JMART Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/jmart/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 22 Dec 2025 08:11:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง https://thestandard.co/big-firms-acquire-small-crisis/ Mon, 22 Dec 2025 08:11:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1156861 ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง

THE STANDARD WEALTH ชวนย้อนรอยการเคลื่อนไหวของบริษัทยัก […]

The post ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง

THE STANDARD WEALTH ชวนย้อนรอยการเคลื่อนไหวของบริษัทยักษ์ใหญ่ไทยที่เลือกใช้กลยุทธ์เข้าซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) หรือร่วมทุนกับผู้เล่นรายเล็กในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยแรงกดดันรอบด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแรงลงอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีกในปี 2568 จากปัจจัยซ้ำเติมอย่างภัยพิบัติ และสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองจากการประกาศยุบสภา

 

อย่างไรก็ตาม แม้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะเปราะบางเพียงใด ภาคเอกชนทั้งรายเล็กและรายใหญ่ยังคงต้องเดินหน้าปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่หลายองค์กร เลือกใช้คือการแสวงหาโอกาสเติบโตระยะยาวผ่านการลงทุนเชิงกลยุทธ์ การเข้าถือหุ้น หรือการควบรวมกิจการกับธุรกิจที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีดีมานด์ เติบโต เช่น อาหารและเครื่องดื่ม (F&B) ความงาม ไปจนถึงธุรกิจคอนเทนต์และบันเทิง ซึ่งหลายดีลไม่เพียงช่วยเสริมรายได้ แต่ยังสะท้อนทิศทางการแข่งขันและโครงสร้างธุรกิจไทยในอนาคต

 

หากไล่เรียงตั้งแต่ปี 2021 บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้เริ่มต้นเกมรุกด้วยการเข้าลงทุนในร้านอาหารสุขภาพชื่อดัง ‘โอ้กะจู๋’ ผ่านบริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ OR โดยเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 20% ร่วมกับบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนความพยายามของ OR ในการต่อยอด Ecosystem นอกเหนือจากธุรกิจน้ำมัน ด้วยการผสานร้านอาหารเข้ากับสถานีบริการน้ำมัน PTT Station รวมถึงการพัฒนาโมเดล Grab & Go ผ่าน Café Amazon ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคเหนือ ปัจจุบันโอ้กะจู๋มีสาขาทั้งหมด 41 แห่ง และยังถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ถูกจับตาในแง่การขยายตัวอย่างยั่งยืน

 

ต่อมาในปี 2022 เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ได้สร้างความฮือฮาด้วยการเข้าซื้อหุ้น 30% ในธุรกิจร้านอาหาร ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ภายใต้บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองต์ กรุ๊ป ด้วยมูลค่าการลงทุนราว 1.2 พันล้านบาท ดีลนี้ถูกมองว่าเป็นการกระจายพอร์ตจากธุรกิจการเงินและเทคโนโลยีของเจมาร์ท สู่ธุรกิจ Consumer ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ โดยสุกี้ตี๋น้อยถูกวางบทบาทให้เป็นหนึ่งในเครื่องจักรทำกำไรหลักของกลุ่ม พร้อมเป้าหมายการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต ปัจจุบันสุกี้ตี๋น้อยมีสาขากว่า 90 แห่ง และยังมีแผนเร่งขยายสาขาเพิ่มเติมในปี 2569

 

ขณะที่ฝั่งธุรกิจความงาม การเคลื่อนไหวของ Karmarts Public Company Limited (KAMART) ในปี 2025 ก็สะท้อนภาพการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์อย่างชัดเจน หลังเข้าซื้อหุ้น 30% ในบริษัท โฟร์ยูทู โค จำกัด เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางไทย ‘4U2’ โดยดีลนี้มีเป้าหมายเพื่อผสานความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และเครือข่ายจัดจำหน่ายของ KAMART เข้ากับพลังแบรนด์ของ 4U2 เพื่อขยายตลาดทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดความงาม

 

ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น วงการเพลงไทยเองก็เผชิญการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ในปี 2024 GMM Music ภายใต้ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) ประกาศรับการลงทุนเชิงกลยุทธ์จาก Tencent Music Entertainment Group และ Tencent Holdings Limited ในสัดส่วน 10% คิดเป็นมูลค่าบริษัทประมาณ 25,700 ล้านบาท ผ่านการแลกเปลี่ยนเงินสดและหุ้นของ JOOX Thailand ดีลนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปูทางสู่แผน Spin-Off และการผลักดัน ‘New Music Economy’ ของไทย ผ่านการเข้าถึงแพลตฟอร์ม เทคโนโลยี และองค์ความรู้ระดับโลก เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเพลงในอนาคต

 

ล่าสุดในปี 2025 เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ได้ตอกย้ำกลยุทธ์เสริมพอร์ตด้วยการเข้าถือหุ้น 40% ในบริษัท มิราเคิล แพลนเนท (MP) ผู้บริหารแบรนด์ ‘ลัคกี้ สุกี้’ และ ‘ลัคกี้ บาร์บีคิว’ ด้วยมูลค่าลงทุนราว 940 ล้านบาท ดีลดังกล่าวถือเป็นจิ๊กซอว์ที่ CRG ตามหามานานกว่า 2 ปี เพื่อเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอร้านอาหารให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ พร้อมตั้งเป้าเร่งขยายสาขาปีละกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ โดยไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ในเครือเซ็นทรัล และมุ่งสู่เป้าหมาย 100 สาขาภายใน 3 ปี โดยอาศัยจุดแข็งด้าน Data Analytics ของพันธมิตรในการคัดเลือกทำเล เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

เมื่อพิจารณาภาพรวม ดีลซื้อ-ควบรวมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อการเติบโตในระยะสั้นเท่านั้น แต่สะท้อนถึงการวางหมากเชิงกลยุทธ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ไทย ที่ต้องการสร้างฐานรายได้ใหม่ กระจายความเสี่ยง และเสริมความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ท่ามกลางโลกธุรกิจที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ และการจับมือกับพันธมิตรที่ใช่ อาจเป็นคำตอบสำคัญของการอยู่รอดในยุคต่อไป

 

ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง 1ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง 2ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง 3ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง 4ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง 5ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง 6

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post ย้อนรอยบริษัทยักษ์หันใช้เกมลัด ‘ดีลซื้อ-ควบรวม’ รายเล็ก แทนการสร้างเอง ฝ่าวิกฤตยุคเศรษฐกิจเปราะบาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
JMART ขายหุ้น PRTR ทั้งหมด 14.99% ให้ Lombard Asia กองทุน Private Equity ราคา 3.34 บาท ต่ำกว่าราคาตลาด https://thestandard.co/jmart-sells-prtr-14-99-percent/ Thu, 09 Oct 2025 10:28:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1128688 JMART ขายหุ้น PRTR ทั้งหมด 14.99% ให้ Lombard Asia กองทุน Private Equity ราคา 3.34 บาท ต่ำกว่าราคาตลาด

JMART รายงานขายหุ้น PRTR ออกไปทั้งหมด 14.99% ให้กับ Lom […]

The post JMART ขายหุ้น PRTR ทั้งหมด 14.99% ให้ Lombard Asia กองทุน Private Equity ราคา 3.34 บาท ต่ำกว่าราคาตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
JMART ขายหุ้น PRTR ทั้งหมด 14.99% ให้ Lombard Asia กองทุน Private Equity ราคา 3.34 บาท ต่ำกว่าราคาตลาด

JMART รายงานขายหุ้น PRTR ออกไปทั้งหมด 14.99% ให้กับ Lombard Asia ในราคา 3.34 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 300 ล้านบาท ราคาขายดังกล่าวต่ำกว่าราคาปิดในตลาดเมื่อวานนี้ (8 ตุลาคม) ที่ 3.48 บาท

 

บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัทได้ขายหุ้นของบริษัท พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ PRTR จำนวน 89,999,900 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 14.99% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ PRTR ในราคาหุ้นละ 3.34 บาท รวมมูลค่าประมาณ 300.6 ล้านบาท ให้กับ HOLISTIC IMPACT PTE. ที่มี Lombard Asia V, L.P. (“LAV”) กองทุน Private Equity ถือหุ้น 100%

 

ทั้งนี้ บริษัทได้บันทึกเงินลงทุนในหุ้น PRTR ภายใต้มูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (FVOCI) ส่งผลให้การขายหุ้นครั้งนี้ไม่กระทบต่องบกำไรขาดทุนของบริษัท

 

อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART กล่าวเพิ่มเติมว่า การขายหุ้นดังกล่าวเป็น การปรับพอร์ตการลงทุนเชิงกลยุทธ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนในโอกาสใหม่ในอนาคต ไม่ได้เกิดจากปัญหาสภาพคล่อง โดย JMART ยังคงมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง พร้อมจ่ายคืนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด ในเดือนตุลาคม 2568 นี้แน่นอน โดยเตรียมพร้อมจากสินเชื่อจากสถาบันการเงินหลักของบริษัท

 

JMART มุ่งลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตสูง และสามารถสร้าง Synergy กับธุรกิจในเครือ ทั้งในด้านเทคโนโลยี ค้าปลีก และการเงิน ภายใต้กลยุทธ์ Commerce Tech และ FinTech เพื่อขยายระบบนิเวศธุรกิจ (Ecosystem) ให้แข็งแกร่งและเชื่อมโยงกันมากขึ้น พร้อมทั้งการก้าวสู่การเตรียมความพร้อมในการเป็นองค์กรที่นำเอา AI มาใช้ในกลุ่มธุรกิจ

 

“การขายหุ้น PRTR ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับพอร์ตการลงทุน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความพร้อมในการต่อยอดธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต ขณะเดียวกัน JMART และ PRTR ยังคงเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีอย่างต่อเนื่อง การปรับพอร์ตครั้งนี้สะท้อนแนวทางการบริหารการลงทุนอย่างรอบคอบ มุ่งสร้างสมดุลระหว่างความแข็งแกร่งทางการเงินและโอกาสเติบโตระยะยาว” อดิศักดิ์กล่าว

 

ด้าน ริศรา เจริญพานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PRTR เปิดเผยว่า ภายหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว Holistic Impact จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของ PRTR ในอันดับที่ 3 แทน JMART อย่างเป็นทางการ

 

“การที่ Lombard Asia เข้ามาลงทุนผ่าน Holistic Impact ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ PRTR ที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีประสบการณ์ลึกซึ้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ PRTR ทั้งในด้านกลยุทธ์การลงทุน (M&A) การขยายเครือข่ายพันธมิตร และการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานให้ทัดเทียมในระดับสากล เพื่อผลักดันให้ PRTR เติบโตต่อเนื่องจากผู้นำในไทยสู่การเป็นผู้นำระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน”

 

การที่ Lombard Asia ซึ่งมีประสบการณ์การลงทุนในภูมิภาคมายาวนานและมีเครือข่ายระดับโลก เลือกเข้ามาลงทุนใน PRTR ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงศักยภาพการเติบโตของบริษัท ความแข็งแกร่งของธุรกิจ HR Solutions ในประเทศไทย และความน่าสนใจของตลาดแรงงานไทยในระยะยาว

 

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารงานหรือการควบคุมกิจการของบริษัทฯ (No Change of Control) และไม่เข้าข่ายเป็นการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer) ทีมผู้บริหารชุดเดิมยังคงดำเนินธุรกิจตามวิสัยทัศน์และกลยุทธ์เดิม โดย PRTR และ JMART ยังคงรักษาความสัมพันธ์ในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์อย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมมือกันต่อไปในการใช้ศักยภาพของ PRTR ในการจัดหาและบริหารบุคลากรครบวงจร ซึ่งเป็น ความร่วมมือแบบ Win–Win Partnership ของทั้งสององค์กร

 

PRTR ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจในด้าน Total HR Solutions อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่ ธุรกิจจัดจ้างพนักงาน (Outsource) ธุรกิจบริการสรรหาพนักงาน (Recruitment) ธุรกิจเทคโนโลยีด้านทรัพยากรบุคคล (HR Tech) ภายใต้แพลตฟอร์มบริหารบุคลากร PINNO และธุรกิจฝึกอบรมและพัฒนาองค์กร (Integrated Learning Services) ภายใต้แบรนด์ The Blacksmith

 

โครงสร้างผู้ถือหุ้นของ PRTR ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงจะเป็นดังนี้

 

1. นางสาวริศรา เจริญพานิช จำนวน 100,461,600 หุ้น คิดเป็น 16.74%

2. นางสาวอรฤดี เกตุทวี จำนวน 90,267,000 หุ้น คิดเป็น 15.04%

3. Holistic Impact Pte. Ltd. (ถือหุ้น 100% โดย Lombard Asia V, L.P.) จำนวน 89,999,900 หุ้น คิดเป็น 15.00%

4. นายลักษณ์ เด่นดี จำนวน 48,078,000 หุ้น คิดเป็น 8.01%

5. Mr. Paul David Chaundy จำนวน 29,851,588 หุ้น คิดเป็น 4.98%

The post JMART ขายหุ้น PRTR ทั้งหมด 14.99% ให้ Lombard Asia กองทุน Private Equity ราคา 3.34 บาท ต่ำกว่าราคาตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดชื่อ ‘5 กลุ่มทุน’ ชิงใบอนุญาต Virtual Bank ดึงทุนต่างชาติแชร์ประสบการณ์จากต่างประเทศ https://thestandard.co/5-capital-groups-compete-for-virtual-bank-license/ Sun, 22 Sep 2024 02:20:51 +0000 https://thestandard.co/?p=986513

เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้ายที่ธนาคาร […]

The post เปิดชื่อ ‘5 กลุ่มทุน’ ชิงใบอนุญาต Virtual Bank ดึงทุนต่างชาติแชร์ประสบการณ์จากต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา เป็นวันสุดท้ายที่ธนาคารแห่งประเทศไทย​ (ธปท.) เปิดให้บริษัทต่างๆ ยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งธุรกิจ Virtual Bank ก่อนที่จะประกาศผลผู้ได้รับคัดเลือกในช่วงกลางปี 2568 และจะเริ่มดำเนินการจริงได้ในช่วงกลางปี 2569 

 

