มีจำนวนประกาศงานลดเนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ธุรกิจท่องเที่ยว (Tourism/Travel Agency) ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจบริการ ธุรกิจจัดเลี้ยง (Hospitality/Catering) ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจสถาปัตยกรรม (Architecture/Building/Construction) ธุรกิจยานยนต์ (Motor Vehicles) ธุรกิจวิศวกรรมก่อสร้าง-ธุรกิจวิศวกรรมโยธา-ควบคุมอาคาร (Engineering-Building, Civil, Construction/Quantity Survey)

 

สำหรับภาพรวมของฝั่งคนหางาน พบว่าในเดือนพฤษภาคม ผู้สมัครงานมีจำนวนการสมัครงานเพิ่มขึ้น คิดเป็น 20% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายน ทั้งจากคนทำงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ รวมถึงผู้สมัครงานบางส่วนเริ่มมีความเชื่อมั่นในสถานการณ์ และมองหาโอกาสในการทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งพิจารณาจากใบสมัครเติบโตสูง พบว่า 1. ธุรกิจ Trading ธุรกิจจัดจำหน่าย (Trading and Distribution) เพิ่มขึ้น 32% 2. ธุรกิจสารเคมี พลาสติก กระดาษ ปิโตรเคมี (Chemical/Plastic/Paper/Petrochemical) เพิ่มขึ้นสูงถึง 13% 3. ธุรกิจไอที (Information Technology) เพิ่มขึ้น 10% และ 4. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจจัดเลี้ยง (Food and Beverage/Catering) เพิ่มขึ้น 2%

 

และในช่วงเวลาเดียวกันยังแสดงให้เห็นถึง 5 กลุ่มสายงานเป็นที่ต้องการของผู้สมัครงานสูงคือ 1. อีคอมเมิร์ซ (E-commerce) เพิ่มขึ้น 75% 2. งานขาย งานบริการลูกค้า งานพัฒนาธุรกิจ (Sales, CS & Business Development) เพิ่มขึ้น 3% 3. งานบัญชี (Accounting) เพิ่มขึ้น 3% 4. งานไอที (IT) เพิ่มขึ้น 3% 5. งานการตลาด งานประชาสัมพันธ์ (Marketing/Public Relations) เพิ่มขึ้น 2% ตามลำดับ ซึ่งการแข่งขันเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจในการจ้างงาน ให้สามารถเลือกคนทำงานได้ตรงตามเป้าหมาย โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ต้องการก้าวสู่ดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซในอนาคตต่อไป

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post จ๊อบส์ ดีบี ชี้สัญญาณดีมานด์แรงงานเดือน พ.ค. ฟื้น รับคลายล็อกเฟส 3 งานไอที ขาย ยังมีความต้องการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
JobsDB เผย 10 อันดับงานที่จ่ายเงินเดือน Manager สูงสุดของไทย ปี 2561 https://thestandard.co/top-10-jobs-manager-salary-2561/ https://thestandard.co/top-10-jobs-manager-salary-2561/#respond Thu, 14 Mar 2019 13:36:00 +0000 https://thestandard.co/?p=222880

JobsDB เปิดโผตำแหน่งงานระดับผู้จัดการ (Manager) ที่บริษ […]

The post JobsDB เผย 10 อันดับงานที่จ่ายเงินเดือน Manager สูงสุดของไทย ปี 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>

JobsDB เปิดโผตำแหน่งงานระดับผู้จัดการ (Manager) ที่บริษัทจ้างด้วยอัตราเงินเดือนสูงสุด 10 อันดับ พบว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซยังมาแรงในทุกระดับงาน ขณะที่สายงานขายยังเป็นที่ต้องการสูงสุดต่อเนื่องด้วย

 

 

ภาพประกอบ: Thiencharas W.

The post JobsDB เผย 10 อันดับงานที่จ่ายเงินเดือน Manager สูงสุดของไทย ปี 2561 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/top-10-jobs-manager-salary-2561/feed/ 0
บัณฑิตใหม่ปี 60 เตะฝุ่นทะลุ 1.7 แสนคน สถานการณ์แรงงานไทยที่ยังน่าห่วง https://thestandard.co/graduate-2560-unemployed-statistics/ https://thestandard.co/graduate-2560-unemployed-statistics/#respond Mon, 18 Jun 2018 08:09:27 +0000 https://thestandard.co/?p=98802

ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในเดือนพฤษภาคม 2561 พบว่ […]

The post บัณฑิตใหม่ปี 60 เตะฝุ่นทะลุ 1.7 แสนคน สถานการณ์แรงงานไทยที่ยังน่าห่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในเดือนพฤษภาคม 2561 พบว่ามีจำนวนคนว่างงานที่จบปริญญาตรีมากที่สุด จำนวน 170,900 คน จากจำนวนผู้ว่างงานรวม 4.02 แสนคน ซึ่งปัญหาบัณฑิตใหม่ตกงาน เป็นเรื่องซ้ำซากที่เกิดขึ้นทุกปี แต่สถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี

 

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่กระทรวงแรงงาน พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในการประชุมแนวทางแก้ไขการว่างงานของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  

 

โดย พล.ต.อ. อดุลย์ กล่าวว่า ผลสำรวจข้อมูลภาวการณ์มีงานทำของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในเดือนพฤษภาคม 2561 มีจำนวนคนว่างงานที่จบปริญญาตรีมากที่สุด จำนวน 170,900 คน โดยสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนงานบ่อย การเลือกเรียน และจบในสาขาที่ไม่ตรงกับตลาดแรงงาน รวมทั้งพฤติกรรมเด็กรุ่นใหม่ไม่ชอบทำงานที่อยู่ในกรอบ เป็นต้น

 

ตั้งศูนย์ One Stop Service 11 แห่งทั่วไทย แก้ปมจบ ป.ตรี เตะฝุ่น

กระทรวงแรงงานมีแนวทางการแก้ไขปัญหาว่างงานของผู้จบปริญญาตรี ซึ่งกำหนดไว้ 2 ระยะคือ

 

สำหรับระยะเร่งด่วนภายใน 3 เดือน กระทรวงแรงงานจะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) 11 แห่ง โดยแบ่งออกเป็นภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ คือ จ.เชียงใหม่ และ จ.พิษณุโลก ภาคอีสาน คือ จ.ขอนแก่น และ จ.นครราชสีมา ภาคตะวันออก คือ จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี ภาคใต้ คือ จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.สงขลา รวมถึงในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครด้วย เพื่อบูรณาการข้อมูลความต้องการแรงงานของภาคเอกชน รวมถึงเพิ่มทักษะแรงงานทั้งที่เป็นงานประจำ และงานประเภทฟรีแลนซ์ รวมถึงการทำธุรกิจส่วนตัว

 

