JD.com Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/jd-com/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 19 Aug 2024 10:38:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 รายได้ของ Alibaba และ JD.com ที่ชะลอตัว ตอกย้ำภาวะเศรษฐกิจจีนที่กำลังย่ำแย่ https://thestandard.co/alibaba-jd-com-slow-income-reflect-china-economy/ Mon, 19 Aug 2024 10:38:29 +0000 https://thestandard.co/?p=972842 Alibaba

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (15 สิงหาคม) Alibaba และ JD.com […]

The post รายได้ของ Alibaba และ JD.com ที่ชะลอตัว ตอกย้ำภาวะเศรษฐกิจจีนที่กำลังย่ำแย่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Alibaba

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (15 สิงหาคม) Alibaba และ JD.com แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของประเทศจีน รายงานผลประกอบการที่ชะลอตัวลง ตอกย้ำถึงกำลังซื้อชาวจีนที่ลดลงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศ

 

ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วนรายได้จากจีนเองก็รายงานผลประกอบการในจีนที่อ่อนตัวลงเช่นกัน

 

สิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2024 รายได้ของ Alibaba จากค่าคอมมิชชันของผู้ขายและโฆษณาบนแพลตฟอร์มเหลือเติบโตแค่เพียง 1% จากไตรมาสก่อนหน้าที่เคยทำได้ 5%

 

มูลค่าการซื้อขายบนแพลตฟอร์ม (GMV) ในเครืออย่าง Taobao และ Tmall ก็เติบโตเพียงตัวเลขหลักเดียวจากที่เคยเติบโตระดับตัวเลขสองหลักในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้ยอดขายลดลงราว 1%

 

ด้าน JD.com ณ สิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2024 มูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ยก็ลดลงจากปีก่อนหน้าเช่นกัน ซึ่งทางบริษัทได้ชี้ว่าเป็นผลจากกำลังการจับจ่ายใช้สอยที่ซบเซา

 

Jasmine Bai นักวิเคราะห์จาก Haitong International Securities Group กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ในวันศุกร์ที่ผ่านมา (16 สิงหาคม) ว่า ผู้บริโภคทุกฐานรายได้ในจีนกำลังมองหาสินค้าที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

 

ในขณะที่การแข่งขันของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในจีนก็ดุเดือดขึ้นด้วยเช่นกัน โดย Pinduoduo และ Douyin ก็เน้นการขายสินค้าราคาถูกแข่งกับ Alibaba และ JD.com

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก Nomura เผยว่า ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมายอดการเติบโตด้าน GMV ของ Douyin ก็ชะลอตัวเป็นอย่างมาก และอาจพลาดเป้า 30% ที่เคยตั้งเป้าหมายไว้

 

อ้างอิง:

The post รายได้ของ Alibaba และ JD.com ที่ชะลอตัว ตอกย้ำภาวะเศรษฐกิจจีนที่กำลังย่ำแย่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TikTok รุกหนักตลาดอีคอมเมิร์ซ หวังดันยอดขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโตสี่เท่าตัว สู่ระดับ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ https://thestandard.co/tiktok-20-billion-e-commerce/ Thu, 08 Jun 2023 05:13:11 +0000 https://thestandard.co/?p=800662

TikTok แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียภายใต้บริษัท ByteDance Ltd […]

The post TikTok รุกหนักตลาดอีคอมเมิร์ซ หวังดันยอดขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโตสี่เท่าตัว สู่ระดับ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

TikTok แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียภายใต้บริษัท ByteDance Ltd. ตั้งเป้าที่จะเพิ่มมูลค่ายอดขายสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซบนแพลตฟอร์มของตัวเองทั่วโลก สู่ระดับ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพิ่มขึ้น 4 เท่าตัวจากปัจจุบัน โดยแรงหนุนจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

เป้าหมายที่วางไว้ของ TikTok หากทำได้จริงจะเป็นการเติบโตอย่างรวดเร็วจากปีก่อนที่มียอดขายรวมประมาณ 4.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นยอดขายสินค้าผ่าน TikTok Shop โดยตลาดสำคัญของ TikTok ในปัจจุบันคืออินโดนีเซีย ซึ่งอินฟลูเอ็นเซอร์หลายรายเลือกจะขายสินค้า เช่น กางเกงยีนส์หรือลิปสติก ผ่านการไลฟ์บนแพลตฟอร์ม

 

TikTok ยังได้พยายามที่จะขยายตลาดในสหรัฐฯ และยุโรปด้วยเช่นกัน แม้ว่าตลาดเหล่านี้จะมีสัดส่วนไม่มากจากเป้าหมาย 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ปัจจุบัน TikTok ซึ่งถือเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก พยายามที่จะกระโดดเข้ามาชิงเค้กของตลาดอีคอมเมิร์ซมูลค่า 17 ล้านล้านดอลลาร์ หลังจากที่แหล่งรายได้หลักอย่างโฆษณาส่งสัญญาณว่าจะถูกกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

 

สำหรับ TikTok Shop นั้นเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อสินค้าได้ในระหว่างที่กำลังเลื่อนดูคลิปต่างๆ ภายในแอปพลิเคชัน โดยหวังว่าผู้บริโภคจะใช้แพลตฟอร์มของตัวเองเป็นอีกหนึ่งทางเลือกจาก Amazon.com และ Shopee ด้วยโมเดลดังกล่าวช่วยให้ TikTok สามารถชิงส่วนแบ่งการใช้จ่ายของผู้บริโภคจาก Alibaba Group Holding และ JD.com มาได้ในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงระหว่างการล็อกดาวน์โควิดในจีน

 

อย่างไรก็ตาม TikTok Shop ยังคงมีสัดส่วนไม่มากนักต่อรายได้ของ ByteDance ที่ทำได้ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ และเมื่อเทียบกับ Sea Group ซึ่งมียอดขายสินค้าผ่านออนไลน์รวม 7.35 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อปีก่อน ก็ยังค่อนข้างห่างไกล

 

ข้อมูลในปี 2021 และ 2022 ระบุว่า TikTok เป็นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ผู้ใช้งานใช้เวลาบนแพลตฟอร์มมากที่สุดในสหรัฐฯ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 22.8 ชั่วโมงต่อเดือน และเพิ่มเป็น 28.7 ชั่วโมงต่อเดือน ตามลำดับ ส่วนรองลงมาคือ Facebook เฉลี่ย 16.8 ชั่วโมงต่อเดือน และลดลงมาเหลือ 15.5 ชั่วโมงต่อเดือน ในปี 2022

 

อ้างอิง:

The post TikTok รุกหนักตลาดอีคอมเมิร์ซ หวังดันยอดขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มโตสี่เท่าตัว สู่ระดับ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทคจีนฟื้นคืนชีพ! ทางการจีนไฟเขียวให้บริษัทลูก Alibaba และ JD.com เสนอขายหุ้น IPO เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2021 https://thestandard.co/alibaba-jd-com-ipo-since-2021/ Fri, 31 Mar 2023 12:14:53 +0000 https://thestandard.co/?p=771528

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Alibaba และ JD.com […]

The post เทคจีนฟื้นคืนชีพ! ทางการจีนไฟเขียวให้บริษัทลูก Alibaba และ JD.com เสนอขายหุ้น IPO เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Alibaba และ JD.com เตรียมนำบริษัทลูกเปิดตัวสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยประกาศเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก จุดประกายให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีจีนและตลาดหุ้นฮ่องกงมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

 

Cainiao Network Technology ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจด้านโลจิสติกส์ของ Alibaba ได้เริ่มหารือกับธนาคารถึงความเป็นไปได้ในการเสนอขายหุ้น IPO เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ในวันพฤหัสบดี (30 มีนาคม) บริษัทลูก 2 แห่งของ JD.com ได้ยื่นเสนอขายหุ้นเป็นครั้งแรก แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องรายงานว่าทั้ง 3 บริษัทอาจระดมทุนรวมกันแล้วมีมูลค่าประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ 

 

การเคลื่อนไหวดังกล่าวจุดประกายความหวังว่าทางการจีนซึ่งมีความต้องการที่จะกอบกู้เศรษฐกิจจีนกำลังปลดปล่อยภาคเอกชนให้เป็นอิสระ และอนุญาตให้บริษัทยักษ์ใหญ่ทำธุรกิจและระดมทุนได้อีกครั้ง 

 

Alibaba เริ่มต้นสัญญาณแรกด้วยการแบ่งโครงสร้างธุรกิจออกเป็น 6 หน่วยงาน ที่สามารถนำธุรกิจหลายแห่งรวมถึง Cainiao ระดมทุนสู่สาธารณะได้เป็นครั้งแรก นับเป็นการบรรลุจุดมุ่งหมายของรัฐบาลจีนที่ต้องการให้ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีลดอิทธิพลที่มีต่อเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถปลดล็อกมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้แก่บริษัทและประเทศ

 

การคืนชีพของหุ้นเทค IPO จีนยุติความถดถอยตลอดทั้งปีที่เกิดขึ้น หลังจากที่หน่วยงานกำกับดูแลยกเลิกการเสนอขายหุ้น IPO ที่ใหญ่เป็นประวัติการณ์อย่าง Ant Group หนึ่งในธนาคารเพื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในโลก ธุรกิจนี้แห้งเหี่ยวไปตั้งแต่ปี 2021 เมื่อทางการจีนเริ่มกีดกันภาคอินเทอร์เน็ตตั้งแต่อีคอมเมิร์ซไปจนถึงเกม และเพิ่มข้อกำหนดที่รัดกุมสำหรับการจดทะเบียนในต่างประเทศ

 

Willer Chen นักวิเคราะห์อาวุโสของ Forsyth Barr Asia กล่าวว่า สำหรับบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการกระจายตัวของหน่วยธุรกิจสามารถเพิ่มผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น ปลดล็อกมูลค่าของบริษัท และคลายความกังวลด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการผูกขาด ตอนนี้สภาพแวดล้อมดูเหมือนจะเป็นมิตรกับนักลงทุนมากขึ้น ซึ่งสมเหตุสมผลสำหรับบริษัทลูกของเทคยักษ์ใหญ่ที่มีธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีเงินสดเพียงพอต่อการพิจารณาเสนอขายหุ้น IPO

 

ทั้งนี้ยังมีรายชื่อบริษัทเทคโนโลยีของจีนอีกจำนวนหนึ่งที่ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนในฮ่องกงเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แก่ Lalatech Holdings ยักษ์ใหญ่ด้านโลจิสติกส์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอีกรายในจีน, แอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย Soulgate และแอปฟิตเนส Keep อีกทั้งยังมีบริษัทลูกของ ByteDance เจ้าของแอป TikTok ที่กำลังเตรียมเสนอขายในอีกไม่ช้านี้ นี่จึงเป็นสัญญาณว่าภาคเทคโนโลยีจีนกำลังกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในตลาดโลกอีกครั้ง


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


อ้างอิง:

The post เทคจีนฟื้นคืนชีพ! ทางการจีนไฟเขียวให้บริษัทลูก Alibaba และ JD.com เสนอขายหุ้น IPO เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2021 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สมรภูมิอีคอมเมิร์ซจีนแข่งเดือด! JD.com ทุ่ม 1.5 พันล้านดอลลาร์ งัดกลยุทธ์ราคาถูก พร้อมเปิดตัวแคมเปญใหม่จับลูกค้า หวังแซงหน้าคู่แข่ง Pinduoduo รายใหญ่ในจีน https://thestandard.co/china-e-commerce-battle-heats-up/ Tue, 21 Feb 2023 08:31:55 +0000 https://thestandard.co/?p=753420

JD.com ทุ่ม 1.5 พันล้านดอลลาร์ งัดกลยุทธ์ราคาถูก พร้อมเ […]

The post สมรภูมิอีคอมเมิร์ซจีนแข่งเดือด! JD.com ทุ่ม 1.5 พันล้านดอลลาร์ งัดกลยุทธ์ราคาถูก พร้อมเปิดตัวแคมเปญใหม่จับลูกค้า หวังแซงหน้าคู่แข่ง Pinduoduo รายใหญ่ในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>

JD.com ทุ่ม 1.5 พันล้านดอลลาร์ งัดกลยุทธ์ราคาถูก พร้อมเปิดตัวแคมเปญใหม่จับลูกค้า เริ่มต้นเดือนมีนาคม 2023 หวังแซงหน้าคู่แข่ง Pinduoduo รายใหญ่ในจีน แม้อีกด้านจะเป็นดาบสองคมที่อาจกระทบรายได้และกำไรก็ตาม 

 

SCMP รายงานว่า JD.com อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เตรียมใช้งบประมาณ 10 พันล้านหยวน (1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อใช้เปิดตัวแคมเปญใหม่ ครอบคลุมทั้งร้านค้าออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมระบบหลังบ้าน โดยจะเริ่มแคมเปญในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2023
 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ทั้งนี้แผนดังกล่าวมีผลมาจากการปรับกลยุทธ์ด้านราคาที่ผิดพลาดของ ริชาร์ด หลิว ผู้ก่อตั้งบริษัท เมื่อปีที่ผ่านมา และถือเป็นการใช้งบในการตลาดครั้งแรก หลังจาก ริชาร์ด หลิว เข้ากุมบังเหียนอาณาจักรของเขาอีกครั้ง หลังได้ยุติคดีข่มขืนในอเมริกา

 

