InnovestX Research Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/innovestx-research/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 02 Jun 2025 09:28:26 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 TQM – New S-Curve จากประกันชีวิตรายบุคคล https://thestandard.co/market-focus-tqm-2/ Mon, 02 Jun 2025 09:28:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1081409

เกิดอะไรขึ้น:   ในการประชุมนักวิเคราะห์ บมจ.ทีคิวเ […]

The post TQM – New S-Curve จากประกันชีวิตรายบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

ในการประชุมนักวิเคราะห์ บมจ.ทีคิวเอ็ม อัลฟา (TQM) เผยเป้าหมายปี 2568 ว่า มีวางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตรายบุคคล (เน้นประกันสุขภาพเป็นหลัก) ใน 3Q68 บริษัทเชื่อว่าประกันชีวิตรายบุคคลจะเป็น New S-Curve ที่จะทำให้รายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก บริษัทตั้งเป้าเบี้ยประกันชีวิตรายบุคคลไว้ที่ 5 พันล้านบาทภายใน 5 ปี 

 

เมื่อพิจารณาจากกำลังซื้อที่อ่อนแอในปัจจุบัน InnovestX Research จึงรวมรายได้จากผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตรายบุคคลที่เพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปเข้ามาไว้ในประมาณการตามหลักความระมัดระวัง เนื่องจากจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งก่อนที่พนักงานขายของบริษัทจะได้รับใบอนุญาตขายประกันชีวิต

 

TQM คงเป้าการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการในปี 2568 ไว้ที่ 5-10% บริษัทพบว่าความต้องการทำประกันที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นหลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหว อย่างไรก็ตาม วงเงินคุ้มครองของประกันที่อยู่อาศัยค่อนข้างน้อย ดังนั้นจึงมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ 

 

InnovestX Research คาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมและบริการใน 2Q68 จะลดลง QoQ ตามฤดูกาล แต่จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย YoY โดยยังคงประมาณการการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการของ TQM ไว้ที่ 6% ในปี 2568 (เท่ากับปี 2567) เนื่องจากคาดว่าการมีเบี้ยประกันจากประกันชีวิตรายบุคคลเพิ่มเข้ามาจะช่วยชดเชยเบี้ยประกันภัยต่ออายุกรมธรรม์รถยนต์ที่คาดว่าจะเติบโตช้าลงหลังจากยอดขายรถยนต์ในประเทศลดลง 26% ในปี 2567 ได้ และคาดว่าการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการจะเร่งตัวขึ้นจาก 6% ในปี 2568 เป็น 8% ในปี 2569 อันเป็นผลมาจากการรุกตลาดประกันชีวิตรายบุคคล

 

อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จะลดลงเนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวเหมือนปีก่อน โดยคาดว่าอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ของ TQM จะลดลง 118 bps ในปี 2568 มาอยู่ที่ 71.5% เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายการตลาดที่เกิดขึ้นครั้งเดียวเหมือนปีก่อนและการประหยัดต่อขนาดมากขึ้น ซึ่งคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้น 36 bps มาอยู่ที่ 51% ในปี 2568 

 

อันเป็นผลมาจากการประหยัดต่อขนาดมากขึ้นจากการรุกตลาดประกันชีวิตรายบุคคล ขณะที่คาดว่าอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อรายได้จะลดลง 28 bps ในปี 2568 อันเป็นผลมาจากค่าใช้จ่ายการตลาดที่ลดลงหลังจากมีการบันทึกค่าใช้จ่ายการตลาดที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในปี 2567

 

ความคืบหน้าในการซื้อหุ้นคืน TQM อยู่ระหว่างดำเนินการซื้อหุ้นคืนจำนวนไม่เกิน 30 ล้านหุ้น (5% ของหุ้นทั้งหมด) ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 โดย ณ วันที่ 22 พฤษภาคม จำนวนหุ้นที่ซื้อคืนสะสมอยู่ที่ 4.55 ล้านหุ้น (0.76% ของหุ้นทั้งหมด) ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 15.13 บาท

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือน ที่ผ่านมา ราคาหุ้น TQM ปรับลง 1.30% สู่ 15.70 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 0.1% สู่ 1,160.74 จุด

 

แนวโน้มกำไร 2Q68 และปี 2568:

 

InnovestX Research คาดว่ากำไรสุทธิ 2Q68 จะเพิ่มขึ้น 2%YoY แต่จะลดลง 12%QoQ ตามฤดูกาลมาอยู่ที่ 200 ล้านบาท โดยอิงกับการคาดการณ์ว่ารายได้ค่าธรรมเนียมและบริการจะเพิ่มขึ้น 4%YoY (ลดลง 10%QoQ) และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้จะเพิ่มขึ้น (เพิ่มขึ้น 16 bps YoY, เพิ่มขึ้น 66 bps QoQ) ส่วนกำไรสุทธิปี 2568 คาดจะเติบโต 7% โดยได้รับการสนับสนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่เติบโต 6% อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่ลดลง 49 bps และกำไรจากบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้นหลังจากเข้าซื้อกิจการใหม่ 2 แห่ง

 