โดยแต่ละศูนย์จะแบ่งการทำงานออกเป็นด้านๆ ประกอบด้วย แนะแนวอาชีพและส่งเสริมอาชีพอิสระให้บัณฑิตมีงานทำ จำนวน 2,000 อัตรา

 

จับคู่ตำแหน่งงาน (Matching) ระหว่างผู้ที่กำลังหางานทำกับนายจ้างสถานประกอบการ ผ่านศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย และ Job Box ของกรมจัดหางาน จำนวน 20,000 อัตรา รวมถึงตำแหน่งงานในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) จำนวน 4,500 อัตรา

 

มีการจัดนัดพบแรงงานในสถานศึกษา (Job Fair) จำนวน 20,000 อัตรา ตำแหน่งงานในเครือข่าย อาทิ JobsDB, BKK job จำนวน 28,000 อัตรา และช่องบริการรับสมัครงานผ่านไลน์ จำนวน 20,000 อัตรา และตำแหน่งงานในต่างประเทศอีกจำนวน 500 อัตรา

 

นอกจากนี้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะบูรณาการกับสถานศึกษาเพื่อเพิ่มทักษะ (Up -Skill, Re-Skill) ให้กับบัณฑิตที่แจ้งความประสงค์ฝึกอาชีพเพื่อให้ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ ในหลักสูตรระยะสั้นฝึกอบรมอย่างน้อย 10 วัน อาทิ หลักสูตรภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ อินโฟกราฟิก เป้าหมาย 5,000 คน

 

ป.ตรี เรียนจบไม่ตรงตลาด บัณฑิตใหม่สายสังคมฯ ทะลุ 2 แสนคน

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เดือนพฤษภาคม 2561 เปิดเผยจำนวนคนว่างงานทั้งหมดมีกว่า 4.02 แสนคน โดยในจำนวนนี้มีผู้จบ ป.ตรี มากที่สุดถึง 1.7 แสนคน

 

ขณะที่กระทรวงแรงงาน สำรวจสาเหตุที่เด็กจบปริญญาตรีใหม่แต่ยังไม่มีงานทำ พบว่าสาเหตุมาจากเปลี่ยนงานบ่อย อยู่ระหว่างรองานเพราะลาออกจากงานเดิม เลือกเรียนตามกระแส จบไม่ตรงตลาดแรงงาน ค่านิยม หรือเรียนตามเพื่อน เลือกงานหรือ ต้องการทำงานที่สบาย เงินเดือนสูงๆ รวมถึงพฤติกรรมเด็กรุ่นใหม่ไม่ชอบทำงานที่อยู่ในกรอบ

 

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อี คอนไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี แต่ปัญหาคือในช่วงรอยต่อนี้เรายังมีการผลิตบัณฑิตแบบเดิม จะเห็นได้ว่ามีเด็กจบสายสังคมศาสตร์กว่า 70% แต่ความต้องการของตลาดแรงงานไม่ได้ต้องการคนจบสายนี้

 

ขณะเดียวกันสาขาที่ต้องการกลับผลิตบัณฑิตมาน้อย เช่น สายเทคโนโลยี ผลิตมาเพียง 4% ของบัณฑิตทั้งหมด ซึ่งโครงสร้างมันบิดพลิ้วไป ในขณะที่ประเทศไทยกำลังพูดถึงซูเปอร์คลัสเตอร์ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 แต่เด็กที่จบมาในสาขาเทคโนโลยีพอเห็นตัวเลขก็น่ากังวล

 

สำหรับบัณฑิตใหม่ที่ตกงานจำนวน 1.7 แสนคน มีส่วนหนึ่งที่ทำอาชีพอิสระหรือประกอบธุรกิจ แต่บัณฑิตจบใหม่ส่วนใหญ่ ประมาณ 1.2 แสนคน เป็นบัณฑิตที่ยังหางานไม่ได้

 

นายธนิต กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับความจริงว่า เด็กจบปริญญาตรีส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ มีกว่า 80% ที่จบมาแล้วยังใช้งานไม่ได้ ซึ่งต่อไปต้องมีการบูรณาการกันระหว่างสถาบันการศึกษากับผู้ประกอบการในพื้นที่ เพราะปกติภาคเอกชนจะอ้างว่า ตนไม่ได้คนที่มีทักษะที่ต้องการ แต่อนาคตก็จะให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมออกแบบหลักสูตร และรับเด็กไปฝึกงานในสถานที่ทำงานจริงเพื่อเรียนรู้งาน และปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมในแต่ละองค์กร หากมีคุณสมบัติครบและเข้ากับองค์กรได้ก็รับเข้าทำงานไปเลย

 

สำหรับข้อมูลผู้จบการศึกษาระดับ ป.ตรี ปี 2560 มีจำนวนกว่า 3.46 แสนคน แบ่งเป็นจบสายวิทยาศาสตร์ 1.10 แสนคน หรือ 31.86% จบสายสังคมศาสตร์ 2.36 แสนคน หรือ 68.14%

 

โดยสาขาที่เรียนจบ ป.ตรี มากที่สุดคือ สังคมศาสตร์, บริหารธุรกิจ, กฎหมาย มีจำนวน 117,444 คน สาขาที่เรียนจบ ป.ตรี น้อยที่สุดคือ เกษตรกรรม และปศุสัตว์ มีจำนวน 8,748 คน

The post บัณฑิตใหม่ปี 60 เตะฝุ่นทะลุ 1.7 แสนคน สถานการณ์แรงงานไทยที่ยังน่าห่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/graduate-2560-unemployed-statistics/feed/ 0
จ๊อบส์ดีบีเผย คนไทยไม่ค่อยมีความสุขกับงาน เด็กจบใหม่ทุกข์สุด https://thestandard.co/jobdb-thai-people-dont-happy-with-my-job/ https://thestandard.co/jobdb-thai-people-dont-happy-with-my-job/#respond Fri, 20 Apr 2018 10:37:41 +0000 https://thestandard.co/?p=85362

จ๊อบส์ดีบี (ประเทศไทย) เว็บไซต์หางานยอดนิยม รายงานดัชนี […]

The post จ๊อบส์ดีบีเผย คนไทยไม่ค่อยมีความสุขกับงาน เด็กจบใหม่ทุกข์สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

จ๊อบส์ดีบี (ประเทศไทย) เว็บไซต์หางานยอดนิยม รายงานดัชนีความสุขในการทำงานของพนักงานไทย พบมีคะแนนดัชนีความสุขอยู่ในลำดับที่ 5 จาก 7 ประเทศที่ทำการสำรวจ พบสายงานบริหาร, HR และวิศวกรรม มีคะแนนความสุขมากสุด

 

