เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แถลงข่าวต่อสื่อ […]
The post เนทันยาฮูยืนยัน อิสราเอลจะไม่โจมตีแหล่งพลังงานอิหร่านอีก ยอมรับโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส ‘ดำเนินการเพียงลำพัง’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แถลงข่าวต่อสื่อต่างประเทศที่นครเยรูซาเล็ม วานนี้ (19 มีนาคม) เกี่ยวกับความคืบหน้าปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในอิหร่าน โดยเน้นย้ำถึงเป้าหมายในการทำสงครามเพื่อกำจัดภัยคุกคามจากนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน
ขณะที่ยอมรับว่าอิสราเอลทำการโจมตีเพียงลำพังต่อแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส (South Pars) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลกและเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของอิหร่าน และยืนยันว่าจะไม่โจมตีแหล่งพลังงานของอิหร่านอีก ตามคำขอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ
การแถลงข่าวดังกล่าว กินเวลานานกว่า 45 นาที และเป็นการแถลงภาษาอังกฤษครั้งแรกของเนทันยาฮู นับตั้งแต่เปิดฉากทำสงคราม
โดยผู้นำอิสราเอล เริ่มต้นการแถลงด้วยการยืนยันว่า “เขายังมีชีวิตอยู่” และชี้ว่า ภายใต้การนำด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังร่วมมือกันปฏิบัติการในอิหร่าน ด้วยความมุ่งมั่นและพลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ขณะที่เขาปกป้องปฏิบัติการสิงโตคำราม (Operation Roaring Lion) ว่าเป็นไปเพื่อกำจัดภัยคุกคามร้ายแรงจากระบอบเผด็จการอิหร่าน โดยมีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ คือ
1.กำจัดภัยคุกคามทางนิวเคลียร์
2.กำจัดภัยคุกคามจากขีปนาวุธ
3.สร้างเงื่อนไขเพื่อให้ประชาชนอิหร่านได้มีอิสรภาพของตนเอง
ในประเด็นภัยคุกคามทางนิวเคลียร์นั้น เขาชี้ว่า หลังจากสงครามผ่านมา 20 วัน “อิหร่านในวันนี้ ไร้ความสามารถที่จะเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมอีกต่อไป และไม่มีศักยภาพที่จะผลิตขีปนาวุธ” แต่ไม่ได้ให้หลักฐานใด ๆ สำหรับข้อกล่าวอ้างดังกล่าว
เขายังอ้างว่า อิสราเอลและสหรัฐฯ กำลังปกป้องประเทศตนเอง และประเทศตะวันออกกลางทั้งหมด และยืนยันว่า ‘กำลังชนะสงคราม’ โดยเผยว่า อิหร่านกำลังถูกทำลายและคลังอาวุธขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านถูกลดทอนไปเป็นจำนวนมาก
ระหว่างการแถลง ผู้สื่อข่าวได้ถามเนทันยาฮู ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ทราบหรืออนุมัติให้อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สของอิหร่านหรือไม่ ซึ่งเนทันยาฮู ยืนยันว่า “อิสราเอลดำเนินการโจมตีเพียงลำพัง” และเผยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ขอให้อิสราเอลระงับการโจมตีแหล่งพลังงานอิหร่านในอนาคต ซึ่งอิสราเอลก็จะระงับการโจมตี
“ประธานาธิบดีทรัมป์ขอให้เราชะลอการโจมตีในอนาคต และเราก็กำลังชะลออยู่”
สำหรับกรณีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลก เนทันยาฮู มั่นใจว่า ความพยายามใดๆ ของอิหร่านที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซจะล้มเหลว
“ลัทธิแห่งความตายในอิหร่านกำลังพยายามข่มขู่โลกด้วยการปิดเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่สำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ มันจะไม่ได้ผล”
อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า “จำเป็นต้องหาเส้นทางอื่น” ในการขนส่งน้ำมันโดยไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเชื่อว่า การสร้างท่อส่งน้ำมันไปยังท่าเรือเมดิเตอร์เรเนียนของอิสราเอลจะเป็นทางออกสำหรับปัญหานี้
“เพียงแค่มีท่อส่งน้ำมัน ท่อส่งก๊าซไปทางตะวันตกผ่านคาบสมุทรอาหรับ ตรงไปยังอิสราเอล ตรงไปยังท่าเรือเมดิเตอร์เรเนียนของเรา คุณก็จะกำจัดจุดคอขวดไปตลอดกาล” เนทันยาฮูกล่าว และเชื่อว่า
“นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงที่จะเกิดขึ้นหลังสงครามครั้งนี้”
เนทันยาฮูยังปฏิเสธว่า อิสราเอลไม่ได้ลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามกับอิหร่าน และไม่ได้ ‘หลอกลวง’ ทรัมป์ โดยยืนยันว่า ไม่มีใครสามารถบอกผู้นำสหรัฐฯ ได้ว่าควรทำอะไร
“มีใครคิดจริงๆ หรือว่าใครจะไปบอกประธานาธิบดีทรัมป์ได้ว่าควรทำอะไร? อย่าพูดแบบนั้นเลย ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจโดยยึดหลักว่า เป็นผลดีต่อสหรัฐฯ อเมริกา และผมขอเสริมว่า ผมคิดว่ามันดีต่อคนรุ่นหลังด้วย”
“ข่าวที่ว่าเราลากสหรัฐฯ เข้าไปพัวพันนั้น ไม่ใช่แค่ข่าวปลอม แต่มันไร้สาระ ไร้สาระจริงๆ ผมคิดว่าประธานาธิบดีทรัมป์พูดได้ดีที่สุดแล้ว และผมก็เคยพูดหลายครั้งเช่นกันว่า การกระทำใดๆ ย่อมมีความเสี่ยง แต่ในสภาวะที่คุกคามถึงชีวิต การไม่กระทำใดๆ นั้นมีความเสี่ยงมากกว่ามาก”
“โลกเป็นหนี้บุญคุณอย่างใหญ่หลวงต่อประธานาธิบดีทรัมป์สำหรับการเป็นผู้นำในความพยายามนี้เพื่อปกป้องอนาคตของเรา” เนทันยาฮูกล่าว และเสริมว่า ทรัมป์เคยบอกกับเขาเมื่อกว่าหนึ่งปีก่อนว่า “บีบี เราต้องแน่ใจว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์”
ภาพ : REUTERS/Ronen Zvulun/Pool
อ้างอิง:
The post เนทันยาฮูยืนยัน อิสราเอลจะไม่โจมตีแหล่งพลังงานอิหร่านอีก ยอมรับโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์ส ‘ดำเนินการเพียงลำพัง’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในอิสราเอลเผย เตรียมจัดตั้ […]
The post สหรัฐฯ เตรียมเปิดกงสุลสัญจรในเขตเวสต์แบงก์ครั้งแรก ทำไมทั่วโลกถึงมองว่า ‘ผิดกฎหมาย’ ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในอิสราเอลเผย เตรียมจัดตั้งกงสุลชั่วคราว 1 วันใน Efrat นิคมชาวยิวทางเขตเวสต์แบงก์ ตอนใต้ของเยรูซาเล็ม เพื่อให้บริการทำหนังสือเดินทางในโครงการ Freedom 250 แต่ประชาคมโลกระบุว่า ‘ขัดกฎหมายระหว่างประเทศ’
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แอคเคานต์สถานทูตสหรัฐฯ ในอิสราเอลโพสต์ข้อความบน X ว่า จะจัดมีกิจกรรมจัดตั้งกงสุลสัญจร 1 วัน เพื่อให้บริการทำพาสปอร์ตแก่ชาวอเมริกันในพื้นที่ Efrat, Ramallah, Beitar Illit, Haifa, Jerusalem, Netanya และ Beit Shemesh ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ โดยจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง
แม้สถานทูตระบุว่า บริการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Freedom 250 เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวอเมริกันเข้าถึงในทุกพื้นที่ แต่สื่อหลายสำนักชี้ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ จัดบริการกงสุลในนิคมอิสราเอลในเวสต์แบงก์อย่างเป็นทางการ และอาจขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ Efrat เป็นนิคมชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ โดยอิสราเอลยึดครองมาจากปาเลสไตน์ในสงครามปี 1967 ทำให้ประชาคมระหว่างประเทศมองว่า การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย และขัดต่อสนธิสัญญาเจนีวา ขณะที่สหรัฐฯ ก็หลีกเลี่ยงเดินทางไปพื้นที่แห่งนี้เพื่อไม่ให้ถูกมองว่า กำลังให้ความชอบธรรมอิสราเอล
สำหรับท่าทีของแต่ละฝ่าย กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลยกย่องประกาศดังกล่าวว่าเป็นการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ เช่นดียวกับ กิเดโอน ซาร์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุว่า เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ
ยูลี เอเดลสไตน์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลยังระบุว่า เป็นก้าวสำคัญของสหรัฐฯ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถือเป็นการเพิ่มความชอบธรรมของอิสราเอลในระดับนานาชาติ ต่อเขตยูเดียและสะมาเรีย (ชื่อเรียกเขตเวสต์แบงก์ตามพระคัมภีร์)
ขณะที่ ไมเคิล สฟาร์ด (Michael Sfard) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และฝ่ายซ้ายอิสราเอลให้สัมภาษณ์กับ New York Times ว่า การนำบริการกงสุลไปตั้งในเขตเวสก์แบงก์ เท่ากับเป็นการ ‘ตราประทับรับรอง’ ดินแดนของสหรัฐฯ และไม่มีเหตุผลอื่นรองรับเลย
“บริการทั้งหมดของพวกเขาได้จากเยรูซาเล็ม ถ้าจะไปดูหนัง พวกเขาก็ไปเยรูซาเล็ม เรื่องนี้จึงไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากเป็นถ้อยแถลงทางการเมืองที่ให้ความชอบธรรมแก่นิคมในเวสต์แบงก์” สฟาร์ดอธิบาย โดยสื่อว่า ทุกสิ่งอำนวยความสะดวกของชาวอเมริกันอยู่ในเยรูซาเล็ม ไม่มีความจำเป็นต้องไปเขตเวสต์แบงก์
ขณะเดียวกัน ซาเวียร์ อาบู เอด อดีตโฆษกฝ่ายเจรจาขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะทำให้การผนวกดินแดนกลายเป็นเรื่องปกติ ถือเป็นการลบล้างจุดยืนในตลอด 5 เดือนที่กล่าวอ้างว่า ต่อต้านเรื่องดังกล่าว
ด้านฮามาสออกแถลงการณ์ว่า การตั้งกงสุลชั่วคราวบนเวสต์แบงก์เป็นแบบอย่างอันตราย และการยอมรับโดยพฤตินัยว่า สหรัฐฯ ให้ความชอบธรรมต่ออิสราเอลในการครอบครองดินแดนดังกล่าว
ส่วนคณะกรรมาธิการต่อต้านการตั้งถิ่นฐานและกำแพงของปาเลสไตน์ระบุว่า การเคลื่อนไหวนี้อาจละเมิดกฎหมาย และขัดต่อพันธกรณีของสหรัฐฯ ที่สนับสนุนแนวทางสองรัฐ (Two-State Solution)
อนึ่ง ไม่กี่วันที่ผ่านมา ไมค์ ฮัคเคบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล ให้สัมภาษณ์กับ ทักเกอร์ คาร์ลสัน นักวิจารณ์สายอนุรักษนิยม ว่า คงไม่เป็นไร หากอิสราเอลเข้าครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของตะวันออกกลาง
ในตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์ คาร์ลสันถามว่า อิสราเอลควรได้รับอนุญาตให้ยึดครองดินแดนไกลถึงแม่น้ำยูเฟรทีสในอิรักหรือไม่ ฮัคคาบีตอบว่า “ถ้าพวกเขาจะยึดทั้งหมดก็คงไม่เป็นไร” แต่ถ้าอิสราเอลไม่ได้ดินแดนทั้งหมดก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยขอแค่ดินแดนที่กำลังยึดครองตอนนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่า เวสต์แบงก์คือสิทธิของอิสราเอลตามพระคัมภีร์
สหรัฐฯ เคยละเมิดข้อห้ามดังกล่าวหลายครั้ง เช่นในปี 2018 เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอลเดินทางเยือนเวสต์แบงก์ด้วยตนเอง ขณะที่ ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศในสมัยแรกของทรัมป์เคยกล่าวในปี 2019 ว่า การตั้งนิคมไม่ได้ผิดกฎหมายแต่อย่างใด
แฟ้มภาพ: Ammar Awad / Reuters
อ้างอิง:
The post สหรัฐฯ เตรียมเปิดกงสุลสัญจรในเขตเวสต์แบงก์ครั้งแรก ทำไมทั่วโลกถึงมองว่า ‘ผิดกฎหมาย’ ? appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ตึงเครีย […]
The post ความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ตึงเครียดขึ้นมาก หลังกลุ่มชาตินิยมอิสราเอลเดินขบวนเข้าไปยังเขตเมืองเก่าเยรูซาเล็ม appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ตึงเครียดขึ้นอย่างมากเมื่อวานนี้ (18 พฤษภาคม) หลังกลุ่มชาตินิยมของชาวอิสราเอลเดินขบวนประท้วงเข้าไปยังเขตเมืองเก่าเยรูซาเล็ม เมืองศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นพื้นที่พิพาทสำคัญระหว่างสองเชื้อชาติมาอย่างยาวนาน เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในช่วงที่อิสราเอลยึดครองเมืองนี้ได้สำเร็จ
ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็มตะวันออกต่างปิดห้างร้านและที่พักอาศัยของตน เพื่อเลี่ยงการปะทะกับขบวนของชาวอิสราเอล แต่กระนั้นก็ยังพบรายงานว่ามีชาวอิสราเอลบางคนขว้างก้อนหินและขวดน้ำใส่นักข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าว
ทางด้านฉนวนกาซาเองก็มีชาวปาเลสไตน์จำนวนหลายพันคนรวมตัวกันบริเวณพรมแดน หลังจากที่ไม่พอใจการกระทำดังกล่าวของชาวอิสราเอล โดยกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ได้ประณามอิสราเอลถึงความพยายามที่จะครอบงำและต่อต้านชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของเยรูซาเล็มที่ถูกอิสราเอลยึดครอง
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้กล่าวถึงการเฉลิมฉลองการก่อตั้งเมืองเยรูซาเล็มเมื่อราว 3,000 ปีก่อนโดยกษัตริย์เดวิด, 75 ปี หลังจากได้รับการสถาปนาให้เป็นเมืองหลวงของรัฐที่เกิดใหม่ของอิสราเอล และ 56 ปี หลังจากที่กลับมารวมกันอีกครั้ง
โดยหลังจากสงคราม 6 วันเมื่อปี 1967 อิสราเอลได้ผนวกรวมเยรูซาเล็มตะวันออกและเขตเมืองเก่าต่างๆ เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตน แต่การกระทำดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในประชาคมโลก
ขณะที่เมื่อ 2 ปีก่อน ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็เกิดวิกฤตการณ์อิสราเอล-ปาเลสไตน์ยาวนานกว่า 2 สัปดาห์ เหตุปะทะและห้ำหั่นกันทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก นับเป็นปัญหาเรื้อรังที่ฝังรากลึกอยู่ในภูมิภาคนี้และเฝ้ารอการเยียวยาแก้ไข
ภาพ: Gen Cohen Magen / AFP
อ้างอิง:
The post ความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ตึงเครียดขึ้นมาก หลังกลุ่มชาตินิยมอิสราเอลเดินขบวนเข้าไปยังเขตเมืองเก่าเยรูซาเล็ม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตำรวจอิสราเอลนำกำลังบุกจู่โจมภายในมัสยิดอัลอักซอ มัสยิด […]
The post ตำรวจอิสราเอลบุกมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ในเยรูซาเล็ม ปะทะผู้แสวงบุญเจ็บหลายราย อ้างตอบโต้ผู้ก่อจลาจล appeared first on THE STANDARD.
]]>
ตำรวจอิสราเอลนำกำลังบุกจู่โจมภายในมัสยิดอัลอักซอ มัสยิดศักดิ์สิทธิ์ชื่อดังภายในนครเยรูซาเล็ม เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ (5 เมษายน) ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนเกิดการปะทะกับกลุ่มชาวมุสลิมที่อยู่ภายในจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 7 ราย
โดยตำรวจออกแถลงการณ์ภายหลังเกิดเหตุ อ้างว่าสาเหตุที่ต้องปฏิบัติการบุกเข้าไปภายในมัสยิดเนื่องจากจำเป็นต้องตอบโต้การก่อจลาจล หลังกลุ่มผู้ก่อจลาจลสวมหน้ากากหลายรายหลบหนีเข้าไปในมัสยิด
“เมื่อตำรวจเข้าไป ก้อนหินถูกขว้างใส่พวกเขา และดอกไม้ไฟถูกยิงออกมาจากภายในมัสยิดโดยผู้ก่อความวุ่นวายกลุ่มใหญ่” แถลงการณ์ระบุ พร้อมเผยว่า มีตำรวจ 1 นาย ได้รับบาดเจ็บที่ขา
ขณะที่พยานซึ่งเป็นหญิงสูงอายุคนหนึ่ง เปิดเผยกับ Reuters ว่าระหว่างเกิดเหตุกำลังสวดคัมภีร์อัลกุรอานอยู่ภายในมัสยิด ก่อนที่ตำรวจอิสราเอลจะขว้างระเบิดสตันเข้าไปภายใน และมีลูกหนึ่งโดนเข้าที่หน้าอกของเธอ
ทางด้านสภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ เปิดเผยในแถลงการณ์ว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ามีจำนวนกี่คน และชี้ว่ากองกำลังตำรวจอิสราเอลขัดขวางไม่ให้หน่วยแพทย์เข้าถึงมัสยิดอัลอักซอ
ทั้งนี้ เหตุการณ์เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นมานานหลายเดือนในพื้นที่เยรูซาเล็มตะวันออกและเขตเวสต์แบงก์ โดยมีความหวาดกลัวว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นอีกในช่วงที่มีเทศกาลทางศาสนาที่สำคัญ
ขณะที่กลุ่มชาวปาเลสไตน์ประณามการกระทำล่าสุดของตำรวจอิสราเอล โดยชี้ว่าเป็นการก่ออาชญากรรม พร้อมเตือนการตอบโต้
“เราเตือนผู้ยึดครองแล้วไม่ให้ข้ามเส้นแดงในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งจะนำไปสู่การระเบิดครั้งใหญ่” นาบิล อาบู รูเดอีเนห์ (Nabil Abu Rudeineh) โฆษกของประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส (Mahmoud Abbas) แห่งปาเลสไตน์กล่าว
ภาพ: Mostafa Alkharouf / Anadolu Agency via Getty Images
อ้างอิง:
The post ตำรวจอิสราเอลบุกมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ในเยรูซาเล็ม ปะทะผู้แสวงบุญเจ็บหลายราย อ้างตอบโต้ผู้ก่อจลาจล appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (27 มกราคม) มือปืนชาวปาเลสไตน์บุกก่อเหตุกราดยิงท […]
The post มือปืนปาเลสไตน์ก่อเหตุกราดยิงในโบสถ์ยิวที่เยรูซาเล็ม เสียชีวิต 7 ราย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (27 มกราคม) มือปืนชาวปาเลสไตน์บุกก่อเหตุกราดยิงที่โบสถ์ยิวในเยรูซาเล็มตะวันออก โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นในวันสะบาโต (Sabbath) ที่ผู้คนจำนวนมากเดินทางมาร่วมประกอบพิธีทางศาสนา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย ตำรวจกล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นหนึ่งในการโจมตีที่มุ่งเป้าคร่าชีวิตชาวอิสราเอลรุนแรงสุดในรอบหลายปี และเสี่ยงจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งในวงกว้าง
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลาประมาณ 20.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยผู้ก่อเหตุได้เดินทางมาถึงโบสถ์ยิวในย่านเนเวยาคอฟ (Neve Yaakov) ของเยรูซาเล็ม ก่อนที่จะเปิดฉากกราดยิงประชาชนจำนวนมากในบริเวณดังกล่าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 ราย
ภายหลังก่อเหตุ มือปืนได้ขับรถหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ แต่ในเวลาต่อมาก็ถูกสกัดไว้ได้จนมีการยิงต่อสู้กันเกิดขึ้น และในท้ายที่สุดคนร้ายก็ถูกวิสามัญฆาตกรรม ภายหลังเจ้าหน้าที่กล่าวว่า มือปืนเป็นชาวปาเลสไตน์วัย 21 ปี ที่อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็มตะวันออก
โคบิ ชาบไต (Kobi Shabtai) หัวหน้าตำรวจของอิสราเอล กล่าวว่า เหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นเป็นหนึ่งในการโจมตีที่เลวร้ายที่สุดที่อิสราเอลเคยพบในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังตรงกับวันรำลึกถึงเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สากล (International Holocaust Remembrance Day) ด้วย
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และ อิตามาร์ เบน-กเวียร์ (Itamar Ben-Gvir) รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ ได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุวานนี้ พร้อมให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศจะประกาศมาตรการเร่งด่วนเพื่อเป็นการรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ชาวอิสราเอล ‘อย่าตัดสินความด้วยตนเอง’
อนึ่ง เหตุกราดยิงดังกล่าวยังเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์กำลังคุกรุ่น โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (26 มกราคม) มีชาวปาเลสไตน์ถูกสังหาร 9 คน ขณะที่กองทัพอิสราเอลบุกตรวจค้นสถานที่ต่างๆ ในเขตเวสต์แบงก์ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดการโจมตีตอบโต้กันอย่างหนัก โดยกลุ่มฮามาสได้ยิงจรวดจากฉนวนกาซา ขณะที่อิสราเอลก็โต้กลับด้วยการโจมตีทางอากาศ
ภาพ: Mostafa Alkharouf / Anadolu Agency via Getty Images
อ้างอิง:
The post มือปืนปาเลสไตน์ก่อเหตุกราดยิงในโบสถ์ยิวที่เยรูซาเล็ม เสียชีวิต 7 ราย appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (23 พฤศจิกายน) ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุระเบิดขึ้ […]
The post เหตุระเบิด 2 ครั้งซ้อนในเยรูซาเล็ม เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (23 พฤศจิกายน) ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุระเบิดขึ้น 2 ครั้งซ้อน ครั้งแรกบริเวณป้ายรอรถโดยสารประจำทางแห่งหนึ่งในเยรูซาเล็ม ก่อนที่อีก 30 นาทีต่อมาจะเกิดระเบิดขึ้นอีกครั้งที่ชุมทางรามอต ทางตอนเหนือของเยรูซาเล็ม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ราย คือ อาร์ยีห์ ชูปัก เด็กชายสัญชาติอิสราเอล-แคนาดา วัยเพียง 15 ปี นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในละแวกใกล้เคียง
ทางด้าน ยาอีร์ ลาพิด นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ชี้ว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นแตกต่างออกไปจากเหตุการณ์ที่เคยเห็นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เบื้องต้นยังไม่มีผู้ใดหรือกลุ่มองค์กรใดอ้างว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดดังกล่าว ทราบเพียงว่ามีการกดชนวนระเบิดจากระยะไกล แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มกองกำลังฮามาสและกลุ่มญิฮาดอิสลามของชาวปาเลสไตน์ต่างยกย่องชื่นชมผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดในครั้งนี้
ลาพิดระบุว่า “อาร์ยีห์ ชูปัก เป็นเพียงเด็กผู้ชายที่ไม่ได้ทำผิดหรือคิดร้ายต่อใครบนโลกใบนี้ เขาถูกคร่าชีวิต เพียงเพราะเขาเป็นชาวยิว”
โดยผู้นำอิสราเอลยังให้คำมั่นอีกว่า กองกำลังและหน่วยงานด้านความมั่นคงของอิสราเอลจะตามหาตัวผู้ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ รวมถึงผู้อยู่เบื้องหลังและผู้ที่สนับสนุนจัดหาอาวุธให้พวกเขา และนำคนผิดมารับโทษทางกฎหมาย
“อิสราเอลจะตามหาพวกเขาให้เจอ เขาจะหนีเราไม่พ้น ถ้าพวกเขาพยายามขัดขืน ก็จะต้องถูกกำจัด”
ภาพ: Ahmad Gharabli / AFP
อ้างอิง:
The post เหตุระเบิด 2 ครั้งซ้อนในเยรูซาเล็ม เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (18 ตุลาคม) ทางการออสเตรเลียเปลี่ยนใจปรับจุดยืนใ […]
The post ออสเตรเลียเปลี่ยนใจปรับจุดยืน หลังเคยประกาศรับรองเยรูซาเล็มตะวันตกเป็นเมืองหลวงอิสราเอล appeared first on THE STANDARD.
]]>
วานนี้ (18 ตุลาคม) ทางการออสเตรเลียเปลี่ยนใจปรับจุดยืนใหม่ หลังเคยประกาศรับรองเยรูซาเล็มตะวันตกให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล โดยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศคนปัจจุบันชี้ การกระทำดังกล่าวที่เคยเกิดขึ้นทำลายสันติภาพและนำพาออสเตรเลียก้าวออกจากเสียงส่วนใหญ่ในประชาคมโลก
เพนนี หว่อง รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรเลีย เน้นย้ำว่า ออสเตรเลียยังคงแน่วแน่ที่จะผูกมิตรกับอิสราเอล และระบุว่า สถานทูตของออสเตรเลียจะยังคงตั้งอยู่ที่เทลอาวีฟเช่นเดิม
ด้านรัฐบาลอิสราเอลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ยาอีร์ ลาพิด แสดงจุดยืน รู้สึกผิดหวังกับการปรับเปลี่ยนจุดยืนของออสเตรเลีย พร้อมกับหวังว่าทางการออสเตรเลียจะจัดการและตัดสินใจกับประเด็นต่างๆ ได้อย่างจริงจังและเป็นมืออาชีพมากกว่านี้ อีกทั้งเน้นย้ำว่าเยรูซาเล็มจะเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลตลอดไปและไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนสิ่งนี้ได้
ขณะที่ โมฮัมหมัด ชเตเยห์ นายกรัฐมนตรีของปาเลสไตน์ กล่าวชื่นชมการตัดสินใจดังกล่าวของออสเตรเลียว่าเป็นสิ่งที่ชาญฉลาดและกล้าหาญ พร้อมระบุว่า ออสเตรเลียเคารพและยึดถือในคุณค่าของความจริง ความยุติธรรม และอิสรภาพ รวมถึงสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนชาวปาเลสไตน์
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สถานะของเยรูซาเล็มเป็นหนึ่งในประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดในการเมืองโลก เป็นแก่นแกนของความขัดแย้งที่เรื้อรังระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์มาอย่างยาวนาน
โดยช่วงปลายปี 2017 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลานั้น ตัดสินใจปรับแนวนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มีต่อความขัดแย้งดังกล่าว ประกาศรับรองนครโบราณอันศักดิ์สิทธิ์อย่างเยรูซาเล็มให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล พร้อมประกาศย้ายสถานทูตจากเทลอาวีฟมายังเมืองแห่งนี้ในเดือนพฤษภาคม 2018
ก่อนที่หลายเดือนนับจากนั้นรัฐบาลออสเตรเลียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี สกอตต์ มอร์ริสัน ก็ประกาศจุดยืนปรับตามแนวทางของรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศรับรองเยรูซาเล็มตะวันตกเป็นเมืองหลวงในทันที แต่จะยังไม่ย้ายสถานทูตไปจากเทลอาวีฟ จนกว่าข้อตกลงสันติภาพจะบรรลุผล ซึ่งขณะนี้มีเพียงสถานทูตของฮอนดูรัส กัวเตมาลา และโคโซโว ที่ย้ายมายังเยรูซาเล็มแล้ว ขณะที่รัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังพิจารณาประเด็นนี้อยู่
เพนนี หว่อง เผยว่า เธอรู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจของมอร์ริสัน พร้อมระบุว่า การปรับเปลี่ยนจุดยืนดังกล่าวทำให้ประชาชนชาวออสเตรเลียจำนวนไม่น้อยที่สนใจและติดตามประเด็นดังกล่าวรู้สึกกังวลใจ โดยเธอยังเน้นย้ำอีกว่า สถานะของเยรูซาเล็มควรได้รับการพูดคุยและแก้ไขผ่านการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์
โดยอิสราเอลมองว่า เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของตน แบ่งแยกไม่ได้ ขณะที่ชาวปาเลสไตน์อ้างว่า เยรูซาเล็มตะวันออกที่เคยถูกอิสราเอลยึดครองในสงคราม 6 วันหลังรบชนะหลายรัฐอาหรับในปี 1967 และผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งอย่างเป็นทางการในปี 1980 จะเป็นเมืองหลวงของรัฐปาเลสไตน์ในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาอำนาจอธิปไตยของอิสราเอลเหนือเยรูซาเล็ม ไม่ได้รับการรับรองจากประเทศส่วนใหญ่ในประชาคมโลก อีกทั้งข้อตกลงสันติภาพที่เคยผลักดันไว้เมื่อปี 1993 ก็ระบุว่า สถานะสุดท้ายของเยรูซาเล็มนั้นจะต้องได้รับการพูดคุยหารือกันในกระบวนการเจรจาสันติภาพของทั้งสองฝ่าย
แฟ้มภาพ: ESB Professional / Shutterstock
อ้างอิง:
The post ออสเตรเลียเปลี่ยนใจปรับจุดยืน หลังเคยประกาศรับรองเยรูซาเล็มตะวันตกเป็นเมืองหลวงอิสราเอล appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (16 กรกฎาคม) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กองทัพอิส […]
The post อิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่ฉนวนกาซา หลังทริปไบเดนเยือนเยรูซาเล็ม appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (16 กรกฎาคม) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่ฉนวนกาซา บริเวณโรงงานผลิตจรวดที่ควบคุมโดยกองกำลังฮามาส หลังทริปเยือนเยรูซาเล็มของประธานาธิบดี โจ ไบเดน เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการ
หลายฝ่ายเชื่อว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดขึ้นหลังทริปเยือนอิสราเอลของผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนนัยของการสนับสนุนจุดยืนของอิสราเอลในประเด็นพิพาทกับปาเลสไตน์
ด้าน ฟาวซี บาร์ฮัม โฆษกของกลุ่มฮามาส ระบุว่า “การโจมตียั่วยุดังกล่าวเกิดขึ้นทันทีหลังประธานาธิบดี โจ ไบเดน เยือนดินแดนของกลุ่มไซออนิสต์ สะท้อนให้เห็นถึงแรงสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อการยึดครองดินแดนของชาวอิสราเอลให้ดำเนินต่อไป”
ข้อพิพาทระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์นำไปสู่การปะทะกันบ่อยครั้ง โดยเมื่อช่วงกลางปี 2021 ที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลโจมตีใส่ฉนวนกาซาต่อเนื่อง 11 วัน เป็นเหตุให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 253 ราย ในจำนวนนี้เป็นเพียงแค่เด็ก และมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 1,900 ราย ขณะที่กลุ่มฮามาสก็โจมตีใส่อิสราเอล เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 3 ราย
ในทริปเยือนอิสราเอลครั้งนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังได้เดินทางเยือนเขตเวสต์แบงก์ พร้อมแสดงจุดยืนสนับสนุนแนวทางสันติภาพ แต่ยังไม่มีข้อเสนอแนะหรือแนวทางใหม่ที่เป็นรูปธรรม ก่อนจะเดินทางเยือนพันธมิตรในแถบตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศพี่ใหญ่อย่างซาอุดีอาระเบีย
ภาพ: MahMud Hams / AFP
อ้างอิง:
The post อิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่ฉนวนกาซา หลังทริปไบเดนเยือนเยรูซาเล็ม appeared first on THE STANDARD.
]]>
แอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ […]
The post สหรัฐฯ ประกาศแผนเปิดสถานกงสุลในเยรูซาเลม ฟื้นสัมพันธ์ชาวปาเลสไตน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนตะวันออกกลาง ประกาศแผนเปิดสถานกงสุลสหรัฐฯ ในกรุงเยรูซาเลมขึ้นอีกครั้ง โดยเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อพยายามฟื้นความสัมพันธ์กับปาเลสไตน์ ที่ถูกลดทอนลงในยุครัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์
ที่ผ่านมาสหรัฐฯ เคยมีสถานกงสุลในเยรูซาเลม ซึ่งทำหน้าที่ดูแลความสัมพันธ์กับปาเลสไตน์ แต่ถูกอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ สั่งปิดไปเมื่อปี 2019 หลังจากที่เปิดสถานทูตสหรัฐฯ ในเยรูซาเลม เพื่อยอมรับให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล
ท่าทีของบลินเคนมีขึ้นภายหลังการพบปะกับมาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ เมื่อวานนี้ (25 พฤษภาคม) ที่เมืองรามัลเลาะห์ ในเขตเวสต์แบงก์ โดยเขาไม่ได้ระบุวันที่แน่นอนในการเปิดสถานกงสุล แต่ระบุว่าความเคลื่อนไหวนี้จะเป็นหนทางสำคัญของสหรัฐฯ ในการมีส่วนร่วมและให้การสนับสนุนประชาชนปาเลสไตน์
“เหมือนที่ผมบอกท่านประธานาธิบดี ผมมาที่นี่เพื่อเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการสร้างความสัมพันธ์กับทางการปาเลสไตน์และประชาชนชาวปาเลสไตน์ขึ้นอีกครั้ง ความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นจากความเคารพซึ่งกันและกัน และความเชื่อมั่นร่วมกันว่า ชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอลสมควรได้รับมาตรการที่เท่าเทียมกัน ทั้งด้านความมั่นคง เสรีภาพ โอกาสและศักดิ์ศรี” เขากล่าว
ขณะที่อับบาสแสดงความขอบคุณต่อสหรัฐฯ สำหรับความมุ่งมั่นใจการแก้ปัญหาของ 2 รัฐ และรักษาสถานะดั้งเดิมของฮารัม อัล-ชารีฟ (เนินพระวิหาร) ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวมุสลิมและชาวยิวในเยรูซาเลม และเป็นที่ตั้งของมัสยิดอัลอักซอ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดลำดับที่ 3 ของศาสนาอิสลาม
ด้าน เจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวแถลงว่าความเคลื่อนไหวในการเปิดสถานกงสุลที่เยรูซาเลมนั้น เป็นขั้นตอนตามธรรมชาติในการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับปาเลสไตน์ ซึ่งถดถอยลงในยุคของทรัมป์ พร้อมทั้งประกาศความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการสนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยในการฟื้นฟูฉนวนกาซาที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล
สำหรับการเยือนตะวันออกกลางของบลินเคน มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ หลังอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และยุติการสู้รบยาวนาน 11 วัน ซึ่งคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปอย่างน้อย 253 ราย และชาวอิสราเอล 12 ราย
ซึ่งชนวนความขัดแย้งล่าสุดเกิดขึ้นในเยรูซาเลมตะวันออก หลังการใช้กำลังของตำรวจอิสราเอลในการปราบปรามกลุ่มชาวปาเลสไตน์ทั้งในและนอกมัสยิดอัล-อักซอ ที่ออกมาประท้วงต่อต้านการไล่ที่หลายครอบครัวชาวปาเลสไตน์ออกจาย่านชีคจาร์ราห์ เพื่อให้ชาวอิสราเอลย้ายเข้าไปตั้งถิ่นฐาน
ขณะที่บลินเคนยังให้คำมั่นว่าจะระดมการสนับสนุนจากนานาชาติในการช่วยเหลือฟื้นฟูกาซา และประกาศมอบงบประมาณเกือบ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ รวมถึง 5.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับกาซา ทำให้จำนวนเงินที่รัฐบาลสหรัฐฯ ช่วยเหลือปาเลสไตน์ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เพิ่มสูงกว่า 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว แตกต่างจากในรัฐบาลทรัมป์ที่ตัดงบช่วยเหลือปาเลสไตน์ลงเกือบทั้งหมด
ภาพ: Issam Rimawi / Anadolu Agency via Getty Image
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
The post สหรัฐฯ ประกาศแผนเปิดสถานกงสุลในเยรูซาเลม ฟื้นสัมพันธ์ชาวปาเลสไตน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์สู้รบในฉนวนกาซาทวีความรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี […]
The post เกิดอะไรขึ้นในกาซา สรุปเหตุขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ จากความไม่สงบในเยรูซาเลม สู่การสู้รบในกาซาที่อาจบานปลายเป็นสงครามใหญ่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สถานการณ์สู้รบในฉนวนกาซาทวีความรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี หลังกองทัพอิสราเอลส่งฝูงบินรบระดมโจมตีทางอากาศต่อเนื่องตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อตอบโต้กองกำลังติดอาวุธฮามาสที่ยิงจรวดโจมตีข้ามชายแดนนับพันลูกตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา
ความคืบหน้าล่าสุดในวันนี้ (13 พฤษภาคม) ซึ่งตรงกับวันอีฎิ้ลฟิตริ (Eid al-Fitr) หรือวันเฉลิมฉลองการออกศีลอดของชาวมุสลิม กลายเป็นวันแห่งความวิปโยคของชาวปาเลสไตน์ในกาซา ที่ 99% นับถือศาสนาอิสลาม
จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเพิ่มเป็น 69 ราย ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขแห่งกาซา ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 17 ราย และผู้หญิง 8 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 390 ราย
ขณะที่กลุ่มฮามาสยังคงเดินหน้ายิงจรวดข้ามชายแดนไปยังอิสราเอล ส่งผลให้พลเรือนอิสราเอลเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ราย โดยกองทัพอิสราเอลเผยว่ากลุ่มฮามาสยิงจรวดโจมตีหลายพื้นที่ของอิสราเอลรวมแล้วกว่า 1,500 ลูก ขณะที่ฮาเซม กัสเซม โฆษกกลุ่มฮามาส ประกาศว่าทางกลุ่มจะเดินหน้าปกป้องชาวปาเลสไตน์ และเตรียมขยายการตอบโต้อิสราเอลในหลายรูปแบบมากขึ้น
ซึ่งจนถึงตอนนี้ การสู้รบระหว่าง 2 ฝ่ายยังคงดำเนินไปและไม่มีท่าทีว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้โดยง่าย ท่ามกลางการจับตามองและเรียกร้องจากนานาชาติให้ทั้งสองฝ่ายยุติการขยายความรุนแรง โดยสหประชาชาติ (UN) กังวลว่าความขัดแย้งครั้งนี้เสี่ยงนำไปสู่ ‘สงครามเต็มรูปแบบ’
ภาพ: Ahmed Zakot / SOPA Images / LightRocket via Getty Images
พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล
อ้างอิง:
The post เกิดอะไรขึ้นในกาซา สรุปเหตุขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ จากความไม่สงบในเยรูซาเลม สู่การสู้รบในกาซาที่อาจบานปลายเป็นสงครามใหญ่ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ […]
The post ตำรวจอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ในเยรูซาเลมปะทะกันต่อเป็นคืนที่ 2 บาดเจ็บเพิ่มอีกอย่างน้อย 90 ราย appeared first on THE STANDARD.
]]>
สภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 90 คนจากเหตุการณ์ที่ชาวปาเลสไตน์และตำรวจอิสราเอลปะทะกันในนครเยรูซาเลมเป็นคืนที่ 2 เมื่อวันเสาร์ (8 พฤษภาคม)
รายงานระบุว่า ผู้บาดเจ็บทั้งหมดเป็นชาวปาเลสไตน์ และส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนยางหรือระเบิดมือ โดยผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 16 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล นอกจากนี้ผู้บาดเจ็บ 6 คนจากทั้งหมดมีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเด็กอายุเพียง 1 ขวบ
เหตุการณ์ปะทะกันดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นคืนที่ 2 แล้ว หลังจากที่เมื่อวันศุกร์มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากถึง 205 คนที่มัสยิดอัลอักซอของกรุงเยรูซาเลม เมื่อตำรวจอิสราเอลในชุดปราบจลาจลปะทะกับชาวปาเลสไตน์หลังการสวดมนต์เย็น
สภาเสี้ยววงเดือนแดงเปิดเผยว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บ 88 คนในวันศุกร์ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยส่วนใหญ่ได้รับบาดแผลจากกระสุนเคลือบยาง
ก่อนหน้าที่จะเกิดการปะทะกันนั้น ความตึงเครียดได้เพิ่มสูงขึ้นในเยรูซาเลมตะวันออก เนื่องจากชาวปาเลสไตน์ไม่พอใจที่อาจมีการขับไล่ครอบครัวชาวปาเลสไตน์หลายสิบครอบครัวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่
การปะทะกันเกิดขึ้นในหลายจุดของเยรูซาเลม ซึ่งรวมถึงประตูดามัสกัสและย่านชีค จาร์ราห์ ซึ่งเป็นย่านที่ชาวปาเลสไตน์บางครอบครัวถูกขับไล่
ตำรวจอิสราเอลเปิดเผยว่า พวกเขาเริ่มสลายผู้ชุมนุมที่ประตูดามัสกัส หลังจากผู้ประท้วงขว้างปาก้อนหิน ดอกไม้ไฟ และสิ่งของอื่นๆ เข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่างไรก็ดี ไม่มีรายงานชาวอิสราเอลได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้น
วิดีโอแสดงให้เห็นภาพการปาระเบิดมือเกิดขึ้นทั่วบริเวณมัสยิดซึ่งรู้จักกันในชื่อ Noble Sanctuary สำหรับชาวมุสลิม และ Temple Mount สำหรับชาวยิว โดยระเบิดบางส่วนถูกปาเข้าไปภายในอาคารมัสยิด ส่งผลให้ผู้ที่มาสวดมนต์ต้องพากันหนีระเบิดกันอย่างกระจัดกระจาย
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตำรวจเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 6 คนได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกัน หลังจากผู้ที่มาสวดมนต์เริ่มขว้างปาก้อนหินและสิ่งของอื่นๆ ด้านชาวปาเลสไตน์กล่าวว่า เหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นหลังจากบางคนในกลุ่มพวกตนถูกขัดขวางไม่ให้เข้าไปในบริเวณมัสยิดและพยายามเคลื่อนย้ายเครื่องกีดขวางของตำรวจ
หลายคนโบกธงชาติปาเลสไตน์ รวมทั้งธงสีเขียวของกลุ่มฮามาส และพากันร้องเพลงเพื่อสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในย่านชีค จาร์ราห์ในเยรูซาเลม ซึ่งครอบครัวชาวปาเลสไตน์หลายครอบครัวกำลังต่อสู้กับการถูกขับไล่ออกจากบ้าน
เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในนครเยรูซาเลมสร้างความกังวลให้ประชาคมโลก โดยเน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า “สหรัฐฯ มีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเผชิญหน้าที่กำลังดำเนินอยู่” ในเยรูซาเลม
“เราเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่อิสราเอลและปาเลสไตน์ดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อลดความตึงเครียดและยุติความรุนแรง” ไพรซ์กล่าวในแถลงการณ์ “เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องใช้ความยับยั้งชั่งใจ ละเว้นจากการกระทำและคำพูดที่ยั่วยุ”
ด้านสำนักงานผู้ประสานงานพิเศษของสหประชาชาติเพื่อตะวันออกกลาง กล่าวในแถลงการณ์ว่า คณะผู้แทนพิเศษจากรัสเซีย สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ ซึ่งมีส่วนร่วมในการไกล่เกลี่ยสันติภาพระหว่างชาวปาเลสไตน์และอิสราเอลกำลัง “ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”
“คณะผู้แทนพิเศษรับทราบด้วยความกังวลอย่างยิ่งต่อการขับไล่ครอบครัวชาวปาเลสไตน์ออกจากบ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่มาหลายชั่วอายุคนในย่านชีค จาร์ราห์และซิลวานในเยรูซาเลมตะวันออก และขอคัดค้านการกระทำฝ่ายเดียวซึ่งมีแต่จะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น” แถลงการณ์ระบุ
“เราเรียกร้องให้ทางการอิสราเอลใช้ความยับยั้งชั่งใจและหลีกเลี่ยงมาตรการที่จะทำให้สถานการณ์บานปลายในช่วงวันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม” แถลงการณ์ระบุ
ด้านคณะกรรมาธิการยุโรปประณามเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการขับไล่ครอบครัวชาวปาเลสไตน์
“การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และมีแต่จะกระตุ้นให้เกิดความตึงเครียด” ปีเตอร์ สตาโน โฆษกด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าว
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศของอียิปต์ออกแถลงการณ์ประณาม “การโจมตีมัสยิดของทางการอิสราเอล” และเรียกร้องให้อิสราเอลปกป้องพลเรือนชาวปาเลสไตน์และสิทธิในการประกอบพิธีทางศาสนาของตนอย่างเสรี
เช่นเดียวกับกระทรวงต่างประเทศของจอร์แดนที่ระบุว่า “การบุกโจมตีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรง เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อน และควรถูกประณามอย่างรุนแรง”
ขณะที่โฆษกของประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส ของปาเลสไตน์ กล่าวว่าประชาคมโลกจำเป็นต้องให้ความคุ้มครองชาวปาเลสไตน์ พร้อมกับเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดน กดดันให้อิสราเอลหยุดการโจมตีเพื่อให้เรื่องต่างๆ ไม่ไปถึงขั้นที่ไม่สามารถควบคุมได้
ภาพ: Mustafa Hassona / Anadolu Agency via Getty Images
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
The post ตำรวจอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ในเยรูซาเลมปะทะกันต่อเป็นคืนที่ 2 บาดเจ็บเพิ่มอีกอย่างน้อย 90 ราย appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวานนี้ (15 เม.ย.) เวลาประมาณ 19.00 น. ตามเวลาท้องถ […]
The post เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณมัสยิดอัลอักซอในเขตเมืองเก่าเยรูซาเลม ควบคุมเพลิงได้แล้ว ไม่เสียหายร้ายแรง appeared first on THE STANDARD.
]]>
เมื่อวานนี้ (15 เม.ย.) เวลาประมาณ 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นบริเวณมัสยิดอัลอักซอ (Al-Aqsa Mosque) ในเขตเมืองเก่าเยรูซาเลม ควันจำนวนมากได้ลอยขึ้นมาเหนือหลังคาห้อง Marwani Prayer Room หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม Solomon’s Stables โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ก่อนที่ตัวอาคารจะเสียหายร้ายแรง
طواقم الإطفاء تخمد حريقاً اندلع على سطح المصلى المرواني في المسجد الأقصى. pic.twitter.com/eMb59JGrsa
— شبكة قدس الإخبارية (@qudsn) April 15, 2019
ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ได้ ทางด้าน ชีค อัสสัม อัล-คาติบ หัวหน้าผู้ดูแล Jerusalem Waqf และมัสยิดอัลอักซอ คาดการณ์ว่าต้นเพลิงอาจเกิดจากเด็กๆ ที่เข้ามาวิ่งเล่นในช่วงเวลานั้น ขณะที่ประธานาธิบดีมาห์มูส อับบาส ประณามผู้ลงมือก่อเหตุเพลิงไหม้ และต้องการให้ประชาชนร่วมกันรักษาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้อย่างจริงจัง เนื่องจากเป็นต้นกำเนิดค่านิยมทางด้านศาสนาและมนุษยธรรมของพวกเราทุกคน
โดยเหตุเพลิงไหม้นี้เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันกับที่มหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งกรุงปารีส ซึ่งประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เหล่าบรรดามหาเศรษฐี รวมถึงประชาชนชาวฝรั่งเศสจำนวนมากต่างร่วมระดมทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการบูรณะซ่อมแซมมหาวิหาร หนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญของประเทศในครั้งนี้
ภาพ: Reuters
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
อ้างอิง:
The post เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณมัสยิดอัลอักซอในเขตเมืองเก่าเยรูซาเลม ควบคุมเพลิงได้แล้ว ไม่เสียหายร้ายแรง appeared first on THE STANDARD.
]]>
นครเยรูซาเลม จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ของหลายชนชาติแล […]
The post จุดยืนไทยต่อเยรูซาเลมควรเป็นอย่างไร เมื่อนานาชาติไม่ยอมรับการเปิดสถานทูตสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
นครเยรูซาเลม จุดเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ของหลายชนชาติและศาสนาสำคัญของโลกได้กลายเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับโลกมุสลิมอีกครั้ง เมื่อสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดสถานทูตอิสราเอลประจำนครเยรูซาเลมอย่างเป็นทางการ โดยพิธีการจัดขึ้นตรงกับวันครบรอบ 70 ปีแห่งการก่อตั้งอิสราเอล ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นแห่ง ‘ความวิบัติ’ ในสายตาชาวปาเลสไตน์ที่ต้องระหกระเหินเร่ร่อนจากดินแดนมาตุภูมิ
และเป็นอีกครั้งที่นโยบายของสหรัฐฯ ภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้รับการตอบรับจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาคมโลก เพราะประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้ส่งทูตเข้าร่วมพิธีเปิดครั้งนี้

