Inter Milan Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/inter-milan/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 21 Aug 2026 12:25:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 BIG SIX CHECK-UP เช็กความพร้อม ‘ลิเวอร์พูล’ เริ่มต้นยุคใหม่ ในวันที่ไม่มี โม’ซาลาห์ https://thestandard.co/liverpool-new-era-no-salah/ Sun, 23 Aug 2026 05:00:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1244846 ภาพ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ผู้เล่นลิเวอร์พูลกำลังฉลองประตู

ลิเวอร์พูลกำลังเข้าสู่พรีเมียร์ลีก 2026/27 พร้อมการเปลี […]

The post BIG SIX CHECK-UP เช็กความพร้อม ‘ลิเวอร์พูล’ เริ่มต้นยุคใหม่ ในวันที่ไม่มี โม’ซาลาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ผู้เล่นลิเวอร์พูลกำลังฉลองประตู

ลิเวอร์พูลกำลังเข้าสู่พรีเมียร์ลีก 2026/27 พร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อ อันโดนี อิราโอลา เข้ามารับงานต่อจาก อาร์เน สล็อต พร้อมกับการเริ่มต้นฤดูกาลแรกในรอบ 9 ปีที่ไม่มี โมฮาเหม็ด ซาลาห์

 

ขณะที่ตลาดซื้อขายยังมีความเคลื่อนไหวทั้งขาเข้าและขาออก ผู้เล่นอย่าง อเล็กซานเดอร์ อิซัค และ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ ก็ต้องยกระดับผลงานขึ้นมา หลังฤดูกาลแรกยังไม่เป็นไปตามที่หลายคนคาดหวัง

 

THE STANDARD SPORT ชวนเช็กความพร้อมของ ‘หงส์แดง’ ก่อนเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ และดูว่า ลิเวอร์พูลในมือของอิราโอลาจะกลับเข้าสู่กลุ่มลุ้นแชมป์ได้เร็วแค่ไหน

 

ภาพ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ผู้เล่นลิเวอร์พูลกำลังฉลองประตู 1ภาพ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ผู้เล่นลิเวอร์พูลกำลังฉลองประตู 2ภาพ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ผู้เล่นลิเวอร์พูลกำลังฉลองประตู 3ภาพ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ผู้เล่นลิเวอร์พูลกำลังฉลองประตู 4ภาพ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ผู้เล่นลิเวอร์พูลกำลังฉลองประตู 5ภาพ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ผู้เล่นลิเวอร์พูลกำลังฉลองประตู 6ภาพ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ผู้เล่นลิเวอร์พูลกำลังฉลองประตู 7ภาพ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ผู้เล่นลิเวอร์พูลกำลังฉลองประตู 8ภาพ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ผู้เล่นลิเวอร์พูลกำลังฉลองประตู 9ภาพ อเล็กซานเดอร์ อิซัค ผู้เล่นลิเวอร์พูลกำลังฉลองประตู 10

The post BIG SIX CHECK-UP เช็กความพร้อม ‘ลิเวอร์พูล’ เริ่มต้นยุคใหม่ ในวันที่ไม่มี โม’ซาลาห์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูโตะ นางาโตโมะ นักเตะเอเชียคนแรกที่เล่นฟุตบอลโลก 5 สมัย ผู้คอยผลักดันให้ญี่ปุ่นไปไกลกว่าเดิม https://thestandard.co/yuto-nagatomo-asian-world-cup-five-times/ Fri, 26 Jun 2026 05:11:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1223145 ยูโตะ นางาโตโมะ นักฟุตบอลญี่ปุ่นชูห้านิ้ว

ว่ากันว่าฟุตบอลโลก 2026 คือเรื่องราวของคน 3 รุ่น   […]

The post ยูโตะ นางาโตโมะ นักเตะเอเชียคนแรกที่เล่นฟุตบอลโลก 5 สมัย ผู้คอยผลักดันให้ญี่ปุ่นไปไกลกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ยูโตะ นางาโตโมะ นักฟุตบอลญี่ปุ่นชูห้านิ้ว

ว่ากันว่าฟุตบอลโลก 2026 คือเรื่องราวของคน 3 รุ่น

 

ด้านหนึ่งคือดาวรุ่งที่กำลังจะสัมผัสเวทีฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็น ลามีน ยามาล, เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ หรือ อาร์ดา กือแลร์ จามมาด้วยคนที่กำลังจะก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ในอาชีพ อย่าง แฮร์รี เคน, คิลิยัน เอ็มบัปเป้ หรือ วินิซิอุส จูเนียร์ ส่วนอีกด้านคือเหล่าตำนานอย่าง ลิโอเนล เมสซี และ คริสเตียโน โรนัลโด ที่กำลังจะลงเล่นฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 6 เพื่อปิดฉากเส้นทางอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา

 

แต่ท่ามกลางชื่อเหล่านั้น มีอีกหนึ่งชื่อที่อาจไม่ได้ถูกพูดถึงมากนักในระดับโลก ทว่ามีความหมายอย่างมหาศาลสำหรับวงการฟุตบอลเอเชีย

 

ยูโตะ นางาโตโมะ แบ็กซ้ายวัย 39 ปีของ เอฟซี โตเกียว กลายเป็น นักฟุตบอลเอเชียคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ลงเล่นฟุตบอลโลก 5 สมัยติดต่อกัน ตั้งแต่แอฟริกาใต้ 2010, บราซิล 2014, รัสเซีย 2018, กาตาร์ 2022 จนถึงสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก-แคนาดา 2026

 

นี่ไม่ใช่เพียงสถิติที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของวิวัฒนาการฟุตบอลญี่ปุ่น และหลักฐานว่า นักเตะจากเอเชียสามารถยืนอยู่บนเวทีสูงสุดของโลกได้อย่างต่อเนื่อง

 

หากมองย้อนกลับไป เส้นทางของนางาโตโมะไม่ได้เริ่มต้นแบบอัจฉริยะลูกหนัง เพราะสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยเมจิ เขาแทบไม่มีโอกาสลงสนามมากพอ จนถูกขอให้ไปช่วยเป็นมือกลองของกองเชียร์มหาวิทยาลัยเสียด้วยซ้ำ

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน เขายังต้องต่อสู้กับอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ซึ่งทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีฝึกซ้อมและสร้างร่างกายใหม่ทั้งหมด

 

แต่แทนที่จะยอมแพ้ นางาโตโมะกลับเปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นแรงผลักดัน

 

ปัจจุบันความแข็งแกร่งด้านร่างกายและวินัยในการดูแลตัวเอง ทำให้เขามีความฟิตที่เหนือกว่านักเตะทั่วไป กลายเป็นจุดเด่นที่ติดตัวเขามาจนถึงวัยเกือบ 40 ปี

 

หลังแจ้งเกิดกับ เอฟซี โตเกียว นางาโตโมะย้ายไปเล่นในอิตาลี และก้าวขึ้นเป็นตัวหลักของ อินเตอร์ มิลาน

 

ในยุคนั้นการที่นักเตะญี่ปุ่นคนหนึ่งยึดตำแหน่งตัวจริงของหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปไม่ใช่เรื่องธรรมดา

 

เขาได้รับความไว้วางใจจากโค้ชหลายคน โดยได้รับหน้าที่เป็นรองกัปตันทีมต่อจาก ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ และมีข่าวเชื่อมโยงกับสโมสรระดับ เรอัล มาดริด, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล แม้สุดท้ายจะไม่มีการย้ายทีม โดยนางาโตโมะเลือกอยู่กับอินเตอร์ เพราะความผูกพันกับสโมสร

 

หลังจากนั้น เขายังผ่านการค้าแข้งกับ กาลาตาซาราย และโอลิมปิก มาร์กเซย ก่อนกลับมาปิดท้ายอาชีพกับ เอฟซี โตเกียว

 

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะเอเชียที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุโรป

 

ฟุตบอลโลก 2026 อาจไม่ใช่เวทีที่นางาโตโมะจะลงเล่นครบ 90 นาทีทุกเกมเหมือนในอดีต แต่ ฮาจิเมะ โมริยาสุ ยังคงเลือกใส่ชื่อเขาไว้ในทีมชุดสุดท้าย เหตุผลไม่ใช่เพราะความทรงจำในอดีต แต่เป็นเพราะอิทธิพลที่เขามีต่อทีม

 

ปัจจุบัน นางาโตโมะติดทีมชาติญี่ปุ่นแล้ว 145 นัด เป็นรองเพียง ยาซูฮิโตะ เอ็นโด เท่านั้น และมากกว่านักเตะคนอื่นในทีมชุดปัจจุบันเกือบเท่าตัว

 

เขาผ่านฟุตบอลโลกมาแล้ว 4 ครั้ง รู้ว่าบรรยากาศในแคมป์เปลี่ยนแปลงอย่างไร รู้ว่าความกดดันส่งผลต่อผู้เล่นแบบไหน และรู้ว่าต้องทำอย่างไรเมื่อทีมกำลังเสียสมดุล

 

นางาโตโมะเคยอธิบายบทบาทของตัวเองได้อย่างน่าสนใจว่า “ผมเหมือนเครื่องฟอกอากาศ ผมสัมผัสได้ว่าเมื่อไรบรรยากาศในทีมเริ่มไม่ดี และถ้าอากาศไม่ดี ผมก็จะช่วยทำให้มันกลับมาดีขึ้น”

 

ประโยคนี้อาจฟังดูเรียบง่าย แต่สะท้อนคุณค่าที่สามารถเข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมโค้ชทุกคนต้องการนักเตะแบบนี้ในทัวร์นาเมนต์ที่กินเวลานานกว่าหนึ่งเดือน

 

เพราะฟุตบอลโลกไม่ได้ตัดสินกันแค่ 11 คนในสนาม แต่ตัดสินกันที่บรรยากาศ ความสามัคคี และการประคองสภาพจิตใจของนักเตะทั้ง 26 คน

 

ทีมชาติญี่ปุ่นชุดนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ นักเตะส่วนใหญ่ค้าแข้งอยู่ในลีกยุโรป หลายคนเป็นกำลังหลักของสโมสรชั้นนำ

 

แต่สิ่งที่พวกเขายังไม่มีคือประสบการณ์ของคนที่ผ่านทั้งความสำเร็จและความผิดหวังในฟุตบอลโลกมาครบทุกแบบ

 

นางาโตโมะอยู่ในทีมที่ตกรอบแรกเมื่อปี 2014 อยู่ในทีมที่เข้ารอบน็อกเอาต์หลายครั้งแต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน อยู่ในทีมที่พลิกชนะเยอรมนีและสเปนในกาตาร์ 2022 ก่อนพ่ายโครเอเชียในการดวลจุดโทษ

 

ทุกความทรงจำเหล่านั้นกลายเป็นบทเรียนให้กับนักเตะรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กัปตันทีมอย่าง วาตารุ เอ็นโด ได้รับบาดเจ็บจนพลาดฟุตบอลโลกครั้งนี้ บทบาทของนางาโตโมะจึงยิ่งสำคัญกว่าเดิม

 

การเป็นนักเตะเอเชียคนแรกที่เล่นฟุตบอลโลก 5 สมัย ไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข

 

แต่เป็นสัญลักษณ์ว่าฟุตบอลเอเชียเดินทางมาไกลแค่ไหน

 

แม้จะสร้างประวัติศาสตร์ไปแล้ว แต่นางาโตโมะกลับไม่เคยให้ความสำคัญกับสถิติเท่ากับผลงานของทีม หลังได้รับเลือกติดทีมฟุตบอลโลก เขากล่าวว่า “สถิติการเล่นฟุตบอลโลก 5 ครั้ง ไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เราจะทำในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ถ้าเราไม่ได้แชมป์โลก เราก็ยังจากไปโดยไม่มีอะไร”

 

ประโยคนี้อาจฟังดูเกินจริง เพราะไม่มีชาติเอเชียชาติใดเคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก

 

แต่สำหรับญี่ปุ่น มันสะท้อนวิธีคิดที่เปลี่ยนไป เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่แค่เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายอีกแล้ว แต่คือการก้าวไปให้ไกลที่สุด และเชื่อว่าทีมจากเอเชียสามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกได้

 

ฟุตบอลโลก 2026 อาจเป็นบทสุดท้ายของยูโตะ นางาโตโมะในฐานะนักเตะทีมชาติ เขาอาจไม่ได้เป็นตัวจริง อาจไม่ได้วิ่งขึ้นลงริมเส้นเหมือนเมื่อสิบปีก่อน

 

แต่อิทธิพลของเขายังคงอยู่ในทุกวันของการเก็บตัว ทุกบทสนทนาในห้องแต่งตัว และทุกคำแนะนำที่ส่งต่อไปยังนักเตะรุ่นใหม่

 

สำหรับญี่ปุ่น นางาโตโมะคือบทพิสูจน์ว่า ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวินัย ความสม่ำเสมอ และความสามารถในการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง

 

สำหรับฟุตบอลเอเชีย เขาคือหมุดหมายสำคัญที่ทำให้เด็กหลายล้านคนเชื่อว่า การไปเล่นในยุโรป การลงสนามในฟุตบอลโลกหลายสมัย หรือแม้กระทั่งการฝันถึงแชมป์โลก ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

 

เมื่อวันหนึ่งสถิติ “นักเตะเอเชียคนแรกที่เล่นฟุตบอลโลก 5 สมัย” ถูกทำลายลง สิ่งที่ยูโตะ นางาโตโมะทิ้งไว้จะไม่ใช่แค่ตัวเลขในหน้าสถิติ

 

หากแต่เป็นมาตรฐานใหม่ของนักฟุตบอลเอเชีย ว่าการสร้างอาชีพที่ยืนยาว เป็นผู้นำในห้องแต่งตัว และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง มีคุณค่าไม่แพ้การชูถ้วยแชมป์ใดๆ บนโลกฟุตบอล

 

อ้างอิง

 

ภาพ: Sebastian Frej / Getty Images

The post ยูโตะ นางาโตโมะ นักเตะเอเชียคนแรกที่เล่นฟุตบอลโลก 5 สมัย ผู้คอยผลักดันให้ญี่ปุ่นไปไกลกว่าเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Ronaldo’s Redemption ทรงผมสุดมหัศจรรย์ และความจริงที่ซ่อนอยู่ในการคืนชีพของ ‘R9’ https://thestandard.co/ronaldo-redemption-haircut-world-cup/ Mon, 08 Jun 2026 05:39:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1215723 ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002

เมื่อภาพของโรนัลโดถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก เสียงหัวเราะก็ […]

