iraq Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/iraq/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 06 Jul 2026 07:02:45 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 OPEC+ เพิ่มผลิตน้ำมัน เขย่าราคาตลาดโลก ไทยจับตาต้นทุนพลังงาน หลัง EV พุ่งแรง 68% https://thestandard.co/opec-plus-oil-production-thailand-ev/ Mon, 06 Jul 2026 07:01:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1227199 ภาพโรงกลั่นน้ำมันและถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ สะท้อนการผลิตและอุปทานน้ำมันในตลาดโลก

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) เห็นชอบให […]

The post OPEC+ เพิ่มผลิตน้ำมัน เขย่าราคาตลาดโลก ไทยจับตาต้นทุนพลังงาน หลัง EV พุ่งแรง 68% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงกลั่นน้ำมันและถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ สะท้อนการผลิตและอุปทานน้ำมันในตลาดโลก

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) เห็นชอบให้มีการปรับเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันอีกครั้งในเดือนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจนำไปสู่อุปทานน้ำมันที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น หากข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน

 

 
 

โดยตามแถลงการณ์ของ OPEC ประเทศสมาชิกหลัก 7 ชาติ นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ได้ตกลงกันผ่านการประชุมทางวิดีโอ เมื่อวันอาทิตย์ให้เพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันรวมกันอีก 1.88 แสนบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสอดคล้องกับแผนของกลุ่มที่ต้องการทยอยยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิตที่เริ่มใช้เมื่อหลายปีก่อน

 

ราคาน้ำมันดิบร่วงราว 43% ตลาดเริ่มกังวลภาวะ ‘น้ำมันล้นตลาด’

 

นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น OPEC+ ได้เพิ่มโควตาการผลิตรวมแล้ว 9.4 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นเกือบ 1% ของอุปสงค์น้ำมันโลก

 

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มโควตาเหล่านี้ยังเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากสงครามส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ทำให้ประเทศผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถ เพิ่มการส่งออกและการผลิตได้ตามเป้าหมาย

 

หลังจากที่อิหร่านและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ซาอุดีอาระเบียและประเทศเพื่อนบ้านเริ่มฟื้นฟูการส่งออกน้ำมันอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดน้ำมันในเอเชียกลับมามีอุปทานส่วนเกินมากขึ้น

 

ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าปรับตัวลดลงถึง 43% จากจุดสูงสุดในช่วงสงครามมาอยู่ใกล้ระดับ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในตลาดลอนดอน

 

ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายเริ่มคาดการณ์ ว่าตลาดน้ำมันโลกอาจกลับเข้าสู่ภาวะอุปทานล้นตลาดอีกครั้ง

 

สถานการณ์ดังกล่าวอาจบีบให้ OPEC+ ต้องเผชิญทางเลือกระหว่างการจำกัดกำลังการผลิตต่อไป หรือแข่งขันแย่งส่วนแบ่งตลาดกันเอง ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามราคาในอนาคต

 

ในขณะเดียวกัน OPEC ก็กำลังเผชิญความท้าทายด้านเอกภาพภายในกลุ่ม หลังจากอิรัก ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้ง ส่งสัญญาณเมื่อเดือนที่แล้วว่าอาจพิจารณาถอนตัวจากกลุ่ม หากไม่ได้รับการอนุมัติโควตาการผลิตที่สูงขึ้น

 

UAE ถอนตัว OPEC สร้างแรงกดดันราคา

 

ก่อนหน้านี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ถอนตัวออกจาก OPEC ไปแล้วในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากไม่พอใจกับข้อจำกัดด้าน โควตาการผลิตเช่นเดียวกัน

 

โดย UAE มีศักยภาพการผลิตส่วนเกินจำนวนมากที่ยังไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้หลังสงคราม และมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและต่อประเทศผู้ผลิตรายอื่น

 

ข้อมูลการติดตามเรือบรรทุกน้ำมันระบุว่า ซาอุดีอาระเบียและ UAE สามารถฟื้นฟูการส่งออกน้ำมันกลับมาใกล้ระดับก่อนสงครามได้แล้ว อันเป็นผลจากข้อตกลงสันติภาพและการกลับมาใช้งานช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ระดับการผลิตจริงของทั้งสองประเทศยังคงต่ำกว่าระดับปกติอย่างมีนัยสำคัญ

 

ด้านรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้นำร่วมของ OPEC+ ร่วมกับซาอุดีอาระเบีย ก็กำลังเผชิญปัญหาเฉพาะตัว แม้ว่าการส่งออกน้ำมันดิบของรัสเซีย จะเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่โรงกลั่นน้ำมัน ภายในประเทศได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน ทำให้น้ำมันที่เดิมจะถูกกลั่นภายในประเทศต้องถูกส่งออกแทน

 

รายได้ที่สูญเสียไประหว่างสงครามยังเป็นแรงผลักดันให้อิรักเรียกร้องให้ OPEC ปรับเพิ่มโควตาการผลิตของตนอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมส่งสัญญาณว่าพร้อมพิจารณาออกจากกลุ่ม หากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนอง

 

ปัจจุบัน OPEC+ กำลังดำเนินการตรวจสอบศักยภาพ การผลิตที่แท้จริงของสมาชิกแต่ละประเทศ เพื่อกำหนดเป้าหมายการผลิตใหม่ สำหรับปี 2027 ก่อนหน้านี้ Bloomberg รายงานว่า OPEC+ มีแผนเดินหน้าปรับเพิ่มโควตาการผลิตต่อเนื่องจนถึงเดือนกันยายน

 

เพื่อยุติมาตรการลดกำลังการผลิตสองชุดที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2023 โดยการเพิ่มโควตาในเดือนสิงหาคมจะถือเป็นขั้นตอนรองสุดท้ายของกระบวนการดังกล่าว

 

สำหรับมาตรการลดกำลังการผลิตชุดสุดท้าย ซึ่งเป็นชุดที่สาม ยังคงมีกำหนดบังคับใช้จนถึงสิ้นปีนี้ แม้ว่าผู้แทนบางประเทศจะระบุเมื่อเดือนที่แล้วว่า อาจมีการเร่งกำหนดเวลายกเลิกมาตรการดังกล่าวให้เร็วขึ้น

 

OPEC+ มีกำหนดประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 2 สิงหาคม อย่างไรก็ตาม แม้ก่อนเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สมาชิกหลายประเทศก็ประสบปัญหาข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตอยู่แล้ว ทำให้ไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เต็มตามโควตาที่ได้รับ ดังนั้น การเพิ่มอุปทานจริงเข้าสู่ตลาดอาจต่ำกว่าที่ตัวเลขโควตาระบุไว้มาก

 

ขณะที่ วัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรก 3 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม-มีนาคม) การใช้พลังงานของไทยยังขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

 

โดย การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นเพิ่มขึ้น 2.1% สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัว 2.8% ในไตรมาสแรก จากแรงหนุนของภาคอุตสาหกรรม การส่งออก และภาคบริการ

 

ไทยจับตาต้นทุน เผยยอดใช้น้ำมันยังเพิ่ม 5 %

 

ขณะที่ การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้น 4.5% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการใช้น้ำมันสำเร็จรูปและไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 4.9% เท่ากัน สะท้อนความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นทั้งในภาคการผลิต ภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน

 

เมื่อแยกตามประเภทเชื้อเพลิง พบว่า การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 5.0% โดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน ดีเซล และเชื้อเพลิงอากาศยาน ขณะที่ การใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 6.9% จากความต้องการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้น ส่วนการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 19.1% ในทางกลับกัน การใช้ถ่านหินและลิกไนต์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

แม้ว่าการใช้พลังงานโดยรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากการใช้พลังงานกลับลดลง 0.3%เหลือ 59.5 ล้านตัน CO₂ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เนื่องจากภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อยคาร์บอนลดลง 8.7% จากการใช้เชื้อเพลิงที่มีความเข้มข้นของคาร์บอนต่ำลง แม้ว่าการปล่อย CO₂ จากภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็ตาม

 

สัญญาณใหม่ ยอดจดทะเบียน BEV พุ่ง 68%

 

อีกหนึ่งสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ ยอดจดทะเบียนสะสมรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 68% จากปีก่อน แตะ 435,013 คัน สะท้อนว่าการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ายังเติบโตต่อเนื่อง

 

“แม้ภาพรวมการใช้น้ำมันในภาคขนส่งจะยังเพิ่มขึ้นตามการเดินทางและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากราคาพลังงาน โลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและทิศทาง การใช้พลังงานของประเทศในระยะต่อไป” วัฒนพงษ์ กล่าว

 

ภาพ: ShutterStock / Minh 8686

 

อ้างอิง:

 

The post OPEC+ เพิ่มผลิตน้ำมัน เขย่าราคาตลาดโลก ไทยจับตาต้นทุนพลังงาน หลัง EV พุ่งแรง 68% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อำลาครั้งสุดท้าย’ ชาวอิหร่านจำนวนมาก เข้าร่วมพิธีไว้อาลัยคาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด https://thestandard.co/iran-khamenei-mourning-ceremony/ Sat, 04 Jul 2026 07:03:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1226620 ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันที่มัสยิดอิหม่ามโคมัยนีเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย

ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมาก พากันไปรวมตัวที่ด้านนอกมัสยิด […]

The post ‘อำลาครั้งสุดท้าย’ ชาวอิหร่านจำนวนมาก เข้าร่วมพิธีไว้อาลัยคาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันที่มัสยิดอิหม่ามโคมัยนีเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย

ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมาก พากันไปรวมตัวที่ด้านนอกมัสยิดอิหม่ามโคมัยนี แกรนด์โมซัลลา ในใจกลางกรุงเตหะราน เพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

 

โดยทางการได้นำโลงศพของอาลี คาเมเนอี พร้อมสมาชิกครอบครัวที่ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล มาตั้งไว้บริเวณหน้ามัสยิดเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมไว้อาลัย

 

ตลอดระยะเวลา 7 วัน ของพิธีศพ จะมีพิธีกรรมทางศาสนาเกิดขึ้นในหลายเมืองของอิหร่านไปจนถึงอิรัก โดยคาดว่าจะมีประชาชนอิหร่านนับล้านคนเข้าร่วมพิธี

 

ขณะที่บรรยากาศในพิธีไว้อาลัยที่เปิดต่อสาธารณะในวันแรก มีผู้เข้าร่วมจำนวนมากที่ถือธงสีแดง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสื่อถึงการเรียกร้องให้มีการแก้แค้น

 

ภาพ: Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

 

ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันที่มัสยิดอิหม่ามโคมัยนีเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย 1ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันที่มัสยิดอิหม่ามโคมัยนีเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย 2ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันที่มัสยิดอิหม่ามโคมัยนีเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย 3ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันที่มัสยิดอิหม่ามโคมัยนีเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย 4ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันที่มัสยิดอิหม่ามโคมัยนีเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย 5ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันที่มัสยิดอิหม่ามโคมัยนีเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย 6ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันที่มัสยิดอิหม่ามโคมัยนีเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย 7ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันที่มัสยิดอิหม่ามโคมัยนีเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย 8ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันที่มัสยิดอิหม่ามโคมัยนีเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย 9ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันที่มัสยิดอิหม่ามโคมัยนีเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย 10ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากรวมตัวกันที่มัสยิดอิหม่ามโคมัยนีเพื่อร่วมพิธีไว้อาลัย 11

The post ‘อำลาครั้งสุดท้าย’ ชาวอิหร่านจำนวนมาก เข้าร่วมพิธีไว้อาลัยคาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุปพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ 7 วัน ในอิหร่าน-อิรัก คาดผู้เข้าร่วมนับล้าน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? https://thestandard.co/ali-khamenei-funeral-iran-iraq/ Sat, 04 Jul 2026 05:06:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1226526 ภาพพิธีศพของอาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ที่มีผู้คนจำนวนมากเข้าร่วม

ตั้งแต่วันที่ 3-9 กรกฎาคม คาดว่า จะมีผู้คนนับล้านมาร่วม […]

The post สรุปพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ 7 วัน ในอิหร่าน-อิรัก คาดผู้เข้าร่วมนับล้าน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพพิธีศพของอาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ที่มีผู้คนจำนวนมากเข้าร่วม

ตั้งแต่วันที่ 3-9 กรกฎาคม คาดว่า จะมีผู้คนนับล้านมาร่วมในพิธีศพและขบวนแห่ศพของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน วัย 86 ปี ที่ถูกสังหารพร้อมกับสมาชิกในครอบครัวหลายคน ในการโจมตีทางอากาศร่วมของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่บ้านพักของเขาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันแรกของสงคราม

 

ตลอดระยะเวลา 7 วัน ของพิธีศพ จะมีพิธีกรรมทางศาสนาเกิดขึ้นในหลายเมืองของอิหร่านไปจนถึงอิรัก ซึ่งเดิมทีพิธีฝังศพ กำหนดไว้ในเดือนมีนาคม แต่ถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อ

 

คาดว่าพิธีศพของอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่านครั้งนี้ จะเป็นหนึ่งในพิธีศพแบบเปิดต่อสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ โดยจะมีขนาดใหญ่กว่าพิธีศพของอยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านในปี 1989 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ 10 ล้านคน

 

โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของอาลี คาเมเนอีและผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน จะไม่เข้าร่วมพิธีศพครั้งนี้ ซึ่งเป็นพิธีสำคัญระดับรัฐครั้งแรกภายใต้การปกครองของเขา เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยหลังการข่มขู่ครั้งล่าสุดของอิสราเอลที่จะลอบสังหาร

 

ขณะที่ผู้บัญชาการทหารอิหร่าน ส่งคำเตือนไปยังสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันพฤหัสบดี (2 กรกฎาคม) ที่ผ่านมา ไม่ให้โจมตีอิหร่านในขณะที่กำลังเตรียมพิธีศพ

 

“เราขอเตือนศัตรูของอิหร่าน โดยเฉพาะสหรัฐฯ และระบอบไซออนิสต์ (อิสราเอล) ให้หลีกเลี่ยงการคำนวณผิดพลาดใดๆ และให้คิดถึงการตอบโต้ที่รุนแรงจากกองกำลังของเราต่อการคุกคามและการรุกรานใดๆ ต่อประเทศของเรา” อาลี อับดุลลาฮี ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลาง คาตาม อัล อันบิยา กล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสื่อทางการอิหร่าน

 

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี คือใคร?

