“หลังจากที่ผ่านไป 4 นัดแล้ว มีใครบ้างที่ชอบ Brest?” &nb […]
The post ความรั่ว+ความรู้ = CBS Sports Golazo รายการบอลสุดป่วนที่ชวนทุกคนหลงรัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
“หลังจากที่ผ่านไป 4 นัดแล้ว มีใครบ้างที่ชอบ Brest?”
คำถามจาก เคท สกอตต์ พิธีกรสาวคนเก่ง นำไปสู่หนึ่งในโมเมนต์สุดฮาของรายการฟุตบอล CBS Sports Golazo
“ผมชอบ Shape ของพวกเขานะ” เจมี คาร์ราเกอร์ หนึ่งในนักวิเคราะห์ของรายการ ให้ความเห็น ในขณะที่ ไมกาห์ ริชาร์ดส์ อีกหนึ่งพิธีกรร่วม พยายามกลั้นหัวเราะสุดชีวิต เพราะในหัวนั้นคิดเป็นอย่างอื่นไปแล้วกับคำว่า Brest ซึ่งเป็นชื่อสโมสร กับ Breast ที่หมายถึงหน้าอกหน้าใจของหญิงสาว
“ใช่ พวกเขามีผู้เล่นที่ใหญ่มาก 2 คน” เธียร์รี อองรี นักวิเคราะห์หลักตัวจริง พยายามว่าต่อในมุมฟุตบอล แต่ดูเหมือนไมกาห์จะกลั้นไม่ไหวแล้ว
จนเคทยิงคำถามว่า “คุณชอบมากแค่ไหน พร้อมจะจ่ายเงินเพื่อดู Brest ไหม”
คาร์ราเกอร์ตอบว่า “ผมเคยจ่ายไปแล้ว” และนั่นเองที่เสียงหัวเราะของไมกาห์ระเบิดออกมา
ความมหัศจรรย์คือรายการฟุตบอลที่เหมือนนั่งฟังเพื่อนยิงมุกใส่กันรายการนี้ได้รับการตอบรับที่ดีมหาศาล เฉพาะคลิปตอน Brest มีผู้ชมมากกว่า 20 ล้านคน และไม่ใช่แค่ตอนนี้เท่านั้นที่กระแสตอบรับดี เพราะ CBS Sports Golazo เป็นไวรัลที่แฟนบอลทั่วโลกพร้อมจะแชร์โมเมนต์แบบนี้ให้คนอื่นได้ฮาไปด้วยกัน
แต่แน่นอนว่ารายการนี้ไม่ได้มีแค่ความฮาเท่านั้น อะไรคือความลับที่ทำให้ CBS Sports Golazo ซึ่งเป็นรายการฟุตบอลจากสหรัฐอเมริกา ได้รับความรักจากแฟนบอลทั่วโลกมากยิ่งกว่ารายการสุดเก๋าที่เราเคยรู้จักอย่าง Match of the Day หรือ Monday Night Football ไปแล้ว?
แต่ก่อนจะไปไกล ต้องเล่าย้อนนิดว่ารายการ CBS Sports Golazo ที่กำลังจะพูดถึงนี้คือรายการ Matchday Analysis ฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทางช่อง CBS Sports Golazo Network ซึ่งเป็นสถานีกีฬา 24 ชั่วโมงในเครือ Paramount ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลแชมเปียนส์ลีกในสหรัฐอเมริกา
ไม่ใช่รายการฟุตบอลจากสหราชอาณาจักรเหมือนรายการ Match of the Day, Monday Night Football (MNF), The Overlap และอื่นๆ
ตรงนี้เองที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจ เพราะในความรู้สึกเดิมแล้วสหรัฐอเมริกา – ประเทศเดียวในโลกที่เรียกฟุตบอลว่า ‘ซอกเกอร์’ (Soccer – แม้ว่าคำนี้ก็เป็นคำเรียกจากภาษาอังกฤษดั้งเดิมตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 19 นั่นแหละ) – จะมารู้ดีหรือเข้าใจอะไรกับเกมลูกหนัง
แต่กลายเป็นว่า CBS Sports Golazo กลายเป็นความแตกต่างที่น่าสนใจ ซึ่งช่อง Plaantik อีกหนึ่งในช่องฟุตบอลคุณภาพระดับ ‘ของดี’ ได้วิเคราะห์และช่วยอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นของรายการ CBS Sports Golazo (คำว่า Golazo เป็นคำภาษาสเปนที่นักพากย์จะพูดเมื่อได้เห็นสุดยอดประตูที่สวยงาม) เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ

เมื่อเปิดเข้าไปชมรายการ CBS Sports Golazo จะพบผู้ดำเนินรายการ 4 คนด้วยกัน ซึ่ง 3 คนในนั้นเป็นคนที่ทุกคนคุ้นหน้าเป็นอย่างดี
แต่คนที่เป็นผู้ถือ ‘กุญแจ’ ที่จะเปิดประตูหัวใจของแฟนบอลคือ เคท สกอตต์ หรือชื่อเดิม เคท แอ็บโด พิธีกรสาวชาวอังกฤษ ซึ่งเกิดที่เมืองแมนเชสเตอร์ ที่แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์ในการเป็นนักกีฬาอาชีพ แต่ก็มีประสบการณ์ในการทำงานโทรทัศน์มาอย่างยาวนานในหลายประเทศ
หนึ่งในจุดสูงสุดของการทำงานของเธอคือการได้เป็นพิธีกรในพิธีประกาศรางวัลลูกบอลทองคำ หรือ ‘บัลลงดอร์’ (ในยุคที่จัดร่วมกับ FIFA)
ด้วยความสามารถที่พูดได้ถึง 4 ภาษา ไหวพริบปฏิภาณ และความรู้ที่ไม่ธรรมดา ทำให้เธอสามารถช่วยประคองรายการที่สุดแสนโกลาหลได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการรับมือกับ เจมี คาร์ราเกอร์ และ ไมกาห์ ริชาร์ดส์ สองตัวป่วนประจำรายการ
แต่ถึงจะเห็นอำ ยิงมุก ฮากันไม่หยุด คาร์ราเกอร์เองก็เป็นนักฟุตบอลระดับตำนานของลิเวอร์พูล มีประสบการณ์มากมายในฐานะนักวิเคราะห์ของ Sky Sports เช่นเดียวกับริชาร์ดส์ ที่ถึงจะเป็นตัวโจ๊กของทุกรายการ แต่ก็มีประสบการณ์มาไม่น้อย
ความเปิ่นของคาร์ราเกอร์กับความป่วนของริชาร์ดส์ คือความวายป่วงที่เป็นสีสันที่ทำให้รายการนี้ไม่เหมือนรายการไหนในโลก
แต่ CBS Sports Golazo ไม่ได้มีแค่ความตลกโปกฮาเท่านั้น พวกเขายังมี ‘มันสมอง’ ของรายการอย่าง เธียร์รี อองรี ตำนานตลอดกาลของอาร์เซนอลและพรีเมียร์ลีก ที่มีมุมมองการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งเหนือชั้นที่สุดคนหนึ่งของวงการในตอนนี้
อองรีสามารถอธิบายเรื่องยากๆ ให้เข้าใจได้ง่าย และชี้ให้เห็นถึงรายละเอียดที่บางทีอย่าว่าแต่แฟนบอลเลย แม้แต่นักวิเคราะห์ด้วยกันเองก็คาดไม่ถึง เช่น รายละเอียดของแท็กติก หรือเทคนิคเฉพาะตัวบางอย่างของนักเตะ
และทีเด็ดคืออองรีเป็นคนตลกเช่นกัน ซึ่งพร้อมจะฮาไปกับตัวป่วนเหล่านี้ด้วย เพียงแต่ถ้าถึงเวลาที่เขาพูดจริงจัง ทุกคนก็พร้อมจะฟัง
นี่คือสุดยอดทีมงานคุณภาพในระดับเกรดเอของวงการที่ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เข้ากันอย่างน่ามหัศจรรย์ ทั้งๆ ที่ดูแล้วไม่น่าจะเข้ากันได้เลย

ถึงแม้ว่ารายการนี้จะดูเหมือนเป็นการด้นสด ไม่มีสคริปต์ มุกต่างๆ ความฮาเกิดขึ้นแบบธรรมชาติ (Organic) แต่ในเบื้องหลังแล้วรายการนี้ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี
ผู้อยู่เบื้องหลังคือโปรดิวเซอร์ของรายการอย่าง พีท ราโดวิช จูเนียร์ ที่ต่อยอดแรงบันดาลใจจากรายการวิเคราะห์บาสเกตบอล NBA สุดฮิตอย่าง Inside the NBA ทางช่อง TNT ที่ผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ที่เข้มข้นกับความตลกสนุกสนานเข้าด้วยกันได้อย่างน่ามหัศจรรย์
เขาเชื่อว่ารายการแบบนี้ถูกจริตกับผู้ชมชาวอเมริกันที่เป็นตลาดหลักของรายการ และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
จุดขายของรายการคือความเพี้ยน ความตลก ที่แม้แต่ช่วงของการสัมภาษณ์นักฟุตบอลหรือโค้ชก็กลายเป็นไวรัลได้ เพราะคนที่ต้องมาออกรายการรู้ดีว่าพร้อมจะเจออำหรือโดนยิงคำถามอะไรประหลาดๆ มาตลอด เช่น จู่ๆ คาร์ราเกอร์ก็อยากสัมภาษณ์เป็นภาษาสเปนด้วยการกด Translate แล้วอ่านคำถามจากโทรศัพท์มือถือแบบเพี้ยนสุดๆ หรือเรียกชื่อทีมอินเตอร์ มิลาน ว่าอินเตอร์ นาซิออนนาเล ที่ไม่มีใครเขาเรียกกัน”
แต่โปรดิวเซอร์อย่าง ราโดวิช จูเนียร์ และพิธีกรหลักทุกคน ไม่ได้คิดจะขายขำอย่างเดียว เมื่อถึงช่วงที่ต้องวิเคราะห์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่ออองรีหรือแม้แต่คาร์ราเกอร์พูด ทุกคนก็พร้อมที่จะเข้าโหมดจริงจังทันที เรียกว่าสลับได้เหมือนกดสวิตช์
ในทางตรงกันข้าม ถ้าช่วงไหนเริ่มจริงจังเกินไปจนชักไม่สนุก คาร์ราเกอร์กับริชาร์ดส์ก็พร้อมที่จะดึงโมเมนตัมกลับทันทีด้วยความวายป่วงของพวกเขา
นั่นทำให้ CBS Sports Golazo มีความสมดุลทั้งความฮาและความรู้ในเวลาเดียวกัน และกลายเป็นความแตกต่างที่ตอบโจทย์กับยุคสมัยที่ผู้ชมเริ่มเปลี่ยนวัย เปลี่ยนเจเนอเรชัน ไปมากแล้ว
รายการฟุตบอลจริงจังแบบเดิมๆ ไม่ตอบโจทย์ผู้ชมยุคใหม่อีกต่อไป แต่ในอังกฤษเองรายการแบบนี้ยังทำไม่ได้ เพราะในอังกฤษมีเรื่องของ Rivalry ระหว่างผู้ชมแต่ละสโมสรอยู่ ขณะที่สหรัฐฯ ไม่มีเรื่องแบบนี้
Persona ของเขาในแบบ Golazo ไม่สามารถอยู่ในรายการของ Sky Sports ได้ในเวลานี้ แม้ว่า Sky Sports จะพยายามค่อยๆ ปรับพฤติกรรมผู้ชมผ่านรายการสมัยใหม่อย่าง The Overlap ก็ตาม