ริชาร์ด หลิว ผู้ก่อตั้ง JD.com กล่าวว่า กลยุทธ์ด้านราคาที่เข้าถึงง่าย นับเป็นอาวุธสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเราประสบความสำเร็จในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้นก็เพื่อเพิ่มขีดการแข่งขันกับคู่แข่งอย่าง Pinduoduo อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดในจีนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

 

ทั้งนี้แม้ว่า JD.com จะมีฐานลูกค้าที่อยู่ในระดับสูงกว่า แต่เครือข่ายก็ไม่ครอบคลุมมาก ถ้าเทียบกับ Pinduoduo ที่สามารถสร้างรายได้ในเมืองเล็กๆ ในประเทศจีนได้ โดยที่ผ่านมาจะเห็นว่า Pinduoduo ได้ทุ่มงบเปิดตัวโครงการสนับสนุนร้านค้า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและรองรับผู้บริโภคมีแนวโน้มอ่อนไหวในเรื่องของราคาอย่างต่อเนื่อง

 

Zhuang Shuai ผู้ก่อตั้งและหัวหน้านักวิเคราะห์ของ Bailian ที่ปรึกษาด้านอีคอมเมิร์ซ ระบุว่า การลงทุนดังกล่าวของ JD.com  อาจช่วยกระตุ้นตลาดอีคอมเมิร์ซให้เติบโตได้ และมองว่าการเติบโตของ JD.com ต่อจากนี้จะถูกขับเคลื่อนด้วยตลาดแมสเป็นหลัก 

 

แต่สิ่งที่น่ากังวล หลังจาก JD.com และ Pinduoduo เดินหน้าแข่งขันกันด้วยราคาอย่างหนัก เพราะต้องการตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีนที่สนใจสินค้าราคาถูก

 

แต่อีกด้านก็เป็นดาบสองคมที่จะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจมีผลต่อรายได้และกำไรของทั้งสองบริษัทในอนาคตได้เช่นกัน 

 

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าในช่วงแรกๆ Pinduoduo ขาดทุนอย่างมาก รวมถึงในปี 2022 แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในจีนกว่า 89 แห่งได้ปิดตัวลง จากผลกระทบของโควิดทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซซบเซาลงอย่างหนัก

 

อ้างอิง:

The post สมรภูมิอีคอมเมิร์ซจีนแข่งเดือด! JD.com ทุ่ม 1.5 พันล้านดอลลาร์ งัดกลยุทธ์ราคาถูก พร้อมเปิดตัวแคมเปญใหม่จับลูกค้า หวังแซงหน้าคู่แข่ง Pinduoduo รายใหญ่ในจีน appeared first on THE STANDARD.

]]>
JD.com พลาดตรงไหน? เปิดเหตุผลสู่การ ‘ปิดธุรกิจอีคอมเมิร์ซ’ ในไทยและอินโดนีเซีย ที่ไม่ได้เป็นเพราะการขายขาดทุนเท่านั้น! https://thestandard.co/jd-com-richard-liu/ Thu, 02 Feb 2023 08:07:11 +0000 https://thestandard.co/?p=745282 JD.com

ย้อนไปเมื่อช่วงเปิดปีกระต่าย ทางสำนักข่าว South China M […]

The post JD.com พลาดตรงไหน? เปิดเหตุผลสู่การ ‘ปิดธุรกิจอีคอมเมิร์ซ’ ในไทยและอินโดนีเซีย ที่ไม่ได้เป็นเพราะการขายขาดทุนเท่านั้น! appeared first on THE STANDARD.

]]>
JD.com

ย้อนไปเมื่อช่วงเปิดปีกระต่าย ทางสำนักข่าว South China Morning Post รายงานไว้เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2023 ว่า ริชาร์ด หลิว (Richard Liu) หรือ หลิวเซียงตง มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง JD.com นั้นพยายามกลับมาคุมงานในอาณาจักรอีคอมเมิร์ซของบริษัทอีกครั้ง โดยมีการตำหนิผู้บริหารว่าทำผลงานได้ไม่ดี จนทำให้การเติบโตช้าลงชัดเจน 

 

ข่าวนี้สวนทางกับท่าทีเก็บตัวไม่ออกสื่อของ ริชาร์ด หลิว โดยเฉพาะการบรรยายว่า Richard Liu ได้ ‘ร่ายยาว’ สั่งสอนผู้บริหารที่เข้าร่วมประชุมนาน 1.5 ชั่วโมง พร้อมกับขู่จะไล่ออกสำหรับใครที่มีผลงานย่ำแย่ แถมยังโจมตีการใช้สไลด์ PowerPoint สวยเก๋ของผู้บริหาร ว่าทำเพื่อปกปิดความไร้ความสามารถในการทำงาน

 

รายงานระบุว่า Richard Liu เคลื่อนไหวเช่นนี้ในการประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ 2 ครั้งระหว่างเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 2022 โดย Liu วิจารณ์ผู้บริหาร JD.com ว่าบางคนเป็น ‘คนโกหก’ และมีเพียงครึ่งเดียวที่พูดความจริง ซึ่งแม้จะไม่ได้ระบุชื่อบุคคลใดโดยเฉพาะ แต่แหล่งข่าวไม่เปิดเผยนามยอมรับว่ามีการโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงใน JD.com ซึ่งแต่เดิมมีรองประธานประมาณ 40 คน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

รายงานนี้ทำให้หลายคนนึกภาพออกถึงความกดดันที่มีต่อผู้บริหาร JD.com รายงานของ South China Morning Post ยังระบุว่า Liu วิจารณ์ศักยภาพของบริษัท JD Digits (เดิมชื่อ JD Technology) ว่าไร้ประสิทธิภาพ 

 

เรื่องนี้สร้างแรงกดดันต่อ Li Yayun ประธานเจ้าหน้าที่บริหารซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกำกับดูแลของ JD.com ก่อนที่จะรับตำแหน่งหัวหน้า JD Digits ด้วยในปี 2021 ซึ่งไม่เพียงเป็นเวลาเดียวกับที่รัฐบาลจีนออกกฎระเบียบดูแลธุรกิจออนไลน์ซึ่งเข้มงวดมากขึ้น แต่ยังเป็นช่วงไม่นานหลังจากการยกเลิกการขาย IPO ของ JD.com

 

อด IPO ทำสายป่านสั้น?

คำถามว่าทำไม JD.com ต้องปิดธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งในไทยและอินโดนีเซีย? อาจจะตอบได้ด้วยการย้อนไปมองวิกฤตที่ JD.com ถูกทำลายโอกาสระดมทุนจากการขาย IPO ที่สหรัฐอเมริกา 

 

 

เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อยกับคดีที่ Liu ถูกกล่าวหาข้อหาข่มขืนในสหรัฐฯ ซึ่งแม้จะมีการไกล่เกลี่ยสำเร็จเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2022 ก่อนกำหนดการขาย IPO เพียง 2 วัน แต่ข่าวที่ออกมาทำให้เกิดกระแสต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศที่รุนแรง ส่งให้ JD.com ตกที่นั่งลำบาก และตัดสินใจยกเลิกแผน IPO ในที่สุด

 

คดีที่ Liu ถูกกล่าวหาข้อหาข่มขืนในสหรัฐฯ นั้นได้รับความสนใจจากนานาชาติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบกฎหมายภายในของจีนทำให้ผู้หญิงไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้เต็มที่ แต่คู่กรณีของ Richard Liu ชื่อ ‘Jingyao Liu’ นั้นแจ้งความกับตำรวจในรัฐมินนิโซตาตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งขณะนั้นเธอเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยมินนิโซตา ว่า Richard Liu ได้ข่มขืนเธอหลังรับประทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารในมินนิแอโปลิส

 

Richard Liu นั้นปฏิเสธข้อกล่าวหาของ Liu Jingyao อย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี และยืนยันว่าเหตุการณ์วันนั้นเป็นการสมยอม จนกระทั่งยอมจบคดีในตุลาคม 2022 เป็นเวลา 2 วันก่อนกำหนด IPO

 

เวลานั้นไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงระหว่างทั้งคู่ มีเพียงข้อมูลจากฝั่ง Liu Jingyao ที่ได้เรียกร้องค่าเสียหายอย่างน้อย 50,000 ดอลลาร์ บวกกับค่าเสียหายเพิ่มเติมในคดีความ แม้ว่าคดีนี้จะจบลงแล้ว แต่กระแสต่อต้านการล่วงละเมิดยังคงคุกรุ่น เห็นได้ชัดบน Weibo แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ของจีนที่พบว่ามีข้อมูลติดแฮชแท็กข่าวนี้ถูกรับชมถึง 86 ล้านครั้ง ส่วนหนึ่งเพราะความที่ Richard Liu เป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดของจีน และบริษัทที่เขาก่อตั้งในปี 1998 ได้เติบโตขึ้นเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุด 

 

กระแสข่าวฉาวได้ทำลายมูลค่า JD.com และเชื่อกันว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ JD.com ตัดใจยกเลิกแผน IPO ในปีที่แล้ว มีการประเมินว่าข้อกล่าวหา Richard Liu ได้ทำลายมูลค่าของบริษัทไป 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดในขณะนั้น แต่ผู้ก่อตั้ง JD.com ยังคงอยู่ใน 150 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกตามดัชนี Bloomberg Billionaires Index โดยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.22 หมื่นล้านดอลลาร์ 

 

บ้านเกิดยังโต

ในประเทศจีน JD.com ทำธุรกิจแบบผสมทั้งอีคอมเมิร์ซและบริการโลจิสติกส์ โดยมีความคล้ายคลึงกับทั้ง Amazon.com Inc. และ Federal Express Corp. บริษัทมีการจ่ายเงินปันผลพิเศษเป็นเงินสดในเดือนพฤษภาคมระหว่าง 63 เซนต์ถึง 1.26 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น โดยจ่ายรวม 2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งราว 200 ล้านดอลลาร์ตกเป็นของ Richard Liu 

 

 

จนเมื่อวันที่ 16 กันยายน Richard Liu ได้สละหุ้น 45% ของ 2 บริษัทในเครือ JD.com ให้กับ Qin Miao รองประธานของ JD Group เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร ตามเอกสารที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

 

การโอนย้ายหุ้นทั้งหมดเป็นไปตามการตัดสินใจของ Richard Liu ซึ่งก้าวลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JD.com ในเดือนเมษายน 2022 ตำแหน่งของ Liu ถูกแทนที่โดยประธานบริษัทคนปัจจุบันชื่อ Xu Lei นอกจากนี้ Richard Liu ยังลาออกจากการประชุมที่ปรึกษาทางการเมืองของพรรคประชาชนจีน โดยอ้าง ‘เหตุผลส่วนตัว’ ซึ่งไม่มีการเปิดเผย

 

แม้จะลาออกจากตำแหน่งในอาณาจักรธุรกิจที่สร้างขึ้นมา แต่ชายวัย 49 ปียังคงควบคุม JD.com ผ่านสิทธิ์ในการออกเสียงโหวต สำหรับการวางตัว Xu Lei ซึ่งเป็นคนสนิทและมีประสบการณ์ในบริษัทมาอย่างยาวนาน 

 

ถือเป็นสัญญาณแสดงความมุ่งมั่นของ Richard Liu ที่จะรับมือกับความท้าทายของบริษัท ให้สามารถพ้นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซในจีนต้องดิ้นรนท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงปัญหาจากโควิดและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง

 

วันนี้ JD.com ซึ่งตั้งอยู่ในปักกิ่งมีการเติบโตของรายได้ราว 11% ในไตรมาสเดือนกันยายน 2022 แม้จะสูงกว่าคู่แข่งอย่าง Alibaba Group Holding ที่เติบโตเล็กน้อยเพียง 3% แต่ยังต่ำกว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซราคาประหยัดของ Pinduoduo ซึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงา Alibaba ที่เติบโต 65% ภาวะนี้ส่งให้หุ้น JD.com ลดลง 12% ในปี 2022 สวนทางหุ้นของ Pinduoduo ที่พุ่งขึ้นมากกว่า 51%

 

นโยบายราคาไม่ตรงใจ

ตามรายงานของสื่อจีน แหล่งข่าววงในมองว่า Liu รู้สึกไม่พอใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับกลยุทธ์การกำหนดราคาของบริษัท โดยย้ำว่า JD.com ต้องใส่ใจกับการกำหนดนโยบายรอบด้านให้มากกว่าเดิม

 

 

“เราต้องกลับไปให้ความสำคัญกับพื้นฐาน องค์ประกอบทั้ง 5 ของธุรกิจ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ ราคา บริการ ต้นทุน และประสิทธิภาพ” Liu กล่าวกับผู้บริหารในการประชุมผู้บริหารไตรมาสที่ 4 ปี 2022 พร้อมกับเตือนว่า หาก JD.com ไม่สามารถเอาชนะใจผู้บริโภคได้ JD.com อาจจะกลายเป็น ‘Suning.com รายต่อไป’

 

Suning.com นั้นเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้สำหรับบ้านในมณฑลเจียงซู ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ Liu วันนี้ Suning.com กำลังอยู่ในกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งที่เคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในจีนมาก่อน ดังนั้น การเปรียบเทียบครั้งนี้จึงแสดงว่า JD.com ต้องการถอยมาตั้งหลักเพื่อจัดลำดับโฟกัสธุรกิจก่อนจะก้าวพลาดไปมากกว่านี้ 

 

ดังนั้นนี่จึงอาจเป็นอีกเหตุผลสู่การปิดธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยและอินโดนีเซียในที่สุด

 

อ้างอิง:

The post JD.com พลาดตรงไหน? เปิดเหตุผลสู่การ ‘ปิดธุรกิจอีคอมเมิร์ซ’ ในไทยและอินโดนีเซีย ที่ไม่ได้เป็นเพราะการขายขาดทุนเท่านั้น! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ใช่แค่ไทย! JD.com ‘ปิดธุรกิจ’ ใน ‘อินโดนีเซีย’ ด้วย เนื่องจากเปลี่ยนไปทำธุรกิจด้านซัพพลายเชนและโลจิสติกส์แทน https://thestandard.co/jd-com-to-shut-indonesia/ Mon, 30 Jan 2023 12:25:55 +0000 https://thestandard.co/?p=743800

นับเป็นข่าวที่สะเทือนวงการอีคอมเมิร์ซอยู่ไม่น้อย เมื่อ […]

The post ไม่ใช่แค่ไทย! JD.com ‘ปิดธุรกิจ’ ใน ‘อินโดนีเซีย’ ด้วย เนื่องจากเปลี่ยนไปทำธุรกิจด้านซัพพลายเชนและโลจิสติกส์แทน appeared first on THE STANDARD.

