Jensen Huang Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/jensen-huang/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 12 Feb 2026 07:49:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 AI’s Bottlenecks and the Next Investment Opportunity https://thestandard.co/ai-bottlenecks-investment-opportunities/ Thu, 12 Feb 2026 07:49:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1177778 ภาพศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI

เดือน กุมภาพันธ์ 2026 ยังคงเป็นช่วงที่ตลาดการเงินเผชิญค […]

The post AI’s Bottlenecks and the Next Investment Opportunity appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI

เดือน กุมภาพันธ์ 2026 ยังคงเป็นช่วงที่ตลาดการเงินเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัยสำคัญ หนึ่งในนั้นคือกระแสข่าวการเสนอชื่อคุณ Kevin Warsh เป็นแคนดิเดตประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลว่าแนวทางนโยบายการเงินในระยะถัดไปอาจเข้มงวดกว่าที่เคยประเมินไว้ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนภาคเอกชน (ต้นทุนการเงินทางตรง) และการประเมินมูลค่าของนักวิเคราะห์ในวันที่ระดับ Valuation ของหุ้นโดยรวมตึงตัว ในส่วนของภาคเอกชนการปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายการลงทุน (Capex) ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในปี 2026 มูลค่ารวมกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดคำถามเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนใน AI อีกครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของการลงทุนในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงปลายปี 2025 อย่างชัดเจนโดยนักลงทุนลดความกังวลต่อการเกิดภาวะฟองสบู่ AI บนจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างการประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2025 ของกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งส่วนใหญ่บริษัทเหล่านี้มีแนวโน้มของรายงานกำไรที่เติบโตได้แข็งแกร่งและดีกว่าที่ตลาดคาดจากรายได้ธุรกิจ Cloud ที่ขยายตัวในระดับเลขสองหลัก (Double-digit growth) สะท้อนว่าการลงทุนด้าน AI สามารถสร้างรายได้จริง

 

นอกจากนี้หากพิจารณาจากดัชนีวัดความผันผวนอย่าง VIX Index โดยเฉลี่ยที่ปรับตัวขึ้นยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน 2025 สะท้อนว่าความกังวลของนักลงทุนยังต่ำกว่าในช่วงก่อนหน้า

 

ขณะเดียวกัน การปรับเพิ่มงบลงทุนกลับเป็นเหมือนแรงหนุนสำคัญ (Tailwind) ให้กับกลุ่ม AI Supply Chainยังคงได้รับอานิสงส์เชิงบวกอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของเทคโนโลยีผ่านการลงทุนและความต้องการใช้จริงที่เพิ่มขึ้น โดย Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA ได้อธิบายโครงสร้างของอุตสาหกรรม AI เปรียบเสมือน เค้ก 5 ชั้น (Five-Layer Cake) ซึ่งมีความสำคัญดังนี้

 

  • Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน): โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ครบวงจรซึ่งรวมการ Compute, Data, Software, Network เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ
  • Energy (พลังงาน): รากฐานสำคัญของ AI เนื่องจาก Data Center และ AI Factory ต้องใช้พลังงานมหาศาล และปัจจุบันถือเป็นคอขวดหลักของการขยาย AI
  • Chips (เซมิคอนดักเตอร์): หัวใจของการประมวลผลทั้ง ชิป GPU, CPU รวมถึง Memory Chip
  • Models (โมเดล AI): โมเดล LLM เช่น ChatGPT, Gemini หรือ Claude
  • Application (การนำไปใช้จริง): การนำ AI ไปใช้จริงเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์, การเงิน

 

ปัจจุบันอุตสาหกรรม Energy, Chips และ Infrastructure กำลังเผชิญปัญหาคอขวด ทำให้การปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายการลงทุนอย่างมหาศาลจะส่งผลบวกชัดเจนที่สุดต่อ 3 อุตสาหกรรมดังกล่าว เนื่องจากเมื่ออุปสงค์มีแนวโน้มสูงกว่าอุปทานยาวนานขึ้น บริษัทในกลุ่มเหล่านี้จึงมีอำนาจในการเพิ่มราคาและมีแนวโน้มได้รับประโยชน์ยาวนานกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้ก่อนหน้านี้

 

  • Infrastructure: การก้าวสู่ยุค AI Factory จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรที่ผสาน Compute, Data, Software และ Network เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูล การฝึกโมเดล การพัฒนา ไปจนถึงการนำไปใช้งานจริง (Inference) โดยข้อมูลจาก Brookfield “Building the Backbone of AI” (As of Aug 2025) ประเมินว่ามูลค่าของ AI Infrastructure Value Chain รวมกันอาจมีมูลค่าสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในทศวรรษหน้า ซึ่งประกอบไปด้วยหลายภาคส่วนทั้ง การพัฒนา Data Center ตั้งแต่การซื้อที่ดิน ก่อสร้าง การลงทุนในโรงไฟฟ้าและระบบส่งไฟ รวมถึงชิป GPU ระบบประมวลผลขั้นสูง และฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับ “AI-as-a-Service”
  • Energy: ปัจจุบันความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจัยหลักคือ การสร้าง Data Center ที่ใช้พลังงานสูง เพื่อรองรับการใช้งาน AI โดยข้อมูลจาก Global X “GLOBAL X INSIGHTS Electrification: Securing Power for Advancing Technologies” (As of 3 Nov 2025) ประเมินว่า การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกจะเพิ่มจาก 371 TWh ในปี 2024 เป็น 1,596 TWh ในปี 2035 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าส่งผลให้สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ต่อการใช้ไฟฟ้าทั้งโลกเพิ่มจากปัจจุบันอยู่ที่ 1.4% เป็น 4.5% ขณะเดียวกัน พลังงานทางเลือกเช่น พลังงานนิวเคลียร์ มีบทบาทเพิ่มขึ้นเช่นกัน
  • Chip: เป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงเนื่องจากเป็นหัวใจของการประมวล ครอบคลุมทั้ง CPU, GPU และ ASIC ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ชิปหน่วยความจำ ที่ปัจจุบันอยู่ในภาวะตึงตัว จากอุปสงค์ที่เร่งขึ้นตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่ผู้ผลิต Memory Chip เผยว่ายังไม่มีแผนขยายกำลังผลิตอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ DRAM และ NAND มีแนวโน้มขาดแคลนมากขึ้น โดย Goldman Sachs ประเมินว่าอุตสาหกรรมหน่วยความจำโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงตึงตัวที่ รุนแรงและยาวนานกว่าที่เคยคาดไว้ ทำให้อัตราส่วน Supply/Demand ของ DRAM, NAND และ HBM หดตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณการก่อนหน้าและต่อเนื่องไปถึงปี 2026–2027 ซึ่งส่งผลบวกต่อราคาชิปหน่วยความจำและผลประกอบการกลุ่มเหล่านี้ในอนาคต

 

สรุป : ในปี 2026 อุตสาหกรรม AI กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดและกำลังก้าวไปสู่เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลกอย่างแท้จริง ส่งผลให้กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ตั้งแต่ พลังงาน, Chip, โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงระบบอัตโนมัติมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้บริบทปัจจุบันที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกเป็นระยะๆ และระดับ Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐในปัจจุบันที่มีความตึงตัว ทำให้ตลาดเผชิญความผันผวนที่สูงดังนั้นการกระจายการลงทุนยังคงเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการบริหาร Portfolio โดยการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) อาทิ ตลาดหุ้น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง และ ไต้หวัน จึงมีความน่าสนใจมากขึ้นจากบทบาทในฐานะ AI Supply Chain ควบคู่กับระดับมูลค่าหุ้นที่ถูกกว่าในเชิงเปรียบเทียบ ทำให้การลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI ของตลาดเหล่านี้เป็นอีกทางเลือกที่น่าพิจารณาในช่วงนี้

 

ภาพ: AerialPerspective Images / Getty Images

The post AI’s Bottlenecks and the Next Investment Opportunity appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nvidia ยั้งดีล OpenAI แสนล้านดอลลาร์ จ่อทบทวนแนวทางลงทุนใหม่ https://thestandard.co/nvidia-openai-deal-paused-investment-review/ Sat, 31 Jan 2026 06:49:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1171788 ภาพประกอบข่าว การระงับดีลลงทุนระหว่าง Nvidia และ OpenAI ในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์

ตามการรายงานของ Wall Street Journal ระบุว่า ดีลลงทุนมูล […]

The post Nvidia ยั้งดีล OpenAI แสนล้านดอลลาร์ จ่อทบทวนแนวทางลงทุนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว การระงับดีลลงทุนระหว่าง Nvidia และ OpenAI ในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์

ตามการรายงานของ Wall Street Journal ระบุว่า ดีลลงทุนมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ระหว่าง Nvidia และ OpenAI ได้ยุติลงแล้ว ซึ่งสะท้อนรอยร้าวที่อาจเกิดขึ้นสองบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

จากการอ้างแหล่งข่าวผู้ไม่ต้องการระบุชื่อ ซึ่งใกล้ชิดกับการหารือดังกล่าว ชี้ว่า การเจรจาหยุดชะงักลง หลังจากที่บุคคลภายใน Nvidia บางส่วนได้แสดงความกังวลต่อดีลดังกล่าว

 

ทั้งนี้ OpenAI เป็นผู้สร้างแชตบอตยอดนิยมอย่าง ChatGPT ขณะที่ Nvidia ครองตลาดโปรเซสเซอร์ AI ที่ช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ดังกล่าว โดยทั้งสองบริษัทได้ประกาศข้อตกลงในเดือนกันยายน 2025 พร้อมเผยว่าได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงสำหรับข้อตกลงเชิงกลยุทธ์ มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์

 

จุดประสงค์ของข้อตกลงเป็นไปเพื่อสนับสนุนการสร้าง Data Center แห่งใหม่ และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อื่นๆ โดยใช้ชิปจาก Nvidia ซึ่งมุ่งเป้าไปที่กำลังการประมวลผล 10 กิกะวัตต์ เทียบเท่าความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของนครนิวยอร์ก

 

ในแถลงการณ์ต่อสำนักข่าว Bloomberg เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Nvidia ระบุว่า “เราเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจจาก OpenAI มาตลอด 10 ปี และเราหวังว่าจะได้ร่วมงานกันต่อไป” โดยไม่ได้กล่าวถึงสถานะของการเจรจา

 

ตัวแทนของ OpenAI ยังไม่ตอบกลับคำขอความคิดเห็นจาก Bloomberg ในทันที

 

อย่างไรก็ตาม Wall Street Journal รายงานว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังทบทวนความร่วมมือกันอีกครั้ง ซึ่ง Nvidia อาจปรับไปลงทุนในรอบการระดมทุนปัจจุบันของ OpenAI แทน ด้วยมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย OpenAI ตั้งเป้าระดมทุนให้ได้มากถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ ในการระดมทุนรอบดังกล่าว

 

ขณะเดียวกัน Bloomberg รายงานเมื่อวันที่ 29 มกราคมว่า Amazon กำลังเจรจากับ OpenAI เพื่อลงทุนมากถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ และขยายข้อตกลงไปยังการขายพลังการประมวลผลให้กับ OpenAI อีกด้วย

 

ทั้งนี้ Nvidia ได้ลงทุนในบริษัท AI ที่มีชื่อเสียงอื่นๆ มาแล้ว โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา Nvidia ได้ประกาศแผนลงทุนเพิ่มเติมอีก 2,000 ล้านดอลลาร์ ใน CoreWeave Inc. ผู้ให้บริการคลาวด์คอมพิวติงซึ่งเป็นลูกค้าของ Nvidia ด้วยเช่นกัน

 

ข้อตกลงที่บริษัทหนึ่งเลือกลงทุนในกิจการที่รับบริการของตนแบบหมุนเวียน (Circular Deal) เช่นนี้ ได้สร้างความกังวลต่อความยั่งยืนของกระแส AI Boom

 

อย่างไรก็ตาม Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ได้ปัดข้อวิจารณ์ดังกล่าวหลังจากดีล CoreWeave ลุล่วง โดยกล่าวว่า เงินลงทุนดังกล่าวมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเงินระดมทุนที่จำเป็น

 

“เพราะงั้น แนวคิดดีลหมุนเวียนเลยเป็นเรื่องไร้สาระ” Huang กล่าว

 

อ้างอิง:

The post Nvidia ยั้งดีล OpenAI แสนล้านดอลลาร์ จ่อทบทวนแนวทางลงทุนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jensen Huang ชี้ โครงสร้างพื้นฐาน AI คือ ‘ฐานอำนาจใหม่’ ที่กำลังเขียนกติกาเศรษฐกิจศตวรรษที่ 21 https://thestandard.co/jensen-huang-ai-infrastructure-power/ Wed, 21 Jan 2026 13:59:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1167901 Jensen Huang ชี้ โครงสร้างพื้นฐาน AI คือ ‘ฐานอำนาจใหม่’ ที่กำลังเขียนกติกาเศรษฐกิจศตวรรษที่ 21

บนเวที World Economic Forum 2026 Jensen Huang ประธานเจ้ […]

The post Jensen Huang ชี้ โครงสร้างพื้นฐาน AI คือ ‘ฐานอำนาจใหม่’ ที่กำลังเขียนกติกาเศรษฐกิจศตวรรษที่ 21 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jensen Huang ชี้ โครงสร้างพื้นฐาน AI คือ ‘ฐานอำนาจใหม่’ ที่กำลังเขียนกติกาเศรษฐกิจศตวรรษที่ 21

บนเวที World Economic Forum 2026 Jensen Huang ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NVIDIA วางภาพใหญ่ของการแข่งขัน AI โลกไว้อย่างชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือการแข่งขันเชิงระบบ ตั้งแต่พลังงาน ชิป คลาวด์ ไปจนถึงแรงงาน และประเทศที่ไม่เริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ตั้งแต่วันนี้ อาจไม่มีที่ยืนในเศรษฐกิจยุคถัดไป

 

Huang เสนอกรอบคิดที่ชัดเจนว่า AI ควรถูกมองในลักษณะเดียวกับไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต หรือระบบคมนาคม ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจ แต่เป็น ‘infrastructure’ ของระบบเศรษฐกิจยุคใหม่

 

เขาอธิบายว่า AI ประกอบด้วยหลายชั้น (AI Layers) ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้แก่

 

  • Energy – พลังงานไฟฟ้า ซึ่งกลายเป็นปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ของการแข่งขัน AI เนื่องจากระบบประมวลผลต้องใช้พลังงานมหาศาล
  • Chip – เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ซึ่งเป็นหัวใจของความสามารถในการคำนวณ
  • Cloud & Data Center – โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่กำลังทำหน้าที่เสมือน “โรงงานใหม่ของโลก”
  • Model – โมเดล AI ที่มีขนาดและความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • Application – การนำ AI ไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ รัฐ และชีวิตประจำวัน

 

การพัฒนา AI จึงไม่ใช่การแข่งขันเฉพาะด้านซอฟต์แวร์ แต่เป็นการแข่งขันเชิงระบบ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่พลังงาน ฟิสิกส์ อุตสาหกรรม ไปจนถึงทุนขนาดใหญ่

 

Huang ระบุอย่างชัดเจนว่า โลกกำลังเข้าสู่รอบการลงทุนด้าน AI infrastructure ใน AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลก และราคาของมันคือเงินลงทุนระดับล้านล้านดอลลาร์

 