ถึงจะดูเหมือนง่าย แต่รายการ CBS Sports Golazo ไม่ได้ทุกอย่างมาง่ายแบบนั้น
ในทางตรงกันข้าม พวกเขาก็เล่นเกมเสี่ยงอยู่เหมือนกัน ประหนึ่งการยืนกองหลังในแบบ High Line แนวรับเช็กสูงที่เป็นการเดิมพันที่สูง ที่หวังผลตอบแทนสูง แต่ก็สามารถพังได้ง่ายๆ เช่นกัน
กรอบของรายการนี้ที่โปรดิวเซอร์ขีดไว้คือการไม่มีกรอบตายตัว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้เป็นเรื่องธรรมชาติ ดังนั้นหลายครั้งที่บทสนทนาภาษาลูกหนังมักจะมี ‘อะไรก็ได้’ เกิดขึ้นได้เสมอ เช่น การเผลอพูดไม่สุภาพ หรือจู่ๆ คาร์ราเกอร์ก็ไปแฝงตัวกับกลุ่มแฟนบอลดอร์ทมุนด์และซดเบียร์แก้วใหญ่ออกอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถ้าเป็นรายการอื่นก็คงถูกเซ็นเซอร์ไปแล้ว
หรืออีกครั้งหนึ่งที่มีการพูดถึงข้าวของเครื่องใช้สุดเหม็นของ เดวิด เบ็คแฮม ที่ปกติแล้วก็ไม่ควรจะเอามาพูดในรายการ หรือแม้แต่การเผากันเองของพิธีกรในรายการ
สิ่งเหล่านี้ถ้าเป็นรายการอื่นอาจจะลบๆ หรือลืมๆ ไป แต่ CBS Sports Golazo เลือกจะหยิบขึ้นมาเป็นไฮไลต์ของรายการ เพื่อที่จะดึงดูดผู้ชมให้อย่างน้อยเข้ามาติดตามก่อนได้ยิ้มสักหนึ่งกรุบ แล้วถ้าได้สาระอะไรกลับไปด้วยจากรายการนี้ก็ถือว่าเป็นกำไรของผู้ชมเอง
ผลตอบแทนที่ได้?
ตอนนี้มีผู้กดติดตามรายการนี้ 7.97 ล้านคนเข้าไปแล้ว โดยฐานผู้ชมไม่ได้อยู่แค่ในสหรัฐฯ แต่เป็นแฟนบอลทั่วโลก
หนึ่งในแฟนรายการนี้คือ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่ฝากคำชมว่า “นี่คือรายการฟุตบอลที่สนุกที่สุดในฤดูกาลนี้”
แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังคือ บางครั้งการเล่นมากเกินไปก็อาจเป็นผลเสียได้เหมือนกัน เช่น ครั้งหนึ่งที่คาร์ราเกอร์ล้ำเส้นเคทในเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับสามีที่เพิ่งแต่งงานกัน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่อดีตกองหลังลิเวอร์พูลถูกตำหนิว่าเล่นไม่รู้เรื่อง จนทำให้เคทถึงขั้นต้องปิดการแสดงความเห็นบน Instagram ส่วนตัว
เหตุการณ์นั้นถึงขั้นทำให้มีคำถามว่าวงจะแตกหรือไม่เลยทีเดียว แต่เคทจัดการทุกอย่างได้อย่างเข้มแข็งในตอนต่อมา ด้วยการบอกว่าเธอเติบโตในครอบครัวที่มีพี่น้องเป็นผู้ชาย บางทีก็เจอการเล่นไม่รู้เรื่องแบบนี้บ้าง แต่สุดท้ายทุกคนก็คือ ‘ครอบครัว’
เรื่องแบบนี้เป็นเหมือน ‘ใบเหลือง’ ที่จะต้องคอยเตือนสติพิธีกรทุกคนของรายการ โดยเฉพาะตัวโจ๊กอย่างคาร์ราเกอร์และริชาร์ดส์ เพียงแต่ถามว่าทุกคนรวมถึงโปรดิวเซอร์จะเปลี่ยนแปลงโทนของรายการเพื่อให้ปลอดภัยขึ้นไหม?
คำตอบนั้นชัดเจนว่าไม่ เพราะจะฮา จะห่ามบ้าง แต่นี่แหละคือ CBS Sports Golazo
รายการฟุตบอลที่ไม่รู้ว่าเป็นเบอร์หนึ่งหรือเปล่า แต่อย่างน้อยก็เป็นรายการที่แฟนบอลทั่วโลกรอคอยว่าวันนี้จะมีอะไรให้ดูแล้วยิ้มอีกบ้าง
และในทางการสื่อสารมวลชนแล้ว นี่คือ ‘แบบเรียน’ ที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งในโลกยุคใหม่ ที่อะไรเดิมๆ อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป
อ้างอิง:
The post ความรั่ว+ความรู้ = CBS Sports Golazo รายการบอลสุดป่วนที่ชวนทุกคนหลงรัก appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในรายการ UCL Today ทางช่อง CBS เมื่อปีก่อน มีเหตุการณ์ท […]
The post ซานต้าไมกาห์ แจกของขวัญคริสต์มาสในรายการ UCL TODAY appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในรายการ UCL Today ทางช่อง CBS เมื่อปีก่อน มีเหตุการณ์ที่กลายเป็นมีมทางอินเทอร์เน็ตและเป็นที่พูดถึงกันอย่างยาวนาน
โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงคริสต์มาสเมื่อปีที่แล้ว ไมกาห์ ริชาร์ดส์ แต่งตัวเป็นซานตาคลอส แล้วไปมอบของขวัญให้พิธีกรในรายการ
เธียร์รี อองรี ได้รางวัลเป็นถ้วยบัลลงดอร์ ซึ่งอองรีบอกว่า ในที่สุดซานตาคลอสก็ได้รับจดหมายของเขาที่เขียนไปขอสิ่งนี้เมื่อนานมาแล้ว
ด้าน เจมี คาร์ราเกอร์ ทาง ‘ซานต้าไมกาห์’ เซอร์ไพรส์เขาด้วยคลิปวิดีโอจาก ลิโอเนล เมสซี (ตัวปลอม) และเมสซี (ตัวปลอม) ก็มอบคลิปของ ‘ลา’ ให้ ซึ่งมาจากกรณีที่คาร์ร่าเคยออกมาวิจารณ์เมสซีในตอนที่เขาย้ายไปร่วมทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง โดยเมสซีไม่พอใจกับเรื่องนี้มากนัก และเรียกเขาว่า ‘ลา’ บน Instagram นั่นเอง
ขณะที่พิธีกรหญิงอย่าง เคต แอบโด ได้รับของขวัญคริสต์มาสเป็นหัวไมค์ของ FOX Sports โดยอ้างอิงตอนที่เธอพูดผิดว่าเธอมาจาก FOX Sports ขณะที่กำลังทำรายการให้กับ CBS Sports นั่นเอง