ดร.มาโนชญ์ อารีย์ หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้วิเคราะห์ท่าทีของประเทศต่างๆ ที่มีต่อกรณีเยรูซาเลมกับ THE STANDARD ไว้อย่างน่าสนใจว่า ในทางการเมืองระหว่างประเทศนั้น การตัดสินใจร่วมพิธีเปิดสถานทูตสหรัฐฯ ในนครเยรูซาเลมถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ถ้ามองจากจำนวนประเทศที่ตอบรับคำเชิญ ซึ่งมีเพียง 33 ประเทศจากทั้งหมด 86 ประเทศนั้นย่อมสะท้อนให้เห็นว่าประเทศส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วยหรือคล้อยตามสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังตอกย้ำว่านโยบายต่างประเทศของประเทศเหล่านี้ยังคงยึดโยงอยู่กับมติของสหประชาชาติเป็นส่วนใหญ่
สำหรับฝ่ายไทยนั้น กระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ยืนยันบนเว็บไซต์ว่า เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอิสราเอลไม่ได้เดินทางไปร่วมพิธีเปิดครั้งนี้ รวมทั้งไม่ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมแต่อย่างใด
สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของประเทศต่างๆ ในการเข้าร่วมพิธีเปิดสถานทูตสหรัฐฯ ในเยรูซาเลมนั้น ดร.มาโนชญ์ได้แบ่งเป็น 4 ประเด็นใหญ่ๆ ดังนี้