บนเวที World Economic Forum 2026 Jensen Huang ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ NVIDIA วางภาพใหญ่ของการแข่งขัน AI โลกไว้อย่างชัดเจนว่า “นี่ไม่ใช่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือการแข่งขันเชิงระบบ ตั้งแต่พลังงาน ชิป คลาวด์ ไปจนถึงแรงงาน และประเทศที่ไม่เริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ตั้งแต่วันนี้ อาจไม่มีที่ยืนในเศรษฐกิจยุคถัดไป ‘trillion dollars’ ซึ่งมีขนาดเทียบได้กับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลังสงครามโลก หรือยุคขยายอินเทอร์เน็ตทั่วโลก”

 

เงินทุนกำลังไหลสู่ ‘AI-native companies’

 

ผลพวงจากการลงทุนขนาดใหญ่นี้ ทำให้ทิศทางของเงินทุนเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในฝั่ง Venture Capital

 

Huang ชี้ว่า เงินลงทุนกำลังไหลไปยังบริษัทประเภทใหม่ที่เรียกว่า AI-native companies – องค์กรที่ออกแบบธุรกิจโดยมี AI เป็นแกนกลางตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่เพียงการนำ AI มาเสริมกระบวนการเดิม

 

บริษัทลักษณะนี้มีต้นทุนแรงงานต่ำกว่า ขยายตัวเร็วกว่า และสามารถสร้าง productivity leap ที่ธุรกิจแบบเดิมทำได้ยาก ส่งผลให้โครงสร้างการแข่งขันของภาคธุรกิจทั่วโลกเริ่มเปลี่ยนอย่างถาวร

 

Jensen Huang ชี้ โครงสร้างพื้นฐาน AI คือ ‘ฐานอำนาจใหม่’ ที่กำลังเขียนกติกาเศรษฐกิจศตวรรษที่ 21

 

3 แรงเร่งสำคัญของ AI ในปี 2026

 

Huang ระบุว่า ความก้าวหน้าของ AI ในปัจจุบันกำลังเกิดขึ้นพร้อมกันใน 3 มิติหลัก

 

ประการแรก คือ คุณภาพของโมเดลและระบบแบบ Agentic AI

 

AI ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบคำถามอีกต่อไป แต่เริ่มวางแผน แบ่งงาน ตัดสินใจ และดำเนินการเป็นลำดับขั้นได้เอง ซึ่งทำให้ AI มีลักษณะใกล้เคียง ‘แรงงานดิจิทัล’ มากขึ้น

 

ประการที่ 2 คือ ความก้าวหน้าของ Open Models

 

การเกิดขึ้นของโมเดลแบบเปิด เช่น DeepSeek ช่วยลดการผูกขาดด้านเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้ประเทศหรือองค์กรขนาดเล็กสามารถเข้าถึงความสามารถระดับสูงได้มากขึ้น

 

และประการที่ 3 คือ Physical Intelligent AI

 

AI ที่สามารถเข้าใจโลกจริง ทั้งฟิสิกส์ วัตถุ การเคลื่อนไหว และสภาพแวดล้อม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรมการผลิตในระยะถัดไป

 

งานหายจริง แต่ปัญหาอยู่ที่การนิยาม ‘งาน’ ผิดมาตลอด

 

ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดในเซสชันนี้คือผลกระทบต่อการจ้างงาน ซึ่ง Huang ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า งานจำนวนหนึ่งจะหายไปจริง โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะเป็น ‘task-based’

 

เขายกตัวอย่างอาชีพ radiologist ซึ่งมีหน้าที่หลักคือการวัดและวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ งานลักษณะนี้ AI สามารถทำได้รวดเร็วและแม่นยำกว่า ส่งผลให้บทบาทเดิมถูกท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

อย่างไรก็ตาม Huang ชี้ว่า แก่นของปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่คือการที่สังคมนิยาม ‘งาน’ ผิดมาเป็นเวลานาน

 

หากมนุษย์ยังมองงานผ่าน ‘task’ จะไม่มีทางชนะ AI แต่หากกลับไปนิยามผ่าน ‘purpose’ – เป้าหมายที่แท้จริงของอาชีพนั้น – งานสามารถถูกออกแบบใหม่ได้

 

ในกรณีแพทย์ เป้าหมายไม่ใช่การอ่านภาพ แต่คือการดูแลคนไข้ การตัดสินใจเชิงจริยธรรม และการสื่อสารกับมนุษย์ ซึ่งเป็นมิติที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้

 

AI Infrastructure จะสร้างงานใหม่ในโลกจริง

 

ขณะเดียวกัน Huang ชี้ว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังสร้างงานจำนวนมากในโลกจริง ตั้งแต่ช่างไฟ ช่างประปา วิศวกร ผู้ดูแลศูนย์ข้อมูล ไปจนถึงแรงงานด้านพลังงานและระบบความเย็น

 

AI จึงไม่ได้เพียง ‘ทำลายงาน’ แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานจากงานเชิงซ้ำ ไปสู่งานเชิงระบบและโครงสร้างพื้นฐาน

 

ทุกประเทศต้องมี AI เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างชาติ

 

ประโยคที่สะท้อนภาพใหญ่ที่สุดจาก Jensen Huang คือ “Every country should have AI as part of its infrastructure.”

 

ในมุมมองของเขา AI ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในมือบริษัทยักษ์หรือประเทศมหาอำนาจเท่านั้น โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา หากไม่เริ่มวาง AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่วันนี้ ช่องว่างที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่จะกลายเป็นช่องว่างด้านผลิตภาพ รายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ในโลกที่ AI กำลังกลายเป็นปัจจัยกำหนดขีดความสามารถของประเทศ บทสนทนาบนเวทีดาวอสครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือคำถามเชิงยุทธศาสตร์ว่า ประเทศใดจะ ‘สร้างระบบ’ ได้ทัน และประเทศใดจะกลายเป็นเพียงผู้ใช้งานในเศรษฐกิจที่ผู้อื่นออกแบบไว้แล้ว

The post Jensen Huang ชี้ โครงสร้างพื้นฐาน AI คือ ‘ฐานอำนาจใหม่’ ที่กำลังเขียนกติกาเศรษฐกิจศตวรรษที่ 21 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bloomberg เผยสหรัฐฯ จ่อไฟเขียว Nvidia ส่งชิป H200 ให้จีน สะท้อนชัยชนะ ‘เจนเซน หวง’ ที่ล็อบบี้จนทีมทรัมป์ยอมอ่อนข้อ? https://thestandard.co/us-approves-nvidia-chips-china/ Sun, 23 Nov 2025 06:41:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1146407 Bloomberg เผยสหรัฐฯ จ่อไฟเขียว Nvidia ส่งชิป H200 ให้ จีน สะท้อนชัยชนะ ‘เจนเซน หวง’ ที่ล็อบบี้จนทีม ทรัมป์ ยอมอ่อนข้อ?

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหร […]

The post Bloomberg เผยสหรัฐฯ จ่อไฟเขียว Nvidia ส่งชิป H200 ให้จีน สะท้อนชัยชนะ ‘เจนเซน หวง’ ที่ล็อบบี้จนทีมทรัมป์ยอมอ่อนข้อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bloomberg เผยสหรัฐฯ จ่อไฟเขียว Nvidia ส่งชิป H200 ให้ จีน สะท้อนชัยชนะ ‘เจนเซน หวง’ ที่ล็อบบี้จนทีม ทรัมป์ ยอมอ่อนข้อ?

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับการอนุญาตให้ Nvidia Corp. ส่งออกชิปปัญญาประดิษฐ์รุ่น H200 ไปยังประเทศจีน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก แม้จะเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งและอาจถูกมองว่าเป็นการยอมอ่อนข้อให้กับปักกิ่งก็ตาม

 

แหล่งข่าววงในเปิดเผยว่า ทีมงานของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีการพูดคุยภายในเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเกี่ยวกับการจัดส่งชิป H200 แต่ย้ำว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย และเป็นไปได้สูงที่แนวคิดนี้อาจเป็นเพียงการถกเถียงภายในโดยไม่นำไปสู่การอนุมัติใบอนุญาตจริง ซึ่งเป็นข้อกำหนดภายใต้มาตรการควบคุมการส่งออกที่วอชิงตันเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2022

 

อย่างไรก็ตาม เพียงแค่การพิจารณาเรื่องนี้ก็นับว่าแตกต่างจากจุดยืนเดิมต่อสาธารณะของรัฐบาลทรัมป์อย่างสิ้นเชิง และถือเป็นความสำเร็จของ เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia ที่ได้ล็อบบี้ทีมงานของทรัมป์อย่างหนักเพื่อขอผ่อนปรนมาตรการควบคุม โดยอ้างว่าการจำกัดการส่งออกอาจส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในระยะยาว

 

ฮาร์ดแวร์ของ Nvidia ถือเป็นบรรทัดฐานหลักที่วงการพัฒนา AI ทั่วโลกเลือกใช้ ส่งผลให้ชิปของบริษัทกลายเป็นชิ้นส่วนที่บริษัทต่างๆ ‘ปรารถนามากที่สุด’ เพื่อนำไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับฝึกฝนและรันโมเดล AI ซึ่งการที่สามารถเข้าไปทำตลาดในจีนได้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยรักษาตำแหน่งผู้นำของบริษัทเอาไว้

 

Nvidia ระบุในแถลงการณ์ว่า กฎระเบียบปัจจุบันทำให้บริษัทไม่สามารถเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับ ‘Data Center’ ที่แข่งขันได้ในจีน ซึ่งเท่ากับเป็นการ “ปล่อยให้ตลาดขนาดใหญ่นั้นตกเป็นของคู่แข่งต่างชาติที่เติบโตอย่างรวดเร็ว”

 

ในขณะเดียวกัน เพื่อโต้แย้งข้อกังวลของฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ที่เกรงว่าการขายชิปให้จีนจะทำให้สินค้าในประเทศขาดแคลน Nvidia จึงยืนยันว่า “การที่เราไม่สามารถเข้าถึงตลาด Data Center ในจีนได้นั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าในสหรัฐฯ แต่อย่างใด”

 

หากมีการอนุมัติจริง การขายชิป H200 จะถือเป็นการผ่อนปรนข้อจำกัดทางการค้าที่สำคัญ โดยชิป H200 นั้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าโปรเซสเซอร์ H20 ซึ่งเป็นรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อตลาดจีนโดยเฉพาะและเป็นรุ่นที่ก้าวหน้าที่สุดที่สหรัฐฯ อนุญาตให้ส่งออกในปัจจุบัน แต่ทั้งคู่ยังคงใช้เทคโนโลยี Hopper รุ่นก่อนหน้า ไม่ใช่ตระกูล Blackwell รุ่นล่าสุด

 

การขาย H200 ให้จีนถูกมองโดยบางคนในรัฐบาลทรัมป์ว่าเป็น ‘ทางเลือกที่ประนีประนอม’ มากกว่าการเสนอขายชิป Blackwell ซึ่งถูกคัดค้านอย่างหนักโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูง เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเกินไปจนกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

 

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยเปรยถึงความเป็นไปได้ในการหารือเรื่องการส่งออกชิป Blackwell กับผู้นำจีน สี จิ้นผิง แม้หัวข้อนี้จะไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาในการเจรจาล่าสุด แต่ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลัง ก็กล่าวว่า เขาพอจะนึกภาพการส่งออกชิป Blackwell ไปจีนได้เมื่อมันไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดแล้ว ซึ่งอาจเป็นในอีกหนึ่งหรือสองปีข้างหน้า

 

ในขณะที่ ฮาวเวิร์ด ลูทนิค รัฐมนตรีพาณิชย์ ได้ให้เหตุผลสนับสนุนกลยุทธ์การส่งออกชิปเหล่านี้ว่า เป็นการทำให้จีน ‘เสพติด’ เทคโนโลยีของอเมริกัน ซึ่งจะทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของจีนในระยะยาว โดยยืนยันว่าจะไม่ขาย “ของที่ดีที่สุดของเรา หรือแม้แต่ของที่ดีรองลงมา” ให้กับจีน แต่จะขายเพียงเทคโนโลยีที่ตกรุ่นแล้วเท่านั้น

 

ทางด้านรัฐบาลปักกิ่งได้ออกมาคัดค้านมาตรการจำกัดของวอชิงตันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งเรื่องชิปขั้นสูงและเครื่องมือการผลิต แต่ถึงอย่างนั้น บริษัทจีนรายใหญ่ส่วนมากก็ยังคง ‘เลือกที่จะใช้ชิปของ Nvidia’ มากกว่าตัวเลือกภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพด้อยกว่า

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนเองก็พยายามลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ โดยผลักดันให้บริษัทในประเทศหันไปใช้ฮาร์ดแวร์ AI ที่ผลิตเองจากบริษัทอย่าง Huawei Technologies Co. ซึ่งกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อไล่ตามให้ทัน และทางการจีนยังได้สั่งห้ามไม่ให้บริษัทในประเทศใช้ชิป H20 ของ Nvidia อีกด้วย

 

นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังมีความซับซ้อนจากข้อตกลงที่คลุมเครือก่อนหน้านี้ ที่สหรัฐฯ อนุมัติการส่งออกชิป H20 แลกกับส่วนแบ่งรายได้ 15% ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นข้อตกลงที่น่ากังขาทางกฎหมาย และยังมีการเชื่อมโยงกับข่าวลือเรื่องการแลกเปลี่ยนกับการเข้าถึงแร่หายากจากจีน ซึ่งยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน

 

ความเคลื่อนไหวนี้อาจเผชิญแรงต้านสำคัญจากสภาคองเกรส โดยกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาจากทั้งสองพรรคกำลังร่างกฎหมายที่จะบังคับให้กระทรวงพาณิชย์ปฏิเสธคำขอใบอนุญาตสำหรับการส่งออกชิปที่ถูกจำกัดไปยังจีนทั้งหมด ซึ่งหากร่างกฎหมายนี้ผ่านออกมาบังคับใช้ การหารือเรื่อง H200 ของทีมทรัมป์ก็จะกลายเป็นประเด็นที่ ‘ไม่มีผลในทางปฏิบัติ’ ทันที

 

ภาพ: Andrew Sozinov / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Bloomberg เผยสหรัฐฯ จ่อไฟเขียว Nvidia ส่งชิป H200 ให้จีน สะท้อนชัยชนะ ‘เจนเซน หวง’ ที่ล็อบบี้จนทีมทรัมป์ยอมอ่อนข้อ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องที่มารายได้ Nvidia โตต่อเนื่อง 11 ไตรมาส ดันมูลค่าบริษัทสู่ 5 ล้านล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/nvidia-5-trillion-info/ Thu, 20 Nov 2025 10:58:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1145585 ส่องที่มารายได้ Nvidia โตต่อเนื่อง 11 ไตรมาส ดันมูลค่าบริษัทสู่ 5 ล้านล้านดอลลาร์

นักลงทุนทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่การรายงานผลประกอบการไตรม […]

The post ส่องที่มารายได้ Nvidia โตต่อเนื่อง 11 ไตรมาส ดันมูลค่าบริษัทสู่ 5 ล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องที่มารายได้ Nvidia โตต่อเนื่อง 11 ไตรมาส ดันมูลค่าบริษัทสู่ 5 ล้านล้านดอลลาร์

นักลงทุนทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่การรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2026 ตามปีงบประมาณ (สิงหาคม-ตุลาคม 2026) ของ Nvidia Corp. ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าเม็ดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่ถูกทุ่มไปกับการลงทุนด้าน AI นั้นคุ้มค่ากับการเติบโตหรือไม่ แต่ยังจะเป็นตัวชี้ชะตาทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่กำลังเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนักในขณะนี้

 

ล่าสุด Nvidia รายงานผลประกอบไตรมาส 3 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันนี้ (19 พฤศจิกายน) มีรายได้รวม 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 1.85 ล้านล้านบาท เติบโต 62% จากปีก่อน มาจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ธุรกิจเกม 4.2 พันล้านดอลลาร์ และธุรกิจอื่นๆ 1.5 พันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันมีกำไรสุทธิ 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโต 65% จากปีก่อน หรือราว 1 ล้านล้านบาท

 

Nvidia คาดการณ์ว่ายอดขายในไตรมาสที่ 4 (สิ้นสุดเดือนมกราคม 2026) จะอยู่ที่ประมาณ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 3 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการชิป AI Accelerator อันทรงพลังและมีราคาสูงลิ่ว ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

 

ส่องที่มารายได้ Nvidia โตต่อเนื่อง 11 ไตรมาส ดันมูลค่าบริษัทสู่ 5 ล้านล้านดอลลาร์ 1

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post ส่องที่มารายได้ Nvidia โตต่อเนื่อง 11 ไตรมาส ดันมูลค่าบริษัทสู่ 5 ล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
(END) NVIDIA?! … No, we are not done yet. https://thestandard.co/opinion-nvidia-not-done-yet/ Thu, 20 Nov 2025 07:05:30 +0000 https://thestandard.co/?p=1145430 (END) NVIDIA? … No, we are not done yet.