The post ซานต้าไมกาห์ แจกของขวัญคริสต์มาสในรายการ UCL TODAY appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในรอบปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ต้อนรับการมาเยือนของนักฟุตบ […]
The post ‘อองรี-โรนัลดินโญ-โอซิล’ ฟุตบอลโลกของตำนาน การกลับมารวมตัวกันของนักเตะที่เราคิดถึง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ในรอบปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ต้อนรับการมาเยือนของนักฟุตบอลระดับตำนานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรนัลดินโญ, เดวิด เบ็คแฮม, พอล สโคลส์, นิคกี บัตต์ ไปจนถึง เจมี คาร์ราเกอร์, เดิร์ก เคาต์ และ เอ็มมานูแอล เปอตีต์
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึง ‘คุณค่า’ ของกลุ่มอดีตนักเตะเหล่านี้ที่แม้ว่าจะอำลาสนามไปเป็นเวลานานแล้ว แต่อารมณ์ความรู้สึกคิดถึงคะนึงหาของแฟนบอลยังคงเหลืออยู่ และมีคนที่พร้อมจะมาหานักเตะเหล่านี้เสมอ
เป็นเรื่องดีต่อใจ เพราะแฟนบอลเองก็ดีใจที่ได้เจอ นักเตะเองก็ดีใจที่ได้เจอ ต่างฝ่ายต่างดีใจ
แต่มันจะดีขึ้นไปอีกไหมหากเราจะได้เห็นตำนานเหล่านี้กลับมาโลดแล่นในสนามอีกครั้ง ในรูปแบบที่จริงจังมากกว่าแค่เกมวีไอพีที่เล่นกันเพื่อความสุข
จะดีไหมถ้าเราจะได้เห็น เธียร์รี อองรี, โรนัลดินโญ, ฟรานเชสโก ต็อตติ, เมซุต โอซิล หรือ เฮอร์นัน เครสโป กลับมากันอีกครั้ง?

ฟุตบอลโลกของเหล่าตำนานนี้เป็นไอเดียที่ได้รับการเปิดเผยทาง Daily Mail ถึงการแข่งขันรายการใหม่เอี่ยมที่จะมีขึ้นในประเทศอังกฤษในช่วงเดือนมิถุนายน
ตามแผนการเบื้องต้นจะมีทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 8 ทีมด้วยกัน โดยจะมีทีมบิ๊กเนมอย่างอังกฤษ, อาร์เจนตินา, บราซิล, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, สเปน และอุรุกวัย ที่ล้วนเป็นทีมที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกด้วยกันทั้งสิ้น
ทั้งหมดจะลงสนามแข่งขันกันในรูปแบบของทัวร์นาเมนต์ จะมีการแข่งขันทั้งหมด 8 นัด ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามฟุตบอลของสโมสรในระดับพรีเมียร์ลีกแห่งหนึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ
รายการนี้เป็นไอเดียของบริษัท Elite Players Group (EPG) ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มอดีตนักฟุตบอลในระดับสูงสุดของโลก รวมถึงกลุ่มนักธุรกิจกีฬาที่มองเห็นศักยภาพและโอกาสที่จะชุบชีวิตนักเตะในตำนานให้กลับมามีความหมายมากกว่าแค่ความทรงจำ
ที่จัดเป็นการแข่งขันก็เพื่อให้เป็นรายการที่สนุก เข้มข้นประมาณหนึ่ง มากกว่าเป็นแค่เกมระดับวีไอพี หรือเกมการกุศลที่นักเตะเหล่านี้ก็มักจะได้รับเชิญเพื่อมาร่วมสร้างสีสันในสนามเป็นประจำอยู่แล้ว

