James Webb Space Telescope Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/james-webb-space-telescope/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 24 Apr 2025 08:36:04 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 สรุปข้อมูล นักดาราศาสตร์พบสัญญาณชัดเจนที่สุด อาจมาจากชีวิตบนดาวเคราะห์มหาสมุทร K2-18b https://thestandard.co/hints-of-life-k2-18b/ Thu, 24 Apr 2025 08:36:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1067837

นักดาราศาสตร์ได้ตรวจพบ ‘สัญญาณที่ชัดเจนที่สุด’ ว่าอาจมา […]

The post สรุปข้อมูล นักดาราศาสตร์พบสัญญาณชัดเจนที่สุด อาจมาจากชีวิตบนดาวเคราะห์มหาสมุทร K2-18b appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักดาราศาสตร์ได้ตรวจพบ ‘สัญญาณที่ชัดเจนที่สุด’ ว่าอาจมาจากสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ด้วยความสามารถของอุปกรณ์บนกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์

 

อย่างไรก็ตาม การค้นพบครั้งนี้ ไม่ใช่การตรวจเจอ ‘เอเลี่ยน’ หรือเป็นการยืนยันว่ามีชีวิตนอกโลก แต่เป็นการพบสัญญาณบ่งชี้ทางชีวภาพ หรือ Biosignature ที่บนโลกของเรานั้นเกิดขึ้นได้จากสิ่งมีชีวิตเท่านั้น ปรากฏอยู่ในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ

 

การค้นพบดังกล่าวเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์ K2-18b ดาวเคราะห์ขนาดใหญ่กว่าโลกประมาณ 2.6 เท่า ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ประเภทดาวแคระแดงในเขตที่อาจมีชีวิตดำรงอาศัยอยู่ได้ (Habitable Zone: เขตเดียวกันกับที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์) โดยระบบดาวดังกล่าวอยู่ห่างจากโลกไปประมาณ 124 ปีแสง

 

‘สัญญาณ’ ที่ถูกพบนั้น คือโมเลกุลของไดเมทิลซัลไฟด์ (Dimethyl Sulfide) และไดเมทิลไดซัลไฟด์ (Dimethyl Disulfide) ซึ่งต่างเป็นสัญญาณบ่งชี้ทางชีวภาพที่สำคัญ เนื่องจากบนโลกของเรา ไดเมทิลซัลไฟด์ และไดเมทิลไดซัลไฟด์ ผลิตจากกระบวนการทางชีวภาพ จากสิ่งมีชีวิตอย่างแพลงก์ตอนในทะเล

 

นอกจากนี้มีการคาดการณ์ว่า ดาวเคราะห์ K2-18b อาจเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะประเภท Hycean หรือมีมหาสมุทรปกคลุมทั่วทั้งดาว ในบรรยากาศที่ประกอบด้วยก๊าซไฮโดรเจนเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากกล้องฮับเบิลในปี 2019 ที่ตรวจพบไฮโดรเจนและไอน้ำในบรรยากาศ เช่นเดียวกับข้อมูลจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ ในปี 2023 ที่พบคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทน รวมถึงสัญญาณของไดเมทิลซัลไฟด์แบบอ่อนๆ เช่นกัน

 

ศาสตราจารย์ Nikku Madhusudhan หัวหน้าคณะวิจัย จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เปิดเผยว่า “งานวิจัยและทฤษฎีก่อนหน้านี้ ได้ทำนายว่าอาจมีการพบก๊าซอย่างไดเมทิลซัลไฟด์ในปริมาณสูง บนดาวเคราะห์แบบ Hycean และตอนนี้พวกเราได้ตรวจพบมัน ตรงตามแบบที่มีการคาดการณ์ไว้”

 

“ด้วยข้อมูลทั้งหมดที่เราทราบเกี่ยวกับดาวเคราะห์ดวงนี้ สถานการณ์ที่มันจะเป็นดาวเคราะห์แบบ Hycean พร้อมมหาสมุทรที่อุดมไปด้วยชีวิต คือสิ่งที่ตรงกับข้อมูลที่เรามีที่สุด”

 

ดาวเคราะห์แบบ Hycean ที่โคจรรอบดาวฤกษ์แบบดาวแคระแดง อาจเป็นบ้านที่เหมาะสมกับชีวิตในจักรวาลได้ เนื่องจากเป็นดาวเคราะห์ที่มีชั้นบรรยากาศปกคลุมด้วยไฮโดรเจน ซึ่งอาจช่วยปกป้องรังสีและการปะทุจากดาวแคระแดง ดาวฤกษ์ที่มีอยู่มากสุดในกาแล็กซีทางช้างเผือก แถมยังมีอายุยืนยาวนานที่สุด ทำให้การค้นพบในครั้งนี้ค่อนข้างได้รับความสนใจในวงกว้าง

 

สำหรับการศึกษาธาตุและองค์ประกอบของดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายปีแสง นักดาราศาสตร์ใช้เทคนิค Transmission Spectroscopy ซึ่ง ดร.ศุภชัย อาวิพันธุ์ นักวิจัยดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ และผู้จัดการศูนย์เทคโนโลยีทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยกับ THE STANDARD ว่า “เมื่อมีดาวเคราะห์โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์ แสงของดาวฤกษ์ในเบื้องหลังจะถูกบดบังไป ซึ่งหากดาวเคราะห์ดวงนั้นมีชั้นบรรยากาศอยู่ เราสามารถตรวจดูการดูดกลืนของช่วงคลื่นแสงที่สอดคล้องกับความยาวคลื่นของโมเลกุลนั้นๆ ทำให้ทราบได้ว่าดาวเคราะห์ดวงดังกล่าวมีองค์ประกอบด้วยโมเลกุลอะไรบ้าง”

 

“แต่เราสามารถหาองค์ประกอบได้แค่จากบนชั้นบรรยากาศเท่านั้น ไม่ใช่บนพื้นผิวของดาว เช่น หากเราใช้เทคนิค Transmission Spectroscopy กับโลก ก็จะตรวจพบไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบหลัก”

 

ด้วยข้อมูลในปัจจุบัน นักดาราศาสตร์มีความเชื่อมั่น 99.7% ว่าการตรวจพบไดเมทิลซัลไฟด์ และไดเมทิลไดซัลไฟด์ เป็นข้อมูลจริงจากดาว หรือนับเป็นค่าซิกมาระดับ 3 เท่านั้น ซึ่งงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นการค้นพบใหม่ จะต้องมีความเชื่อมั่นมากกว่า 99.99999% หรือค่าซิกมาระดับ 5 ด้วยกัน

 

คณะวิจัยระบุว่าการใช้เวลาระหว่าง 16 ถึง 24 ชั่วโมง ให้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ สำรวจดาว K2-18b อาจช่วยให้พวกเขายืนยันการค้นพบได้ หรือมีความมั่นใจถึงค่าซิกมาระดับ 5 ได้ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีการจัดสรรเวลาใช้งานกล้องเจมส์ เว็บบ์ ให้กับการสำรวจดาวเคราะห์ดวงนี้หรือไม่

 

การตรวจพบไดเมทิลซัลไฟด์ และไดเมทิลไดซัลไฟด์ ในบรรยากาศของดาว K2-18b ด้วยความเข้มข้นที่สูงมาก (10 ppm) หรือเข้มข้นมากกว่าที่พบในบรรยากาศโลกกว่าพันเท่า (น้อยกว่า 1 ppb) บ่งชี้ว่าดาวดวงนี้อาจมีกระบวนการทางชีวภาพอย่างสุดขั้ว หรืออาจเกิดจากกระบวนการอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชีวิต ที่นักดาราศาสตร์ยังไม่เข้าใจในปัจจุบัน

 

แม้จะเป็นการพบสัญญาณบ่งชี้ถึงชีวิตที่ชัดเจนที่สุดในปัจจุบัน แต่ศาสตราจารย์ Nikku Madhusudhan หัวหน้าคณะวิจัยการค้นพบดังกล่าว ระบุเพิ่มเติมว่า “มันสำคัญมากๆ ที่ต้องทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนกล่าวอ้างว่าเราได้พบชีวิตบนดาวดวงอื่นแล้ว”

 

“เราต้องตั้งข้อสงสัยกับผลลัพธ์ที่เราได้ เพราะด้วยการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะทำให้พวกเราถึงจุดที่สามารถมั่นใจในการค้นพบครั้งนี้ได้มากยิ่งขึ้น นี่คือวิธีที่วิทยาศาสตร์ควรจะเป็น”

 

แม้งานวิจัยดังกล่าว ยังไม่ได้พบหลักฐานแบบชัดเจนว่ามีชีวิตนอกโลก หรือ ‘เอเลี่ยน’ อย่างที่เข้าใจในวงกว้าง แต่นับเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการค้นพบทางชีวดาราศาสตร์ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ซึ่งเปิดประตูให้นักดาราศาสตร์ได้ตรวจพบสัญญาณบ่งชี้ทางชีวภาพ บนดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างไปหลายพันล้านล้านกิโลเมตรด้วยกัน

 

งานวิจัยดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในวารสาร The Astrophysical Journal Letters วันที่ 17 เมษายน 2025

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA, Joseph Olmsted (STScI)

อ้างอิง:

The post สรุปข้อมูล นักดาราศาสตร์พบสัญญาณชัดเจนที่สุด อาจมาจากชีวิตบนดาวเคราะห์มหาสมุทร K2-18b appeared first on THE STANDARD.

