Issey Miyake Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/issey-miyake/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 23 Apr 2026 05:20:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 9 ไฮไลท์ Art & Design ใน Milan Design Week 2026 https://thestandard.co/life/milan-design-week-art-design-highlights/ Thu, 23 Apr 2026 05:20:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1200396 ภาพรวม 9 ไฮไลท์ Art & Design ที่น่าสนใจในงาน Milan Design Week 2026

เริ่มต้นแล้วสำหรับ Salone del Mobile.Milano ครั้งที่ 64 […]

The post 9 ไฮไลท์ Art & Design ใน Milan Design Week 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพรวม 9 ไฮไลท์ Art & Design ที่น่าสนใจในงาน Milan Design Week 2026

เริ่มต้นแล้วสำหรับ Salone del Mobile.Milano ครั้งที่ 64 หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Milan Design Week 2026 เทศกาลดีไซน์ระดับโลกแห่งเมืองมิลานของอิตาลี ผู้นำเบอร์ต้นในการนำเสนอแนวคิดล้ำสมัยไปจนถึงไอเดียน่าจับตาของแวดวงการออกแบบในหลากหลายอุสาหกรรมตลอดจนวงการศิลปะ-วัฒนธรรมหลากแขนง โดยเฉพาะเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของเทศกาลนี้ก็คือการเป็นสนามประชันฝีมือแห่งวงการเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งภายในจากทั่วโลก เทศกาลสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-26 เม.ย. 2026 ทั่วทุกพื้นที่ของเมืองมิลานเช่นเคย

 

 
 

โดยในปีนี้มาในธีม A Matter of Salone ที่จะพาทุกคนหวนไปสุ่วัสดุพื้นฐานอันเป็นแก่นสำคัญของการสร้างสรรค์ทุกสิ่งนั่นเอง ว่าแต่มีนี้จะมีไฮไลท์เด่นอะไรน่าสนใจกันบ้าง คราวนี้เราคัดสรรไอเดียเด็ดในสาย Art & Design เอามาฝากัน

 

ภาพรวม 9 ไฮไลท์ Art & Design ที่น่าสนใจในงาน Milan Design Week 2026 1

 

Salone Raritas

 

ซาลง (Salone) แห่งดีไซน์ระดับ (โคตร) พรีเมี่ยมที่ถือเป็นไฮไลท์ใหม่เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกในงานปีนี้นั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์เน้นการเป็นเปิดพื้นที่ออกร้านให้แบรนด์ทั่วไป หากแต่เป็นโซนจัดแสดงสินค้าในรูปแบบ Collectible Design ที่คัดสรรผู้ประกอบการพิเศษจากทั่วโลกมาโชว์ศักยภาพของตนเอง ซึ่งปัจจุบันงานดีไซน์เพื่อการสะสมนี้กำลังเป็นตลาดเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งแถมยังเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยเช่นกัน การนิยามสินค้าในกลุ่มนี้อาจไม่ได้มุ่งเน้นไปที่มูลค่าและการสะสมเป็นหลักหากแต่เน้นในด้านคุณค่าและการสร้างสรรค์ผลงานซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหาใครลอกเลี่ยนแบบได้ยาก ตลอดจนงานดีไซน์แบบ tailor-made สั่งทำขึ้นเฉพาะเท่านั้น โดยคำว่า Raritas มาจากภาษาละตินแปลว่า “ของหายาก” ทว่าในบริบทนี้สื่อถึงสิ่งสร้างสรรค์ขึ้นโดยไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ตายตัวของการออกแบบ และนี่ก็คือหัวใจและพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ดีไซน์เนอร์เกิดการต่อยอดสร้างสรรค์สิ่งใหม่มาตั้งแต่ยุคโบราณ ตลอดจนเป็นจุดกำเนิดทำให้เกิดดีไซน์ระดับ Iconic ขึ้นมากมายด้วยนั่นเอง 

https://www.salonemilano.it/en/articles/salone-raritas

 

ภาพรวม 9 ไฮไลท์ Art & Design ที่น่าสนใจในงาน Milan Design Week 2026 2

 

Metamorphosis in Motion

 

เขาวงกตทรงเรขาคณิตสีชมพูสุดโมเดิร์นที่ผุดขึ้นกลางลาน Cortile d’Onore ภายในพระราชวังเก่า Palazzo Litta สถาปัตยกรรมสไตล์บาโรกอันวิจิตรงดงามนี้เป็นผลงาน Design Installation สุดป๊อบที่วิชวลคอนทราสต์กันสุดขั้วทว่ากลายเป็นจุดที่สร้างความโดดเด่นได้ดีทีเดียว ผลงานที่ดังตั้งแต่ก่อนเทศกาลจะเริ่มนี้เป็นฝีมือสร้างสรรค์ของ Lina Ghotmeh สถาปนิกสาวชื่อดังที่กำลังมาแรงแล้วนี่ยังถือเป็นผลงานเดี่ยวกลางแจ้งชิ้นแรกของเราในเทศกาล Milan Design Week อีกด้วย ภูมิทัศน์ดีไซน์เก๋นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากรากฐานโครงสร้างสถาปัตยกรรมยุคใหม่ที่นำมาแปลงเป็นดีเทลของงานได้อย่างน่าสนใจ แล้วจุดประสงค์ของการออกแบบก็เพื่ออยากให้ผู้คนได้ชะลอความเร่งรีบลงในช่วงสัปดาห์เทศกาลดีไซน์ที่กำลังวุ่นวายที่สุดนี้ เส้นทางวกวนอาจชวนให้สับสนแต่ขณะเดียวกันตลอดทางก็มีที่นั่งให้เราได้หยุดพักเพื่ออยู่กับตัวเองหรือมีเวลาสังเกตสิ่งรอบตัวได้ละเอียดลึกซึ้งมากขึ้น

https://www.dezeen.com/2026/04/21/lina-ghotmeh-pink-labyrinth-milan-design-week/ 

 

ภาพรวม 9 ไฮไลท์ Art & Design ที่น่าสนใจในงาน Milan Design Week 2026 3

 

About Silk by Ai Weiwei

 

ผลงานของ Ai Weiwei ปรากฏที่ไหนมักกระตุกความสนใจผู้คนได้เสมอ นับเป็นครั้งแรกที่ศิลปินร่วมสมัยผู้เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองอันโด่งดังนี้มาร่วมแสดงใน Milan Design Week แล้วยังเป็นครั้งแรกที่เขาทำงานกับผ้าไหมอีกด้วย โดยโปรเจกต์นี้เป็นการร่วมงานกับ Rubelli แบรนด์สิ่งทอหรูหราเก่าแก่แห่งเวนิสร่วมกันสร้างสรรค์ลายทอบนผืนผ้าไหมที่ดูหรูหราประณีตขณะเดียวกันก็สื่อสารข้อความเชิงวิพากษ์สังคมได้เจ็บแสบตามสไตล์ Ai Weiwei ด้วยเช่นกัน เหตุผลที่แบรนด์เชิญศิลปินจีนมาครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อต้องการเชิดชูดินแดนต้นกำเนิดแห่งผ้าไหมและภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดสืบต่อมาจนถึงโลกตะวันตกด้วยนั่นเอง ขณะเดียวกันก็ต้องการสร้างการตระหนักรู้ถึงพลังของศิลปะร่วมสมัยและงานหัตถกรรมที่สามารถทำหน้าที่ได้หลากหลายมิติมากกว่าแค่การเป็นเพียงแค่ผลงานศิลปะเท่านั้น

https://www.rubelli.com/en/news/ai-weiwei-about-silk 

 

ภาพรวม 9 ไฮไลท์ Art & Design ที่น่าสนใจในงาน Milan Design Week 2026 4

 

The Paper Log: Shell and Core

 

ทุกคนรู้ดีว่าผ้าพลีทคือซิกเนเจอร์ของแบรนด์ Issey Miyake แต่น้อยคนจะรู้ว่าอุปกรณ์สำคัญที่อยู่เบื้องหลังการสร้างรอยพับอันประณีตนี้ก็คือ Paper Log อันเป็นกระดาษรองผ้าสอดไส้ในกระบวนการพับจีบนั่นเอง ปกติแล้วหลังจากเสร็จงานกระดาษเหล่านี้จะถูกมัดรวมกันเพื่อเอาไปทิ้งหรือนำไปรีไซเคิลต่อโดยไม่มีใครใส่ใจ กระทั่ง Satoshi Kondo ผู้อำนวยการออกแบบของ MIYAKE DESIGN STUDIO เข้ามาเห็นจึงเกิดไอเดียนำขยะนี้มาสร้างสรรค์ผลงานเพื่อต่อชีวิตให้มันอีกครั้งและสื่อสารถึงวิถียั่งยืนในวงการแฟชั่นด้วย โดยร่วมมือกับ Ensamble Studio บริษัทสถาปนิกแห่งสเปนนำ Paper Log มาผลิตงาน Design Installation ทว่าผลงานที่ดูเหมือนจะเป็นมาสเตอร์พีชของโปรเจตก์นี้ก็คือ Blocky Armchair เก้าอี้อาร์มแชร์ลวดลายสีสันอ่อนโยนงดงามซึ่งดีไซน์เรียบง่ายแต่โดดเด่นนี้เกิดจากการจัดเรียงมัดกระดาษ Paper Log อัดนั่นเอง

https://eu.isseymiyake.com/blogs/news/18482?srsltid=AfmBOoq4LVGJH1wd4zASTpkVonNHIh-luhxxqyby0eSdUdO7TwfTW584

 

ภาพรวม 9 ไฮไลท์ Art & Design ที่น่าสนใจในงาน Milan Design Week 2026 5

 

Three Elements, One Matter

 

ผลิตภัณฑ์กระเบื้องที่โดดเด่นที่สุดในปีนี้ต้องยกให้กับคอลเลกชันอันเป็นผลงานที่แบรนด์เก่าแก่คลาสสิกอย่าง Ceramica Francesco De Maio เชิญสถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อดัง Kengo Kuma มาร่วมสร้างสรรค์ด้วยกัน ในคอลเลกชันนี้ประกอบไปด้วยกระเบื้อง 3 สี 3 ดีไซน์ที่ระบายสีด้วยมือโดยได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ได้แก่ “Mist-ม่านหมอก” กระเบื้อโทนสีเขียวที่สื่อถึงความสดชื่นชุ่มชื้นโดยลายเกิดจากการระบายแปรงสีในแนวนอน “Earth-ผืนดิน” กระเบื้องโทนสีน้ำตาล-ขาวที่สื่อถึงพื้นแผ่นดินโดยลายเกิดจากการระบายแปรงสีในแนวตั้ง และ “Rain-สายฝน” กระเบื้องโทนน้ำเงิน-ขาวอันเป็นชิ้นโดดเด่นสุดซึ่งลายเกิดจากการวาดเส้นสีน้ำเงินด้วยพู่กันในแนวตั้งแล้วเว้นระยะให้ห่างกันจนเกิดเป็นลายทางให้อารมณ์คล้ายสายฝนนั่นเอง สะท้อนถึงงานฝีมือและเสน่ห์ของธรรมชาติได้อย่างงดงามลงตัว

https://www.salonemilano.it/en/articles/three-elements-one-matter-ceramic-surface-according-kengo-kuma

 

ภาพรวม 9 ไฮไลท์ Art & Design ที่น่าสนใจในงาน Milan Design Week 2026 6

 

 

Veuve Clicquot for Chasing the Sun crafted by Yinka Ilori

 

ศิลปิน Yinka Ilori ที่โดดเด่นเรื่องสีสันและได้รับฉายาว่า “Architect of Joy” ปีนี้มาสร้างความสดใสให้ Milan Design Week 2026 ด้วยนิทรรศการสีสดสุดสนุกเช่นเคย ทว่าไฮไลท์เด่นครั้งนี้ก็คือการเปิดตัว Sun Holder ถังแชมเปญดีไซน์เก๋แปลกตาที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงน้ำเต้าแอฟริกันและผลิตจากวัสดุอัปไซเคิลพร้อมตกแต่งลวดลายอันประณีตที่ได้แรงบันดาลใจจากดวงอาทิตย์

https://www.lvmh.com/en/news-lvmh/veuve-clicquot-celebrates-joy-and-optimism-with-chasing-the-sun-an-exclusive-collection–by-yinka-ilori

 

ภาพรวม 9 ไฮไลท์ Art & Design ที่น่าสนใจในงาน Milan Design Week 2026 7

 

Gucci Memoria

 

ท่ามกลางบรรดา Luxury Brand ทั้งหลายที่ร่วมแจม Milan Design Week ในปีนี้คงต้องบอกว่า Gucci ทำผลงานได้โดดเด่นน่าจับตาที่สุด นิทรรศการน้อยแต่มาก-เรียบง่ายแต่เท่นี้จัดแสดงผลงานเลอค่าผืนพรมแขวนผนัง (Tapestry) ทอลายวิจิตรประณีตแบบหัตศิลป์ดั้งเดิมที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรเนสซองส์ ผืนพรมกลิ่นอายวินเทจนี้โดดเด่นด้วยลวดลายสไตล์คลาสสิกที่ผสมผสานกิมมิกดีเทลยุคใหม่เข้าไปอย่างแยบยลและมีเสน่ห์ทีเดียว โดยพรมทั้ง 12 ผืนนี้แขวนจัดแสดงไว้บนผนังอาคารโดยรอบลาน Chiostri di San Simpliciano อันเก่าแก่คลาสสิกเพื่อเล่าตำนานการเดินทางตลอดระยะเวลา 105 ปี ของแบรนด์อันภาคภูมิใจของอิตาลีนี้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นตอนที่ Guccio Gucci ทำงานเป็น bellboy ที่ Savoy Hotel ในกรุงลอนดอน จนมาถึงล่าสุดในยุคนี้ที่ Demna เข้ามากุมบังเหียร แล้วก็แน่นอนว่านี่คือนิทรรศการเปิดตัวครั้งแรกของเขาใน Milan Design Week ด้วยนั่นเอง   

https://www.gucci.com/th/th/nst/gucci-memoria

 