วันนี้ (20 เม.ย.) จ๊อบส์ดีบีได้เปิดเผยรายงานสำรวจความสุขในการทำงานของคนไทยที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2560 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,108 คน พบพนักงานไทยมีคะแนนความสุขเฉลี่ยอยู่ที่ 4.55 คะแนน รั้งท้ายอยู่ในระดับที่ 5 จาก 7 ประเทศที่ทำการสำรวจ (อินโดนีเซีย (5.27), เวียดนาม (5.19), ฟิลิปปินส์ (4.97), มาเลเซีย (4.65), ไทย, ฮ่องกง (4.45) และสิงคโปร์ (4.31)) ลดลงจากปี 2559 ที่เคยนำอยู่ในลำดับที่ 3 (4.74 คะแนน) และมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่องในอีก 6 เดือนข้างหน้าจนเหลือเพียง 4.51 คะแนนเท่านั้น

 

จากการสำรวจยังพบว่า สายงานบริหารคือสายงานที่มีความสุขในการทำงานสูงสุดที่ 4.95 คะแนน ตามมาด้วยงานธุรการและทรัพยากรบุคคล (4.94 คะแนน), งานวิศวกรรม (4.86 คะแนน), งานไอที (4.74 คะแนน) และงานขนส่ง (4.73 คะแนน)

ขณะที่เมื่อจำแนกตามอายุงานจะพบว่า ‘เด็กจบใหม่’ หรือพนักงานที่มีประสบการณ์ทำงานน้อยกว่า 1 ปี มีความสุขในการทำงานน้อยสุด มีคะแนนเฉลี่ยดัชนีความสุขที่ 4.35 คะแนน ตามมาด้วยเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการทั่วไปที่มีอายุงานตั้งแต่ 1-4 ปี ที่มีคะแนนเฉลี่ย 4.45 คะแนน ตรงข้ามกับฝั่งผู้บริหารระดับสูงที่มีความสุขในการทำงานมากที่สุด ทำคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 5.19 คะแนน, บุคลากรระดับผู้จัดการและหัวหน้างานที่มีระดับความสุขเฉลี่ยอยู่ที่ 4.64 และ 4.54 ตามลำดับ

 

สาเหตุที่ทำให้ดัชนีความสุขของพนักงานไทยลดลงอย่างน่าใจหายใน 3 ลำดับแรก จ๊อบส์ดีบีเผยว่า เป็นผลมาจากการที่พนักงานมองว่า 1. ทีมบริหารไม่มีประสิทธิภาพ 2. ไม่มีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงาน และ 3. ไม่มีโอกาสฝึกอบรมและพัฒนาตัวเอง ซึ่งปัจจัยข้อที่ 2 และ 3 คือสาเหตุสำคัญสองลำดับแรกสุดที่ทำให้พนักงานจบใหม่ไม่มีความสุขกับการทำงาน โดยปัจจัยที่จะช่วยสร้างความสุขให้แก่พนักงานได้คือ สถานที่ทำงานที่เดินทางสะดวกและทำงานที่ไหนก็ได้ที่ตนเองต้องการ ความมีชื่อเสียงขององค์กรและความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน

 

แต่เมื่อมองถึงทางออกระยะยาวของการทำให้ตัวเองมีความสุขในอีก 6 เดือนข้างหน้า พนักงานส่วนใหญ่ 37% ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ตนจะเลือกลาออกแล้วหางานใหม่แทน อีก 20% จะพอใจกับการทำงานในองค์กรเดิมมากขึ้นหากได้รับการปรับเงินเดือน มีเพียง 8% เท่านั้นที่จะมีความสุขกับการทำงานมากขึ้นหากได้รับการ ‘ยอมรับ’ ในผลงานหรือได้รับ ‘รางวัล’ จากการทำงาน

 

อ้างอิง:

  • จ๊อบส์ดีบี (ประเทศไทย)

The post จ๊อบส์ดีบีเผย คนไทยไม่ค่อยมีความสุขกับงาน เด็กจบใหม่ทุกข์สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/jobdb-thai-people-dont-happy-with-my-job/feed/ 0
ศศินทร์ จุฬาฯ ชี้การศึกษาไทยไม่เชื่อมโยงแผนเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่เบื่อง่าย ต้องเพิ่มทักษะ พร้อมปรับตัว https://thestandard.co/thai-education-does-not-link-economic-plan/ https://thestandard.co/thai-education-does-not-link-economic-plan/#respond Fri, 02 Feb 2018 04:19:57 +0000 https://thestandard.co/?p=66947

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัท เวิร์กเดย์ เอเชีย แ […]

The post ศศินทร์ จุฬาฯ ชี้การศึกษาไทยไม่เชื่อมโยงแผนเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่เบื่อง่าย ต้องเพิ่มทักษะ พร้อมปรับตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัท เวิร์กเดย์ เอเชีย แปซิฟิก ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ ‘Engaging Thailand’s Future Workforce -HR and Recruitment Trends 2018’ หรือเทรนด์การบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล การสรรหาบุคลากรและความท้าทายที่บริษัทต้องพบเจอในปีนี้

 

ประเด็นสำคัญที่อาจารย์จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนำเสนอคือ การที่ระบบการศึกษาไทยไม่เชื่อมโยงแผนพัฒนา เป็นเหตุให้แรงงานไทยในปัจจุบันไม่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรและธุรกิจทำเงินของประเทศ ขณะที่ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่าองค์กรควรมีโปรแกรมฝึกพนักงานเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายได้

 

 

รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข รักษาการรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและประธานสายวิชาการจัดการกล่าวว่า “พูดในแง่นักวิชาการ ขอไม่โทษรัฐบาล ระบบการศึกษาของประเทศไทยไม่ได้โยงกับแผนพัฒนาเศรฐกิจมาตั้งแต่ต้น โรงเรียนอยากสอนอะไรก็สอน แม้รัฐบาลจะประกาศนโยบายเศรษฐกิจอะไรออกมาก็ตาม การที่ซีพีเปิดสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ขึ้นมาสะท้อนให้เห็นว่า สถาบันการศึกษาในปัจจุบันไม่สามารถป้อนแรงงานที่นายจ้างต้องการได้ คนตกงานมากที่สุด 16% มาจากปริญญาตรี สิ่งที่เราต้องการในตอนนี้คือสถาบันอาชีวศึกษา ซึ่งรัฐบาลชุดนี้เพิ่งจะมาเร่ง แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาผลิตบุคลากรอีกนาน

 

“4.0 ในไทยมาแบบกะพร่องกะแพร่ง มีคนไทยแค่ 10% เท่านั้นที่สามารถพูดภาษาอังกฤษและมีนวัตกรรมเป็นของตัวเองได้ ที่เหลือก็จะเป็น 3.0 แล้วไล่ลงไปเรื่อยๆ ตัวเลขนี้บอกว่าการศึกษาของเรามีปัญหา เพราะไม่ได้โยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ถ้าเราจะเป็น Hub ด้านการท่องเที่ยวและการแพทย์ ก็ควรจะผลิตบุคลากรขึ้นมาสนับสนุนสายงานนั้นๆ”

 