]]>
ESA เผยภาพ ‘จานดาวเคราะห์ก่อนเกิด’ แบบที่ไม่เคยเห็นได้มาก่อน จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ https://thestandard.co/esa-reveals-new-image-herbig-haro-30/ Thu, 06 Feb 2025 04:57:00 +0000 https://thestandard.co/?p=1038635 จานดาวเคราะห์ก่อนเกิด

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เผยภาพถ่าย ‘จานดาวเคราะห์ก่อ […]

The post ESA เผยภาพ ‘จานดาวเคราะห์ก่อนเกิด’ แบบที่ไม่เคยเห็นได้มาก่อน จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จานดาวเคราะห์ก่อนเกิด

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เผยภาพถ่าย ‘จานดาวเคราะห์ก่อนเกิด’ จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ พร้อมรายละเอียดที่ไม่เคยเห็นได้มาก่อน

 

ภาพดังกล่าวคือวัตถุ Herbig-Haro 30 ประกอบด้วยดาวฤกษ์อายุน้อยที่ห้อมล้อมไปด้วยฝุ่นก๊าซในจานดาวเคราะห์ก่อนเกิด หรือ Protoplanetary Disc ซึ่งอยู่ห่างจากโลกไป 477 ปีแสง ในเนบิวลามืด LDN 1551 และเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเมฆโมเลกุลในกลุ่มดาววัว (Taurus Molecular Cloud)

 

วัตถุดังกล่าวค่อนข้างได้รับความสนใจจากนักดาราศาสตร์ เนื่องจากสามารถสังเกตเห็นแนวด้านข้างของจานดาวเคราะห์ก่อนเกิดได้จากโลกพอดี จนกลายเป็นตัวอย่างสำคัญให้ศึกษาการเคลื่อนตัวของฝุ่นก๊าซ ลำเจ็ตที่พุ่งออกมา เช่นเดียวกับลักษณะโดยรวมจากแนวข้างของจานดาวเคราะห์ก่อนเกิด

 

จานดาวเคราะห์ก่อนเกิด กำเนิดขึ้นจากมวลสารที่หลงเหลือจากการกำเนิดดาวฤกษ์ ซึ่งมวลสารดังกล่าวจะค่อยๆ รวมตัวกันกลายเป็นก้อนวัตถุขนาดใหญ่ขึ้น และมีวิวัฒนาการไปเป็นดาวเคราะห์ในท้ายที่สุด ซึ่งการศึกษาจานดาวเคราะห์ก่อนเกิดแบบวัตถุ Herbig-Haro 30 อาจช่วยให้นักดาราศาสตร์ทำความเข้าใจยุคแรกเริ่มของระบบสุริยะ ก่อนจะมีดาวเคราะห์ต่างๆ กำเนิดขึ้นมาได้

 

เนื่องจากจานดาวเคราะห์ก่อนเกิดมักซ่อนอยู่หลังกลุ่มเมฆที่หนาทึบ ทำให้เป็นเรื่องยากในการสังเกตเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม กล้องเจมส์ เว็บบ์ที่สำรวจจักรวาลในช่วงคลื่นอินฟราเรด มีความสามารถในการส่องทะลุเมฆโมเลกุลไปได้ ก่อนเผยให้เห็นรายละเอียดอย่างที่ไม่เคยบันทึกได้มาก่อน ผ่านการบันทึกภาพด้วยอุปกรณ์ NIRCam (อินฟราเรดใกล้) และ MIRI (อินฟราเรดกลาง) ก่อนนำข้อมูลทั้งสองช่วงคลื่นมาประมวลผลรวมกัน

 

นอกจากข้อมูลภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ แล้ว นักดาราศาสตร์ยังใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล และกล้อง ALMA หรือ Atacama Large Millimeter/submillimeter Array ซึ่งช่วยให้เข้าใจถึงความหลากหลายในวัตถุ Herbig-Haro 30 ที่บ่งชี้ว่าฝุ่นขนาดเล็กและลำเจ็ตของระบบดาวจะมีบทบาทสำคัญในการก่อตัวของดาวเคราะห์ขึ้นมาได้

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA, Tazaki et al.

อ้างอิง:

 

The post ESA เผยภาพ ‘จานดาวเคราะห์ก่อนเกิด’ แบบที่ไม่เคยเห็นได้มาก่อน จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กล้องเจมส์ เว็บบ์ พบหลักฐานของดาวแคระน้ำตาลดวงแรกที่อยู่นอกกาแล็กซีทางช้างเผือก https://thestandard.co/james-webb-brown-dwarf-discovery/ Thu, 24 Oct 2024 10:54:03 +0000 https://thestandard.co/?p=999688 ดาวแคระน้ำตาล

คณะนักดาราศาสตร์จากนานาประเทศค้นพบหลักฐานของสิ่งที่อาจเ […]

The post กล้องเจมส์ เว็บบ์ พบหลักฐานของดาวแคระน้ำตาลดวงแรกที่อยู่นอกกาแล็กซีทางช้างเผือก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดาวแคระน้ำตาล

คณะนักดาราศาสตร์จากนานาประเทศค้นพบหลักฐานของสิ่งที่อาจเป็นดาวแคระน้ำตาลอายุน้อย ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 200,000 ปีแสง และอาจเป็นวัตถุที่มีมวลต่ำกว่าดาวฤกษ์ดวงแรกที่ถูกพบอยู่นอกกาแล็กซีทางช้างเผือก

 

ดาวแคระน้ำตาล หรือ Brown Dwarf เป็นดาวที่มีสถานะคลุมเครือระหว่างการเป็นดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ เนื่องจากมีขนาดและมวลใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดีหลายเท่า แต่มีมวลไม่มากพอจะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่ใจกลางดาว โดยส่วนมากแล้วดาวแคระน้ำตาลจะลอยล่องอยู่อย่างอิสระ ไม่ได้โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงใดดวงหนึ่ง

 

ในปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวแคระน้ำตาลได้ประมาณ 3,000 ดวงที่ล้วนอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา แต่จากการศึกษาข้อมูลของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ นักดาราศาสตร์พบหลักฐานของสิ่งที่อาจเป็นดาวแคระน้ำตาลอยู่ในกระจุกดาว NGC 602 บริเวณชายขอบของเมฆแมกเจลแลนเล็ก กาแล็กซีแคระที่อยู่ห่างโลกไปประมาณ 200,000 ปีแสง

 

Peter Zeidler หัวหน้าคณะวิจัย ระบุว่า “การตรวจสอบวัตถุดังกล่าวจากระยะห่างไกลเช่นนี้ต้องอาศัยความไวต่อแสงและความละเอียดสูงของอุปกรณ์ที่ตรวจจับในช่วงคลื่นที่ถูกต้อง ซึ่งไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน และยังคงเป็นไปไม่ได้สำหรับการสำรวจจากกล้องโทรทรรศน์บนพื้นดินในอนาคตอันใกล้”

 

การค้นพบดังกล่าวมีรากฐานมาจากข้อมูลการสำรวจของกล้องฮับเบิลที่พบว่ากระจุกดาว NGC 602 เต็มไปด้วยดาวฤกษ์มวลน้อย แต่ต้องอาศัยอุปกรณ์ NIRCam บนกล้องเจมส์ เว็บบ์ ที่สำรวจจักรวาลในช่วงอินฟราเรดใกล้ ซึ่งอาจเผยให้เห็นการก่อกำเนิดของวัตถุมวลต่ำกว่าดาวฤกษ์ดวงแรกที่อยู่นอกกาแล็กซีทางช้างเผือก

 

กระจุกดาวแห่งนี้ได้รับความสนใจจากนักดาราศาสตร์ เนื่องจากมีธาตุที่หนักกว่าไฮโดรเจนและฮีเลียมอยู่ในปริมาณน้อย ทำให้มีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกับเอกภพในยุคแรกเริ่ม และเป็นแหล่งศึกษาการก่อตัวและวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ในสถานการณ์ที่แตกต่างจากในกาแล็กซีทางช้างเผือก

 

Elena Sabbi หนึ่งในคณะวิจัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “การศึกษาดาวแคระน้ำตาลอายุน้อยที่ถูกพบล่าสุดในกระจุกดาว NGC 602 ช่วยให้พวกเราเข้าใกล้การทำความเข้าใจว่าดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ก่อตัวขึ้นอย่างไร ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายเมื่อยุคแรกเริ่มของเอกภพ”

 

สำหรับภาพถ่ายกระจุกดาว NGC 602 ได้เผยแพร่ครั้งแรกโดยองค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นภาพที่มีการรวมข้อมูลจากช่วงอินฟราเรดใกล้ผ่านอุปกรณ์ NIRCam และช่วงอินฟราเรดกลางผ่านอุปกรณ์​ MIRI ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์

 

ภาพ: Webb, NASA & CSA, P. Zeidler, E. Sabbi, A. Nota, M. Zamani / ESA

อ้างอิง:

The post กล้องเจมส์ เว็บบ์ พบหลักฐานของดาวแคระน้ำตาลดวงแรกที่อยู่นอกกาแล็กซีทางช้างเผือก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ESA เผยภาพซูเปอร์กระจุกดาว Westerlund 1 จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ https://thestandard.co/esa-westerlund-james-webb/ Thu, 10 Oct 2024 03:09:33 +0000 https://thestandard.co/?p=994108 Westerlund 1

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เผยภาพถ่ายกระจุกดาว Westerlu […]

The post ESA เผยภาพซูเปอร์กระจุกดาว Westerlund 1 จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Westerlund 1

องค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA เผยภาพถ่ายกระจุกดาว Westerlund 1 ที่ประกอบด้วยดาวฤกษ์น้อยใหญ่อยู่ใกล้กันอย่างหนาแน่น จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์

 

กระจุกดาวดังกล่าวอยู่ห่างจากโลกไปประมาณ 12,000 ปีแสง พบครั้งแรกโดยนักดาราศาสตร์ชาวสวีเดนชื่อ Bengt Westerlund ในปี 1961 และกลายเป็นเป้าหมายที่ได้รับความสนใจจากนักดาราศาสตร์ทั่วโลก เพื่อศึกษาวิวัฒนาการและวัฏจักรชีวิตของดาวฤกษ์มหึมาว่าเกิดขึ้นมา ดำรงอยู่ และตายจากไปอย่างไร

 

Westerlund 1 เป็นกระจุกดาวที่ประกอบด้วยดาวฤกษ์มวลมหึมาหลายร้อยดวง อยู่ในพื้นที่รัศมีเพียง 3 ปีแสง (ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดอยู่ห่างไป 4 ปีแสง) โดยหนึ่งในดาวฤกษ์ของกระจุกดาวนี้คือ Westerlund 1 W26 ดาวยักษ์ใหญ่แดงที่มีความสว่างมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 2 แสนเท่า และมีขนาดใหญ่จนหากนำมาวางไว้ในระบบสุริยะ จะกินพื้นที่ไปถึงวงโคจรของดาวพฤหัสบดี

 

หากนำกระจุกดาว Westerlund 1 มาห้อมล้อมโลกไว้ (และไม่คำนึงถึงปัจจัยความอยู่รอดของโลก หรือความปั่นป่วนของระบบสุริยะ) เราจะเห็นดาวฤกษ์หลายร้อยดวงสว่างจรัสอยู่เต็มท้องฟ้า ด้วยความสว่างเทียบเท่าดวงจันทร์เต็มดวง และอาจมองเห็นได้ในท้องฟ้ายามกลางวันเช่นกัน

 

กระจุกดาวแห่งนี้มีอายุประมาณ 3.5-5 ล้านปีเท่านั้น ทำให้เป็นกระจุกดาวอายุน้อยในกาแล็กซีทางช้างเผือกที่มีสภาพแวดล้อมอย่างสุดขั้ว จากการอัดแน่นกันอยู่ของดาวฤกษ์มวลมหึมาจำนวนมาก พร้อมกับมีการกำเนิดดาวฤกษ์ดวงใหญ่อย่างต่อเนื่อง จนนักดาราศาสตร์เรียกกระจุกดาวแบบ Westerlund 1 ว่าเป็น ‘ซูเปอร์กระจุกดาว’ ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในปัจจุบัน แต่คาดการณ์ว่าในช่วงประมาณ 10,000 ล้านปีที่แล้ว กาแล็กซีทางช้างเผือกเต็มไปด้วยซูเปอร์กระจุกดาวเหล่านี้ที่ให้กำเนิดดาวฤกษ์น้อยใหญ่ขึ้นมาในจักรวาล

