It’s Okay to Not Be Okay – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 31 Mar 2025 05:59:35 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 “ฉันถูกคนเข้าใจผิดหลายรอบ” Seo Yea Ji เปิดใจถึงความรู้สึกที่สังคมมักตัดสินตัวเธอจากบทที่เธอแสดง https://thestandard.co/seo-yea-ji-misunderstood/ Mon, 31 Mar 2025 05:59:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1058548 seo-yea-ji-misunderstood

Seo Yea Ji นักแสดงหญิงชื่อดังผู้แจ้งเกิดจากซีรีส์สุดฮิต […]

The post “ฉันถูกคนเข้าใจผิดหลายรอบ” Seo Yea Ji เปิดใจถึงความรู้สึกที่สังคมมักตัดสินตัวเธอจากบทที่เธอแสดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
seo-yea-ji-misunderstood

Seo Yea Ji นักแสดงหญิงชื่อดังผู้แจ้งเกิดจากซีรีส์สุดฮิต It’s Okay To Not Be Okay เปิดใจในรายการวาไรตี้ Huh Young Man’s Food Travel ถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากคำวิจารณ์และมุมมองมากมายของสาธารณชนที่ตัดสินเธอในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

 

เธอเล่าว่า ตั้งแต่ทำงานเป็นนักแสดง เธอมักจะได้รับบทบาทที่ค่อนข้างดาร์กหรือใช้อารมณ์ตลอดเวลา ดังนั้นหลายๆ ครั้ง คนก็เลยคิดตามไปว่าตัวจริงของเธอเองก็คงจะดูเป็นคนร้ายๆ ตามละครที่เล่น

 

“ฉันถูกคนเข้าใจผิดหลายรอบเวลาต้องแสดงตัวละครร้ายๆ เพราะตัวละครของฉันมีบุคลิกค่อนข้างดาร์กแล้วก็ต้องเป็นคนที่มีบาดแผลในชีวิต และอยากจะแก้แค้นอะไรสักอย่างตลอด ฉะนั้นในฐานะที่ฉันเป็นบุคคลสาธารณะ ฉันก็ต้องยอมรับให้ได้ว่าคนจะมองฉันแบบไหน คือเวลาที่เราเล่นบทร้ายๆ คนก็จะเริ่มคิดว่าตัวตนจริงๆ ของเราเป็นแบบนั้น ซึ่งนั่นก็ทำให้การพบปะคนอื่นๆ เป็นเรื่องยากสำหรับฉัน แต่ฉันก็ยังโอเคนะ” Seo Yea Ji กล่าวอย่างติดตลก

 

พิธีกรของรายการ Huh Young Man จึงถามต่อว่า เธอมีช่วงเวลาไหนในการทำงานการแสดงที่เธอรู้สึกเหนื่อยล้าและยากลำบากที่สุด Seo Yea Ji จึงตอบว่า “มีหลายครั้งเลยนะ ไม่ใช่แค่วันสองวัน แต่ฉันคิดว่าก็แค่ต้องรับมันให้ได้ แล้วก็ก้าวต่อไป แต่กลายเป็นว่าในบางครั้งที่ฉันตัดสินใจจะเงียบ ผู้คนกลับเข้าใจฉันผิดมากกว่าที่ฉันคาดไว้เสียอีก ซึ่งหลังจากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น นั่นก็ทำให้ฉันเครียดหนักอยู่เหมือนกัน”

 

ในช่วงปีที่ผ่านมา Seo Yea Ji หายหน้าหายตาไปจากวงการบันเทิงเกาหลีมาตั้งแต่ปี 2021 หลังจากเธอมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการพยายามควบคุมอดีตคนรัก Kim Jung Hyun การปลอมแปลงประวัติการศึกษา และการบูลลี่ในสถานศึกษา จนเธอกลับมามีงานแสดงอีกครั้งในซีรีส์เรื่อง Eve ในปี 2022 แต่เธอก็ไม่ค่อยปรากฏตัวในพื้นที่สื่อมากนัก

 

ล่าสุดนี้ เธอก็ต้องออกมาปฏิเสธข่าวลือที่ว่าเธอเดตกับนักแสดง Kim Soo Hyun และลูกพี่ลูกน้องของเขาในช่วงที่เธอเคยเป็นนักแสดงในต้นสังกัด Gold Medalist โดยเธอกล่าวว่า “ฉันหวังว่าข่าวลือนี้จะหยุดลงเสียที ฉันไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับพวกเขา ไม่รู้ว่าทำไมฉันต้องออกมาพูดเรื่องนี้ แต่ฉันรู้สึกหงุดหงิดมากเลย”

 

ภาพ: yeyeji_seo / Instagram

 

อ้างอิง:

https://kbizoom.com/seo-ye-ji-finally-speaks-out-on-public-misjudgments-i-have-to-endure-their-perception/

The post “ฉันถูกคนเข้าใจผิดหลายรอบ” Seo Yea Ji เปิดใจถึงความรู้สึกที่สังคมมักตัดสินตัวเธอจากบทที่เธอแสดง appeared first on THE STANDARD.

]]>
20 มิถุนายน 2020 – ครบรอบ 1 ปี ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ฉายวันแรก https://thestandard.co/pop-onthisday20062020/ Sun, 20 Jun 2021 01:00:22 +0000 https://thestandard.co/?p=497481 ซีรีส์ It's Okay to Not Be Okay

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊บเดียว It’s Okay to […]

The post 20 มิถุนายน 2020 – ครบรอบ 1 ปี ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ฉายวันแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีรีส์ It's Okay to Not Be Okay

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เผลอแป๊บเดียว It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์เรื่องเยี่ยมที่นำเสนอเนื้อหาภายใต้คอนเซปต์ ‘การเยียวยาบาดแผลในใจ’ ก็มีอายุครบ 1 ขวบแล้ว โดยออกอากาศตอนแรกเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ปี 2020

 

It’s Okay to Not Be Okay เป็นซีรีส์แนวโรแมนติกดราม่า กำกับโดย พัคชินอู มีทั้งหมด 16 ตอน ออกอากาศทางช่อง tvN และ Netflix โดยเนื้อหาพูดถึง มุนคังแท (คิมซูฮยอน) เจ้าหน้าที่แผนกจิตเวชหนุ่มรูปหล่อ ผู้เฉลียวฉลาดและมีความเห็นอกเห็นใจคนอื่น เขาต้องทุ่มเทเวลาเกือบทั้งหมดในแต่ละวันเพื่อดูแล มุนซังแท (โอจองเซ) พี่ชายออทิสติกที่อายุห่างกัน 8 ปี กระทั่งวันหนึ่งเมื่อโชคชะตานำพาให้คังแทได้พบกับ โกมุนยอง (ซอเยจี) นักเขียนหนังสือเด็ก สาวงามจอมเย่อหยิ่งผู้มีนิสัยเห็นแก่ตัว เรื่องราวต่างๆ ก็เกิดขึ้นพร้อมความรู้สึกมากมาย ทั้งสนุก สุข เศร้า อบอุ่น และประทับใจ

 

ด้วยปัจจัยสำคัญ อาทิ เนื้อหาที่เล่นประเด็นด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับความเจ็บปวดที่เกิดจากปมในหัวใจ ซึ่งเป็นปัญหาที่คนยุคปัจจุบันจำนวนไม่น้อยพบเจอ จึงทำให้อินตามได้ไม่ยาก, การแสดงอันยอดเยี่ยมของทีมนักแสดง ทำให้ It’s Okay to Not Be Okay ประสบความสำเร็จอย่างมากตลอดระยะเวลาออกอากาศเกือบสองเดือน

 

It’s Okay to Not Be Okay เป็นซีรีส์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปี 2020 ไม่เพียงแค่ในเกาหลีใต้ แต่ยังรวมถึงออสเตรเลีย, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์ และไทย ฯลฯ 

 

ทั้งยังถูกจัดให้อยู่ในลิสต์ซีรีส์ที่ดีที่สุดแห่งปี 2020 ของ The New York Times และถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Baeksang Arts Awards ถึง 8 สาขา ก่อนจะคว้ามาได้ 2 สาขา ได้แก่ นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (โอจองเซ) และศิลปกรรมยอดเยี่ยมด้านเครื่องแต่งกาย

 

ภาพ: tvN

The post 20 มิถุนายน 2020 – ครบรอบ 1 ปี ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ฉายวันแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘โอจองเซ’ คว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม Baeksang Art Awards 2021 จากบท ‘มุนซังแท’ ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay https://thestandard.co/oh-jung-se-its-okay-to-not-be-okay-baeksang-art-awards-2021/ Thu, 13 May 2021 14:04:43 +0000 https://thestandard.co/?p=488577 โอจองเซ

โอจองเซ คว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากเวที Baeksa […]

The post ‘โอจองเซ’ คว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม Baeksang Art Awards 2021 จากบท ‘มุนซังแท’ ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>
โอจองเซ

โอจองเซ คว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากเวที Baeksang Art Awards 2021 ตามความคาดหมาย จากบทบาท มุนซังแท พี่ชายออทิสติกผู้มีหัวใจอบอุ่นในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ซึ่งเป็นการคว้ารางวัลเดียวกันติดต่อกันเป็นปีที่ 2 โดยปีที่ผ่านมาเขาคว้ารางวัลนี้จากซีรีส์ When the Camellia Blooms


It’s Okay to Not Be Okay เป็นซีรีส์ที่มาพร้อมคอนเซปต์ช่วยเยียวยาความเจ็บปวดในหัวใจ เข้ากับยุคสมัย New Normal ที่ผู้คนมีสถิติของการเจ็บป่วยทางจิตใจเพิ่มมากขึ้น ซีรีส์เรื่องนี้เต็มไปด้วยตัวละครที่มีบาดแผลและข้อบกพร่องที่ต่างจะได้รับการเยียวยา พร้อมกับเติบโตขึ้นจากความอบอุ่นที่มอบให้กันและกัน

 

โอจองเซ นักแสดงที่ได้รับบทบาทสุดท้าทายในการถ่ายทอดตัวละครสำคัญที่มีภาวะออทิสติก เขาเคยให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมตัวสำหรับคาแรกเตอร์นี้เอาไว้ว่า “ผมศึกษาเกี่ยวกับคาแรกเตอร์ของมุนซังแทมาเยอะมาก ซึ่งเสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของมุนซังแทคือความไร้เดียงสา บริสุทธิ์ และจิตใจดี

 

“หลักใหญ่ใจความที่ซีรีส์เรื่องนี้อยากจะสื่อสารคือ ในสังคมทุกวันนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากที่เขาไม่ได้สวมชุดของโรงพยาบาล ถ้าคุณเจอคนแบบมุนซังแทเดินอยู่ตามถนน ผมคิดว่าคงจะดีถ้าทุกคนคิดว่า ‘ฉันอยากอยู่กับคนคนนั้น’ แทนที่จะเป็น ‘ฉันอยากจะช่วยคนคนนั้น’”

 

ในส่วนของนักแสดงสมทบหญิง ผู้ที่คว้ารางวัลนี้ไปก็คือ ยอมฮเยรัน จากซีรีส์ The Uncanny Counter ผู้รับบทเป็น ชูเมอ๊ก หรือ คุณป้าชู โดยในปีที่แล้วเธอคนนี้ก็เคยมีโอกาสได้เข้าชิงในสาขานี้เช่นเดียวกันจากซีรีส์ When the Camellia Blooms

The post ‘โอจองเซ’ คว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม Baeksang Art Awards 2021 จากบท ‘มุนซังแท’ ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาะติด Baeksang Arts Awards 2021: รางวัลซีรีส์ยอดเยี่ยม https://thestandard.co/baeksang-arts-awards-2021-best-drama/ Mon, 03 May 2021 00:00:41 +0000 https://thestandard.co/?p=482207 เกาะติด Baeksang Arts Awards 2021: รางวัลซีรีส์ยอดเยี่ยม

ร่วมนับถอยหลังอีก 10 วัน กับงานประกาศรางวัลแห่งปีของอุต […]

The post เกาะติด Baeksang Arts Awards 2021: รางวัลซีรีส์ยอดเยี่ยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เกาะติด Baeksang Arts Awards 2021: รางวัลซีรีส์ยอดเยี่ยม

ร่วมนับถอยหลังอีก 10 วัน กับงานประกาศรางวัลแห่งปีของอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี ‘Baeksang Arts Awards 2021’ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 13 พฤษภาคม 2021 

 

THE STANDARD POP และ ดูซีรีส์ให้ซีเรียส ขอชวนทุกคนมาทบทวนเรื่องราวและรายละเอียดของแต่ละรางวัลในช่วงโค้งสุดท้าย เริ่มต้นจาก ‘รางวัลซีรีส์ยอดเยี่ยม’ กับ 5 รายชื่อซีรีส์เข้าชิงที่แฟนซีรีส์เกาหลีไม่ควรพลาดดู!

  

 

เกาะติด Baeksang Arts Awards 2021: รางวัลซีรีส์ยอดเยี่ยม

 

Beyond Evil (JTBC) 

 

กำกับโดย ชิมนายอน 

เขียนบทโดย คิมซูจิน

นำแสดงโดย ชินฮากยุน, ยอจินกู 

 

สาขาที่เข้าชิง

  • ซีรีส์ยอดเยี่ยม
  • ผู้กำกับยอดเยี่ยม
  • บทซีรีส์ยอดเยี่ยม
  • ศิลปกรรมยอดเยี่ยม
  • นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม
  • นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม
  • นักแสดงหน้าใหม่หญิงยอดเยี่ยม

 

เรื่องย่อ

Beyond Evil เล่าเรื่องราวของ อีดงชิก (รับบทโดย ชินฮากยุน) ตำรวจสายสืบในสถานีตำรวจท้องถิ่น เมืองมันยาง ที่วันหนึ่งชีวิตของเขาต้องเปลี่ยนไป เมื่อ ฮันจูวอน (รับบทโดย ยอจินกู) นักสืบหนุ่มมากความสามารถถูกย้ายมาจากโซลและต้องมาเป็นคู่หูของเขา การค้นหาฆาตกรจากคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ซึ่งคล้ายคลึงกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเมื่อ 20 ปีก่อน กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองต้องร่วมมือกัน!

 


 

It’s Okay to Not Be Okay (tvN)

 

กำกับโดย พัคชินอู 

เขียนบทโดย โจยง

นำแสดงโดย คิมซูฮยอน, ซอเยจี

 

สาขาที่เข้าชิง

  • ซีรีส์ยอดเยี่ยม
  • ผู้กำกับยอดเยี่ยม
  • บทซีรีส์ยอดเยี่ยม
  • ศิลปกรรมยอดเยี่ยม
  • นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม
  • นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม
  • นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม
  • นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

 

เรื่องย่อ

It’s Okay to Not Be Okay เล่าเรื่องราวโรแมนติกไม่ธรรมดาระหว่างคนสองคนที่ลงเอยด้วยการเยียวยาบาดแผลทางจิตใจและความรู้สึกให้กัน มุนคังแท (รับบทโดย คิมซูฮยอน) ทำงานที่แผนกผู้ป่วยจิตเวช หน้าที่ของเขาคือการจดบันทึกสภาวะของผู้ป่วยเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น เมื่อผู้ป่วยอาละวาดหรือหลบหนี มุนคังแทเป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่พร้อมเป็นหนุ่มในฝันของสาวๆ แต่ชีวิตของเขากลับทุ่มเทให้กับพี่ชายออทิสติก มุนซังแท (รับบทโดย โอจองเซ) แต่แล้วโชคชะตาก็นำพามุนคังแทมาพบกับหญิงสาวแสนพิเศษ โกมุนยอง (รับบทโดย ซอเยจี) นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนชื่อดังที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตัวเองแบบขั้นสุด ทั้งยังเย่อหยิ่งและหยาบคาย

 


 

Flower of Evil (tvN)

 

กำกับโดย คิมชอลกยู

เขียนบทโดย ยูจองฮี

นำแสดงโดย อีจุนกิ, มุนแชวอน

 

สาขาที่เข้าชิง

  • ซีรีส์ยอดเยี่ยม
  • ผู้กำกับยอดเยี่ยม
  • บทซีรีส์ยอดเยี่ยม
  • นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม
  • นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

 

เรื่องย่อ

Flower of Evil เล่าเรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง ชาจีวอน (รับบทโดย มุนแชวอน) นักสืบคดีอาชญากรรม ที่แต่งงานกับ แบคฮีซอง (รับบทโดย อีจุนกิ) และมีลูกสาววัยกำลังน่ารักด้วยกันคนหนึ่ง ดูจากภายนอกพวกเขาเป็นครอบครัวในฝัน สามีทำงานและดูแลลูกกับภรรยาอย่างอบอุ่น จนกระทั่งชาจีวอนได้ไปตามสืบคดีฆาตกรรม และเริ่มสงสัยว่าสามีที่อยู่กินมานานกว่า 14 ปี อาจเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่หลบซ่อนอยู่ในชื่อคนอื่น!

 


 

Extracurricular (Netflix)

 

กำกับโดย คิมจินมิน

เขียนบทโดย ชินฮันเซ

นำแสดงโดย คิมดงฮี, พัคจูฮยอน

 

สาขาที่เข้าชิง

  • ซีรีส์ยอดเยี่ยม
  • นักแสดงหน้าใหม่ชายยอดเยี่ยม
  • นักแสดงหน้าใหม่หญิงยอดเยี่ยม

 

เรื่องย่อ

Extracurricular เล่าเรื่องราวสุดดาร์กของกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่ล้วนมีปมในชีวิต พวกเขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ผิดโดยไม่ได้คิดถึงผลร้ายที่จะตามมา โอจีซู (รับบทโดย คิมดงฮี) นักเรียนภาพลักษณ์ดีของโรงเรียนกลับก่ออาชญากรรมเพื่อหาเงินเรียนต่อมหาวิทยาลัย โดยมี แบกยูรี (รับบทโดย พัคจูฮยอน) เพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ร่ำรวย แต่กลับร่วมมือเพื่อประชดครอบครัวที่คาดหวังกับเธอไว้สูง ระหว่างดำเนินการตามแผน เพื่อนสุดแสบ ซอมินฮี (รับบทโดย จองดาบิน) และแฟนหนุ่ม กวักกีแท (รับบทโดย นัมยุนซู) ก็ได้เข้ามาร่วมมือในอาชญากรรมนี้ด้วย

 


 

My Unfamiliar Family (tvN)

 

กำกับโดย ควอนยองอิล 

เขียนบทโดย คิมอึนจอง

นำแสดงโดย จองจินยอง, วอนมีกยอง, ชูจาฮยอน, ฮันเยรี, ชินแจฮา, คิมจีซอก

 

สาขาที่เข้าชิง

  • ซีรีส์ยอดเยี่ยม
  • ผู้กำกับยอดเยี่ยม
  • บทซีรีส์ยอดเยี่ยม

 

เรื่องย่อ

My Unfamiliar Family เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวตระกูลคิม ซึ่งประกอบไปด้วย คิมซังชิก (รับบทโดย จองจินยอง), อีจินซุก (รับบทโดย วอนมีกยอง), คิมอึนฮี (รับบทโดย ฮันเยรี), คิมอึนจู (รับบทโดย ชูจาฮยอน) และ คิมจีอู (รับบทโดย ชินเจฮา) ที่รอยร้าวระหว่างความสัมพันธ์ของครอบครัวค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น จนทำให้ ‘ครอบครัว’ ที่ผูกพันทางสายเลือดของพวกเขากลับกลายเป็นเหมือน ‘คนแปลกหน้า’ ของกันและกัน 

The post เกาะติด Baeksang Arts Awards 2021: รางวัลซีรีส์ยอดเยี่ยม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Baeksang Arts Awards 2021 ปีนี้นำทีมโดย It’s Okay to Not Be Okay, Flower of Evil และ Beyond Evil https://thestandard.co/baeksang-arts-awards-2021/ Fri, 23 Apr 2021 16:46:39 +0000 https://thestandard.co/?p=479500 Baeksang Arts Awards 2021 ปีนี้นำทีมโดย It’s Okay to Not Be Okay, Flower of Evil และ Beyond Evil

Baeksang Arts Awards ครั้งที่ 57 หรือการประกาศรางวัลในป […]

The post Baeksang Arts Awards 2021 ปีนี้นำทีมโดย It’s Okay to Not Be Okay, Flower of Evil และ Beyond Evil appeared first on THE STANDARD.