นอกจากนี้ รศ.ดร.ศิริยุพา ยังกล่าวเสริมด้วยว่า บริษัทหลายแห่งกำลังเผชิญปัญหาความขี้เบื่อของคนทำงานรุ่นใหม่ ยุคมิลเลนเนียลส์ ซึ่งมีสถิติตัวเลขขององค์กรทั่วโลกที่ระบุว่า ถ้าบริษัทรับคนทำงานรุ่นใหม่มา 100 คน เกือบ 70% จะลาออกกันหมด ส่วนอีก 30% นั่งทำงานในออฟฟิศแล้วหางานใหม่ไปด้วย

 

“ปัญหาคือนายจ้างจะต้องทำอย่างไรเพื่อดึงดูดพนักงานเหล่าน้ีให้อยู่กับองค์กรนานๆ ขณะที่คนสูงอายุก็ยังเกษียณไม่ได้ เพราะไม่มีบุคลากรขึ้นมาทดแทน ปรากฏการณ์ ‘Aging Society’ จึงเกิดขึ้นในหลายๆ องค์กร คนทำงานหลายช่วงวัยอยู่ในองค์กรเดียวกันและจะนำไปสู่ปัญหาความต้องการที่ต่างกัน นายจ้างเองก็ไม่สามารถเลือกลูกจ้างได้ เจ้าของกิจการในยุคนี้จึงต้องง้อลูกจ้างเป็นพิเศษ”

 

ด้าน วิไลพร ทวีลาภพันทอง หัวหน้าหุ้นส่วนสายงานธุรกิจที่ปรึกษา บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) แสดงทัศนะว่า ความคาดหวังของลูกจ้างในปัจจุบันเปลี่ยนไป เพราะพนักงานหวังว่าองค์กรจะปฏิบัติกับเขาเสมือนลูกค้าคนหนึ่ง (Treat employee as customer) “อีกประเด็นคือคนรุ่นใหม่มีความต้องการและเป้าหมายที่หลากหลายแตกต่างกัน ดังนั้นควรจะมีโปรแกรมการพัฒนาพนักงานที่หลากหลายเพื่อให้องค์กรตอบโจทย์เขาได้ HR ในตอนนี้จึงควรเป็น ‘Next Gen HR’ เข้าใจและมีข้อมูลคนรุ่นใหม่ สามารนำศาสตร์ Analytics เข้ามาใช้ได้มากขึ้น

 

“ทักษะที่สำคัญของคนทำงานในปัจจุบันคือความเป็น Agile (กระฉับกระเฉง) พร้อมที่จะเปลี่ยนและปรับตัว ถ้ายังทำงานเหมือนเดิมไม่ยอมเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่คนที่องค์กรอยากได้ ยิ่งถ้าจะก้าวสู่ยุคดิจิทัลแล้วองค์กรไม่มีความเป็น Agile ก็ไปไม่ได้ ทั้งลูกจ้างและนายจ้างต้องฝึกทักษะนี้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ตัวเองและองค์กร”

 

เป็นที่ทราบกันดีว่าไทยขึ้นชื่อในด้านการเป็นฐานทัพอุตสาหกรรมการผลิตที่แข็งแกร่งแห่งหนึ่งของโลก เรามีแรงงานเป็นจำนวนมากที่สามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ให้เดินหน้าได้ตลอดทั้งปี แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นหลุมพรางให้ผู้ประกอบการบางส่วนไม่ได้ทันมองการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation)

 

เดวิด โฮป ผู้จัดการใหญ่บริษัท เวิร์กเดย์ เอเชีย แปซิฟิก บอกว่า “เพราะความโชคดีที่ไทยมีเศรษฐกิจซึ่งอิงกับภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่แข็งแรง จึงทำให้การผลักดันและความต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลไม่ได้จริงจังเท่าที่ควร แต่ในเวลาเดียวกัน นโยบาย 4.0 ของรัฐบาลก็เป็นส่วนประกอบสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย แต่อาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างรวดเร็ว”

 

พร้อมกันนี้เดวิดยังบอกอีกด้วยว่า องค์กรควรนำเทคโนโลยีและโปรแกรมการฝึกต่างๆ เข้ามาใช้เพื่อช่วยระบุตัวตนบุคลากรที่มีความสามารถในองค์กร พนักงานที่องค์กรควรจะต้องเก็บรักษาไว้ เพื่อช่วยสนับสนุนให้พวกเขาได้พัฒนาตัวเองผ่านโปรแกรมเทรนด์ที่ทำผ่านมือถือได้สะดวก

 

จากการเปิดเผยผลสำรวจของเว็บไซต์จัดหางาน jobsDB ในปี 2017 พบว่า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานของคนไทยส่วนใหญ่ในอันดับแรกคือ การเติบโต ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน รองลงมาคือความมั่นคงของงานและวัฒนธรรมองค์กร-สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำงาน

 

ส่วนปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานของนักศึกษาจบใหม่ ได้แก่ การเติบโต ความก้าวหน้า ความมั่นคงในหน้าที่การงาน และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ (ได้ทำงานร่วมกับทีมที่มีความเป็นผู้นำ และได้ทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่มีศักยภาพ)

The post ศศินทร์ จุฬาฯ ชี้การศึกษาไทยไม่เชื่อมโยงแผนเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่เบื่อง่าย ต้องเพิ่มทักษะ พร้อมปรับตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/thai-education-does-not-link-economic-plan/feed/ 0
jobsDB เปิดผลสำรวจโบนัสพนักงานไทย 2560 พบมีผลต่อความทุ่มเทพนักงาน อุตสาหกรรมยานยนต์ให้โบนัสเยอะสุด https://thestandard.co/jobsdb2560/ https://thestandard.co/jobsdb2560/#respond Thu, 21 Dec 2017 12:11:06 +0000 https://thestandard.co/?p=57031

บริษัทจัดหางาน jobsDB เผยรายงานอัตราโบนัสพนักงานไทยประจ […]

The post jobsDB เปิดผลสำรวจโบนัสพนักงานไทย 2560 พบมีผลต่อความทุ่มเทพนักงาน อุตสาหกรรมยานยนต์ให้โบนัสเยอะสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัทจัดหางาน jobsDB เผยรายงานอัตราโบนัสพนักงานไทยประจำปี 2560 พบโบนัสมีผลจูงใจต่อความทุ่มเทในการทำงานของพนักงาน ผู้ประกอบการเชื่อว่าโบนัสคือปัจจัยช่วยรักษาพนักงานให้อยู่ยืดกับองค์กร ด้านธุรกิจในหมวดหมู่อุตสาหกรรมยานยนต์ให้โบนัสเยอะสุด

 

