JKN – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 25 Dec 2025 10:32:46 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ‘ยกคำร้องฟื้นฟูกิจการ’ JKN ชี้บริหารล้มเหลว-ไร้ธรรมาภิบาล ปมปล่อยกู้กรรมการก่อนใช้หนี้ https://thestandard.co/jkn-rehabilitation-rejected/ Thu, 25 Dec 2025 10:32:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1158257 ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ‘ยกคำร้องฟื้นฟูกิจการ’ JKN ชี้บริหารล้มเหลว-ไร้ธรรมาภิบาล ปมปล่อยกู้กรรมการก่อนใช้หนี้

วันนี้ (25 ธันวาคม) เวลา 10.00 น. ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญ […]

The post ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ‘ยกคำร้องฟื้นฟูกิจการ’ JKN ชี้บริหารล้มเหลว-ไร้ธรรมาภิบาล ปมปล่อยกู้กรรมการก่อนใช้หนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ‘ยกคำร้องฟื้นฟูกิจการ’ JKN ชี้บริหารล้มเหลว-ไร้ธรรมาภิบาล ปมปล่อยกู้กรรมการก่อนใช้หนี้

วันนี้ (25 ธันวาคม) เวลา 10.00 น. ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แผนกคดีล้มละลาย ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 2894–2895/2568 กลับคำสั่งศาลชั้นต้น โดยให้ “ยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ” ของ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) ชี้ปัญหาสภาพคล่องเกิดจากการบริหารงานผิดพลาดภายใน และไม่ปรากฏช่องทางที่ชัดเจนในการฟื้นฟูกิจการ

 

ศาลพิเคราะห์งบการเงินแล้วชี้ว่า การเติบโตของ JKN ในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากการก่อหนี้สินด้วยการออกหุ้นกู้หมุนเวียนเพื่อนำมาขยายธุรกิจต่อเนื่องถึง 17 ครั้ง ระหว่างปี 2559-2566 มิได้เกิดจากความสามารถในการทำกำไรของกิจการอย่างแท้จริง

 

เมื่อเกิดการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้รุ่น JKN239A ส่งผลให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้รุ่นอื่นๆ (Cross Default) ตามมา รวมมูลค่าหนี้ที่ถึงกำหนดชำระทันทีสูงถึง 3,212.15 ล้านบาท จนนำไปสู่ภาวะขาดสภาพคล่อง

 

นอกจากนี้ กรณีที่ JKN อ้างว่าได้รับผลกระทบจากวิกฤตความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นกู้จากกรณี STARK ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ศาลเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลัง และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารงานหรือการผิดนัดชำระหนี้ของลูกหนี้แต่อย่างใด ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงมาจากปัจจัยภายในองค์กรเอง

 

ประเด็นสำคัญที่ศาลหยิบยกขึ้นมาคือ ปัญหาธรรมาภิบาลในการบริหารงาน โดยพบข้อเท็จจริงว่า JKN ได้นำเงินทุนไปให้กรรมการผู้มีอำนาจบริหารยืมเป็นจำนวนเงินถึง 300 ล้านบาท ก่อนที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้รายอื่น พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการขาดธรรมาภิบาล

 

นอกจากนี้ การจำหน่ายธุรกิจองค์กรนางงามจักรวาล (MUO) เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่อง ก็ยังได้รับชำระเงินไม่ครบถ้วน โดยได้รับเพียง 3.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังค้างชำระอีกกว่า 10.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ปัญหาทั้งหมดเกิดจากการบริหารงานของลูกหนี้ และลูกหนี้ไม่สามารถแสดงให้เห็นช่องทางในการหาเงินมาชำระหนี้หรือบรรเทาความเสียหายแก่เจ้าหนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม กรณีจึงไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการได้ตามกฎหมาย

 

จึงพิพากษากลับให้ ยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และจำหน่ายคดีในส่วนการตั้งผู้ทำแผนออกจากสารบบความ (แม้ก่อนหน้านี้ผู้คัดค้านจะยื่นขอถอนอุทธรณ์แต่ศาลไม่อนุญาต)

The post ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ‘ยกคำร้องฟื้นฟูกิจการ’ JKN ชี้บริหารล้มเหลว-ไร้ธรรมาภิบาล ปมปล่อยกู้กรรมการก่อนใช้หนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. กล่าวโทษกรณีทุจริตหุ้น JKN เพิ่มเป็น 12 ราย พร้อมชี้แจงสาเหตุสั่งอายัดและห้ามออกนอกประเทศ หลัง ‘แอน จักรพงษ์’ หลบหนีแล้ว https://thestandard.co/sec-jkn-fraud-anne-escape/ Thu, 25 Dec 2025 07:45:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1158158 ก.ล.ต. กล่าวโทษกรณีทุจริตหุ้น JKN เพิ่มเป็น 12 ราย พร้อมชี้แจงสาเหตุสั่งอายัดและห้ามออกนอกประเทศ หลัง ‘แอน จักรพงษ์’ หลบหนีแล้ว

ก.ล.ต. ขยายผลการตรวจสอบโดยกล่าวโทษผู้กระทำความผิด 12 รา […]

The post ก.ล.ต. กล่าวโทษกรณีทุจริตหุ้น JKN เพิ่มเป็น 12 ราย พร้อมชี้แจงสาเหตุสั่งอายัดและห้ามออกนอกประเทศ หลัง ‘แอน จักรพงษ์’ หลบหนีแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. กล่าวโทษกรณีทุจริตหุ้น JKN เพิ่มเป็น 12 ราย พร้อมชี้แจงสาเหตุสั่งอายัดและห้ามออกนอกประเทศ หลัง ‘แอน จักรพงษ์’ หลบหนีแล้ว

ก.ล.ต. ขยายผลการตรวจสอบโดยกล่าวโทษผู้กระทำความผิด 12 ราย ต่อ DSI กรณีทุจริตและตกแต่งงบการเงินของ JKN และกรณีขายหุ้น JKN โดยอาศัยข้อมูลภายใน รวมทั้งมีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สิน และห้ามมิให้ออกนอกราชอาณาจักรไว้ก่อนเป็นการชั่วคราว กับผู้กระทำผิดกรณีทุจริตและตกแต่งงบการเงิน 4 ราย

 

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขยายผลการตรวจสอบโดยกล่าวโทษบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN รวมทั้งอดีตกรรมการและอดีตผู้บริหาร ผู้บริหาร และบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวม 12 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีส่งหรือเปิดเผยงบการเงินและแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1 One Report) โดยมีงบการเงินที่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงในสาระสำคัญที่ควรแจ้ง

 

และกรณีร่วมกันทุจริตและตกแต่งงบการเงินของ JKN ในช่วงปี 2565 ถึงปี 2566 และกรณีขายหุ้น JKN โดยอาศัยข้อมูลภายใน (Insider Trading) ในช่วงปี 2566 รวมทั้งมีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดกรณีทุจริตและตกแต่งงบการเงิน รวม 4 ราย พร้อมกันนี้ได้ส่งเรื่องต่อไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)

 

จากการกล่าวโทษดังกล่าว ก.ล.ต. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ก.ล.ต. อาศัยอำนาจตามความมาตรา 267 พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ได้มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดกรณีทุจริตและตกแต่งงบการเงิน รวม 4 ราย ได้แก่ (1) นายจักรพงษ์ (2) นางสาวพิมพ์อุมา (3) นางสาวพิสมัย และ (4) นางสาวกมลรัตน์ เป็นเวลา 180 วัน เนื่องจากปรากฏพฤติการณ์การกระทำผิดที่มีลักษณะก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์ของประชาชนในวงกว้าง

 

โดยปรากฏมูลค่าความเสียหายจากเงินของบริษัท JKN ที่นำออกไปซื้อลิขสิทธิ์ที่ไม่มีจริง จำนวนประมาณ 557.63 ล้านบาท และจากการเปิดเผยงบการเงินและแบบ 56-1 One Report ที่มีงบการเงินอันเป็นเท็จ ไปประกอบการเสนอขายหุ้นกู้ รุ่น JKN255A ของ JKN เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2566 ได้รับเงินมาอีก 156.60 ล้านบาท รวมมูลค่าความเสียหาย 714.23 ล้านบาท และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่าผู้กระทำความผิดจะยักย้ายหรือจำหน่ายทรัพย์สินออกไป

 

นอกจากนี้ คณะกรรมการ ก.ล.ต. ยังมีคำสั่งห้าม (1) นายจักรพงษ์ (2) นางสาวพิมพ์อุมา (3) นางสาวพิสมัย และ (4) นางสาวกมลรัตน์ มิให้ออกนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว มีกำหนด 15 วัน โดยหลังจากนี้ ก.ล.ต. จะไปร้องขอต่อศาลอาญาเพื่อออกคำสั่งห้ามมิให้บุคคลดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรต่อไป

 

อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ชี้แจงถึงสิ่งที่อาจเป็นข้อสงสัยของประชาชนในวงกว้าง รวมทั้งกรณีการสั่งอายัดและห้ามออกนอกราชอาณาจักร หลังจากที่นายจักรพงษ์เดินทางหลบหนีไปแล้ว

 

ทำไมเพิ่งมาอายัด และห้ามออกนอกราชอาณาจักร?

 

ก.ล.ต. ชี้แจงว่า ในครั้งที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษ JKN นายจักรพงษ์ และนางสาวพิมพ์อุมา ในเดือนมิถุนายน 2568 ก.ล.ต. ไม่พบว่า นายจักรพงษ์และนางสาวพิมพ์อุมามีพฤติการณ์หลบหนี และไม่พบพฤติการณ์สงสัยว่าจะมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน

 

โดยนายจักรพงษ์และนางสาวพิมพ์อุมาเดินทางเข้าออกราชอาณาจักรหลายครั้งในช่วงที่ ก.ล.ต. ตรวจสอบการกระทำความผิดดังกล่าว โดยนายจักรพงษ์และนางสาวพิมพ์อุมา มาให้ถ้อยคำและมีหนังสือชี้แจงต่อ ก.ล.ต. ทุกครั้งก่อนที่ ก.ล.ต. จะกล่าวโทษในเดือนมิถุนายน 2568 รวมทั้งนายจักรพงษ์ยังปรากฏตัวในสื่อต่างๆ ทำให้ไม่เข้าเหตุตามมาตรา 267 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ในการมีคำสั่งห้ามออกนอกราชอาณาจักร และมีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์สินในครั้งก่อน

 

ทั้งนี้ กระบวนการอายัดทรัพย์สินของ ก.ล.ต. เป็นไปเพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายเทของผู้กระทำความผิด โดยในส่วนของบริษัท JKN เนื่องจากปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลาย อยู่ในอำนาจศาลล้มละลายกลาง ซึ่งได้แต่งตั้งบริษัท แกรนท์ ธอนตัน สเปเซียลิสท์ แอ็ดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูของบริษัท ทำหน้าที่แทนคณะกรรมการและใช้สิทธิของผู้ถือหุ้นตามกฎหมาย ในการบริหารจัดการและดูแลการดำเนินกิจการของบริษัทในระหว่างที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ โดย ก.ล.ต. ได้มีการประสานงานกับ บริษัทแกรนท์ ธอนตัน ในเรื่องที่เกี่ยวกับ JKN ภายหลังจากที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ทำแผน

 

การกล่าวโทษเพิ่มเติมในครั้งนี้ เป็นการขยายผลการตรวจสอบต่อจากที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ทำให้พบพยานหลักฐานเพิ่มเติมในความผิดเรื่องของการทุจริตจากที่เคยกล่าวโทษไปแล้ว และเมื่อปรากฏว่า นายจักรพงษ์ และนางสาวพิมพ์อุมา หลบหนีออกจากราชอาณาจักรแล้ว รวมทั้งพบพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และเป็นคดีที่มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง จึงเข้าเหตุสั่งยึดอายัดทรัพย์สินและห้ามออกนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 267 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

 

การสั่งการออกนอกราชอาณาจักรครอบคลุมบุคคลที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษครั้งนี้ ณ 25 ธันวาคม 2568 มีผู้ร่วมกระทำความผิดรวม 4 ราย ได้ร่วมกันทุจริต โดยเป็นการสั่งการเป็นเวลา 15 วัน และในทางขนาน ก.ล.ต. จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอขยายเวลาการสั่งห้ามออกนอกราชอาณาจักรต่อไป

 

กรณีมีข่าวว่านายจักรพงษ์นำเงินไปซื้อคริปโต

 

จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่ามีการนำเงินออกจาก JKN ไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนและหุ้นกู้ของ JKN ซึ่งเป็นกรณีที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษในครั้งนี้ แต่ไม่พบเส้นทางเงินที่นำไปซื้อคริปโต

 

อย่างไรก็ดี ก.ล.ต. ได้ประสานและมีหนังสือแจ้งการดำเนินคดีเรื่องการยักยอกหรือทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจเข้าข่ายการฉ้อโกงหรือยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระเป็นความผิดมูลฐาน และความผิดเกี่ยวกับการกระทำอันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ไปยังสำนักงาน ปปง. ด้วย และพร้อมที่จะประสานความร่วมมือกับสำนักงาน ปปง. ในการติดตามยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป

 

กระบวนการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

 

(1) ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้มีการประสานงานกับพนักงานสอบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเร่งรัดกระบวนการบังคับใช้กฎหมายและช่องทางในการติดตามผู้กระทำความผิดที่เดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปแล้ว

 

(2) การห้ามเดินทาง ในเบื้องต้น ก.ล.ต. ได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อให้ดำเนินการตามคำสั่ง เป็นระยะเวลา 15 วัน ซึ่งในทางขนานกัน ก.ล.ต. จะต้องร้องขอต่อศาลเพื่อให้พิจารณาสั่งห้ามการห้ามเดินทางออกนอกประเทศเพิ่มเติม

 

(3) กรณีการอายัดทรัพย์สิน ก.ล.ต. ได้แจ้งคำสั่งไปยังหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการอายัดทรัพย์สิน เช่น บัญชีเงินฝาก หลักทรัพย์ รถยนต์ ที่ดิน เป็นต้น เป็นระยะเวลา 180 วัน และ ก.ล.ต. สามารถขยายระยะเวลาการอายัดทรัพย์สินได้เพิ่มอีก 180 วัน โดยร้องขอต่อศาล

 

(4) ในทางขนาน ก.ล.ต. จะร่วมมือกับพนักงานสอบสวนในการเร่งรัดกระบวนการเพื่อส่งฟ้องต่อศาล

 

ผู้ถูกกล่าวโทษ 12 ราย มีใครบ้าง?

 

สืบเนื่องจากกรณีที่เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ก.ล.ต. กล่าวโทษผู้กระทำความผิด 3 ราย ได้แก่ (1) บริษัท JKN (2) นายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ และ (3) นางสาวพิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์ ต่อ DSI กรณีร่วมกันกระทำหรือยินยอมให้มีการลงข้อความเท็จ และ/หรือทำบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง และไม่ตรงต่อความเป็นจริงในงบการเงินประจำปี 2566 และเอกสารบัญชีสำหรับงวดไตรมาส 1 ปี 2567 ของ JKN เพื่อลวงบุคคลใดๆ และนำส่งหรือเปิดเผยงบการเงินประจำปี 2566 และแบบ 56-1 One Report ที่มีงบการเงินเท็จ

 

ล่าสุด ก.ล.ต. ได้ขยายผลการตรวจสอบและพบว่า การซื้อขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ของ JKN กับนิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย มีกรรมการและผู้บริหาร* ของ JKN ในขณะเกิดเหตุ ได้แก่ (1) นายจักรพงษ์ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (2) นางสาวพิมพ์อุมา ในฐานะกรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการสายงานคอนเทนต์ (3) นางสาวพิสมัย ห่างไธสง ในฐานะกรรมการบริหารและรักษาการรองกรรมการผู้จัดการสายงานการเงินและบัญชี และ (4) นางสาวกมลรัตน์ มงคลครุธ ในฐานะกรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการสายงานขาย ได้ร่วมกันดำเนินการ
ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการซื้อขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ที่ไม่มีจริงของ JKN โดยพบเส้นทางเงินที่อ้างว่าเป็นการชำระค่าซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์ดังกล่าวจาก JKN เป็นเงินประมาณ 557.63 ล้านบาท ได้โอนต่อไปให้กับบุคคลซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นนอมินี (nominee) ของนายจักรพงษ์ เพื่อนำไปซื้อหุ้น JKN และหุ้นกู้ JKN แทนนายจักรพงษ์

 

อีกทั้ง นายจักรพงษ์และนางสาวพิมพ์อุมา ยังได้รับประโยชน์จากเงินดังกล่าวผ่านการโอนเข้าบัญชีตนเอง เป็นเหตุให้ JKN เสียหาย การกระทำของบุคคลทั้ง 4 ราย ข้างต้น เข้าข่ายเป็นการร่วมกันกระทำผิดหน้าที่โดยทุจริต เบียดบังเอาทรัพย์ของบริษัทเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ JKN ได้รับความเสียหาย และบันทึกบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง หรือไม่ตรงต่อความเป็นจริงเพื่อลวงบุคคลใดๆ
อันเป็นความผิดตามมาตรา 281/2 วรรคสอง ประกอบมาตรา 89/7 มาตรา 307 มาตรา 308 มาตรา 311 มาตรา 312 มาตรา 313 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ) ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

 

จากกรณีดังกล่าว JKN ยังได้นำส่งงบการเงินงวดประจำปี 2565 และปี 2566 ซึ่งเป็นงบการเงินที่ได้บันทึกบัญชีเจ้าหนี้ และลูกหนี้กรณีนิติบุคคลในประเทศอันเป็นเท็จ และได้ส่งแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี/รายงานประจำปี 2565 และปี 2566 อันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. รวมทั้งได้เปิดเผยหรือเผยแพร่งบการเงินเท็จดังกล่าวต่อประชาชนทั่วไปผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ระบบ SETLink) โดยนายจักรพงษ์ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ได้ลงนามรับรองงบการเงินและข้อมูลดังกล่าว อันเป็นความผิดตามมาตรา 281/10 และตามมาตรา 281/10 ประกอบมาตรา 300 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ แล้วแต่กรณี

 