The post Ronaldo’s Redemption ทรงผมสุดมหัศจรรย์ และความจริงที่ซ่อนอยู่ในการคืนชีพของ ‘R9’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002

เมื่อภาพของโรนัลโดถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน

 

เพราะกองหน้าอันดับหนึ่งของบราซิลมาในผมทรงใหม่ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน โดยทั้งศีรษะนั้นถูกโกนจนเกลี้ยงเป็นขาวทุกด้าน ยกเว้นเพียงแค่ด้านหน้าที่เหลือเป็นหย่อมเอาไว้หน่อยนึง

 

ทรงผมนี้เหมือนเป็นด้านตรงข้ามของทรงผมแบบซามูไรในช่วงยุคเอโดะซึ่งเรียกว่า ‘ชอนมาเกะ’ (丁髷) ซึ่งนักรบจะไว้ผมด้านข้างและด้านหลังให้ยาวแต่จะโกนศีรษะช่วงด้านบนจนเกลี้ยงใส เพื่อประโยชน์ในการสวมใส่หมวกนักรบคาบูโตะได้มั่นคง และยังเป็นเครื่องแสดงศักดินาฐานะของซามูไรด้วย

 

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือทรงผมสุดประหลาดนี้คือหนึ่งในการความอัจฉริยะโดยธรรมชาติของนักฟุตบอลที่เกิดมาเพื่อเป็นปรากฎการณ์

 

และด้วยผมทรงนี้นี่แหละที่ทำให้ ‘O Fenomeno’ กลับมาแก้ไขความผิดหวังที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศสได้สำเร็จ

 

ในฟุตบอลโลกหนแรกของโลกบนทวีปเอเชีย

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 1

 

ย้อนกลับไปในฟุตบอลโลก 1994 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากโรแบร์โต บาจโจ ยิงลูกจุดโทษพลาดและส่งบราซิลกลับคืนสู่การเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกอีกครั้งในรอบ 24 ปี เหล่าขุนพลเซเลเซาทยอยเดินขึ้นไปรับเหรียญรางวัลชนะเลิศและถ้วยโทรฟีสีทองที่ทุกคนหมายปองใบนั้น

 

หนึ่งในขุนพลนักเตะของบราซิลในเวลานั้นมีนักเตะดาวรุ่งคนหนึ่งที่ไม่มีใครเคยได้เห็นผลงานของเขาในสนามเลย เพราะไม่ได้ถูกส่งลงเล่นแม้แต่วินาทีเดียวในทัวร์นาเมนต์ปีนั้น

 

กองหน้าหมายเลข 20 คนนั้นมีชื่อว่าโรนัลโด แต่ถูกเรียกในเวลานั้นว่าโรนัลดินโญ หรือโรนัลโดน้อย

 

นั่นเพราะในทีมชาติบราซิลขณะนั้นไม่ได้มีโรนัลโดแค่คนเดียว แต่มีถึง 2 คน เพราะมีโรนัลโด โรดริเกวส เด เชซุส ปราการหลังตัวสำรองจอมแกร่งอีกคน ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วในฐานะเป็นพี่ที่โตกว่าเขาจึงได้ชื่อว่าโรนัลเดา หรือโรนัลโดใหญ่แทน

 

สำหรับโรนัลดินโญในเวลานั้น แม้จะอายุเพียงแค่ 17 ปี แต่สร้างชื่อเสียงระบือในบ้านเกิดด้วยผลงานการถล่มประตูกับครูไซโร ทำไป 12 ประตูจากการลงเล่น 14 นัดในลีกบราซิล ทำให้คาร์ลอส อัลแบร์โต ปาร์เรยรา ตัดสินใจเรียกตัวติดทีมชาติในช่วงต้นปี 1994 ก่อนที่ทัวร์นาเมนต์จะเริ่มแค่ 3 เดือนในเกมอุ่นเครื่องกับอาร์เจนตินา และมาได้โอกาสอีกครั้งในเกมอุ่นเครื่องช่วงเดือนพฤษภาคมกับไอซ์แลนด์ ซึ่งคราวนี้เขาทำประตูแรกในทีมชาติได้ด้วย

 

โรนัลโดที่ยังผอมบางในเวลานั้น

 

ถึงจะยังอายุน้อยมากแต่ความเก่งกาจและพรสวรรค์เกินตัวของเขาทำให้เขาได้รับการเรียกตัวติดทีมไปตะลุยดินแดนแห่งเสรีภาพด้วย ไม่ใช่แค่ในฐานะของตัวสำรองกองหน้าระดับเทพอย่างโรมาริโอและเบเบโต ซึ่งเป็นคู่ศูนย์หน้าตัวจริงที่เก่งกาจและกลมกล่อม

 

แต่ไปในฐานะความหวังแห่งอนาคตของชาติ

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 2

 

หลังได้รับเหรียญแชมป์โลกครั้งแรกโดยไม่ได้ลงสนามแม้แต่นาทีเดียว 4 ปีนับจากนั้นของโรนัลโด คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเขาพุ่งเหมือนจรวดขึ้นสู่อวกาศ

 

เขาถูกซื้อตัวมาอยู่กับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟนในเนเธอร์แลนด์ด้วยค่าตัวราว 6 ล้านดอลลาร์ ตามคำแนะนำของโรมาริโอที่มีต่อต้นสังกัดเก่าว่าเด็กคนนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง

 

ความพิเศษในตัวของโรนัลโดนั้น เราสามารถบอกได้ว่านี่คือสิ่งที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน และจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครได้เห็นอีกหลังจากนั้น

 

เพราะเขาคือ ‘ปรากฏการณ์’

 

โรนัลโดกลายเป็นฝันร้ายของกองหลังในลีกดัตช์ที่ไม่รู้จะหาทางหยุดเขาได้อย่างไร เขายิงกระจาย เลี้ยงหลบทุกคน หลอกล่อและล่อหลอกราวกับผู้ใหญ่สอนบอลเด็ก ในฤดูกาลแรกเด็กหนุ่มอายุ 18 ปียิงไปถึง 30 ประตู และรวม 2 ฤดูกาลที่พีเอสวีเขายิงไปถึง 54 ประตูจากการลงเล่น 57 นัด

 

กองหน้าที่เร็วเหมือนสายฟ้า ทรงพลังเหมือนสัตว์ประหลาด เทคนิคการเล่นที่เหมือนมาจากดาวอีกดวง และการจบสกอร์ที่คมกริบ

 

“เขาเป็นเหมือนนักฟุตบอลที่อยู่ในเกมเพลย์สเตชัน” นักเขียนฟุตบอลเปรียบเปรยเอาไว้ให้เห็นภาพในเวลานั้น

 

ผลงานนั้นทำให้ลีกดัตช์คงจะเล็กและง่ายเกินไปสำหรับเขาแล้ว ถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางอีกครั้ง และคราวนี้บาร์เซโลนาคือการผจญภัยในเวทีใหญ่อย่างลาลีกาสเปนกับบาร์เซโลนา ซึ่งในสีเสื้อเบลากรานา โรนัลโดยิ่งเก่งและดูแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

 

ในฤดูกาล 1996/97 เป็นที่ยอมรับโดยดุษณีว่าไม่มีใครหยุดโรนัลโดที่เป็นเจ้าของค่าตัวสถิติโลก 19 5 ล้านเหรียญได้ เขาทำไปถึง 47 ประตูในฤดูกาลนั้น ซึ่งรวมถึงประตูระดับตำนาน แฮตทริกในเกมกับบาเลนเซีย ลูกแหวก 2 กองหลังเดปอร์ติโบ ลา คอรุญา และประตูทองคำในเกมกับกอมโปสเตลา

 

ประตูนี้ถึงขั้นถูกนำไปใช้ในฟุตเทจโฆษณาของ Nike ซึ่งเพิ่งเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักให้ทีมชาติบราซิลในปี 1996 โดยมีการลงเสียงว่า “ลองจินตนาการว่าหากคุณขอพรจากพระเจ้าให้กลายเป็นสุดยอดนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและพระองค์ทรงรับฟัง”

 

ช่วงเวลานั้นโรนัลโดยังได้รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของ FIFA ถึง 2 สมัยติดต่อกันในปี 1996 และ 1997 ได้รางวัลรองเท้าทองคำในฤดูกาล 1996/97

 

โลกฟุตบอลเริ่มพูดถึงเขาในฐานะนักฟุตบอลผู้ที่อาจก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับเปเลและดีเอโก มาราโดนา

 

หรืออาจจะไปได้ไกลกว่านั้น

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 3

 

น่าเสียดายที่ความไม่ลงรอยกันในการเจรจาเรื่องสัญญาใหม่กับประธานสโมสรบาร์ซาในเวลานั้นอย่าง โจเซฟ หลุยส์ นูนเยซ ทำให้โรนัลโดตัดสินใจที่จะทิ้งบาร์เซโลนาทันทีเพื่อไปอยู่กับอินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัว 27 ล้านเหรียญ ซึ่งก็เป็นสถิติโลกอีกเช่นเคย

 

และถึงแม้จะเล่นในลีกที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุด โหดที่สุด เล่นยากที่สุดอย่างเซเรีย อา ก็ไม่มีใครหยุดโรนัลโดได้

 

ตราประทับเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ผลงาน แต่มาจากเรื่องเล่าจากปากของมาร์กแซล เดอไซญี กองหลังทีมชาติฝรั่งเศสที่เล่นให้เอซี มิลานในขณะนั้นว่า ครั้งหนึ่งในเกมมิลานดาร์บี เปาโล มัลดินี ซึ่งเป็นหนึ่งในกองหลังที่เพียบพร้อมมากที่สุดที่โลกฟุตบอลเคยมีมาถึงกับหันมาบอกด้วยความรีบร้อนเพราะหวั่นเกรงความเหลือเชื่อของโรนัลโด

 

“มาร์กแซล อยู่ชิดๆ กันหน่อย ฉันต้องการให้นายช่วยด้วย”

 

โรนัลโดทำไป 25 ประตูในฤดูกาลแรกที่เซเรีย อา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะทำได้ และพาอินเตอร์พิชิตยูเอฟา คัพ ในช่วงปลายฤดูกาล 1998/98

 

เขายังได้เกียรติยศชั้นสูงสุดคือรางวัลลูกบอลทองคำหรือบัลลงดอร์ (Ballon d’Or) เป็นครั้งแรกในช่วงปลายปี 1997 (หลังจากได้รางวัลที่ 2 เป็นรองแค่มัทธีอัส ซามเมอร์ เจ้าชายผมแดงที่เป็นเสาหลักทีมชาติเยอรมนีคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 1996) ซึ่งมาจากผลงานที่ไร้คู่แข่ง

 

ทุกอย่างทำให้ทุกคนเชื่อว่าเขาจะสามารถพาบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกใน 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศสได้อย่างแน่นอน ในฐานะกองหน้าอันดับหนึ่งของโลก และนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุดในโลกที่ไม่มีใครหยุดได้ทั้งนั้น

 

แต่ฟุตบอลโลกที่เมืองน้ำหอมกลับเป็นฝันร้ายและเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงชีวิตที่พลิกผัน

 

ถึงแม้ว่าเขาจะทำผลงานได้ดีตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ ในฐานะของสตาร์และในฐานะผู้นำของบราซิล เคียงข้างเบเบโต ศูนย์หน้ารุ่นพี่ที่อยู่ประคับประคองทีม พร้อมรองเท้าพลิกโฉมหน้าของประวัติศาสตร์รองเท้าฟุตบอลยุคใหม่ Nike Mercurial และสามารถพาทีมเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

 

ก่อนเกมที่สตาด เดอ ฟรองซ์ กลับเกิดเรื่องราวใหญ่ขึ้น

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 4

 

มีรายงานวุ่นวายในช่วงก่อนที่เกมจะเริ่มขึ้นว่าโรนัลโดอาจจะไม่สามารถลงสนามได้หลังมีอาการป่วยเป็นลมชักและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แคมป์ทีมชาติบราซิลเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน

 

มาริโอ ซากัลโล ยอดกุนซือผู้เคยพาทีมคว้าแชมป์โลก 1970 ในยุคของเปเล, แจร์ซินโญ, ริเวลิโน ต้องตัดสินใจว่าเขาจะทำอย่างไร ซึ่งมีข่าวว่าเขาเลือกที่จะให้เอ็ดมุนโด กองหน้าตัวสำรองของทีมลงเล่นเป็นตัวจริงแทน แต่ก็เปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้ายโดยยืนยันจะให้โรนัลโดที่ได้รับการตรวจและอนุญาตจากแพทย์ว่าลงสนามได้เป็นตัวจริงเหมือนเดิม

 

แต่ไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมอีกแล้วสำหรับบราซิล พวกเขาพ่ายแพ้ขาดลอยถึง 3-0 ในนัดชิงที่กลายเป็นตำนานของซีเนอดีน ซีดานแทน

 

อาการป่วยของโรนัลโดกลายเป็นเรื่องปริศนาที่มีทฤษฎีสมคบคิดเกิดขึ้นมากมาย บ้างก็ว่าเขาถูกวางยา บ้างก็ว่าเขาโดนบังคับให้ลงเล่นโดย Nike ผู้จ่ายเงินมหาศาลให้บราซิล จนเจ้าตัวต้องไปให้การชี้แจงความจริงกับรัฐบาลของบราซิลถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และในเวลาต่อมาจะออกมาเปิดเผยด้วยตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาเป็นลมชักในช่วงหลังรับประทานอาหารเช้าของวันแข่งขัน แต่ก็ปลอดภัยและได้รับอนุญาตว่าลงสนามได้ ซึ่งเขาปรารถนาที่จะลงไปเล่นมากกว่าจะนั่งอยู่ข้างสนาม

 

ในส่วนความพ่ายแพ้นั้นก็เป็นเพราะฝรั่งเศสเป็นทีมที่ดีกว่าจริงๆ

 

เพียงแต่มันยากจะปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา ส่งผลต่อสภาพจิตใจ บรรยากาศและสมาธิของทีมชาติบราซิลอย่างมหาศาล

 

มันคือปมใหญ่ในใจมานับจากนั้น

 

แต่เรื่องที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือหลังจากนั้นโรนัลโดได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่เข่าถึง 2 ครั้ง ในช่วงที่เขากำลังจะไปถึงจุดที่พีคที่สุดของชีวิตการเล่น

 

ในครั้งแรกเขาได้รับบาดเจ็บในระหว่างเกมกับเลชเช ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 1999 โดยรู้สึกว่าเข่ามีอะไรที่ผิดปกติก่อนจะโดนเปลี่ยนตัวออกมาและตรวจพบว่าเอ็นหัวเข่าของเขาขาดและจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดทันที

 

การบาดเจ็บครั้งนี้ทำให้เขาต้องพักการเล่นเกือบครึ่งปี แต่ก็กลับมาลงสนามได้อีกครั้งในช่วงปลายฤดูกาลในเกมโคปปา อิตาเลีย นัดชิงชนะเลิศเลกแรกที่อินเตอร์ มิลานพบกับเลชเช ในวันที่ 12 เมษายน 2000

 

แต่หลังได้โอกาสลงสนามแค่ 6 นาที โรนัลโดก็ล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้งพร้อมกับกุมเข่าและร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร แฟนฟุตบอลในสนามและแฟนบอลทั่วโลกที่ได้ดูเกมนั้นอยู่รู้ทันทีว่าเขาบาดเจ็บหนักอีกครั้ง

 

สิ่งที่เราไม่รู้คือครั้งนี้เอ็นไขว้เข่าของเขาไม่ใช่แค่ขาด ตามคำของศัลยแพทย์ที่ดูแลอาการให้บอกว่าเข่าข้างขวาของเขา ‘ระเบิด’ ออก และเป็นหนึ่งในอาการบาดเจ็บของนักกีฬาที่เลวร้ายที่สุดที่เคยประสบมา

 

และสิ่งที่เรากลัวคือเราอาจจะไม่ได้เห็นเขากลับมาอีกแล้ว

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 5

 

ถึงแม้ว่าจะเป็นนักเตะเจ้าสำราญ ขึ้นชื่อว่าใช้ชีวิตอย่างสุดโต่งทั้งสุรา นารี และชีวิตยามค่ำคืน ตามประสานักเตะจากประเทศที่ให้ค่าแก่ความสุขของวันเวลานี้และสิ่งรอบตัวในหลักปรัชญา ‘Ginga’ แต่โรนัลโดไม่เคยยอมแพ้ที่จะกลับมาอีกครั้ง

 

เพราะเขายังมีสิ่งที่อยากทำให้สำเร็จด้วยตัวเอง

 

หลังการผ่าตัด 2 ครั้งและพักการเล่นไปเกือบ 2 ปี โรนัลโดที่ต่อสู้อย่างยากลำบากในการฟื้นฟูสภาพร่างกายของเขาก็กลับมาได้ทันสำหรับศึกฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งเป็นหนแรกที่มาจัดในทวีปเอเชีย และเป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วม 2 ชาติคือเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

 

ทีมชาติบราซิลในช่วงเวลาแม้จะมีนักเตะระดับสตาร์หลายคนทั้งริวัลโด, โรนัลดินโญ แต่ทีมของหลุยส์ เฟลิเป สโคลารี ก็ดูแย่มาก ทิม วิคเคอรี นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอลละตินเปรียบเปรยว่า ลา เซเลเซาที่ไม่มีโรนัลโดนั้นคือหายนะ

 

ถึงจะไม่มั่นใจนักกับนักเตะที่หายไปถึง 2 ปี แต่ ‘เฟลิเปา’ ก็ตัดสินใจเดิมพันกับนักฟุตบอลที่ดีที่สุดของบราซิลด้วยการใส่ชื่อในทีมชุดลุยฟุตบอลโลกด้วย

 

และมันกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของเขาและของชาวบราซิลทุกคน

 

โรนัลโดกลับมาคืนฟอร์มเก่งของเขาได้อย่างน่าประทับใจตลอดทัวร์นาเมนต์ โดยแม้ว่าจะดูรู้ว่าสภาพร่างกายของเขาไม่ได้เป็นสัตว์ประหลาดเหมือนในช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านั้นแล้ว เข่าของเขาแทบจะใช้การได้ข้างเดียว แต่นี่แหละคือความสุดยอดเพราะว่าแค่เข่าข้างเดียวของเขาก็เพียงพอแล้ว

 

เขาคือผู้นำของ ‘Three Rs’ ร่วมกับริวัลโดและโรนัลดินโญ หรือโรนัลโด เด อักซิสที่รับสืบทอดชื่อนี้และกลายเป็นชื่อจำไปแทน และพาบราซิลสยบคู่แข่งทั้งจีน, คอสตาริกา, เบลเยียม ในรอบแรกโดยทำประตูได้ทุกนัด ยกเว้นแค่เกมกับอังกฤษในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเท่านั้นที่เขาทำประตูไม่ได้

 

อย่างไรก็ดีในช่วงก่อนเกมที่จะพบกับตุรกี ม้ามืดของการแข่งขันในเวลานั้นที่นำมาโดยนักเตะชั้นดีหลายคนอย่าง ฮาคาน ซูเคอร์, ฮาซาน ซาส, เอ็มเร เบโลโซกลู และนายทวารฮีโร่ผู้ป้ายสีดำใต้ตา รุสตู เร็คบอร์ เกิดกระแสข่าวลือสะพัดว่าโรนัลโดมีอาการบาดเจ็บรบกวนอีกแล้วที่ขาหนีบ

 

จากประสบการณ์เมื่อ 4 ปีก่อนโรนัลโดรู้ดีว่าข่าวพวกนี้มีผลอย่างไรต่อบรรยากาศภายในทีม เพราะอาการบาดเจ็บของคนอย่างเขามันสามารถทำให้ทั้งทีมเสียสมาธิได้อย่างเหลือเชื่อ เช่นกันกับสื่อที่จะจับจ้องและสนใจแต่เรื่องนี้

 

เขาคิดหาทางที่จะรับมือกับเรื่องนี้ และได้ไอเดียที่น่าเหลือเชื่อออกมา

 

ในช่วงพักก่อนแข่งโรนัลโดไปตัดผม เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ขอทรงสกินเฮดหรือโกนหัวเกลี้ยงเหมือนทุกครั้ง แต่ขอให้ช่างโกนให้เกลี้ยงทั่วศีรษะยกเว้นด้านหน้าที่ขอให้เหลือผมหย่อมนึงเอาไว้

 

ที่แคมป์บราซิล ทุกคนหัวเราะลั่นหลังได้เห็นเขากลับมาฝึกซ้อมด้วยผมทรงใหม่ที่ไม่มีใครเข้าใจ เช่นกันแฟนๆ ฟุตบอลและสื่อทั่วโลกที่ล้อเลียนผมทรงนี้กันอย่างสนุกสนาน

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 6

 

ทรง ‘ไดโกโระ’ คือชื่อที่ใครสักคนเรียก ขณะที่อีกกระแสบอกว่ามันเป็นทรงผมที่ชื่อ ‘Cascao’ มาจากตัวการ์ตูนในเรื่อง Monica & Friends

 

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นั่นหมายถึงการที่โรนัลโดทำสำเร็จแล้วในการเบี่ยงเบนความสนใจ ทำให้ทุกคนลืมเรื่องการบาดเจ็บของเขา ซึ่งทำให้ตัวเขาเองผ่อนคลายและกลับมามีสมาธิตั้งใจฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามในเกมกับตุรกีอีกครั้ง

 

และมันก็เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของโรนัลโดและบราซิลด้วยในฟุตบอลโลกหนนั้น

 

เติร์กอันตรายกลายเป็นเหยื่อของโรนัลโดจนได้ในรอบรองชนะเลิศ โดยแม้ว่าฮาซาน ซาสจะยิงประตูขึ้นนำไปก่อนแต่ ‘อิล เฟโนเมโน’ ตามการเรียกของสื่ออิตาลี แสดงความเป็นอัจฉริยะของเขาด้วยการลากจี้ใส่แนวรับตุรกีจนเข้ามาในกรอบเขตโทษก่อนยิงด้วยวิธีการดีดหัวเกือก ที่ทำให้ประตูที่เหนียวหนึบสุดๆ อย่างรุสตูเสียท่า เป็นประตูตีเสมอ 1-1 ก่อนที่บราซิลจะได้จุดโทษในช่วงท้ายเกมและเป็นริวัลโดที่ยิงประตูชัยให้ทีม

 

ความมหัศจรรย์คือทรงผมตลกๆ นี้กลายเป็น ‘ฟีเวอร์’ ไปทั่วโลก ลูกเด็กเล็กแดง วัยรุ่นตัดกันตามโรนัลโดกันอย่างสนุกสนาน และความสนุกสนานความผ่อนคลายก็กลายเป็นจุดสำคัญ เพราะโรนัลโดดูผ่อนคลายสบายใจไม่กดดันแม้ว่าจะมีแผลเป็นจากนัดชิงที่สตาด เดอ ฟรองซ์มาก่อน

 

ที่โยโกฮามา สเตเดียม การเจอกับเยอรมนีที่ไม่ได้แข็งแกร่งนักกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดาย

 

โรนัลโดทำคนเดียว 2 ประตูในเกมนั้น หนึ่งในนั้นคือลูกยิงประจำตัวด้วยการลากหลบโอลิเวอร์ คาห์น ทำเอาสุดยอดนายทวารจอมกร้าวแกร่งกลายเป็นแค่เด็กน้อย ก่อนจะวิ่งฉลองประตูด้วยรอยยิ้มกว้างและสดใส

 

หลังฝันร้ายเมื่อ 4 ปีก่อน และคำสาปทางเกมลูกหนังที่ทำให้เขาไม่มีวันกลับมาสมบูรณ์แบบได้เหมือนเดิมอีกเลย แต่อย่างน้อยที่สุดโรนัลโดก็ได้ทำสิ่งที่เขาต้องการ และทำคำทำนายของทุกคนให้กลายเป็นความจริงได้สำเร็จ

 

คาฟู กัปตันทีมวันนั้นคือผู้ชูถ้วยแชมป์โลก แต่คนที่พาบราซิลเป็นแชมป์โลกคือกองหน้าผู้เกิดมาเป็นปรากฏการณ์ ที่แม้แต่การตัดทรงผมตลกๆ ก็เปลี่ยนแปลงเรื่องราวได้อย่างยิ่งใหญ่

 

แม้ว่ามันอาจจะไม่ถูกใจคุณแม่ทั่วโลกนักก็ตาม

 

“จริงๆ มันเป็นทรงผมที่แย่มาก ผมอยากขอโทษคุณแม่ทุกๆ คนด้วยในเวลานั้นด้วย”

 

อ้างอิง

 

The post Ronaldo’s Redemption ทรงผมสุดมหัศจรรย์ และความจริงที่ซ่อนอยู่ในการคืนชีพของ ‘R9’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Il Divin Codino เทพบุตรเปียทองคำ พระเอกลูกหนังตลอดกาล https://thestandard.co/roberto-baggio-football-legend/ Sun, 05 Apr 2026 03:33:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1194901 โรแบร์โต บาจโจ เทพบุตรเปียทองคำ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี

เคยมีคำถามง่ายๆ แต่ตอบยากว่าชอบนักฟุตบอลคนไหนมากที่สุด […]

The post Il Divin Codino เทพบุตรเปียทองคำ พระเอกลูกหนังตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
โรแบร์โต บาจโจ เทพบุตรเปียทองคำ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี

เคยมีคำถามง่ายๆ แต่ตอบยากว่าชอบนักฟุตบอลคนไหนมากที่สุด คนที่เป็นดังนักเตะในดวงใจจริงๆ

 

สตีฟ แม็คมานามาน ในวันที่เป็นปีกลอยลมของลิเวอร์พูล กับ ‘พ่อมดลูกหนัง’ แมตธิว เลอ ทิสซิเอร์ เป็นชื่อแรกๆ ที่นึกถึง พาโบล ไอมาร์ และฮวน โรมัน ริเคลเม เป็นอีก 2 ชื่อที่ตามมา เช่นกันกับพื้นที่เล็กๆ ที่แบ่งให้กับ ‘เอล ซาร์’ อเล็กซานเดอร์ มอสโตวอย ตำนานลี้ลับของทีมเซลตา บีโก

 

เพียงแต่ถ้าให้สำรวจหัวใจให้ลึกลงไปมากกว่านั้น

 

คำตอบของผมอาจจะเหมือนกับคำตอบของแฟนฟุตบอลที่เกิดและเติบโตในช่วงยุค 90 หลายๆ คน

 

‘เทพบุตรเปียทองคำ’ โรแบร์โต บาจโจ

 

ผมเชื่อว่าน่าจะมีคุณผู้อ่านหลายๆคนที่มีซูเปอร์สตาร์ลูกหนังตลอดกาลชาวอิตาลีคนนี้อยู่ในหัวใจเหมือนกันแน่ๆ…

 

โรแบร์โต บาจโจ เทพบุตรเปียทองคำ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี 1

 

ถึงจะเจ็บปวดจากการตกรอบไม่ได้ไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน จนทำให้เด็กรุ่นที่เกิดหลังปี 2014 ยังไม่เคยได้เห็นทีม ‘อัซซูรี’ ลงสนามในรายการลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ของโลกมาก่อน แต่จริงๆ แล้วอิตาลีเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่มากทางเกมลูกหนัง

 

ไม่ใช่แค่ตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลกถึง 4 สมัย และความเป็นเจ้าตำรับศาสตร์ลูกหนัง ‘คาเตนัคโช’ (Catenaccio) ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น แต่อิตาลียังมีตำนานนักเตะระดับโลกอีกมากมายหลายต่อหลายคนอยู่ในนั้น

 

จูเซ็ปเป มีอัสซา, จานนี ริเวรา, จูเซ็ปเป รอสซี, ฟรังโก บาเรซี, เปาโล มัลดินี, อเลสซานโดร เนสตา, จานลุยจิ บุฟฟอน, ฟาบิโอ คันนาวาโร เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ

 

แต่ถ้าให้พูดถึงนักฟุตบอลในแบบที่พิเศษกว่านั้นในตำรับฟุตบอลอิตาลี คือนักเตะในตำแหน่ง ‘เตรกวาร์ลิสตา’ (Trequarlista) หรือผู้เล่นที่มีหน้าที่ในการสร้างสรรค์โอกาสไปจนถึงการสร้างความแตกต่างให้กับผลการแข่งขันในเกมได้

 

หรือพูดง่ายๆ คือผู้เล่น ‘หมายเลข 10’ นั่นเอง

 

อิตาลีเป็นชาติที่มีผู้เล่นในลักษณะนี้มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในยุค 90 ที่เป็นดังยุคทอง เพราะมีทั้ง จานฟรังโก โซลา, โรแบร์โต มันชินี, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร, ฟรานเชสโก ต็อตติ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้เล่นในระดับสุดยอดของโลกทั้งสิ้น

 