]]>

นับเป็นข่าวที่สะเทือนวงการอีคอมเมิร์ซอยู่ไม่น้อย เมื่อ JD.com, Inc. ยักษ์อีคอมเมิร์ซเบอร์ 2 ของแดนมังกร ประกาศยุติกิจการร่วมทุนใน 2 ประเทศพร้อมกันคือไทยและอินโดนีเซีย เนื่องจากเปลี่ยนกลยุทธ์ในต่างประเทศไปสู่บริการซัพพลายเชนและโลจิสติกส์

 

JD.ID ในอินโดนีเซียจะหยุดรับคำสั่งซื้อตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ และบริการทั้งหมดจะหยุดให้บริการภายในสิ้นเดือนมีนาคม ในขณะที่ JD CENTRAL ในประเทศไทยจะหยุดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม ตามแถลงการณ์บนเว็บไซต์ของธุรกิจ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

Bloomberg รายงานว่า JD.com เป็นคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดของ Alibaba Group Holding ได้เปลี่ยนทิศทางธุรกิจระหว่างประเทศไปสู่บริการต่างๆ เช่น การจัดการซัพพลายเชนและคลังสินค้า 

 

โดย JD.com เป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนที่ควบคุมการใช้จ่ายเพื่อรับมือกับการเติบโตที่ชะลอตัว ซึ่งเป็นผลมาจากข้อจำกัดของโควิดในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และการปราบปรามบริษัทอินเทอร์เน็ตของรัฐบาล

 

“JD.com จะยังคงให้บริการในตลาดโลก รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านทางโครงสร้างพื้นฐานของซัพพลายเชน” บริษัทระบุในอีเมล “เรากำลังพัฒนาในตลาดต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างเครือข่ายซัพพลายเชนข้ามพรมแดน โดยมีโลจิสติกส์และคลังสินค้าเป็นแกนหลัก”

 

ข่าวการยุติกิจการเป็นสิ่งที่พูดถึงมาหลายเดือนแล้ว โดยบริษัทจีนเข้าสู่ตลาดทั้งสองแห่งผ่านการร่วมทุนที่แยกจากกัน โดยมี Provident Capital ในอินโดนีเซีย และ Central Group ในประเทศไทย

 

ในอินโดนีเซีย JD.ID ตามหลัง Shopee, Tokopedia และ Lazada อย่างต่อเนื่อง ตามตัวเลขของ data.ai ทาง JD.ID มีผู้ใช้งานราว 1 ล้านคนในอินโดนีเซีย ขณะที่ Shopee มี 31 ล้านคน และ Tokopedia มี 17 ล้านคนในปี 2021 ในขณะเดียวกัน Shopee และ Lazada ก็ครองตำแหน่งในประเทศไทย โดยพบว่า JD CENTRAL ขาดทุนไม่น้อยกว่า 5.6 พันล้านบาท

 

อ้างอิง:

The post ไม่ใช่แค่ไทย! JD.com ‘ปิดธุรกิจ’ ใน ‘อินโดนีเซีย’ ด้วย เนื่องจากเปลี่ยนไปทำธุรกิจด้านซัพพลายเชนและโลจิสติกส์แทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
JD.com อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เล็งถอนตัวจากการร่วมทุนในไทย-อินโดนีเซีย หลังตลาดซบเซา แบกขาดทุนมาหลายปี https://thestandard.co/jd-com-dismiss-thailand-indonesia-joint-venture/ Wed, 30 Nov 2022 10:22:11 +0000 https://thestandard.co/?p=718079 JD.com

อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนเล็งถอนตัวจากการร่วมทุนในไทยแ […]

The post JD.com อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เล็งถอนตัวจากการร่วมทุนในไทย-อินโดนีเซีย หลังตลาดซบเซา แบกขาดทุนมาหลายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
JD.com

อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนเล็งถอนตัวจากการร่วมทุนในไทยและอินโดนีเซียหลังตลาดซบเซา ทำขาดทุนหลายปี หันโฟกัสลุยทำตลาดจีนมากขึ้น พร้อมมองหานักลงทุนที่ต้องการซื้อหุ้นบริษัทร่วมทุนต่อจากนี้

 

สำนักข่าวใหญ่ในจีน SCMP รายงานว่า ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซของจีนอย่าง JD.com เตรียมถอนตัวจากธุรกิจร่วมทุนในประเทศไทยและอินโดนีเซีย หลังใช้เม็ดเงินไปเกือบๆ 5 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทกำลังมองหานักลงทุนที่ต้องการซื้อหุ้นบริษัทร่วมทุนของ 2 ประเทศดังกล่าวต่อจากนี้

 

หากย้อนกลับไปหลังจากที่บริษัทได้ร่วมทุนกับ Provident Capital Partners ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนบริษัทนอกตลาดหุ้นในการทำธุรกิจในอินโดนีเซียเมื่อปี 2015 รวมถึงการร่วมทุนกับกลุ่มเซ็นทรัลในประเทศไทยในปี 2017 เพื่อบุกตลาดอีคอมเมิร์ซในไทย 

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

แต่การทำตลาดก็ไม่เป็นดั่งใจหวัง เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซแข่งขันกันอย่างดุเดือดและมีแนวโน้มเติบโตช้าลง ทำให้สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก 

 

นั่นอาจสะท้อนถึงเหตุผลที่ JD.com ตัดสินใจถอนตัวออกจากอินโดนีเซียและประเทศไทย โดยบริษัทบอกว่าหลังจากนี้จะกลับไปให้น้ำหนักกับการทำตลาดในประเทศจีนเป็นหลัก พร้อมชูกลยุทธ์จำหน่ายสินค้าราคาถูกและมีคุณภาพเข้าตอบโจทย์ลูกค้า

 

ด้านสื่อจีน Xiaguangshe ได้อ้างแหล่งข่าว กล่าวว่า การทำตลาดใน 2 ประเทศดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 10 พันล้านหยวน (1.39 พันล้านดอลลาร์) ซึ่งถือว่ามากกว่า 8 ปีที่ผ่านมา ส่วนฝั่ง JD.com และ Central Group ยังไม่ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

 

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของหุ้น JD.com ในฮ่องกงเพิ่มขึ้น 10.89% เป็น 210.80 ดอลลาร์ฮ่องกง เมื่อปิดการซื้อขายในวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจถอนตัวออกจากอินโดนีเซียและประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของอีคอมเมิร์ซที่ชะลอตัวลง และส่วนหนึ่งก็มีสาเหตุมาจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

 

Jianggan Li ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทร่วมทุนในสิงคโปร์ และที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี Momentum Works กล่าวว่า ผู้บริโภคทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการวางแผนค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม ประกอบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าได้ส่งผลกระทบต่อสกุลเงินท้องถิ่นทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งนำไปสู่การขึ้นราคาสินค้านำเข้าและพลังงาน จนทำให้เมื่อต้นปี JD.Com ได้เลิกจ้างพนักงานกว่า 200 คน เพื่อลดค่าใช้จ่าย

 

ขณะที่ประเทศไทย JD.com ได้เรียกผู้บริหารระดับสูงกลับประเทศจีนหลายราย หลังจากธุรกิจในไทยนั้นโตไม่ได้ตามเป้า

 

เช่นเดียวกับ JD Central มีมูลค่าการร่วมทุนประมาณ 1 พันล้านหยวน ตั้งแต่เปิดมามีการขาดทุนต่อเนื่อง เพราะไม่มีการปรับปรุงประสิทธิภาพของแพลตฟอร์ม และในแง่ของข้อมูลทราฟฟิก ถือว่าอยู่รองอันดับ 2 ถ้าเทียบกับ Central Online แพลตฟอร์มช้อปปิ้งของกลุ่มเซ็นทรัล โดยทั้งสองแพลตฟอร์มดังกล่าวยังอยู่อันดับรองๆ จากแพลตฟอร์ม Shopee ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของสิงคโปร์ และ Lazada ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Alibaba Group

 

ทั้งนี้ ความพยายามของ JD.com ในการกำจัดหน่วยธุรกิจที่ขาดทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ Richard Liu Qiangdong ผู้ก่อตั้งบริษัท ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่ธุรกิจหลักของ JD Retail ของกลุ่ม

 

โดย JD.com รายงานรายได้สุทธิในไตรมาส 3 อยู่ราวๆ 6 พันล้านหยวน (หรือ 2.9 หมื่นล้านบาท) ฟื้นตัวจากการขาดทุน 2.8 พันล้านหยวนในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากประสิทธิภาพการบริหารที่เพิ่มขึ้นในธุรกิจต่างๆ ขณะที่รายได้รวม 243,500 ล้านหยวน (หรือ 1.1 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 11.4% จากปีก่อนหน้า

 

สอดคล้องกับแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ 2 ราย ที่กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH เมื่อไม่นานมานี้ว่า เซ็นทรัลเตรียมที่จะถอดทุน 100% ออกจาก JD Central

 

แต่ในช่วงนั้นยังไม่แน่นอนว่าการถอดทุนจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ หรืออย่างน้อยก็ภายในปีนี้ เพราะครบสัญญาเบื้องต้นที่เซ็นกันไว้ 5 ปีแล้ว

 

อ้างอิง​:

The post JD.com อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีน เล็งถอนตัวจากการร่วมทุนในไทย-อินโดนีเซีย หลังตลาดซบเซา แบกขาดทุนมาหลายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิ๊กเทค จีน รายได้หด Tencent ยอดขายลดลงครั้งแรกเป็นประวัติการณ์ เซ่นพิษนโยบาย ‘Zero-COVID’ ของรัฐบาล https://thestandard.co/tencent-tech-giants-worst-record/ Tue, 30 Aug 2022 05:19:08 +0000 https://thestandard.co/?p=673843

เหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนกำลังเผชิญหน้าแล […]

The post บิ๊กเทค จีน รายได้หด Tencent ยอดขายลดลงครั้งแรกเป็นประวัติการณ์ เซ่นพิษนโยบาย ‘Zero-COVID’ ของรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>

เหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนกำลังเผชิญหน้าและหาทางฟื้นตัวจากไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งเป็นไตรมาสที่เติบโตได้ย่ำแย่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกในขณะนี้ กำลังได้รับผลกระทบจากนโยบายสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโควิด หรือ Zero-COVID ของรัฐบาลประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน

 

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี บริษัทอีคอมเมิร์ซอย่าง Alibaba ประกาศการเติบโตของรายรับรายไตรมาสที่ทรงตัวครั้งแรกเมื่อเทียบเป็นรายปี และบริษัทโซเชียลมีเดียและเกม Tencent รายงานว่ายอดขายลดลงครั้งแรกเป็นประวัติการณ์ 

 

ส่วน JD.com ซึ่งเป็นผู้เล่นอีคอมเมิร์ซรายใหญ่อันดับสองของจีน ประกาศการเติบโตของรายได้ที่ช้าที่สุดในประวัติศาสตร์ ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า XPeng ขาดทุนเกินคาด พร้อมแนวโน้มคาดการณ์การเติบโตที่ค่อนข้างอ่อนแอ

 

สาเหตุหลักเป็นเพราะนโยบาย Zero-COVID ของรัฐบาล ทำให้หลายโรงงานในจีนต้องล็อกดาวน์เป็นการชั่วคราว กระทบต่อกำลังการผลิตและกระเทือนต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในตลาด

 

ขณะที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าปีนี้คงไม่ใช่ปีที่ดีของบริษัทเทคโนโลยีของจีน หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มจำนวนอีกครั้ง ทำให้มีความเป็นไปได้ที่บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้จะต้องแบกรับผลกระทบจากการล็อกดาวน์อีกระลอก

 

วันเดียวกัน มีรายงานว่าการเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินหยวนของจีนปรับตัวอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 2 ปี

 

เมื่อวานนี้ (29 สิงหาคม) ค่าเงินหยวนปรับตัวลดลง 0.5% ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนนอกประเทศจีนกับดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุดอยู่ที่ 6.9277 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2020

 

ความเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงเป็นผลจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนักวิเคราะห์ของ Citi มองว่า ตราบใดที่ Fed ยังคงมุ่งมั่นต่อการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อฉุดเงินเฟ้อ บรรดาสกุลเงินต่างๆ ทั่วเอเชียย่อมไม่อาจเลี่ยงแรงกดดันที่นักลงทุนแห่ไปถือครองดอลลาร์ ทำให้ค่าเงินหลายประเทศในเอเชียอ่อนค่าลงด้วย

 

กระนั้นในกรณีของจีน ค่าเงินหยวนยังมีปัจจัยลบอย่างข้อมูลเศรษฐกิจที่แย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ และการดำเนินนโยบายตัดลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้นักลงทุนหันไปถือครองดอลลาร์ที่ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

 

อ้างอิง:

The post บิ๊กเทค จีน รายได้หด Tencent ยอดขายลดลงครั้งแรกเป็นประวัติการณ์ เซ่นพิษนโยบาย ‘Zero-COVID’ ของรัฐบาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอนทุน 100%! ‘เซ็นทรัล’ เตรียมหย่าขาด JD.com พร้อมอาจเปลี่ยนชื่อ JD Central เป็น JD Commerce คาดเกิดขึ้นภายในปีนี้ https://thestandard.co/central-leaving-jd-com-changing-jd-central-to-jd-commerce/ Sat, 25 Jun 2022 12:48:17 +0000 https://thestandard.co/?p=646452 JD Commerce

หลังแต่งงานด้วยการร่วมลงทุนใน JD Central มานานถึง 5 ปี […]

The post ถอนทุน 100%! ‘เซ็นทรัล’ เตรียมหย่าขาด JD.com พร้อมอาจเปลี่ยนชื่อ JD Central เป็น JD Commerce คาดเกิดขึ้นภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
JD Commerce

หลังแต่งงานด้วยการร่วมลงทุนใน JD Central มานานถึง 5 ปี แต่ดูเหมือนว่าธุรกิจจะยังไปต่อได้ยากเมื่อเจอคู่แข่งที่แข็งเกร่ง ทำให้ล่าสุด ‘เซ็นทรัล’ เตรียมหย่าขาด JD.com พร้อมอาจเปลี่ยนชื่อเป็น ‘JD Commerce’

 

THE STANDARD WEALTH ได้รายงานก่อนหน้านี้ว่า ให้จับตา ‘เซ็นทรัล’ ลดบทบาทใน JD Central เปิดทาง ‘จีน’ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น หลัง 3 ปี ขาดทุนไม่น้อยกว่า 5.6 พันล้านบาท

 

แต่ล่าสุดนั้นอาจจะไม่แค่ลดบทบาทแล้ว เพราะแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ 2 ราย บอกกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ‘เซ็นทรัล’ เตรียมที่จะถอดทุน 100% ออกจาก JD Central

 


 

ช่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

“ยังไม่แน่นอนว่าการถอดทุนจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ หรืออย่างน้อยก็ภายในปีนี้ เพราะนี่ก็ครบสัญญาเบื้องต้นที่เซ็นกันไว้ 5 ปีแล้ว” แหล่งข่าวกล่าวว่า “แน่นอนเมื่อถอดทุนก็ต้องเปลี่ยนชื่อด้วย คาดว่าชื่อใหม่อาจเป็น JD Commerce ซึ่งก็มาจากชื่อบริษัทที่จดทะเบียน บริษัท เซ็นทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จำกัด”

 

ขณะที่แหล่งข่าวอีกคนก็กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า สัญญาเบื้องต้น 5 ปีนั้นมีการระบุถึงการที่อีกฝ่ายสามารถเข้าซื้อหุ้นที่เหลืออยู่ทั้งหมดได้เช่นกัน

 

“ผู้บริหารระดับสูงที่เป็นคนของเซ็นทรัลคือ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (Chief Financial Officer) ซึ่งลาออกจาก JD Central ได้ 1 ปีกว่าๆ แล้ว” แหล่งข่าวกล่าว “ทำให้ตอนนี้ผู้บริหารระดับสูงเกือบทั้งหมดเป็นคนจากฝั่ง JD.Com ทั้งคนจีนและคนไทย”

 

ย้อนกลับไปในเดือนกันยายน 2560 บริษัท ห้างเซ็นทรัล ดีพาทเมนท์สโตร์ จำกัด หรือ HCDS (สมาชิกในครอบครัวจิราธิวัฒน์จำนวน 77 ราย เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดใน HCDS) และ JD.com, Inc. เข้าทำสัญญาร่วมลงทุนเพื่อร่วมกันก่อตั้งกิจการร่วมค้าขึ้นภายใต้ชื่อ ‘JD Central’ ในสัดส่วน 50:50

 

ด้วยงบลงทุนมหาศาลกว่า 17,500 ล้านบาท ทำให้ในเวลานั้นได้มีการตั้งเป้าหมายขึ้นเป็น ‘เบอร์ 1’ ของไทย ก่อนจะกระโดดไปสู่สังเวียนในระดับภูมิภาค

 

จริงๆ แล้วการถอนทุนไม่น่าแปลกใจสำหรับทิศทางของ ‘เซ็นทรัล’ เพราะที่ผ่านมามักจะไม่ทำธุรกิจที่ ‘เข้าเนื้อ’ หรือเรียกง่ายๆ ว่า ‘ไม่ทำกำไร’ นั่นเอง

 

ย้อนกลับไปปี 2559 เซ็นทรัลได้ประกาศซื้อเว็บไซต์ ‘Zalora (ซาโลร่า)’ ประเทศไทย ซึ่งเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซด้านแฟชั่นที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2555 หลังจากนั้น 1 ปี ได้ออกมาประกาศยกเครื่องขึ้นเป็น LOOKSI ครั้งนั้นใช้งบถึง 100 ล้านบาท สำหรับรีแบรนด์ เพราะไม่อยากให้คนสับสนกับชื่อเดิม

 

 

เซ็นทรัลตั้งความหวังถึงขนาดต้องการให้ LOOKSI เป็น Online Fashion Destination โดยลดสินค้าเดิมที่เป็นแบบ Marketplace และเติมสินค้าที่เป็น Exclusive พร้อมกับตั้งเป้ารายได้จะต้องทะลุ 1,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี ปัจจุบันมีสินค้าขายทั้งหมด 50,000 ชิ้น จาก 650 แบรนด์ ทั้งไทยและต่างประเทศ 

 

แต่ที่สุดแล้วต้นปี 2563 ทาง Central Group Online ก็ได้ตัดสินใจขาย LOOKSI แพลตฟอร์มแฟชั่นอีคอมเมิร์ซให้กับ Pomelo แบรนด์แฟชั่นออนไลน์ โดยไม่เปิดเผยมูลค่าและเหตุผลที่แท้จริง แต่ก็คาดว่าคงมาจากการที่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ 

 

สำหรับตัว JD Central เองแม้รายได้เติบโตก็จริง แต่เมื่อไปดูผลลัพธ์ก็จะพบว่า ‘ขาดทุน’ มาตลอด โดยสามารถอ้างอิงผลประกอบการของ บริษัท เซ็นทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จำกัด จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ดังนี้

 

  • ปี 2560 รายได้รวม 5.2 แสนบาท ขาดทุน 4 ล้านบาท
  • ปี 2561 รายได้รวม 458 ล้านบาท ขาดทุน 944 ล้านบาท
  • ปี 2562 รายได้รวม 1,285 ล้านบาท ขาดทุน 1,343 ล้านบาท
  • ปี 2563 รายได้รวม 3,492 ล้านบาท ขาดทุน 1,376 ล้านบาท
  • ปี 2564 รายได้รวม 7,443 ล้านบาท ขาดทุน 1,930 ล้านบาท

 

ยิ่งปี 2564 ถึงรายได้จะเติบโตแบบก้าวกระโดดก็จริง หากยังขาดทุนอยู่สูง แถมเมื่อหันไปมองคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่าง Lazada ก็เริ่มกลับมาทำกำไร 227 ล้านบาท ส่วน Shopee ถึงจะยังขาดทุน 4,973 ล้านบาท แต่ข้อมูลจาก iPrice Thailand ระบุว่า ในไตรมาส 1/65 Shopee เป็นเว็บอีคอมเมิร์ซที่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ต่อเดือนสูงที่สุด ซึ่งทิ้งห่าง JD Central เป็นอย่างมาก

 

ที่ผ่านมา ‘เซ็นทรัล’ นั้นให้ความสนใจเรื่องของออนไลน์มาโดยตลอด ซึ่งหากย้อนกลับไปดูการแถลงข่าวใหญ่ในปี 2560 ‘ทศ จิราธิวัฒน์’ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มเซ็นทรัล ระบุถึงแผนที่จะใช้งบลงทุน 3-4 พันล้านบาท สำหรับด้านดิจิทัลและเพิ่มเป็นหลัก ‘หมื่นล้านบาท’ ในปี 2561

 

ในขณะที่ต้นปี 2561 ‘ทศ จิราธิวัฒน์’ ประกาศรุกออนไลน์เต็มสูบ ด้วยการตั้งเป้าให้รายได้ออนไลน์จาก 2% เป็น 15% ภายใน 5 ปี ด้วยเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคหันไปช้อปปิ้งในนั้นมากขึ้น ที่ผ่านมาเครือเซ็นทรัลจึงเดินหน้าพัฒนาช่องทางขายออนไลน์ในทุกธุรกิจ โดยต้องการเชื่อมให้เป็น Omni Channel

 

สิ่งที่ต้องจับตาต่อคือ เมื่อถอนทุนแล้ว ‘เซ็นทรัล’ ก็น่าจะดันยอดช่องทาง Omni Channel ของตัวเองอย่าง ‘เต็มสูบ’ เช่นกัน

 

เพราะอย่างรายงานของบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC พบว่า ในปี 2564 ยอดขายผ่านแพลตฟอร์ม Omni Channel เพิ่มขึ้น 7 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2562 และจำนวนลูกค้าผ่านช่องทาง Omni Channel เพิ่มขึ้นกว่า 500% เมื่อเทียบกับปี 2562 นอกจากนี้ลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Omni Channel มียอดใช้จ่ายมากกว่าถึง 5 เท่า และซื้อสินค้าหลากหลายมากกว่าเป็น 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับลูกค้าที่ซื้อผ่านช่องทางเดียว

 

และในปี 2564 ยอดขายผ่านช่องทาง Omni Channel มีการเติบโตเพิ่ม 109% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 20% ต่อยอดขายรวม โดยแอปพลิเคชัน Central มีผู้ใช้งาน 4 ล้านราย ณ สิ้นปี 2564 ส่วน Tops มีผู้ใช้งานราว 3 ล้านราย

 

 

คาดว่าเซ็นทรัลน่าจะหันไปทุ่มกับ ‘Central App’ ที่เพิ่งครบรอบ 8 ปี พร้อมจัดโปรโมชันครั้งใหญ่ไปเมื่อไม่นานมานี้

 

“Central App ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเสมอมา มีอัตราการเติบโตของยอดดาวน์โหลดเพิ่มมากกว่า 60% จากปี 2564 และคาดว่าจะมีสมาชิกมากกว่า 5 ล้านคน ภายในปีนี้ พร้อมมุ่งสู่ความเป็นที่หนึ่งในตลาดออนไลน์ของกลุ่มสินค้าพรีเมียม (No.1 Omni Channel Retailer in Premium Segment) โดยคาดว่าจะสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดได้มากถึง 25%” รวิศรา จิราธิวัฒน์ ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ซึ่งครึ่งหนึ่งเคยเข้าไปนั่งบริหารที่ JD Central ด้วย

 

รวิศราย้ำกว่า การจะไปถึงเป้าหมายนั้นส่วนหนึ่งจะมาจากการที่ดาต้าจาก The 1 กว่า 19 ล้านราย ที่นำมาต่อยอดและพัฒนาเป็น Personalized Offers ให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละคน

 

แม้ที่สุดแล้ว JD Central จะไม่ได้ชนกับ Central App ตรงๆ เพราะ JD Central เป็น E-Marketplace ส่วน Central App ขายสินค้าจากเครือ CRC

 

แต่แน่นอนเมื่อต้องมาเจอกันบน ‘สมรภูมิช้อปปิ้งไลน์’ อันดุเดือด คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะปะทะกันบ้างในบางครั้ง เพราะผู้บริหารคนจีนของ JD ก็ย้ำชัดถึงเป้าหมายที่ต้องการ ‘ยอดขาย’ มาเป็นอันดับแรก

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ถอนทุน 100%! ‘เซ็นทรัล’ เตรียมหย่าขาด JD.com พร้อมอาจเปลี่ยนชื่อ JD Central เป็น JD Commerce คาดเกิดขึ้นภายในปีนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘คริปโต’ แดงเดือด วิเคราะห์แนวโน้มตลาดจะพังหรือไม่? | Morning Wealth 20 มิถุนายน 2565 https://thestandard.co/morning-wealth-20062022/ Mon, 20 Jun 2022 01:13:32 +0000 https://thestandard.co/?p=643792

เกิดอะไรขึ้นในโลกคริปโต หลังราคา Bitcoin ดิ่งกว่า 30% ภ […]

