J.P. Morgan Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/j-p-morgan/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 19 Jun 2026 03:53:43 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 JPMorgan มอง AI CAPEX ไปต่อ ลุ้นหนุนเศรษฐกิจโตแรง แซงค่าจ้าง เปิดทาง Fed ลดดอกเบี้ย https://thestandard.co/jpmorgan-ai-capex-economy-fed-rates/ Fri, 19 Jun 2026 03:52:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1220438 ธนบัตรหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐร่วงหล่นลงมา

ปัจจุบัน AI เข้ามามีบทบาทในภาคครัวเรือน และธุรกิจทั่วโล […]

The post JPMorgan มอง AI CAPEX ไปต่อ ลุ้นหนุนเศรษฐกิจโตแรง แซงค่าจ้าง เปิดทาง Fed ลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธนบัตรหนึ่งร้อยดอลลาร์สหรัฐร่วงหล่นลงมา

ปัจจุบัน AI เข้ามามีบทบาทในภาคครัวเรือน และธุรกิจทั่วโลก ผ่านการยกระดับผลิตภาพการทำงานในอุตสาหกรรมต่างๆ จนหลายคนกังวลว่าในอนาคตอันใกล้ AI อาจเข้ามาแย่งงานมนุษย์และทำลายโมเดลธุรกิจดั้งเดิม

 

 
 

ในแง่ของการลงทุน แม้ปีนี้ตลาดหุ้นเอเชียและสหรัฐฯ จะทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง จากแรงหนุนหุ้นกลุ่ม AI ที่ผลประกอบการออกมาเหนือความคาดหมาย แต่ตอนนี้ตลาดมีมุมมอง bearish มากขึ้นว่า CAPEX ที่ลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI จะสร้างกำไรจริงเมื่อไร ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าแค่ไหน

 

รายงาน Mid-Year Outlook 2026 ของ J.P. Morgan ชี้ให้เห็นถึงโอกาสที่ AI กำลังสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงมากขึ้นใน 3 มิติ พร้อมเปิดกลยุทธ์ลงทุนรับกระแส AI Supercycle ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

1.วัฏจักรการลงทุน AI จะยังคงเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

 

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับ AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยในปี 2025 GDP ไต้หวัน เติบโตทะลุ 7% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วที่สุดตั้งแต่ปี 2010 แค่บริษัท TSMC เพียงแห่งเดียวก็สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ GDP ไต้หวัน ได้ถึง 5%-6% ขณะที่เกาหลีใต้มูลค่าการส่งออกทะลุ 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรก โดยเซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นหนึ่งในสี่ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

 

ในฝั่งของสหรัฐอเมริกา การลงทุนด้าน AI ช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ที่แท้จริง (Real GDP) ได้ถึง 0.25% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 นอกจากนี้การก่อสร้าง Data center ยังเติบโตขึ้นเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับการก่อสร้างนอกภาคที่อยู่อาศัยทั้งหมด สอดคล้องกับแผนการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Hyperscalers) ทั้ง 5 แห่ง ที่เพิ่มงบลงทุน (Capex) รวมกันกว่า 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในสิ้นปี 2026 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลเพื่อรองรับระบบ AI

 

แม้ทั่วโลกจะกังวลว่า AI จะสามารถพัฒนาความเก่งจนแย่งงานมนุษย์ โดยเฉพาะงานประจำในออฟฟิศ แต่ J.P. Morgan มองว่า ปัจจุบันยังมีหลักฐานจำกัดว่า AI สร้างความเสียหายต่อตลาดแรงงานในวงกว้าง

 

ภาพที่ชัดกว่าคือ AI เริ่มทำงานบางอย่างแทนคนได้ดีขึ้น เช่น ช่วยสร้างใบเสนอราคาค่าขนส่ง กรอกข้อมูลจากเอกสาร จัดลำดับอีเมล ตอบคำถามลูกค้าทั่วไป หรือแปลเอกสาร งานเหล่านี้เป็นงานที่มีรูปแบบค่อนข้างชัด และ AI สามารถช่วยลดเวลาการทำงานได้มาก

 

แต่ปัญหาคือ ‘งานหนึ่งตำแหน่ง’ ไม่ได้มีแค่งานย่อยงานเดียว แต่การจะทำงานให้สำเร็จจะต้องอาศัยการตัดสินใจและประสบการณ์เฉพาะที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบท ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้

 

เมื่อเปรียบเทียบด้านต้นทุน พนักงานออฟฟิศหนึ่งคนมีต้นทุนราว 50 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ขณะที่การเช่าใช้ Nvidia H100 GPU อยู่ที่ประมาณ 2.50 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ในเชิงตัวเลข AI ต้นทุนถูกกว่าคนมาก ถ้าสามารถทำงานแทนคนได้จริง

 

แต่ปัจจุบัน แม้โมเดล Claude Opus 4 6 จะทำงานที่ซับซ้อนได้มากขึ้น แต่เมื่อต้องทำงานที่ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นมนุษย์ใช้เวลาทำราว 12 ชั่วโมง Opus มีอัตราทำงานสำเร็จอยู่ที่ 50% เท่านั้น แปลว่า AI เก่งขึ้นจริง แต่ยังไม่ได้แม่นพอสำหรับทุกงาน โดยเฉพาะงานที่ซับซ้อน และ ต้องการความรับผิดชอบสูง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ปัจจุบันเรายังไม่เห็นคลื่นการปลดแรงงานครั้งใหญ่

 

ข้อมูลจาก Indeed ยังสะท้อนภาพเดียวกัน โดยตำแหน่งงานเปิดรับสำหรับ software engineers กลับมาเร่งตัวขึ้น สวนทางกับตำแหน่งงานโดยรวมในตลาดที่ชะลอลง สะท้อนว่าตำแหน่งนี้ยังมีความสำคัญ แม้งาน coding จะเป็นหนึ่งในทักษะที่ AI ทำงานได้ใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม J. P. Morgan มองว่า การใช้ AI ทำงานอัตโนมัติแทนพนักงานออฟฟิศจะใช้เวลาหลายปี เพราะแรงงานทักษะสูงไม่ได้ทำงานจากคำสั่งที่ชัดเจนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์ในการตัดสินใจรับมือกับปัญหาที่ไม่มีรูปแบบตายตัว

 

นอกจากนี้ การผสานระบบ AI เข้าสู่เศรษฐกิจจริงอย่างเต็มรูปแบบยังต้องใช้เวลา เพราะองค์กรต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ปรับระบบการทำงาน และรับมือกับแรงเสียดทานด้านกฎระเบียบก่อนที่ AI จะสามารถเปลี่ยนกระบวนการทำงานได้ในวงกว้าง

 

2. AI ยกระดับผลิตภาพและเพิ่มกำไรหนุนมูลค่าหุ้น

 

สำหรับภาคธุรกิจ AI คือเครื่องมือทำงานอัตโนมัติที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพให้กับพนักงานและองค์กร พบว่าบริษัทที่มีการประยุกต์ใช้ AI มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานเฉลี่ยสูงถึง 17% เทียบกับบริษัทที่ไม่ได้ใช้ ซึ่งมีอัตรากำไรอยู่ที่ 13%

 

ผลลัพธ์จากการนำ AI มาใช้งาน ส่งผลให้อัตรากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 ทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 13.3% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 15.5% ภายในปี 2027 แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอาจสร้างผลกระทบต่อบางอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มซอฟต์แวร์ดั้งเดิม แต่ท้ายที่สุด องค์กรที่ปรับตัวได้ผ่านการยกระดับทักษะแรงงาน จะสามารถรักษาอัตรากำไรและสนับสนุนให้มูลค่าหุ้นเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในระยะยาว

 

3.AIเพิ่ม productivity เปิดทางเฟดลดทั้งดอกเบี้ยและหนี้สาธารณะ

 

หาก AI ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย และสามารถเพิ่มผลิตภาพให้กับภาคธุรกิจและเศรษฐกิจได้จริงในวงกว้าง อาจทำให้เกิดภาวะ ‘Disinflationary boom’ ที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง

 

เมื่อ AI สามารถสร้างผลผลิตได้เร็วกว่าต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น จะช่วยลดแรงกดดันด้านราคา ส่งผลให้เงินเฟ้อมีความผันผวนน้อยลง และเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ลดดอกเบี้ยลงได้ โดยไม่ต้องรอให้เงินปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย

 

แม้ตลาดอาจต้องรอถึงปลายทศวรรษจึงจะเห็นผลิตภาพของ AI อย่างชัดเจน แต่ข้อมูลล่าสุดเริ่มสะท้อนสัญญาณบวกว่าผลิตภาพแรงงานของสหรัฐฯ แข็งแกร่งขึ้น โดยผลิตภาพแรงงานนอกภาคเกษตรขยายตัวราว 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้ค่าเฉลี่ย 5 ปี ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 2% ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับเฉลี่ย 1.5% ในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลก

 

นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่เติบโตจากการใช้ AI จะส่งผลดีต่อฐานะ ‘การคลัง’ เพราะเมื่อ GDP เติบโตเร็วขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่า รัฐบาลจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 118% ในปี 2035 ปรับตัวลดลงได้

 

ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับ ‘ยุคบูมของอินเทอร์เน็ต’ โดยในปี 1993 นักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ว่าผลิตภาพปี 2000 จะโตเพียง 0.8% และหนี้ต่อ GDP อยู่ที่ 61% แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาแบบก้าวกระโดด ทำให้ผลิตภาพโตถึง 2% สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จึงลดลงเหลือเพียง 34% เท่านั้น

 

กลยุทธ์จับกระแสลงทุน AI ครึ่งหลังปี 2026

 

J. P. Morgan ได้เสนอแนวทางการลงทุนกระจายความเสี่ยง เพื่อคว้าโอกาสจากกระแส AI Supercycle แม้ว่าตอนนี้ตลาดจะมีมุมมอง bearish ว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้หรือไม่

 

  • ลงทุนบริษัทที่ได้ประโยชน์จาก Data Center

 

กลุ่มที่ J. P Morgan มองว่าน่าสนใจ ได้แก่ บริษัทในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ ผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายและอุปกรณ์ออปติคัล (Manufacturer of Networking and Optical Equipment) รวมถึงสินทรัพย์ด้านการผลิตและส่งพลังงาน (Energy Generation and Transmission Assets) เพราะโครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่ได้พึ่งพาแค่ชิปหรือซอฟต์แวร์ แต่ต้องใช้ทั้งระบบไฟฟ้า การเชื่อมต่อ และกำลังประมวลผลขนาดใหญ่

 

โดยบริษัทเหล่านี้จะกลายเป็นธีมการลงทุนระดับโลก เพราะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI มหาศาล และหลายบริษัทมีพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแรง โดยไม่ได้แค่ผ่านเกณฑ์ Rule of 40 ซึ่งใช้ประเมินคุณภาพของบริษัทเทคโนโลยี แต่บางบริษัทสามารถยกระดับไปไกลกว่านั้น

 

เช่น Nvidia ซึ่ง J.P. Morgan มองว่าเป็นผู้ชนะรายใหญ่ใน AI cycle จนถึงปัจจุบัน และเป็นบริษัทระดับ “Rule of 140” อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่ม price in ความคาดหวังว่ายอดขายกำลังเข้าใกล้จุดอิ่มตัว หุ้น Nvidia ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ Forward P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีราว 40%

 

  • โอกาสลงทุน Hyperscalers

 

อีกกลุ่มที่ J.P. Morgan มองว่ายังน่าสนใจคือ Hyperscalers หรือผู้ให้บริการ Cloud ขนาดใหญ่ ซึ่งยังอยู่ในตำแหน่งที่ได้ประโยชน์จากการใช้งาน AI ต่อเนื่อง แม้ตลาดจะเริ่มกังวลกับแผน Capex ที่ขยายตัวเร็ว

 

รายงานระบุว่า ผู้บริหารในองค์กรส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า ความต้องการ Cloud Capacity จาก AI Applications, Projects และ Companies ยังสูงกว่าอุปทานที่มีอยู่ สะท้อนจากต้นทุนการเข้าถึง AI Computing Power แบบ On-demand หรือค่าเช่า GPU เพิ่มขึ้นประมาณ 40% ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025

 

ประกอบกับการเติบโตของ Agentic AI และ Reasoning AI Models ที่จะช่วยเพิ่มความต้องการใช้งาน Token Providers เช่น Microsoft Azure และ Google Cloud

 

  • สตาร์ทอัป Physical AI อนาคตผู้นำตลาด

 

ปัจจุบันบริษัทที่พัฒนาแอปพลิเคชัน AI สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและองค์กรจำนวนมากยังอยู่ในตลาด Private Markets ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า สตาร์ทอัปบางรายอาจกลายเป็นบริษัทผู้นำเทคโนโลยีที่มีมูลค่าระดับ Mega-cap โดยบริษัทที่ทำธุรกิจในธีมที่เกี่ยวข้องกับ “Physical AI” เช่น Robotics ซึ่งเป็นการนำ AI เข้ามาเชื่อมโยงกับการทำงานจริงในภาคอุตสาหกรรม

 

  • หุ้นนอกสหรัฐฯ และตราสารหนี้ ลดความเสี่ยงฟองสบู่ AI

 

แม้ J.P. Morgan จะสนับสนุนการลงทุนใน AI Supercycle แต่หากมุมมองเชิงบวกต่อ AI ผิดพลาด หรือเกิดภาวะฟองสบู่แตก พอร์ตจำเป็นต้องมีเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอย่างหุ้นนอกสหรัฐฯ และตราสารหนี้ ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนจากภาวะดังกล่าว โดยเฉพาะพอร์ตที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ สูง

 

เนื่องจากหุ้นนอกสหรัฐฯ มีสัดส่วนการลงทุนในบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ต่ำกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จึงช่วยกระจายความเสี่ยง เมื่อหุ้นธีม AI เข้าสู่ช่วงขาลง สะท้อนจากช่วงฟองสบู่ดอทคอม ที่หุ้นนอกสหรัฐฯ ทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นสหรัฐฯ

 

เช่นเดียวกับตราสารหนี้ที่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าสินทรัพย์เสี่ยง หากตลาดต้องเผชิญกับภาวะฟองสบู่ AI แตก สะท้อนจากผลตอบแทนในอดีตช่วง 5 ปี หลังจากฟองสบู่ดอทคอมแตกที่ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี 5.9% ขณะที่หุ้นโลกให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 2.7% ต่อปีเท่านั้น