]]>
Baeksang Arts Awards 2021 ปีนี้นำทีมโดย It’s Okay to Not Be Okay, Flower of Evil และ Beyond Evil

Baeksang Arts Awards ครั้งที่ 57 หรือการประกาศรางวัลในปี 2021 นี้จะจัดขึ้นในวันที่ 13 พฤษภาคม ผ่านทาง JTBC โดยยังเป็นอีกหนึ่งปีที่จัดโดยไม่มีผู้เข้าชม จะมีเพียงนักแสดงและทีมงานเบื้องหลังต่างๆ เข้าร่วมงานแบบรักษาระยะห่างเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 

 

ซึ่งรายชื่อผู้เข้าชิงในปีนี้ยังคงความน่าสนใจเช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา เพราะสำหรับเวที Baeksang Arts Awards นับเป็นงานประกาศรางวัลอันทรงเกียรติที่ถือเป็นที่สุดของวงการบันเทิงเกาหลี โดยเฉพาะรางวัลฝั่งวงการโทรทัศน์ที่มีคนรอลุ้นผลกันเป็นประจำทุกปี

 

ในปีนี้ซีรีส์ที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสูงสุดคือ It’s Okay to Not Be Okay ที่ได้รับเสนอชื่อถึง 8 สาขา ซึ่งสาขาน่าลุ้นยกให้ โอจองเซ ที่เข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม ในบท มุนซังแท พี่ชายออทิสติก ส่วน คิมซูฮยอน และ ซอเยจี ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายและหญิง เช่นเดียวกับรางวัลใหญ่ๆ ที่ It’s Okay to Not Be Okay มีลุ้น ทั้งรางวัลซีรีส์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับซีรีส์ยอดเยี่ยม นักเขียนบทซีรีส์ยอดเยี่ยม 

 

Beyond Evil ซีรีส์ที่เพิ่งจบไปไม่นานนัก ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล 7 สาขา ซึ่งล้วนแต่เป็นสาขาสำคัญๆ ทั้งนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม รางวัลซีรีส์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับซีรีส์ยอดเยี่ยม นักเขียนบทซีรีส์ยอดเยี่ยม 

 

ตามมาด้วยซีรีส์ Flower of Evil ที่ได้รับเสนอชื่อเข้าชิง 5 รางวัล ซึ่งล้วนแต่เป็นรางวัลสำคัญเช่นกัน น่าจับตามองรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ที่ อีจุนกิ ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล รวมถึงรางวัลนักแสดงสมทบชายที่ คิมจีฮุน ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล 

 

The Penthouse ที่ยืนยันสร้างซีซัน 3 ก็มาแรงไม่แพ้กัน คงต้องลุ้นว่า ออมกีจุน จะไปถึงฝั่งฝันในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม คู่กับ คิมโซยอน ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมหรือไม่

 

ซีรีส์ทนายมาเฟีย Vincenzo ที่ยังอยู่ระหว่างออกอากาศ ได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลผู้กำกับซีรีส์ยอดเยี่ยมและนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ซึ่งน้ำหนักของ ซงจุงกิ กับบท วินเชนโซ ก็อาจทำให้เขาได้รับรางวัล Baeksang Arts Awards เป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยได้รางวัลนักแสดงนำชายยอดนิยมจาก Descendants of the Sun ในปี 2016 

 

และที่ไม่ได้ฮอตฮิตในบ้านเรามากนัก แต่เป็นกระแสในเกาหลีคือซีรีส์ My Unfamiliar Family พูดถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวสะท้อนชีวิตจริงสังคมปัจจุบัน ก็ได้รับเสนอชื่อเข้าชิง 3 รางวัลเน้นๆ คือ รางวัลซีรีส์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับซีรีส์ยอดเยี่ยม นักเขียนบทซีรีส์ยอดเยี่ยม ซึ่งน่าเชื่อเหลือเกินว่าจะไม่กลับบ้านมือเปล่าแน่นอน

 

สำหรับ Baeksang Arts Awards เป็นการมอบรางวัลให้กับรายการโทรทัศน์และภาพยนตร์ที่ออกอากาศระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2020 ถึง 11 เมษายน 2021 และซีรีส์เรื่องนั้นๆ จะต้องถ่ายทำไปแล้วอย่างน้อย 1 ใน 3 ของการถ่ายทำทั้งหมด โดยกรรมการผู้ลงคะแนนจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีจำนวนทั้งสิ้น 40 คน 

 

แฟนๆ ซีรีส์เกาหลีตอนนี้ยังมีเวลาพอจะย้อนดูซีรีส์ลิสต์ Baeksang Arts Awards ให้ครบก่อนถึงวันประกาศรางวัลในวันที่ 13 พฤษภาคม โดยงานประกาศรางวัลจะถ่ายทอดสดผ่านทาง JTBC ในเวลา 21.00 น. ตามเวลาในประเทศเกาหลีใต้

 

รายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง Baeksang Arts Awards ครั้งที่ 57

 

หมวดโทรทัศน์

 

ซีรีส์ยอดเยี่ยม

  • Beyond Evil
  • It’s Okay to Not Be Okay
  • Flower of Evil
  • My Unfamiliar Family
  • Extracurricular

 

ผู้กำกับยอดเยี่ยม

  • ควอนยองอิล – My Unfamiliar Family
  • คิมชอลกยู – Flower of Evil
  • คิมฮีวอน – Vincenzo
  • พัคชินอู – It’s Okay to Not Be Okay
  • ชิมนายอน – Beyond Evil

 

บทซีรีส์ยอดเยี่ยม

  • คิมซูจิน – Beyond Evil
  • คิมอึนจอง – My Unfamiliar Family
  • ยูจองฮี – Flower of Evil
  • โจยง – It’s Okay to Not Be Okay
  • ฮามยองฮี – Record of Youth

 

รางวัลศิลปกรรมยอดเยี่ยม

  • อีบยองจู – Sweet Home / VFX
  • จางจงกยอง – Beyond Evil / การถ่ายทำ
  • โชซังกยอง – It’s Okay to Not Be Okay / เครื่องแต่งกาย
  • ชเวจองยุน – Legendary Stage Archive K / เพลง
  • MBC Design Center ทีม VFX Meet You ซีซัน 2

 

นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

  • คิมซูฮยอน – It’s Okay to Not Be Okay
  • ซงจุงกิ – Vincenzo
  • ชินฮากยุน – Beyond Evil
  • ออมกีจุน – The Penthouse
  • อีจุนกิ – Flower of Evil

 

นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

  • คิมโซยอน – The Penthouse
  • คิมโซฮยอน – River Where the Moon Rises
  • ซอเยจี – It’s Okay to Not Be Okay
  • ชินฮเยซอน – Mr. Queen
  • ออมจีวอน – Birthcare Center

 

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

  • คิมซอนโฮ – Start-Up
  • คิมจีฮุน – Flower of Evil
  • โอจองเซ – It’s Okay to Not Be Okay
  • อีฮีจุน – Mouse
  • ชเวแดฮุน – Beyond Evil

 

นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

  • พัคฮาซอน – Birthcare Center
  • ชินอึนกยอง – The Penthouse
  • ยอมฮเยรัน – The Uncanny Counter
  • จางยองนัม – It’s Okay to Not Be Okay
  • ชาชองฮวา – Mr. Queen

 

นักแสดงหน้าใหม่ชายยอดเยี่ยม

  • คิมยองแด – The Penthouse
  • นาอินอู – River Where the Moon Rises
  • นัมยุนซู – Extracurricular
  • ซงคัง – Sweet Home
  • อีโดฮยอน – 18 Again

 

นักแสดงหน้าใหม่หญิงยอดเยี่ยม

  • คิมฮยอนซู – The Penthouse
  • พัคกยูยอง – Sweet Home
  • พัคจูฮยอน – Extracurricular
  • อีจูยอง – Times
  • ชเวซองอึน – Beyond Evil

 

รายการวาไรตี้ยอดเยี่ยม 

  • The Three Ants
  • Hangout with Yoo
  • Sing Again
  • You Quiz on the Block
  • Legendary Stage Archive K

 

รายการการศึกษายอดเยี่ยม

  • Architectural Exploration – House ซีซัน 3
  • The Story of the Day When You Bite Your Tail
  • Archive Project – Modern Korea 2
  • Differential Class
  • The Battle of the Century! AI vs. Human

 

เอนเตอร์เทนเนอร์ชายยอดเยี่ยม

  • มุนเซยุน
  • ชินดงยอบ
  • ยูแจซอก
  • อีซึงกิ
  • โชเซโฮ

 

เอนเตอร์เทนเนอร์หญิงยอดเยี่ยม 

  • คิมซุก
  • ซงอึนอี
  • จางโดยอน
  • แจแจ
  • ฮงฮยอนฮี

 

บทความที่เกี่ยวข้อง: 

The post Baeksang Arts Awards 2021 ปีนี้นำทีมโดย It’s Okay to Not Be Okay, Flower of Evil และ Beyond Evil appeared first on THE STANDARD.

]]>
City Couple’s Way of Love ซีรีส์น่าจับตา ผลงานใหม่พัคชินอู ผู้กำกับ It’s Okay to Not Be Okay https://thestandard.co/city-couples-way-of-love/ Thu, 01 Oct 2020 08:27:19 +0000 https://thestandard.co/?p=402835 series City_Couple’s_Way_of_Love

ซีรีส์ที่น่าจับตามองช่วงปลายปีนี้อีกเรื่องคือ City Coup […]

The post City Couple’s Way of Love ซีรีส์น่าจับตา ผลงานใหม่พัคชินอู ผู้กำกับ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>
series City_Couple’s_Way_of_Love

ซีรีส์ที่น่าจับตามองช่วงปลายปีนี้อีกเรื่องคือ City Couple’s Way of Love ผลงานกำกับโดย พัคชินอู เจ้าของเดียวกับซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ที่หลายคนยังมูฟออนไม่ได้

 

City Couple’s Way of Love เพิ่งคอนเฟิร์มนักแสดงนำ โดยจะได้ จีชางอุก และ คิมจีวอน มารับบทคู่กัน เรื่องราวโรแมนติกของหนุ่มสาวในเมืองใหญ่ที่แสนวุ่นวาย ซึ่งตามรายงานข่าว City Couple’s Way of Love จะสร้างในหลายซีซัน โดยซีซันแรกที่กำลังถ่ายทำกันอยู่นั้น จะมีชื่อว่า My Lovely Camera Thief

 

ความน่าสนใจเกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้ คือการฉายกับแอปพลิเคชัน KakaoTV ซึ่งเป็นบริการหนึ่งในแพลตฟอร์ม Kakao ที่แพร่หลายในเกาหลีใต้ โดยจะเป็นซีรีส์รูปแบบใหม่ที่แต่ละตอนมีความยาวเพียง 30 นาที รวมทั้งหมดแล้วมีเพียง 12 ตอน (หรือใช้เวลาดูรวดเพียงแค่ 5 ชั่วโมง) ซึ่งแตกต่างจากซีรีส์เกาหลีดั้งเดิมที่จะมีความยาว ตอนละประมาณ 60 นาที และมี 16 อีพี 

 

จีชางอุก นักแสดงจาก Backstreet Rookie จะมารับบทเป็น พัคแชวอน สถาปนิกหนุ่มที่ซื่อสัตย์และรักงานเหนือสิ่งอื่นใด เขาพบผู้หญิงคนหนึ่งในค่ำคืนของฤดูร้อน  และหายตัวไปโดยที่เขายังไม่ทันรู้จักชื่อเธอ ส่วน คิมจีวอน นักแสดงสาวจากซีรีส์ Arthdal Chronicles คัมแบ็กมารับบท อีอึนโฮ นักการตลาดฟรีแลนซ์ ที่ปกปิดตัวตนภายใต้ชื่อ ยุนซันอา แน่นอนว่าเธอก็ตกหลุมรักพัคแชวอนเช่นกัน 

 

“ผมรอคอยการได้ร่วมงานกับผู้กำกับพัคชินอู และผู้เขียนบท ชองฮยอนจอง มาตลอดเลยครับ ตื่นเต้นมากๆ ด้วยเพราะซีรีส์เรื่องนี้เป็นตอนสั้นๆ และฉายในช่องทางที่ค่อนข้างใหม่” จีชางอุก ให้สัมภาษณ์ 

 

เช่นเดียวกับคิมจีวอน ที่ให้สัมภาษณ์ถึงผลงานซีรีส์เรื่องนี้ “ฉันตื่นเต้นที่จะได้ทำงานกับผู้กำกับและผู้เขียนบทที่เก่งมากๆ รวมถึงจีชางอุกด้วย ฉันเตรียมตัวสำหรับบทนี้หนักมาก เพราะอยากแสดงให้เห็นอีกมุมของตัวฉันที่จะสะท้อนผ่านคาแรกเตอร์ของอีอึนโฮ หวังว่าในช่วงเวลาที่โลกไม่ได้มีความสุขนัก ฉันจะมอบความสุขเล็กๆ น้อยๆ คืนกลับไปให้ผู้ชมได้บ้างนะคะ”

 

สำหรับพัคชินอู ผู้กำกับ City Couple’s Way of Love เรียกได้ว่าตั้งแต่ It’s Okay to Not Be Okay ชื่อของเขากลายเป็นที่จดจำ ซึ่งจริงๆ แล้วผลงานที่ผ่านมาของเขาก็ล้วนน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Encounter, Don’t Dare to Dream, Hyde Jekyll, Me ส่วนผู้เขียนบท ชองฮยอนจอง ก็เป็นผู้อยู่เบื้องหลังซีรีส์โรแมนติก Romance is a Bonus Book 

 

City Couple’s Way of Love ยังไม่มีกำหนดวันออกอากาศที่แน่นอน โดยทาง KakaoTV คาดว่าจะเข้าฉายในช่วงปลายปีนี้

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post City Couple’s Way of Love ซีรีส์น่าจับตา ผลงานใหม่พัคชินอู ผู้กำกับ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เจ้าสาวหอยทาก’ กับความรักของแม่ที่ส่งผ่านวัฒนธรรมอาหารเกาหลีในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay https://thestandard.co/its-okay-to-not-be-okay-6/ Sat, 08 Aug 2020 06:22:47 +0000 https://thestandard.co/?p=386879

“มีเจ้าสาวหอยทากซ่อนอยู่เหรอ?” คือคำถามของ โกมุนยอง ในซ […]

The post ‘เจ้าสาวหอยทาก’ กับความรักของแม่ที่ส่งผ่านวัฒนธรรมอาหารเกาหลีในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>

“มีเจ้าสาวหอยทากซ่อนอยู่เหรอ?” คือคำถามของ โกมุนยอง ในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay อีพี 5 ตอนที่มุนคังแทคีบไข่นกกระทาต้มซอส หรือ เมชู่รีอัลจังโจริม (메추리알장조림) ให้เธอในชาม อาหารวันนี้เป็นฝีมือของ ‘คังซุนด็อก’ ที่ทำให้โกมุนยองประทับใจ เพราะสัมผัสได้ถึงรสมือแม่ที่อบอุ่นและอร่อย

 

เจ้าสาวหอยทากคือใคร? ถึงทำให้ โกมุนยอง เอ่ยปากว่า “อยากพาเจ้าสาวคนนี้กลับไปอยู่ด้วยจัง”  

 

คำเฉลยของเจ้าสาวหอยทากก็คือ คังซุนด็อก คุณแม่ของนัมจูรี เธอทำงานเป็นแม่ครัวอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์ ที่ได้ชื่อนี้มาก็เพราะว่าวันหนึ่งที่มุนคังแทไปดื่มกับโชแจซู คังซุนด็อกก็มาร่วมวงด้วย ระหว่างนั้นโกมุนยองที่รออยู่บ้านก็คลางแคลงใจว่าเขาไปดื่มกับใครมา พอได้ยินคำตอบจากมุนคังแทว่า “แจซูและเจ้าสาวหอยทาก” ก็ทำให้โกมุนยองยิ้มขึ้นมาได้

 

 

การที่มุนคังแทเรียกคังซุนด็อกว่า ‘เจ้าสาวหอยทาก’ มาจากนิทานของเกาหลี เรื่องของชายชาวนาที่เจอหอยทาก และเก็บเอาหอยทากตัวนั้นกลับมาบ้านด้วย นับจากวันนั้นหอยทากได้กลายร่างเป็นหญิงสาว แอบทำอาหารเตรียมให้เขาในทุกเช้า และกลับคืนร่างเป็นหอยทากซ่อนอยู่ในโอ่งน้ำ ท้ายที่สุดชายคนนั้นรู้ความจริงจึงขอเธอแต่งงาน พวกเขาเอาชนะอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ก่อนที่จะครองรักกันอย่างมีความสุข

 

สำหรับตัวละคร คังซุนด็อก หรือ เจ้าสาวหอยทาก ในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay นั้น คือตัวแทนความอบอุ่น ความเป็นแม่ คำตอบที่จริงแท้ของชีวิตซึ่งปลอบประโลมตัวละครในเรื่องด้วยอาหารรสมือแม่ที่คังซุนด็อกใส่ใจลงไปในทุกเมนู อย่างที่เธอบอกเอาไว้ว่า “เวลามีเรื่องลำบากใจ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ไม่ใช่จิตใจ”

 

 

EP.3 ‘Sleeping Witch’

“กินเต็มปากเต็มคำไปเลย กินเท่าแมวดมมันถึงได้ขี้ก้างแบบนี้” – คังซุนด็อก

 

เมนูแรกของเจ้าสาวหอยทากเริ่มต้นจากอีพี 3 ในขณะที่ โกมุนยอง ขับรถเพียงลำพังไปที่ปราสาทต้องสาปและล้มตัวลงบนที่นอนพร้อมพึมพำออกมาว่า “หิวจัง” ตัดภาพมาที่ มุนคังแท ที่กำลังกิน ซัมกยอบซัล (삼겹살) หรือ หมูสามชั้น กับ มุนซังแท, นัมจูรี และโชแจซู โดยมีคังซุนด็อกที่ใส่ใจในชามข้าวของเขา และบอกให้มุนคังแท ‘กินเต็มปากเต็มคำ’ พร้อมกับตักข้าวเพิ่มให้อีกทัพพีใหญ่

 

การล้อมวงกินซัมกยอบซัลของชาวเกาหลีใต้นั้นนับเป็นภาพชินตาของสาวกซีรีส์ เพราะไม่ว่าเรื่องไหนๆ ก็จะมีการสอดแทรกวัฒนธรรมการกินหมูสามชั้นย่างให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ทั้งเวอร์ชันทำกินเองที่บ้านหรือในร้านอาหาร 

 

โดยในอีพี 3 นี้ นอกจากซัมกยอบซัลแล้ว คังซุนด็อกยังทำทเวนจังจีเก (된장찌개) หรือ ซุปเต้าเจี้ยว มาให้ซดเพิ่มความคล่องคอ พร้อมกับฉีกกิมจิผักกาดขาวให้เป็นเส้น เพื่อให้สะดวกกับการกินควบคู่กับซัมกยอบซัลอีกด้วย โดยในอีพีนี้พวกเขาเน้นกินซัมกยอบซัลไปพร้อมกับข้าว

 

 

EP.9 ‘King Donkey Ears’

อีพีนี้ผู้ชมจะได้เห็นวัฒนธรรมการกินซัมกยอบซัลกับผักด้วยการห่อซัม (쌈) จากการที่ อีซังอิน ป้อน นัมจูรี ด้วยการห่อซัมคำเล็กๆ ให้กับเธอ ซึ่งการห่อซัมนับเป็นหนึ่งในวิธีการกินซัมกยอบซัลของคนเกาหลี ที่มักจะนำผักกาดหรือใบงามาห่อซัมกยอบซัลที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แนมด้วยเครื่องเคียงตามชอบ และซอสซัมจัง (쌈장) หรือซอสเต้าเจี้ยวปรุงรส ก่อนจะห่อให้มีขนาดพอดีคำและนำเข้าปากในคำเดียว

 

โดยซัมกยอบซัลนั้นนิยมกินคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างโซจูหรือเบียร์ ดังที่เราเห็นในอีพี 3 ที่โต๊ะของพวกเขามีแก้วเครื่องดื่มวางอยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่อีพี 9 นั้น คังซุนด็อกได้ชวนให้ทุกคนดื่มเบียร์คนละแก้วในขณะที่กำลังล้อมวงกินซัมกยอบซัลร่วมกัน