แต่ในบรรดาผู้เล่นประเภทนี้ ก็ยังมีคนนึงที่ได้รับการยกย่องว่าอยู่เหนือขึ้นไปอีกขั้น เป็น ‘แฟนตาซิสตา’ (Fantasista – อีกชื่อของเตรกวาร์ลิสตา) ที่เหนือกว่าแฟนตาซิสตา

 

นักเตะคนนั้นคือ โรแบร์โต บาจโจ

 

โรแบร์โต บาจโจ เทพบุตรเปียทองคำ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี 2

 

บาจโจนั้นโดยประวัติแล้วเป็นผู้เล่นที่มีแววความเป็นซูเปอร์สตาร์มาตั้งแต่เด็กๆครับ แววนั้นเปล่งประกายตั้งแต่สมัยอยู่กับวิเชนซา ซึ่งได้โอกาสแจ้งเกิดมาตั้งแต่ปี 1982 ก่อนจะถูกฟิออเรนตินา ดึงตัวมาร่วมทีมในอีก 3 ปีถัดมา

 

และช่วงการลงสนามให้กับทีม ‘ลา วิโอลา’ (หรือม่วงมหากาฬ) นี้เองที่เป็นช่วงเวลาที่บาจโจเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง กลายเป็นหนึ่งในดาวเด่นที่น่าจับตามองของกัลโช เซเรีย อา ในช่วงเวลานั้น ซึ่งเป็นยุคสมัยที่ฟุตบอลอิตาลีกำลังอยู่ในจุดพีก ลีกแข็งแกร่งที่สุด และเต็มไปด้วยนักเตะระดับโลกเท่านั้นที่จะได้อยู่ในทีมได้

 

ความเก่งกาจของเขาคือการมีทุกสิ่งทุกอย่างที่นักฟุตบอลในฝันคนหนึ่งอยากจะมี

 

สปีดความเร็วที่จัดจ้าน ทักษะการเล่นในระดับฟ้าประทาน มันสมองในการอ่านเกมที่เป็นเลิศ เยือกเย็นเป็นที่หนึ่ง และความมหัศจรรย์ที่ปลายเท้าที่พร้อมจะทำอะไรก็ได้ให้เกิดขึ้นในสนาม

 

ไม่นับหน้าตาที่หล่อปานเทพบุตร และยังเป็นคนที่มีบุคลิกสง่างามตามประสาชายหนุ่มอิตาลี สุภาพและให้เกียรติผู้คน

 

ไม่แปลกเลยที่แฟนฟิออเรนตินาจะถวายหัวใจให้เขาทั้งหมด

 

และไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่พวกเขาจะโกรธแค้นถึงขั้นก่อจลาจลภายในเมือง เมื่อประธานสโมสรตัดสินใจที่จะขายบาจโจออกไปให้กับยูเวนตุส คู่ปรับสำคัญ (ประหนึ่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกับลีดส์​ ยูไนเต็ด) ด้วยค่าตัวที่เป็น ‘สถิติโลก’ ในเวลานั้นด้วยจำนวนเงินมหาศาลถึง 16,000 ล้านลีร์ หรือคิดเป็นเงินสกุลปอนด์ในเวลานั้นคือ 8 ล้านปอนด์ (สถิติเดิมเป็นของรุด ฮุลลิทที่ 6 ล้านปอนด์)

 

การย้ายทีมครั้งนี้เป็นหนึ่งในแผลใจของบาจโจ ผู้ที่ต้องพยายามบอกกับแฟนวิโอลาว่าตัวเขาไม่ได้อยากย้ายทีม แต่มันก็สายเกินกว่าจะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงความรู้สึกเคียดแค้นนั้นได้

 

โรแบร์โต บาจโจ เทพบุตรเปียทองคำ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี 3

 

อย่างไรก็ดีสำหรับแฟนฟุตบอลทั่วโลก เราไม่ได้ถึงกับใส่ใจเรื่องนั้นมากมายนักครับเพราะมันไกลตัว

 

บาจโจในภาพจำของแฟนๆ ทั่วโลกคือภาพนักเตะอันดับหนึ่งของอิตาลีในศึกฟุตบอลโลก ทั้งในปี 1990 ที่อิตาลีเป็นชาติเจ้าภาพ (และเพลง Un’Estate Italiana หรือ To be Number One เพลงฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดตลอดกาล) ซึ่งเขาสำแดงฤทธิ์เดชด้วยการโซโล่เดี่ยวเข้าไปยิงประตูเช็กโกสโลวะเกียได้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้ว่าสุดท้ายอิตาลีจะร่วงตกรอบก็ตาม

 

ก่อนที่จะรับบทเป็น ‘พระเอก’ ตัวจริงในฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่เขาเพิ่งจะผงาดคว้ารางวัลลูกบอลทองคำ (Ballon d’Or) มาครองได้ไม่ถึงหนึ่งปีก่อนหน้านั้น เรียกว่าเป็นช่วงที่ควรจะท็อปพีกที่สุด

 

แต่ชะตาของบาจโจไม่ได้ถูกกำหนดมาให้สมหวัง

 

ในทางตรงกันข้ามเขาเกิดมาเพื่อพบกับความผิดหวัง เพราะแม้จะพยายามในการพาอิตาลีฝ่าฟันเข้าไปถึงเกมในรอบชิงชนะเลิศที่ได้พบกับบราซิลได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนที่ส่งผลทำให้ฟอร์มการเล่นส่วนตัวไม่สู้ดีนัก

 

สิ่งที่กลายเป็น ‘ภาพจำ’ ชั่วชีวิตคือการยิงลูกจุดโทษตัดสินในสนามโรส โบวล์

 

บาจโจยืนอยู่หน้าจุดโทษในระยะ 12 หลาดวลกับเคลาดิโอ ทัฟฟาเรล ด้วยความกดดันราวกับแบกโลกเอาไว้ทั้งใบ เพราะอย่างที่บอกเขาแทบจะแบกความหวังของทีมและของคนทั้งชาติไม่นับแฟนฟุตบอลที่รักและศรัทธาในตัวของเขามากมายทั่วโลกมาตลอดทัวร์นาเมนต์

 

สถานการณ์ก็แสนบีบคั้นเพราะอิตาลีเสียเปรียบบราซิล หลังจากที่ดานิเอเล มาสซาโร มือสังหารคนที่ 4 ยิงพลาดแล้วดุงกา กัปตันแซมบ้ายิงไม่พลาด ทำให้บาจโจต้องยิงให้เข้าเพื่อต่อชีวิตให้กับอิตาลี และลุ้นว่าจานลูกา ปายูกาจะเซฟได้หรือคนที่ 5 ของบราซิล ที่คาดว่าจะเป็นเบเบโตจะยิงพลาด

 

แต่เพราะความกดดันทำให้บาจโจยิงพลาด และไม่ได้พลาดธรรมดา เป็นการยิงข้ามคานออกไปไกลแสนไกล

 

ภาพของเขาที่ยืนหมดอาลัยตายอยากถูกเรียกขานว่าเป็นภาพ ‘คนที่ยืนตายทั้งเป็น’ (Death man standing)

 

โรแบร์โต บาจโจ เทพบุตรเปียทองคำ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี 4

 

ในความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่รู้ว่ามีคนคิดเหมือนกันบ้างไหม แต่สัมผัสได้ว่าหลังจากนัดชิงชนะเลิศในปีนั้นชีวิตของบาจโจก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย

 

เขาไม่เคยกลับมาอยู่ในจุดสูงสุดทางเกมลูกหนังได้อีก และไม่ว่าจะย้ายไปทีมไหนก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในทางเกมลูกหนังอย่างที่ควรจะเป็น

 

โดยเฉพาะหลังย้ายจากยูเวนตุสไปเอซี มิลาน ที่หลายคนหวังว่าเขาจะกลับมาทวงความเป็นหนึ่งอีกครั้ง แต่กลับกลายเป็นว่าเขาไม่สามารถเล่นเป็นคนเดิมได้อีก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่เข่า ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาหันมาศึกษาศาสนาพุทธ นิกายนิจิเร็ง หรือนิกายมหายานของญี่ปุ่น เพื่อค้นหาความสงบสุขในชีวิต

 

อีกส่วนอาจจะเป็นเรื่องของผลกระทบจากการพลาดจุดโทษในนัดชิงชนะเลิศครั้งนั้นที่ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่ออะไรหลายอย่าง

 

แต่ความล้มเหลวกับทีมใหญ่ ซึ่งรวมถึงอินเตอร์ มิลาน (ที่ได้เล่นร่วมกับโรนัลโด R9) บาจโจกลับไปพิสูจน์ความเป็นโคตรบอลของเขาในทีมระดับเล็กถึงกลางอย่างโบโลญญา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเบรสชา ที่แม้เขาจะเข้าสู่บั้นปลายของชีวิตการเล่น สภาพร่างกาย สังขารโรยรา ไม่สามารถกระชากพาบอลหนีไปดื้อๆ ได้เหมือนสมัยหนุ่มๆ

 

การเล่นของบาจโจในช่วงเวลานั้นกลับยิ่งสุขุม นุ่มลึก และเหนือชั้นยิ่งกว่าสมัยรุ่งๆ มากมาย

 

ให้เปรียบก็เหมือนกับคนที่บรรลุแล้วทางศาสตร์ของเกมลูกหนัง หากเป็นเซียนกระบี่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้กระบี่อีกต่อไป

 

โรแบร์โต บาจโจ เทพบุตรเปียทองคำ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลี 5

 

ชีวิตของบาจโจเป็นหนึ่งในบทเรียนที่สอนอะไรได้หลายอย่าง

 

บางครั้งเราอาจจะไม่ได้เกิดมาเพื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้สำเร็จ ชีวิตของคนเรามันพร้อมพลิกผันจากดีเป็นร้าย จากร้ายเป็นดีได้ตลอดเวลา และความสำเร็จมันอาจจะไม่ได้มาในรูปแบบของรางวัลหรือเกียรติยศเสมอไป

 

บาจโจอาจจะไม่เคยพาอิตาลีเป็นแชมป์โลกก็จริง แต่หากลองไปถามแฟนฟุตบอลชาวอิตาลีที่พอมีอายุสักหน่อยว่าพวกเขารักใครมากที่สุด

 

‘เทพบุตรเปียทองคำ’ คนนี้คือชื่อแรกๆ ที่ทุกคนจะตอบ

 

และคำตอบนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยน

 

เหมือนที่ผมตอบกับทุกคนในวันนี้ว่า ใช่ – นี่แหละคือนักฟุตบอลที่ผมรักมากที่สุดในชีวิต

The post Il Divin Codino เทพบุตรเปียทองคำ พระเอกลูกหนังตลอดกาล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Milan Derby ในธีม F1 https://thestandard.co/milan-derby-f1-theme/ Mon, 09 Mar 2026 05:14:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1185676

กระแสของ F1 ในสนามเปิดฤดูกาลที่ Australian Grand Prix ด […]

The post Milan Derby ในธีม F1 appeared first on THE STANDARD.

]]>

กระแสของ F1 ในสนามเปิดฤดูกาลที่ Australian Grand Prix ดูจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ในโลกแห่งความเร็วเท่านั้น เพราะวงการลูกหนังแดนมะกะโรนีก็ขอมีส่วนร่วมด้วยการโปรโมตศึก Milan Derby ในธีม F1 อย่างสร้างสรรค์

 

โปรโมตดังกล่าวนำองค์ประกอบของ F1 มาใช้ตั้งแต่กราฟิกที่สื่อถึงการดวลกันของสองสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งอิตาลี ไปจนถึงคลิปไฮไลต์ที่ออกแบบให้นักเตะดูราวกับกำลังสวมหมวกกันน็อกลงแข่งขันในสนามแข่งความเร็วแทนการลงสนามฟุตบอล

 

นอกจากจะเป็นการเล่นกับกระแสสนามเปิดฤดูกาล F1 ที่ออสเตรเลียแล้ว ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมความคลั่งไคล้มอเตอร์สปอร์ตของชาวอิตาลี ซึ่งมีสนามระดับตำนานอย่าง Monza ที่มักมีแฟนความเร็วเข้าชมการแข่งขันแน่นขนัดกว่า 300,000 คนในทุกปี

 

 

ภาพ: seriea / instagram

The post Milan Derby ในธีม F1 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Bjorn Mannsverk อดีตนักบินรบผู้ใช้ ‘จิตวิทยา’ เปลี่ยนโบโด/กลิมต์ ให้เป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ https://thestandard.co/bjorn-mannsverk-pilot-transforms-bodo-glimt/ Wed, 25 Feb 2026 12:35:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1181734 บียอร์น มานส์เวิร์ก โค้ชจิตวิทยาของสโมสร โบโด/กลิมต์ ที่นำหลักคิดนักบินรบมาสร้างความสำเร็จให้ทีม

ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา โลกฟุตบอลแทบจะพูดถึงเรื่องเดียวกัน […]

The post Bjorn Mannsverk อดีตนักบินรบผู้ใช้ ‘จิตวิทยา’ เปลี่ยนโบโด/กลิมต์ ให้เป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บียอร์น มานส์เวิร์ก โค้ชจิตวิทยาของสโมสร โบโด/กลิมต์ ที่นำหลักคิดนักบินรบมาสร้างความสำเร็จให้ทีม

ตลอดทั้งวันที่ผ่านมา โลกฟุตบอลแทบจะพูดถึงเรื่องเดียวกัน นั่นคือปรากฏการณ์ที่ชื่อว่า ‘เทพนิยายล้มยักษ์ ฉบับ..โบโด/กลิมต์’

 

หลังทีมเล็กจากขั้วโลกเหนือบุกเอาชนะอินเตอร์ มิลาน ถึงซาน ซิโร่ 2-1 รวมผลสองนัด 5-2 ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย UCL 2026 ทำให้คำถามดังขึ้นพร้อมกันทั่ววงการลูกหนังว่า…พวกเขาทำได้อย่างไร?

 

เพราะนี่ไม่ใช่แค่ชัยชนะเหนือทีมอย่าง อินเตอร์ มิลาน รองแชมป์ยุโรปเมื่อปีก่อน แต่ในเส้นทางนี้พวกเขายังเคยโค่นยักษ์อย่าง แมนฯ ซิตี และ แอตเลติโก มาดริด ในฤดูกาลเดียวกัน

 

และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากสโมสรในเมืองโบโด เมืองเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงราว 50,000 คน (ประชากรทั้งเมืองรวมกัน ยังนั่งในสนามซาน ซิโร่ ได้ไม่เต็มความจุด้วยซ้ำ)

 

ย้อนไปที่คำถามแรกคือพวกเขาทำได้อย่างไร?