วันพุธที่ 20 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา บริษัท จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยผลสำรวจอัตราการจ่ายโบนัสในประเทศไทย ประจำปี 2560 จากการเก็บข้อมูลแบบสอบถามเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยผู้หางาน 2,020 ราย และผู้ประกอบการ 322 องค์กรทั่วประเทศจาก 26 สายงาน 47 ประเภทธุรกิจ พบว่าโบนัสคือเหตุจูงใจสำคัญที่ช่วยรักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรได้ และยังช่วยดึงดูดพนักงานหน้าใหม่ได้เป็นอย่างดี

 

นอกจากนี้ 46% ของผู้ประกอบการมองว่า โบนัสเป็นเครื่องมือที่สามารถวัดผลการตัดสินใจอยู่หรือไปของพนักงานได้ ส่วนอีก 47% เชื่อว่าโบนัสสามารถดึงดูดผู้หางาน โดยทั้งผู้ประกอบการ (70%) และพนักงาน (49%) มีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า โบนัสที่พิจารณาจ่ายตามผลงานจะเป็นตัวชี้วัดสะท้อนผลสัมฤทธิ์ความพยายามที่พนักงานทุ่มเทให้กับงานได้เป็นอย่างดี

 

สำหรับองค์กรที่ให้โบนัสพนักงานสูงที่สุดทั้งแบบการันตีและแบบพิจารณาตามผลงาน คือ ธุรกิจในกลุ่มยานยนต์ ที่จ่ายโบนัสเฉลี่ยสูงสุด 2.33 เดือน และ 2.14 เดือนตามลำดับ ขณะที่บริษัทส่วนใหญ่นิยมจ่ายโบนัสในช่วงเดือนธันวาคม (39%) ตามมาด้วยเดือนมกราคม (14%) และเดือนกุมภาพันธ์ (12%)

 

ด้านข้อมูลการนำโบนัสไปใช้พบว่า พนักงาน 35% นิยมนำเงินโบนัสที่ได้ไปเก็บออม อีก 23% นำไปลงทุนซื้ออสังหาริมทรัย์, ประกันภัย, หุ้นและพันธบัตร และอีก 21% นำไปชำระหนี้และบัตรเครดิต

นางนพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จ๊อบส์ ดีบี ได้สำรวจอัตราโบนัสทั่วภูมิภาครวมทั้งประเทศไทย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและผู้หางานเพื่อให้ได้ทราบถึงเกณฑ์การให้โบนัสของธุรกิจเพื่อนำไปกำหนดกลยุทธ์การจ่ายโบนัสและรักษาบุคลากรของบริษัทให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าพนักงานย่อมให้ความสำคัญกับผลตอบแทนด้านเงินเดือนและโบนัสที่น่าพึงพอใจเป็นหลัก เช่นเดียวกับงานที่สร้างประสบการณ์ ความท้าทาย”

 

 

ภาพประกอบ: Thiencharas.w 

อ้างอิง:

  • jobsDB

The post jobsDB เปิดผลสำรวจโบนัสพนักงานไทย 2560 พบมีผลต่อความทุ่มเทพนักงาน อุตสาหกรรมยานยนต์ให้โบนัสเยอะสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/jobsdb2560/feed/ 0
JobsDB เผย 10 อันดับองค์กรยอดนิยม 2560 ปตท. ครองแชมป์บริษัทที่คนอยากทำงานมากสุด https://thestandard.co/jobsdb-top-10-organizations/ https://thestandard.co/jobsdb-top-10-organizations/#respond Thu, 09 Nov 2017 12:44:28 +0000 https://thestandard.co/?p=43106

     ถ้าจะมีหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คุณเลือ […]

The post JobsDB เผย 10 อันดับองค์กรยอดนิยม 2560 ปตท. ครองแชมป์บริษัทที่คนอยากทำงานมากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ถ้าจะมีหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คุณเลือกยื่นเอกสารสมัครงานบริษัทหรือองค์กรใดสักแห่ง นอกเหนือจากปัจจัยเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการ คุณคิดว่าเป็นเพราะเหตุผลข้อใด?

     วันนี้ (9 พ.ย.) บริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด (JobsDB) ผู้ให้บริการเว็บไซต์และแพลตฟอร์มจัดหางานยอดนิยมในเอเชีย ได้ทำการเก็บข้อมูลผลสำรวจ 10 องค์กรยอดนิยมในประเทศไทยที่คนอยากทำงานด้วยมากที่สุดประจำปี 2560 จากการเก็บข้อมูลผลสำรวจในเดือนพฤษภาคม 2560 กับกลุ่มตัวอย่างผู้หางานที่แบ่งตามช่วงอายุ 4 ช่วง ได้แก่ กลุ่ม Baby Boomers (อายุ 50 ปีขึ้นไป) 7%, กลุ่ม Gen X (อายุ 34-49 ปี) 49%, Gen Y (อายุ 26-33 ปี) 27% และกลุ่ม Gen Z (อายุ 18-25 ปี) 16%

     และพบว่าปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานของคนไทยส่วนใหญ่ในอันดับแรกคือ ‘การเติบโต ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน’ ส่วนปัจจัยลำดับรองลงมาคือความมั่นคงของงาน และสุดท้ายคือวัฒนธรรมองค์กรและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการทำงาน

     ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจสมัครงานของนักศึกษาจบใหม่ ได้แก่ การเติบโต ความก้าวหน้า ความมั่นคงในหน้าที่การงาน และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ (ได้ทำงานร่วมกับทีมที่มีความเป็นผู้นำ และได้ทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่มีศักยภาพ) ตามลำดับ

     นอกจากนี้ จ๊อบส์ ดีบี ยังได้เปิดเผยรายชื่อ 10 อันดับองค์กรยอดนิยมประจำปี 2560 ที่คนไทยส่วนใหญ่อยากร่วมงานมากที่สุดโดยมีรายชื่อดังนี้

 

 

ปตท. ครองแชมป์บริษัทที่คนอยากร่วมงานมากที่สุด

  1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT)
  2. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (SCG)
  3. บริษัท กูเกิล ประเทศไทย (Google)
  4. บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (Toyota Motor)
  5. บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) (Dtac)
  6. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) (CP All)
  7. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS)
  8. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (Thai Airways)
  9. บริษัท ยูนิลีเวอร์ใน ประเทศไทย (Unilever)
  10. บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด (Honda)

 

     โดยเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วพบว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ SCG หรือ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ยังคงครองแชมป์และรองแชมป์องค์กรที่คนอยากร่วมงานมากที่สุดได้อยู่เช่นเคย ส่วน Google หรือ บริษัท กูเกิล ประเทศไทย ขยับขึ้นมาครองอันดับที่ 3

     ขณะที่การบินไทยกลายเป็นบริษัทที่แหวกโผขึ้นมาติดอันดับที่ 8 ของการจัดอันดับในปีนี้ได้แทนที่เจ้าของตำแหน่งเดิมอย่าง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด

     สำหรับ ปตท. ผู้สมัครงานให้เหตุผลว่า พวกเขาเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงและมีความมั่นคง โดยปัจจัยที่ทำให้คนอยากเข้ามาร่วมงานมากที่สุด 3 อันดับได้แก่ การเติบโตและความมั่นคงของงาน, ค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ และการสร้างสมดุลในชีวิตและการทำงาน

     กฤษณ์ อิ่มแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ทรัพยากรบุคคลและศักยภาพองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวหลังขึ้นรับรางวัลว่า ตนรู้สึกดีใจมากที่ ปตท. ได้เข้ามาเป็น 1 ในบริษัทที่คนไทยอยากร่วมงานมากที่สุด โดยเป็น 2 ตัวแทนบริษัทของรัฐบาลร่วมกับการบินไทยที่ติดการจัดอันดับนี้ ทั้งยังบอกอีกด้วยว่า ปตท. เป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับบุคลากรเดิมของบริษัทมากๆ

     “ที่ ปตท. ระบบ Recruit (รับสมัครพนักงาน) ของเราดีมาก เราจึงมีความเชื่อว่าสมรรถภาพของบุคลากรเราก็ดีเหมือนกัน โดยอัตราการหมุนเวียนของพนักงานในบริษัทเราต่อปีอยู่ที่ 1.7% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ

     “สิ่งสำคัญที่สุดของ ปตท. คือ เราต้องรักษาพนักงานเดิมให้อยู่กับเราได้นานที่สุด แต่ก็ต้องรับสมัครพนักงานใหม่เข้ามาเหมือนกัน โดยจะคำนึงถึงปัจจัยเคมีความเข้ากันได้ระหว่างพนักงานใหม่และพนักงานเก่ามากที่สุด”

 

ช่องทางที่ทำให้คนรู้จักบริษัทนั้นๆ คือ ‘การพบเห็นผ่านสื่อออนไลน์ และการบอกต่อ’

     สำหรับปัจจัยที่ทำให้ผู้สมัครงานรู้จักบริษัทและองค์กรแต่ละแห่งมากที่สุด ลำดับแรกคือ การพบเห็นผ่านสื่อออนไลน์ เว็บไซต์หางานและเว็บไซต์ขององค์กร ส่วนลำดับรองลงมาคือการบอกต่อกันแบบ Word of Mouth

     ซึ่งการบอกต่อกันแบบปากต่อปากคือวิธีการที่ จ๊อบส์ ดีบี มองว่ามีความสำคัญมากๆ เนื่องจากมองว่าหากบุคลากรในองค์กรนั้นรู้สึกดีกับที่ทำงานของตน เขาก็จะบอกต่อให้เพื่อนหรือคนรู้จักได้รับรู้ ซึ่งจะทำให้องค์กรดังกล่าวได้รับคะแนนความนิยมและภาพลักษณ์เชิงบวกตามไปด้วย

The post JobsDB เผย 10 อันดับองค์กรยอดนิยม 2560 ปตท. ครองแชมป์บริษัทที่คนอยากทำงานมากสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/jobsdb-top-10-organizations/feed/ 0
คนไทยว่างงานสูงสุดในรอบ 7 ปี นักวิชาการและเอกชนชี้ ‘ขาดทักษะ’ แต่ยังมีทางออก! https://thestandard.co/news-business-the-most-thai-unemployed-in-seven-years/ https://thestandard.co/news-business-the-most-thai-unemployed-in-seven-years/#respond Thu, 08 Jun 2017 04:58:17 +0000 https://thestandard.co/?p=4667

     เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลออ […]

The post คนไทยว่างงานสูงสุดในรอบ 7 ปี นักวิชาการและเอกชนชี้ ‘ขาดทักษะ’ แต่ยังมีทางออก! appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐบาลออกมาแถลงว่าภาพรวมของเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้นและมั่นใจว่าจะขยายตัวขึ้นทั้งปี เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกเติบโตขึ้นร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปี 2559 ตามการรายงานจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)

     แต่กลับกลายเป็นว่าอัตราการว่างงานในไตรมาสแรกของปีนี้ที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 1.2 หรือประมาณ 4 แสนกว่าคน นับว่าสูงสุดในรอบ 7 ปี ตามผลการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ

     ที่น่ากังวลก็คือประเทศไทยมีอัตราการว่างงานต่ำมาโดยตลอด แต่ตอนนี้กลับประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเข้าขั้น ‘รุนแรง’ ส่วนหนึ่งเพราะแรงงานมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ภาคการศึกษาปรับหลักสูตรผลิตบุคคลไม่ทันยุคสมัย ไหนรัฐบาลจะชู ‘นวัตกรรม’ เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอีก

     ล่าสุดสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จุดประเด็นขึ้นมาว่าแรงงานไทยหายไปจากตลาดราวๆ 1 ล้านคนภายในปีเดียว แถมแรงงานกลุ่ม STEM ซึ่งจะเป็นที่ต้องการในอนาคตกลับโตน้อยมาก

     แรงงานไทยหายไปไหน ทำไมคนไทยมีแนวโน้มตกงานเยอะขึ้นเรื่อยๆ และปัญหาใดที่รอช้าไม่ได้อีกแล้ว THE STANDARD ได้แลกเปลี่ยนประเด็นเหล่านี้กับตัวแทนฝ่ายนักวิชาการและภาคเอกชนเพื่อร่วมกันเสนอทางออกของวิกฤตนี้

 

ดร. ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงาน TDRI

 

เศรษฐกิจฟื้นตัวแต่คนยังไม่กล้าจ้างแรงงานเพิ่ม คนรุ่นใหม่เลือกงานมากขึ้น

     ปกติแล้วประเทศไทยมีอัตราการว่างงานต่ำ จนกระทั่งเดือนมีนาคม 2560 สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการว่างงานร้อยละ 1.2 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีก่อนถึง 99,000 คน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2) ทั้งที่สัดส่วนของกำลังแรงงานในตลาดแรงงานกำลังลดลงเรื่อยๆ จาก 38.7 ล้านคนปี 2559 เหลือเพียง 37.8 ล้านคนในปัจจุบัน

     ดร. ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงาน TDRI กล่าวกับ THE STANDARD ว่าสาเหตุของปัญหานี้เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก นั่นคือ สภาพเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าและไม่แน่นอน ทำให้ผู้ประกอบการไม่มั่นใจจะจ้างแรงงานใหม่ และตลาดแรงงานปัจจุบันไม่สอดรับกับระบบเศรษฐกิจใหม่

     “ถึงแม้รัฐบาล คสช. จะทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจดูค่อยๆ ดีขึ้นในช่วง 2-3 ปีมานี้ แต่ก็ยังไม่ถึงในระดับที่สามารถดึงแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทั้งหมด ยิ่งเศรษฐกิจไม่ค่อยดี การจ้างงานตั้งแต่ระดับ ปวส. หรือปริญญาตรีขึ้นไปก็จะหดตัวลง