ประเด็นแรกเป็นเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากดินแดนเยรูซาเลมยังคงเป็นพื้นที่สากลตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ดังนั้นการที่อิสราเอลเข้ายึดครองพื้นที่เยรูซาเลมบางส่วนจากจอร์แดนหลังชนะศึก ‘สงคราม 6 วัน’ เหนือชาติอาหรับในปี 1967 จึงทำให้ประชาคมนานาชาติไม่ให้การยอมรับ
อย่างที่ทราบกันว่าที่นี่เป็นที่ตั้งของศาสนสถานสำคัญของชาวคริสต์ อิสลาม และยูดาห์ แต่ที่ผ่านมาทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ต่างก็ยกภูมิหลังทางประวัติศาสตร์เพื่อสร้างความชอบธรรมในการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าว
แต่การย้ายสถานทูตของสหรัฐฯ จากกรุงเทลอาวีฟไปยังนครเยรูซาเลม รวมถึงการประกาศรับรองเยรูซาเลมให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอลอย่างเป็นทางการเท่ากับเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ซึ่งชาติตะวันตกก็แสดงจุดยืนคัดค้านมาตั้งแต่แรก เพราะประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเหล่านี้ก็เป็นชาวคริสต์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ามีทูตจากหลายประเทศในยุโรปที่ปฏิเสธเข้าร่วมพิธีเปิดสถานทูตครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงเยอรมนี โปรตุเกส สวีเดน โปแลนด์ และไอร์แลนด์ โดยนับเป็นอีกครั้งที่สะท้อนถึงความไม่ลงรอยในนโยบายต่างประเทศระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป
ประเด็นต่อมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศแผนย้ายสถานทูตจากกรุงเทลอาวีฟไปยังเยรูซาเลมตั้งแต่เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งนำไปสู่การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยประเทศไทยซึ่งร่วมประชุมครั้งนั้นได้แสดงท่าทีที่ชัดเจนด้วยการโหวตคัดค้านสหรัฐฯ ร่วมกับประชาคมโลก
ดังนั้นการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะตัดสินใจตอบรับคำเชิญเข้าร่วมพิธีเปิดสถานทูตจึงต้องระมัดระวังท่าทีไม่ให้ขัดแย้งกับจุดยืนของตนในเวทีสหประชาชาติเมื่อปลายปีที่แล้ว