 

ด้วยเหตุผลเช่นนี้ ทำให้ Westerlund 1 เป็นเป้าหมายที่ได้รับความสนใจจากนักดาราศาสตร์ เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมที่สุดขั้วของดาวฤกษ์ เช่นเดียวกับทำความเข้าใจวิวัฒนาการของดาวฤกษ์มวลมหึมา ไปจนถึงสภาพอดีตของกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยอุปกรณ์ NIRCam บนกล้องเจมส์ เว็บบ์ ได้บันทึกภาพกระจุกดาวดังกล่าวในช่วงอินฟราเรดใกล้ และเผยให้เห็นดวงดาวต่างๆ ที่ซ่อนอยู่หลังฝุ่นก๊าซระหว่างดาวฤกษ์ ซึ่งคอยบดบังการสำรวจผ่านช่วงคลื่นที่ตามองเห็น

 

ภาพ: ESA / NASA / CSA / EWOCS Team

อ้างอิง:

The post ESA เผยภาพซูเปอร์กระจุกดาว Westerlund 1 จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักดาราศาสตร์พบกาแล็กซีประหลาดในยุคแรกเริ่มของจักรวาล จากข้อมูลกล้องเจมส์ เว็บบ์ https://thestandard.co/james-webb-reveals-strange-early-universe-galaxies/ Sat, 28 Sep 2024 08:57:51 +0000 https://thestandard.co/?p=989157 กาแล็กซี GS-NDG-9422

นักดาราศาสตร์ พบ กาแล็กซีประหลาด ในยุคแรกเริ่มของจักรวา […]

The post นักดาราศาสตร์พบกาแล็กซีประหลาดในยุคแรกเริ่มของจักรวาล จากข้อมูลกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กาแล็กซี GS-NDG-9422

นักดาราศาสตร์ พบ กาแล็กซีประหลาด ในยุคแรกเริ่มของจักรวาล เมื่อแสงจากฝุ่นก๊าซห้อมล้อมดวงดาวกลับส่องสว่างกว่าแสงดาวฤกษ์ และอาจเป็นกาแล็กซีที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการกำเนิดดาวฤกษ์รุ่นแรกก่อนวิวัฒนาการมาเป็นดาราจักรอย่างที่เรารู้จักในปัจจุบัน

 

กาแล็กซี GS-NDG-9422 อาจปรากฏเป็นจุดสว่างมัวๆ ในภาพถ่ายอวกาศห้วงลึกของกล้องเจมส์ เว็บบ์ แต่ข้อมูลจากการตรวจดูสเปกตรัมของกาแล็กซีที่มีอยู่ตั้งแต่ช่วง 12,800 ล้านปีที่แล้ว ทำให้ นักดาราศาสตร์ ได้เห็นลักษณะข้อมูลแสงที่ไม่เคยถูกพบที่ไหนมาก่อน

 

อเล็กซ์ คาเมรอน หัวหน้าคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ระบุว่า “หลังจากได้เห็นข้อมูลสเปกตรัมของกาแล็กซี ความคิดแรกของผมคือ ‘มันแปลกมาก’ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่กล้องเจมส์ เว็บบ์ ถูกออกแบบมาให้ค้นพบ อย่างบรรดาปรากฏการณ์ใหม่ในยุคแรกเริ่มของจักรวาล ที่ช่วยให้เราทำความเข้าใจว่าเรื่องราวของเอกภพทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างไร”

 

หลังจากการปรึกษากับ ฮาร์ลีย์ แคตซ์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ที่ได้สร้างโมเดลจำลองฝุ่นก๊าซคอสมิกที่ได้รับความร้อนจากดาวฤกษ์มวลมาก ถึงขั้นที่ทำให้ฝุ่นก๊าซดังกล่าวส่องสว่างกว่าดาวฤกษ์ ใกล้เคียงกับข้อมูลที่ได้จากการสำรวจโดยกล้องเจมส์ เว็บบ์

 

นักดาราศาสตร์พบว่าดาวฤกษ์ในกาแล็กซี GS-NDG-9422 มีอุณหภูมิสูงกว่า 80,000 องศาเซลเซียส ร้อนกว่าดาวฤกษ์มวลมากในกลุ่มกาแล็กซีท้องถิ่นใกล้โลกที่มีอุณหภูมิประมาณ 40,000-50,000 องศาเซลเซียส

 

คณะวิจัยคาดว่ากาแล็กซีแห่งนี้อยู่ในกระบวนการกำเนิดดาวฤกษ์อย่างรวดเร็ว ทำให้ฝุ่นก๊าซในดาราจักรดังกล่าวถูกโฟตอนจากดาวฤกษ์มวลมากพุ่งชนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ฝุ่นก๊าซเหล่านี้มีความสว่างมากกว่าแสงจากดาวฤกษ์ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่นักดาราศาสตร์ทำนายว่าคล้ายกับการมีดาวฤกษ์ประเภท Population III หรือดาวฤกษ์รุ่นแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมาในเอกภพ

 

อย่างไรก็ตาม แคตซ์ระบุว่า “กาแล็กซีแห่งนี้ไม่มีดาวฤกษ์ประเภท Population III เพราะข้อมูลจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ พบว่ามันมีความซับซ้อนทางเคมีมากกว่านั้น แต่ดาวฤกษ์ในนั้นก็มีความแตกต่างจากดาวฤกษ์ที่เราคุ้นชิน ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้เราเข้าใจว่ากาแล็กซีเปลี่ยนผ่านจากช่วงดาวฤกษ์แรกเริ่มมาสู่ดาราจักรที่เรารู้จักในปัจจุบันได้อย่างไร”

 

เนื่องจาก GS-NDG-9422 เป็นกาแล็กซีแห่งแรกที่ถูกพบว่าอยู่ในช่วงดังกล่าว ทำให้นักดาราศาสตร์มีคำถามที่ยังรอคอยคำตอบอีกมาก อาทิ สภาพแวดล้อมแบบนี้เป็นเรื่องปกติหรือไม่ ข้อมูลจากกาแล็กซีนี้จะช่วยให้เราทำความเข้าใจวิวัฒนาการของดาราจักรในช่วงก่อนหน้าได้มากน้อยเพียงใด โดยคณะผู้ค้นพบได้พยายามตามหากาแล็กซีประเภทนี้เพิ่มเติม เพื่อช่วยเพิ่มความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับจักรวาลแห่งนี้ในช่วงเวลา 1,000 ล้านปีแรกหลังจากเกิดบิ๊กแบง

 

คาเมรอนกล่าวเพิ่มเติมว่า “นี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นมาก กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ทำให้เราสามารถสำรวจห้วงจักรวาลในช่วงที่ไม่เคยถูกสำรวจได้มาก่อนในอดีต ทำให้เราอยู่ในจุดเริ่มต้นของการค้นพบสิ่งใหม่ๆ และเข้าใจเอกภพแห่งนี้ได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม”

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA, STScI, A. Cameron (University of Oxford)

อ้างอิง:

The post นักดาราศาสตร์พบกาแล็กซีประหลาดในยุคแรกเริ่มของจักรวาล จากข้อมูลกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA เผยภาพสองกาแล็กซีกำลังชนกัน พร้อมรายละเอียดคมชัดจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ https://thestandard.co/nasa-releases-image-of-two-galaxies-colliding/ Fri, 20 Sep 2024 05:00:50 +0000 https://thestandard.co/?p=985823

NASA เผยภาพสองกาแล็กซีที่กำลังควบรวมกัน พร้อมรายละเอียด […]

The post NASA เผยภาพสองกาแล็กซีกำลังชนกัน พร้อมรายละเอียดคมชัดจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

NASA เผยภาพสองกาแล็กซีที่กำลังควบรวมกัน พร้อมรายละเอียดสุดคมชัดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์

 

วัตถุดังกล่าวมีชื่อว่า ‘Arp 107’ อยู่ห่างจากโลกไปประมาณ 465 ล้านปีแสง ประกอบด้วยกาแล็กซีทรงรี PGC 32628 (ทางซ้ายของภาพ) และกาแล็กซีชนิดก้นหอย PGC 32620 (ขวา) ที่พุ่งชนกันเมื่อหลายร้อยล้านปีที่แล้ว และอยู่ในกระบวนการควบรวมกันอยู่ในปัจจุบัน

 

อุปกรณ์ NIRCam ของกล้องเจมส์ เว็บบ์ ที่บันทึกภาพในช่วงอินฟราเรดใกล้ เผยรายละเอียดของดาวฤกษ์และฝุ่นก๊าซที่เชื่อมโยงกาแล็กซีทั้งสองไว้ ขณะที่ข้อมูลจากอุปกรณ์ MIRI ซึ่งสำรวจในช่วงอินฟราเรดกลาง ได้บันทึกรายละเอียดของบริเวณกำเนิดดาวฤกษ์ เช่นเดียวกับการตรวจพบฝุ่นของกลุ่มสารประกอบประเภทโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons) ในวัตถุ Arp 107

 

ก่อนหน้านี้กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ของ NASA เคยถ่ายภาพช่วงคลื่นอินฟราเรดของวัตถุดังกล่าวในปี 2005 แต่ภาพถ่ายและข้อมูลจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ สามารถเผยให้เห็นรายละเอียดได้มากกว่าเดิมจากการรวมข้อมูลของอุปกรณ์ NIRCam และ MIRI ก่อนเผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา

 

การควบรวมกันของกาแล็กซีทั้งสองช่วยให้ฝุ่นก๊าซจากดาราจักรทั้งสองเกิดการบีบอัดรวมกัน เพิ่มโอกาสและสภาพแวดล้อมให้ดาวฤกษ์ถือกำเนิดขึ้นมาได้ แต่ในเวลาเดียวกัน การควบรวมกันสามารถทำให้ฝุ่นก๊าซกระเจิงออกอย่างปั่นป่วน และลดโอกาสการก่อตัวของดาวฤกษ์ดวงใหม่ๆ จากการค้นพบล่าสุดโดยข้อมูลของกล้องเจมส์ เว็บบ์

 

การควบรวม หรือการชนกันของกาแล็กซีสองแห่งหรืออาจมีมากกว่านั้น เป็นกระบวนการที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยทั่วไป โดยกาแล็กซีทางช้างเผือกที่โลกเป็นส่วนหนึ่งกับกาแล็กซีเพื่อนบ้านอย่างแอนโดรเมดา กำลังมุ่งหน้าเข้าหากันด้วยความเร็ว 110 กิโลเมตรต่อวินาที และอาจควบรวมกันในอีกประมาณ 4,500 ล้านปีจากนี้

 

ภาพ: NASA / ESA / CSA / STScI

อ้างอิง:

The post NASA เผยภาพสองกาแล็กซีกำลังชนกัน พร้อมรายละเอียดคมชัดจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA เผยภาพกลุ่มดาวฤกษ์อายุน้อยที่ชายขอบกาแล็กซีทางช้างเผือก https://thestandard.co/nasa-releases-images-of-stars/ Sat, 14 Sep 2024 06:35:37 +0000 https://thestandard.co/?p=983597

ชวนดู ‘ดอกไม้ไฟ’ จากบรรดาดวงดาวเยาว์วัย ณ ชายขอบทางช้าง […]

The post NASA เผยภาพกลุ่มดาวฤกษ์อายุน้อยที่ชายขอบกาแล็กซีทางช้างเผือก appeared first on THE STANDARD.