The post ชมคลิป: ‘คริปโต’ แดงเดือด วิเคราะห์แนวโน้มตลาดจะพังหรือไม่? | Morning Wealth 20 มิถุนายน 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • เกิดอะไรขึ้นในโลกคริปโต หลังราคา Bitcoin ดิ่งกว่า 30% ภายใน 1 สัปดาห์ ที่ผ่านมา วิเคราะห์แนวโน้มตลาดจะพังหรือไม่? พูดคุยกับ ธนลภย์ ปรีดามาโนช นักวิเคราะห์สินทรัพย์ดิจิทัล Bitkub Academy
  • เกาะติดสถานการณ์ ‘ลดคนลดต้นทุน’ ล่าสุด JD.com ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของจีน เล็งปรับโครงสร้าง ‘ธุรกิจค้าปลีก’ เตรียมหั่นพนักงาน บางแผนกอาจลดมากถึง 50% รายละเอียดเป็นอย่างไร

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ‘คริปโต’ แดงเดือด วิเคราะห์แนวโน้มตลาดจะพังหรือไม่? | Morning Wealth 20 มิถุนายน 2565 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลดคนลดต้นทุน! JD.com ยักษ์อีคอมเมิร์ซแดนมังกร เล็งปรับโครงสร้าง ‘ธุรกิจค้าปลีก’ เตรียมหั่นพนักงาน บางแผนกอาจลดมากถึง 50% https://thestandard.co/jd-com-cut-employees-number-down-50-percents/ Sun, 19 Jun 2022 07:23:46 +0000 https://thestandard.co/?p=643683 JD.com

หรือนี่จะเป็นฤดูของการปลดคน เพราะล่าสุด JD.com ยักษ์ใหญ […]

The post ลดคนลดต้นทุน! JD.com ยักษ์อีคอมเมิร์ซแดนมังกร เล็งปรับโครงสร้าง ‘ธุรกิจค้าปลีก’ เตรียมหั่นพนักงาน บางแผนกอาจลดมากถึง 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
JD.com

หรือนี่จะเป็นฤดูของการปลดคน เพราะล่าสุด JD.com ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของจีนจะควบรวม Jingdong Retail Group เข้ากับแผนก JD Retail ในการปรับโครงสร้างองค์กรรอบล่าสุดของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี พร้อมกับวางแผนที่จะหั่นพนักงานออกเพื่อลดต้นทุนด้วย 

 

ยักษ์อีคอมเมิร์ซจะลดพนักงานออกจากแผนกย่อยก่อนที่จะรวมบริษัทภายใต้ Jingxi Business Group ได้แก่ Jingxitong, Jingxi และ Jingxi Pinpin เข้าใน JD Retail ซึ่งการปรับโครงสร้างนี้จะดำเนินการเป็นขั้นตอน โดยธุรกิจต่างๆ จะค่อยๆ ลดลง ก่อนหน้านี้ Jingxi Pinpin ดำเนินการใน 20 จังหวัด ซึ่งขณะนี้ได้ลดเหลือเพียงเจิ้งโจวและปักกิ่งเท่านั้น

 

Jingxi Pinpin ทำกำไรในปักกิ่ง แต่ไม่ใช่ในเจิ้งโจว JD.com กำลังทดสอบรูปแบบการจัดจำหน่ายใหม่ในเมืองหลังนี้เพื่อพยายามหารายได้ หากการดำเนินการเหล่านี้ไม่สามารถทำกำไรได้ในเร็วๆ นี้ การดำเนินการดังกล่าวจะถูกยกเลิก

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

“ธุรกิจใหม่ได้รับการปรับปรุงในไตรมาสที่ 1 และธุรกิจที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในระยะสั้นก็ถูกปิดและนำไปรวมกัน โดยเราจะมุ่งเน้นธุรกิจที่สร้างรายได้เท่านั้น” ซีอีโอของ Jingdong Group เคยกล่าวไว้

 

เว็บไซต์ 36Kr รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่ระบุว่า ก่อนสิ้นเดือนมิถุนายน ธุรกิจที่อยู่ภายใต้ JD Health, JD Industry, JD Retail และโครงการอื่นๆ ที่ไม่มีวี่แววของการทำกำไร ล้วนมีความเป็นไปได้ที่จะถูกปรับให้เหมาะสม โดยเป้าหมายของบริษัทแม่นั้นต้องการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อสร้างการเติบโตที่มีกระแสเงินสดที่ดีและผลกำไรที่ดี

 

ดังนั้นธุรกิจที่เปลี่ยนการขาดทุนเป็นกำไรได้ยากในระยะสั้น จึงกลายเป็นจุดสนใจของการปรับให้เหมาะสมของ JD.com ในปีนี้ โดยรายงานทางการเงินระบุ ในปี 2021 ธุรกิจใหม่ของกลุ่มได้ขาดทุนกว่า 1.06 หมื่นล้านหยวน หรือกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท

 

36Kr ยังได้รายงานว่า พนักงาน JD.com กังวลมากเกี่ยวกับการปรับตัวและกำลังมองหาโอกาสในงานใหม่ ท่ามกลางบริบทของการลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งบางแผนกอาจลดคนมากถึง 50% ด้วยกัน  

 

Tech in Asia เว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยีในสิงคโปร์และจาการ์ตา ได้ออกรายงานที่ระบุว่า ธุรกิจสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีในเอเชียได้มีการปลดพนักงานจำนวนมากในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

 

ส่วนในแดนมังกร บริษัทอีคอมเมิร์ซจำนวนมากได้ไล่พนักงานออก ตามด้วยบริษัท EdTech และเกม โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2021 บริษัทเทคโนโลยีประมาณ 19 แห่งในประเทศได้ปลดพนักงานบางส่วนออก

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ลดคนลดต้นทุน! JD.com ยักษ์อีคอมเมิร์ซแดนมังกร เล็งปรับโครงสร้าง ‘ธุรกิจค้าปลีก’ เตรียมหั่นพนักงาน บางแผนกอาจลดมากถึง 50% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ ‘ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ’ ชะลอตัว JD.com เล็งปั้นบริการ Food Delivery ท้าชน Meituan และ Alibaba ในแดนมังกร https://thestandard.co/jd-com-aims-to-build-food-delivery-service-to-challenge-meituan-and-alibaba/ Fri, 17 Jun 2022 03:33:13 +0000 https://thestandard.co/?p=643004 JD.com

JD.com Inc. กำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการบุกธุรกิจ Food […]

The post เมื่อ ‘ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ’ ชะลอตัว JD.com เล็งปั้นบริการ Food Delivery ท้าชน Meituan และ Alibaba ในแดนมังกร appeared first on THE STANDARD.

]]>
JD.com

JD.com Inc. กำลังสำรวจความเป็นไปได้ในการบุกธุรกิจ Food Delivery ซึ่งอาจเป็นการแย่งชิงเค้กก้อนใหญ่ระหว่างยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซของจีน กับบริษัทเทคโนโลยีที่น่าเกรงขามที่สุดของประเทศ 2 แห่ง

 

บริษัทได้ ‘พิจารณาและสำรวจ’ ในการเปิดตัวบริการ Food Delivery ซินลี่จวิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JD Retail กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg TV “เราจะเริ่มทำมันเมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราและการสร้างทีม”

 

การเข้ามาของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่เป็นอันดับสองของจีนจะยิ่งทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดส่งอาหารมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของประเทศ 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

 


 

Meituan และ Alibaba Group Holding Ltd. ครองส่วนแบ่งในภาคธุรกิจนี้มาอย่างยาวนาน โดยใช้เงินสดจำนวนมหาศาลเพื่อฝึกฝนกองทัพของคนขับรถส่งของ

 

ในการให้สัมภาษณ์แม่ทัพของ JD.com ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับธุรกิจนี้มากนัก แต่บอกกับ Bloomberg TV ว่า Dada Nexus Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือด้านโลจิสติกส์ของ JD มี ‘ความสามารถที่แข็งแกร่ง’ ในการจัดส่งในเมืองเดียวกัน

 

โดย Last-Mile Delivery หรือไมล์สุดท้ายที่จะจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้า เป็นกุญแจสำคัญสำหรับบริการจัดส่งอาหารถึงบ้านอย่างรวดเร็ว

 

“การเคลื่อนไหวของ JD นั้นได้รับแรงหนุนจากความวิตกกังวลในการเติบโต” วิลเลอ เฉิน นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีของ Forsyth Barr ที่ปรึกษาทางการเงินระดับโลกในฮ่องกงกล่าว พร้อมเสริมว่า JD ก็เหมือนกับบริษัทอินเทอร์เน็ตอื่นๆ ในประเทศจีนที่ประสบกับการชะลอตัวในธุรกิจหลักของพวกเขา ดังนั้นจึงต้องหาช่องทางในการเติบโตใหม่

 

แต่การทำธุรกิจนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากกำแพงขนาดใหญ่อย่าง Meituan และ Alibaba แล้ว ยังมีการวางโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ ตลอดจนการจัดหาร้านอาหารเข้าสู่แพลตฟอร์ม

 

มาร์เก็ตแคปของ JD ลดลงประมาณ 40% จากระดับสูงสุดในปี 2021 ท่ามกลางการเทขายหุ้นของจีนในวงกว้าง ในขณะเดียวกัน JD และคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Alibaba กำลังต่อสู้กับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการล็อกดาวน์ที่เกี่ยวข้องกับโควิด โดยบริษัทในปักกิ่งรายงานว่า ยอดขายรายไตรมาสเติบโตช้าที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 เป็นอย่างน้อย และขาดทุนสุทธิ 3 พันล้านหยวน

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post เมื่อ ‘ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ’ ชะลอตัว JD.com เล็งปั้นบริการ Food Delivery ท้าชน Meituan และ Alibaba ในแดนมังกร appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น Alibaba และ JD.com พุ่งขึ้น ขานรับปักกิ่งใกล้ยุติการปราบปรามด้านกฎระเบียบในอุตสาหกรรมที่กินเวลานานหลายปี https://thestandard.co/china-stocks-alibaba-and-jd-com/ Thu, 09 Jun 2022 02:47:41 +0000 https://thestandard.co/?p=639779 หุ้น Alibaba

หุ้นของบริษัท IT จากจีนพุ่งขึ้นในสัปดาห์นี้ จากความหวัง […]

The post หุ้น Alibaba และ JD.com พุ่งขึ้น ขานรับปักกิ่งใกล้ยุติการปราบปรามด้านกฎระเบียบในอุตสาหกรรมที่กินเวลานานหลายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น Alibaba

หุ้นของบริษัท IT จากจีนพุ่งขึ้นในสัปดาห์นี้ จากความหวังว่าปักกิ่งใกล้ยุติการปราบปรามด้านกฎระเบียบในอุตสาหกรรมที่กินเวลานานหลายปี

 

โดย Alibaba เพิ่มขึ้น 1.9% ในวันอังคารที่ผ่านมา (7 มิถุนายน) หลังจากเพิ่มขึ้น 5% ในวันจันทร์ (6 มิถุนายน) JD.com ไต่ขึ้น 3% หลังจากเพิ่มขึ้น 4.7% หนึ่งวันก่อนหน้านี้

 

หุ้น IT อื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกันตั้งแต่วันจันทร์ Kuaishou คู่แข่งของ TikTok เพิ่มขึ้น 1.2% ในวันอังคาร จากการเพิ่มขึ้น 5.1% ในช่วงก่อนหน้า บริการส่งอาหาร Meituan เพิ่มขึ้น 0.5% ในวันอังคาร และเพิ่มขึ้น 10% ในสัปดาห์นี้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการเพิ่มขึ้นที่แข็งแกร่งของหุ้นจีนใน Wall Street เมื่อวันจันทร์ที่ดัชนี Nasdaq Golden Dragon China เพิ่มสูงขึ้น 5.4%

 

DiDi เป็นผู้ชนะอันดับต้นๆ ในนิวยอร์ก โดยพุ่งสูงถึง 67% หลังจาก The Wall Street Journal รายงานว่าการตรวจสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ของปักกิ่งกับบริษัทเรียกรถกำลังจะจบลง

 

การโยกย้ายครั้งนี้จะทำให้ DiDi สามารถกลับไปใช้ร้านค้าแอปในจีนแผ่นดินใหญ่ได้อีกครั้งในสัปดาห์นี้

 

“พาดหัวข่าวจุดชนวนให้เกิดการเก็งกำไรว่าปักกิ่งกำลังยุติการปราบปรามทางเศรษฐกิจบนแพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนการเติบโต ท่ามกลางแรงกดดันด้านลบที่เพิ่มสูงขึ้นต่อการเติบโตของจีน” เคน เฉิง หัวหน้านักยุทธศาสตร์การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในเอเชียของธนาคารมิซูโฮกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม จะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของธุรกิจ เขากล่าวเสริม

 

แนวโน้มเศรษฐกิจของจีนทรุดโทรมอย่างรวดเร็วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางการล็อกดาวน์ที่เกี่ยวข้องกับโควิดในวงกว้าง การใช้จ่ายของผู้บริโภคและการผลิตของโรงงานต่างก็ลดตัวลงอย่างมากในเดือนเมษายน ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่การระบาดของโคโรนาไวรัสในช่วงต้นปี 2020

 

ความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มที่แย่ลง โดยทางปักกิ่งได้ส่งสัญญาณว่าจะผ่อนคลายการปราบปรามภาคเทคโนโลยีตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญและเป็นแหล่งที่มาหลักของการจ้างงานที่มีรายได้ดี

 

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลได้พยายามยกระดับอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต และให้คำมั่นที่จะสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องการเข้าจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ

 