นอกจากนี้ ก.ล.ต. ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และตรวจสอบเพิ่มเติม พบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่า บุคคล 9 ราย มีการขายหุ้น JKN โดยอาศัยข้อมูลภายใน และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ได้แก่ (1) นายจักรพงษ์ (กรรมการ/ผู้บริหารของ JKN) ได้ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของ (2) นายอชิระ สุธีสถาพร (บิดาของนายจักรพงษ์) (3) นางสาวปาริชาติ เนียมหอม และ (4) นางอริยพร ไทยจินดา ขายหุ้น JKN เพื่อหลีกเลี่ยงผลขาดทุน โดยอาศัยข้อมูลภายในเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ รุ่น JKN239A ของ JKN ซึ่งได้เปิดเผยสารสนเทศผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันที่ 31 สิงหาคม 2566 อันเป็นข้อมูลที่ยังมิได้เปิดเผยต่อประชาชนเป็นการทั่วไปซึ่งเป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหรือมูลค่า ของหุ้น JKN โดยมี (5) นายกฤติพัฒน์ ศรีเทพเอี่ยม (ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ JKN) ให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายจักรพงษ์ในการส่งคำสั่งขายหุ้น JKN ในบัญชีของนายอชิระ นางสาวปาริชาติและนางอริยพร

 

การกระทำข้างต้นของนายจักรพงษ์ เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 242 (1) ประกอบมาตรา 243 (1) แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ โดยมีนายอชิระและนายกฤติพัฒน์ ให้ความช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่นายจักรพงษ์ในการใช้ข้อมูลภายในขายหุ้น JKN ตามมาตรา 242 ประกอบมาตรา 315 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ และนางสาวปาริชาติและนางอริยพร ซึ่งได้ยินยอมให้นายจักรพงษ์ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และบัญชีธนาคารที่ใช้ชำระค่าซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อปิดบังตัวตนของนายจักรพงษ์ เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 297 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

 

ในกรณีของ (6) นายพรชัย มงคลครุธ ซึ่งเป็นน้องชายของ (7) นางสาวกมลรัตน์ มงคลครุธ (กรรมการ/ผู้บริหารของ JKN) มีพฤติกรรมการขายหุ้น JKN ที่ผิดไปจากปกติวิสัยของตน ในช่วงที่นางสาวกมลรัตน์ ได้รับทราบข้อมูลภายในเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้รุ่น JKN239A แล้ว จึงน่าเชื่อว่า นายพรชัยรับทราบข้อมูลภายในดังกล่าวจากนางสาวกมลรัตน์ การกระทำดังกล่าวของนายพรชัยเข้าข่ายเป็นความผิด ตามมาตรา 242 (1) ประกอบมาตรา 244 (4) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ และนางสาวกมลรัตน์ เข้าข่ายเป็นความผิดกรณีบอกกล่าวข้อมูลภายในแก่นายพรชัย ตามมาตรา 242 (2) ประกอบ 243 (1) แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

 

อีกทั้ง จากการตรวจสอบพบบุคคลซึ่งน่าเชื่อว่าได้ยินยอมให้นายจักรพงษ์ใช้บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และบัญชีธนาคารที่ใช้ชำระค่าซื้อขายหลักทรัพย์เพื่อปิดบังตัวตนของนายจักรพงษ์ อีก 2 ราย ได้แก่ (8) นางสาวมลฤดี เอี่ยมโอฬาร และ (9) นายเชฎฐา จิตรมณี ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 297 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ

 

การถูกกล่าวโทษข้างต้นมีผลให้ผู้ถูกกล่าวโทษรายนายจักรพงษ์ นางสาวพิมพ์อุมา นางสาวพิสมัย และนางสาวกมลรัตน์ เข้าข่ายมีลักษณะขาดความน่าไว้วางใจและไม่สามารถดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนตลอดระยะเวลาที่ถูกกล่าวโทษดำเนินคดี นับตั้งแต่วันที่ ก.ล.ต. มีหนังสือกล่าวโทษบุคคลดังกล่าวต่อ DSI

 

ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว

The post ก.ล.ต. กล่าวโทษกรณีทุจริตหุ้น JKN เพิ่มเป็น 12 ราย พร้อมชี้แจงสาเหตุสั่งอายัดและห้ามออกนอกประเทศ หลัง ‘แอน จักรพงษ์’ หลบหนีแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสั่งตั้ง ‘Grant Thornton’ ผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ JKN คนใหม่ ด้าน ก.ล.ต. แจงปมสกัดผู้บริหารหนีไม่ได้ https://thestandard.co/grant-thornton-jkn-rehabilitation-plan/ Wed, 03 Dec 2025 07:36:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1151010 ศาลสั่งตั้ง ‘Grant Thornton’ ผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ JKN คนใหม่ ด้าน ก.ล.ต. แจงปมสกัดผู้บริหารหนีไม่ได้

มหากาพย์หุ้น JKN เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง เม […]

The post ศาลสั่งตั้ง ‘Grant Thornton’ ผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ JKN คนใหม่ ด้าน ก.ล.ต. แจงปมสกัดผู้บริหารหนีไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศาลสั่งตั้ง ‘Grant Thornton’ ผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ JKN คนใหม่ ด้าน ก.ล.ต. แจงปมสกัดผู้บริหารหนีไม่ได้

มหากาพย์หุ้น JKN เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งแต่งตั้งมืออาชีพเข้ามาเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการคนใหม่ แทนที่ผู้บริหารชุดเดิม ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า แอน – จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JKN เดินทางหลบหนีไปต่างประเทศ

 

ศาลสั่ง ‘Grant Thornton’ นั่งผู้ทำแผนคนใหม่

 

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งแต่งตั้ง บริษัท แกรนท์ ธอนตัน สเปเชียลิสท์ แอ็ดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด (Grant Thornton) ให้เป็นผู้ทำแผนคนใหม่ของบริษัทอย่างเป็นทางการ

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สืบเนื่องมาจากผลการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ซึ่งเจ้าหนี้จำนวน 1,443 ราย ได้เข้าร่วมประชุมและมีมติไม่ยอมรับแผนที่ผู้บริหารชุดเดิม (ลูกหนี้) เสนอ เนื่องจากผู้ทำแผนเดิมไม่ยอมให้มีการแก้ไขแผนตามที่ที่ประชุมเจ้าหนี้ต้องการ เจ้าหนี้จึงลงมติเลือก Grant Thornton เข้ามาทำหน้าที่แทน

 

โดยศาลพิจารณาแล้วไม่ปรากฏเหตุผลอันสมควรที่จะปฏิเสธมติของเจ้าหนี้ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งตามมติดังกล่าว ส่งผลให้ Grant Thornton จะมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของ JKN รวมถึงบริษัทย่อยทั้งหมด เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้มีส่วนได้เสีย และจะต้องเร่งจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการฉบับใหม่เพื่อนำส่งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 45 วัน (ขยายได้ 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 15 วัน)

 

แอน – จักรพงษ์ หอบเงินหนี?

 

กรณีของ JKN ไม่ได้มีเฉพาะแค่เรื่องของการทำแผนเพื่อฟื้นฟูกิจการ เพื่อหาทางชำระคืนหนี้ทั้งหมด แต่ล่าสุดยังมีกระแสข่าวว่า แอน – จักรพงษ์ เดินทางหลบหนีไปต่างประเทศ พร้อมกับเงินจำนวนหลายพันล้านบาท

 

โดยเมื่อ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ศาลแขวงพระนครใต้ได้ออกหมายจับ แอน – จักรพงษ์ หลังไม่เดินทางมาศาลเพื่อรับฟังคดีที่ถูก นพ.ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล กรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.มาสเตอร์ สไตล์ (MASTER) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) และ จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ เป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงด้วยการชักชวนให้ซื้อหุ้นกู้ JKN ในช่วง 24 กรกฎาคม – 8 สิงหาคม 2566

 

อย่างไรก็ตาม MASTER ชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นส่วนบุคคล (ของ นพ.ระวีวัฒน์) ไม่เกี่ยวข้องกับ MASTER ในทุกด้าน กรณีที่ นพ.ระวีวัฒน์ ปรากฏชื่อเป็นคู่ความในคดีฟ้องร้องดังกล่าว เป็นการดำเนินการในนามส่วนตัวโดยสมบูรณ์

 

เลขา ก.ล.ต. แจงทำไมถึงสกัด ‘ผู้บริหาร’ ที่ทำผิดหนีไปต่างประเทศไม่ได้

 

ศาสตราจารย์ ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ชี้แจงถึงขั้นตอนการดำเนินการกับกรณี บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN โดยยอมรับว่าเป็นเรื่องที่สร้างความไม่สบายใจ แต่ยืนยันว่า ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และกำลังใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นสูงสุดเพื่อจัดการกับผู้กระทำผิด

 

เลขาธิการ ก.ล.ต. อธิบายต่อว่า กรณีของ JKN นั้นมีความซับซ้อนและเข้าข่ายการกระทำผิดที่มีเจตนาทุจริต ซึ่งสำนักงานฯ ได้ตัดสินใจใช้การบังคับใช้กฎหมาย แบบคู่ขนานทั้ง 2 รูปแบบ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด ดังนี้

 

  • มาตรการลงโทษทางแพ่ง (Civil Sanction): ก.ล.ต. เลือกใช้ช่องทางนี้เพื่อความรวดเร็ว (Speed) ในการตัดตอนผู้กระทำผิดออกจากตลาด โดยเน้นการ “ปรับ” และ “ห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหาร” ซึ่งกระบวนการนี้จะเห็นผลเร็วกว่าการรอคดีอาญา และสามารถนำผู้กระทำผิดมายอมรับผิดได้เร็วกว่า,
  • การกล่าวโทษทางอาญา เนื่องจากพฤติการณ์ในคดีนี้เข้าข่ายการทุจริต ไม่สามารถจบแค่โทษปรับได้ ก.ล.ต. จึงต้องดำเนินการกล่าวโทษทางอาญาควบคู่ไปด้วย เพื่อส่งไม้ต่อให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา

 

หนึ่งในคำถามที่สังคมคาใจ คือเหตุใดผู้บริหารที่มีคดีความจึงสามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ เลขาธิการ ก.ล.ต. ชี้แจงข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ก.ล.ต. ไม่มีอำนาจในการห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ด้วยเหตุผล ดังนี้

 

  • มีเส้นแบ่งอำนาจ ซึ่งหน้าที่ของ ก.ล.ต. สิ้นสุดที่การรวบรวมพยานหลักฐานและ “กล่าวโทษ” ส่งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ.
  • รอยต่อกระบวนการยุติธรรม เมื่อเรื่องออกจากมือ ก.ล.ต. ไปแล้ว อำนาจในการสอบสวน ออกหมายเรียก จับกุม หรือควบคุมตัว จะเป็นหน้าที่ของ ตำรวจ อัยการ และศาล ตามลำดับ ดังนั้น การหลบหนีที่เกิดขึ้นจึงเป็นช่องว่างในขั้นตอนปฏิบัติที่อยู่นอกเหนืออำนาจของ ก.ล.ต.

 

ส่วนกรณี JKN ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโซเชียลมีเดียเรื่องการได้รับคะแนนธรรมาภิบาล (CG Rating) ระดับ 5 ดาวจากบางหน่วยงาน ทั้งที่มีการทุจริตนั้น เลขาธิการ ก.ล.ต. ยอมรับว่าการประเมิน CG ดังกล่าวดูจากข้อมูลที่เปิดเผย และการวางระบบภายนอก ซึ่งต่อมาหน่วยงานดังกล่าวได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงในประเด็นดังกล่าวแล้ว

 

อย่างไรก็ดี หากผู้บริหารมีเจตนาทุจริตที่จะปกปิดหรือตกแต่งบัญชี การประเมินตามปกติอาจไม่สามารถตรวจจับได้ทันที

 

เลขาธิการ ย้ำต่อว่า ต้องแยกแยะระหว่างตัวบุคคลที่ตั้งใจทำผิด กับระบบของบริษัท โดยย้ำว่า ก.ล.ต. ไม่ได้เป็นผู้ยืนยันความถูกต้องของงบการเงินในทันที แต่เป็นหน้าที่ของ Gatekeeper เช่น ผู้สอบบัญชี และเมื่อความจริงปรากฏ ก.ล.ต. ก็ต้องลงโทษให้เร็วที่สุด

 

ทั้งนี้แม้จะมีกรณีอย่าง JKN, STARK หรือ MORE ที่สร้างบาดแผลให้กับตลาด แต่ไม่อยากให้นักลงทุนสูญเสียความเชื่อมั่นจนเหมารวมไปทั้งหมด เพราะในตลาดทุนไทยยังมีอีกกว่า 700-800 บริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างสุจริตและไม่มีปัญหา สิ่งที่ ก.ล.ต. จะทำต่อไปคือการสร้างกลไกป้องกันให้เข้มข้นขึ้น และบังคับใช้กฎหมายกับ “ปลาเน่า” ให้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม

 

ย้อนรอย JKN อีกหนึ่งบทเรียนตลาดหุ้นไทย

 

ช่วงปี 2565 – กลางปี 2566 เดิม JKN ทำธุรกิจขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ (ซีรีส์อินเดีย-ฟิลิปปินส์) ซึ่งทำกำไรได้ดี แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการตัดสินใจขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

 

ช่วงเดือนตุลาคม 2565 JKN สร้างความฮือฮาด้วยการทุ่มเงินกว่า 800 ล้านบาท ซื้อกิจการองค์กรนางงามจักรวาล (Miss Universe Organization – MUO) แบบ 100% หวังต่อยอดธุรกิจ Commerce ซึ่งการซื้อ MUO ใช้เงินมหาศาล ในขณะที่กระแสเงินสดเริ่มตึงตัว บริษัทออกหุ้นกู้ (Debenture) เพื่อระดมทุนมาหมุนเวียนและจ่ายหนี้เก่า

 

ผ่านมาจนถึง 31 สิงหาคม 2566 JKN แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ‘ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้’ รุ่น JKN239A (จ่ายได้บางส่วน) ซึ่งส่งผลกระทบลูกโซ่ (Cross Default) ไปยังหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท

 

ก่อนที่คณะกรรมการ JKN มีมติยื่นคำร้องขอ ‘ฟื้นฟูกิจการ’ ต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อพักชำระหนี้ ช่วงปลายปี 2566

 

ปี 2567 มีข่าว JKN แอบขายหุ้น MUO 50% ให้กับ Legacy Holding ของมหาเศรษฐีเม็กซิกัน ‘ราอูล โรชา’ ก่อนที่ศาลล้มละลายสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ โดยให้ผู้บริหารชุดเดิมเป็นผู้ทำแผนชั่วคราว

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขึ้นเครื่องหมาย SP (ห้ามซื้อขาย) และ NC ยาวนาน เพราะผู้สอบบัญชี ‘ไม่แสดงความเห็น’ ต่องบการเงิน ก่อนที่ ก.ล.ต. จะสั่งปรับ JKN และ แอน จักรพงษ์ กรณีเปิดเผยข้อมูลเท็จเรื่องการขายหุ้น MUO ตามมาด้วยการที่ ก.ล.ต. กล่าวโทษ แอน จักรพงษ์ ต่อ DSI ในข้อหา ‘ตกแต่งบัญชี’ โดยการสร้างลูกหนี้/เจ้าหนี้การค้าเท็จ

The post ศาลสั่งตั้ง ‘Grant Thornton’ ผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ JKN คนใหม่ ด้าน ก.ล.ต. แจงปมสกัดผู้บริหารหนีไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอสณวัฒน์ ซีอีโอ มิสแกรนด์ฯ ประกาศล้มดีลซื้อหุ้นเพิ่มทุน JKN มูลค่ารวม 50 ล้านบาท หลังมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายใน JKN https://thestandard.co/nawat-cancels-jkn-deal/ Tue, 11 Nov 2025 08:50:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1142083 บอสณวัฒน์ ซีอีโอ มิสแกรนด์ฯ ประกาศล้มดีลซื้อหุ้นเพิ่มทุน ** JKN** มูลค่ารวม 50 ล้านบาท หลังมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายใน JKN

หลังจากก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานการประกว […]

The post บอสณวัฒน์ ซีอีโอ มิสแกรนด์ฯ ประกาศล้มดีลซื้อหุ้นเพิ่มทุน JKN มูลค่ารวม 50 ล้านบาท หลังมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายใน JKN appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอสณวัฒน์ ซีอีโอ มิสแกรนด์ฯ ประกาศล้มดีลซื้อหุ้นเพิ่มทุน ** JKN** มูลค่ารวม 50 ล้านบาท หลังมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายใน JKN

หลังจากก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ครั้งที่ 74 สปอนเซอร์รายหนึ่งขององค์กร MUO ซึ่งเกี่ยวข้องกับคาสิโนออนไลน์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผิดกฎหมายไทย ทำให้ MGI ในฐานะเจ้าภาพจัดงานจึงออกมาชี้แจงว่าทันทีว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับกิจกรรมดังกล่าว หรือการประชาสัมพันธ์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคาสิโนออนไลน์

 

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ MGI แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 7/2568 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พ.ย. 68 โดยที่ประชุมมีมติให้ยกเลิกการเข้าลงทุนใน บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN

 

ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการเข้าลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ JKN ตามมติคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ซึ่งบริษัทได้ลงนามในสัญญาจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (Share Subscription Agreement) จำนวน 100,000,000 หุ้น มูลค่ารวมทั้งสิ้น 50,000,000 บาท เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2568 โดยการชำระค่าหุ้นจะเกิดขึ้นเมื่อเงื่อนไขบังคับก่อนสำเร็จครบถ้วน

 

ภายหลังจากการลงนามสัญญาได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายใน JKN ซึ่งส่งผลให้บริษัทพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของการเข้าลงทุน โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจ การบริหารจัดการภายใน และสถานะทางการเงินของกิจการ รวมถึงปัจจัยด้านภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของบริษัทในฐานะบริษัทมหาชนจดทะเบียน คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติอนุมัติให้ยกเลิกการเข้าลงทุนในหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ JKN