โดยกัปตันแต่ละทีมที่เข้าร่วมก็เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง EPG นั่นเอง เช่น สตีฟ แม็คมานามาน (อังกฤษ), เอสเตบัน กัมบิอัสโซ (อาร์เจนตินา), เอเมอร์สัน (บราซิล), คริสติยอง การอมเบอ (ฝรั่งเศส), เควิน คูรานี (เยอรมนี), มาร์โก มาเตรัสซี (อิตาลี), มิเชล ซัลกาโด (สเปน) และ ดีเอโก ลูกาโน (อุรุกวัย)
กลุ่มนักเตะเหล่านี้คือ ‘กัปตันทีม’ ที่จะเลือก (เชิญ) นักเตะมาเข้าร่วมอีกที ภายใต้กติกาคร่าวๆ ที่จะเป็นการคัดกรองว่างานนี้การันตีนักเตะตำนานตัวท็อปแน่ๆ คือ
มาถึงส่วนที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือเรื่องของรายชื่อนักเตะที่ถูกคาดหมายว่าจะเข้าร่วมการแข่งขันด้วย จะมีใครบ้างนั้น?
อังกฤษนอกจากแม็คมานามานแล้วยังมี แอชลีย์ โคล, โจ โคล, ริโอ เฟอร์ดินานด์, เดวิด เจมส์, แฟรงค์ แลมพาร์ด, ไมเคิล โอเวน และ ร็อบบี ฟาวเลอร์
เยอรมนีมี เมซุต โอซิล ส่วนอาร์เจนตินาจะมี เฮอร์นัน เครสโป, ปาโบล ซาบาเลตา สำหรับสเปนมี ดาวิด บียา, การ์เลส ปูโยล ขณะที่บราซิลมี คาปู, โรแบร์โต คาร์ลอส และฝรั่งเศสมี เธียร์รี อองรี กับ มาร์กเซล เดอไซญี
อิตาลี? ถ้าเราจะได้เห็น ‘เจ้าชายหมาป่า’ ฟรานเชสโก ต็อตติ ฟังดูน่าตื่นเต้นไหม?

ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน เชื่อว่าฟุตบอลโลกของตำนานรายการนี้น่าจะเป็นรายการที่ได้รับความสนใจจากแฟนฟุตบอลไม่น้อยแน่นอน และจะเป็นมิติใหม่สำหรับกลุ่มอดีตนักฟุตบอลที่จะมีอะไรให้ทำมากกว่าแค่การรับเชิญ โชว์ตัว และแจกลายเซ็นให้แฟนๆ เพียงอย่างเดียว
ต่อให้สภาพจะเหลือไม่ถึงครึ่งจากวันวาน แต่ในภาษาฟุตบอลเขาพูดกันมาเนิ่นนาน
Form is temporary, class is permanent
อย่างไรเสียชั้นเชิงลูกหนังก็ยังเหลืออยู่ และแค่นี้ก็มากพอแล้ว
ว่าแต่มีใครคิดจะชวน ‘R9’ โรนัลโด กลับมาบ้างไหมนะ? 
อ้างอิง:
The post ‘อองรี-โรนัลดินโญ-โอซิล’ ฟุตบอลโลกของตำนาน การกลับมารวมตัวกันของนักเตะที่เราคิดถึง appeared first on THE STANDARD.
]]>
มาร์ติน โอเดการ์ด ฉลองชัยชนะเหนือลิเวอร์พูลด้วยการถ่ายภ […]
The post โอเดการ์ดถ่ายรูปช่างภาพอาร์เซนอลในเกมชนะลิเวอร์พูล appeared first on THE STANDARD.
]]>
มาร์ติน โอเดการ์ด ฉลองชัยชนะเหนือลิเวอร์พูลด้วยการถ่ายภาพช่างภาพของทีมต่อหน้ากองเชียร์อาร์เซนอลในเอมิเรตส์สเตเดียม
ช็อตนี้สร้างความประทับใจให้แฟนบอลปืนใหญ่หลายๆ คน อย่างไรก็ตาม มันก็สร้างความไม่พอใจให้แฟนๆ หงส์แดงได้เหมือนกัน
โดยทาง เจมี คาร์ราเกอร์ กล่าวด้วยความหงุดหงิดว่า “แค่ลงอุโมงค์ไปซะ! คุณชนะเกมสำคัญ คุณได้ 3 แต้ม คุณกลับมาลุ้นแชมป์อีกครั้ง แค่ลงไปในอุโมงค์ ผมจริงจังนะ”
อ้างอิง:
The post โอเดการ์ดถ่ายรูปช่างภาพอาร์เซนอลในเกมชนะลิเวอร์พูล appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังการประกาศจัดตั้ง ‘ยูโรเปียนซูเปอร์ลีก’ โดย 12 สโมสร […]
The post ปฏิกิริยาตอบรับจากโลกฟุตบอลต่อการกำเนิด ‘ยูโรเปียนซูเปอร์ลีก’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังการประกาศจัดตั้ง ‘ยูโรเปียนซูเปอร์ลีก’ โดย 12 สโมสรระดับชั้นนำของยุโรปเมื่อคืนที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดปฏิกิริยาตอบรับมากมายในโลกของฟุตบอลเกี่ยวกับรายการแข่งขันใหม่ที่จะเกิดขึ้น
THE STANDARD ขอรวบรวมความเห็นจากบุคคลและองค์กรที่สำคัญต่อเรื่องนี้มาไว้ที่นี่



“พวกเขาไม่มีความภักดีต่อประเทศนี้และลีกนี้ พอก็คือพอ”
“ปล่อยให้พวกเขาแยกตัวออกไปเลย แต่ลงโทษด้วย ลงโทษทันที ถ้าในจดหมายมีการประกาศชัดว่ามาจาก 6 สโมสร พวกนี้ต้องถูกลงโทษอย่างหนัก ปรับให้หนัก ตัดแต้ม ริบแชมป์ไปเลยก็ได้ ใครจะสนใจ”
“ยกแชมป์ให้เบิร์นลีย์และฟูแลมไป ให้ฟูแลมได้อยู่ต่อ ปรับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล และอาร์เซนอลตกชั้นไปเลย เพราะพวกเขาควรจะเป็นทีมที่เจ็บปวดที่สุด”
“ลิเวอร์พูล พวกคุณควรจะเป็นสโมสรของผู้คนแท้ๆ ไหนบอกจะไม่มีใครเดินเดียวดาย สิ่งที่เจ้าของลิเวอร์พูลทำ สิ่งที่เจ้าของยูไนเต็ดทำ มันน่าละอายอย่างมาก คุณไม่เคยได้ยินอะไรจากเจ้าของพวกนี้หรอก พวกมันคือพ่อค้าขายขวด”
– แกรี เนวิลล์ อดีตกัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้ความเห็นเกี่ยวกับข่าวการแยกตัวไปจัดตั้งยูโรเปียนซูเปอร์ลีกของ 6 สโมสรใหญ่ในอังกฤษ