ภาพรวม 9 ไฮไลท์ Art & Design ที่น่าสนใจในงาน Milan Design Week 2026 8

 

Serotonin – the chemistry of happiness

 

หนึ่งใน Installation Art ที่โด่งดังที่สุดของเทศกาลครั้งนี้ก็คือผลงานที่สร้างสรรค์โดย Sara Ricciardi ศิลปินหญิงยุคใหม่ที่กำลังมาแรง ผลงานชิ้นนี้แปลงแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ “ฮอร์โมนแห่งความสุข” ให้กลายเป็นงานศิลป์จับต้องได้ผ่านการครีเอทบอลลูนพองลมไล่เฉดสีรุ้งสดใสในรูปทรงแปลกตาที่ได้แรงบันดาลใจมาจากโครงสร้างโมเลกุล นอกจากนี้ยังสามารถพองลมและยุบตัวช้า ๆ ราวกับหัวใจที่กำลังเต้นและปอดที่กำลังหายใจ ผลงานติดตั้งจัดแสดงอยู่บริเวณโถง Loggiato ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Pinacoteca di Brera อันเก่าแก่ทรงคุณค่าทำให้เกิดภาพความล้ำสมัยคอนทราสต์กับสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอคลาสสิกอย่างโดดเด่นสะดุดตาน่าสนใจ

https://www.designboom.com/design/sara-ricciardi-chemistry-happiness-milan-pinacoteca-brera-design-week-2026-interview/

 

ภาพรวม 9 ไฮไลท์ Art & Design ที่น่าสนใจในงาน Milan Design Week 2026 9

 

Kelly Wearstler × H&M Home

 

ในงาน Milan Design Week 2026 มีเฟอร์นิเจอร์เปิดตัวใหม่มากมายแต่ดูเหมือนว่าคอลเลกชันคอลแลบนี้จะขโมยซีนจนได้รับความสนใจมากที่สุด ด้วยความที่ H&M Home ก้าวสู่สมรภูมิ Milan Design Week เป็นครั้งแรกก็เลยต้องสร้างกระแสเรียกความสนใจด้วยการไปเชิญ Kelly Wearstler อินทีเรียดีไซน์เนอร์สาย Maximalist ชื่อดังมาร่วมสร้างสรรค์คอลเลกชันพิเศษเสียเลย แล้วเล่นปล่อยของทีเดียวที่มีตั้งแต่เก้าอี้, โต๊ะ, โคมไฟ, ไปจนถึงของแต่งบ้านภายใต้แนวคิด Modular ที่สามารถปรับเปลี่ยนใช้งานได้หลากหลายบรรยากาศ พร้อมมากับวิสัยทัศน์ชัดเจนซึ่งวางเป้าหมายในการออกแบบและผลิตเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูงชั้นดีแต่นำมาขายในราคาที่คนทั่วไปเข้าถึงและจับต้องได้ แถมสร้างกระแสต่อด้วยการเลือกสถานที่จัดแสดงเป็น Palazzo Acerbi พระราชวังเก่าสไตล์บาโรกที่ไม่เคยเปิดให้สาธารณะเข้าชมมาก่อน

https://www2.hm.com/en_gb/home/kellywearstler.html?srsltid=AfmBOorUkhuTfR0jB49w5kxItHFbC1UzFvCFmNfLMn01D4fpPD1ynOWS&page_key=inspiration

The post 9 ไฮไลท์ Art & Design ใน Milan Design Week 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ISSEY MIYAKE ปรัชญาเสื้อผ้าแห่งความสุข กับ 7 แบรนด์ที่ตอบโจทย์ในชีวิต | 7 Things We Love About…EP.95 https://thestandard.co/7-things-we-love-aboutep-95/ Mon, 09 Mar 2026 12:15:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1185907 ISSEY MIYAKE

จะมีแบรนด์ไหนที่มีดีไซน์ชัดเจน แม้ไม่ต้องมีโลโก้ที่สินค […]

The post ชมคลิป: ISSEY MIYAKE ปรัชญาเสื้อผ้าแห่งความสุข กับ 7 แบรนด์ที่ตอบโจทย์ในชีวิต | 7 Things We Love About…EP.95 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ISSEY MIYAKE

จะมีแบรนด์ไหนที่มีดีไซน์ชัดเจน แม้ไม่ต้องมีโลโก้ที่สินค้ามากไปกว่า ISSEY MIYAKE เพราะด้วยเสื้อผ้าที่ทำมาให้คนสวมใส่สบาย  สีสันที่ทำให้เรารู้สึกเบิกบาน หรือเทคนิคที่เป็นเอกลักษณ์อย่างผ้าพลีต ทำให้แบรนด์กลายเป็นเหมือนสำนักการออกแบบที่สวมใส่และใช้งานได้จริง

 

สัปดาห์นี้เราพาไปรู้จักกับ 7 แบรนด์ในเครือ ISSEY MIYAKE และจุดเด่นของแต่ละแบรนด์ ตั้งแต่ ISSEY MIYAKE, PLEATS PLEASE ISSEY MIYAKE, HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE, 132 5. ISSEY MIYAKE, me ISSEY MIYAKE, BAO BAO ISSEY MIYAKE และล่าสุดกับ IM MEN ที่ทั้งหมดนี้สอดแทรกปรัชญา A Piece of Cloth และงานออกแบบที่สะท้อนเรื่องความสุขของชีวิตที่คุณ Issey Miyake ได้สร้างรากฐานไว้

ติดตามชมรายการ 7 Things We Love About… ได้ในวันจันทร์ เวลา 19.00 น. ทุกช่องทางสตรีมมิ่งและ YouTube ของ THE STANDARD POP

The post ชมคลิป: ISSEY MIYAKE ปรัชญาเสื้อผ้าแห่งความสุข กับ 7 แบรนด์ที่ตอบโจทย์ในชีวิต | 7 Things We Love About…EP.95 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Camper ร่วมมือกับ ISSEY MIYAKE เปิดตัวรองเท้ารุ่นชื่อ Peu Form https://thestandard.co/camper-issey-miyake-peu-form-launch/ Wed, 23 Jul 2025 01:05:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1098649 รองเท้ารุ่น Peu Form จาก Camper x ISSEY MIYAKE

Camper จับมือกับ ISSEY MIYAKE ในการเปิดตัวแคปซูลคอลเล็ก […]

The post Camper ร่วมมือกับ ISSEY MIYAKE เปิดตัวรองเท้ารุ่นชื่อ Peu Form appeared first on THE STANDARD.

]]>
รองเท้ารุ่น Peu Form จาก Camper x ISSEY MIYAKE

Camper จับมือกับ ISSEY MIYAKE ในการเปิดตัวแคปซูลคอลเล็กชันรองเท้ารุ่น Peu Form สำหรับคอลเล็กชัน Fall/Winter 2025 ทั้งรองเท้าที่สวมได้แบบรองเท้าแตะ และรองเท้าบู๊ตหุ้มข้อที่โอบรับเท้าราวได้อย่างนุ่มสบาย 

 

โดยรองเท้าถูกออกแบบโดยอาร์ทิสติกไดเรกเตอร์ของ ISSEY MIYAKE อย่าง Satoshi Kondo กับดีไซน์ที่ผสมผสานแนวคิดการใช้ชิ้นผ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ญี่ปุ่น กับรองเท้ารุ่น Peu ที่โด่งดังของ Camper ผ่านการนำวัสดุชิ้นเดียวมาห่อหุ้มและพาดผ่านเท้า เพื่อสร้างรองเท้าที่มีรูปลักษณ์ที่สนุกสนาน และให้ความยืดหยุ่นเพื่อปรับให้เข้ากับผู้สวมใส่เฉพาะบุคคลได้ 

 

อีกทั้งยังมีพื้นรองเท้า PU และพื้นรองเท้าด้านนอกที่ทำมาจาก TPU หรือเทอร์โมพลาสติกโพลียูรีเทนรีไซเคิลจำนวน 20% เพื่อช่วยให้สวมใส่สบายขึ้น พร้อมกับลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้นสองสไตล์นี้ วางจำหน่ายบนเว็บไซต์และร้านค้าของทั้งสองแบรนด์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงหน้าร้านในประเทศไทย กับ 4 สีอย่าง สีดำ สีขาว สีน้ำเงินสด และสีประจำแบรนด์ Camper อย่างสีแดงอมส้ม ในราคาคู่ละ 19,950 – 26,950 บาท

 

สำหรับแบรนด์รองเท้าสัญชาติสเปนอย่าง Camper ก็ได้สร้างโปรเจกต์ Camper Together ขึ้นมาในปี 2006 เพื่อร่วมมือกับดีไซเนอร์ชั้นนำในสาขาที่หลากหลาย เพื่อสร้างสินค้าที่พิเศษมากขึ้น อย่างการร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นอิตาลีอย่าง SUNNEI ในปี 2024 กับรองเท้ารุ่น FORONE ซึ่งเป็นรองเท้าที่ไม่มีด้านซ้ายและขวา เพราะมีความสมมาตรถึง 100% จึงทำให้สวมใส่ได้แบบตามใจชอบ

 

ส่วนทาง ISSEY MIYAKE ก็เป็นที่รู้จักสำหรับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์จากท้ังการเดรปผ้า การอัดพลีต หรือการใช้เทคนิคแบบตะวันออก ซึ่งก่อนหน้านี้ในฝั่งของรองเท้า ยังได้ร่วมงานกับ New Balance ในการสร้างรองเท้ารุ่น MT10O ซึ่งเปิดตัวในโชว์ Spring/Summer 2024 ของแบรนด์ใน Paris Fashion Week อีกด้วย

 

ภาพ: Camper

The post Camper ร่วมมือกับ ISSEY MIYAKE เปิดตัวรองเท้ารุ่นชื่อ Peu Form appeared first on THE STANDARD.

]]>
ISSEY MIYAKE Spring/Summer 2024 คอลเล็กชัน Grasping the Formless พร้อมกับอินสตอลเลชันพิเศษ https://thestandard.co/issey-miyake-spring-summer-2024/ Sat, 16 Mar 2024 07:57:35 +0000 https://thestandard.co/?p=911945

ISSEY MIYAKE จัดงานเปิดตัวคอลเล็กชัน Spring/Summer 2024 […]

The post ISSEY MIYAKE Spring/Summer 2024 คอลเล็กชัน Grasping the Formless พร้อมกับอินสตอลเลชันพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ISSEY MIYAKE จัดงานเปิดตัวคอลเล็กชัน Spring/Summer 2024 ที่มีชื่อว่า Grasping the Formless ที่มาพร้อมกับอินสตอลเลชันพิเศษใน Siam Discovery

 

โดยคอลเล็กชันนี้ ISSEY MIYAKE และ Satoshi Kondo หัวหน้าทีมนักออกแบบ ได้นำเอาสิ่งที่จับต้องไม่ได้และไร้รูปทรงที่แน่นอนในธรรมชาติอย่างลม, แสง, ไฟ และน้ำ มาเล่นกับเทคนิคจับจีบของผ้าและสิ่งทอ

 

และทำออกมาผ่าน 5 ซีรีส์หลักๆ อย่าง Ambiguous การทอที่มีความคลุมเครือหลอกตา, Shaped Membrane หรือผ้าที่เหมือนกระดาษในเทรนช์โค้ต, Enveloping การห่อตัวด้วยผ้าผืนเดียว ไปจนถึง Twining และ Twisted ที่ใช้เทคนิคบิดผ้าให้กลายเป็นดีเทลไปตามตัวผู้สวมใส่

 

ส่วนตัวอินสตอลเลชันที่หน้าร้านสาขาหลักที่ Siam Discovery เป็นผลงานการออกแบบของสตูดิโอออกแบบภาพจากโตเกียวที่ชื่อว่า WOW นำโดย Takashi Nakahara ที่ต้องใช้ทีมงานมาประกอบถึง 13 คน โดยโครงสร้างนี้ได้ใช้แรงลมกับผ้า Organdy ที่บางเบาและละเอียดอ่อนมาทำการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนรูปแบบไปตามจังหวะที่ไม่แน่นอนและล้อไปกับคีย์ลุคหลักที่แบรนด์นำมาดิสเพลย์

 

 

เรื่อง: เริ่มต้น เขมะเพ็ชร

ภาพ: นวลตา วงศ์เจริญ

The post ISSEY MIYAKE Spring/Summer 2024 คอลเล็กชัน Grasping the Formless พร้อมกับอินสตอลเลชันพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากเนื้อไม้แท้สู่ฝาขวดน้ำหอมวีแกนที่ ISSEY MIYAKE มุ่งสู่ความยั่งยืน https://thestandard.co/life/issey-miyake-vegan-perfume/ Mon, 10 Jul 2023 06:52:10 +0000 https://thestandard.co/?p=814734 ISSEY MIYAKE

น้ำหอมวีแกนสำหรับหนุ่มๆ ที่น่าสนใจในตอนนี้ ต้องยกให้ IS […]

The post จากเนื้อไม้แท้สู่ฝาขวดน้ำหอมวีแกนที่ ISSEY MIYAKE มุ่งสู่ความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ISSEY MIYAKE

น้ำหอมวีแกนสำหรับหนุ่มๆ ที่น่าสนใจในตอนนี้ ต้องยกให้ ISSEY MIYAKE L’Eau D’Issey Pour Homme Vétiver EDT Intense ใหม่ ที่มาพร้อมความสง่างามสมัยใหม่ที่กลมกลืนกับธรรมชาติ ด้วยการก้าวสู่ส่วนหนึ่งของวิถีความยั่งยืน โดยฝาของน้ำหอมประดิษฐ์ขึ้นจากไม้แอชที่สอดคล้องกับหลักการความเป็นวีแกนของผลิตภัณฑ์ และยังเป็นการเพิ่มเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร 


ฝาขวดแต่ละขวดมีรูปแบบที่แตกต่างกัน เพราะทำมาจากเนื้อไม้จริง ทำให้ลวดลายของแต่ละฝานั้นสะท้อนถึงเอกลักษณ์และความหลากหลายที่พบในธรรมชาติ เป็นการออกแบบเป็นสัญลักษณ์ที่กลมกลืนระหว่างหยดน้ำและความสงบ ส่วนแนวกลิ่นเด่นด้วย Woody Vetiver ที่ผสานความเผ็ดร้อนของ Ginger และ Sage เข้ากับกลิ่นหอมจากราก Heti Vetiver มอบความหอมละมุนจากเนื้อไม้กลายเป็นความหอมใหม่ที่สดชื่นและน่าจดจำ


ทางด้านตัวขวดน้ำหอมทำจากแก้ว PCR 20% โดยปราศจากพลาสติกอย่างสิ้นเชิง น้ำหอมวีแกนที่ประกอบด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติถึง 93% สำหรับหนุ่มๆ ทำให้นี่อาจเป็นไอเท็มที่ผู้ชายมีสไตล์และมีหัวใจรักสิ่งแวดล้อมในยุคนี้ห้ามพลาด

 

ภาพ: Courtesy of ISSEY MIYAKE

The post จากเนื้อไม้แท้สู่ฝาขวดน้ำหอมวีแกนที่ ISSEY MIYAKE มุ่งสู่ความยั่งยืน appeared first on THE STANDARD.