]]>

ชวนดู ‘ดอกไม้ไฟ’ จากบรรดาดวงดาวเยาว์วัย ณ ชายขอบทางช้างเผือก ในภาพถ่ายล่าสุดจากกล้องเจมส์ เว็บบ์

 

นักดาราศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ถ่ายภาพกระจุกดาวฤกษ์เกิดใหม่ในบริเวณชายขอบกาแล็กซีทางช้างเผือก เพื่อศึกษาผลกระทบของสภาพแวดล้อมในอวกาศที่แตกต่างกัน

 

ภาพถ่ายดังกล่าวเผยให้เห็นพื้นที่เมฆโมเลกุล Digel Cloud 2S ที่ประกอบด้วยกระจุกดาวฤกษ์อายุน้อยจำนวนมาก ด้วยรายละเอียดสุดคมชัด จากการใช้อุปกรณ์ NIRCam บันทึกภาพในช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้ และอุปกรณ์ MIRI ในช่วงอินฟราเรดกลาง

 

Digel Cloud 2S อยู่ห่างจากใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก 58,000 ปีแสง และห่างจากโลกไปประมาณ 40,000 ปีแสง ทำให้ถูกเรียกว่าเป็นบริเวณชายขอบของกาแล็กซี (เพื่อเทียบให้เห็นภาพ โลกและระบบสุริยะอยู่ห่างจากใจกลางทางช้างเผือกประมาณ 26,000 ปีแสง)

 

บริเวณดังกล่าวมีธาตุที่หนักกว่าไฮโดรเจนและฮีเลียมค่อนข้างน้อย คล้ายคลึงกับยุคแรกเริ่มของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งการศึกษาบริเวณ Digel Cloud 2S เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ในชายขอบของทางช้างเผือก ช่วยให้นักดาราศาสตร์ทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของดาวฤกษ์ประเภทต่างๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นในบริเวณต่างกันในกาแล็กซีได้เพิ่มเติม

 

ข้อมูลจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ ช่วยให้นักดาราศาสตร์พบเจ็ตของวัตถุต่างๆ ที่พุ่งออกจากขั้วดาวฤกษ์หลายดวงอย่างรวดเร็ว และเป็นการยืนยันว่ามีกระจุกดาวขนาดเล็กซ่อนอยู่ ณ มุมขวาบนของกระจุกดาวหลักเป็นครั้งแรก

 

นักดาราศาสตร์เตรียมศึกษาพื้นที่ชายขอบของระบบสุริยะเพิ่มเติม เพื่อเข้าใจถึงความหลากหลายของดาวฤกษ์ในบริเวณต่างกัน เช่นเดียวกับไขปริศนาวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ผ่านการมองย้อนไปดูดาวฤกษ์ที่กำลังถือกำเนิดขึ้นมา ด้วยอุปกรณ์และกล้องโทรทรรศน์ต่างๆ จากบนโลก

 

ภาพ: NASA / ESA / CSA / STScI / M. Ressler

อ้างอิง:

The post NASA เผยภาพกลุ่มดาวฤกษ์อายุน้อยที่ชายขอบกาแล็กซีทางช้างเผือก appeared first on THE STANDARD.

]]>
กล้องเจมส์ เว็บบ์ เผยภาพดาวฤกษ์เกิดใหม่ในเนบิวลา NGC 1333 สุดคมชัด https://thestandard.co/james-webb-star-forming-ngc-1333/ Wed, 28 Aug 2024 08:14:16 +0000 https://thestandard.co/?p=976519

กล้องเจมส์ เว็บบ์ เผยภาพสุดคมชัดของเนบิวลา NGC 1333 แสด […]

The post กล้องเจมส์ เว็บบ์ เผยภาพดาวฤกษ์เกิดใหม่ในเนบิวลา NGC 1333 สุดคมชัด appeared first on THE STANDARD.

]]>

กล้องเจมส์ เว็บบ์ เผยภาพสุดคมชัดของเนบิวลา NGC 1333 แสดงให้เห็นดาวฤกษ์และดาวแคระน้ำตาลที่กำลังก่อตัว

 

เนบิวลาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเมฆโมเลกุลเพอร์ซิอัส (Perseus Molecular Cloud) ที่อยู่ห่างจากโลกประมาณ 960 ปีแสง และเป็นบริเวณที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลบันทึกภาพไว้ในโอกาสฉลองครบ 33 ปีของภารกิจ เมื่อเดือนเมษายน ปี 2023

 

อย่างไรก็ตาม ภาพจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลที่สำรวจในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นไม่สามารถส่องทะลุกลุ่มเมฆที่กำลังก่อกำเนิดดาวฤกษ์ได้ ต่างจากอุปกรณ์ NIRCam ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ที่บันทึกภาพในช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้และเผยให้เห็นรายละเอียดของดาวฤกษ์เกิดใหม่จำนวนมาก เช่นเดียวกับดาวแคระน้ำตาลและดาวเคราะห์พเนจร (Rogue Planet) ที่ไม่ได้โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงใด

 

ดาวฤกษ์อายุน้อยส่วนมากในภาพต่างถูกห้อมล้อมด้วยกลุ่มฝุ่นก๊าซที่เป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการก่อตัวของดาวเคราะห์ซึ่งจะกลายเป็นระบบดาวแห่งใหม่ในอนาคต

 

นักดาราศาสตร์คาดว่าดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ในระบบสุริยะต่างเคยผ่านกระบวนการก่อกำเนิดเช่นเดียวกับวัตถุในเนบิวลา NGC 1333 เมื่อ 4,600 ล้านปีที่แล้ว ทำให้การสำรวจเนบิวลาดังกล่าวซึ่งมีอายุเพียง 1-3 ล้านปี เป็นโอกาสอันดีในการศึกษาวิวัฒนาการของดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ชนิดต่างๆ ในยุคแรกเริ่ม

 

ปัจจุบันกล้องเจมส์ เว็บบ์ ได้ปฏิบัติภารกิจสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์เป็นปีที่สอง โดยมีส่วนช่วยให้นักดาราศาสตร์ได้เห็นกาแล็กซีและดาวฤกษ์ในยุคแรกเริ่ม เช่นเดียวกับการส่องทะลุฝุ่นก๊าซในเนบิวลาด้วยศักยภาพการสำรวจในช่วงคลื่นอินฟราเรดและอาจนำไปสู่การค้นพบใหม่เพิ่มเติมในอนาคต

 

ภาพ: NASA / ESA / CSA

อ้างอิง:

The post กล้องเจมส์ เว็บบ์ เผยภาพดาวฤกษ์เกิดใหม่ในเนบิวลา NGC 1333 สุดคมชัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กล้องเจมส์ เว็บบ์ เผยภาพถ่ายดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ Epsilon Indi Ab อยู่ห่างจากโลก 12 ปีแสง https://thestandard.co/james-webb-epsilon-indi-ab/ Fri, 26 Jul 2024 00:27:42 +0000 https://thestandard.co/?p=963020

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ถ่ายภาพดาวเคราะห์นอกระบ […]

The post กล้องเจมส์ เว็บบ์ เผยภาพถ่ายดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ Epsilon Indi Ab อยู่ห่างจากโลก 12 ปีแสง appeared first on THE STANDARD.

]]>

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ถ่ายภาพดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ Epsilon Indi Ab ยืนยันการพบดาวเคราะห์ที่ห่างโลกไป 12 ปีแสงเป็นครั้งแรก

 

เอลิซาเบธ แมทธิวส์ หัวหน้าคณะดาราศาสตร์ในการค้นพบครั้งนี้ จาก Max Planck Institute for Astronomy เปิดเผยว่า “การค้นพบครั้งนี้น่าตื่นเต้นมาก เพราะดาวเคราะห์ดวงนี้มีความคล้ายคลึงกับดาวพฤหัสบดีมาก แม้จะมีมวลมากกว่าและร้อนกว่าเล็กน้อย แต่มันคล้ายกับดาวพฤหัสบดีมากกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นที่เราเคยถ่ายภาพได้”

 

คณะนักดาราศาสตร์ใช้อุปกรณ์โคโรนากราฟของอุปกรณ์สำรวจช่วงอินฟราเรดกลาง (MIRI) บนกล้องเจมส์ เว็บบ์ เพื่อบันทึกภาพดาวเคราะห์ Epsilon Indi Ab ที่มีอุณหภูมิเพียง 2 องศาเซลเซียส และเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่เย็นสุดเท่าที่เคยถูกถ่ายภาพได้โดยตรง

 

ในภาพถ่ายจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ จะเห็นดาวเคราะห์ดวงนี้ปรากฏเป็นจุดสีส้มสว่างอยู่ด้านซ้ายของภาพ ส่วนแสงจากดาวฤกษ์ Epsilon Indi A ถูกบดบังด้วยอุปกรณ์โคโรนากราฟที่มีการลงเส้นประสีขาวแสดงถึงขอบเขตการบังแสงดาว เพื่อให้อุปกรณ์ MIRI สามารถบันทึกภาพของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะได้

 

แคโรไลน์ มอร์ลีย์ นักดาราศาสตร์จาก University of Texas ระบุว่า “นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่าต้องมีดาวเคราะห์อยู่ในระบบดาวนี้มานานกว่าทศวรรษแล้ว รวมถึงมีการจินตนาการถึงดาวเคราะห์ในระบบดาว Epsilon Indi ทั้งในนิยาย Star Trek หรือวิดีโอเกม Halo มันจึงน่าตื่นเต้นที่เราได้ค้นพบดาวเคราะห์อยู่ตรงนั้นจริง และมีโอกาสได้สำรวจคุณสมบัติของมันเพิ่มเติม”

 

การค้นพบครั้งนี้ทำให้ Epsilon Indi Ab เป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่อยู่ใกล้โลกสุดเป็นอันดับ 12 โดยเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะมวลมากกว่าดาวพฤหัสบดีที่อยู่ใกล้โลกสุด พร้อมทำให้ยอดรวมดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่น ซึ่งยืนยันการตรวจพบแล้วในตอนนี้ อยู่ที่ 5,690 ดวง

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA, STScI, E. Matthews (Max Planck Institute for Astronomy)

อ้างอิง:

The post กล้องเจมส์ เว็บบ์ เผยภาพถ่ายดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ Epsilon Indi Ab อยู่ห่างจากโลก 12 ปีแสง appeared first on THE STANDARD.