 

หากถามแฟนบอลทั่วไป คำตอบอาจอยู่ที่แท็กติกอันชาญฉลาด หรือสไตล์การเล่นที่กล้าหาญของนักเตะ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นความจริง ทว่าเบื้องหลังภาพเหล่านั้น ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่คนในสโมสรพูดตรงกันว่า มันคือรากฐานของความสำเร็จครั้งนี้ นั่นคือ ‘ชัยชนะทางจิตวิทยา’

 

และชายผู้ปลูกฝังแนวคิดนั้นคือ บียอร์น มานส์เวิร์ก (Bjorn Mannsverk) อดีตนักบินเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศนอร์เวย์ ผู้เคยบินรบมากว่า 20 ปี ผ่านภารกิจจริงในลิเบียและอัฟกานิสถาน ก่อนจะเปลี่ยนจากการล็อกเป้าศัตรูบนน่านฟ้า มาเป็นการล็อกเป้าความกลัวในใจนักเตะแทน

 

เขาเข้ามาร่วมงานกับสโมสรในปี 2017 วันที่โบโด/กลิมต์เพิ่งตกชั้นในลีกนอร์เวย์ มานส์เวิร์กเดินเข้าสู่ห้องประชุม และพบสิ่งที่เขามองว่าอันตรายยิ่งกว่าการเสียประตู คือ ‘ความเงียบ’

 

เขาเล่าว่าเมื่อถามว่าทำไมไม่มีใครพูดอะไร คำตอบที่ได้รับคือ “เราไม่คุ้นเคยกับอะไรแบบนี้” นั่นทำให้เขาตระหนักว่า ปัญหาที่เกิดจึ้นไม่ใช่เรื่องแท็กติก แต่เป็นวัฒนธรรมในทีมต่างหาก

 

สิ่งแรกที่ มานส์เวิร์ก เข้ามาช่วยเหลือทีม เขาไม่ได้สอนวิธีเปิดบอลหรือยิงประตู (เพราะเขาไม่ใช่โค้ชฟุตบอล) แต่สิ่งที่เขาสอนคือ เรื่องการสื่อสารและการรับมือกับความกดดัน การอยู่กับความผิดพลาด และการกล้ายอมรับมัน

 

หนึ่งในนักเตะที่ได้รับผลกระทบชัดเจนที่สุดคือ อุลริก ซัลท์เนส (Ulrik Saltnes) มิดฟิลด์ที่อยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 2012 ชายผู้เคยเกือบแขวนสตั๊ดเพราะความเครียดเรื้อรัง

 

แต่หลังผ่านกระบวนการฝึกจิตวิทยาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เขากลับมามีบทบาทสำคัญ และกลายเป็นหัวใจของทีมในเวลาต่อมา

 

นับแต่นั้น มานส์เวิร์กเริ่ม รีเซ็ตวัฒนธรรมทั้งสโมสร จากทีมที่ให้โค้ชพูดฝ่ายเดียว เขาตั้งคำถามง่ายๆ ว่า “แล้วทำไมทุกคนไม่เริ่มให้ฟีดแบ็กกันเอง?”

 

คำตอบแรกคือการปฏิเสธ เพราะนักเตะของทีมไม่เคยถูกฝึกให้โต้ตอบในทำนองนี้

 

ดังนั้น เขาจึงสร้างพื้นที่ใหม่ขึ้น กับหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือแนวคิดที่เรียกว่า ‘The Ring’ ทุกครั้งที่ทีมเสียประตู นักเตะจะรวมตัวกันเป็นวงกลม ไม่ใช่เพื่อหาคนผิด แต่เพื่อพูดกันตรงๆ และหาทางแก้ไขร่วมกัน

 

แนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากห้องนักบินรบ สถานที่ซึ่งการซ่อนความผิดพลาดคือสิ่งอันตรายที่สุด และการพูดถึงมันอย่างตรงไปตรงมาคือข้อบังคับทางวัฒนธรรม

 

เขานำหลักการนั้นมาสู่สนามฟุตบอล สร้างสภาพแวดล้อมที่ความผิดพลาดไม่ใช่สิ่งต้องหลบซ่อน หรือหาโทษโกรธใคร แต่มันคือบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ และวัฒนธรรมนี้ค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแทกติกในสนาม

 

“เรื่องความปลอดภัยในการบิน เราต้องลุกขึ้นมาพูดถึงความผิดพลาดทันที และต้องซื่อสัตย์กับมัน

 

“คุณอาจพลาดครั้งหนึ่งแล้วรอดชีวิต แต่ถ้าพลาดแบบเดิมอีกครั้ง คุณอาจไม่มีโอกาสแก้ตัว” มานส์เวิร์ก อธิบายแนวคิดแบบนักบิน

 

หนึ่งในช่วงเวลาที่มานส์เวิร์กภาคภูมิใจที่สุด คือวันที่ ฮูโก เวตเลเซน อดีตกองกลางของทีม ตัดสินใจแบ่งปันบันทึกการเล่นและการวิเคราะห์ฟอร์มของตัวเองให้กับเพื่อนร่วมทีมที่กำลังแย่งตำแหน่งเดียวกัน

 

เพราะในโลกฟุตบอลทั่วไป นั่นแทบเป็นภาพที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะการแข่งขันภายในทีมมักผลักให้ผู้เล่นปกป้องพื้นที่ของตัวเองมากกว่าจะเปิดเผยจุดอ่อน แต่ที่โบโด/กลิมต์ การกระทำเช่นนั้นกลับไม่ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง หากเป็นสัญญาณของความไว้ใจ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมใหม่ที่ทีมร่วมกันสร้างขึ้น

 

และสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ เซสชันฝึกจิตใจของมานส์เวิร์ก ไม่ใช่ข้อบังคับที่บีบให้ทุกคนเข้าร่วม แต่นักเตะมักจะเลือกเข้าหาเขาเอง เพราะพวกเขาเห็นแล้วว่าการควบคุมความคิดนั้นสำคัญพอๆ กับการควบคุมลูกบอลในสนาม

 

สิ่งที่โบโด/กลิมต์ ภายใต้การฝึกฝนเรื่องจิตใจของมานส์เวิร์ก พิสูจน์ให้โลกฟุตบอลเห็นแล้วว่า ผลงานของพวกเขาไม่ใช่แค่ชัยชนะเหนือทีมที่มูลค่าสูงกว่า หรือแท็กติกที่เหนือชั้นกว่า หากแต่คือบทพิสูจน์ว่า ‘จิตใจที่แข็งแกร่ง’ นั้นทรงพลังเพียงใดในเกมลูกหนัง

 

และเมื่อจิตวิทยาจากห้องนักบินรบถูกหลอมรวมเข้ากับแท็กติกบนผืนหญ้า พวกเขาก็ไม่ได้เป็นเพียงทีมเล็กๆ อีกต่อไป

 

และหัวใจสำคัญอีกอย่างคือ โบโด/กลิมต์กำลังบอกโลกฟุตบอลว่า เมื่อคุณควบคุม ‘ความคิด’ ได้ คุณจะควบคุม ‘ความกดดัน’ ได้ และเมื่อนั้น… ไม่ว่าศัตรูจะยิ่งใหญ่แค่ไหน พวกเขาก็เป็นแค่เป้าหมายที่มีไว้ให้พุ่งชนเท่านั้นเอง!

 

.

 

#THESTANDARDSport #BodoGlimt #ChampionsLeague #UCL

 

อ้างอิง:

 

The post Bjorn Mannsverk อดีตนักบินรบผู้ใช้ ‘จิตวิทยา’ เปลี่ยนโบโด/กลิมต์ ให้เป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นับถอยหลังวันลา ‘ซาน ซิโร’ อนุสรณ์ความยิ่งใหญ่ของลูกหนังกัลโช่ https://thestandard.co/san-siro-stadium-farewell/ Thu, 05 Feb 2026 09:13:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1174207 ภาพสนามฟุตบอลซาน ซิโร่ ที่ยิ่งใหญ่และเป็นตำนาน กำลังนับถอยหลังสู่การอำลา

A Good bye to San Siro?   เป็นพาดหัวข่าวเล่าเรื่อง […]

The post นับถอยหลังวันลา ‘ซาน ซิโร’ อนุสรณ์ความยิ่งใหญ่ของลูกหนังกัลโช่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพสนามฟุตบอลซาน ซิโร่ ที่ยิ่งใหญ่และเป็นตำนาน กำลังนับถอยหลังสู่การอำลา

A Good bye to San Siro?

 

เป็นพาดหัวข่าวเล่าเรื่องราวที่ทำให้แฟนฟุตบอลจำนวนไม่น้อยต้องตกใจ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหนึ่งในสุดยอดสนามฟุตบอลระดับตำนานของโลกแห่งนี้

 

ความจริงคือ ซาน ซิโร ยังไม่ได้เป็นอะไรไปในเวลานี้ เพราะสนามแห่งนี้กำลังจะถูกใช้ในพิธีเปิดการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ฤดูหนาว ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมิลาน ในวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งความพิเศษอีกอย่างคือปีนี้จะครบรอบ 100 ปีของการเปิดใช้สนามแห่งนี้ที่เปิดประตูต้อนรับแฟนบอลทั้งชาว ‘รอสโซเนรี’ และ ‘เนรัซซูรี’ มาตั้งแต่ปี 1926 พอดีด้วย

 

แต่ในอีกด้านคือ ซาน ซิโร จะไม่ได้อยู่กับพวกเราตลอดไป

 

พิธีเปิดในวันศุกร์นี้จะเป็นการเฉิดฉายในเวทีระดับสากลครั้งสุดท้าย ก่อนที่สนามฟุตบอลแห่งนี้จะหายไปตลอดกาล

 

ว่าแต่ซาน ซิโร จะหายไปไหน?

 

ภาพสนามฟุตบอลซาน ซิโร่ ที่ยิ่งใหญ่และเป็นตำนาน กำลังนับถอยหลังสู่การอำลา 1

 

หากใครเคยมีโอกาสไปเที่ยวเมืองมิลาน ที่อิตาลี หนึ่งในสถานที่ที่ทุกคนต้องไปเยือนให้ได้สักครั้งคืออาสนวิหารมิลาน หรือที่เป็นที่จดจำในชื่อมหาวิหารดูโอโม (Duomo di Milano)

 

มหาวิหารแห่งนี้ได้รับการบันทึกและยกย่องในฐานะมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแค่มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงวาติกันเท่านั้น

 

แต่สำหรับคนที่รักเกมฟุตบอลแล้ว ยังมีอีกหนึ่งมหาวิหารที่พวกเขาอยากมีโอกาสไปเยือนสักครั้ง นั่นก็คือซาน ซิโร หรือในอีกชื่อจูเซ็ปเป เมียสซา สนามฟุตบอลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “The Temple of Football” (และอีกสมญาที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันคือ La Scala del Calcio หรือสกาลาแห่งวงการฟุตบอล ซึ่งสื่อถึงโรงละครสกาลาอันยิ่งใหญ่ที่ตั้งในเมืองมิลานเช่นกัน)

 

สนามฟุตบอลแห่งนี้มีความจุถึง 76,000 ที่นั่ง เป็นสนามฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอิตาลี และเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปด้วย

 

ในเชิงของงานสถาปัตยกรรม ซาน ซิโร ถือเป็นหนึ่งในผลงานการออกแบบที่ยอดเยี่ยมระดับมาสเตอร์พีซของ ปิเอโร ปิเรลลี สถาปนิกระดับตำนานของอิตาลี (และลูกชายของ โจวานนี บัตติสตา ปิเรลลี ผู้ก่อตั้งบริษัทยางรถยนต์ Pirelli) ซึ่งรับงานออกแบบสนามฟุตบอลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 

เขาได้รับโจทย์จากประธานสโมสรเอซี มิลาน ในขณะนั้นในการสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ในย่านเดียวกับสนามม้าแข่งบนพื้นที่ของเขาเอง

 

สิ่งแรกที่ปิเรลลีต้องการจะทำในเวลานั้นคือการสร้างสนามฟุตบอลที่จะไม่มีลู่วิ่งคั่นระหว่างสนามกับอัฒจันทร์ โดยนำแรงบันดาลใจจากสนามฟุตบอลในอังกฤษที่แบ่งอัฒจันทร์ออกเป็น 4 ฝั่งอย่างตรงไปตรงมา

 

การออกแบบนี้ทำให้ ซาน ซิโร มีบุคลิกที่แข็งกร้าวน่าเกรงขามในตัว และดูมีกลิ่นอายของสนามฟุตบอลแบบอังกฤษมากกว่าสนามอื่นในอิตาลี

 

การก่อสร้างที่เริ่มในปี 1925 ใช้เวลาเพียงปีเดียวก็แล้วเสร็จ ก่อนจะเปิดให้ใช้งานในปี 1926 โดยเกมปฐมฤกษ์คือเกมดาร์บี้แมตช์ของเมืองมิลาน ซึ่งอินเตอร์ มิลานไล่ถล่มเอซี มิลานขาดลอย 6-3

 

ก่อนที่สภาเมืองมิลานจะได้เป็นเจ้าของสนามแห่งนี้ในเวลาต่อมา และอินเตอร์ ซึ่งเคยใช้สนามอารีนา ซิวิกา เป็นรังเหย้าของตัวเองมาก่อนจะขอใช้สนามแห่งนี้ด้วยในปี 1947 โดยทั้งเอซี มิลาน และอินเตอร์ มิลาน ต่างเป็น ‘ผู้เช่า’ ของสภาเมือง

 

ในระหว่างปี 1948-1955 ซาน ซิโรได้ถูกปรับปรุงเฟสที่ 2 เพิ่มความจุจาก 50,000 คนเป็น 150,000 คน และกลายเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอิตาลีและของโลกนับจากนั้น

 

ภาพสนามฟุตบอลซาน ซิโร่ ที่ยิ่งใหญ่และเป็นตำนาน กำลังนับถอยหลังสู่การอำลา 2

 

แต่เรื่องราวความยิ่งใหญ่ของซาน ซิโรไม่ได้อยู่ที่ความจุของสนาม

 

ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงคือการที่สนามแห่งนี้เป็นรังเหย้าของ 2 สโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ของเมืองมิลาน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่มหาอำนาจลูกหนังในประเทศ แต่พวกเขายังเป็นมหาอำนาจลูกหนังในระดับทวีปจนถึงระดับโลกด้วย

 