The post JPMorgan มอง AI CAPEX ไปต่อ ลุ้นหนุนเศรษฐกิจโตแรง แซงค่าจ้าง เปิดทาง Fed ลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Short-Term Gain Long-Term Growth https://thestandard.co/defense-industry-investment-outlook/ Fri, 17 Apr 2026 04:17:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1198480 ภาพประกอบแสดงแนวโน้มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการลงทุนด้านอาวุธทั่วโลก

ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลับมาเป็นหนึ่งใน […]

The post อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Short-Term Gain Long-Term Growth appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวโน้มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการลงทุนด้านอาวุธทั่วโลก

ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลับมาเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่น่าจับตามองมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงเพราะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือความขัดแย้งทางทหารเท่านั้น แต่เป็นเพราะโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างด้านความมั่นคง ซึ่งทำให้รัฐบาลหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ต้องเร่งเพิ่มงบประมาณ ยกระดับขีดความสามารถในการผลิต และเติมคลังอาวุธที่ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ

 

ประเด็นสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้น่าสนใจมากขึ้น คือ การใช้อาวุธในคลังที่กำลังร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วในสนามรบจริง อ้างอิงจาก Global X ‘Defense Tech: Inventory Burn Becomes a Catalyst’ ชี้ว่า ความขัดแย้งล่าสุดทำให้ตลาดเริ่มตระหนักว่า หัวใจของสงครามยุคใหม่ไม่ได้อยู่แค่ที่ว่าใครมีอาวุธทันสมัยกว่าเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ว่าใครสามารถผลิตทดแทน เติมสต็อก และรองรับการใช้งานต่อเนื่องได้ดีกว่าด้วย เมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อ ต้นทุนการป้องกันและระยะเวลาการผลิตจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญพอๆ กับประสิทธิภาพของอาวุธเอง

 

ภาพนี้เห็นได้ชัดจากความไม่สมดุลด้านต้นทุนในสนามรบ โดยอิหร่านถูกประเมินว่ามีโดรนราว 80,000 ลำ แต่ละลำมีต้นทุนประมาณ 20,000-50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และสามารถผลิตได้หลักหลายร้อยถึงหลักพันลำต่อเดือน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ และพันธมิตรต้องใช้อาวุธสกัดกั้นที่มีต้นทุนสูงกว่ามาก โดย interceptor บางประเภทมีราคาประมาณ 3 ล้านดอลลาร์ต่อหน่วย เพื่อยิงสกัดเป้าหมายที่มีมูลค่าต่ำกว่ามากหลายเท่า ความต่างของต้นทุนเช่นนี้ทำให้การป้องกันประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ทางสงครามอย่างชัดเจน และยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อ ก็ยิ่งเร่งวงจรการสั่งซื้อใหม่ให้เกิดเร็วขึ้น

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเผชิญข้อจำกัดด้านคลังอาวุธที่มีอยู่เดิมอยู่แล้ว Global X ระบุว่า ในความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 สหรัฐฯ ใช้อาวุธสกัดกั้นระบบ THAAD ไปประมาณ 25% ของคลังที่มีอยู่ และการเติมคลังสำหรับระบบลักษณะนี้อาจใช้เวลานานมากกว่า 3 ปี ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนชัดว่า เมื่อคลังอาวุธสำคัญถูกใช้ไปเร็ว การสั่งซื้อเพิ่มและการเร่งกำลังผลิตจึงมีแนวโน้มกลายเป็นนโยบายต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราว

 

มุมมองนี้สอดคล้องกับรายงาน Bloomberg Intelligence ‘Iran War Set to Accelerate More US Munitions Spending’ ซึ่งระบุว่าความขัดแย้งกับอิหร่านสะท้อนให้เห็นว่ากำลังการผลิตกระสุนและขีปนาวุธของสหรัฐฯ ยังไม่เพียงพอ และอาจต้องใช้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมราว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งเติมคลังอาวุธและขยายกำลังการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อบริษัทในห่วงโซ่อุปทานด้านการป้องกันประเทศ ตั้งแต่ผู้ผลิตขีปนาวุธ ผู้ผลิตเครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็ง ระบบนำวิถี เรดาร์ เซนเซอร์ ไปจนถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทาง

 

หากมองในระดับงบประมาณ ภาพยิ่งชัดเจนมากขึ้น รายงานของ J.P. Morgan ‘FY27 Defense Budget: A Transformative Request; Now, Grab Some Popcorn’ ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯเสนอให้งบประมาณกลาโหมปีงบประมาณ 2027 เพิ่มขึ้นราว 44% เมื่อเทียบกับปีก่อน และทำให้งบรวมอาจแตะระดับประมาณ 1.45 ล้านล้านดอลลาร์

 

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ งบที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระจายแบบเท่าๆ กัน แต่เน้นไปที่หมวดอาวุธอย่างชัดเจน J.P. Morgan ระบุว่า จากการเพิ่มขึ้นของงบจัดซื้อในปีงบประมาณ 2027 นั้น มีประมาณ 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มาจากหมวดขีปนาวุธและอาวุธของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ สะท้อนว่าการเติมคลังอาวุธกำลังเป็นวาระสำคัญทางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่การเพิ่มงบเพื่อรองรับเหตุการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น

 

ในอีกด้านหนึ่ง งบต่อเรือก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดย J.P. Morgan ประเมินว่างบต่อเรือของสหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2027 อาจขึ้นไปอยู่ที่ราว 66,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระดับราว 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026 และสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2023-2025 มากกว่า 2 เท่า สะท้อนว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระบบขีปนาวุธ แต่ยังครอบคลุมเรือรบ อากาศยาน ระบบอวกาศ และโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงอีกด้วย

 

อีกปัจจัยที่ทำให้ธีมนี้น่าสนใจ คือการเปลี่ยนรูปแบบของสงครามในปัจจุบัน สงครามยุคใหม่ไม่ได้พึ่งพาแต่อาวุธราคาแพงหรือระบบชั้นสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งระบบที่แม่นยำขั้นสูงและระบบต้นทุนต่ำที่ผลิตได้จำนวนมากควบคู่กันไป โดยสหรัฐฯ จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างอาวุธชั้นสูงกับอาวุธต้นทุนต่ำ เช่น โดรน อาวุธโจมตีต้นทุนต่ำ และระบบต่อต้านโดรน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธราคาแพงเกินความจำเป็นกับเป้าหมายที่มีต้นทุนต่ำกว่าอย่างมาก

 

จุดนี้เองทำให้โอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีมากขึ้นกว่าในอดีต เพราะผู้ได้ประโยชน์ไม่ได้มีเพียงบริษัทผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ แต่ยังรวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโดรน ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซอฟต์แวร์ควบคุมและสั่งการ เรดาร์ เซนเซอร์ และเทคโนโลยีสนับสนุนอื่นๆ ด้วย

 

ข้อมูลของ Global X ยังช่วยตอกย้ำภาพเชิงบวกว่า ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เมื่อเกิดความขัดแย้งระดับโลก หุ้นในกลุ่มป้องกันประเทศภายในดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนีโดยรวมเฉลี่ยประมาณ 7.3% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ขณะเดียวกัน กลุ่มอากาศยานและการป้องกันประเทศยังมีสัดส่วนในดัชนี S&P 500 ต่ำกว่า 2.5% แสดงให้เห็นว่าแม้ธีมนี้จะมีขนาดใหญ่ในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังไม่ได้มีน้ำหนักมากนักในดัชนีหลัก จึงยังมีพื้นที่ให้เงินลงทุนไหลเข้าได้อีกหากมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมนี้ชัดเจนขึ้น

 

นอกจากนี้ Global X ยังประเมินว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศทั่วโลกอาจเพิ่มจากประมาณ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็นมากกว่า 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ซึ่งหมายถึงการขยายตัวราว 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาเพียง 6 ปี หากการเติมคลังอาวุธและการยกระดับขีดความสามารถด้านความมั่นคงเกิดขึ้นเร็วกว่าคาด ตัวเลขดังกล่าวยังอาจมีโอกาสขยับขึ้นได้อีก

 

โดยสรุป ความน่าสนใจของการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในรอบนี้ ไม่ได้มาจากการเก็งกำไรตามข่าวสงครามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงหนุนเชิงโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเพิ่มงบประมาณกลาโหม การเร่งเติมคลังอาวุธ การขยายกำลังการผลิต การเปลี่ยนรูปแบบสงครามไปสู่ระบบที่ต้องใช้ทั้งปริมาณและเทคโนโลยี และการเปิดโอกาสให้บริษัทในห่วงโซ่เทคโนโลยีความมั่นคงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เมื่อพิจารณาร่วมกับตัวเลขงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และแนวโน้มการใช้จ่ายด้านความมั่นคงทั่วโลกที่ยังอยู่ในขาขึ้น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่มีความน่าสนใจในระยะกลางถึงระยะยาวอย่างชัดเจน

 

ภาพ: Naeblys / Shutterstock

The post อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ Short-Term Gain Long-Term Growth appeared first on THE STANDARD.

]]>
MR.DIY เผยรายงานการขายหุ้นไอพีโอ 40 อันดับแรก ‘ประกันสังคม’ ร่วมจองซื้อ 9.9 ล้านหุ้น https://thestandard.co/mrdiy-ipo-first-40-positions/ Tue, 04 Nov 2025 12:04:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1139739 MR.DIY เผยรายงานการขายหุ้นไอพีโอ 40 อันดับแรก ‘ประกันสังคม’ ร่วมจองซื้อ 9.9 ล้านหุ้น

มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย. รายงานผลการขายหุ้นไอพีโอ 40 อันดับแ […]

The post MR.DIY เผยรายงานการขายหุ้นไอพีโอ 40 อันดับแรก ‘ประกันสังคม’ ร่วมจองซื้อ 9.9 ล้านหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
MR.DIY เผยรายงานการขายหุ้นไอพีโอ 40 อันดับแรก ‘ประกันสังคม’ ร่วมจองซื้อ 9.9 ล้านหุ้น

มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย. รายงานผลการขายหุ้นไอพีโอ 40 อันดับแรก รวม 468.55 ล้านหุ้น คิดเป็น 71.54% ในจำนวนนี้พบสำนักงานประกันสังคมจองซื้อรวม 9.9 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 85.17 ล้านบาท

 

จากแบบรายงานผลการขายหุ้นไอพีโออย่างย่อของ (แบบ 81-1 อย่างย่อ) ของ บมจ.มิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) หรือ MRDIYT ซึ่งเปิดเผยรายชื่อผู้ที่ได้รับการจัดสรรหุ้นในจำนวนสูงสุด 40 อันดับแรก (รวมผู้ที่ได้รับการจัดสรรทุกประเภท) ได้รับการจัดสรรหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 468,559,000 หุ้น คิดเป็น 71.54% ของหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด 655 ล้านหุ้น

 

โดย 5 อันดับแรกที่ได้รับการจัดสรรได้แก่

 

1.UBS SECURITIES PTE LTD จำนวน 181,790,200 หุ้น

2.CGS INTERNATIONAL SECURITIES SINGAPORE PTE LTD จำนวน 93,861,000 หุ้น

3.J.P. MORGAN SECURITIES PLC จำนวน 74,285,000 หุ้น

4.N.C.B. TRUST LIMITED – NORGES BANK 30 จำนวน 10,549,100 หุ้น

5.สำนักงานประกันสังคม โดย บลจ. ทาลิส จก. จำนวน 8,678,100 หุ้น

 

ในส่วนของสำนักงานประกันสังคม ยังมีการจองซื้อโดย บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) อีกจำนวน 1,225,400 หุ้น รวมแล้วสำนักงานประกันสังคมจองซื้อทั้งสิ้น 9,903,500 หุ้น คิดเป็นมูลค่า 85,170,100 บาท เมื่อคำนวณจากราคาเสนอขายที่ 8.60 บาท

 

ทั้งนี้ หุ้น MRDIYT จะเข้าซื้อขายเป็นวันแรกในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 5 พฤศจิกายน โดยระดมทุนรวม 5.6 พันล้านบาท ถือเป็นหุ้นไอพีโอที่มีมูลค่ามากที่สุดในรอบ 3 ปี

The post MR.DIY เผยรายงานการขายหุ้นไอพีโอ 40 อันดับแรก ‘ประกันสังคม’ ร่วมจองซื้อ 9.9 ล้านหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 แบงก์ยักษ์ใหญ่ปรับเพิ่มเป้าราคาทองคำเป็นเกือบ 60,000 บาท https://thestandard.co/7-banks-gold-price-target-60000-baht/ Thu, 01 May 2025 05:16:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1070106 ราคาทองคำ

ทองคำ หนึ่งในสินทรัพย์ที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่ […]

The post 7 แบงก์ยักษ์ใหญ่ปรับเพิ่มเป้าราคาทองคำเป็นเกือบ 60,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาทองคำ

ทองคำ หนึ่งในสินทรัพย์ที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาทองคำตั้งแต่ปี 2562-2567 ปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกปี จากประมาณ 20,000 บาทต่อบาททองคำ มาเป็นกว่า 40,000 บาทต่อบาททองคำ และในปีนี้ราคาทองคำก็ยังคงเพิ่มขึ้นอีกต่อเนื่องมาเป็นกว่า 50,000 บาทต่อบาททองคำ โดยขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 54,800 บาท

 

ส่วนราคาทองคำโลกก็พุ่งขึ้นจากราว 1,700 ดอลลาร์ ไปทำจุดสูงสุดที่ 3,500 ดอลลาร์ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

 

‘ฮั่วเซ่งเฮง’ คาดว่าระยะยาวทองคำยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยพบว่า 2 สถาบันที่คาดการณ์ราคาทองคำสูงที่สุด ได้แก่ Goldman Sachs และ Deutsche Bank ซึ่งมองว่าราคาทองคำมีโอกาสแตะระดับ 3,700 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ภายในปีนี้

 

ขณะที่ J.P. Morgan มองเป้าระยะยาวในปี 2026 อาจพุ่งขึ้นไปถึง 4,000 ดอลลาร์

นอกจากนี้ ธนาคารรายใหญ่อื่นๆ อย่างเช่น ANZ และ Citibank ต่างก็ปรับการคาดการณ์ราคาขึ้นเช่นกัน โดย ANZ ตั้งเป้าใหม่ที่ 3,600 ดอลลาร์

 

ฮั่วเซ่งเฮงพบว่า ปัจจัยสนับสนุนการคาดการณ์นี้มีหลายประการ ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น รวมถึงความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่ยังไร้วี่แววคลี่คลาย การอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจากปัจจัยเศรษฐกิจและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ตลอดจนแรงเทขายในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งผลักดันให้นักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