“ทำไมลิเวอร์พูลถึงได้กลายเป็นสโมสรที่น่าละอายแบบนี้ ลองคิดถึงเหล่าผู้คนที่ก่อร่างสร้างสโมสรนี้มาก่อนเรา พวกเขาก็คงจะรู้สึกละอายเช่นเดียวกัน #SuperLeague”
– เจมี คาร์ราเกอร์ อดีตผู้เล่นลิเวอร์พูล แสดงความผิดหวังต่อท่าทีของสโมสรที่ตัดสินใจเข้าก่อตั้งยูโรเปียนซูเปอร์ลีก


“แผนการตั้งยูโรเปียนซูเปอร์ลีก จะสร้างความเสียหายอย่างยิ่งยวดต่อเกมฟุตบอล และเราขอสนับสนุนองค์กรทางฟุตบอลในการดำเนินการเรื่องนี้ พวกเขาจะทำลายหัวใจของเกมภายในประเทศ และจะสร้างความกังวลให้แก่แฟนทั่วประเทศ”
“สโมสรที่เกี่ยวข้องจะต้องตอบคำถามแฟนๆ และโลกฟุตบอลให้ได้ ก่อนที่จะก้าวไปต่อมากกว่านี้”
– บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ทวีตถึงแผนการตั้งยูโรเปียนซูเปอร์ลีก


“พรีเมียร์ลีกขอประณามการกระทำที่เป็นการกระทบต่อหลักของการแข่งขันแบบเปิดเผย และคุณงามความดีของเกมกีฬา ซึ่งเป็นหัวใจของพีระมิดฟุตบอลทั้งในประเทศและในเกมยุโรป”
“แฟนของสโมสรใดก็ตามในอังกฤษและยุโรปมีสิทธิ์ฝันว่าทีมของพวกเขาจะได้ขึ้นไปสู่จุดสูงสุด และแข่งขันกับทีมที่ดีที่สุด พวกเราเชื่อว่าแนวคิดของยูโรเปียนซูเปอร์ลีกจะทำลายความฝันนี้”
– จดหมายเปิดผนึกจากพรีเมียร์ลีกโต้ที่ส่งถึง 20 สโมสร เพื่อเตือนถึงการตั้งยูโรเปียนซูเปอร์ลีก ซึ่งขัดต่อกฎระเบียบข้อ L9 และการจะไปแข่งขันในรายการใดๆ จะต้องได้รับเสียงอย่างน้อย 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด


“ฟีฟ่าทำได้เพียงแค่ไม่สามารถอนุมัติให้มีการแข่ง ‘ลีกยุโรปแบบปิดที่แยกตัวออกไป’ ซึ่งอยู่นอกเหนือจากโครงสร้างฟุตบอลในระดับชาติ และไม่เคารพต่อหลักการที่มีการกล่าวถึงก่อนหน้านี้”
“ฟีฟ่ายืนหยัดเคียงข้างความเป็นหนึ่งเดียวของโลกฟุตบอลเสมอ และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการถกเถียงที่เร่าร้อนได้พยายามหาทางพูดคุยหาทางออกร่วมกันอย่างสงบ อยู่บนหลักการ เพื่อประโยชน์ต่อเกมฟุตบอล และเพื่อรักษาสปิริตของการสมัครสมานสามัคคี ฟีฟ่าจะพยายามทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อสร้างความกลมเกลียวสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเกมฟุตบอล”
– แถลงการณ์จากฟีฟ่าต่อกรณีการตั้งยูโรเปียนซูเปอร์ลีก

“สโมสรที่เข้าร่วมจะถูกแบนจากการแข่งขันในรายการระดับภายในประเทศ รายการยุโรป และรายการระดับโลก และผู้เล่นของพวกเขาจะถูกปฏิเสธโอกาสในการเล่นทีมชาติด้วย”
– แถลงการณ์จากยูฟ่าตอบโต้ยูโรเปียนซูเปอร์ลีก

“ผมคิดว่ายูโรเปียนลีกจะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า ผมไม่ได้มั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ในสิ่งที่ผมกำลังพูด แต่ผมรู้ว่ามีคนที่อยู่เบื้องหลังและพยายามผลักดันโปรเจกต์นี้อยู่”
– อาร์เซน เวนเกอร์ อดีตผู้จัดการทีมอาร์เซนอล เคยให้สัมภาษณ์ถึงยูโรเปียนซูเปอร์ลีก เมื่อปี 2009


“ผมหวังว่าซูเปอร์ลีกจะไม่เกิดขึ้น ด้วยแนวทางของแชมเปียนส์ลีกในตอนนี้ ฟุตบอลเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมแม้แต่ในยูโรปาลีก สำหรับผมแชมเปียนส์ลีกก็คือซูเปอร์ลีกแล้ว และคงไม่มีใครที่อยากจะเจอกับทีมเดิมตลอดไป”
“แน่นอนเรื่องเงินก็สำคัญ แต่ทำไมเราจะต้องสร้างระบบที่ลิเวอร์พูลจะต้องเจอกับเรอัล มาดริดติดต่อกัน 10 ปีด้วย ใครอยากจะเจอพวกเขาทุกปี?”
– เจอร์เกน คลอปป์ เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับซูเปอร์ลีก ตั้งแต่ปี 2019