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเห็นได้ว่าประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ส่งตัวแทนไปร่วมงาน ยกเว้นเมียนมาและฟิลิปปินส์ เพราะเมื่อเราย้อนดูการประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งนั้นจะพบว่าเมียนมาไม่ได้เข้าร่วมประชุม ขณะที่ฟิลิปปินส์ได้งดออกเสียง
ดังนั้นทั้งเมียนมาและฟิลิปปินส์จึงไม่ได้แสดงจุดยืนทางการทูตที่ชัดเจนต่อกรณีดังกล่าว ด้วยเหตุนี้การร่วมพิธีเปิดของสองประเทศนี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
ประเด็นที่ 3 งานเปิดสถานทูตสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมาเป็นพิธีการที่ดำเนินคู่ขนานกับเหตุการณ์รุนแรงในฉนวนกาซา โดยทหารอิสราเอลได้ใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วงที่ลุกฮือต่อต้านอิสราเอลและสหรัฐฯ อย่างหนัก พร้อมสังหารชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 55 คน
ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือภาพหนึ่งเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดสถานทูต ขณะที่อีกภาพหนึ่งคือการใช้ความรุนแรง โดยที่บางสำนักข่าวในต่างประเทศใช้คำว่า ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ หรือ ‘การสังหารหมู่’ เลยทีเดียว