 

นอกจากนี้ การเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางจีน ก็ยังเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในทิศทางขาขึ้นของทองคำ

 

 

ภาพ: Bob Henry / UCG / Universal Images Group via Getty Images

The post 7 แบงก์ยักษ์ใหญ่ปรับเพิ่มเป้าราคาทองคำเป็นเกือบ 60,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘NIKKEI 41 DW’ อ้างอิงดัชนี NIKKEI 225 รายแรกในไทย โดย J.P. Morgan ทางเลือกลงทุนอ้างอิงดัชนีหุ้นต่างประเทศในภาวะเศรษฐกิจผันผวน [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/nikkei-41-dw/ Mon, 23 Sep 2024 01:00:57 +0000 https://thestandard.co/?p=983225 NIKKEI 41 DW

ด้วยความผันผวนสูงของตลาดหุ้นทั่วโลก การเพิ่ม Derivative […]

The post รู้จัก ‘NIKKEI 41 DW’ อ้างอิงดัชนี NIKKEI 225 รายแรกในไทย โดย J.P. Morgan ทางเลือกลงทุนอ้างอิงดัชนีหุ้นต่างประเทศในภาวะเศรษฐกิจผันผวน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
NIKKEI 41 DW

ด้วยความผันผวนสูงของตลาดหุ้นทั่วโลก การเพิ่ม Derivative Warrants หรือ DW เข้าไปในพอร์ต ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่นักลงทุนสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงได้

 

นอกจากจะเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เปิดโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ด้วยจำนวนเงินลงทุนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการซื้อหุ้นรายตัว ทศพล เกิดผล ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เจพีมอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า DW เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในวันที่ตลาดหุ้นผันผวน เพราะ DW สามารถเปิดโอกาสการลงทุนได้ในทุกสภาวะตลาด และที่สำคัญ DW จำกัดผลขาดทุนเท่ากับเงินลงทุนเริ่มต้น และไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับข้อกำหนดในการวางหลักประกัน

 

 

“เมื่อพูดถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนเมื่อราคาหลักทรัพย์อ้างอิงลดลง ในเมืองไทยยังมีตัวเลือกค่อนข้างน้อย หากเปรียบเทียบกันระหว่าง DW (ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์) และ Futures (สัญญาซื้อ-ขายล่วงหน้า) จะพบว่า Futures มีโอกาสขาดทุนมากกว่าเงินลงทุนเริ่มต้น ในขณะที่ DW จะจำกัดผลขาดทุนเท่ากับเงินลงทุนเริ่มต้น และ DW ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดการพอร์ตการลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวนได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง ซึ่งถือเป็นการปิด Gap ที่สำคัญ สุดท้ายคือเรื่องการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ นักลงทุนที่มีบัญชีซื้อ-ขายหลักทรัพย์ในประเทศอยู่แล้วสามารถลงทุนได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่”

 

ส่วนด้านของโอกาสในการกระจายการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศ ทศพลกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ DW ในประเทศไทยมีหลักทรัพย์อ้างอิงเป็นหุ้นไทยและดัชนีหุ้นไทย ก่อนที่กฎระเบียบต่างๆ จะมีพัฒนาการที่เอื้อต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ DW ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ และเป็นจังหวะเดียวกับที่ J.P. Morgan เริ่มเข้ามาเป็นผู้ออกผลิตภัณฑ์ DW ในไทย”

 

ก่อนที่ J.P. Morgan จะเปิดตัวธุรกิจใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ หรือ DW ในประเทศไทยเมื่อปี 2561 ธุรกิจใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ของ J.P. Morgan ในตลาดฮ่องกงครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นเวลา 11 ปี โดยพิจารณาจากปริมาณการซื้อ-ขาย และหากพิจารณาจากมูลค่าการซื้อ-ขายสะสมของใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ ฮ่องกงถือเป็นตลาด DW ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

มูลค่าตลาด DW ในเมืองไทยจัดว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ในโลก ประกอบกับกฎระเบียบและความสนใจของนักลงทุนที่เอื้อให้ตลาด DW ของไทยมีศักยภาพในการเติบโตสูง ทำให้ J.P. Morgan ตัดสินใจเปิดธุรกิจผลิตภัณฑ์นี้ในเมืองไทย 

 

 

ในช่วง 7 ปีนับจากการเปิดตัวธุรกิจ J.P. Morgan ได้จดทะเบียน DW มากกว่า 3,000 หลักทรัพย์ โดยวาง Position เป็นผู้นำในการออกใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์อ้างอิงหลักทรัพย์ต่างประเทศในประเทศไทย โดยปัจจุบัน J.P. Morgan เป็นผู้ออก DW ที่มีตลาดหลักทรัพย์อ้างอิงครอบคลุมมากที่สุด ได้แก่ ตลาดหุ้นไทย ฮ่องกง สหรัฐฯ และล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 คือ ‘NIKKEI 41’ อ้างอิงดัชนี NIKKEI 225 จากตลาดหุ้นญี่ปุ่นรายแรกของไทย

 

ทศพลเผยว่า J.P. Morgan วางกลยุทธ์ในตลาด DW ด้วยการเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุนไทยด้วยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ จนทำให้ J.P. Morgan ได้ชื่อว่าเป็นผู้ออก DW ในไทยที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงครอบคลุมตลาดมากที่สุด

 

“จุดเด่นของ J.P. Morgan DW41 คือความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่มีระดับในการยอมรับความเสี่ยงที่ต่างกัน และรองรับสภาวะตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา” 

 

Pain Point ของ DW ที่นักลงทุนมองเป็นปัจจัยเสี่ยงคือเรื่อง ‘ระยะเวลาถือครอง’ โดยทั่วไป DW จะมีอายุประมาณ 4-6 เดือน อายุยิ่งสั้นความเสี่ยงยิ่งสูง J.P. Morgan ตระหนักถึงประเด็นดังกล่าว จึงมีการนำเสนอ DW รุ่นอายุยาว 2 ปีที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับ DW ที่มีอายุสั้น

 

“การลงทุนใน DW รุ่นอายุ 2 ปี ทำให้นักลงทุนสามารถเทรดได้บนความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ DW อายุสั้น โดยอาศัยคุณสมบัติของระยะเวลาครบกำหนดอายุที่ยาวกว่าปกติ เพื่อลดปัญหาค่าเสื่อมทางเวลา (Time Decay) อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนโดยตรงในหุ้น 

 

“ในตลาดปัจจุบัน DW รุ่นอายุสั้น (ราว 2-6 เดือน) มีอัตราทด หรือ Effective Gearing ประมาณ 7-8 เท่าสำหรับหลักทรัพย์อ้างอิงที่เป็นหุ้น และสูงถึง 10-20 เท่ากรณีเป็นดัชนี ซึ่งหมายความว่า หากหลักทรัพย์อ้างอิงเคลื่อนไหว 1% ใน 1 วัน DW อาจมีราคาที่เปลี่ยนแปลงสูงถึง 7-20% ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ DW รุ่นอายุ 2 ปีมีความเสี่ยงต่ำกว่าด้วย Effective Gearing เพียง 2-4 เท่า”

 

 

รู้จัก ‘NIKKEI 41 DW’ ตัวล่าสุด อ้างอิงดัชนี NIKKEI 225 ตัวแรกของไทย

 

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของนักลงทุน และเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถมีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวของดัชนีหลักทรัพย์ญี่ปุ่น บริษัทหลักทรัพย์ เจพีมอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด จึงเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ที่อ้างอิงดัชนี NIKKEI 225 โดยจดทะเบียนซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วยชื่อที่ขึ้นต้นด้วย ‘NIKKEI 41’ เริ่มการซื้อ-ขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

ดัชนี NIKKEI 225 เป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวราคาหุ้นของบริษัทชั้นนำในญี่ปุ่นจำนวน 225 บริษัทที่จดทะเบียนอยู่ใน Tokyo Stock Exchange (TSE) โดยมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีประกอบอยู่ประมาณ 50% ของดัชนี 

 

ทศพลยังกล่าวถึงปัจจัยหลักที่ J.P. Morgan พิจารณาเสนอขาย DW อ้างอิงดัชนีหุ้น NIKKEI 225 ว่า หากพิจารณาข้อมูลย้อนหลังของยอดคงค้างเงินลงทุนในต่างประเทศจากธนาคารแห่งประเทศไทยจะพบว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในจุดหมายการลงทุนที่สำคัญของนักลงทุนไทย อีกทั้งการที่ดัชนีหุ้นญี่ปุ่น Rebound กลับมาหลังจากลดลงลึกมานานกว่า 35 ปี ส่งผลให้ดัชนี NIKKEI 225 ทำระดับ All Time High ต่อเนื่อง และเพิ่งแตะ 41,000 จุดเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

อีกแง่มุมหนึ่งคือ หุ้นที่อยู่ใน NIKKEI 225 เป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จักดี เช่น UNIQLO, Toyota, Sony, Nintendo นอกจากนี้ความหลากหลายของอุตสาหกรรมยังทำให้ผู้ลงทุนในไทยเข้าถึงกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ อันเป็นการช่วยให้สามารถกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

 

นอกจากนั้นตัวอย่างหนึ่งของเหตุการณ์ที่นักลงทุนสามารถใช้ประโยชน์จาก DW ได้ก็คือ เหตุการณ์ Black Monday เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2567 ที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคลื่อนไหวผันผวนอย่างมาก ทศพลมองการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นโอกาสที่นักลงทุนสามารถใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ DW ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น 

 

เนื่องจาก DW อ้างอิงดัชนี NIKKEI 225 จะเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถลงทุนในผลิตภัณฑ์ 2 ประเภท ได้แก่ Call DW (NIKKEI 41C) ที่จะเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับหลักทรัพย์อ้างอิง และมีอัตราทด หรือ Effective Gearing ที่ส่งผลให้สามารถลงทุนด้วยมูลค่าเงินที่น้อยลงผ่าน DW แต่ยังคงมี Exposure เทียบเท่าการลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์อ้างอิง

 

และผลิตภัณฑ์อีกประเภทคือ Put DW (NIKKEI 41P) ซึ่งมีราคาที่เคลื่อนไหวสวนทางกับราคาของหลักทรัพย์อ้างอิง จึงสามารถใช้เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในตลาดขาลงเมื่อถือควบคู่กับหลักทรัพย์อ้างอิง เปรียบเสมือนการครอบครอง ‘กรมธรรม์ประกัน’ นอกจากนี้ Put DW ยังสามารถเปิดโอกาสการลงทุนในสภาวะตลาดขาลงได้อีกด้วย

 

“หลักทรัพย์ที่เสนอขายทั้งสองประเภทนี้มีอัตราทดประมาณ 5-20 เท่า และช่วงราคาใช้สิทธิ์อยู่ระหว่างระดับดัชนี 29,000-45,000 จุด” ทศพลกล่าว

 

ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง แล้วข้อมูลใดที่ผู้ลงทุนควรศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุนใน DW 

 

สำหรับตลาดญี่ปุ่น ทศพลกล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนผลักดันตลาดหุ้นญี่ปุ่นคือ ความผันผวนของค่าเงินเยน เมื่อไรก็ตามที่ค่าเงินเยนถูกมองว่ามีความผันผวน ไม่ว่าจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าอย่างรวดเร็ว จะสะท้อนให้เห็นในดัชนี NIKKEI 225 ดังนั้นการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนจึงเป็นข้อมูลที่สำคัญประการหนึ่งที่ต้องพิจารณาในการลงทุน

 

NIKKEI 41 DW

 

ในส่วนของข้อมูลที่ควรศึกษาก่อนลงทุนใน DW ทศพลกล่าวว่า สิ่งที่สำคัญคือการทำความคุ้นเคยกับระดับดัชนีต่างๆ ที่จะลงทุน

 

“ต้องมีความคุ้นเคยก่อนว่าระดับของแต่ละดัชนีแตกต่างกันอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ดัชนี SET อยู่ที่ระดับ 1,300-1,400 จุด หากดัชนีมีการเคลื่อนไหว 10 จุดในวันใด ถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญ แต่สำหรับดัชนี NIKKEI 225 ที่มีระดับความผันผวนในช่วง 35,000-45,000 จุด การขยับ 50 จุดต่อวัน ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากของดัชนี

 

“อีกปัจจัยหนึ่งที่ควรศึกษาก่อนการลงทุนคือ องค์ประกอบพื้นฐานของดัชนีว่าประกอบไปด้วยหุ้นใดบ้าง ตัวอย่างเช่น ดัชนี NIKKEI 225 แม้ว่ามีหุ้นบริษัท Fast Retailing ที่เป็นหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นองค์ประกอบที่ใหญ่ที่สุด แต่องค์ประกอบของดัชนีมากกว่า 50% เป็นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ข้อสังเกตหนึ่งคือ การเคลื่อนไหวของดัชนี NIKKEI 225 มีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ที่ค่อนข้างสูง หากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวแรง ตลาดหุ้นญี่ปุ่นอาจมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน 

 

“ปัจจัยสุดท้ายที่ควรพิจารณาคือ การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ปัจจุบันนี้มีหลากหลายรุ่น นักลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับตลาด DW และข้อแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นของ DW41 ทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์ https://jpmorgandw41.com และ LINE Official Account @DW41 ซึ่งมีตารางราคาและเครื่องมือต่างๆ ที่นักลงทุนสามารถใช้เพื่อช่วยวิเคราะห์การลงทุน และข้อมูลข่าวสารตลาดหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึง Live Session ของเหตุการณ์ที่สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเป็นข้อมูลให้นักลงทุนในการศึกษาและพิจารณาวางแผนการลงทุนใน DW” ทศพลกล่าวเสริม

 

เริ่มต้นลงทุนใน DW อย่างไร

 

ตามที่ทศพลได้กล่าวไว้ สำหรับนักลงทุนที่มีบัญชีซื้อ-ขายหลักทรัพย์ในประเทศอยู่แล้ว สามารถเริ่มต้นลงทุนได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชีเพิ่มเติม

 

“สิ่งสำคัญคือ ต้องพิจารณาหลักทรัพย์ที่นักลงทุนคุ้นเคย หุ้นที่สนใจมีลักษณะแบบใด เหมาะกับสไตล์การลงทุนของตนหรือไม่ รวมถึงการอ่านบทวิเคราะห์เพิ่มเติมหรือปรึกษากับที่ปรึกษาการลงทุน” 

 

สำหรับนักลงทุนที่สนใจการลงทุนใน DW ควรพิจารณาบริษัทผู้ออก DW ที่มีความน่าเชื่อถือและมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์ เจพีมอร์แกน (ประเทศไทย) จำกัด มีผู้ค้ำประกันการเสนอขาย DW คือ ธนาคาร J.P. Morgan Chase N.A. ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำจากสหรัฐอเมริกาที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการความเสี่ยง นักลงทุนจึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ DW ที่ออกโดย J.P. Morgan มีความปลอดภัยไม่ว่าสภาวะตลาดโลกจะเป็นอย่างไร

 

“เรานำองค์ความรู้จากตลาดฮ่องกงมาใช้ในประเทศไทย เพื่อทำให้ประสบการณ์การเทรดสะดวกและโปร่งใส ขณะเดียวกันการที่เรามี Ecosystem ของผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมตลาดที่หลากหลาย และมีกิจกรรมที่ให้ความรู้เพื่อช่วยให้นักลงทุนเข้าใจพื้นฐาน DW จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน” ทศพลกล่าวสรุป

 

ศึกษารายละเอียดผลิตภัณฑ์ DW อ้างอิงดัชนี NIKKEI 225 ได้ที่เว็บไซต์ https://jpmorgandw41.com/nikkei หรือโทรสายด่วน DW41 ที่ 0 2684 2999 สามารถซื้อ-ขายได้ในช่วงเวลาที่มีการดูแลสภาพคล่อง (ตามเวลาประเทศไทย) คือเวลา 10.00-13.15 น. และเวลา 14.30-16.30 น.