]]>
me ISSEY MIYAKE แบรนด์น้องเล็กจากตระกูล ISSEY MIYAKE ที่เริ่มจากการขายเสื้อผ่านตู้ทรงเครื่องขายของอัตโนมัติ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/me-issey-miyake/ Wed, 07 Jun 2023 02:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=797511 me ISSEY MIYAKE

ISSEY MIYAKE แบรนด์แฟชั่นสัญชาติญี่ปุ่นอันโด่งดังและเป็ […]

The post me ISSEY MIYAKE แบรนด์น้องเล็กจากตระกูล ISSEY MIYAKE ที่เริ่มจากการขายเสื้อผ่านตู้ทรงเครื่องขายของอัตโนมัติ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
me ISSEY MIYAKE

ISSEY MIYAKE แบรนด์แฟชั่นสัญชาติญี่ปุ่นอันโด่งดังและเป็นที่จดจำไปทั่วโลก จากฝีมือการออกแบบของ Issey Miyake ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นผู้คิดค้นเทคนิคการทำผ้าอัดพลีต เพื่อนำมาใช้ออกแบบสินค้าแฟชั่นต่างๆ ที่สวมใส่สบาย พกพาง่าย และมอบชีวิตประจำวันที่สะดวกสบายขึ้นให้ทุกคน

 

เพราะเอกลักษณ์ที่โดดเด่นชัดเจนนี้เอง ทำให้แบรนด์ ISSEY MIYAKE เริ่มมีชื่อเสียงระดับโลก จนมีไลน์สินค้าใหม่ภายใต้ชื่อแบรนด์อื่นๆ มากมาย

 

หนึ่งในนั้นก็คือ ‘me ISSEY MIYAKE’ แบรนด์น้องคนสุดท้องจากตระกูล ISSEY MIYAKE ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2000 

 

 

คนไทยหลายคนน่าจะรู้จัก me ISSEY MIYAKE จากกระเป๋าอัดพลีตสุดฮิต หรือ Trunk Pleats Bags ทว่าแท้จริงแล้ว me ISSEY MIYAKE เริ่มต้นจากการขายเสื้อยืดสำหรับศตวรรษที่ 21 ด้วยการทำเสื้อเพียงไซส์เดียว แต่เนื้อผ้าสามารถยืดหดได้เข้ากับรูปร่างของทุกคน โดยเสื้อบรรจุมาในกระบอกพลาสติก และจำหน่ายผ่านตู้ขายของอัตโนมัติ 

 

 

me ISSEY MIYAKE จึงเป็นหนึ่งในผลงานการออกแบบอันยอดเยี่ยมของ Issey Miyake เขาตั้งใจทำให้แบรนด์นี้เต็มไปด้วยความสนุกสนาน มีสีสัน และมอบความสะดวกสบายให้ชีวิตประจำวันของผู้คน สินค้าจาก me ISSEY MIYAKE จึงเน้นความสร้างสรรค์ แปลกใหม่ มีทั้งเสื้อผ้า Ready-to-Wear และอ็กเซสซอรี

 

โดยทุกอย่างดีไซน์ภายใต้แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับ ‘ความเบา กะทัดรัด ดูแลง่าย และนำไปมิกซ์แอนด์แมตช์ได้อย่างอิสระและสนุกสนาน’

 

me ISSEY MIYAKE จึงมีอีกหนึ่งความพิเศษคือ การใช้วัสดุที่แปลกใหม่ ด้วยการพัฒนาพลีตที่ยืดหดได้หลายทิศทาง (Multi-direction Elastic Pleats) ผสมกับลายพิมพ์ สีสัน และเทคนิคล้ำสมัยที่สะท้อนนวัตกรรมใหม่ๆ ให้วงการแฟชั่น

 

STRETCH PLEATS เนื้อผ้าชนิดแรกของแบรนด์

 

เนื้อผ้า 4 ชนิดหลักของ me ISSEY MIYAKE ได้แก่ ‘STRETCH PLEATS’ เริ่มวางจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2000 จุดเด่นคือเนื้อผ้าที่ยืดได้หลายทิศทาง ทั้งแนวตั้งและแนวนอน มีความเบาสบาย ลายพิมพ์แปลกตาและไม่ยับ ทำให้พกพาง่าย

 

FINE KNIT PLEATS และ SEE-THROUGH CREPE 

 

‘FINE KNIT PLEATS’ เป็นผ้านิตอัดพลีตที่มีความเบา นุ่ม ยืดหยุ่น เพราะเนื้อผ้าทำจากด้ายเพียงเส้นเดียว ในขณะที่ ‘SEE-THROUGH CREPE’ เป็นผ้าทอจากเส้นด้ายบิดเกลียว และทำการย้อมสีในขณะคลายเกลียวออก ทำให้มีลายในตัวเนื้อผ้า แถมเป็นผ้าซีทรูเนื้อละเอียด และไม่ยับย่นเช่นกัน

 

CAULIFLOWER เนื้อผ้าที่มีผิวสัมผัสพิเศษ

 

‘CAULIFLOWER’ เสื้อผ้าจากซีรีส์นี้ทำจากผ้าคอตตอน โดยใช้เส้นด้ายยืดหดได้ระหว่างการย้อมสี ทำให้เนื้อผ้าสวมใส่สบาย ยืดหยุ่นเข้ากับรูปทรงของผู้ใช้งานทุกคน

 

me ISSEY MIYAKE เข้ามาในเมืองไทยครั้งแรกเมื่อปี 2012 อยู่ในร้านเดียวกับแบรนด์ PLEATS PLEASE ISSEY MIYAKE สยามดิสคัฟเวอรี่ ก่อนที่ในปี 2023 จะเปิดตัว Free Standing Store เป็นของตัวเองแห่งแรกในเมืองไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ดิ เอ็มควอเทียร์

 

 

พร้อมฉลองการเปิดตัวสโตร์แห่งใหม่ด้วยสีสันสดใสจากคอลเล็กชันใหม่ ‘PALETTE 10’ ที่นำเสนอผ่านเนื้อผ้า STRETCH PLEATS เพื่อให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายตัวและสนุกไปกับสีสันสไตล์ me ISSEY MIYAKE โดยจะมีทั้งเสื้อคอเต่าแขนยาว เสื้อคอกลมแขนสั้น และผ้าพันคอ จำหน่ายเฉพาะที่ร้าน me ISSEY MIYAKE สาขาดิ เอ็มควอเทียร์ ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2023 เป็นต้นไป 

 

สำหรับ me ISSEY MIYAKE ประเทศไทย ปัจจุบันมี 2 สาขา คือ ดิ เอ็มควอเทียร์ ชั้น M และ สยามดิสคัฟเวอรี่ ชั้น G

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official @CLUB21TH_IM https://lin.ee/fFfXzSf​

 

M Fl. The EmQuartier T. 02 021 2100,​

G Fl. Siam Discovery T. 02 021 2142

 

อ้างอิง:

The post me ISSEY MIYAKE แบรนด์น้องเล็กจากตระกูล ISSEY MIYAKE ที่เริ่มจากการขายเสื้อผ่านตู้ทรงเครื่องขายของอัตโนมัติ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
BAO BAO VOICE อีเวนต์เต็มรูปแบบครั้งแรกในเอเชียของ ISSEY MIYAKE กับกระเป๋ารุ่นไอคอนิก https://thestandard.co/bao-bao-voice-issey-miyake/ Sun, 26 Mar 2023 12:51:17 +0000 https://thestandard.co/?p=768841

BAO BAO ISSEY MIYAKE เปิดตัวอีเวนต์ BAO BAO VOICE ที่บอ […]

The post BAO BAO VOICE อีเวนต์เต็มรูปแบบครั้งแรกในเอเชียของ ISSEY MIYAKE กับกระเป๋ารุ่นไอคอนิก appeared first on THE STANDARD.

]]>

BAO BAO ISSEY MIYAKE เปิดตัวอีเวนต์ BAO BAO VOICE ที่บอกเล่าปรัชญาและการออกแบบกระเป๋ารุ่นไอคอนิกครั้งแรกในเอเชียและประเทศไทย ที่ลาน Discovery Plaza หน้าห้าง Siam Discovery

 

โดยภายในงานแบ่งออกเป็น 4 ส่วน โซนแรกผู้เข้าชมจะได้พบกับการจัดแสดงกระเป๋ารุ่น Lucent ซึ่งเป็นซีรีส์ออริจินัลของ BAO BAO ISSEY MIYAKE ในเฉดสีและวัสดุพื้นผิวที่แตกต่างกันมากถึง 245 ใบ ต่อด้วยโซนจัดแสดงซีรีส์ Lucent Boxy ซีรีส์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกในไทยทั้งหมด 14 สี รวมถึง 8 สีเอ็กซ์คลูซีฟที่ทำขึ้นมาสำหรับอีเวนต์ครั้งนี้โดยเฉพาะ

 

ส่วนอีก 2 โซนที่เหลือจะเป็นการบอกเล่าที่มาของแนวคิดกระเป๋า ตั้งแต่ลักษณะการออกแบบชิ้นส่วนของกระเป๋าเป็นสามเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ บูธถ่ายภาพที่ทำให้เราได้เห็นถึงฟังก์ชันของกระเป๋าที่สามารถพับได้ และห้องจัดแสดงกระเป๋ารุ่นพิเศษที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีลงไป เช่น ลายพื้นผิวหยดน้ำและลายสะท้อนแสง

 

สามารถพบกับ BAO BAO VOICE ได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 2 เมษายนนี้ ณ ลาน Discovery Plaza หน้าห้าง Siam Discovery

 

 

ภาพ: BAO BAO ISSEY MIYAKE

The post BAO BAO VOICE อีเวนต์เต็มรูปแบบครั้งแรกในเอเชียของ ISSEY MIYAKE กับกระเป๋ารุ่นไอคอนิก appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมผลงานคอลเล็กชันเด่นของ Issey Miyake ดีไซเนอร์ระดับตำนานผู้ล่วงลับ https://thestandard.co/issey-miyake-collection/ Tue, 09 Aug 2022 14:01:02 +0000 https://thestandard.co/?p=665205 Issey Miyake

ในวันนี้วงการแฟชั่นได้สูญเสียหนึ่งในดีไซเนอร์ระดับตำนาน […]

The post รวมผลงานคอลเล็กชันเด่นของ Issey Miyake ดีไซเนอร์ระดับตำนานผู้ล่วงลับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Issey Miyake

ในวันนี้วงการแฟชั่นได้สูญเสียหนึ่งในดีไซเนอร์ระดับตำนานชาวญี่ปุ่นอย่าง Issey Miyake ในวัย 84 ปีด้วยโรคมะเร็งเซลล์ตับ และตลอดเวลากว่า 50 ปี นักออกแบบจากฝั่งเอเชียคนนี้ได้สร้างผลงานไว้มากมาย โดยเฉพาะเรื่องการผสมนวัตกรรมเข้ากับงานออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ จนกลายมาเป็นผ้าพลีตที่เราได้ยินชื่อแบรนด์เป็นต้องนึกถึงทุกครั้ง

 

THE STANDARD POP ได้รวบรวมผลงานเก่า ๆ ของ Issey Miyake ตั้งแต่ช่วงก่อร่างสร้างตัวในช่วงปี 1970-1980 จนได้เป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ฝั่งญี่ปุ่นรุ่นแรกที่ได้ไปมีพื้นที่และเป็นที่รู้จักในฝั่งยุโรป และได้จัดโชว์ที่ Paris Fashion Week และถึงแม้ว่าในระยะหลังเราจะไม่ได้เห็นเจ้าของแบรนด์ออกมาโค้งคำนับ หรือปรากฏตัวตามสื่อ แต่ผลงานของเขายังคงวางรากฐานให้กับอีกหลายแบรนด์ของ Issey Miyake ทั้งสีสัน การตัดเย็บ วัสดุ และความคิดสร้างสรรค์แบบนอกกรอบ ที่เรายังคงเห็นได้จนถึงทุกวันนี้

 

Issey Miyake

Issey Miyake

Issey Miyake

Issey Miyake

Issey Miyake

Issey Miyake

Issey Miyake

Issey Miyake

 

ภาพ: Getty Images

The post รวมผลงานคอลเล็กชันเด่นของ Issey Miyake ดีไซเนอร์ระดับตำนานผู้ล่วงลับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Issey Miyake ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นชื่อดัง เสียชีวิตในวัย 84 ปี ด้วยโรคมะเร็ง https://thestandard.co/issey-miyake-rip/ Tue, 09 Aug 2022 10:12:29 +0000 https://thestandard.co/?p=665051 Issey Miyake

Issey Miyake ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นชื่อดัง ผู้ก่อตั้งแบรนด […]

The post Issey Miyake ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นชื่อดัง เสียชีวิตในวัย 84 ปี ด้วยโรคมะเร็ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Issey Miyake

Issey Miyake ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นชื่อดัง ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ISSEY MIYAKE และเป็นที่รู้จักจากงานออกแบบผ้าพลีต เสียชีวิตในวัย 84 ปี ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ด้วยโรคมะเร็งเซลล์ตับ

 