จากความยิ่งใหญ่ของพลพรรคเนรัซซูรีในช่วงทศวรรษที่ 1960 ที่ได้รับการขนานนามว่า ‘Grande Inter’ ซึ่งพวกเขาพิชิตแชมป์ยูโรเปียน คัพ ได้ถึง 2 สมัยติดต่อกัน (1964-1965) ภายใต้การนำของ เอเลนิโอ เอเรรา หนึ่งในผู้วางรากฐานปรัชญาลูกหนังตำรับอิตาลี คาเตนัคโช (Catenaccio)

 

สู่ยุคสมัยอันยิ่งใหญ่ของเอซี มิลานในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ยุคสมัยที่ฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อารุ่งเรืองเฟื่องฟูที่สุด พวกเขาคว้าแชมป์ยูโรเปียน คัพ ได้ 3 สมัยและเซเรีย อาอีกหลายสมัย ภายใต้ฟุตบอลสมัยใหม่ในแบบของ อาร์ริโก ซาคคี และฟาบิโอ คาเปลโล

 

มิลานคือ ทีมอันดับหนึ่งของยุคสมัยด้วยสุดยอดขุนพลลูกหนังระดับโลกอย่าง ‘สามทหารเสือชาวดัตช์’ รุด ฮุลลิท, แฟรงค์ ไรจ์การ์ด และมาร์โก ฟาน บาสเทน รวมถึงตำนานผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลอย่าง ฟรังโก บาเรซี และเปาโล มัลดินี

 

ไม่ใช่แค่นักฟุตบอลที่ฝันอยากจะมาเยือนสนามแห่งนี้สักครั้ง มีโอกาสได้ชมเกม Derby della Madonnina (ดาร์บีเมืองมิลาน) สักหน

 

สนามฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ สวยงาม น่าเกรงขาม และพิศวงด้วยทางเดินขึ้นสนามในรูปแบบบันไดวนที่ทำให้เกิดภาพลวงตาเหมือนมันหมุนวนเวียนไม่รู้จบ

 

ภาพสนามฟุตบอลซาน ซิโร่ ที่ยิ่งใหญ่และเป็นตำนาน กำลังนับถอยหลังสู่การอำลา 3

 

อย่างไรก็ดี ความยิ่งใหญ่มันกลายเป็นเพียงอดีตที่เล่าขานมายาวนาน

 

ซาน ซิโร – ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่าจูเซ็ปเป เมียสซา ตามตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของอินเตอร์ มิลาน แต่คนก็ยังเรียกทั้งสองชื่อแยกกันอยู่ดี – ไม่ได้รับการปรับปรุงอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 1990 ในช่วงที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก

 

มันเป็นระยะเวลาที่ผ่านมาเกือบ 40 ปีแล้ว

 

สังเวียนที่ยิ่งใหญ่กลายเป็นเพียงสนามเก่าๆ ที่เสื่อมโทรม และมองไม่เห็นอนาคตอีกแล้ว

 

และสองทีมที่เป็นผู้เช่าต่างคิดถึงการแยกตัวกันออกไปสร้างสนามของตัวเองเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของสโมสรในวันข้างหน้า

 

นั่นคือจุดเริ่มต้นของจุดจบสำหรับซาน ซิโร

 

หลังการหารือร่วมกันในปี 2019 เอซี มิลานและอินเตอร์ มิลานประกาศแผนการที่จะสร้างสนามใหม่ของพวกเขาเอง

 

แต่ความพยายามนั้นต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย โดยเฉพาะกับสภาเมืองในฐานะเจ้าของที่แท้จริงที่ต้องการจะเก็บสนามแห่งนี้ไว้ใช้สำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวและพาราลิมปิกฤดูหนาว 2026 ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

การเจรจาต่อรองระหว่างสองฝ่ายดำเนินผ่านมาหลายปี มีทั้งการเสนอแผน การยื่นแบบ การบูรณะ แต่สุดท้ายบทสรุปที่ได้ในเรื่องนี้คือการที่สภาเมืองจะขายพื้นที่สนามฟุตบอลซาน ซิโร และพื้นที่โดยรอบให้แก่ เอซี มิลานและอินเตอร์ มิลานในราคา 197 ล้านยูโร

 

ต่อจากนี้คือการสร้างสนามระดับโลกแห่งใหม่ความจุ 71,500 คนที่คาดว่าจะใช้งบประมาณมหาศาลถึง 1.2 พันล้านยูโร ซึ่งในสนามแห่งใหม่จะไม่ได้มีเพียงแค่สนามฟุตบอล แต่เป็นศูนย์รวมทั้งร้านค้า โรงแรม ภัตตาคาร ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ในที่เดียวกัน

 

คาดว่าสนามแห่งใหม่นี้ซึ่งมีกำหนดเริ่มก่อสร้างในปี 2027 จะเสร็จสิ้นภายในปี 2031 เพื่อให้พร้อมสำหรับการเปิดใช้งานในฟุตบอลยูโร 2032 ที่อิตาลีจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันร่วมกับตุรกี

 

เมื่อมีสนามใหม่แล้ว นั่นหมายถึงไม่มีความจำเป็นที่จะมีสนามเก่าอีกต่อไป

 

ไม่มีที่ว่างสำหรับซาน ซิโร ในอนาคตนอกเหนือจากความทรงจำ

 

ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ในขณะที่เข็มนาฬิกาของทุกคนเดินไปข้างหน้า เข็มนาฬิกาของซาน ซิโร กำลังเดินถอยหลังไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายที่สนามจะถูกทุบทำลายทิ้งในปี 2031 หรือ 2032

 

เป็น The Long Good Bye การบอกรักและบอกลาที่ยาวนานของหนึ่งในสนามฟุตบอลที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก

 

ใครอยากจะไปซาน ซิโร สักครั้งในชีวิตยังพอมีเวลา

 

รีบไปนะ ก่อนจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว

 

อ้างอิง:

The post นับถอยหลังวันลา ‘ซาน ซิโร’ อนุสรณ์ความยิ่งใหญ่ของลูกหนังกัลโช่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Inter x Nike ACG เปิดตัวชุดแข่งดีไซน์ผจญภัยสุดพิเศษ https://thestandard.co/inter-nike-acg-unveil-special-adventure-kit/ Mon, 19 Jan 2026 11:07:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1166859 Inter x Nike ACG เปิดตัวชุดแข่งดีไซน์ผจญภัยสุดพิเศษ

อินเตอร์ มิลาน ร่วมกับ Nike ACG (All Conditions Gear) เ […]

The post Inter x Nike ACG เปิดตัวชุดแข่งดีไซน์ผจญภัยสุดพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Inter x Nike ACG เปิดตัวชุดแข่งดีไซน์ผจญภัยสุดพิเศษ

อินเตอร์ มิลาน ร่วมกับ Nike ACG (All Conditions Gear) เปิดตัวคอลเล็กชันพิเศษครั้งแรกในโลกฟุตบอล ภายใต้แนวคิดผสานเอกลักษณ์ของสโมสรเข้ากับจิตวิญญาณสายผจญภัยของ ACG โดยไฮไลต์อยู่ที่ ชุดแข่งลำดับที่ 4 ดีไซน์โทนดำตัด Hyper Blue แซม Safety Orange พร้อมเปิดตัวโลโก้ ACG บนชุดแข่งฟุตบอลเป็นครั้งแรก

 

โดยตัวดีไซน์ชุดมาพร้อมรายละเอียดพิเศษ ทั้งตราสโมสรลายหนังงูและกรอบเชือกที่สื่อถึงกีฬาเอกซ์ตรีม รวมถึงเสื้ออุ่นเครื่องและชุดผู้รักษาประตูที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติและเทือกเขาโดโลไมต์ เสริมทัพด้วยแจ็กเกต Anthem, Express Collection และแอ็กเซสซอรีครบเซต

 

สำหรับคอลเล็กชัน Nike ACG x Inter วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 19 มกราคมนี้ ผ่าน nike.com และร้านสโมสรอย่างเป็นทางการ โดยทีมชายจะสวมชุดแข่งพิเศษลงสนามพบ ปิซา วันที่ 23 มกราคมนี้

 

Inter x Nike ACG เปิดตัวชุดแข่งดีไซน์ผจญภัยสุดพิเศษ 1Inter x Nike ACG เปิดตัวชุดแข่งดีไซน์ผจญภัยสุดพิเศษ 2Inter x Nike ACG เปิดตัวชุดแข่งดีไซน์ผจญภัยสุดพิเศษ 3Inter x Nike ACG เปิดตัวชุดแข่งดีไซน์ผจญภัยสุดพิเศษ 4Inter x Nike ACG เปิดตัวชุดแข่งดีไซน์ผจญภัยสุดพิเศษ 5

The post Inter x Nike ACG เปิดตัวชุดแข่งดีไซน์ผจญภัยสุดพิเศษ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘พวกข้าไม่ได้มาเล่นๆ!’ เมื่อเหล่าม้ามืด..ใช้เวทีสโมสรโลก ประกาศศักดา https://thestandard.co/club-world-cup-2025-dark-horses/ Tue, 01 Jul 2025 06:48:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1091418

ในวันที่โลกฟุตบอลถูกครอบงำด้วยชื่อชั้นของสโมสรยุโรป ที่ […]

The post ‘พวกข้าไม่ได้มาเล่นๆ!’ เมื่อเหล่าม้ามืด..ใช้เวทีสโมสรโลก ประกาศศักดา appeared first on THE STANDARD.

]]>

ในวันที่โลกฟุตบอลถูกครอบงำด้วยชื่อชั้นของสโมสรยุโรป ที่ครองตำแหน่ง ‘แชมป์สโมสรโลก’ แบบถูกผูกขาดไว้นานถึง 11 ปีติดต่อกัน

 

ขณะที่ทีมต่างแดนไม่ว่าจะมาจากโซนไหนก็ตาม มักถูกมองว่าเป็นเพียงไม้ประดับของทัวร์นาเมนต์

 

แต่ค่ำคืนถึงเช้าที่ผ่านมา..ใครที่ยังคิดเช่นนั้น คงต้องคิดใหม่อีกครั้ง

 

เพราะในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึกชิงแชมป์สโมสรโลก 2025 แฟนบอลได้เห็นสองฉากสำคัญที่พยายามพังทลายความเชื่อเดิมในคืนเดียว

 

เริ่มจาก ฟลูมิเนเซ่ แชมป์โกปา ลิเบอร์ตาดอเรส 2023 ลงสนามโค่น อินเตอร์ มิลาน รองแชมป์ยุโรปทีมล่าสุดไปแบบหมดจด 2-0

 

และถัดมาเพียงไม่กี่ชั่วโมง อัลฮิลาล จากซาอุดีอาระเบียก็สร้างหนึ่งในแมตช์สุดมันของทัวร์นาเมนต์ ด้วยการดวลกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี แบบไม่มีถอย ก่อนเฉือนชนะไป 4-3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

 

อย่างไรก็ตาม ต้องออกตัวก่อนว่า นี่ไม่ใช่เกมที่แมนฯ ซิตีเล่นไม่ดี เพราะทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ยังคงยึดสไตล์ที่พวกเขาทำได้ดีมาตลอด เน้นเปิดเกมเร็ว ยิงไวตั้งแต่ต้น ลุ้นประตูหลายครั้ง และครองบอลได้แทบทั้งเกม

 

แต่ทุกอย่างกลับถูก “แผนสวนกลับ” ของอัลฮิลาล เล่นงานอย่างจัง ทั้งความเด็ดขาด ความมั่นใจ และความกระหายของทีมจากซาอุฯ ถูกปลุกขึ้นมาจากบัญชาของ ซิโมเน อินซากี

 

กุนซือที่เข้ามาเปลี่ยนทีมที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ ให้กลายเป็นทีมที่กล้าเพรส กล้าบุก และกล้ายิง ใส่ยอดทีมพรีเมียร์ลีกแบบไม่มีเกรงกลัว

 

ระบบของอัลฮิลาลในยุคอินซากีถูกติดตั้งใหม่ทั้งโครงสร้าง ตั้งแต่แท็กติก วินัยทีม การยืนโซน การกดดันสูง ไปจนถึงเกมสวนที่คมกริบ และที่น่าจับตาคือ พวกเขาไม่ได้ดูต่างอะไรกับทีมจากยุโรปเลยด้วยซ้ำ

 

ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโค่นทีมแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่มันคือคำประกาศชัดเจนว่า

 

ทีมจากซาอุดีอาระเบียจะไม่หยุดอยู่แค่เอเชีย เพราะพวกเขากำลังไล่ล่าความสำเร็จในเวทีระดับโลก ด้วยความจริงจังมากกว่าที่ใครคาดคิด

 

ถ้าคุณยังมองว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญ..คงต้องบอกว่าไม่ใช่ เพราะก่อนหน้านี้ อัลฮิลาล เคยยันเสมอ เรอัล มาดริด มาแล้ว 1-1

 

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่โชค ไม่ใช่ชั่วคราว แต่มาจากรากฐานของลีกซาอุฯ ที่ได้รับการยกระดับในทุกมิติ ทั้งการลงทุนในตัวนักเตะ โครงสร้าง สโมสร รวมถึงการเสริมภาพลักษณ์ผ่านซูเปอร์สตาร์ระดับโลกที่ย้ายมาสวมเสื้อทีมในดินแดนทะเลทราย

 

หนึ่งในนั้นคือ คริสเตียโน โรนัลโด ดาวเตะของอัลนาสเซอร์ ที่เคยยืนยันอยู่เสมอว่า ซาอุโปรลีกคือหนึ่งในลีกที่ยอดเยี่ยมที่สุด และมีเพียง “คนที่เคยค้าแข้งที่นี่เท่านั้น ที่จะเข้าใจความจริงข้อนั้นได้”

 

อย่างที่บอก..ไม่ใช่แค่อัลฮิลาล แต่ทีมจากลีก บราซิล ก็ยังเป็นอีกหนึ่งแรงสั่นสะเทือนในเวทีนี้

 

ฟลูมิเนเซ่ เพิ่งเขี่ย อินเตอร์ มิลาน ร่วงจากรอบแรกแบบหมดจด ขณะที่ พัลไมรัส กำลังรอปะทะ เชลซี ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

 

เสียงเชียร์จากแฟนบอลละตินในอเมริกาที่แทบยึดสนามเป็นบ้านตัวเอง บรรยากาศที่คลุ้งไปด้วยความเชื่อมั่น จังหวะของเกมที่นักเตะวิ่งกันเต็มทุกเทิร์น ทุกจังหวะ ทุกคนใส่กันสุดหัวใจ

 

ทั้งหมดนี้ กำลังทำให้ทีมยุโรปเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หมดเวลาลองทีมเพื่อหันมาเอาจริงได้หรือยัง? ในเมื่อทีมเหล่านี้เอาจริงกันตั้งแต่นาทีแรก

 

และตั้งแต่รอบ 8 ทีมเป็นต้นไป ทุกแมตช์จะกลายเป็นสมรภูมิที่ไร้เส้นแบ่งเรื่องทวีป หรือเรียกว่า..อะไรก็เกิดขึ้นได้

 

เพราะทุกชัยชนะนับจากนี้ คือการก้าวเข้าใกล้ถ้วยแชมป์รูปแบบใหม่ ที่จะมอบเกียรติยศให้พวกเขาในฐานะ ‘ทีมแรกของโลก’ ที่ได้ครอบครอง

 

พร้อมเงินรางวัลสุดเย้ายวนที่สูงถึง 125 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่เชื่อไม่มีใครอยากปล่อยให้หลุดมือแน่นอน 🏆💸

 

อ้างอิง:

The post ‘พวกข้าไม่ได้มาเล่นๆ!’ เมื่อเหล่าม้ามืด..ใช้เวทีสโมสรโลก ประกาศศักดา appeared first on THE STANDARD.