 

  • นักลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
  • เครื่องหมายการค้าและดัชนีต่างๆ ที่ระบุไว้ในเอกสารนี้เป็นทรัพย์สินของผู้ที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและดัชนีนั้นๆ โดยใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์มิได้ออกโดยหรือได้รับการสนับสนุน การอนุมัติ จำหน่าย หรือประชาสัมพันธ์โดยผู้รวบรวมดัชนีใดๆ หรือบริษัทในเครือของผู้รวบรวมดัชนี
  • Nikkei Inc. เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าต่างๆ ใน Nikkei Stock Average (NIKKEI 225) แต่เพียงผู้เดียว โดย Nikkei Inc. มิได้เป็นผู้สนับสนุนการออกใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ และมิได้มีความรับผิดหรือความรับผิดชอบใดๆ ในการจัดการและธุรกรรมต่างๆ เกี่ยวกับใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์
  • Nikkei Inc. is the sole exclusive owner of the copyright and other intellectual property rights in the Nikkei Stock Average (NIKKEI 225). Nikkei Inc. does not sponsor the Derivative Warrants and shall assume no obligation or responsibility for management and transactions of the Derivative Warrants.

 

อ่าน Disclaimer การลงทุนฉบับเต็มได้ที่: https://jpmorgandw41.com/nikkei

The post รู้จัก ‘NIKKEI 41 DW’ อ้างอิงดัชนี NIKKEI 225 รายแรกในไทย โดย J.P. Morgan ทางเลือกลงทุนอ้างอิงดัชนีหุ้นต่างประเทศในภาวะเศรษฐกิจผันผวน [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
บลจ.กสิกรไทย ผนึกพาร์ตเนอร์ระดับโลก บลจ.เจ.พี.มอร์แกน เดินเกมรุกเชิงกลยุทธ์ สร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุนไทย https://thestandard.co/kasset-strategic-partnership-jpmorgan/ Tue, 16 Jan 2024 07:00:43 +0000 https://thestandard.co/?p=887841

KAsset ประกาศดีลยักษ์จับมือพาร์ตเนอร์ระดับโลก บลจ.เจ.พี […]

The post บลจ.กสิกรไทย ผนึกพาร์ตเนอร์ระดับโลก บลจ.เจ.พี.มอร์แกน เดินเกมรุกเชิงกลยุทธ์ สร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>

KAsset ประกาศดีลยักษ์จับมือพาร์ตเนอร์ระดับโลก บลจ.เจ.พี.มอร์แกน รันเกมรุกเชิงกลยุทธ์ เปิดโอกาสการลงทุน สร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุนไทย

 

ภาพรวมการลงทุนในอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยมีสัดส่วนเม็ดเงินประมาณ 30% ของมูลค่าทั้งหมดที่ออกไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ เนื่องจากหากมองสินทรัพย์การลงทุนในหลายๆ ตลาดทั่วโลกยังมีโอกาสการสร้างผลตอบแทนได้ดีในโอกาสการลงทุนที่หลากหลาย การเพิ่มขีดความสามารถในการคัดเลือกจัดหาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีคุณภาพสูงให้กับลูกค้าจึงมีความสำคัญมาก

 

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย หรือ KAsset ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ในตลาดกองทุนรวมของไทย ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) กว่า 1.49 ล้านล้านบาท ที่มีความเข้าใจเชิงลึกต่อสินทรัพย์และสถานการณ์การลงทุนในไทย เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก 

 

จึงเป็นที่มาของการผนึกความร่วมมือกับ J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการลงทุน ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารสูงถึง 2.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อมาเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ให้บริการด้านการลงทุนทั่วโลกกับกลุ่มผู้ลงทุนสถาบัน ผู้ลงทุนรายย่อย และผู้ลงทุนรายใหญ่ ในทุกตลาดหลักทั่วโลก JPMAM มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ เฮดจ์ฟันด์ และไพรเวท อิควิตี้ 

 

โดยจัดงานแถลงข่าวเปิดตัว Strategic Partnership อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของทั้งจาก KAsset และ JPMAM มาให้ข้อมูลในงานถึงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในครั้งนี้ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชนที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง โดย อดิศร เสริมชัยวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร KAsset อธิบายว่า ถือเป็นโอกาสสำคัญของ บลจ.กสิกรไทย ในการจับมือกับพาร์ตเนอร์ระดับโลก ด้วยความมุ่งมั่นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เป็นประโยชน์ นำไปสู่ความสำเร็จและความมั่งคั่งในด้านผลตอบแทนให้กับผู้ลงทุนของไทย 

 

ขณะที่ตัวแทนพันธมิตรระดับโลก แดน วัตกินส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JPMAM ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ให้ข้อมูลว่า JPMAM มีความพร้อมที่จะนำเสนอโซลูชันการลงทุนมาตรฐานระดับโลกให้กับผู้ลงทุนไทย โดยความร่วมมือนี้มุ่งเสริมศักยภาพของ KAsset ให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์

 

อีกทั้งยังเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้ KAsset เติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยตั้งเป้าหมายความร่วมมือในครั้งนี้จะมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกองทุน Multi-Asset เพิ่มขึ้นอีก 1 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี 

 

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังในรูปแบบเชิงกลยุทธ์ เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงนวัตกรรมด้านการลงทุน ที่มุ่งเน้นการพัฒนาขีดความสามารถในการคัดเลือกและจัดสรรสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อยกระดับการลงทุนของไทย 

 

โดยลูกค้า KAsset จะได้รับประโยชน์หลายด้าน ทั้งโอกาสการลงทุนในแบบ Multi-Asset Solutions ซึ่ง JPMAM เป็น บลจ. แรกๆ ที่เริ่มนำมาใช้และมีความเชี่ยวชาญ โดยเน้นหลักการกระจายความเสี่ยงสินทรัพย์ลงทุน เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน ปรับกลยุทธ์การลงทุนให้ทันสถานการณ์ และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงสม่ำเสมอในระยะยาว

 

นอกจากนี้ ผู้ลงทุนจะได้เนื้อหาข้อมูลบทวิเคราะห์การลงทุนเชิงลึก Investment Intelligence คำแนะนำการลงทุน วิธีการบริหารพอร์ตระดับ Global จาก JPMAM ที่ถูกนำมาย่อยอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้นในเวอร์ชันภาษาไทย 

 

เน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงลึกให้กับผู้ลงทุนไทย เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญของทั้งสองหน่วยงานที่จะผสานจุดแข็ง เพื่อสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่มั่งคั่งและยั่งยืนให้เป็นไปตามเป้าหมายตอบโจทย์ของแต่ละบุคคล 

 

ดังนั้นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง KAsset และ JPMAM ตั้งแต่การบริหารจัดการไปจนถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ตรงความต้องการของลูกค้าธนาคารกสิกรไทย จะช่วยยกระดับประสบการณ์การลงทุนของลูกค้าได้เป็นอย่างดี สอดคล้องกับความมุ่งหมายของธนาคารในการส่งมอบผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่นักลงทุนไทย  

 

 

[PR NEWS]

 

#KAssetxJPMAM

The post บลจ.กสิกรไทย ผนึกพาร์ตเนอร์ระดับโลก บลจ.เจ.พี.มอร์แกน เดินเกมรุกเชิงกลยุทธ์ สร้างความมั่งคั่งให้นักลงทุนไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บลจ.กสิกรไทย จับมือ J.P. Morgan รุกขาย Multi Asset Fund ปั้น AUM เพิ่มแสนล้านใน 3 ปี ยันไร้แผนขายหุ้นให้ J.P. Morgan มาถือหุ้น https://thestandard.co/kasset-jpmam-multi-asset-fund/ Thu, 11 Jan 2024 01:11:21 +0000 https://thestandard.co/?p=886306

บลจ.กสิกรไทย ระบุ ไม่มีแผนขายหุ้นให้ J.P. Morgan ขอเน้น […]

The post บลจ.กสิกรไทย จับมือ J.P. Morgan รุกขาย Multi Asset Fund ปั้น AUM เพิ่มแสนล้านใน 3 ปี ยันไร้แผนขายหุ้นให้ J.P. Morgan มาถือหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

บลจ.กสิกรไทย ระบุ ไม่มีแผนขายหุ้นให้ J.P. Morgan ขอเน้นความร่วมมือนำความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกันพัฒนานำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีความยั่งยืนและมั่นคงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

 

สุรเดช เกียรติธนากร กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย หรือ KAsset เปิดเผยว่า บลจ.กสิกรไทย ได้ประกาศความร่วมมือกับ J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) เพื่อสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงนวัตกรรมด้านการลงทุนที่เน้นการพัฒนาขีดความสามารถในการคัดเลือกและจัดสรรสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อยกระดับการลงทุนของไทย พร้อมสร้างความเข้าใจเชิงลึก รวมทั้งร่วมกันทำบทวิเคราะห์ช่วยให้ผู้ลงทุนไทยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุน

 

สำหรับแผนในการร่วมกันนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนร่วมกับ JPMAM ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาใน 2 รูปแบบ คือ

 

  1. พัฒนาปรับปรุงกองทุนประเภทสินทรัพย์ผสม (Multi Asset Fund) เดิมของบริษัทให้ดีขึ้น
  2. การออกกองทุน Multi Asset ใหม่ออกมา ซึ่งคาดว่าภายในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะมี

 

โดย Multi Asset Fund เป็นกองทุนรวมที่มีการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ อสังหา หรือสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อกระจายความเสี่ยงการลงทุน

 

ทั้งนี้ จากความร่วมมือกับ JPMAM ในครั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย ตั้งเป้าหมายภายใน 3 ปี จะมีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) กลุ่ม Multi Asset Fund เพิ่มอีกประมาณ 1 แสนล้านบาท จากปัจจุบัน บลจ. กสิกรไทย มี AUM ของกลุ่ม Multi Asset Fund อยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) โดยในปี 2566 ที่ผ่านมา Multi Asset Fund ที่บริษัทบริหารสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกประมาณ 4-5% ภายใต้สถานการณ์ที่ตลาดสินทรัพย์ลงทุนทั่วโลกมีความผันผวน ขณะที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนที่ติดลบ

 

ขณะที่กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thailand ESG Fund: Thai ESG) คาดว่าในปี 2567 มีโอกาสได้รับความนิยมต่อเนื่องจากในปี 2566 ได้รับผลการตอบรับค่อนข้างดี โดย บลจ.กสิกรไทย สามารถขายหน่วยลงทุนได้ประมาณ 1,500 ล้านบาท จากภาพของอุตสาหกรรมที่ขายหน่วยลงทุนได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท

 

มองเป้าดัชนีปีนี้ 1,500 จุด

 

สุรเดชยังประเมินถึงตลาดหุ้นไทยในปี 2567 ให้เป้าหมาย SET Index ไว้ที่ 1,500 จุด โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ที่มีโอกาสดีกว่าปี 2566 จากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว แต่ทั้งนี้ต้องติดตามปัจจัยตลาดต่างประเทศประกอบกัน เช่น ทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ยังมีความไม่แน่นอน

 

สำหรับทิศทางดอกเบี้ยของไทยประเมินว่า ในช่วงครึ่งหลังปี 2567 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสที่เริ่มทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของไทยที่เริ่มมีแนวโน้มปรับลดลงจนไม่ใช่ปัญหาในขณะนี้ รวมถึงเป็นโอกาสในการกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นมาในระดับปัจจุบันเริ่มมีผลกระทบบ้างต่อภาคธุรกิจและประชาชน

 

ขณะที่ ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญกับธุรกิจการบริหารจัดการกองทุนเป็นอย่างมาก ซึ่งธนาคารมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการสร้างรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งให้กับลูกค้า ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าที่มีการลงทุนในกองทุนรวมเกือบ 1 ล้านราย (ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2566) และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ดังนั้นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง KAsset และ JPMAM ตั้งแต่การบริหารจัดการไปจนถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ตรงความต้องการของลูกค้าธนาคารกสิกรไทยดียิ่งขึ้น

 

ด้าน อดิศร เสริมชัยวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย เปิดเผยว่า จากการร่วมมือกันระหว่าง บลจ.กสิกรไทย กับ JPMAM เป็น Strategic Partnership ในครั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่มีแนวคิดการยกระดับความร่วมมือในรูปแบบที่จะให้ JPMAM มาร่วมลงทุนถือหุ้นใน บลจ.กสิกรไทย เนื่องจากต้องการเน้นการนำความสามารถและความถนัดเชี่ยวชาญที่จำเป็นของทั้ง 2 ฝ่ายมาร่วมกันพัฒนาในการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีความยั่งยืนและมั่นคง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยการมี JPMAM มาเป็นพาร์ตเนอร์จะช่วยในการสร้าง Solution ให้แก่นักลงทุนที่เป็นลูกค้า

 