ทุกสายตาจ้องมองไปที่จุดเดียว เป้าหมายเดียว หุ้นตัวเดียว […]

The post (END) NVIDIA?! … No, we are not done yet. appeared first on THE STANDARD.

]]>
(END) NVIDIA? … No, we are not done yet.

ทุกสายตาจ้องมองไปที่จุดเดียว เป้าหมายเดียว หุ้นตัวเดียว …

 

ไม่ว่าคุณจะลงทุน S&P500 ค้าทองคำ หรือ เทรดบิตคอยน์ …

 

นั่นคือ งบกำไร FY3Q26 ของ NVIDIA (NVDA) ซึ่งใช่ครับ … งบ NVIDIA ดีกว่านักวิเคราะห์หรือตลาดคาดการณ์อีกแล้ว รายละเอียดเป็นอย่างไร ไปตามในบทความนี้กันครับ

 

ประการแรก: รายได้และกำไรมาหมด

 

รายได้รวมของ NVIDIA แตะ 57,006 ล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดใหม่ เติบโต 62% yoy และ 22% qoq แม้ฐานเดิมจะสูงอยู่แล้ว

 

นี่คือจุดที่ตลาดมองว่า ‘ดีกว่าคาด’ เพราะ ตลาดประเมินรายได้ไว้เพียง 55,000 ล้านดอลลาร์

 

โดย กลุ่มที่ตลาดสนใจ คือ กลุ่มธุรกิจ Data Center ซึ่งคิดเป็น 90% ของรายได้รวมทั้งหมดของ NVIDIA เติบโตโดดเด่นที่สุดด้วยยอดขาย 51,215 ล้านดอลลาร์ +66% yoy ถือเป็นตัวเลขที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาด

 

กำไรสุทธิก็แรงไม่แพ้กัน ทำได้ 31,910 ล้านดอลลาร์

 

ประการที่สอง: ยาหวานจาก CEO

 

Jensen Huang CEO กล่าวย้ำอีกว่า

 

GPU ตระกูล Blackwell ขายดีจนของหมด และ ดีมานด์ฝั่งคลาวด์ยังคงเร่งขึ้นต่อเนื่อง”

 

จุดนี้ตอกย้ำและสะท้อนวัฏจักรการเติบโตของ AI ว่ายังอยู่ในเฟสขยายตัวอย่างรวดเร็ว และ NVIDIA ยังคงเป็นผู้เล่นที่ครอง Supply ที่สำคัญที่สุดของโลก

 

ประการที่สาม: ยุคทองของ AI … หาใช่ฟองสบู่

 

ต้องยอมรับจริงๆว่า ปัจจุบัน Hyperscale cloud (AWS, Azure, Google Cloud) ยังคงแห่ลงทุนใน AI และ ความต้องการฝึกโมเดล (Training) และรันโมเดล (Inference) ยังคงเพิ่มขึ้นทุกไตรมาส

 

ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ ฝึกให้ ChatGPT ฉลาดขึ้นนั้นแหละ รวมถึง การไปสู่จุดที่สูงขึ้น หรือ กลายเป็น AGI หรือ Artificial ‘Generative’ Intelligence

 

ในมุมมองของผมและตลาด … Ecosystem ของ NVIDIA แน่นที่สุด ทำให้ลูกค้ายังย้ายไปค่ายอื่นยาก

 

จาก GPU ตระกูล Hopper → Blackwell … NVIDIA จึงกลายเป็น ‘มาตรฐานกลาง’ หรือ ‘The Standard’ ของอุตสาหกรรมทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

 

พูดง่ายๆ ใครจะลงทุน AI จะขาด NVIDIA ไม่ได้เลย

 

ดังนั้น กองแช่งหุ้นสหรัฐฯ หรือ 7 นางฟ้าหุ้นเทคโนโลยีที่บอกกันว่าแพงแล้ว แพงอยู่ แพงต่อ และ รอให้ฟองสบู่แตก … ต้องคิดให้ดี

 

เพราะ ฟองสบู่ ในมุมมองของผม ประกอบจากสองส่วน

 

หนึ่ง คือ ราคาที่ลอยขึ้นมา

 

สอง คือ การลอยขึ้นมานั้นไม่ได้มีอะไรมารองรับ

 

แต่พออ่านงบ NVIDIA ที่แข็งแกร่งมากๆ ขนาดนี้ … ประการที่สอง ผมขอตัดทิ้ง เพราะ ‘ราคาที่แพง’ ‘มีกำไรรองรับ’

 

องค์ประกอบของฟองสบู่ตอนนี้จึงยังไม่ครบ

 

*การแสดงความเห็นให้คำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้าขอเรียนว่า เป็นการกระทำในนามส่วนตัวของข้าพเจ้า เท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น

 

ภาพ: Mijansk786/Shutterstock

The post (END) NVIDIA?! … No, we are not done yet. appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nvidia เผยกำไร Q3 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เป็นไตรมาสแรก ‘เจนเซน หวง’ ไร้กังวลฟองสบู่ AI https://thestandard.co/nvidia-q3-profit-huang-no-bubble/ Thu, 20 Nov 2025 03:58:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1145255 Nvidia เผยกำไร Q3 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เป็นไตรมาสแรก **‘เจนเซน หวง’** ไร้กังวล **ฟองสบู่ AI**

Nvidia Corp. รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งเกิน […]

The post Nvidia เผยกำไร Q3 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เป็นไตรมาสแรก ‘เจนเซน หวง’ ไร้กังวลฟองสบู่ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nvidia เผยกำไร Q3 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เป็นไตรมาสแรก **‘เจนเซน หวง’** ไร้กังวล **ฟองสบู่ AI**

Nvidia Corp. รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ที่แข็งแกร่งเกินคาด กำไรแตะ 1 ล้านล้านบาท โต 65% จากปีก่อน ขณะที่ เจนเซน หวง ไร้กังวลฟองสบู่ AI

 

สำหรับไตรมาส 3 ที่ผ่านมา (สิ้นสุด 26 ตุลาคม) Nvidia รายงานรายได้เติบโต 62% แตะระดับ 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์ (หรือราว 1.8 ล้านล้านบาท) สูงกว่าคาดที่ 5.52 หมื่นล้าน และมีกำไรสุทธิเติบโต 65% เป็น 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (หรือราว 1 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้บริษัทมีกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 1.30 ดอลลาร์ (สูงกว่าคาดที่ 1.26 ดอลลาร์)

 

โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ซึ่งเป็นหัวใจหลัก ทำรายได้ถึง 5.12 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 4.93 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ Nvidia มีรายได้เติบโตเป็นไตรมาสที่ 11 ติดต่อกัน

 

เจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nvidia กล่าวระหว่างการประชุมกับนักวิเคราะห์ว่า “มีการพูดคุยกันมากมายเกี่ยวกับฟองสบู่ AI แต่จากจุดที่เรายืนอยู่ เราเห็นสิ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง”

 

ล่าสุด ราคาหุ้น Nvidia ปรับตัวขึ้นราว 5% มาอยู่ที่ 195 ดอลลาร์ ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ หนุนให้มูลค่าตลาดของบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกแห่งนี้ แตะระดับ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ หลังจากที่มูลค่าเคยพุ่งขึ้นไปสู่ระดับ 5 ล้านล้านดอลลาร์

 

คาดรายได้ Q4 ทะลุ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์

 

Nvidia คาดการณ์ว่ายอดขายในไตรมาสที่ 4 (สิ้นสุดมกราคม 2026) จะอยู่ที่ประมาณ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 3 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการชิป AI Accelerator ที่ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนี้ ผู้บริหารยังได้ส่งสัญญาณบวกเกี่ยวกับแนวโน้มรายได้ในอนาคต โดย โคเล็ตต์ เครส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ระบุว่า เป้าหมายรายได้ 5 แสนล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้าที่เคยประกาศไว้ อาจจะน้อยเกินไปด้วยซ้ำ “มีโอกาสแน่นอนที่เราจะมีรายได้มากกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ที่เราประกาศไป ตัวเลขจะเติบโตขึ้น”

 

หุ้นชิปเอเชียพุ่งขึ้น รับข่าวดี Nvidia

 

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดการซื้อขายเช้าวันนี้ด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีที่พร้อมใจกันดีดตัวขึ้นอย่างร้อนแรง ขานรับข่าวดีจากฝั่งสหรัฐฯ หลังจากที่ Nvidia ยักษ์ใหญ่ชิป AI ประกาศผลประกอบการที่เหนือความคาดหมาย

 

ฝั่งเกาหลีใต้ หุ้น SK Hynix ปรับตัวขึ้นราว 4% ในฐานะซัพพลายเออร์เบอร์หนึ่งด้านหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) ที่ใช้ในชิป AI ของ Nvidia ขณะที่ Samsung Electronics ก็ปรับตัวขึ้นเกือบ 4% เช่นกัน ท่ามกลางความพยายามเร่งเครื่องพัฒนา HBM เพื่อชิงส่วนแบ่งคำสั่งซื้อ

 

ขณะที่หุ้นไต้หวันอย่าง TSMC ผู้ผลิตชิปสัญญาจ้างรายใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นผู้ผลิตชิปหลักให้กับ Nvidia ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 4% ในตลาดไทเป

 

เช่นเดียวกับหุ้นญี่ปุ่น กลุ่มผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์ทำชิปปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น นำโดย Tokyo Electron (+5.87%) และ Lasertec (+6%) รวมถึง Renesas Electronics (+4%)

 

ภาพ: Ezra Acayan/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Nvidia เผยกำไร Q3 ทะลุ 1 ล้านล้านบาท เป็นไตรมาสแรก ‘เจนเซน หวง’ ไร้กังวลฟองสบู่ AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่อง 5 ปรากฏการณ์ในตลาดหุ้น หลัง Nvidia ทะยานสู่ 5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นบริษัทแรกของโลก https://thestandard.co/nvidia-5-trillion-stock-impact/ Mon, 03 Nov 2025 05:20:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1139023 ส่อง 5 ปรากฏการณ์ในตลาดหุ้น หลัง Nvidia ทะยานสู่ 5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นบริษัทแรกของโลก

Nvidia Corp. ได้สร้างหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับตลาดการ […]

The post ส่อง 5 ปรากฏการณ์ในตลาดหุ้น หลัง Nvidia ทะยานสู่ 5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นบริษัทแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่อง 5 ปรากฏการณ์ในตลาดหุ้น หลัง Nvidia ทะยานสู่ 5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นบริษัทแรกของโลก

Nvidia Corp. ได้สร้างหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับตลาดการเงินโลกอีกครั้ง เมื่อกลายเป็นบริษัทแรกที่มีมูลค่าตลาดทะลุระดับ 5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือราว 175 ล้านล้านบาท ได้สำเร็จเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

การทะยานขึ้นของยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิป AI รายนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสถิติใหม่ แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงอิทธิพลอันมหาศาลที่บริษัทนี้มีต่อเศรษฐกิจโลกและทิศทางของ Wall Street อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

แมตต์ มิสกิน รองหัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนร่วมของ Manulife John Hancock Investments กล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ว่า “นี่คือสิ่งที่โดดเด่นอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต เป็นสิ่งที่น่าจับตามองแห่งยุคสมัยจริงๆ”

 

Microsoft Corp., Meta Platforms Inc. และ Amazon.com Inc. ต่างให้คำมั่นว่าจะยังคงใช้จ่ายอย่างหนักในด้าน AI บริษัททั้งสี่คาดว่าจะเพิ่มการใช้จ่ายรวมกัน 34% เป็นประมาณ 4.4 แสนล้านดอลลาร์ ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg

 

การใช้จ่ายเหล่านั้นเป็นเหตุผลหลักว่าทำไมรายได้ของ Nvidia จึงคาดว่าจะสูงถึง 2.85 แสนล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณหน้า เพิ่มขึ้นจากเพียง 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2020

 

ทั้งนี้ Bloomberg รายงาน​ 5 ปรากฏการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่า Nvidia กำลังมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นโลกอย่างไร

 

1. น้ำหนักในดัชนี S&P 500 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

ในฐานะบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก Nvidia มีน้ำหนักในดัชนี S&P 500 สูงถึง 8.5% ซึ่ง มากกว่ามูลค่าของบริษัทที่อยู่ท้ายตาราง 240 แห่งรวมกัน ตัวเลขนี้ถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่สำหรับหุ้นตัวเดียวในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ แซงหน้าสถิติเดิมของ Apple (7.7% ในปี 2566) และ Microsoft (7.4% ในปี 2566) ปัจจุบัน หุ้นกลุ่ม Magnificent Seven มีน้ำหนักรวมกันในดัชนีสูงถึง 36%

 

ปรากฏการณ์นี้ทำให้ แมตต์ มิสกิน ตั้งข้อสังเกตว่า “มันรู้สึกเหมือนว่าดัชนี S&P 500 กำลังใส่ไข่จำนวนมากไว้ในตะกร้าใบเดียว”

 

2. มีมูลค่ามากกว่าตลาดหุ้นของ ‘เกือบทุกประเทศ’ ในโลก

 

มูลค่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐของ Nvidia ไม่เพียงแต่ทิ้งห่าง Apple ในอันดับสองไปไกลถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ยังมีมูลค่ามากกว่าตลาดหุ้นของ เนเธอร์แลนด์, สเปน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิตาลี รวมกัน

 

หากเปรียบเทียบเป็นรายประเทศ ปัจจุบัน Nvidia มีขนาดใหญ่กว่าตลาดหุ้นของทุกประเทศในโลก ยกเว้นเพียง 5 ตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ, จีน, ญี่ปุ่น, ฮ่องกง และอินเดีย

 

3. Wall Street เทใจให้ ‘ซื้อ’ เกือบเป็นเอกฉันท์

 

ความเชื่อมั่นต่อ Nvidia ยังคงท่วมท้นในหมู่นักวิเคราะห์ โดย 91% ให้คำแนะนำ “ซื้อ” และมีนักวิเคราะห์เพียงรายเดียว คือ เจย์ โกลด์เบิร์ก จาก Seaport Global ที่ให้คำแนะนำ “ขาย” สวนทางตลาดมาตั้งแต่เดือนเมษายน หลังจากราคาหุ้นได้เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตั้งแต่นั้นมา

 

ล่าสุด นักวิเคราะห์จาก HSBC ได้ให้ราคาเป้าหมายที่สูงที่สุดในตลาดที่ 230 ดอลลาร์ ซึ่งหากไปถึงจุดนั้น จะทำให้ Nvidia มีมูลค่าตลาดสูงถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์

 

4. การเติบโตของรายได้ที่ ‘ผิดปกติ’ สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่

 

โดยปกติ บริษัทที่มีขนาดใหญ่มากมักจะเติบโตได้ช้าลง แต่ Nvidia กลับเป็นข้อยกเว้น โดยคาดว่ารายได้ในปีงบประมาณปัจจุบันจะ ขยายตัวเกือบ 60% แม้จะชะลอตัวลงจากสองปีก่อน แต่ก็ยังทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Microsoft ที่คาดโต 15% และ Apple ที่คาดโต 6.2% อย่างขาดลอย

 

แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการทุ่มงบลงทุน (Capex) ด้าน AI ของกลุ่ม Big Tech โดย Microsoft, Meta, Amazon และ Google คาดว่าจะใช้จ่ายรวมกันถึง 4.4 แสนล้านดอลลาร์ ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งส่วนใหญ่จะไหลเข้าสู่ Nvidia

 

5. สร้างความมั่งคั่งให้ เจนเซน หวง แตะระดับ Top 10 ของโลก

 

การทะยานขึ้นของหุ้นได้ส่งผลให้ความมั่งคั่งสุทธิของ เจนเซน หวง ผู้ก่อตั้งและซีอีอของบริษัท พุ่งสูงถึง 1.76 แสนล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้นกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้เพียงปีเดียว ส่งผลให้เขากลายเป็นหนึ่งใน 10 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

 

Jensen Huang Effect!