หนึ่งในวัตถุประสงค์ของการเปิดให้มี Virtual Bank ขึ้นมาในประเทศไทย เพราะต้องการช่วยให้คนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อมีโอกาสเข้าถึงมากขึ้น รวมทั้งการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ ทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ Virtual Bank กับธนาคารดั้งเดิม (ไม่ว่าจะเป็นออฟไลน์หรือออนไลน์) เป็นกลุ่มที่แตกต่างกัน

 

Virtual Bank คืออะไร

 

บทความที่ชื่อว่า Virtual Banking ก้าวต่อไปของระบบการเงินไทย โดย ธปท. นิยาม Virtual Bank ไว้ว่า เป็นธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินธุรกิจบนช่องทางดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยมีลักษณะสำคัญ คือ 

 

  1. ไม่มีจุดให้บริการที่มีสถานที่ตั้งทางกายภาพ เช่น สาขาและตู้ ATM แต่ยังมีสำนักงานใหญ่ได้
  2. ให้บริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลตลอดกระบวนการของการให้บริการ ทั้งการทำความรู้จักลูกค้า (KYC), รับฝากเงิน และบริการอื่นๆ เช่น ให้สินเชื่อ โอน และชำระเงิน ฯลฯ 

 

นอกจากนี้ระบบคอมพิวเตอร์หลักที่ใช้บริหารจัดการงานธนาคาร (Core Banking System) ของ Virtual Bank จะแตกต่างไปจากธนาคารพาณิชย์รูปแบบเดิมผ่านเทคโนโลยีใหม่ที่ยืดหยุ่นสูง ซึ่งสามารถเชื่อมต่อและใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูลต่างๆ ได้โดยง่าย ส่งผลให้ Virtual Bank มีต้นทุนในการดำเนินงานต่ำกว่าธนาคารดั้งเดิม

 

คนไทยจะได้อะไรจาก Virtual Bank 

 

เพื่อให้ Virtual Bank เข้ามาเติมเต็มระบบการเงินของไทยมากขึ้น ธปท. คาดหวังให้ Virtual Bank เข้ามาพัฒนานวัตกรรมในภาคการเงินควบคู่ไปกับการดูแลความเสี่ยงที่อยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม (Responsible Innovation) โดยได้กำหนดเป้าหมายของ ‘สิ่งที่อยากเห็น’ (Green Line) และ ‘สิ่งที่ไม่อยากเห็น’ (Red Line) จากการเปิดให้มี Virtual Bank ไว้อย่างชัดเจน

 

สิ่งที่ ธปท. อยากเห็น (Green Line) ได้แก่

 

  • บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ หรือเพิ่มประสิทธิภาพของบริการทางการเงินที่มีอยู่เดิมผ่านช่องทางดิจิทัล
  • มีบริการทางการเงินที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะรายย่อยและ SMEs กลุ่ม Unserved / Underserved
  • สร้างประสบการณ์การใช้บริการทางการเงินดิจิทัลที่ดีแก่ลูกค้า
  • ส่งเสริมและกระตุ้นการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินอย่างเหมาะสม

 

สิ่งที่ ธปท. ไม่อยากเห็น (Red Line) ได้แก่

 

  • แนวทางประกอบธุรกิจที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน หรือเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อผู้ฝากเงิน / ผู้ใช้บริการ ในวงกว้าง
  • การประกอบธุรกิจในรูปแบบที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อฐานะหรือความมั่นคง
  • การประกอบธุรกิจในรูปแบบที่ทำให้เกิดการแข่งขันในระบบการเงินอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน 
  • การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและใช้อำนาจตลาดอย่างไม่เหมาะสม

 

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์และบริการจาก Virtual Bank ต่างประเทศ

 

จากบทความเดียวกันนี้ได้ยกตัวอย่างบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินของ Virtual Bank ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในไทยได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น

 

  • ผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ 26 สัปดาห์ (เกาหลีใต้) เน้นกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มทำงาน โดยจูงใจด้วยดอกเบี้ยสูงและกำหนดเงินฝากขั้นต่ำน้อย 
  • บริการ Smart Saving (ฮ่องกง) บริหารจัดการความต้องการของลูกค้า เช่น กำหนดเป้าหมายการออมเงินและแยกเงินออมตามเป้าหมายออกจากเงินในชีวิตประจำวัน 
  • ผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับ SMEs และลูกค้ารายย่อย (จีนและฮ่องกง) ใช้ Big Data ในการประเมินรายได้และวิเคราะห์ความเสี่ยงลูกหนี้แทนการใช้หลักฐานแสดงรายได้ ไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการดำเนินการสินเชื่อและชำระคืนก่อนกำหนด รวมทั้งอนุมัติในเวลารวดเร็ว
  • บริการโอนเงิน (ฮ่องกง) ให้ลูกค้าเขย่าโทรศัพท์หลังชำระเงิน เพื่อรับ Cash Reward หรือสะสมแต้มเป็นส่วนลดร้านค้าและร้านอาหาร 
  • บริการชำระเงิน (อังกฤษ) มีเครื่องมือที่เก็บรวบรวมข้อมูลรายได้และรายจ่ายประเภทต่างๆ รวมทั้งกำหนดเพดานรายจ่ายและตั้งเวลาชำระเงินอัตโนมัติ

 

เปิดชื่อ 5 กลุ่มยื่นขอใบอนุญาต Virtual Bank 

 

แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า คาดว่าปัจจุบันจะมีผู้ยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จำนวน 5 กลุ่ม ดังนี้

 

  1. กลุ่ม SCBX จับมือกับ KakaoBank และ WeBank
  2. GULF ร่วมกับ AIS, ธนาคารกรุงไทย และ OR
  3. กลุ่ม BTS ร่วมกับธนาคารกรุงเทพ, Sea Group, เครือสหพัฒน์ และไปรษณีย์ไทย
  4. กลุ่มทรู Ascend Money (TrueMoney) – Ant Group
  5. กลุ่ม ชัชวาลย์ เจียรวนนท์ ร่วมกับ Lightnet Group ร่วมกับ WeLab 

 

กลุ่ม JMART ไม่ยื่นใบอนุญาต Virtual Bank 

 

แหล่งข่าวยืนยันต่อว่า กลุ่มของ JMART ไม่ได้ยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขณะที่มีรายงานข่าวออกมาว่า กลุ่มบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ซึ่งมีการรายงานข่าวออกมาว่า ได้ส่งบริษัทลูกคือ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI ได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ และ Sea Group ซึ่งทุกรายเป็นกลุ่มที่ถือว่ามีความพร้อมทางการเงิน ได้ร่วมยื่นขอใบอนุญาต Virtual Bank จาก ธปท.

 

อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน JMART มีสถานะเป็นบริษัทลูกของกลุ่ม BTS กลุ่ม JMART จึงสามารถนำระบบนิเวศ (Ecosystem) ปัจจุบันที่มีเข้าไปช่วยสนับสนุนกลไกการให้บริการ Virtual Bank ได้

 

“ภาพก่อนหน้าเหมือนว่ากลุ่ม JMART จะ Lead ในการขอใบอนุญาต Virtual Bank แต่ตอนนี้ไม่ได้ Lead แต่เป็นส่วนหนึ่งของ BTS ในฐานะบริษัทลูกมากกว่า ส่วนจะเป็นอย่างไรคงต้องหารือและอธิบายถึงรายละเอียดในการให้บริการกับแบงก์ชาติต่อไปในช่วง 9 เดือนนี้ ซึ่งถ้าส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับ JMART ก็จะเข้าไปช่วยในส่วนของงานที่เกี่ยวข้อง”

 

สำหรับจุดเด่นของ Ecosystem ที่ JMART จะเข้าช่วยกลุ่ม BTS ในการทำ Virtual Bank จะมี 3 ส่วนหลักจากลูกค้าของบริษัทในกลุ่ม JMART เพราะมีกลุ่มลูกค้าจำนวนมากที่เป็นกลุ่ม Underserved ที่ ธปท. มีนโยบายเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการนำ Virtual Bank เพื่อช่วยให้เข้าถึงบริการทางการเงิน ดังนี้ 

 

  1. กลุ่มลูกค้าในเครือของ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER ที่เป็นกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดทั้งหมดที่มีราว 6 แสนคน อีกทั้งเป็นกลุ่ม Underserved ที่ไม่มีบัตรเครดิตทั้งหมดหรือเข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้สถาบันการเงิน
  2. กลุ่มลูกค้า บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ปัจจุบันมีลูกค้าจำนวนรวมราว 5 ล้านคนที่มาจากการซื้อหนี้เสีย (NPL) จากสถาบันการเงินรวม 5 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 10% หรือราว 5 แสนคนที่ประนอมหนี้กำลังจะมีประวัติทางการเงินกลับมาดี
  3. กลุ่มลูกค้า ‘สุกี้ตี๋น้อย’ เป็นแบรนด์ร้านอาหารภายใต้บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (BNN) ที่เป็นกลุ่มไม่มีบัตรเครดิตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีประมาณ 15 ล้านคนต่อปี 

 

ขณะที่คาดว่าจากสัดส่วนภาพรวมของจำนวนประชากรของประเทศไทยทั้งหมดน่าจะมีสัดส่วนราว 70% ที่เป็นกลุ่ม Underserved เข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้ระบบสถาบันการเงิน และมีสัดส่วนเพียง 30% ที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงิน

 

ทั้งนี้ ประเมินว่าธุรกิจที่เหมาะสมกับการจะเข้ามาทำธุรกิจ Virtual Bank ควรจะเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีการขายสินค้าหรือบริการซึ่งมีลูกค้าอยู่แล้ว หรือเป็นในรูปแบบ ‘บริการทางการเงินแบบฝังตัว’ หรือ Embedded Finance 

 

“ยกตัวอย่างการ Embedded Finance เช่น กรณีลูกค้าร้านสุกี้ตี๋น้อย สามารถเชิญให้ลูกค้ามาโหลดแอป ให้โปรโมชันต่างๆ ซึ่งเราก็จะสามารถ Bundle โปรดักต์ทางการเงินไปเข้าไปในแอปได้เลยในอนาคต แต่ถ้าแบงก์ปกติทั่วไปต้องการมาทำ Virtual Bank ก็ควรจะเป็นแบงก์ที่มีแผนจะขายสินค้าแบบ Bundle ในอนาคต”

 

ทั้งนี้ THE STANDARD WEALTH สอบถามข้อมูลแหล่งข่าวระดับสูงจาก BTS โดยปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการยื่นขอใบอนุญาต Virtual Bank เนื่องจากมีการเซ็นสัญญารักษาความลับ (Non-disclosure Agreement: NDA) ไว้

 

OR ลั่น มีจุดแข็ง พร้อมร่วมพาร์ตเนอร์ลุย Virtual Bank

 

ด้าน ดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขอใบอนุญาต Virtual Bank นั้น บริษัทได้ร่วมกับธนาคารกรุงไทยและ AIS ในการดำเนินธุรกิจ Virtual Bank โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 20%

 

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้มองว่า OR มีจุดแข็งด้านแพลตฟอร์มของบริษัทที่มีร้านค้าในสถานีบริการจำนวนมาก และมีฐานลูกค้า Blue Card กว่า 8 ล้านคน ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งด้านผู้จำหน่าย ขณะที่ AIS ก็มีจุดเด่นเรื่องเทคโนโลยี รวมถึงธนาคารกรุงไทยที่มีจุดแข็งด้านระบบหลังบ้านและการควบคุมความเสี่ยงเรื่องการปล่อยสินเชื่อ

 

ส่วน เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า มีความเห็นว่าหากผู้ผ่านคุณสมบัติครบในการยื่นขอใบอนุญาต Virtual Bank ก็ควรได้รับใบอนุญาตทุกคน โดยไม่ควรกำหนดจำนวนผู้ที่จะได้ใบอนุญาตเป็นเงื่อนไขหลัก

 

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post เปิดชื่อ ‘5 กลุ่มทุน’ ชิงใบอนุญาต Virtual Bank ดึงทุนต่างชาติแชร์ประสบการณ์จากต่างประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครึ่งปีแรก ‘สุกี้ตี๋น้อย’ โกยกำไรไปแล้ว 610 ล้านบาท ส่วน JMART รับส่วนแบ่ง 183 ล้านบาท ส่งสัญญาณโตไม่หยุด https://thestandard.co/suki-teenoi-jmart-profit-growth/ Sat, 10 Aug 2024 08:27:55 +0000 https://thestandard.co/?p=969823

ครึ่งปีแรก ‘สุกี้ตี๋น้อย’ โกยกำไรไปแล้ว 610 ล้านบาท JMA […]

The post ครึ่งปีแรก ‘สุกี้ตี๋น้อย’ โกยกำไรไปแล้ว 610 ล้านบาท ส่วน JMART รับส่วนแบ่ง 183 ล้านบาท ส่งสัญญาณโตไม่หยุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

ครึ่งปีแรก ‘สุกี้ตี๋น้อย’ โกยกำไรไปแล้ว 610 ล้านบาท JMART รับส่วนแบ่งกำไรไปกว่า 183 ล้านบาท ส่งสัญญาณโตไม่หยุด เดินหน้าขยายสาขาไปต่างจังหวัด พร้อมจัดโปรลดราคาเหลือเพียง 169 บาทดึงลูกค้า

 

นับเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เข้าลงทุนในบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของธุรกิจร้านอาหาร ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 30%

 

ล่าสุด เจมาร์ท กรุ๊ป รายงานผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2567 บริษัทได้รับผลกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 575.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 163.5% โดยกำไรหนึ่งในนั้นมาจากสุกี้ตี๋น้อย 183 ล้านบาท

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

จากข้อมูลตามที่เจมาร์ทระบุว่า ที่ผ่านมาสุกี้ตี๋น้อยขยายสาขาจำนวนมาก จนปัจจุบันมีทั้งหมด 67 สาขา จึงทำให้รายได้เพิ่มขึ้น และมีกำไรสุทธิเติบโตขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือว่ามีสัญญาณการเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากสุกี้ตี๋น้อยยังเดินหน้าขยายสาขา ไปเจาะในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อรองรับโอกาสการเติบโต

 

สอดรับกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด หรือผู้ก่อตั้งสุกี้ตี๋น้อย เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา สุกี้ตี๋น้อยเริ่มขยายสาขาไปต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี สุพรรณบุรี สระบุรี และนครราชสีมา นอกเหนือจากแบรนด์สุกี้ตี๋น้อยบริษัทยังเปิดเพิ่มอีก 2 แบรนด์ คือ ข้าวแกง ตี๋น้อยปันสุข และตี๋น้อย เอ็กซ์เพรส โดยปี 2566 มีสาขาที่เปิดใหม่กว่า 12 สาขา ทั้งหมดล้วนเป็นกลยุทธ์ในการขยายตลาดเพื่อสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น

 

เมื่อย้อนดูผลประกอบการของสุกี้ตี๋น้อยในทุกๆ ปี พบว่าบริษัททำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

 

  • ปี 2562 รายได้ 499 ล้านบาท กำไร 15 ล้านบาท
  • ปี 2563 รายได้ 1,223 ล้านบาท กำไร 140 ล้านบาท
  • ปี 2564 รายได้ 1,572 ล้านบาท กำไร 147 ล้านบาท
  • ปี 2565 รายได้ 3,976 ล้านบาท กำไร 591 ล้านบาท
  • ปี 2566 รายได้ 5,244 ล้านบาท กำไร 913 ล้านบาท

 

และในครึ่งปีแรกของปี 2567 ทำกำไรไปแล้ว 610 ล้านบาท เรียกได้ว่าส่งสัญญาณการเติบโตแบบฉุดไม่อยู่เลยทีเดียว

The post ครึ่งปีแรก ‘สุกี้ตี๋น้อย’ โกยกำไรไปแล้ว 610 ล้านบาท ส่วน JMART รับส่วนแบ่ง 183 ล้านบาท ส่งสัญญาณโตไม่หยุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไขคำตอบ! ทำไมหุ้น JMART-SINGER พุ่งบวก 10% ทั้งๆ ที่รายงานผลขาดทุนรวมกัน 3 พันล้านบาทในช่วง 2Q66 https://thestandard.co/why-is-jmart-singer-stock-soaring/ Fri, 11 Aug 2023 09:15:26 +0000 https://thestandard.co/?p=828368 หุ้น jmart singer

ราคาหุ้นหลักในกลุ่มเจมาร์ท ได้แก่ บมจ.เจมาร์ท กรุ๊ป โฮล […]

The post ไขคำตอบ! ทำไมหุ้น JMART-SINGER พุ่งบวก 10% ทั้งๆ ที่รายงานผลขาดทุนรวมกัน 3 พันล้านบาทในช่วง 2Q66 appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น jmart singer

ราคาหุ้นหลักในกลุ่มเจมาร์ท ได้แก่ บมจ.เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (JMART) และ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) ปรับตัวขึ้นสูงสุดถึง 12% และ 16% ตามลำดับ ขณะที่ บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) เพิ่มขึ้นสูงสุด 5.6% ในวันนี้ (11 สิงหาคม) 

 

สำหรับหุ้น JMT ที่ปรับตัวขึ้นอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องน่าประหลาดใจนัก หลังจากที่บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 จำนวน 551 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.2% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นกำไรสุทธิรายไตรมาสที่สูงที่สุด และทำให้ช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ JMT มีกำไรสุทธิ 1,004 ล้านบาท ขณะเดียวกันการจัดเก็บกระแสเงินสดก็เพิ่มขึ้นราว 5% มาอยู่ที่ 2,930 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก 

 

บล.บัวหลวง ระบุว่า กำไรสุทธิของ JMT ที่เพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อน และ 22% จากไตรมาสแรก มากกว่าที่เราคาดไว้ 5% แต่เป็นไปตามที่ตลาดคาด ส่วนแนวโน้มกำไรไตรมาส 3 น่าจะเติบโตต่อได้ทั้งจากปีก่อนและจากไตรมาสก่อนหน้า โดยประเมินราคาเป้าหมายที่ 46 บาท 

 

แม้กำไรของ JMT จะค่อนข้างน่าประทับใจในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา แต่ในส่วนของ JMART และ SINGER กลับเป็นภาพที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โดย JMART รายงานผลขาดทุนสุทธิ 611 ล้านบาท ทำให้ครึ่งปีแรกขาดทุนไปรวม 906 ล้านบาท ขณะที่ SINGER ขาดทุนมากถึง 2,396 ล้านบาท ทำให้ครึ่งปีแรกขาดทุนไปรวม 3,239 ล้านบาท ส่วนหุ้นอีกตัวที่ขาดทุนหนักในช่วงไตรมาส 2 คือ SGC ที่รายงานผลขาดทุน 1,918 ล้านบาท 

 

ผลขาดทุนของ JMART ที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจาก SINGER ซึ่งถูกกดดันจากทั้งรายได้ที่ลดลง ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น หรือก็คือการตั้งสำรองในส่วนของสินเชื่อที่อาจกลายเป็นหนี้เสีย 

 

รายได้ของ SINGER ลดลงมากถึง 44.2% เหลือเพียง 796 ล้านบาท เพราะยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลง จำนวนพนักงานขายแฟรนไชส์ลดลง และจากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น 26.5% มาเป็น 1,219 ล้านบาท สวนทางกับรายได้ จากการตั้งสำรองค่าเผื่อการปรับมูลค่าของสินค้าคงเหลือ เนื่องจากราคาขายสินค้ามือสองลดลง ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคิดเป็นจำนวน 2,882 ล้านบาท เนื่องจากการตัดหนี้สูญกลุ่มลูกหนี้ด้อยคุณภาพของสัญญาเช่าซื้อ 

 

ขณะที่ธุรกิจหลักของ JMART หากไม่รวมผลขาดทุนจาก SINGER ถือว่าไม่ได้ย่ำแย่มากนัก โดยรวมรายได้จากการขายและบริการทรงตัวที่ 3,264.9 ล้านบาท และมีกำไรขั้นต้น 1,136.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% 

 

ผู้บริหารของ JMART มองว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้บริษัทตั้งเป้าที่จะสร้างผลการดำเนินงานให้กลับมามีกำไรสุทธิ เนื่องจากผลกระทบจากการตั้งสำรองของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดจาก SINGER คาดว่าจะเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นในไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ สถานการณ์ของ SINGER จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

 

นอกจากธุรกิจเช่าซื้อของ SINGER แล้ว JMART ยังมีธุรกิจอื่นๆ ในเครือ ทั้งติดตามหนี้ด้อยคุณภาพผ่าน JMT ยังคงเป็นฐานกำไรสำคัญของกลุ่มยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผ่าน JAS Asset (J) มีผลขาดทุน 17.1 ล้านบาท ในไตรมาส 2 และธุรกิจบีเอ็นเอ็น เรสเตอรองท์ หรือสุกี้ตี๋น้อย ยังมีแนวโน้มเติบโตจากการขยายสาขาไปต่างจังหวัด จากที่มีกำไรสุทธิ 212 ล้านบาทในไตรมาส 2 ส่วนธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซันตั้งแต่ไตรมาส 3 

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า แรงซื้อที่กลับเข้ามาในหุ้นกลุ่มเจมาร์ทเป็นลักษณะของการ Buy on Fact หลังจากที่หุ้นในกลุ่มถูกเทขายออกมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ แต่หลังจากที่ผลประกอบการของหุ้นอย่าง SINGER และ SGC ออกมาค่อนข้างแย่ ทำให้โอกาสที่ผลประกอบการหลังจากนี้อาจจะไม่ได้แย่ไปมากกว่านี้อีกแล้ว

 

“ถ้างบไตรมาส 2 ยังไม่แย่ขนาดนี้ อาจทำให้ราคาหุ้นไม่ฟื้น แต่เมื่อตัวเลขออกมาแบบนี้ ทำให้งบของหุ้นกลุ่มเจมาร์ทอาจเป็นจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2” 

 

ในเชิงกลยุทธ์หากจะเลือกซื้อหุ้นกลุ่มเจมาร์ท มองว่าหุ้น JMT เป็นตัวเลือกอันดับ 1 จากแนวโน้มกำไรที่ยังดีต่อเนื่อง และการปรับตัวลงก่อนหน้านี้มาจากเรื่องของ Sentiment ของหุ้นในกลุ่ม ตัวเลือกถัดมาคือ JMART ซึ่งผลประกอบการน่าจะดีขึ้นจากส่วนแบ่งของ JMT และแรงกดดันจาก SINGER และ SGC ลดลง 

 

ทั้งนี้ ราคาหุ้นในกลุ่มเจมาร์ทนับแต่ต้นปีที่ผ่านมาปรับตัวลดลงอย่างหนัก โดย ณ ราคาปิดวันที่ 10 สิงหาคม SINGER ลดลงมาสุด 74.09% รองลงมาคือ SGC ลดลง 72.38%, JMART ลดลง 60.25%, JMT ลดลง 42.03% และ J ลดลง 37.50% 

 

ด้าน บล.ดาโอ ระบุว่า แนะนำขายหุ้น SINGER และอยู่ระหว่างการปรับประมาณการขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น และปรับราคาเป้าหมายลง จากเดิมราคาเป้าหมายที่ 6 บาท จากความเสี่ยงจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เราประเมินว่าสินเชื่อมีโอกาสที่จะขยายตัวต่ำคาด จากการเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งเงินสด และเงินลงทุนที่จะครบกำหนดไถ่ถอนมีมูลค่าน้อยกว่าหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในปี 2566-2568 รวมที่ 5,700 ล้านบาท

The post ไขคำตอบ! ทำไมหุ้น JMART-SINGER พุ่งบวก 10% ทั้งๆ ที่รายงานผลขาดทุนรวมกัน 3 พันล้านบาทในช่วง 2Q66 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: กองทุนทิ้งกลุ่ม ‘เจมาร์ท’ ปรับพอร์ตหลุด SET50 งบ Q2 เสี่ยงทรุดต่อ | Morning Wealth 30 มิถุนายน 2566 https://thestandard.co/morning-wealth-30062023/ Fri, 30 Jun 2023 01:53:22 +0000 https://thestandard.co/?p=809653 Morning Wealth

หุ้นกลุ่มเจมาร์ทอาจเผชิญแรงขายอีกระลอก หลังมูลค่าดิ่งหน […]

The post ชมคลิป: กองทุนทิ้งกลุ่ม ‘เจมาร์ท’ ปรับพอร์ตหลุด SET50 งบ Q2 เสี่ยงทรุดต่อ | Morning Wealth 30 มิถุนายน 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Morning Wealth

หุ้นกลุ่มเจมาร์ทอาจเผชิญแรงขายอีกระลอก หลังมูลค่าดิ่งหนักทำ JMART-JMT หลุดการคำนวณดัชนี SET50 รอบ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2566 โบรกเกอร์คาด กองทุนขายปรับพอร์ตรวม 1 พันล้านบาท รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

จับทาง Fund Flow หลัง Rebalance กลุ่ม SET50-SET100 หุ้นไหนได้-เสียประโยชน์ พูดคุยกับ กรรณ์ หทัยศรัทธา นักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: กองทุนทิ้งกลุ่ม ‘เจมาร์ท’ ปรับพอร์ตหลุด SET50 งบ Q2 เสี่ยงทรุดต่อ | Morning Wealth 30 มิถุนายน 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Exclusive: หุ้นกลุ่มเจมาร์ทอาจเผชิญแรงขายอีกระลอก โบรกคาด กองทุนขายปรับพอร์ต ‘JMART-JMT’ รวม 1 พันล้านบาท วันพรุ่งนี้! https://thestandard.co/jmart-may-face-another-selling-pressure/ Thu, 29 Jun 2023 07:35:33 +0000 https://thestandard.co/?p=809267 หุ้น JMART

นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา หุ้นในกลุ่มเจมาร์ท ได้แก่ บมจ.เจมา […]

The post Exclusive: หุ้นกลุ่มเจมาร์ทอาจเผชิญแรงขายอีกระลอก โบรกคาด กองทุนขายปรับพอร์ต ‘JMART-JMT’ รวม 1 พันล้านบาท วันพรุ่งนี้! appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น JMART

นับแต่ต้นปีที่ผ่านมา หุ้นในกลุ่มเจมาร์ท ได้แก่ บมจ.เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (JMART), บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT), บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER), บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท (J) และ บมจ.เอสจี แคปปิตอล (SGC) ต่างถูกเทขายออกมาอย่างหนัก ส่งผลให้ราคาหุ้นแต่ละตัวติดลบไปประมาณ 38-70%

 

บริษัทอย่าง JMART ที่ครั้งหนึ่งเคยมีมูลค่าสูงเกือบ 1 แสนล้านบาท ปัจจุบันมีมูลค่าเหลือเพียงประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ส่วน JMT จากที่เคยพุ่งขึ้นถึงระดับ 1.28 แสนล้านบาท ปัจจุบันก็เหลือเพียงประมาณ 5 หมื่นล้านบาท

 

มูลค่าที่ดิ่งลงอย่างหนักทำให้ทั้ง JMART และ JMT จะหลุดจากการคำนวณในดัชนี SET50 สำหรับรอบ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2566

 

ภาดล วรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (30 มิถุนายน) น่าจะมีแรงขายหุ้น JMART และ JMT ออกมาราว 400 ล้านบาท และ 600 ล้านบาท ตามลำดับ จากบรรดากองทุน Passive Fund เพื่อปรับพอร์ตลงทุนให้ล้อไปกับดัชนี SET50

 

“ส่วนกองทุน Active Fund อื่นๆ น่าจะชิงขายมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้เราเห็นราคาหุ้นกลุ่มเจมาร์ทยังคงไหลลงต่อเนื่อง แต่หลังจากที่มีแรงขายออกมาในวันพรุ่งนี้ ก็อาจจะเป็นจังหวะที่นักลงทุนบางส่วนใช้เป็นโอกาสในการเข้าซื้อ”

 

แรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มเจมาร์ทเริ่มมาตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา จนนำไปสู่เหตุการณ์ที่เรียกว่า Corner แตก หรือการที่หุ้นซึ่งเคยเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนและถูกกวาดซื้อเอาไว้จนราคาพุ่งขึ้นไปเกินกว่าพื้นฐาน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้สนับสนุนราคาที่พุ่งขึ้นไปสูง ก็ทำให้นักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่เปลี่ยนใจเทขายออกมาตามๆ กัน