 

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ปกครองอิหร่านตั้งแต่ปี 1989 หลังจากการเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ผู้นำการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 และผู้นำสูงสุดคนแรกของอิหร่าน

 

บทบาทของคาเมเนอี คือเป็นผู้กำหนดรูปแบบของกองทัพและกองกำลังกึ่งทหารของอิหร่าน

 

เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอำนาจมากที่สุดในตะวันออกกลาง และปกครองอิหร่านมายาวนานถึง 36 ปี โดยเป็นแกนหลักในการยืนหยัดต่อต้านแรงกดดันจากชาติตะวันตกและอิสราเอลมานานหลายทศวรรษ

 

ภายใต้การนำของเขา อิหร่านที่แม้จะเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ยังสามารถขยายอิทธิพลอย่างกว้างขวาง โดยมีเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธในหลายประเทศเป็นพันธมิตร และถือเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของภูมิภาคที่น่าเกรงขาม

 

อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตของอาลี คาเมเนอี เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อิหร่านอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ขึ้นครองอำนาจในปี 1989 เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างหนักจากการคว่ำบาตร ขณะที่ช่วงหลายเดือนก่อนเกิดสงคราม ก็มีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเกิดขึ้นทั่วประเทศ จนทำให้เกิดการปราบปรามและสังหารผู้ประท้วงไปหลายพันคน

 

พิธีศพ 7 วัน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

วันแรก

 

พิธีศพของอาลี คาเมเนอี จะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทั่วอิหร่านและอิรักเป็นเวลา 7 วัน โดยเริ่มต้นที่กรุงเตหะราน ตั้งแต่วานนี้ (3 กรกฎาคม) เป็นวันแรก

 

ผู้นำและผู้แทนระดับสูงจากนานาชาติ ตลอดจนนักบวชและบุคคลสำคัญทางศาสนา และนักวิชาการจากทั่วโลกได้เดินทางไปร่วมแสดงความเคารพและไว้อาลัย ต่อหน้าโลงศพของคาเมเนอีและสมาชิกครอบครัวหลายคน ที่ตั้งอยู่ที่มัสยิดอิหม่ามโคมัยนี แกรนด์โมซัลลา ในใจกลางกรุงเตหะราน หนึ่งในสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดพิธีกรรมทางศาสนาและงานสำคัญของรัฐมายาวนาน

 

วันที่ 4-5 กรกฎาคม

 

ในวันนี้และวันพรุ่งนี้ (4-5 กรกฎาคม) ทางการอิหร่านจะเปิดให้ประชาชนร่วมแสดงความไว้อาลัยและเคารพศพของคาเมเนอี โดยสื่อหลายสำนักคาดการณ์ว่าจะมีประชาชนจากทั่วอิหร่านไปร่วมไว้อาลัยต่ออดีตผู้นำสูงสุดนับล้านคน หรืออาจจะมากกว่าสิบล้านคน

 

โดยทางการอิหร่านได้เตรียมพร้อมมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้น

 

ขณะที่มีรายงานการเตรียมใช้โรงเรียน มัสยิดและสนามกีฬา เพื่อรองรับประชาชนที่มาร่วมพิธีไว้อาลัย โดยสื่อบางแห่งรายงานว่าโรงแรมหลายแห่ง เสนอส่วนลดมากถึง 50% ขณะที่มีการปรับเส้นทางรถไฟและรถโดยสาร เพื่อรองรับผู้ที่มาร่วมพิธีศพ

 

วันที่ 6-7 กรกฎาคม

 

จากนั้นในวันที่ 6 และ 7 กรกฎาคม จะมีการจัดขบวนแห่ศพ โดยโลงศพของคาเมเนอีและครอบครัว จะถูกเคลื่อนย้ายด้วยรถผ่านไปตามพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเตหะราน ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเมืองกอม ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางใต้ประมาณ 120 กิโลเมตร

 

โดยเมืองกอม ถือเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน และเป็นหนึ่งในเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสอนศาสนาที่ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน และมีนักวิชาการหลายพันคนศึกษาและสอนศาสนาที่นี่ รวมถึงอาลี คาเมเนอี

 

วันที่ 8 กรกฎาคม

 

ในวันที่ 8 กรกฎาคม ร่างของอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน จะถูกเคลื่อนย้ายด้วยเครื่องบินและข้ามประเทศไปยังเมืองนาจาฟ (Najaf) และเมืองคาร์บาลา (Karbala) ของอิรัก ซึ่งทางการอิหร่านและอิรักเปิดเผยว่า จะมีการจัดพิธีต้อนรับที่สนามบินนานาชาตินาจาฟ ตามด้วยการจัดขบวนแห่ศพไปยังเมืองนาจาฟและคาร์บาลา

 

โดยเมืองนาจาฟ เป็นที่ตั้งมัสยิดอิหม่ามอาลี หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดสำหรับชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ และเชื่อกันว่าเป็นที่ตั้งสุสานของอิหม่ามอาลี อิบน์ อะบี ฏอลิบ (Imam Ali ibn Abi Talib) ลูกพี่ลูกน้องและบุตรเขยของศาสดามูฮัมหมัด และเป็นอิหม่ามคนแรกในศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์

 

ส่วนที่เมืองคาร์บาลา เป็นที่ตั้งมัสยิดอิหม่ามฮุสเซน (Imam Hussein) และอับบาส (Abbas) น้องชายต่างมารดา ผู้เป็นหลานชายของศาสดามูฮัมหมัด โดยเป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์เช่นกัน

 

9 กรกฎาคม

 

จากนั้นร่างของอาลี คาเมเนอี จะถูกส่งกลับไปยังอิหร่านเพื่อประกอบพิธีฝังศพครั้งสุดท้าย ซึ่งกำหนดไว้ในวันที่ 9 กรกฎาคม ณ มัสยิดอิหม่ามเรซา (Imam Reza) ในเมืองมัชฮัด (Mashhad) หนึ่งในเมืองศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของอิหร่าน โดยอิหม่ามเรซา เป็นอิหม่ามองค์ที่แปดในศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์

 

เมืองนี้ยังมีความสำคัญส่วนตัวสำหรับอาลี คาเมเนอี ผู้ซึ่งเกิดในเมืองมัชฮัดในปี 1939 และใช้ชีวิตวัยเด็กส่วนใหญ่ที่นั่น โดยเขาศึกษาที่โรงเรียนสอนศาสนาในเมืองนี้ก่อนที่จะไปศึกษาต่อในเมืองกอม

 

ศพของอาลีคาเมเนอี จะถูกฝังใกล้กับหลายบุคคลสำคัญของศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ โดยถือเป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติของเขา และสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสองด้านของอาลีคาเมเนอี ทั้งในฐานะผู้นำทางการเมืองสูงสุดของอิหร่านและผู้มีอำนาจทางศาสนาสูงสุดของประเทศ

 

ผู้แทนไทย-นานาชาติ ที่ไปร่วมพิธีศพมีใครบ้าง?

 

สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า คาดว่า จะมีผู้แทนจากกว่า 100 ประเทศเข้าร่วมพิธีศพของอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

 

โดยในส่วนของไทย มีรายงานว่า ปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนพิเศษนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากรัฐบาลไทย ได้เดินทางไปร่วมพิธีและได้แสดงความไว้อาลัยและเคารพศพอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

 

ส่วนประเทศที่มีผู้นำหรือประมุขของรัฐเดินทางไปร่วมพิธี ได้แก่ ปากีสถาน ทาจิกิสถาน อาร์เมเนีย และจอร์เจีย ส่วนจีน อินเดีย รัสเซีย อัฟกานิสถานและบังกลาเทศ ส่งผู้แทนระดับสูงไปร่วมพิธี

 

พิธีศพคาเมเนอี คือการลงประชามติของอิหร่าน?

 

นอกเหนือจากความซับซ้อนและขอบเขตอันกว้างใหญ่ สิ่งที่น่าจับตามองในพิธีศพ ของอาลี คาเมเนอี คือความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่กำลังปรากฎขึ้น

 

โดยบรรดาผู้นำทางศาสนาของอิหร่านกำลังมองว่า พิธีศพครั้งนี้เป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อสาธารณรัฐอิสลามและเป็นหลักฐานว่า ความกระตือรือร้นในการปฏิวัติยังคงลุกโชนอยู่

 

“การมีผู้คนจำนวนมากเข้าร่วมในขบวนแห่ศพของผู้นำ และผู้พลีชีพคนอื่นๆ จะเป็นการลงประชามติอีกครั้งหนึ่งสำหรับสาธารณรัฐอิสลาม” อยาตอลเลาะห์ โมฮัมหมัด ไซดี ผู้นำการละหมาดวันศุกร์ที่เมืองกอม ประกาศต่อสื่อของรัฐ และยืนยันว่า หากชาวอิหร่าน มองเห็นว่านี่คือการลงประชามติ ทางการก็จะไม่ปล่อยให้ผลลัพธ์เป็นไปตามยถากรรม

 

ทั้งนี้รัฐบาลอิหร่านคาดหวังว่า ผู้สนับสนุนนับสิบล้านคนในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ

 

จะออกมารวมตัวกันเพื่อแสดงความเคารพและไว้อาลัยต่ออาลี คาเมเนอี เป็นครั้งสุดท้าย เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของอิหร่าน หลังรอดพ้นจากสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นสงครามที่คุกคามต่อการดำรงอยู่ของประเทศ

 

ภาพ : REUTERS/Mohammed Salem

 

อ้างอิง :

The post สรุปพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ 7 วัน ในอิหร่าน-อิรัก คาดผู้เข้าร่วมนับล้าน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิรักอาจถอนตัวออกจาก OPEC หากไม่เพิ่มโควตาผลิตน้ำมัน https://thestandard.co/iraq-opec-oil-quota-withdrawal/ Fri, 26 Jun 2026 05:01:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1223127 ภาพบ่อน้ำมันในอิรัก

อิรักส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาถอนตัวจากองค์การประเทศผู้ส่ง […]

The post อิรักอาจถอนตัวออกจาก OPEC หากไม่เพิ่มโควตาผลิตน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบ่อน้ำมันในอิรัก

อิรักส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาถอนตัวจากองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) หากไม่ได้รับการเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมัน ขณะที่นักวิเคราะห์จับตาว่า หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อ OPEC หลังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถอนตัวจากองค์กรไปเมื่อราว 2 เดือนก่อน

 

 
 

เกิดอะไรขึ้น ทำไมอิรักจึงพิจารณาถอนตัวจาก OPEC

 

เมื่อคืนนี้ (26 มิถุนายน) Reuters รายงานว่า อิรักเคยพิจารณาถอนตัวจาก OPEC หลังวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามอิหร่านส่งผลให้การส่งออกน้ำมันหยุดชะงัก และรายได้ของประเทศลดลงอย่างหนัก

 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงน้ำมันอิรักเปิดเผยกับ Reuters ว่า รัฐบาลกำลังเผชิญวิกฤตการคลังจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง จึงต้องการให้ OPEC ปรับเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันของอิรัก เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพการผลิตของประเทศ

 

เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวระบุว่า แผนปัจจุบันของอิรักคือยังคงเป็นสมาชิก OPEC และเดินหน้าเจรจาเพื่อขอเพิ่มโควตาการผลิต ส่วนการถอนตัวจากองค์กรนั้น ‘ยังเร็วเกินไป’ แต่รัฐบาลยังคาดหวังว่า OPEC จะปรับเพิ่มโควตาให้

 

“หากเรื่องดังกล่าวไม่เกิดขึ้น ก็จะมีการตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อหรือถอนตัวจากองค์กร” ผู้แทนอิรักระบุผ่าน Bloomberg

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงน้ำมันอิรักออกแถลงการณ์ในวันเดียวกันว่า รายงานข่าวดังกล่าวไม่ใช่จุดยืนอย่างเป็นทางการของรัฐบาล พร้อมย้ำว่า อิรักกำลังผลักดันให้มีการทบทวนโควตาการผลิตตามศักยภาพของประเทศ และตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 7 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงหลายปีข้างหน้า

 

ปัจจุบัน OPEC กำหนดโควตาการผลิตของอิรักในเดือนกรกฎาคมไว้ที่ 4.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่การผลิตจริงยังต่ำกว่าระดับดังกล่าว เนื่องจากการส่งออกได้รับผลกระทบจากวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ

 

อิรักเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของ OPEC รองจากซาอุดีอาระเบีย โดยยังเป็น 1 ใน 5 ประเทศผู้ก่อตั้งองค์กรเมื่อปี 1960 ทำให้หากอิรักถอนตัวในอนาคต จะถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายต่อเอกภาพของ OPEC

 

OPEC ทบทวนโควตาการผลิต ท่ามกลางแรงกดดันจากประเทศสมาชิก

 

ท่าทีของอิรักเกิดขึ้นหลัง UAE ถอนตัวจาก OPEC เมื่อเดือนเมษายน หลังไม่พอใจโควตาการผลิตที่ไม่ได้รับการปรับเพิ่ม และมีความตึงเครียดสะสมกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้นำโดยพฤตินัยของกลุ่ม

 

ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า หลังถอนตัวจาก OPEC แล้ว UAE เพิ่มการส่งออกน้ำมันเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมิถุนายน ทำให้ปริมาณการส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 4.05 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

ขณะเดียวกัน Reuters รายงานว่า OPEC+ ซึ่งประกอบด้วย OPEC และประเทศพันธมิตรนำโดยรัสเซีย กำลังทบทวนศักยภาพการผลิตของประเทศสมาชิก เพื่อนำไปใช้กำหนดโควตาการผลิตใหม่ในปี 2027 โดยผลการประเมินครั้งนี้อาจส่งผลต่อข้อเรียกร้องของอิรักในการขอเพิ่มโควตาการผลิต

 

ก่อนหน้านี้ สมาชิกหลัก 7 ประเทศของ OPEC+ ได้รับการปรับเพิ่มโควตาการผลิตรวมเกือบ 6 แสนบาร์เรลต่อวันระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน แต่หลายประเทศยังไม่สามารถผลิตได้ตามโควตาใหม่ เนื่องจากการส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

 

ด้านแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมน้ำมันของรัสเซียมองว่า การเรียกร้องของอิรักไม่น่าจะเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อข้อตกลงของ OPEC+ และการปรับเพิ่มโควตาให้อิรักเพียงเล็กน้อยอาจช่วยคลี่คลายแรงกดดันภายในกลุ่มได้

 

ภาพ: Mahmoud Hassano / Reuters

 

อ้างอิง:

 

 

The post อิรักอาจถอนตัวออกจาก OPEC หากไม่เพิ่มโควตาผลิตน้ำมัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘สงคราม-เอลนีโญ’ อาจไม่ใช่ข่าวร้ายวงการค้าข้าวเสมอไป? เมื่อข้าวแพง โลกแย่งซื้อ ไทยแจ้งเกิดตลาดน้องใหม่ ‘โมซัมบิก‘ ทดแทนอิรัก https://thestandard.co/thai-rice-exports-mozambique-iraq-war/ Wed, 24 Jun 2026 08:17:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1222244 ภาพประกอบเชิงแนวคิดแสดงถึงการค้าข้าวทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและปรากฏการณ์เอลนีโญ

ชวนวิเคราะห์ แม้ไทยเสียตลาดใหญ่อย่าง ‘อิรัก’ เกือบทั้งห […]

The post ทำไม ‘สงคราม-เอลนีโญ’ อาจไม่ใช่ข่าวร้ายวงการค้าข้าวเสมอไป? เมื่อข้าวแพง โลกแย่งซื้อ ไทยแจ้งเกิดตลาดน้องใหม่ ‘โมซัมบิก‘ ทดแทนอิรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบเชิงแนวคิดแสดงถึงการค้าข้าวทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและปรากฏการณ์เอลนีโญ

ชวนวิเคราะห์ แม้ไทยเสียตลาดใหญ่อย่าง ‘อิรัก’ เกือบทั้งหมดจากผลกระทบตะวันออกกลาง เสียบางตลาดสำคัญไป แต่ได้ดีมานด์ใหม่ ราคา ตลาดเกิดใหม่?