 

ไม่เพียงแค่ 5 ปรากฏการณ์ข้างต้น ความร้อนแรงของ Nvidia ยังได้แผ่ออกไปยังตลาดหุ้นอื่นๆ อย่างตลาดหุ้นเกาหลีใต้ โดยดัชนี Kospi เปิดตลาดสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายนด้วยการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 2.5% ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์

 

การทะยานขึ้นครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเดือนที่ดัชนีปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบกว่าสองทศวรรษ นับแต่ปี 2001 โดยพุ่งขึ้น 20% ด้วยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกระแสความคลั่งไคล้ใน AI และการที่ Nvidia Corp. เข้ามาทำข้อตกลงกับบริษัทเทคโนโลยีในประเทศ
แรงซื้อในวันนี้ (3 พฤศจิกายน) ยังคงกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชั้นนำของเกาหลีใต้อย่าง Samsung Electronics Co. และ SK Hynix Inc. ซึ่งทั้งคู่เป็นซัพพลายเออร์คนสำคัญของ Nvidia นอกจากนี้ กระแสเชิงบวกดังกล่าวยังได้แผ่ขยายไปยังหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่าง HD Hyundai Electric Co. รวมถึงบริษัทหุ่นยนต์และเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ ที่ถูกมองว่าจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนา AI

 

อัน ฮยองจิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Billionfold Asset Management Inc. เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Jensen Huang Effect” โดยอ้างถึงการมาเยือนกรุงโซลของ CEO แห่ง Nvidia เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อประกาศข้อตกลงต่างๆ อัน ฮยองจิน กล่าวเสริมว่า ผลกระทบจากการเข้าพบผู้นำธุรกิจอย่าง เจย์ วาย. ลี ประธานของ Samsung และผู้บริหารรายอื่นๆ “กำลังถูกขยายผลอย่างมากในตลาด”

 

อ้างอิง:

The post ส่อง 5 ปรากฏการณ์ในตลาดหุ้น หลัง Nvidia ทะยานสู่ 5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นบริษัทแรกของโลก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nvidia ลุยเกาหลีใต้! Jensen Huang จ่อเปิดดีลชิป AI ยักษ์ใหญ่กับ Samsung-Hyundai แก้เกมข้อจำกัดในจีน https://thestandard.co/nvidia-lands-samsung-hyundai-ai-deal/ Wed, 29 Oct 2025 04:40:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1136834 Nvidia ลุย เกาหลีใต้ Jensen Huang จ่อเปิดดีลชิป AI ยักษ์ใหญ่ กับ Samsung-Hyundai แก้เกมข้อจำกัด ใน จีน

Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia Corp. เตรียมเปิดเผยข้อตกล […]

The post Nvidia ลุยเกาหลีใต้! Jensen Huang จ่อเปิดดีลชิป AI ยักษ์ใหญ่กับ Samsung-Hyundai แก้เกมข้อจำกัดในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nvidia ลุย เกาหลีใต้ Jensen Huang จ่อเปิดดีลชิป AI ยักษ์ใหญ่ กับ Samsung-Hyundai แก้เกมข้อจำกัด ใน จีน

Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia Corp. เตรียมเปิดเผยข้อตกลงใหม่ในการจัดส่งชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้ ได้แก่ Samsung Electronics Co. และ Hyundai Motor Group ระหว่างการเยือนประเทศเกาหลีใต้ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามขยายโอกาสทางธุรกิจของบริษัท

 

ข้อตกลงเหล่านี้จะช่วยเปิดตลาดสำคัญแห่งใหม่ให้กับ Nvidia ซึ่งกำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นในจีน ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ขณะเดียวกันสำหรับกลุ่มบริษัทเกาหลีใต้ ความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับ Nvidia หมายถึงการเข้าถึงกราฟิกโปรเซสเซอร์ (GPU) ได้อย่างมั่นคง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการฝึกและใช้งานโมเดล AI

 

Huang ต้องการกระชับความสัมพันธ์กับเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของเอเชีย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานหน่วยความจำของโลก และมีเป้าหมายจะกลายเป็นศูนย์กลางด้านคอมพิวติ้ง AI ระดับโลก นอกจาก Samsung และ Hyundai แล้ว Nvidia ยังมีแผนจัดส่งชิปให้กับกลุ่ม SK Group ซึ่งกำลังลงทุนกว่า 7 ล้านล้านวอน (ราว 4.9 พันล้านดอลลาร์) เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ในเกาหลีใต้ โดยมี SK Hynix Inc. บริษัทผลิตชิปรายใหญ่ในเครือเป็นผู้ดำเนินการ

 

Huang คาดว่าจะประกาศความร่วมมือเหล่านี้ก่อนเข้าร่วมการประชุม APEC CEO Summit ที่เมืองคยองจูในวันศุกร์ โดยขณะนี้เขากำลังจัดการประชุมของ Nvidia ที่กรุงวอชิงตันในวันอังคาร ซึ่งประธานาธิบดี Donald Trump กล่าวว่าจะพบกับเขาในระหว่างการเดินทางเยือนเอเชีย

 

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ มีกำหนดลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงกับเกาหลีใต้ในวันพุธ ซึ่งครอบคลุมสาขา AI, ควอนตัมคอมพิวติ้ง, เทคโนโลยีชีวภาพ และเครือข่าย 6G ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ไม่เปิดเผยชื่อ โดยยังไม่ได้ระบุว่าบริษัทใดจะเข้าร่วมในโครงการภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว

 

เพื่อขยายอิทธิพลต่อไป Huang ได้ผลักดันแนวคิด ‘Sovereign AI’ หรือการที่แต่ละประเทศควรสร้างขีดความสามารถด้าน AI ของตนเอง เกาหลีใต้กำลังวางแผนลงทุนครั้งใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้ง รวมถึงเป้าหมายในการจัดหาชิป GPU สมรรถนะสูงกว่า 200,000 ตัวภายในปี 2030 ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณราว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

กระแสแรงซื้อในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของโลกส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง นักลงทุนต่างเชื่อว่าเทคโนโลยี AI จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของผลกำไร และเป็นพลังหลักของตลาดกระทิงในรอบนี้

 

แม้หุ้นส่วนใหญ่ในดัชนี S&P 500 จะชะลอตัวหลังจากการปรับขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดย Microsoft Corp. ประกาศข้อตกลงใหม่กับ OpenAI ซึ่งจะทำให้บริษัทถือหุ้น 27% ในสตาร์ทอัพผู้พัฒนา ChatGPT โดยมีมูลค่าราว 1.35 แสนล้านดอลลาร์

 

ขณะเดียวกัน Apple Inc. ก็สร้างประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้ง หลังมูลค่าตลาดของบริษัททะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงสั้น ๆ ขณะที่ Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia Corp. ได้ออกมาปัดความกังวลเกี่ยวกับ ‘ฟองสบู่ AI’ โดยยืนยันว่าแนวโน้มของเทคโนโลยีนี้ยังคงแข็งแกร่งและยั่งยืน

 

ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดที่ระดับใกล้ 6,900 จุด ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่ม ‘Magnificent Seven’ ซึ่งรวมถึงบริษัทอย่าง Microsoft, Apple, Nvidia, Alphabet, Amazon, Meta และ Tesla ปรับตัวขึ้นประมาณ 1.3% ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีทรงตัวที่ 3.97% ส่วนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อย

 

อีกหนึ่งแรงหนุนต่อความเชื่อมั่นในตลาดคือความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยในวันพุธนี้ โดยนักลงทุนจับตาสัญญาณว่าธนาคารกลางจะยุติโครงการลดขนาดงบดุล (Quantitative Tightening) เมื่อใด ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่า Fed อาจยุติการดำเนินการดังกล่าวเร็วสุดภายในเดือนนี้

 

ภาพ: Anna Moneymaker/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Nvidia ลุยเกาหลีใต้! Jensen Huang จ่อเปิดดีลชิป AI ยักษ์ใหญ่กับ Samsung-Hyundai แก้เกมข้อจำกัดในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจนเซน หวง ฟันธง! AI จะสร้าง ‘เศรษฐีเงินล้าน’ ใน 5 ปีข้างหน้า ได้มากกว่าที่อินเทอร์เน็ตเคยทำใน 2 ทศวรรษ https://thestandard.co/nvidia-ceo-on-ai-and-wealth/ Thu, 31 Jul 2025 00:59:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1101926 เจนเซน หวง

เจนเซน หวง ซีอีโอผู้ก่อตั้ง Nvidia ทำนายว่า ปัญญาประดิษ […]

The post เจนเซน หวง ฟันธง! AI จะสร้าง ‘เศรษฐีเงินล้าน’ ใน 5 ปีข้างหน้า ได้มากกว่าที่อินเทอร์เน็ตเคยทำใน 2 ทศวรรษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจนเซน หวง

เจนเซน หวง ซีอีโอผู้ก่อตั้ง Nvidia ทำนายว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะกลายเป็นคลื่นปฏิวัติลูกใหม่ที่สร้างเศรษฐีเงินล้านในอีก 5 ปีข้างหน้า ได้มากกว่าที่อินเทอร์เน็ตเคยทำได้ตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา 

 

ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นในรายการพอดแคสต์ All-In ซึ่งตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นของเขาว่า AI คือเทคโนโลยีที่จะพลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจโลกอย่างสิ้นเชิง

หัวใจสำคัญในวิสัยทัศน์ของหวงคือแนวคิดที่ว่า AI เป็น ‘เครื่องมือ’ ที่สร้างความเท่าเทียมทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล (the greatest technology equalizer of all time) 

 

เขามองว่า AI ได้ทลายกำแพงที่เคยขวางกั้นผู้คนออกจากโลกแห่งการสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเขียนโปรแกรม ซึ่งในอนาคตทุกคนจะสามารถเป็นโปรแกรมเมอร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาโค้ดที่ซับซ้อนอย่าง C++ หรือ Python อีกต่อไป

 

หวงอธิบายว่า AI จะช่วยเติมเต็มช่องว่างทางทักษะ ทำให้ทุกคนสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่คนอื่นต้องการซื้อได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ เขาย้ำว่าตอนนี้ทุกคนสามารถสื่อสารกับ AI ด้วยภาษามนุษย์ปกติได้แล้ว ทำให้คนสายสร้างสรรค์ก็มีทักษะทางเทคนิค และคนสายเทคนิคก็สามารถเข้าถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ได้เช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม วิสัยทัศน์ดังกล่าวยังมาพร้อมกับคำเตือนเกี่ยวกับอนาคตของตลาดแรงงาน โดยหวงได้กล่าวประโยคที่โด่งดังไปทั่วโลกว่า “คุณจะไม่ตกงานเพราะ AI แต่คุณจะตกงานเพราะคนที่ใช้ AI เป็น” 

 

นี่เป็นการชี้ชัดว่า AI จะไม่เข้ามา ‘แทนที่’ มนุษย์โดยตรง แต่จะเข้ามาเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง และใครก็ตามที่ไม่เรียนรู้ที่จะใช้เครื่องมือนี้จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างแน่นอน

 

เขายังได้คาดการณ์ถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมในอนาคตว่า แต่ละประเทศจะมีโรงงานสองประเภทคู่ขนานกันไป คือโรงงานแบบดั้งเดิมที่ผลิตสินค้า และ ‘โรงงานดิจิทัล’ ที่พัฒนา AI ซึ่งเป็นสมองกลที่ขับเคลื่อนทุกอย่าง 

 

โดยยกตัวอย่าง Tesla ที่มีโรงงานหนึ่งสำหรับผลิตรถยนต์ และอีกโรงงานหนึ่งสำหรับพัฒนา AI ที่ควบคุมรถยนต์เหล่านั้น ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของเศรษฐกิจยุคใหม่

 

แน่นอนว่าวิสัยทัศน์ของ เจนเซน หวง มีน้ำหนักอย่างยิ่งในฐานะ ‘ผู้นำ’ ของบริษัทที่กุมส่วนแบ่งตลาดชิป AI ไว้ในมือถึง 70-95% เทคโนโลยีของ Nvidia คือขุมพลังที่อยู่เบื้องหลัง AI ชื่อดังแทบทุกตัว ตั้งแต่ ChatGPT ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ของ Amazon และ Meta 

 

ความสำเร็จดังกล่าวได้ส่งให้ Nvidia กลายเป็นบริษัทแรกในประวัติศาสตร์ที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 130.56 ล้านล้านบาท) ไปเมื่อไม่นานมานี้

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.64 บาท ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 

 

ภาพ : Chesnot/Getty Images

อ้างอิง:

The post เจนเซน หวง ฟันธง! AI จะสร้าง ‘เศรษฐีเงินล้าน’ ใน 5 ปีข้างหน้า ได้มากกว่าที่อินเทอร์เน็ตเคยทำใน 2 ทศวรรษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nvidia ขึ้นแท่นบริษัทอเมริกันแห่งแรกที่มีมูลค่าทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์ (กว่า 130 ล้านล้านบาท) แซงหน้า Microsoft และ Apple https://thestandard.co/nvidia-hits-4-trillion/ Thu, 10 Jul 2025 06:39:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1095122

Nvidia Corp. ได้สร้าง ‘ประวัติศาสตร์หน้าใหม่’ ให้กับวงก […]

The post Nvidia ขึ้นแท่นบริษัทอเมริกันแห่งแรกที่มีมูลค่าทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์ (กว่า 130 ล้านล้านบาท) แซงหน้า Microsoft และ Apple appeared first on THE STANDARD.