 

ภาดลกล่าวต่อว่า อีกหนึ่งปัจจัยกดดันต่อราคาหุ้นกลุ่มเจมาร์ทคือผลประกอบการของบริษัทในเครืออย่าง SINGER และ SGC ที่ย่ำแย่อย่างมากในไตรมาสแรกที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะย่ำแย่ต่อเนื่องในไตรมาสสองนี้ ในขณะที่ JMART ซึ่งรับรู้ผลประกอบการของทั้งสองบริษัทในงบการเงินก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

 

นอกจากนี้หุ้นกลุ่มเจมาร์ทเป็นหนึ่งในกลุ่มยอดนิยม ซึ่งนักลงทุนที่ลงทุนใน JMART ก็มักจะลงทุนตัวอื่นๆ ในกลุ่มด้วย เมื่อมีแรงขายเกิดขึ้นจึงเกิดเป็นการขายเชื่อมโยงกันไปหมด

 

“ส่วนตัวมองว่าหากราคาหุ้นกลุ่มเจมาร์ทจะฟื้นตัวได้นั้นจะต้องเห็นก่อนว่าผลประกอบการของ SINGER และ SGC ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เช่น มีการตั้งสำรองเป็นจำนวนมากแบบอนุรักษนิยมในไตรมาสสองนี้ ทำให้คนเห็นว่ากำไรจะไม่แย่ไปกว่านี้อีกแล้ว”

 

ทั้งนี้ ในส่วนของ JMT ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำกำไรให้กลุ่มเจมาร์ทได้มากที่สุดในปัจจุบันก็มีแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนในการประมูลหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นภายในอุตสาหกรรม

 

ขณะที่ บล.เคจีไอ มีมุมมองต่อหุ้น JMART ว่าโมเดลการผนึกพันธมิตรเพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด ผ่านการซื้อหุ้นบางส่วนในบริษัทเป้าหมายหลายๆ แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กำลังส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อผลประกอบการของบริษัท เพราะภาวะตลาดทุนที่เป็นลบ และผลขาดทุนอย่างหนักของบริษัทในเครือบางแห่งทำให้หลายๆ ธุรกิจในเครือต้องสะดุด และต้องใช้เวลานานในการแก้ไข ดังนั้นเราจึงปรับลดประมาณการกำไรปี 2566 และปี 2567 ลง 42% และ 20% ตามลำดับ พร้อมปรับลดราคาเป้าหมายปี 2566 เหลือ 22 บาท จากเดิม 34 บาท

 

เรายังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวผลประกอบการของ JMART ว่าจะพลิกฟื้นได้มากนัก หลังจากที่บริษัทมีผลขาดทุนในไตรมาสแรกจากส่วนแบ่งผลขาดทุนสุทธิจาก SINGER 218 ล้านบาท และผลจากทุนการบันทึกตามราคาตลาด (MTM) จากการลงทุนใน BRR และ SGC รวมกันประมาณ 440 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากราคาหุ้น SGC ยังตกหนักต่อเนื่องจากไตรมาสแรก ส่วนราคาหุ้น BRR ทรงตัว จึงคาดว่า JMART จะต้องบันทึกผลขาดทุน MTM จากการลงทุนอีก 120-130 ล้านบาท ในไตรมาสสองจาก SGC

 

อย่างไรก็ดี จากประมาณการกำไรของ JMT ในปี 2566 และปี 2567 ที่คาดว่าจะเติบโต 28% และ 25% ตามลำดับ เราคาดว่า JMT จะส่งผ่านกำไรมาที่ JMART ประมาณ 1.2 พันล้านบาท และ 1.5 พันล้านบาท ตามลำดับ จะช่วยชดเชยผลขาดทุน MTM ได้

 

ขณะเดียวกัน เรามองว่าโมเมนตัมการเติบโตของกำไร J-Mobile จะชะลอตัวลงหลังจากที่ไม่สามารถเพิ่มรายได้จากการขายผ่านช่องทางของ SINGER ได้ เราคาดว่ากำไรของ J-Mobile ซึ่งมีสัดส่วนถือหุ้น 95% จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเหลือ 220 ล้านบาท และ 253 ล้านบาท ในปี 2566 และปี 2567 เทียบกับ 360 ล้านบาท ในปี 2565

 

นอกจากนี้คาดว่าส่วนแบ่งกำไรจาก BNN Restaurant (สุกี้ตี๋น้อย) จะเพิ่มขึ้นเป็น 218 ล้านบาท และ 253 ล้านบาท ในปี 2566 และปี 2567 หลังจากรับรู้มา 19 ล้านบาท จากการเข้าลงทุนเมื่อปลายปี 2565

 

ปัจจุบันหุ้นอื่นๆ ที่ JMART เข้าไปลงทุน ได้แก่ PRTR (15%), TURTLE (9.82%), BRR (9.49%) และ BKD (9.29%)

 

จุดต่ำสุดของหุ้นกลุ่ม JMART จะอยู่ตรงไหน คงเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา แต่ในมุมของบริษัทดูเหมือนว่าจะพยายามเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมา โดยล่าสุดบริษัทได้อนุมัติขยายเวลาโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) จากเดิมที่สิ้นสุด 15 มิถุนายนที่ผ่านมา ขยายออกไปถึง 31 สิงหาคม 2566 โดยกำหนดจะซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 16 ล้านหุ้น คิดเป็น 1.1% ของหุ้นทั้งหมด ด้วยวงเงินสูงสุดไม่เกิน 400 ล้านบาท

 

ล่าสุดบริษัทซื้อหุ้นคืนไปแล้วทั้งสิ้น 7,739,300 หุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 16.66 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 128.97 ล้านบาท

The post Exclusive: หุ้นกลุ่มเจมาร์ทอาจเผชิญแรงขายอีกระลอก โบรกคาด กองทุนขายปรับพอร์ต ‘JMART-JMT’ รวม 1 พันล้านบาท วันพรุ่งนี้! appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อดิศักดิ์’ โต้! ข่าวลือหุ้นกลุ่มเจมาร์ทโดนตรวจสอบการซื้อขายไม่เป็นความจริง ฉุดราคาหุ้นนิวโลว์ในรอบ 1 ปี ยันบริหารงานบนหลักธรรมาภิบาล https://thestandard.co/adisak-denies-jmart-rumors/ Thu, 22 Jun 2023 13:47:50 +0000 https://thestandard.co/?p=806952

ซีอีโอกลุ่มเจมาร์ทออกโรงโต้ข่าวลือฉุดราคาหุ้นร่วงหนัก ห […]

The post ‘อดิศักดิ์’ โต้! ข่าวลือหุ้นกลุ่มเจมาร์ทโดนตรวจสอบการซื้อขายไม่เป็นความจริง ฉุดราคาหุ้นนิวโลว์ในรอบ 1 ปี ยันบริหารงานบนหลักธรรมาภิบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>

ซีอีโอกลุ่มเจมาร์ทออกโรงโต้ข่าวลือฉุดราคาหุ้นร่วงหนัก หลังมีข่าวสะพัดห้องค้า หุ้นต้องสงสัยโดนตรวจสอบการซื้อขายเข้ม พร้อมยืนยันมีการบริหารงานบนหลักธรรมาภิบาล

 

อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ JMART เปิดเผยว่า ขอแจ้งปฏิเสธข้อมูลตามที่มีข่าวปรากฏในสื่อออนไลน์แห่งหนึ่ง ระบุอ้างถึงแหล่งข่าวจากห้องค้าหลักทรัพย์ กล่าวว่า จากราคาหุ้นกลุ่มเจมาร์ท อาทิ JMART – บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส หรือ JMT ที่ปรับลดลงต่อเนื่อง คาดว่าจะเป็นผลจากที่มีกระแสข่าวออกมาสะพัดในห้องค้าหลักทรัพย์ว่า มีโอกาสที่หุ้นในกลุ่มนี้จะโดนตรวจสอบการซื้อขายอย่างเข้มงวด และอ้างอิงกับหุ้นที่ประสบปัญหาตัวอื่นในตลาดฯ ดังนั้นบริษัทที่ต้องสงสัยจะถูกตรวจสอบ ทำให้นักลงทุนมีความเข้าใจผิด และเกิดความเสียหายต่อบริษัทฯ 

 

จึงขอปฏิเสธว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่ใช่การประกาศอย่างเป็นทางการจากตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

อย่างไรก็ดี กลุ่มเจมาร์ทให้ความสำคัญในการบริหารงานบนหลักธรรมาภิบาล และยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโต แม้มีปัจจัยภายนอกกระทบ สร้างความกังวลต่อนักลงทุน และราคาหุ้นที่ปรับลดลง แต่กลุ่มบริษัทยังขอให้ความมั่นใจว่า ในระยะยาวกลุ่มบริษัทมี Ecosystem ที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ ขณะที่ในฝั่งของผู้บริหารจะเดินหน้าทำงานด้วยความเต็มที่ และจะพิสูจน์ด้วยผลงานที่กลับมาฟื้นตัว หลังมีการปรับโครงสร้างกลุ่มบริษัทในช่วงที่ผ่านมา

 

โดยเจมาร์ทยังได้ปรึกษาในประเด็นดังกล่าวกับทางตลาดหลักทรัพย์ฯ เรียบร้อยแล้ว และได้ส่งสารสนเทศผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อชี้แจงและปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว ซึ่งหากมีการพูดถึงในประเด็นที่ไม่เป็นความจริงที่ปรากฏตามสื่อสังคมออนไลน์หรือสื่อต่างๆ โดยบริษัทจะดำเนินการเพื่อรักษาองค์กรที่ดำเนินมากว่า 35 ปี และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มาแล้ว 14 ปี อยู่บนความถูกต้อง และตรวจสอบได้

 

ทั้งนี้ จากกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นดังกล่าว ส่งผลกระทบกดดันต่อราคาหุ้น JMART ปรับตัวดิ่งลงอย่างหนัก ปิดทำจุดในรอบ 1 ปี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนปีนี้ โดยราคาอยู่ที่ 16.60 บาท ลดลง 39.40 บาท หรือติดลบไป 70.36% เปรียบเทียบกับราคาสูงสุดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 ที่เคยอยู่ที่ 56 บาท

 

ส่วนราคาหุ้น JMT ปิดทำจุดในรอบ 1 เดือน เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนปีนี้ โดยราคาอยู่ที่ 38.50 บาท ลดลง 4.25 บาท หรือติดลบไป 9.88% เปรียบเทียบกับราคาสูงสุดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนปีนี้ ที่เคยอยู่ที่ 44.25 บาท

The post ‘อดิศักดิ์’ โต้! ข่าวลือหุ้นกลุ่มเจมาร์ทโดนตรวจสอบการซื้อขายไม่เป็นความจริง ฉุดราคาหุ้นนิวโลว์ในรอบ 1 ปี ยันบริหารงานบนหลักธรรมาภิบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น PRTR เข้าเทรดกระดาน SET วันแรก พุ่ง 23.61% จากราคา IPO แม้ผู้ถือหุ้นเดิมโยน Big Lot ให้ JMART 90 ล้านหุ้น https://thestandard.co/prtr-stock-first-day-trade-150366/ Wed, 15 Mar 2023 04:09:30 +0000 https://thestandard.co/?p=763127 หุ้น PRTR

หุ้น บมจ.พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป หรือ หุ้น PRTR เข้าซื้อขายใ […]

The post หุ้น PRTR เข้าเทรดกระดาน SET วันแรก พุ่ง 23.61% จากราคา IPO แม้ผู้ถือหุ้นเดิมโยน Big Lot ให้ JMART 90 ล้านหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น PRTR

หุ้น บมจ.พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป หรือ หุ้น PRTR เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันนี้ (15 มีนาคม) เป็นวันแรก ราคาเปิดการซื้อขายที่ 8.90 บาท เพิ่มขึ้น 1.70 บาท หรือ 23.61% จากราคาจองซื้อ IPO ที่ 7.20 บาท 

 

PRTR เข้าจดทะเบียนใน SET ในกลุ่มสินค้าบริการ หมวดบริการเฉพาะกิจ ด้วยมูลค่าระดมทุน 1,080 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 4,320 ล้านบาท

 

โดยในการซื้อวันนี้จะมีการซื้อขายหุ้น PRTR บนกระดานรายใหญ่ (Big Lot) ในราคา IPO โดย บมจ.เจ มาร์ท (JMART) ซึ่งตกลงซื้อหุ้น PRTR จำนวน 90 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 15% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ PRTR โดยเป็นการซื้อจากผู้ถือหุ้นเดิมของ PRTR จำนวน 3 ราย คือ 1. พอล เดวิด ชอนดี้ 2. จารุวรรณ พานิชเจริญ และ 3. ริชาร์ด ฮิวจ์ เบนเนต ในราคาเท่ากับราคา IPO 

 

ทั้งนี้ JMART จะนำหุ้นของ PRTR ทั้งจำนวนดังกล่าวฝากในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) อ้างอิงเกณฑ์ Silent Period ตามข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยรายการ Big Lot ดังกล่าวเป็นตามที่มีการแจ้งข้อมูลไว้ในไฟลิ่ง

 

PRTR ดำเนินธุรกิจให้บริการด้านทรัพยากรบุคคลแบบครบวงจร ได้แก่ 

  1. ธุรกิจ HR Outsourcing Services ให้แก่บริษัทและองค์กรชั้นนำต่างๆ โดยปัจจุบันบริษัทให้บริการจัดหาบุคลากรจำนวนกว่า 15,000 ราย เช่น พนักงานขาย พนักงานโรงงาน พนักงานติดต่อลูกค้า วิศวกร ช่างเทคนิค พนักงานสำนักงาน เป็นต้น 
  2. บริการสรรหาบุคลากรในทุกระดับ (Recruitment Services) ที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า 
  3. บริการแพลตฟอร์มหางานออนไลน์ภายใต้ชื่อ Nexmove 
  4. บริการฝึกอบรมหลักสูตรเฉพาะทางในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์มากกว่า 200 หลักสูตรผ่านแอปพลิเคชันมือถือและเว็บไซต์ของ Blacksmith 
  5. บริการซอฟต์แวร์ด้านการบริหารจัดการบุคลากร

 