 

จุดเริ่มต้นการกินซัมกยอบซัลในเกาหลีใต้นั้นไม่ค่อยชัดเจนมากนัก แต่คาดว่าเกิดขึ้นในช่วงปี 1970 ที่เกาหลีใต้ส่งออกหมูให้กับประเทศญี่ปุ่น โดยชิ้นส่วนของหมูที่ไม่ได้รับความนิยมในการส่งออกคือส่วนที่ติดมันอย่างซัมกยอบซัล จึงทำให้ในตอนนั้นซัมกยอบซัลมีราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย รวมถึงในช่วงหลังจากวิกฤตการเงิน IMF หลายบริษัทในเกาหลีใต้ได้นำซัมกยอบซัลมาเป็นหนึ่งในเมนูงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเพิ่มความสามัคคีภายในบริษัท จึงทำให้ซัมกยอบซัลแพร่หลายในเกาหลีมากขึ้น 

 

 

EP.6 ‘Bluebeard’s Secret’

“ฉันก็ห่วงว่าไปอยู่ที่กันดารแบบนั้นจะหากินได้อิ่มท้องไหม ห่วงจนนอนไม่หลับเลย เพราะฉะนั้นตอนเช้ามืดฉันเลยเอาของที่มีมาผัดๆ ทอดๆ ให้” – คังซุนด็อก

 

ในอีพี 6 Bluebeard’s Secret เราจะได้เห็นฉากที่คังซุนด็อกทำอาหารกล่องมาที่โรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์ พร้อมกับประโยคที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยให้กับมุนคังแทว่า “ฉันก็ห่วงว่าไปอยู่ที่กันดารแบบนั้นจะหากินได้อิ่มท้องไหม” พร้อมกับเปิดกล่องอาหารห้าชั้นของเธอออกมา และเท่าที่กวาดสายตาดูคร่าวๆ คำพูดของคังซุนด็อกที่บอกว่า “เอาของที่มีมาผัดๆ ทอดๆ ให้” นั้นก็ไม่ได้เกินจริงนัก เพราะในแต่ละชั้นประกอบไปด้วย ข้าว, พุลโกกิ (불고기), คเยรันมารี (계란말이) หรือไข่ม้วน, เครื่องเคียงอย่าง กิมจิ, ชีกึมชี่นามุล (시금치나물) หรือผักโขมคลุกน้ำมันงา ฯลฯ 

 

ซึ่งโดยปกติแล้ว ‘เวลาพักกลางวัน’ ของบริษัทต่างๆ ในเกาหลีใต้นั้นจะมีความใกล้เคียงกัน คืออยู่ในช่วงระหว่างเวลา 12.00-13.00 น., 12.30-13.30 น. และ 13.00-14.00 น. ซึ่งจะมีเวลาให้ประมาณ 1 ชั่วโมงไม่แตกต่างจากบริษัทในไทย 

 

โดยบางบริษัทของเกาหลีใต้จะมีสวัสดิการ ‘อาหารกลางวัน’ ให้กับพนักงาน ดังที่เราเห็นในซีรีส์หลายเรื่องที่พนักงานบริษัทจะกินอาหารกลางวันร่วมกันที่ ‘โรงอาหาร’ ซึ่งแต่ละบริษัทจะมีนักโภชนาการที่ทำงานควบคู่กับแม่ครัวในการสร้างสรรค์เมนูอาหารที่มีคุณค่าและสารอาหารที่พอเพียงให้กับเหล่าพนักงาน

 

ในขณะที่บริษัทที่ไม่มีสวัสดิการอาหารกลางวัน พนักงานส่วนใหญ่ก็จะเลือกออกไปรับประทานอาหารกลางวันในร้านอาหารบริเวณใกล้เคียง ซึ่งร้านอาหารส่วนใหญ่ที่อยู่ใกล้กับย่านธุรกิจก็มักจะมี ‘เซตอาหารกลางวัน’ ที่ทำง่าย เสิร์ฟง่าย กินได้ไวในราคาย่อมเยา (5,000-8,000 วอน) อาทิ ร้านปิ้งย่างที่ในตอนกลางวันจะปิดเตาปิ้งย่างและปรับเปลี่ยนมาขายเมนูอาหารจานเดียวในตอนกลางวัน เป็นต้น

 

หรืออีกหนึ่งทางเลือกสำหรับพนักงานบริษัทที่ต้องการประหยัดค่าอาหารกลางวัน คือการทำ ‘ข้าวกล่อง’ มาเอง อย่างในซีรีส์ที่เราเห็นคังซุนด็อกทำข้าวกล่องมานั้น ไม่ใช่ว่าเธอต้องการประหยัดค่าอาหารกลางวัน เพราะโรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์นั้นมีสวัสดิการอาหารกลางวันอยู่แล้ว แต่เธอตั้งใจทำข้าวกล่องพิเศษเพิ่มเติมขึ้นมาให้สองพี่น้องมุนคังแทและซังแทที่เธอเป็นห่วงเรื่องอาหารการกิน เพื่อให้พวกเขาได้กินอาหารอิ่มท้อง สังเกตได้จากการตักข้าวจนพูนชามให้สองพี่น้อง

 

 

EP.10 ‘The Girl Who Cried Wolf’

“ไม่ใช่แม่เพิ่งคลอด แต่อยู่ๆ มาขอให้ต้มซุปสาหร่ายให้ วันเกิดล่ะสิ” – คังซุนด็อก

 

จากอีพี 10 The Girl Who Cried Wolf ที่ โกมุนยอง ขอให้ คังซุนด็อก ช่วยต้มซุปสาหร่าย หรือ มียอกกุก (미역국) ให้นั้น หลังจากที่คังซุนด็อกจัดโต๊ะอาหารให้เรียบร้อย เธอกล่าวกับโกมุนยองที่นั่งมองอยู่นิ่งๆ ว่า “สุขสันต์วันเกิด… ไม่ใช่แม่เพิ่งคลอด แต่อยู่ๆ มาขอให้ต้มซุปสาหร่ายให้ วันเกิดล่ะสิ” ซึ่งทำให้โกมุนยองเหลือบมองด้วยแววตาหวั่นไหวอยู่วูบหนึ่ง ก่อนที่เธอจะตักซุปขึ้นมาซด และนำข้าวมาคลุกลงไปในชามซุปและตักกิน

 

สาเหตุที่ทำให้คังซุนด็อกพูดประโยคข้างต้นออกมาเพราะว่า มียอกกุก หรือ ซุปสาหร่าย นั้น เป็นอาหารที่คุณแม่หลังคลอดชาวเกาหลีนิยมรับประทานกัน เนื่องจากสาหร่ายมีแร่ธาตุต่างๆ มากมาย อาทิ แคลเซียมและไอโอดีน ที่จะช่วยบำรุงร่างกาย รวมถึงมียอกกุกยังเป็นหนึ่งในอาหารที่ชาวเกาหลีนิยมรับประทานในวันเกิดคู่กับข้าวสวยหรือถั่วแดงอีกด้วย

 

ในซีรีส์เราจะเห็นโกมุนยองกล่าวว่าซุปสาหร่ายของเธอนั้นใส่เนื้อวัวด้วย ซึ่งโดยปกติแล้วมียอกกุกนั้นจะประกอบไปด้วยสาหร่าย (สดหรือแห้ง), เนื้อ (วัว, หมู, หอย, ทูน่ากระป๋อง ฯลฯ ตามชอบหรือตามท้องถิ่น) ปรุงรสด้วยน้ำมันงา ซีอิ๊ว และอาจใส่กระเทียมสับตอนซุปกำลังเดือดเพื่อดับกลิ่นสาหร่ายและช่วยเพิ่มรสชาติของซุป (แล้วแต่สูตร) ซึ่งนิยมกินคู่กับข้าว กิมจิ ฯลฯ เหมือนกับที่คังซุนด็อกได้เตรียมเครื่องเคียงหลากหลายชนิดเอาไว้ให้โกมุนยองบนโต๊ะอาหาร

 

 

EP.14 ‘The Hand, The Monkfish’

“ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เวลาที่มีเรื่องลำบากใจ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ไม่ใช่ด้วยจิตใจ” – คังซุนด็อก

 

“ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เวลาที่มีเรื่องลำบากใจ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ไม่ใช่ด้วยจิตใจ” คือประโยคง่ายๆ ที่เคลือบไปด้วยความอบอุ่นของ คังซุนด็อก ที่ตอบคำถามของอีซังอินที่ถามเธอว่าทำ ชูม็อกบับ (주먹밥) หรือ ข้าวปั้น จำนวนมากขนาดนี้ไปให้ใคร ซึ่งคำตอบของคังซุนด็อกก็ทำให้อีซังอินถึงกับน้ำตาคลอกับความห่วงใยที่แฝงอยู่ในข้าวปั้นก้อนกลมๆ ในมือของเธอ

 

จากอีพี 14 The Hand, The Monkfish ที่คังซุนด็อกจับสังเกตถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างโกมุนยองและมุนคังแท จึงทำให้เธอเริ่มลงมือปั้นชูม็อกบับ หรือข้าวปั้นก้อนกลมๆ จำนวนมาก เพื่อให้คนทั้งสองที่ตอนนี้กำลังมีปัญหาบางอย่างได้นำมาอุ่นกินง่ายๆ ได้ทันทีจากช่องฟรีซโดยที่ไม่ต้องลงมือจัดการอะไรมาก

 

โดยคำว่า ชูม็อก (주먹) ในภาษาเกาหลีมีความหมายว่า กำปั้น ในขณะที่คำว่า พับ (밥) ในภาษาเกาหลีมีความหมายว่า ข้าว เมื่อรวมกันเป็น ชูม็อกบับ (주먹밥) จึงมีความหมายตรงตัวว่า ข้าวกำปั้น ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับโอนิกิริของญี่ปุ่น แต่แตกต่างกันที่รูปลักษณ์ ที่ชูม็อกบับจะมีลักษณะกลมมนเหมือนกำปั้น ในขณะที่โอนิกิริจะมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม

 

จากสิ่งที่เห็นในอีพี 14 องค์ประกอบของชูม็อกบับนั้นไม่ซับซ้อน เพียงมีข้าว เกลือ และน้ำมันงา ก็สามารถนำมาทำเป็นชูม็อกบับได้แล้ว ซึ่งการทำชูม็อกบับนั้นไม่มีสูตรหรือขนาดตายตัว ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่มี บางคนอาจเลือกใส่หมู ไส้กรอก หรือกิมจิเป็นไส้ ในขณะที่ตัวข้าวอาจจะคลุกเคล้าด้วยฟักทอง แครอต หัวหอม ฯลฯ หั่นเต๋าเล็กๆ ตามชอบ โดยในซีรีส์นั้นน่าจะเป็นชูม็อกบับสอดไส้ทูน่า ที่ปั้นให้มีขนาดใหญ่เพื่อให้อยู่ท้อง ก่อนจะนำมาคลุกกับสาหร่ายแห้งให้ทั่ว แล้วจึงแรปด้วยฟิล์มถนอมอาหารเพื่อคงรูปร่างก่อนนำเข้าช่องฟรีซ

 

ในอดีตชูม็อกบับมักนิยมนำมารับประทานในรูปแบบของอาหารพกพา ก่อนที่ปัจจุบันชูม็อกบับจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และกลายมาเป็นอาหารยอดนิยมของคนที่ไม่มีเวลารับประทานอาหารนอกบ้าน หรือหากพบเจอตามร้านอาหาร ชูม็อกบับก็มักจะเป็นอาหารมื้อเบาๆ ที่ทางร้านสามารถจัดทำและนำมาเสิร์ฟได้อย่างรวดเร็ว หรือในบางร้านอาจจะเสิร์ฟในรูปแบบของข้าวและส่วนผสมต่างๆ ที่มาพร้อมกับถุงมือพลาสติกให้ลูกค้าได้ปั้นก้อนข้าวกลมๆ ด้วยตัวเอง

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post ‘เจ้าสาวหอยทาก’ กับความรักของแม่ที่ส่งผ่านวัฒนธรรมอาหารเกาหลีในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>
10 วิธีเยียวยาตัวเองง่ายๆ ที่ได้จากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay https://thestandard.co/10-ways-to-heal-yourself-from-the-series-its-okay-to-not-be-okay/ Mon, 03 Aug 2020 05:19:35 +0000 https://thestandard.co/?p=385330

ร้องไห้บ้างก็ได้ ระบายออกมาให้ใครได้ยิน คือหนึ่งในวิธีเ […]

The post 10 วิธีเยียวยาตัวเองง่ายๆ ที่ได้จากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>

ร้องไห้บ้างก็ได้ ระบายออกมาให้ใครได้ยิน คือหนึ่งในวิธีเยียวยาตัวเองที่เราได้เรียนรู้จากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ผ่านตัวละคร โกมุนยอง มุนคังแท มุนซังแท พยาบาลนัมจูรี รวมถึงเหล่าตัวละครในซีรีส์เรื่องนี้ที่ล้วนมีปมปัญหาในจิตใจ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่แตกต่างจากผู้คนในชีวิตจริงสักเท่าไร

 

ความดีงามของซีรีส์เรื่องนี้ตรงกับที่ ซอเยจี คิมซูฮยอน และ โอจองเซ ให้สัมภาษณ์กับ Netflix ไว้ในวันแถลงข่าวว่า พวกเขาตั้งใจจะถ่ายทอดเรื่องราวออกมาให้ดีที่สุด เพื่อให้คนที่ดูซีรีส์ได้รู้สึกผ่อนคลายและเยียวยาจิตใจไปพร้อมๆ กับตัวละคร 

 

และนี่คือ 10 เคล็ดลับหรือวิธีเยียวยาจิตใจที่เรานำมาใช้ได้จริงจากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay 

 

01 ตุ๊กตาดักฝันร้าย

มุนคังแท บอกว่าเขาเย็บตุ๊กตาตัวนี้ให้พี่ชาย ตอนที่พี่ชายฝันร้าย ตั้งชื่อตุ๊กตาว่า ‘มังแท’ ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งในสมาชิกครอบครัวของพวกเขา และเจ้ามังแทก็ถูกมอบให้กับ โกมุนยอง ที่ฝันร้ายเป็นประจำเช่นกัน 

 

จริงๆ แล้วตุ๊กตาตัวเล็กๆ ที่ใช้กอดนอนมีสัมผัสนุ่มๆ ที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย การพูดคุยกับตุ๊กตาอาจจะดูแปลกๆ แต่ก็ช่วยระบายความรู้สึกต่างๆ ให้เบาบาง ยิ่งถ้าเป็นตุ๊กตาที่มีคุณค่าทางใจ ก็ยิ่งเป็นสิ่งช่วยให้เรามีความอบอุ่นใจมากขึ้น

 

02 การกอด

เป็นพื้นฐานง่ายๆ ที่ได้ผลทันที ในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay มีหลายฉากที่เราได้เห็นการกอดเป็นเหมือนยารักษาใจ ทั้งในฉากที่ มุนคังแท กอด โกมุนยอง เอาไว้ในคืนที่เธอถูกผีอำจนร้องไห้ ส่วนฉากที่ประทับใจและเรียกน้ำตาก็คือในอีพี 10 ที่ มุนซังแท เข้าไปกอดน้องชายเขา หลังการเปิดใจครั้งใหญ่ที่ มุนคังแท ทั้งขอโทษ บอกรัก และขอร้องไม่ให้พี่ชายทิ้งเขาไป การเปิดเผยแง่มุมที่อ่อนแอที่สุดออกมาเป็นครั้งแรก ทำให้พี่ชายออทิสติกเลือกกอดน้องชายไว้ แบบที่เขาเคยเป็นคนได้รับอ้อมกอดมาตลอด

 

ล่าสุดในอีพี 14 มุนคังแท ก็ขอให้พี่ชาย “ช่วยกอดผมสักครั้งนะครับ ช่วยตบหลังผมด้วย” ฉากนี้แสดงให้เห็นความรักความห่วงใยของพี่น้องที่ถ่ายทอดพลังใจให้กัน ทำให้คนดูอดไม่ได้ที่จะน้ำตาไหลตามไปด้วย

 

 

03 ร้องไห้ก็ได้ ระบายมันออกมาก็ได้

นัมจูรี เป็นตัวละครที่พ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่เธอยังเล็ก การที่ต้องดิ้นรนกันมาเพียงลำพังกับแม่ ทำให้เธอมีลักษณะของคนที่ไม่ร้องขอความช่วยเหลือและไม่แสดงออกความรู้สึกมากนัก นั่นทำให้เวลาที่เธอดื่มเหล้าจนเมา นัมจูรี จะเปลี่ยนเป็นอีกคนที่กล้าแสดงออก กล้าหยาบคาย กล้าร้องไห้เสียใจได้เต็มที่ เช่นเดียวกับ มุนคังแท ที่แม้ว่าจะปิดความความรู้สึกของตัวเองเอาไว้อย่างแน่นหนา แต่กับเพื่อนสนิท แซจู ก็มีฉากที่เราได้เห็นว่าเขานอนมองฟ้าแล้วน้ำตาไหล ด้วยความเศร้าเสียใจในชะตากรรมของตัวเอง

 

การระบายสิ่งที่คับข้องอยู่ในใจเป็นกลวิธีที่ช่วยให้สภาพจิตใจฟื้นตัวได้รวดเร็ว ถ้าวันหนึ่งที่เจอปัญหาหนักๆ ก็จงร้องไห้ออกมาให้หมด แล้วลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

 

04 หายใจลึกๆ 3 ครั้ง

ในอีพีแรกเราได้ทริกเล็กๆ จากฉากที่ มุนคังแท บอกให้พี่ชายตั้งสติ หลังจากได้ข่าวว่าจะได้เจอกับนักเขียน โกมุนยอง ที่เขาติดตามมานาน “พี่ หายใจลึกๆ สามครั้ง หนึ่ง… สอง… สาม…” การหายใจลึกๆ เป็นเทคนิคการผ่อนคลายความตื่นเต้น วิตกกังวลในจิตใจ เพื่อดึงสติกับมาอยู่กับเนื้อกับตัว 

 

การหายใจเป็นจังหวะลึกๆ ยาวๆ ทำให้กล้ามเนื้อรอบปอดขยายตัว กระบังลมยุบพองอย่างเป็นจังหวะ จะช่วยลดอาการตึงเครียดที่ง่ายที่สุด โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วยใดๆ

 

05 อ้อมกอดผีเสื้อก่อนนอน

ฉากอ้อมกอดผีเสื้อในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ได้รับความสนใจอย่างมากหลังซีรีส์ออกฉาย และวิธีบำบัดจิตใจนี้เป็นเทคนิคที่แพร่หลาย ซึ่งจริงๆ แล้ว ‘อ้อมกอดผีเสื้อ’ นอกจากจะใช้ปลอบประโลมในเวลาที่ตึงเครียด ยังสามารถนำมาใช้ในช่วงก่อนนอนเพื่อให้ร่างกายและจิตใจที่ว้าวุ่นสงบลงได้ด้วย 

 

วิธีการคล้ายๆ กัน เพียงแต่อยู่ในท่านอนสบายๆ จับมือไขว้แตะที่หัวไหล่ แล้วหลับตา หายใจเข้าออกยาวๆ ใช้มือตบหัวไหล่เบาๆ สลับซ้ายขวา

 

 

06 เปลี่ยนแปลงตัวเอง

ลุกมาเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นคนใหม่ เป็นอีกหนึ่งวิธีในการปรับเปลี่ยนอารมณ์ จิตใจ และการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด อย่างในซีรีส์เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ โกมุนยอง ที่ตัดผมยาวสลวยทิ้งเพื่อหลุดพ้นเงาสีดำของแม่ 

 

หรือ มุนคังแท ก็มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องการแต่งตัว ในช่วงแรกของซีรีส์เขามักใส่เสื้อผ้าโทนสีหม่น ดูโคร่งกว่าตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นความไม่ใส่ใจในตัวเอง แต่ในช่วงครึ่งหลังเราเริ่มเห็น มุนคังแท ในเสื้อผ้าที่มีสีสันมากขึ้น อย่างเสื้อลายสกอต เสื้อสีฟ้า ที่ทำให้เห็นด้านสดใสของเขา