เพราะฉะนั้นการไปร่วมงานนี้จึงเปรียบเสมือนการเดินข้ามศพและกองเลือดเพื่อไปร่วมเป็นเกียรติในพิธีนี้
ประเด็นสุดท้าย การร่วมพิธีเปิดสถานทูตมีขึ้นในช่วงเวลาที่นานาชาติกำลังประณามและคัดค้านการเปิดสถานทูตอย่างแข็งกร้าว โดยเฉพาะในโลกมุสลิมที่มองว่าสหรัฐฯ ไม่มีความเป็นกลาง
ดังนั้นไทยในฐานะที่เป็นประเทศผู้สังเกตการณ์ในกลุ่มองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) จึงต้องระมัดระวังท่าทีเป็นพิเศษ
สิ่งที่เราเห็นก็คือหลังจากสหรัฐฯ เดินหน้าเปิดสถานทูตในเยรูซาเลมแล้ว ตุรกีได้เรียกประชุมกลุ่ม OIC เพื่อหารือเรื่องนี้ทันที เพราะฉะนั้นการวางตัวของไทยจะลำบากยิ่งขึ้นหรือเกิดความอีหลักอีเหลื่อ เนื่องจากเราเป็นมิตรกับทั้งโลกมุสลิม อิสราเอล และสหรัฐฯ
การดำเนินนโยบายทางการทูต นอกจากจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติแล้ว ยังควรคำนึงถึงความสง่างามบนเวทีระหว่างประเทศด้วย ดังนั้นไทยจึงต้องระมัดระวังท่าทีของตัวเองเป็นพิเศษ ถ้าความขัดแย้งในตะวันออกกลางขยายตัวไปมากกว่านี้

โอกาสเกิดสงครามใหญ่
ดร.มาโนชญ์มองว่าตะวันออกกลางยังคงติดหล่มสงครามตัวแทนที่ดำเนินยืดเยื้อและมีทีท่าว่าจะขยายตัวเป็นวงกว้างจนกลายเป็นการเผชิญหน้าห้ำหั่นกันโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นคู่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล หรือคู่ซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน นอกจากนี้ยังมีประเทศมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างสหรัฐฯ และรัสเซีย ซึ่งต่างก็หนุนหลังฝ่ายของตัวเองอย่างไม่ยอมลดราวาศอกต่อกัน
ดังนั้นสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางหลังจากนี้จึงมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นนโยบายของประเทศไทยที่มีต่อตะวันออกกลางจึงต้องมีความละเอียดรอบคอบยิ่งขึ้น
เมื่อเรามองภาพรวมในปัจจุบัน หากเปรียบเทียบนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มีต่อคาบสมุทรเกาหลีและตะวันออกกลางแล้ว จะเห็นว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมปุ๋ยพรวนดินและรดน้ำต้นไม้เพื่อปลูกสวนดอกไม้ให้เจริญงอกงามในคาบสมุทรเกาหลี แต่ในตะวันออกกลาง ดูเหมือนสหรัฐฯ กำลังเอาน้ำมันไปราดกองไฟเพื่อเผาทุ่งหญ้าจนวอดวาย ซึ่งเป็นภาพที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เพราะฉะนั้น ดร.มาโนชญ์จึงมองว่าไทยควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและระแวดระวังในท่าที หรืออย่างน้อยควรยึดมติเสียงข้างมากในที่ประชุมสหประชาชาติเป็นหลัก ซึ่งระยะหลังไทยก็ทำเช่นนั้น

อิหร่านคือตัวแปรสำคัญ
อิหร่านเกี่ยวข้องกับปัญหาขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์เป็นอย่างมาก เพราะอิหร่านมีปัญหาระหองระแหงกับอิสราเอลมานานหลายทศวรรษ และเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มติดอาวุธฮามาสในฉนวนกาซาของปาเลสไตน์ให้ลุกขึ้นต่อต้านอิสราเอลด้วย ขณะที่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านก็สร้างความหวาดระแวงให้กับอิสราเอลอยู่ตลอดเวลา
สำหรับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของอิสราเอลก็ต้องการให้ชาติอาหรับผนึกกำลังกันปิดล้อมอิหร่านเพื่อสกัดอิทธิพลของอิหร่านที่กำลังแผ่ขยายในซีเรีย อิรัก และเยเมน
หากวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มีต่ออิหร่าน เราอาจต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่ช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งรับตำแหน่งประธานาธิบดีใหม่ๆ
จะเห็นได้ว่าการเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียครั้งแรกของทรัมป์มีเป้าหมายสำคัญคือการหาแนวร่วมในกลุ่มประเทศอาหรับเพื่อจัดการกับอิหร่าน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามหมายเลขหนึ่งของภูมิภาคนี้ สหรัฐฯ พยายามฉายภาพให้เห็นว่าอิหร่านเป็นปัญหาด้านความมั่นคงร่วมกันของตะวันออกกลาง หรือพยายามทำให้เป็นปัญหาความมั่นคงร่วมกัน
ประกอบกับนายกรัฐมนตรีเบนจามัน เนทันยาฮู ของอิสราเอลได้เปิดโปงเอกสารลับเกี่ยวกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งทำให้ทรัมป์มีความชอบธรรมยิ่งขึ้นในการยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ จัดทำร่วมกับอิหร่านเมื่อปี 2015 ในยุคของอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา การตัดสินใจเช่นนั้นส่งผลให้อิหร่านเกิดความเคียดแค้นสหรัฐฯ และอิสราเอลมากขึ้นไปอีก
ผลลัพธ์จากการที่สหรัฐฯ พยายามฉายภาพให้เห็นว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามความมั่นคงในตะวันออกลาง ทำให้ประเทศในแถบอ่าวอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบียรู้สึกว่าอิหร่านน่ากลัว และบีบให้ประเทศเหล่านี้ต้องยอมประนีประนอมเกี่ยวกับจุดยืนของตัวเองบางอย่าง ดังเช่นกรณีปัญหาปาเลสไตน์ จากเดิมที่ซาอุดีอาระเบียเคยแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐฯ ย้ายสถานทูตจากเทลอาวีฟไปยังเยรูซาเลม และไม่ยอมรับในสิทธิของอิสราเอลเหนือดินแดนปาเลสไตน์ด้วย
เพราะฉะนั้นถ้าดูจากนโยบายของสหรัฐฯ ตั้งแต่แรก จะเห็นว่าพวกเขาต้องการให้กลุ่มอาหรับรวมตัวกันเพื่อต่อกรกับอิหร่าน ไม่ใช่อิสราเอล ส่วนอิหร่านเองก็รู้ตัวดีว่ากำลังถูกปิดล้อม นั่นจึงเป็นเหตุผลที่อิหร่านพยายามขยายอิทธิพลของตนเข้าไปในซีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ใกล้กับอิสราเอล
เพราะถ้าเกิดสงครามขึ้น อิหร่านก็พร้อมเปิดฉากโจมตีอิสราเอลโดยใช้ฐานทัพในซีเรียได้อย่างทันท่วงที