บริษัทมีทุนชำระแล้วหลังการเสนอขาย IPO 300 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 450 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO) 150 ล้านหุ้น 

 

ราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) เท่ากับ 16.3 เท่า โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น IPO

 

ริศรา เจริญพานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PRTR กล่าวว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ลงทุนในธุรกิจใหม่ พัฒนานวัตกรรมใหม่ และจ่ายคืนเงินกู้ ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนในระยะยาว และสามารถขยายตลาดไปสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมั่นคง

 

PRTR มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และทุนสำรองตามกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท โดยการจ่ายเงินปันผลพิจารณาจากผลการดำเนินงาน ฐานะทางการเงิน สภาพคล่อง แผนการลงทุน การขยายธุรกิจและความเหมาะสมอื่นๆ รวมถึงการบริหารงานของบริษัทในอนาคต

 

PRTR มีผู้ถือหุ้นใหญ่ภายหลัง IPO และการขายหุ้นสามัญเดิม ณ วันแรกที่เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แก่ กลุ่มริศรา เจริญพาณิช 17.8%, อรฤดี เกตุทวี 14.2%, กลุ่มผู้บริหาร 11%, กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม 13.7% และกลุ่ม JMART 15.0% คิดเป็นการถือหุ้นรวม 71.7% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 

The post หุ้น PRTR เข้าเทรดกระดาน SET วันแรก พุ่ง 23.61% จากราคา IPO แม้ผู้ถือหุ้นเดิมโยน Big Lot ให้ JMART 90 ล้านหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 เรื่องต้องรู้ หุ้น IPO ‘พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป’ ที่เข้าเทรด 15 มี.ค. นี้ โดยมี JMART ประกาศซื้อ Big Lot จำนวน 90 ล้านหุ้น https://thestandard.co/10-facts-about-ipo-stocks/ Mon, 13 Mar 2023 04:11:37 +0000 https://thestandard.co/?p=762063 PRTR

ตลาด หุ้น IPO ใน 3 เดือนแรกของปี 2566 ถือว่ามีความคึกคั […]

The post 10 เรื่องต้องรู้ หุ้น IPO ‘พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป’ ที่เข้าเทรด 15 มี.ค. นี้ โดยมี JMART ประกาศซื้อ Big Lot จำนวน 90 ล้านหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
PRTR

ตลาด หุ้น IPO ใน 3 เดือนแรกของปี 2566 ถือว่ามีความคึกคักไม่น้อย เพราะมีตัวเลขล่าสุดของบริษัทที่มาทำ IPO แล้วรวม 9 บริษัท ทั้งที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) มีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO รวมกัน 36,156.28 ล้านบาท

 

โดยในเดือนมีนาคมนี้กำลังจะมีหุ้น IPO ตัวที่ 10 ของปีนี้เข้าเทรดใน SET ประเดิมเป็นตัวแรกของเดือน THE STANDARD WEALTH จะพาไปทำความรู้จักหุ้น IPO บมจ.พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป หรือ PRTR กับข้อมูลสำคัญที่ควรรู้ เพื่อนำมาประกอบการตัดใจในการลงทุน

 

1. ทำธุรกิจอะไร

PRTR ทำธุรกิจให้บริการจัดจ้างบุคลากรและให้บริการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR Outsourcing Services หรือ Outsource) แบบครบวงจร ให้บริการสรรหาบุคลากร (Recruitment Services) รวมทั้งต่อยอดมายังการให้บริการแพลตฟอร์มหางานออนไลน์ (Job Platform)

 

2. ราคาขายหุ้น IPO

PRTR ขาย IPO หุ้นละ 7.20 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) ที่ 16.3 เท่า คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิ 12 เดือนย้อนหลัง ซึ่งเท่ากับ 199.40 ล้านบาท

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

3. แผนใช้เงินจาก IPO

PRTR ระดมทุนจากการขาย IPO มูลค่า 1,080 ล้านบาท แบ่งจ่ายคืนหนี้สินเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินจำนวน 521.40 ล้านบาท และเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 521.4 ล้านบาท

 

4.เข้าเทรดวันไหน

หุ้น PRTR จะเข้าซื้อขายเป็นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 15 มีนาคม 2566 ในหมวดธุรกิจบริการเฉพาะกิจ (PROF) ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 3,240 ล้านบาท

 

5. จับตาเข้าเทรดวันแรก Big Lot

ในวันที่ 15 มีนาคม 2566 หุ้น PRTR จะเข้าเทรดวันแรก โดยจะมีการทำรายการซื้อ-ขายบนกระดานรายใหญ่ (Big Lot) ในราคา IPO โดย บมจ.เจ มาร์ท (JMART) ซึ่งจะซื้อหุ้น PRTR จำนวน 90 ล้านหุ้น มูลค่า 648 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 15% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO

 

6. อันดับผู้ถือหุ้นของ JMART

ภายหลังจาก บมจ.เจ มาร์ท ทำการซื้อหุ้น Big Lot ของ PRTR ในสัดส่วน 15% จะส่งผลให้ JMART มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นอันดับที่ 2 ของ PRTR

 

7. สรุปปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการทำธุรกิจ

  • ขาดแคลนพนักงาน
  • การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างพนักงาน
  • การไม่ได้รับการต่อสัญญาบริการ
  • ข้อบกพร่องและความเสียหายจากการปฏิบัติงานโดยพนักงานที่ส่งไปปฏิบัติงานกับลูกค้า
  • ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด

 

8. นโยบายการจ่ายเงินปันผล

PRTR มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ ตามงบการเงินเฉพาะกิจการหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินทุนสำรองตามกฎหมาย โดยการจ่ายเงินปันผลจะพิจารณาจากผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน สภาพคล่อง ความจำเป็นในการใช้เงินทุน

 

9. ผลประกอบการที่ผ่านมา

  • ปี 2563 มีกำไรสุทธิ 120.7 ล้านบาท มีรายได้ 4,866.30 ล้านบาท มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 2.5%
  • ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 183.2 ล้านบาท มีรายได้ 5,555.90 ล้านบาท มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 3.3%
  • ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 199.4 ล้านบาท มีรายได้ 6,111.70 ล้านบาท มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 3.3%

 

10. โครงสร้างรายได้ล่าสุด

ในปี 2565 PRTR มีสัดส่วนรายได้แบ่งตามประเภทธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจ Outsource สัดส่วน 95.9% ธุรกิจ Recruitment สัดส่วน 3.8% และธุรกิจ Integrated Learning Service สัดส่วน 0.2%

The post 10 เรื่องต้องรู้ หุ้น IPO ‘พีอาร์ทีอาร์ กรุ๊ป’ ที่เข้าเทรด 15 มี.ค. นี้ โดยมี JMART ประกาศซื้อ Big Lot จำนวน 90 ล้านหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียนหุ้นถูก Corner ‘จากหุ้นแห่งความหวัง สู่วัน Corner แตก’ https://thestandard.co/case-study-stocks-corner/ Tue, 21 Feb 2023 10:43:27 +0000 https://thestandard.co/?p=753525 Corner แตก

ดราม่าร้อนแรงในแวดวงการลงทุนไทยช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา […]

The post ถอดบทเรียนหุ้นถูก Corner ‘จากหุ้นแห่งความหวัง สู่วัน Corner แตก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Corner แตก

ดราม่าร้อนแรงในแวดวงการลงทุนไทยช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนต้องกลับมาตั้งคำถามเกี่ยวกับหุ้นที่ตัวเองกำลังถือหรือสนใจอยู่ ว่าเป็นหุ้นที่ถูก Corner หรือไม่?

 

การดิ่งลงของหุ้นที่ถูกเรียกรวมๆ กันว่า ‘หุ้นตระกูล J’ ได้แก่ JMART, JMT, SINGER, SGC และ J โดยเฉพาะเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ก่อน นำไปสู่เหตุการณ์ที่ถูกเรียกว่า ‘Corner แตก’ ซึ่งอธิบายง่ายๆ ก็คือการที่หุ้นที่เคยถูกเชื่อว่าดีสุดยอดถูกเทขายออกมาจนราคาดิ่งลงอย่างหนัก ตามมุมมองของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนหุ้นคุณค่า (Value Investor) หรือ VI 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

แต่ก่อนที่หุ้นหนึ่งๆ จะเดินมาสู่วัน Corner แตก หุ้นเหล่านี้จะต้องผ่านช่วงก่อนที่จะถูก Corner เข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความคลั่งไคล้ ดันให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะกลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง 

 

แม้ว่าในตอนท้ายหุ้นที่ถูก Corner หลายตัวอาจต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ราคาหุ้นดิ่งหนัก และสร้างความเสียหายให้กับนักลงทุนหลายรายที่เข้าไปไล่ซื้อในช่วงที่ราคาทะยานขึ้นไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วหุ้นที่ถูก Corner เหล่านี้ใช่ว่าจะเป็นหุ้นไม่ดี 

 

“ไม่ใช่ว่าไม่ดี หุ้นมันดี ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกทำ Corner และถ้าจะคาดหวังให้มีคนเข้ามาซื้อหุ้นต่อ หุ้นจะต้องดีด้วย” ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ กล่าวถึงพื้นฐานธุรกิจของหุ้นที่ถูกทำ Corner 

 

เพียงแต่ว่าราคาของหุ้นที่ถูกทำ Corner มักจะลอยสูงอยู่เหนือปัจจัยพื้นฐาน และผลประกอบการไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทันใจ

 

อย่างกรณีของหุ้นกลุ่ม JMART ประกิตมองว่า “(ราคาหุ้น) ถือว่าไม่ถูก ราคาที่วิ่งขึ้นมาแบบนี้ไม่ได้เรียกว่าถูกแน่นอน แต่นักลงทุนอาจยอมซื้อเพื่อแลกกับความคาดหวัง” 

 

แต่สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนต้องไม่ลืมคือ การที่หุ้นใดหุ้นหนึ่งถูกทำ Corner หมายความว่ามีนักลงทุนรายใหญ่ที่อาจจะใช้มาร์จิ้นเข้ามาช่วยเพิ่มอำนาจในการซื้อ และการที่คุณเข้าไปซื้อหุ้นต่อจากเขาก็มีโอกาสที่เขาจะขายใส่ได้เช่นกัน

 

และการที่ราคาหุ้นถูกดันขึ้นไปด้วยการใช้มาร์จิ้น ในอีกด้านหนึ่งเมื่อราคาหุ้นลดลงมาอย่างหนักย่อมมีความเสี่ยงที่นักลงทุนรายใหญ่ (ที่ใช้มาร์จิ้นซื้อหุ้น) จะถูกเรียกให้เติมหลักประกันหรือถูกบังคับขายออกมาได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเป็นการซ้ำเติมการเทขายที่กำลังเกิดขึ้น

 

2 สัญญาณ Corner แตก

ย้อนกลับมาที่เหตุการณ์ Corner แตกของหุ้นตระกูล J ประกิตมองว่าเกิดจากหลายสาเหตุ แต่สาเหตุหลักมีอยู่ 2 ส่วน คือ 

 

  1. ผลประกอบการออกมาผิดไปจากความคาดหวัง ก่อนหน้าที่ราคาหุ้นจะร่วงลงหนัก หุ้นซึมลงต่อเนื่อง เป็นเพราะงบการเงินก่อนหน้านี้ออกมาผิดคาด แต่ก็ยังมีคนเชื่อว่าจะกลับมาดีขึ้นได้ แต่สุดท้ายเมื่องบออกมาผิดคาดซ้ำอีก จึงทำให้คนส่วนหนึ่งไม่ทนอีกแล้วและขายหุ้นออกมา

 

  1. การแตกแถวของกลุ่ม โดยปกติการทำ Corner หุ้นมักจะเป็นกลุ่มของนักลงทุนที่ช่วยกันซื้อ ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดกฎเกณฑ์ใดๆ แต่เมื่อเริ่มมีการขายเกิดขึ้นก็จะกระตุ้นให้คนอื่นๆ ขายตาม

 

อย่างไรก็ตาม หุ้นที่ถูกทำ Corner ทุกตัวอาจจะไม่ต้องเผชิญจุดจบแบบ Corner แตกเสมอไป 

 

“ถ้าเป็นหุ้นที่ Free Float ต่ำมาก เหลือหุ้นแค่ส่วนน้อยให้กับรายย่อย แรงขายจะไม่มีนัยสำคัญ ตราบใดที่ก๊วนไม่แตก ราคาหุ้นไม่จำเป็นต้องลง ส่วนใหญ่ที่ลงเพราะงบไม่โตเร็วอย่างที่คิดและก๊วนแตก” ประกิตกล่าว 

 

4 จุดสังเกตหุ้นเข้าข่ายถูก Corner

สำหรับวิธีสังเกตว่าหุ้นแบบใดที่กำลังถูกทำ Corner ในมุมของ ดร.นิเวศน์ มองว่า 

 

  1. มีหุ้นหมุนเวียนในตลาดน้อย 
  2. มีเรื่องราวของการเข้าไปทำธุรกิจแห่งอนาคต หรือกำไรจะเติบโตก้าวกระโดด 
  3. ผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรกถือหุ้นรวมกันในสัดส่วนที่มาก 
  4. ราคาหุ้นสูงมากเทียบกับพื้นฐาน หรืออัตราส่วนทางการเงินอย่าง P/E สูงลิ่ว

 

“หุ้นที่ถูก Corner ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นดี ไม่ใช่หุ้นไม่ดี กิจการต้องเติบโตดี เพียงแต่ราคาสูงเกินไปมาก เพราะนักลงทุนมีความเชื่อว่าจะดี” ดร.นิเวศน์กล่าว

 

ทีนี้นักลงทุนจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นที่เคยถูก Corner กำลังแตกออกแล้ว? 