 

07 ปล่อยตัวเป็นอิสระ ไปเที่ยวบ้างก็ได้

ปล่อยตัวหลุดออกจากปัญหาสักวันอาจทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น อย่างน้อยๆ อาจมองเห็นหนทางแก้ปัญหาจากการใช้สายตาคนข้างนอกมองเข้ามา มากกว่าการจมปลักอยู่กับปัญหา ความทุกข์เศร้าเหล่านั้น

 

มุนคังแท ที่ขอมีหนึ่งวันได้ไปเที่ยวเล่นที่ไหนก็ได้ พอได้ทำไปแล้ว มันก็ช่วยปลดล็อกตัวเขาออกจากภาระต่างๆ ที่แบกไว้บนบ่าตลอดเวลาที่ผ่านมา การได้พักสักนิด วางทุกอย่างลงบ้าง เป็นเหมือนการชาร์จพลังที่ร่อยหรอให้กลับคืนมา 

 

08 มีคนรู้ใจสักคนมาหัวเราะด้วยกัน

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ คนใกล้ตัวที่พร้อมจะโอบรับเราไว้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม อาจเป็นคนในครอบครัว คนรัก เพื่อนสนิท หรือบางทีอาจเป็นสัตว์เลี้ยงที่เรากอดได้ อย่างสุนัข การได้แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา เปิดเผยความในใจไม่ว่าจะเป็นด้านดีหรือร้ายกับใครสักคน มันช่วยให้จิตใจปลอดโปร่ง และเมื่อเป็นใครสักคนที่เราสบายใจ ก็ยิ่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ด้วย

 

ฉากที่ โกมุนยอง กับ มุนคังแท นั่งอยู่ที่บันไดในปราสาทต้องคำสาปแล้วหัวเราะไปด้วยกันเป็นครั้งแรก ก็เป็นสัญญาณของการเปิดใจโอบรับอีกคนไว้ และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปด้วยกัน หรือหลายฉากที่ ซึงแจ เพื่อนสนิท มุนคังแท ไม่เคยถาม ไม่เคยต้องการคำตอบ แต่พร้อมจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ ก็ทำให้ ซึงแจ เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับ มุนคังแท ที่จะร้องไห้หรือเปิดเผยความทุกข์ใจให้เขารับฟัง

 

 

09 นับ 1-3 ก่อนระเบิด 

เชื่อว่าเป็นเทคนิคที่น่าจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าช่วยยับยั้งชั่งใจในช่วงเวลาที่หัวร้อนขั้นสุด หรือกำลังตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่ไม่ควร หรือจริงๆ ก็เป็นมุมในการเตรียมความพร้อมให้ตัวเองยอมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้า อย่างเช่น โกมุนยอง ลองใช้วิธีนี้ตามที่ มุนคังแท สอน และทำให้เธอไม่หัวร้อนไปทำร้ายร่างกายใครไปหลายคน 

 

เคล็ดลับอย่างหนึ่งของการนับ 1-3 ก่อนระเบิด คือการเอาสติกลับมาอยู่กับตัวและการกระทำตรงหน้า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเรามักลืมนึกถึงเทคนิคนี้และลุยทำไป แต่ถ้าเราตั้งใจจะนับ 1 2 3 อยู่บ่อยๆ จะทำให้เกิดความคุ้นเคย และการนับ 1 2 3 จะเป็นสิ่งที่เหมือนเครื่องเตือนใจก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไป

 

10 กินอาหารให้อิ่มท้อง 

“เวลามีเรื่องลำบากใจ กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ไม่ใช่จิตใจ” ซุนด๊อก แม่ของ นัมจูรี บอกเอาไว้ ในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ซุนด๊อก เป็นเหมือนที่พักใจอันแสนอบอุ่นของทุกตัวละคร แม้กระทั่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์ เธอคือตัวแทนความเป็นแม่ที่พร้อมจะเข้าใจ ช่วยให้คำแนะนำในแบบคนที่ผ่านโลกมามาก และเข้าใจอะไรรอบด้าน 

 

ความโดดเด่นของบท ซุนด๊อก คืออาหารของแม่ ที่อร่อยกว่าในภัตตาคารชื่อดัง อย่างในอีพี 10 ที่ โกมุนยอง ไปขอให้ ซุนด๊อก ทำซุปสาหร่ายให้กินในวันเกิด หรือในอีพี 14 ที่เธอทำข้าวปั้นให้ มุนคังแท เก็บไว้กินได้หลายวัน ทั้งยังทำโจ๊กให้ โกมุนยอง พร้อมไข่นกกระทาที่เธอชอบกิน 

 

“ไม่ไหวยังไงก็ไม่เป็นไรหรอก” คำขวัญนี้ติดอยู่ในห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์ ชีวิตก็เท่านี้ มีทุกข์ มีสุข และคุณแม่ซุนด๊อกก็รู้ว่าการมีอาหารอร่อยอิ่มท้องเป็นความสุขที่เธอทำให้ผู้คนที่กำลังเผชิญปัญหาชีวิตมีแรงสู้ต่อไปได้

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post 10 วิธีเยียวยาตัวเองง่ายๆ ที่ได้จากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไม่ได้มีแค่ It’s Okay to Not Be Okay แต่นี่คือลิสต์ซีรีส์เกาหลีที่จะช่วยเยียวยาหัวใจและให้พลังบวก https://thestandard.co/5-k-series-energy-healing/ Mon, 03 Aug 2020 00:47:28 +0000 https://thestandard.co/?p=385273

It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์ที่กำลังได้รับความ […]

The post ไม่ได้มีแค่ It’s Okay to Not Be Okay แต่นี่คือลิสต์ซีรีส์เกาหลีที่จะช่วยเยียวยาหัวใจและให้พลังบวก appeared first on THE STANDARD.

]]>

It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ แม้ฉาบด้วยความร้ายๆ ของนักเขียน โกมุนยอง นางเอกของเรื่องที่รับบทโดย ซอเยจี, ความหล่อแบบไม่บันยะบันยังของ คิมซูฮยอน ที่รับบท มุนคังแท รวมถึงเรื่องดาร์กๆ ความเจ็บปวดจากแผลใจของเหล่าคนไข้ในโรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหล่าตัวละครต่างมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ความนิยมและมอบผลกระทบทางบวกให้สังคม เพราะทั้งตัวละครและคนดูต่างได้เรียนรู้ชีวิตที่แหว่งเว้า พบจุดเปลี่ยน ร่วมเยียวยาบาดแผลในใจ และกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาเพื่อเติบโตไปข้างหน้า 

 

ไม่ได้มีแค่ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ที่ดูแล้วได้เยียวยาหัวใจ ยังมีซีรีส์เกาหลีอีกหลายเรื่องที่สอดแทรกความรู้สึกเช่นเดียวกันนี้เอาไว้ และนี่คือลิสต์ซีรีส์เกาหลีใน Netflix ที่ช่วยชุบชูจิตใจ ดูแล้วได้เยียวยาหัวใจไปพร้อมๆ กัน

 

 

“คนเดียวที่คุณต้องเข้าใจจริงๆ ยิ่งกว่าใครๆ ก็คือตัวคุณเอง”
– จีแฮซู

 

It’s Okay, That’s Love

It’s Okay, That’s Love ซีรีส์โรแมนติกฟีลกู๊ดที่เล่าเรื่องราวความรักอันซับซ้อนระหว่าง จางแจยอล (โชอินซอง) นักเขียนที่ทั้งหล่อเหลาและฝีมือดี มองจากภายนอกเขาดูเป็นคนที่เพอร์เฟกต์สุดๆ จนอาจทำให้หลายคนหมั่นไส้ แต่เบื้องลึกที่ไม่มีใครรู้คืออาการป่วยทางใจจากความทรงจำเลวร้ายในวัยเด็กที่ค่อยๆ ส่งผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ กระทั่งเมื่อจางแจยอลต้องมาอยู่ร่วมบ้านกับ จีแฮซู (กงฮโยจิน) จิตแพทย์สาวผู้มาพร้อมบุคลิกสุดมั่นใจ แต่ความรู้สึกไม่ชอบหน้าในตอนแรกกลับค่อยๆ เปลี่ยนไปเมื่อทั้งคู่ได้ค้นพบบาดแผลทางใจของกันและกัน  

 

นอกจากเส้นเรื่องความรักของตัวละครหลักแล้ว It’s Okay, That’s Love ยังนำเสนอเรื่องราวของผู้ป่วยจิตเวชผ่านตัวละครรายล้อมอีกมากมาย ซึ่งแสดงให้ผู้ชมเห็นว่าพวกเขาก็เหมือนๆ กับเราทุกคนที่เดินปะปนกันอยู่บนท้องถนน ซึ่งยารักษาที่ดีที่สุดคือความรักความเข้าใจจากคนรอบตัวนั่นเอง เช่นเดียวกับที่จิตแพทย์ในเรื่องกล่าวไว้ว่า เราทุกคนก็เป็นคนป่วยกันทั้งนั้น ความปวดใจก็เป็นความเจ็บป่วยอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับไข้หวัด เราทุกคนต้องยอมรับสิ่งนั้นและเข้าใจความเจ็บปวดของกันและกัน ซึ่งการทำเช่นนั้นจะทำให้โลกนี้สวยงามยิ่งกว่าที่เคยเป็น”

 

 

“ปาฏิหาริย์ไม่มีจริงหรอก แต่น้ำใจจากคนดีๆ รอบข้างต่างหากที่ทำให้เกิดปาฏิหาริย์”

– ยงชิก

 

When the Camellia Blooms

คาเมลเลียคือดอกไม้ที่แสดงความอดทนและแข็งแกร่ง ทุกปีในฤดูหนาวดอกคาเมลเลียจะเบ่งบาน และนั่นคือความหมายเปรียบเทียบว่าแม้ในช่วงที่อากาศหนาวเหน็บอย่างโหดร้าย ดอกคาเมลเลียก็ยังเบ่งบานสร้างความงดงามให้ผู้คน 

 

ทงแบค (กงฮโยจิน) แม่เลี้ยงเดี่ยวยังสาวของลูกชายวัย 7 ขวบ สมาชิกใหม่ของเมืององซาน นอกจากสายตาอคติของเพื่อนบ้านจากสถานะที่เป็นอยู่ ทงแบคยังเลือกที่จะเปิดร้านเหล้าที่ผู้ชายในเมืองพากันไปอุดหนุน สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอกลายเป็นขี้ปากของคนในละแวกนั้นอย่างช่วยไม่ได้ แต่ไม่ใช่กับ ยงชิก (คังฮานึล) ตำรวจหนุ่มที่หลงรักทงแบคตั้งแต่แรกเห็น ไม่ใช่แค่เพราะความสวยภายนอก แต่เขายังมองเห็นถึงความงดงามภายในจิตใจของเธอด้วย

 

When the Camellia Blooms เป็นซีรีส์ที่นอกจากจะเล่าเรื่องราวชีวิตที่ต้องดิ้นรนของตัวละครหลักอย่างทงแบคแล้ว ยังนำเสนอเรื่องราวความรักของคนเป็นแม่หลากหลายรูปแบบได้อย่างลึกซึ้งกินใจจนเรียกน้ำตาผู้ชมได้หลายฉาก ทั้งยังสอดแทรกความรู้สึกอบอุ่นใจของชีวิตคนในชนบท ที่แม้ว่าจะไม่ชอบหน้ากัน แต่เมื่อเกิดเรื่องร้ายก็ไม่ลังเลที่จะเข้าไปช่วยเหลือ แล้วยังแอบเพิ่มปมฆาตกรรมเพื่อเพิ่มดีกรีความตื่นเต้นให้ผู้ชมอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นซีรีส์น้ำดีที่ครบรสมากๆ ดูแล้วอบอุ่นหัวใจอย่างที่สุด การันตีคุณภาพด้วยรางวัลแดซังจากเวที Baeksang Arts Awards ปีล่าสุด

 

 

“เมื่อสมองและหัวใจกำลังพูดสองสิ่งที่แตกต่างกัน เสียงจากหัวใจมักถูกต้องเสมอ
เพียงทำตามหัวใจของคุณ แล้วคุณจะไม่เสียใจ”

– อีอิกจุน

 

Hospital Playlist

หากซีรีส์การแพทย์หลายๆ เรื่องเคยทำให้คุณต้องเครียดไปกับเคสเลือดสาดต่างๆ ที่เหล่าคุณหมอต้องทุ่มพลังสมองทั้งหมดที่มีเพื่อรักษาผู้ป่วย แต่สำหรับ Hospital Playlist นั้นเป็นซีรีส์การแพทย์แสนอบอุ่นหัวใจที่เล่าถึงชีวิตคุณหมอที่ทุ่มเทเวลาเพื่อคนไข้อย่างไม่อิดออด ร้อยเรียงไปกับชีวิตส่วนตัวนอกเวลางานที่เราไม่ค่อยเห็นซีรีส์การแพทย์เรื่องอื่นๆ นำเสนอมากนัก รวมไปถึงความสัมพันธ์อันยาวนานของคุณหมอทั้ง 5 คนที่สนิทสนมกันมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนแพทย์ จนกระทั่งปัจจุบันที่ทุกคนกลายมาเป็นอาจารย์หมอผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ  

 

นอกเหนือจากนั้น ความอบอุ่นของเรื่องยังถูกแสดงออกผ่านบทเพลงเพราะๆ ที่ใช้ประกอบซีรีส์ในแต่ละตอน (เหล่าคุณหมอฟอร์มวงเล่นเอง ร้องเอง!) ซึ่งล้วนเป็นเพลงเก่าจากยุค 80-90 ที่ทำให้คนดูได้ย้อนวันวานไปด้วยกัน ขณะเดียวกันเรื่องราวของตัวละครรายล้อมก็สามารถเรียกน้ำตา ทั้งยังเป็นกำลังใจให้เรามองเห็นคุณค่าชีวิตของตัวเอง เพราะเรื่องความเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ที่แม้คนไข้จะยอมแพ้ แต่เหล่าคุณหมอแห่งโรงพยาบาลยุลเจไม่เคยยอมแพ้ และทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเขามีชีวิตต่อไปได้

 

 

“หากคุณคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ตัวคุณเองคือคนตัดสินใจ”
– พัคดงฮุน

 

My Mister

พัคดงฮุน (อีซอนกยุน) หัวหน้าวิศวกรในบริษัทใหญ่ที่วันหนึ่งถูกปรับลดตำแหน่งอย่างไม่ชอบธรรม แต่นั่นก็ยังดีกว่าพี่น้องอีกสองคนที่ดูเหมือนไม่เอาอ่าว คนหนึ่งตกงาน อีกคนก็มองไม่เห็นอนาคต พัคดงฮุนจึงกลายเป็นความหวังเดียวของคนในครอบครัวอย่างช่วยไม่ได้ แม้จะมีหน้าที่การงานดี แต่กลับต้องรับภาระในการรับผิดชอบคนอีกมากมาย เขาได้พบกับ อีจีอัน (ไอยู) ลูกจ้างชั่วคราวในบริษัทที่ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร ถึงขนาดที่ไม่มีใครรู้จักชื่อเธอด้วยซ้ำ 

 

ด้วยชีวิตที่ต้องดิ้นรนอย่างสุดขีด อีจีอันจึงต้องทำทุกอย่างที่ได้เงิน และเธอเลือกที่จะร่วมมือกับประธานในการกำจัดพัคดงฮุนออกไปจากบริษัทโดยใช้วิธีดักฟัง ซึ่งนั่นกลับกลายเป็นการทำความรู้จักโลกของพัคดงฮุนอย่างไม่รู้ตัว อีจีอันได้รับรู้ว่าคนที่รับเงินเดือนเดือนละ 5 ล้านวอนไม่ได้มีชีวิตที่ดีไปกว่าเธอมากสักเท่าไร และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ทำให้ผู้ชมทั้งเสียน้ำตาและอบอุ่นหัวใจไปพร้อมๆ กัน

 

แม้ My Mister จะเป็นซีรีส์ที่ดำเนินเรื่องอย่างเนิบช้า แต่กลับมีรายละเอียดมากมายให้ผู้ชมได้เก็บเกี่ยว โดยที่บางครั้งตัวละครไม่จำเป็นต้องมีบทสนทนาด้วยซ้ำ อีกทั้งยังให้ความรู้สึกว่าตัวละครก็เป็นคนประเภทที่เราอาจพบเจอได้ในชีวิตจริง ท่ามกลางความเลวร้าย คนดีๆ ก็เป็นเหมือนหยดน้ำเย็นๆ ปลอบประโลมจิตใจ จนหลายๆ ครั้งก็ทำให้เราเผลอเอาใจช่วยและมีความสุขกับสิ่งดีๆ ที่ตัวละครได้รับไปด้วยเช่นกัน

 

 

“ถ้าโตขึ้นแล้วความฝันจะต้องหายไป ฉันยอมไม่โตดีกว่า…
ไม่เห็นต้องทำเป็นโตเพื่อคนอื่นเลย บางสิ่งที่ได้มา สักวันเราอาจเสียมันไปก็ได้”
– โกดงมัน


Fight for My Way
ทุกคนต่างมีความฝัน แต่จะมีสักกี่คนที่ไล่ตามความฝันได้สำเร็จ โดยเฉพาะคนธรรมดาที่ไม่ได้มีต้นทุนชีวิตสูงนัก ซีรีส์ Fight for My Way เล่าเรื่องราวของกลุ่มเพื่อน 4 คนที่เติบโตและเผชิญความลำบากมาด้วยกัน แม้ชีวิตจะมีทั้งช่วงเวลาที่ดีและเลวร้าย แต่พวกเขาก็ไม่เคยคิดจะยอมแพ้ต่อโชคชะตา โกดงมัน (พัคซอจุน) อดีตนักกีฬาเทควันโดอนาคตไกลที่ต้องจบความฝันลงด้วยความจำเป็น ปัจจุบันมีอาชีพเป็นพนักงานกำจัดปลวก ชเวเอรา (คิมจีวอน) ใฝ่ฝันอยากจะเป็นผู้ประกาศข่าว แต่ชีวิตจริงกลับเป็นได้เพียงพนักงานประชาสัมพันธ์ในห้าง

ดูเผินๆ อาจคิดว่า Fight for My Way เป็นเพียงซีรีส์โรแมนติกคอเมดี้ทั่วๆ ไป แต่จริงๆ แล้วแอบแฝงเนื้อหาที่เต็มไปด้วยแง่คิดในการใช้ชีวิต ทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก เทียบเคียงได้กับชีวิตจริงของคนวัยทำงานที่เต็มไปด้วยการแข่งขันรอบตัว สำหรับคนที่รู้สึกหมดกำลังใจหรือท้อแท้ในชีวิต ซีรีส์เรื่องนี้จะช่วยให้คุณมีไฟในการก้าวต่อไป

 

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ไม่ได้มีแค่ It’s Okay to Not Be Okay แต่นี่คือลิสต์ซีรีส์เกาหลีที่จะช่วยเยียวยาหัวใจและให้พลังบวก appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิเคราะห์การ์ตูนไดโนเสาร์น้อยดูลี่ที่ทำให้ มุนซังแท ได้เรียนรู้ชีวิตใน It’s Okay to Not Be Okay https://thestandard.co/discussing-dooly-dinosaur-to-its-okay-to-not-be-okay/ Wed, 29 Jul 2020 02:34:49 +0000 https://thestandard.co/?p=383904

**บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์**   ในซี […]

The post วิเคราะห์การ์ตูนไดโนเสาร์น้อยดูลี่ที่ทำให้ มุนซังแท ได้เรียนรู้ชีวิตใน It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>

**บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์**

 

ในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay เราน่าจะคุ้นเคยกับไดโนเสาร์ตัวเขียวหลังหนามพันธุ์สเตโกซอรัสตัวโปรดของมุนซังแทที่เขาใช้ห้อยกระเป๋าตลอดทั้งเรื่อง และการ์ตูนเรื่องไดโนเสาร์น้อยดูลี่ที่ปรากฏในซีรีส์หลายฉากหลายตอน มันไม่ใช่แค่การนำมาใช้เพื่อเป็นพร็อพประกอบฉาก แต่มีความหมายลึกซึ้งที่แฝงไว้มากกว่านั้น อย่างที่รู้ได้เลยว่าผู้เขียนบททำการบ้านหนักมากเพื่อลงรายละเอียดให้สิ่งของสะท้อนความคิดความรู้สึกของตัวละครได้อย่างชาญฉลาด