]]>
กล้องเจมส์ เว็บบ์ พบกาแล็กซีแห่งใหม่ที่อยู่ไกลจากโลกที่สุด https://thestandard.co/james-webb-most-distant-known-galaxy/ Sat, 01 Jun 2024 06:00:05 +0000 https://thestandard.co/?p=939994 James Webb Space Telescope

นักดาราศาสตร์พบกาแล็กซีไกลโลกที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา จา […]

The post กล้องเจมส์ เว็บบ์ พบกาแล็กซีแห่งใหม่ที่อยู่ไกลจากโลกที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
James Webb Space Telescope

นักดาราศาสตร์พบกาแล็กซีไกลโลกที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา จากภาพถ่ายอวกาศห้วงลึกของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์

 

กาแล็กซีดังกล่าวมีชื่อว่า JADES-GS-z14-0 มีค่าการเลื่อนไปทางแดง หรือค่า Redshift (z) ประมาณ 14.32 เท่ากับแสงที่เราเห็นจากดาราจักรแห่งนี้ ใช้เวลานานกว่า 13,500 ล้านปีเพื่อเดินทางมาถึงโลก ทำลายสถิติเดิมของกาแล็กซี JADES-GS-z13-0 ที่มีค่า z เพียง 13.2

 

แสงที่เราเห็นในภาพถ่ายจากอุปกรณ์ NIRCam ของเจมส์ เว็บบ์ คือสภาพของกาแล็กซีเมื่อเอกภพมีอายุเพียง 290 ล้านปี และเป็นดาราจักรที่ค่อนข้างสว่างเมื่อเทียบกับกาแล็กซีอื่นๆ ในยุค ‘รุ่งอรุณของจักรวาล’ หรือ Cosmic Dawn ซึ่งทำให้นักดาราศาสตร์ค่อนข้างสนใจ

 

สเตฟาโน คาร์เนียนี หัวหน้าคณะวิจัยที่ตรวจพบกาแล็กซีแห่งนี้ ระบุว่า “ในเดือนมกราคม 2024 อุปกรณ์ NIRSpec ตรวจดูกาแล็กซีแห่งนี้นานกว่า 10 ชั่วโมง และนอกจากการพบว่าเป็นกาแล็กซีที่อยู่ไกลสุดเป็นสถิติใหม่แล้ว ข้อมูลสเปกตรัมยังพบว่า JADES-GS-z14-0 เป็นดาราจักรที่สว่างมากๆ

 

“แสงที่เราเห็นมาจากดาวฤกษ์อายุน้อยในกาแล็กซี ที่อาจมีมวลรวมกันหลายร้อยล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ ซึ่งนั่นทำให้เกิดคำถามต่อว่า กาแล็กซีที่สว่าง มหึมา และกว้างใหญ่เพียงนี้ สามารถเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่ถึง 300 ล้านปีแรกของเอกภพได้อย่างไรกัน?”

 

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ออกเดินทางขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือนธันวาคม 2021 พร้อมกับภารกิจสำรวจช่วงเวลา ‘รุ่งอรุณของจักรวาล’ เพื่อตรวจดูแสงจากกาแล็กซีแห่งแรกที่ถือกำเนิดขึ้นในเอกภพ ในช่วงประมาณ 100 ล้านปีหลังการเกิดบิ๊กแบง และใช้ประโยชน์จากการสำรวจในช่วงคลื่นอินฟราเรด เพื่อดูแสงดาราจักรยุคแรกที่ถูกเลื่อนไปทางแดง จากการขยายตัวของเอกภพ

 

ทั้งนี้ งานวิจัยของการค้นพบดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการ Peer-review หรือเป็นการตรวจทานโดยนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญในสายงานเดียวกัน ก่อนได้รับการตีพิมพ์ลงวารสารเป็นลำดับถัดไป

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA, STScI, B. Robertson (UC Santa Cruz), B. Johnson (CfA), S. Tacchella (Cambridge), P. Cargile (CfA)

อ้างอิง:

The post กล้องเจมส์ เว็บบ์ พบกาแล็กซีแห่งใหม่ที่อยู่ไกลจากโลกที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักดาราศาสตร์พบการชนกันของสองหลุมดำที่อยู่ไกลจากโลกที่สุด https://thestandard.co/most-distant-black-hole-collision-detected-by-astronomers/ Fri, 17 May 2024 03:28:42 +0000 https://thestandard.co/?p=934409 หลุมดำ

นักดาราศาสตร์พบหลักฐานการชนกันระหว่าง หลุมดำ สองแห่งที่ […]

The post นักดาราศาสตร์พบการชนกันของสองหลุมดำที่อยู่ไกลจากโลกที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลุมดำ

นักดาราศาสตร์พบหลักฐานการชนกันระหว่าง หลุมดำ สองแห่งที่ใจกลางของ 2 กาแล็กซี เป็นครั้งแรกที่ตรวจพบหลุมดำชนกันในยุคแรกเริ่มของเอกภพ และนับเป็นการควบรวมของหลุมดำที่ไกลจากโลกที่สุดในปัจจุบัน

 

การค้นพบดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณ ZS7 ที่อุปกรณ์ NIRSpec ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ตรวจพบว่าเป็นหลักฐานของการควบรวมกันระหว่างกาแล็กซี 2 แห่ง ซึ่งมีหลุมดำมวลมากอยู่ที่แกนกลางดาราจักรทั้งสอง โดยกระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเอกภพมีอายุเพียง 740 ล้านปี หรือเมื่อราว 1.3 หมื่นล้านปีที่แล้ว

 

Hannah Übler หัวหน้าคณะวิจัยในการตรวจพบครั้งนี้ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า “เราพบหลักฐานของก๊าซหนาแน่นและเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในบริเวณโดยรอบหลุมดำ เช่นเดียวกับก๊าซที่ร้อนและเรืองแสงจากการแผ่รังสีโดยจานรอบหลุมดำ และด้วยความสามารถในการบันทึกภาพของกล้องเจมส์ เว็บบ์ ทำให้เราสามารถแยกรายละเอียดเพื่อศึกษาหลุมดำทั้งสองแห่งได้”

 

การรวมกันของหลุมดำที่ไกลจากโลกที่สุด และเกิดขึ้นในยุคแรกเริ่มของเอกภพที่สุดเท่าที่เคยตรวจพบมานี้ มาจากหลุมดำแห่งหนึ่งที่มีมวลประมาณ 50 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ในขณะที่หลุมดำอีกแห่งไม่สามารถประมาณค่าได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากมันถูกซ่อนอยู่หลังฝุ่นก๊าซที่หนาแน่น โดย Roberto Maiolino หนึ่งในคณะวิจัยชุดนี้ ระบุว่า มันควรมีมวลที่ไม่ต่างจากหลุมดำแห่งแรกมากนัก

 

การตรวจพบครั้งนี้เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าหลุมดำสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของเอกภพ สอดคล้องกับการตรวจพบหลุมดำขนาดหลายพันล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ในช่วงเวลา 1,000 ล้านปีแรกหลังการเกิดบิ๊กแบง ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงจากการรวมกันของหลุมดำที่ใจกลางกาแล็กซีต่างๆ ที่พุ่งชนและควบรวมกันในยุคแรกเริ่มของเอกภพ

 

งานวิจัยดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Monthly Notices of the Royal Astronomical Society เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

ภาพ: ESA / Webb, NASA, CSA 

อ้างอิง:

The post นักดาราศาสตร์พบการชนกันของสองหลุมดำที่อยู่ไกลจากโลกที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กล้องเจมส์ เว็บบ์ ตรวจพบหลักฐานชั้นบรรยากาศรอบดาวเคราะห์หิน 55 Cancri e https://thestandard.co/evidence-of-the-atmosphere-around-55-cancri-e/ Tue, 14 May 2024 06:29:23 +0000 https://thestandard.co/?p=933180

นักดาราศาสตร์อาจพบหลักฐานของบรรยากาศรอบดาวเคราะห์หินดวง […]

The post กล้องเจมส์ เว็บบ์ ตรวจพบหลักฐานชั้นบรรยากาศรอบดาวเคราะห์หิน 55 Cancri e appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักดาราศาสตร์อาจพบหลักฐานของบรรยากาศรอบดาวเคราะห์หินดวงแรกที่โคจรรอบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ที่ห่างไป 41 ปีแสง จากข้อมูลล่าสุดของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์

 

ดาวเคราะห์ 55 Cancri e หรือดาว Janssen เป็น 1 ใน 5 ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ชื่อ 55 Cancri โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่าโลกเกือบ 2 เท่า ทำให้จัดอยู่ในหมวดของดาวเคราะห์ Super Earth ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโลก แต่เล็กกว่าดาวเนปจูน

 

แม้จะมีองค์ประกอบพื้นฐานเป็นดาวเคราะห์หิน แต่ 55 Cancri e โคจรอยู่ห่างจากดาวฤกษ์เพียง 2.2 ล้านกิโลเมตรเท่านั้น หรือใกล้กว่าระยะวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวพุธถึง 25 เท่า ทำให้มีอุณหภูมิพื้นผิวด้านกลางวันสูง 1,540 องศาเซลเซียส และอาจอุดมไปด้วยมหาสมุทรแม็กมาบนผิวดาว

 

คณะวิจัยนำโดย Renyu Hu แห่ง Jet Propulsion Laboratory หรือ JPL ของ NASA ได้ใช้อุปกรณ์ NIRCam และ MIRI ตรวจดูการแผ่รังสีความร้อนจากดาว Janssen ก่อนพบว่ามีอุณหภูมิเย็นกว่าที่คาดคิดไว้ในตอนแรก (2,200 องศาเซลเซียส) ถือเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าอาจมีการนำพาพลังงานความร้อนระหว่างฝั่งกลางวันและกลางคืนจากบรรยากาศของดาว

 

ข้อมูลจากการศึกษาสเปกตรัมแสงในครั้งนี้พบว่า 55 Cancri e อาจมีบรรยากาศที่ประกอบด้วยคาร์บอนมอนอกไซด์หรือคาร์บอนไดออกไซด์ จากการดูดกลืนคลื่นแสงในช่วงความยาว 4-5 ไมครอน และถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดของการพบบรรยากาศรอบดาวเคราะห์หินนอกระบบสุริยะดวงแรกในปัจจุบัน

 

แม้ว่าดาว 55 Cancri e อาจร้อนเกินกว่าจะพบชีวิตดำรงอยู่ด้วยสภาพในปัจจุบัน แต่ Hu ให้ความเห็นว่า “ในท้ายที่สุด เราต้องการเข้าใจว่าสภาพแวดล้อมแบบใดที่ทำให้ดาวเคราะห์หินสามารถคงสภาพชั้นบรรยากาศที่อุดมด้วยก๊าซไว้ได้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการหาดาวที่อาจเอื้อให้ชีวิตอาศัยอยู่ได้”

 

งานวิจัยการค้นพบครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ลงวารสาร Nature เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA, Ralf Crawford (STScI)

อ้างอิง:

The post กล้องเจมส์ เว็บบ์ ตรวจพบหลักฐานชั้นบรรยากาศรอบดาวเคราะห์หิน 55 Cancri e appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพล่าสุดจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ เผยรายละเอียดใหม่แกนกลางกาแล็กซี M82 สุดคมชัด https://thestandard.co/james-webb-revealed-m82/ Tue, 16 Apr 2024 03:15:15 +0000 https://thestandard.co/?p=923344 M82

นักดาราศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ถ่ายภาพ […]

The post ภาพล่าสุดจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ เผยรายละเอียดใหม่แกนกลางกาแล็กซี M82 สุดคมชัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
M82

นักดาราศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ถ่ายภาพบริเวณแกนกลางกาแล็กซี Messier 82 หรือ M82 แสดงให้เห็นรายละเอียดของบริเวณการกำเนิดดาวฤกษ์อย่างรวดเร็วเป็นครั้งแรก

 

กาแล็กซี M82 ได้รับความสนใจจากนักดาราศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้จะมีขนาดเล็กเป็นครึ่งหนึ่งของกาแล็กซีทางช้างเผือก แต่กลับมีอัตราการกำเนิดดาวฤกษ์เร็วกว่าในทางช้างเผือก 10 เท่า หรือเรียกว่าเป็นดาราจักรแบบ ‘Starburst Galaxy’

 

อย่างไรก็ตาม กระบวนการกำเนิดดาวฤกษ์ยังคงเป็นปริศนาและอุปสรรคในการศึกษาโดยนักดาราศาสตร์บนโลก เนื่องจากบริเวณกำเนิดดาวฤกษ์มักถูกปกคลุมด้วยกลุ่มฝุ่นก๊าซอย่างหนาแน่น แต่ด้วยประสิทธิภาพของกล้องเจมส์ เว็บบ์ ที่สำรวจจักรวาลในช่วงคลื่นอินฟราเรด ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาบริเวณแกนกลางของดาราจักร M82 ด้วยรายละเอียดอย่างที่ไม่เคยถูกตรวจพบมาก่อน

 

แม้บริเวณแกนกลางสุดสว่างจะยังปกคลุมไปด้วยฝุ่นก๊าซสีน้ำตาล แต่อุปกรณ์ NIRCam บนกล้องเจมส์ เว็บบ์ สามารถตรวจจับบริเวณที่พบธาตุเหล็กเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นซากหลงเหลือจากการเกิดซูเปอร์โนวา เช่นเดียวกับการพบไฮโดรเจนจากการแผ่รังสีของดาวฤกษ์ใกล้เคียง รวมถึงการศึกษาลมดาราจักร ที่เป็นการเคลื่อนที่ของก๊าซต่างๆ ในกาแล็กซี ซึ่งมีอิทธิพลต่ออัตราการเกิดดาวฤกษ์อย่างรวดเร็วใน M82

 

นอกจากนี้ แต่ละจุดสว่างที่ปรากฏในภาพถ่ายจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ ยังแสดงให้เห็นดาวฤกษ์แต่ละดวง รวมถึงกระจุกดาวฤกษ์ต่างๆ ซึ่ง รีเบคกา เลวี หนึ่งในทีมวิจัยการศึกษาครั้งนี้ระบุว่า “ภาพถ่ายนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของกล้องเจมส์ เว็บบ์ ที่ทำให้เราสามารถแยกแต่ละจุดเล็กๆ ได้ และช่วยให้ระบุจำนวนของกระจุกดาวฤกษ์ในกาแล็กซีนี้ได้อย่างแม่นยำ”

 

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยหวังว่าข้อมูลการสำรวจเพิ่มเติมจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ ในอนาคต อาทิ การตรวจดูสเปกตรัมของกาแล็กซี M82 เช่นเดียวกับภาพถ่ายมุมกว้างความละเอียดสูง จะช่วยให้นักดาราศาสตร์ระบุอายุที่ชัดเจนของดาวฤกษ์แต่ละแห่งได้ เช่นเดียวกับช่วงเวลาของกระบวนการกำเนิดดาวฤกษ์ในกาแล็กซีแห่งนี้ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจจักรวาลในยุคแรกเริ่มได้มากยิ่งขึ้น

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA, STScI, Alberto Bolatto (UMD)

อ้างอิง:

The post ภาพล่าสุดจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ เผยรายละเอียดใหม่แกนกลางกาแล็กซี M82 สุดคมชัด appeared first on THE STANDARD.

]]>
กล้องเจมส์ เว็บบ์ พบหลักฐานดาวนิวตรอนใจกลางซูเปอร์โนวา SN 1987A เป็นครั้งแรก https://thestandard.co/james-webb-finds-evidence-for-neutron-star/ Sat, 24 Feb 2024 03:32:02 +0000 https://thestandard.co/?p=903839 ซูเปอร์โนวา SN 1987A

กล้องเจมส์ เว็บบ์ ตรวจพบหลักฐานของดาวนิวตรอนที่ใจกลางซู […]

The post กล้องเจมส์ เว็บบ์ พบหลักฐานดาวนิวตรอนใจกลางซูเปอร์โนวา SN 1987A เป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซูเปอร์โนวา SN 1987A

กล้องเจมส์ เว็บบ์ ตรวจพบหลักฐานของดาวนิวตรอนที่ใจกลางซูเปอร์โนวา SN 1987A ได้เป็นครั้งแรก หลังจากนักดาราศาสตร์พยายามตรวจหามาหลายทศวรรษ

 

การค้นพบดังกล่าวเกิดขึ้นกับมหานวดารา (Supernova) SN 1987A ในบริเวณเมฆแมกเจลแลนใหญ่ กาแล็กซีบริวารของทางช้างเผือกที่อยู่ห่างโลกไปประมาณ 160,000 ปีแสง โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1987 และมีความสว่างมากสุดในเดือนพฤษภาคมของปีเดียวกัน

 

SN 1987A เป็นซูเปอร์โนวาแบบแกนยุบ ที่เกิดจากการสิ้นอายุของดาวฤกษ์ที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่าขึ้นไป และแกนกลางยุบตัวลงกลายเป็นหลุมดำหรือดาวนิวตรอน โดยนักดาราศาสตร์พยายามตรวจหาวัตถุดังกล่าวมานานกว่า 30 ปี แต่ยังไม่มีการพบหลักฐานของทั้งดาวนิวตรอนหรือหลุมดำที่แกนกลาง จนกระทั่งงานวิจัยล่าสุดที่ได้รับการตีพิมพ์ใน Science Journal เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2024

 

เคลส ฟรานส์สัน (Claes Fransson) หัวหน้าคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม ระบุว่า “จากทฤษฎีแล้ว การตรวจพบนิวทริโนในช่วงก่อนเกิดซูเปอร์โนวา SN 1987A แสดงว่ามีการก่อตัวของหลุมดำหรือดาวนิวตรอนหลังการระเบิดครั้งนี้ แต่เรายังไม่เคยตรวจพบสัญญาณของวัตถุดังกล่าวได้มาก่อน

 

“ทว่าข้อมูลจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ ทำให้เราพบหลักฐานโดยตรงว่ามีการแผ่รังสีจากวัตถุปริศนาดังกล่าว ซึ่งเราคิดว่าวัตถุดังกล่าวน่าจะเป็นดาวนิวตรอน”

 

ซูเปอร์โนวา SN 1987A เป็นหนึ่งในวัตถุแรกๆ ที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ เริ่มศึกษา ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2022 ผ่านการใช้โหมด MRS (Medium Resolution Spectrograph) ของอุปกรณ์ MIRI (Mid-Infrared Instrument) ที่ศึกษาจักรวาลในช่วงคลื่นอินฟราเรดกลาง

 

การวิเคราะห์ข้อมูลสเปกตรัมจากมหานวดาราแห่งนี้ ทำให้คณะวิจัยพบสัญญาณของไอออนในบริเวณโดยรอบใจกลางซูเปอร์โนวาที่ก่อตัวจากโฟตอนพลังงานสูง ซึ่งจำเป็นต้องมีแหล่งกำเนิดจากวัตถุอันเป็นเศษซากของการเกิดซูเปอร์โนวา โดยงานวิจัยดังกล่าวพบว่ามีความเป็นไปได้อยู่ไม่กี่รูปแบบ และทั้งหมดนั้นมีความเชื่อมโยงว่าวัตถุปริศนานี้คือดาวนิวตรอนเกิดใหม่ที่แกนกลางของ SN 1987A

 

ทั้งนี้ กล้องเจมส์ เว็บบ์ และกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นโลก จะมีการสำรวจซูเปอร์โนวา SN 1987A เพิ่มเติมในปีนี้ เพื่อศึกษาว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นที่ใจกลางของเศษซากมหานวดาราครั้งดังกล่าว โดยทีมวิจัยคาดว่าข้อมูลที่ได้รับอาจช่วยให้พวกเขาสร้างแบบจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับซูเปอร์โนวาแบบแกนยุบ เพื่อเพิ่มความเข้าใจที่นักดาราศาสตร์มีกับปรากฏการณ์ของวัตถุเช่นนี้ได้ในอนาคตข้างหน้า

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA, STScI, Claes Fransson (Stockholm University)

อ้างอิง:

The post กล้องเจมส์ เว็บบ์ พบหลักฐานดาวนิวตรอนใจกลางซูเปอร์โนวา SN 1987A เป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิจัยไทยพบ 13 กาแล็กซีในยุคแรกเริ่มของเอกภพ จากข้อมูลกล้องเจมส์ เว็บบ์ https://thestandard.co/13-early-universe-galaxies-discovered/ Thu, 01 Feb 2024 08:37:40 +0000 https://thestandard.co/?p=894802

ดร.ณิชา ลีโทชวลิต นักวิจัยของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งช […]

The post นักวิจัยไทยพบ 13 กาแล็กซีในยุคแรกเริ่มของเอกภพ จากข้อมูลกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ดร.ณิชา ลีโทชวลิต นักวิจัยของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ NARIT ได้นำทีมคณะนักดาราศาสตร์นานาประเทศตรวจพบกาแล็กซีมวลน้อยเพิ่มอีก 13 แห่งที่มีอยู่ตั้งแต่เอกภพ มีอายุเพียง 550-700 ล้านปี

 

งานวิจัยดังกล่าวได้ศึกษาข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ภายใต้โครงการวิจัย GLASS-JWST-ERS เพื่อตรวจหากาแล็กซียุคแรกเริ่มของเอกภพ ที่กำเนิดขึ้นมาในช่วงประมาณ 13,000 ล้านปีที่แล้ว ในยุค Epoch of Reionization หรือเป็นช่วงที่สสารระหว่างกาแล็กซีกลับกลายเป็นพลาสมาอีกครั้ง

 