โดยทางสำนักข่าว Kyodo ของประเทศญี่ปุ่น ได้รายงานว่า ดีไซเนอร์ระดับตำนานได้จากไปเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่วนพิธีกรรมต่างๆ ทางเว็บไซต์ WWD รายงานว่าจะไม่มีการจัดพิธีงานศพหรือพิธีรำลึกตามความต้องการของตัวดีไซเนอร์เอง

 

ในแถลงการณ์ของทางแบรนด์กล่าวว่า “เขาผู้ไม่ตามเทรนด์ จิตวิญญาณของคุณ Miyake ขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้ที่ไม่หยุดหย่อนและความกระหายในการส่งความสุขผ่านงานออกแบบ เขาคือผู้นำที่ทั้งเปิดรับงานฝีมือแบบดั้งเดิม แต่ก็มองไปข้างหน้าเพื่อหาทางออกใหม่ๆ ทั้งเทคโนโลยีจากการวิจัยและการพัฒนา เขาไม่เคยหยุดพักในงานสร้างสรรค์ที่เขารัก เขายังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับทีมของเขาเพื่อสร้างผลงานและดูแลคอลเล็กชันในแบรนด์ภายใต้ ISSEY MIYAKE จิตวิญญาณอันเปี่ยมไปด้วยความสุข พลัง และความงดงามของเขาจะถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป”

 

Issey Miyake เกิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 1938 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ไม่กี่ปีก่อนหน้าของเหตุการณ์ระเบิดปรมาณูในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีความสนใจที่จะเป็นนักเต้นและนักกีฬาตั้งแต่เด็กๆ แต่ได้เปลี่ยนความสนใจมาเป็นนักออกแบบจากการอ่านนิตยสารแฟชั่นของพี่สาว

 

การก่อตั้งแบรนด์ ISSEY MIYAKE เริ่มต้นในปี 1970 ด้วยการก่อตั้ง Miyake Design Studio ที่กรุงโตเกียว และต่อมาได้พัฒนาการใช้ผ้าอัดพลีตในรูปแบบใหม่ๆ จนเกิดเป็นหนึ่งในไลน์ที่ขายดีจนถึงปัจจุบันอย่าง Pleats Please ตามมาด้วย Homme Plissé Issey Miyake ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นคนแรกๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Paris Fashion Week

 

รวมไปถึงอีกหลากหลายแบรนด์ที่ตามมาจากวิสัยทัศน์ของเขาภายเครือ ISSEY MIYAKE ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า Bao Bao, ไลน์นาฬิกา และน้ำหอม L’eau d’Issey หนึ่งในน้ำหอมกลิ่นคลาสสิกที่เปิดตัวในปี 1992

 

ภาพ: ullstein bild / gettyimages

อ้างอิง:

The post Issey Miyake ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นชื่อดัง เสียชีวิตในวัย 84 ปี ด้วยโรคมะเร็ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE เปิดร้านป๊อปอัพสาขาใหม่ที่เอ็มควอเทียร์ https://thestandard.co/homme-plisse-issey-miyake-pop-up-store/ Sat, 05 Feb 2022 03:08:36 +0000 https://thestandard.co/?p=590766 HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE

HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE แบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายสัญชาติญี […]

The post HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE เปิดร้านป๊อปอัพสาขาใหม่ที่เอ็มควอเทียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE

HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE แบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายสัญชาติญี่ปุ่นได้เปิดร้านป๊อปอัพสาขาใหม่ที่ศูนย์การค้าดิเอ็มควอเทียร์

 

ภายในร้านขนาด 110 ตรม. แบบเปิดโล่งแห่งนี้ ตกแต่งด้วยโทนสีขาวสว่างสบายตาและสีดำสุดมินิมัลที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และทำให้สินค้าเสื้อผ้าหลากหลายดีไซน์และสีสันของแบรนด์ที่ถูกจัดเรียงตามสีโดดเด่นออกมายิ่งขึ้น 

 

ส่วนสินค้าในร้านมีตั้งแต่เสื้อผ้าผู้ชายชิ้นเบสิกที่ขายดีอย่างเสื้อคลุม เสื้อแขนกุด เสื้อสเวตเตอร์ เสื้อเชิ้ต และกางเกง คอลเล็กชันประจำฤดูใบไม้ผลิ-ฤดูร้อน 2022 ที่ชื่อว่า Human Ensemble ที่มาจากแนวคิดโครงร่างของตัวมนุษย์ที่พริ้วไหวไปตามเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ พร้อมกับแอ็กเซสซอรีอย่างกระเป๋าและหมวก ที่สร้างสรรค์ขึ้นจากวัสดุผ้าอัดพลีตด้วยเทคนิคอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ 

 

HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE ถือกำเนิดขึ้นในปี 2013 ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นสำหรับไลฟ์สไตล์ของผู้ชายในยุคปัจจุบัน โดยเสื้อผ้าได้รับการพัฒนาขึ้นโดยมีที่มาจากการวิจัย ค้นคว้า และพัฒนาพลีตของทีมดีไซเนอร์ ISSEY MIYAKE ตั้งแต่ปี 1988 

 

ซึ่งการมาถึงของร้านไลน์เสื้อผ้าผู้ชายในย่านพร้อมพงษ์ครั้งนี้ ได้เสริมอาณาจักรสินค้าของแบรนด์ที่เป็นที่นิยมในตลาดประเทศไทยมากขึ้น ทั้ง Bao Bao ISSEY MIYAKE และ Pleats Please ISSEY MIYAKE ที่อยู่ไม่ไกลกัน ยังไม่นับรวมสาขาแฟล็กชิปใหญ่ที่ Siam Discovery ที่รวมเกือบทุกไลน์สินค้าของ ISSEY MIYAKE

 

สำหรับร้าน HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE เปิดให้บริการแล้ววันนี้ บริเวณชั้น M ฝั่ง Glass Quartier ศูนย์การค้าดิเอ็มควอเทียร์

 

ภาพ: HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE

อ้างอิง:

The post HOMME PLISSÉ ISSEY MIYAKE เปิดร้านป๊อปอัพสาขาใหม่ที่เอ็มควอเทียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมเทคนิคย้อมสีแบบวาดมือของเสื้อผ้าคอลเล็กชัน Spring/Summer 2022 จาก ISSEY MIYAKE ที่เมืองเกียวโต https://thestandard.co/issey-miyake-spring-summer-2022/ Fri, 14 Jan 2022 09:28:36 +0000 https://thestandard.co/?p=582565 ISSEY MIYAKE

เสื้อผ้าส่วนหนึ่งของคอลเล็กชันประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน […]

The post ชมเทคนิคย้อมสีแบบวาดมือของเสื้อผ้าคอลเล็กชัน Spring/Summer 2022 จาก ISSEY MIYAKE ที่เมืองเกียวโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ISSEY MIYAKE

เสื้อผ้าส่วนหนึ่งของคอลเล็กชันประจำฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2022 จาก ISSEY MIYAKE ที่ใช้ชื่อว่า A Voyage in Descent แบรนด์แฟชั่นจากญี่ปุ่นได้นำแรงบันดาลใจจากสีของกระแสน้ำในท้องทะเลมาใส่ในเสื้อผ้า ผ่านเทคนิคการย้อมสีแบบวาดมือที่เรียกว่า ‘ฮิกิโซเมะ’ (Hikizome) โดยช่างฝีมือในเมืองเกียวโต พร้อมจัดนิทรรศการในร้านใจกลางกรุงเก่าของประเทศญี่ปุ่น

 

โดยเทคนิคดังกล่าว ช่างฝืมือจะใช้แปรงจุ่มสีวาดลวดลายลงบนผืนผ้าที่เปียกชื้น และปล่อยให้น้ำย้อมสีค่อยๆ ซึมเข้าสู่เนื้อผ้าอย่างอิสระจนเกิดเป็นการไล่สี หลังจากนั้นช่างฝีมือจะใช้เครื่องพ่นสีพ่นละอองผสมน้ำย้อมสีเข้าทับลงบนเนื้อผ้าอีกที เพื่อสร้างลวดลายฮิกิโซเมะที่ชวนให้นึกถึงภูมิทัศน์อันงดงามใต้ท้องทะเล

 

เสื้อผ้าคอลเล็กชันนี้ทางแบรนด์ได้ปล่อยซีรีส์ชื่อว่า ‘Silence’ ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้เทคนิคฮิกิโซเมะในโทนสีคราม, ม่วง และดำ ในลายที่ใช้ชื่อว่า Yugari และ Nagare บนชุดเดรส, เสื้อตัวบน, แจ็กเก็ต, กางเกง และกระโปรง

 

นอกจากนี้ทาง ISSEY MIYAKE ยังได้จัดนิทรรศการเทคนิคฮิกิโซเมะชื่อว่า ‘Kura Exhibition: Hand-Drawn Dyeing’ ที่ร้านสาขาเมืองเกียวโตซึ่งมีดีไซน์เฉพาะตัวเป็นทาวน์เฮาส์แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น ออกแบบโดย Naoto Fukasawa นักออกแบบที่เคยทำงานร่วมกับ Muji และ Samsung และเป็นพื้นที่ในการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับงานออกแบบและการสร้างสรรค์มากมายของแบรนด์ตลอดทั้งปี สามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 23 กุมภาพันธ์ 2022

 

 

ภาพ: ISSEY MIYAKE

The post ชมเทคนิคย้อมสีแบบวาดมือของเสื้อผ้าคอลเล็กชัน Spring/Summer 2022 จาก ISSEY MIYAKE ที่เมืองเกียวโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
Issey Miyake Spring/Summer 2021 กับแนวคิด ‘Unpack the Compact’ จินตนาการอยากให้ทุกลุคสามารถยัดเข้าไปในกล่องเดียวได้ https://thestandard.co/issey-miyake-spring-summer-2021/ Sat, 03 Oct 2020 05:10:18 +0000 https://thestandard.co/?p=403419 Issey Miyake Spring/Summer 2021

แม้แบรนด์ Issey Miyake จะไม่ได้ไปทำแฟชั่นโชว์ที่กรุงปาร […]

The post Issey Miyake Spring/Summer 2021 กับแนวคิด ‘Unpack the Compact’ จินตนาการอยากให้ทุกลุคสามารถยัดเข้าไปในกล่องเดียวได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Issey Miyake Spring/Summer 2021

แม้แบรนด์ Issey Miyake จะไม่ได้ไปทำแฟชั่นโชว์ที่กรุงปารีสเหมือนซีซันก่อนๆ แต่สำหรับคอลเล็กชัน Spring/Summer 2021 ที่นำเสนอเป็นรูปแบบวิดีโอพรีเซนเทชัน ถ่ายทำ ณ แวร์เฮาส์แห่งหนึ่งในโตเกียว เสื้อผ้าก็ยังมาพร้อมแนวคิดที่ผสมผสานเรื่องสไตล์ นวัตกรรม และฟังก์ชันตามดีเอ็นเอของแบรนด์ได้อย่างลงตัว

 

Satoshi Kondo อาร์ทิสติกไดเรกเตอร์ของแบรนด์ ได้นิยามคอนเซปต์คอลเล็กชันนี้ว่า ‘Unpack the Compact’ ได้แรงบันดาลใจจากการเห็นกล่องจำนวนมากที่ถูกส่งออกไปปารีสพร้อมสินค้าซีซันก่อน ซึ่งทำให้เขาตระหนักถึงปริมาณเสื้อผ้าที่กำลังถูกขนส่ง จึงอยากทำคอลเล็กชันที่กะทัดรัดที่สุดที่เป็นไปได้ จินตนาการว่าอยากให้ทุกลุคสามารถยัดเข้าไปในกล่องเดียวได้ แต่พอเปิดกล่องออกมาเสื้อผ้าก็จะยังมีมิติ สีสัน และสร้างความสุขได้

 

เสื้อผ้าในคอลเล็กชันจึงถูกดีไซน์และผลิตด้วยเนื้อผ้าที่ต้องคิดไปอีกขั้น และต้องตอบโจทย์หลักการ ‘Unpack the Compact’ ได้ โดยเราจะเห็นกลุ่มไอเท็มชื่อ ‘To Go’ ที่กางเกงสามารถพับเป็นกระเป๋าทรงพอชได้ และเสื้อโค้ตที่สามารถเปลี่ยนเป็นกระเป๋าเสื้อผ้า (Garment Bag) ได้ด้วยเช่นกัน บวกกับมีกลุ่มสินค้า ‘Out A Piece’ ที่เป็นไอเท็ม Outerwear เช่น แจ็กเก็ตที่สามารถปรับเปลี่ยนการสวมใส่ และสไตลิ่งด้วยซิปต่างๆ เพื่อสร้างรูปทรงสามมิติ ส่วนเนื้อผ้าหลายชิ้นก็กันน้ำและไม่มีรอยยับ หรือแม้แต่ไอเท็ม Knitwear ก็มีความยืดหยุ่นเหมือนฟองน้ำ ซึ่งทั้งหมดถือว่าเหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องเดินทางและไปไหนตลอดเวลา

 

   

 

ภาพ: Courtesy of Issey Miyake

The post Issey Miyake Spring/Summer 2021 กับแนวคิด ‘Unpack the Compact’ จินตนาการอยากให้ทุกลุคสามารถยัดเข้าไปในกล่องเดียวได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เรียบง่าย ทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา สารตั้งต้นความสำเร็จของ ISSEY MIYAKE WATCH [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/issey-miyake-watch/ Tue, 18 Feb 2020 07:41:09 +0000 https://thestandard.co/?p=332261

‘ความเรียบง่าย’ แต่แฝงไว้ด้วย ‘ความสดใหม่’ กลายเป็นสองค […]

The post เรียบง่าย ทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา สารตั้งต้นความสำเร็จของ ISSEY MIYAKE WATCH [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

‘ความเรียบง่าย’ แต่แฝงไว้ด้วย ‘ความสดใหม่’ กลายเป็นสองคำตั้งต้นที่ ISSEY MIYAKE แบรนด์แฟชั่นจากประเทศญี่ปุ่นเลือกหยิบมาเป็นส่วนผสมสำคัญในการสร้างไลน์อัพผลิตภัณฑ์นาฬิกาข้อมือแบบเข็มอะนาล็อก (Analog Watch)