 

 

“แต่ยังไงผมก็ยังรักคุณลุงนะ เพราะคุณลุงน่าสงสารพอๆ กับผม”

 

“ฉันน่าสงสารตรงไหน”

 

“ก็น่าสงสารนี่”

 

“ทำอย่างกับฉันเป็นเด็กกำพร้า”

 

“ถึงไม่ได้กำพร้า แต่ก็ทำตัวเหมือนเด็กกำพร้าแหละ ไร้ความคิด ไร้อิสระ ไร้สติ จิตใจว่างเปล่า เด็กกำพร้าชัดๆ… แต่ยังไงผมก็ยังรักคุณลุงนะ เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะผมตัดสินใจแบบนั้น”

 

ในอีพีแรกที่เป็นฉากเปิดตัวมุนซังแท เราได้เห็นเขากำลังนอนวาดรูปบนพื้นห้อง พูดตามเสียงการ์ตูนไดโนเสาร์น้อยดูลี่ในทีวีไปด้วย กล้องแพนไปในห้องเล็กๆ ที่เขาและน้องชายอาศัยอยู่ด้วยกัน เราจะเห็นภาพวาดไดโนเสาร์ รวมถึงชาร์ตตัวละครการ์ตูนเรื่องนี้อยู่ข้างๆ ชาร์ตใบหน้าแสดงอารมณ์ต่างๆ ที่เขาทำไว้

 

 

การ์ตูน Dooly the Little Dinosaur

 

ไดโนเสาร์น้อยดูลี่ (Dooly the Little Dinosaur) คือหนึ่งในการ์ตูนเด็กที่มีความสำคัญกับป๊อปคัลเจอร์ของเกาหลีใต้ งานวาดโดย คิมซูจอง นักวาดการ์ตูนชาวเกาหลีที่มีฉบับแปลเป็นภาษาต่างๆ รวมทั้งภาษาไทยให้อ่านด้วย โดยเริ่มแรกการ์ตูนเรื่องนี้อยู่ในนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ Bo-Mool Sum ปี 1983 และตีพิมพ์ยาวนาน 10 ปี โดยที่เวอร์ชันสปินออฟยังคงตีพิมพ์อยู่จนถึงปัจจุบัน ในปี 1987 สถานีโทรทัศน์ KBS ได้นำไปสร้างเป็นแอนิเมชันออกอากาศ ทั้งยังทำเทปวิดีโอออกขาย (อย่างที่เราได้เห็นในซีรีส์) และมีการนำกลับมาฉายทางทีวีซ้ำอีกหลายครั้ง 

 

เรื่องราวของ โกกิลดง ผู้ชายธรรมดา หัวหน้าครอบครัวของลูก 3 คน ดูเหมือนจะแข็งๆ แต่เนื้อแท้เป็นคนน่ารัก เขาเป็นคู่อริกับทีมป่วนที่นำโดย ดูลี่ ไดโนเสาร์น้อยพันธุ์เซอราโตซอรัสที่ถูกลักพาตัวไปแช่ไว้ในธารน้ำแข็งนับร้อยปี, โดเนอร์ มนุษย์ต่างดาวจมูกแดงที่ยานไวโอลินย้อนเวลาพังจนต้องค้างอยู่บนโลก, โตชิ ลูกนกกระจอกเทศที่หนีมาจากคณะละครสัตว์ ถึงแม้พวกทีมป่วนจะดูไม่ลงรอยกับโกกิลดง แต่เขาก็ยังยอมให้ทีมป่วนอยู่ในบ้านร่วมกับครอบครัวของเขา 

 

 

“น่ารังเกียจจริงๆ เจ้าดูลี่กับพรรคพวกนั่น ฉันเกลียดมันมาก บ้านตัวเองก็ไม่ใช่ แต่ดันทำตามอำเภอใจ ฉันชอบโกกิลดง เพราะเขาให้พวกตัวภาระมาอยู่ในอาณาเขตตัวเองหมดเลยนี่ เป็นคนจิตใจดี พี่คิดว่ายังไง” – โกมุนยอง

 

“ชอบครับ ผมก็ชอบโกกิลดงมากเหมือนกัน เจ้าน้ำตาของผม เดิมทีเจ้าน้ำตาชื่อว่าโกกิลดง มันมีเศษด้ายตรงตา เลยเป็นเจ้าน้ำตาด้วย แต่ก่อนชื่อว่าโกกิลดง

 

“โกกิลดงน่ะ ในฐานะผู้ดูแล ไม่สิ ผู้ปกครองของดูลี่ โดเนอร์ โตชิ เขาป้อนข้าว กล่อมนอน และดูแลเจ้าเด็กพวกนั้นที่เข้ามาอยู่ในบ้านเขานี่นา ยกตัวอย่าง ผมก็เป็นผู้ปกครองของคังแท ผู้ปกครองนี่ต้องเชื่อถือและไว้ใจได้ เพราะว่าผมเป็นผู้ใหญ่แล้วก็เป็นพี่ไง” – มุนซังแท

 

ในอีพี 9 โกมุนยองเดินเข้ามาในห้องนอนของมุนซังแทขณะที่เขากำลังดูการ์ตูนไดโนเสาร์น้อยดูลี่อยู่ เธอชอบโกกิลดง ซึ่งก็เท่ากับว่าเธอชอบมุนซังแทด้วย ในฐานะที่เป็นพี่ชายที่คอยดูแล เป็นผู้ปกครองแบบที่ชีวิตนี้เธอไม่เคยมี

 

การ์ตูนไดโนเสาร์น้อยดูลี่สะท้อนให้เห็นความรักความผูกพันของเหล่าตัวละครต่างที่มา ความแน่นแฟ้นของพวกเขายิ่งเพิ่มมากขึ้นจากการได้อยู่ร่วมกันและทำภารกิจต่างๆ ความรักที่ไม่ได้แสดงออกมากมายนัก แต่ต่างรับรู้ได้ นอกจากนี้ในการ์ตูนยังแทรกข้อคิดสอนใจต่างๆ เอาไว้มากมาย ทั้งเรื่องการช่วยเหลือ ไม่ขโมยของ ไม่โกหก ฯลฯ ซึ่งการที่มุนซังแทดูการ์ตูนเรื่องนี้ซ้ำไปซ้ำมาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขัดเกลาให้เขาเป็น ‘ผู้ใหญ่ที่ดี’

 

 

“สเตโกซอรัส ชื่อแปลว่ากิ้งก่ามีหลังคา มีลักษณะพิเศษที่มีหลังคาตามแนวกระดูกสันหลัง สันนิษฐานว่ามีชีวิตในช่วงปลายยุคจูราสสิก


“เป็นไดโนเสาร์ที่สมองเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดตัวที่ใหญ่ ผมก็มีตุ๊กตาที่เหมือนเปี๊ยบเลย ตุ๊กตาสเตโกซอรัส ชื่อที่ผมตั้งให้เจ้านี่คือน้องน้ำตา” – มุนซังแท

 

ฉากหนึ่งในอีพี 2 ที่มุนซังแทไปงานเปิดตัวหนังสือของโกมุนยองและพบเด็กที่ใส่ชุดไดโนเสาร์สเตโกซอรัสมาร่วมงาน ซีรีส์แสดงให้เห็นภาพจากสายตามุนซังแทที่มองเห็นแตกต่างจากคนทั่วไป เขามองเห็นเด็กคนนั้นเป็นตัวการ์ตูนไดโนเสาร์ขึ้นมาจริงๆ

 

และในอีพี 3 ที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์ถามมุนซังแทถึงตุ๊กตาไดโนเสาร์ของเขา “สเตโกซอรัส ในบรรดาไดโนเสาร์เป็นพันธุ์ที่โง่ที่สุด แต่จริงๆ แล้วไร้เดียงสามาก เจ้าตัวนั้นชื่ออะไรน่ะ”


“โกกิลดงครับ เจ้าตัวนี้ชื่อโกกิลดง” 

 

ฉากที่ตุ๊กตาไดโนเสาร์สเตโกซอรัสปรากฏบนจอมีอยู่หลายครั้ง และการที่มุนซังแทชอบการ์ตูนไดโนเสาร์น้อยดูลี่มากๆ จนเอาชื่อตัวการ์ตูนโกกิลดงไปตั้งเป็นชื่อตุ๊กตา เป็นการเปรียบเทียบว่าตัวเขาเองมีหน้าที่เทียบเท่ากับโกกิลดงที่คอยดูแลสมาชิกในครอบครัว ไม่เว้นแม้แต่ดูลี่ โดเนอร์ โตชิ ที่นับเป็นสมาชิกครอบครัวเช่นกัน

 

ออทิสติกไม่ได้มีความหมายในด้านลบไปเสียทั้งหมด สองฉากในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay นี้ทำให้เห็นความหมายแฝงที่ซีรีส์ต้องการบอก จากตัวไดโนเสาร์พันธุ์สเตโกซอรัสที่มีกระดูกสันหลังยาวขึ้นมาเป็นเกราะป้องกันที่ทำให้ตัวมันมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากคนอื่น และแม้ว่าจะมีสมองเล็กมาก แต่ก็ไร้เดียงสามาก เช่นเดียวกับคนที่มีออทิสติกที่มีลักษณะพิเศษ แม้ว่าจะบกพร่องในบางเรื่อง แต่ก็มีสิ่งพิเศษทั้งเรื่องความจำดี มองเห็นสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนคนทั่วไป และความบริสุทธิ์ของจิตใจที่ไม่เสแสร้ง

 

 

“ดูลี่เป็นไดโนเสาร์พันธุ์เซอราโตซอรัส ไดโนเสาร์กินเนื้อ แล้วก็แม่ดูลี่ แม่ของดูลี่พันธุ์แบรคิโอซอรัส เป็นไดโนเสาร์กินพืช” 


“เป็นแม่ลูกกัน ทำไมคนละพันธุ์ล่ะ”


“ต้นกำเนิดของดูลี่มีความลับอยู่ครับ แม่ของดูลี่เป็นแม่เลี้ยง เป็นแม่ปลอมๆ ตอนที่ดูลี่อยู่ในไข่ แม่แท้ๆ ของดูลี่ทำไข่หาย แบรคิโอซอรัสตัวนี้เลยเก็บดูลี่มาฟัก แล้วเลี้ยงดูดูลี่ตัวเดียว แฟนๆ ดูลี่แบบผมคาดเดากันแบบนี้ครับ” 


“ถึงเป็นแม่ปลอมๆ แต่ก็เป็นแม่ที่ดีนะ”


“ครับ ของปลอมหลอกลวง เป็นสิ่งไม่ดี แต่แม่ดีหมดเลย”

 

ในอีพี 10 หัวหน้าพยาบาลเอาตุ๊กตาแม่ดูลี่ตัวใหญ่มาเป็นของขวัญให้มุนซังแทช่วงที่เขากำลังมีปัญหากับน้องชายเกี่ยวกับความลับในวัยเด็ก ซึ่งกลายเป็นแผลใจให้เขาทั้งคู่ ฉากนี้นับเป็นการคลี่คลายแรก หลังจากจุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้นเมื่อมุนซังแทระเบิดอารมณ์และเปิดเผยความลับนั้นออกมา

 

 

และในอีพี 11 มีฉากสำคัญซึ่งเป็น Turning Point ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และทำให้มุนซังแทเรียนรู้ว่า ‘มุนคังแทเป็นของตัวมุนคังแทเอง’ ความสัมพันธ์ในครอบครัวคือความรักในกันและกัน ไม่ใช่การเป็นเจ้าของหรือมองว่าชีวิตใครจะเป็นของใครได้

 

“พี่ ทำไมโกกิลดงด่าว่าพวกนั้นทุกวัน แต่ก็ให้อยู่ด้วยล่ะ”


“อ๋อ เพราะเป็นผู้ปกครอง เป็นผู้ใหญ่ไง”


“แต่เด็กพวกนั้นไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันจริงๆ นี่” 


“อืม นามสกุลก็ไม่เหมือน คนละสายเลือดด้วย ชื่อในสำเนาทะเบียนบ้านก็ไม่มี เป็นคนอื่นน่ะ คนอื่น”


“เป็นคนอื่นแล้วทำไมพามาอยู่บ้านเดียวกันล่ะ”


“เพราะเป็นผู้ปกครอง เป็นผู้ใหญ่ไง”


“พี่เองก็เป็นผู้ใหญ่ใช่ไหม”


“มุนซังแท อายุ 35 ปี เกิดปี 1984 ปีชวด ถึงจะดูเด็ก แต่ก็ไม่ใช่เด็กแล้ว” 


“ใช่ไหม เป็นผู้ใหญ่แล้วเนอะ เป็นผู้ใหญ่ที่รับคนอื่นมาเป็นครอบครัวได้แล้วเหมือนโกกิลดง”


“อือ”


“พี่ครับ รู้อะไรไหม ผมก็กำลังพยายามที่จะเป็นผู้ใหญ่อยู่”

 

การยอมรับคนอื่นเข้ามาในครอบครัวอาจเป็นเรื่องยากสำหรับมุนซังแท แต่การที่ได้เห็นใบหน้าน้องชายมีความสุขเป็นครั้งแรกในชีวิตก็เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น สำหรับมุนซังแท – พี่ชาย ผู้ใหญ่ ผู้ปกครองของน้องชาย ครอบครัวคนเดียวที่เขาเหลืออยู่ – มุนซังแทได้มองเห็นแล้วว่ามุนคังแทจริงๆ แล้วก็ยังเป็นเด็กผู้ชายที่ต้องการคนมาดูแลปกป้องเช่นกัน

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตัวมุนซังแทในซีรีส์จึงเกิดขึ้นหลังจากนั้น เขาเอาเงินเก็บที่ไม่เคยใช้ไปเลี้ยงอาหารกลางวันดีๆ น้องชาย และถ้ายังจำกันได้ ในฉากแรกของอีพี 1 ที่แนะนำตัวละคร มุนคังแทโทรไปหาพี่ชาย ถามคำแรกว่า ‘กินข้าวหรือยัง’ และหลายๆ ครั้งจากนั้นเราจะเห็นว่าเขาโทรไปหามุนซังแทด้วยคำถามนี้เป็นประจำ การที่วันหนึ่งมุนซังแทโทรหาเขาและถามว่า ‘กินข้าวหรือยัง’ จึงบอกได้ทันทีว่าพี่ชายของเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วจริงๆ

 

*ภาพซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay จาก Netflix

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

The post วิเคราะห์การ์ตูนไดโนเสาร์น้อยดูลี่ที่ทำให้ มุนซังแท ได้เรียนรู้ชีวิตใน It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไอเดียยืมลุคทรงผมสุดปังของตัวละคร ‘โกมุนยอง’ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน https://thestandard.co/go-moon-young-daily-hairstyle-adapt/ Tue, 21 Jul 2020 05:52:31 +0000 https://thestandard.co/?p=381871

นอกจากตัวละคร โกมุนยอง จากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Ok […]

The post ไอเดียยืมลุคทรงผมสุดปังของตัวละคร ‘โกมุนยอง’ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

นอกจากตัวละคร โกมุนยอง จากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ที่รับบทโดยนักแสดงสาว ซอเยจี จะถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในเรื่องของเมกอัพที่สวยปังทุกลุคแล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นของตัวละคร โกมุนยอง ที่จะไม่พูดถึงคงไม่ได้นั่นคือ ทรงผมหลากหลายลุคที่บอกเลยว่าสวยเนี้ยบและปังทุกทรง THE STANDARD POP จึงอยากชวนสาวๆ ยืมลุคทรงผมสวยๆ จากซีรีส์มาปรับใช้กับชีวิตประจำวันในสถานการณ์ต่างๆ 

 

 

ภาพประกอบ: เทียนจรัส วงศ์พิเศษกุล
ภาพ: itsokaytonotbeokay_tvn/ Instagram

The post ไอเดียยืมลุคทรงผมสุดปังของตัวละคร ‘โกมุนยอง’ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรื่องจิตใจ ไม่ไหวอย่าฝืน ดูซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay แล้วยังไม่โอเค ลองโหลดแอปฯ เหล่านี้มาช่วยเยียวยาจิตใจ https://thestandard.co/application-help-cure-feelings/ Tue, 21 Jul 2020 04:19:43 +0000 https://thestandard.co/?p=381829

ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ยิ่งเดินทางไปในแต่ละอีพ […]

The post เรื่องจิตใจ ไม่ไหวอย่าฝืน ดูซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay แล้วยังไม่โอเค ลองโหลดแอปฯ เหล่านี้มาช่วยเยียวยาจิตใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ยิ่งเดินทางไปในแต่ละอีพีก็ยิ่งเข้มข้นและสอดแทรกเนื้อหาการเยียวยาจิตใจได้อย่างงดงาม โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ตัวละครหลักกำลังเผชิญอาจมีบางแง่มุมที่คนดูอย่างเราๆ หยิบจับมาใช้กับชีวิตจริงได้ด้วย แต่ในเมื่อเราไม่มีมุนคังแทคอยเป็นสลักนิรภัย แนะนำให้โหลดแอปฯ เหล่านี้ไว้ อาจช่วยเยียวยาจิตใจเราได้บ้างไม่มากก็น้อย

 

 

หมวดจัดเก็บความรู้สึก

Worry Dolls 

โหลดฟรี iOS และ Android https://worrydolls.app/

เรื่องจิตใจ ไม่ไหวอย่าฝืน ลองโหลดแอปฯ Worry Dolls มาใช้ แล้วบอกความรู้สึกผ่านตุ๊กตาหน้าบู้บี้ที่เป็นคล้ายเพื่อนเก็บความลับให้เราในทุกวันที่มีความกังวลใจ หรือจะเรื่องดีใจก็ได้เช่นกัน การใช้งานง่ายมาก แค่พิมพ์ความรู้สึกลงไป แล้วความรู้สึกนั้นจะผูกติดกับตุ๊กตาตัวนั้นๆ สะสมไว้เป็นไทม์ไลน์ข้อมูลให้เราได้เห็นภาพรวมความรู้สึกที่หลากหลาย และอะไรคือปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เรามีอารมณ์ทางลบ 

 

หรือแอปฯ ในหมวดเดียวกันอย่าง Mooda (ราคา 29 บาท เฉพาะ iPhone, iPad) แอปฯ ของไทยที่เอาไว้จัดเก็บอารมณ์ผ่านวงกลมสีสันสดใสในรูปหน้ายิ้ม หน้าบึ้ง หน้าร้องไห้ ซึ่งใช้งานง่ายเช่นกัน 

 

 

หมวดเสียงและสมาธิบำบัด

Breethe

ใช้งานฟรีในบางเพลย์ลิสต์ https://breethe.com/

Breethe แอปฯ เสียงบำบัดและโปรแกรมสร้างสมาธิ นอกจากคลังเสียงมากมายมหาศาลที่มีเพิ่มเติมทุกสัปดาห์ แบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ทั้งเสียงดนตรีก่อนนอน เสียง Deep Focus ระหว่างทำงาน เรียนหนังสือ เสียงสำหรับตื่นตอนเช้า แต่สิ่งที่น่าสนใจคือคลังเสียงสำหรับทำสมาธิในระยะเวลาสั้นๆ ทั้งแบบ 3 นาทีไปจนถึง 10 นาที เหมาะสำหรับพักเบรกช่วงทำงานเครียดๆ หรือต้องการเคลียร์จิตใจให้โล่งๆ ก่อนประชุมงานสำคัญ

แอปฯ Breethe มีโหมดลองใช้ 14 วัน ลองทำตามคำแนะนำเสียงเย็นๆ หายใจเข้า หายใจออก ปลดปล่อยความเครียดบนบ่า ไหล่ ท้อง กล้ามเนื้อที่เคร่งเครียดบริเวณต่างๆ ดูก่อนก็ได้ แล้วค่อยตกลงใจเสียเงินสมัครสมาชิก

 

 