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ MGI ออกแถลงการณ์แจ้งให้สาธารณชนทราบว่า ภายหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ครั้งที่ 74 ทางบริษัทได้รับทราบว่ามีการเผยแพร่สปอนเซอร์รายหนึ่งขององค์กร Miss Universe Organization (MUO) ซึ่งเกี่ยวข้องกับคาสิโนออนไลน์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผิดกฎหมายโดยชัดเจนตามกฎหมายไทย

 

ในฐานะเจ้าภาพอย่างเป็นทางการของการประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ครั้งที่ 74 บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ขอชี้แจงว่า บริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้นกับกิจกรรมดังกล่าว หรือการประชาสัมพันธ์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคาสิโนออนไลน์ การเผยแพร่ดังกล่าวเป็นการดำเนินการโดยองค์กร Miss Universe Organization (MUO) เพียงฝ่ายเดียว

 

โดยความคืบหน้า ทางกองประกวดจะรายงานให้ทราบต่อไป
สำหรับการประกวด มิสยูนิเวิร์ส 2025 ที่ประเทศไทยยังคงดำเนินต่อไปตามกำหนดเดิม ภายใต้การดูแลของ บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MGI เจ้าภาพจัดการประกวด มิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 74

The post บอสณวัฒน์ ซีอีโอ มิสแกรนด์ฯ ประกาศล้มดีลซื้อหุ้นเพิ่มทุน JKN มูลค่ารวม 50 ล้านบาท หลังมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นภายใน JKN appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอน จักรพงษ์ และ พิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์ แจ้งลาออกจากทุกตำแหน่งใน JKN มีผลตั้งแต่ 5 มิ.ย. เป็นต้นไป หลังถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษต่อ DSI ฐานร่วมตกแต่งงบการเงิน https://thestandard.co/anne-jakkaphong-quits-jkn/ Fri, 06 Jun 2025 05:54:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1082388

วันนี้ (6 มิถุนายน) พิสมัย ห่างไธสง กรรมการบริษัท และรอ […]

The post แอน จักรพงษ์ และ พิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์ แจ้งลาออกจากทุกตำแหน่งใน JKN มีผลตั้งแต่ 5 มิ.ย. เป็นต้นไป หลังถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษต่อ DSI ฐานร่วมตกแต่งงบการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (6 มิถุนายน) พิสมัย ห่างไธสง กรรมการบริษัท และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เผยแพร่ข่าว ฉบับที่ 139/2568 ในวันที่ 5 มิถุนายน 2568 โดยได้กล่าวโทษผู้กระทำความผิด 3 ราย ได้แก่

 

1. JKN

 

2. จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์

 

3. พิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์

 

โดย ก.ล.ต. กล่าวโทษผู้กระทำความผิดต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีร่วมกันกระทำหรือยินยอมให้มีการลงข้อความเท็จ และ/หรือทำบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง และไม่ตรงต่อความเป็นจริงในงบการเงินประจำปี 2566 และเอกสารบัญชีสำหรับงวดไตรมาส 1/2567 ของบริษัทนั้น

 

บริษัทได้รับทราบการกล่าวโทษของสำนักงาน ก.ล.ต. ดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางในการปฏิบัติที่เหมาะสมตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (Special Audit) โดยบริษัทสำนักงาน ดร.วิรัช แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด (ผู้สอบบัญชีอิสระ) เพื่อตรวจสอบความมีอยู่จริงของลิขสิทธิ์ รายการและเจ้าหนี้ค่าลิขสิทธิ์ตามที่บริษัทได้แจ้งให้ทราบมาโดยตลอด ซึ่งบริษัทคาดว่า ผู้สอบบัญชีอิสระจะดำเนินการตรวจสอบเสร็จสิ้นโดยเร็ว

 

ทั้งนี้ จักรพงษ์และพิมพ์อุมาได้มีหนังสือมายังบริษัทเพื่อลาออกจากตำแหน่งกรรมการ กรรมการชุดย่อย และผู้บริหารของบริษัท โดยให้มีผลนับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ซึ่งบริษัทจะจัดประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อมีมติในเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

หากมีความคืบหน้าใดๆ เพิ่มเติม บริษัทจะเรียนแจ้งให้ท่านทราบผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป

 

ทั้งนี้ วานนี้ (5 มิถุนายน) สำนักงาน ก.ล.ต. ได้ออกแถลงการณ์ แจ้งว่าได้กล่าวโทษผู้กระทำความผิด 3 ราย ได้แก่ JKN, จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ และ พิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์ ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีร่วมกันกระทำหรือยินยอมให้มีการลงข้อความเท็จ และ/หรือทำบัญชีไม่ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง และไม่ตรงต่อความเป็นจริง หรือตกแต่งงบการเงินในงบการเงินประจำปี 2566 และเอกสารบัญชีสำหรับงวดไตรมาส 1/2567 ของ JKN เพื่อลวงบุคคลใดๆ และนำส่งหรือเปิดเผยงบการเงินประจำปี 2566 และแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1 One Report) ที่มีงบการเงินเท็จ

The post แอน จักรพงษ์ และ พิมพ์อุมา จักราจุฑาธิบดิ์ แจ้งลาออกจากทุกตำแหน่งใน JKN มีผลตั้งแต่ 5 มิ.ย. เป็นต้นไป หลังถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษต่อ DSI ฐานร่วมตกแต่งงบการเงิน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก.ล.ต. เตือนให้ผู้ถือหุ้นกู้ JKN ทั้ง 7 รุ่น แสดงความประสงค์เข้าประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาเลือกผู้ทำแผน ตั้งแต่วันนี้ – 21 มิ.ย. 2567 https://thestandard.co/jkn-bondholders-meeting/ Mon, 27 May 2024 11:14:46 +0000 https://thestandard.co/?p=938134

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล […]

The post ก.ล.ต. เตือนให้ผู้ถือหุ้นกู้ JKN ทั้ง 7 รุ่น แสดงความประสงค์เข้าประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาเลือกผู้ทำแผน ตั้งแต่วันนี้ – 21 มิ.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แจ้งเตือนให้ผู้ถือหุ้นกู้ทุกรุ่นของบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (JKN) ยื่นคำขอแสดงความประสงค์จะเข้าประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาเลือกผู้ทำแผน (ฟ.19) พร้อมหลักฐานแห่งความเป็นเจ้าหนี้ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือยื่นด้วยตนเอง หรือมอบอำนาจตามแบบพิมพ์ของกรมบังคับคดีต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรมบังคับคดี

 

ตามที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 ให้ JKN ฟื้นฟูกิจการ และตั้งผู้บริหารของ JKN เป็นผู้บริหารชั่วคราว โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรียกประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาเลือกว่าบุคคลใดสมควรเป็นผู้ทำแผน ทั้งนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้กำหนดนัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาเลือกผู้ทำแผน ณ ห้องเทวกรรมรังรักษ์ ชั้นที่ 2 สโมสรทหารบก เลขที่ 195 ถนนวิภาวดี-รังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 24 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00 น. โดยมีวาระการประชุม ดังนี้

 

  1. เรื่องที่แจ้งให้ที่ประชุมเจ้าหนี้ทราบ
  2. การเสนอชื่อผู้ทำแผน
  3. การคัดค้านการออกเสียงของเจ้าหนี้
  4. การลงมติเลือกผู้ทำแผน
  5. เรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี)

 

ก.ล.ต. จึงแจ้งเตือนให้ผู้ถือหุ้นกู้ทุกรายที่ประสงค์จะเข้าร่วมประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาเลือกผู้ทำแผน ดำเนินการยื่นคำขอเลือกผู้ทำแผน ฟ.19 ภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2567 เวลา 16.30 น. จึงจะมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมเจ้าหนี้ ตามวิธีการดังนี้

 

  1. การยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ถือหุ้นกู้สามารถยื่นคำขอเลือกผู้ทำแผน ฟ.19 และแนบพยานหลักฐานประกอบคำขอตามวิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดทางเว็บไซต์ของกรมบังคับคดี https://reorg-service.led.go.th/index/

 

  1. การยื่นเอกสารต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่กรมบังคับคดี ผู้ถือหุ้นกู้สามารถยื่นคำขอเลือกผู้ทำแผน ฟ.19 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ณ กองฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคาร A) ชั้น 8 เลขที่ 120 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 โดยดาวน์โหลดแบบพิมพ์ได้ทางเว็บไซต์ของกรมบังคับคดี https://www.led.go.th/form/form.asp

 

ปัจจุบัน JKN มีหุ้นกู้คงค้างทั้งหมด 7 รุ่น ที่ผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน ดังนี้ 

 

  1. หุ้นกู้ ครั้งที่ 2/2563 ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2567 (JKN239A)
  2. หุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2565 ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2567 (JKN243A)
  3. หุ้นกู้ ครั้งที่ 2/2565 ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2567 (JKN246A)
  4. หุ้นกู้ ครั้งที่ 3/2565 ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2567 (JKN24OA)
  5. หุ้นกู้ ครั้งที่ 4/2565 ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2567 (JKN24NA)
  6. หุ้นกู้ ครั้งที่ 1/2566 ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2568 (JKN252A)
  7. หุ้นกู้ ครั้งที่ 2/2566 ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2568 (JKN255A)

 

ผู้ถือหุ้นกู้ JKN สามารถศึกษาข้อมูลเรื่องเอกสารประกอบและแนวทางการยื่นคำขอเลือกผู้ทำแผน ฟ.19 ได้ที่เว็บไซต์ของกรมบังคับคดี https://uat.led.go.th/fastnews/infojkn.pdf หรือโทรสอบถามได้ที่กองฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กรมบังคับคดี หมายเลขโทรศัพท์ 0 2142 5201-13, 17-25 และสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ทั้ง 7 รุ่น

 

ทั้งนี้ การยื่นหรือไม่ยื่นคำขอเลือกผู้ทำแผน ฟ.19 ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิในการได้รับชำระหนี้ของผู้ถือหุ้นกู้ เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว ผู้ถือหุ้นกู้ทุกรายไม่ว่าจะได้ยื่น ฟ.19 ไว้หรือไม่ จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในระยะเวลาตามกฎหมาย จึงจะมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการต่อไป

The post ก.ล.ต. เตือนให้ผู้ถือหุ้นกู้ JKN ทั้ง 7 รุ่น แสดงความประสงค์เข้าประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาเลือกผู้ทำแผน ตั้งแต่วันนี้ – 21 มิ.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
JKN พลิกขาดทุนกว่า 2 พันล้านบาท ผู้บริหารเชื่อ ธุรกิจเดินต่อได้อีกอย่างน้อย 12 เดือน แม้หนี้ท่วม-ขาดสภาพคล่อง https://thestandard.co/jkn-incurs-losses-of-more-than-2-billion-baht/ Thu, 28 Mar 2024 10:58:29 +0000 https://thestandard.co/?p=916704

เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ได้ขึ้นเครื […]

The post JKN พลิกขาดทุนกว่า 2 พันล้านบาท ผู้บริหารเชื่อ ธุรกิจเดินต่อได้อีกอย่างน้อย 12 เดือน แม้หนี้ท่วม-ขาดสภาพคล่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อวันที่ 1 มีนาคมที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ได้ขึ้นเครื่องหมาย SP สำหรับหุ้น JKN หรือ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป เนื่องจากบริษัทไม่สามารถส่งงบการเงินสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด ส่งผลให้หุ้น JKN ถูกพักการซื้อ-ขายมาจนถึงปัจจุบัน 

 

ล่าสุด JKN ได้ส่งงบการเงินเป็นที่เรียบร้อย โดยมีผลขาดทุนสุทธิ 2.1 พันล้านบาท พลิกจาก 9 เดือนแรกที่มีกำไรสุทธิ 141.2 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ผู้ตรวจสอบบัญชีที่ทำหน้าที่ตรวจสอบงบการเงินของ JKN ล่าสุดนี้ ไม่สามารถแสดงความเห็นต่องบการเงินรวมและงบการเงินเฉพาะกิจการได้ เนื่องจากไม่สามารถหาหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสมเพียงพอ เพื่อเป็นเกณฑ์ในการแสดงความเห็น

 

ทั้งนี้ ผู้ตรวจสอบบัญชีได้พิจารณาสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนของบริษัทแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 

 

  1. การขาดสภาพคล่องทางการเงินและการผิดนัดชำระหนี้

 

เนื่องจากกลุ่มบริษัทบริหารจัดการสภาพคล่องทางการเงินไม่เป็นไปตามแผน ส่งผลให้บริษัทผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้รุ่น JKN239A การผ่อนผันการชำระหนี้ รวมถึงการเลื่อนหรือเปลี่ยนแปลงระยะเวลาชำระหนี้หุ้นกู้ดังกล่าว ถือเป็นเหตุให้เกิดการผิดสัญญาหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ จำนวน 6 รุ่น Cross Default ตามข้อกำหนดสิทธิ นอกจากนี้ยังถือเป็นเหตุให้เกิดการผิดสัญญาหุ้นกู้แปลงสภาพและหนี้สินเงินกู้จากสถาบันการเงินด้วยเช่นกัน

 

ทำให้บริษัทต้องจัดประเภทหนี้สินหุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ และหนี้สินเงินกู้จากสถาบันการเงิน เป็นหนี้สินหมุนเวียนทั้งหมด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 กลุ่มบริษัทจึงมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนรวมสำหรับงบการเงินรวมจำนวนเงิน 4,908.77 ล้านบาท และงบการเงินเฉพาะกิจการจำนวนเงิน 3,079.25 ล้านบาท 

 

  1. การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง

 

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 บริษัทได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท ก่อนจะมีการไต่สวนคำร้องเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 และนัดฟังคำสั่งในวันที่ 23 เมษายน 2567 

 

ด้วยเหตุดังกล่าวทั้งหมดจะส่งผลต่อการเรียกชำระคืนของหนี้สินโดยพลัน และอาจถูกฟ้องร้องจากกลุ่มผู้ถือหุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ และหนี้สินเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และการจ่ายชำระหนี้สินจึงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลล้มละลายกลางว่าจะมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือไม่ ณ วันที่รายงานการตรวจสอบของผู้ตรวจสอบบัญชี ผู้บริหารอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนธุรกิจ ตลอดจนการเจรจากับเจ้าหนี้กลุ่มต่างๆ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบโดยวิธีการอื่นจากเหตุการณ์ที่ยังไม่สามารถสรุปผลได้

 

  1. การจัดหาเงินและสภาพคล่องเพื่อใช้ในการดำเนินงานต่อเนื่อง

 

บริษัทได้มีการวางแผนและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจ โดยคาดว่าจะมีกระแสเงินสดจากการวางแผนธุรกิจและการตลาดให้เติบโตจากธุรกิจ Commerce เน้นการขายสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยใช้สื่อของเครื่องหมายการค้า Miss Universe ในการผลักดันและต่อยอดการขายเพิ่มผลิตภัณฑ์ 

 

แบรนด์ Miss Universe ปรับแผนการนำลิขสิทธิ์รายการไปหาประโยชน์กับสถานีโทรทัศน์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Miss Universe Organization ให้มากขึ้น ลดต้นทุนของธุรกิจโดยจ้างบุคคลภายนอก 

 

ทั้งนี้ การจัดหาเงินและสภาพคล่องเพื่อใช้ในการดำเนินงานต่อเนื่องขึ้นอยู่กับความสำเร็จของแผน และกลุ่มบริษัทอยู่ระหว่างช่วงปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจและแผนกระแสเงินสด 

 

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารของบริษัทเห็นว่า การจัดทำงบการเงินโดยเห็นว่ากิจการจะดำเนินงานอย่างต่อเนื่องนั้นยังคงเหมาะสม เนื่องจากบริษัทสามารถทำการใดๆ ที่จำเป็น เพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติต่อไปได้อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 12 เดือนนับจากวันที่ในงบแสดงฐานะการเงิน 

 

โดยภาพรวมของสถานการณ์ข้างต้นมีผลกระทบและมีความเกี่ยวข้องกัน สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญต่อความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องของ JKN ซึ่งอาจส่งผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สินที่มีสาระสำคัญในงบการเงินรวมและงบการเงินเฉพาะกิจการสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 

 

สำหรับงบการเงินปี 2566 ที่ JKN เปิดเผยล่าสุดนี้มีรายได้รวม 2.5 พันล้านบาท ลดลง 6.5% มีค่าใช้จ่าย 4.4 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 163.8%

The post JKN พลิกขาดทุนกว่า 2 พันล้านบาท ผู้บริหารเชื่อ ธุรกิจเดินต่อได้อีกอย่างน้อย 12 เดือน แม้หนี้ท่วม-ขาดสภาพคล่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลท. สั่ง JKN ชี้แจงดีลขาย Miss Universe ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ขีดเส้นตาย 6 ก.พ. นี้ https://thestandard.co/jkn-explains-miss-universe-sales-deal/ Thu, 01 Feb 2024 08:16:37 +0000 https://thestandard.co/?p=894789 JKN

ประเด็นปัญหาของ JKN ที่มี แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ […]

The post ตลท. สั่ง JKN ชี้แจงดีลขาย Miss Universe ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ขีดเส้นตาย 6 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
JKN

ประเด็นปัญหาของ JKN ที่มี แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ เป็นซีอีโอและผู้ถือหุ้นใหญ่ ยังมีเรื่องให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง หลังตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่ง JKN แจงข้อมูลในหลายเรื่องสำคัญที่สงสัย

 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ออกแถลงการณ์ขอให้ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN ชี้แจงข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่มีนัยสำคัญ กรณีบริษัทปรับโครงสร้างการถือหุ้น JKN Legacy ก่อนจะขายหุ้นดังกล่าว และต่อมายื่นขอฟื้นฟูกิจการ รวมทั้งกรณีเปิดเผยสารสนเทศเมื่อปรากฏข่าวลือ

 

ทั้งนี้ ขอให้ชี้แจงข้อมูลผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เกิดความชัดเจนภายในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 สำหรับความเห็นของคณะกรรมการบริษัทภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567

 

ตามที่ JKN ได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างการถือหุ้น JKN Legacy, Inc. (JKN Legacy) การขายหุ้นดังกล่าว การผิดนัดชำระหนี้ การยื่นขอฟื้นฟูกิจการ และการเปิดเผยข้อมูล สรุปลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้