]]>

Nvidia Corp. ได้สร้าง ‘ประวัติศาสตร์หน้าใหม่’ ให้กับวงการเทคโนโลยีและตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อกลายเป็นบริษัทอเมริกันแห่งแรกที่สามารถทำมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ทะลุระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จระหว่างการซื้อขายเมื่อวันพุธที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา และถึงแม้ว่าราคาหุ้นจะย่อตัวลงเล็กน้อยจนปิดตลาดต่ำกว่าหลักชัยดังกล่าว แต่ก็ยังสามารถสร้างสถิติมูลค่าตลาด ณ ราคาปิดสูงสุดตลอดกาล แซงหน้าทุกบริษัทที่เคยมีมา

 

หุ้นของ Nvidia พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 164.42 ดอลลาร์ในช่วงเช้าของการซื้อขาย ทำให้มูลค่าบริษัททะยานผ่านหลัก 4 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 130.68 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรก ก่อนจะปิดตลาดที่ 162.88 ดอลลาร์ ส่งผลให้มีมูลค่าตลาด ณ ราคาปิดที่ 3.974 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 129.85 ล้านล้านบาท)

 

ตัวเลขนี้ได้ทำลายสถิติเดิมของ Apple Inc. และตอกย้ำสถานะของ Nvidia ในฐานะบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก แซงหน้า Microsoft ที่มีมูลค่า 3.74 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 122.19 ล้านล้านบาท) และ Apple ที่มีมูลค่า 3.18 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 103.89 ล้านล้านบาท) อย่างเป็นทางการ

 

การเติบโตของ Nvidia นั้นเป็นไปอย่างก้าวกระโดดและรวดเร็ว บริษัทสามารถไต่เต้าจากมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในปี 2023 สู่ระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 และทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเร็วกว่า Apple และ Microsoft ที่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะไปถึงหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์แรกอย่างมาก

 

ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการฮาร์ดแวร์และชิป AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนับตั้งแต่การเปิดตัวของ ChatGPT ในช่วงปลายปี 2022 ซึ่ง Nvidia ได้วางตำแหน่งตัวเองเป็น ‘ผู้กำหนดทิศทางตลาด’ ในการสร้างหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ที่เป็นขุมพลังให้กับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models)

 

ความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นนี้ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัททะยานขึ้นมากกว่า 15 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยในช่วงเดือนที่ผ่านมาหุ้นของ Nvidia เพิ่มขึ้นมากกว่า 15% และเพิ่มขึ้นแล้วถึง 22% นับตั้งแต่ต้นปี

 

“นี่เป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์สำหรับ Nvidia และบ่งชี้ว่าการปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์กำลังก้าวสู่ขั้นต่อไปของการเติบโต โดยมีชิปของ Nvidia เป็น ‘หัวใจหลักในการขับเคลื่อน’ การปฏิวัติครั้งนี้” Dan Ives นักวิเคราะห์จาก Wedbush กล่าวในบทวิเคราะห์ เขาระบุว่า Nvidia เป็นผู้เล่นรายเดียวที่ครองตลาดชิป AI ในขณะนี้

 

ความสำเร็จนี้ส่งผลโดยตรงต่อมุมมองของนักวิเคราะห์ ซึ่งต่างพากันปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าของบริษัทในอนาคตกันอย่างคึกคัก Dan Ives จาก Wedbush คาดการณ์ว่า Microsoft จะก้าวสู่ระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์ได้ในช่วงปลายฤดูร้อนนี้ และหลังจากนั้น “ทุกสายตาจะจับจ้องไปที่การแข่งขันว่าใครจะเป็นรายต่อไปที่จะก้าวสู่ระดับมูลค่า 5 ล้านล้านดอลลาร์”

 

ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Barclays ก็ได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น Nvidia ไปที่ 200 ดอลลาร์ จากความเชื่อมั่นในแพลตฟอร์ม AI รุ่นใหม่อย่าง Blackwell ซึ่งจะทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงถึง 4.9 ล้านล้านดอลลาร์ แต่มุมมองที่น่าจับตาที่สุดมาจาก Ananda Baruah จาก Loop Capital ที่ให้ราคาเป้าหมายสูงถึง 250 ดอลลาร์ ซึ่งจะผลักดันให้บริษัทมีมูลค่าตลาดมากกว่า 6 ล้านล้านดอลลาร์หากทำได้สำเร็จ

 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเติบโต Nvidia ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดทางการค้าที่ขัดขวางการขายชิปไปยังประเทศจีน

 

โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Nvidia ระบุว่าข้อจำกัดการส่งออกชิป H20 ที่สร้างขึ้นสำหรับตลาดจีนโดยเฉพาะ จะทำให้บริษัทสูญเสียรายได้ถึง 8 พันล้านดอลลาร์ (ราว 2.61 แสนล้านบาท)

 

ซีอีโอ Jensen Huang ยอมรับว่าตลาดจีนที่มีมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์นั้น ‘ก็เหมือนถูกปิดตายไปแล้ว’ สำหรับอุตสาหกรรมสหรัฐฯ และการถูกปิดกั้นไม่ให้ขายชิปในจีนถือเป็น ‘การสูญเสียครั้งใหญ่’ สำหรับบริษัท

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.67 บาท ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2568

 

ภาพ : Chesnot/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Nvidia ขึ้นแท่นบริษัทอเมริกันแห่งแรกที่มีมูลค่าทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์ (กว่า 130 ล้านล้านบาท) แซงหน้า Microsoft และ Apple appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: NVIDIA คาด Physical AI ในแบบหุ่นยนต์ จะเป็น The Next Wave ของ AI | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-20032025-3/ Thu, 20 Mar 2025 06:15:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1054209

THE STANDARD WEALTH เป็นหนึ่งในตัวแทนสื่อจากทั่วโลกที่เ […]

The post ชมคลิป: NVIDIA คาด Physical AI ในแบบหุ่นยนต์ จะเป็น The Next Wave ของ AI | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD WEALTH เป็นหนึ่งในตัวแทนสื่อจากทั่วโลกที่เข้าร่วมการแถลงข่าวผ่านออนไลน์ของงาน NVIDIA GTC 2025 โดย Jensen Huang ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ NVIDIA ประกาศว่า “ยุคของหุ่นยนต์อเนกประสงค์มาถึงแล้ว” พร้อมเปิดตัว NVIDIA Isaac GR00T N1 ในงานจะมีนวัตกรรมอะไรที่น่าสนใจบ้าง ติดตามได้ในไฮไลต์นี้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: NVIDIA คาด Physical AI ในแบบหุ่นยนต์ จะเป็น The Next Wave ของ AI | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
NVIDIA คาด Physical AI ในแบบหุ่นยนต์จะเป็น The Next Wave ของเทคโนโลยี AI https://thestandard.co/nvidia-groot-n1-physical-ai-humanoid-robots-gtc2025/ Wed, 19 Mar 2025 13:21:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1054064 Jensen Huang ซีอีโอ NVIDIA เปิดตัว GR00T N1 โมเดล AI สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในงาน GTC 2025

จากงาน NVIDIA GTC 2025 ซึ่งเป็นงานประชุมด้านนวัตกรรม AI […]

The post NVIDIA คาด Physical AI ในแบบหุ่นยนต์จะเป็น The Next Wave ของเทคโนโลยี AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jensen Huang ซีอีโอ NVIDIA เปิดตัว GR00T N1 โมเดล AI สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในงาน GTC 2025

จากงาน NVIDIA GTC 2025 ซึ่งเป็นงานประชุมด้านนวัตกรรม AI และเทคโนโลยีล้ำสมัยระดับโลก ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 มีนาคม 2025 ที่เมืองซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย 

 

Jensen Huang ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ NVIDIA ประกาศว่า “ยุคของหุ่นยนต์อเนกประสงค์มาถึงแล้ว” พร้อมเปิดตัว NVIDIA Isaac GR00T N1 และโครงสร้างใหม่สำหรับการสร้างข้อมูลและการเรียนรู้ของหุ่นยนต์ ซึ่งจะช่วยให้นักพัฒนาทั่วโลกสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมด้าน AI ไปอีกขั้น

 

GR00T N1 เป็นโมเดลพื้นฐานที่ออกแบบมาสำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โดยใช้โครงสร้างระบบคู่ (Dual-System Architecture) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากกระบวนการคิดของมนุษย์คือ

 

  • System 1 เป็นระบบคิดเร็ว ทำหน้าที่คล้ายปฏิกิริยาตอบสนองหรือสัญชาตญาณของมนุษย์ ทำให้หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำ
  • System 2 เป็นระบบคิดช้า ทำงานเชิงเหตุผลและวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมก่อนวางแผนการกระทำ

 

โดย System 2 ใช้โมเดลภาษาภาพ (Vision Language Model) ในการวิเคราะห์คำสั่งและสภาพแวดล้อม จากนั้น System 1 จะแปลงแผนเหล่านั้นให้เป็นการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ ระบบนี้ได้รับการฝึกฝนจากข้อมูลที่มาจากการสาธิตของมนุษย์และข้อมูลจำลองจำนวนมหาศาลที่สร้างขึ้นผ่านแพลตฟอร์ม NVIDIA Omniverse™

 

GR00T N1 สามารถทำงานที่ซับซ้อนและหลากหลาย เช่น การหยิบจับและเคลื่อนย้ายวัตถุ, ใช้แขนทั้งสองข้างทำงานร่วมกัน, โอนย้ายสิ่งของจากมือข้างหนึ่งไปอีกข้าง และทำงานหลายขั้นตอนที่ต้องใช้ความเข้าใจบริบทและทักษะร่วมกัน

 

ความสามารถเหล่านี้ช่วยให้ GR00T N1 สามารถนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรม เช่น การขนย้ายวัสดุ การบรรจุภัณฑ์ และการตรวจสอบคุณภาพสินค้า

 

ในงาน GTC 2025 Hunag ได้สาธิตการใช้งาน GR00T N1 บนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของ 1X Technologies ซึ่งสามารถทำงานบ้านได้อย่างอัตโนมัติ โดยใช้โมเดลที่ได้รับการฝึกเพิ่มเติมจาก NVIDIA

 

Humanoid คือ The Next Wave ของ AI

 

นอกจากนี้ THE STANDARD WEALTH เป็นหนึ่งในตัวแทนสื่อจากทั่วโลกที่เข้าร่วมการแถลงข่าวผ่านออนไลน์ โดย Rev Lebaredian รองประธานด้าน Omniverse and simulation technology ของ NVIDIA กล่าวว่า “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์คือโอกาสครั้งใหญ่ครั้งต่อไปของอุตสาหกรรม”

 

เนื่องจากปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน มากกว่า 50 ล้านตำแหน่ง NVIDIA จึงพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ ได้แก่ Isaac Groot สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์, Isaac for Healthcare สำหรับระบบสุขภาพ และ NVIDIA Drive สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์อัตโนมัติ

 

Groot N1 จะเปิดให้ใช้งานบน Hugging Face และนักพัฒนาสามารถ ฝึกเพิ่มเติม (Post-Train) ให้เหมาะสมกับการใช้งานเฉพาะด้านของแต่ละองค์กร

 

พร้อมกันนี้ NVIDIA ยังได้เปิดตัว Newton ซึ่งเป็น เอนจินฟิสิกส์แบบโอเพนซอร์สที่เร่งด้วย GPU โดยพัฒนาร่วมกับ Google DeepMind 

 

Newton จะถูกนำไปใช้งานร่วมกับ MuJoCo ของ Google DeepMind และ NVIDIA Isaac Lab ซึ่งจะช่วยเร่งความสามารถในการเรียนรู้ของหุ่นยนต์ โดย Disney Research จะเป็นหนึ่งในองค์กรแรกที่นำ Newton ไปใช้ โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มศักยภาพของหุ่นยนต์แอนิเมชันที่ใช้ในอุตสาหกรรมบันเทิง

 

เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมการแพทย์ทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ แต่กำลังเผชิญกับ ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และการเข้าถึงการรักษา NVIDIA จึงเปิดตัว Isaac for Healthcare ซึ่งรวม 3 ระบบหลัก ได้แก่

 

  1. MONAI – โมเดล AI ที่ฝึกมาแล้ว และ Agentic AI Frameworks
  2. Omniverse for Healthcare – ใช้จำลองกายวิภาค และอุปกรณ์ทางการแพทย์
  3. Holoscan – แพลตฟอร์มสำหรับรัน AI บนอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบเรียลไทม์

 

“การถ่ายภาพทางการแพทย์และศัลยกรรมเป็นบริการที่สำคัญ แต่มีเพียงหนึ่งในสามของประชากรโลกที่สามารถเข้าถึงได้” Rev กล่าว

 

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ปัจจุบันมีรถยนต์มากกว่า 2 พันล้านคันทั่วโลก แต่มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นระบบอัตโนมัติ (Autonomous Vehicles: AVs)


“ทุกบริษัทผลิตรถยนต์จะต้องมีโรงงาน 2 แห่ง คือโรงงานผลิตรถและโรงงาน AI”

 

NVIDIA Drive เป็นแพลตฟอร์ม AI ที่มี 3 ระบบหลัก คือ AI Factory สำหรับพัฒนาโมเดล AI ของผู้ผลิตรถยนต์, Omniverse ใช้จำลองการทำงาน และ AGX สำหรับติดตั้ง AI ลงในรถยนต์

 

แพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์สามารถ พัฒนา ทดสอบ และใช้งานยานยนต์อัตโนมัติได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

Alphabet จับมือ NVIDIA เร่งพัฒนา Agentic AI และ Physical AI

ทีมวิศวกรและนักวิจัยของ Alphabet ได้ทำงานร่วมกับ NVIDIA เพื่อนำ AI และเทคโนโลยีการจำลองมาใช้ในการพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีความสามารถหยิบจับวัตถุได้แม่นยำขึ้น ยกระดับการค้นคว้ายา และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของโครงข่ายพลังงาน โดยใช้แพลตฟอร์มหลักของ NVIDIA ได้แก่  

 

  • NVIDIA Omniverse™ ระบบจำลอง 3 มิติที่เชื่อมต่อกับ AI  
  • NVIDIA Cosmos™ โมเดล AI อัจฉริยะสำหรับระบบกายภาพ  
  • NVIDIA Isaac™ แพลตฟอร์มสำหรับฝึกและพัฒนาหุ่นยนต์  

 

โดยทีมนักพัฒนาจาก Google DeepMind, Isomorphic Labs, Intrinsic และ X’s moonshot Tapestry ได้ร่วมพูดคุยถึงความก้าวหน้าของการพัฒนาในงานประชุม NVIDIA GTC ปีนี้

 

นอกจากนี้ NVIDIA เป็นบริษัทแรกที่นำ SynthID ซึ่งเป็นเทคโนโลยีฝังลายน้ำ สำหรับระบุแหล่งที่มาของเนื้อหาที่สร้างโดย AI มาใช้งาน โดย SynthID สามารถฝังลายน้ำลงในรูปภาพ, เสียง, ข้อความ และวิดีโอ ได้โดยไม่กระทบต่อคุณภาพของเนื้อหา  

 

เทคโนโลยีนี้จะช่วยป้องกันการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด ลดปัญหาข้อมูลบิดเบือน และเพิ่มความน่าเชื่อถือของ NVIDIA Cosmos World Foundation Models  

 

ขณะที่ Intrinsic บริษัทในเครือ Alphabet ที่เน้นการพัฒนา AI สำหรับหุ่นยนต์อุตสาหกรรม กำลังร่วมมือกับ NVIDIA ในการสร้าง Intrinsic Flowstate ซึ่งช่วยให้ระบบหุ่นยนต์สามารถใช้ NVIDIA Isaac Manipulator เพื่อพัฒนาความสามารถในการจับและเคลื่อนย้ายวัตถุ