หรือแอปฯ ในหมวดเดียวกันอย่าง Cove ที่สามารถสร้างเพลงหรือเสียงที่เราอยากฟังขึ้นเองได้ด้วย ตัวแอปฯ ได้รับการรับรองจาก UK Health Service แล้วว่าช่วยเยียวยาจิตใจได้, Nature แอปฯ เสียงธรรมชาติที่บันทึกมาจากทั่วโลก เลือกเปิดฟังเสียงทะเลบอลติก เสียงลูกแมวน้ำร้อง หรือเสียงนกในป่าบราซิลก็ยังได้ สิ่งที่ดีคือตั้งเวลาปิดเสียงได้ด้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องเผลอฟังจนหลับไป

 

 

หมวดรับฟังและเยียวยา
Sanvello โหลดฟรี iOS, Android หรือเว็บไซต์ https://www.sanvello.com/
Sanvello
เป็นเหมือนคู่หูคอยดูแลจิตใจเราตลอดเวลา ตัวแอปฯ ค่อนข้างครบครันในทุกหมวดหมู่ มีทั้งการจัดเก็บความรู้สึกในแต่ละวัน ซึ่งทางแอปฯ จะเตือนให้เราใส่สภาพจิตใจในทุกวันพร้อมกราฟให้เห็นภาพรวม, หมวดโค้ชชิ่งที่มีคำแนะนำในหัวข้อต่างๆ เช่น ทำอย่างไรให้รู้สึกดีขึ้น, การสร้างความมั่นใจ, หมวดการบำบัด ที่มีทั้งแบบคลิปเสียงหรือบทความในการทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา และกลุ่มซัพพอร์ต ซึ่งก็คือสมาชิกที่ใช้แอปฯ นับล้านคนทั่วโลก มีกระดานสนทนาหลากหลายหมวดที่เปิดให้ผู้ใช้งานตั้งคำถามและเข้าไปร่วมตอบหรือให้กำลังใจ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นพื้นที่ที่เข้าใจกันและกันจริงๆ เพราะเหล่าสมาชิกก็ต่างมีปัญหาหรือเคยข้ามผ่านปัญหาจิตใจมาก่อนเช่นกัน

ถ้าใครไม่อยากโหลดหลายแอปฯ Sanvello น่าจะครบในจุดเดียว และฟีเจอร์ใหม่ของแอปฯ ที่ดีมากคือการมีนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์ตัวจริงมาให้คำปรึกษาออนไลน์ด้วย ซึ่งเริ่มต้นใช้งานจริงในบางพื้นที่ของอเมริกาแล้ว

 

 

สำหรับประเทศไทยยังมีแอปฯ ในหมวดเดียวกันอย่าง Occo แพลตฟอร์มจิตแพทย์ออนไลน์ที่ทำให้เราได้ปรึกษาปัญหาใจกับจิตแพทย์ทางวิดีโอคอลแบบตัวต่อตัว (เสียค่าบริการ) รวมทั้งมีแบบประเมินความเครียดให้ลองทำก่อนด้วย, Woebot เพื่อนหุ่นยนต์แชตบอตช่างพูด แอปฯ ที่จะคอยเป็นเพื่อนไม่ให้เราเหงา คอยถามว่าวันนี้เรารู้สึกอย่างไรบ้าง เราโอเคไหม อยากจะคุยกับเขาหรือเปล่า รวมถึงให้คำปรึกษาเบื้องต้น ปล่อยให้เราได้ระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหลายปวงในรูปแบบแชต

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post เรื่องจิตใจ ไม่ไหวอย่าฝืน ดูซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay แล้วยังไม่โอเค ลองโหลดแอปฯ เหล่านี้มาช่วยเยียวยาจิตใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จัก จัมปง (Jjampong) เมนูสุดโปรดของมุนคังแท ใน It’s Okay to Not Be Okay https://thestandard.co/its-okay-to-not-be-okay-jjampong/ Sat, 18 Jul 2020 13:21:42 +0000 https://thestandard.co/?p=381236

  เอพิโสดที่ 7 และ 8 ของซีรีส์เรื่องดัง It’s […]

The post ทำความรู้จัก จัมปง (Jjampong) เมนูสุดโปรดของมุนคังแท ใน It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

เอพิโสดที่ 7 และ 8 ของซีรีส์เรื่องดัง It’s Okay to Not Be Okay มีการพูดถึงเมนูลูกผสมเกาหลี-จีนจานหนึ่งที่ชื่อว่า ‘จัมปง’ (Jjampong) ในเรื่องตัวละครเอก มุนคังแท ชวนพี่ชายไปกินที่ร้านอาหารจีนเก่าแก่ ร้านเดียวกับที่แม่ของทั้งสองชอบพาไปกินตอนเด็กๆ ก่อนจะพบว่าที่จริงแล้วที่แม่พาไปกินและซื้อกลับมาให้แทบจะทุกครั้งที่ไปตลาด ก็เพราะว่า มุนคังแท ชอบกินจานนี้มากๆ นั่นเอง และถ้ามุนคังแทจะชอบจัมปงขนาดนี้ เราขอชวนคุณไปทำความรู้จักอาหารชามนี้ไปพร้อมๆ กัน 

 

 

จัมปงเผ็ดแต่อร่อย

ถ้าคุณติดตามดูซีรีส์เกาหลีอยู่เรื่อยๆ คุณอาจจะคุ้นชื่อของ ‘จาจังมยอน’ (Jajangmyeon) หรือบะหมี่ซอสดำเกาหลีรสหวานกันดีอยู่แล้ว แต่ที่จริงในบรรดาเมนูอาหารคอมฟอร์ตลูกผสมระหว่างเกาหลี-จีนนั้นยังมี ‘จัมปง’ หรือบะหมี่ซุปทะเลรสเผ็ด เป็นอีกหนึ่งจานเด็ดที่อร่อยไม่แพ้กัน จนถึงขนาดที่ว่าคุณมีสิทธิ์จะได้ยินคำถาม ‘จัมปงหรือจาจังมยอน’ อยู่บ่อยๆ ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะสำหรับคนเกาหลี ทั้งสองจานอร่อยมากทั้งคู่ และเหมือนเป็นขั้วตรงข้าม จานหนึ่งเผ็ด จานหนึ่งหวาน จนยากถ้าจะต้องเลือกเพียงหนึ่งนั่นเอง

 

แทยัง ‘เท็ด’ อาห์น (Taeyong ‘Ted’ Ahn) เชฟและเจ้าของร้าน Changwon Express ชาวเกาหลี เล่าให้เราฟังว่า อาหารเกาหลี-จีนนั้นเป็นตำรับอาหารที่ได้รับความนิยมมากสำหรับชาวเกาหลี เป็นหนึ่งจานคอมฟอร์ตฟู้ดที่กินได้ทุกวัน ทุกมื้อ ซึ่งเมนูซิกเนเจอร์ของการไปกินร้านอาหารจีนในเกาหลีก็คือ จาจังมยอนและจัมปง เขาเพิ่มเติมว่า ‘ความใกล้ชิดของอาหารสองจานนี้กับชาวเกาหลี มันคล้ายกับที่คนไทยรู้สึกว่า ข้าวมันไก่ เป็นหนึ่งในคอมฟอร์ตฟู้ดของไทย’ นั่นเอง 

 

 

จัมปง = การผสมผสาน 

เช่นเดียวกับการกำเนิดขึ้นของอาหารหลายๆ จานในโลก จัมปงของเกาหลีคือส่วนผสมของจีน เกาหลี และญี่ปุ่น ที่เกิดจากการย้ายถิ่นฐานในยุคสงคราม ซึ่งชื่อของจัมปงมีที่มาจากภาษาญี่ปุ่น หมายความว่าการผสมผสาน ก็ถือว่าเหมาะทีเดียวในกรณีนี้ เรื่องราวการเกิดขึ้นของจัมปงถูกอธิบายด้วยหลายทฤษฎี แต่ทฤษฎีที่ค่อนข้างได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางที่ยกมาเล่าให้ฟังวันนี้ เราต้องไปเริ่มกันก่อนที่ประเทศญี่ปุ่น  

 

จังหวัดนางาซากิในญี่ปุ่น เป็นต้นกำเนิดอาหารจานใกล้เคียงที่มีชื่อว่า ชัมปง (Champon) บะหมี่ในน้ำซุปใสที่ใส่ซีฟู้ดจำนวนมาก ทั้งกุ้ง หอยแมลงภู่ และปลาหมึก จานนี้ถูกคิดค้นโดยพ่อครัวชาวจีนที่ตั้งรกรากในจังหวัดนางาซากิ กระทั่งมีจานซิกเนเจอร์ที่ชื่อว่า นางาซากิ ชัมปง กันเลยทีเดียว 

 

ตัดภาพมาฝั่งเกาหลี จัมปงถูกคิดค้นโดยพ่อครัวชาวจีนที่อพยพมาอยู่ในเกาหลีเช่นเดียวกัน แต่เดิมชื่อว่า ฉาวหม่าเมี่ยน (chǎomǎmiàn) เป็นบะหมี่จีนสไตล์มณฑลซานตง หน้าตาเป็นบะหมี่ซีฟู้ดแน่นๆ แต่แทนที่จะเป็นซุปใส กลับเป็นซุปรสเผ็ดจัดจ้านที่ได้จากการใส่พริก โคชูการู (Gochugaru) หรือพริกป่นเกาหลีลงไป ต่อมาในยุคที่เกาหลีอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น (Japanese Occupation, 1910-1945) ว่ากันว่าทหารญี่ปุ่นได้เจอกับฉาวหม่าเมี่ยนจานนี้ และเข้าใจว่ามันคือชัมปงของบ้านตัวเอง ฉาวหม่าเมี่ยนเลยกลายเป็นได้รับชื่อใหม่เวอร์ชันเพี้ยนเล็กน้อยให้เข้ากับสำเนียงคนเกาหลีจนกลายเป็นจัมปงนั่นเอง 

 

ทุกวันนี้แม้แต่ในกรุงเทพฯ คุณก็สามารถหาชัมปง หรือนางาซากิ ชัมปง ทานได้ เพราะฉะนั้นเลือกให้ถูกก่อนว่าจะกินเวอร์ชันของชาติใด เพราะถึงหน้าตาจะคล้ายกัน แต่รสชาติต่างกันค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว  

 

 

จัมปงใส่พริกกับหอยแมลงภู่

เท็ดเสริมว่า จัมปงที่ดีอยู่ที่น้ำซุปที่เผ็ดแต่กลมกล่อม และส่วนผสมเครื่องซีฟู้ดที่ร้านไหนใส่หอยแมลงภู่ตัวโตๆ ก็จะได้คะแนนมากเป็นพิเศษ จัมปงสามารถทำเองได้ที่บ้าน เพราะมีส่วนผสมที่ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน แถมยังเป็นโอกาสให้คุณใส่ซีฟู้ดเท่าไรก็ได้ตามใจอีกด้วย ส่วนผสมเริ่มที่น้ำสต๊อกที่มีทั้งเวอร์ชันซีฟู้ดหรือหมู เบสของเครื่องเทศที่ใช้มีกระเทียม ขิง ต้นหอมส่วนสีขาว และพริกป่นเกาหลี ส่วนไฮไลต์คือเหล่าบรรดาซีฟู้ดที่เลือกใส่ โดยปกตินิยมผสมทั้งสามชนิดคือ หอย (หอยตลับหรือหอยแมลงภู่ได้ตามความชอบ) กุ้ง และปลาหมึก 

 

จัมปงเสิร์ฟกับเส้นเฉพาะที่ใช้ในอาหารเกาหลี-จีน ซึ่งถ้าคุณไปกินที่ร้านอาหารบางร้าน อาจมีเวอร์ชันเสิร์ฟเป็นซุปพร้อมข้าวเรียกว่า จัมปงบับ (Jjamppong Bap) แต่ถ้าคุณเห็นคำว่า ซัมซอนจัมปง (Samsun Jjampong) นั่นหมายถึง Extra Seafood หรือจัมปงแบบหนักเครื่อง ที่อาจจะเป็นได้ทั้งพิเศษเครื่อง หรือเวอร์ชันวัตถุดิบพรีเมียมเลยก็เป็นได้ ถ้าชอบซีฟู้ดหนักๆ ต้องสั่งด้วยคำนี้เลย  

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post ทำความรู้จัก จัมปง (Jjampong) เมนูสุดโปรดของมุนคังแท ใน It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>
It’s Okay to Not Be Okay พิมพ์หนังสือนิทานขายจริง เด็กน้อยซอมบี้, เด็กชายผู้โตมากับฝันร้าย และเจ้าหมาในวันใบไม้ผลิ https://thestandard.co/its-okay-to-not-be-okay-book-printing/ Fri, 17 Jul 2020 11:13:11 +0000 https://thestandard.co/?p=380941

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์   เด็กน้อ […]

The post It’s Okay to Not Be Okay พิมพ์หนังสือนิทานขายจริง เด็กน้อยซอมบี้, เด็กชายผู้โตมากับฝันร้าย และเจ้าหมาในวันใบไม้ผลิ appeared first on THE STANDARD.

]]>

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซีรีส์

 

เด็กน้อยซอมบี้, เด็กชายผู้โตมากับฝันร้าย และเจ้าหมาในวันใบไม้ผลิ คือหนังสือนิทานของ โกมุนยอง ตัวละครในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ที่ตีพิมพ์ขายจริงแล้วในเกาหลี สะท้อนความตั้งใจของผู้สร้าง ที่จะทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ช่วยเยียวยาจิตใจผู้คน

 

หลังออกอากาศไปแล้วครึ่งทาง 8 อีพี จากทั้งหมด 16 อีพี ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ที่นำแสดงโดย คิมซูฮยอน ซอเยจี และ โอจองเซ ก็กลายเป็นที่สนใจของแฟนๆ ซีรีส์ทั่วเอเชีย ซึ่งทาง tvN ได้นำนิทานที่ปรากฏอยู่ในซีรีส์มาตีพิมพ์จำหน่ายจริง โดยถึงตอนนี้มีวางจำหน่ายแล้ว 3 เล่ม ซึ่งงานเขียนของ โกมุนยอง ทั้งหมดนี้ ผู้อยู่เบื้องหลังงานวาดภาพประกอบคือ Jamsan ศิลปินชาวเกาหลีที่เคยร่วมงานกับผู้กำกับ พัคชินอู ในซีรีส์ Encounter มาแล้ว

 

เบื้องหลังของนิทานแต่ละเรื่องใน It’s Okay to Not Be Okay ก็ล้วนแทรกความคิดลึกซึ้ง อย่างเช่น เด็กน้อยซอมบี้ (The Zombie Kid) เล่าถึงเด็กชายที่เกิดมาแตกต่างจากคนอื่น ความหิวโหยที่มีตลอดเวลา ทำให้แม่ของเขาต้องคอยหาอาหารมาให้ จนเมื่อไม่มีอะไรจะให้ลูกชายกินแล้ว แม่ก็ยอมยกแขนขาให้เขากินเป็นอาหารจนหมดตัว เด็กน้อยพูดขึ้นเป็นครั้งแรกว่า “มันช่างอบอุ่น” ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งที่เด็กน้อยต้องการคืออาหารหรือความรักความอบอุ่นจากแม่กันแน่

 

http://www.yes24.com/Product/Goods/90964097?scode=029


เด็กชายผู้โตมากับฝันร้าย (Boys who grew up with nightmare) หนังสือนิทานเล่มแรกที่ปรากฏในซีรีส์ เล่าถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่กับฝันร้ายทุกคืน เขากลัวการนอนหลับจนต้องไปร้องขอให้แม่มดช่วยลบความทรงจำเลวร้ายแลกกับอะไรก็ได้ที่แม่มดต้องการ และเด็กชายก็เติบโตขึ้นโดยไม่เคยฝันร้ายอีกเลย แต่กระนั้นเขายังไม่พบความสุขในชีวิต จนวันที่แม่มดปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เพื่อเอาวิญญาณเขาไปตามสัญญา พร้อมบอกกับเขาว่า คนที่เก็บความทรงจำอันเลวร้าย เจ็บปวด ทุกข์ทรมานเหล่านี้ไว้ในใจ และยังมีชีวิตต่อไปต่างหากที่จะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ทั้งยังมีความสุขได้จากการยอมรับเรื่องน่าเศร้าเสียใจเหล่านั้น “แต่ถ้าเธอผ่านมันไปไม่ได้ ก็ยังคงเป็นแค่เด็กน้อยที่ไม่รู้จักเติบโต

 

http://www.yes24.com/Product/Goods/90964086

 

เจ้าหมาในวันใบไม้ผลิ (Spring Dogs) นิทานที่มู้ดแอนด์โทนดูสดใสที่สุดของ โกมุนยอง ในขณะนี้ เรื่องเล่าของเจ้าหมาตัวหนึ่งที่ถูกผูกไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ของหมู่บ้าน มันน่ารัก กระดิกหางร่าเริง เป็นมิตรกับผู้คน ตอนกลางวันมันจะกระโดดโลดเต้นอย่างมีความสุข แต่ตอนกลางคืนจะนอนร้องครางหงิงๆ ด้วยความเศร้า ที่จริงมันควรจะปลดเชือกที่ผูกเอาไว้ แล้วออกไปวิ่งเล่นในทุ่งกว้างๆ แต่มันก็ได้แต่อยู่ใต้ต้นไม้อย่างนั้น บางทีก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา เราติดกับดักที่ผูกมัดเราไว้จนลืมวิธีแก้ “ฉันโดนผูกมานานมากแล้ว นานจนลืมไปแล้วว่าจะปลดเชือกออกได้อย่างไร”

 

http://www.yes24.com/Product/Goods/91204961

 

นิทานทั้งสามเรื่องนี้กลมกลืนไปกับเรื่องราวของซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ทั้งยังสะท้อนให้เห็นบาดแผลและความเจ็บปวดของเด็กที่เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ ขณะเดียวกันนิยายภาพเหล่านี้ก็เป็นเหมือนคำถามและบอกใบ้ทางออกอยู่ในที ให้ผู้คนได้คิดขึ้นมาว่า แม้กระทั่งคนที่เพียบพร้อมไปหมดทุกอย่าง ก็ต่างมีปัญหาที่ต้องเผชิญไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่าเราจะเลือกเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านั้นอย่างไร

 

อ่านต่อ

ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ที่จะมาเยียวยาทุกความเจ็บปวดในหัวใจ https://thestandard.co/its-okay-to-not-be-okay-2/

 

สัมภาษณ์ คิมซูฮยอน ซอเยจี และ โอจองเซ กับสามตัวละครแหว่งเว้าจากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay

 https://thestandard.co/its-okay-to-not-be-okay-characters/

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

The post It’s Okay to Not Be Okay พิมพ์หนังสือนิทานขายจริง เด็กน้อยซอมบี้, เด็กชายผู้โตมากับฝันร้าย และเจ้าหมาในวันใบไม้ผลิ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บทสรุปครึ่งทาง กับโมเมนต์ละลายหัวใจในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay https://thestandard.co/its-okay-to-not-be-okay-5/ Thu, 16 Jul 2020 03:38:22 +0000 https://thestandard.co/?p=380421

It’s Okay to Not Be Okay เดินทางมาถึงอีพี 8 นับเป็นครึ่ […]

The post บทสรุปครึ่งทาง กับโมเมนต์ละลายหัวใจในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>

It’s Okay to Not Be Okay เดินทางมาถึงอีพี 8 นับเป็นครึ่งทางของซีรีส์เรื่องนี้จากทั้งหมด 16 อีพี ใครที่หลงรักมุนคังแท โกมุนยอง นัมจูรี พี่ซังแท คงลุ้นรอครึ่งท้ายกันสุดๆ ส่วนใครที่ยังไม่ได้เริ่มดู ขอบอกว่า It’s Okay to Not Be Okay คือซีรีส์ที่คู่ควร! 