 

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้ JKN ชี้แจงดังนี้

 

  1. เหตุผลและความจำเป็นในการปรับโครงสร้างการถือหุ้น JKN Legacy จากการถือหุ้นทางตรงเป็นการถือหุ้นทางอ้อม ก่อนยื่นฟื้นฟูผ่านศาลในเวลาไม่นาน รวมทั้งกรณีหากไม่เปลี่ยนโครงสร้าง JKN จะเป็นผู้ได้รับเงินจากการขายที่จะต้องอยู่ในข้อห้ามตามกระบวนการฟื้นฟูกิจการหรือไม่ อย่างไร

 

  1. ความคืบหน้าการรับชำระเงินตามงวดรับชำระข้างต้น รายละเอียดของวัตถุประสงค์การใช้เงินที่แจ้งว่าเพื่อสนับสนุนแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท ความเห็นของคณะกรรมการ JKN ต่อวัตถุประสงค์การใช้เงินว่าเป็นประโยชน์ต่อบริษัทอย่างไร และมาตรการติดตามดูแลการใช้เงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว

 

  1. เหตุผลที่บริษัทเปิดเผยข้อมูลที่ ตลท. สอบถามไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กรณีปรากฏข้อมูลในสื่อต่างๆ ว่า JKN จะขายกิจการ Miss Universe (MUO) โดยเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567 แจ้งว่าบริษัทคาดว่าจะมีข้อสรุปในเวลาต่อไป แต่วันถัดมาคือวันที่ 23 มกราคม 2567 บริษัทได้แจ้งว่า JKN Global Content ได้ลงนามสัญญาซื้อขายกิจการดังกล่าวแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2566

 

นอกจากนี้ ให้แจ้งความเห็นของคณะกรรมการและมาตรการกำกับดูแลเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ฯ กรณีที่มีข่าวลือหรือข่าวสารต่างๆ ที่บริษัทต้องชี้แจง โดยหากเป็นข่าวลือหรือข่าวสารที่มีสารสนเทศที่ถูกต้อง บริษัทต้องเผยแพร่ให้ประชาชนทราบถึงข้อเท็จจริง

The post ตลท. สั่ง JKN ชี้แจงดีลขาย Miss Universe ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ขีดเส้นตาย 6 ก.พ. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE STANDARD WEALTH ชวนย้อนรอยธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่เข้าซื้อ-ควบรวมกิจการในปี 2566 ดีลไหนที่เรียกเสียงฮือฮาบ้าง? https://thestandard.co/thailand-major-m-and-a-deals-2023/ Tue, 02 Jan 2024 09:27:11 +0000 https://thestandard.co/?p=883633

หากจะกล่าวว่าปี 2566 เป็นช่วงเวลาที่บรรดาธุรกิจทั้งเล็ก […]

The post THE STANDARD WEALTH ชวนย้อนรอยธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่เข้าซื้อ-ควบรวมกิจการในปี 2566 ดีลไหนที่เรียกเสียงฮือฮาบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากจะกล่าวว่าปี 2566 เป็นช่วงเวลาที่บรรดาธุรกิจทั้งเล็ก-รายใหญ่ต้องรีบสปีดตัวเองเพื่อสร้างการเติบโตก็คงไม่ผิดนัก โดยเฉพาะการปรับตัวรับมือกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าเมื่อบริบททุกอย่างเปลี่ยนไปจะเห็นว่าตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา การเข้าควบรวมและเข้าซื้อกิจการดูเหมือนจะกลายเป็นเทรนด์ของธุรกิจยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยไปแล้ว

 

THE STANDARD WEALTH พาย้อนรอยและได้รวบรวมความเคลื่อนไหวธุรกิจที่เข้าซื้อและควบรวมกิจการในปี 2566 ที่เรียกเสียงฮือฮาและความสนใจจากผู้คนอย่างมาก

 


 

TRUE-DTAC ดีลที่ถูกจับตามองมากที่สุดหลังควบรวมกิจการ

 

เริ่มจากหนึ่งดีลใหญ่ที่เรียกทั้งเสียงฮือฮาและเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคอย่างหนัก หลังจาก TRUE และ DTAC ที่จากเดิมนับว่าเป็นคู่แข่งกัน ได้ควบรวมเป็นบริษัทใหม่เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งใช้เวลากว่า 8 เดือนเต็ม โดยได้หนังสือรับรองบริษัทใหม่ตามที่ยื่นจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้ชื่อ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2566

 

กระทั่งในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา TRUE ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าได้ควบรวมบริษัทย่อย ดีแทค ไตรเน็ต (DTN) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ DTAC เข้าสู่บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) แล้ว โดยจดทะเบียนควบบริษัทต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 มีผลให้ DTN หมดสภาพจากการเป็นนิติบุคคล แต่ยังแยกการทำการตลาดเป็นสองแบรนด์ตามเงื่อนไขที่ กสทช. กำหนดไว้

 

 

สิ่งที่หลายคนต่างจับตามองหลังจากควบรวมกิจการแล้วเสร็จ ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์มากกว่ากันแน่ แต่ถ้าหากเป็นไปตามเงื่อนไขการควบรวมกิจการที่ กสทช. กำหนด ซึ่งทั้งสองค่ายจะต้องลดค่าบริการลง 12% ใน 90 วัน แต่บริษัทแจ้งว่าได้ลดค่าบริการทั้งในแง่ของการโทรและอินเทอร์เน็ตลงแล้วถ้าเทียบกับช่วงก่อนการควบรวมธุรกิจ

 

ทั้งนี้ เป้าหมายของการควบรวมกิจการคือการเพิ่มขีดความสามารถเครือข่ายทั่วประเทศ รวมถึงการขยาย 5G ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ พร้อมจะช่วยสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลไทยในการผลักดันเทคโนโลยี 5G มาใช้ รวมทั้งวางรากฐานในการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต

 

พร้อมยังย้ำไปถึงผู้บริโภคที่กังวลเรื่องราคาค่าบริการและคุณภาพการบริการจะมีประสิทธิภาพและเข้าถึงง่าย โดยทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การกำกับและดูแลตามกฎระเบียบจากหน่วยงานรัฐ

 

AIS เข้าซื้อ 3BB เดินหน้าขยายบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมทั่วประเทศ

 

เช่นเดียวกับบริษัท แอดวานซ์ เน็ตเวิร์ค อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ AWN บริษัทลูกของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เจ้าของแบรนด์ AIS เข้าซื้อหุ้นบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTTBB ด้วยเงินลงทุน 3.2 หมื่นล้านบาท จากนั้น AIS มีสิทธิ์ในการกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจของผู้ให้บริการ 3BB

 

ภายหลังที่ กสทช. อนุญาตให้สามารถควบรวมกิจการได้ AIS ก็มีเป้าหมายที่จะขยายการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้เข้าถึงพื้นที่ ทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ต่างจังหวัด และด้วยความที่ AIS เป็นเจ้าตลาดในหัวเมืองใหญ่ ส่วน 3BB มีความเก่งในตลาดต่างจังหวัด ซึ่งบริษัทก็มั่นใจว่าจะช่วยขยายบริการได้ครอบคลุม 13 ล้านครัวเรือน ภายในต้นปี 2567

 

 

ตอนนี้ผู้ใช้งานเน็ตบ้านยังสามารถเลือกใช้บริการได้ทั้งจาก AIS Fibre และ 3BB แน่นอนว่าได้เกิดข้อถกเถียงในกลุ่มผู้บริโภคที่กังวลถึงผลกระทบด้านราคาและคุณภาพบริการที่อาจต้องจ่ายค่าบริการอินเทอร์เน็ตบ้านแพงขึ้น แต่ สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AIS ก็ยืนยันว่าบริษัทจะยังคงราคาแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตบ้านที่ต่ำที่สุดไว้ที่ 499 บาทต่อเดือน และผู้ใช้งานสามารถเลือกแพ็กเกจและราคาได้ตามการใช้งาน

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากการซื้อเข้าซื้อ 3BB จะส่งผลให้ธุรกิจบรอดแบนด์มีผู้เล่นรายใหญ่ลดลงจาก 4 รายเหลือ 3 ราย ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้การแข่งขันในตลาดบรอดแบนด์ลดลงด้วยเช่นกัน

 

ดีลประวัติศาสตร์ บางจากเข้าซื้อกิจการ ESSO

 

อีกหนึ่งดีลประวัติศาสตร์คงหนีไม่พ้นบางจากเข้าซื้อกิจการ ESSO ด้วยมูลค่า 5.55 หมื่นล้านบาท โดยบางจากมั่นใจว่าดีลดังกล่าวจะช่วยหนุนกำลังผลิตน้ำมันขึ้นเบอร์ 1 ของไทย จนแตะ 2.94 แสนบาร์เรลต่อวัน จากนั้นได้ทยอยรีแบรนด์เปลี่ยนปั๊มน้ำมัน ESSO ที่มีอยู่ทั้งหมดให้เป็นปั๊มน้ำมันแบรนด์ของบางจากให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้

 

จริงๆ แล้วดีลการซื้อกิจการ บมจ.เอสโซ่ (ประเทศไทย) นั้นถือเป็นการลงทุนที่อยู่ในแผนของบริษัทบางจาก ซึ่งเมื่อ 4 ปีก่อนบริษัทได้กำหนดแผนธุรกิจภายใน โดยต้องการจะลงทุนโรงกลั่นเพิ่มเป็นที่ 2 ด้วยการเข้าซื้อกิจการ (M&A)

 

 

โดยในช่วงที่ผ่านมามีโรงกลั่นเข้ามาเสนอขายจำนวนประมาณ 3 แห่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ESSO ซึ่งสามารถบรรลุข้อตกลงได้เร็วกว่าผู้ขายรายอื่น

 

ที่สำคัญหลังการเข้าซื้อกิจการ ESSO จะเห็นการสร้างประโยชน์ร่วม (Synergy) ทางธุรกิจทันที เพราะจะช่วยประหยัดต้นทุนโดยรวมลดลงได้ประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ มาจากความร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดหาน้ำมันดิบ การใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน และการประหยัดต่อขนาดที่ดีขึ้นในการบริหารจัดการ

 

‘ไมเนอร์’ ซื้อกิจการแบรนด์ Sizzler ลุยขยายสาขาทั่วโลก

 

มาดูที่ฝั่งธุรกิจร้านอาหารอย่าง บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT หลังจากให้บริษัทย่อย MFG International Holding (Singapore) Pte. Ltd. เข้าซื้อหุ้นบริษัท Singco Trading Pte. Ltd. สัดส่วน 100% ด้วยมูลค่า 546 ล้านบาท

 

หลังจากเข้าซื้อแบรนด์ Sizzler ไมเนอร์จะได้ประโยชน์จากรายได้ค่าลิขสิทธิ์ต่อปีที่มีอยู่ที่ 3.5-4 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราวๆ 91-104 ล้านบาท และผลกำไรเต็มจำนวนโดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์จากการดำเนินงานในประเทศไทย

 

 

ก่อนหน้านี้ ดิลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของไมเนอร์เคยกล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่ามีเป้าหมายจะขยายสาขาร้าน Sizzler มากถึง 200-300 สาขาภายใน 5 ปีต่อจากนี้

 

ยิ่งไปกว่านั้นด้วยความเชี่ยวชาญของการดำเนินธุรกิจร้านอาหารไมเนอร์ที่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยมีร้านอาหารกว่า 2,500 สาขา ใน 24 ประเทศ ภายใต้แบรนด์ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, เดอะ คอฟฟี่ คลับ, ริเวอร์ไซด์, เบนิฮานา, ไทยเอ็กซ์เพรส, บอนชอน, สเวนเซ่นส์, ซิซซ์เลอร์, แดรี่ควีน, เบอร์เกอร์ คิง, คอฟฟี่เจอนี่ และกาก้า ด้วยความแข็งแกร่งทั้งหมดนี้จะช่วยต่อยอดและขยายโอกาสการเติบโตของของ Sizzler ได้อย่างรวดเร็ว

 

LINE MAN Wongnai ซื้อกิจการ FoodStory

 

เสริมทัพระบบพัฒนาโซลูชันร้านอาหารไม่เว้นแม้แต่ LINE MAN Wongnai ได้เข้าซื้อกิจการ FoodStory สตาร์ทอัพผู้พัฒนาระบบ POS ร้านอาหาร จากเดิมแล้ว LINE MAN Wongnai นั้นมีผลิตภัณฑ์ Wongnai POS ระบบจัดการร้านอาหารและมีลูกค้าใช้งานแล้วกว่า 50,000 ร้าน

 

 

โดย เอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Lifestyle & Solution Services LINE MAN Wongnai มั่นใจว่าการได้ FoodStory ที่มีจุดแข็งในการพัฒนาระบบ POS ร้านอาหาร จะทำให้สามารถพัฒนาโซลูชันสำหรับร้านอาหารให้ครอบคลุมตลาดร้านอาหารในไทยได้เร็วขึ้น และมั่นใจว่าครองส่วนแบ่งมากที่สุดในตลาด POS ในไทยตอนนี้

 

สำหรับ FoodStory เป็นสตาร์ทอัพพัฒนาระบบ POS ที่ให้บริการมากว่า 11 ปี อยู่ภายใต้การบริหารโดยบริษัท ลีฟวิ่ง โมบาย จำกัด และได้รับการระดมทุนรอบ Series B จาก Beacon VC บริษัทการเงินร่วมลงทุนของธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ JWD Group

 

เวิร์คพอยท์เข้ามาถือหุ้น 49% ด้วยมูลค่า 216 ล้านบาทใน ‘โคตรคูล’

 

อีกหนึ่งในข่าวที่เรียกเสียงฮือฮาได้เป็นอย่างมากในโลกออนไลน์ของไทยคือการที่บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WORK แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าได้ให้บริษัทย่อยเข้าถือหุ้น 49% ด้วยวงเงินไม่เกิน 216 ล้านบาท ในบริษัท โคตรคูล จำกัด ที่ประกอบธุรกิจผลิตและออกอากาศรายการผ่านช่องทางออนไลน์ในแพลตฟอร์มต่างๆ เป็นหลัก

 

เหตุผลที่ทำให้ผู้คนสนใจเป็นอย่างมากเพราะโคตรคูลคือบริษัทที่ก่อตั้งและถือหุ้น 100% โดย โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน ศิลปินที่มีเอกลักษณ์ติดตัวคือความขี้เล่น ประกอบกับมุกตลก และเสียงร้องเพราะๆ ที่หลายคนชื่นชอบ

 

 

จากศิลปินที่ครั้งหนึ่งเกือบจะหันหลังให้กับวงการ จนมาปั้นบริษัทที่วันนี้มีมูลค่าหลักร้อยล้าน ซึ่งแม้แต่เวิร์คพอยท์ หนึ่งในยักษ์ใหญ่ของวงการสนใจเข้ามาถือหุ้น ทำไมต้องเป็นเวิร์คพอยท์ และหลังจากนี้ความเป็นโคตรคูลจะเปลี่ยนไปหรือไม่ นี่คือคำถามหลักที่ THE STANDARD WEALTH ได้พูดคุยกับ โอ๊ต ปราโมทย์

 

โอ๊ต ปราโมทย์ เล่าว่า โคตรคูลก่อตั้งมาได้ 6 ปีแล้ว โดยมีช่องหลักใน YouTube อย่าง ‘โคตรคูล’ ที่มีผู้ติดตาม 3.03 ล้าน ทำ 6-7 รายการ และ ‘โคตรคูล LIVE’ มีผู้ติดตาม 2.69 แสนคน ทำอยู่ 4 รายการด้วยกัน

 

จุดเริ่มต้นที่ทำให้โคตรคูลถูกทาบทามในการลงทุนธุรกิจมาจากการติด 1 ใน 50 สุดยอดองค์กรในฝันของคนรุ่นใหม่จากการสำรวจของ WorkVenture ทำให้มีผู้สนใจอยากเข้ามาร่วมทุนไม่น้อยกว่า 10 ราย

 

“ตอนที่เราเริ่มทำเราไม่มีความฝันเลย โดยเริ่มจากพนักงาน 1-2 คน ทำแบบมวยวัดเลย ไม่ได้มีความรู้เรื่องธุรกิจ มีแต่อยากทำคอนเทนต์ที่เราอยากทำ” โอ๊ตเล่า “จนวันหนึ่งเราเดินเข้าออฟฟิศแล้วพบว่าเราจำชื่อพนักงานบางคนไม่ได้เพราะมีทั้งหมด 50 คนแล้ว เลยมองว่าองค์กรมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว และเป็น Pain Point ที่ต้องรีบแก้”

 

เหตุที่บอกว่าเป็น Pain Point เพราะโอ๊ตยังต้องรับหน้าที่ส่วนใหญ่ในการบริการ ไล่ตั้งแต่การเป็น HR รวมไปถึงเรื่องต่างๆ ขณะที่บัญชียังต้องใช้บริษัทนอกทำ ดังนั้นจึงมองว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับองค์กร เพื่อทำให้เดินไปข้างหน้าอย่างแข็งแรงและยั่งยืน

 

“ที่เลือกเวิร์คพอยท์เพราะนอกจากได้มีโอกาสทำงานร่วมกันหลายครั้งแล้ว ยังได้ปรึกษากับพี่กร (ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัล เวิร์คพอยท์) ในหลายๆ เรื่อง จึงมองว่าเวิร์คพอยท์นี่แหละที่เหมาะจะมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน”

 

ตามเอกสารที่แจ้งในตลาดหลักทรัพย์ฯ เวิร์คพอยท์ระบุว่า การลงทุนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพธุรกิจรายการต่างๆ ในช่องทางออนไลน์ และเพิ่มความหลากหลายของการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งสร้างโอกาสในการเติบโตร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย

 

ไม่แปลกที่เวิร์คพอยท์จะมองอย่างนั้น เพราะแม้วันนี้เม็ดเงินโฆษณาหลักๆ จะยังอยู่ที่สื่อทีวีที่คิดเป็นตัวเลขนับหมื่นล้านบาท แต่ในอนาคตถูกมองว่าเม็ดเงินส่วนนี้กำลังจะลดน้อยลงไปเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป และการเข้ามาของสื่อดิจิทัล