The post NVIDIA คาด Physical AI ในแบบหุ่นยนต์จะเป็น The Next Wave ของเทคโนโลยี AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะแนวคิด Start with Vision กลยุทธ์พา NVIDIA ครองโลกเทคฯ https://thestandard.co/nvidia-start-with-vision/ Wed, 12 Mar 2025 11:00:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1050881 nvidia-start-with-vision

หากพูดถึงผู้นำหรือ CEO ที่มาแรงที่สุดในปี 2024 ที่ผ่านม […]

The post เจาะแนวคิด Start with Vision กลยุทธ์พา NVIDIA ครองโลกเทคฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
nvidia-start-with-vision

หากพูดถึงผู้นำหรือ CEO ที่มาแรงที่สุดในปี 2024 ที่ผ่านมา คงไม่มีใครไม่รู้จัก เจนเซน หวง (Jensen Huang) ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ NVIDIA บริษัทเทคที่หุ้นพุ่งสูงจนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เรียกเสียงฮือฮาจากทั่วโลกได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

กระนั้นเอง แม้ว่าหลายคนจะมองว่าการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ NVIDIA นั้นจะเป็น ‘ผลพลอยได้’ จากความร้อนแรงของเทคโนโลยี AI ที่กลายมาเป็นหัวข้อหลักในทุกวงสนทนาของกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม

 

แต่ความจริงแล้วความสำเร็จของ NVIDIA ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วยหรือ AI เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลมาจากวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่มองการณ์ไกลของตัว เจนเซน หวง ซึ่งสามารถดักรออนาคตและเติบโตไปพร้อมกับกระแส AI ที่กำลังมาแรงอย่างไม่หยุดยั้งนั่นเอง

 

🟡การดักรออนาคตด้วยวิสัยทัศน์

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1993 เจนเซน หวง ก่อตั้ง NVIDIA ร่วมกับเพื่อนอีกสองคนในช่วงที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เขาเห็นโอกาสจากกระแสการปฏิวัติคอมพิวเตอร์ที่กำลังเริ่มต้นในยุคนั้น ซึ่ง Microsoft และ Apple กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด 

 

โดย NVIDIA ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปไม่สามารถทำได้ โดยเน้นการพัฒนาฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับการประมวลผลขั้นสูง เช่น การจำลองสภาพอากาศ การออกแบบหุ่นยนต์ และการคำนวณพลศาสตร์ที่ซับซ้อน

 

แล้ว เจนเซน หวง สามารถมองเห็นและดักรอปรากฏการณ์ครั้งใหม่ของวงการเทคโนโลยีได้อย่างไรกัน?

 

ต้องบอกว่าการที่เขาสามารถคาดการณ์และดักรอการมาถึงของเทคโนโลยี AI นั้นก็คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเสียทีเดียว หากแต่ว่าตัว เจนเซน หวง เองนั้นมี DNA แห่งการมองการณ์ไกลอยู่ในตัวอยู่แล้ว แถมเขายังพยายามปลูกฝัง DNA ดังกล่าวลงไปใน NVIDIA อีกด้วย 

 

เขามีหลักการที่เรียกว่า ‘Start with Vision’ ที่เริ่มจากการมองเห็นภาพใหญ่ของอนาคตและพยายามสร้างเทคโนโลยีที่จะตอบโจทย์ความต้องการนั้น แม้ในวันที่ NVIDIA ยังเป็นบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีทุนมากมาย เขายังคงเชื่อมั่นว่าความต้องการประมวลผลที่สูงขึ้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และนั่นทำให้ NVIDIA มุ่งพัฒนาชิปที่สามารถรองรับการประมวลผลกราฟิกสามมิติ ซึ่งเป็นที่มาของการ์ดจอที่เรารู้จักกันดีที่สร้างชื่อให้กับ NVIDIA รวมถึงเป็นรากฐานแห่งความสำเร็จของบริษัทที่กำลังจะมาถึงในอนาคต

 

ต่อมา NVIDIA ไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนาการ์ดจอเพื่อเล่นเกม แต่ เจนเซน หวง ได้ขยายแนวคิดนี้ไปสู่การสร้าง ‘Computing Platform’ ที่เป็นรากฐานสำคัญของ AI และ Machine Learning ในปัจจุบัน เขามองเห็นโอกาสจากกระแส Generative AI และ Large Language Models ที่ต้องการพลังประมวลผลสูง เขาจึงเลือกที่จะไม่แข่งกับ OpenAI ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ AI โดยตรง แต่เลือกที่จะเป็นผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือ ‘Infrastructure’ ที่จำเป็นต่อการประมวลผล AI

 

การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกลยุทธ์ที่มองเห็นโอกาสในระยะยาว เพราะเมื่อโลกต้องการใช้ AI มากขึ้น NVIDIA ก็กลายเป็นผู้จัดหาชิปและระบบประมวลผลที่ขาดไม่ได้ เจนเซน หวง เปรียบ NVIDIA เหมือน ‘แอปเปิ้ล’ ที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ในวันที่โลกต้องการพลังประมวลผลที่มากขึ้น และ NVIDIA ก็พร้อมที่จะรับมันไว้ด้วยชิปประสิทธิภาพสูงนั่นเอง

 

🟡เครื่องมือตรวจสอบอนาคต

 

ความสามารถในการดักรออนาคตของ NVIDIA ไม่ได้มาจากการคาดเดา แต่เกิดจากการใช้ ‘Early Indicators of Future Success’ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ เจนเซน หวง ใช้ในการตรวจสอบแนวโน้มของเทคโนโลยี เขาเชื่อว่าการวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้ว (เช่น กำไรหรือ Market Share) ไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จในอนาคต แต่การหาสัญญาณบ่งชี้ล่วงหน้าต่างหากที่สำคัญ

 

ตัวอย่างเช่น NVIDIA เริ่มเห็นแนวโน้มการใช้ชิปของตนในงานด้าน AI และ Generative AI ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคของการประมวลผลขั้นสูง และทำให้เขามั่นใจว่า AI จะไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว แต่จะเป็นอนาคตของเทคโนโลยีทั้งหมดนั่นเอง 

 

🟡อนาคตของ NVIDIA ในโลก AI

 

เมื่อ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทุกอุตสาหกรรม NVIDIA จึงไม่เพียงแต่สร้างชิปประสิทธิภาพสูง แต่ยังมองไปถึงการสร้าง ‘AI Infrastructure’ ที่จะกลายเป็นรากฐานของเทคโนโลยีแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผลภาษา (Large Language Models) หรือการประมวลผล DNA ซึ่ง NVIDIA กำลังเตรียมพร้อมที่จะเป็นผู้เล่นสำคัญในยุคของ ‘Production of Intelligence’

 

เจนเซน หวง ยังมองเห็นว่าอนาคตของ AI จะนำไปสู่การเกิด ‘AI Sovereignty’ หรืออธิปไตยทางปัญญาของแต่ละประเทศ เพราะข้อมูลและปัญญาจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุด เขาจึงไม่เพียงแต่สร้างชิป แต่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการประมวลผล AI ได้ในระดับโลก

 

🟡เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจาก NVIDIA?

 

เรื่องราวความสำเร็จของ NVIDIA แสดงให้เห็นว่าการดักรออนาคตไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่มองการณ์ไกล เจนเซน หวง ไม่ได้มองเห็นเพียงโอกาสในปัจจุบัน แต่เขาสร้างเส้นทางและเตรียมเครื่องมือที่จะทำให้ NVIDIA ก้าวไปสู่อนาคตได้อย่างมั่นคง

 

NVIDIA จึงไม่ใช่เพียงบริษัทเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จจากการขายชิปประมวลผล แต่เป็นตัวอย่างของการใช้วิสัยทัศน์และการวางกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการดักรออนาคต หากอยากเติบโตในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ บางทีเราทุกคนอาจต้องเริ่มต้นด้วยการ ‘Start with Vision’ เหมือนอย่างที่ NVIDIA ทำมาตลอดก็เป็นได้

 

 

The post เจาะแนวคิด Start with Vision กลยุทธ์พา NVIDIA ครองโลกเทคฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Jensen Huang โต้ความกังวล DeepSeek พร้อมยันอนาคต AI ยังต้องใช้ชิป และนี่ไม่ใช่วิกฤตของ NVIDIA https://thestandard.co/huang-deepseek-response/ Mon, 24 Feb 2025 04:35:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1045171 huang-deepseek-response

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ DataDirect Networks ทาง Jens […]

The post Jensen Huang โต้ความกังวล DeepSeek พร้อมยันอนาคต AI ยังต้องใช้ชิป และนี่ไม่ใช่วิกฤตของ NVIDIA appeared first on THE STANDARD.

]]>
huang-deepseek-response

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ DataDirect Networks ทาง Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA เผยว่าตลาดกำลัง ‘เข้าใจผิด’ กับความก้าวหน้าของ DeepSeek และผลกระทบเชิงลบของเทคโนโลยีดังกล่าวต่อธุรกิจชิปเซมิคอนดักเตอร์

 

Jensen ยอมรับว่าการเปิดตัวโมเดล DeepSeek-R1 เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่การตื่นตระหนกในตลาดเป็นความกังวลที่มากเกินไป

 

“การที่ตลาดตอบสนองในทำนองว่า ‘AI จบแล้ว เราไม่จำเป็นต้องใช้กำลังประมวลผลอีกต่อไป’ เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความจริงอย่างสิ้นเชิง” Jensen กล่าว

 

จากมุมมองของ Jensen เขาเห็นว่าการมาของ DeepSeek-R1 จะส่งผลดีกับอุตสาหกรรม AI จากการทำให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น เพราะ DeepSeek พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ใหม่ในการสร้างโมเดลที่มีประสิทธิภาพกว่าที่หลายคนเคยคาดคิดไว้

 

“นั่นจะทำให้ AI ถูกนำมาใช้ในอัตราที่เร็วยิ่งขึ้น” Jensen กล่าวเสริม

 

Jensen สะท้อนถึงความกังวลที่เป็นความเข้าใจผิดในมุมของนักลงทุนว่า การพัฒนา AI ไม่ได้หยุดแค่ช่วง ‘Pre-Training’ (ระยะการฝึก AI ให้มีความรู้ความเข้าใจขั้นพื้นฐาน) แต่อีกช่วงสำคัญในการสร้าง AI ที่สามารถแก้ไขปัญหาจากความรู้พื้นฐานที่เรียนมาก่อนหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นคือ ‘Post-Training’ หรือขั้นตอนที่จะทำให้ AI พัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อการใช้งานในโลกจริง ซึ่งขั้นตอน Post-Training ก็เป็นช่วงที่ต้องใช้กำลังประมวลผลมหาศาล

 

แนวคิดที่เป็นความเข้าใจผิดของนักลงทุนส่วนใหญ่คือการที่หลายคนมักจะมองว่าโมเดล AI ใหม่ๆ เป็นนวัตกรรมที่ครบจบอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ความจริง Post-Training เป็นช่วงสำคัญในการสร้าง AI ที่ให้ประโยชน์อย่างแท้จริง

 

ย้อนกลับไปเมื่อปลายเดือนมกราคม มูลค่าตลาดของ NVIDIA สูญหายไปเกือบ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการสูญเสียมูลค่าของบริษัทสหรัฐฯ มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

 

อย่างไรก็ดี ณ ราคาปิดของวันศุกร์ที่ผ่านมา (21 กุมภาพันธ์) อยู่ที่ราว 134 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น สะท้อนให้เห็นการฟื้นตัวที่เริ่มกลับมาของ NVIDIA

 

ภาพ: NurPhoto / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post Jensen Huang โต้ความกังวล DeepSeek พร้อมยันอนาคต AI ยังต้องใช้ชิป และนี่ไม่ใช่วิกฤตของ NVIDIA appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจนเซน หวง พบทรัมป์ หารือประเด็น DeepSeek และการส่งออกชิป AI ไปจีน https://thestandard.co/jensen-huang-trump-deepseek/ Sun, 02 Feb 2025 08:02:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1037340 jensen-huang-trump-deepseek

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ เจนเซน หวง ซีอีโอ […]

The post เจนเซน หวง พบทรัมป์ หารือประเด็น DeepSeek และการส่งออกชิป AI ไปจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
jensen-huang-trump-deepseek

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ เจนเซน หวง ซีอีโอของ NVIDIA พบปะเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับ DeepSeek สตาร์ทอัพสัญชาติจีนที่พัฒนาโมเดล AI ซึ่งสร้างกระแสไปทั่วทั้งโลกเทคโนโลยี พร้อมทั้งทิศทางแผนการส่งออกชิป AI ที่สหรัฐฯ ในระยะต่อไป 

 

Reuters รายงานว่า ระหว่างการประชุมที่ทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (31 มกราคม) ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมมากเท่าไร เพียงแค่เอ่ยว่า “ผมบอกไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรามีการประชุม มันเป็นการประชุมที่ดี”

 

การประชุมเกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลกำลังเตรียมแผนที่จะจำกัดการส่งออกชิป AI เพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าอำนาจการควบคุมกำลังขั้นสูงจะยังคงอยู่ในมือของสหรัฐฯ และหมู่พันธมิตรของประเทศมหาอำนาจรายนี้ พร้อมกับมองหาวิธีที่เข้มงวดมากขึ้นในการปิดกั้นการเข้าถึงจากฝั่งจีน

 

โฆษกของ NVIDIA กล่าวในแถลงการณ์ว่า “เจนเซนและประธานาธิบดีพูดถึงความสำคัญของการเสริมแกร่งความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีและ AI ของสหรัฐฯ”

 

แหล่งข่าว Reuters เผยว่าการประชุมครั้งนี้ถูกเตรียมขึ้นก่อนที่ DeepSeek จะสร้างความตื่นตัวในเทคโนโลยีของตนไปทั่วโลก พร้อมเสริมว่าทรัมป์มองว่าการเกิดขึ้นของ DeepSeek หมายถึงบริษัทสหรัฐฯ อาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากในการสร้าง AI ที่ต้นทุนต่ำ

 

เพื่อเพิ่มแรงกดดันการก้าวล้ำของจีนที่อาจขึ้นมาทัดเทียมสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรม AI รัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาที่จะเพิ่มมาตรการจำกัดการขายชิป H20 ของ NVIDIA ที่ถูกส่งไปขายในตลาดประเทศจีน 

 

อย่างไรก็ดี การพูดคุยในหมู่คณะทำงานของทรัมป์เพื่อจำกัดการส่งออกชิปเหล่านี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น แม้จะเป็นแนวคิดเดียวกันกับที่ได้รับพิจารณาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน โดยชิป H20 สามารถใช้ในการรันซอฟต์แวร์ AI และได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรการจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ 

 

จอห์น มูเลนาร์ สมาชิกพรรครีพับลิกัน และ ราชา กฤษณมูรติ สมาชิกพรรคเดโมแครต สองคณะกรรมการสภาผู้แทนราษฎรที่ทำงานเกี่ยวกับจีน ได้ขอให้มีการทบทวนโดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ ให้ตรวจสอบมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ที่สั่งการโดยทรัมป์ ท่ามกลางการมาของ DeepSeek ที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของแผนยุทธศาสตร์ชาติ

 

ย้อนกลับไปในปลายปี 2022 รัฐบาลไบเดนจำกัดการขายชิป AI ที่ล้ำที่สุดของ NVIDIA อย่าง H100 ให้จีน จากนั้น NVIDIA ได้ปล่อยชิปรุ่นใหม่ H800 ซึ่งไม่เข้าข่ายที่ถูกจำกัดในการส่งออกสำหรับตลาดจีนในเวลานั้น แต่ชิป H800 ถูกจำกัดในปี 2023 และ NVIDIA ก็ได้ออกชิป H20 เมื่อปีที่แล้ว