 

“จุดที่ Corner เริ่มแตก คือวันที่ราคาหุ้นตกพรวด ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น สะท้อนว่ามีคนกำลังทิ้งหุ้นเพื่อขายทำกำไร” ดร.นิเวศน์กล่าว 

 

แล้วหลังจากที่ Corner แตกแล้ว หุ้นเหล่านั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป ดร.นิเวศน์ มองว่าหุ้นบางตัวที่เคยถูก Corner อาจจะถูกวนกลับมาซื้อใหม่อีกได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นนั้นๆ จะเป็นอย่างไรต่อไป 

 

ทั้งนี้ การทำ Corner หุ้นอาจมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง แต่ในมุมของ ดร.นิเวศน์ มองว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นปกตินัก เพราะทำให้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นหวือหวามากจากภาวะที่อุปสงค์และอุปทานไม่สมดุลกันในช่วงสั้น แต่หลังจากที่ราคาวิ่งขึ้นเกือบทุกวัน ตามมาด้วยสตอรีและการเข้ามาของคนจำนวนมาก ถึงจุดหนึ่งเราอาจจะไม่สนใจแล้วว่าราคาหุ้นเป็นเท่าใด ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง

The post ถอดบทเรียนหุ้นถูก Corner ‘จากหุ้นแห่งความหวัง สู่วัน Corner แตก’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่ม JMART เด้งยกแผง! หลังกอดคอกันร่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว เซ่นหุ้นใหญ่เทขายบิ๊กล็อต https://thestandard.co/jmart-stock-sell-big-lot-board/ Mon, 20 Feb 2023 06:57:38 +0000 https://thestandard.co/?p=752797 หุ้นกลุ่ม JMART

หุ้นกลุ่ม JMART บวกยกแผง หลังแม่ทัพใหญ่เคลียร์ปมเทขายหุ […]

The post หุ้นกลุ่ม JMART เด้งยกแผง! หลังกอดคอกันร่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว เซ่นหุ้นใหญ่เทขายบิ๊กล็อต appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่ม JMART

หุ้นกลุ่ม JMART บวกยกแผง หลังแม่ทัพใหญ่เคลียร์ปมเทขายหุ้นบิ๊กล็อตให้นักลงทุนสถาบันว่าเป็นเพราะถูก Margin Call พร้อมยันเดินหน้าธุรกิจตามแผน 

 

ความเคลื่อนไหวหุ้นกลุ่ม JMART จำนวน 5 หลักทรัพย์ ประกอบด้วย บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART, บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท ประเทศไทย หรือ J, บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส หรือ JMT, บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย หรือ SINGER และ บมจ.เอสจี แคปปิตอล หรือ SGC ปรับตัวเพิ่มขึ้นกันถ้วนหน้าในช่วงการซื้อ-ขายภาคเช้าวันนี้ (20 กุมภาพันธ์) หลังวานนี้ อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ JMART ออกโรงชี้แจงการขายหุ้นบิ๊กล็อตจำนวนรวม 54 ล้านหุ้น ที่ราคาขาย 26.50 บาท เมื่อวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2566

 

โดยวันนี้หุ้น JMART ปิดการซื้อ-ขายที่ 29.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท หรือ 6.42% 

หุ้น JMT ปิดการซื้อ-ขายที่ 46.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 1.64%

หุ้น J ปิดการซื้อ-ขายที่ 3.64 บาท เพิ่มขึ้น 0.06 บาท หรือ 1.68% 

หุ้น SINGER ปิดการซื้อ-ขายที่ 19.60 บาท เพิ่มขึ้น 2.30 บาท หรือ 13.29% 

หุ้น SGC ปิดการซื้อ-ขายที่ 3.68 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ 2.22% 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง 


 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชี้แจงรายการกระดานรายใหญ่ (Big Lot Board) ของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ราคาขาย 26.50 บาท ช่วงวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2566 จำนวนรวม 54 ล้านหุ้น โดยเป็นการขายในส่วนของกลุ่มผู้ถือหุ้นให้กับนักลงทุนสถาบันทั้งหมด 2 ราย คือ 

 

  1. อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ขายหุ้น 14 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.96% ส่งผลถือหุ้นลดลงจาก 13.41% เหลือสัดส่วน 12.45%
  2. ยุวดี พงษ์อัชฌา ขายหุ้น 40 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.75% ส่งผลถือหุ้นจาก 7.61% เหลือสัดส่วน 4.86%

 

ขณะเดียวันเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บมจ.เอสจี แคปปิตอล หรือ SGC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บุษบา กุลศิริธรรม ได้แจ้งความประสงค์ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทและกรรมการผู้จัดการ เนื่องจากติดภารกิจส่วนตัว 

 

การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไป ทั้งนี้ บริษัทจะเร่งดำเนินการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทและกรรมการผู้จัดการแทนตำแหน่งดังกล่าวที่ว่างลง

 

โดย SGC เป็นบริษัทย่อยของบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2665 ด้วยราคา IPO ที่ 3.90 บาท

The post หุ้นกลุ่ม JMART เด้งยกแผง! หลังกอดคอกันร่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว เซ่นหุ้นใหญ่เทขายบิ๊กล็อต appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อดิศักดิ์’ เปิดใจขาย Big Lot หุ้น JMART เหตุโดน Margin Call จริง แจงเป็นปัญหาส่วนตัวไม่กระทบบริษัท ยันมีฐานทุนแข็งแรง https://thestandard.co/adisak-sell-big-lot-of-jmart/ Sun, 19 Feb 2023 14:31:18 +0000 https://thestandard.co/?p=752533

หุ้นใหญ่ JMART ‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา’ ออกโรงชี้แจง ยอมร […]

The post ‘อดิศักดิ์’ เปิดใจขาย Big Lot หุ้น JMART เหตุโดน Margin Call จริง แจงเป็นปัญหาส่วนตัวไม่กระทบบริษัท ยันมีฐานทุนแข็งแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้นใหญ่ JMART ‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา’ ออกโรงชี้แจง ยอมรับตัดขาย Big Lot เหตุ Margin Call จริง ระบุเป็นประเด็นปัญหาส่วนตัว ไม่กระทบธุรกิจบริษัท พร้อมยืนยันคงฐานะหุ้นใหญ่บริหารงานต่อไป เชื่อมั่นธุรกิจยังโตต่อ เปิดแผนปีนี้ดันบริษัทร่วมทุนเข้าตลาดหุ้นอีก 3 บริษัท

 

หลังจากเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แจ้งชี้แจงรายการกระดานรายใหญ่ (Big Lot Board) ของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่ราคาขาย 26.50 บาท ช่วงวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2566 จำนวนรวม 54 ล้านหุ้น โดยเป็นการขายในส่วนของกลุ่มผู้ถือหุ้นให้กับนักลงทุนสถาบันทั้งหมด 2 ราย มีรายชื่อคือ 

 

  1. อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ขายหุ้น 14 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.96% ส่งผลถือหุ้นลดลงจาก 13.41% เหลือสัดส่วน 12.45%
  2. ยุวดี พงษ์อัชฌา ขายหุ้น 40 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.75% ส่งผลถือหุ้นจาก 7.61%   เหลือสัดส่วน 4.86%

 

โดยรายการ Big Lot ของ JMART ถูกแจ้งในวันถัดจากที่ JMART Group เพิ่งออกมาแถลงเป้าหมายในปี 2566 ซึ่ง อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ มาร์ท ประกาศว่า JMART ตั้งเป้าผลการดำเนินงานปี 2566 กำไรนิวไฮต่อเนื่อง ตั้งเป้าเติบโต 50% จากปีก่อน โดยเป็นการเติบโตทั้งในรูปแบบ Organic Growth และ Inorganic Growth โดย Organic Growth ผลมาจากธุรกิจในกลุ่มมีทิศทางเติบโตจากการเชื่อมโยง Ecosystem ประกอบด้วย JMART, JMT, J และ SINGER และ Inorganic Growth ผ่านการทำ Synergy กับบริษัทนอกกลุ่มที่จะเริ่มเห็นตัวเลขอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต

 

ประกอบด้วย สุกี้ตี๋น้อย, BRR, JK AMC, De Siam และ PRTR ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจบริหารทรัพยากรบุคคลชั้นนำของประเทศ การ Synergy จะทำให้กลุ่มบริษัทสามารถต่อยอดโอกาสใหม่ๆ และจะมีกำไรจากการลงทุนเข้ามาในปี 2566 และในปีถัดไป ซึ่งยังไม่นับรวมแผนการลงทุนอย่างต่อเนื่องในธุรกิจที่มีศักยภาพเพิ่มเติม พยายามทำธุรกิจให้มี Synergy เกิดขึ้น และพยายามในการสร้าง J-Curve เพื่อให้เป็นการเติบโตแบบยั่งยืน

 

หุ้น ‘JMART’ ไม่ถึง 2 เดือน ร่วงกว่า 30%

ขณะที่ราคาหุ้นที่ 26.50 บาทของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของ JMART ‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา-ยุวดี พงษ์อัชฌา’ ขายออกมานั้น ถือว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่ากระดานของวันทำรายการในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งหุ้น JMART ปิดที่ราคา 29.50 บาท ราคาซื้อขายเฉลี่ยในวันดังกล่าวอยู่ที่ 29.41 บาท

 

โดยข้อมูลการขายหุ้นที่สวนทางกับเป้าหมายกำไรของ JMART Group เป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นของวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 โดยหลังจากแจ้งข่าวดังกล่าว ราคาหุ้น JMART ร่วงมาปิดการซื้อขายที่ 27.25 บาท ซึ่งหากเทียบจากต้นปี 2566 คิดเป็นการปรับตัวลดลงถึง 33.13% 

 

แม้ว่าการซื้อขายหุ้นดังกล่าวข้างต้น บมจ.เจ มาร์ทได้ยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงาน หรือโครงสร้างการจัดการของบริษัท แต่ว่าราคาหุ้นในกลุ่มของ JMART ส่วนใหญ่ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ต่างตอบรับในเชิงลบ ปิดตลาดร่วงลงเกือบยกกลุ่ม ได้แก่

  • หุ้น บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART ปิดที่ 27.25 บาท ลดลง 7.63% 
  • หุ้น บมจ. ซิงเกอร์ประเทศไทย หรือ SINGER ปิดที่ 17.30 บาท ลดลง 5.46%
  • หุ้น บมจ. เอสจี แคปปิตอล หรือ SGC ปิดที่ 3.60 บาท ลดลง 3.74%
  • หุ้น บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท ประเทศไทย หรือ J ปิดที่ 3.58 บาท ลดลง 3.24%

 

รายการ Big Lot ของหุ้น JMART ได้สร้างความไม่มั่นใจในหุ้นกลุ่ม JMART และเป็นคำถามที่นักลงทุนรายย่อยคาใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับธุรกิจหรือไม่ และได้ตั้งคำถามว่าเหตุผลอะไรที่ผู้ถือหุ้นใหญ่สองรายของ JMART จึงยอมขายหุ้นจำนวน 54 ล้านหุ้นให้นักลงทุนสถาบันด้วยราคาที่ต่ำกว่ากระดานแบบนี้ 

 

‘พีรนาถ โชควัฒนา’ เปิดเหตุผล ‘อดิศักดิ์’ โยน Big Lot หุ้น JMART

คำถามนี้ถูกไขข้อข้องใจโดย ‘พีรนาถ โชควัฒนา’ ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 10 ของ JMART ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Money Chat ว่า (เขา) ส่งแชตไลน์สอบถามไปยังอดิศักดิ์ ถึงสาเหตุที่ต้องขาย Big Lot หุ้น JMART ในราคาที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งอดิศักดิ์ได้อธิบายกลับมาว่า เป็นเพราะราคาหุ้น JMART ตกลงมาอย่างหนัก 

 

ทั้งนี้ การที่ราคาหุ้นปรับลดลงอย่างมาก ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ต้อง เรียกวางหลักประกันเพิ่ม’ หรือ Margin Call จากอดิศักดิ์ ซึ่งเป็นการกู้เงินจากโบรกเกอร์โดยใช้หุ้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน และหากมูลค่าหุ้นที่ซื้อไว้มีราคาต่ำลงจนมีผลกระทบให้หลักประกันที่วางไว้ต่ำกว่ามูลค่าปัจจุบัน ผู้กู้จะต้องหาเงินมาวางเพิ่ม และหากหาเงินไม่ได้จะต้องโดนบังคับขายหุ้น (Force Sell)

 

ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลจำเป็นให้อดิศักดิ์ต้องแบ่งตัดขายหุ้น JMART ออกมาผ่านการทำรายการ Big Lot เพื่อไม่ให้โดน Force Sell ในราคาที่ค่อนข้างต่ำให้กับนักลงทุนสถาบันมารับซื้อหุ้น JMART แทน โดยมีการเจรจาราคาซื้อขายมาหลายวันก่อนวันทำรายการ Big Lot แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงถือเป็นตลาดของผู้ซื้อที่สามารถต่อรองราคาซื้อขายได้ จึงทำให้บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้น JMART ได้ไปในราคาที่ต่ำ 

 

‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา’ รับขาย JMART เหตุโดน Margin Call จริง

ล่าสุด อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ มาร์ท ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ว่า กรณีที่ พีรนาถ โชควัฒนา ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 10 ของ JMART ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงธุรกรรมการทำรายการขายหุ้น Big Lot ของตนเองออกมาจำนวน 14 ล้านหุ้น เนื่องจากราคาหุ้น JMART ที่ถืออยู่มีการปรับตัวลดลงมาอย่างหนัก ส่งผลให้เข้าเงื่อนไขถูกเรียกวางหลักประกันเพิ่ม หรือ Margin Call ยอมรับว่าเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง 

 

อย่างไรก็ดี ขอยืนยันว่ากลุ่ม ‘สุขุมวิทยา’ จะยังคงสถานะกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ และยังบริหารธุรกิจในกลุ่มเจ มาร์ทต่อไป และไม่มีแนวคิดที่จะขายทิ้งธุรกิจอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นธุรกิจของครอบครัวที่มีโอกาสเติบโตได้สูงในอนาคต

 

“การถูก Margin Call ของ JMART ของผมเป็นข้อมูลจริง เป็นประเด็นปัญหาส่วนตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท แต่ตอนนี้ปัญหาจบไปแล้ว ไม่มีอะไรที่จะต้องมากังวล เพราะผมได้ขายหุ้น Big Lot ของ JMART ออกไป Cover จบไปหมดแล้ว ไม่ได้มีอะไรลึกลับซับซ้อน แล้วก็ไม่ได้มีอะไรกระทบกับธุรกิจของเจ มาร์ทเลย ซึ่งฐานะการเงินของบริษัทเจ มาร์ทยังแข็งแกร่ง ทั้งฐานทุนยังมีมหาศาล ชื่อบริษัทก็เป็นชื่อครอบครัวผม โดยยืนยันว่ายังคงสถานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ต่อไป” 