 

 

ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า แม้จะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากอินเดีย รวมถึงผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่สถานการณ์โดยรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถประคองตัวได้

 

ภาพประกอบเชิงแนวคิดแสดงถึงการค้าข้าวทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและปรากฏการณ์เอลนีโญ 1

 

‘ฮอร์มุซ’ พ่นพิษ ‘อิรัก’ ตลาดใหญ่เบอร์ 1 ไทย หายไปเกือบ 100%

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-15 มิถุนายน 2569 ไทยส่งออกข้าวได้ราว 3.3 ล้านตัน ลดลง 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ถือว่าเลวร้าย เนื่องจากภาคเอกชนประเมินไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้วว่า การแข่งขันในตลาดโลกจะรุนแรงขึ้นจากการที่อินเดียมีปริมาณสต๊อกข้าวจำนวนมาก

 

“หนึ่งในแรงกดดันสำคัญ คือ การหายไปของตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของไทยในปีที่ผ่านมา โดยมีปริมาณนำเข้าจากไทยราว 1 ล้านตันต่อปี”

 

ผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลางและข้อจำกัดด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้หลังจากเดือนมกราคมที่ไทยส่งออกได้เพียง 80,000-90,000 ตัน การซื้อขายก็หยุดชะงักลงเกือบทั้งหมด

 

พลิกอานิสงส์ ฟิลิปปินส์-มาเลเซีย กว้านซื้อเพิ่ม

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบดังกล่าวกลับถูกชดเชยด้วยแรงซื้อ ที่เพิ่มขึ้นจากหลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ซึ่งเร่งนำเข้าข้าวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร จากความกังวลต่อความเสี่ยงของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบต่อผลผลิตภายในประเทศ

 

ภาพประกอบเชิงแนวคิดแสดงถึงการค้าข้าวทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและปรากฏการณ์เอลนีโญ 2

 

มาเลเซียได้ปรับนโยบายการสำรองข้าวจากเดิม 3 เดือน เป็น 9 เดือน ส่งผลให้ความต้องการนำเข้าปรับเพิ่มขึ้น

 

ขณะที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวอันดับหนึ่งของโลกอยู่แล้ว อาจเพิ่มการนำเข้าข้าวในปีนี้แตะระดับ 6 ล้านตัน เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ

 

ตัวเลขสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปี มาเลเซียนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้นจาก 40,000 ตันในปีก่อน เป็นเกือบ 200,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 300%

 

ขณะที่ฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นจาก 85,000 ตัน เป็น 130,000-140,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 50%

 

แจ้งเกิดตลาดน้องใหม่ ‘โมซัมบิก’

 

นอกจากนี้ ยังมีตลาดใหม่ที่เติบโตอย่างโดดเด่นอย่าง ‘โมซัมบิก’ ซึ่งเพิ่มการนำเข้าข้าวไทยจาก 37,000 ตันในปีก่อน เป็นกว่า 100,000 ตันในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้

 

ชูเกียรติ ระบุอีกว่า ปัจจัยบวกจากหลายประเทศที่เร่งสร้างความมั่นคงทางอาหาร ได้เข้ามาชดเชยการหายไปของตลาดอิรัก ทำให้เป้าหมายการส่งออกข้าวไทยทั้งปีที่ 7 ล้านตัน ยังมีความเป็นไปได้ที่จะทำได้ตามเป้าหมาย หากไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง

 

“แม้การส่งออกข้าวไทยจะลดลง 4.5% แต่สถานการณ์จริงยังดีกว่าที่เราประเมินไว้ตั้งแต่ต้นปี เพราะแม้ตลาดอิรักจะสะดุดจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง แต่ฟิลิปปินส์และมาเลเซียกลับเข้ามาเติมเต็มช่องว่างได้อย่างมีนัยสำคัญ” ชูเกียรติ กล่าว

 

ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจคือ เอลนีโญที่เคยถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง กำลังกลายเป็นแรงหนุนสำคัญของข้าวไทย เพราะหลายประเทศไม่ได้กังวลแค่เรื่องราคาอีกต่อไป แต่กำลังเร่งสร้าง ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ ด้วยการเพิ่มสต๊อกข้าวในประเทศ

 

วิกฤตเขย่าตลาด ‘ค้าข้าว’ โลกเปลี่ยน

 

ปีนี้เราไม่ได้แข่งกันขายข้าวอย่างเดียว แต่กำลังอยู่ในยุคที่หลายประเทศแข่งกันสร้างความมั่นคงทางอาหาร และนี่คือโอกาสสำคัญของประเทศไทย หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบ เป้าหมายการส่งออกข้าว 7 ล้านตันในปีนี้ก็ยังมีความ เป็นไปได้ที่จะทำได้ตามเป้า”

 

ปุ๋ยแพง-เอลนีโญ ความเสี่ยงใหม่ที่อาจดันราคาข้าวโลกพุ่ง

 

แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะเริ่มคลี่คลายลงเป็นลำดับ และมีแนวโน้มที่ตลาดสำคัญอย่างอิรักจะกลับมาฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

แต่ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานข้าวทั่วโลก

 

ชูเกียรติ ระบุอีกว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ลูกค้าบางส่วนหายไปชั่วคราว

 

“ขณะที่ราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นยังคงเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตในช่วงครึ่งปีหลัง แม้จะมีแนวโน้มปรับลดลงบ้าง แต่คงไม่กลับไปอยู่ในระดับเดิม”

 

อย่างไรก็ตาม การกลับมาของเอลนีโญกลับทำให้หลายประเทศเริ่มตื่นตัวและเร่งสร้างความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น ทั้งการเพิ่มสต๊อกข้าวและเร่งนำเข้าเพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

“วันนี้ไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า เอลนีโญจะรุนแรงแค่ไหน บางฝ่ายมองว่าจะอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่บางฝ่ายประเมินว่าอาจรุนแรงถึงขั้นซูเปอร์เอลนีโญ ดังนั้นยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด” ชูเกียรติกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ภาวะเอลนีโญจะส่งผลกระทบอย่างแน่นอน ทั้งในด้านต้นทุนการผลิตและปริมาณผลผลิตของทั้งประเทศผู้ผลิตและประเทศผู้บริโภค ซึ่งอาจทำให้อุปทานในตลาดโลกลดลง และผลักดันให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น

 

ในมุมผู้ส่งออก มองว่า โอกาสที่จะเกิดวิกฤตข้าวโลกซ้ำรอยปี 2558-2559 ยังมีไม่มากนัก เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันแตกต่างออกไป

 

โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในตลาดข้าวโลก และมีปริมาณสต๊อกสูงถึงประมาณ 50 ล้านตัน จากผลผลิตที่ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

ขณะเดียวกัน สต๊อกข้าวโลกในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 192 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากราว 180 ล้านตันเมื่อ 3 ปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดโลกยังมีปริมาณสำรอง เพียงพอรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

 

สำหรับตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวขาวที่ใหญ่ที่สุดของไทย หากสถานการณ์ความขัดแย้งยุติลง การซื้อขายจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้บริโภคชาวอิรักยังคงนิยมบริโภคข้าวไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

 

ขณะเดียวกัน สิ่งที่เริ่มเกิดขึ้นอย่างชัดเจน คือ การปรับตัวสูงขึ้นของราคาข้าว โดยข้าวขาวไทย 5% ที่ต้นปีมีราคาประมาณ 350-360 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยปัจจุบัน ปรับขึ้นมาอยู่เหนือระดับ 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ราคาข้าวเปลือกในประเทศขยับเข้าใกล้ 10,000 บาทต่อตัน และข้าวหอมมะลิแตะระดับเกือบ 20,000 บาทต่อตัน

 

“เอลนีโญอาจเป็นความเสี่ยงครั้งใหม่ แต่ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวิกฤตข้าวโลก เพราะวันนี้โลกไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลนข้าว แต่กำลังเร่งสร้าง ‘ความมั่นคงทางอาหาร’ มากกว่า”

 

แม้อิรักจะหายไปชั่วคราวจากผลกระทบของสงคราม แต่ถ้าสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดก็พร้อมกลับมาทันที เพราะผู้บริโภคอิรักยังมีความนิยมบริโภคข้าวไทยสูงอยู่แล้ว

 

“สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นจึงไม่ใช่ภาวะขาดแคลนข้าว แต่เป็นการปรับตัวสูงขึ้นของราคาข้าว จากแรงกดดันด้านต้นทุนและความกังวลเรื่องผลผลิตในหลายประเทศ”

 

ถือเป็นความโชคดีในความโชคร้าย เพราะราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นกำลังสะท้อนกลับไปสู่รายได้ของเกษตรกรไทย และอาจกลายเป็นโอกาสสำคัญของการส่งออกข้าวไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

 

ภาพประกอบเชิงแนวคิดแสดงถึงการค้าข้าวทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและปรากฏการณ์เอลนีโญ 3

 

ด้านศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยหลังร่วมหารือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ล่าสุด ว่า ตลาดข้าวโลกในปีนี้จะมีความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก แต่เป็นที่น่ายินดีที่ข้าวไทยยังคงได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความน่าเชื่อถือในการส่งมอบสินค้า

 

พาณิชย์เร่งปิดดีลซื้อขายข้าว G to G จีน เพิ่มอีก 460,000 ตัน

 

กรมการค้าต่างประเทศและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะเร่งประสานเครือข่ายทูตพาณิชย์ทั่วโลกในการผลักดันการจำหน่ายข้าวไทยในตลาดที่มีศักยภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยในปีนี้ที่ 7 ล้านตัน

 

โดยให้ความสำคัญของการขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้า อาทิ เปรู และชิลี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในภูมิภาคนี้

 

โดยเร็วๆ นี้จะมีการหารือกับรัฐมนตรีของเปรู เพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน กรมการค้าต่างประเทศจะเร่งรัดการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับ COFCO ของรัฐบาลจีน อีก 460,000 ตัน พร้อมกับตลาดอื่นๆ

 

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ได้เดินทางไปพบหน่วยงานนำเข้าข้าวของสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพื่อขยายตลาดส่งออกข้าวไทย

 

อีกทั้งมีแผนที่จะเดินทางไปฟิลิปปินส์และมาเลเซียในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569

 

รวมถึงเตรียมนำผู้ประกอบการข้าวหอมมะลิไทยและข้าวประณีตรายย่อยร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน ณ เมืองกวางโจว ในเดือนกรกฎาคมนี้

The post ทำไม ‘สงคราม-เอลนีโญ’ อาจไม่ใช่ข่าวร้ายวงการค้าข้าวเสมอไป? เมื่อข้าวแพง โลกแย่งซื้อ ไทยแจ้งเกิดตลาดน้องใหม่ ‘โมซัมบิก‘ ทดแทนอิรัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
อุตสาหกรรม ‘ข้าวไทย’ เผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต Krungthai COMPASS คาดส่งออกทั้งปีนี้ติดลบ 15% ท่ามกลางภาวะเงินบาทแข็งค่า https://thestandard.co/thai-rice-export-crisis-baht/ Wed, 24 Jun 2026 03:09:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1222042 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสถานการณ์วิกฤตข้าวไทยและการส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 15%

ส่งออกข้าวไทย 4 เดือนแรกของปีนี้หดตัว 9% Krungthai COMP […]

The post อุตสาหกรรม ‘ข้าวไทย’ เผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต Krungthai COMPASS คาดส่งออกทั้งปีนี้ติดลบ 15% ท่ามกลางภาวะเงินบาทแข็งค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสถานการณ์วิกฤตข้าวไทยและการส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 15%

ส่งออกข้าวไทย 4 เดือนแรกของปีนี้หดตัว 9% Krungthai COMPASS เตือนอุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน จนอาจกลายเป็นวิกฤต ‘ซ้อน’ วิกฤต (Twin Crisis) คาดปี 2569 ส่งออกข้าวจ่อหดตัว 15% ท่ามกลางการแข็งค่าของเงินบาท เหตุการแข็งค่าของเงินบาททุก 1 บาท จะทำให้ข้าวไทยแพงขึ้น 15 ดอลลาร์ สหรัฐฯ

 

 

 

กฤชนนท์ จินดาวงศ์ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ปริมาณส่งออกข้าวไทยโดยรวมช่วง ม.ค.-เม.ย. 2569 อยู่ที่ 2.2 ล้านตัน หดตัว -9%YoY โดยมีแรงกดดันสำคัญจากตลาดอิรัก ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยราวปีละ 1 ล้านตัน หรือคิดเป็น 13% ของปริมาณส่งออกข้าวไทยทั้งหมดในปี 2568

 

ทั้งนี้ ไทยไม่มีการส่งออกข้าวไปตลาดอิรักตั้งแต่ช่วงมีนาคมเป็นต้นมา จากปัญหาการขนส่งและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบเส้นทางส่งออกในตะวันออกกลาง ทำให้การส่งออกข้าวไทยไปอิรักติดขัด

 

ทั้งนี้ ไทยไม่มีการส่งออกข้าวไปตลาดอิรักตั้งแต่ช่วงมีนาคมเป็นต้นมา จากปัญหาการขนส่งและการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบเส้นทางส่งออกในตะวันออกกลาง ทำให้การส่งออกข้าวไทยไปอิรักติดขัด

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสถานการณ์วิกฤตข้าวไทยและการส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 15% 1

 

เตือน Twin Crisis กดดันข้าวไทยจากทั้งด้าน Demand และ Supply

 

Krungthai COMPASS มองว่า ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จนถึงปี 2570 อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน (Twin Crisis) กดดันให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

 

  • ด้าน Supply Side อุตสาหกรรมข้าวไทยกำลังเผชิญกับปัญหาด้านอุปทานที่จำกัด (Supply Crisis) จากต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลของสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ภาวะเอลนีโญกำลังกระทบต่อผลผลิตข้าวไทยมากขึ้น ทั้งด้านปริมาณผลผลิต คุณภาพ และผลผลิตต่อไร่ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวไทยมีความเปราะบางเพิ่มขึ้น
  • ด้าน Demand Side โลกกำลังซื้อข้าวจากไทยน้อยลง เพราะไทยแข่งขันได้ยากขึ้น เนื่องจาก ผลผลิตข้าวอินเดียที่ยังอยู่ในระดับสูงจะกดดันการแข่งขันของข้าวไทย จากราคาที่ถูกกว่า ประกอบกับราคาข้าวไทยที่สูงกว่าคู่แข่ง อย่างเวียดนามและอินเดีย โดยส่วนหนึ่งมาจากค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้เวียดนามและอินเดียสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น

 

เจาะฝั่ง Supply Crisis จากต้นทุนปุ๋ยสูงและเอลนีโญซ้ำเติมผลผลิตข้าวไทย

 

ต้นทุนปุ๋ยที่สูง และภาวะภัยแล้งจากภาวะเอลนีโญจะกดดัน Supply ข้าวไทย โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาปุ๋ยตลาดโลกเพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยถึง 95% ของปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีในประเทศ จึงยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการเพาะปลูกข้าวไทยที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว Krungthai COMPASS ประเมินว่าหากราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น 30-50% เกษตรกรมีแนวโน้มลดการใช้ปุ๋ยซึ่งจะกระทบผลผลิตต่อไร่ และส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลงราว 1.5-2.5% สอดคล้องกับงานศึกษาของฟิลิปปินส์ โดย ADB ที่ชี้ว่าราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น 30-100% จะทำให้ผลผลิตข้าวลดลง 0.4-1.8%

 

นอกจากนี้ ภาวะเอลนีโญที่คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่กลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกปี 2570 ยังเพิ่มความเสี่ยงภัยแล้งและปริมาณน้ำไม่เพียงพอ โดยค่า SOI ซึ่งแสดงความรุนแรงของเอลนีโญมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลผลิตข้าวไทยราว 0.44 สะท้อนว่าเอลนีโญที่รุนแรงมีแนวโน้มกดดันผลผลิตข้าวไทยลดลง

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสถานการณ์วิกฤตข้าวไทยและการส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 15% 2

 

เจาะฝั่ง Demand Crisis อินเดียเร่งผลิต ท่ามกลางบาทแข็ง

 

Krungthai COMPASS กล่าวว่า ผลผลิตข้าวอินเดียยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะกดดันการแข่งขันของข้าวไทย จากราคาข้าวอินเดียที่ถูกกว่า โดย USDA คาดว่าในปี 2569 ปริมาณการส่งออกข้าวอินเดียจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่ราว 25 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 6%YoY จากผลผลิตข้าวอินเดียที่ยังอยู่ในระดับสูงจากทั้งสต็อกข้าวที่มีอยู่จำนวนมากและผลผลิตใหม่ที่ยังขยายตัว

 

แม้อินเดียจะเผชิญความเสี่ยงเอลนีโญเช่นเดียวกับไทย แต่ด้วยแนวโน้มฤดูมรสุมที่มาเร็วกว่าปกติยังช่วยหนุนการเพาะปลูกข้าวในหลายพื้นที่ ส่งผลให้อินเดียมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค1 จึงมีโอกาสไม่มากที่อินเดียจะกลับมาระงับการส่งออกข้าวอีกครั้ง

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสถานการณ์วิกฤตข้าวไทยและการส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 15% 3

 

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกข้าวไทย สอดคล้องกับมุมมองของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยที่มองว่า หากเงินบาทแข็งค่า อาจทำให้ตั้งราคาส่งออกลำบากและแพงกว่าคู่แข่ง โดยหากค่าเงินแข็งทุก 1 บาท จะทำให้ราคาส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น 15 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน ส่งผลให้ราคาข้าวไทยในเชิงเปรียบเทียบสูงกว่าคู่แข่ง เช่น เวียดนามที่ค่าเงินมีทิศทางอ่อนค่า ทำให้ผู้นำเข้าบางประเทศอาจหันไปซื้อจากเวียดนามแทน

 

ในทางกลับกัน หากเงินบาทอ่อนค่า ราคาข้าวไทยจะถูกลงในสายตาผู้ซื้อ ทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นและรายได้สุทธิของผู้ส่งออกสูงขึ้น โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทและปริมาณการส่งออกข้าวไทยมีค่า Correlation ราว 0.6 ทำให้ในระยะข้างหน้าหากค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง อาจทำให้ปริมาณส่งออกข้าวไทยมีแนวโน้มลดลง

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสถานการณ์วิกฤตข้าวไทยและการส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 15% 4

 

ทิศทางส่งออกข้าวไทยจะเป็นอย่างไร?