กลยุทธ์การลงทุน คงคำแนะนำ Outperform และคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 17 บาทต่อหุ้น (อ้างอิง: PBV 3.2 เท่า หรือ P/E 11.75 เท่า สำหรับปี 2568) โดยมีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของกำไรและ New S-Curve จากการรุกตลาดประกันชีวิตรายบุคคล

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ยอดเบี้ยประกันอาจจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึงและยอดขายรถยนต์ที่ชะลอตัวลง และอัตราค่าคอมมิชชันมีแนวโน้มปรับตัวลดลง โดยมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผลิตภัณฑ์และการแข่งขันที่สูงขึ้น และ ความเสี่ยง ESG จากการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (market conduct)

 

TQM – New S-Curve จากประกันชีวิตรายบุคคล: https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/company-update/tqm-20250529 

The post TQM – New S-Curve จากประกันชีวิตรายบุคคล appeared first on THE STANDARD.

]]>
MINT – พรีวิว 1Q68 คาดมีกำไรปกติเล็กน้อยดีกว่าปกติที่ขาดทุน https://thestandard.co/market-focus-mint-1q68/ Sat, 03 May 2025 06:10:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1070869

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research ประเมินแนวโน้มผ […]

The post MINT – พรีวิว 1Q68 คาดมีกำไรปกติเล็กน้อยดีกว่าปกติที่ขาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research ประเมินแนวโน้มผลประกอบการ 1Q68 ของ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) ว่าจะรายงานกำไรปกติเล็กน้อยที่ 52 ล้านบาท ดีขึ้นจากขาดทุนปกติ 352 ล้านบาท ใน 1Q67 แต่ลดลงจากกำไรปกติ 2.9 พันล้านบาท ใน 4Q67 (จากปัจจัยฤดูกาล) ทั้งนี้ โดยปกติแล้ว MINT มักจะมีขาดทุนปกติในไตรมาส 1 ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซันในยุโรป 

 

อย่างไรก็ดี คาดว่าการดำเนินงานโรงแรมในยุโรปและประเทศไทยที่แข็งแกร่งและดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงจะสามารถชดเชยได้ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีกำไรปกติเล็กน้อยใน 1Q68 MINT จะประกาศผลประกอบการวันที่ 13พฤษภาคม 2568

 

ธุรกิจโรงแรม: ยุโรปและไทยแข็งแกร่ง ARR ที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญ ใน 1Q68 สำหรับโรงแรมในยุโรป (51% ของรายได้ในปี 2567) ซึ่งประเมินได้ว่า RevPar เติบโต 7%YoY (แต่ลดลง 20%QoQ จากปัจจัยฤดูกาล) หลักๆ ได้แรงหนุนจาก ARR ที่เพิ่มขึ้น 4%YoY และอัตราการเข้าพักที่ 64% (เพิ่มขึ้นจาก 62% ใน 1Q67) 

 

การดำเนินงานโรงแรมในยุโรปจะเข้าสู่ช่วงไฮซีซันใน 2Q68 RevPar ในเดือนเมษายน เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำ YoY เนื่องมาจากวันหยุดอีสเตอร์ และ MINT คาดว่า RevPar จะมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน โดยอิงกับยอดจองห้องพักล่วงหน้า MINT พบว่าผลกระทบจากเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในยุโรปเมื่อวันที่ 28 เมษายน โดยเฉพาะในสเปน (12-15% ของรายได้) มีค่อนข้างจำกัด เนื่องจากการดำเนินงานกลับคืนสู่ภาวะปกติภายใน 12 ชั่วโมง 

 

สำหรับโรงแรมในประเทศไทย (8% ของรายได้) ประเมินได้ว่า RevPar เติบโต 12%YoY (และ 30%QoQ) ใน 1Q68 โดยได้รับแรงหนุนจาก ARR ที่เพิ่มขึ้น 15%YoY ต่อเนื่องจาก 4Q67 ในขณะที่อัตราการเข้าพักจะลดลงมาอยู่ที่ 79% (จาก 81% ใน 1Q67) เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม มีผลกระทบบ้าง แต่ RevPar ในเดือนเมษายน ยังสามารถเติบโตต่อเนื่องที่ตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำ YoY

 

ธุรกิจร้านอาหาร: SSS อ่อนแอ แต่แค่ชั่วคราว InnovestX Research ประเมิน SSS โดยรวมได้ที่ ลดลง 1% ใน 1Q68 อ่อนแอกว่า ที่ลดลง 0.5% ใน 4Q67 ซึ่งเป็นผลมาจากการดำเนินงานที่อ่อนแอลงในประเทศไทย (11% ของรายได้) ซึ่งคาดว่า SSS จะอยู่ที่ ลดลง 0.5% ใน 1Q68 (จาก เพิ่มขึ้น 1.5% ใน 4Q67) 

 

หลักๆ เกิดจาก Swensen’s และ Dairy Queen ที่เลื่อนการจัดโปรโมชั่น ส่งผลทำให้ SSS หดตัวลงใน 1Q68 แต่จะปรับตัวดีขึ้นใน 2Q68 ในขณะที่แบรนด์อื่นๆ เช่น The Pizza Company และ Bonchon รายงาน SSS เป็นบวก