 

อดิศักดิ์กล่าวต่อว่า แผนธุรกิจในปีนี้ยังเดินหน้าต่อเนื่อง รวมถึงการนำบริษัทร่วมทุนที่กลุ่มเจ มาร์ทเข้าไปลงทุนก่อนหน้านี้ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แก่ บมจ.พีอาร์ทีอาร์ (PRTR) ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจให้บริการจัดหาบุคลากร และให้บริการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR Outsourcing) แบบครบวงจร ซึ่งบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 15% ที่กำลังจะเข้าซื้อขายในเดือนมีนาคมนี้ 

 

รวมถึง ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ที่บริษัทร่วมถือหุ้นในสัดส่วน 30% และบริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC) มีแผนที่จะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) และนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปีนี้

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post ‘อดิศักดิ์’ เปิดใจขาย Big Lot หุ้น JMART เหตุโดน Margin Call จริง แจงเป็นปัญหาส่วนตัวไม่กระทบบริษัท ยันมีฐานทุนแข็งแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘JMART’ แจงหุ้นใหญ่ ‘อดิศักดิ์-ยุวดี’ ขายบิ๊กล็อตรวม 54 ล้านหุ้นให้นักลงทุนสถาบัน ไม่กระทบการบริหาร พร้อมซื้อบิ๊กล็อต BKD 9.20% ลุยธุรกิจรับเหมา https://thestandard.co/jmart-sell-shares-to-investor/ Fri, 17 Feb 2023 04:32:26 +0000 https://thestandard.co/?p=751806 JMART

‘เจ มาร์ท’ ชี้หุ้นใหญ่ 2 ราย ‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา และ […]

The post ‘JMART’ แจงหุ้นใหญ่ ‘อดิศักดิ์-ยุวดี’ ขายบิ๊กล็อตรวม 54 ล้านหุ้นให้นักลงทุนสถาบัน ไม่กระทบการบริหาร พร้อมซื้อบิ๊กล็อต BKD 9.20% ลุยธุรกิจรับเหมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
JMART

‘เจ มาร์ท’ ชี้หุ้นใหญ่ 2 ราย ‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา และ ยุวดี พงษ์อัชฌา’ โยนขายบิ๊กล็อตรวม 54 ล้านหุ้นให้นักลงทุนสถาบัน ไม่กระทบโครงการบริหาร พร้อมแจ้งซื้อบิ๊กล็อต BKD 9.20% รุกธุรกิจรับเหมาตกแต่งภายในอาคาร

 

บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอชี้แจงสรุปการซื้อขายหุ้นของบริษัทผ่านระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ บนกระดานรายใหญ่ (Big Lot Board) ของกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่ราคาขาย 26.50 บาท ช่วงวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ 2566 จำนวนรวม 54 ล้านหุ้น โดยเป็นการขายในส่วนของกลุ่มผู้ถือหุ้นให้กับนักลงทุนสถาบันทั้งหมด 2 ราย มีรายชื่อดังนี้

 

  1. อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ขายหุ้น 14 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.96% ส่งผลถือหุ้นลดลงจาก 13.41% เหลือสัดส่วน 12.45%
  2. ยุวดี พงษ์อัชฌา ขายหุ้น 40 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.75% ส่งผลถือหุ้นจาก 7.61%   เหลือสัดส่วน 4.86%

 

การซื้อขายหุ้นดังกล่าวข้างต้นไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงาน หรือโครงสร้างการจัดการของบริษัท และผู้ซื้อหุ้นในครั้งนี้เป็นผู้ลงทุนประเภทสถาบัน ไม่มีผู้ใดเข้าข่ายต้องทำ Tender Offer

 

นอกจากนี้ บมจ.เจ มาร์ท ยังแจ้งการได้มาของหุ้น บมจ.บางกอก เดค-คอน หรือ BKD เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2566 จำนวนหลักทรัพย์ที่ได้มาคิดเป็น 9.29% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ

 

ขณะที่ อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART ชี้แจงว่า การที่ JMART ซื้อหุ้นบิ๊กล็อตของ บมจ.บางกอกเดค-คอน หรือ BKD จำนวน 100 ล้านหุ้น สัดส่วน 9.20% ราคา 2.16 บาท มูลค่า 216 ล้านบาท เพื่อผนึกกำลังเป็นพันธมิตรร่วมกัน และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเครือ เนื่องจาก BKD มีความเชี่ยวชาญในด้านธุรกิจรับเหมาตกแต่งภายในอาคารและเฟอร์นิเจอร์


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

 

The post ‘JMART’ แจงหุ้นใหญ่ ‘อดิศักดิ์-ยุวดี’ ขายบิ๊กล็อตรวม 54 ล้านหุ้นให้นักลงทุนสถาบัน ไม่กระทบการบริหาร พร้อมซื้อบิ๊กล็อต BKD 9.20% ลุยธุรกิจรับเหมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘เจ มาร์ท’ ใช้ ‘ใจ’ นำ ทำธุรกิจ สู่เป้าหมาย 5 แสนล้านบาท | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/jaymart-business-mindset/ Fri, 27 Jan 2023 03:00:57 +0000 https://thestandard.co/?p=742553

Jaymart Group ปัจจุบันเป็นโฮลดิ้งส์กลุ่มธุรกิจที่มีการล […]

The post ชมคลิป: ‘เจ มาร์ท’ ใช้ ‘ใจ’ นำ ทำธุรกิจ สู่เป้าหมาย 5 แสนล้านบาท | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

Jaymart Group ปัจจุบันเป็นโฮลดิ้งส์กลุ่มธุรกิจที่มีการลงทุนในธุรกิจค้าปลีก การเงิน และเทคโนโลยี ที่ถือได้ว่ามีการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จากจุดเริ่มต้นด้วยการก่อตั้ง บริษัท เจ มาร์ท จำกัด ในปี 2532 ด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท โดย ‘อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา’ โดยเริ่มต้นทำธุรกิจแรกคือเปิดร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเงินผ่อน เปลี่ยนผ่านเป็นร้านจำหน่ายมือถือ จากนั้นธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

 

จนในที่สุด นำ บมจ.เจ มาร์ท หรือหุ้น JMART เข้า First Trading Day ในปี 2552 ด้วยราคา IPO 1.80 บาทต่อหุ้น ด้วยมูลค่ามาร์เก็ตแคปเพียง 540 ล้านบาท ระดมทุนได้ 133 ล้านบาท เดินทางมาถึงวันนี้ ‘เจ มาร์ท’ ขยายอาณาจักรธุรกิจมีบริษัทในเครือ 20 บริษัท 3 กลุ่มหลัก คือธุรกิจ Commerce Finance และ Technology มีมูลค่ามาร์เก็ตแคปมหาศาลรวมกันกว่า 2 แสนล้านบาทไปแล้ว แต่ทว่ายังมีเป้าหมายที่ต้องไปต่อให้ถึง คือมาร์เก็ตแคปรวมของบริษัทในกลุ่มที่ ‘5 แสนล้านบาท’ ในปี 2567

 

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่มีหลายปัจจัยที่ไม่แน่นอนในหลายประเด็นที่อาจมีผลต่อการดำเนินธุรกิจ จึงเป็นความท้าทายกับการไปถึงเป้าหมายนี้ แต่ ‘เอกชัย สุขุมวิทยา’ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทายาทรุ่น 2 ของ ‘เจ มาร์ท’ ได้กำหนดกลยุทธ์หลักเพื่อผลักดันองค์กรไปสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ โดยมี ‘ใจ’ เป็นแกนหลักขององคาพยพ

The post ชมคลิป: ‘เจ มาร์ท’ ใช้ ‘ใจ’ นำ ทำธุรกิจ สู่เป้าหมาย 5 แสนล้านบาท | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจมาร์ท’ ออกตัวเร็ว ผนึกพาร์ตเนอร์แบงก์ต่างชาติ จ่อประเดิมธุรกิจ ‘Virtual Bank’ ระบุมี Ecosystem พร้อมทั้งปล่อยสินเชื่อ-จัดเก็บหนี้ https://thestandard.co/jmart-partner-kb-financial/ Wed, 18 Jan 2023 13:38:19 +0000 https://thestandard.co/?p=739097

กลุ่ม ‘เจมาร์ท’ ประกาศจับมือพาร์ตเนอร์เกาหลีใต้ KB Fina […]

The post ‘เจมาร์ท’ ออกตัวเร็ว ผนึกพาร์ตเนอร์แบงก์ต่างชาติ จ่อประเดิมธุรกิจ ‘Virtual Bank’ ระบุมี Ecosystem พร้อมทั้งปล่อยสินเชื่อ-จัดเก็บหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

กลุ่ม ‘เจมาร์ท’ ประกาศจับมือพาร์ตเนอร์เกาหลีใต้ KB Financial Group จ่อลุยเปิดธุรกิจ Virtual Bank ตามเกณฑ์ใหม่ของแบงก์ชาติ ระบุมี Ecosystem พร้อมเต็มที่ทั้งปล่อยสินเชื่อและจัดเก็บหนี้

 

อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจมาร์ท หรือ JMART กล่าวว่า บริษัทมีแผนร่วมกับพาร์ตเนอร์ธนาคารจากต่างประเทศในการร่วมกันพัฒนาระบบธนาคาร Core Banking และเตรียมทำธุรกิจ Virtual Bank ตามเกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ออกมาเพื่อเปิดรับการแข่งขันใหม่ (Open Competition) กระตุ้นการเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับกลุ่ม Unserved Segment หรือกลุ่มลูกค้าที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ในต้นทุนและราคาที่เหมาะสม โดยกลุ่ม JMART มี Ecosystem ที่พร้อมทั้งกลุ่มรากหญ้า ทั้งของ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย หรือ SINGER และ บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส หรือ JMT

 

โดยนำเทคโนโลยีสนับสนุนโลกการเงินด้านฟินเทค ซึ่งเจมาร์ทให้ความสนใจและพัฒนาเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด (J Ventures) เป็นพลังขับเคลื่อน เชื่อมโลกเทคโนโลยีสู่ผู้บริโภค โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นเหมือนกับธนาคารพาณิชย์ที่ไร้สาขา และให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างครบวงจร

 

“ธุรกิจการเงินจะต้องมี Ecosystem ที่ครบ ทั้งในส่วนการคัดเลือกลูกค้าที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างโอกาสทางการเงินด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่เหมาะสม โดย SINGER จะเข้าไปสู่กลุ่ม Unserved Segment และนอกจากการปล่อยสินเชื่อที่ดีแล้ว ก็ต้องจัดเก็บหนี้ให้ได้ด้วย ซึ่ง JMT เป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จในเชิงธุรกิจนี้ อีกทั้ง J Ventures บริษัทลูกของเราที่มีพันธมิตรในการพัฒนาระบบ Virtual Bank นอกจากนี้เรามีพันธมิตรที่สำคัญคือ KB Financial Group กลุ่มธุรกิจการเงินชั้นนำในประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้เริ่มมีการหารือในเรื่องนี้มาสักระยะแล้ว”

 

ปัจจุบันบริษัทมี Ecosystem ที่พร้อม เนื่องจากเกณฑ์ของ ธปท. ที่ออกมาต้องการให้บริการทางการเงินเข้าถึงกลุ่มผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินพื้นฐานจากสถาบันการเงินในระบบ (Unserved Segment) ในกลุ่มเจมาร์ทมีฐานลูกค้าจาก SINGER และการดูแลเรื่องจัดเก็บหนี้จาก JMT มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสนับสนุนด้วย J Ventures และพันธมิตรจากต่างประเทศ ทำให้กลุ่มเจมาร์ทมีความพร้อมในธุรกิจ Virtual Bank และสนับสนุนมาตรการใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล และการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศต่อไป


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

The post ‘เจมาร์ท’ ออกตัวเร็ว ผนึกพาร์ตเนอร์แบงก์ต่างชาติ จ่อประเดิมธุรกิจ ‘Virtual Bank’ ระบุมี Ecosystem พร้อมทั้งปล่อยสินเชื่อ-จัดเก็บหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดดีลลงทุน 1.2 พันล้านบาทอย่างเป็นทางการแล้ว ‘JMART’ เดินหน้า Synergy กับ สุกี้ตี๋น้อย แบบ 360 องศา เตรียมดันเข้าตลาดหุ้นไทยใน 2-3 ปี https://thestandard.co/jmart-synergy-suki-teenoi/ Wed, 30 Nov 2022 09:01:26 +0000 https://thestandard.co/?p=718012 JMART

บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART ประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ปิดด […]

The post ปิดดีลลงทุน 1.2 พันล้านบาทอย่างเป็นทางการแล้ว ‘JMART’ เดินหน้า Synergy กับ สุกี้ตี๋น้อย แบบ 360 องศา เตรียมดันเข้าตลาดหุ้นไทยใน 2-3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
JMART

บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART ประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ปิดดีลลงทุน 1,200 ล้านบาท ด้วยการเข้าถือหุ้นร้าน สุกี้ตี๋น้อย ในสัดส่วน 30% อย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมเดินหน้า Synergy สร้างการเติบโต 360 องศา ลุยขยายสาขากรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และวางเป้าหมายว่าจะสนับสนุนให้สุกี้ตี๋น้อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 2-3 ปีจากนี้ 

 

บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART ระบุว่า บริษัทได้ปิดดีลใหญ่การเข้าลงทุนและลงนามสัญญาผู้ถือหุ้น ในบริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (BNN) ซึ่งประกอบธุรกิจร้านอาหารภายใต้แบรนด์ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ จำนวน 352,941 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 30% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด มูลค่าลงทุนรวมไม่เกิน 1,200 ล้านบาท เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565

 

อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART กล่าวว่า การเข้าลงทุนกับ BNN ครั้งนี้ ถือเป็น Strategic Partner ที่มีศักยภาพการเติบโตในระดับสูง โดยเฉพาะผู้ก่อตั้ง นัทธมน พิศาลกิจวนิช ซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจให้เติบโต มีกลยุทธ์การตลาดที่โดดเด่น ตอบโจทย์ผู้บริโภค พร้อมกับเป้าหมายนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 2-3 ปีจากนี้