 

Krungthai COMPASS คาดว่าในปี 2569 ปริมาณส่งออกข้าวไทยจะอยู่ในระดับต่ำราว 6.7 ล้านตัน หรือลดลง -15%YoY ส่วนในปี 2570 คาดว่าปริมาณส่งออกอยู่ที่ราว 7.2 ล้านตัน หรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยราว 7%YoY โดยได้จัดทำ Scenario Analysis แบ่งออกเป็น 3 กรณี ภายใต้สมมติฐานที่แตกต่างกัน ดังนี้

 

  • 1. กรณี Base Case: ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังปานกลางและสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายในช่วงปลายปี 2569 และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าไทย โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะกระทบผลผลิตข้าวไทยตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2569 ถึงครึ่งแรกปี 2570 ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 70% จากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่า ผลผลิตข้าวปี 2569 อยู่ที่ราว 28.8 ล้านตัน ลดลง -20%YoY4 ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ 31.6 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 10%YoY

 

คาดว่าในปี 2569 จะส่งออกข้าวได้ราว 6.7 ล้านตัน -15%YoY ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 7.2 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 7%YoY โดยได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตข้าวที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดส่งออกที่ยังคงรุนแรงจากอินเดีย ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศน้อยกว่าไทย นอกจากนี้ สงครามตะวันออกกลางยังส่งผลให้ไทยไม่สามารถส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรักได้ราว 1 ล้านตัน ขณะที่ในปี 2570 คาดว่ากำลังซื้อในตลาดอิรักจะทยอยฟื้นตัว ช่วยหนุนปริมาณการส่งออกให้ปรับเพิ่มขึ้นได้บางส่วน

 

  • 2. กรณี Worst Case: ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังแรงและสงครามตะวันออกกลางไม่คลี่คลาย และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียได้รับผลกระทบน้อยจากเอลนีโญ โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวไทยในระดับรุนแรงตั้งแต่ครึ่งปีหลังปี 2569 จนถึงสิ้นปี 2570 ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 100% และเสี่ยงขาดแคลน จากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้ผลผลิตข้าวไทยในปี 2569 อยู่ที่ราว 28.6 ล้านตัน หรือลดลง -21%YoY ส่วนในปี 2570 ผลผลิตจะลดลงต่อเนื่องอยู่ที่ 27.8 หรือลดลง -3%YoY

 

คาดว่าในปี 2569 ปริมาณส่งออกข้าวไทยจะอยู่ที่ 6.3 ล้านตันในปี หรือลดลง -20%YoY และลดลงต่อเนื่องสู่ 6.1 ล้านตันในปี 2570 หรือลดลง -4%YoY จากผลกระทบของภาวะเอลนีโญที่ทำให้
ผลผลิตข้าวไทยลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดโลกที่รุนแรง โดยเฉพาะจากอินเดียซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญน้อยกว่าไทย นอกจากนี้ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังส่งผลให้ไทยสูญเสียตลาดส่งออกข้าวไปยังอิรักราว 1 ล้านตัน

 

  • 3. กรณี Best Case: ไทยเผชิญกับเอลนีโญกำลังอ่อนและสงครามตะวันออกกลางคลี่คลายตั้งแต่ช่วงกลางปี 2569 และคาดว่าผลผลิตข้าวในอินเดียจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญมากกว่าไทย โดยคาดว่าผลของเอลนีโญจะกระทบผลผลิตข้าวไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นหลัก ประกอบกับคาดว่าผลผลิตต่อไร่จะได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นราว 40% จากสงครามตะวันออกกลาง ทำให้คาดว่า ผลผลิตข้าวปี 2569 อยู่ที่ราว 29.0 ล้านตัน ลดลง -19%YoY ก่อนฟื้นกลับมาอยู่ที่ 32.7 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น 13%YoY

 

คาดว่าในปี 2569 ไทยจะส่งออกข้าวได้ราว 7.6 ล้านตันในปี 2569 หรือลดลง -3%YoY ก่อนปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 7.7 ล้านตันในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้น0.5%YoY โดยได้รับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตข้าวที่ลดลง ประกอบกับการแข่งขันในตลาดส่งออกที่รุนแรง โดยเฉพาะจากอินเดีย รวมถึงผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ไทยสูญเสียโอกาสส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรักราว 0.5 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำลังซื้อในตลาดอิรักจะทยอยฟื้นตัวในปี 2570 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ปริมาณการส่งออกข้าวของไทยปรับดีขึ้นเล็กน้อย

 

ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสถานการณ์วิกฤตข้าวไทยและการส่งออกที่คาดว่าจะติดลบ 15% 5

The post อุตสาหกรรม ‘ข้าวไทย’ เผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต Krungthai COMPASS คาดส่งออกทั้งปีนี้ติดลบ 15% ท่ามกลางภาวะเงินบาทแข็งค่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ สูญเสียคุณแม่กะทันหัน ต้องกลับฝรั่งเศสด่วน พลาดคุมทีมพบนอร์เวย์ https://thestandard.co/deschamps-mother-dies-misses-norway/ Wed, 24 Jun 2026 02:02:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1221992 ดีดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ เฮดโค้ชทีมชาติฝรั่งเศส

สหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส หรือ FFF ยืนยันว่า ดีดิเยร์ เดส์ช […]

The post ดีดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ สูญเสียคุณแม่กะทันหัน ต้องกลับฝรั่งเศสด่วน พลาดคุมทีมพบนอร์เวย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ เฮดโค้ชทีมชาติฝรั่งเศส

สหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส หรือ FFF ยืนยันว่า ดีดิเยร์ เดส์ช็องส์ เฮดโค้ชทีมชาติฝรั่งเศส สูญเสียคุณแม่อย่างกะทันหัน และได้เดินทางกลับประเทศฝรั่งเศสทันที ส่งผลให้จะพลาดการคุมทีมในเกมฟุตบอลโลก 2026 รอบแบ่งกลุ่ม นัดสุดท้ายกับ นอร์เวย์

 

ทัพ “ตราไก่” การันตีผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังเก็บชัยชนะเหนือ เซเนกัล และ อิรัก ในสองเกมแรก โดยเกมพบ นอร์เวย์ วันศุกร์นี้ จะเป็นการชิงตำแหน่งแชมป์กลุ่มระหว่างสองทีมที่ผ่านเข้ารอบแล้ว

 

ในช่วงที่ เดส์ช็องส์ ไม่อยู่ กีย์ สเตฟ็อง ผู้ช่วยผู้จัดการทีมคนสนิท จะรับหน้าที่คุมทีมและดูแลการฝึกซ้อมเป็นการชั่วคราว จนกว่านายใหญ่วัย 57 ปีจะกลับมาสมทบกับทีมอีกครั้ง

 

รายงานระบุว่า นักเตะและทีมงานทีมชาติฝรั่งเศสต่างรู้สึกเสียใจต่อข่าวดังกล่าว และพร้อมใจกันส่งกำลังใจให้ เดส์ช็องส์ และครอบครัว ในช่วงเวลาอันยากลำบากนี้

 

สหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศสยังได้ร่วมแสดงความอาลัย พร้อมขอให้ทุกฝ่ายเคารพความเป็นส่วนตัวของครอบครัวเดส์ช็องส์ในช่วงเวลาสูญเสียครั้งสำคัญดังกล่าว

 

ภาพ: Ian MacNicol/Getty Images

The post ดีดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ สูญเสียคุณแม่กะทันหัน ต้องกลับฝรั่งเศสด่วน พลาดคุมทีมพบนอร์เวย์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
มากกว่าเรื่องรสชาติ เบื้องหลังอาหาร 1 ตัน ของนอร์เวย์ในฟุตบอลโลก 2026 https://thestandard.co/norway-food-world-cup-performance/ Sat, 20 Jun 2026 02:58:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1220882 นักฟุตบอลทีมชาตินอร์เวย์ยืนอยู่ตรงกลาง โดยมีภาพส้มและแซลมอนลอยอยู่ข้างไหล่

หนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของทีมชาตินอร์เวย์ในฟ […]

The post มากกว่าเรื่องรสชาติ เบื้องหลังอาหาร 1 ตัน ของนอร์เวย์ในฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักฟุตบอลทีมชาตินอร์เวย์ยืนอยู่ตรงกลาง โดยมีภาพส้มและแซลมอนลอยอยู่ข้างไหล่

หนึ่งในเรื่องที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของทีมชาตินอร์เวย์ในฟุตบอลโลก 2026 ไม่ใช่แค่ฟอร์มของดาวยิง เออร์ลิง ฮาลันด์ หรือผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว

 

แต่เป็นเรื่องนอกสนามที่ถูกเปิดเผยว่า พวกเขาขนอาหารจากประเทศบ้านเกิดไปยังแคมป์เก็บตัวที่เมืองกรีนส์โบโร รัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา มากกว่า 1 ตัน

 

รายงานระบุว่า นอร์เวย์นำวัตถุดิบจำนวนมากติดตัวมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอน ปลาเนื้อขาว ชีสสีน้ำตาลแบบดั้งเดิมของประเทศ หรือ Brunost (ชีสน้ำตาล หรือที่หลายคนเรียกว่า Brown Cheese) มากกว่า 100 กิโลกรัม รวมถึงส้มอีกประมาณ 6,000 ลูก พร้อมทีมเชฟประจำชาติที่เดินทางมาดูแลอาหารของนักเตะแบบเต็มรูปแบบ โดยไม่เน้นการพึ่งอาหารจากอเมริกาเป็นหลัก

 

เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพราะพวกเขาต้องการให้นักกีฬาได้ทานอาหารเฉพาะของบ้านเกิดหรือเรื่องรสชาติ แต่นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการดูแลนักกีฬาในระดับสูงสุด

 

ทีมงานต้องการลดปัจจัยเสี่ยงทุกอย่างที่อาจส่งผลต่อสภาพร่างกายของนักเตะ ไม่ว่าจะเป็นการย่อยอาหาร การฟื้นฟูร่างกาย คุณภาพการนอนหลับ หรือการเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งขัน โดยเลือกควบคุมทุกขั้นตอนตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงเมนูอาหาร

 

หลายคนอาจมองว่านี่คือการไม่ไว้ใจอาหารที่มีอยู่ในสหรัฐฯ แต่คำอธิบายจากฝั่งนอร์เวย์กลับต่างออกไป

 

อารอน เอสเปลันด์ เชฟของทีมชาติ อธิบายว่า พวกเขาต้องการใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุดจากนอร์เวย์ และต้องการให้นักเตะได้กินอาหารที่คุ้นเคยในช่วงเวลาสำคัญที่สุดของทัวร์นาเมนต์ โดยเชื่อว่าการรักษากิจวัตรเดิมๆ เอาไว้ จะช่วยให้การเตรียมตัวและการฟื้นฟูร่างกายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

 

และอย่างน้อยในเกมแรก แผนการของนอร์เวย์ก็เริ่มต้นได้อย่างสวยงาม หลังเอาชนะอิรัก 4-1 เก็บ 3 คะแนนแรกได้สำเร็จ

 

สำหรับสถานการณ์ในกลุ่ม I เวลานี้ นอร์เวย์มี 3 คะแนนจาก 1 นัด โดยยังเหลือโปรแกรมสำคัญอีก 2 เกม พบกับเซเนกัล และฝรั่งเศส เพื่อลุ้นผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ต่อไป

 

อ้างอิง:

 

The post มากกว่าเรื่องรสชาติ เบื้องหลังอาหาร 1 ตัน ของนอร์เวย์ในฟุตบอลโลก 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิหร่านขู่โจมตีสหรัฐฯ ‘เจ็บปวด-ยาวนาน’ หากเปิดศึกรอบใหม่ https://thestandard.co/iran-warns-us-painful-attack/ Fri, 01 May 2026 06:36:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1202998 ภาพเรือรบในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ

เมื่อวานนี้ (30 เมษายน) อิหร่านได้ประกาศเตือนอย่างชัดเจ […]

The post อิหร่านขู่โจมตีสหรัฐฯ ‘เจ็บปวด-ยาวนาน’ หากเปิดศึกรอบใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเรือรบในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ

เมื่อวานนี้ (30 เมษายน) อิหร่านได้ประกาศเตือนอย่างชัดเจนว่า หากสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นการโจมตีครั้งใหม่ อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีที่ ‘ยาวนานและเจ็บปวด’ ต่อฐานที่มั่นและเรือรบของสหรัฐฯ ในภูมิภาค นอกจากนี้ ผู้นำสูงสุดของอิหร่านยังระบุว่า อิหร่านตั้งใจที่จะรักษาการควบคุมเหนือช่องแคบฮอร์มุซต่อไปภายใต้การบริหารจัดการแบบใหม่

 

 
 

สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ดำเนินมา 2 เดือน ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ซึ่งขัดขวางเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซถึง 20% ของโลก ทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่า หากวิกฤตนี้ยืดเยื้อ จะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว เงินเฟ้อพุ่งสูง และประชากรหลายสิบล้านคนอาจต้องตกอยู่ในความยากจนและความอดอยาก

 

แม้จะมีการหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน แต่สถานการณ์ยังคงไร้ข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากสหรัฐฯ ได้ทำการปิดล้อมการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ในขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซต่อไป แม้ความขัดแย้งและการปิดล้อมจากสหรัฐฯ จะทำลายเศรษฐกิจของอิหร่านอย่างหนัก แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่า อิหร่านจะยังสามารถประคองตัวอยู่ได้ในภาวะเผชิญหน้านี้

 

ทางเลือกของสหรัฐฯ และท่าทีนานาชาติ

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับแผนการต่างๆ โดยมี ‘หลายทางเลือก’ เช่น การโจมตีทางทหารครั้งใหม่ เพื่อบีบให้อิหร่านยอมเจรจา การใช้กองกำลังภาคพื้นดินเข้ายึดพื้นที่บางส่วนของช่องแคบเพื่อเปิดให้เรือพาณิชย์สัญจรได้อีกครั้ง การขยายการปิดล้อม หรือแม้กระทั่งการประกาศชัยชนะฝ่ายเดียว