 

จุดแข็งของ ISSEY MIYAKE WATCH นอกเหนือจากดีไซเนอร์ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นนักออกแบบระดับโลกที่มีเอกลักษณ์ในงานออกแบบของตัวเองที่ชัดเจนแล้ว การออกแบบนาฬิกาแต่ละเรือนยังมีข้อแม้อีกด้วยว่าจะต้องผลิตในญี่ปุ่นเท่านั้น

 

ส่วนตัวดีไซเนอร์เองก็ต้องมีส่วนร่วมในการออกแบบตั้งแต่ตัวเรือน หน้าปัด ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ใส่นาฬิกา

 

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นว่า ถึงแม้จะเน้นความเรียบง่ายแค่ไหน แต่ ISSEY MIYAKE WATCH ก็ไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้แน่ใจว่านาฬิกาทุกเรือนจะได้คุณภาพและทรงคุณค่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

 

 

จาก ‘รถยนต์’ สู่ ‘นาฬิกา’ ของสองสิ่งเข้ากันได้อย่างไร

ในปี 2012 ISSEY MIYAKE WATCH มีโอกาสได้ร่วมงานกับ ซาโตชิ วาดะ ดีไซเนอร์ผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์ ที่มีประสบการณ์การทำงานร่วมกับแบรนด์รถยนต์ระดับโลก ตั้งแต่ Nissan ไปจนถึง Audi ที่เขามีส่วนร่วมพัฒนา ‘Audi A5’ รถยนต์สมรรถนะสูง ซึ่งได้รับการขนานนามว่า เป็นรถ Coupé ที่มีรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวสวยงามมากที่สุดคันหนึ่งของโลก

 

ซาโตชิ วาดะ

 

ในเวลานั้นวาดะได้นำประสบการณ์ที่สั่งสมจนสุกงอมมาพัฒนางานออกแบบนาฬิกาข้อมือ ISSEY MIYAKE WATCH โดยเบลนด์ส่วนผสมความเรียบแบบมินิมัลกับความล้ำสมัยของโลกอนาคตมาจัดวางร่วมกันได้แบบพอดิบพอดี จนเกิดเป็น ‘W’ หนึ่งในซีรีส์นาฬิกาข้อมือที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากของแบรนด์

 

 

ความเจ๋งของ W คือการที่มันเป็นนาฬิกาโคโนกราฟ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจการวางตำแหน่งหน้าปัดมาจากมาตรวัดรถยนต์ที่มีความแม่นยำ ส่วนตัวเรือนสเตนเลสสตีลได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบมาจากล้ออะลูมิเนียมของรถยนต์

 

https://www.youtube.com/watch?v=aH1Hr9KkhBM

 

U สานต่อความสำเร็จของความล้ำค่าเหนือกาลเวลา 

9 ปีผ่านไป วาดะกลับมาสานต่อความสำเร็จของ W อีกครั้ง ด้วยการเปิดไลน์อัพซีรีส์นาฬิกาข้อมือในตระกูลใหม่อย่าง ‘U’ ที่ถูกออกแบบขึ้นมาโดยเน้นความ Timeless ให้มากที่สุด เพื่อให้ตัวนาฬิกามีความคลาสสิก เท่ ล้ำสมัย โดยไร้กรอบเวลามาเป็นตัวกำหนด ที่สำคัญดีไซน์ของมันยังเป็นแบบ Unisex นั่นหมายความว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็สามารถสวมใส่มันบนข้อมือ แล้วออกมาดูดีได้ไม่แพ้กัน

 

สาเหตุที่เลขบอกเวลาบนหน้าปัดของ U เป็นเลขโรมัน ก็เพื่อที่จะบอกเราว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานนับพันปี แต่มนต์ขลังและความสง่างามเหนือกาลเวลาจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน 

 

 

 

ส่วนพื้นที่อื่นๆ บนหน้าปัดถูกปล่อยให้ว่าง (ไม่ใช้ดีไซน์โคโนกราฟแบบ W) เพื่อสื่อถึงความสวยงามที่เรียบง่าย ดูธรรมดา แต่ยังแฝงไว้ด้วยอารมณ์ความรู้สึกลึกลับผ่านวัสดุกระจกแบบโค้งเว้าบนหน้าปัด

 

วาดะเล่าว่า พื้นที่ด้านข้างของตัวเรือนนาฬิกาข้อมือที่บางลง ได้กลายเป็นหนึ่งในส่วนประกอบของนาฬิกาข้อมือที่ท้าทายเหล่านักออกแบบและกระบวนการผลิตนาฬิกามาโดยตลอด แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันก็ช่วยให้เขาสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างหมดจด 

 

นั่นจึงทำให้พื้นที่ด้านข้างของนาฬิกาข้อมือ U มีลักษณะที่บางลง ตัวเรือนและกระจกทรงโค้งมนคล้ายกับแนวเส้นสายการออกแบบรูปทรงของตัวถังรถยนต์ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ซึ่งเปรียบเสมือนเอกลักษณ์ของงานออกแบบอันโฉบเฉี่ยวของวาดะ ให้ความรู้สึกลึกลับ สวยงาม แต่ขณะเดียวกันก็ยังชวนให้รู้สึกน่าค้นหา

 

 

 

สำหรับตัวเรือน U ใช้วัสดุสเตนเลสสตีล ช่วยให้คุณมั่นใจเรื่องความคงทนแข็งแกร่ง สายมีให้เลือกด้วยกัน 2 แบบ คือ สายหนังลูกวัวและสายสเตนเลสสตีลแบบง่ายต่อการปรับระดับความยาว ขณะที่หน้าปัดขนาด 41.1 มม. มาให้เลือก 2 สี คือ ขาวและดำ

 

วาดะยังได้ให้นิยามทิ้งท้ายว่า U เปรียบเสมือนนิยายเล่มหนึ่งที่ให้อารมณ์ความรู้สึกนิ่งสงบ และเผยให้เห็นอนาคตที่สวยงามที่รออยู่ข้างหน้า มากกว่าแค่ความรู้สึกตื่นเต้นหวือหวา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง เกิดขึ้นแค่ชั่วครู่ชั่วคราว

 

 

ว่ากันว่า ‘ความเรียบง่าย’ แม้บางครั้งจะดูนิ่งเรียบ ไม่หวือหวา คาดเดาได้ไม่ยากนัก แต่ในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเวลาผ่านไปนานแค่ไหน มันจะกลายเป็นสิ่งที่ล้ำค่า ซึ่งไม่มีสิ่งอื่นใดมาทดแทนได้เช่นเดียวกับ U ที่จะคงความเท่ นิ่ง และเรียบหรูเหนือกาลเวลาเอาไว้ตลอดไป

 

สัมผัสนาฬิกา ‘U’ Series เรือนจริงได้ที่เคาน์เตอร์นาฬิกา ISSEY MIYAKE ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรคาเดโร ไทม์ 0 2163 0555

The post เรียบง่าย ทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา สารตั้งต้นความสำเร็จของ ISSEY MIYAKE WATCH [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 น้ำหอมที่ใช้แล้วเหมือนอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ ชายหาด และลำธาร https://thestandard.co/beauty-list-5-perfume/ https://thestandard.co/beauty-list-5-perfume/#respond Fri, 05 Apr 2019 06:00:05 +0000 https://thestandard.co/?p=211955

นักค้นคว้าวิจัยที่สถาบัน Memorial Sloan Kettering Cance […]

The post 5 น้ำหอมที่ใช้แล้วเหมือนอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ ชายหาด และลำธาร appeared first on THE STANDARD.

]]>

นักค้นคว้าวิจัยที่สถาบัน Memorial Sloan Kettering Cancer Center ในนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา รายงานว่า การใช้น้ำหอมสามารถช่วยบรรเทาความเครียดได้จริง โดยเขาทดสอบกับผู้ป่วยจำนวน 57 คนที่เข้ารับการทำ MRI ด้วยการให้คนไข้ดมกลิ่นน้ำหอม ผลปรากฏว่า ช่วยทำให้ลดความเครียดลดลงไปได้ถึง 63% และนอกจากจะลดความเครียดได้แล้ว น้ำหอมยังสามารถนำพาความรู้สึกของเราออกเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ผ่านความหอมอันเป็นเอกลักษณ์ได้ด้วย อันเป็นเหตุผลที่ทำให้เราอยากพาทุกคนไปรู้จักกับน้ำหอม 5 กลิ่นใหม่ ที่ใช้แล้วเหมือนอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ ชายหาด ลำธาร และภูเขา

 

 

สาวรักดอกไม้ป่า แม่น้ำลำธาร คุณเหมาะกับน้ำหอม Jo Malone London
We Say: ทุกๆ ปี Jo Malone London ผลิตน้ำหอมคอลเล็กชันพิเศษขึ้นมาจากแรงบันดาลใจและแนวคิดที่ไม่เคยซ้ำกัน ปีนี้เสน่ห์ของดอกไม้ป่าเป็นสิ่งที่แบรนด์หยิบยกมาพูดถึง ผ่านการดีไซน์น้ำหอมจำนวน 5 กลิ่นใหม่ในคอลเล็กชัน Wild Flowers & Weeds

 

จุดเด่น: ขวดน้ำหอมดีไซน์ออกมาได้สวยงาม ดึงเอาเอกลักษณ์ของส่วนผสมหลักของน้ำหอมแต่ละกลิ่นมาออกแบบเป็นลวดลายขวด โดยใช้เทคนิคภาพเขียนร่วมสมัยที่ปรากฏในกล่องของขวัญที่ระลึก ซึ่งกลิ่นทั้ง 5 อันประกอบด้วย Hemlock & Bergamot กลิ่นหอมสะอาดคล้ายกับกลิ่นแป้งเด็ก Cade & Cedarwood กลิ่นหอมคล้ายถ่านไม้ที่ถูกจุดขึ้นยามค่ำคืน Lupin & Patchouli กลิ่นนี้ชวนให้นึกถึงริมฝั่งของแม่น้ำเย็นสบายที่มีทุ่งดอกไม้ล้อมรอบ Willow & Amber กลิ่นหอมแบบไม้ๆ มีเอกลักษณ์จากกลิ่นใบต้นหลิว และ Nettle & Wild Achilla กลิ่นแบบดอกหญ้าที่ปกคลุมผืนดิน

 

ราคา: โคโลญจน์ทั้ง 5 กลิ่น ขนาด 30 ml. ราคา 2,800 บาท

 

 

 

สาวผู้หลงใหลความหอมในสวนกุหลาบ คุณเหมาะกับน้ำหอม Ralph Lauren

We Say: เชื่อว่าถ้าผู้หญิงต้องเลือกน้ำหอมกลิ่นใดกลิ่นหนึ่ง หนึ่งในตัวเลือกนั้นอาจมีกลิ่นกุหลาบเข้ารอบ ใครชอบดอกกุหลาบเป็นทุนเดิม น่าจะหลงเสน่ห์ความหอมของ Romance Rosé ได้ไม่ยาก เสน่ห์ของกลิ่นแรกคือ แนวกลิ่นฟรุตตี้จากลิ้นจี่ แอปเปิ้ลแดง เบอร์กามอต และแบล็กเคอร์แรนต์

 

จุดเด่น: เหมาะกับคนหวานแบบไม่ชอบความหวานแบบเลี่ยนเกินไป เมื่อใช้กลิ่นนี้ไปสักพัก กลิ่นกุหลาบ Sun Goddess Rose จะค่อยๆ เด่นชัดและเบาบางหอมติดผิวไปตลอดทั้งวัน

ราคา: ขนาด 100 ml. 4,800 บาท

 

 

สาวที่หลงรักเกลียวคลื่น สายลม แสงแดด คุณเหมาะกับน้ำหอม Davidoff

We Say: แนะนำ Cool Water Woman Wave Eau de Toilette กลิ่น Fruity Floral ให้กับผู้หญิงทุกคนที่หลงเสน่ห์ของหาดทราย สายลม แสงแดด เพราะทั้งดีไซน์ สีสัน และแนวกลิ่น ล้วนออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับการสร้างอารมณ์ที่ผ่อนคลายราวกับได้พักผ่อนอยู่ริมทะเล อันเป็นเสน่ห์คลาสสิกในแบบของ Davidoff

 

จุดเด่น: แนวกลิ่นแรกที่สัมผัสได้นั่นคือ กลิ่นดอกไม้จำพวกดอกมะลิ ผสมผสานกับกลิ่นของความสดชื่นจากผลไม้พันธุ์มะนาวเม็กซิกัน และปิดท้ายด้วยกลิ่นเบาบางแบบแอมเบอร์ ที่หอมอ่อนๆ อบอุ่น เหมือนกลิ่นน้ำผึ้ง

 

ราคา: ขนาด 50 ml. ราคา 2,650 บาท

 

 

สาวติดบ้าน คุณเหมาะกับน้ำหอม Philosophy

We Say: ถ้าอยากได้ฟีลสบายๆ คลีนๆ เหมือนตอนกางหนังสือเล่มโปรดอ่านชิลๆ อยู่บ้าน น้ำหอม Pure Grace Fragrance Eau De Toilette น่าจะตอบโจทย์ที่สุด เพราะแนวกลิ่นให้ความรู้สึกเรียบง่ายแต่ไม่ธรรมดา

จุดเด่น: เป็นน้ำหอมที่ได้แรงบันดาลใจในการทำมาจากกลิ่นสบู่ และน้ำที่เป็นตัวแทนของความสะอาดสดชื่น เพียงหยิบมาฉีดในวันว่างๆ แสนเรียบง่าย ก็ได้รับความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีชีวิตชีวากับกิจกรรมง่ายๆ ที่คุณชอบทำตอนอยู่บ้าน

 

ราคา: ขนาด 60 ml. ราคา 1,990 บาท

 

 