 

รายงานของ Reuters เมื่อวันพฤหัสบดี (30 มกราคม) ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบว่า DeepSeek ได้ใช้ชิปของสหรัฐฯ ที่ไม่อนุญาตให้ส่งออกไปยังจีนหรือไม่

 

อ้างอิง:

The post เจนเซน หวง พบทรัมป์ หารือประเด็น DeepSeek และการส่งออกชิป AI ไปจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ล่องคลื่นความผันผวน สู่ฝั่งฝันแห่งโอกาสใหม่ในตลาดหุ้นเวียดนาม https://thestandard.co/vietnam-stock-market-investment-analysis-2024/ Sun, 19 Jan 2025 06:20:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1031857 กราฟแสดงการเติบโตของตลาดหุ้นเวียดนามและการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

“I will return to Vietnam, to NVIDIA’s second hom […]

The post ล่องคลื่นความผันผวน สู่ฝั่งฝันแห่งโอกาสใหม่ในตลาดหุ้นเวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟแสดงการเติบโตของตลาดหุ้นเวียดนามและการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

“I will return to Vietnam, to NVIDIA’s second homeland”

Jensen Huang, CEO of NVIDIA

 

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา NVIDIA ประกาศความร่วมมือกับรัฐบาลเวียดนามในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) แห่งแรกในประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม AI สำหรับ NVIDIA พันธมิตรทางธุรกิจ นักวิจัย และสตาร์ทอัพในเวียดนาม เพื่อประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น การแพทย์ การศึกษา การขนส่ง และการเงิน

 

โดยตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา NVIDIA ได้ลงทุนในเวียดนามด้วยมูลค่ารวมกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งสนับสนุนสตาร์ทอัพด้าน AI มากกว่า 100 ราย และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยกว่า 65 แห่งทั่วประเทศ ท่ามกลางแรงผลักดันของรัฐบาลเวียดนามที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

 

NVIDIA เป็นตัวอย่างหนึ่งในบรรดาบริษัทชั้นนำระดับโลกที่เลือกลงทุนในเวียดนาม และยังมีบริษัทข้ามชาติรายใหญ่อื่นๆ เช่น Apple, Samsung และ Nike ที่เข้ามาลงทุนในประเทศนี้ นอกจากนี้ SpaceX บริษัทของ อีลอน มัสก์ ยังแสดงความตั้งใจที่จะลงทุนในเวียดนามด้วยมูลค่าสูงถึง 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายการให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเวียดนามในการก้าวเข้ามาเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนาม ดัชนี VN Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น +12.1% ในปี 2024 ที่ผ่านมา และยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในปี 2025 ดังต่อไปนี้ แม้จะอยู่ภายใต้สภาวะที่ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงเผชิญกับความผันผวนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ประการที่ 1 เศรษฐกิจเวียดนามยังคงเติบโตในระดับสูงต่อเนื่องจากปี 2024 โดยรัฐบาลตั้งเป้าเศรษฐกิจเติบโตกว่า 8% ในปี 2025 โดยจากรายงานของสำนักงานสถิติเวียดนาม (General Statistics Office: GSO) ในปี 2024 GDP เวียดนามขยายตัว +7.09%YoY โดยประมาณ สูงกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ 6.50-7.00% และมีทิศทางการเติบโตอย่างเด่นชัด โดย GDP เวียดนามขยายตัวในไตรมาสที่ 4/24 ที่ +7.55%YoY เร่งตัวจาก +7.43%YoY ในไตรมาสที่ 3/24, +7.25%YoY ในไตรมาสที่ 2/24 และ +5.98% ในไตรมาสที่ 1/24 จากแรงสนับสนุนในภาคการผลิตและการส่งออก

 

สำหรับปี 2025 สมัชชาแห่งชาติเวียดนามกำหนดเป้าหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ที่ 6.50-7.00% พร้อมกับความพยายามเพื่อให้บรรลุการเติบโตที่สูงแตะระดับ 7.00-7.50% โดยในช่วงครึ่งหลังของเดือนธันวาคม 2024 นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ ออกคำสั่งสำคัญถึงสองครั้งเกี่ยวกับการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งสั่งการให้ตั้งเป้าอัตราการเติบโตที่สูงกว่า 8% และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตั้งเป้าหมายการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลัก (Double-Digit Growth) ซึ่งต้องทำให้สำเร็จอย่างน้อยในช่วง 20 ปีข้างหน้า เพื่อให้เวียดนามกลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูง

 

ในส่วนของมุมมองจากภาคเอกชน Vietnam Investment Review ณ วันที่ 13 มกราคม 2025 ได้รวบรวมความคิดเห็นจากนักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันการเงินระดับโลก 23 แห่ง ซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามในปี 2025 จะขยายตัวเฉลี่ยที่ +6.50%YoY โดยมีการประเมินอัตราการเติบโตสูงสุดที่ +7.2%YoY จาก Fitch Solutions และต่ำสุดที่ +5.4%YoY จาก J.P.Morgan Securities ถึงแม้การคาดการณ์จะแตกต่างกันไป แต่ภาพรวมยังสะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคและทั่วโลก ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูงเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

 

ประการที่ 2 รัฐบาลเวียดนามเพิ่มงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่หนี้สาธารณะเทียบกับ GDP อยู่ในระดับต่ำ รัฐบาลเวียดนามได้ตั้งเป้าการใช้จ่ายในด้านการลงทุนและพัฒนาสำหรับปี 2025 ไว้ที่ประมาณ 3.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 30% จากเป้าหมายเดิม และเพิ่มขึ้น 16.7% จากแผนปี 2024 ที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้คาดการณ์การขาดดุลทางการคลังในปี 2024 ไว้ที่ 1.58 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.4% ของ GDP และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.91 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.8% ของ GDP ในปี 2025 การเพิ่มงบประมาณดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้าง

 

นอกจากนี้ระดับหนี้สาธารณะของเวียดนามที่ยังคงอยู่ในระดับเพียง 37% ของ GDP ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับรัฐบาลในการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโดยไม่ส่งผลกระทบต่อวินัยทางการคลัง ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจและรักษาอัตราการเติบโตได้อย่างมั่นคง แม้ในกรณีที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงหรือผลกระทบจากปัจจัยภายนอก (External Shock) ขณะเดียวกันการปฏิรูปกฎหมายสำคัญหลายฉบับมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ในปี 2025 ซึ่งรวมถึงกฎหมายที่ดิน กฎหมายการลงทุนสาธารณะ และกฎหมายการประกอบกิจการไฟฟ้า ซึ่งเราคาดว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ

 

ประการที่ 3 ตลาดหุ้นเวียดนามมีโอกาสได้รับการยกระดับจากตลาดชายขอบ (Frontier Market) เป็นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ภายในปี 2025 การแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์ของเวียดนามเพิ่มโอกาสที่ FTSE จะปรับสถานะของเวียดนามจากตลาดชายขอบเป็นตลาดเกิดใหม่ ซึ่งจากการประเมินของ Vietcap Securities คาดว่าการปรับสถานะโดย FTSE จะส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดผ่านกองทุน ETF ราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่การปรับสถานะโดย MSCI อาจดึงดูดเงินทุนเพิ่มขึ้นถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอิงจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่ปรับด้วยสัดส่วนหุ้นที่หมุนเวียน (Float-Adjusted Market Capitalization) ของ FTSE และ MSCI ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2024 พบว่าตลาดหุ้นเวียดนามคิดเป็นประมาณ 0.5% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของตลาดเกิดใหม่

 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่ยังคงกดดันตลาดหุ้นเวียดนามคือความไม่แน่นอนในการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเวียดนามที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยมูลค่าการส่งออกของประเทศคิดเป็น 81% ของ GDP โดยเวียดนามได้รับประโยชน์อย่างมากจากนโยบายการผลิต ‘China+1’ หรือการกระจายฐานการผลิตออกจากจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากจีน (Foreign Value Added) ในสินค้าส่งออกของเวียดนามที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากค่าเฉลี่ย 12% ในช่วงปี 2016-2017 เป็น 18% ในช่วงปี 2022-2023 ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย แสดงถึงบทบาทสำคัญของจีนในห่วงโซ่อุปทานการส่งออกของเวียดนาม

 

ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้กลายเป็นตลาดปลายทางที่สำคัญที่สุดสำหรับสินค้าส่งออกของเวียดนาม โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติเวียดนามระบุว่า เวียดนามมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 1.046 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024 และตามการคาดการณ์ของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (Ministry of Industry and Trade: MoIT) มูลค่าการส่งออกของเวียดนามไปยังสหรัฐฯ อาจเพิ่มขึ้นแตะ 1.197 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีเดียวกัน คิดเป็น 29.5% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสหรัฐฯ ในฐานะคู่ค้าหลักและตลาดปลายทางสำหรับสินค้าส่งออกของเวียดนาม

 

ในมุมมองของเรา ผลกระทบจากนโยบายการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์สมัยที่สองยังคงไม่ชัดเจน แต่ผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ต่อภาคการส่งออกของเวียดนามมีแนวโน้มเกิดขึ้นอย่างจำกัด แม้ว่าสินค้าส่งออกของเวียดนามบางประเภทอยู่ในห่วงโซ่การผลิตที่เกี่ยวข้องกับจีนและอาจมีผู้ผลิตจีนใช้เวียดนามเป็นช่องทางในการส่งออกสินค้า แต่เราคาดว่าสินค้าส่งออกจากเวียดนามจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าสินค้าส่งออกที่มาจากจีนโดยตรง

 

ขณะเดียวกัน เวียดนามมีการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ อีกทั้งยังเข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreements: FTAs) ถึง 20 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมประเทศคู่ค้ากว่า 50 ประเทศ โดยในจำนวนนี้มี 16 ฉบับที่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ความร่วมมือเหล่านี้ช่วยลดอุปสรรคทางการค้ากับประเทศคู่ค้า และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับความสามารถในการแข่งขันของเวียดนาม นอกจากนี้สินค้าส่งออกหลักของเวียดนาม เช่น เครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ ยังเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของพันธมิตรของสหรัฐฯ ซึ่งลดความเสี่ยงต่อการกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าวลง

 

สุดท้ายนี้ เราคาดว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของทรัมป์อาจมีการเจรจาเพื่อกำหนดข้อตกลงทางธุรกิจที่เอื้อต่อผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ หากผลกระทบจากมาตรการภาษีของทรัมป์มีอยู่อย่างจำกัดจริง เรามองว่าตลาดหุ้นเวียดนามยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูง สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งนักลงทุนไม่ควรมองข้าม

ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

The post ล่องคลื่นความผันผวน สู่ฝั่งฝันแห่งโอกาสใหม่ในตลาดหุ้นเวียดนาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
มหาเศรษฐีรวยสุด 500 คน มั่งคั่งรวมกันกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/worlds-richest-500-wealth-10-trillion-dollars/ Wed, 01 Jan 2025 03:55:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1026305 worlds-richest-500-wealth-10-trillion-dollars

กลุ่มมหาเศรษฐี 500 อันดับแรกของโลกมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ […]

The post มหาเศรษฐีรวยสุด 500 คน มั่งคั่งรวมกันกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
worlds-richest-500-wealth-10-trillion-dollars

กลุ่มมหาเศรษฐี 500 อันดับแรกของโลกมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในปี 2024 โดย อีลอน มัสก์, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก และ เจนเซน หวง นำกลุ่มมหาเศรษฐีไปสู่จุดสูงสุดใหม่ด้วยความมั่งคั่งรวมกันแตะระดับ 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

การปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความมั่งคั่งของกลุ่มนี้ เช่นเดียวกับบุคคลอื่นๆ อย่าง แลร์รี เอลลิสัน, เจฟฟ์ เบโซส์, ไมเคิล เดลล์ และผู้ร่วมก่อตั้ง Google อย่าง แลร์รี เพจ และ เซอร์เกย์ บริน โดยมหาเศรษฐีเทคโนโลยีทั้ง 8 รายนี้มีความมั่งคั่งเพิ่มรวมกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 43% จากการเพิ่มขึ้นทั้งหมดของมูลค่าความมั่งคั่ง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มหาเศรษฐี 500 อันดับแรกได้รับในปีนี้

 

มัสก์ ซึ่งถูกเรียกว่า ‘เพื่อนสนิทคนแรก’ ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นถึง 2.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจากต้นปีเป็น 4.42 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ตลาดหุ้นโดยรวมเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญ ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 24% ในปี 2024 โดยได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 รวมถึง Tesla ของมัสก์, Meta ของซักเคอร์เบิร์ก และ NVIDIA ของหวง ซึ่งทั้ง 3 บริษัทนี้มีบทบาทสำคัญในผลประกอบการของตลาด

 

ชัยชนะของทรัมป์ในการเลือกตั้งยังเพิ่มแรงกระตุ้นให้กับตลาด โดยดัชนี S&P 500 ทำสถิติสูงสุดใหม่เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2024 พร้อมการเพิ่มขึ้นสูงสุดในวันหลังการเลือกตั้งในประวัติศาสตร์

 

นอกจากนี้ สินทรัพย์ดิจิทัลก็ได้รับผลดี โดย Bitcoin ทะลุระดับ 1 แสนดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรก ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่งคั่งให้กับมหาเศรษฐีในวงการคริปโตเคอร์เรนซี เช่น ฉางเผิงจ้าว (CZ) แห่ง Binance ซึ่งมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 60% เป็น 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ความมั่งคั่งรวมของมหาเศรษฐี 500 อันดับแรกพุ่งขึ้นสูงสุด ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2024 อยู่ที่ 10.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2024 ใกล้เคียงกับ GDP ของเยอรมนี ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย รวมกันในปีที่ผ่านมา

 

ภาพ: Brandon Bell / Staff / Getty Images

 

อ้างอิง:

The post มหาเศรษฐีรวยสุด 500 คน มั่งคั่งรวมกันกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ไม่มีอนาคตสำหรับประเทศใดก็ตามที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม AI” – Jensen Huang https://thestandard.co/opinion-jensen-huang-and-ai/ Sun, 08 Dec 2024 14:47:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1016668

ไม่มีอนาคตสำหรับประเทศใดก็ตามที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานขอ […]

The post “ไม่มีอนาคตสำหรับประเทศใดก็ตามที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม AI” – Jensen Huang appeared first on THE STANDARD.