 

โอ๊ต ปราโมทย์ ย้ำว่า แม้เวิร์คพอยท์จะเข้ามาถือหุ้น แต่ DNA ของโคตรคูลจะยังไม่เปลี่ยนแปลง “เพราะผมยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และทางเวิร์คพอยท์ก็ไม่ได้ต้องการเข้ามาเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการพูดคุยในเรื่องของการวางแผนธุรกิจในด้านต่างๆ ต่อไป”

 

“พร้อมไหมสำหรับภารกิจแห่งจักรวาล” JKN เข้าซื้อผู้จัดประกวด Miss Universe

 

“พร้อมไหมสำหรับภารกิจแห่งจักรวาล” เป็นวลีที่ผู้คนโดยเฉพาะในแวดวงนางงามมักพูดถึงหลังจากที่ แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ได้ใช้เงินราว 500 กว่าล้านบาทในการเข้าซื้อ Miss Universe Organization (MUO) องค์กรนางงามจักรวาลที่ถือเป็นองค์กรระดับโลกที่มีมายาวนานกว่า 71 ปี

 

“บริษัทฯ มีแผนนำแบรนด์ Miss Universe มาช่วยต่อยอดเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ได้แก่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เครื่องสำอาง และสินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างการเติบโตให้แก่กลุ่มธุรกิจดังกล่าวในอนาคตอีกด้วย” จักรพงษ์กล่าวในเวลานั้น

 

 

บล.หยวนต้า เผยบทวิเคราะห์ที่ระบุถึงมุมมองเป็นบวกต่อดีลเข้าซื้อกิจการของ MUO ซึ่งหากดีลสำเร็จจะเกิด Synergy ทางธุรกิจกับบริษัทเดิม โดยเฉพาะธุรกิจขายสินค้า ซึ่งมีแผนนำแบรนด์ Miss Universe มาช่วยต่อยอดเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กลุ่มธุรกิจคอมเมิร์ซ

 

ขณะที่จะมีรายได้จากธุรกิจ MUO อีกหลากหลายช่องทาง เช่น รายได้จากการอนุญาตสิทธิ์ให้แต่ละประเทศจัดประกวดนางงามและให้ประเทศต่างๆ เป็นเจ้าภาพ รายได้จากการรับจ้างผลิตงานประกวด รายได้จากผู้สนับสนุนหลัก รายได้จากการจำหน่ายหรือให้สิทธิ์ผลิตสินค้าแบรนด์ และรายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมการประกวด

 

หากดีลทันในปี 2566 JKN จะรับรู้รายได้ 160 ล้านบาท และปี 2567 จะมีรายได้ 800-1,200 ล้านบาท หรือเพิ่มรายได้ราว 40-60% จากเดิมและจากการประเมินว่าหากกำไรจากธุรกิจ MUO เป็นไปตามเป้าจะเพิ่มฐานกำไรกว่าเท่าตัวจากปัจจุบันที่ระดับ 200 ล้านบาท เป็นประมาณ 400-500 ล้านบาทด้วยกัน

 

แม้จะวางแผนไว้สวยหรูสำหรับการได้ Miss Universe เข้ามาเสริมพอร์ต ทว่าปัญหาทางการเงินทำให้หนทางเดินของ JKN ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิดจนสุดท้าย 9 พฤศจิกายน ได้มีการแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 10/2566 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีมติอนุมัติให้บริษัทในฐานะลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และเสนอผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 (รวมที่แก้ไขเพิ่มเติม)

 

จักรพงษ์กล่าวในการแถลงแผนและแนวทางการฟื้นฟูกิจการว่า ยืนยันว่าที่บริษัทยื่นขอฟื้นฟูกิจการนั้นเพื่อเป็นการดูแลทั้งผู้ถือหุ้นและผู้ถือหุ้นกู้ของบริษัทวงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด และได้รับเงินคืน รวมถึงเพื่อให้บริษัทสามารถทำงานหาเงินมาชำระคืนให้กับเจ้าหนี้ได้

 

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าในการดำเนินธุรกิจและลงทุนในธุรกิจคอนเทนต์ที่มีทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน (Intangible Asset) เป็นการลงทุนที่ปกติไม่ใช่เรื่องแปลก เช่นเดียวกับการลงทุนของบริษัทธุรกิจคอนเทนต์ระดับโลก เช่น วอร์เนอร์บราเธอส์, วอลต์ ดิสนีย์, พาราเมาต์ พิกเจอส์ และยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ ที่ดำเนินธุรกิจคล้ายกับบริษัท

 

“ขอโอกาสและความร่วมมือให้ทุกท่านให้เวลาและความเชื่อมั่นกับพวกเราในการเดินหน้าทำงานเพื่อคืนเงินให้กับพวกท่านอย่างยุติธรรม”

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจมาบริษัทมีการลงทุนในธุรกิจคอนเทนต์มูลค่ารวมทั้งสิ้น 12,950 ล้านบาท ตัดจำหน่ายไปแล้วมูลค่า 6,581.02 ล้านบาท มีมูลค่าคงเหลือ 6,277 ล้านบาท มีกำหนดการใช้งานเป็นระยะเวลา 11 ปี

 

ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตามองคือ JKN จะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งเมื่อไร

 

ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่หยุดนิ่งของวงการธุรกิจ ปี 2566 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความสามารถในการปรับตัวและการสร้างนวัตกรรมเป็นกุญแจสำคัญที่ธุรกิจทุกขนาดต้องใส่ใจ ไม่ว่าจะเป็นการควบรวมหรือการซื้อกิจการ ซึ่งกลายเป็นเทรนด์หลักที่สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวอย่างชัดเจนในปีนี้ การเข้าใจและการปรับตัวเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับธุรกิจในประเทศไทยในอนาคต พวกเรา THE STANDARD WEALTH จะคอยติดตามและนำเสนอความเคลื่อนไหวเหล่านี้ พร้อมทั้งวิเคราะห์และให้ข้อมูลที่มีประโยชน์ เพื่อที่ว่าท่านผู้อ่านจะได้ไม่พลาดทุกแง่มุมสำคัญของโลกธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่ง

 


THE STANDARD WEALTH NOW AND NEXT 2024

The post THE STANDARD WEALTH ชวนย้อนรอยธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่เข้าซื้อ-ควบรวมกิจการในปี 2566 ดีลไหนที่เรียกเสียงฮือฮาบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
JKN จ่อฟ้องกลับเรียกค่าเสียหายกับ TCG จำนวน 2,500 ล้านบาทใน 2 คดี ทั้งละเมิดสิทธิ MU Coin และแจ้งความเท็จเรื่องโรงงานเครื่องดื่ม https://thestandard.co/jkn-is-about-to-sue-tcg-for-damages/ Tue, 12 Dec 2023 06:58:15 +0000 https://thestandard.co/?p=875903

บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป ประกาศเล็งดำเนินคดีทางกฎหมายก […]

The post JKN จ่อฟ้องกลับเรียกค่าเสียหายกับ TCG จำนวน 2,500 ล้านบาทใน 2 คดี ทั้งละเมิดสิทธิ MU Coin และแจ้งความเท็จเรื่องโรงงานเครื่องดื่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป ประกาศเล็งดำเนินคดีทางกฎหมายกับ TCG เหตุเผยแพร่ข้อมูลเท็จและบิดเบือนจากความเป็นจริง จากข้อกล่าวหา 

 

  1. Project MU Coin ทำผิดสัญญา 
  2. โรงงานน้ำดื่ม บริษัท เอ็มเอ็น เบฟเวอเรจ จำกัด ในข้อความเป็นเท็จ ทำให้บริษัทเสียชื่อเสียง

 

จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ชี้แจงกลับกรณี TCG แจ้งความเท็จเรื่องโรงงานเครื่องดื่มและเหรียญจักรวาลว่า หลังจากที่บริษัท TCG ได้มีการกล่าวหาบริษัทฯ ในเรื่องของเผยแพร่ข้อมูลเท็จและบิดเบือนจากความเป็นจริงจากกรณียักยอกทรัพย์บริษัท เอ็มเอ็น เบฟเวอเรจ จำกัด และ Project Miss Universe Coin หรือ MU Coin ทำให้บริษัทฯ เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ทางบริษัทฯ ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และเตรียมฟ้องกลับ TCG ทั้งสองคดี เรียกร้องค่าเสียหายมูลค่า 2,500 ล้านบาทในการทำให้บริษัทเสียชื่อเสียง จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้นั้น เพื่อปกป้องสิทธิและประโยชน์ทางกฎหมายของบริษัทฯ

 

สำหรับในเรื่องของโรงงานผลิตเครื่องดื่มของบริษัท เอ็มเอ็น เบฟเวอเรจ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ JKN ที่ถูกทาง TCG กล่าวหาว่าบริษัทฯ ได้ยักยอกทรัพย์ ทางบริษัทฯ ขอชี้แจงดังนี้

 

  1. คณะกรรมการบริษัท เอ็มเอ็น เบฟเวอเรจ จำกัด ได้อนุมัติเห็นชอบให้ขนย้ายผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบเพื่อการผลิตซึ่ง มีอายุการใช้งานจำกัด โดยฝากเก็บรักษาที่คลังสินค้าของบริษัท เจเคเอ็น แลนด์มาร์ค จำกัด จึงร้องขอให้บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการขนย้าย โดยไม่ได้มีการกระทำความผิดทางอาญาหรือทางแพ่งใดๆ

 

  1. บริษัท ทีซีจี. โซเชียลมีเดีย กรุ๊ป จำกัด อยู่ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัท เอ็มเอ็น เบฟเวอเรจ จำกัด เช่นเดียวกันกับบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ไม่ได้มีอำนาจจัดการในบริษัท เอ็มเอ็น เบฟเวอเรจ จำกัด จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะไปดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือฟ้องร้องต่อศาลด้วยตนเองได้

 

  1. ถึงแม้ว่าทางบริษัท ทีซีจี. โซเชียลมีเดีย กรุ๊ป จำกัด จะได้เสนอซื้อหุ้นโดยได้ทำสัญญาซื้อ-ขายหุ้นของบริษัท เอ็มเอ็น เบฟเวอเรจ จำกัด กับบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วน 60% ของหุ้นทั้งหมดในบริษัท เอ็มเอ็น เบฟเวอเรจ จำกัด แต่เมื่อถึงกำหนดชำระค่าหุ้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2566 ก็ไม่ได้ชำระค่าหุ้นตามสัญญาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ หุ้นจึงยังไม่โอนไปตามเงื่อนไขของสัญญา เพราะยังไม่ได้ชำระค่าหุ้น จึงทำให้บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์หุ้นให้และยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงทะเบียนผู้ถือหุ้นส่วน คณะกรรมการบริษัท เอ็มเอ็น เบฟเวอเรจ จำกัด ได้รับการแต่งตั้งจากกลุ่มผู้ถือหุ้น โดยบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 60% 

 

  1. วันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 บริษัท ทีซีจี. โซเชียลมีเดีย กรุ๊ป จำกัด  ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน โดยกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2566 บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้มีการขนย้ายทรัพย์สินออกจากโรงงานบริษัท เอ็มเอ็น เบฟเวอเรจ จำกัด ตามที่กล่าวมาข้างต้น การที่บริษัท ทีซีจี. โซเชียลมีเดีย กรุ๊ป จำกัด ได้ดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนจึงเป็นความเท็จทั้งสิ้น บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จึงขอสงวนสิทธิ์ในการจะดำเนินคดีกับบริษัท ทีซีจี. โซเชียลมีเดีย กรุ๊ป จำกัด ในความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานต่อไป

 

นอกจากนี้ในกรณีของ Project Miss Universe Coin หรือ MU Coin ในช่วงต้นเดือนกันยายน 2566 มีกลุ่มบุคคลได้เปิดตัว MU Coin ในประเทศฟิลิปปินส์ โดยอ้างว่าเป็นเหรียญ Miss Universe ซึ่งบริษัทฯ เป็นเจ้าของ Miss Universe Organization และถือสิทธิ์ Miss Universe ทั่วโลกแต่เพียงผู้เดียว และกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า จึงทำให้บริษัทฯ และองค์กร Miss Universe ประกาศผ่านสื่อว่า MU เหรียญที่เปิดตัวในฟิลิปปินส์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Miss Universe ดังนั้นการใช้ชื่อ ‘MU’ เพื่อสร้างสกุลเงิน ‘MU Coin’ ตามที่รายงานบนสื่อออนไลน์นั้นไม่เหมาะสมและไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด  

 

อย่างไรก็ดี ตามที่แจ้งไปด้านบน ทางบริษัทฯ ขอยืนยันว่า ในส่วนของกรณีโครงการ Project Miss Universe Coin หรือ MU Coin มีเพียงบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นระหว่างบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีซีจี. โซเชียลมีเดีย กรุ๊ป จำกัด เพื่อจะศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ซึ่งบันทึกความเข้าใจนี้ไม่มีผลผูกพันและไม่มีผลบังคับทางกฎหมายในอันที่บริษัท ทีซีจี. โซเชียลมีเดีย กรุ๊ป จำกัด จะนำชื่อ MU ไปใช้ได้

 

“แม้จะได้คนมงไปนานแล้วก็ตาม แต่เรื่องการฟ้องกลับยังไม่จบเพียงเท่านี้แน่นอน ดิฉันจึงขอยืนยันว่าข้อกล่าวหาที่ทาง TCG ได้ตั้งโต๊ะแถลงในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 นั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และเตรียมฟ้องกลับพร้อมเรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 2,500 ล้านบาท เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของบริษัทฯ ของดิฉันและเรียกความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ กลับคืนมา” จักรพงษ์กล่าว

The post JKN จ่อฟ้องกลับเรียกค่าเสียหายกับ TCG จำนวน 2,500 ล้านบาทใน 2 คดี ทั้งละเมิดสิทธิ MU Coin และแจ้งความเท็จเรื่องโรงงานเครื่องดื่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น JKN เด้ง 159.25% ภายในเวลา 5 วัน รับแรงเก็งกำไรระยะสั้น หลังนางงามไทยคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 จากเวที MU https://thestandard.co/jkn-159-25-percent-in-5-days/ Thu, 23 Nov 2023 10:47:13 +0000 https://thestandard.co/?p=869013

ราคาหุ้น บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN พุ่ง 159.25 […]

The post หุ้น JKN เด้ง 159.25% ภายในเวลา 5 วัน รับแรงเก็งกำไรระยะสั้น หลังนางงามไทยคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 จากเวที MU appeared first on THE STANDARD.

]]>

ราคาหุ้น บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN พุ่ง 159.25% ภายในเวลา 5 วัน นักลงทุนแห่เก็งกำไรระยะสั้น รับกระแสเวที MU คึกคักหลังจากที่นางงามคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 มาได้ ด้านนักวิเคราะห์เตือนให้เกาะติดประเด็นร้อน ตั้งแต่ปัญหาสภาพคล่อง การฟื้นฟูกิจการ และปมหุ้นกู้ 

 

ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น JKN วันนี้ (23 พฤศจิกายน) ปิดการซื้อขายที่ 0.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.06 บาท หรือ 9.38% มูลค่าการซื้อขาย 205.23 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน

 

โดยย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ราคาหุ้น JKN ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว 159.25%  

 

แหล่งข่าวนักวิเคราะห์กล่าวว่า ราคาหุ้น JKN ที่ปรับเพิ่มขึ้นมาท่ามกลางสภาวะตลาดหุ้นที่ปรับลดลงนั้น เป็นเพราะมีนักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นในหุ้นขนาดเล็ก โดยสังเกตได้จากราคาหุ้นขนาดเล็กอื่นๆ ที่ปรับขึ้นในช่วงตลาดขาลงเช่นกัน 

 

นอกจากนี้ ประเด็นของ JKN เองก็ได้รับกระแสเชิงบวกเข้ามาสนับสนุน หลังจากที่นางงามจากประเทศไทยสามารถคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 จากเวที Miss Universe กลับมาได้ ทำให้นักลงทุนคาดหวังว่าธุรกิจนางงามที่ JKN ถือลิขสิทธิ์อยู่นั้นจะสามารถสร้างรายได้จากกระแสบวกนี้

 

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แนะนำให้นักลงทุนเข้าลงทุนในช่วงเวลานี้ โดยเตือนให้ติดตามประเด็นด้านงบการเงิน กระแสเงินสด การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ รวมถึงการแก้ปัญหาเรื่องหุ้นกู้ด้วยว่าบริษัทจะมีแนวทางอย่างไรบ้าง 

 

โดยล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีหนังสือให้ JKN ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดประชุมคณะกรรมการบริษัท เพื่อมีมติยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ เนื่องจากยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการเรียกประชุมคณะกรรมการในบางส่วนที่ยังไม่ชัดเจน พร้อมทั้งให้เปิดเผยข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ระบบสารสนเทศฯ)

 

ขณะที่ JKN แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า บริษัทจะจัดประชุมเพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ลงทุนและผู้ที่เกี่ยวข้อง (Public Presentation) ในวันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน 2566 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลและชี้แจงแนวทางแก้ไขเหตุที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย C

The post หุ้น JKN เด้ง 159.25% ภายในเวลา 5 วัน รับแรงเก็งกำไรระยะสั้น หลังนางงามไทยคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 จากเวที MU appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมดแรงยื้อ JKN ยื่นศาลล้มละลายขอฟื้นฟูกิจการ แก้ปัญหาสภาพคล่อง https://thestandard.co/jkn-announced-bankuptcy-request-business-rehabilitation/ Thu, 09 Nov 2023 04:29:02 +0000 https://thestandard.co/?p=863925 JKN

วันนี้ (9 พฤศจิกายน) แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธา […]

The post หมดแรงยื้อ JKN ยื่นศาลล้มละลายขอฟื้นฟูกิจการ แก้ปัญหาสภาพคล่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
JKN

วันนี้ (9 พฤศจิกายน) แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 10/2566 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้มีมติอนุมัติให้บริษัทในฐานะลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และเสนอผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 (รวมที่แก้ไขเพิ่มเติม) โดยในวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บริษัทได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัทเรียบร้อยแล้ว