“เรายังไม่ได้มีแนวคิดถึงขั้นว่าถ้าการร่วมกันครั้งนี้เกิดดีมากๆ หรือไม่ค่อยดี แล้วขั้นต่อไปจะทำอะไร ก็คงร่วมมือกันต่อ แต่จะเป็นลักษณะไหน เปรียบเทียบเหมือนอาหารที่ปรุงออกมาแล้วไม่อร่อยก็อาจมีการปรับ Ingredients หรือปรับสูตรบ้าง คงเป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ แต่โฟกัสหลักของเราประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้ข้อมูลการลงทุนจาก Expert ทั่วโลก เพื่อนำไปใช้พิจารณาการลงทุนอย่างเหมาะสม รวมถึงเพื่อให้มีผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ดีกว่าคู่แข่งด้วย”

 

สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ของทั้ง 2 บลจ. โดย JPMAM ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการลงทุนระดับโลก มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ 2.9 ล้านล้านดอลลาร์  ขณะที่ บลจ.กสิกรไทย เป็นผู้นำตลาดกองทุนรวมของไทย มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกว่า 1.49 ล้านล้านบาท ที่มีความเข้าใจเชิงลึกต่อสินทรัพย์และสถานการณ์การลงทุนในไทย โดยความร่วมมือนี้จะมุ่งเสริมศักยภาพของ บลจ.กสิกรไทย ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การให้ข้อมูลเชิงลึกที่เข้าถึงผู้ลงทุนได้ทันสถานการณ์

The post บลจ.กสิกรไทย จับมือ J.P. Morgan รุกขาย Multi Asset Fund ปั้น AUM เพิ่มแสนล้านใน 3 ปี ยันไร้แผนขายหุ้นให้ J.P. Morgan มาถือหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
J.P. Morgan และ Citi ปรับประมาณการ GDP จีนปีนี้ขึ้นจากเดิมเป็น 6.4% และ 6.1% หลังเศรษฐกิจไตรมาสแรกฟื้นแรงกว่าคาด https://thestandard.co/jp-morgan-citi-raise-gdp-estimates/ Wed, 19 Apr 2023 09:11:09 +0000 https://thestandard.co/?p=778562 GDP จีน

J.P. Morgan และ Citi สองสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอ […]

The post J.P. Morgan และ Citi ปรับประมาณการ GDP จีนปีนี้ขึ้นจากเดิมเป็น 6.4% และ 6.1% หลังเศรษฐกิจไตรมาสแรกฟื้นแรงกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
GDP จีน

J.P. Morgan และ Citi สองสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปีนี้เพิ่มขึ้นจากเดิม หลังจาก GDP ในไตรมาสแรกของจีนขยายตัวได้ถึง 4.5% สูงกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์เอาไว้ โดย J.P. Morgan ได้ขยับคาดการณ์ GDP ทั้งปีของจีนเพิ่มขึ้นจาก 6% เป็น 6.4% ขณะที่ Citi ปรับตัวเลขจากเดิมที่ 5.7% เป็น 6.1% 

 

Haibin Zhu หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ J.P. Morgan กล่าวว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกของจีนที่ออกมาค่อนข้างดีสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะในส่วนของการบริโภคและภาคบริการที่เชื่อมโยงกับการเดินทางท่องเที่ยวของจีน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายการเปิดประเทศ

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง​: 

 


 

“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องในระยะสั้น ก่อนที่โมเมนตัมจะเริ่มอ่อนกำลังลงในช่วงครึ่งปีหลัง” Zhu ระบุ

 

ขณะที่ Xiangrong Yu นักเศรษฐศาสตร์ของ Citi กล่าวว่า การฟื้นตัวของกิจกรรมในภาคการบริโภคและบริการเป็นไปตามที่รัฐบาลจีนคาดหวังเอาไว้ โดยการฟื้นตัวเริ่มมีความชัดเจนในช่วงหลังเทศกาลตรุษจีน 

 

“การฟื้นตัวที่ดีในช่วงไตรมาสแรก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการมีช่วงวันหยุดยาวที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและเดินทาง อย่างไรก็ดี เรายังไม่แน่ใจว่าจีนจะรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ หากรัฐบาลไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่มาอีกในช่วงที่เหลือของปี” Yu กล่าว

 

เมื่อเร็วๆ นี้ UBS ธนาคารขนาดใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ ได้ปรับประมาณการ GDP จีนในปีนี้ขึ้นจาก 5.4% เป็น 5.7% โดยอ้างอิงจากตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ขยายตัวได้ดีกว่าคาดเช่นกัน 

 

อ้างอิง:

The post J.P. Morgan และ Citi ปรับประมาณการ GDP จีนปีนี้ขึ้นจากเดิมเป็น 6.4% และ 6.1% หลังเศรษฐกิจไตรมาสแรกฟื้นแรงกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้น ‘Credit Suisse’ เปิดพุ่งกว่า 30% ขานรับข่าวแบงก์ชาติสวิสช่วยเสริมสภาพคล่อง ด้าน J.P. Morgan มองมีโอกาสถูกเทกโอเวอร์สูง https://thestandard.co/credit-suisse-shares-30-higher/ Thu, 16 Mar 2023 13:36:12 +0000 https://thestandard.co/?p=764266

หุ้นธนาคาร Credit Suisse เปิดตลาดบวกกว่า 30% หลังจากที่ […]

The post หุ้น ‘Credit Suisse’ เปิดพุ่งกว่า 30% ขานรับข่าวแบงก์ชาติสวิสช่วยเสริมสภาพคล่อง ด้าน J.P. Morgan มองมีโอกาสถูกเทกโอเวอร์สูง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้นธนาคาร Credit Suisse เปิดตลาดบวกกว่า 30% หลังจากที่ปิดลบไป 30% เมื่อวันก่อน ขานรับข่าวธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ให้กู้ยืมเงินจำนวน 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อเสริมสภาพคล่อง ขณะที่ทีมนักวิเคราะห์ J.P. Morgan มอง Credit Suisse มีโอกาสถูกเทกโอเวอร์สูงโดยธนาคารคู่แข่งอย่าง UBS

 

Credit Suisse ออกแถลงการณ์ระบุว่า ธนาคารจะกู้ยืมเงินจากธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ภายใต้วงเงินสินเชื่อและวงเงินเสริมสภาพคล่องระยะสั้นตามที่ระบุไว้ตามเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


นอกจากนี้ธนาคารยังเสนอซื้อคืนหนี้มูลค่าประมาณ 3 พันล้านฟรังก์สวิส ซึ่งเกี่ยวข้องกับตราสารหนี้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและตราสารหนี้สกุลเงินยูโร

 

Ulrich Körner ซีอีโอของ Credit Suisse กล่าวในการแถลงข่าวว่า มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการดำเนินการที่เด็ดขาดเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของ Credit Suisse ในขณะที่ธนาคารดำเนินการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ

 

“เราขอขอบคุณธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ และ FINMA (หน่วยงานกำกับสถาบันการเงินของสวิตเซอร์แลนด์) ที่ให้ความช่วยเหลือกับเรา ทีมงานของเรามุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นธนาคารที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า” Körner กล่าว

 

หุ้นของ Credit Suisse เริ่มร่วงลงในช่วงต้นสัปดาห์ เช่นเดียวกับธนาคารหลายแห่งในยุโรป จากความกังวลว่าการล่มสลายของ Silicon Valley Bank ในสหรัฐอเมริกาจะลุกลามไปยังธนาคารอื่นๆ

 

ราคาหุ้นปรับลดลงรุนแรงในวันอังคาร หลังจากธนาคารประกาศในรายงานประจำปีว่าพบ ‘จุดอ่อนที่สำคัญ’ ในรายงานทางการเงินปี 2021 และ 2022 แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อความถูกต้องของงบการเงินของธนาคาร

 

ต่อมาในวันพุธ หุ้นของ Credit Suisse ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หลังจากธนาคารกลางซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ออกมาระบุว่าจะไม่อัดฉีดเงินสดให้ Credit Suisse อีกจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ

 

ปัจจุบันธนาคารกลางซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ถือหุ้นสัดส่วน 9.9% ใน Credit Suisse และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเงินทุนจำนวน 4.2 พันล้านดอลลาร์สำหรับแผนปรับโครงสร้างเชิงกลยุทธ์ขนาดใหญ่ของธนาคาร ซึ่งมีเป้าหมายในการปรับปรุงประสิทธิภาพบริการด้านวาณิชธนกิจ การบริหารความเสี่ยงและความล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ ในช่วงก่อนหน้านี้

 

J.P. Morgan มอง Credit Suisse มีโอกาสถูกเทกโอเวอร์ 

ทีมนักวิเคราะห์ของ JPMorgan Chase & Co. นำโดย Kian Abouhossein มองว่ามี 3 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นสำหรับ Credit Suisse ท่ามกลางความวุ่นวายเร็วๆ นี้ พร้อมระบุว่าการเทกโอเวอร์โดยมีคู่แข่งอย่าง UBS Group มีแนวโน้มเป็นไปได้มากที่สุด

 

สำหรับความเป็นไปได้อีก 2 ฉากทัศน์ได้แก่ แบงก์ชาติสวิตเซอร์แลนด์จะก้าวเข้ามารับประกันเงินฝากเต็มจำนวน หรือมีการอัดฉีดหุ้น (Equity) ซึ่งจะทำให้ Credit Suisse มีเวลาในการปรับโครงสร้างใหม่ แต่อาจจะทำให้ราคาหุ้นของผู้ถือหุ้นเดิมลดลงอย่างมาก เนื่องจากการเพิ่มจำนวนหุ้น (Dilution Effect)

 

ส่วนอีกฉากทัศน์คือการช่วยเหลือตนเองด้วยการปิดหน่วยวาณิชธนกิจ อย่างไรก็ตามวิธีนี้อาจไม่เพียงพอต่อการลดความกังวลของตลาด

 

โดย Credit Suisse ยังปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น ขณะที่ UBS ก็ยังไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นในทันที

  

Abouhossein เคยเตือนตั้งแต่เดือนที่แล้วว่า แฟรนไชส์ของ Credit Suisse กำลังตกต่ำเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยหุ้นของ Credit Suisse ก็ตกลงราว 25% ตั้งแต่นั้น

 

ในบันทึกวันนี้ (16 มีนาคม) Abouhossein ระบุอีกว่า สถานะเงินทุนของ Credit Suisse ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือความเชื่อมั่นของตลาด และการพังทลายของแฟรนไชส์อย่างต่อเนื่อง

 

ถึงกระนั้นนักวิเคราะห์ของ Bank of America ซึ่งยังจัดอันดับ Credit Suisse อยู่ในระดับ ‘ซื้อ’ กล่าวว่า พวกเขาเชื่อว่าการสนับสนุนจากธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์เป็นข้อความที่ชัดเจนว่าธนาคารจะยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบปัจจุบัน

 

สำหรับมุมมองอื่นๆ นักวิเคราะห์ของ KBW กล่าวว่า การเลิกกิจการก็เป็นทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุด ด้วยการขายสินทรัพย์เพิ่มเติม

 

อ้างอิง: 

The post หุ้น ‘Credit Suisse’ เปิดพุ่งกว่า 30% ขานรับข่าวแบงก์ชาติสวิสช่วยเสริมสภาพคล่อง ด้าน J.P. Morgan มองมีโอกาสถูกเทกโอเวอร์สูง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘เงินเฟ้อ’ ยืดเยื้อ Fed ลุยขึ้นดอกเบี้ย จับตาหนี้สหรัฐฯ | Morning Wealth 10 กุมภาพันธ์ 2566 https://thestandard.co/morning-wealth-10022023/ Fri, 10 Feb 2023 01:24:22 +0000 https://thestandard.co/?p=748315

ซีอีโอ ‘J.P. Morgan’ เตือน ยังเร็วเกินไปที่สหรัฐฯ จะประ […]

The post ชมคลิป: ‘เงินเฟ้อ’ ยืดเยื้อ Fed ลุยขึ้นดอกเบี้ย จับตาหนี้สหรัฐฯ | Morning Wealth 10 กุมภาพันธ์ 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>

ซีอีโอ ‘J.P. Morgan’ เตือน ยังเร็วเกินไปที่สหรัฐฯ จะประกาศชัยชนะเหนือเงินเฟ้อ คาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยทะลุ 5% หากเงินเฟ้อยังหนืด รายละเอียดเป็นอย่างไร

ไทยพร้อมจริงหรือไม่? ที่จะเป็นฐานผลิต EV ของภูมิภาค พูดคุยกับ จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA)

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ‘เงินเฟ้อ’ ยืดเยื้อ Fed ลุยขึ้นดอกเบี้ย จับตาหนี้สหรัฐฯ | Morning Wealth 10 กุมภาพันธ์ 2566 appeared first on THE STANDARD.