สาวรักแสงแดดและกิจกรรมเอาต์ดอร์ คุณเหมาะกับน้ำหอม Issey Miyake
We Say: เราชอบกลิ่นที่แสดงออกถึงความเป็นผู้หญิงของน้ำหอม L’Eau d’Issey Eau de Toilette Summer จากแนวกลิ่นตระกูลผลไม้และดอกไม้ อาทิ เกรปฟรุต ลิ้นจี่ เสาวรส และฝรั่ง เมื่อผสานกลิ่นรวมกัน ให้ความรู้สึกสดชื่นแบบเขตร้อน ราวกับพร้อมออกไปลุยแสงแดดและสีสัน

 

จุดเด่น: นอกจากกลิ่นที่สดชื่นแล้ว เรายังชอบการออกแบบของ อาลิซ โอบัวร็อง (Alice Auboiron) ที่ใช้เทคนิคออกแบบตัวอักษรแบบที่เธอถนัดมาออกแบบขวดน้ำหอม ให้มีเอกลักษณ์งานศิลปะที่เรียบง่าย แต่ชัดเจน

 

ราคา: ขนาด 100 ml. ราคา 2,900 บาท

 

Photo: Courtesy of Brands

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post 5 น้ำหอมที่ใช้แล้วเหมือนอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ ชายหาด และลำธาร appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/beauty-list-5-perfume/feed/ 0
Fashion Week คืออะไร มีเพื่ออะไร? https://thestandard.co/fashion-week/ https://thestandard.co/fashion-week/#respond Tue, 05 Mar 2019 03:24:46 +0000 https://thestandard.co/?p=214606 Fashion Week

  Giovanna Battaglia Engelbert สไตลิสต์และอินฟลูเอ […]

The post Fashion Week คืออะไร มีเพื่ออะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fashion Week

 

Fashion Week

Giovanna Battaglia Engelbert สไตลิสต์และอินฟลูเอนเซอร์

Photo: Imaxtree

 

Fashion Week

ทีมงานนิตยสาร Vogue อเมริกาที่แฟชั่นวีก

Photo: Imaxtree

 

History 101

ตามหลักสากลแล้ว ‘แฟชั่นวีก’ ถ้าแปลตรงตัวก็คือ ราวหนึ่งสัปดาห์ในแต่ละเมืองที่มีการแฟชั่นโชว์และ Presentation ต่างๆ เพื่อให้แบรนด์ได้นำเสนอผลงานคอลเล็กชันใหม่ที่จะเข้าร้านอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยตามประเพณีดั้งเดิม สื่อแฟชั่นจะมาชมผลงานเพื่อวิเคราะห์เทรนด์ต่างๆ และเลือกเสื้อผ้าที่อยากถ่ายแบบหรือเขียนลงนิตยสาร ส่วนบายเออร์ของแบรนด์ ร้านค้ามัลติแบรนด์สโตร์ หรือห้างสรรพสินค้า ก็จะมาเพื่อสั่งไอเท็มที่จะนำไปขายในร้านอีก 6 เดือนต่อไป

 

ทุกวันนี้มี 4 เมืองหลักที่เรียกว่า ‘The Big Four’ ที่มีการจัดแฟชั่นวีกระดับโลก เริ่มด้วยนิวยอร์กที่เป็นต้นกำเนิด ‘แฟชั่นวีก’ ตั้งแต่ปี 1943 ซึ่งจัดโดย Eleanor Lambert พีอาร์สาวคนเก่งที่ริเริ่มงานมหกรรม Met Gala โดยเหตุผลที่จัดแฟชั่นวีกครั้งแรก เพราะฝั่งยุโรปในช่วงนั้นกำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง และสื่ออเมริกันไม่สามารถเดินทางไปชมผลงานดีไซเนอร์ที่ตอนนั้นจัดโชว์ตามห้องเสื้อต่างๆ (ยังไม่นับเป็นแฟชั่นวีก) ซึ่งต่อมา ‘Milan Fashion Week’ ก็เกิดขึ้นในปี 1958 ภายใต้การดูแลของหน่วยงาน National Chamber of Italian Fashion, ‘Paris Fashion Week’ ในปี 1973 จัดโดยหน่วยงาน Fédération française de la couture และปิดท้ายด้วย ‘London Fashion Week’ ที่เริ่มจัดในปี 1983 โดย British Fashion Council

 

Fashion Week

New York Fashion Week ในปี 2000

Photo: Stan Honda / AFP

 

Fashion Week

ช่างภาพที่โชว์ Issey Miyake Fall/Winter 2019 ที่ปารีส

Photo: Francois Guillot / AFP

 

ในทุกปี แฟชั่นวีกใน 4 เมืองหลักจะเน้นเสื้อผ้าสำเร็จรูป Ready-to-Wear หรือภาษาฝรั่งเศสที่ว่า prêt-à-porter ของผู้หญิง 2 ครั้ง ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม และกุมภาพันธ์-มีนาคม ส่วนของผู้ชายอีก 2 ครั้ง ในช่วงเดือนมกราคมและมิถุนายน ส่วนแฟชั่นวีกเสื้อผ้ากูตูร์ก็จะมีอีก 2 ครั้งหลังสัปดาห์เสื้อผ้าผู้ชายจบลงที่ปารีส โดยปารีสก็ยังถือว่าเป็นเมืองที่มีคนไปร่วมงานมากสุด เพราะเป็นศูนย์กลางของมหาอำนาจแบรนด์ระดับโลก ทั้งยังเป็นที่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์และเชิงพาณิชย์อย่างลงตัว โดยทุกซีซันจะมีสื่อมวลชนราว 2,000 คน บายเออร์ 800 คน และช่างภาพ 400 ซึ่งยังไม่รวมถึงส่วนของดารา อินฟลูเอนเซอร์ นางแบบ นายแบบ และทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังตั้งแต่คนก่อสร้างฉาก ดูแลคิว พีอาร์ จนถึงช่างแต่งหน้าและทำผม

 

ตั้งแต่ช่วงแรกที่มีการจัดแฟชั่นวีกจนถึงปลายยุค 90s งานก็ถือว่ามีความเอ็กซ์คลูซีฟอย่างแท้จริง เพราะแทบไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปมีส่วนร่วม หรือได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละโชว์ มากสุดที่คุณจะเห็นก็คือภาพถ่ายในหนังสือพิมพ์, ฟุตเทจในรายการทีวีเฉพาะทางอย่าง Videofashion หรือ Fashion File ของประเทศแคนาดาที่นักวิจารณ์แฟชั่น Tim Blanks เป็นพิธีกร, งานแจกรางวัล VH1/Vogue Fashion Awards หรือได้เห็นภาพในนิตยสารแฟชั่นที่จะตีพิมพ์หลายเดือนต่อมาช่วงเวลาเดียวกันพอเสื้อผ้าเข้าร้าน

 

 

 

Entering New Millennium

แต่พอเข้าสหัสวรรษใหม่ บทบาทของ ‘แฟชั่นวีก’ ก็เริ่มมีพัฒนาการและแทรกซึมในสารบบของวงการบันเทิงมากขึ้น อาทิ ซีรีส์ดังอย่าง Sex and the City ก็ได้ช่วยเปิดโลกทัศน์ให้คนได้เริ่มเข้าใจและเห็นว่าแฟชั่นวีกคืออะไร โดยตัวละคร Carrie Bradshaw เคยพูดวลีเด็ดว่า “ทุกปีผู้หญิงของนิวยอร์กลืมเรื่องราวในอดีตและตื่นเต้นที่จะมองไปข้างหน้า ซึ่งนั่นก็คือแฟชั่นวีก” และต่อมาก็มีรายการเรียลิตี้โชว์อย่าง The Hills, The City และ Project Runway ที่ต่างช่วยสะท้อนแง่มุมต่างๆ และปรุงรสชาติเกี่ยวกับแฟชั่นวีก

 

แต่ในความคิดผม สิ่งที่เป็นจุดชี้ชวนให้แฟชั่นวีกกลายเป็นอีเวนต์ที่คนทั่วไปเริ่มใฝ่ฝันถึงก็ต้องเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Devil Wears Prada (2006) กับฉากที่นางเอก Andrea Sachs ได้ไปสัมผัสปารีสแฟชั่นวีกครั้งแรกในฐานะเลขาของหัวหน้า Miranda Priestly บรรณาธิการนิตยสาร Runway โดยต่อมาก็มีสารคดี The September Issue (2009) ที่ติดตามการทำงานของนิตยสาร Vogue อเมริกา ก็สะท้อนแฟชั่นวีกได้อย่างแยบยล และผลักดันให้เป็นอีเวนต์ระดับโลกที่คนต้องรู้จักและอยากเป็นส่วนหนึ่งมากขึ้นไปอีก

 

Fashion Week

ช่างภาพสตรีทสไตล์ระดับตำนาน Bill Cunningham

Photo: Lukas Maverick Greyson / Shutterstock

 

Bryan Grey Yambo

 

Blogging Culture

พอ The Devil Wears Prada และ The September Issue ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย ก็เป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่อินเทอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับวงการแฟชั่น ซึ่งก็เป็น Domino Effect ทำให้วัฒนธรรม ‘บล็อกเกอร์’ ได้เกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นบุคคลธรรมดาที่มีความรู้และหลงใหลในวงการแฟชั่นเริ่มมาทำบล็อกของตัวเอง และเขียนถึงแฟชั่นในสำนวนแบบเป็นกันเอง พร้อมโชว์ลุคเสื้อผ้าในแต่ละวันของตัวเอง เช่น Tavi Gevinson, Susie Lau, Garance Dore และ Bryan Grey Yambo หรือที่รู้จักกันในนาม Bryan Boy ซึ่งดีไซเนอร์ Marc Jacobs ก็สร้างความฮือฮา ตั้งชื่อกระเป๋าหนังนกกระจอกเทศในคอลเล็กชัน Fall/Winter 2008 ว่า ‘BB’ หลังจาก Bryan ได้เขียนบนบล็อกตัวเองว่าชอบรุ่นนี้มาก

 

จากนั้นมาเราก็ได้เห็นกลุ่มบล็อกเกอร์ไปนั่งแถวหน้าตามแฟชั่นวีกต่างๆ ถึงแม้จะสร้างความไม่พอใจให้กับบรรณาธิการแฟชั่นบางคนที่อยู่มานานและอยู่ในอารมณ์ที่ว่า “คนพวกนี้มาจากไหน?! ฉันทำงานมาทั้งชีวิตเพื่อจะได้นั่งแถวหน้านะ” แต่ Kelly Cutrone พีอาร์หญิงที่เคยเป็นกรรมการรายการ American’s Next Top Model ก็เคยบอกกับ Racked.com ถึงการเปลี่ยนแปลงของการมีบล็อกเกอร์มาแฟชั่นวีกว่า “สำหรับฉันในฐานะพีอาร์คนหนึ่ง ฉันควรต้องสนใจไหมว่ามีเด็กคนหนึ่งกำลังเขียนบล็อกอยู่ที่โอคลาโฮมาเทียบเท่ากับบรรณาธิการจาก Vogue แน่นอนค่ะ เพราะสิ่งที่คนพวกนี้เขียนบนอินเทอร์เน็ตมันจะไม่มีวันหายไป และมันก็จะเป็นสิ่งแรกที่เหล่าดีไซเนอร์ได้เห็น”

 

นอกเหนือจากนั้น วัฒนธรรมบล็อกเกอร์ก็ช่วยให้คอนเทนต์ ‘Street Style’ ถูกทวีคูณและกลายเป็นเหมือนอีกปัจจัยหนึ่งของแฟชั่นวีกจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งถึงแม้การถ่ายสตรีทสไตล์เกิดขึ้นมานานตั้งแต่ยุค 70s กับช่างภาพสตรีทระดับตำนานอย่าง Bill Cunningham ในคอลัมน์ ‘On the Street’ หนังสือพิมพ์ The New York Times แต่มาสมัยนี้ก็มีช่างภาพสตรีทเป็นร้อยๆ อยู่หน้าโชว์ต่างๆ ของแฟชั่นวีกเพื่อรอแชะภาพคนที่มาดูโชว์ หรือที่ตลกกว่าคือมีบางคนอาจไม่มีตั๋วเข้างานด้วยซ้ำ แต่แต่งตัวแบบสุดโต่งและประโคมทุกอย่างที่หามาได้ในตู้เสื้อผ้าเพื่อให้ตัวเองถูกถ่ายรูป และหวังว่าต่อมาแบรนด์จะสนใจเชิญให้มาดูโชว์ในครั้งต่อไป หรือในวันนั้นเลยหากมีที่เหลือ

 

Fashion Week

จอ Livestream ที่ Piccadilly Circus ในลอนดอน

 

Alexander McQueen ‘Plato’s’ Atlantis Spring/Summer 2010

 

Watch The Live Stream

มากไปกว่านั้น ช่วงยุคต้น 2008-2009 ที่บล็อกเกอร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในช่วงแฟชั่นวีก เหล่าแบรนด์แฟชั่นก็เริ่มทำ Livestream แฟชั่นโชว์ให้คนทั่วโลกได้ดูอย่างจริงจัง โดยโชว์ที่ถือว่าสร้างบรรทัดฐานใหม่และปฏิวัติแฟชั่นวีกให้เขากับเทคโนโลยีนี้ก็ต้องยกให้คอลเล็กชัน Spring/Summer 2010 ของ Alexander McQueen ที่ใช้ชื่อว่า Plato’s Atlantis ซึ่งเป็นรันเวย์เสื้อผ้าผู้หญิงครั้งสุดท้ายของเขาก่อนฆ่าตัวตาย ซึ่งโชว์นี้ถูก Livestream ผ่านเว็บไซต์ Showstudio และ Lady Gaga ก็ได้พรีเมียร์ซิงเกิลใหม่ Bad Romance อีกด้วย โดยภายใน 17 กว่านาทีของโชว์นี้ การทำ Livestream ก็ช่วยสร้าง ‘ประสบการณ์’ ใหม่ไปยังฐานผู้ชมและลูกค้าของแบรนด์ได้ดี ซึ่งสำคัญมากในการฟอร์ม ‘Digital Relationship’ ในยุคที่ว่าการตัดสินใจลงทุนซื้อสินค้าแฟชั่น หรือแค่สนใจเรื่องราวแฟชั่นมาจากช่องทางของมือถือ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์เป็นหลัก แถม ‘กระแส’ และ Media Value ที่ได้มาจากโชว์ผ่านการ Livestream และการแชร์ผ่านโซเชียลก็ถือว่ามหาศาล