]]>
Nike Football นำ 4 ตำนานมาเปิดตัวเสื้อแข่งใหม่ 4 สโมสร https://thestandard.co/nike-new-kits-4-football-clubs/ Thu, 12 Jun 2025 10:22:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1084421

Nike Football ลงภาพการเปิดตัวชุดแข่งใหม่ของ 4 สโมสร ที่ […]

The post Nike Football นำ 4 ตำนานมาเปิดตัวเสื้อแข่งใหม่ 4 สโมสร appeared first on THE STANDARD.

]]>

Nike Football ลงภาพการเปิดตัวชุดแข่งใหม่ของ 4 สโมสร ที่ได้อดีตนักเตะระดับตำนานของแต่ละสโมสรมาเป็นคนใส่เสื้อโปรโมต

 

สโมสรทั้ง 4 ประกอบด้วย ปารีส แซงต์ แชร์กแมง (เหย้า), แอตเลติโก มาดริด (เหย้า), เชลซี (เยือน) และ อินเตอร์ มิลาน (เยือน)

 

โดยนักเตะทั้ง 4 คนที่มาโปรโมตเสื้อทั้ง 4 ตัวประกอบไปด้วย โรนัลดินโญ ในเสื้อ เปแอสเช, เฟอร์นานโด ตอร์เรส ในเสื้อตราหมี, ดิดิเยร์ ดร็อกบา ในเสื้อสิงห์บลูส์ และ โรนัลโด (R9) ในเสื้องูใหญ่

 

คิดถึงใครในเสื้อตัวไหนกันมากที่สุด?

 

The post Nike Football นำ 4 ตำนานมาเปิดตัวเสื้อแข่งใหม่ 4 สโมสร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟรานเชสโก อแซร์บี ชายผู้เอาชนะมะเร็ง เหล้า ซึมเศร้า เพื่อยิง ‘ประตูแห่งชีวิต’ https://thestandard.co/francesco-acerbi-cancer-survivor-champions-league-hero/ Wed, 07 May 2025 06:45:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1071965 ฟรานเชสโก อแซร์บี ฉลองการทำประตูสำคัญให้อินเตอร์ มิลาน ในเกมเอาชนะบาร์เซโลนา พาทีมทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก

ในค่ำคืนที่ จูเซ็ปเป เมอัซซา อินเตอร์ มิลาน กำลังจะพ่าย […]

The post ฟรานเชสโก อแซร์บี ชายผู้เอาชนะมะเร็ง เหล้า ซึมเศร้า เพื่อยิง ‘ประตูแห่งชีวิต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟรานเชสโก อแซร์บี ฉลองการทำประตูสำคัญให้อินเตอร์ มิลาน ในเกมเอาชนะบาร์เซโลนา พาทีมทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก

ในค่ำคืนที่ จูเซ็ปเป เมอัซซา อินเตอร์ มิลาน กำลังจะพ่ายแพ้คาบ้านให้กับบาร์เซโลนา และตกรอบยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ทั้งที่เป็นฝ่ายขึ้นนำก่อน 2-0

 

บาร์ซารัวคืน 3 ประตูรวด และดูเหมือนว่านี่จะกลายเป็นอีกหนึ่งค่ำคืนแสนเจ็บปวดบนเวทียุโรปของทีมงูใหญ่จากอิตาลี

 

แต่แล้วนาทีที่ 90+3 ชายวัย 37 ปีคนหนึ่ง…วิ่งเติมเกมขึ้นหน้ามา ก่อนชาร์จลูกเปิดของ เดนเซล ดุมฟรีส์ เข้าประตูไปอย่างเฉียบขาด ส่งให้อินเตอร์ตีเสมอ 3-3 และยื้อเกมเข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ 30 นาทีได้สำเร็จ

 

ชายคนนั้นคือ ฟรานเชสโก อาแชร์บี

 

ประตูนั้นไม่ใช่แค่การยื้อโอกาสให้ทีม แต่ยังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของค่ำคืนมหัศจรรย์ ที่สะท้อนหัวจิตหัวใจของทีมอินเตอร์ยุค ซิโมเน อินซากี ทีมที่ไม่เคยยอมแพ้ง่ายๆ

 

และยิ่งไปกว่านั้น มันคือ ‘ประตูแห่งชีวิต’ ที่ยิงโดยชายผู้เคยเผชิญหน้ามรสุมชีวิต และไม่มีใครคิดว่าวันหนึ่งเขาจะกลับมายืนจุดนี้ได้อีก

 

สุดท้ายอินเตอร์ มิลาน พลิกกลับมาเอาชนะได้ในช่วงต่อเวลา 4-3 ท่ามกลางเสียงเฮสนั่นของแฟนบอลกว่า 70,000 คนในสตาดิโอ จูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า พร้อมตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 ปี และมีลุ้นคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 4 ในประวัติศาสตร์สโมสร

 

ขณะที่เรื่องราวของอาแชร์บีก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเล่าอีกครั้ง

 

ย้อนกลับไปในปี 2013 อแชร์บีเคยถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งอัณฑะ ขณะตรวจร่างกายกับสโมสรซาสซูโอโล เขาผ่าตัดและกลับมาเล่นได้ไม่นาน 

 

ก่อนที่ผลตรวจฮอร์โมนจะเผยว่าโรคมะเร็งยังไม่หมดไป เขาต้องเข้าสู่กระบวนการคีโมเต็มรูปแบบในช่วงต้นปี 2014

 

แม้จะอยู่ระหว่างการรักษา เขาก็ยังมาซ้อมกับทีมอย่างสม่ำเสมอ ไม่เคยหายหน้าไปไหน กลายเป็นแบบอย่างของการต่อสู้ และเป็นแรงบันดาลใจให้แฟนบอลทั่วอิตาลีในเวลานั้น

 

เขาเคยพูดว่า “มะเร็งคือสิ่งที่ช่วยชีวิตผมไว้…มันให้ผมมีอะไรสู้ และได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง”

 

แต่ในความจริง มะเร็งไม่ใช่อุปสรรคเดียวที่เขาต้องเผชิญ

 

เพราะย้อนกลับไปอีกหนึ่งปีก่อนหน้านั้น ในปี 2012 ช่วงที่ค้าแข้งอยู่กับเอซี มิลาน เขาต้องเผชิญการสูญเสียครั้งใหญ่กับการจากไปของคุณพ่อ นำเขาเข้าสู่ภาวะซึมเศร้า จนหันไปพึ่งแอลกอฮอล์และดื่มอย่างหนัก

 

ในบทสัมภาษณ์กับ The Guardian อาแชร์บีเล่าว่า หลังการรักษามะเร็งรอบแรก เขายังไม่สามารถจัดการกับตัวเองได้ดีนัก และยังคงดื่มแอลกอฮอล์อยู่เป็นระยะ แม้จะพยายามกลับไปเล่นฟุตบอลก็ตาม 

 

แต่เมื่อเขาทราบว่ามะเร็งกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้ง เขาจึงตระหนักได้ว่า เขาต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างจริงจัง

 

“ผมบอกตัวเองว่า ถ้าผมผ่านมันไปไม่ได้ ผมก็คงไม่มีค่าพอจะเล่นฟุตบอลอีกต่อไปแล้ว”

 

“ผมเลิกเหล้า เลิกเที่ยวกลางคืน ผมเปลี่ยนทุกอย่างในชีวิต ผมกลายเป็นคนใหม่”

 

แรงผลักดันของเขาไม่ใช่เพียงแค่การรักษาชีวิตตัวเอง แต่คือความหวังที่จะกลับมาเล่นฟุตบอลในระดับสูงสุดอีกครั้ง และเป็นผู้เล่นที่ทีมสามารถพึ่งพาได้

 

นั่นทำให้เขาเลือกที่จะเลิกเหล้าและเปลี่ยนวิถีชีวิตทั้งหมดให้ดีขึ้น เขาลุกขึ้นมาด้วยแรงใจจากครอบครัว ทีมงาน และจากตัวเขาเอง

 

“มันอาจฟังดูแปลก แต่มะเร็งช่วยผมไว้จริงๆ ผมมีสิ่งใหม่ให้ต่อสู้ และได้เห็นโลกในแบบที่เคยลืมไปแล้ว”

 

และจากตรงนั้น…ฟรานเชสโก อาแชร์บี คนใหม่ ก็ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง

 

เขากลับมาใช้ชีวิตนักเตะตามปกติ ลงสนามเล่นให้ลาซิโอถึง 149 นัดติดต่อกัน กลายเป็นหนึ่งในกองหลังที่ฟอร์มคงเส้นคงวาที่สุดของเซเรียอา จนได้รับการเรียกติดทีมชาติอิตาลีชุดแชมป์ยูโร 2020

 

ก่อนจะย้ายมาอยู่กับอินเตอร์ มิลาน และยังยืนระยะได้อย่างยอดเยี่ยมแม้อายุล่วงเลยเข้าเลข 3 ปลายๆ

 

แม้จะมีภาพลักษณ์เป็น ‘นักเตะผู้รอดชีวิต’ แต่อาแชร์บียืนยันเสมอว่า เขาอยู่ในสนามไม่ใช่เพราะเรื่องราวชีวิตอันดราม่า แต่เพราะฝีเท้าเขาต่างหาก!

 

“เรื่องราวของผมอาจฟังดูดี แต่มันไม่ใช่เหตุผลที่ผมได้ลงเล่น ผมยังเล่นได้ดี และสมควรได้รับโอกาสนั้น”

 

และเมื่อคืนที่ผ่านมา ประตูที่ยิงใส่บาร์ซาในรอบรองฯ ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก คือประตูแรกในเกมฟุตบอลยุโรปของเขา และมันเกิดขึ้นในวัย 37 ปี 85 วัน

 

นั่นทำให้เขากลายเป็นผู้ทำประตูอายุมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์รอบรอง UCL เป็นรองสถิติของ ไรอัน กิกส์ ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เคยทำไว้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (37 ปี 148 วัน) ในปี 2011

 

วันนี้ ฟรานเชสโก อาแชร์บี…จากนักเตะที่เคยหลงทางกลางพายุชีวิต จากชายผู้เกือบยอมแพ้ให้กับเหล้าและมะเร็ง ได้กลายเป็นคนที่ยิงประตูสำคัญในเกมที่ทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงแชมเปียนส์ลีกได้อีกครั้ง

 

เรื่องราวของอาแชร์บีคือเครื่องยืนยันว่า ต่อให้ชีวิตอาจโยนบททดสอบที่หนักหนาที่สุดใส่คุณ แต่ตราบใดที่คุณยังลุกขึ้นได้ ยังเชื่อในตัวเอง และยังต่อสู้ด้วยหัวใจไม่ยอมแพ้

 

คุณก็มีสิทธิ์กลับมาใช้ชีวิตในแบบที่ฝัน หรือลุกขึ้นมายิง ‘ประตูแห่งชีวิต’ ให้โลกได้จดจำ เหมือนที่อาแชร์บีทำให้เราเห็นในค่ำคืนนี้

 

อ้างอิง:

The post ฟรานเชสโก อแซร์บี ชายผู้เอาชนะมะเร็ง เหล้า ซึมเศร้า เพื่อยิง ‘ประตูแห่งชีวิต’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Opta Analyst คาดการณ์แชมป์ UCL 2024/25 รอบ 4 ทีมสุดท้าย https://thestandard.co/ucl-2025-semi-final-predictions/ Tue, 29 Apr 2025 10:58:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1069531

ก่อนการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2024/25 รอบรองชน […]

The post Opta Analyst คาดการณ์แชมป์ UCL 2024/25 รอบ 4 ทีมสุดท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>

ก่อนการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2024/25 รอบรองชนะเลิศนัดแรกจะเริ่มต้นขึ้น Opta Analyst เปิดเผยผลการวิเคราะห์จากซูเปอร์คอมพิวเตอร์เกี่ยวกับโอกาสคว้าแชมป์ของ 4 ทีมสุดท้ายในฤดูกาลนี้

 

โดยอาร์เซนอลภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตตา ถูกยกให้เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ด้วยโอกาสคว้าแชมป์สูงถึง 33.3% ตามมาด้วยบาร์เซโลนาที่มีโอกาส 27.4% ปารีส แซงต์ แชร์กแมง แชมป์ลีกเอิง รั้งอันดับ 3 ที่ 22% และอินเตอร์ มิลาน ตามมาเป็นอันดับสุดท้ายที่ 19.2%

 

แล้วทุกท่านคิดว่าใครมีโอกาสครองแชมป์ UCL ฤดูกาลนี้มากที่สุด?


 

UCL 2024/25 รอบ 4 ทีมสุดท้าย

 

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post Opta Analyst คาดการณ์แชมป์ UCL 2024/25 รอบ 4 ทีมสุดท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 ทีมสุดท้าย UCL 2024/25 ห่างจากแชมป์ถ้วยใหญ่ยุโรปมานานแค่ไหน? https://thestandard.co/ucl-2025-final-4-title-droughts/ Thu, 17 Apr 2025 07:04:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1065276

ใกล้ถึงบทสรุปของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2024/25  […]

The post 4 ทีมสุดท้าย UCL 2024/25 ห่างจากแชมป์ถ้วยใหญ่ยุโรปมานานแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>

ใกล้ถึงบทสรุปของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2024/25 

 

แต่ละทีมในรอบรองชนะเลิศทั้ง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง, อาร์เซนอล, บาร์เซโลนา และอินเตอร์ มิลาน ต่างมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการครองถ้วยใบใหญ่ของยุโรป

 

บางทีมเคยสัมผัสความยิ่งใหญ่มาแล้ว แต่ห่างหายไปนาน บางทีมยังไม่เคยได้ลิ้มรสชัยชนะเลยสักครั้ง

 

THE STANDARD SPORT ถือโอกาสนี้ชวนแฟนบอลทุกท่านมาดูกันว่า 4 ทีมสุดท้ายปีนี้ พวกเขาห่างจากแชมป์ถ้วยใหญ่ยุโรปมานานแค่ไหน?