ดังนั้นเราจึงเห็นว่าในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สถานการณ์บริเวณที่ราบสูงโกลันจึงมีความตึงเครียด โดยที่อิสราเอลได้ยิงขีปนาวุธเข้าไปในซีเรียเพื่อทำลายที่มั่นและยุทโธปกรณ์ของอิหร่าน
ด้วยเหตุนี้อิหร่านจึงถือเป็นตัวแปรสำคัญในตะวันออกกลาง แต่นอกจากการขยายอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาคนี้แล้ว อาหรับยังเผชิญกับกระแสการเมืองอิสลามที่มีจุดเริ่มต้นมาจากเหตุการณ์อาหรับสปริงในปี 2010 ซึ่งสร้างความวิตกกังวลให้กับชนชั้นปกครองเช่นกัน
ภัยคุกคามนี้ไม่ได้มีเฉพาะในซาอุดีอาระเบียเท่านั้น แต่รวมไปถึงอิสราเอลด้วย ซึ่งมองว่าปรากฏการณ์แบบนี้เป็นอันตรายต่ออิสราเอลเช่นกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมในระยะหลังซาอุดีอาระเบียกับอิสราเอลจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่ซาอุดีอาระเบียยอมให้เครื่องบินของอิสราเอลบินผ่านน่านฟ้า หรือการที่ซาอุดีอาระเบียพยายามโน้มน้าวให้ผู้นำปาเลสไตน์ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ เนื่องจากซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลมีเป้าหมายเดียวกันและมีศัตรูร่วมกันนั่นเอง
รัฐบาลไทยควรวางตัวอย่างไรกับปัญหานี้
ดร.มาโนชญ์แสดงความเห็นทิ้งท้ายว่า ในทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ไทยควรวางตัวเป็นกลางแบบไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด โดยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งจะสง่างามและปลอดภัยที่สุด
ที่ผ่านมานโยบายต่างประเทศของไทยก็เป็นเช่นนี้ เพียงแต่จากนี้ต่อไปอาจมีความท้าทายใหม่ มีเงื่อนไขใหม่ๆ ที่สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นทั้งปัจจัยภายในและนอกประเทศ ซึ่งทำให้เราต้องระแวดระวังมากขึ้น
อ้างอิง:
The post จุดยืนไทยต่อเยรูซาเลมควรเป็นอย่างไร เมื่อนานาชาติไม่ยอมรับการเปิดสถานทูตสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ฉนวนกาซาลุกเป็นไฟจากเหตุปะทะระหว่างทหารอิสราเอลกับชาวปา […]
The post กาซาเดือด! ชาวปาเลสไตน์ดับแล้ว 55 คน ในเหตุประท้วงต่อต้านสหรัฐฯ เปิดสถานทูตอิสราเอลในเยรูซาเลม appeared first on THE STANDARD.
]]>
ฉนวนกาซาลุกเป็นไฟจากเหตุปะทะระหว่างทหารอิสราเอลกับชาวปาเลสไตน์ที่ลุกฮือขึ้นประท้วงต่อต้านอิสราเอลและการเปิดสถานทูตของสหรัฐฯ ในนครเยรูซาเลมเมื่อวานนี้ (14 พ.ค.) ล่าสุดมีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 55 คน และบาดเจ็บกว่า 2,700 คน ซึ่งนับเป็นวันนองเลือดที่สุดตั้งแต่ปี 2014

ทูตปาเลสไตน์ประจำสหประชาชาติเปิดเผยว่าในบรรดาผู้เสียชีวิตมีเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีอย่างน้อย 8 คน ขณะที่มาห์มูด อับบาส ผู้นำปาเลสไตน์ประณามการโจมตีของอิสราเอลครั้งนี้ว่าเป็นการสังหารหมู่
“วันนี้เป็นอีกครั้งที่การสังหารหมู่ประชาชนของเรายังคงดำเนินต่อไป” อับบาสกล่าว พร้อมประกาศไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตในปาเลสไตน์เป็นเวลา 3 วัน
ด้านนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลระบุว่า ปฏิบัติการทหารของอิสราเอลเป็นการป้องกันตนเองจากกลุ่มติดอาวุธฮามาสในปาเลสไตน์ที่ต้องการบ่อนทำลายอิสราเอล

โดยโฆษกกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าพลแม่นปืนได้ยิงใส่ผู้ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายก่อการร้าย ไม่ได้เล็งใส่ผู้ประท้วงแต่อย่างใด ส่วนการสลายผู้ชุมนุม อิสราเอลได้ใช้แก๊สน้ำตา ซึ่งเป็นไปตามกฎการปะทะ
เหตุจลาจลล่าสุดมีชนวนมาจากการที่สหรัฐฯ เปิดสถานทูตอิสราเอลในนครเยรูซาเลม ซึ่งมีนัยว่าสหรัฐฯ ได้ยอมรับเยรูซาเลมในฐานะเมืองหลวงของอิสราเอลอย่างเป็นทางการ ขณะที่นครดังกล่าวเป็นดินแดนพิพาทที่ปาเลสไตน์ต้องการสถาปนาเป็นเมืองหลวงของพวกเขาเช่นกัน
เยรูซาเลมยังเป็นที่ตั้งของศาสนสถานที่สำคัญในทางประวัติศาสตร์ของชาวคริสต์ ชาวมุสลิม และชาวยิว ซึ่งรวมถึงโดมแห่งศิลา (Dome of the Rock) ของศาสนาอิสลามในเขตนครโบราณ (Old City) ด้วย

อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยืนยันว่าการย้ายสถานทูตจากเทลอาวีฟไปยังเยรูซาเลมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และจะสร้างเสถียรภาพให้กับภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมกันนี้ยังขอให้ประเทศอื่นๆ ยอมรับความจริงในเรื่องนี้
แต่กระนั้น ในยุโรปเองก็เสียงแตกเกี่ยวกับกรณีการใช้กำลังของทหารอิสราเอล โดยนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ แห่งสหราชอาณาจักรได้เรียกร้องให้อิสราเอลอดกลั้น ขณะที่เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสได้ประณามเหตุรุนแรงโดยทหารอิสราเอล ทว่ารัฐบาลเยอรมนีระบุว่าอิสราเอลมีสิทธิ์ในการป้องกันตนเองตามความเหมาะสม
อ้างอิง:
The post กาซาเดือด! ชาวปาเลสไตน์ดับแล้ว 55 คน ในเหตุประท้วงต่อต้านสหรัฐฯ เปิดสถานทูตอิสราเอลในเยรูซาเลม appeared first on THE STANDARD.
]]>
สหรัฐฯ จุดชนวนความขัดแย้งกับโลกอาหรับระลอกใหม่ หลังทำพิ […]
The post จับตาประเด็นร้อนใหม่ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ เปิดสถานทูตในเยรูซาเลม appeared first on THE STANDARD.
]]>
สหรัฐฯ จุดชนวนความขัดแย้งกับโลกอาหรับระลอกใหม่ หลังทำพิธีเปิดสถานทูตที่นครเยรูซาเลมของอิสราเอลอย่างเป็นทางการ โดยเมืองแห่งนี้ถือเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของทั้งศาสนาอิสลาม คริสต์ และยูดาห์ ขณะที่ปาเลสไตน์ซึ่งตั้งรกรากในดินแดนเยรูซาเลมตะวันออกมาช้านานต้องการสถาปนาดินแดนแห่งนี้เป็นเมืองหลวงของปาเลสไตน์เช่นกัน
พิธีเปิดสถานทูตจัดขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันก่อตั้งประเทศอิสราเอล และวันครบรอบ 70 ปีที่สหรัฐฯ ให้การรับรองรัฐอิสราเอล โดยงานนี้มีแขกรับเชิญจากรัฐบาลสหรัฐฯ หลายคน ได้แก่ อิวองกา ทรัมป์ บุตรสาวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, จาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยและที่ปรึกษาระดับสูงของทรัมป์, สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และจอห์น ซัลลิแวน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

เยรูซาเลมสำคัญอย่างไร
ทั้งชาวคริสต์ ชาวมุสลิม และชาวฮิบรู หรือชาวยิว ต่างถือว่าเยรูซาเลมเป็นนครศักดิ์สิทธิ์แห่งศาสนาของพวกเขา โดยชาวคริสต์เชื่อว่าพระเยซูถูกตรึงไม้กางเขนที่นครแห่งนี้ ส่วนชาวมุสลิมเชื่อว่านบีมูฮัมมัด ศาสดาของศาสนาอิสลาม ได้เดินทางสู่ฟากฟ้าจากมัสยิดอัล-อักซอ ในนครเยรูซาเลม ขณะที่ชาวยิวเชื่อว่าดินแดนแห่งนี้เป็นดินแดนแห่งพันธสัญญาที่พระยาห์เวห์ พระผู้เป็นเจ้า ทรงประทานให้แก่ชาวอิสราเอล
ความศรัทธาอันแรงกล้าทางศาสนาได้นำไปสู่การทำสงครามศาสนาระหว่างชาวคริสต์และชาวมุสลิม หรือสงครามครูเสดนับสิบครั้ง รวมระยะเวลานานกว่า 2 ศตวรรษ เพื่อแย่งชิงและครอบครองนครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
ผลกระทบจากสงครามครูเสดทำให้ชาวยิวในยุโรปและเยรูซาเลมล้มตายเป็นจำนวนมาก ขณะที่บางส่วนซึ่งตั้งชุมชนอยู่ในปาเลสไตน์ต้องพลัดถิ่นฐานและระหกระเหินเร่ร่อนเหมือนเมื่อครั้งที่เผชิญกับการรุกรานของกองทัพแห่งอาณาจักรบาบิโลน จักรวรรดิเปอร์เซีย และจักรวรรดิโรมันในอดีตกาล
ต่อมาชนชาติยิวมาถึงจุดพลิกผันครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อชาวยิวจำนวนมากเดินทางกลับมายังดินแดนปาเลสไตน์อีกครั้งภายใต้ความเห็นชอบจากอังกฤษ ซึ่งปกครองดินแดนปาเลสไตน์ในเวลานั้น
สหประชาชาติได้มีมติให้อิสราเอลก่อตั้งรัฐขึ้นได้บนดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยปาเลสไตน์เหลือดินแดนเพียงฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์ (ซึ่งรวมพื้นที่เยรูซาเลมตะวันออก) มติดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่ชนพื้นเมืองชาวปาเลสไตน์และชาวอาหรับในประเทศใกล้เคียง
จากนั้น เดวิด เบนกูเรียน นายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล ได้ประกาศสถาปนารัฐอิสราเอลขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 พฤษภาคม 1948 และได้ครอบครองดินแดนเยรูซาเลมตะวันตกนับตั้งแต่นั้นมา จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์และโลกอาหรับในยุคสมัยใหม่
และหลังจากสิ้นสุด ‘สงคราม 6 วัน’ เมื่อปี 1967 อิสราเอลสามารถผนวกรวมดินแดนเยรูซาเลมตะวันออกจากประเทศจอร์แดนกับดินแดนฝั่งตะวันตกที่มีอยู่เดิม และประกาศสถาปนาเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาประชาคมโลกยังไม่เคยยอมรับการประกาศอ้างเพียงฝ่ายเดียวของอิสราเอลในครั้งนั้น ซึ่งรวมถึงพันธมิตรที่ใกล้ชิดของอิสราเอลอย่างสหรัฐฯ ด้วย จนกระทั่งทรัมป์ได้ตัดสินใจกลับจุดยืนของสหรัฐฯ เมื่อปลายปีที่แล้วเพื่อทำตามคำมั่นสัญญาที่เขาหาเสียงไว้ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