 

สหรัฐฯ เชิญชาติพันธมิตรให้ร่วมจัดตั้งกลุ่มที่เรียกว่า ‘Maritime Freedom Construct’ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ประเทศอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษยืนยันว่า จะช่วยเปิดช่องแคบก็ต่อเมื่อความขัดแย้งยุติลงแล้วเท่านั้น

 

ขณะที่ปากีสถานกำลังทำหน้าที่เป็น ‘คนกลางไกล่เกลี่ย’ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย โดยเป็นช่องทางสื่อสารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในการหาข้อตกลงที่เป็นไปได้ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านมองว่าการคาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็วจากการเจรจานั้นยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

 

ทางด้าน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้สั่งห้ามพลเมืองของตนเดินทางไปอิหร่าน เลบานอน และอิรัก และเรียกร้องให้ผู้ที่อยู่ในประเทศเหล่านั้นเดินทางกลับทันที หลังกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบอาจกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง

 
แฟ้มภาพ: Somkanae Sawatdinak / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post อิหร่านขู่โจมตีสหรัฐฯ ‘เจ็บปวด-ยาวนาน’ หากเปิดศึกรอบใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ทรัมป์’ เปิดศึก ‘เมิร์ซ’ ขู่หั่นทหารในเยอรมนี เซ่นปมวิจารณ์สหรัฐฯ ถูกอิหร่านหยามเกียรติ https://thestandard.co/trump-germany-troops-iran-criticism/ Thu, 30 Apr 2026 03:24:16 +0000 https://thestandard.co/trump-germany-troops-iran-criticism/ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศพิจารณาคว […]

The post ‘ทรัมป์’ เปิดศึก ‘เมิร์ซ’ ขู่หั่นทหารในเยอรมนี เซ่นปมวิจารณ์สหรัฐฯ ถูกอิหร่านหยามเกียรติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศพิจารณาความเป็นไปได้ในการลดจำนวนทหารอเมริกันในเยอรมนี คาดตอบโต้นายกรัฐมนตรี ฟรีดริช เมิร์ซ หลังแสดงความคิดเห็นว่า อิหร่านกำลังทำให้สหรัฐฯ อับอาย

 

วันนี้ (30 เมษายน) ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการลดจำนวนทหารอเมริกันในเยอรมนี โดยตั้งเป้าว่า จะทำการตัดสินใจในเร็วๆ นี้

 

“สหรัฐอเมริกากำลังศึกษาและทบทวนความเป็นไปได้ในการลดจำนวนทหารในเยอรมนี โดยจะมีการตัดสินใจในระยะเวลาอันสั้นนี้” ทรัมป์โพสต์ข้อความสั้นๆ แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดชัดเจนว่า ใครเป็นฝ่ายตัดสินใจ

 

ทั้งนี้ สื่อจับตามองว่า ผู้นำสหรัฐฯ ตั้งใจตอบโต้เมิร์ซกรณีกล่าวสุนทรพจน์กับนักศึกษาในเมืองมาร์สเบิร์กเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ กำลังถูกอิหร่าน ‘หยามเกียรติ’ โดยระบุว่า อิหร่านเชี่ยวชาญการเจรจามาก จนทำให้สหรัฐฯ คว้าน้ำเหลวในการเดินทางไปปากีสถานเพื่อเจรจาสันติภาพ

 

“อิหร่านเชี่ยวชาญในการเจรจามาก หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือเชี่ยวชาญในการ ‘ไม่เจรจา’ ปล่อยให้พวกอเมริกันเดินทางไปอิสลามาบัด แล้วก็ต้องกลับออกมาโดยไม่มีผลลัพธ์อะไรเลย”

 

เมิร์ซกล่าวย้ำว่า ชาวอเมริกันกำลังถูกผู้นำอิหร่านหยามเกียรติ โดยเฉพาะกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) พร้อมย้ำว่า ในความขัดแย้งเช่นนี้ สหรัฐฯ ไม่ได้แค่ต้องรู้วิธีในการเข้าไปทำสงคราม แต่ต้องเรียนรู้ ‘วิธีกลับ’ ออกมาให้ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเห็นบทเรียนมาตลอด 20 ปี ทั้งสงครามในอัฟกานิสถานและอิรัก

 

อย่างไรก็ดี ทรัมป์ออกมาตอบโต้ว่า เมิร์ซสนับสนุนให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ และกล่าวในเรื่องที่ตนเองไม่รู้สักนิด ไม่แปลกใจว่า ทำไมเศรษฐกิจของเยอรมนีจึงย่ำแย่ขนาดนี้ ซึ่งรวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ขณะที่เมิร์ซปฏิเสธสิ่งที่ทรัมป์พูด โดยระบุว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวของทั้งสองผู้นำยังดีเหมือนเดิม

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า คำขู่จะถอนทหารของสหรัฐฯ สร้างความกังวลให้กับเยอรมนีและยุโรป ท่ามกลางความตึงเครียดกลุ่มพันธมิตร NATO โดยก่อนหน้านี้ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า เขากำลังพิจารณาถอนตัวจาก NATO เนื่องจากยุโรปไม่เข้าร่วมสงครามอิหร่าน และไม่ช่วยดูแลรักษาช่องแคบฮอร์มุซที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ

 

อนึ่ง ความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะออกจาก NATO มีน้อยมาก เนื่องจากสหรัฐฯ มีกฎหมายในปี 2024 ที่สั่งห้ามไม่ให้ผู้นำประเทศถอนตัวจาก NATO หากไม่ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ 2 ใน 3 จากวุฒิสภา หรือได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส

 

ภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

อ้างอิง:

 

The post ‘ทรัมป์’ เปิดศึก ‘เมิร์ซ’ ขู่หั่นทหารในเยอรมนี เซ่นปมวิจารณ์สหรัฐฯ ถูกอิหร่านหยามเกียรติ appeared first on THE STANDARD.

]]>
OPEC คืออะไร ประเทศไหนเป็นสมาชิกบ้าง https://thestandard.co/opec-oil-exporting-countries/ Thu, 30 Apr 2026 01:23:57 +0000 https://thestandard.co/opec-oil-exporting-countries/ ภาพอินโฟกราฟิก แสดงถังน้ำมันสองถัง พร้อมธงชาติประเทศสมาชิก OPEC และ OPEC+ รวมถึงข้อมูลการผลิตและสำรองน้ำมันดิบโลก

หลังดำเนินงานมานานกว่า 6 ทศวรรษ ‘กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ […]

The post OPEC คืออะไร ประเทศไหนเป็นสมาชิกบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิก แสดงถังน้ำมันสองถัง พร้อมธงชาติประเทศสมาชิก OPEC และ OPEC+ รวมถึงข้อมูลการผลิตและสำรองน้ำมันดิบโลก

หลังดำเนินงานมานานกว่า 6 ทศวรรษ ‘กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน’ (OPEC) กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจประกาศถอนตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ส่งผลให้ OPEC จะเหลือสมาชิกเพียง 11 ประเทศเท่านั้น ท่ามกลางความตึงเครียดเรื่องวิกฤตพลังงาน ซึ่งเป็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะจากสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน

 

UAE ไม่ใช่ประเทศแรกที่ถอนตัวจาก OPEC ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซีย กาตาร์ เอกวาดอร์ และแองโกลา ก็เคยถอนตัวจากการเป็นสมาชิก OPEC มาแล้ว โดยมีเหตุผลที่แตกต่างกัน

 

อ่านบทความเพิ่มเติม:

 

 

อ้างอิง: OPEC Annual Statistical Bulletin 2025, Al Jazeera

The post OPEC คืออะไร ประเทศไหนเป็นสมาชิกบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้นำโลกมีท่าทีอย่างไรต่อการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน? https://thestandard.co/us-iran-ceasefire-world-reaction/ Wed, 08 Apr 2026 07:17:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1195830 ภาพข่าว การหยุดยิง ระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน และท่าที นานาชาติ ต่อ สันติภาพ ตะวันออกกลาง

หลายประเทศทั่วโลกแสดงความยินดีต่อการหยุดยิงระหว่างสหรัฐ […]

The post ผู้นำโลกมีท่าทีอย่างไรต่อการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพข่าว การหยุดยิง ระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน และท่าที นานาชาติ ต่อ สันติภาพ ตะวันออกกลาง

หลายประเทศทั่วโลกแสดงความยินดีต่อการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เรียกร้องให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งขอให้ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มที่ และชื่นชมบทบาทของปากีสถานในการ้เป็นตัวกลางที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้เกิดการหยุดยิง

 

สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงที่จะหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยการเจรจาเพื่อสรุปข้อตกลงสันติภาพจะเริ่มขึ้นที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน ในวันศุกร์นี้ (10 เมษายน)

 

การหยุดยิงชั่วคราวครั้งนี้ จะทำให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ท่ามกลาง

 

การจับตามองจากทั่วโลกที่ตั้งความหวังให้ความขัดแย้งที่ก่อผลกระทบรุนแรงยุติลง

 

และนี่คือท่าทีของหลายประเทศต่อการหยุดยิงครั้งนี้

 

อิรัก

 

กระทรวงการต่างประเทศอิรักยินดีกับข่าวการหยุดยิง แต่ย้ำว่าทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต้องปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัดเพื่อให้บรรลุถึงการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

 

อียิปต์

 

กระทรวงการต่างประเทศของอียิปต์เผยแพร่แถลงการณ์บน Facebook ว่า “ข้อตกลงหยุดยิงเป็นโอกาสสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องคว้าไว้เพื่อเปิดทางให้กับการเจรจา การทูต และการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์” และชี้ว่า “การหยุดยิงต้องสร้างขึ้นบนพื้นฐานของการยึดมั่นอย่างเต็มที่ต่อการยุติปฏิบัติการทางทหารและเคารพเสรีภาพในการเดินเรือระหว่างประเทศ”

 

ขณะที่อียิปต์จะยังคงร่วมมือกับปากีสถานและตุรกี “เพื่อส่งเสริมความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค” ซึ่งการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน “ต้องคำนึงถึงข้อกังวลด้านความมั่นคงที่ชอบธรรม” ของประเทศในอ่าวเปอร์เซียด้วย

 

อิสราเอล

 

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวว่าเขาสนับสนุนการตัดสินใจของทรัมป์ในการระงับการโจมตีอิหร่าน และ “ความพยายามของสหรัฐฯ ในการรับรองว่าอิหร่านจะไม่เป็นภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และการก่อการร้ายต่ออเมริกา อิสราเอล ประเทศเพื่อนบ้านอาหรับของอิหร่าน และโลกอีกต่อไป”

 

อย่างไรก็ตาม เนทันยาฮูกล่าวว่า การหยุดยิง “ไม่รวมถึงเลบานอน” ซึ่งกองกำลังอิสราเอลได้เปิดฉากปฏิบัติการบุกภาคพื้นดินและกำลังต่อสู้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

 

โอมาน

 

กระทรวงการต่างประเทศโอมานแถลงยินดีกับการประกาศหยุดยิงดังกล่าวและชื่นชม “ความพยายามของปากีสถานและทุกฝ่ายที่เรียกร้องให้ยุติสงคราม”

 

“เรายืนยันถึงความสำคัญของการเร่งความพยายามในขณะนี้ เพื่อหาทางออกที่จะยุติวิกฤตจากต้นตอและบรรลุการยุติภาวะสงครามและความขัดแย้งในภูมิภาคอย่างถาวร”

 

องค์การสหประชาชาติ (UN)

 

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามเงื่อนไขของการหยุดยิง “เพื่อปูทางไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและครอบคลุมในภูมิภาค”

 

กูเตอร์เรสเน้นย้ำว่า “การยุติความขัดแย้งเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนเพื่อปกป้องชีวิตพลเรือนและบรรเทาความทุกข์ทรมานของมนุษย์” และขอบคุณปากีสถานและประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการอำนวยความสะดวกในการหยุดยิง

 

ญี่ปุ่น

 

มินารุ คิฮาระ (Minoru Kihara) เลขาธิการคณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่น กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลโตเกียวยินดีกับข่าวการหยุดยิง 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และชื่นชมว่าเป็น “ก้าวย่างในเชิงบวก” ในขณะที่รอติดตาม “การเจรจาข้อตกลงขั้นสุดท้าย”

 

อินโดนีเซีย

 

อีวอนน์ เมเวงกัง (Yvonne Mewengkang) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย แถลงว่า จาการ์ตาต้อนรับข้อตกลงหยุดยิง และเรียกร้องให้อิหร่านและสหรัฐฯ เคารพ “อธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และการทูต” ของแต่ละฝ่าย

 

ขณะที่อินโดนีเซียยังเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเสียชีวิตของทหารรักษาสันติภาพชาวอินโดนีเซีย 3 นาย ที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิดในเลบานอนเมื่อปลายเดือนมีนาคม ท่ามกลางการสู้รบระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลลาห์

 

มาเลเซีย

 

กระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียแถลงว่า “การหยุดยิงถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญ และเป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียดและฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคงที่จำเป็นอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง”

 

นอกจากนี้ มาเลเซียยังเรียกร้องให้ “ทุกฝ่ายเคารพและปฏิบัติตามเงื่อนไขทั้งหมดของข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มที่และด้วยความสุจริตใจ เพื่อป้องกันการกลับไปสู่การสู้รบ” พร้อมทั้งหลีกเลี่ยง “การกระทำที่ยั่วยุหรือมาตรการฝ่ายเดียวใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อเสถียรภาพที่เปราะบางของภูมิภาค หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและพลังงานของโลก”

 

ออสเตรเลีย

 

แอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ออกแถลงการณ์ยินดีกับข่าวการหยุดยิงและแสดงความหวังว่า ข้อตกลงนี้จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

 

“การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัยของอิหร่าน ควบคู่ไปกับการโจมตีเรือพาณิชย์ โครงสร้างพื้นฐานพลเรือน และโรงงานผลิตน้ำมันและก๊าซ ทำให้เกิดวิกฤตด้านพลังงานอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเชื้อเพลิง เราได้ชี้แจงอย่างชัดเจนแล้วว่า ยิ่งสงครามยืดเยื้อนานเท่าใด ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น และต้นทุนด้านมนุษย์ก็จะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย”

 

นิวซีแลนด์

 

วินสตัน ปีเตอร์ส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์ ยินดีกับการหยุดยิง แต่มองว่าทุกฝ่ายยังต้องดำเนินการอีกมาก

 

“แม้ว่านี่จะเป็นข่าวดี แต่ก็ยังมีงานสำคัญอีกมากที่ต้องทำในอีกไม่กี่วันข้างหน้าเพื่อให้เกิดการหยุดยิงอย่างถาวร เนื่องจากสงครามได้ส่งผลกระทบและก่อให้เกิดความวุ่นวายในวงกว้างต่อตะวันออกกลางและที่อื่นๆ” เขากล่าวในโพสต์บน X

 

เยอรมนี

 

ฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ชื่นชมการหยุดยิงและขอบคุณปากีสถานสำหรับบทบาทในการไกล่เกลี่ยข้อตกลง โดยเขาชี้ว่า เป้าหมายในอีกไม่กี่วันข้างหน้าควรเป็นการเจรจาเพื่อ “ยุติสงครามอย่างถาวร” ผ่านช่องทางการทูต

 

ยูเครน

 

รัฐบาลยูเครนยินดีต่อการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และการตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยอันดรี ซีบิฮา (Andrii Sybiha) รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครนเรียกร้องให้วอชิงตันมีความ “เด็ดขาด” เช่นเดียวกันในการหยุดยั้งสงครามของรัสเซียต่อประเทศของตน

 