 

บริษัท JKN ชี้แจงสรุปสาระสำคัญของคำร้องฟื้นฟูกิจการ ดังนี้

 

  1. บริษัทในฐานะลูกหนี้เป็นผู้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง
  2. บริษัทเสนอ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทำแผน
  3. แนวทางของแผนฟื้นฟูกิจการในเบื้องต้น ดังนี้

 

  • การปรับโครงสร้างกิจการและโครงสร้างทางการเงินให้สอดคล้องกับสมมติฐานทางการเงินและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ตลอดจนแก้ไขปัญหาของกิจการในส่วนของเงินทุนหมุนเวียน เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องทางการเงินของบริษัท รวมถึงการปรับโครงสร้างภายในองค์กร

  • การขยายระยะเวลาการชำระหนี้ การผ่อนผันในเรื่องอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้บริษัทสามารถสร้างรายรับจากการประกอบกิจการและนำมาจัดสรรชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้อย่างครบถ้วน และบริษัทยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้

  • การได้รับเงินสนับสนุนทางด้านการเงินจากแหล่งเงินทุน โดยได้รับจากผู้ลงทุนรายใหม่หรือสถาบันการเงิน เพื่อเป็นการหมุนเวียนในกิจการของบริษัท

  • การจัดหาแนวทางการดำเนินการขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือก่อให้เกิดรายได้ เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินดังกล่าวมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลาย

  • การจัดเตรียมแผนงานและกลยุทธ์ในการบริหารสภาพคล่องของบริษัท และการปรับปรุงระบบ โครงสร้างภายในองค์กร และการพัฒนาต่อยอดธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ

 

การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูช่วยอะไรบ้าง

สำหรับการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการของบริษัทจะช่วยให้บริษัทแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีกฎหมายรองรับ และให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม

 

อีกทั้งบริษัทยังสามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ในระหว่างที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ เพื่อการแก้ไขปัญหาของบริษัท และเพื่อสร้างผลกำไรจากการดำเนินกิจการต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคง บริษัทจะแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับความคืบหน้าใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการฟื้นฟูกิจการของบริษัทต่อไป

 

ขณะที่หุ้น JKN ก่อนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (9 พฤศจิกายน) ราคาอยู่ที่ระดับ 1.09 บาทต่อหุ้น ปรับขึ้นราว 23% จากระดับต่ำสุดใหม่

 

ประวัติ แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ 

จักรพงษ์เกิดในครอบครัวคนจีน เป็นลูกชายคนโตของบ้าน มีน้องสาว 1 คน และจบการศึกษาระดับมัธยม และมหาวิทยาลัย ด้านรัฐศาสตร์ ที่ประเทศออสเตรเลีย ตอนที่เธอเรียนที่ประเทศออสเตรเลียได้ทำงานพิเศษไปด้วย เพื่อเป็นการหารายได้ให้กับตัวเอง เธอผลักดันตัวเองจนกลายเป็นสตรีข้ามเพศหนึ่งเดียวในอาเซียนที่เป็น CEO ของบริษัทมูลค่านับพันล้าน

 

ซึ่งเธอเป็น CEO ของบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) ผู้นำเข้าและส่งออกลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากทั่วโลก มีคอนเทนต์นำเสนอทุกช่องทั้งในไทยและต่างประเทศ เธอถือเป็นตัวชูโรงซีรีส์อินเดียที่ขายได้หลักพันล้าน จนหลายๆ คนยกฉายาให้ว่า ‘เจ้าแม่ภารตะพันล้าน’

The post หมดแรงยื้อ JKN ยื่นศาลล้มละลายขอฟื้นฟูกิจการ แก้ปัญหาสภาพคล่อง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แอน จักรพงษ์’ แจง ขายหุ้น JKN 92 ล้านหุ้น รวมมูลค่า 117 ล้านบาท เหตุถูก Force Sell หลังจากราคาหุ้นร่วง 50% ใน 2 วัน https://thestandard.co/ann-chakrabongse-selling-jkn-shares/ Thu, 07 Sep 2023 01:15:49 +0000 https://thestandard.co/?p=838439 แอน จักรพงษ์

แอน จักรพงษ์ แจงกรณีขายหุ้น JKN ออกมาจำนวนรวม 92 ล้านหุ […]

The post ‘แอน จักรพงษ์’ แจง ขายหุ้น JKN 92 ล้านหุ้น รวมมูลค่า 117 ล้านบาท เหตุถูก Force Sell หลังจากราคาหุ้นร่วง 50% ใน 2 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แอน จักรพงษ์

แอน จักรพงษ์ แจงกรณีขายหุ้น JKN ออกมาจำนวนรวม 92 ล้านหุ้น มูลค่า 117 ล้านบาท เพราะถูก Force Sell เนื่องจากราคาหุ้นร่วงหนักกว่า 50% ภายใน 2 วัน ระบุรับโอนหุ้นจากน้องสาวเข้ามาเพิ่มอีก 77 ล้านหุ้น ดันสัดส่วนถือหุ้นเพิ่มเป็น 38% รั้งตำแหน่งผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 พร้อมยันมีแนวทางแก้ไขเรื่องหุ้นกู้แล้ว 

 

วานนี้ (6 กันยายน) จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ หรือ แอน จักรพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN รายงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า ได้ขายหุ้น JKN จำนวน 92,027,375 หุ้น หุ้นละ 1.27 บาท รวมเป็นมูลค่า 116.87 ล้านบาท เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566

 


บทความที่เกี่ยวข้อง: 


 

ต่อมาในวันที่ 4 กันยายน 2566 ได้ขายหุ้น JKN เพิ่มอีกจำนวน 36,800 หุ้น ในราคาหุ้นละ 1.07 บาท คิดเป็นมูลค่า 39,376 บาท

 

ทั้งนี้ อ้างอิงข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 23 มีนาคม 2566) แอน จักรพงษ์ ถือหุ้นใน JKN อยู่ที่ 183,018,523 หุ้น หรือคิดเป็น 24.55%

 

ก่อนหน้านี้ JKN ขอเลื่อนชำระหุ้นกู้ชุด JKN239A โดยชำระเงินต้นบางส่วนจำนวน 146,618,630.14 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 9,981,369.86 บาท รวมเป็น 156,600,000 บาท และเหลือยอดค้างชำระ 443,400,000 บาท จากจำนวนเต็มทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยรวม 609,981,369.6 บาท

 

เป็นเหตุให้ แอน จักรพงษ์ ออกแถลงการณ์ถึงปัญหาการเลื่อนชำระหุ้นกู้ชุด JKN239A (ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีการขายหุ้นจำนวน 92 ล้านหุ้น)

 

โดยในวันที่ 1 กันยายนนั้น แอน จักรพงษ์ ได้แถลงข่าวว่า บริษัทมีความพร้อมชำระ 156.6 ล้านบาท ส่วนจำนวนที่เหลือจะจ่ายให้ครบและจะทบดอกเบี้ยให้ โดยผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ คือ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด จะเป็นผู้ติดต่อผู้ถือหุ้นกู้ภายในวันที่ 11 กันยายน 2566 และจะเสนอแนวทางการแก้ไขต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ วันที่ 27 กันยายน 2566 ซึ่งคาดว่าจะได้รับความเห็นชอบจากผู้ถือหุ้นกู้ดังกล่าว โดยหุ้นชุดดังกล่าวไม่เกี่ยวกับหุ้นกู้ตัวอื่นๆ

 

ปัจจัยหลักที่ทำให้ขอเลื่อนชำระหุ้นกู้มาจากสถานการณ์ตลาดพันธบัตร (บอนด์) ไม่ค่อยดี ค่อนข้างอ่อนไหว ประกอบกับรัฐบาลไทยจัดตั้งช้า 3-4 เดือน โดยเพิ่งจัดตั้งได้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เงินต่างชาติไหลออกจากไทยหมด ภาวะตลาดหุ้นไม่ดีนัก การลงทุนเฉพาะในไทยไม่มีวอลุ่มมากพอ ทำให้บริษัทขาดสภาพคล่องชั่วคราว ซึ่งหลังจากนี้จะไม่มีการลงทุนธุรกิจใดๆ เพิ่มเติมอีกแล้ว

 

ร่อนแถลงการณ์ ยอมรับแล้วถูก Force Sell หุ้น JKN

หลังจากที่มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับการขายหุ้นและรับโอนหุ้นหลายรายการจากสื่อหลายสำนัก แอน จักรพงษ์ ได้ออกแถลงการณ์ว่า รายการขายหุ้นของตนนั้นมาจากบัญชีมาร์จิ้นถูก Force Sell หรือบังคับขาย เนื่องจากราคาหุ้นตกแรงกว่า 50% ใน 2 วัน

 

อย่างไรก็ตาม แอน จักรพงษ์ ได้รับโอนหุ้น JKN เข้ามาเพิ่ม 77 ล้านหุ้น ทำให้ปัจจุบันถือหุ้น JKN ทั้งหมดเพิ่มเป็น 392.28 ล้านหุ้น คิดเป็น 38% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดอันดับ 1 เหมือนเดิม

 

“ยืนยันว่าดิฉันยังยืนหยัดบริหาร JKN และยังถือครองหุ้น JKN กว่า 38% ส่วนเรื่องหุ้นกู้นั้น บริษัท JKN มีแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องนี้แล้ว โดยได้ปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายและบริษัทผู้จัดจำหน่ายหุ้นกู้ และผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ที่เกี่ยวข้องทุกราย และจะเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้รุ่น JKN239A ในวันที่ 27 กันยายนนี้ เพื่อขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ จึงอยากขอให้ผู้ถือหุ้นกู้และนักลงทุนอย่าได้หลงเชื่อข่าวลือหรือ Fake News ต่างๆ

 

“ทั้งนี้ ขอให้เช็กข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. หรือติดต่อที่บริษัทเพื่อสอบถามได้ตลอดเวลา ดิฉันและผู้บริหารมีเจตนาที่จะดูแลเงินลงทุนและผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นกู้และผู้ถือหุ้นทุกรายอย่างจริงใจ”

 

อ้างอิง:

 

The post ‘แอน จักรพงษ์’ แจง ขายหุ้น JKN 92 ล้านหุ้น รวมมูลค่า 117 ล้านบาท เหตุถูก Force Sell หลังจากราคาหุ้นร่วง 50% ใน 2 วัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกู้ JKN ไม่รอด มีอีก 6 รุ่นถูก Cross Default รวม 2.76 พันล้านบาท ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ส่งหนังสือทวงหนี้ https://thestandard.co/another-6-of-jkn-bonds-were-cross-defaulted/ Wed, 06 Sep 2023 06:04:01 +0000 https://thestandard.co/?p=838090 จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์

ปัญหาหุ้นกู้ JKN ลามต่อ บล.เอเซียพลัส และ บล.ดาโอ ในฐาน […]

The post หุ้นกู้ JKN ไม่รอด มีอีก 6 รุ่นถูก Cross Default รวม 2.76 พันล้านบาท ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ส่งหนังสือทวงหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์

ปัญหาหุ้นกู้ JKN ลามต่อ บล.เอเซียพลัส และ บล.ดาโอ ในฐานะผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ส่งหนังสือแจ้งว่า หุ้นกู้ JKN จำนวน 6 รุ่น มูลค่า 2.76 พันล้านบาท เกิด Cross Default พร้อมทวงหนี้ ขณะที่ แอน จักรพงษ์ ยืนยัน ไม่เบี้ยวจ่ายหนี้  

 

แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัทได้รับหนังสือแจ้งจากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดาโอ (ประเทศไทย) ในฐานะผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 3 ฉบับ ดังนี้

 

ฉบับที่ 1 จาก บล.เอเซีย พลัส แจ้งเกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้รุ่น JKN239A โดยให้บริษัทฯ ชำระเงินต้นคงค้างพร้อมดอกเบี้ยทั้งหมดภายในระยะเวลาที่กำหนด 

 

ฉบับที่ 2 จาก บล.เอเซีย พลัส แจ้งการผิดนัดชำระหนี้ (Cross Default) หุ้นกู้รุ่น JKN 246A มูลค่าหนี้คงค้าง 578.60 ล้านบาท และให้ชี้แจงแนวทางการแก้ไขส่งมายังผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ภายในวันที่ 8 กันยายน 2566 รวมถึงดำเนินการแก้ไขภายใน 30 วันนับจากวันที่ 1 กันยายน 2566

 

ฉบับที่ 3 จาก บล.ดาโอ ในฐานผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ เกี่ยวกับการสอบถามรายละเอียดการแก้ไขเหตุผิดนัดของหุ้นกู้รุ่น JKN239A และแจ้งการ Cross Default หุ้นกู้รุ่นอื่นๆ ของบริษัท ดังนี้

 

  1. หุ้นกู้รุ่น JKN243A มูลค่าหนี้คงค้าง 300 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2567
  2. หุ้นกู้รุ่น JKN240A มูลค่าหนี้คงค้าง 400 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2567
  3. หุ้นกู้รุ่น JKN24NA มูลค่าหนี้คงค้าง 800 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2567
  4. หุ้นกู้รุ่น JKN252A มูลค่าหนี้คงค้าง 525 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2568
  5. หุ้นกู้รุ่น JKN255A มูลค่าหนี้คงค้าง 156.60 ล้านบาท ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2568

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 


 

ทั้งนี้ หุ้นกู้ของ JKN จำนวน 6 รุ่นที่เกิดกรณี Cross Default มูลค่าหนี้คงค้างรวม 2.76 พันล้านบาท

 

บริษัทฯ​ จะดำเนินการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้สำหรับหุ้นกู้รุ่น JKN239A ในวันที่ 27 กันยายน 2566 เพื่อพิจารณาแผนการชำระหนี้ตามหุ้นกู้รุ่น JKN239A รวมถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้และเอกสารอื่นใดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยไม่ถือเป็นเหตุผิดนัดตามข้อกำหนดสิทธิ 

 

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการจัดเตรียมแผนการชำระหนี้ตามหุ้นกู้รุ่น JKN239A และจัดเตรียมหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นกู้ โดยหากบริษัทฯ ดำเนินการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว บริษัทฯ จะแจ้งแผนการชำระเงินสำหรับหุ้นกู้รุ่น JKN239A ต่อไป

 

รวมทั้งบริษัทฯ จะจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้สำหรับหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ ของบริษัทฯ​ ทุกรุ่น ภายในกำหนดระยะเวลาตามข้อกำหนดสิทธิที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาการขอผ่อนผันให้เหตุผิดนัดตามข้อกำหนดสิทธิ (Cross Default) ให้ไม่ถือเป็นเหตุผิดนัดตามข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ ของบริษัท และไม่เรียกชำระหนี้ตามหุ้นกู้โดยพลัน (Call Default) 

 

บริษัทฯ ขอยืนยันและรับรองว่า บริษัทมีความตั้งใจและขอให้มีความเชื่อมั่นว่าบริษัทฯ มีเจตนาที่จะชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยทั้งหมดของหุ้นกู้ทุกรุ่นของบริษัทฯ

 

ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้นล่าสุด ซื้อ-ขายอยู่ที่ 1.16 บาท ลดลง 0.06 บาท หรือ 4.92%

The post หุ้นกู้ JKN ไม่รอด มีอีก 6 รุ่นถูก Cross Default รวม 2.76 พันล้านบาท ผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ส่งหนังสือทวงหนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
EXCLUSIVE: ถอดบทเรียนจาก 5 บริษัท ‘เบี้ยวหนี้หุ้นกู้’ ทำนักลงทุนขยาด High Yield Bond https://thestandard.co/5-companies-default-of-debt-payment/ Mon, 04 Sep 2023 06:37:53 +0000 https://thestandard.co/?p=837184 เบี้ยวหนี้หุ้นกู้

หลายคนน่าจะพอได้ยินเรื่องราวของการผิดนัดชำระหนี้ของบริษ […]

The post EXCLUSIVE: ถอดบทเรียนจาก 5 บริษัท ‘เบี้ยวหนี้หุ้นกู้’ ทำนักลงทุนขยาด High Yield Bond appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบี้ยวหนี้หุ้นกู้

หลายคนน่าจะพอได้ยินเรื่องราวของการผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยหลายแห่ง ล่าสุดคือกรณีของ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป (JKN) ที่ไม่สามารถจ่ายคืนหนี้จำนวน 609 ล้านบาท ซึ่งครบกำหนดจ่ายคืนเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา 

 

ไม่เพียงแค่ JKN เท่านั้น ตั้งแต่ต้นปี 2566 ยังมีบริษัทจดทะเบียนอีกหลายรายที่ประสบปัญหาขาดแคลนกระแสเงินสดที่จะนำมาชำระคืนหนี้ได้ตามที่ตกลงกันไว้แต่ต้น ทำให้แต่ละบริษัทต้องพยายามเจรจาเพื่อขอแบ่งชำระหนี้ หรือยืดการชำระหนี้ออกไป 

 

ทั้งกรณีของ บมจ.สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) จำนวนเกือบ 9.2 พันล้านบาท, บมจ.ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (ALL) จำนวน 2.4 พันล้านบาท, บมจ.ช ทวี (CHO) จำนวน 416 ล้านบาท รวมทั้ง บมจ.คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ (CGD) จำนวน 669 ล้านบาท 

 

สำหรับเหตุผลของการผิดนัดชำระหนี้ของแต่ละบริษัทมักจะถูกสรุปออกมาด้วยประโยคที่ว่า “บริษัทขาดสภาพคล่อง กระแสเงินสดหมุนเวียนไม่เพียงพอ” แต่สาเหตุเบื้องหลังที่นำไปสู่การขาดสภาพคล่องที่ว่านี้ แต่ละบริษัทอาจมีเรื่องราวที่แตกต่างกันไป 

 

จากความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ลงทุนในหุ้นกู้เหล่านี้ THE STANDARD WEALTH อยากพาไปถอดบทเรียนความผิดพลาดที่บริษัทต่างๆ ควรหาวิธีป้องกัน ขณะที่นักลงทุนก็อาจหลีกเลี่ยงหากกำลังพิจารณาที่จะลงทุนในหุ้นกู้ที่มีความเสี่ยงในลักษณะเหล่านี้