จากข้อมูลภาพถ่ายชุดแรกของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ที่ใช้กล้อง NIRCam สำรวจจักรวาลในช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้ (ช่วงความยาวคลื่นระหว่าง 900-4,400 นาโนเมตร) ทำให้ทีมวิจัยสามารถตรวจพบกาแล็กซีในอวกาศห้วงลึกเพิ่มอีก 13 แห่ง ซึ่งมีมวลน้อยกว่าดาราจักรทางช้างเผือกระหว่าง 10-100 เท่า

 

นักดาราศาสตร์ต้องการศึกษากาแล็กซีในช่วง Epoch of Reionization เพื่อให้เข้าใจถึงวิวัฒนาการของเอกภพในช่วงเวลาดังกล่าว โดยกล้องเจมส์ เว็บบ์ ที่ถูกสร้างมาให้ศึกษาจักรวาลในช่วงคลื่นอินฟราเรด เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยให้นักดาราศาสตร์มองย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาการกำเนิดดาวฤกษ์และกาแล็กซีแห่งแรกของเอกภพ

 

ข้อมูลจากงานวิจัยนี้พบว่ากาแล็กซีดังกล่าวมีอัตราการกำเนิดดาวฤกษ์ใหม่ประมาณ 1-10 ดวงต่อปี โดยที่แต่ละดวงมีอายุเฉลี่ยระหว่าง 30-200 ล้านปี ตรงตามทฤษฎีที่นักดาราศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้

 

งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical Journal Letters เมื่อเดือนตุลาคม 2023

 

ก่อนหน้านี้ ดร.ณิชา ลีโทชวลิต นักวิจัยของกลุ่มวิจัยจักรวาลวิทยาและดาราศาสตร์ทฤษฎี สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เป็นหนึ่งในทีมวิจัยที่ได้ร่วมค้นพบกาแล็กซี GLASS-z12 ที่อยู่ห่างไปประมาณ 13,600 ล้านปีแสง จากข้อมูลชุดแรกของกล้องเจมส์ เว็บบ์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2022 ซึ่งนับเป็นดาราจักรที่มีอยู่ในยุคแรกเริ่มของเอกภพ และอยู่ไกลโลกที่สุดแห่งหนึ่ง

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA

อ้างอิง:

The post นักวิจัยไทยพบ 13 กาแล็กซีในยุคแรกเริ่มของเอกภพ จากข้อมูลกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA เผยภาพ 19 กาแล็กซีกังหันสุดคมชัด จากข้อมูลล่าสุดกล้องเจมส์ เว็บบ์ https://thestandard.co/nasa-reveals-spiral-galaxy-images/ Tue, 30 Jan 2024 03:38:33 +0000 https://thestandard.co/?p=893715

NASA เผยภาพชุดใหม่ของกาแล็กซีกังหัน 19 แห่ง ที่หันด้านห […]

The post NASA เผยภาพ 19 กาแล็กซีกังหันสุดคมชัด จากข้อมูลล่าสุดกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

NASA เผยภาพชุดใหม่ของกาแล็กซีกังหัน 19 แห่ง ที่หันด้านหน้าเข้าหาโลก (Face-on Spiral Galaxy) จากข้อมูลล่าสุดของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์

 

นักดาราศาสตร์ศึกษากาแล็กซีประเภทนี้ด้วยข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ต่างๆ เช่น กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล, กล้อง VLT (Very Large Telescope) และกล้อง ALMA (Atacama Large Millimeter/submillimeter Array) ที่ครอบคลุมข้อมูลในช่วงคลื่นแสงที่ตามองเห็น, อัลตราไวโอเลต และคลื่นวิทยุ แต่ความละเอียดของอุปกรณ์​ NIRCam (อินฟราเรดใกล้) และ MIRI (อินฟราเรดกลาง) บนกล้องเจมส์ เว็บบ์ ช่วยทำให้ข้อมูลเหล่านี้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

 

Janice Lee นักวิทยาศาสตร์ของ STScI ระบุว่า “ภาพถ่ายชุดใหม่จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ นั้นน่าทึ่งมาก แม้กระทั่งกับนักวิจัยที่ศึกษากาแล็กซีเหล่านี้มานานหลายทศวรรษ เราได้เห็นรายละเอียดของฟองก๊าซและเส้นใยต่างๆ ในสเกลที่เล็กที่สุด ซึ่งช่วยบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับวัฏจักรการกำเนิดดาวฤกษ์ได้”

 

กาแล็กซี IC 5532 ที่อยู่ห่างไป 30 ล้านปีแสงจากโลก และกาแล็กซี NGC 1365 ที่อยู่ห่างโลก 56 ล้านปีแสง เป็นส่วนหนึ่งของ 19 ดาราจักรที่ได้รับการสำรวจโดยกล้องเจมส์ เว็บบ์ ซึ่งเผยให้เห็นรายละเอียดของฝุ่นก๊าซ เช่นเดียวกับการมองทะลุกลุ่มเมฆไปยังดาวฤกษ์อายุน้อย และดาวฤกษ์เก่าแก่จำนวนมากในดาราจักรเหล่านี้

 

ข้อมูลการสำรวจครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ PHANGS หรือ Physics at High Angular resolution in Nearby GalaxieS ที่ได้รับการสนับสนุนจากนักดาราศาสตร์ทั่วโลกมากกว่า 150 คน และได้เปิดเผยแคตตาล็อกกระจุกดาวฤกษ์มากกว่า 100,000 แห่งออกมาก่อนหน้านี้ เพื่อให้นักวิจัยสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปศึกษาเพิ่มเติมได้

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA, STScI, PHANGS Team

อ้างอิง:

The post NASA เผยภาพ 19 กาแล็กซีกังหันสุดคมชัด จากข้อมูลล่าสุดกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักดาราศาสตร์พบสัญญาณของออโรราบนดาวแคระน้ำตาลที่โคจรโดดเดี่ยวในเอกภพ https://thestandard.co/possible-aurorae-brown-dwarf/ Sun, 14 Jan 2024 05:38:15 +0000 https://thestandard.co/?p=887589

นักดาราศาสตร์อาจพบการเกิดแสงออโรราบนดาวแคระน้ำตาล (Brow […]

The post นักดาราศาสตร์พบสัญญาณของออโรราบนดาวแคระน้ำตาลที่โคจรโดดเดี่ยวในเอกภพ appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักดาราศาสตร์อาจพบการเกิดแสงออโรราบนดาวแคระน้ำตาล (Brown Dwarf) ที่โคจรอย่างโดดเดี่ยวในเอกภพ จากข้อมูลล่าสุดของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์

 

บนดาวแคระน้ำตาล W1935 ที่มีขนาดและมวลใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดี แต่ยังไม่มากพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่ใจกลาง นักดาราศาสตร์ได้พบการแผ่รังสีในย่านอินฟราเรดจากมีเทน เกิดขึ้นในบรรยากาศชั้นบนของดาว

 

ความพิเศษของการค้นพบครั้งนี้คือ วัตถุดังกล่าวไม่ได้โคจรรอบดาวฤกษ์ใดๆ และลอยล่องพเนจรรอบใจกลางดาราจักรของมันอย่างโดดเดี่ยว ทำให้มีอุณหภูมิที่ค่อนข้างหนาวเย็น จึงทำให้นักดาราศาสตร์สงสัยว่าทำไมถึงตรวจพบการแผ่รังสีในย่านอินฟราเรดบนดาวดวงนี้ได้

 

เพื่ออธิบายกระบวนการดังกล่าว นักดาราศาสตร์ได้ย้อนกลับมาดูสองดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์ในระบบสุริยะ ทั้งดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ซึ่งมีการแผ่รังสีจากมีเทนเป็นเรื่องปกติ และทำให้มีข้อสรุปได้ว่า กระบวนการดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับแสงออโรราบนชั้นบรรยากาศ

 

การเกิดออโรราบนโลก หรือแสงเหนือ/แสงใต้ มาจากการปลดปล่อยอนุภาคมีประจุไฟฟ้าของดวงอาทิตย์สู่สนามแม่เหล็กของโลก ก่อนเบนทิศเข้าสู่ขั้วแม่เหล็กทั้งสองด้าน และปะทะเข้ากับก๊าซในชั้นบรรยากาศที่ขั้วโลก จนเกิดเป็นม่านเรืองแสงบนท้องฟ้า ในขณะที่บนดาวพฤหัสบดีจะมีอนุภาคมีประจุจากดวงจันทร์ไอโอมาเป็นส่วนร่วมด้วย

 

อย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายกระบวนการเกิดออโรราบนดาวดวงนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เนื่องจากดาวแคระน้ำตาลดวงนี้ไม่มีดาวฤกษ์ที่ปลดปล่อยอนุภาคมีประจุไฟฟ้าพุ่งเข้าสู่สนามแม่เหล็กของดาว แต่คาดการณ์ว่าอาจมีกระบวนการภายในดาวเคราะห์ยักษ์ที่เรายังไม่ค้นพบ หรืออาจเกิดจากพลาสมาในพื้นที่ระหว่างดาวฤกษ์กับดวงจันทร์ขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่

 

ดาว W1935 อยู่ห่างจากโลกไปประมาณ 40 ปีแสง และเป็นวัตถุนอกระบบสุริยะดวงแรกที่นักดาราศาสตร์อาจพบการแผ่รังสีมีเทนในแสงออโรรา โดยการตรวจพบครั้งนี้เกิดขึ้นผ่านการใช้อุปกรณ์ NIRSpec เพื่อตรวจดูสเปกตรัมจากดาวแคระน้ำตาล 12 ดวง ก่อนมีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในการประชุมประจำปีของสมาคมดาราศาสตร์อเมริกา (American Astronomical Society) ครั้งที่ 243

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA, Leah Hustak (STScI) 

อ้างอิง:

The post นักดาราศาสตร์พบสัญญาณของออโรราบนดาวแคระน้ำตาลที่โคจรโดดเดี่ยวในเอกภพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA เผยภาพถ่ายดาวยูเรนัส พร้อมวงแหวนและดวงจันทร์สุดคมชัด จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ https://thestandard.co/nasas-webb-rings-in-holidays-with-ringed-planet-uranus/ Tue, 19 Dec 2023 04:51:40 +0000 https://thestandard.co/?p=878355 NASA ดาวยูเรนัส

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ได้บันทึกภาพของดาวยูเรน […]

The post NASA เผยภาพถ่ายดาวยูเรนัส พร้อมวงแหวนและดวงจันทร์สุดคมชัด จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA ดาวยูเรนัส

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ได้บันทึกภาพของดาวยูเรนัสในช่วงคลื่นอินฟราเรด ที่เผยให้เห็นรายละเอียดอันแสนสวยงามเหนือบรรยากาศของดาว เช่นเดียวกับวงแหวนและดวงจันทร์บริวารที่ปรากฏร่วมเฟรม

 