“ความเด็ดขาดของอเมริกาได้ผล เราเชื่อว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีความเด็ดขาดเพียงพอที่จะบังคับให้มอสโกหยุดยิงและยุติสงครามกับยูเครน” ซีบิฮาเขียนบน X

 

ภาพ : Majid Asgaripour/WANA (West Asia News Agency) via REUTERS

อ้างอิง :

The post ผู้นำโลกมีท่าทีอย่างไรต่อการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจแหล่งน้ำมันทั่วโลก นอกจากตะวันออกกลาง มีที่ไหนบ้าง? https://thestandard.co/global-oil-sources-beyond-middle-east/ Tue, 07 Apr 2026 12:40:16 +0000 https://thestandard.co/global-oil-sources-beyond-middle-east/ อินโฟกราฟิกแผนที่แสดงแหล่งน้ำมันดิบทั่วโลก จัดอันดับ 30 ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่พร้อมข้อมูลกำลังการผลิต

สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อสถานการณ์พลั […]

The post สำรวจแหล่งน้ำมันทั่วโลก นอกจากตะวันออกกลาง มีที่ไหนบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินโฟกราฟิกแผนที่แสดงแหล่งน้ำมันดิบทั่วโลก จัดอันดับ 30 ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่พร้อมข้อมูลกำลังการผลิต

สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อสถานการณ์พลังงานในประเทศไทย ซึ่งมีการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 58% จากสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันที่สูงกว่า 92% (ข้อมูลปี 2025)

 

โดยแหล่งน้ำมันดิบที่ใหญ่และสําคัญของโลกส่วนมากนั้น อยู่ในกลุ่มประเทศแถบ ตะวันออกกลาง ที่เป็นสมาชิกองค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC (Organization of the Petroleum Exporting Countries) ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก อิหร่าน คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

นอกเหนือจากประเทศในตะวันออกกลาง ยังมีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ในหลายประเทศของภูมิภาคต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ที่มีกำลังการผลิตน้ำมันสูงสุดในโลกถึง 20.95 ล้านบาร์เรลต่อวัน, รัสเซียที่มีกำลังการผลิตน้ำมันรองลงมาที่ 10.87 ล้านบาร์เรลต่อวัน, แคนาดา 5.68 ล้านบาร์เรลต่อวัน, บราซิล 4.22 ล้านบาร์เรลต่อวัน, เม็กซิโก 2.10 ล้านบาร์เรลต่อวัน และนอร์เวย์ 2.02 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

ซึ่งนอกจากนี้ยังมีแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ในหลายประเทศของทวีปเอเชีย เช่นจีน ที่มีกำลังการผลิตสูงถึง 4.98 ล้านบาร์เรลต่อวัน, อินโดนีเซีย 8.65 แสนบาร์เรลต่อวัน, อินเดีย 8.22 แสนบาร์เรลต่อวัน และมาเลเซีย 5.82 แสนบาร์เรลต่อวัน

 

อินโฟกราฟิกแผนที่แสดงแหล่งน้ำมันดิบทั่วโลก จัดอันดับ 30 ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่พร้อมข้อมูลกำลังการผลิต 1

 

อ้างอิง:

 

The post สำรวจแหล่งน้ำมันทั่วโลก นอกจากตะวันออกกลาง มีที่ไหนบ้าง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง พร้อมสถิติการเคลื่อนไหวสินทรัพย์ หากสงครามคลี่คลายจะลงทุนอะไรดี https://thestandard.co/middle-east-war-investment-scenarios/ Fri, 03 Apr 2026 11:11:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1194527 เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง จากสงครามในตะวันออกกลางที่ […]

The post เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง พร้อมสถิติการเคลื่อนไหวสินทรัพย์ หากสงครามคลี่คลายจะลงทุนอะไรดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง จากสงครามในตะวันออกกลางที่สร้างความผันผวนให้กับภูมิทัศน์การลงทุนทั่วโลก ที่ยังไร้แววว่าจะจบเมื่อไหร่ และปลายทางของสงครามครั้งมีโอกาสจบอย่างไร ไปติดการวิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ จุดจบของสงครามครั้งนี้ รวมทั้งคำแนะนำให้นักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ได้ร่วมให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH เพื่อฉายภาพทิศทางตลาด สถิติการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ในภาวะสงคราม รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับมือกับ ‘New Normal’ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

3 ฉากทัศน์การจบลงของสงคราม ‘จุดที่เลวร้ายที่สุด’ ผ่านพ้นไปแล้ว

 

ประเมินภาพรวมของสงครามว่าจะมีบทสรุปในรูปแบบใดนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แนวทางหลัก ได้แก่

 

  • จบด้วยการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดหวังไว้ตั้งแต่แรก แต่ไม่สามารถเปลี่ยนกลยุทธ์แบบ Multilateral Strategy ของอิหร่านได้ ทำให้แนวทางนี้ไม่สำเร็จ
  • การเจรจาพบกันคนละครึ่งทาง แม้จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงทำได้ยาก เนื่องจากข้อเรียกร้อง 5 ข้อของอิหร่าน และ 15 ข้อของสหรัฐฯ ไม่สามารถตกลงกันได้อย่างลงตัว
  • สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรบุกอิหร่าน หากคุยกันไม่รู้เรื่องและต้องใช้กำลัง แนวทางนี้ต้องอาศัยการชั่งน้ำหนักอย่างหนักจากผู้มีอำนาจ เพราะมีบทเรียนจากอิรักและอัฟกานิสถานว่าการบุกเข้าประเทศเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจเกิดความสูญเสียสูง ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ เลือกที่จะถอยหรือประกาศชัยชนะแบบดื้อๆ ก็อาจส่งผลเสียต่อการเป็นมหาอำนาจของตนเอง และทำให้ประเทศในภูมิภาคหันไปพึ่งพามหาอำนาจอีกขั้วอย่างจีนและรัสเซียแทน

 

อย่างไรก็ตาม หากมองสถานการณ์ในปัจจุบัน สิทธิชัยประเมินว่า “สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของสงครามในอิหร่านได้ผ่านไปแล้ว” โดยอ้างอิงจากสถิติการยิงโดรนและขีปนาวุธที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งตลาดได้รับรู้และซึมซับความกังวลไปมากพอสมควรแล้ว เว้นแต่จะลุกลามไปสู่สงครามนิวเคลียร์

 

เปิดสถิติ S&P 500 หากมีการ ‘บุก’ ตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้น

 

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ หากสงครามนำไปสู่การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจบุกอิหร่าน สถิติของดัชนี S&P 500 นับตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามเป็นต้นมา บ่งชี้ว่า เมื่อมีการบุกเกิดขึ้น ตลาดหุ้นเกือบทั้งหมดจะปรับตัวขึ้น เนื่องจากความชัดเจนของสถานการณ์จะทำให้นักลงทุนสามารถจัดการพอร์ตการลงทุนได้ถูกต้อง โดยการบุกจะถือเป็น จุดกลับตัว (Turning Point) ของการลงทุนในรอบนั้นๆ

 

4 ปัจจัยหนุนการลงทุน หากสงครามคลี่คลาย

 

ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ กลยุทธ์พื้นฐานคือการตั้งรับและป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ด้วยน้ำมันหรือหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จะเกิด 4 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาด ได้แก่

 

  • ราคาน้ำมันลดลง จะเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มสายการบิน สายการเดินเรือ และกลุ่มยานยนต์
  • ความเสี่ยงในภูมิภาคลดลง เมื่อความกังวลเรื่องสงครามลดลง หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มที่อิงกำลังซื้อ และ Tech Platform จะกลับมาฟื้นตัวได้ดี
  • ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยลดลง จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และธนาคารขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มวาณิชธนกิจ (เช่น Goldman Sachs, Morgan Stanley) ที่จะได้ประโยชน์จากดีล M&A และการทำ IPO ที่จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
  • ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) คลี่คลาย กลุ่มที่จะได้ประโยชน์คือหุ้นปิโตรเคมีสาย Naphtha รวมถึงกลุ่มก๊าซธรรมชาติในยุโรป

 

เจาะกลยุทธ์ตลาดหุ้นไทย และฐานราคาน้ำมันยุคใหม่

 

ในส่วนของราคาน้ำมัน สิทธิชัยให้มุมมองว่า โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนที่ถูกทำลายไปจะทำให้ราคาน้ำมันไม่สามารถกลับไปอยู่ในระดับ 50-60 ดอลลาร์เหมือนช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่านได้ แต่จะทรงตัวระดับสูงและ ค้างอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ ซึ่งสถานการณ์นี้แตกต่างจากช่วงสงครามยูเครนที่ผู้คนยังมีเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในรอบนี้ไม่มีมาตรการกระตุ้นและดอกเบี้ยก็ยังไม่สามารถลดลงได้

 

ดังนั้น แนะนำกลยุทธ์สำหรับตลาดหุ้นไทยจึงแบ่งเป็น

 

  • ระยะสั้น เน้นเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง, ห่วงโซ่อุปทานที่คลี่คลาย และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการทำ Short Covering
  • ระยะกลาง (3-6 เดือน) ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มที่มี Pricing Power (อำนาจในการกำหนดราคา) ซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าได้โดยไม่กระทบกับปริมาณการขาย (Volume)
  • ระยะยาว (6-12 เดือน) มองหาโอกาสในหุ้นพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของ New Normal และควรระมัดระวังหุ้นกลุ่มพลังงานแบบดั้งเดิม

 

เปิด 4 New Normal โลกการลงทุนหลังสงครามอิหร่าน

 

สิทธิชัย ยังประเมินต่อว่า หลังจากการสิ้นสุดของความขัดแย้ง โลกจะก้าวเข้าสู่ New Normal 4 ประการ ได้แก่:

 

  • การลงทุนด้านการทหารสูงขึ้น จะมุ่งเน้นไปที่ระบบไร้คนขับ (Unmanned Systems) และเทคโนโลยีโดรน
  • การเติบโตของพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานนิวเคลียร์ที่จะได้รับความสนใจมากขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานพลังงาน จะมีการย้ายฐานความพึ่งพาจากเอเชียไปยังสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย (คล้ายกับที่ยุโรปเปลี่ยนจากรัสเซียมาพึ่งพาสหรัฐฯ)
  • ความเสี่ยงด้าน Stagflation ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง จะทำให้นักลงทุนต้องเน้นลงทุนในหุ้นที่มีรายได้แน่นอน มีการจ่ายเงินปันผล มีอำนาจในการกำหนดราคา และเน้นพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play)

 
 

บทสรุปกลยุทธ์ 4C รับมือความผันผวน

 
 

นอกจากนี้ยังแนะนำกลยุทธ์เพื่อให้นักลงทุนนำไปปรับใช้ได้จริง InnovestX ได้สรุปกลยุทธ์ผ่านแนวคิด 4C ได้แก่

 

  • C1 หากเชื่อว่าสงครามกำลังจะจบ ให้เตรียมตัวรับโอกาสการลงทุน
  • C2 หากไม่แน่ใจว่าสถานการณ์จะลากยาวหรือไม่ ให้เน้น ‘ทยอยซื้อสะสม’ หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีในทุกช่วงเวลา (DCA)
  • C3 ซื้อหวังผลระยะยาว เพื่อสอดรับกับเทรนด์ 4 New Normal ที่กำลังจะเกิดขึ้น
  • C4 เน้นตั้งรับเป็นสำคัญ สำหรับผู้ที่ยังไม่มีความมั่นใจในสถานการณ์สงครามเลย

The post เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง พร้อมสถิติการเคลื่อนไหวสินทรัพย์ หากสงครามคลี่คลายจะลงทุนอะไรดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
พาณิชย์กางแผนรับมือวิกฤตค่าครองชีพ ผุดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดราคาสินค้า 50% ดีเดย์ 1 เม.ย. นี้ จ่อถกต้นทุนค่ากลั่น พร้อมดันโมเดลส่งวัตถุดิบราคาถูก อุ้ม ‘ร้านข้าวแกง’ https://thestandard.co/commerce-tackles-cost-living-crisis/ Sat, 28 Mar 2026 07:47:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1192311 ภาพการนำเสนอแผนงานของกระทรวงพาณิชย์เพื่อรับมือวิกฤตค่าครองชีพและราคาสินค้า

กระทรวงพาณิชย์ยกระดับมาตรการคุมเข้มราคาสินค้า เพิ่ม 6 ร […]

The post พาณิชย์กางแผนรับมือวิกฤตค่าครองชีพ ผุดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดราคาสินค้า 50% ดีเดย์ 1 เม.ย. นี้ จ่อถกต้นทุนค่ากลั่น พร้อมดันโมเดลส่งวัตถุดิบราคาถูก อุ้ม ‘ร้านข้าวแกง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการนำเสนอแผนงานของกระทรวงพาณิชย์เพื่อรับมือวิกฤตค่าครองชีพและราคาสินค้า

กระทรวงพาณิชย์ยกระดับมาตรการคุมเข้มราคาสินค้า เพิ่ม 6 รายการสำคัญต้องขออนุญาตก่อนขึ้นราคา เตรียมเปิดตัวบิ๊กโปรเจกต์ ‘สินค้าไทยช่วยไทย’ 1 เมษายนนี้ ลดราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น สูงสุด 50% พร้อมประสานกระทรวงต่างประเทศ แก้ปัญหาสินค้าและปุ๋ยติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ จากเหตุความไม่สงบ เร่งหาตลาดส่งออกใหม่ในแอฟริกา-ลาตินอเมริกา

 

 
 

วันนี้ (28 มี.ค.) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในงาน Meet the Press หัวข้อ ‘1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’ ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล ว่า ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความผันผวนและไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะปัจจัยจากแหล่งพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค กระทรวงพาณิชย์ได้กางแผนยุทธศาสตร์ 3 ด้านหลัก เพื่อเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

ภาพการนำเสนอแผนงานของกระทรวงพาณิชย์เพื่อรับมือวิกฤตค่าครองชีพและราคาสินค้า 1
 

ยกระดับคุมราคาสินค้า-ตรวจสอบต้นทุนพลังงาน

 

ศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันมีการควบคุมราคาสินค้าและบริการภายใต้กฎหมายรวม 59 รายการ ซึ่งล่าสุดได้มีการทบทวนและเพิ่มความเข้มงวดกับสินค้าจำเป็นอีก 6 รายการที่ต้อง ‘ขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคา’ พร้อมสั่งการให้กรมการค้าภายในและพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้า

 

ในส่วนของภาคพลังงาน แม้จะมีกฎหมายเฉพาะของกระทรวงพลังงานดูแลอยู่ แต่ตามบัญชาของนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์จะเชิญผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงมาหารือเพื่อตรวจสอบโครงสร้างต้นทุน ทั้งในส่วนของค่าการกลั่นและค่าประกอบการพรีเมียม เพื่อดูความเหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สรุป ‘7 มาตรการ’ สู้วิกฤตน้ำมันแพง กระทรวงการคลังเล็งลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สรุป ‘7 มาตรการ’ สู้วิกฤตน้ำมันแพง กระทรวงการคลังเล็งลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
27 มี.ค. 2569 | 7:48
ค้าปลีกจับมือพาณิชย์ ขายสินค้า House Brand ราคาถูก หวังช่วยค่าครองชีพผู้บริโภค เริ่ม เม.ย. นี้ ค้าปลีกจับมือพาณิชย์ ขายสินค้า House Brand ราคาถูก หวังช่วยค่าครองชีพผู้บริโภค เริ่ม เม.ย. นี้
26 มี.ค. 2569 | 10:51
ปรากฏการณ์น้ำมันแพง ลามน้ำขวด แชมพู ทิชชู ถึงถุงแกง เมื่อรัฐ ‘กระชากราคาน้ำมัน’ ขึ้นราคาสินค้าอาจเป็นทางรอดธุรกิจ แต่ผู้บริโภคเริ่มไม่ไหว ปรากฏการณ์น้ำมันแพง ลามน้ำขวด แชมพู ทิชชู ถึงถุงแกง เมื่อรัฐ ‘กระชากราคาน้ำมัน’ ขึ้นราคาสินค้าอาจเป็นทางรอดธุรกิจ แต่ผู้บริโภคเริ่มไม่ไหว
26 มี.ค. 2569 | 8:26