ทางการยังได้เปิดเผยแพ็กเกจใหม่ 33 มาตรการ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจให้รองรับการเติบโตหลังโควิด ซึ่งรวมถึงการลดภาษีเพิ่มเติมและการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานหลายหมื่นล้านดอลลาร์

 

เมืองสำคัญๆ เช่น ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ ค่อยๆ เปิดให้บริการอีกครั้งและยกเลิกข้อจำกัดด้านโควิด โดยชีวิตประจำวันเริ่มกลับมาเป็นปกติ

 

ดัชนี Shanghai Composite (SHCOMP) ขยับขึ้น 0.2% ในวันอังคาร โดยทรงตัวเป็นวันที่สามติดต่อกัน เพิ่มขึ้น 1.3% ในวันจันทร์ CSI 300 ขนาดใหญ่ขึ้น 0.4% ตามการเพิ่มขึ้น 1.9% ในวันจันทร์ ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็ง (HSI) ของฮ่องกง ลดลงเล็กน้อยหลังจากเพิ่มขึ้น 2.7% ในวันก่อนหน้า

 

อ้างอิง:

The post หุ้น Alibaba และ JD.com พุ่งขึ้น ขานรับปักกิ่งใกล้ยุติการปราบปรามด้านกฎระเบียบในอุตสาหกรรมที่กินเวลานานหลายปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิ๊กเทคจากจีนรายได้ฟื้นตัวช้าสุดเป็นประวัติการณ์ เหตุกำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง แม้เข้าโหมดปลดล็อกดาวน์ https://thestandard.co/alibaba-tencent-and-jdcom-post-slowest-revenue-growth-on-record/ Sat, 28 May 2022 06:54:28 +0000 https://thestandard.co/?p=635049 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี

เทคยักษ์ใหญ่ของจีนทยอยประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/6 […]

The post บิ๊กเทคจากจีนรายได้ฟื้นตัวช้าสุดเป็นประวัติการณ์ เหตุกำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง แม้เข้าโหมดปลดล็อกดาวน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี

เทคยักษ์ใหญ่ของจีนทยอยประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/65 ซึ่งแม้ส่วนใหญ่โชว์รายได้ที่เติบโตขึ้น แต่ก็เป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอตัว ทั้ง JD.com ที่รายได้เพิ่มขึ้น 18% จากไตรมาสเดียวกันกับปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการขยายตัวน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ และ Baidu ที่รายได้เติบโตเพียง 1% เป็นการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 2 ปีนับตั้งแต่ปี 2020

 

สำนักข่าว CNBC รายงานว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน เช่น Alibaba, Tencent และ JD.com ต่างก็มีรายได้ที่เติบโตช้าที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดที่ลากยาว จนทำให้จีนประกาศล็อกดาวน์เมืองสำคัญหลายๆ เมือง หลังจีนต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิดตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการเติบโตของภาคธุรกิจ และเพิ่มข้อจำกัดด้านการเดินทาง ซึ่งล้วนผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการขนส่ง ขณะเดียวกันภาคธุรกิจเทคโนโลยีของจีนยังได้รับผลกระทบจากการเข้มงวดกฎเกณฑ์ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหน่วยงานทางการจีนเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 2020 

 

ผลประกอบการล่าสุดของ Alibaba สะท้อนภาพการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนได้ดี โดยเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา Alibaba ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซ รายงานว่า ในงวดไตรมาส 1/65 ยอดซื้อสินค้าออนไลน์ในสองแพลตฟอร์มหลักในจีนปรับตัวลดลง 

 

ขณะที่รายได้รวมในไตรมาส 1/65 ของ Alibaba เพิ่มขึ้น 9%YoY ซึ่งเป็นการขยายตัวน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ อ้างอิงสถิติจาก Wind Information

 

ส่วนรายได้ของ Tencent ในไตรมาสปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่ JD.com มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 18%YoY ซึ่งถือว่าเติบโตน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ 

 

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น Alibaba ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 15% ในวันที่ประกาศผลประกอบการ เนื่องจากมีการเติบโตดีกว่าที่ตลาดคาด ส่วนราคาหุ้น JD.com เพิ่มขึ้น 5% ในขณะที่หุ้นของ Tencent ในตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้นมากกว่า 1% เมื่อวันศุกร์

 

นักวิเคราะห์เตือน ผลประกอบการยังเปราะบาง 

ซื่อเจียหลง และ โธมัส เฉิน นักวิเคราะห์จาก Nomura กล่าวว่า หุ้นที่มีความอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจมหภาค เช่น Alibaba และ Baidu อาจได้ประโยชน์ชั่วคราวจากการคาดการณ์ผลประกอบการที่ต่ำ และปัจจัยบวกเรื่องการยกเลิกล็อกดาวน์เมืองเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าราคาหุ้นจะทรงตัวได้ในระยะยาวนั้นจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของความต้องการของผู้บริโภคในประเทศเป็นหลัก ซึ่งนักลงทุนจะยังคงติดตามเรื่องนี้ต่ออีกหลายเดือน

 

ทั้งนี้ ยอดค้าปลีกของจีนที่ซบเซาอยู่แล้วในเดือนเมษายน ลดลง 11.1%YoY 

 

นักวิเคราะห์ของ Nomura กล่าวเพิ่มว่า ผลพวงจากกำลังซื้อในประเทศที่เปราะบางจะนำไปสู่การตัดสินใจลดค่าใช้จ่ายด้านการตลาด เพื่อลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งอาจนำไปสู่การฟื้นตัวอย่างล่าช้าในอุตสาหกรรมโฆษณา แม้ว่าจีนจะออกจากโหมดล็อกดาวน์โดยสมบูรณ์แล้วก็ตาม

 

อ้างอิง:

The post บิ๊กเทคจากจีนรายได้ฟื้นตัวช้าสุดเป็นประวัติการณ์ เหตุกำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง แม้เข้าโหมดปลดล็อกดาวน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หน่วยงานป้องกันการผูกขาดตลาดของจีนสั่งปรับ Alibaba, Baidu และ JD.com รายละ 5 แสนหยวน โทษฐานไม่ยอมรายงานดีลเข้าซื้อกิจการ https://thestandard.co/china-fines-alibaba-baidu-jd-others-for-failing-to-report-old-deals/ Sun, 21 Nov 2021 03:52:09 +0000 https://thestandard.co/?p=562261 การผูกขาดตลาด

หน่วยงานด้านการป้องกันการผูกขาดตลาดของจีนสั่งปรับหลายบร […]

The post หน่วยงานป้องกันการผูกขาดตลาดของจีนสั่งปรับ Alibaba, Baidu และ JD.com รายละ 5 แสนหยวน โทษฐานไม่ยอมรายงานดีลเข้าซื้อกิจการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การผูกขาดตลาด

หน่วยงานด้านการป้องกันการผูกขาดตลาดของจีนสั่งปรับหลายบริษัทในประเทศ รวมถึงยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Alibaba, Baidu และ JD.com ด้วยจำนวนเงิน 5 แสนหยวน หรือ 78,000 ดอลลาร์ ต่อราย ในข้อหาไม่รายงานดีลการควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการรวม 43 ดีลแก่ทางการ ซึ่งขัดต่อกฎหมายป้องกันการผูกขาดตลาดที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2008

 

ในรอบปีที่ผ่านมา ทางการจีนได้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มต่างๆ มากขึ้น จากที่เคยปล่อยให้บริษัทเหล่านี้ดำเนินธุรกิจอย่างอิสระ เนื่องจากเล็งเห็นถึงความเสี่ยงที่บริษัทเหล่านี้อาจใช้อิทธิพลของตัวเองครอบงำตลาด นำข้อมูลลูกค้าไปใช้ในทางที่ผิดและละเมิดสิทธิ์ของผู้บริโภค

 

สำหรับดีลสำคัญที่ถูกสั่งปรับในครั้งนี้ประกอบด้วย การเข้าซื้อกิจการพาร์ตเนอร์ของ Baidu ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 จนถึงการร่วมทุนกันจัดตั้งบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าระหว่าง Baidu และ Zhejiang Geely Holdings ในปีนี้

 

นอกจากนี้ยังมีดีลการเข้าซื้อกิจการ AutoNavi บริษัทด้านระบบนำทางและแผนที่ดิจิทัลของ Alibaba ในปี 2014 รวมถึงการเข้าซื้อหุ้นของ Ele.me บริษัทด้านฟู้ดเดลิเวอรี ในสัดส่วน 44% ของ Alibaba ในปี 2018 ด้วย

 

อย่างไรก็ดี หน่วยงานกำกับชี้แจงว่า ดีลต่างๆ เหล่านี้ยังไม่เข้าข่ายเป็นการผูกขาดตลาด แต่การสั่งปรับเกิดขึ้นเพราะบริษัทไม่ยอมรายงานดีลให้ทางการรับทราบตามกฎ

 

ทั้ง Alibaba, Baidu, JD.com และ Geely ยังปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อคำสั่งของทางการในครั้งนี้

 

เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา หน่วยงานด้านการป้องกันการผูกขาดตลาดของจีนเคยสั่งปรับ Alibaba, Tencent และ Shenzhen Hive Box รายละ 5 แสนหยวนมาแล้วในข้อหาเดียวกันนี้ 

 

อ้างอิง:

 


ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

Twitter: twitter.com/standard_wealth

Instagram: instagram.com/thestandardwealth

Official Line คลิก https://lin.ee/xfPbXUP

The post หน่วยงานป้องกันการผูกขาดตลาดของจีนสั่งปรับ Alibaba, Baidu และ JD.com รายละ 5 แสนหยวน โทษฐานไม่ยอมรายงานดีลเข้าซื้อกิจการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชาวจีนช้อปสะพัดกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ในช่วง 11.11 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ระลอกใหม่ แต่การเติบโตเริ่มชะลอลง https://thestandard.co/alibaba-jd-singles-day-sales-china/ Fri, 12 Nov 2021 02:33:25 +0000 https://thestandard.co/?p=558952

สำนักข่าว AP รายงานว่า ยอดใช้จ่ายโดยรวมของผู้บริโภคชาวจ […]

The post ชาวจีนช้อปสะพัดกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ในช่วง 11.11 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ระลอกใหม่ แต่การเติบโตเริ่มชะลอลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

สำนักข่าว AP รายงานว่า ยอดใช้จ่ายโดยรวมของผู้บริโภคชาวจีนตลอดช่วงเทศกาลคนโสด ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 1-11 พฤศจิกายนปีนี้ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งหมด 139,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ระลอกใหม่ กระนั้น ปัญหาวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิดก็ทำให้อัตราการขยายตัวของการใช้จ่าย สูงจากปีที่แล้วไม่มากนัก บ่งชี้ถึงแนวโน้มการชะลอการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวจีน

 

ปีนี้ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซจีน และเป็นต้นกำเนิดเทศกาลคนโสดอย่าง Alibaba ยังคงครองแชมป์ทำรายได้สูงสุด โดย Alibaba เปิดเผยว่า ยอดขายผ่านแพลตฟอร์ม Tmall ในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งวันคนโสดในปีนี้ พุ่งขึ้นแตะ 540,300 ล้านหยวน (ราว 2.8 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

โดยปี 2021 นี้ Alibaba ตัดสินใจขยายวันจัดเทศกาลคนโสดโดยให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน แทนที่จะจัดเพียงวันเดียวในวันที่ 11 พฤศจิกายนเหมือนในช่วงปีแรกๆ เพื่อรองรับความต้องการของบรรดาขาช้อปที่ถูกอั้นมาตั้งแต่ช่วงเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ซึ่งทำให้ไม่สามารถออกไปช้อปปิ้งได้

 

อย่างไรก็ตาม ยอดขายปีนี้เติบโตจากปีที่แล้วเพียง 14% เท่านั้น เมื่อเทียบกับยอดขายของปี 2020 ที่เติบโตจากปี 2019 ก่อนหน้าที่ 93%

 

ด้าน JD.com คู่แข่งของ Alibaba มียอดขายในปีนี้ 311,400 ล้านหยวน (ราว 1.6 ล้านล้านบาท) ในช่วงเทศกาลคนโสด ซึ่งปีนี้ JD.com จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม – 11 พฤศจิยายน โดยปีนี้มีอัตราการเติบโตที่ 28% ลดลงจากปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 32%

 

ทั้งนี้ วันคนโสดซึ่งตรงกับวันที่ 11 เดือน 11 (11.11) ได้กลายเป็นเทศกาลช้อปปิ้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก โดยมียอดขายมากกว่าวันแบล็ก มันเดย์ และไซเบอร์ มันเดย์ของสหรัฐฯ กระนั้น วันคนโสดปีนี้ไม่ค่อยคึกคักเท่าไรนัก โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า บรรยากาศจัดงานปีนี้ค่อนข้างเรียบง่าย หลังรัฐบาลจีนเร่งกวดขันธุรกิจด้านเทคโนโลยีและจากการใช้นโยบายที่เน้นความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันหรือ Common Prosperity ของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน

 

ขณะเดียวกัน ปัญหาการขาดแคลนสินค้าและวัตถุดิบบางอย่างดูจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กิจกรรมการซื้อออนไลน์ในโอกาสวันคนโสด 11 เดือน 11 ของจีนปีนี้ไม่คักคัก โดย ไมเคิล นอริส ผู้จัดการฝ่ายวิจัยกลยุทธ์บริษัทที่ปรึกษา AgencyChina ในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลจีนทำให้ Alibaba ไม่เปิดเผยยอดขายสินค้าขณะถ่ายทอดสดในปีนี้ ซึ่งแม้จะมีเหตุผลที่เข้าใจได้ แต่ก็ทำให้นักลงทุนอดกังขาถึงความสามารถในการเติบโตของ Alibaba ไม่ได้