 

และนี่คือ 8 โมเมนต์ละลายหัวใจจาก 8 อีพีแรกในซีรีส์เรื่องนี้

 

โกมุนยองสไตล์

“แฟชั่นคือความลำบากและความดื้อด้าน” ความประทับใจอย่างแรกเกี่ยวกับโกมุนยองคือการแต่งตัวของเธอ ทุกการปรากฏตัว เธอเป็นจุดสนใจด้วยความสูง ความสวย เสื้อผ้าแบรนด์เนมซีซันใหม่ล่าสุด กระเป๋า รองเท้า การแต่งหน้า และทรงผมที่ประณีต มันไม่ได้เยอะเกินไปจนดูล้น แต่สะท้อนการสร้างเกราะป้องกันความบอบบางข้างในด้วยลุคที่ดูแปลก แตกต่าง และแรงเกินกว่าคนปกติ

 

ในอีพี 1 เราได้ทำความรู้จักเธอในฉากร้านอาหาร นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้วยังทำให้เราได้เห็นรายละเอียดของโกมุนยอง ทั้งการใช้ชีวิตหรูหราสวยงาม ถ้วยชามคล้ายหลุดมาจากเทพนิยาย

 

 

สายใยของพี่น้อง

ถึงแม้ว่ามุนซังแทจะเป็นพี่ชายออทิสติกที่มุนคังแทต้องคอยดูแลมาตลอด แต่อาการออทิสติกกลับทำให้เขาแสดงความรู้สึกข้างในออกมาอย่างซื่อตรง รัก โกรธ ไม่ชอบใจ ไม่ถูกต้อง แตกต่างจากน้องชายที่เก็บความรู้สึกทุกอย่างเอาไว้ภายในจนแทบไม่เคยเปิดเผยความเป็นเด็ก ความอยากได้ อยากทำตามใจอะไรออกมาเลย นั่นทำให้หลายๆ ครั้งเป็นมุนซังแทเองที่ทำให้น้องชายตาสว่างและมองเห็นทางออกของปัญหาได้

 

“ถ้าเวลาเจ็บปวดจะนอนครางเป็นหมา ฉันไม่เป็นนะ แต่ตอนกลางคืนนายนอนครางเป็นหมาเลย… เพราะป่วยใจไง เพราะร่างกายซื่อตรง เวลาเจ็บน้ำตาก็ไหล แต่หัวใจขี้โกหก ถึงจะเจ็บปวดแต่ก็ทำเป็นเงียบ” มุนซังแทบอกกับน้องชายเขาอย่างนั้น

 

 

ตัดผม ตัดเชือก

“ตอนนี้ฉันเป็นอิสระแล้ว” โกมุนยองที่มองเห็นคังอึนจาดีขึ้นจากอาการป่วยทางจิตจากการยอมรับความจริง ผู้หญิงที่หลุดพ้นจากความรู้สึกผิดที่แบกรับไว้มานาน สิ่งนี้ทำให้โกมุนยองรู้แล้วว่าวิธีที่จะหลุดพ้นจากความกลัวที่หลอกหลอนชีวิตมานานคือการตัดผม ซึ่งเป็นสิ่งผูกติดเธอไว้กับแม่ ฉากที่เธอตัดผมสั้นแล้วนั่งรอมุนคังแทที่บันได ทำให้โกมุนยองกลายเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เฝ้ารอการกลับมาของคนที่รัก และรอยยิ้มที่ยิ้มทั้งหน้าตาเป็นรอยยิ้มแรกของโกมุนยองที่ทำให้เราได้เห็นตัวตนที่แท้จริงของเธอ

 

 

ความรักของแม่ผ่านอาหาร

คังซุนดุก แม่ของนัมจูรี เป็นตัวละครที่สะท้อนความเป็นแม่ได้อย่างอบอุ่น เธอมีฝีมือด้านการทำอาหาร เคยเปิดร้าน เคยทำงานหลายอย่างเพื่อเลี้ยงดูลูกสาวคนเดียวหลังจากสามีป่วยจนเสียชีวิตไป ปัจจุบันคังซุนดุกเป็นแม่ครัวประจำโรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์ และเปิดบ้านให้คนที่เดือดร้อนมาเช่าอาศัย พร้อมทำอาหารเลี้ยงให้ด้วย 

 

แม่ของนัมจูรีมักจะมาพร้อมความอบอุ่นและใส่ใจเรื่องการกินอิ่มนอนหลับของคนอื่นเสมอ ทั้งในฉากที่เธอทำอาหารต้อนรับมุนคังแท พี่ชาย และเพื่อน, อาหารกล่องที่ทำไปฝากมุนคังแทและมุนซังแท, ฉากป้อนข้าวลูกสาวที่กำลังเสียใจ หรือฉากทำอาหารเช้ากับประธานสำนักพิมพ์ที่ทำให้บรรยากาศของบ้านดูอบอุ่น  

 

 

อ้อมกอดผีเสื้อ

ฉากสุดประทับใจนี้เป็นฉากประทับใจของนักแสดงอย่างคิมซูฮยอนด้วยเช่นกัน เพราะเป็นฉากแรกที่เขาได้ใกล้ชิดกับนางเอกของเรื่อง และยังเป็นฉากที่คนทั่วไปสามารถนำไปใช้ได้จริง เพราะเป็นเทคนิคการปลอบประโลมตัวเองให้จิตใจสงบลง 

 

“หลับตา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไขว้แขนเป็นรูปตัวเอ็กซ์ แล้วตบบ่าตัวเองสลับไปมาเบาๆ ทำแบบนี้จะสงบสติอารมณ์ที่พลุ่งพล่านได้” มุนคังแทสอนให้โกมุนยองทำท่าอ้อมกอดผีเสื้อ และเธอเองได้นำไปใช้ในช่วงที่ฝันร้าย 

 

‘อ้อมกอดผีเสื้อ’ หรือ The Butterfly Hug เป็นเทคนิคการบำบัดจิตใจแบบ EMDR (Eye Movement Desensitization and Reprocessing Therapy – จิตบำบัดเกี่ยวกับบาดแผลทางใจ เหตุการณ์สะเทือนใจรุนแรง หรือความทรงจำที่เจ็บปวด) เป็นเทคนิคลดความเครียดและวิตกกังวลเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวเอง 

 

 

ตุ๊กตาดักฝันร้าย

“พี่ฉันฝันร้ายเหมือนเธอ ตั้งแต่วันที่แม่เสียไปก็ฝันร้ายมาตลอด ถึงแม้ว่าพี่จะทุกข์ทรมาน แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ทำได้แค่เย็บตุ๊กตาโง่ๆ ให้เท่านั้น” มุนคังแทบอกกับโกมุนยองหลังจากให้ตุ๊กตาดักฝันร้ายกับเธอ

 

มังแท คือตุ๊กตาที่สะพายเป้ไว้คอยเก็บฝันร้าย เป็นตุ๊กตาที่มุนคังแทเย็บให้พี่ชายเพื่อให้หายจากฝันร้าย เขาค้นเจอที่บ้านเช่าและนำมาให้โกมุนยองที่มีอาการฝันร้ายเหมือนกัน ฉากนี้แสดงความใส่ใจของมุนคังแทที่มีต่อคนอื่นๆ โดยเฉพาะกับโกมุนยอง ผู้หญิงที่รู้จักตัวตนข้างในของเขา

 

 

บทเพลงคลีเมนไทน์

“ทุกคืนเธอจะร้องเพลงคลีเมนไทน์กล่อมลูกนอน ผู้หญิงคนนั้นร้องโดยรู้ความหมายที่แท้จริงของเพลงนี้ไหมนะ” โกแดฮวาน พ่อของโกมุนยอง พูดถึงภรรยาของเขาที่หายตัวไป 

 

Oh my darling, Clementine เพลงนี้จริงๆ แล้วเป็นเพลงโฟล์กซองคลาสสิกของอเมริกา เคยเป็นเพลงกล่อมเด็กนอนยุคก่อนๆ ด้วยเมโลดี้ที่ฟังสบายๆ แต่ตัวเนื้อเพลงออกจะหดหู่หม่นเศร้าจนไม่น่าเชื่อว่าจะใช้กล่อมเด็กนอนได้ เนื้อเพลงพูดถึงคนงานเหมืองคนหนึ่งที่มีลูกสาวชื่อคลีเมนไทน์ เธอใส่รองเท้าเบอร์ 9 ทุกเช้าตอน 9 โมงจะพาฝูงเป็ดไปลงน้ำ และวันหนึ่งก็เกิดอุบัติเหตุจนทำให้จมน้ำตาย 

 

ทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้ ถ้าไม่ฟังเนื้อความก็ไม่มีใครคิดว่ามันคือความเศร้าและน่าหดหู่ เช่นเดียวกับภรรยาของโกแดฮวาน หรือกระทั่งตัวโกมุนยองเองที่ไม่มีใครรู้ความรู้สึกที่แท้จริงภายในใจของเธอ ดังนั้นในฉากที่เพลงคลีเมนไทน์ดังขึ้นมาจึงเป็นโมเมนต์ที่ตีความได้ทั้งความรักจากแม่และความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

 

 

การปรากฏตัวของชเวแดเนียล

ชเวแดเนียล เคยทำงานกับ โจยง ผู้เขียนบทของซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay มาแล้วจากซีรีส์ Jugglers โดยในครั้งนี้เขามารับเชิญในบท ชเวแดเนียล ซีอีโอบริษัทซึ่งเป็นแฟนคลับของนักเขียนโกมุนยอง และในฉากที่เขาปรากฏตัวในร้านกาแฟก็ได้ทำให้มุนคังแทเกิดอาการหึงหวงโกมุนยองอย่างที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว 

 

 

ภาพ: Netflix 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post บทสรุปครึ่งทาง กับโมเมนต์ละลายหัวใจในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>
นิยามความเป็นแม่ จากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay https://thestandard.co/its-okay-to-not-be-okay-4/ Mon, 13 Jul 2020 03:19:51 +0000 https://thestandard.co/?p=379321

**บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของซีรีส์**     ‘ควา […]

The post นิยามความเป็นแม่ จากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>

**บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของซีรีส์**

 

 

‘ความเป็นแม่’ คือประเด็นที่ค่อนข้างโดดเด่นในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay และเป็นปมที่สร้างบาดแผล ประสบการณ์ ความรัก การเลี้ยงดูให้กับตัวละครหลักๆ อย่างโกมุนยอง มุนคังแท มุนซังแท และการที่มนุษย์คนหนึ่งจะเติบโตมาเป็นเช่นทุกวันนี้ ก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากเบ้าหลอมพ่อ-แม่ที่ส่งอิทธิพลให้รูปร่างทางความคิดจิตใจเราเป็นเช่นนั้น 

 

โดยเฉพาะในกรอบสังคมเกาหลีที่คำว่า ‘ชายเป็นใหญ่’ ยังคงเข้มข้น การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวหรือหย่าร้างจากสามี จึงนับว่าเป็นกรณีที่ชีวิตลำบาก ไม่ใช่แค่ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay เรายังได้เห็นประเด็นสำคัญนี้ในซีรีส์หลายต่อหลายเรื่องช่วงปีหลัง อย่างเช่น When the Camellia Blooms, A World of Married Couple หรือภาพยนตร์ Kim Ji-Young, born 1982 ที่สะท้อนภาพวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ในเกาหลีใต้ได้อย่างตรงไปตรงมา

 

ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay บอกเล่าประเด็นสำคัญของความเป็นแม่ ผ่านพื้นฐานตัวละคร สะท้อนให้เห็นว่า ‘แม่’ ก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่อาจทำผิดทำพลาดได้ ในขณะเดียวกันเรื่องราวก็ปลอบประโลมคนดูไปด้วย เพราะไม่ว่าจะเป็นแม่แบบไหน สุดท้ายแล้วแม่ก็คือแม่ ที่ถึงผิดพลาด เสียศูนย์ มีชีวิตบิดเบี้ยวอย่างไร ในทั้งหมดนั้น มันมี ‘ความรักบริสุทธิ์’ ประกอบอยู่

 

ไม่ว่าจะเป็น โดฮีแจ แม่ของโกมุนยอง นักเขียนนวนิยายชื่อดังที่เลี้ยงลูกสาวในบ้านหลังใหญ่กลางป่า, แม่ของมุนคังแท เลี้ยงลูกชายสองคนหลังจากสามีเสียชีวิต ลูกชายคนหนึ่งมีอาการออทิสติก, คังซุนดุก แม่ของนัมจูรี ที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวและต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีวิตอย่างยากลำบาก, หรือกระทั่ง คังอึนจา แม่ที่ทำผิดพลาดจนสูญเสียลูก และเข้ารักษาอาการทางจิตใจในโรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์

 

**บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของซีรีส์**

 

 

“เธอรักลูกสาวมาก รักจนน่าขนลุก 

ทุกคืนเธอจะร้องเพลงคลีเมนไทม์กล่อมลูกนอน 

ผู้หญิงคนนั้นร้องโดยรู้ความหมายที่แท้จริงของเพลงนี้ไหมนะ” – โกแดฮวาน พ่อของโกมุนยอง

 

ความรักที่เกินพอดีของโดฮีแจ แม่โกมุนยอง

โปรดักชันโน้ตของซีรีส์อธิบายตัวละครโดฮีแจ แม่ของโกมุนยองว่า เป็นนักเขียนนวนิยายขายดีที่หลีกหนีจากโลกไปอยู่ในบ้านกลางป่าที่สามีสร้างให้ แม้ว่าจะละเลยสามี แต่กับลูกสาวเธออุทิศทั้งชีวิตในการเลี้ยงดู โกมุนยองคือชีวิตของเธอ แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อส่งต้นฉบับสุดท้ายของซีรีส์นวนิยาย ‘การสังหารของแม่มดตะวันตก’ โดฮีแจได้หายตัวไปอย่างลึกลับ การสาบสูญของเธอกลายเป็นข่าวครึกโครม และยังคงเป็นปริศนาจนปัจจุบัน

 

โกมุนยองที่ภายนอกดูก้าวร้าว รุนแรง ไม่แคร์สังคม แต่งตัวเต็ม ทั้งหมดนั้นก็เป็นกำแพงที่สร้างไว้ป้องกันความบอบบางและแตกร้าวภายใน เธอถูกแม่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก กับความโดดเดี่ยว ว่างเปล่า ในบ้านหลังใหญ่กลางป่าที่ถูกเรียกกันว่าปราสาทต้องคำสาป ร่างของแม่ในห้องใต้ดินของบ้าน เลือดที่เปื้อนเท้าโกมุนยอง เสียงเพลงกล่อม หลายเหตุการณ์รุนแรงที่เธอได้รับกลายเป็นบาดแผลในใจของเธอตลอดมา

 

ถึงตอนนี้ซีรีส์ยังไม่เปิดเผยเกี่ยวกับแม่ของโกมุนยองมากนัก แต่เท่าที่มีข้อมูลตัวละคร โดฮีแจน่าจะมีอาการทางจิตบางอย่างที่ทำให้อารมณ์แปรปรวนและมีอาการหลงผิด เช่นการที่รักลูกสาวมากจนเกินไป จนไม่อยากให้ลูกสาวไปพบเจอใคร แม้ว่าสิ่งที่แม่ทำจะเป็นสิ่งที่ผิด รุนแรง หรือทำร้าย แต่เด็กก็ยังคงมีศูนย์กลางจักรวาลคือพ่อแม่ นั่นทำให้โกมุนยองทั้งรักทั้งกลัวแม่ของเธอ จนกลายเป็นปมในจิตใจ

 

 

“คังแทลูกต้องอยู่ข้างๆ พี่ไปจนวันตายเลยนะ

แม่คลอดลูกมาเพราะแบบนั้นแหละ” – แม่มุนคังแท มุนซังแท

 

ความรักที่ไม่ได้แสดงออกของแม่มุนคังแท

แม่มีลูกชายสองคน คนโต มุนซังแท มีอาการออทิสติก ส่วนคนเล็ก มุนคังแท เธอให้กำเนิดเขาเพื่อมาช่วยดูแลพี่ชาย ความยากจนของครอบครัวนี้ยิ่งเลวร้าย เมื่อพ่อ – หัวหน้าครอบครัวป่วยเรื้อรังอยู่หลายปีก่อนจะเสียชีวิต และแม่ที่อดทนอย่างยากลำบากเลี้ยงดูลูกชายสองคนก็ถูกฆาตกรรม ตำรวจไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ มุนคังแทหนีออกจากเมืองเล็กๆ นั้นพร้อมกับมุนซังแท ระหกระเหินไปตามเมืองต่างๆ จนเติบโตขึ้นมา 

 

แม่ สำหรับมุนคังแทแล้ว รักและสนใจแต่พี่ชาย เวลานอนก็นอนกอดมุนซังแท ส่วนเขาได้แต่ดึงเสื้อแม่เอาไว้จากด้านหลัง ทั้งยังเคยพูดประโยคทำร้ายจิตใจให้เขาคิดว่าแม่ไม่ได้ต้องการเขาจริงๆ “ลูกต้องอยู่ข้างๆ พี่เขาไปจนวันตายเลยนะ แม่คลอดลูกมาเพราะแบบนั้นแหละ” ความรู้สึกไม่ได้รับความรัก ทั้งยังต้องแบกรับความกดดันในการดูแลพี่ชายออทิสติก ทำให้มุนคังแทเองเกิดบาดแผลในจิตใจโดยไม่รู้ตัว และอุบัติเหตุที่ทำให้เขาและพี่ชายเกือบเสียชีวิตในวัยเด็ก ไปจนถึงการที่แม่ถูกฆาตกรรม กลายเป็นปมบางอย่างที่ทำให้มุนคังแทเองก็ต้องการการเยียวยารักษาจิตใจ

 

จริงๆ แล้ว แม่ของมุนคังแทอาจต้องการเลี้ยงมุนคังแทให้เป็นผู้ใหญ่เกินตัว เพื่อคอยดูแลพี่ชายออทิสติก การไม่ค่อยใส่ใจหรือให้ความสำคัญน้อยกว่า ก็อาจเป็นความตั้งใจที่จะให้ลูกชายคนเล็กรู้ว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร เราจึงเห็นฉากที่แม่หันมากอดมุนคังแทเอาไว้หลังจากที่เขาหลับไปแล้ว 

 

ความรู้สึกที่แม่ไม่รัก เป็นเรื่องจริงที่พบเจอได้ในหลายๆ ครอบครัว ทั้งที่ความจริงแล้วมันอาจเกิดบนพื้นฐานที่ว่าพ่อแม่ทุ่มเทความสนใจให้ลูกคนใดคนหนึ่งเนื่องจากความผิดปกติ ความทะนุถนอมที่มีให้กับลูกคนนั้นๆ เป็นพิเศษ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับความมากหรือน้อยในความรัก แต่กระนั้น ความรู้สึกของเด็กที่ต้องการความรักความใส่ใจจะรับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าเกิดความไม่เท่าเทียมในครอบครัว อย่างเช่น มุนคังแทเองที่รู้ดีว่าแม่ต้องสนใจพี่ชายมากกว่าเพราะออทิสติก แต่การกระทำและคำพูดของแม่ในบางครั้งเป็นสิ่งเสริมความรู้สึก ‘ไม่เป็นที่ต้องการ’ ให้ใหญ่โตขึ้น จนเขาอาจลืมรายละเอียดอื่นๆ ที่ทำให้เห็นว่าแม่รักลูกสองคนมากกว่าตัวเองเสียอีก

 

“ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม มานั่งนี่เร็ว” – คังซุนดุก แม่นัมจูรี

 

แม่ที่อยากให้ลูกกินอิ่มนอนหลับ คังซุนดุก – แม่นัมจูรี

คังซุนดุก แม่ครัวประจำโรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์ เป็นแม่ผู้โอบอ้อมอารี ยอมรับมุนคังแทและพี่ชายมาเช่าบ้าน ทั้งยังทำอาหารให้กินเป็นประจำ ในอดีตเธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูลูกสาว หลังจากสามีป่วยจนเสียชีวิต ความลำบากที่ผ่านมาทำให้เธอเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก และอาหารที่เธอทำจะช่วยให้พวกเขามีแรงต่อสู้เรื่องต่างๆ ต่อไปได้ นี่คือแม่ที่อยากเห็นลูกมีความสุขและอิ่มท้อง

 

ในหลายฉากที่ปรากฏตัว คังซุนดุกมาพร้อมความอบอุ่นและอาหารในมือเสมอ ตั้งแต่มื้ออาหารต้อนรับมุนคังแท พี่ชาย และเพื่อน ฉากที่เธอทำอาหารกล่องไปเป็นมื้อเที่ยงที่โรงพยาบาลเผื่อแผ่ไปทั้งมุนคังแทและมุนซังแท ฉากที่ป้อนข้าวลูกสาวที่กำลังเสียใจ 

 

นอกจากนี้ คังซุนดุกยังเป็นตัวแทนแม่ที่ช่วยปรับความเข้าใจให้มุนคังแทได้ปลดล็อกความรู้สึกเกี่ยวกับแม่ของเขา “แต่อย่างไรก็เข้าใจแม่เขาหน่อยนะ คิดว่าสมัยนั้นคิดว่าผู้หญิงคนเดียวเลี้ยงลูกโดยไม่มีสามีมันง่ายนักเหรอ ให้ตายสิ ฉันมีลูกสาวคนเดียว ยังอยากจะหนีไปตั้งหลายครั้งเลย แม่เธอดูแลลูกชายมาตั้งสองคน แถมมุนซังแทยังแตกต่างจากคนอื่นอีก เธอดูแลพี่มาถึงตอนนี้ก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่เหรอ ว่ามันลำบากและกดดันแค่ไหน” 

 

 

การเขียนบทที่มีมิติและลึกซึ้งในรายละเอียดตั้งแต่พ่อแม่ ทำให้คาแรกเตอร์ของตัวละคร โกมุนยอง มุนคังแท มุนซังแท มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ทั้งยังทำให้ผู้ชมอินกับเรื่องราวได้ไม่ยาก เพราะในหลายเรื่องราวที่บอกเล่า น่าจะมีบางส่วนที่ทาบทับกับเรื่องราวในชีวิตคนเรา ที่เติบโตมาในครอบครัวที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน 

 

ทำไมแม่รักพี่มากกว่า?