การย้ายสถานทูตไปเยรูซาเลมมีนัยอะไร
อย่างที่ทราบกันว่าเยรูซาเลมเป็นที่ตั้งของศาสนสถานโบราณหลายแห่งของชาวคริสต์ ชาวมุสลิม และชาวยิว ซึ่งรวมถึงโดมแห่งศิลา (Dome of Rock) ของศาสนาอิสลามในเขตนครโบราณ (Old City) ดังนั้นจึงเป็นดินแดนที่ต่างฝ่ายต่างต้องการอ้างกรรมสิทธิ์เพื่อที่จะครอบครอง
แต่การย้ายสถานทูตครั้งนี้สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยอมรับในทางพฤตินัยว่านครเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลแต่เพียงผู้เดียว หลังจากเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ทรัมป์ได้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คนทั่วโลกโดยการประกาศรับรองสถานะของเยรูซาเลมอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการฉีกธรรมเนียมปฏิบัติและนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลชุดก่อนๆ ที่มีลักษณะแบ่งรับแบ่งสู้และยอมรับเยรูซาเลมในฐานะเมืองหลวงของทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ตามมติของนานาชาติ
ถึงแม้ในปี 1995 สภาคองเกรสของสหรัฐฯ จะผ่านกฎหมายให้สหรัฐฯ ดำเนินการย้ายสถานทูตจากกรุงเทลอาวีฟไปยังนครเยรูซาเลม แต่ที่ผ่านมาประธานาธิบดีในอดีตหลายคนต่างก็ปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น เนื่องจากเกรงว่าการตัดสินใจย้ายสถานทูตไปเยรูซาเลมอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์เท่ากับปิดประตูทางการทูตของตน จากเดิมที่สหรัฐฯ คอยดำรงบทบาทเป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาพิพาทระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์มาโดยตลอด
เดวิด ฟรีดแมน เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศอิสราเอล กล่าวว่า “ในระยะยาว เราเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะสร้างโอกาสและเวทีในการผลักดันกระบวนการสันติภาพบนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่ใช่ความเพ้อฝันหรือจินตนาการ”
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เน้นย้ำว่าการตัดสินใจย้ายสถานทูตครั้งนี้ได้สะท้อนสภาพความเป็นจริงที่ว่าเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล นอกจากนี้ยังสะท้อนความจริงใหม่ที่ว่าตะวันออกกลางกำลังถูกรุมเร้าจากปัญหาสงครามกลางเมืองในซีเรีย เยเมน และอิรัก ซึ่งทำให้อิสราเอล สหรัฐฯ และชาติอาหรับต้องผนึกกำลังเพื่อเป้าหมายทางภูมิรัฐศาสตร์เดียวกัน นั่นก็คือการปิดล้อมศัตรูตัวฉกาจอย่างอิหร่านที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์วุ่นวายใน 3 ประเทศข้างต้น
“เราต่างก็มองในแง่บวกว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับภูมิภาคตะวันออกกลางในบั้นปลาย” ฟรีดแมนกล่าวทิ้งท้าย
แรงผลักดันทางการเมืองของทรัมป์
นอกเหนือจากนโยบายปฏิรูประบบภาษีขนานใหญ่และโครงการสร้างกำแพงยักษ์ป้องกันการไหลทะลักเข้าเมืองของผู้อพยพจากเม็กซิโกแล้ว การย้ายสถานทูตสหรัฐฯ ไปยังนครเยรูซาเลมยังถือเป็นอีกหนึ่งนโยบายสำคัญที่ทรัมป์ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี ดังนั้นจึงถือเป็นพันธกิจจำเป็นที่เขาต้องทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน
แต่การย้ายสถานทูตยังถูกมองเป็นการหวังผลทางการเมืองของทรัมป์ด้วย เพราะในช่วงปลายปีนี้สหรัฐฯ จะจัดการเลือกตั้งกลางเทอม ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ทรัมป์จะต้องรักษาฐานเสียงของตน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายยิว
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์มองว่าการตัดสินใจของสหรัฐฯ อาจเปรียบเสมือนการราดน้ำมันในกองเพลิง เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและโลกอาหรับได้ฝังรากลึกจนยากแก่การแก้ไข และมีชนวนให้เกิดการกระทบกระทั่งอยู่เนืองๆ
นอกจากนี้ความเคลื่อนไหวของวอชิงตันยังทำให้กระบวนการเจรจาทางการทูตมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ จะขาดความชอบธรรมในการช่วยประนีประนอมในปัญหาพิพาทระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ไปโดยปริยาย
บรูซ รีเดล อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง CIA ซึ่งปัจจุบันทำงานด้านโครงการข่าวกรองให้กับสถาบัน Brookings Institution กล่าวเตือนว่าเวลานี้ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านในประเทศซีเรียกำลังทวีความตึงเครียดขึ้น แต่ทรัมป์กลับราดน้ำมันในกองไฟด้วยการย้ายสถานทูตไปเยรูซาเลม ซึ่งถือเป็นการกระทำที่อันตรายมาก
ท่าทีของนานาชาติ
หนึ่งในผู้ที่ต่อต้านนโยบายของสหรัฐฯ อย่างแข็งกร้าวคือ ประธานาธิบดีมาห์มุด อับบาส แห่งปาเลสไตน์ ซึ่งระบุว่าการตัดสินใจของทรัมป์เปรียบเหมือนการตบหน้าฉาดใหญ่แห่งศตวรรษ
นอกจากนี้อับบาสยังเรียกร้องให้คณะมนตรีแห่งสันนิบาตอาหรับจัดการประชุมฉุกเฉินเพื่อหารือมาตรการตอบโต้สหรัฐฯ อย่างเร่งด่วน
ขณะที่ ดิยาบ อัลลูห์ ทูตอียิปต์และผู้แทนถาวรประจำองค์การสันนิบาตอาหรับ ระบุว่าทางคณะมนตรีแห่งสันนิบาตอาหรับจำเป็นต้องออกมาตรการรับมือและส่งสารที่แสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของชาติอาหรับเพื่อบีบให้สหรัฐฯ เปลี่ยนใจ
ทั้งนี้ปาเลสไตน์และชาติอาหรับต่างหวั่นวิตกว่าประเทศอื่นๆ จะย้ายสถานทูตตามสหรัฐฯ ภายหลังจาก เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ ดำเนินการตามสหรัฐฯ
ชาติยุโรปส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย
สหภาพยุโรปแสดงจุดยืนคัดค้านแนวคิดการย้ายสถานทูตของสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้น และมีทูตจากหลายประเทศที่ปฏิเสธเข้าร่วมพิธีเปิดสถานทูตสหรัฐฯ รวมถึงเยอรมนี โปรตุเกส สวีเดน โปแลนด์ และไอร์แลนด์ โดยนับเป็นอีกครั้งที่สะท้อนถึงความไม่ลงรอยในนโยบายต่างประเทศระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป
สำหรับทูตยุโรปที่ตอบรับคำเชิญเข้าร่วมพิธีครั้งนี้มีเพียง 4 ประเทศ ได้แก่ ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก ออสเตรีย และโรมาเนีย
นอกจากยุโรปแล้วยังมีทูตจากรัสเซีย อียิปต์ และเม็กซิโก ที่ปฏิเสธร่วมพิธีเปิดครั้งนี้เช่นกัน

จับตาสถานการณ์อาจบานปลาย
ชาวปาเลสไตน์หลายหมื่นคนได้ชุมนุมประท้วงตลอดแนวรั้วที่แบ่งแยกดินแดนระหว่างอิสราเอลกับฉนวนกาซา โดยก่อนหน้าพิธีเปิดสถานทูตเพียงไม่กี่ชั่วโมง มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากการถูกทหารอิสราเอลโจมตีแล้วอย่างน้อย 55 คน และบาดเจ็บอีกราว 2,700 คน
ก่อนหน้านี้ เซอิด ราอัด อัล-ฮุสเซน ผู้อำนวยการด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประณามอิสราเอลว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุจนมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคนตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี อิสราเอลอ้างว่าพวกเขาทำตามกฎหมายในการปกป้องชีวิตพลเรือนจากกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ (ฮามาส) ที่พยายามจะรุกรานเข้ามาในอาณาเขตของอิสราเอล
ล่าสุดกลุ่มรัฐอิสลามได้ถือโอกาสนี้ปลุกระดมมวลชนชาวมุสลิมให้ลุกขึ้นต่อต้านอิสราเอลด้วย
จึงน่าจับตาว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร แต่หลายคนเชื่อว่าการตัดสินใจของสหรัฐฯ อาจสร้างความร้าวฉานระหว่างอิสราเอลกับโลกอาหรับมากยิ่งขึ้น ขณะที่ความพยายามคลี่คลายปมขัดแย้งของสหรัฐฯ อาจกลับกลายเป็นการผูกเงื่อนทับซ้อนขึ้นอีกหลายชั้นจนยากแก่การแก้ไข
อ้างอิง:
The post จับตาประเด็นร้อนใหม่ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ เปิดสถานทูตในเยรูซาเลม appeared first on THE STANDARD.
]]>
นายยิสราเอล คัตซ์ (Yisrael Katz) รัฐมนตรีคมนาคมของอิสรา […]
The post อิสราเอล เตรียมนำชื่อ ‘ทรัมป์’ ตั้งชื่อสถานีรถไฟเพื่อเป็นเกียรติที่ตั้งเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวง appeared first on THE STANDARD.
]]>
นายยิสราเอล คัตซ์ (Yisrael Katz) รัฐมนตรีคมนาคมของอิสราเอลเผย รัฐบาลกำลังมีแผนเตรียมขุดอุโมงค์รถไฟใต้ดินแดนศักสิทธิ์อย่างกรุงเยรูซาเลมด้านเมืองเก่า พร้อมทั้งจะนำชื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์มาตั้งเป็นชื่อสถานีรถไฟแห่งใหม่ที่คาดว่าจะเปิดตัวภายในปีหน้า
เขายังระบุอีกว่า “บริเวณกำแพงตะวันตกคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดสำหรับชาวยิว โดยผมตัดสินใจจะใช้ชื่อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งเป็นชื่อสถานี เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา หลังจากที่เขาตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่ประกาศรับรองกรุงเยรูซาเลมให้เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล”
คาดว่าอุโมงค์ใต้ดินดังกล่าวจะมี 2 สถานี คือ สถานี City Centre ใกล้กับสี่แยกของถนน Jaffa และ King George และสถานีโดนัลด์ ทรัมป์ (หรือสถานีกำแพงตะวันตก) ที่ใกล้กับถนนเก่าแก่ในเมืองเก่าของชุมชนยิวที่เรียกว่า การ์โด (Cardo)
โดยทรัมป์เคยเดินทางเยือนบริเวณกำแพงตะวันตกนี้แล้วในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา การประกาศรับรองดังกล่าวพร้อมแผนการที่จะย้ายสถานทูตสหรัฐฯ ที่เทลอาวีฟ ไปยังกรุงเยรูซาเลม ทำให้ความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ และอิสราเอลแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะได้รับเสียงทัดทานจากประชาคมโลกเป็นอย่างมากก็ตาม
อ้างอิง:
The post อิสราเอล เตรียมนำชื่อ ‘ทรัมป์’ ตั้งชื่อสถานีรถไฟเพื่อเป็นเกียรติที่ตั้งเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวง appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ประชุมวาระเร […]
The post ผู้นำกัวเตมาลามีคำสั่งย้ายสถานทูตจากเทลอาวีฟ ไปยังเยรูซาเลม ตามสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ประชุมวาระเร่งด่วนและมีมติสนับสนุนให้การประกาศรับรองกรุงเยรูซาเลมทั้งหมดเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลอย่างเป็นทางการเป็นโมฆะและไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย (Null and Void) ด้วยคะแนนเสียง 128 เสียง คัดค้าน 9 เสียง 35 ประเทศงดออกเสียง และ 21 ประเทศไม่เดินทางเข้าร่วมการโหวตในครั้งนี้ เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