 

เปิดตัว ‘สินค้าไทยช่วยไทย’ ลดสูงสุด 50%

 

เพื่อตอบโจทย์การลดค่าครองชีพในระยะสั้น กระทรวงพาณิชย์เตรียมเปิดตัวโครงการ ‘สินค้าไทยช่วยไทย’ ในวันที่ 1 เมษายนนี้ โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตรายใหญ่ ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง นำสินค้ากว่า 10,000 รายการ มาลดราคาพิเศษตั้งแต่ 25% ถึง 50%

 

นอกจากนี้ ยังเตรียมมาตรการเชิงรุกสำหรับกลุ่มเปราะบาง ผ่านโครงการ ‘ธงฟ้าเคลื่อนที่’ ที่จะลงพื้นที่ชุมชนกว่า 500 แห่งทั่วประเทศในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้ในราคาประหยัด

 
ภาพการนำเสนอแผนงานของกระทรวงพาณิชย์เพื่อรับมือวิกฤตค่าครองชีพและราคาสินค้า 2
 

เชื่อมโยงวัตถุดิบต้นทางสู่ ‘ร้านอาหารตามสั่ง’

 

มาตรการสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินการ คือการใช้กลไกบริหารจัดการโซลูชันด้านวัตถุดิบ โดยจะนำสินค้าเกษตรจำเป็นจากแหล่งผลิต เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช ไข่ไก่ และน้ำตาลทราย ส่งตรงไปยังร้านอาหารปรุงสำเร็จ ร้านอาหารตามสั่ง และร้านข้าวแกงที่ตั้งอยู่ในตลาดสดทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล

 

“สิ่งที่เราช่วยทำเต็มที่ คือการเข้าไปดูแลเรื่องวัตถุดิบให้มีต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ราคาข้าวแกงพุ่งสูงเกินไป โดยจะเริ่มโครงการนำร่องใน 24 แห่ง แห่งละ 2 ครั้ง รวมเป็น 48 ครั้ง และจะใช้โมเดลนี้ทำอย่างต่อเนื่อง” ศุภจี กล่าว

 

นอกจากการช่วยลดต้นทุนแล้ว รมต.กระทรวงพาณิชย์ ยังฝากคำเตือนไปยังผู้ประกอบการร้านอาหาร ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใสด้วยการ ‘ติดป้ายแสดงราคา’ ให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลในการตัดสินใจก่อนใช้บริการ

 

“ขอให้แจ้งราคากับผู้มารับบริการให้ชัดเจน หากมีการเปลี่ยนแปลงราคาจากเดิมต้องแจ้งล่วงหน้า ไม่ใช่ขายราคาใหม่โดยไม่บอกกล่าว ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคไม่ทันตั้งตัว สิ่งสำคัญคือต้องให้ผู้บริโภคเป็นคนตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลราคาที่ถูกต้อง” รมต. พาณิชย์ กล่าวย้ำภายในงานแถลง

 

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการราคาสินค้าในหมวดอาหาร ซึ่งเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการควบคุมดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ไม่ให้พุ่งสูงจนกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนในภาพรวม

 

แก้ปม Logistics และเร่งหาตลาดส่งออกใหม่

 

ศุภจ กล่าวเพิ่มอีกว่า ทางด้านปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ยอมรับว่ามีอุปสรรคด้านการขนส่ง โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่ปัจจุบันมีเรือบรรทุกสินค้าติดค้างอยู่ในช่องแคบจากสถานการณ์ความไม่สงบจำนวน 5 ลำ เบื้องต้นเตรียมประสานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเร่งระบายสินค้า พร้อมหารือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อปรับสูตรปุ๋ย ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า ป้องกันปัญหาขาดแคลนในระยะยาว

 

สำหรับภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไปยังอิรักที่เกิดความล่าช้า กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งเจรจาเพื่อรักษาตลาดเดิมไม่ให้มีการยกเลิกออร์เดอร์ พร้อมกันนี้ได้เริ่มเปิดการเจรจากับทูตพาณิชย์ในแถบแอฟริกาและลาตินอเมริกา เพื่อขยายฐานตลาดส่งออกใหม่ๆ ชดเชยรายได้และลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยให้เหลือน้อยที่สุด

The post พาณิชย์กางแผนรับมือวิกฤตค่าครองชีพ ผุดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ลดราคาสินค้า 50% ดีเดย์ 1 เม.ย. นี้ จ่อถกต้นทุนค่ากลั่น พร้อมดันโมเดลส่งวัตถุดิบราคาถูก อุ้ม ‘ร้านข้าวแกง’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่ทางผ่านน้ำมัน แต่คือ ‘เส้นเลือดใหญ่’ หล่อเลี้ยงคนกว่า 100 ล้านชีวิต https://thestandard.co/hormuz-strait-food-crisis/ Sun, 22 Mar 2026 07:30:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1190003 แผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมข้อความระบุถึงบทบาทสำคัญต่อชีวิตกว่า 100 ล้านคน

ช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งสำคัญของโลก ที่รองรับ […]

The post ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่ทางผ่านน้ำมัน แต่คือ ‘เส้นเลือดใหญ่’ หล่อเลี้ยงคนกว่า 100 ล้านชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่ช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมข้อความระบุถึงบทบาทสำคัญต่อชีวิตกว่า 100 ล้านคน

ช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งสำคัญของโลก ที่รองรับการลำเลียงน้ำมันและก๊าซ LNG ราว 20% ของโลก เผชิญภาวะชะงักจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน

 

แต่ความสำคัญของช่องแคบแห่งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องพลังงานเท่านั้น หากเปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ มันคือ ‘เส้นเลือดใหญ่’ ที่หล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 100 ล้านคนในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย เพราะนอกจากน้ำมันแล้ว ยังเป็นเส้นทางหลักในการนำเข้าอาหาร เมื่อการขนส่งสะดุด ผลกระทบจึงลามไปถึงความมั่นคงทางอาหารทันที

 

หลายประเทศในภูมิภาคนี้มีข้อจำกัดด้านภูมิอากาศและพื้นที่เพาะปลูก ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารในสัดส่วนสูง เช่น ซาอุดีอาระเบีย นำเข้าอาหารมากกว่า 80%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ราว 90%, กาตาร์สูงถึง 98% และอิรัก แม้มีแหล่งน้ำ แต่ก็ยังต้องนำเข้าอาหารจำนวนมาก เมื่อเส้นทางหลักสะดุด ความเสี่ยงอาหารขาดแคลนจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ขณะเดียวกัน การโจมตีเรือพาณิชย์ทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบแทบหยุดนิ่ง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางสำรองที่ทั้งแพงกว่า ใช้เวลานานกว่า และขนส่งได้จำกัด ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงที่สินค้าจะขาดตลาด

 

โครงการอาหารโลก (WFP) เตือนว่า วิกฤตครั้งนี้อาจสร้างแรงกดดันต่อห่วงโซ่อุปทานโลกหนักที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิดและสงครามยูเครนในปี 2022 ขณะที่ผู้ค้าปลีกในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานว่า เรือจำนวนมากต้องจอดรอนอกช่องแคบ ทำให้สินค้าสดไม่สามารถกำหนดเวลาส่งมอบได้ สะท้อนความไม่แน่นอนในระบบขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น

 

สะท้อนได้ว่าต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งขึ้นอย่างชัดเจน ค่าธรรมเนียมเพิ่มราว 4,000 ดอลลาร์ ต่อตู้คอนเทนเนอร์ บวกกับค่าขนส่งทางบกอีก 4,000–9,000 ดอลลาร์ ขณะที่ค่าขนส่งจากยุโรปพุ่งจาก 3,000 เป็น 14,500 ยูโร ต้นทุนเหล่านี้มีแนวโน้มถูกผลักไปยังผู้บริโภค โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นอย่างนมและผัก ที่อาจปรับขึ้นราคาได้ถึง 20%

 

ส่วนทางเลือกอย่างการขนส่งทางอากาศ ซึ่งเคยช่วยบรรเทาปัญหา ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หลังสนามบินในดูไบต้องปิดชั่วคราว ทำให้การขนส่งหยุดลงในช่วงหนึ่ง ผู้ค้าบางรายจึงเริ่มทดลองขนส่งทางบกจากยุโรป ผ่านฝรั่งเศสและตุรกีเข้าสู่ตะวันออกกลาง ใช้เวลาประมาณ 12 วันและมีต้นทุนถูกกว่าทางอากาศราว 40% แต่ยังไม่สามารถรองรับปริมาณได้เท่าการขนส่งทางทะเล

 

และแม้ค่าเบี้ยประกันภัยจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือยังคงเป็นปัจจัยชี้ขาด โดยเสนอให้ใช้กองทัพเรือคุ้มกันเรือสินค้า ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจให้ความสำคัญกับเรือพลังงานก่อนสินค้าอาหาร

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนเกิดวิกฤต ช่องแคบฮอร์มุซมีเรือผ่านมากกว่า 60 ลำต่อวัน ดังนั้นการหยุดชะงักในครั้งนี้จึงไม่ได้กระทบแค่พลังงาน แต่กำลังลุกลามไปสู่สินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารทั่วโลก แม้ผู้นำสหรัฐฯ จะยังเชื่อว่าสถานการณ์สามารถคลี่คลายได้ แต่ในมุมเศรษฐกิจ ผลกระทบเริ่มชัดขึ้นแล้ว ทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น ราคาสินค้าที่แพงขึ้น และความเสี่ยงด้านอาหารที่กำลังกระทบผู้คนทั่วโลก

 

ภาพ:AustralianCamera/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่แค่ทางผ่านน้ำมัน แต่คือ ‘เส้นเลือดใหญ่’ หล่อเลี้ยงคนกว่า 100 ล้านชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใครคือ อาลี ลาริจานี ผู้นำโดยพฤตินัยของอิหร่านที่อิสราเอลอ้างว่า ‘สังหาร’ แล้ว https://thestandard.co/ali-larijani-iran-de-facto-leader/ Tue, 17 Mar 2026 12:36:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1188550 ภาพ อาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน

อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล อ […]

The post ใครคือ อาลี ลาริจานี ผู้นำโดยพฤตินัยของอิหร่านที่อิสราเอลอ้างว่า ‘สังหาร’ แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ อาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน

อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอล อ้างว่า อาลี ลาริจานี (Ali Larijani) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติของอิหร่าน ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็น ‘ผู้นำอิหร่านโดยพฤตินัย’ ถูกสังหารแล้วเมื่อคืนวานนี้ โดยถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญระดับสูงสุดของอิหร่านที่ถูกสังหารในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

 

ลาริจานีปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งสุดท้ายเมื่อวันศุกร์ (13 มีนาคม) ที่ผ่านมา โดยเข้าร่วมการชุมนุมวันอัลกุดส์เพื่อสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในกรุงเตหะราน พร้อมกับประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน

 

ภายหลังการเปิดเผยของอิสราเอล สื่อของรัฐอิหร่านได้เผยแพร่บันทึกที่เขียนด้วยลายมือของลาริจานี ซึ่งมีเนื้อหารำลึกถึงลูกเรือชาวอิหร่าน 84 นาย ที่เสียชีวิตจากการที่เรือดำน้ำสหรัฐฯ โจมตีเรือรบอิหร่านในน่านน้ำสากล และคาดว่าจะมีการจัดพิธีศพในวันอังคารนี้ โดยยังไม่ชัดเจนว่า การเผยแพร่บันทึกดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า ลาริจานียังมีชีวิตอยู่หรือไม่

 

ผู้นำและผู้วางแผนยุทธศาสตร์การรบของอิหร่าน

 

ลาริจานี วัย 67 ปี ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด และมีความสัมพันธ์อันยาวนานกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ถูกมองว่า เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการกำหนดนโยบายและการปกครองประเทศของผู้นำอิหร่าน

 

เขามีบทบาทสำคัญในการปราบปรามการประท้วงใหญ่ของประชาชนทั่วอิหร่านในเดือนมกราคมที่ผ่านมา และกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านอำนาจผู้นำสูงสุดที่เกิดขึ้นภายหลังการเสียชีวิตของคาเมเนอี โดยท่ามกลางสงครามที่เกิดขึ้น เชื่อว่าลาริจานี คือผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการวางแผนยุทธศาสตร์การสู้รบ ซึ่งทำให้เขาตกเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญของอิสราเอล

 

ที่ผ่านมา ลาริจานี ดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย เป็นทั้งผู้บัญชาการ IRGC ในช่วงสงครามกับอิรัก ช่วงทศวรรษ 1980 ก่อนที่จะเปลี่ยนมาสู่บทบาททางการเมือง

 

เขาเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสถานีโทรทัศน์ของรัฐ หัวหน้าผู้เจรจาด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน และเป็นประธานรัฐสภาอิหร่าน เป็นเวลา 12 ปี จนถึงปี 2020 และมีอิทธิพลเคียงข้างผู้นำสูงสุดมากขึ้นเรื่อยๆ หลังได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาในปี 2004

 

ภายหลังจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลเมื่อปีที่แล้ว ลาริจานีกลับมามีบทบาทสำคัญในฐานะเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนมองว่า เขาเป็น ‘ผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุด’ ของอิหร่าน

 

ลาริจานีมาจากครอบครัวนักบวชที่มีอิทธิพลในสาธารณรัฐอิสลาม พี่ชายคนหนึ่งของเขา ซาดิก ลาริจานี เป็นอดีตประธานศาลสูงสุดคนที่ 6 ของอิหร่าน

 

เขายังเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียง โดยเคยได้รับการฝึกฝนด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชารีฟ และได้รับปริญญาเอกด้านปรัชญาจากมหาวิทยาลัยเตหะราน

 

อย่างไรก็ตาม ลาริจานี นั้นไม่ใช่นักบวช ทำให้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของอิหร่านได้ โดยนักวิเคราะห์มองว่า แม้ลาริจานีจะดูเหมือนเป็นนักปฏิบัติมากกว่าผู้ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์อย่างสุดโต่ง แต่เขาก็มุ่งมั่นที่จะรักษาไว้ซึ่งระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลามของอิหร่าน

 

อ้างอิง :

The post ใครคือ อาลี ลาริจานี ผู้นำโดยพฤตินัยของอิหร่านที่อิสราเอลอ้างว่า ‘สังหาร’ แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
สถานการณ์ตะวันออกกลางยังตึงเครียด ช่วยคนไทยกลับประเทศแล้ว 952 คน เร่งติดตามลูกเรือมยุรีนารีอีก 3 คน https://thestandard.co/middle-east-tension-thais-evacuate-crew/ Mon, 16 Mar 2026 05:31:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1188022 ภาพสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการอพยพคนไทยกลับประเทศ

วันนี้ (16 มีนาคม) ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้ร […]

The post สถานการณ์ตะวันออกกลางยังตึงเครียด ช่วยคนไทยกลับประเทศแล้ว 952 คน เร่งติดตามลูกเรือมยุรีนารีอีก 3 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการอพยพคนไทยกลับประเทศ

วันนี้ (16 มีนาคม) ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. นำโดย ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวว่า สถานการณ์โดยรวมยังคงขยายตัวต่อเนื่อง และมีการแลกเปลี่ยนการโจมตีทางอากาศในหลายประเทศ โดยเฉพาะในอิหร่าน อิสราเอล และอิรัก ขณะที่อิหร่านยังคงโจมตีทางอากาศไปยังประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือแห่งรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC รวมถึงจอร์แดน โดยเฉพาะบริเวณท่าเรือ สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