 

ลงทุนเกินตัว

 

เรื่องราวของการ ‘ลงทุนเกินตัว’ เป็นหนึ่งในกรณีที่เรามักพบเจอกันอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงปัจจุบัน อย่างกรณีของ JKN หากเราลองไปดูในรายละเอียดของงบการเงินปี 2565 

 

แม้ว่าบริษัทจะมีเงินสดจากการดำเนินงานเข้ามาถึง 1.11 พันล้านบาท แต่ขณะเดียวกันบริษัทก็ใช้เงินเพื่อลงทุนในด้านต่างๆ ไปเกือบ 3 พันล้านบาท ทั้งการซื้อลิขสิทธิ์รายการไปกว่า 2.1 พันล้านบาท ซื้อลิขสิทธิ์ Miss Universe ราว 550 ล้านบาท รวมทั้งการลงทุนในหลักทรัพย์ การลงทุนในที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ อีกกว่า 100 ล้านบาท 

 

เมื่อเงินที่หามาได้กับเงินที่ใช้เพื่อลงทุนไม่สอดคล้องกัน บริษัทย่อมต้องอาศัยการก่อหนี้เพิ่ม อย่างปี 2565 บริษัทต้องออกหุ้นกู้ใหม่กว่า 2 พันล้านบาท ยังไม่รวมการกู้ยืมจากธนาคารเพิ่มเติม 

 

การใช้จ่ายที่ดูเหมือนจะเกินกำลังของ JKN ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้หรือปีก่อน แต่เริ่มมีเค้าลางมาตั้งแต่ปี 2564 ในปีนั้นบริษัททำงานหาเงินมาได้สุทธิ 511 ล้านบาท แต่กลับมีการลงทุนก้อนใหญ่กว่าเป็นจำนวน 2.1 พันล้านบาท ทั้งการซื้อลิขสิทธิ์รายการต่างๆ จำนวน 1.2 พันล้านบาท รวมทั้งซื้อกิจการและลงทุนในบริษัทย่อย 983 ล้านบาท 

 

แล้วถามว่าบริษัทนำเงินจากไหนมาลงทุน แน่นอนว่าย่อมมาจากการก่อหนี้ ทั้งในส่วนของการกู้ธนาคารและการขายหุ้นกู้ ทำให้หนี้สินของ JKN โดยภาพรวมตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจาก 3.1 พันล้านบาท มาเป็น 7.3 พันล้านบาท

 

อีกกรณีที่คล้ายกันคือ การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ของ ALL เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณในทางลบมาตั้งแต่ปี 2565 หลังจากบริษัทวางเป้าที่จะกระโดดไปเป็น 1 ใน 10 ผู้นำของวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทย จนเร่งลงทุนซื้อที่ดินและเปิดโครงการจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถบริหารสภาพคล่องให้เพียงพอต่อความต้องการ 

 

เงินสดที่ขาดมือนำไปสู่โครงการที่ไม่สามารถสร้างเสร็จได้ตามแผน อย่างโครงการ Impression เอกมัย ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2562 หรือโครงการ The Excel ลาซาล 17 จนมีลูกค้าที่จ่ายเงินผ่อนชำระไปแล้วออกมาแสดงความไม่พอใจ หรือแม้แต่ที่ดินที่ซื้อมาบางแห่งก็ไม่สามารถพัฒนาโครงการได้ตามแผน เนื่องจากไม่ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) 

 

ขณะที่แนวทางการแก้ไขปัญหาของผู้บริหารที่ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ กลับเป็นความพยายามที่จะมุ่งไปสู่ธุรกิจใหม่ ทั้งบริหารสินทรัพย์ บริหารหนี้ และคาร์บอนเครดิต ในระหว่างที่ธุรกิจหลักอย่างอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ได้แข็งแรงเพียงพอ  

 

ทุจริตภายใน

 

อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อบริษัทและผู้ลงทุนคือ การทุจริตของบริษัท ซึ่งเราได้รับรู้เรื่องราวกันมาพอสมควรจากกรณีของ STARK 

 

เมื่อเป็นกรณีของการทุจริต หลายครั้งมักมีเรื่องของการตกแต่งบัญชีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ตัวเลขการเงินที่เราได้เห็นในแต่ละไตรมาสอาจไม่สามารถสะท้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงได้ทั้งหมด แต่ก็อาจมีบางอย่างที่พอจะช่วยให้เราตั้งคำถามได้ว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่

 

ถ้าย้อนกลับไปดูผลประกอบการของ STARK ช่วงปี 2563-2564 หรือแม้กระทั่ง 9 เดือนแรกของปี 2565 (ก่อนที่จะมีการแก้ไขตัวเลขทางบัญชีให้ถูกต้อง) จะเห็นว่ากำไรสุทธิของ STARK เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ความผิดปกติที่ชวนให้ตั้งคำถามอย่างหนึ่งคือ ทำไมเงินสดของบริษัทถึงติดลบอยู่ตลอด

 

อย่างในงบการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 3/65 STARK มีกำไร 2.96 พันล้านบาท แต่กลับมีเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ 1.79 พันล้านบาท 

 

คำตอบของคำถามดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากเรื่องราวการทุจริตของ STARK ถูกตีแผ่ออกมาเรื่อยๆ ทั้งการสร้างยอดขายและลูกหนี้การค้าเทียม การบันทึกมูลค่าสินค้าคงเหลือที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง 

 

ซึ่งในท้ายที่สุดจากการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (Special Audit) ปรากฏว่าในปี 2565 แทนที่บริษัทจะมีกำไรในระดับ 2-3 พันล้านบาทอย่างที่รายงานไว้ก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้วกลับมีผลขาดทุนสุทธิมากถึง 6.65 พันล้านบาท, มีขาดทุนสะสมจำนวน 1.03 หมื่นล้านบาท และยังมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน จนทำให้ส่วนของเจ้าของติดลบ 4.4 พันล้านบาท 

 

กำไรไม่พอจ่ายหนี้

 

กรณีของ CHO ดูเหมือนว่าความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้อาจจะสะท้อนออกมาผ่านผลขาดทุนสุทธิของบริษัทที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา จากขาดทุน 238 ล้านบาท ในปี 2563 ขยับมาเป็น 475 ล้านบาท และ 642 ล้านบาท ในปี 2564-2565 

 

และหากลองดูในรายละเอียดของกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ก็จะเห็นว่ายังไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายคืนหนี้ปีละกว่า 200 ล้านบาท ทำให้บริษัทต้องพึ่งพิงการกู้ยืมมาโดยตลอด

 

ส่วนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ CGD ซึ่งล่าสุดบริษัทได้ขอยืดเวลาไถ่ถอนหุ้นกู้ไปอีก 1 ปี และขอแบ่งชำระคืนเงินต้น คงเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าบริษัทจะเร่งสร้างกระแสเงินสดได้เพียงพอหรือไม่ 

 

แม้ว่าปี 2565 CGD จะพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 229 ล้านบาท แต่กระแสเงินสดที่หามาได้ยังคงไม่เพียงพอต่อภาระดอกเบี้ย ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มดูดีขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา 

 

หุ้นกู้ไม่มีเรตติ้ง

 

สำหรับการลงทุน หากเลือกได้ทุกคนก็คงอยากได้ผลตอบแทนสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ผลตอบแทนย่อมมาคู่กับความเสี่ยง สำหรับหุ้นกู้ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่ในแวดวงการเงินมักจะเรียกกันว่า High Yield Bond คือหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ต่ำกว่าอันดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) หรือมีเรตติ้งต่ำกว่า BBB หรือเป็นตราสารหนี้ที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated Bond) 

 

หากเราดูหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ในปีนี้ของทั้ง 5 หุ้นดังกล่าว จะเห็นว่าหุ้นกู้ของ 4 ใน 5 บริษัทข้างต้น ได้แก่ JKN, ALL, CHO และ CGD ต่างไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ขณะที่ STARK ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือจาก BBB+ ไปเหลือ D 

 

แม้ว่าหุ้นกู้ทุกตัวที่เป็น High Yield Bond จะไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้ไปเสียหมด แต่เมื่อได้ชื่อว่าเป็นหุ้นกู้ที่เรตติ้งต่ำกว่า Investment Grade ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่บริษัทอาจผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น 

 

อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับเหล่านี้จะเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) ให้กับกลุ่มนักลงทุนสถาบันและบุคคลที่มีสินทรัพย์ 50 ล้านบาทขึ้นไป

 

เจาะลึกงบการเงิน

 

“ในมุมของผู้ลงทุนคงไม่สามารถที่จะดูงบการเงินแค่ผิวเผินอีกแล้ว ไม่สามารถที่จะพิจารณาเพียงตัวเลขกำไรหรือขาดทุน แต่ต้องเจาะลึกดูว่าฐานะการเงินของบริษัทแข็งแรงหรือไม่ มีกระแสเงินสดเพียงพอกับภาระดอกเบี้ยหรือไม่ บางบริษัทที่พึ่งพิงการออกหุ้นกู้ชุดใหม่มาชำระแทนชุดเก่า (Rollover) ไปเรื่อยๆ อาจมีปัญหาได้เมื่อตลาดติดขัด” อริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าว

 

อริยากล่าวต่อว่า การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ของหลายบริษัทส่งผลให้หุ้นกู้ประเภท High Yield Bond บางส่วนไม่สามารถขายได้หมดตามที่ต้องการ หรือบางบริษัทอาจต้องนำสินทรัพย์บางส่วนมาวางค้ำประกัน จากเดิมที่หุ้นกู้เกือบทั้งหมดในตลาดไม่จำเป็นจะต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 

 

ขณะที่นักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) บางส่วนเริ่มชะลอการลงทุน เพราะได้รับความเสียหาย หรือเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้นกู้ที่เรตติ้งสูงแทน 

 

“ก่อนหน้านี้ผู้ที่ลงทุนในหุ้นกู้ที่เป็น High Yield Bond เกือบ 100% คือกลุ่ม High Net Worth ทำให้ผู้ออกหุ้นกู้เหล่านี้ทำได้ยากขึ้น แต่กลับกันหุ้นกู้ที่เรตติ้งสูงก็มีความต้องการสูงขึ้น” 

 

ในมุมของหน่วยงานกำกับอาจต้องทบทวนความเข้มข้นในการควบคุมเกี่ยวกับการออกขายหุ้นกู้ เพราะหากเทียบกับการกู้ยืมเงินรูปแบบอื่นแล้ว การออกหุ้นกู้อาจผ่อนปรนกว่ามาก ทำให้บางบริษัทเลือกเข้ามาหาประโยชน์จากช่องว่างนี้ เช่น การที่ไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เริ่มเห็นมากขึ้นทั่วโลก หรือการกำหนดเงื่อนไขทางการเงินเพิ่มเติมสำหรับที่ผู้ออกหุ้นกู้จะต้องปฏิบัติตาม

 

ทั้งนี้ ต้นทุนของการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 0.56% แต่สำหรับหุ้นกู้อายุ 10 ปี ต้นทุนยังเพิ่มขึ้นน้อยกว่าในระดับประมาณ 0.15% 

The post EXCLUSIVE: ถอดบทเรียนจาก 5 บริษัท ‘เบี้ยวหนี้หุ้นกู้’ ทำนักลงทุนขยาด High Yield Bond appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ตลาดหุ้นกู้ระส่ำ JKN ขาดเงิน เบี้ยวจ่ายคืนหนี้ | Morning Wealth 1 ก.ย. 2566 https://thestandard.co/morning-wealth-01092023/ Fri, 01 Sep 2023 03:23:25 +0000 https://thestandard.co/?p=836364 JKN

JKN เบี้ยวจ่ายหนี้หุ้นกู้ 443 ล้านบาท ครบกำหนดวันที่ 1 […]

The post ชมคลิป: ตลาดหุ้นกู้ระส่ำ JKN ขาดเงิน เบี้ยวจ่ายคืนหนี้ | Morning Wealth 1 ก.ย. 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
JKN

JKN เบี้ยวจ่ายหนี้หุ้นกู้ 443 ล้านบาท ครบกำหนดวันที่ 1 กันยายนนี้ เร่งจัดประชุมหาทางออก ราคาหุ้นรับข่าวร่วงติดฟลอร์ 29.8% รายละเอียดเป็นอย่างไร

ส่องตลาดหุ้นกู้เสี่ยงเข้าวิกฤตแค่ไหน หลัง JKN มีปัญหา พูดคุยกับ กิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)

ธปท. เตรียมปรับลดประมาณการ GDP ปีนี้ หลังส่งออกทรุด ค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เข้าเป้า มองเศรษฐกิจปีหน้าอย่างไร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

 

The post ชมคลิป: ตลาดหุ้นกู้ระส่ำ JKN ขาดเงิน เบี้ยวจ่ายคืนหนี้ | Morning Wealth 1 ก.ย. 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
JKN เผยยอดจอง RO รับเงินกว่า 800 ล้านบาท ยันไร้แผนขายหุ้นกู้แปลงสภาพให้ AO Fund เพิ่ม เหตุมีเงินสดเพียงพอแล้ว หนุนราคาหุ้นดีดกว่า 3% https://thestandard.co/jkn-reveals-the-amount-of-ro-reservations/ Mon, 24 Apr 2023 09:05:18 +0000 https://thestandard.co/?p=780548 JKN ยอดจอง RO

ซีอีโอ ‘เจเคเอ็น โกลบอลฯ’ เผยยอดจองซื้อหุ้น RO ขายได้จำ […]

The post JKN เผยยอดจอง RO รับเงินกว่า 800 ล้านบาท ยันไร้แผนขายหุ้นกู้แปลงสภาพให้ AO Fund เพิ่ม เหตุมีเงินสดเพียงพอแล้ว หนุนราคาหุ้นดีดกว่า 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
JKN ยอดจอง RO

ซีอีโอ ‘เจเคเอ็น โกลบอลฯ’ เผยยอดจองซื้อหุ้น RO ขายได้จำนวน จำนวน 372.75 ล้านหุ้น รับเงินกว่า 800 ล้านบาท ส่วนภายในไตรมาส 3/66 จ่อรับเงินขาย PP อีก 300 ล้านบาทจากกลุ่มโทโบภายในไตรมาส 3/66 คาดปีนี้ทำรายได้เข้าเป้าที่ 1.1 พันล้านบาท

 

จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN เปิดเผยว่า ภายหลังจากเปิดให้ผู้ถือหุ้นเดิมได้ใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (Right Offering หรือ RO) จำนวน 372.75 ล้านหุ้น ในอัตรา 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ในราคา 3 บาท ระหว่างวันที่ 11-12 เมษายน และ 17-19 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ถือหุ้นได้ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน RO รวม 266.83 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 800.49 ล้านบาท ทั้งนี้ ยังเหลือหุ้น RO ที่ยังขายไม่หมดอีก 105.92 ล้านหุ้น 

 

นอกจากนี้ ไม่นับรวมการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อขายแบบเฉพาะเจาะจงให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement: PP) ให้แก่กลุ่มโทโบ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัท ยูนิสเตรทช์ จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 99.99% และเป็นส่วนหนึ่งของ GP Group อีก 66.67 ล้านหุ้น ราคาเสนอขาย 4.50 บาท คิดเป็นประมาณ 300 ล้านบาท ที่คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/66 นี้

 

จักรพงษ์กล่าวว่า การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน RO ในครั้งนี้ ได้ช่วยเสริมสร้างฐานทุนที่เข้มแข็งและเพียงพอต่อการนำไปปรับโครงสร้างทางการเงินให้เหมาะสมและลดต้นทุนทางการเงินในระยะยาว ส่งผลดีต่ออัตราส่วนทางการเงินปรับตัวดีขึ้น เช่น หนี้สินต่อส่วนทุน (D/E Ratio) ปรับลดลงเหลือ 1.5 เท่า จาก ณ สิ้นปี 2565 อยู่ที่ 1.85 เท่า พร้อมสนับสนุนความสามารถทำกำไรที่ดีอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนการดำเนินกิจการและรองรับการลงทุนในอนาคต เพื่อขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานขององค์กรสู่ Global Content Commerce Company อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นและเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ 

 

จากสภาพคล่องดังกล่าว บริษัทจึงไม่มีแผนออกขายหุ้นกู้แปลงสภาพให้กับ AO Fund เพิ่มเติม จากวงเงินที่ยังเหลือจากที่ผู้ถือหุ้นเคยอนุมัติจำนวน 880 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจองค์กรมิสยูนิเวิร์ส (Miss Universe Organization) หรือกลุ่มธุรกิจ MUO ที่มีโครงสร้างรายได้ 9 ด้าน โดยเริ่มมีรายได้จากการดำเนินงานแล้ว และคาดว่าจะสามารถทำรายได้ปี 2566 อยู่ที่ 1.1 พันล้านบาทได้ตามเป้าหมาย รวมถึงบริษัทมีแผนสร้างรายได้ Licensing & Merchandising Fee หรือการจำหน่ายสินค้าหรือบริการหรือให้สิทธิ์ผลิตสินค้าหรือบริการ ภายใต้แบรนด์หรือเครื่องหมายการค้าต่างๆ ของ MUO ไปสู่กลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภคเพื่อทำตลาดในไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้าง New S-Curve ให้แก่ JKN  

 

“การใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน RO ในครั้งนี้ ตนเองและครอบครัวจักราจุฑาธิบดิ์ ได้ใช้สิทธิเต็มที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และรักษาความเป็นเจ้าของ JKN และสามารถกำหนดนโยบายและทิศทางการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนบริษัทไปสู่เป้าหมายที่วางไว้” จักรพงษ์กล่าว

 

ด้านการเคลื่อนไหวราคาหุ้นวันนี้ (24 เมษายน) JKN เปิดตลาดที่ 2.58 บาท บวก 0.78% โดยระหว่างการซื้อ-ขาย ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 2.64 บาท บวก 3.13%


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post JKN เผยยอดจอง RO รับเงินกว่า 800 ล้านบาท ยันไร้แผนขายหุ้นกู้แปลงสภาพให้ AO Fund เพิ่ม เหตุมีเงินสดเพียงพอแล้ว หนุนราคาหุ้นดีดกว่า 3% appeared first on THE STANDARD.