เนื่องจากดาวยูเรนัสโคจรรอบดวงอาทิตย์แบบเอียงทำมุม 98 องศา เทียบกับระนาบของระบบสุริยะ ทำให้แถบขั้วเหนือของดาวปรากฏเด่นเป็นสีขาวอยู่ในชั้นบรรยากาศของดาวยูเรนัส โดยมีลักษณะตะแคงข้างหันเข้ามายังทิศเยื้องกับระบบสุริยะชั้นใน ซึ่งความซับซ้อนของระบบดาวยูเรนัสที่ปรากฏในภาพถ่ายย่านอินฟราเรดนั้นแตกต่างจากภาพในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นจากกล้องบนยาน Voyager 2 เมื่อปี 1986 อย่างสิ้นเชิง

 

นอกจากรายละเอียดของแถบขั้วเหนือและพายุที่ปรากฏบนดาว กล้องเจมส์ เว็บบ์ยังบันทึกภาพชั้นวงแหวนต่างๆ ได้อย่างคมชัด รวมถึงวงแหวนชั้น Zeta ที่อยู่ใกล้กับดาวยูเรนัสมากที่สุด ซึ่งมีความสำคัญต่อการวางแผนภารกิจสำรวจดาวเคราะห์ก๊าซดวงนี้ในอนาคตข้างหน้า

 

ดวงจันทร์บริวาร 14 ดวง จากทั้งสิ้น 27 ดวง ยังปรากฏในภาพถ่ายมุมกว้างจากกล้องเจมส์ เว็บบ์ รวมถึงกาแล็กซีในเบื้องหลังที่อยู่ห่างออกไปหลายปีแสง ซึ่งถูกบันทึกได้โดยอุปกรณ์ NIRCam ที่สำรวจจักรวาลในช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้

 

นอกจากเป็นภาพถ่ายที่สวยงามแล้ว ดาวยูเรนัสยังเป็นเป้าหมายในการศึกษาของนักดาราศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่มีขนาดใกล้เคียงกันไม่น้อยกว่า 2,000 ดวง ว่าดาวเคราะห์เหล่านี้มีคุณสมบัติอย่างไร ก่อตัวขึ้นมาแบบไหน และมีสภาพแวดล้อมเช่นใด ทำให้มีการเสนอแผนส่งยานอวกาศออกไปสำรวจดาวยูเรนัสอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง เนื่องจากมีเพียงแค่ Voyager 2 ที่เคยเดินทางไปบินผ่านในระยะใกล้เมื่อ 37 ปีที่แล้ว

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA, STScI 

อ้างอิง:

The post NASA เผยภาพถ่ายดาวยูเรนัส พร้อมวงแหวนและดวงจันทร์สุดคมชัด จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA เผยภาพสุดคมชัดของซากซูเปอร์โนวาแคสซิโอเปีย เอ จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ https://thestandard.co/nasas-webb-stuns-with-new-high-definition-look-at-exploded-star/ Tue, 12 Dec 2023 10:32:54 +0000 https://thestandard.co/?p=876012 NASA

NASA เปิดภาพถ่ายของซากซูเปอร์โนวาแคสซิโอเปีย เอ (Cassio […]

The post NASA เผยภาพสุดคมชัดของซากซูเปอร์โนวาแคสซิโอเปีย เอ จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
NASA

NASA เปิดภาพถ่ายของซากซูเปอร์โนวาแคสซิโอเปีย เอ (Cassiopeia A) ในช่วงคลื่นอินฟราเรดสุดคมชัดจากอุปกรณ์ NIRCam บนกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ที่เผยให้เห็นรายละเอียดใหม่ภายใต้ความงามจากซากดาวฤกษ์ที่ยุบตัวและระเบิดไปแล้ว

 

ซากซูเปอร์โนวาดังกล่าวอยู่ห่างจากโลกไปประมาณ 11,000 ปีแสงในกาแล็กซีทางช้างเผือกเช่นเดียวกับระบบสุริยะ โดยเป็นหนึ่งในซากมหานวดาราที่ได้รับการศึกษาจากนักดาราศาสตร์มากที่สุดผ่านกล้องโทรทรรศน์บนโลกและในอวกาศ เพื่อเก็บข้อมูลจากช่วงคลื่นที่แตกต่างกัน

 

แม้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ จะเคยศึกษาซากซูเปอร์โนวานี้มาแล้วในเดือนเมษายน 2023 ด้วยอุปกรณ์ MIRI ที่ศึกษาในช่วงคลื่นอินฟราเรดย่านกลาง ซึ่งภาพก่อนหน้านี้เผยให้เห็นรายละเอียดของโครงสร้างแปลกใหม่บริเวณเปลือกชั้นในของซากมหานวดารานี้ แต่รายละเอียดดังกล่าวกลับไม่ปรากฏในภาพถ่ายช่วงคลื่นอินฟราเรดย่านใกล้ที่ได้รับการเผยแพร่ออกมาในวันนี้

 

นอกจากมีความแตกต่างระหว่างภาพถ่ายทั้งสองแล้ว ความละเอียดของอุปกรณ์ NIRCam ยังช่วยให้นักดาราศาสตร์ศึกษาซากซูเปอร์โนวาดังกล่าวได้อย่างคมชัดขึ้น โดย Danny Milisavljevic จาก Purdue University หัวหน้าทีมวิจัยที่ศึกษาแคสซิโอเปีย เอ ระบุว่า “ความละเอียดของ NIRCam ช่วยให้เราเห็นว่าดาวฤกษ์แตกสลายอย่างไรในตอนที่มันระเบิด ก่อนปลดปล่อยเศษใยต่างๆ กระจายออกมาเป็นจำนวนมาก

 

“มันน่าเหลือเชื่อมากว่าหลังจากใช้เวลาศึกษาแคสซิโอเปีย เอ มานานหลายปี ปัจจุบันเราจะเห็นรายละเอียดได้ชัดขนาดนี้ ซึ่งมันช่วยเปลี่ยนความเข้าใจและข้อมูลเชิงลึกในแง่ว่าดาวฤกษ์ดวงนี้เกิดระเบิดขึ้นได้อย่างไร”

 

นักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องเจมส์ เว็บบ์ พบรายละเอียดกลุ่มก้อนสีส้มและชมพูกระจายอยู่ในเปลือกชั้นในของซากมหานวดารา ซึ่งเผยให้เห็นรายละเอียดของกลุ่มแก๊สอย่างซัลเฟอร์ ออกซิเจน อาร์กอน และนีออน ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของดาวฤกษ์มาก่อน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่บ่งชี้ว่าดาวฤกษ์ดวงนี้อาจแตกกระจายคล้ายกับแก้วแตกในช่วงเวลาที่มันเดินทางมาสู่วาระสุดท้ายของวงจรชีวิต

 

แคสซิโอเปีย เอ ถือเป็นหนึ่งในซากซูเปอร์โนวาที่มีอายุค่อนข้างน้อยที่สุด โดยโลกของเราได้เห็นการระเบิดของดาวฤกษ์ดวงดังกล่าวขึ้นเมื่อประมาณ 340 ปีที่แล้ว และมีโอกาสเป็นไปได้ว่าผู้คนในช่วงเวลาดังกล่าวอาจได้เห็นเศษซากซูเปอร์โนวาด้วย

 

ภาพ: NASA, ESA, CSA, STScI 

อ้างอิง:

The post NASA เผยภาพสุดคมชัดของซากซูเปอร์โนวาแคสซิโอเปีย เอ จากกล้องเจมส์ เว็บบ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กล้องเจมส์ เว็บบ์ พบโมเลกุลการเกิดดาวเคราะห์หินในบริเวณสภาพแวดล้อมรุนแรงของทางช้างเผือก https://thestandard.co/found-molecule-for-formation-of-rocky-planets/ Mon, 04 Dec 2023 07:34:27 +0000 https://thestandard.co/?p=873196

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ได้ตรวจพบโมเลกุลสำคัญสำ […]

The post กล้องเจมส์ เว็บบ์ พบโมเลกุลการเกิดดาวเคราะห์หินในบริเวณสภาพแวดล้อมรุนแรงของทางช้างเผือก appeared first on THE STANDARD.

]]>

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ได้ตรวจพบโมเลกุลสำคัญสำหรับการกำเนิดดาวเคราะห์หิน ในบริเวณที่มีสภาพแวดล้อมปั่นป่วนรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในกาแล็กซีทางช้างเผือก

 

นักดาราศาสตร์จากนานาประเทศได้ใช้กล้องเจมส์ เว็บบ์ ศึกษาบริเวณจานกำเนิดดาวเคราะห์ 15 แห่ง ภายในเนบิวลาล็อบสเตอร์ หรือวัตถุ NGC 6357 ซึ่งเป็นเนบิวลาที่อยู่ห่างจากโลกไปราว 5,500 ปีแสง และประกอบด้วยดาวฤกษ์มวลมากอายุน้อยที่มีความร้อนสูง และปลดปล่อยรังสีอัลตราไวโอเลตออกมาเป็นจำนวนมาก

 

ข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้พบว่า ในจานกำเนิดดาวเคราะห์ eXtreme Ultraviolet Environments 1 หรือ XUE 1 ประกอบไปด้วยฝุ่นซิลิเกต โมเลกุลของน้ำ คาร์บอนมอนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ และอะเซทิลีน ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการก่อกำเนิดของดาวเคราะห์หินแบบโลกของเราได้

 

Lars Cuijpers หนึ่งในคณะวิจัยของการค้นพบครั้งนี้ จากมหาวิทยาลัยรัดเบาด์ ระบุว่า “พวกเราทั้งตกใจและตื่นเต้น เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีการพบโมเลกุลเหล่านี้ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงเช่นนี้” เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของจานกำเนิดดาวเคราะห์ XUE 1 ที่ค่อนข้างใกล้กับดาวฤกษ์มวลมากหลายดวงในเนบิวลาล็อบสเตอร์

 

นักดาราศาสตร์จึงคาดว่ามันอาจได้รับผลกระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลตของดาวฤกษ์ จนทำให้ก๊าซและโมเลกุลต่างๆ แตกกระเจิงไป

 

การค้นพบในครั้งนี้แปลว่าดาวเคราะห์หินอาจสามารถก่อตัวขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงกว่าที่นักดาราศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้ โดย María Claudia Ramírez หัวหน้าคณะวิจัยจาก Max Planck Institute for Astronomy อธิบายว่า “XUE 1 แสดงให้เห็นว่าดาวเคราะห์หินก็สามารถเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมแบบนี้ได้ ดังนั้นขั้นถัดไปของเราคือการตรวจสอบว่ามันเกิดขึ้นโดยปกติไหม”

 

ข้อมูลการค้นพบครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน The Astrophysical Journal เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยคณะวิจัยได้ใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์ MIRI หรือ Mid-Infrared Instrument ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ซึ่งศึกษาเอกภพในช่วงคลื่นอินฟราเรดกลาง ตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2022 ที่ผ่านมา

 

ภาพ: ESO

อ้างอิง:

The post กล้องเจมส์ เว็บบ์ พบโมเลกุลการเกิดดาวเคราะห์หินในบริเวณสภาพแวดล้อมรุนแรงของทางช้างเผือก appeared first on THE STANDARD.

]]>