 

ส่วนแบรนด์ Burberry ก็เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญในด้านการ Livestream เพราะในปี 2010 Burberry นับเป็นแบรนด์แรกของโลกที่มีการสตรีมรูปแบบสามมิติและฉายไปยัง 5 เมืองใหญ่รอบโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือลอนดอน บ้านเกิดของแบรนด์ที่ฉายยังจอยักษ์ตรง Picadilly Circus ที่มีผู้ชมมากกว่า 1.2 ล้านคนทุกอาทิตย์ และพอโชว์จบลงก็มีการให้จองสินค้าทันที

 

ก่อนที่ในปี 2016 แบรนด์จะก้าวไปอีกขั้นด้วยการจัดรันเวย์และขายสินค้าให้เป็นแบบ see now, buy now ที่สินค้าจะจัดจำหน่ายที่ร้าน Burberry ทุกสาขาในวันถัดมาหลังจบโชว์ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่อยากรอ 6 เดือนกว่าสินค้าจะเข้าร้านเหมือนแต่ก่อน ซึ่งก็พลิกเกมและหลักการของแฟชั่นวีก โดยสื่อและบายเออร์จะได้เห็นคอลเล็กชันก่อน 2 เดือน แต่ต้องเซ็นสัญญาห้ามนำภาพไปเผยแพร่เด็ดขาด แต่ช่วงหลัง Burberry ก็ได้ปรับโครงสร้างและมีสินค้าเพียงบางชิ้นที่ขายเลยแบบ see now, buy now

 

Fashion Week

Eva Chen แห่ง Instagram

Photo: eversummerphoto / Shutterstock

 

Fashion Week

คนดูกำลังถ่ายวิดีโอแฟชั่นโชว์ Moncler

Photo: Imaxtree

 

Instagram

มีบล็อกเกอร์แล้ว, มีคอนเทนต์ Street Style บนเว็บไซต์ต่างๆ แล้ว, มีการถ่ายทอดสดผ่าน Livestream แล้ว… แฟชั่นวีกต้องการอะไรเพื่อก้าวไปไกลกว่าเดิม และก็ Disrupt มากกว่าเดิมเช่นกัน คำตอบนั้นคือ ‘Instagram’

 

ถึงแม้แอปพลิเคชันนี้จะเปิดตัวตั้งแต่ปี 2010 และเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นวีกมาโดยตลอด แต่ราวปี 2015 ตอน Eva Chen อดีตบรรณาธิการนิตสาร Lucky ได้เข้ามาทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายแฟชั่นของ Instagram เราก็ได้เห็นแอปฯ นี้วิวัฒนาการตัวเองกลายเป็นแพลตฟอร์มคอนเทนต์เบอร์หนึ่งในช่วงแฟชั่นวีก และกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาด ทั้งเป็นแหล่งสร้างรายได้ของเหล่าบล็อกเกอร์ ที่หลายคนเหมือนเปลี่ยนตัวเองมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์แทนโดยใช้ Instagram เป็นหลัก เพราะวัฒนธรรมการอ่านบล็อกแฟชั่นก็ดูไม่เกิดแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าแม้อินฟลูเอนเซอร์ดังอย่าง Chiara Ferrangni จะมีเว็บไซต์ The Blonde Salad หรือ Aimee Song มีเว็บไซต์ Song of Style เป็นของตัวเองพร้อมทีมงานมากมาย แต่คอนเทนต์ที่โพสต์ใน Instagram ก็น่าจะสร้าง Traffic และเอ็นเกจเมนต์มากกว่า เพราะคนเราไม่อยากเสียเวลาไปเปิด Chrome หรือ Safari เพื่อเข้าเว็บไซต์แต่ละคน แต่อยากอ่านผ่าน Feed Instagram ตัวเองที่คัดสรรมาแล้วว่าเราอยากฟอลโลว์ใคร

 

https://www.instagram.com/p/BuE3DlNlkk5/?utm_source=ig_share_sheet&igshid=lfi9219ti56w

 

Paid Partnerships

นอกเหนือจาก Instagram จะเป็นเหมือนศูนย์กลางของการเสพคอนเทนต์ช่วงแฟชั่นวีกแล้ว แต่เหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ก็ได้สร้างรายได้จากแพลตฟอร์มนี้ในทางที่ต่างกัน ตั้งแต่การบาร์เทอร์กับโรงแรมหรูเพื่ออยู่ฟรีตลอดสัปดาห์แฟชั่นวีก พร้อมลงรูปหรือทำวิดีโอทัวร์ห้องให้, แบรนด์ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ไปดูโชว์และใส่ชุดของแบรนด์ พร้อมลงรูปให้, แบรนด์จ้างให้อินฟลูเอนเซอร์เทกโอเวอร์ตัว Instagram Story ตลอดวันของโชว์, แบรนด์จ่ายเงินให้ใส่เสื้อผ้าหรือใช้แอ็กเซสซอรีตอนไปดูรันเวย์, แบรนด์จ่ายให้ลงรูปสินค้าใน Feed หรือ Instagram Story พร้อมมีลิงก์สินค้า หรือตัวอินฟลูเอนเซอร์เองก็อยู่ในแคมเปญของแบรนด์ ซึ่งการมาดูโชว์ก็เป็นส่วนหนึ่งของดีลของตกลง โดย Bryan Boy เคยบอกกับทางรายการ CBS Sunday Morning ว่า ค่าตัวอยู่ที่ 6 หลัก (เหรียญสหรัฐ) ต่อครั้ง แต่จำนวนราคาแน่ชัดไม่เคยมีการเปิดเผย และอินฟลูเอนเซอร์ระดับท็อปก็จะมีเอเจนซีเป็นตัวแทนหารายได้ให้

 

แต่! อย่าได้คิดว่ามีแค่อินฟลูเอนเซอร์ทำงาน ‘Paid Partnership’ อย่างเดียว เพราะตัวนิตยสารหัวสำคัญก็เริ่มทำเช่นกันเพื่อช่วยลดต้นทุนและงบประมาณของการต้องขนทั้งทีมไปแฟชั่นวีกในแต่ละเมือง อย่างเช่น นิตยสาร British Vogue ก็จะให้ทีมงาน รวมถึงบรรณาธิการบริหาร Edward Enninful อยู่โรงแรม Hôtel de Crillion ในเครือ Rosewood พร้อมมีการลงรูปขอบคุณตอนปารีสแฟชั่นวีกจบ หรือช่วงลอนดอนแฟชั่นวีกก็มีการทำดีลกับ Mercedes Benz ให้ทีมงานได้ใช้รถเพื่อเดินทางระหว่างโชว์ ซึ่งก็ช่วยประหยัดด้านการเดินทางไปเยอะ หรือแม้แต่ใน Instagram Story ของ British Vogue เอง สำหรับแบรนด์ไหนที่อยากให้ลงรูปหรือวิดีโอมากกว่า 1 อัน ก็สามารถจ่ายเงินเพื่อได้พื้นที่เพิ่ม ซึ่งนอกเหนือจากนั้น ล่าสุด Business of Fashion ก็ได้เผยว่า ในแอปฯ Vogue Runway ของ Conde Nast ก็ได้เริ่มคิดเงินสูงถึง 20,000 เหรียญสหรัฐต่อปี สำหรับแบรนด์ใหม่ที่อยากลงคอลเล็กชันในแอปฯ และเว็บไซต์ที่เคลมว่ามีคนคลิกเข้ามาดูที่มีราว 2.5 ล้าน Unique Visitor ช่วงแฟชั่นวีกทุกซีซัน

 

Fashion Week

Bella Hadid เดินโชว์ Off-White Fall/Winter 2019

Photo: Philippe Lopez / AFP

 

Fashion Week

Anna Wintour

Photo: eversummerphoto / Shutterstock

 

Current Status

หนึ่งในคำถามที่มักเกิดขึ้นคือ “แฟชั่นวีกจะตายไหมในยุค Disruption” ซึ่งผมเชื่อว่าไม่แน่นอน แต่แค่ว่าบริบทและโครงสร้างของมันได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และได้กลายเป็นมหกรรมด้านแบรนดิ้งและมาร์เก็ตติ้งเพื่อให้ทั้งโลกได้เห็น โดยจากเมื่อก่อนหนึ่งโชว์จะมีแต่บรรณาธิการและบายเออร์เป็นหลัก แต่มาวันนี้แต่ละแบรนด์ก็ต้องแบ่งสัดส่วนฟรอนต์โรว์ให้กับอินฟลูเอนเซอร์ ดารา และสไตลิสต์ดาราฮอลลีวูดด้วย ส่วนเหล่าบรรณาธิการบริหารของนิตยสารหัวสำคัญก็จะถูกแบ่งตามภูมิภาคที่จะได้นั่งแถวหน้าเกือบหมด แต่หากเป็นตำแหน่งรองลงมาก็มีสิทธิ์จะอยู่แถว 2, 3, 4 หรือยืน (หรือไม่ได้ตั๋วเข้าเลย) ยกเว้นแต่นิตยสาร Vogue อเมริกา ที่แบรนด์ส่วนใหญ่จะให้ที่แถวหน้าเพิ่มเป็น 4-5 ที่เพื่อให้ดูยิ่งใหญ่เป็นเหมือนฐานทัพรอบๆ ตัว Anna Wintour ราชินีหนึ่งเดียวของแฟชั่นวีก ที่มักจะได้ไปพรีวิวดูคอลเล็กชันก่อนใครวันหนึ่งก่อนหรือข้างหลังเวทีก่อนโชว์

 

ส่วนด้านคอนเทนต์ จากเมื่อก่อนที่แต่ละนิตยสารมีเวลาเป็นเดือนๆ ที่จะถ่ายแบบและคิดการนำเสนอเทรนด์เพื่อเป็นผู้นำทาง ก็ต้องเจอความแปรปรวนตรงที่อำนาจและอิทธิพลของตัวเองได้ถูกถ่ายเทไปสู่อินฟลูเอนเซอร์หลายเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ต้องทำกลับเป็นการสร้างคอนเทนต์ที่เร็วและดูเอ็กซ์คลูซีฟอย่างเช่น Vogue อเมริกา จะมีการทำวิดีโอถ่ายแบบสนุกๆ หลังปารีสแฟชั่นวีกจบทันที พร้อมเสื้อผ้าคอลเล็กชันใหม่ที่สื่ออื่นยังไม่สามารถนำไปใช้ได้ ส่วน Anna Wintour ก็จะทำวิดีโอวิเคราะห์เทรนด์พอจบแต่ละเมือง ส่วนด้านประเทศไทยเอง เราก็เห็นการที่แต่ละนิตยสารจะชอบทำโปรเจกต์ให้ดาราไปดูโชว์ที่แฟชั่นวีก พร้อมทำวิดีโอพิเศษ หรือไปถ่ายแบบเพื่อลงเล่ม ซึ่งก็ช่วยสร้างเอ็นเกจเมนต์แตกต่างกันออกไป ซึ่งเหมาะกับตลาดบ้านเราที่ดาราถือว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์คนสำคัญ

 

 

รายการ CBS Sunday Morning

 

ปิดท้ายด้วยตัวแบรนด์เองที่จะจัดโชว์ช่วงแฟชั่นวีกก็ต่างต้องคิดว่าจะใช้กลยุทธ์อะไรในยุคสมัยนี้เพื่อเป็นที่พูดถึง แต่เพราะแฟชั่นวีกสมัยนี้ถูก Democratized และเปิดกว้างในยุคออนไลน์ที่ทุกคนสามารถคอมเมนต์แบบเรียลไทม์ แต่ละดีไซเนอร์ก็ต้องรอบคอบในทุกสัดส่วน เพราะถ้าทำอะไรพลาดก็เตรียมโดนเพจอย่าง Diet Prada จับผิดและคนมาวิจารณ์ไม่หยุด แถมสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ เราจะใช้แฟชั่นวีกเพื่อจุดประสงค์อะไร อย่างเช่นแบรนด์ที่ดูเหมือนมีงบไม่จำกัดอย่าง Chanel, Dior, Saint Laurent หรือ Louis Vuitton ก็จะเน้นการสร้างฉากที่มีความ Instagram Friendly และคนต้องอัพรูปกันรัวๆ ในนาทีที่เดินเข้าสถานที่จัดงาน พร้อมมีนางแบบ Insta-Girls มาเดินอย่าง Kendall Jenner, Kaia Gerber, Gigi Hadid หรือ Bella Hadid ที่มาพร้อมฐานแฟนคลับ และมั่นใจต้องมีคอนเทนต์เกี่ยวกับพวกเธอ ส่วนแบรนด์น้องใหม่ที่งบน้อยกว่าหลายเท่า ก็ต้องสรรหาวิธีการทำโชว์ที่จะสร้างความฮือฮา ทั้งในเชิงของสถานที่จัดหรือคนที่มาเดินแบบให้ในโชว์ อย่างเช่นซีซันแรกๆ ที่ Vetements จัดโชว์ที่เซ็กซ์คลับในปารีสชื่อ Le Depot ที่ก็กลายเป็นที่พูดถึงชั่วข้ามคืน

 

แต่เพราะวงการแฟชั่นเดินหน้าอย่างรวดเร็วจนฉุดไม่อยู่ เราก็คงได้แต่คาดเดาไปต่างๆ นานาว่าต่อไปแฟชั่นวีกจะเป็นอย่างไร เพราะถ้าให้พูดตามตรงก็เชื่อว่าหลายคนที่ไปเยือนแฟชั่นวีกมาหลายทศวรรษ ก็ไม่น่าจะคิดว่าเราจะเดินทางมาถึงจุดนี้ได้

 