]]>
GP Group ย้ำความมั่นใจต่อกลุ่ม JKN ทุ่ม 300 ล้านบาท ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง หรือ Private Placement (PP) สร้างโอกาสและต่อยอดความสำเร็จของมิสยูนิเวิร์ส [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/gp-group-jkn-private-placement/ Wed, 08 Feb 2023 11:00:21 +0000 https://thestandard.co/?p=747465

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑา […]

The post GP Group ย้ำความมั่นใจต่อกลุ่ม JKN ทุ่ม 300 ล้านบาท ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง หรือ Private Placement (PP) สร้างโอกาสและต่อยอดความสำเร็จของมิสยูนิเวิร์ส [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ หรือ ‘แอน JKN’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN มีโอกาสเข้าพบ กิริต ชาห์ ประธานกรรมการบริหารของบริษัท GP Group เพื่อหารือถึงแนวทางความร่วมมือในการทำธุรกิจ และบริหารองค์กรมิสยูนิเวิร์ส หรือ Miss Universe Organization (MUO) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรระดับโลก ภายใต้แบรนด์ Miss Universe ที่ได้รับการยอมรับจากคนทั้งโลกมายาวนานกว่า 71 ปี

 

ในการหารือครั้งนี้ ประธานกรรมการบริหารของบริษัท GP Group ได้แสดงความมั่นใจในการเข้าร่วมเป็นพันธมิตร พร้อมทั้งยืนยันความตั้งใจในการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) ของ JKN Global Group ในนามบริษัท ยูนิสเตรทช์ จำกัด จำนวน 66,666,666 หุ้น ในราคาหุ้นละ 4.50 บาท รวมมูลค่า 300 ล้านบาท โดย GP Group ยังได้มอบหมายให้ นิชิต้า ชาห์ มาร่วมบริหารองค์กรมิสยูนิเวิร์ส ในฐานะผู้บริหารด้านกลยุทธ์ข้ามชาติและพันธมิตร เพื่อช่วยเสริมสร้างให้การประกวดมิสยูนิเวิร์สเป็นเวทีแห่งการเสริมสร้างพลังของผู้หญิงยุคใหม่ และเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมโลกให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันในเชิงธุรกิจนั้นมีเป้าหมายต้องการผลักดันองค์กรมิสยูนิเวิร์สไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยแนวทางการดำเนินงานจากโครงสร้างรายได้ทั้ง 9 ด้านที่มีความชัดเจน

        

“เรามีวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกัน ที่สำคัญตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กลุ่ม GP มั่นใจในกลุ่มธุรกิจของ JKN และเห็นศักยภาพในการเติบโตของบริษัท จึงตัดสินใจในการเข้ามาร่วมลงทุนถึง 300 ล้านบาทกับกลุ่ม JKN จากที่ผ่านมาการขยายธุรกิจของกลุ่ม GP ไปในกิจการต่างๆ ก็ประสบความสำเร็จอย่างดีมาโดยตลอด” แอน จักรพงษ์กล่าวเสริม  

 

ปัจจุบันกลุ่ม GP เป็นเจ้าของกิจการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 4 แห่ง และกิจการนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งในและต่างประเทศอีกกว่า 100 แห่ง ยืนหยัดกว่า 150 ปี อาณาจักรธุรกิจของ GP Group ครอบคลุมกิจการตั้งแต่ธุรกิจเดินเรือทะเล อุตสาหกรรมยาและอาหารเสริม ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจพลังงาน โลจิสติกส์ ธุรกิจเหมืองแร่ เคมีภัณฑ์ ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว นายหน้าประกันภัย ธุรกิจส่งออกสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม ธุรกิจซอฟต์แวร์ และบริการเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว และอื่นๆ คิดเป็นมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท โดยมีกิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 4 แห่ง ได้แก่ บมจ.พรีเชียส ชิพปิ้ง (PSL), บมจ.เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ (MEGA), บมจ.คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) (CNT) และ บมจ.สุธากัญจน์ (SUTHA)

The post GP Group ย้ำความมั่นใจต่อกลุ่ม JKN ทุ่ม 300 ล้านบาท ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง หรือ Private Placement (PP) สร้างโอกาสและต่อยอดความสำเร็จของมิสยูนิเวิร์ส [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘JKN’ ปรับสูตรเพิ่มทุนใหม่ หวังลดผลกระทบราคาหุ้น หลัง ‘มิสยูนิเวิร์ส’ ทำเงินดี https://thestandard.co/jkn-capital-increase-ro-pp/ Tue, 31 Jan 2023 12:13:43 +0000 https://thestandard.co/?p=744350

บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป ประกาศปรับแผนเพิ่มทุนขาย RO ล […]

The post ‘JKN’ ปรับสูตรเพิ่มทุนใหม่ หวังลดผลกระทบราคาหุ้น หลัง ‘มิสยูนิเวิร์ส’ ทำเงินดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป ประกาศปรับแผนเพิ่มทุนขาย RO ลดลงเหลือจำนวน 510.04 ล้านหุ้น เปลี่ยนสูตรจัดสรรหุ้นเป็น 2 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ ราคาเดิม 3 บาทต่อหุ้น พร้อมเพิ่มทุน PP ให้ ‘ยูนิสเตรทช์’ อีก 66.67 ล้านหุ้น หวังลดผลกระทบ Dilution หลัง ‘มิสยูนิเวิร์ส’ ทำรายได้ดี

 

จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป หรือ JKN เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2566 มีมติยกเลิกมติเดิมของที่ประชุมบอร์ด เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2566 ในการออกเสนอขายหุ้นเพิ่มหุ้นเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิม (Right Offering: RO) จำนวน 1,019.92 ล้านหุ้น ในอัตรา 1 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นเพิ่มทุน ที่ราคาเสนอขาย 3 บาทต่อหุ้น 

 

นอกจากนี้ที่ประชุมบอร์ดได้เห็นชอบในการกำหนดออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน RO ลดลงเหลือจำนวน 510.04 ล้านหุ้น เพื่อเสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิม และเปลี่ยนอัตราการใช้สิทธิเป็น 2 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ ในราคาเสนอขาย 3 บาทต่อหุ้น มูลค่ารวมประมาณ 1,530.12 ล้านบาท

 

อีกทั้งจะออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อขายเฉพาะเจาะจงให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement: PP) ให้แก่ บริษัท ยูนิสเตรทช์ จำกัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ GP Group ภายใต้การบริหารงานของ นิชิต้า ชาห์ และครอบครัวชาห์ เพื่อเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจมิสยูนิเวิร์ส หรือ MUO จำนวน 66.67 ล้านหุ้น ในราคาเสนอขาย 4.50 บาท คิดเป็นมูลค่า 300 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม และสูงกว่าการคำนวณจากราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของหุ้นบริษัทที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ย้อนหลังไม่น้อยกว่า 7 วันทำการติดต่อกันก่อนวันประชุมคณะกรรมการบริษัทในครั้งนี้ โดยจะเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาต่อไป

 

สำหรับสาเหตุที่บริษัทมีการปรับเพิ่มการเพิ่มทุนในครั้งนี้ เนื่องจากภายหลังจากการดำเนินธุรกิจมิสยูนิเวิร์ส หรือ MUO ให้มีสภาพคล่องจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งหลังการจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส ครั้งที่ 71 ที่ผ่านมา ประเทศเอลซัลวาดอร์ได้ทุ่มงบ 400 ล้านบาท เพื่อสิทธิ์เป็นเจ้าภาพการจัดการประกวด และล่าสุดมีอีก 2 ประเทศให้ความสนใจเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์สที่จะจัดในปี 2567-2568 แล้ว โดยอยู่ระหว่างการเตรียมเซ็นสัญญาในเร็วๆ นี้ 

 

ขณะเดียวกัน JKN มีแผนนำแบรนด์มิสยูนิเวิร์สต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์กลุ่มสินค้าอุปโภค

บริโภคอีกหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยผลิตภัณฑ์แรกที่จะเริ่มทำตลาดเครื่องดื่ม คาดว่าจะเปิดตัวได้ในไตรมาส 1/66 ดังนั้นจึงมั่นใจว่าในปีนี้จะทำรายได้ 1,200 ล้านบาท 

 

“การตัดสินใจเลื่อนการออกและลดจำนวนการออกหุ้น RO เพราะต้องการปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความเหมาะสม และสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของ JKN ในปีนี้ ที่จะรับรู้รายได้จากกลุ่มธุรกิจ MUO เข้ามาเพิ่มเติม และไม่กระทบต่อฐานทุนในการเตรียมขยายธุรกิจเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่การดำเนินงานของบริษัทอย่างแน่นอน”

 

ทั้งนี้ บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศปรับอัตราส่วนการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม (RO) จากเดิม 1 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นเพิ่มทุน เป็น 2 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นเพิ่มทุน ที่ราคาเสนอขายเดิม 3 บาทต่อหุ้น เพื่อลดผลกระทบด้าน Dilution ต่อราคาหุ้น

 

อีกทั้งจะออกหุ้นเพิ่มทุน PP จำนวน 66.67 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 8.25% ของทุนชำระแล้วหลังเพิ่มทุนให้แก่ บริษัท ยูนิสเตรทช์ จำกัด ในราคา 4.25 บาทต่อหุ้น โดยบริษัทคาดว่าจะดำเนินการออกและเสนอขายหุ้น RO และจะได้รับเงินเข้ามาภายในไตรมาส 2/66 

          

ด้านราคาหุ้น JKN วันนี้ปิดการซื้อขายที่ 3.36 บาท บวก 2.44%

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

The post ‘JKN’ ปรับสูตรเพิ่มทุนใหม่ หวังลดผลกระทบราคาหุ้น หลัง ‘มิสยูนิเวิร์ส’ ทำเงินดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดบทเรียน Miss Universe 2022 หลังเปลี่ยนผ่านเจ้าของใหม่ พร้อมกระแสตอบรับทั้งบวกและลบจากแฟนนางงาม https://thestandard.co/case-study-miss-universe-2022/ Fri, 20 Jan 2023 07:00:53 +0000 https://thestandard.co/?p=739710

สิ้นสุดลงไปแล้วสำหรับเวทีประกวดนางงาม Miss Universe 202 […]

The post ถอดบทเรียน Miss Universe 2022 หลังเปลี่ยนผ่านเจ้าของใหม่ พร้อมกระแสตอบรับทั้งบวกและลบจากแฟนนางงาม appeared first on THE STANDARD.

]]>

สิ้นสุดลงไปแล้วสำหรับเวทีประกวดนางงาม Miss Universe 2022 ครั้งที่ 71 ซึ่งปีนี้ผู้ครองมงกุฎและสายสะพายชนะเลิศได้แก่ R’Bonney Gabriel ตัวแทนจากสหรัฐอเมริกา ขณะที่ Amanda Dudamel จากประเทศเวเนซุเอลา ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 และ Andreína Martínez จากสาธารณรัฐโดมินิกัน ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ไป ท่ามกลางความคิดเห็นที่พรั่งพรูหลังจากจบฤดูการคัดสรรนางงามจักรวาลคนล่าสุด

 

ซึ่งหลังจากที่เราได้ทราบผลผู้ชนะเลิศแล้ว แน่นอนว่าทุกๆ ปีจะต้องมีประเด็นหลายอย่างให้แฟนนางงามถกเถียงกันอย่างล้นหลาม ในฐานะที่ผู้เขียนเองก็เป็นส่วนหนึ่งในการจับตามองถึงกระแสตอบรับจากกลุ่มผู้รับชม การประกวดเวที Miss Universe ปีล่าสุดนี้ก็ยังคงมีเสียงตอบรับที่ไม่ค่อยดีมากนัก

 

 

ท่ามกลางการประกวดครั้งนี้ เต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์จากแฟนคลับมากมาย เริ่มตั้งแต่โปรดักชันการถ่ายทำ ที่หลายคนต่างออกมาพูดคุยกันว่าคุณภาพแลดูไม่ดีนักในสายตาผู้รับชม ทำให้สภาพโดยรวมของนางงามดูหม่นหมองลง ลามไปถึงตัวชุดที่พวกเธอสวมใส่ แม้กระทั่งเวทีหรือสถานที่เองก็ได้รับคำติเตียนเช่นเดียวกัน ว่าทั้งเล็กและคับแคบ ไม่เอื้ออำนวยให้สาวงามจาก 84 ประเทศได้เปล่งปลั่งอย่างที่ควรจะเป็น

 

 

เมื่อเทียบกับ Miss Universe ปีก่อนๆ อย่างเช่นยุคของ มารีญา พูลเลิศลาภ ในปี 2017 ที่ถูกผู้ชมเอ่ยชมมากที่สุดทางด้านโปรดักชัน ทั้งการจัดไฟที่สว่างไสว การตัดต่อลำดับภาพ เวทีการประกวด จังหวะการนำเสนอของทั้งพิธีกร และระยะของการประกวด ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ภาพโดยรวมของการถ่ายทำดูมีความสวยงามและทันสมัย กระทั่งได้รับคำชื่นชมจากบรรดาแฟนนางงามทั่วโลก ตลอดจนกลายเป็นหนึ่งในปีที่ดีและน่าจดจำที่สุดตั้งแต่ยุค IMG ได้ผลิตรายการมา

 

 

 

ภาพรวมภายในปีนี้ของกองประกวดแลดูมีทิศทางที่มุ่งเน้นไปยังความเป็น Empowering Woman เหมือนดังที่ แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล หรือเจ้าของคนใหม่ของ Miss Universe ได้กล่าวไว้ว่าหลังจากนี้จะเป็นก้าวใหม่แห่งการยกระดับสตรีให้มีคุณค่า ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดชุดคุณค่าที่ยั่งยืนขององค์กร Miss Universe

 

ฟังดูเบื้องต้นอาจถือว่าดูดีและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแง่บวก หากแต่กระแสการพูดถึงเจ้าของเวที Miss Universe ยุคปัจจุบัน หลังเสร็จสิ้นการประกวดลง เหล่าแฟนนางงามยังคงมีชุดความเห็นถกเถียงกันในแง่ของการที่ แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ได้เข้ามาซื้อลิขสิทธิ์เต็มรูปแบบ ทั้งความต้องการต่อยอด และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่การเติบโตเผื่อวงการธุรกิจของตนเองฐานะนักธุรกิจ โดยบางเสียงมองว่าเธอหละหลวมกับโครงสร้างของเวทีการประกวด ก้าวพลาดในสิ่งที่ควรผลักดัน ทำให้หน้าที่ที่แท้จริงของการได้ควบคุมเวทีนางงามจักรวาลอาจไม่เกื้อหนุนต่อผู้เข้าแข่งขันมากเท่าที่ควร

 

 

หรือแม้กระทั่งผลการตัดสินของ แอนนา เสืองามเอี่ยม ตัวแทนสายสะพายจากประเทศไทยที่ไม่ผ่านเข้าสู่รอบ 16 คนสุดท้าย โดยเธอเองก็เคยออกมาพูดผ่านไลฟ์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าตัวเธอเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นเกี่ยวกับการตัดสิน แม้ว่าจะขนหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้จริงมาเปิดเผย หากแต่แฟนๆ นางงามก็ยังคงค่อนการทำงานของแอนไม่จบสิ้น

 

จากการครอบงำกองประกวดที่แอนได้มีบทบาทถึงเพียงนี้ ทำให้หลายคนวิจารณ์ว่าเธอไม่ได้ใช้กลยุทธ์แบบที่ควรจะเป็นหลังได้รับลิขสิทธิ์มาอยู่ในกำมือ ตัวแทนจากประเทศไทยกลับถูกลืมเลือนออกจากรอบ 16 คนสุดท้ายอย่างค้านสายตา สื่อให้เห็นได้ทั้งสองมุมมองว่าแอนที่เป็นถึงหัวเรือคนใหม่ดูคลุมเครือและไม่มีความหนักแน่นพอในการควบคุมอาณาจักร Miss Universe ตามที่พยายามนำเสนอกับสื่อมวลชน จึงไม่แปลกที่แฟนๆ กองประกวดเวทีนี้จะรู้สึกผิดหวังเมื่อทราบผลการตัดสิน

 

การยกรางวัล Leadership Award ที่เพิ่งแต่งตั้งขึ้นมาปีแรกให้แก่แอนนา เสือ ก็เหมือนจะเป็นของเล่นปลอบใจสำหรับแฟนคลับชาวไทยแบบตื้นเขิน ปราศจากการน่าจดจำและควรชื่นชมอย่างเต็มเปี่ยม เพราะเราทุกคนล้วนมองว่าแอนนาไม่ได้มีข้อบกพร่องทางเพอร์ฟอร์แมนซ์บนเวทีจริง ขาดก็เพียงแต่การเปิดเผยรายละเอียดของการตอบคำถามในห้องดำ ซึ่งไร้ความชัดเจนมากเกินไป จนการพ่ายแพ้ของเธอ ดูไร้น้ำหนักไปโดยปริยาย

 

ข้อครหาจากการที่แอนนา เสือ ไม่ได้ไปสู่รอบถัดไป สร้างผลกระทบทางความเห็นหลายอย่าง ทั้งที่มีคนไทยถือกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ การเมือง เศรษฐกิจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นางงามจักรวาลยุค JKN ก็ยังไม่ได้ดูมีท่าทีเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่แตกต่าง เมื่อเทียบกับเจ้าของรุ่นก่อนหน้านี้

 

 

ทั้งนี้ THE STANDARD POP ขอแสดงความยินดีกับ R’Bonney Gabriel และแฟนๆ นางงามของเธอที่สามารถพิชิตมงกุฎ Miss Universe 2022 ครั้งที่ 71 มาได้สำเร็จ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังรับตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้แล้ว R’Bonney จะทำให้เราได้เห็นถึงความสวยงามของมวลมนุษยชาติ พร้อมกับขับเคลื่อนภาพลักษณ์ของผู้หญิงให้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้น

The post ถอดบทเรียน Miss Universe 2022 หลังเปลี่ยนผ่านเจ้าของใหม่ พร้อมกระแสตอบรับทั้งบวกและลบจากแฟนนางงาม appeared first on THE STANDARD.

]]>