]]>

ไม่มีอนาคตสำหรับประเทศใดก็ตามที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม AI

 

มุมมองของ Jensen Huang ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NVIDIA ภายในงาน ‘AI Vision for Thailand’ The First Step for Thailand Sovereign AI

 

โดยงานนี้คือการผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางแห่งนวัตกรรม AI ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจาก SIAM.AI Cloud ก้าวขึ้นมาเป็น NVIDIA Cloud Partner (NCP) รายแรกของประเทศที่เป็นเจ้าของโดยคนไทย

 

“วันนี้ประเทศไทยยืนอยู่บนเส้นทางที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม การขยายความสนใจไปสู่การประยุกต์ใช้ AI ที่มอบโอกาสให้เราในการก้าวขึ้นมาเป็นพลังใหม่บนเวทีโลก ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนให้กับเยาวชนไทยบนเวทีโลก แทนที่จะนำเข้าบุคลากรจากต่างประเทศ” รัตนพล วงศ์นภาจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SIAM.AI Cloud กล่าวด้วยความยินดี

 

🟡 มุมมองของ Jensen Huang ต่ออุตสาหกรรม AI ของประเทศไทย

 

Jensen Huang กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดอนาคตทางเทคโนโลยีของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยผลักดันการพัฒนานวัตกรรม AI ด้วยการใช้ประโยชน์จาก GPU อันล้ำสมัยของ NVIDIA อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

อีกทั้งจะช่วยเร่งการพัฒนาทางดิจิทัลและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับประเทศไทยอย่างยั่งยืน ผ่านการวางรากฐานของอุตสาหกรรม AI 

 

Jensen Huang แสดงความประทับใจว่า ในปัจจุบันประเทศที่ให้ความสำคัญกับการเริ่มต้นวางรากฐานของอุตสาหกรรม AI ให้กับประเทศของตัวเองนั้นมีอยู่เพียงแค่ประมาณ 20 ประเทศเท่านั้น ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่ริเริ่มการวางรากฐานนี้ผ่านการลงทุนของ SIAM.AI Cloud 

 

นอกจากนี้เขายังเปิดเผยอีกว่า ทาง NVIDIA นั้นเริ่มต้นเป็นพาร์ตเนอร์กับมหาวิทยาลัยไทยกว่า 40 แห่ง รวมถึงสตาร์ทอัพสัญชาติไทยกว่า 60 แห่ง เพื่อปูพื้นฐานของเทคโนโลยี AI ให้กับคนไทยในอนาคตนั่นเอง

 

🟡 Sovereign AI สำคัญต่อประเทศไทยอย่างไร

 

“ไม่มีอนาคตสำหรับประเทศใดก็ตามที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานของ AI” Jensen Huang กล่าว

 

โลกที่พวกเราอยู่ในทุกวันนี้ กำลังอยู่ในช่วงจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเทคโนโลยี ซึ่งทุกคนจำเป็นต้องลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ประจำชาติของตนเอง โดยมีหลักสำคัญ 3 ประการด้วยกัน

 

  1. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ซึ่งจะทำให้ทุกคนเริ่มต้นจากจุดศูนย์กลางเดียวกันอย่างเท่าเทียม ทำให้นี่เป็นโอกาสที่เท่าเทียมสำหรับทุกประเทศในการผลักดันตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยี AI

 

  1. AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางสังคม โดยจะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของอุตสาหกรรมต่างๆ ในอนาคต เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมพลังงาน การเริ่มวางโครงสร้างพื้นฐานของ AI ในวันนี้จะนำไปสู่ประชาชนชาวไทยทุกคนที่จะสามารถเข้าถึง AI ได้อย่างง่ายดาย 

 

  1. เหมือนดั่งที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งก่อนได้นำมาสู่จุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมพลังงาน ขณะนี้อุตสาหกรรม AI จะสร้างสิ่งใหม่ที่เรียกว่า ‘สติปัญญา’ (Intelligence) ซึ่งอาจมองไม่เห็นด้วยตาแต่สามารถใช้ประโยชน์ได้ นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงโลก

 

ดังนั้น ‘ข้อมูลของคนไทย’ เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการเป็นเจ้าของ Sovereign AI สำหรับประเทศไทย ดังนั้นการเก็บเกี่ยวข้อมูล (Harvest) และการประมวลผลข้อมูล (Process) โดยคนไทย คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้าง AI ที่เป็นของไทยอย่างแท้จริง

 

เช่นเดียวกันกับ NVIDIA ที่มีพนักงานน้อยมาก (ไม่ถึง 30,000 คน) เมื่อเทียบกับบริษัทที่มีมูลค่าใกล้เคียงกัน แต่องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ NVIDIA ประสบความสำเร็จ คือการทำงานร่วมกันของคนทำงานที่เป็นมนุษย์และ AI ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

หลักการนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี การสร้างความเป็นเจ้าของ และการพัฒนาขีดความสามารถภายในประเทศ โดยใช้ข้อมูลดิจิทัลที่มีอยู่เป็นทุนในการพัฒนา AI ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะของประเทศไทยอย่างแท้จริง

 

🟡 ก้าวสำคัญสู่อนาคตของประเทศไทยและ SIAM.AI Cloud

 

รัตนพล วงศ์นภาจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SIAM.AI Cloud กล่าวว่า “ด้วยคำแนะนำจาก NVIDIA เรามีเทคโนโลยีที่จะแข่งขันในสนามปัญญาประดิษฐ์ เราสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังที่สุดของประเทศไทย และเรายังไม่หยุดเพียงเท่านี้ เดือนหน้าเราจะติดตั้งคลัสเตอร์ที่ทรงพลังยิ่งขึ้นโดยใช้ H200”

 

“ภายในปีหน้า SIAM.AI Cloud และพันธมิตรศูนย์ข้อมูลของเราจะอัปเกรดไปสู่สถาปัตยกรรมการระบายความร้อนแบบของเหลวความหนาแน่นสูง เรากำลังเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต”

 

SIAM.AI Cloud ช่วยให้พันธมิตรเร่งการฝึกอบรมต่างๆ รวดเร็วขึ้น 10 เท่า OpenThaiGPT 1.0 เคยใช้เวลาฝึกอบรม 50 วัน แต่ตอนนี้ใช้เวลาเพียง 5 วัน ซึ่งประหยัดกำลังคนและต้นทุนการคำนวณอย่างมหาศาล

 

ด้วยเทคโนโลยีนี้เราสามารถเร่งการถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อการวินิจฉัยโรคร้ายต่างๆ จากสิ่งที่เคยใช้เวลาหลายเดือนตอนนี้ใช้เวลาเพียง 3 นาที 

 

ดังนั้นผ่านความเชี่ยวชาญ ความรู้ และปัญญา เพื่อสร้าง ‘สติปัญญาอธิปไตย’ ของประเทศไทย คือสิ่งที่ควรค่าแก่การลงทุน พัฒนา และส่งต่อให้กับลูกหลานของพวกเราทุกคน

 

ท้ายที่สุดนี้ SIAM.AI Cloud ไม่เพียงมุ่งมั่นยกระดับความสามารถด้าน AI ของประเทศ แต่ยังต้องการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมในภูมิภาค ด้วยการสนับสนุนจาก NVIDIA จะเร่งการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยยังคงอยู่แนวหน้าของการปฏิวัติ AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

นอกจากนี้ภายในงานครั้งนี้มี Key Project Showcase ที่แสดงนวัตกรรมล้ำสมัยที่พัฒนาโดย SIAM.AI Cloud ไม่ว่าจะเป็น Siam GPT Tourism Chatbot และ Siam GPT Emergency Response Solution

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญภายในงานคือการเซ็น MOU ระหว่างองค์กรต่างๆ ของประเทศไทยที่เล็งเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยี AI ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น True IDC (CPG), GSA (GULF), มหาวิทยาลัยมหิดล, DAMAC Data Centres และ ST Telemedia Global Data Centres 

 

โดยการร่วมมือกันระหว่าง SIAM.AI Cloud และ NVIDIA ในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างโอกาสใหม่ที่สำคัญสำหรับประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างงานที่มีมูลค่าสูง การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาภายในประเทศ และการลดการพึ่งพาบริการเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

 

มองไปข้างหน้า ประเทศไทยกำลังวางตำแหน่งตนเองให้เป็นศูนย์กลาง AI ที่สำคัญภายใน ASEAN โดยโครงการนี้รวบรวมองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานระดับโลก พันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับสถาบันต่างๆ และโครงการพัฒนาบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ จุดประสงค์หลักคือการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศไทย ควบคู่ไปกับการธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยทางเทคโนโลยีนั่นเอง

The post “ไม่มีอนาคตสำหรับประเทศใดก็ตามที่ไม่มีโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรม AI” – Jensen Huang appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมบรรยากาศงาน AI Vision for Thailand SIAM.AI Cloud พาร์ตเนอร์ NVIDIA [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/ai-vision-thailand-nvidia-siam-ai/ Fri, 06 Dec 2024 12:00:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1016537

THE STANDARD พาไปชมบรรยากาศ AI Vision for Thailand ซึ่ง […]

The post ชมบรรยากาศงาน AI Vision for Thailand SIAM.AI Cloud พาร์ตเนอร์ NVIDIA [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

THE STANDARD พาไปชมบรรยากาศ AI Vision for Thailand ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา เปรียบเสมือนก้าวแรกของประเทศไทยที่จะพัฒนา Sovereign AI ของประเทศ ผ่านความร่วมมือกันของสองบริษัทอย่าง SIAM.AI Cloud และ NVIDIA 

 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานในครั้งนี้คือ Jensen Huang ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง NVIDIA ที่มาร่วมงานด้วยตัวเอง พร้อมกับร่วมพูดคุยแบบ Fireside Chat กับ รัตนพล วงศ์นภาจันทร์ ผู้บริหารสูงสุดของ SIAM.AI Cloud เกี่ยวกับอนาคตของการพัฒนาเทคโนโลยี AI ในไทย

 

บรรยากาศงาน AI Vision for Thailand SIAM.AI Cloud

 

ในฐานะที่เป็น NVIDIA Cloud Partner (NCP) เจ้าแรกที่เจ้าของเป็นคนไทย บริษัท สยาม เอไอ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ประกาศความร่วมมือกับบริษัท NVIDIA ในการพัฒนาระบบ Ecosystem ด้านเทคโนโลยี AI ของไทย ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่

 

  1. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ขั้นสูง: การนำสถาปัตยกรรมอย่าง NVIDIA’s Cutting-Edge AI มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนากลุ่มงานด้าน AI
  2. การพัฒนาทักษะและการสร้างอาชีพ: การพัฒนาความสามารถทางด้านโปรแกรมต่างๆ การสร้างอาชีพและโอกาสใหม่ๆ ในการทำงานร่วมกับ AI
  3. การสร้างความร่วมมือ: การสร้างความร่วมมือกับหลายภาคส่วนของประเทศ รวมถึงสตาร์ทอัพภายในประเทศ, SMEs, มหาวิทยาลัย และหน่วยงานรัฐบาล
  4. การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบโครงสร้างพื้นฐาน: การสร้างความร่วมมือกับศูนย์ข้อมูลอันดับต้นๆ ของประเทศ เพื่อยกระดับความสามารถในการประมวลผลข้อมูล

 

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI

 

เทคโนโลยี AI ที่กำลังพัฒนาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้หุ่นยนต์ที่เคลื่อนไหวได้อัตโนมัติจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ

 

Jensen Huang ลงนามความร่วมมือกับ SIAM.AI Cloud

 

Jensen Huang ลงนามความร่วมมือกับ SIAM.AI Cloud ซึ่งหัวใจสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้คือการนำชิป NVIDIA H100 GPU มาร่วมพัฒนา AI ในไทย ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านศักยภาพการประมวลผล AI ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

 

โดยโครงสร้างพื้นฐานนี้มาพร้อมกับแพลตฟอร์ม NVIDIA AI แบบครบวงจร รวมถึงซอฟต์แวร์ NVIDIA AI Enterprise และแผนการขยายไปสู่ GPU รุ่นถัดไป NVIDIA H200 Tensor Core และ NVIDIA GB200 Grace Blackwell Superchip

 

Jensen Huang

 

นอกจากมาลงนามความร่วมมือกับ SIAM.AI Cloud แล้ว Jensen Huang ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง NVIDIA ได้ร่วมสนทนาบนเวที พร้อมกล่าวว่า “NVIDIA มาเพื่อช่วยประเทศไทยพัฒนา Thai AI” 

 

Jensen เน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเทคโนโลยี AI คือข้อมูล ซึ่งประเทศไทยควรใช้ข้อมูลของตัวเองเพื่อสร้าง Sovereign AI ของตัวเอง 

 

Jensen กล่าวอีกว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า เทคโนโลยี AI จะถูกใช้แพร่หลายไปทุกที่ ขณะที่ปัจจุบันประเทศที่ให้ความสำคัญกับการเริ่มต้นวางรากฐานของอุตสาหกรรม AI ให้กับประเทศของตัวเองนั้นมีอยู่เพียงแค่ประมาณ 20 ประเทศเท่านั้น ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศอันดับต้นๆ ที่ริเริ่มการวางรากฐานนี้ผ่านการลงทุนของ SIAM.AI Cloud 

 

SIAM.AI Cloud

 

ภายในงานยังมี Showcase จากทาง SIAM.AI Cloud เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมา ไปปรับใช้กับอุตสาหกรรมต่างๆ และหนึ่งในนั้นคืออุตสาหกรรมท่องเที่ย

 

ภายในงานยังมี Showcase จากทาง SIAM.AI Cloud

 

อีกหนึ่ง Showcase คือ AI ที่ถูกนำไปปรับใช้กับวงการแพทย์ อย่างเรื่องของการให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับอุบัติเหตุฉุกเฉิน

 

ทักษิณ

 

นอกจากผู้คนในแวดวงเทคโนโลยี AI งานในครั้งนี้ยังมีผู้คนในแวดวงธุรกิจเข้าร่วมงานจำนวนมาก เช่น ทักษิณ ชินวัตร, ธนินท์ เจียรวนนท์ และ สารัชถ์ รัตนาวะดี

 

Mahidol x SIAM.AI Cloud

 

Mahidol x SIAM.AI Cloud บุกเบิกความก้าวหน้าทางการแพทย์ด้วย AI – พลิกโฉมการค้นคว้ายา การถอดรหัสจีโนม และการแพทย์เฉพาะบุคคล ด้วยเทคโนโลยีของ NVIDIA โดยมีเป้าหมายในการสร้างประเทศไทยให้เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการแพทย์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

True IDC x SIAM.AI Cloud

 

True IDC x SIAM.AI Cloud พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ล้ำสมัยและบริการ GPU-as-a-Service เพื่อเร่งศักยภาพของภาครัฐและงานวิจัยในประเทศไทย ทำให้การเข้าถึงการประมวลผล AI ขั้นสูงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้สำหรับทุกคน และส่งเสริมนวัตกรรมในภาครัฐ การศึกษา และสถาบันวิจัย

 

GSA x SIAM.AI Cloud

 

GSA x SIAM.AI Cloud โครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลระดับองค์กรเพื่อสนับสนุนบริการ AI รุ่นใหม่ของ SIAM.AI Cloud โดยมอบฐานรากที่มั่นคงสำหรับระบบนิเวศ AI ของประเทศไทย พร้อมรับประกันทรัพยากรการประมวลผลที่เชื่อถือได้ ปลอดภัย และขยายตัวได้สำหรับธุรกิจทั่วประเทศ

 

DAMAC x SIAM.AI Cloud

 

DAMAC x SIAM.AI Cloud ร่วมสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI Cloud ที่ล้ำหน้าที่สุดในประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยีจาก NVIDIA ในศูนย์ข้อมูลระดับโลกของ DAMAC เพื่อให้ธุรกิจและองค์กรทั่วประเทศสามารถเข้าถึงทรัพยากรการประมวลผล AI ขั้นสูง และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

 

STT GDC x SIAM AI

 

STT GDC x SIAM AI สร้างห้องปฏิบัติการระบายความร้อนด้วยของเหลวแห่งแรกในประเทศไทยสำหรับการประมวลผล AI ประสิทธิภาพสูง พร้อมกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการประมวลผลขั้นสูงที่เพิ่มขึ้นของประเทศ

 

The post ชมบรรยากาศงาน AI Vision for Thailand SIAM.AI Cloud พาร์ตเนอร์ NVIDIA [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>