]]>
การ Short หุ้นครั้งใหญ่ใกล้สิ้นสุด หลังมูลค่าลดลงไปกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ กองทุนหลายแห่ง ‘คงนํ้าหนักเดิม’ รอดูท่าทีตลาด https://thestandard.co/the-big-short-is-nearing-its-end/ Thu, 09 Feb 2023 11:35:17 +0000 https://thestandard.co/?p=748151

บรรดาผู้จัดการทางการเงินได้ปรับลดระดับการ Short หุ้นลงถ […]

The post การ Short หุ้นครั้งใหญ่ใกล้สิ้นสุด หลังมูลค่าลดลงไปกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ กองทุนหลายแห่ง ‘คงนํ้าหนักเดิม’ รอดูท่าทีตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

บรรดาผู้จัดการทางการเงินได้ปรับลดระดับการ Short หุ้นลงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์ และกำลังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับในอดีตมากขึ้น 

 

ข้อมูลจาก J.P. Morgan และ Deutsche Bank ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสถานะลงทุนนี้ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเปลี่ยนน้ำหนักจาก ‘ลดระดับการลงทุน’ ไปเป็นการถือครองตราสารทุนที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันนักลงทุนอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีที่แล้ว เมื่อตอนที่ Fed เริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ย 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการที่ดัชนี S&P 500 ได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ระดับตํ่าสุดในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ทำให้ตอนนี้หุ้นอาจมีปัญหาในการปรับตัวให้สูงขึ้นไปอีก เว้นเสียแต่ว่าเหล่ากองทุนทั้งหลายจะเปลี่ยนสถานะเป็น ‘เพิ่มระดับการลงทุน’ 

 

จนถึงขณะนี้นอกจากกองทุนบางส่วนที่ถูกบังคับให้เพิ่มความเสี่ยงแล้ว ผู้จัดการส่วนใหญ่ยังคงระวังการเทขายในตลาดอีกครั้ง เนื่องจากยังมีความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอย 

 

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ กลุ่มนักการเงินเตือนว่า ยังใช้เวลาอีกนานกว่าที่ผู้กำหนดนโยบายจะล้มเลิกนโยบายการเงินแบบตึงตัว ซึ่งเป็นหนึ่งวันก่อนที่ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ส่งสัญญาณถึงการชะลอตัวของภาวะเงินเฟ้อ

 

เจมส์ แอธีย์ ผู้อำนวยการด้านการลงทุนของ Aberdeen กล่าวว่า นักลงทุนในตราสารทุนต่างมีความสามารถในการเลือกแผนลงทุนจากการวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจมหภาคตามทฤษฎีพัฟลอฟที่ระบุว่า พฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นโดยการเรียนรู้และสามารถจะสังเกตได้ 

 

“ตอนนี้เรากำลังสนุกสนานกับแนวคิด ‘No Landing’ โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้และไม่มีผลกระทบด้านลบต่อการเติบโต ซึ่งความจริงแล้วดูเหมือนเป็นฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้น”

 

สัดส่วนสถานะการถือหุ้นอยู่ในระดับ ‘กลาง’

ตลาดหุ้น Nasdaq 100 ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและยากในการต่อกร หลังจากที่พาวเวลล์กล่าวเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ตลาดเกิดความวุ่นวายได้

 

หลังการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นทั่วโลกนับตั้งแต่เริ่มปีใหม่ 2023 ทำให้นักลงทุนจำนวนมากที่คาดว่าตัวเองอาจตกรถต้องปิดสถานะ Short ลง ข้อมูลของ Goldman Sachs แสดงให้เห็นว่า ตะกร้าหุ้นที่มีสถานะ Short มากที่สุดได้ปรับตัวขึ้นกว่า 21% ขณะที่ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 8%

 

นิโกลาออส พานิเกิร์ตซ็อกลู นักยุทธศาสตร์ของ J.P. Morgan เผยว่า มูลค่าสถานะฟิวเจอร์สหุ้นของบริษัทอยู่ในระดับครึ่งทางสำหรับระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งบ่งชี้ว่า หุ้นหรือสถานะที่ถูก Short นับตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทั้งหมดถูกลบสถานะออกไปแล้วในระดับหนึ่ง

 

นอกจากนี้นิโกลาออสประเมินว่า นักลงทุนสามารถปลดสถานะ Short หุ้นได้กว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงการเทรดระยะสั้นและการเทรดที่มีนํ้าหนักน้อยเช่นกัน โดยอ้างอิงจากแบบจำลองที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของสถานะคงค้างบนตลาดฟิวเจอร์สและสถานะจากเทรดเดอร์โมเมนตัม 

 

ตลาดยังคงเชื่อมั่นว่า Fed จะปรับนโยบายการเงินให้ผ่อนคลายลง แม้ว่าตลาดแรงงานจะส่งสัญญาณดีกว่าคาดก็ตาม ในขณะเดียวกันนิโกลาออสได้ตั้งเป้าหมายระยะสั้นสำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ 4,000 จุด และลดระดับโอกาสที่จะเกิดเศรษฐกิจถดถอยเป็น 25% ลดลงจาก 35%

 

อ้างอิง: 

The post การ Short หุ้นครั้งใหญ่ใกล้สิ้นสุด หลังมูลค่าลดลงไปกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ กองทุนหลายแห่ง ‘คงนํ้าหนักเดิม’ รอดูท่าทีตลาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ ‘J.P. Morgan’ เตือนยังเร็วเกินไปที่สหรัฐฯ จะประกาศชัยชนะเหนือเงินเฟ้อ คาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยทะลุ 5% หากเงินเฟ้อยังหนืด https://thestandard.co/dimon-jp-morgan-warns-usa/ Thu, 09 Feb 2023 08:12:54 +0000 https://thestandard.co/?p=748012

Jamie Dimon ซีอีโอชื่อดังของ JPMorgan Chase ธนาคารยักษ์ […]

The post ซีอีโอ ‘J.P. Morgan’ เตือนยังเร็วเกินไปที่สหรัฐฯ จะประกาศชัยชนะเหนือเงินเฟ้อ คาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยทะลุ 5% หากเงินเฟ้อยังหนืด appeared first on THE STANDARD.

]]>

Jamie Dimon ซีอีโอชื่อดังของ JPMorgan Chase ธนาคารยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ออกมาเตือนว่าขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่สหรัฐฯ จะประกาศชัยชนะเหนือเงินเฟ้อ พร้อมระบุว่ายังมีความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายทะลุระดับ 5% หากการชะลอตัวลงของเงินเฟ้อมีความหนืด

 

การออกมาให้ความเห็นของ Dimon ในครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง Jerome Powell ประธาน Fed ได้ส่งสัญญาณในงาน The Economic Club of Washington, D.C. ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ จะทำให้การสู้กับเงินเฟ้อต้องใช้เวลายาวนานกว่าที่คาด ซึ่งบ่งชี้ว่า Fed อาจต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อไป

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

“เราไม่ควรรีบประกาศชัยชนะเหนือเงินเฟ้อเพียงเพราะตัวเลขรายเดือนออกมาดูดี โดยส่วนตัวผมยังคิดว่ามันสมเหตุสมผลที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยไปที่ระดับ 5% แล้วหยุดรอดูสถานการณ์ ถ้าเงินเฟ้อยังค้างอยู่ที่ระดับ 3.5% หรือ 4% ก็มีความเป็นไปได้ที่ Fed จะปรับดอกเบี้ยขึ้นไปอีก” Dimon ระบุ

 

ในการสัมภาษณ์กับ Reuters ทาง Dimon ยังพูดถึงความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของสหรัฐฯ ในกรณีที่เพดานหนี้สาธารณะของประเทศไม่ได้รับการขยาย โดยระบุว่า หากสถานการณ์ลุกลามและยืดเยื้อไปจนถึงขั้นดังกล่าวก็จะถือเป็นหายนะทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ที่จะสร้างความเสียหายอย่างถาวรและสามารถทำลายอนาคตของสหรัฐฯ ได้

 

นอกจากนี้ เขายังเปิดเผยถึงแผนการจ้างงานเพิ่มจำนวน 500 อัตราของ J.P. Morgan เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในปีนี้ ซึ่งสวนทางกับนโยบายของสถาบันการเงินคู่แข่งหลายแห่ง เช่น Goldman Sachs และ Morgan Stanley ที่เพิ่งจะปรับลดจำนวนพนักงานกันไป

 

“เรายังมีแผนจะเปิดสาขาเพิ่มหลายแห่งทั่วโลกในปีนี้ เรามีแผนจะจ้างพนักงานเพิ่ม ทั้งในส่วนที่รับผิดชอบด้านลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจ เพราะเรามีลูกค้าที่ต้องดูแลอีกเป็นจำนวนมาก” Dimon กล่าว

 

อ้างอิง:

The post ซีอีโอ ‘J.P. Morgan’ เตือนยังเร็วเกินไปที่สหรัฐฯ จะประกาศชัยชนะเหนือเงินเฟ้อ คาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยทะลุ 5% หากเงินเฟ้อยังหนืด appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์’ ร่วงยกแผง หลากปัจจัยลบรุมเร้า ล่าสุด ‘J.P. Morgan’ หั่นคำแนะนำการลงทุน เหตุการแข่งขันเดือดกดกำไร นักวิเคราะห์เชื่อ SAWAD-MTC ยังแข็งแกร่ง https://thestandard.co/finance-stocks-17102022/ Mon, 17 Oct 2022 11:41:05 +0000 https://thestandard.co/?p=696469

หุ้นกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อดิ่งยกแผง สวนทางตลาดหุ้นรวม นั […]

The post ‘หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์’ ร่วงยกแผง หลากปัจจัยลบรุมเร้า ล่าสุด ‘J.P. Morgan’ หั่นคำแนะนำการลงทุน เหตุการแข่งขันเดือดกดกำไร นักวิเคราะห์เชื่อ SAWAD-MTC ยังแข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>

หุ้นกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อดิ่งยกแผง สวนทางตลาดหุ้นรวม นักลงทุนแห่เทขายหลังจากที่ราชกิจจานุเบกษาประกาศเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ปรับลดเพดานดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ฉบับใหม่ปี 2565

 

รวมถึงก่อนหน้านี้ ธนาคารออมสินประกาศแผนธุรกิจว่าจะกระโดดเข้ามาร่วมวงลุยธุรกิจ เตรียมขอใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อจัดตั้งบริษัทใหม่เป็น Non-Bank ทำธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล และมีดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด 5% ซึ่งในตลาดอยู่ที่ไม่เกิน 25% ต่อปี


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


นอกจากนี้ ตฤณ สิทธิสวัสดิ์ นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ว่า สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์ปรับตัวลดลง เพราะ J.P. Morgan ปรับลดคำแนะนำหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ของไทย ซึ่งคาดว่าจะเป็นผลจากการแข่งขันที่จะสูงขึ้นในอนาคต ประกอบกับภาวะอัตราดอกเบี้ยที่เป็นช่วงขาขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันต่อการลงทุนในกลุ่มดังกล่าว

 

สำหรับเพดานดอกเบี้ยรถจักรยานยนต์ที่ 23% ต่อปี คาดจะมีผลต่ออุตสาหกรรมมากพอสมควร เนื่องจากต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ตลาดเก็บจากลูกค้าที่ 30-36% ต่อปี โดยคาดบริษัทที่ให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง / เล็กจะมีความสามารถในการแข่งขันลดลง

 

อย่างไรก็ดี สำหรับหุ้นไฟแนนซ์รายใหญ่อย่าง MTC และ SAWAD เราเห็นการปรับตัวและแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อรองรับประกาศเรื่องเพดานดอกเบี้ย

 

โดย MTC มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ลงมาเหลือ 23% แล้ว และจำกัดเฉพาะกลุ่มลูกค้าเดิมที่มีประวัติชำระเงินดี ส่วน SAWAD มีแผนที่จะลดค่าใช้จ่ายในส่วนของ Dealer Incentive และเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ เพื่อชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่หายไป

 

นอกจากนี้ ประกาศดังกล่าวมีผลเฉพาะต่อสัญญาใหม่ที่ปล่อยหลังจากประกาศดังกล่าวเริ่มมีผลในเดือนมกราคม 2566 เราจึงมองว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจะไม่รุนแรงดังที่ตลาดกังวล อีกทั้งมีโอกาสเกิด Industry Consolidation จากการที่ดีลเลอร์เริ่มส่งลูกหนี้ให้กับรายใหญ่ที่มี Economies of Scale ปล่อยสินเชื่อแทน

 

ทั้งนี้ เกณฑ์ด้านสัญญาต่างๆ คาดไม่กระทบกับธนาคาร รวมถึง MTC และ SAWAD เพราะมีการดำเนินธุรกิจที่อิง Market Conduct ของ ธปท. อยู่แล้ว แต่ผู้ประกอบการรายเล็กดำเนินธุรกิจได้ยากขึ้น สำหรับส่วนลดดอกเบี้ยตามจำนวนงวดผ่อนชำระในกรณีจ่ายครั้งเดียวเพื่อปิดบัญชี คาดส่งผลกระทบน้อยเช่นกัน เนื่องจากปกติมีลูกค้าจำนวนน้อยที่จะขอชำระปิดบัญชีก่อนกำหนด

 

มองราคาหุ้นปรับลงมามากเกินไป คาดเห็นการฟื้นตัวตามผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น เรามองว่าราคาหุ้นในกลุ่มไฟแนนซ์ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการดังกล่าวได้ปรับลง สะท้อนความกังวลไปมาก ขณะที่ผู้ประกอบรายใหญ่มีแผนเตรียมพร้อมสำหรับภาวะอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้คาดผลกระทบต่องบการเงินจะไม่สูงมากนัก จึงมองว่าราคาหุ้นในกลุ่มจะเริ่มฟื้นตัวหลังหมดประเด็นที่เป็น Overhang มานาน แนะนำ SAWAD เป็น Top Pick ของกลุ่ม จากความสามารถในการเร่งพอร์ตสินเชื่อที่ดีและ NIM ที่จะขยับขึ้นเรื่อยๆ

 

SAWAD-TIDLOR ไม่หวั่น ธนาคารออมสินตั้ง Non-Bank

 

ธิดา แก้วบุตตา ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น หรือ SAWAD เปิดเผยว่า ปัจจุบันพอร์ตธุรกิจของเครือศรีสวัสดิ์ ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล 6% ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ 35% ธุรกิจสินเชื่อบ้านและที่ดิน 36% และธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อ 23% โดยสัดส่วนธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลมีสัดส่วนน้อยที่สุดของบริษัท จึงคาดว่าจะไม่กระทบหากมีการจัดตั้งบริษัท Non-Bank ใหม่ในการทำธุรกิจดังกล่าว เนื่องจากบริษัทยังคงให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน และที่ดินเป็นหลัก อีกทั้งแผนการปรับโครงสร้างองค์กรที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ธุรกิจเกิดความแข็งแกร่ง โดยจะมีการเพิ่มธุรกิจใหม่เข้ามาเสริมศักยภาพธุรกิจเดิมตั้งแต่ปี 2566 เพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดของเครือศรีสวัสดิ์

 

ทั้งนี้ การแข่งขันในกลุ่มธุรกิจ Non-Bank ถือว่าอยู่ในระดับสูงด้วยจำนวนบริษัทใหม่ที่เกิดขึ้น และผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย อีกทั้งได้ปัจจัยหนุนจากสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มทยอยฟื้นตัวหลังผ่านพ้นการระบาดโควิดระลอกใหญ่ จึงทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศเริ่มเกิดการขับเคลื่อน ความต้องการของสินเชื่อส่วนบุคคลจึงปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจทำให้ภาคธนาคารเล็งเห็นถึงโอกาสในการเติบโตจากธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นได้

 