     “สองคือ ปัญหาแรงงาน แม้ว่าจะมีกลุ่มคนที่ออกสู่ตลาดแรงงานแล้ว แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจเริ่มปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่แตกต่างไปจากเดิม เรียกว่าเป็นเศรษฐกิจใหม่ หลายอาชีพจึงเริ่มหวั่นไหว ที่เห็นได้ชัดก็คือ แวดวงสื่อมวลชนซึ่งมีรายได้จากโฆษณา พอเศรษฐกิจไม่ดีก็หดหาย ไม่เพียงพอกับรายจ่าย บางบริษัทต้องลดต้นทุนโดยไม่รับแรงงานใหม่ หรือมีโครงการเกษียณก่อนกำหนด เป็นต้น ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในหลายอุตสาหกรรม

     “ปัจจัยรองคือ อุปสงค์ (demand) กับอุปทาน (supply) ไม่ตรงกัน ส่วนหนึ่งเพราะคุณภาพของแรงงานเดิมไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ขณะที่คนรุ่นใหม่เลือกงานมากขึ้น เลือกอาชีพอิสระที่พอหารายได้ได้มากกว่าลงหลักปักฐานกับการทำงานถาวร เป็นแรงงานที่มีความคล่องตัวในการเข้าออกตลาด ซึ่งจริงๆ ก็มีหลายปัจจัยด้วยกันที่ทำให้การจ้างงานถาวรมีแนวโน้มไม่เติบโตเท่าที่ควร

     “ทีนี้พอฝั่งอุปสงค์ไม่ทำงาน เราก็ต้องกลับมาดูฝั่งอุปทาน คือหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เดิมภาคเอกชนไม่สนใจลงทุนด้านนี้เท่าไร เพราะเขาใช้แรงงานเท่าที่จำเป็น ภาครัฐก็ต้องลงทุนสนับสนุนให้แรงงานมีช่องทางการทำงาน จัดเทรนนิงเพิ่มทักษะหรือสมรรถนะที่หลากหลายมากขึ้น หรือเรียกว่า ‘พหุทักษะ’ พวกเขาก็จะมีโอกาสเลือกทำงานได้หลากหลาย เราเรียกส่วนนี้ว่านโยบายฝั่งอุปทาน”

     ในมุมมองของภาคเอกชน นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าประเทศไทยติดอันดับหนึ่งในประเทศที่มีคนตกงานน้อยมากที่สุดในโลกก็จริง แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง และควรพิจารณาถึงสาเหตุของการว่างงานของคนแต่ละกลุ่มด้วย

     “จริงๆ แล้วเรามีแรงงานที่เป็นลักษณะของรอฤดูกาล เพราะเป็นประเทศเกษตรกรรม วิธีการคิดคำนวณอัตราการว่างงานในไทยแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ทำให้บางทีตัวเลขอาจจะไม่สะท้อนความเป็นจริง คนตกงานหรือว่างงาน 4 แสนกว่าคนในปีนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มคนที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ยังไม่เคยทำงาน กับอีกกลุ่มหนึ่งคือ มีประสบการณ์การทำงานมาก่อน สาเหตุของการตกงานมันต่างกันนะคะ เช่น ทำธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาลง บริษัทอาจปิดตัว ปิดแผนก หรือว่าเลิกจ้างพนักงานบางส่วน คนกลุ่มนี้อาจจะเรียนมาไม่ตรงสาย อีกส่วนหนึ่งเห็นได้ชัดว่าทุกวันนี้ทั้งนักศึกษาจบใหม่และคนวัยทำงานเจนวายเลือกประกอบอาชีพอิสระกันมากขึ้น เช่น เปิดร้านอาหาร ขายเสื้อผ้าออนไลน์ ทำสตาร์ทอัพหรือเอสเอ็มอี นอกจากนี้แล้ว ปัญหาใหญ่เลยก็คือเรื่องการผลิตบัณฑิตมาไม่ตรงกับงาน”

 

นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด

 

แรงงานไทยยังไม่ขาด ‘กำลังคน’ แต่กำลังขาด ‘ทักษะ’

     เช่นเดียวกับหลายๆ อุตสาหกรรมที่ต้องปรับตัวตามระบบเศรษกิจดิจิทัลเมื่อประเทศเปลี่ยนมาสู่ระบบเศรษฐกิจใหม่ตามแนวโน้มโลก ทุกอุตสาหกรรมเองก็ต้องปรับตัว ไม่เว้นแม้แต่ภาคการศึกษาที่ต้องป้อนคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานทุกปี ดร. ยงยุทธได้เขียนชี้แจงในบทความวิเคราะห์ ตัวเลขว่างงานกับอนาคตอาชีพคนไทยในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ว่า ปัจจุบันแรงงานกลุ่ม STEM (สายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์และสถิติ) มีอัตราการเติบโตค่อนข้างช้า ทำให้ไทยอาจเสี่ยงขาดแคลนแรงงานพื้นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

     ดร. ยงยุทธอธิบายว่า “ลักษณะของแรงงานรุ่นใหม่ที่จะตอบสนองนโยบาย 4.0 ได้ จะเป็นกลุ่ม STEM หรือสายเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่แรงงานในระบบเก่ามันไม่ตอบโจทย์แล้ว เราก็ต้องฝึกอบรมใหม่ เช่น มีสถาบันเทรนนิงเฉพาะกิจระดับสูงที่นำแรงงานที่ตกระบบ ว่างงาน หรือคนที่กำลังจะเรียนจบมาฝึกฝนให้เป็นแรงงานที่แข่งขันได้ (competitive workforce) หรือเพิ่มประสิทธิภาพงานที่ทำได้ (productive workforce) แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนโดยใช้นวัตกรรมมากขึ้น (innovative workforce)”

     “ส่วนกลุ่มที่จะเข้ามาเป็นแรงงานในอนาคต เราควรจะมีวิธีเข้าไปปรับ talents ของคนที่กำลังเรียนอยู่ให้ตรงกับตลาดด้วย แต่เอกชนกับภาครัฐต้องเป็นพาร์ตเนอร์กันโดยมีข้อตกลงร่วมกันอย่างชัดเจน เพราะการเทรนนิงคนให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแล้วไม่มีตลาดรองรับ ก็เป็นภาวะที่เราต้องระวัง มันจะมีปัญหาถ้าหากเราไม่มีตลาดที่แน่นอน แล้วโครงสร้างเศรษกิจดิจิทัล หรือไทยแลนด์ 4.0 ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ โรงงานอัจฉริยะ หรือบริการอัจฉริยะ ไม่ได้เปิดรับแรงงานที่เราเทรนไว้อย่างดี

     “เราต้องเร่งปรับโครงสร้างการเตรียมคนให้เป็นกำลังแรงงานที่มีทักษะความสามารถพิเศษสูง (high talent market) และแข่งขันได้ นั่นหมายความว่าเขาต้องมีแรงจูงใจที่ดีกว่าสิ่งที่ทำอยู่ ก็ต้องจ่ายเขาสูงและมีอนาคตที่แน่นอน”