ล่าสุดนายจิมมี โมราเลส (Jimmy Morales) ประธานาธิบดีกัวเตมาลา 1 ใน 9 ชาติที่ลงเสียงคัดค้านมติดังกล่าวร่วมกับสหรัฐฯ อิสราเอล และบรรดาชาติเล็กๆ อีก 6 ชาติ เผยว่า ตนมีคำสั่งให้รัฐมนตรีต่างประเทศเดินหน้าย้ายสถานทูตของกัวเตมาลาจากกรุงเทลอาวีฟไปยังกรุงเยรูซาเลม ตามจุดยืนของสหรัฐฯ และอิสราเอลแล้ว โดยคาดว่าประเทศที่ลงคะแนนคัดค้านและมีสถานทูตอยู่ในอิสราเอลจะทำการในลักษณะเดียวกันในอนาคตอันใกล้

นายจิมมียืนยันว่า ที่ผ่านมาสหรัฐฯ อิสราเอล และกัวเตมาลามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอด และกัวเตมาลาพร้อมที่จะยืนเคียงข้าง 2 ประเทศนี้ ในขณะที่หลายฝ่ายมองว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้นำกัวเตมาลาตัดสินใจเดินหน้ากระทำการดังกล่าว มาจากเหตุผลด้านเงินช่วยเหลือ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นแหล่งเงินทุนสำคัญให้แก่ประเทศในอเมริกากลางที่กำลังเผชิญความยากลำบากทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งการตัดสินใจของผู้นำกัวเตมาลาในครั้งนี้จะยิ่งทำให้ปัญหาและความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ลุกลามขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน
Photo: AFP
อ้างอิง:
The post ผู้นำกัวเตมาลามีคำสั่งย้ายสถานทูตจากเทลอาวีฟ ไปยังเยรูซาเลม ตามสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.
]]>
สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) จัดประชุมฉุกเฉิน เพื่อ […]
The post ไทยร่วมโหวต ‘สนับสนุน’ ให้การรับรองกรุงเยรูซาเลมของสหรัฐฯ เป็นโมฆะ ในที่ประชุม UNGA appeared first on THE STANDARD.
]]>
สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) จัดประชุมฉุกเฉิน เพื่อพิจารณากรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศรับรองให้กรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลอย่างเป็นทางการ เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ไม่เคยมีประเทศใดประกาศรับรองให้ ‘พื้นที่ทั้งหมด’ ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวอยู่ภายใต้อำนาจของอิสราเอลหรือปาเลสไตน์อย่างแน่ชัดมาก่อน การรับรองดังกล่าวส่งผลให้ความขัดแย้งครั้งใหญ่ปะทุขึ้นอีกครั้ง

หลังจากที่สหรัฐฯ ยกวีโต้ คัดค้านมติในที่ประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่จะให้การประกาศรับรองดังกล่าวของสหรัฐฯ เป็นโมฆะ ส่งผลให้ที่ประชุมไม่สามารถผ่านร่างมติดังกล่าวได้ แม้ชาติสมาชิกอีก 14 ชาติจะเห็นชอบกับร่างมตินั้นก็ตาม

ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ คัดค้านการตัดสินใจของสหรัฐฯ
บรรดาชาติอาหรับและมุสลิมในตะวันออกกลางต่างเดินหน้ายื่นเรื่องต่อสหประชาชาติให้เร่งจัดการประชุมของสมัชชาใหญ่ เพื่อพิจารณาวาระเร่งด่วนนี้โดยเร็ว
ผลปรากฏว่าประเทศไทยและบรรดาประเทศสมาชิกกว่า 128 ประเทศ (ซึ่งรวมถึงสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงอีก 4 ประเทศ) จากทั้งหมด 193 ประเทศ โหวต ‘สนับสนุน’ ร่างมติดังกล่าวที่ระบุให้การประกาศรับรองกรุงเยรูซาเลมของสหรัฐฯ รวมถึงการตัดสินใจใดๆ หรือการกระทำใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะ ลักษณะ หรือองค์ประกอบของประชากรแห่ง ‘นครศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเลม’ ถือเป็นโมฆะ ไม่มีผลทางกฎหมายและจะต้องถูกยกเลิกไป (Null and Void)


9 ชาติสมาชิกได้แก่ สหรัฐฯ, อิสราเอล, กัวเตมาลา, ฮอนดูรัส, หมู่เกาะมาร์แชลล์, ไมโครนีเซีย, นาอูรู, ปาเลา และโตโก โหวตคัดค้าน ‘ไม่เห็นด้วย’ กับร่างมติดังกล่าว
นอกจากนี้ยังมีอีก 35 ประเทศที่งดออกเสียง และ 21 ประเทศที่ไม่ได้มาเข้าร่วมการลงคะแนนในครั้งนี้ โดยฟิลิปปินส์คือประเทศสมาชิกอาเซียนเพียงชาติเดียวที่งดออกเสียง ในขณะที่เมียนมาคือ 1 ใน 21 ประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมการลงคะแนน
ผลมติดังกล่าวถือเป็นเสียงสะท้อนจากประชาคมโลกที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ แม้ว่าทรัมป์จะขู่ตัดงบเงินสนับสนุนและเงินช่วยเหลือแก่บรรดาประเทศที่โหวตสนับสนุนมติดังกล่าวก็ตาม
Photo: AFP
อ้างอิง:
The post ไทยร่วมโหวต ‘สนับสนุน’ ให้การรับรองกรุงเยรูซาเลมของสหรัฐฯ เป็นโมฆะ ในที่ประชุม UNGA appeared first on THE STANDARD.
]]>
สหรัฐอเมริกา 1 ใน 5 สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง […]
The post สหรัฐฯ ยกวีโต้ ค้านมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กรณีเยรูซาเลม appeared first on THE STANDARD.
]]>
สหรัฐอเมริกา 1 ใน 5 สมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ได้ยื่นวีโต้คัดค้านมติสหประชาชาติในรอบหลายปี หลังจากที่อียิปต์ยื่นร่างมติต่อคณะมนตรีความมั่นคงฯ โดยเสนอให้การตัดสินใจหรือการกระทำใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะ ลักษณะ หรือองค์ประกอบของประชากรแห่ง ‘นครศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเลม’ ถือเป็นโมฆะ ไม่มีผลทางกฎหมายและจะต้องถูกยกเลิกไป พร้อมเรียกร้องให้ทุกชาติไม่ประจำการคณะทูตในกรุงเยรูซาเลม ตามมติที่ 478 ของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ที่เคยมีเมื่อปี 1980

การยกวีโต้ดังกล่าวของสหรัฐฯ ทำให้ที่ประชุมไม่สามารถออกมติรับรองให้การประกาศรับรองกรุงเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลเป็นโมฆะได้ แม้อีก 14 ประเทศสมาชิกจะเห็นชอบต่อร่างมติดังกล่าวก็ตาม

ทางด้านนางนิกกิ เฮลีย์ (Nikki Haley) ทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ เผยว่า การรับรองมติดังกล่าวเป็นการฉีกหน้าและดูหมิ่นสหรัฐฯ การตัดสินใจจะตั้งสถานทูตที่ใดเป็นสิทธิ์และอำนาจอันชอบธรรมของเรา วันนี้สหรัฐฯ ถูกบีบบังคับให้ต้องปกป้องอำนาจอธิปไตยของเรา


หลังจากที่ทราบเรื่องการวีโต้ของสหรัฐฯ นายเบนจามิน เนทันยาฮู ประธานาธิบดีอิสราเอลได้แถลงขอบคุณสหรัฐฯ ที่ยืนหยัดข้างอิสราเอลและทำในสิ่งที่ถูกต้อง ในขณะที่ด้านผู้นำปาเลสไตน์อย่างนายมาห์มูด อับบาส ได้ประณามการยกวีโต้ของสหรัฐฯ ว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ พร้อมเรียกร้องให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติมีการประชุมฉุกเฉินพิจารณาประเด็นการรับรองกรุงเยรูซาเลมต่อไป เพราะการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในครั้งนี้จะยิ่งทำให้เหตุปะทะระหว่างชาวปาเลสไตน์และชาวอิสราเอลรุนแรงมากยิ่งขึ้น
อ้างอิง:
The post สหรัฐฯ ยกวีโต้ ค้านมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กรณีเยรูซาเลม appeared first on THE STANDARD.
]]>
รองประธานพรรคอัมโนในมาเลเซียเปิดเผย กองทัพมาเลเซียมีควา […]
The post รมต. กลาโหมมาเลฯ ย้ำชัดพร้อมส่งกองทัพร่วมรบในตะวันออกกลาง หลังปมเยรูซาเลม appeared first on THE STANDARD.
]]>
รองประธานพรรคอัมโนในมาเลเซียเปิดเผย กองทัพมาเลเซียมีความพร้อมปฏิบัติหน้าที่ในตะวันออกกลางหากมีความจำเป็น หลังสหรัฐอเมริการับรองสถานะเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวงอิสราเอล
“พวกเรารู้สึกตกใจอย่างมากหลังทราบข่าวอันน่ากังวลใจที่อาจกระทบเสถียรภาพภูมิรัฐศาสตร์โลก” ดาโต๊ะ ซรี ฮิชามมุดดิน บิน ตุน ฮุสเซน กล่าวในงานประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 71

ฮิชามมุดดิน ผู้ครองตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมเปิดเผยอีกว่า “พวกเรามีความพร้อมรับคำสั่งจากผู้บัญชาการทหารสูงสุด สมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมมัดที่ 5 หากเราจำเป็นต้องออกปฏิบัติภารกิจ” อย่างไรก็ตาม เขาภาวนาว่า “ขอให้ข้อพิพาทนี้ไม่นำไปสู่ความโกลาหล”
นอกจากนี้ รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซียยังระบุว่า แผนที่สหรัฐฯ ทำการรับรองสถานะดังกล่าวถือเป็นการตบหน้ามุสลิมทั่วโลก
ขณะเดียวกัน เขายังเรียกร้องให้ประชาชนแสดงความชื่นชมต่อกองทัพที่ทำหน้าที่ในฐานะแนวหน้าเพื่อรับมือเหตุร้ายๆ อย่างภัยพิบัติทางธรรมชาติด้วย
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้รับรองเยรูซาเลมในฐานะเมืองหลวงอิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะย้ายสถานทูตไปพำนักในสถานที่ดังกล่าว ส่งผลให้เกิดกระแสวิจารณ์และประณามจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจากโลกมุสลิม
อ้างอิง:
The post รมต. กลาโหมมาเลฯ ย้ำชัดพร้อมส่งกองทัพร่วมรบในตะวันออกกลาง หลังปมเยรูซาเลม appeared first on THE STANDARD.
]]>