“ที่ผ่านมาในกลุ่มอุตสาหกรรม Non-Bank ได้เกิดการจัดตั้งบริษัทใหม่มากมาย ทำให้เกิดการแข่งขันในทุกรูปแบบ และบริษัทได้พยายามปรับตัวมาโดยตลอด การที่กลุ่มแบงก์จะลงมาทำธุรกิจที่คล้ายคลึงกันจึงมองว่าเป็นธรรมชาติของการแข่งขัน ซึ่งประชาชนต่างหากที่ได้ประโยชน์ และเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เขาเหล่านั้นได้เข้าถึงสินเชื่อในระบบ สำหรับบริษัทถือว่าได้รับผลกระทบน้อยมาก เพราะพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลของศรีสวัสดิ์ค่อนข้างต่ำ ซึ่งปัจจุบันบริษัทโฟกัสการหาพันธมิตรใหม่ การรุกเข้าสู่ธุรกิจที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดการเติบโตทั้งเครือ โดยธุรกิจใหม่ที่จะเข้ามาอยู่ภายใต้องค์กรจะเริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่ปี 66 เป็นต้นไป ” ธิดากล่าว

 

ขณะที่ ปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เงินติดล้อ หรือ TIDLOR กล่าวว่า จากกรณีที่ธนาคารออมสินประกาศเตรียมทำธุรกิจบริการด้านการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) ในปี 2566 โดยให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล (P-Loan) และจะคิดอัตราดอกเบี้ยประมาณ 20% ต่อปี รวมถึงการมีแผนเข้ามาให้บริการสินเชื่อที่ดินและขายฝากตามที่เป็นข่าวนั้น เงินติดล้อมั่นใจว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจหลักเป็นการให้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ และกลุ่มผู้ใช้สินเชื่อยังเป็นคนละกลุ่มกัน โดยกลุ่มลูกค้าของเงินติดล้อเป็นกลุ่มสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นหลักประกัน

 

นอกจากนี้ เงินติดล้อยังมีจุดแข็งในการให้บริการผ่าน ‘บัตรติดล้อ’ บัตรกดเงินสดหมุนเวียนแบบไม่กดใช้ ไม่เสียดอก ที่จะช่วยให้ผู้ขอสินเชื่อทะเบียนรถสามารถกดเงินสดตามวงเงินสินเชื่อของตนเองผ่านตู้ ATM ของธนาคารพาณิชย์ชั้นนำทั่วประเทศ ช่วยให้สามารถเข้าถึงเงินทุนในยามที่ต้องการได้อย่างสะดวกสบาย รวดเร็ว และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ช่วยลดขั้นตอนในการยื่นเอกสารขอสินเชื่อใหม่ และลดต้นทุนการเดินทางมารับบริการที่สาขา เพื่อให้สามารถนำเงินไปใช้แก้ปัญหาหรือฟื้นฟูกิจการของตนเอง และยังเป็นการลดการพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

 

อีกทั้งที่ผ่านมาบริษัทยังสามารถสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจนายหน้าประกันภัยได้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และสามารถเติบโตได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ส่งผลให้รายได้ที่มาจากธุรกิจนายหน้าประกันภัยมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ ถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่ธนาคารหันมาให้ความสนใจกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเกษตรกร ที่มีหลักแหล่งรายได้ไม่แน่นอน เพื่อมีส่วนช่วยให้ประชาชนกลุ่มฐานราก (Underbanked) มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบเพิ่มขึ้น ส่วนด้านของผู้ประกอบการ Non-Bank จำเป็นต้องปรับตัวและสร้างพื้นฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง เพื่อให้สามารถรองรับการแข่งขันทางธุรกิจได้ในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาเงินติดล้อให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นฐานธุรกิจโดยใช้นวัตกรรมอยู่ก่อนหน้าแล้ว จึงมั่นใจว่าจะสามารถแข่งขันในธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต และสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

The post ‘หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์’ ร่วงยกแผง หลากปัจจัยลบรุมเร้า ล่าสุด ‘J.P. Morgan’ หั่นคำแนะนำการลงทุน เหตุการแข่งขันเดือดกดกำไร นักวิเคราะห์เชื่อ SAWAD-MTC ยังแข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
J.P. Morgan คาดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ‘บีบจีน’ เร่งยกระดับนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด แนะลงทุนหุ้นเทคจีนรับกระแส https://thestandard.co/jpmorgan-china-geopolitics-innovation/ Fri, 07 Oct 2022 04:41:29 +0000 https://thestandard.co/?p=692509 J.P. Morgan

J.P. Morgan สถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า ป […]

The post J.P. Morgan คาดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ‘บีบจีน’ เร่งยกระดับนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด แนะลงทุนหุ้นเทคจีนรับกระแส appeared first on THE STANDARD.

]]>
J.P. Morgan

J.P. Morgan สถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า ปัญหาความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ กำลังบีบบังคับให้จีนต้องเร่งยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศแบบก้าวกระโดด ซึ่งจะส่งผลดีต่อบริษัทด้านนวัตกรรมต่างๆ ของจีนในระยะยาว

 

“หนึ่งในผลลัพธ์ที่ตามมาจากความขัดแย้งระหว่างสองชาติมหาอำนาจคือ การตอกย้ำว่าจีนต้องพึ่งพาตัวเองทางเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญให้ได้ ซึ่งเชื่อว่าสถานการณ์ที่บีบบังคับจะทำให้นวัตกรรมต่างๆในจีนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด” Alexander Treves ผู้เชี่ยวชาญของ J.P. Morgan ระบุ


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


นับตั้งแต่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้น จีนได้เร่งลงทุนอย่างหนักในอุตสาหกรรมผลิตชิป ซึ่งมีความสำคัญต่อการผลิตสินค้าสำคัญ เช่น โทรศัพท์มือถือ และยานยนต์ไฟฟ้า โดยมุ่งมั่นที่จะลดการพึ่งพาเทคโนโลยีของต่างชาติให้ได้ในอนาคต

 

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น Treves แนะนำให้นักลงทุนมองหาโอกาสทางการลงทุนในหุ้นบริษัทด้านนวัตกรรมของจีน ที่จะได้รับประโยชน์จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมระบุว่า นับจากต้นปีที่ผ่านมา J.P. Morgan เองก็มีการเข้าลงทุนในกลุ่มบริษัทเทคฯ ของจีนเช่นกัน

 

“บริษัทเทคของจีนหลายแห่งมี Business Model ที่เทียบเท่ากับระดับโลก พวกเขามีตลาดรองรับที่ใหญ่ หลายบริษัทควรจะมีมูลค่าที่สูงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่สำคัญพวกเขายังทำกำไรได้ดีขึ้นเพราะแข่งขันกันเองน้อยลง J.P. Morgan เข้าลงทุนในบริษัทเทคฯ ของจีนในปีนี้ด้วยเหตุผลนี้” Treves กล่าว

 

อย่างไรก็ดี ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า Treves ระบุว่า J.P. Morgan ให้ความสนใจไปที่กลุ่มบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่มากกว่าแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง เนื่องจากไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าแบรนด์ใดจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

 

อ้างอิง:

The post J.P. Morgan คาดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ‘บีบจีน’ เร่งยกระดับนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด แนะลงทุนหุ้นเทคจีนรับกระแส appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต้นทุนการขุด Bitcoin ลดลงจาก 24,000 ดอลลาร์ เหลือ 13,000 ดอลลาร์ แต่ J.P. Morgan มองว่านี่อาจเป็นสัญญาณลบ https://thestandard.co/bitcoin-mining-cost-dropped/ Thu, 14 Jul 2022 05:42:42 +0000 https://thestandard.co/?p=653689 Bitcoin

JPMorgan Chase & Co. ระบุว่า ต้นทุนในการขุด Bitcoin […]

The post ต้นทุนการขุด Bitcoin ลดลงจาก 24,000 ดอลลาร์ เหลือ 13,000 ดอลลาร์ แต่ J.P. Morgan มองว่านี่อาจเป็นสัญญาณลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bitcoin

JPMorgan Chase & Co. ระบุว่า ต้นทุนในการขุด Bitcoin ลดลงจาก 24,000 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ประมาณ 13,000 ดอลลาร์ในขณะนี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นสัญญาณเชิงลบต่อแนวโน้มของราคา Bitcoin ในอนาคต 

 

การลดลงของต้นทุนในการดำเนินการขุดส่วนใหญ่เป็นเพราะการใช้ไฟฟ้าที่ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนผ่าน Cambridge Bitcoin Electricity Consumption Index 

 

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการที่นักขุด Bitcoin พยายามรักษาความสามารถในการทำกำไรเอาไว้ โดยการพยายามจัดวางเครื่องขุดให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นอุปสรรคต่อการปรับขึ้นของราคา Bitcoin หลังจากนี้ 

 

Nikolaos Panigirtzoglou นักกลยุทธ์ของ J.P. Morgan กล่าวว่า “การลดลงของต้นทุนการขุด Bitcoin อาจเป็นสัญญาณลบต่อแนวโน้มราคาในอนาคต แม้ว่ามันจะช่วยให้นักขุดยังทำกำไรอยู่ได้และช่วยลดแรงกดดันจากการขาย Bitcoin ที่ถืออยู่เพื่อเสริมสภาพคล่อง หรือเพื่อลดความเสี่ยง” 

 

ต้นทุนที่ลดลงสะท้อนถึงมุมมองของนักลงทุนบางส่วนเกี่ยวกับช่วงของราคา Bitcoin ที่แคบลงในตลาดหมี

 

ราคาของ Bitcoin ร่วงลงมาแล้ว 60% นับตั้งแต่ต้นปี และเผชิญกับขาลงมาต่อเนื่อง หลังจากพุ่งไปทำสถิติสูงสุดที่ 69,000 ดอลลาร์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2021 หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เริ่มขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ล่าสุดราคา Bitcoin ลดลงมาซื้อขายที่ราว 20,000 ดอลลาร์ 

 

เมื่อเดือนก่อน นักกลยุทธ์ของ J.P. Morgan กล่าวว่า แรงขาย Bitcoin จากนักขุดอาจกดดันราคา Bitcoin ไปจนถึงไตรมาส 3 เพื่อเสริมสภาพคล่อง และลดความเสี่ยงหลังจากราคา Bitcoin ลดลงมาเท่ากับต้นทุนในการขุด 

 

ขณะที่ข้อมูลจาก Core Scientific ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทขุด Bitcoin เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาระบุว่า บริษัทได้เทขาย Bitcoin ที่ถืออยู่ออกไปเกือบหมดในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่บริษัทมหาชนที่ทำธุรกิจขุด Bitcoin ต่างมีมูลค่าลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น Marathon Digital Holdings ลดลง 76% จากต้นปี, Riot Blockchain ลดลง 78% และ Core Scientific ลดลง 86% 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ต้นทุนการขุด Bitcoin ลดลงจาก 24,000 ดอลลาร์ เหลือ 13,000 ดอลลาร์ แต่ J.P. Morgan มองว่านี่อาจเป็นสัญญาณลบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทุ่มอีก 9.9 ล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้นน้ำมันเพิ่มเป็น 17.4% ด้าน J.P. Morgan คาดกรณีเลวร้ายสุด ราคาน้ำมันจะพุ่งไปถึง 380 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล https://thestandard.co/warren-buffett-buy-oil-stocks-and-j-p-morgan-oil-price-forecast/ Sat, 02 Jul 2022 07:48:56 +0000 https://thestandard.co/?p=649282 วอร์เรน บัฟเฟตต์

Berkshire Hathaway บริษัทลงทุนภายใต้การบริหารของนักลงทุ […]

The post วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทุ่มอีก 9.9 ล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้นน้ำมันเพิ่มเป็น 17.4% ด้าน J.P. Morgan คาดกรณีเลวร้ายสุด ราคาน้ำมันจะพุ่งไปถึง 380 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล appeared first on THE STANDARD.

]]>
วอร์เรน บัฟเฟตต์

Berkshire Hathaway บริษัทลงทุนภายใต้การบริหารของนักลงทุนระดับตำนานอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งซีอีโอของบริษัท เปิดเผยว่า บริษัทได้เข้าซื้อหุ้นของ Occidental Petroleum (OXY) เพิ่มเติมอีก 9.9 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองเพิ่มขึ้นเป็น 163.4 ล้านหุ้น ราว 17.4% ของหุ้นทั้งหมด

 

โดยสัดส่วนการถือครองดังกล่าวทำให้ Berkshire Hathaway เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 โดยมีจำนวนหุ้นที่ถือครองอยู่มากกว่าอันดับ 2 อย่าง Vanguard ถึง 60% นอกจากนี้ Berkshire Hathaway ยังได้ถือครองใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ (Warrant) ซึ่งจะสามารถแปลงเป็นหุ้น Occidental Petroleum ได้อีก 83.9 ล้านหุ้น ด้วยมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ 

 

ตลอดครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ราคาของหุ้น Occidental Petroleum เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ทั้งจากแรงหนุนของการเข้าซื้อหุ้นของ Berkshire Hathaway รวมทั้งได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นหลังจากรัสเซียบุกยูเครน 

 

สำหรับแนวโน้มของราคาน้ำมันในอนาคตยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยล่าสุด นักกลยุทธ์ของ JPMorgan Chase & Co. ระบุว่า ในกรณีเลวร้ายสุดๆ ราคาน้ำมันมีโอกาสจะพุ่งไปได้ถึง 380 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 

 

จากการประชุมกลุ่ม G7 ล่าสุด มีความพยายามที่จะได้มาซึ่งกลไกบางอย่าง เพื่อพยายามจะควบคุมราคาน้ำมันของรัสเซียที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดโลก ในขณะที่แรงกดดันต่อรัสเซียครั้งนี้ อาจจะนำไปสู่การตัดสินใจลดกำลังการผลิตลงอีก 5 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะทำให้เกิดหายนะต่อราคาน้ำมัน 

 

รายงานของ JPMorgan Chase ระบุว่า หากกำลังการผลิตถูกตัดไป 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะทำให้ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงที่ลอนดอนเพิ่มขึ้นไปถึง 190 ดอลลาร์ และกรณีเลวร้ายสุด คือ การลดกำลังการผลิต 5 ล้านบาร์เรล จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งไปถึง 380 ดอลลาร์ 

 

“ความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดและเป็นไปได้มากที่สุดจากการพยายามจำกัดราคาน้ำมันของรัสเซีย คือ รัสเซียอาจตัดสินใจลดการส่งออกลง ซึ่งจะทำให้ชาติตะวันตกได้รับความเสียหายยิ่งขึ้น” 

 

อ้างอิง: 

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทุ่มอีก 9.9 ล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้นน้ำมันเพิ่มเป็น 17.4% ด้าน J.P. Morgan คาดกรณีเลวร้ายสุด ราคาน้ำมันจะพุ่งไปถึง 380 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล appeared first on THE STANDARD.