 

ด้าน จาค็อบ คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทการตลาด WPIC มองว่า การขายสินค้าในปีนี้คงจะไม่มีการหั่นราคาอย่างมากมายถึงขนาด 90% แต่ผู้ขายสินค้าจะหันมาส่งเสริมการขายของขวัญประเภท Limited Edition แทน

 

อย่างไรก็ตาม ยอดขายที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้หุ้นของ Alibaba และ JD.com ในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทของสหรัฐฯ ขยับเพิ่มขึ้น โดยหุ้นของ Alibaba เพิ่มขึ้น 2.2% ขณะที่ JD.com เพิ่มขึ้น 5.5%

 

อ้างอิง:

 


ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

Twitter: twitter.com/standard_wealth

Instagram: instagram.com/thestandardwealth

Official Line คลิก https://lin.ee/xfPbXUP

The post ชาวจีนช้อปสะพัดกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ในช่วง 11.11 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ระลอกใหม่ แต่การเติบโตเริ่มชะลอลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘จอร์จ โซรอส’ และกองทุนชื่อดังอื่นๆ ในสหรัฐฯ เตรียมถอยห่างจากหุ้นจีน ชี้เสี่ยงถูกรัฐแทรกแซง-บีบให้ย้ายไปเทรดในฮ่องกง https://thestandard.co/us-funds-prepare-drop-chinese-stocks/ Wed, 06 Oct 2021 08:57:22 +0000 https://thestandard.co/?p=545348 China Stock market

นักลงทุนจากโลกตะวันตกกำลังถอยห่างจากหุ้นบริษัทจีน ด้วยป […]

The post ‘จอร์จ โซรอส’ และกองทุนชื่อดังอื่นๆ ในสหรัฐฯ เตรียมถอยห่างจากหุ้นจีน ชี้เสี่ยงถูกรัฐแทรกแซง-บีบให้ย้ายไปเทรดในฮ่องกง appeared first on THE STANDARD.

]]>
China Stock market

นักลงทุนจากโลกตะวันตกกำลังถอยห่างจากหุ้นบริษัทจีน ด้วยปัจจัยเรื่องความไม่แน่นอนทางนโยบายของทางการจีน โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ตัวแทนจาก Man Group, Soros Fund Management และ Elliott Management ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มหุ้นจีนที่เทรดอยู่ในนิวยอร์กและเอเชีย

 

“เราจะไม่ลงเงินในหุ้นจีนในตอนนี้” ดอว์น ฟิตซ์แพทริก หัวหน้าฝ่ายลงทุนของ Soros Fund Management ระบุในงานสัมมนาออนไลน์ Bloomberg Invest

 

ฟิตซ์แพทริกคาดการณ์ว่า บริษัทจีนที่จดทะเบียนอยู่ในสหรัฐฯ หลายแห่งจะต้องย้ายไปฮ่องกงในเร็วๆ นี้ แม้ว่าเธอจะไม่ได้ระบุชื่อบริษัท แต่เป็นที่รู้กันว่า Alibaba Group, JD.com และ DiDi Global คือบริษัทขนาดใหญ่ของจีนที่จดทะเบียนอยู่ในนิวยอร์ก โดยทั้งสามบริษัทนี้ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของรัฐบาลจีนที่มีนโยบายคุมเข้มบริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา 

 

หุ้นของ Alibaba Group และ JD.com ปรับตัวลดลงไปแล้วอย่างน้อย 33% นับจากเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่หุ้นของ DiDi ก็ร่วงลงไปแล้วกว่า 47% นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือนมิถุนายน สอดคล้องกับดัชนี Shanghai Composite ในปีนี้ ที่ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 2.7% เปรียบเทียบกับดัชนี MSCI World ที่ปรับเพิ่มขึ้น 12%

 

มุมมองเชิงลบของนักลงทุนตะวันตกที่มีต่อหุ้นจีนเป็นผลมาจากคลื่นการดำเนินนโยบายต่อธุรกิจเอกชนของทางการจีนหลายระลอกในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งการสั่งสอบสวนบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในประเด็นการผูกขาดตลาด การตรวจสอบความมั่นคงทางไซเบอร์กับบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ และการสั่งแบนธุรกิจสถาบันกวดวิชาแสวงหาผลกำไร ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับนักลงทุนจากความไม่แน่นอนทางนโยบายดังกล่าว

 

“ถ้าคุณลงทุนในตลาด มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีมุมมองต่อจีน ซึ่งมุมมองของเราต่อจีนในตอนนี้คือจีนมีความน่าดึงดูดลดลงจากปีก่อน จากการดำเนินนโยบายต่างๆ ของทางการจีนต่อภาคเอกชน” ลุค เอลลิส ซีอีโอของ Man Group บริษัทเฮดจ์ฟันด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กล่าว

 

เอลลิสยังแนะนำให้นักลงทุนเตรียมความพร้อมสำหรับนโยบายที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ฉับพลันตลอดเวลาของจีน 

 

อย่างไรก็ดี ผู้จัดการกองทุนขนาดใหญ่หลายคนก็ยังมองเห็นศักยภาพในระยะยาวของจีน เช่น จอน เกรย์ จาก Blackstone ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจจีนจะยังเติบโตในอัตราที่สูงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว

 

“จีนมีวัฒนธรรมด้านการค้าขาย จีนยังมีรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร ซึ่งจากปัจจัยเหล่านี้ทำให้ในภาพรวมเศรษฐกิจจีนน่าจะยังไปได้ดี” เกรย์กล่าว

 

ด้าน โจนาธาน พอลล็อก ซีอีโอร่วมของ Elliott Management ชี้ว่าจีนยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว แม้ว่าการเข้าไปลงทุนด้วยเม็ดเงินขนาดใหญ่ในตอนนี้ยังเป็นเรื่องยาก

 

ขณะที่ พอล มาร์แชลล์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Marshall Wace บริษัทด้านการลงทุนที่มีสินทรัพย์อยู่ในการดูแลกว่า 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์ แนะนำลูกค้าว่าบริษัทจดทะเบียนของจีนมีแนวโน้มจะถูกจำกัดให้อยู่ภายในประเทศมากขึ้น 

 

“นักลงทุนในสหรัฐฯ และต่างประเทศจำนวนมากกังวลถึงผลกระทบจากการแทรกแซงของทางการจีน โดยเฉพาะกรณีการแบน DiDi หลัง IPO ในสหรัฐฯ ไม่นาน ทำให้เรามองว่าบริษัทจีนบางส่วนกำลังกลายเป็นธุรกิจที่ไม่สามารถลงทุนได้” มาร์แชลล์กล่าว

 

อ้างอิง: 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘จอร์จ โซรอส’ และกองทุนชื่อดังอื่นๆ ในสหรัฐฯ เตรียมถอยห่างจากหุ้นจีน ชี้เสี่ยงถูกรัฐแทรกแซง-บีบให้ย้ายไปเทรดในฮ่องกง appeared first on THE STANDARD.

]]>
JD.com เตรียมเปิด JD Mall ห้างสรรพสินค้าแบบดั้งเดิมแห่งแรก สร้างพื้นที่โชว์เคส เชื่อมค้าปลีกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน https://thestandard.co/jd-com-to-launch-new-40000-sq-m-physical-store-jd-mall/ Fri, 17 Sep 2021 05:21:46 +0000 https://thestandard.co/?p=537602 JD Mall

ถึงจะเติบโตจากโลกออกไลน์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าประสบการณ์แบ […]

The post JD.com เตรียมเปิด JD Mall ห้างสรรพสินค้าแบบดั้งเดิมแห่งแรก สร้างพื้นที่โชว์เคส เชื่อมค้าปลีกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
JD Mall

ถึงจะเติบโตจากโลกออกไลน์ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าประสบการณ์แบบดั้งเดิมยังเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้บริโภคอยู่ ดังนั้น JD.com หนึ่งในยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซของแดนมังกร จึงเตรียมเปิดห้างสรรพสินค้าแบบดั้งเดิมเป็นแห่งแรกของตัวเอง ซึ่งจะเป็นพื้นที่โชว์เคสที่เชื่อมค้าปลีกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน

 

JD Mall สาขาแรกจะตั้งอยู่ที่เมืองซีอาน ตอนกลางของแดนมังกร จะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 กันยายนนี้ โดยภายในจะมีสินค้ากว่า 200,000 ชิ้น ทั่วพื้นที่กว่า 42,000 ตารางเมตร ภายในอาคารสูง 5 ชั้น โดยผู้เช่ามีตั้งแต่บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ เช่น Huawei Technologies และ Haier ไปจนถึงร้านอาหารและร้านขายของใช้ในบ้านรวมแล้วกว่า 150 แบรนด์

 

ห้างสรรพสินค้าจะรวมร้านความงามและสุขภาพที่ผสานด้วยประสบการณ์เสมือนจริง (Virtual Reality Experiences) ไม่ว่าจะเป็นการฉายภาพโฮโลแกรม อุปกรณ์ VR หุ่นยนต์อัจฉริยะ ห้องสตรีมสดเสมือนจริง ซึ่ง JD.com หวังที่จะโปรโมตผลิตภัณฑ์ในลักษณะที่ยากต่อการนำเสนอผ่านหน้าจอ และแสวงหาลูกค้าสำหรับแพลตฟอร์มออนไลน์ไปพร้อมกัน

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ JD.com บุกโลกออฟไลน์ ก่อนหน้านี้ยักษ์อีคอมเมิร์ซได้บุกผ่านร้านขายของชำและร้านสะดวกซื้อไปแล้ว โดย JD.com จะนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กับ JD Mall 

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทเทคโนโลยีจีนรายอื่นๆ ก็หันเข้ามาสู่ร้านค้าแบบดั้งเดิม (Brick-and-Mortar) เช่นกัน อย่าง Alibaba Group Holding เปิดศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในหางโจวในปี 2018 นอกจากนี้ยังดำเนินการเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ต Hema และร้านค้าทางกายภาพอื่นๆ และเข้าควบคุมเครือข่ายไฮเปอร์มาร์เก็ต Sun Art Retail ในปี 2020 อีกด้วย

 

อ้างอิง: 

The post JD.com เตรียมเปิด JD Mall ห้างสรรพสินค้าแบบดั้งเดิมแห่งแรก สร้างพื้นที่โชว์เคส เชื่อมค้าปลีกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘แคธี วูด’ กลับลำเข้าซื้อหุ้นจีน หลังการออกกฎระเบียบเริ่มชัด ดันหุ้นเทคฯ พุ่งแรง https://thestandard.co/cathie-wood-bought-china-stocks/ Wed, 25 Aug 2021 02:39:54 +0000 https://thestandard.co/?p=528774 แคธี วูด

บรรดาหุ้นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนที่จดทะเบียนในตล […]

The post ‘แคธี วูด’ กลับลำเข้าซื้อหุ้นจีน หลังการออกกฎระเบียบเริ่มชัด ดันหุ้นเทคฯ พุ่งแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
แคธี วูด

บรรดาหุ้นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ปรับตัวฟื้นกลับขึ้นมาเมื่อวันอังคาร (24 สิงหาคม) หลังจากที่สถานการณ์ด้านกฎระเบียบกำกับดูแลของทางรัฐบาลจีนมีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้บรรดานักลงทุนที่รอจังหวะโอกาสเข้าช้อนซื้อหุ้นตบเท้าเข้ามาอย่างคึกคัก ทำให้ราคาหุ้นบริษัทจีนดีดตัวพุ่งแรงทั่วหน้า ทั้ง Alibaba, JD.com, Tencent, Baidu และ Pinduoduo

 

รายงานระบุว่า หุ้น Pinduoduo พุ่งถึง 22.2% ขณะที่หุ้นของ JD.com เพิ่มขึ้น 14.4%, เช่นเดียวกับหุ้นของ Tencent Music Entertainment ที่ขยับขึ้น 12.7% และหุ้นของ Baidu เพิ่มขึ้น 8.6%

 

ทั้งนี้ หนึ่งในนักลงทุนสำคัญที่กลับเข้ามาซื้อหุ้นจีนอีกครั้งคือ แคธี วูด แห่ง ARK Investment ที่เข้ามาซื้อหุ้นจำนวน 164,889 หุ้นของ JD.com หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ARK Innovation กองทุนที่ใหญ่ที่สุดของ ARK เพิ่งจะทิ้งขายหุ้นบริษัทจีนเกือบทั้งหมดในช่วงสิ้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงแรกที่ทางการจีนออกมายกระดับการกำกับดูแลภาคเอกชน

 

นอกจากกฎระเบียบกำกับดูแลที่เริ่มเห็นขอบเขตชัดเจนขึ้นแล้ว หุ้นของบริษัทจีนยังได้แรงหนุนจากจุดยืนของธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่ประกาศคงนโยบายการเงินในปัจจุบันไว้ และมุ่งรักษานโยบายการเงินให้มีเสถียรภาพ รวมถึงให้การสนับสนุนการขยายเศรษฐกิจคุณภาพสูง (High-Quality Economic) ภายใต้การเติบโตของการเงินอย่างเหมาะสม

 