 

ขณะเดียวกัน BNN มีทิศทางผลประกอบการเติบโตในระดับที่ดี จากปี 2562 มีรายได้ 499 ล้านบาท กำไร 15 ล้านบาท ทะยานสู่ปี 2564 รายได้ 1,564 ล้านบาท กำไร 148 ล้านบาท รวมทั้งอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) สูงถึง 55.80% และซึ่งภายหลังจากการลงทุน BNN จะติดอาวุธเทคโนโลยีจาก JMART Group รวมถึงการ Synergy สร้างการเติบโตแบบ J-Curve ไปด้วยกันกับกลุ่มบริษัทเจมาร์ท

 

อดิศักดิ์กล่าวว่า สิ่งที่จะเข้าไปเสริมทาง BNN ได้ทันที คือการนำหัวใจเรื่องระบบและมาตรฐาน เตรียมความพร้อมในเรื่องการขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น จากปัจจุบันมีสุกี้ตี๋น้อยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 42 สาขาเท่านั้น ในปี 2566 จะเริ่มขยายไปต่างจังหวัดตอบรับกระแสเรียกร้อง ตั้งเป้าปีหน้าจะขยายเพิ่มอีกมากกว่า 10 สาขาเป็นอย่างน้อย ด้วยการนำเทคโนโลยีระบบ CRM และการบริหารจัดการภายในที่ทรงประสิทธิภาพมาใช้ 

 

ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า BNN จะก้าวสู่การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับความเป็นมืออาชีพที่วันหนึ่งอาจมีมูลค่าบริษัทนับหมื่นล้านบาทได้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ปิดดีลลงทุน 1.2 พันล้านบาทอย่างเป็นทางการแล้ว ‘JMART’ เดินหน้า Synergy กับ สุกี้ตี๋น้อย แบบ 360 องศา เตรียมดันเข้าตลาดหุ้นไทยใน 2-3 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘JMART’ ควัก 1.2 พันล้านบาท ซื้อ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ สัดส่วน 30% คาดดีลแล้วเสร็จธันวาคมนี้ https://thestandard.co/jmart-suki-teenoi/ Tue, 08 Nov 2022 11:57:02 +0000 https://thestandard.co/?p=706008 สุกี้ตี๋น้อย

JMART ประกาศเข้าลงทุนใน บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ […]

The post ‘JMART’ ควัก 1.2 พันล้านบาท ซื้อ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ สัดส่วน 30% คาดดีลแล้วเสร็จธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สุกี้ตี๋น้อย

JMART ประกาศเข้าลงทุนใน บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป ซึ่งประกอบธุรกิจร้านอาหารภายใต้แบรนด์ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ จำนวน 3.53 แสนหุ้น หรือ 30% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด รวมมูลค่าลงทุนรวมไม่เกิน 1,200 ล้านบาท หวังต่อยอดสู่พันธมิตรใหม่และผนึกกำลังที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ

 

บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART รายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 10/2565 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 ได้มีมติอนุมัติให้เข้าลงทุน และลงนามสัญญาในการเข้าลงทุน (Share Purchase Agreement: SPA และ Share Subscription Agreement: SSA) และสัญญาผู้ถือหุ้น (Shareholder Agreement: SHA) ในการเข้าลงทุนใน บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (BNN) ซึ่งประกอบธุรกิจร้านอาหารภายใต้แบรนด์ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ จำนวน 352,941 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 30% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด มูลค่าลงทุนรวมไม่เกิน 1,200 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าจะดำเนินธุรกรรมการลงทุนให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2565


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด (BNN) เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจร้านอาหารประเภทสุกี้ ภายใต้แบรนด์ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ ปัจจุบันมีสาขา 42 สาขาในประเทศ โดยมีแผนธุรกิจในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทในฐานะที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการค้าปลีก การเงิน และเทคโนโลยี จะช่วยให้พันธมิตรทางการค้า BNN มีการเติบโตในด้านผลการดำเนินงานให้ได้ตามเป้าหมาย การขยายสาขาไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึงแผนการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 

 

สำหรับประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนครั้งนี้ JMART เล็งเห็นว่าธุรกิจร้านอาหารของ BNN เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพ และมีโอกาสในการเติบโตสูงภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน จึงมีความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ภายหลังจากการเข้าทำธุรกรรม การเข้าซื้อหุ้นใน BNN จะทำให้บริษัทได้มาซึ่งพันธมิตรทางธุรกิจ และก่อให้เกิดการผนึกกำลังที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ

 

โดยการร่วมมือกับ BNN ขยายธุรกิจเพิ่มเติมจากการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อช่องทางของบริษัท และการนำเอาเทคโนโลยีที่บริษัทมี เช่น เทคโนโลยีทางด้าน CRM และโปรโมชันต่างๆ อันนำมาสู่การเติบโตทางธุรกิจของกลุ่มบริษัท สร้างโอกาสในการขยายธุรกิจประเภทค้าปลีกทั้งในกลุ่มอาหาร เทคโนโลยี และพลังงานทดแทน

The post ‘JMART’ ควัก 1.2 พันล้านบาท ซื้อ ‘สุกี้ตี๋น้อย’ สัดส่วน 30% คาดดีลแล้วเสร็จธันวาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กลุ่มเจมาร์ท’ เตรียมดัน 2 บริษัทย่อยเข้าตลาดหุ้นเร็วๆ นี้ หวังปั้นมูลค่ากิจการแตะ 5 แสนล้านบาทตามเป้า https://thestandard.co/jmart-ipo/ Tue, 04 Oct 2022 10:11:00 +0000 https://thestandard.co/?p=690904 กลุ่มเจมาร์ท

กลุ่มเจมาร์ทเล็งดันบริษัทย่อย 2 แห่งเข้าตลาดหุ้นไทยภายใ […]

The post ‘กลุ่มเจมาร์ท’ เตรียมดัน 2 บริษัทย่อยเข้าตลาดหุ้นเร็วๆ นี้ หวังปั้นมูลค่ากิจการแตะ 5 แสนล้านบาทตามเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มเจมาร์ท

กลุ่มเจมาร์ทเล็งดันบริษัทย่อย 2 แห่งเข้าตลาดหุ้นไทยภายใน 6 เดือนจากนี้ ตอบรับโจทย์เพิ่มมูลค่ากิจการทั้งกลุ่มแตะ 5 แสนล้านบาท พร้อมย้ำภาพรวมกำไรของกลุ่มใน 3 ปีข้างหน้าโตไม่ต่ำกว่า 50% ยังปิดเงียบเรื่องดีลเข้าซื้อ ‘สุกี้ตี๋น้อย’

 

อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ มาร์ท หรือ JMART เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนเตรียมนำบริษัทย่อย 2 แห่งเข้าตลาดหุ้นในเร็วๆ นี้  ได้แก่ บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SGC ผู้ให้บริการสินเชื่อภายใต้แบรนด์ SG Capital ที่เตรียมเข้าซื้อขายในช่วงไตรมาส 4/65 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


รวมถึงบริษัท พีอาร์ทีอาร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PRTR ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจให้บริการจัดหาบุคลากรและให้บริการบริหารทรัพยากรบุคคล (HR Outsourcing) แบบครบวงจร มีแผนเข้าระดมทุนในช่วงปี 2566 

 

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังได้ตั้งเป้าหมายภายในปี 2567 จะนำเทคโนโลยีบล็อกเชน บิ๊กดาต้า และนวัตกรรมทางดิจิทัลเข้ามาใช้ในธุรกิจค้าปลีก พัฒนารูปแบบธุรกิจและผลิตภัณฑ์ด้านธุรกิจการเงินให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน ลดหนี้ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยตั้งเป้าหมายจะมีมูลค่ากิจการรวมกลุ่มบริษัทสู่ระดับ 5 แสนล้านบาท

 

ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรรายใหม่จำนวน 3-4 ราย เพื่อแตกไลน์การลงทุนในหมวดธุรกิจคอมเมิร์ช ไฟแนนซ์ อาหาร และเทคโนโลยี ซึ่งสัดส่วนการลงทุนเบื้องต้นจะไม่เกิน 10% 

 

“ส่วนประเด็นกระแสข่าวการเข้าซื้อกิจการธุรกิจสุกี้ตี๋น้อยนั้น บริษัทยังไม่ขอให้ความเห็นดังกล่าว แต่จะมีการแถลงข่าวความชัดเจนของการเข้าไปลงทุนในธุรกิจอาหารอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565” อดิศักดิ์กล่าว 

 

สำหรับงบลงทุนในปี 2566 กลุ่มบริษัทคาดจะใช้เงินลงทุนเพื่อซื้อกิจการ และใช้ลงทุนตามแผนบริษัท วงเงินประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท ซึ่งวงเงินดังกล่าวมาจากการออกและเสนอขายหุ้นกู้ของ JMART วงเงิน 6 พันล้านบาท และหุ้นกู้ของ JMT ประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท รวมถึงการระดมทุนเสนอขายหุ้นไอพีโอจาก ‘เอสจี แคปปิตอล’ 

 

อดิศักดิ์กล่าวต่อว่า กลุ่มบริษัทวางเป้าหมายภาพรวมกำไรในอีก 3 ปีข้างหน้าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 50% ซึ่งเป็นการผนึกความร่วมมือในการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อสร้างธุรกิจต่อยอดในอนาคต หลังจากในช่วงที่ผ่านมาได้เป็นพันธมิตรกับกลุ่ม BTS เพื่อผลักดันการดำเนินธุรกิจร่วมกันในด้านค้าปลีกและการเงิน รวมถึงกลุ่มธุรกิจใหม่ที่จะเข้าไปลงทุน

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘กลุ่มเจมาร์ท’ เตรียมดัน 2 บริษัทย่อยเข้าตลาดหุ้นเร็วๆ นี้ หวังปั้นมูลค่ากิจการแตะ 5 แสนล้านบาทตามเป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 หุ้นเนื้อทอง เซียนหุ้น รุมตอม ร่วมลงทุนติดอันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ https://thestandard.co/popular-stocks-masters/ Mon, 08 Aug 2022 08:19:46 +0000 https://thestandard.co/?p=664429 เซียนหุ้น

ตลาดหุ้นไทยมีนักลงทุนรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก […]

The post 8 หุ้นเนื้อทอง เซียนหุ้น รุมตอม ร่วมลงทุนติดอันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เซียนหุ้น

ตลาดหุ้นไทยมีนักลงทุนรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของสังคมในวงกว้าง หรือที่เรียกขานกันว่า เซียนหุ้น ประมาณ 10-15 ราย ซึ่งสไตล์การลงทุนของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป แต่มีหุ้นไม่มากนักที่ปรากฏรายชื่อของ เซียนหุ้น ร่วมติด 1 ใน 10 ของผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เผยแพร่ออกสู่สาธารณะ

 

ทีมงาน THE STANDARD WEALTH ใช้ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2565 พบ 8 หุ้นที่รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่มี ‘เซียนหุ้น’ มากกว่า 1 บุคคล โดยเรียงจากมาร์เก็ตแคปมากสุดลงไปหาน้อยสุด

 

เซียนหุ้น

 

  1. JMT (บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส) วันปิดสมุด 20 เมษายน 2565 มี นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี ถือ 2.11%, ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ถือ 1.96% และ พิชญ์สินี เสรีวิวัฒนา (ลูกสาวไพบูลย์) ถือ 1.12% โดยมีบริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นใหญ่สุด 53.40%

 

  1. JMART (บมจ.เจ มาร์ท) วันปิดสมุด 6 พฤษภาคม 2565 มี นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี ถือ 2.02% และ พีรนาถ โชควัฒนา ถือ 1.92% โดยมีบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นใหญ่สุด 14.58%

 

  1. DITTO (บมจ.ดิทโต้ (ประเทศไทย)) วันปิดสมุด 31 พฤษภาคม 2565 มี สถาพร งามเรืองพงศ์ (เซียนฮง) ถือ 7.76%, สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล (เสี่ยปู่) ถือ 3.47% และ มณีรัตน์ งามเรืองพงศ์ (มารดาเซียนฮง) ถือ 2.26% โดยมี ธีระชัย รัตนกมลพร ถือหุ้นใหญ่สุด 33.71%

 

  1. CHAYO (บมจ.ชโย กรุ๊ป) วันปิดสมุด 7 เมษายน 2565 มี ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา ถือ 4.15%, นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี ถือ 3.35% และ วราณี เสรีวิวัฒนา (ภรรยาไพบูลย์) ถือ1.70% โดยมี สุขสันต์ ยศะสินธุ์ ถือหุ้นใหญ่สุด 34.15%

 

  1. AJ (บมจ.เอ.เจ.พลาสท์) วันปิดสมุด 14 มีนาคม 2565 มี สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล (เสี่ยปู่) ถือ 4.79% และ นเรศ งามอภิชน ถือ 1.84% โดยมี กิตติภัต สุทธิสัมพัทน์ ถือหุ้นใหญ่สุด 24.28%

 

  1. HL (บมจ.เฮลท์ลีด) วันปิดสมุด 14 มีนาคม 2565 มี พีรนาถ โชควัฒนา ถือ 0.94% และ นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี ถือ 0.85% โดยมี มัทยา พันธุกานนท์ ถือหุ้นใหญ่สุด 43.15%

 

  1. IP (บมจ.อินเตอร์ ฟาร์มา) วันปิดสมุด 20 มิถุนายน 2565 มี ธำรงชัย เอกอมรวงศ์ (หยง) ถือ 2.05% และ ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ถือ 1.61% โดยมี ตฤณวรรธน์ ธนิตนิธิพันธ์ ถือหุ้นใหญ่สุด 38.71%

 

  1. SORKON (บมจ.ส. ขอนแก่นฟู้ดส์) วันปิดสมุด 9 พฤษภาคม 2565 มี ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ถือ 2.16% และ พีรนาถ โชควัฒนา ถือ 1.38% โดยมี เจริญ รุจิราโสภณ ถือหุ้นใหญ่สุด 30.61%

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง


ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post 8 หุ้นเนื้อทอง เซียนหุ้น รุมตอม ร่วมลงทุนติดอันดับผู้ถือหุ้นใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>