 

หมายเหตุ: ข้อมูลนับตั้งแต่มีการชิงแชมป์ยูโรเปียนคัพเมื่อฤดูกาล 1955/56

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post 4 ทีมสุดท้าย UCL 2024/25 ห่างจากแชมป์ถ้วยใหญ่ยุโรปมานานแค่ไหน? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Opta Analyst คาดการณ์แชมป์ UCL 2024/25 หลังจบรอบ 8 ทีม (นัดแรก) https://thestandard.co/ucl-2025-champions-predictions/ Thu, 10 Apr 2025 12:55:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1063145 ucl-2025-champions-predictions

หลังการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2024/25 รอบ 8 ที […]

The post Opta Analyst คาดการณ์แชมป์ UCL 2024/25 หลังจบรอบ 8 ทีม (นัดแรก) appeared first on THE STANDARD.

]]>
ucl-2025-champions-predictions

หลังการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2024/25 รอบ 8 ทีมสุดท้าย (นัดแรก) จบลงไป Opta Analyst โดยการคำนวณของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เผยอัตราความเป็นไปได้ของทีมที่มีโอกาสคว้าแชมป์ UCL ในฤดูกาลนี้

 

โดยอาร์เซนอล ภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตตา ถูกยกให้เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งด้วยโอกาสสูงถึง 27.8% ตามมาติดๆ ด้วยบาร์เซโลนา ที่มีโอกาส 25.9% ขณะที่ปารีส แซงต์ แชร์กแมง แชมป์ลีกเอิงฝรั่งเศส รั้งอันดับสามด้วยโอกาส 21.9%

 

แล้วทุกท่านคิดว่าใครมีโอกาสครองแชมป์ UCL ฤดูกาลนี้มากที่สุด?

 


 

Opta Analyst คาดการณ์แชมป์ UCL 2024/25 หลังจบรอบ 8 ทีม (นัดแรก)

 

ภาพประกอบ: นิสากร ฤทธาภัย

The post Opta Analyst คาดการณ์แชมป์ UCL 2024/25 หลังจบรอบ 8 ทีม (นัดแรก) appeared first on THE STANDARD.

]]>
รวมเกมบิ๊กแมตช์สุดเดือดประจำสัปดาห์นี้ https://thestandard.co/weekly-big-match/ Tue, 22 Oct 2024 05:31:02 +0000 https://thestandard.co/?p=998803 บิ๊กแมตช์

สัปดาห์นี้ฟุตบอลฝั่งยุโรปยังคงรันโปรแกรมยาวๆ ท่ามกลางเก […]

The post รวมเกมบิ๊กแมตช์สุดเดือดประจำสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บิ๊กแมตช์

สัปดาห์นี้ฟุตบอลฝั่งยุโรปยังคงรันโปรแกรมยาวๆ ท่ามกลางเกม ‘บิ๊กแมตช์’ ที่มีให้รับชมตลอดทั้งสัปดาห์ ชนิดที่น้อนหมูเด้งยังต้องกรี๊ดให้กับโปรแกรมสุดเดือดเหล่านี้

 

และนี่คือโปรแกรมฟุตบอลบิ๊กแมตช์ประจำสัปดาห์นี้…ที่เราไม่อยากให้คุณพลาดแม้แต่เกมเดียว 🔥

 

บิ๊กแมตช์

 

ภาพ: สวนสัตว์เปิดเขาเขียว Khao Kheow Open Zoo

ภาพประกอบ: ฉัตรชัย เฉยชิต

The post รวมเกมบิ๊กแมตช์สุดเดือดประจำสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอซี มิลาน และ อินเตอร์ มิลาน เตรียมร่วมสร้างสนามเหย้าแห่งใหม่ https://thestandard.co/ac-milan-inter-milan-new-joint-stadium-plan/ Wed, 18 Sep 2024 00:31:23 +0000 https://thestandard.co/?p=984726 เอซี มิลาน

เอซี มิลาน และ อินเตอร์ มิลาน สองยักษ์ใหญ่ในศึกกัลโชเซเ […]

The post เอซี มิลาน และ อินเตอร์ มิลาน เตรียมร่วมสร้างสนามเหย้าแห่งใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอซี มิลาน

เอซี มิลาน และ อินเตอร์ มิลาน สองยักษ์ใหญ่ในศึกกัลโชเซเรียอา อิตาลี ตกลงยกเลิกแผนปรับปรุงสนามจูเซ็ปเป เมอัซซา หรือ ซานซิโร และเลือกสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ร่วมกัน

 

Reuters รายงานว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทั้งสองสโมสรในกัลโชเซเรียอาตกลงพิจารณาแผนปรับปรุงสนามซานซิโรอันโด่งดังแห่งนี้ ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกันกับเมืองมิลาน เจ้าของสนามแห่งนี้

 

อย่างไรก็ตาม จูเซปเป ซาลา นายกเทศมนตรีเมืองมิลาน เปิดเผยเมื่อวันที่ 13 กันยายนว่า ทั้งสองสโมสรต่างไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ โดยกล่าวว่า “หลังจากวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว สโมสรทั้งสองแห่งสรุปได้ว่าไม่สามารถปรับปรุงซานซิโรด้วยวิธีการที่เหมาะสมได้

 

“พวกเขาทั้งคู่ไม่คิดว่าการปรับปรุงจะเป็นไปได้

 

“พวกเขาจึงมีแนวคิดที่จะไปร่วมกันสร้างสนามแห่งใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับซานซิโร”

 

อนาคตของซานซิโรเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาอย่างยาวนานก่อนที่จะพิจารณาปรับปรุงสนามเก่าแก่แห่งนี้ มิลานได้เปิดเผยแผนเมื่อเดือนกันยายนปีก่อนว่า ต้องการสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ที่มีความจุราว 70,000 ที่นั่ง ขณะที่อินเตอร์ มิลาน ก็มีรายงานว่า กำลังพิจารณาสถานที่ในย่านอัสซาโก เพื่อนำไปสร้างสนามเช่นกัน

 

โดยทั้งสองสโมสรยังพิจารณาที่จะรื้อซานซิโรและสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ แต่คณะกรรมการวัฒนธรรมและมรดกท้องถิ่นเห็นว่าสถานที่ดังกล่าวมี “ความน่าสนใจทางวัฒนธรรม” ซึ่งทำให้ไม่สามารถรื้อถอนได้

 

อย่างไรก็ตาม ทั้งเอซี มิลาน และ อินเตอร์ มิลาน เชื่อว่าสนามกีฬาสมัยใหม่แห่งใหม่ซึ่งพวกเขาจะเป็นเจ้าของ มีความสำคัญต่อการเพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์

 

โดยทาง Reuters รายงานว่า เอซี มิลาน และ อินเตอร์ มิลาน กำลังเสนอซื้อพื้นที่โดยรอบซานซิโร เพื่อนำไปสร้างสนามกีฬาขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะกลายเป็นสนามเหย้าร่วมแห่งใหม่ของพวกเขาแทน

 

อ้างอิง:

The post เอซี มิลาน และ อินเตอร์ มิลาน เตรียมร่วมสร้างสนามเหย้าแห่งใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Human of Derby della Madonnina วันที่อินเตอร์คว้าสคูเด็ตโตสมัยที่ 20 https://thestandard.co/inter-20th-scudetto-derby-della-madonnina/ Tue, 23 Apr 2024 09:46:21 +0000 https://thestandard.co/?p=925823 อินเตอร์ มิลาน แชมป์ เซเรีย อา สมัยที่ 20

เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย อินเตอร์ มิลา […]

The post Human of Derby della Madonnina วันที่อินเตอร์คว้าสคูเด็ตโตสมัยที่ 20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเตอร์ มิลาน แชมป์ เซเรีย อา สมัยที่ 20

เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย อินเตอร์ มิลาน ได้เอาชนะ เอซี มิลาน ไป 2-1 ใน Derby della Madonnina เกมลีกนัดล่าสุด ซึ่งส่งผลให้ทัพ ‘เนรัซซูรี’ เก็บแต้มถึงเป้าหมายที่เพียงพอต่อการคว้าแชมป์แล้วในฤดูกาลนี้

 

โดยครั้งนี้นับเป็นแชมป์เซเรีย อา สมัยที่ 20 ของสโมสรอินเตอร์ ทำให้พวกเขาก้าวข้ามเส้นชัยไปสู่ดาวสองดวงบนโลโก้สโมสรเป็นทีมแรกจากมิลาน หลังจากที่ทั้งอินเตอร์และเอซี มิลาน คว้าแชมป์ลีกสูงสุดมาได้ที่ 19 สมัยเท่ากันก่อนหน้านี้

 

THE STANDARD SPORT ได้เก็บภาพบรรยากาศไลฟ์สไตล์ของแฟนบอลมิลานภายในสนามซานซิโรมาฝากแฟนเพจทุกท่านส่งตรงจากมิลาน หนึ่งในเมืองหลวงด้านแฟชั่นของโลกจากอิตาลี

 

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 

The post Human of Derby della Madonnina วันที่อินเตอร์คว้าสคูเด็ตโตสมัยที่ 20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเตอร์ มิลาน ฉลองสคูเด็ตโต้สมัยที่ 20 https://thestandard.co/inter-milan-20th-scudetto-celebration/ Tue, 23 Apr 2024 01:40:34 +0000 https://thestandard.co/?p=925544 อินเตอร์ มิลาน

อินเตอร์ มิลาน คว้าแชมป์เซเรีย อา มาครองได้เป็นสมัยที่ […]

The post อินเตอร์ มิลาน ฉลองสคูเด็ตโต้สมัยที่ 20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเตอร์ มิลาน

อินเตอร์ มิลาน คว้าแชมป์เซเรีย อา มาครองได้เป็นสมัยที่ 20 ในประวัติศาสตร์สโมสร หลังเอาชนะ เอซี มิลาน 2-1 ในเกมลีกนัดล่าสุด ซึ่งส่งผลให้ทัพ ‘เนรัซซูรี’ เก็บแต้มถึงเป้าหมายที่เพียงพอต่อการคว้าแชมป์แล้วในฤดูกาลนี้

 

อินเตอร์ มิลาน

The post อินเตอร์ มิลาน ฉลองสคูเด็ตโต้สมัยที่ 20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินเตอร์ มิลาน เปิดตัวเสื้อฉลอง Air Max Day ร่วมกับ Nike https://thestandard.co/nike-inter-reveal-limited-edition-shirt/ Thu, 28 Mar 2024 10:06:33 +0000 https://thestandard.co/?p=916656 Inter Milan

Nike และอินเตอร์ มิลาน ร่วมเฉลิมฉลอง Air Max Day ด้วยกา […]

The post อินเตอร์ มิลาน เปิดตัวเสื้อฉลอง Air Max Day ร่วมกับ Nike appeared first on THE STANDARD.

]]>
Inter Milan

Nike และอินเตอร์ มิลาน ร่วมเฉลิมฉลอง Air Max Day ด้วยการอัปเดตโลโก้เพิ่มเติมบนเสื้อ กลายเป็นเสื้อเหย้ารุ่นพิเศษเพื่อโปรโมตรองเท้า Air Max DN⁣ ที่เพิ่งได้รับการเปิดตัว

 

โลโก้ของ Air Max DN จะอยู่ใต้คอเสื้อ โดย Nike ใช้เฉดสีเหลืองนีออนแบบเดียวกับตราสวูชที่อยู่บนอก

 

ยักษ์ใหญ่จากอิตาลีเคยร่วมงานกับ Nike Air Max มาก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้ว ทั้งคู่ได้เปิดตัว Inter Milan Air Max 97 รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน ซึ่งกลายเป็นสนีกเกอร์ยอดนิยมของแฟนๆ ทีมงูใหญ่ 

 

โดยเสื้อ Air Max DN x Inter Milan วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ทางช็อปของอินเตอร์ มิลาน และทีมงูใหญ่จะใส่เสื้อตัวนี้ลงแข่งขันในเกมกับเอ็มโปลี วันที่ 1 เมษายนนี้

 

 

อ้างอิง:

 

The post อินเตอร์ มิลาน เปิดตัวเสื้อฉลอง Air Max Day ร่วมกับ Nike appeared first on THE STANDARD.

]]>
8 ทีมสุดท้ายในศึก UCL 2023/24 https://thestandard.co/ucl-2023-24/ Thu, 14 Mar 2024 05:29:34 +0000 https://thestandard.co/?p=910910 UCL 2023/24

ได้ครบแล้วสำหรับ 8 ทีมสุดท้ายของศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ( […]

The post 8 ทีมสุดท้ายในศึก UCL 2023/24 appeared first on THE STANDARD.

]]>
UCL 2023/24

ได้ครบแล้วสำหรับ 8 ทีมสุดท้ายของศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (UCL) 2023/24

 

และเป็นอีกครั้งที่บรรดาบิ๊กทีม หรือทีมจากหัวตารางของ 4 จาก 5 ลีกท็อปของยุโรป พาเหรดกันเข้ามาถึงในรอบนี้ ยกเว้นทีมจากอิตาลีอย่างลาซิโอ, นาโปลี และอินเตอร์ มิลาน ที่ต้องตกรอบ 16 ทีมไปอย่างน่าเสียดาย

 

และนี่คือ 8 ทีมที่เหลืออยู่เพื่อลุ้นแชมป์ UCL ในฤดูกาลนี้

 

  1. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)
  2. อาร์เซนอล (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)
  3. ปารีส แซงต์ แชร์กแมง (ลีกเอิง ฝรั่งเศส)
  4. บาร์เซโลนา (ลาลีกา สเปน)
  5. เรอัล มาดริด (ลาลีกา สเปน)
  6. แอตเลติโก มาดริด (ลาลีกา สเปน)
  7. บาเยิร์น มิวนิก (บุนเดสลีกา เยอรมัน)
  8. โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (บุนเดสลีกา เยอรมัน)

 

UCL 2023/24

 

ภาพประกอบ: กันยกร กาญจนวิไล

The post 8 ทีมสุดท้ายในศึก UCL 2023/24 appeared first on THE STANDARD.

]]>