นักศึกษาจบใหม่ควรจะศึกษาว่าตลาดต้องการอะไร และดูว่าตัวเองชอบหรือเปล่า

โจทย์สำหรับคนรุ่นใหม่ ต้องวางแผนระยะยาว

     ขณะที่ นพวรรณ จุลกนิษฐ มองว่าปัจจุบันนักศึกษาจบใหม่ยังคงว่างงานส่วนหนึ่ง เพราะต้องการรายได้สูงเกินประสบการณ์ ขาดทัศนคติเชิงบวก และขาดการวางแผน ทางที่ดีควรมองหาแนวทางอาชีพที่มีตลาดรองรับ และตรงกับความชอบของตัวเองด้วย ขณะเดียวกันภาคเอกชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคนมากขึ้น

     “ในแง่ของนักศึกษาจบใหม่ควรจะศึกษาว่าตลาดต้องการอะไร และดูว่าตัวเองชอบหรือเปล่า เพราะว่าถ้าเราไม่มีแพสชันที่เพียงพอ ก็อาจจะทำอาชีพนั้นได้ไม่ดี ส่วนคนที่เรียนจบมาแล้ว อาจจะต้องพัฒนาทักษะเพิ่มเติม

     “ภาคเอกชนเองได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการผลิตบุคลากรเฉพาะทาง ยกตัวอย่างเช่น ปตท. สร้างโรงเรียนกำเนิดวิทย์ขึ้นมาเพื่อมุ่งเน้นการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ เพราะเขามีปัญหาเวลาหาพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ส่วนสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ก็มาจากบริษัท CP ที่ตั้งใจจะผลิตบุคลากรด้านการจัดการธุรกิจค้าปลีกเป็นหลัก บริษัท SCG มีโรงเรียนทักษะพิพัฒน์ ซึ่งมุ่งเน้นการสอนเกี่ยวกับการขนส่งเดินทางและโลจิสติกส์

     “นอกจากนี้แรงงานที่หายไปอีกส่วนยังเป็นเรื่องของภาคอาชีวศึกษา ซึ่งเขามีความได้เปรียบเมื่อเทียบกับอุดมศึกษา เพราะได้ทดลองฝึกงานหรือลงไปทำงานจริงๆ ภาคเอกชนเองก็ควรเปิดโอกาสให้คนที่ยังศึกษาอยู่ได้เข้าไปเรียนรู้ตั้งแต่แรกๆ”

ที่ผ่านมาเราใช้แรงงานต่างด้าวในราคาถูกจนไม่ได้ปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมหรือบริการของเรามาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว

4.0 เกิดยาก ถ้าไม่ปรับโครงสร้างแรงงานทั้งหมด

     เมื่อถามว่าแรงงานของไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ทั้งสองฝ่ายยังมองว่ายังต้องเตรียมตัวอีกเยอะ

     นพวรรณ จุลกนิษฐ กล่าวว่าตัวแรงงานเองยังไม่พร้อมค่อนข้างเยอะมากเพราะว่าเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นเรื่องใหม่ด้วย แต่ในความเป็นจริงเราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริม ทำให้ความสามารถการผลิตให้มีนวัตกรรมอยู่แล้ว และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแต่ละอาชีพ แต่ฝั่งพนักงานเองก็อาจจะยังไม่มีทักษะที่เพียงพอ บริษัทเอกชนควรจะตระหนักถึงเรื่องนี้และสร้างความเข้าใจในองค์กร”

     ดร. ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ มองว่าอุปสรรคสำคัญคือ ภาคอุตสาหกรรมและบริการมุ่งใช้แต่แรงงานราคาถูกมากไป ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในปัจจุบัน และจะน่ากังวลกว่านั้นมาก เพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

     “ผมเห็นด้วยกับนโยบายนี้ตรงที่ว่าของเก่าเราทิ้งมานานมากนะครับ แต่ว่าเห็นด้วยแบบเป็นห่วงมากกว่า ที่ผ่านมาเราใช้แรงงานต่างด้าวในราคาถูกจนไม่ได้ปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมหรือบริการของเรามาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว เราสูญเสียโอกาสไปอย่างมหาศาลเลย แล้วพอถึงจุดๆ หนึ่งมันสร้างรายได้ไม่ได้ สังเกตไหมว่าเราขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้นายจ้างไม่หลงเหลืออำนาจในการจ่ายแล้ว ส่งออกก็ไม่ค่อยจะได้ ถึงจะมีกำไรมาบ้างก็ตาม ที่สำคัญอุตสาหกรรมทั้งหลายของเรามีต่างชาติเป็นเจ้าของเป็นส่วนใหญ่ โอกาสที่เราจะขึ้นค่าจ้างก็เลยยากลำบากไปด้วย

     “ทีนี้เครื่องมือที่จะทำให้เราจ่ายค่าจ้างสูงได้ เราก็ต้องปรับเปลี่ยนไปเป็นประเทศที่ใช้นวัตกรรมเป็นตัวนำ แต่กว่าจะได้ก็ได้เฉพาะบางกลุ่มบางพวก ก็ไม่เป็นไร ก็ต้องมี leading sector หรือฐานนำ ที่จะทำให้เราก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางไปได้ ดังนั้นการติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางประเทศมันไปไหนไม่ได้ แล้วของก็ขึ้นราคาทุกวัน รายได้ก็มีไม่พอจะกิน มันก็จะเดือดร้อนทั่วไป

     “ถ้าเราจะดึงผู้สูงอายุกลับมาทำงาน เขาทำงานในภาคอุตสาหกรรมเก่าไม่ได้ เพราะทักษะมันเปลี่ยนไปแล้ว ก็ต้องไปทำงานอย่างอื่นแทน ในต่างประเทศเองเขาจะให้ผู้สูงอายุทำงานที่มีลักษณะยืดหยุ่น ลดจำนวนชั่วโมง ไม่ได้ทำงานประจำ แต่เราจะต้องเปิดโอกาสให้เขาทำงานกว้างขวางในหลายๆ อาชีพ หรือเปลี่ยนจากภาคอุตสาหกรรมมาเป็นบริการ มันถึงจะไปต่อได้”

 

     ข้อมูลบางส่วนจากงานแถลงข่าว ‘Shaping the Future of HR4.0+’

 

อ้างอิง:

     – www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/EconomicConditions/PressRelease/PressRelease2557/PressThai_April2560_PINK369.pdf

     – tdri.or.th/tdri-insight/unemployment-rate-in-digital-economy-era/

     – service.nso.go.th

The post คนไทยว่างงานสูงสุดในรอบ 7 ปี นักวิชาการและเอกชนชี้ ‘ขาดทักษะ’ แต่ยังมีทางออก! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-business-the-most-thai-unemployed-in-seven-years/feed/ 0