แต่เราจะไปจุดไหนต่อไป สิ่งที่ยังสำคัญสุดก็คือเรื่องราวเสื้อผ้า เรื่องราวการตัดเย็บ เรื่องราวของแรงบันดาลใจ และเรื่องราวที่ทำให้แฟชั่นยังคงขับเคลื่อนสังคมที่เราอยู่ต่อไปได้ โดยไม่ใช้แค่เป็นเปลือกนอกเพื่อผลประโยชน์และชื่อเสียงตัวเอง เพราะถ้าต่อไปจะเป็นอย่างนั้นก็ไม่ต้องมีหรอก ‘แฟชั่นวีก’ แต่มี ‘Street Style วีก’ ก็พอ

 

Fashion Week

ปารีสแฟชั่นวีก

Photo: Imaxtree

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

The post Fashion Week คืออะไร มีเพื่ออะไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/fashion-week/feed/ 0
Style Wrap-Up ความเคลื่อนไหวในวงการแฟชั่น กับโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่น่าจับตามอง https://thestandard.co/style-wrap-up-7-october-2018/ https://thestandard.co/style-wrap-up-7-october-2018/#respond Sat, 06 Oct 2018 17:01:39 +0000 https://thestandard.co/?p=128535

    GQ Goes Middle East แม้ธุรกิจสิ่งพิมพ์โลก […]

The post Style Wrap-Up ความเคลื่อนไหวในวงการแฟชั่น กับโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่น่าจับตามอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

 

GQ Goes Middle East

แม้ธุรกิจสิ่งพิมพ์โลกกำลังจะอยู่ในช่วงที่ต้องปรับตัวกับบทบาทของออนไลน์ที่มา Disrupt การบริโภคสื่อ แต่โซนตะวันออกกลางกับประเทศอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และกาตาร์ยังสนใจเรื่องนิตยสารแฟชั่นอย่างต่อเนื่อง และเห็นหลายหัวตัดสินใจไปเปิดที่โซนนั้น โดยล่าสุดก็ถึงคราวของ GQ นิตยสารแฟชั่นสุภาพบุรุษชื่อดังของ Conde Nast ที่ไปเปิดร่วมกับบริษัท ITP Media Group พร้อมได้ Adam Baidawi มาเป็นบรรณาธิการบริหารและจะมีเว็บไซต์สองภาษา อาหรับกับอังกฤษ

 

แต่พอปกเล่มแรกเผยออกมาก็เป็นกระแสทันที เพราะนายแบบคือนักแสดงหนุ่ม รามี มาเลก พระเอกจากภาพยนตร์ชีวประวัติ Bohemian Rhapsody ของ เฟรดดี เมอร์คิวรี อดีตนักร้องนำวง Queen และนักเขียนรับเชิญในเล่มก็คือ แทน ฟรานส์ จากซีรีส์ Queer Eye ซึ่งหลายคนก็ออกมาชื่นชมนิตยสารว่ากล้าเล่นบริบทกลุ่มคน LGBTQ+ ในโซนประเทศที่ยังคงมีการต่อต้านสูงและเป็นประเด็นทางศาสนา ซึ่งก็ต้องดูต่อไปว่าทางภาครัฐจะมีการห้ามหรือสร้างขอบเขตอะไรต่อไปไหมในประเด็นนี้

 

 

Issey’s New Pop Up

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีการสร้างสรรค์ไลน์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาสำหรับ Issey Miyake อย่างเช่น ‘me ISSEY MIYAKE’ ที่กำเนิดในซีซัน Spring/Summer 2001 ด้วยคุณสมบัติที่เบา กะทัดรัด สไตลิ่งง่าย และพกพาสะดวก กับการพัฒนาผ้าพลีตที่สามารถยืดหดได้หลายทิศทาง โดยล่าสุดไลน์นี้ก็ได้มาจัดป๊อปอัพสโตร์แบบเต็มรูปแบบครั้งแรกที่ประเทศไทย ณ สยามดิสคัฟเวอรี่ ภายใต้คอนเซปต์ ‘Real Tablet’ ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ตุลาคม และมีการโชว์สามเทคนิคของแบรนด์ ทั้งเทคนิค Stretch Pleats, เทคนิค A-Poc Pleats และเทคนิค Solid Bag ให้ศึกษากัน ซึ่งรับรองหลายคนจะทึ่งอย่างแน่นอน

 

 

BLACKPINK’s Fashion Power

บทบาทของ 4 สาว BLACKPINK จากค่าย YG Entertainment ไม่เพียงแต่จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ต่อวงการดนตรีโลก แต่วงการแฟชั่นเองก็ได้เห็นมูลค่าเอ็นเกจเมนต์จากการที่แต่ละสมาชิกไปปรากฏตัวที่โชว์รันเวย์ โดยในซีซันล่าสุด Spring/Summer 2019 ที่เพิ่งจบไป เราได้เห็น 2 สาว จีซูและโรเซ่ ไปดูโชว์ของ Coach ที่นิวยอร์ก ส่วนสาว ลิซ่า ก็ไป New York Fashion Week สำหรับแบรนด์ Michael Kors ปิดท้ายด้วย เจนนี่ ที่ไปโชว์ของ Chanel ณ Grand Palais ในปารีส ซึ่งเธอก็ได้เป็นอีกหนึ่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ หรือที่เรียกกันว่า ‘Friends of the House’ ของแบรนด์ เหมือนที่รุ่นพี่ร่วมค่าย จีดราก้อน ก็เป็น และไปโชว์ Chanel หลายครั้งก่อนจะต้องเข้ากรมทหาร

 

แต่ไม่เพียงแค่แฟชั่นโชว์อย่างเดียวที่วง BLACKPINK ได้ไปร่วม เพราะพักหลังวง BLACKPINK ก็ขยันถ่ายแบบขึ้นนิตยสารชั้นนำของเกาหลีใต้เป็นว่าเล่นอย่าง Dazed และ Vogue แถมล่าสุดทางวงก็ได้ออกแคปซูลคอลเล็กชันพิเศษกับทางยี่ห้อ Guess อีกด้วย

 

 

Bottega Veneta Cruise Memo

‘Cruise 2019’ ถือได้ว่าเป็นคอลเล็กชันสุดท้ายของดีไซเนอร์ชาวเยอรมัน โทมัส ไมเออร์ ที่ Bottega Veneta หลังเขาอยู่ที่แบรนด์มานานถึง 17 ปีในฐานะครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ภายใต้กลุ่ม Kering ซึ่งสำหรับคอลเล็กชันนี้โทมัสได้ปรับเปลี่ยนการวางขายสินค้าให้เป็น 3 คอลเล็กชันย่อยในเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม และมกราคม โดยภาพรวมเล่นกับพาเลตต์สีสันจัดจ้าน ทั้งสีส้ม สีเหลืองมาริโกลด์ และสีแดงกุหลาบ ซึ่งรูปทรงก็มีการเล่นกับวอลุ่ม และได้นำผ้าอย่างแคชเมียร์และผ้าวูลสองหน้ามาตีความในรูปแบบสปอร์ต ทั้งในดัฟเฟิลโค้ตและแจ็กเก็ตแบบโอเวอร์ไซส์

 

 

Diving Time

Longines นำเสนอความเชี่ยวชาญในโลกกีฬากับการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่แบบตัวเรือนเซรามิกชื่อ HydroConquest ด้วยคุณสมบัติมาตรฐานการสร้างสรรค์นาฬิกาทางน้ำ ไม่ว่าจะกันน้ำได้ลึกถึง 300 เมตร ขอบตัวเรือนหมุนได้ทิศทางเดียว ฝาหลังและเม็ดมะยมแบบขันเกลียว กระจกหน้าปัดแซฟไฟร์กันรอยขีดข่วนพร้อมเคลือบป้องกันการสะท้อนแสง และตัวล็อกแบบพับเพื่อความปลอดภัยสองชั้น โดยรุ่นนี้มีทั้งตัวเรือนขนาด 41 มม. และ 43 มม. แสดงเวลาแบบสามเข็มพร้อมปฏิทิน และยังมีฟังก์ชันโครโนกราฟจับเวลาที่ประสิทธิภาพการทำงานและสร้างสรรค์อย่างลงตัว

 

Cover Photo: Chanel Spring/Summer 2019

Proofreader: พรนภัส ชำนาญค้า

The post Style Wrap-Up ความเคลื่อนไหวในวงการแฟชั่น กับโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่น่าจับตามอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/style-wrap-up-7-october-2018/feed/ 0
Style Wrap-Up ความเคลื่อนไหวในวงการแฟชั่น กับโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่น่าจับตามอง https://thestandard.co/style-wrap-up-25-february-2018/ https://thestandard.co/style-wrap-up-25-february-2018/#respond Sat, 24 Feb 2018 17:01:37 +0000 https://thestandard.co/?p=71781

  Photo: Victoria Beckham     Victoria B […]

The post Style Wrap-Up ความเคลื่อนไหวในวงการแฟชั่น กับโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่น่าจับตามอง appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

Photo: Victoria Beckham

 

 

Victoria Beckham Appeal

เผลอแป๊บเดียว แบรนด์ Victoria Beckham ก็ครบรอบสิบปีในวงการแฟชั่น หลังจากเริ่มในปี 2008 ด้วยพรีเซนเทชันเล็กๆ ในโรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ที่นิวยอร์ก ซึ่งอดีตนักร้องสาววง Spice Girls จัดแสดงแค่ชุดเดรสเข้ารูป พร้อมบรรยายคอลเล็กชันให้เหล่าบายเออร์และบรรณาธิการฟังเองทั้งหมด ทุกวันนี้แบรนด์ Victoria Beckham ขยายตัวอย่างรวดเร็วพร้อมรันเวย์โชว์ที่นิวยอร์กแฟชั่นวีก มีไลน์ที่สองชื่อ Victoria, Victoria Beckham และร้านของตัวเองทั้งที่ลอนดอนและฮ่องกง (ยังไม่รวมจุดขายในห้างชั้นนำทั่วโลกอีกมากมาย)

 

ล่าสุดทางแบรนด์เพิ่งจัดโชว์ Fall/Winter 2018 ที่นิวยอร์ก ซึ่งโดดเด่นด้วยเหล่าเทรนช์โค้ตที่เล่นกับดีเทลการตัดเย็บสุดประณีตผสมผสานกลิ่นอายสปอร์ต เหมาะกับสาวในเมืองหนาว ซึ่งเราเชื่อว่าแบรนด์กำลังเข้าหาฐานกลุ่มลูกค้าของอีกหนึ่งดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ ฟีบี ไฟโล ที่กำลังจะโชว์คอลเล็กชันสุดท้ายที่ Céline ในสัปดาห์หน้า สำหรับก้าวต่อไปของแบรนด์ Victoria Beckham ก็คือการย้ายโชว์ไปจัดที่ลอนดอนในซีซันหน้าสำหรับ Spring 2019

 

 

Maison Kitsuné Way

เป็นอีกหนึ่งแบรนด์สายคอนเทมโพรารีที่หลายคนโปรดปราน สำหรับ Maison Kitsuné ภายใต้การดูแลของสองผู้ก่อตั้ง กิลดาส์ โลแอ็ก และมาซายะ คุโรกิ สำหรับคอลเล็กชัน Spring/Summer 2018 ยังคงอบอวลด้วยกลิ่นอายความโรแมนติกผสมความสนุกสนานของการไปเยือนเมืองต่างๆ เช่น ปารีส ไมอามี และลอสแอนเจลิส โดยยังคงเน้นไอเท็มใส่ง่ายที่ไม่หวือหวาเกินไป เช่น สเวตเตอร์พิมพ์ลาย แจ็กเก็ตตัวนอกหลากหลายทรง เสื้อเชิ้ต และชุดสูทแบบสมาร์ทแคชวล

 

 

Pleating Games

ชัดเจน ไม่เคยทอดทิ้งตัวตน และพยายามสรรหาวีธีการนำเสนอผ้าพลีตอยู่เสมอ สำหรับแบรนด์ Pleats Please Issey Miyake ที่เริ่มเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ Issey Miyake ในปี 1989 ก่อนจะประสบความสำเร็จและกลายเป็นแบรนด์แยกออกมาในปี 1994

 

สำหรับคอลเล็กชัน Spring/Summer มาในคอนเซปต์ ‘Somewhere Somebody’ ที่เล่าเรื่องราวความรู้สึกของฝันกลางวันผ่านไอเท็มที่เล่นกับนวัตกรรมต่างๆ เช่น การทอผ้าคอตตอนเข้ากับโพลีเอสเตอร์ และกระบวนการทำพลีตแนวตั้งและแนวนอน ทำให้ลายกลายเป็นรูปร่างลูกเต๋าสามมิติบนพื้นผืนผ้า

 

Photo: Marc Jacobs

Photo: Alexander Wang

 

Cardi B Takes Charge

นาทีนี้ดูเหมือนว่าแรปเปอร์สาว Cardi B เจ้าของเพลงฮิต Bodak Yellow และ Finesse ที่ร้องกับบรูโน มาร์ส จะกลายเป็นลูกรักคนใหม่ของวงการแฟชั่น เพราะล่าสุดที่งานนิวยอร์กแฟชั่นวีก ซีซัน Fall/Winter 2018 เธอไปดูหลายโชว์ทั้ง Marc Jacobs, Christian Siriano, Prabal Gurung และที่คนพูดถึงมากสุดคือโชว์ของ Alexander Wang ที่เธอได้นั่งข้างแอนนา วินทัวร์ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue

 

 

In The Name of Love

แบรนด์เครื่องหนังคลาสสิก Aigner ที่ก่อตั้งในปี 1965 ที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี โดย เอเตียน แอกเนอร์ เปิดตัวคอลเล็กชัน Spring/Summer 2018 ภายใต้ชื่อ #AIGNERLOVE ซึ่ง คริสเตียน อเล็กซานเดอร์ เบค ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ อยากสะท้อนปัจจัยต่างๆ ของความรัก ทั้งอารมณ์ที่ลึกซึ้ง สนุกสนาน และความรู้สึกอันบริสุทธิ์ในตัวกระเป๋าที่มีการนำกราฟิกอย่างริมฝีปากอันอวบอิ่ม และสัญลักษณ์ป๊อปอาร์ตสีชมพูมาเติมแต่ง

The post Style Wrap-Up ความเคลื่อนไหวในวงการแฟชั่น กับโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่น่าจับตามอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/style-wrap-up-25-february-2018/feed/ 0