]]>
นี่คือสิทธิของผู้หญิง! บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง Disney, J.P. Morgan และ Facebook ออกนโยบายช่วยเหลือค่าเดินทางหากพนักงานต้องการ ‘ทำแท้ง’ https://thestandard.co/roe-v-wade-us-firms-pledge-to-pay-staff-travel-expenses-for-abortions/ Mon, 27 Jun 2022 06:09:36 +0000 https://thestandard.co/?p=646962 การทำแท้ง

บริษัทใหญ่ๆ ซึ่งรวมถึง Disney, J.P. Morgan และ Meta บริ […]

The post นี่คือสิทธิของผู้หญิง! บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง Disney, J.P. Morgan และ Facebook ออกนโยบายช่วยเหลือค่าเดินทางหากพนักงานต้องการ ‘ทำแท้ง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
การทำแท้ง

บริษัทใหญ่ๆ ซึ่งรวมถึง Disney, J.P. Morgan และ Meta บริษัทแม่ของ Facebook ได้บอกกับพนักงานว่า พวกเขาจะจ่ายค่าเดินทางของพนักงานหากต้องการ ‘ทำแท้ง’ เนื่องจากผู้หญิงหลายล้านคนในสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการจำกัดการเข้าถึงสิทธิดังกล่าว

 

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นไปตามคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่คว่ำสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการทำแท้ง ซึ่งคำพิพากษาปูทางให้แต่ละรัฐสั่งห้ามกระบวนการนี้ได้

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

กระนั้นบริษัทจำนวนมากขึ้นได้ยืนยันว่าพวกเขาจะครอบคลุมค่าเดินทางผ่านแผนประกันสุขภาพสำหรับพนักงานที่ออกจากรัฐบ้านเกิดเพื่อทำแท้ง

 

Disney ได้บอกกับพนักงานว่าตระหนักถึงผลกระทบของคำตัดสินของศาลฎีกา และยังคงมุ่งมั่นที่จะให้ ‘การเข้าถึงที่ครอบคลุม’ แก่พวกเขาในการดูแลสุขภาพ ซึ่งรวมถึงการวางแผนครอบครัวและการดูแลการเจริญพันธุ์ ‘ไม่ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ที่ไหน’

 

โดย Disney มีพนักงานประมาณ 80,000 คนในรีสอร์ตของตนในฟลอริดา ซึ่งผู้ว่าการรัฐได้ลงนามในกฎหมายห้ามทำแท้งหลังจากตั้งครรภ์ได้ 15 สัปดาห์ ซึ่งมีกำหนดจะมีผลในวันที่ 1 กรกฎาคม

 

J.P. Morgan บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการธนาคาร บอกกับพนักงานในสหรัฐฯ ว่าจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับบริการทางการแพทย์ ซึ่งรวมถึง ‘การทำแท้งโดยชอบด้วยกฎหมาย’

 

“เราให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานของเรา และต้องการให้แน่ใจว่าสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ทั้งหมดได้อย่างเท่าเทียมกัน” โฆษกหญิงของธนาคารกล่าว

 

Goldman Sachs ธนาคารเพื่อการลงทุนชั้นนำอีกแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ กล่าวว่า จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเดินทางสำหรับพนักงานที่ต้องเดินทางไปยังรัฐอื่นเพื่อทำแท้งตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม

 

ขณะที่ Meta บริษัทแม่ของ Facebook กล่าวว่า ตั้งใจที่จะช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายในการเดินทางตามที่กฎหมายอนุญาต ‘สำหรับพนักงานที่ต้องการให้พวกเขาเข้าถึงบริการด้านสุขภาพนอกรัฐ’

 

“เราอยู่ในขั้นตอนการประเมินวิธีที่ดีที่สุดในการดำเนินการ เนื่องจากความซับซ้อนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” โฆษกกล่าวเสริม

 

บริษัทอื่นๆ อีกหลายแห่ง รวมทั้ง Amazo, Yelp และธนาคารยักษ์ใหญ่ Citigroup ที่ได้กล่าวก่อนที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า จะช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายสำหรับพนักงานที่เดินทางไปเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการทำแท้งในท้องถิ่น

 

การทำแท้งจะไม่กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายโดยอัตโนมัติในสหรัฐฯ แต่ขณะนี้แต่ละรัฐจะได้รับอนุญาตให้ตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้ทำแท้งหรือไม่ โดยมี 13 รัฐที่ผ่านกฎหมายดังกล่าวแล้ว สถาบัน Guttmacher กล่าวว่ากว่า 20 รัฐกำลังเคลื่อนไหวเพื่อจำกัดการเข้าถึง

 

การทำแท้งเป็นปัญหาที่สร้างความแตกแยกอย่างมากในสหรัฐฯ จากการสำรวจล่าสุดของ Pew พบว่า 61% ของผู้ใหญ่กล่าวว่าการทำแท้งควรถูกกฎหมาย ในขณะที่ 37% บอกว่าการทำแท้งควรผิดกฎหมาย

 

อ้างอิง:

The post นี่คือสิทธิของผู้หญิง! บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้ง Disney, J.P. Morgan และ Facebook ออกนโยบายช่วยเหลือค่าเดินทางหากพนักงานต้องการ ‘ทำแท้ง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘J.P. Morgan’ ประกาศปลดพนักงาน เซ่นพิษอัตราดอกเบี้ยพุ่ง https://thestandard.co/j-p-morgan-announced-layoffs-employee-due-to-increasing-interest/ Thu, 23 Jun 2022 01:17:07 +0000 https://thestandard.co/?p=645206 J.P. Morgan

แถลงการณ์ของ J.P. Morgan หนึ่งในสถาบันการเงินชั้นนำของส […]

The post ‘J.P. Morgan’ ประกาศปลดพนักงาน เซ่นพิษอัตราดอกเบี้ยพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
J.P. Morgan

แถลงการณ์ของ J.P. Morgan หนึ่งในสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ ระบุว่า บริษัทกำลังเลิกจ้างพนักงานในสัปดาห์นี้ เพื่อรับมือกับการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ย ก่อนย้ำว่าการตัดสินใจเรื่องที่เกี่ยวกับพนักงานในสัปดาห์นี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัย

 

ขณะที่ CNN Business รายงานอ้างแหล่งข่าววงในที่ระบุว่า พนักงาน J.P. Morgan หลายร้อยคนจะถูกเลิกจ้าง ในขณะที่พนักงานอีกหลายร้อยคนจะถูกโอนโยกย้ายหรือได้รับมอบหมายตำแหน่งงานใหม่

 

แถลงการณ์ระบุอีกว่า ทาง J.P. Morgan สามารถย้ายพนักงานที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากเข้าสู่บทบาทใหม่ภายในบริษัทตามแนวทางเชิงรุก และกำลังทำงานเพื่อช่วยให้พนักงานที่ได้รับผลกระทบที่เหลือหางานใหม่ได้ภายในเร็ววัน

 

รายงานระบุว่า การตัดสินใจเลิกจ้างดังกล่าวตอกย้ำถึงผลกระทบในวงกว้างของการเปลี่ยนไปใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อสู้กับวิกฤตเงินเฟ้อของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

 

ทั้งนี้ อัตราสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 1987 เนื่องจาก Fed ใช้นโยบายควบคุมอัตราเงินเฟ้ออย่างจริงจัง

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH

The post ‘J.P. Morgan’ ประกาศปลดพนักงาน เซ่นพิษอัตราดอกเบี้ยพุ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
UBS และ J.P. Morgan หั่นประมาณการ GDP จีนในปีนี้ลงเหลือ 3% ซัดจีนเสี่ยงฟื้นช้าหลังไร้ยุทธศาสตร์จัดการโควิดที่ชัดเจน https://thestandard.co/ubs-jp-morgan-cut-china-gdp-estimates/ Wed, 25 May 2022 04:39:08 +0000 https://thestandard.co/?p=633489 UBS และ J.P. Morgan

UBS ธนาคารเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ปรับลดประมาณกา […]

The post UBS และ J.P. Morgan หั่นประมาณการ GDP จีนในปีนี้ลงเหลือ 3% ซัดจีนเสี่ยงฟื้นช้าหลังไร้ยุทธศาสตร์จัดการโควิดที่ชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
UBS และ J.P. Morgan

UBS ธนาคารเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจจีนในปีนี้ลงจาก 4.2% มาอยู่ที่ 3% หลังการดำเนินนโยบาย COVID Zero ของจีนส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเดือนเมษายนมากกว่าที่คาดไว้

 

รายงานเศรษฐกิจฉบับล่าสุดของ UBS ระบุว่า แม้เศรษฐกิจจีนจะมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ จากการที่รัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งจะช่วยให้การขนส่งสินค้าและวัตถุดิบสะดวกขึ้น แต่การฟื้นตัวของจีนในรอบนี้อาจไม่รวดเร็วเหมือนหลังการระบาดในรอบแรก 

 

“โดยธรรมชาติของเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ได้อย่างรวดเร็วจะทำให้การแพร่ระบาดยังมีอยู่ การที่จีนยังขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้จะทำให้ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคยังไม่กลับมา” Tao Wang นักเศรษฐศาสตร์ของ UBS ระบุ

 

รายงานเศรษฐกิจของ UBS ยังประเมินว่า GDP ในไตรมาส 2 ของจีนในปีนี้จะขยายตัวได้ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.4% และอาจจะขยายตัวได้ต่ำกว่าในช่วงไตรมาสแรกถึง 8%

 

ขณะที่ J.P. Morgan อีกหนึ่งสถาบันการเงินยักษ์ใหญ์ของสหรัฐฯ ได้ปรับลดประมาณการ GDP จีนในปีนี้จาก 4.2% ลงมาเหลือ 3.7% ตามแนวโน้มเศรษฐกิจจีนในไตรมาส 2 ที่จะชะลอตัวลงจากผลของมาตรการ COVID Zero 

 

“หากพิจารณาจากอัตราการติดเชื้อที่สูงของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน และประสิทธิภาพของวัคซีนจีนที่ต่ำ จีนอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวดต่อไปจนกว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ หรือวัคซีนชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าถูกพัฒนาออกมา” Haibin Zhu นักวิเคราะห์ของ J.P. Morgan กล่าว

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post UBS และ J.P. Morgan หั่นประมาณการ GDP จีนในปีนี้ลงเหลือ 3% ซัดจีนเสี่ยงฟื้นช้าหลังไร้ยุทธศาสตร์จัดการโควิดที่ชัดเจน appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจพี มอร์แกน’ บุกโลก Metaverse เปิดตัว Onyx Lounge ธนาคารเสมือนจริงแห่งแรกในจักรวาลนฤมิต https://thestandard.co/jp-morgan-onyx-lounge-metaverse-bank/ Thu, 17 Feb 2022 04:47:09 +0000 https://thestandard.co/?p=595307 J.P. Morgan

เจพี มอร์แกน สถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ กลายเป็นธนาคา […]

The post ‘เจพี มอร์แกน’ บุกโลก Metaverse เปิดตัว Onyx Lounge ธนาคารเสมือนจริงแห่งแรกในจักรวาลนฤมิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
J.P. Morgan

เจพี มอร์แกน สถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ กลายเป็นธนาคารแห่งแรกที่ก้าวเข้าสู่จักรวาลนฤมิต หรือ Metaverse ด้วยการเปิดตัว Onyx Lounge ซึ่งเป็นเลานจ์บนโลกเสมือนจริงที่อิงกับเทคโนโลยีบล็อกเชนอย่าง Decentraland ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อที่ดินด้วย NFTs ขณะนี้การจับจ่ายใช้สอยด้วยคริปโตเคอร์เรนซีที่มีจะอยู่ภายใต้การดูแลโดยบล็อกเชน Ether

 

แถลงการณ์ของเจพี มอร์แกน ที่ได้กล่าวถึงการตัดสินใจเปิดพื้นที่รับรองใน Metaverse เป็นรายแรกบนแพลตฟอร์ม ‘Decentraland’ ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์ม Metaverse ยอดนิยมว่า บริษัทมองเห็นโอกาสที่ ‘ไร้ข้อจำกัด’ ในโลกเสมือนจริง

 

ทั้งนี้ Onyx Lounge คือพื้นที่รับรองของเจพี มอร์แกน ในจักรวาลนฤมิต โดยภายในเลานจ์ประดับด้วยภาพของ ‘เจมี ดิมอน’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเจพี มอร์แกน แขวนอยู่บนผนัง มีบันไดวนขึ้นไปยังชั้นสอง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อวาตาร์ของผู้ใช้งานสามารถเข้าไปรับฟังผู้เชี่ยวชาญพูดคุยเรื่องตลาดสกุลเงินคริปโต

 

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางขององค์กรที่มีต่อสินทรัพย์ดิจิทัล และ Metaverse ที่เจพี มอร์แกนประเมินว่าจะขยับกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่าการซื้อขายอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มที่จะทำรายได้ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

 

รายงานระบุว่า ภายใน Metaverse เจพี มอร์แกนสามารถดำเนินการได้เหมือนธนาคารในโลกแห่งความเป็นจริง เนื่องจากโลกเสมือนจริงใน Metaverse มีอัตราประชากร GDP และสกุลเงินเป็นของตัวเองเช่นเดียวกับบทบาทของธนาคาร ตัวเลานจ์ของธนาคารสามารถอำนวยความสะดวกในการชำระเงินข้ามพรมแดน การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การสร้างสินทรัพย์ทางการเงิน การซื้อขายและการเก็บรักษา

 

นอกจากนี้ธนาคารยังสามารถช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การตรวจสอบบัญชี สถานะการทำธุรกรรม และการป้องกันการฉ้อโกง คล้ายกับที่ดำเนินการกับลูกค้าในโลกแห่งความเป็นจริง

 

ขณะเดียวกัน เจพี มอร์แกนยังมีเป้าหมายให้บริการแก่เหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่วางแผนจะทำการค้าผลงานของตนใน Metaverse ไม่ว่าจะเป็นการให้กู้ยืมเงินเพื่อเป็นเงินทุนหรือสร้างกระเป๋าเงินเสมือนสำหรับตนเพื่อเก็บค่าคอมมิชชัน

 

เรียกได้ว่าการเปิดตัว Onyx Lounge ในครั้งนี้เป็นการปูทางให้เจพี มอร์แกนสามารถทดสอบบทบาทของตนเองในโลกดิจิทัลได้

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post ‘เจพี มอร์แกน’ บุกโลก Metaverse เปิดตัว Onyx Lounge ธนาคารเสมือนจริงแห่งแรกในจักรวาลนฤมิต appeared first on THE STANDARD.

]]>