ขณะเดียวกันมีรายงานจากทาง Global Times ที่ผู้เชี่ยวชาญออกมาระบุว่า บริษัทจีนจะไม่มีวันยอมจำนนต่อการเดินหน้ายกระดับกฎระเบียบของบริษัทจีนที่จะเข้าจดทะเบียน หรือจดทะเบียนในตลาด Wall Street ของสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ จนทำให้บริษัทจีนหลายราย โดยเฉพาะเหล่าสตาร์ทอัพ ตัดสินใจชะลอแผนเข้าตลาดสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่า นับตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคมเป็นต้นมา ไม่มีบริษัทจีนใดๆ ออกหุ้น IPO ในสหรัฐฯ เลย

 

รายงานระบุว่า หลายบริษัท รวมถึง Lalamove, Keep (แอปพลิเคชันฟิตเนส) และ Himalaya (พอดแคสต์ แพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดของจีน) ต่างระงับแผน IPO ของตนในสหรัฐฯ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยบางราย เช่น Lalamove ก็เปลี่ยนแผนหันไปจดทะเบียนในตลาดฮ่องกงแทน

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญบางส่วนระบุว่า จีนยังคงให้ความสนใจในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากเป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดและมีสภาพคล่องมากที่สุด และที่ผ่านมา บริษัทจีนส่วนใหญ่ก็ดำเนินการตามมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัดอยู่แล้วในการจดทะเบียนเข้าตลาด เพียงแต่กฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดขึ้น อีกทั้งรัฐบาลจีนก็แสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับทางสหรัฐฯ ในการสนับสนุนให้บริษัทจีนเข้าไปดำเนินการในตลาดต่างประเทศ

 

ขณะเดียวกันจีนเองก็ย้ำชัดว่า การปรับปรุงกฎระเบียบของจีนมีเป้าหมายเพื่อป้องกันความเสี่ยงแอบแฝงที่เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนในระยะยาว เพื่อป้องกันความเสี่ยงแอบแฝงซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนในระยะยาว

 

อ้างอิง:

 


 

เตรียมพบกับฟอรัมที่ผู้บริหารต้องดูก่อนวางแผนกลยุทธ์ปีหน้า! The Secret Sauce Strategy Forum คัมภีร์กลยุทธ์ฝ่าวิกฤตปี 2022

 

📌 เฟรมเวิร์กกลยุทธ์ใช้ได้จริง

📌 ฉากทัศน์เศรษฐกิจไทยโลก

📌 เทรนด์ผู้บริโภคการตลาด

📌 เคสจริงจากผู้บริหาร

 

พิเศษ! บัตร Early Bird 999 บาท วันนี้ถึง 27 สิงหาคมนี้เท่านั้น

 

ซื้อบัตรได้แล้วที่ www.zipeventapp.com/e/the-secret-sauce

The post ‘แคธี วูด’ กลับลำเข้าซื้อหุ้นจีน หลังการออกกฎระเบียบเริ่มชัด ดันหุ้นเทคฯ พุ่งแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Beyond Meat บุกโลกออนไลน์ เปิดขายผ่าน JD.com แต่เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะชาวจีนยังไม่มั่นใจความปลอดภัย ‘เนื้อสังเคราะห์’ สักเท่าไร https://thestandard.co/beyond-meat-jd-com/ Wed, 21 Jul 2021 00:23:08 +0000 https://thestandard.co/?p=515120 Beyond Meat

กระแสเทรนด์รักสุขภาพและสิ่งแวดล้อมกำลังมาแรงอย่างฉุดไม่ […]

The post Beyond Meat บุกโลกออนไลน์ เปิดขายผ่าน JD.com แต่เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะชาวจีนยังไม่มั่นใจความปลอดภัย ‘เนื้อสังเคราะห์’ สักเท่าไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
Beyond Meat

กระแสเทรนด์รักสุขภาพและสิ่งแวดล้อมกำลังมาแรงอย่างฉุดไม่อยู่ สะท้อนจากการเติบโตกว่า 43% ของตลาดอาหารเทียมที่ทำจากโปรตีนพืช (Plant-Based Food) ใน 2 ปีที่ผ่านมา ล่าสุดหนึ่งในแบรนด์เนื้อสัตว์เทียมขาใหญ่ในวงการอย่าง ‘Beyond Meat’ สตาร์ทอัพสัญชาติอเมริกัน ได้บุกตลาดแดนมังกรเอาใจผู้บริโภคสายเขียว ส่งสินค้าเข้าจำหน่ายบนเว็บไซต์ JD.com ยักษ์อีคอมเมิร์ซเบอร์ 2 ของจีน หวังขยายฐานผู้บริโภคที่ซื้ออาหารสดทางออนไลน์มากขึ้น 

 

Beyond Meat มองว่า การเจาะเข้าแพลตฟอร์ม JD.com จะช่วยขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าที่มีอยู่เดิมในเขต 4 เมืองหลัก ยกตัวอย่างเช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ฯลฯ รวมถึงอีกกว่า 300 เมืองทั่วประเทศจีน ประกอบกับเว็บไซต์ JD.com มีศูนย์สินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิถึง 18 แห่ง ทำให้มั่นใจได้ว่าสินค้าจะถึงมือผู้บริโภคภายใน 48 ชั่วโมงนับตั้งแต่กดสั่ง 

 

การวางจำหน่ายสินค้าของ Beyond Meat ในจีนส่วนใหญ่จะดำเนินการผ่านบริษัทที่เป็นพันธมิตรอย่าง Starbucks บริษัทร้านกาแฟอันดับหนึ่งของโลก, Yum China Holdings เจ้าของธุรกิจ KFC และ Pizza Hut ในประเทศจีน และ Freshippo เชนซูเปอร์มาร์เก็ตสุดล้ำของ Alibaba 

 

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษา iiMedia ประเมินว่า ยอดขายอาหารสดทางออนไลน์จะโตไปถึง 300 ล้านหยวน หรือราว 1.5 พันล้านบาทในปีนี้ เพิ่มขึ้น 18% จากปี 2020 จึงนับเป็นตลาดที่สดใสของ Beyond Meat 

 

จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ของ Beyond Meat คือใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนพืชและสารธรรมชาติมาแทนที่ส่วนประกอบหลักทั้ง 5 ของเนื้อสัตว์ โดยโปรตีนได้มาจากข้าว ถั่วเขียว และถั่วปากอ้า ไขมันได้มาจากพืช เช่น น้ำมันมะพร้าว ส่วนแร่ธาตุมาจากเกลือ ธาตุเหล็ก และโพแทสเซียมคลอไรด์ สีและรสชาติมาจากบีตรูทสกัดและแอปเปิ้ลสกัด ในขณะที่คาร์โบไฮเดรตมาจากแป้งมันฝรั่งและเซลลูโลสสกัดจากพืช ซึ่งพืชทั้งหมดที่ใช้จะไม่มี GMO หรือสารกลูเตน 

 

การขยับตัวสู่ตลาดแผ่นดินใหญ่ของ Beyond Meat ช่วยเปิดทางให้คู่แข่งอย่าง Nestle เปิดตัวผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จากพืชภายใต้ชื่อแบรนด์ Harvest Gourmet เข้าสู่ตลาดสายเขียวของจีนในช่วงเดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมา โดยมีผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น เนื้อแฮมเบอร์เกอร์, ไส้กรอก, นักเก็ต และอีกหลากหลายที่เหมาะกับการปรุงอาหารสไตล์จีน 

 

แม้ว่าภาพรวมของ Beyond Meat ในตลาดโลกจะดูสดใสดี แต่เหมือนว่าการบุกตลาดแผ่นดินใหญ่ของบริษัทระดับโลกเหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้โภคชาวจีนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยคุ้นชินกับเนื้อที่ทำจากพืชสักเท่าไร 

 

“เหมือนกับว่าฝั่งผู้ผลิตตบมือข้างเดียวอยู่ ในขณะที่ผู้บริโภคยังไม่สนใจจะเข้าร่วมด้วย” จูตั้นเผิง นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมอาหาร กล่าว อีกทั้งยังให้ความเห็นว่า ผู้บริโภคชาวจีนหลายคนให้ความสำคัญต่อเรื่องความปลอดภัยทางอาหารพอๆ กับรสชาติ

 

สอดคล้องกับโพลล่าสุดของ Sina Weibo สื่อสังคมออนไลน์ในจีน ที่พบว่า มีเพียง 14% จากผู้เข้าร่วมทั้งหมด 400 คนเท่านั้นที่สนใจอยากลองเนื้อสัตว์จากพืช แต่กระนั้นด้วยตัวเลขประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน ได้ตอกย้ำความมหึมาของตลาดแห่งนี้ สร้างกลิ่นที่หอมหวน ทำให้แบรนด์ไหนๆ ก็อยากเข้ามา

 

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้ Beyond Meat ได้ขยายฐานการผลิตมาที่เมืองเจียซิง ทางภาคตะวันออกของจีน ซึ่งอยู่ห่างจากนครเซี่ยงไฮ้ไม่ถึง 100 กิโลเมตร นับเป็นโรงงานแห่งแรกที่อยู่นอกสหรัฐอเมริกา สวนกระแสวิจารณ์เรื่องยอดขายที่หดตัว

 

สำหรับราคาเนื้อวัวของ Beyond Meat แพ็กคู่ 0.454 กิโลกรัม ตกอยู่ที่ 210 หยวน หรือราว 1,064 บาท ซึ่งหากเทียบกับราคาเนื้อวัวธรรมชาติในประเทศที่ขายอยู่บนเว็บไซต์ JD.com จำนวน 1 กิโลกรัม จะอยู่ที่ 140 หยวน หรือราว 710 บาท 

 

“เราเห็นว่าผู้บริโภคชาวจีนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้นเรื่อยๆ” เจมส์ เย่ ผู้จัดการทั่วไปของ JD Fresh กล่าว “ด้วยช่องทางที่มีประสิทธิภาพของเรา อย่างระบบห่วงโซ่อุปทาน, ระบบขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ, ช่องทางการค้าปลีกและการทำตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (Omni Channel) เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะนำพาผลิตภัณฑ์คุณภาพของ Beyond Meat เข้าสู่ตลาดผู้บริโภคชาวจีนให้ได้”

 

นอกเหนือจากจำหน่ายเนื้อสัตว์แล้ว Beyond Meat ยังจำหน่ายวัตถุดิบอื่นๆ ที่ใช้ประกอบอาหารจีนด้วย เช่น เกี๊ยว, เต้าหู้ผัดพริกเสฉวน (Mapo Tofu), บะหมี่จาเจียง (Zha Jiang Noodle) และลูกชิ้น Lion’s Head 

 

และพิเศษสำหรับตลาดแดนมังกรที่นิยมบริโภคเนื้อหมูมานับแต่โบราณ Beyond Meat จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ Beyond Pork ผลิตภัณฑ์เนื้อหมูเสมือน โดยจะวางขายบนเว็บไซต์ JD.com เป็นที่แรกด้วย เรียกได้ว่าบุกตลาดครั้งนี้เพื่อเอาชนะใจชาวจีนสุดฤทธิ์ 

 

ปัจจุบันเริ่มมีแบรนด์อาหารระดับโลกนำ Beyond Meat มาปรุงเป็นเมนูอาหารในร้าน เช่น Starbucks, Taco Bell, KFC, McDonald’s และ Pizza Hut ล่าสุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา Beyond Meat ประกาศจับมือกับ PepsiCo พัฒนาขนมและเครื่องดื่มที่ทำจาก Plant-Based ภายใต้บริษัทใหม่ที่ชื่อว่า The PLANeT Partnership

 

อย่างไรก็ดี ในประเทศไทยเอง Beyond Meat ได้เข้ามาทำตลาดประมาณปี 2019 ผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ รวมถึงร้านอาหารของโรงแรมห้าดาวต่างๆ และในบ้านเราเองก็เริ่มมีเนื้อสัตว์จากพืชอย่างแบรนด์ไทยชื่อ Meat Avatar และ More Meat ออกมาด้วย

 

Beyond Meat ถือเป็นบริษัทโปรตีนทางเลือกบริษัทแรกที่เข้าตลาดหุ้น และได้รับกระแสตอบรับดี มีนักลงทุนชื่อดังอย่าง บิล เกตส์, ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ นักแสดงสายสุขภาพ และอดีตซีอีโอของแมคโดนัลด์ เข้ามาร่วมระดมทุนด้วย และในปี 2019 บริษัทได้ทำการ IPO ซึ่งแค่ภายในวันแรกที่เสนอขายหุ้น ราคาหุ้นของ Beyond Meat พุ่งขึ้นไปถึง 163% ถือว่าสูงที่สุดของการ IPO นับตั้งแต่ต้นปี 2019 

 

ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) อยู่ที่ 7.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.5 แสนล้านบาท ขณะที่รายได้ในไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ 108.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.5 พันล้านบาท ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 114.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.7พันล้านบาท เนื่องด้วยสถานการณ์โควิดทำให้ตลาดชะลอตัว

 

หมายเหตุ: $1 = 32.86 ฿ และ 1 หยวน = 5.07 ฿

 

อ้างอิง:

The post Beyond Meat บุกโลกออนไลน์ เปิดขายผ่าน JD.com แต่เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะชาวจีนยังไม่มั่นใจความปลอดภัย ‘เนื้อสังเคราะห์’ สักเท่าไร appeared first on THE STANDARD.

]]>