แม่อยากให้เราเกิดมาจริงไหม?

ทำไมทำอะไรไม่เคยถูกใจแม่สักอย่าง?

ทำไมเราถึงมองจากมุมตัวเองและตัดสิน โดยไม่ได้คิดถึงมุมมองจากใจคนอื่น?

สุดท้าย แม่ก็คือแม่ เราเลือกจดจำเขาในแบบที่ไม่สร้างบาดแผลแก่กันได้หรือไม่? 

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

The post นิยามความเป็นแม่ จากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำความรู้จักเทพนิยายสายดาร์กในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay https://thestandard.co/introducing-dark-fairy-tale-in-its-okay-to-not-be-okay-series/ Mon, 06 Jul 2020 08:55:02 +0000 https://thestandard.co/?p=377848

โกมุนยองพูดประโยคหนึ่งในซีรีส์ It’s Okay to Not B […]

The post ทำความรู้จักเทพนิยายสายดาร์กในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>

โกมุนยองพูดประโยคหนึ่งในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ระหว่างสอนการเขียนเทพนิยายในโรงพยาบาลจิตเวชรื่นรมย์ “นิทานไม่ใช่ยากดประสาทที่ช่วยมอบความหวังและความฝัน แต่เป็นยากระตุ้นให้เผชิญกับความจริง”

 

แปลกแต่จริง ระหว่างที่ดูซีรีส์เรื่องนี้ เรากลับพบความจริงบางอย่างซุกซ่อนในนิทานที่เราต่างเคยรับรู้ และถ้าหากมองมันอย่างพินิจพิเคราะห์อีกที ภายใต้ความสวยงามของตัวการ์ตูน เจ้าหญิง เจ้าชาย ปราสาทแสนสวย เราอาจเห็นซากปรักหักพังและความเจ็บปวดซ่อนอยู่ในนั้น

 

 

It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์โรแมนติกแฟนตาซีว่าด้วยความแหว่งเว้าของ โกมุนยอง นักเขียนหนังสือเด็กชื่อดัง กับ มุนคังแท เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจิตเวช ที่มีพี่ชายออทิสติก ปมเรื่องที่ผูกโยงตัวละครในซีรีส์เข้าด้วยกันมีความลึกซึ้งและมีน้ำหนักพอที่จะเชื่อ กับการที่คนทั้งคู่ต่างมองเห็นตัวตนภายในของกันและกัน จนกลายเป็นความรักแสนดราม่าที่ต้องใช้เวลาเยียวยาซึ่งกันและกัน

 

ความน่าสนใจอีกอย่างคือการที่ทุกอีพีของ It’s Okay to Not Be Okay ตั้งชื่อเป็นนิทาน ทั้งที่เป็นเรื่องดังและนิทานที่โกมุนยองเขียนขึ้นมา อย่างเช่นใน 6 อีพีแรก – อีพี 1 The Boy Who Fed on Nightmares, อีพี 2 The Lady in Red Shoes, อีพี 3 Sleeping Witch, อีพี 4 Zombie Kid, อีพี 5 Rapunzel and the Cursed Castle, อีพี 6 Bluebeard’s Secret โดยในครั้งนี้เราจะมาดูนิทานที่เด็กๆ น่าจะรู้จักกันดีก่อน 

 

The Red Shoes หรือ รองเท้าแดง นิยายในปี 1845 ผลงานการเขียนของ ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน นักเขียนนิยายสุดคลาสสิก รวมทั้ง เด็กหญิงไม้ขีดไฟ, เงือกน้อย, ไนติงเกล, ลูกเป็ดขี้เหร่ เป็นต้น 

 

ในเรื่อง The Red Shoes เล่าถึง คาเร็น เด็กหญิงกำพร้าที่เศรษฐีรับไปเลี้ยง เธอถูกสปอยล์จากการเลี้ยงดูที่ตามใจทุกอย่าง นิสัยเย่อหยิ่งเอาแต่ใจของคาเร็นเริ่มชัดเจนเมื่อแม่บุญธรรมซื้อรองเท้าสีแดงมาให้ และเธอจะดื้อดึงใส่มันไปโบสถ์ (ซึ่งในยุคนั้นความเหมาะสมคือการใส่รองเท้าสีดำ) แต่วันอาทิตย์ถัดมา คาเร็นก็ไม่อาจห้ามใจตัวเอง เธอใส่รองเท้าสีแดงไปโบสถ์ และเสพติดการใส่รองเท้าแดงคู่นั้นออกไปเต้นรำ แม้ในวันที่แม่บุญธรรมป่วยและเสียชีวิตไป คาเร็นก็ไม่เคยสนใจ จนนางฟ้าปรากฏตัวและสาปให้รองเท้าสีแดงเต้นรำไม่หยุด จนถึงจุดจบของคาเร็นที่แสนเศร้าและโหดร้าย 

 

ถ้าหากใช้กรอบการสอนของโกมุนยอง เราอาจมองเห็นการจัดระเบียบสังคมจากนิทานเรื่องนี้ การทำตามจารีตประเพณี การเป็นคนดีมีคุณธรรม คือสิ่งที่ได้รับการยอมรับ เพราะหากไม่ทำตามจะถูกลงโทษ

 

“ในที่สุดฉันก็ได้พบรองเท้าสีแดงของฉันแล้ว” โกมุนยองพูดขึ้นมาหลังจากได้พบ มุนคังแท เธอเปรียบเขาเป็นสิ่งของที่อยากได้และต้องการมาตลอด ซึ่งในความหมายจริงคือความอบอุ่นที่เธอโหยหามาโดยตลอด และเมื่อได้รับมาแล้ว มันคือสิ่งที่เธอจะไม่ปล่อยไป

 

 

Rapunzel เทพนิยายเยอรมนีของพี่น้องตระกูลกริมม์ ในปี 1812 เกี่ยวกับสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ฝ่ายสามีเข้าไปขโมยดอกไม้กินได้ชื่อ Rapunculus เมื่อแม่มดเจ้าของสวนนั้นจับได้ ฝ่ายสามีก็ร้องขอความเมตตา แม่มดจึงให้เขาเอาดอกไม้ไปเท่าไรก็ได้เพื่อแลกกับลูกที่จะเกิดมา ดังนั้นเด็กหญิงราพันเซลจึงอยู่ในการเลี้ยงดูของแม่มด เมื่อเติบโตเป็นหญิงสาวแสนสวยมีผมสีทองยาว แม่มดจึงจับเธอขังไว้บนหอคอยกลางป่าที่ไม่มีประตูหรือบันได มีเพียงหน้าต่างบานหนึ่งที่ราพันเซลจะโยนผมเปียยาวลงมาให้แม่มดปีนขึ้นไปหา จนกระทั่งเจ้าชายรูปงามได้ผ่านมาพบหอคอยหลังนี้เข้า เรื่องราวของราพันเซลหลังจากนี้แตกต่างออกเป็นเวอร์ชันต่างๆ ทั้งที่จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง หรือจบแบบโหดกว่าเนื้อข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หัวสี 

 

สิ่งที่เราเรียนรู้จากนิทานเรื่องนี้มีมากมายหลายมุม แต่อย่างหนึ่งคือข้อควรระวังในการเลี้ยงดูเด็กเล็กที่ถูกปกป้องจากโลกภายนอก อย่างเช่นราพันเซลที่ไม่มีประสบการณ์ชีวิตนอกจากห้องเล็กๆ บนหอคอย เธออาจถูกโปรแกรมมาอย่างผิดพลาด เพราะไม่มีใครมาบอกว่าสิ่งที่ถูกต้องหรือพึงกระทำคืออะไร เช่นเดียวกับโกมุนยองที่เติบโตมาอย่างบิดเบี้ยว และเฝ้ารอวันที่จะมีใครสักคนมาช่วยเหลือ

 

 

Bluebeard ปรากฏในอีพี 6 ซึ่งทางผู้กำกับได้ใส่นิทานสั้นไว้ต่อท้ายเครดิตจบด้วย นิทานพื้นบ้านของฝรั่งเศส เล่าเรื่องของผู้ชายร่ำรวยที่แปลกประหลาด เขาแต่งงานกับผู้หญิงสวยหลายคน แต่แล้วผู้หญิงเหล่านั้นก็หายตัวไปอย่างลึกลับ จนวันหนึ่งเขาได้แต่งงานอีกครั้งกับหญิงสาวคนใหม่ และพาเธอมาใช้ชีวิตในบ้านหลังใหญ่กลางป่า เขา ย้ำกับหญิงสาวว่าเธอจะไปไหนในบ้านนี้ก็ได้ แต่ห้ามลงไปที่ห้องใต้ดินเด็ดขาด จากนั้นเขาเดินทางไปต่างแดนและมอบกุญแจบ้านทั้งหลังไว้กับเธอ แต่ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เธอไม่อาจหักห้ามใจได้ เธอเปิดประตูลงไปในห้องนั้น และพบความลับที่ดำมืดอย่างไม่คาดคิด

 

คติสอนใจจากนิทานเรื่องนี้คือความอยากรู้อยากเห็น ความซื่อสัตย์ และรักษาสัญญา เพราะตามประวัติของเคราสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นของการฆาตกรรมก็เพราะต้องการพิสูจน์ว่าผู้หญิงที่มาเป็นภรรยานั้นรักษาสัญญากับเขาได้แค่ไหน

 

 

“นิทานคือโลกแฟนตาซีที่แสนโหดร้าย ที่วาดให้ขัดกับความป่าเถื่อนรุนแรงของโลกความเป็นจริง” โกมุนยองเริ่มต้นการสอนคลาสเทพนิยายในแบบของเธอ ทั้งยังแสดงให้เห็นแง่มุมที่แตกต่างจากความเข้าใจของผู้คนทั่วไปเกี่ยวกับนิยายเรื่องนั้นๆ “คติสอนใจของนิทานเจ้าหญิงเงือกน้อยคือ ถ้าหมายตาชายที่มีคู่หมั้นแล้ว จะได้รับโทษจากสวรรค์… ลูกเป็ดขี้เหร่ เลี้ยงลูกคนอื่นเสียเวลาเปล่า เลี้ยงลูกตัวเองให้ดีเถอะ”

 

โกมุนยองทำให้เทพนิยายที่เป็นความหวัง-ความฝันเกี่ยวกับเจ้าชายเจ้าหญิงและชีวิตแสนสวยงามยืนอยู่บนพื้นฐานความจริง เพราะเรื่องราวแฮปปี้เอนดิ้งคงไม่ได้เกิดขึ้นกับชีวิตใครง่ายๆ ถ้าหากอยากได้มันมาก็ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง “นิทานไม่ใช่ยากดประสาทที่ช่วยมอบความหวังและความฝัน แต่เป็นยากระตุ้นให้เผชิญความจริง”

 

อ่านต่อ

ซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ที่จะมาเยียวยาทุกความเจ็บปวดในหัวใจ https://thestandard.co/its-okay-to-not-be-okay-2/

 

สัมภาษณ์คิมซูฮยอน ซอเยจี และโอจองเซ กับสามตัวละครแหว่งเว้าจากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay

 https://thestandard.co/its-okay-to-not-be-okay-characters/

 

ภาพ: tvN, Netflix

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ทำความรู้จักเทพนิยายสายดาร์กในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดรหัสลุคสวยปังของ ซอเยจี จากซีรีส์มาแรง It’s Okay to Not Be Okay https://thestandard.co/seo-ye-ji-make-up-secrets/ Mon, 29 Jun 2020 11:03:22 +0000 https://thestandard.co/?p=376021

นอกจากพัฒนาการด้านการแสดงของ ซอเยจี นางเอกขวัญใจผู้ชมจา […]

The post ถอดรหัสลุคสวยปังของ ซอเยจี จากซีรีส์มาแรง It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>

นอกจากพัฒนาการด้านการแสดงของ ซอเยจี นางเอกขวัญใจผู้ชมจากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay จะโชว์ให้เห็นความสามารถในการแสดงอารมณ์หลากหลายมิติของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง น่าติดตาม และเกินคาดเดาแล้ว พัฒนาการความสวยของนางเอกคนนี้คือหนึ่งในหัวข้อที่แฟนๆ ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะ Beauty Look ของเธอในแต่ละฉากที่ปรากฏตัวนั้นบอกเลยว่าสวยสะกด และมาพร้อมดาเมจที่รุนแรงเกินใจจะต้านทาน THE STANDARD POP จึงลองชวนทุกคนมาถอดรหัสลุคสวยปังของ ซอเยจี ว่า ถ้าเราจะแต่งตามลุคนี้ จะมีไอเท็มความงามใดที่ใช้แล้วได้ลุคที่ใกล้เคียงบ้าง ไปดูกันเลย

 

 

ภาพประกอบ: ชลมาศ นามโยธา

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ถอดรหัสลุคสวยปังของ ซอเยจี จากซีรีส์มาแรง It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: คิมซูฮยอน ซอเยจี และโอจองเซ กับสามตัวละครแหว่งเว้าจากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay https://thestandard.co/its-okay-to-not-be-okay-characters/ Mon, 29 Jun 2020 00:11:59 +0000 https://thestandard.co/?p=375772

บทสัมภาษณ์พิเศษ สามนักแสดงนำ คิมซูฮยอน ซอเยจี และโอจองเ […]

The post ชมคลิป: คิมซูฮยอน ซอเยจี และโอจองเซ กับสามตัวละครแหว่งเว้าจากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>

บทสัมภาษณ์พิเศษ สามนักแสดงนำ คิมซูฮยอน ซอเยจี และโอจองเซ กับตัวละครเว้าแหว่งของพวกเขาในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ที่กำลังมาแรงตอนนี้

 

ตัดต่อ: มีนา ริน, นันทิยา ฤทธาภัย

The post ชมคลิป: คิมซูฮยอน ซอเยจี และโอจองเซ กับสามตัวละครแหว่งเว้าจากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อ้อมกอดผีเสื้อ’ โอบกอดตัวเองให้คลายวิตกกังวล บทเรียนจากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay https://thestandard.co/its-okay-to-not-be-okay-3/ Mon, 22 Jun 2020 07:41:00 +0000 https://thestandard.co/?p=373857

It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์เกาหลีที่เพิ่งออกอากาศอี […]

The post ‘อ้อมกอดผีเสื้อ’ โอบกอดตัวเองให้คลายวิตกกังวล บทเรียนจากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>

It’s Okay to Not Be Okay ซีรีส์เกาหลีที่เพิ่งออกอากาศอีพี 1-2 ไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และเริ่มเป็นกระแสสนใจด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นจิตวิทยา ผ่านตัวละครนำที่ต่างมีปมปัญหาและบาดแผลในจิตใจ 

 

โดยในอีพี 2 มีการพูดถึง ‘อ้อมกอดผีเสื้อ’ หรือ The Butterfly Hug ซึ่งเป็นเทคนิคการบำบัดจิตใจแบบ EMDR (Eye Movement Desensitization and Reprocessing Therapy – จิตบำบัดเกี่ยวกับบาดแผลทางใจ เหตุการณ์สะเทือนใจรุนแรง หรือความทรงจำที่เจ็บปวด) เป็นเทคนิคลดความเครียดและวิตกกังวลเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวเอง ซึ่งอ้อมกอดผีเสื้อเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมแพร่หลาย เพราะสามารถใช้ได้ในหลายสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ทำที่ไหนหรือตอนไหนก็ได้

 

ในซีรีส์ เราจะเห็น มุนคังแท (คิมซูฮยอน) ยืนอยู่ด้านหลังของ โกมุนยอง (ซอเยจี) จับมือเธอไขว้แตะที่หัวไหล่ แล้วให้เธอหลับตา หายใจเข้าออกยาวๆ ใช้มือแตะหัวไหล่สลับกันเป็นจังหวะคล้ายผีเสื้อกำลังกระพือปีก เช่นกัน มุนซังแท (โอจองเซ) พี่ชายออทิสติกของมุนคังแทที่อยู่ในห้องเก็บของก็กำลังใช้วิธีเดียวกัน กอดตัวเอง แตะไหล่ แล้วปลอบตัวเองว่าไม่เป็นไร 

 

ซึ่งกลไกการทำงานของท่าอ้อมกอดผีเสื้อเป็นการเชื่อมโยงการทำงานของสมองส่วนต่างๆ และจิตใจเข้าด้วยกัน เพราะเมื่อเกิดตัวกระตุ้น ร่างกายจะตึงเครียด และจิตใจจะเริ่มวิตกกังวล มีความคิดแง่ลบ หากเราผ่อนคลายร่างกายลง สัญญาณความตึงเครียดต่างๆ ที่ส่งขึ้นไปยังสมองก็จะน้อยลง ส่งผลให้อารมณ์พลุ่งพล่านน้อยลงด้วยเช่นกัน

 

 

คิมซูฮยอน นักแสดงนำของเรื่อง ได้พูดถึงฉากนี้ว่า “มีฉากที่ผมต้องสอนโกมุนยองทำท่าอ้อมกอดผีเสื้อ มันเป็นฉากแรกที่เราต้องใกล้ชิดกันสุดๆ ผมตัวสั่นและประหม่ามาก ถ้าได้เห็นในเรื่องคุณจะดูออกเลยครับ” ซึ่งฉากอ้อมกอดผีเสื้อก็เป็นฉากที่นักแสดงนำหญิงของเรื่องอย่างซอเยจีประทับใจที่สุดเช่นกัน

 

สำหรับซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay เรื่องหัวใจ ไม่ไหวอย่าฝืน เล่าเรื่องโรแมนติกไม่ธรรมดาระหว่างคนสองคนที่ลงเอยด้วยการเยียวยาบาดแผลทางจิตใจและความรู้สึกให้กัน มุนคังแท (คิมซูฮยอน) เจ้าหน้าที่แผนกผู้ป่วยจิตเวช ผู้ชายที่เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่พร้อมเป็นหนุ่มในฝันของสาวๆ แต่ชีวิตของเขากลับทุ่มเทให้กับพี่ชายออทิสติก มุนซังแท (โอจองเซ) แต่แล้วโชคชะตาก็นำพามุนคังแทมาพบกับ โกมุนยอง (ซอเยจี) นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนชื่อดังที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ตัวเองแบบขั้นสุด ทั้งยังเย่อหยิ่งและหยาบคาย

 

และแม้จะออกอากาศมาเพียง 2 อีพี แต่ถ้าคุณสนใจแง่มุมจิตวิทยาผสมผสานเรื่องแฟนตาซี โรแมนติก ดราม่า เปิดเผยปมมืด ก็เป็นไปได้สูงทีเดียวว่า It’s Okay to Not Be Okay จะเป็นซีรีส์ที่คุณไม่ควรพลาด

 

อ่านบทสัมภาษณ์คิมซูฮยอนและซอเยจีเกี่ยวกับงานแสดงในซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay ได้ที่ https://thestandard.co/its-okay-to-not-be-okay-2/

 

ภาพ: Netflix

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

 

The post ‘อ้อมกอดผีเสื้อ’ โอบกอดตัวเองให้คลายวิตกกังวล บทเรียนจากซีรีส์ It’s Okay to Not Be Okay appeared first on THE STANDARD.

]]>