 

นอกจากนี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงจุดส่งออกน้ำมันสำคัญอย่างเกาะคาร์ก โดยมีรายงานว่าอิสราเอลโจมตีใกล้พื้นที่กลุ่มชุมนุมในกรุงเตหะราน

 

ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์มีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และติดตามข่าวสาร รวมถึงคำแนะนำจากช่องทางทางการของสถานเอกอัครราชทูตฯ และสถานกงสุลใหญ่ฯ ที่รับผิดชอบในพื้นที่ ตลอดจนลงทะเบียนแจ้งข้อมูลและช่องทางติดต่อกับสถานทูตฯ และสถานกงสุลใหญ่ฯ

 

ส่วนความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทยในเรือมยุรีนารี เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ลูกเรือคนไทยจำนวน 20 คน ได้รับการช่วยเหลือและเดินทางกลับถึงประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว โดยลูกเรือทั้งหมดมีขวัญกำลังใจที่ดี

 

สำหรับการเร่งค้นหาลูกเรือไทยอีก 3 คน ปาณิดล กล่าวว่า เมื่อวานนี้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน โดยได้ขอให้ฝ่ายอิหร่านสนับสนุนการช่วยเหลือลูกเรือไทยอีก 3 คน ที่ยังติดค้างอยู่ในเรือมยุรีนารี พร้อมหารือเกี่ยวกับการอนุญาตให้เรือพาณิชย์ของไทยเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย พร้อมย้ำท่าทีของไทยที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลับสู่การเจรจาและการทูต เพื่อให้สถานการณ์ยุติลงด้วยสันติโดยเร็ว

 

ปาณิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกรณีอิหร่าน แม้สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน จะย้ายสถานทูตไปยังประเทศตุรกีชั่วคราว แต่ยังคงให้ความช่วยเหลือคนไทยอย่างต่อเนื่อง หากมีคนไทยประสงค์จะเดินทางกลับ ขณะเดียวกันได้กำหนดการอพยพเพิ่มเติมอีก 2 รอบ คือวันที่ 17 และ 25 มีนาคม จึงขอให้ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางแจ้งความประสงค์กับสถานทูตฯ โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ สถานทูตฯ จะจัดหาเที่ยวบินเพิ่มเติมตามความต้องการและสถานการณ์ต่อไป

 

ที่ผ่านมาได้อพยพคนไทยในภูมิภาคตะวันออกกลางเดินทางกลับประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น 952 คน

 

ส่วนสวัสดิภาพของลูกเรือไทยอีก 3 คนที่เหลืออยู่ในเรือมยุรีนารี ปาณิดล ระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศยังคงรอฟังข่าวและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยได้ประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโอมาน และสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมัสกัต พร้อมยืนยันว่าให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันใดๆ จึงขอให้รอติดตามสถานการณ์ต่อไป

 

ส่วนภาพรวมการอพยพคนไทยจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปาณิดล กล่าวว่า จุดที่มีความท้าทายและยากลำบากที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว คือกรณีการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดที่มีความอันตรายที่สุด และรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่าต้องอพยพ โดยคนไทยสองกลุ่มแรกเดินทางออกมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีกสองกลุ่มที่กำลังจะอพยพกำลังจะทยอยเดินทางออกมา

 

ขณะที่ในพื้นที่อื่นๆ ไทยยึดหลักการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ โดยพิจารณาปัจจัยต่างๆ ประกอบกับความพร้อมของเที่ยวบินและการเปิดน่านฟ้า หากไม่สามารถเปิดได้ ก็จะเดินทางไปยังพื้นที่ใกล้เคียงแทน ซึ่งสามารถดำเนินการได้ด้วยดี พร้อมยืนยันว่า หากมีสถานการณ์เพิ่มเติม ไทยก็สามารถรับมือได้

The post สถานการณ์ตะวันออกกลางยังตึงเครียด ช่วยคนไทยกลับประเทศแล้ว 952 คน เร่งติดตามลูกเรือมยุรีนารีอีก 3 คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศบก. เผยยอดอพยพคนไทยสะสม 952 คน พร้อมเจรจาอิหร่านขอเปิดทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุส-ช่วยอีก 3 ชีวิตลูกเรือมยุรีนารี https://thestandard.co/thai-evacuate-iran-hormuz-strait/ Mon, 16 Mar 2026 04:57:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1187986 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงยอดคนไทยอพยพจากตะวันออกกลาง 952 คน พร้อมระบุรอบอพยพเพิ่มเติมจากอิหร่าน

วันนี้ (16 มีนาคม) ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีก […]

The post ศบก. เผยยอดอพยพคนไทยสะสม 952 คน พร้อมเจรจาอิหร่านขอเปิดทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุส-ช่วยอีก 3 ชีวิตลูกเรือมยุรีนารี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงยอดคนไทยอพยพจากตะวันออกกลาง 952 คน พร้อมระบุรอบอพยพเพิ่มเติมจากอิหร่าน

วันนี้ (16 มีนาคม) ปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงขยายตัวและมีความไม่แน่นอนสูง มีการโจมตีทางอากาศโต้ตอบกันอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ ทั้งอิหร่าน อิสราเอล และอิรัก โดยพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางทหารและพลังงาน กระทรวงการต่างประเทศจึงขอให้คนไทยพิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และให้ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่กับสถานเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบเพื่อรับการช่วยเหลือ

 

แม้สถานทูตไทย ณ กรุงเตหะราน จะต้องย้ายที่ทำการชั่วคราวไปยังเมืองวาน ประเทศตุรกี แต่ยังคงดูแลคนไทยและอิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยได้กำหนดรอบอพยพคนไทยออกจากอิหร่านเพิ่มเติม 2 รอบ ในวันที่ 17 และ 25 มีนาคม 2569 ขอให้ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางกลับเร่งลงทะเบียนโดยด่วน ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรง มีคนไทยในตะวันออกกลางได้รับการช่วยเหลืออพยพกลับประเทศแล้ว รวมทั้งสิ้น 952 คน

 

ปาณิดลกล่าวอีกว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ลูกเรือบรรทุกสินค้าไทยมยุรีนารี จำนวน 20 คน ได้เดินทางกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพแล้ว โดยได้รับการต้อนรับจากผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน

 

สำหรับลูกเรืออีก 3 คนที่ยังติดค้างอยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เพื่อขอให้สนับสนุนการช่วยเหลือลูกเรือกลุ่มนี้แล้ว พร้อมกันนี้ยังได้เจรจาขอให้ทางการอิหร่านอนุญาตให้เรือพาณิชย์ของไทยสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุสได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย พร้อมย้ำท่าทีของไทยที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับเข้าสู่การเจรจาและการทูต เพื่อให้เรื่องทุกจบลงโดยเร็วและสันติ

ส่วนภาพรวมการอพยพคนไทยประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปาณิดลกล่าวว่า จุดที่มีความท้าทายและยากลำบากที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว คือกรณีของการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดที่มีความอันตรายที่สุด และรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่าต้องอพยพ ซึ่งคนไทยสองกลุ่มแรกเดินทางออกมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีกสองกลุ่มที่กำลังจะอพยพกำลังจะตามออกมา

 

ส่วนภาพรวมการอพยพคนไทยประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ปาณิดลกล่าวว่า จุดที่มีความท้าทายและยากลำบากที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว คือกรณีของการช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน ซึ่งเป็นจุดที่มีความอันตรายที่สุด และรัฐบาลมีนโยบายชัดเจนว่าต้องอพยพ ซึ่งคนไทยสองกลุ่มแรกเดินทางออกมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีกสองกลุ่มที่กำลังจะอพยพกำลังจะตามออกมา

 

ขณะที่ในพื้นที่อื่นๆ เรายึดหลักการอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ โดยสรุปปัจจัยต่างๆ ประกอบกับความพร้อมของเที่ยวบิน การเปิดน่านฟ้า ส่วนกรณีที่ขอเปิดไม่ได้ก็จะไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งสามารถดำเนินไปได้ด้วยดี ฉะนั้นยืนยันว่าหากมีสถานการณ์เราก็สามารถรับมือได้

The post ศบก. เผยยอดอพยพคนไทยสะสม 952 คน พร้อมเจรจาอิหร่านขอเปิดทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุส-ช่วยอีก 3 ชีวิตลูกเรือมยุรีนารี appeared first on THE STANDARD.

]]>
สำรวจทางเลือกชาติอ่าวอาหรับ ส่งออกน้ำมันอย่างไร ‘ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ’ https://thestandard.co/gulf-oil-export-bypass-hormuz/ Fri, 13 Mar 2026 11:40:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1187208 ภาพจำลองท่อส่งน้ำมันและช่องแคบฮอร์มุซ แสดงทางเลือกส่งออกน้ำมันของชาติอ่าวอาหรับ

การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับมหาส […]

The post สำรวจทางเลือกชาติอ่าวอาหรับ ส่งออกน้ำมันอย่างไร ‘ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองท่อส่งน้ำมันและช่องแคบฮอร์มุซ แสดงทางเลือกส่งออกน้ำมันของชาติอ่าวอาหรับ

การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับมหาสมุทรเปิด และเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือและขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลกระทบที่รุนแรงและน่ากังวลอย่างยิ่งสำหรับนานาประเทศรวมถึงไทย ที่อาศัยน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลักในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและแทบทุกด้านของชีวิตมนุษย์

 

ที่ผ่านมา ในปี 2025 มีการส่งออกน้ำมันจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย (อ่าวอาหรับ) ผ่านช่องแคบนี้ สูงถึงเฉลี่ยวันละประมาณ 20 ล้านบาร์เรล หรือราว 20% ของอัตราบริโภคน้ำมันทั่วโลก ตามประมาณการของสำนักงานข้อมูลพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา (EIA) ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการค้าพลังงานเกือบ 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (19.3 ล้านล้านบาท) ต่อปี

 

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ หากการขนส่งน้ำมันของประเทศในอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่สามารถทำได้ พวกเขามีทางเลือกอื่นหรือไม่เพื่อส่งออกน้ำมันปริมาณมหาศาล โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบนี้

 

‘ท่อส่งน้ำมัน’ ทางเลือกทดแทนช่องแคบฮอร์มุซ

 

สำหรับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และได้รับผลกระทบอย่างมากจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ณ ปัจจุบัน ทางเลือกที่ซาอุฯ ใช้ คือ ‘ท่อส่งน้ำมัน’

 

โดยท่อแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุด คือเครือข่ายท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตก (East-West Crude Oil Pipeline) หรือ Petroline ซึ่งเป็นระบบท่อที่ยาวประมาณ 1,207 กิโลเมตร ทอดยาวจากแหล่งน้ำมันอับคิค (Abqaiq) บริเวณชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย ในจังหวัดตะวันออก (Eastern Province) ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดของซาอุฯ ใกล้กับบาห์เรนและกาตาร์ และข้ามคาบสมุทรอาหรับไปยังเมืองยันบู (Yanbu) ฝั่งทะเลแดง

 

ท่อส่งน้ำมันเส้นนี้สร้างขึ้นในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เพื่อให้การส่งออกน้ำมันของซาอุดีฯ สามารถหลีกเลี่ยงสงครามเรือบรรทุกน้ำมันและการปิดช่องแคบฮอร์มุซได้

 

ที่ผ่านมา ท่อส่งน้ำมันเส้นนี้ ซึ่งเป็นท่อแบบคู่ และสามารถดัดแปลงเพื่อใช้ขนส่งก๊าซธรรมชาติได้ด้วย สามารถส่งน้ำมันดิบได้วันละประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเป็นการขนส่งในสถานการณ์ปกติ แต่ในกรณีฉุกเฉินที่เกิดขึ้น ทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านท่อเส้นนี้ เพิ่มได้สูงถึงประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

อีกท่อส่งน้ำมันที่มีขนาดเล็กรองลงมา คือท่อส่งน้ำมันดิบอาบูดาบี (ADCOP) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือชื่อเต็มๆ ว่า ท่อส่งน้ำมันฮับชาน-ฟูไจราห์ (Habshan-Fujairah Oil Pipeline) ความยาวประมาณเกือบ 400 กิโลเมตร ทอดยาวจากแหล่งน้ำมันบนบกที่เมืองฮับชาน ไปยังฟูไจราห์ โดยคาดว่าสามารถขนส่งน้ำมันได้วันละประมาณ 1.5 – 1.8 ล้านบาร์เรล

 

ส่วนอิรักมีหนทางในการส่งออกน้ำมันไปยังยุโรปได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซเช่นกัน คือการขนส่งผ่านท่อส่งน้ำมันเคอร์คุก-เซย์ฮาน (Kirkuk-Ceyhan Oil Pipeline) ความยาว 970 กิโลเมตร ที่ทอดยาวจากเมืองเคอร์คุกในอิรักไปยัง เมือง เซย์ฮานในตุรกี ติดชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีศักยภาพในการขนส่งน้ำมันได้วันละประมาณ 1.6 ล้านบาร์เรล

 

อย่างไรก็ตาม ท่อส่งเส้นนี้ส่วนใหญ่ขนส่งน้ำมันจากแหล่งผลิตทางตอนเหนือของอิรัก และที่ผ่านมา มักประสบปัญหาการหยุดชะงักหลายครั้งเนื่องจากข้อพิพาททางการเมืองและปัญหาด้านความมั่นคง

 

ทั้งนี้ ยังมีท่อส่งน้ำมันขนาดเล็กที่เชื่อมโยงระดับภูมิภาค เช่น ท่อส่งน้ำมันเชื่อมระหว่างซาอุดีอาระเบียและบาห์เรน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ส่งน้ำมันให้กับระบบโรงกลั่นของบาห์เรน ซึ่งแม้จะมีประโยชน์สำหรับการขนส่งในระดับภูมิภาค แต่ก็ไม่สามารถชดเชยกับการหยุดชะงักของการส่งออกน้ำมันปริมาณมหาศาลได้มากนัก

 

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายโครงการก่อสร้างท่อส่งน้ำมันในภูมิภาคที่ยังอยู่ระหว่างการผลักดันและพัฒนา รวมถึงท่อส่งน้ำมันที่เชื่อมจากอิรักไปยังท่าเรืออากาบา (Aqaba) ติดชายฝั่งทะเลแดงในจอร์แดน

 

ท่อส่งน้ำมันยังไม่เพียงพอทดแทนฮอร์มุซ

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงคือ ถึงแม้ศักยภาพในการส่งน้ำมันของท่อส่งน้ำมันต่างๆ เหล่านี้รวมกันจะมากถึงวันละกว่า 10 ล้านบาร์เรล แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ วันละประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันได้

 

สำหรับตลาดพลังงานโลกนั้น ทางเลือกเหล่านี้ อาจช่วยบรรเทาผลกระทบจากการหยุดชะงักได้บ้าง แต่ไม่สามารถชดเชยการปิดช่องแคบเป็นเวลานานได้อย่างเต็มที่

 

ขณะที่การเลือกใช้เส้นทางในทะเลแดงในการขนส่งน้ำมันแทนช่องแคบฮอร์มุซ ก็ยังมีความเสี่ยงจากการถูกโจมตีโดยกลุ่มติดอาวุธ เช่น กลุ่มฮูตี ในเยเมน ที่รู้กันว่าได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

 

ภาพจำลองท่อส่งน้ำมันและช่องแคบฮอร์มุซ แสดงทางเลือกส่งออกน้ำมันของชาติอ่าวอาหรับ 1

 

อ้างอิง :

 

The post สำรวจทางเลือกชาติอ่าวอาหรับ ส่งออกน้ำมันอย่างไร ‘ไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>