“เราจะช่วยเกมฟุตบอลในทุกระดับ และจะนำพามันไปสู่ที่ที่ถูกที่ควรในโลกใบนี้ ฟุตบอลคือกีฬาของคนทั้งโลก เป็นกีฬาเดียวที่มีแฟนมากกว่า 4 พันล้านคน และเป็นความรับผิดชอบของเราในฐานะเหล่าสโมสรใหญ่ ที่จะตอบสนองต่อความปรารถนาของพวกเขา”
– ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริด และประธานซูเปอร์ลีก กล่าวในการแถลงจัดตั้งการแข่งขันใหม่
ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย
The post ปฏิกิริยาตอบรับจากโลกฟุตบอลต่อการกำเนิด ‘ยูโรเปียนซูเปอร์ลีก’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปัญหาผลงานตกต่ำอย่างน่าใจหายของทีม ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล […]
The post สิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องทำเพื่อจะกลับมาได้ในปีหน้า… คำแนะนำบนความห่วงใยของ เจมี คาร์ราเกอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปัญหาผลงานตกต่ำอย่างน่าใจหายของทีม ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูล กลายเป็นประเด็นใหญ่ในวงการฟุตบอลอังกฤษ ที่มีการพยายามตั้งคำถาม ถอดบทเรียน และหาคำตอบกันอย่างจริงจัง
เหตุใดทีมที่เคยเข้าขั้น ‘ไร้เทียมทาน’ ตลอดระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในฤดูกาลที่แล้ว ที่เคยนำโด่งทิ้งห่างไปไกลจนไม่ต้องลุ้น สามารถเก็บชัยชนะได้แทบทุกนัดไม่ว่าจะเป็นเกมที่ยากเย็นขนาดไหน กลับอยู่ในสภาพที่จำสภาพเดิมแทบไม่ได้ในปัจจุบัน
ทั้งๆ ที่ระยะเวลาจากที่พวกเขานำจ่าฝูงครั้งสุดท้ายเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนบ็อกซิ่งเดย์เท่านั้น
หลายหลากเหตุผลถูกนำมาตีแผ่อย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นจากปัญหาอาการบาดเจ็บของแกนหลักคนสำคัญอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ซึ่งกลายเป็นโดมิโนตัวแรกที่ล้มลง ไปจนถึง โจ โกเมซ ที่เป็นคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวหลัก ขณะที่ โจเอล มาทิป อีกหนึ่งกองหลังอาชีพอีกราย ก็มีปัญหาสภาพร่างกายทำให้ลงสนามต่อเนื่องไม่ได้ และสุดท้ายก็ต้องปิดม่านฤดูกาลไปอีกคน
เท่ากับลิเวอร์พูลเสียกองหลังตัวหลักที่มีทั้ง 3 คนไปหมดในฤดูกาลนี้ และนำไปสู่การต้องดันทุรังใช้งาน ฟาบินโญ ที่กลายเป็นเสาหลักในเกมรับ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมที่ถูกจับลงเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ
ไม่นับ นาบี เกอิตา กองกลางที่ทำผลงานได้โดดเด่น แต่ลงเล่นแล้วเจ็บต่อเนื่อง และหายหน้าไปเกือบ 2 เดือนแล้ว เช่นเดียวกับ ดีโอโก โชตา กองหน้าตัวใหม่ที่สร้างผลงานน่าประทับใจหลังย้ายมาจากวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ในช่วงปิดฤดูกาล แต่โชคร้ายเกิดบาดเจ็บรุนแรงที่หัวเข่าในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ที่ไม่มีความหมายกับมิดชิลลันด์ (ที่ทำให้แฟนๆ บางส่วนยังเคือง เจอร์เกน คล็อปป์ จนถึงทุกวันนี้ ที่ส่งลงสนามทั้งที่ไม่จำเป็น)
และยังมีอาการบาดเจ็บของผู้เล่นอีกมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างทาง
การขาดนักเตะกำลังหลักหลายรายกลายเป็นสถานการณ์ที่ลิเวอร์พูลต้องพยายามแก้ปัญหาหนึ่งเพื่อไปเจอกับอีกปัญหาหนึ่ง และสุดท้ายก็กลายเป็นรวนทั้งระบบ ซึ่งทำให้พวกเขาแพ้คาบ้านติดต่อกัน 3 นัด ต่อเบิร์นลีย์, ไบรท์ตัน และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จนแทบจะหมดลุ้นป้องกันแชมป์อย่างเป็นทางการ
จากสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ ลิเวอร์พูลจึงปรับเป้าหมายมาเป็นการลุ้นป้องกันพื้นที่ท็อปโฟร์ที่ไม่ง่ายแน่นอน
แต่สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว?
เจมี คาร์ราเกอร์ ตำนานสโมสรที่ปัจจุบันเป็นนักวิเคราะห์ให้กับช่อง Sky Sports ได้ร่วมวิเคราะห์ถึงสิ่งที่ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องทำ เพื่อที่จะกลับมาอย่างแข็งแกร่งในฤดูกาลหน้า โดยมองว่าเวลานี้ทีมกำลังประสบปัญหา เพราะผู้เล่นที่มีนั้นแทบไม่เปลี่ยนเลยนับตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว
#MNF analysis of Liverpool’s players minutes & appearances since the 2018 CL final!
— Jamie Carragher (@Carra23) February 8, 2021
คาร์ราเกอร์ให้ความเห็นในรายการ Monday Night Football ว่า “ในช่วงแรกที่ เจอร์เกน คล็อปป์ เข้ามารับงาน ลิเวอร์พูลเป็นเพียงทีมอันดับที่ 6 หรือ 7 ของพรีเมียร์ลีกเท่านั้น
“ในซัมเมอร์แรกเขาซื้อนักเตะใหม่ 3 ราย คือ โจเอล มาทิป, จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม และ ซาดิโอ มาเน และจากนั้นทีมก็ได้ไปแชมเปียนส์ลีก
“จากนั้นอีก 12 เดือน เขาดึง โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ มาในช่วงซัมเมอร์ ต่อด้วย เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ในเดือนมกราคม และ อลิสสัน เบ็คเกอร์ หลังจบนัดชิงแชมเปียนส์ลีกในปี 2018 ซึ่งหลังจากนั้นทีมชนะแชมเปียนส์ลีกและแชมป์ลีก”
ทั้งหมดที่คาร์ราเกอร์พูดมาก็เพื่อที่จะบอกว่า ลิเวอร์พูลควรจะทำแบบที่เคยทำมาคือ การเสริมทัพด้วยผู้เล่นในระดับตัวจริง 3 ราย
“ผมคิดว่าลิเวอร์พูลมาถึงจุดที่พวกเขาต้องการนักเตะ 3 คน เพื่อที่จะเข้ามาและเติมพลังให้กับทีม” คาร์ราเกอร์กล่าว
“เรากำลังพูดกันถึงเรื่องของความเข้มข้น และลิเวอร์พูลทีมนี้ดร็อปลงไปจากเดิม ในเรื่องพละกำลังก็ดูลดน้อยถอยลง และทีมชุดปัจจุบันแทบไม่ต่างไปจากในเกมนัดชิงแชมเปียนส์ลีกเมื่อปี 2018 เลย
“แบ็กโฟร์ชุดเดิม ฟูลแบ็กสองข้างเหมือนเดิม ฟาน ไดจ์ค ถ้าเขาฟิตก็ได้ลงสนามอยู่แล้ว ส่วน เดยัน ลอฟเรน อาจจะย้ายไป แต่ โจเอล มาทิป ก็อาจจะได้เล่นในนัดชิงปีนั้นถ้าเขาฟิต โจ โกเมซ ก็ยังอยู่ที่สโมสร”
ในแดนกลางและแดนหน้า คาร์ราเกอร์ก็ชี้ให้เห็นว่า ผู้เล่นที่คล็อปป์ใช้ทุกวันนี้ก็ยังเป็นชุดเดิม
“มันไม่ใช่เรื่องของทัศนคติ ทีมนี้ไม่ใช่ทีมที่จะมาคิดว่าได้แชมป์ลีกแล้วจะพอ แต่พวกเขาไม่ได้หยุดพักเลยมากว่า 3 ปี นี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ”
ความช่วยเหลือที่ว่าสำหรับคาร์ราเกอร์คือ นักเตะใหม่ที่จะเข้ามาเติมความสดชื่น เพิ่มการแข่งขันภายในทีม
“ผมไม่ได้พูดถึงนักเตะที่จะมานั่งบนม้านั่งสำรอง ผมกำลังพูดถึงนักเตะที่จะเข้ามาในทีมได้เลยเหมือนมาทิป, ไวจ์นัลดุม, มาเน หรือซาลาห์, ฟาน ไดจ์ค และอลิสสัน” อดีตกองหลังจอมแกร่งกล่าว
ในแดนหลัง พวกเขาได้ เบน เดวิส และ โอซาน คาบัค มาแล้ว โดยเฉพาะรายหลังที่เคยเป็นเป้าหมายในระยะยาวที่คล็อปป์และทีมงานที่นำโดย ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้อำนวยการสโมสรสนใจอยู่แล้ว หากทำผลงานได้ดีในช่วงนับจากนี้ไปจนจบฤดูกาล ก็มีโอกาสที่จะได้เป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟคนใหม่ถาวรของสโมสร
ในแดนกลางไวจ์นัลดุมมีโอกาสจะไปจากทีมสูง แม้ว่าจะยังไม่ประกาศการตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรหลังจบฤดูกาลนี้ที่สัญญาของเขากับทีมจะหมดลง และคาดว่าคล็อปป์น่าจะต้องหาใครเข้ามาเพื่อทดแทนบ้าง
โจทย์ยากอาจจะเป็นแดนหน้าที่จะต้องหาคนที่จะมาแข่งขันกับ 3 ประสานเดิมอย่างมาเน, ซาลาห์ และ โรแบร์โต เฟียร์มิโน ซึ่งแม้จะมีโชตาอยู่แล้วคนหนึ่ง แต่อาจจะยังไม่เพียงพอ
เพราะในเวลานี้เห็นได้ชัดว่า ขุมกำลังสำรองของลิเวอร์พูลในรายที่เหลืออย่าง ดิวอค โอริกิ, เชร์ดาน ชาคิรี, อเล็กซ์ ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และ ทาคุมิ มินามิโนะ ที่ถูกส่งตัวให้เซาแธมป์ตันยืมนั้นยังดีไม่พอ เมื่อเทียบกับขุมกำลังของคู่แข่งอย่างแมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด หรือเชลซี
อย่างไรก็ดี นั่นเป็นเรื่องของสิ่งที่ต้องทำในอนาคต
ก่อนจะไปถึงจุดนั้น คล็อปป์และทีมอาจต้องพยายามก้มหน้าก้มตาสู้กันใหม่ เริ่มต้นกันใหม่กับช่วงที่เหลือของฤดูกาล
เอาให้ผ่านปีนี้ไปแบบไม่บอบช้ำเยอะ แค่นี้น่าจะพอแล้ว
พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล
อ้างอิง:
The post สิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องทำเพื่อจะกลับมาได้ในปีหน้า… คำแนะนำบนความห่วงใยของ เจมี คาร์ราเกอร์ appeared first on THE STANDARD.
]]>