 

ดอกเบี้ยจ่ายจะลดลง มาอยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท ลดลง 9%YoY และ 1%QoQ จากการชำระคืนหนี้

 

ทั้งนี้ คาดว่าการดำเนินงานและผลประกอบการใน 2Q68 ของ MINT จะปรับตัวดีขึ้น YoY และ QoQ เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวในยุโรป ทำให้ยังคงประมาณการว่ากำไรปกติปี 2568 จะเติบโต 3% มาอยู่ที่ 8.7 พันล้านบาท

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น MINT ปรับขึ้น 1.90% สู่ 26.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับขึ้น 3.4% สู่ 1,197.26 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research มีมุมมองระมัดระวังเกี่ยวกับความต้องการเดินทางใน 2H68-ปี 2569 ซึ่งจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก โดยจะต้องติดตามดูผลกระทบของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอน MINT เป็นหุ้นที่ชอบที่สุดในกลุ่มท่องเที่ยว เนื่องจากมีจุดแข็งด้านปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่: 

 

  1. ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนลดลง ซึ่งจะช่วยป้องกันผลกระทบจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง

 

  1. สัดส่วนรายได้ที่อิงกับอุปสงค์ในประเทศ (ทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจร้านอาหาร) ของ MINT นั้นสูงกว่าบริษัทอื่นๆ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้ทำการวิเคราะห์ ซึ่งน่าจะทำให้รับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมากกว่าการอิงอุปสงค์ต่างประเทศ ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2568 อิงวิธี DCF ที่ 31 บาทต่อหุ้น (WACC ที่ 7.2% และอัตราการเติบโตระยะยาวที่ 1.5%)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทาง และ ต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจร้านอาหาร ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG คือ การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พลังงาน น้ำเสีย และขยะ ที่มีประสิทธิภาพ (E)

 

MINT – พรีวิว 1Q68: คาดมีกำไรปกติเล็กน้อยดีกว่าปกติที่ขาดทุน

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/company-update/mint-update-20250502

The post MINT – พรีวิว 1Q68 คาดมีกำไรปกติเล็กน้อยดีกว่าปกติที่ขาดทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
DIF – ก้าวข้ามความผันผวน https://thestandard.co/dif-navigating-volatility/ Tue, 29 Apr 2025 07:55:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1069455

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research ประเมินผลประกอบ […]

The post DIF – ก้าวข้ามความผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research ประเมินผลประกอบการของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล (DIF) ว่ามีความยืดหยุ่นในการรับมือกับความไม่แน่นอนที่สูง ตลาดยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงจากผลกระทบของภาษีทรัมป์ ทำให้ DIF เป็นตัวเลือกลงทุนที่น่าสนใจ เนื่องจากมีกระแสรายได้ที่มั่นคง 

 

สำหรับใน 1Q68 คาดว่า DIF จะรายงานกำไรปกติที่ 3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7%YoY และ 0.8%QoQ รายได้ค่าเช่าคาดว่าจะอยู่ที่ 3.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% ทั้ง YoY และ QoQ โดยคาดว่ารายการต้นทุนหลักๆ จะอยู่ในระดับทรงตัว YoY และ QoQ ยกเว้นดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งคาดว่าจะลดลง 4.2%YoY และ 1.6%QoQ มาอยู่ที่ 520 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ลดลง เนื่องจากเงินกู้ของกองทุนมีอัตราดอกเบี้ยลอยตัว 

 

กำไร 1Q68 ที่ประเมินได้คิดเป็น 25% ของประมาณการกำไรเต็มปี ซึ่งคาดว่า DIF จะประกาศจ่าย DPU งวด 1Q68 ที่ 0.22 บาทต่อหน่วย โดยกองทุนจะประกาศผลประกอบการในวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 

 

การรีไฟแนนซ์หนี้จะส่งผลกระทบต่อ DPU เพียงเล็กน้อย DIF ต้องรีไฟแนนซ์หนี้จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท ในเดือนมีนาคม 2568 จากหนี้คงค้างรวม 2.48 หมื่นล้านบาท InnovestX Research คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าการรีไฟแนนซ์หนี้ดังกล่าวจะทำให้ DPU ปรับลดลงมาอยู่ที่ 0.81 บาทต่อหน่วย ในปี 2568 

 

ข้อมูลล่าสุดที่ได้มาจากทาง DIF พบว่าการรีไฟแนนซ์หนี้ครั้งนี้รวมการชำระคืนเงินต้นจำนวน 1.3 พันล้านบาท ในปี 2568 ด้วย หรือสูงกว่าปี 2567 อยู่ 100 ล้านบาท ทำให้ปัจจุบันคาดว่า DPU ในปี 2568 จะอยู่ที่ 0.88 บาทต่อหน่วย ซึ่งแม้ว่าจะต่ำกว่า DPU ปี 2567 ที่ 0.89 บาทต่อหน่วย อยู่เล็กน้อย แต่ InnovestX Research ยังมองว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี 

 

นอกจากนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในการประชุม กนง. วันที่ 30 เมษายน INVX คาดว่า กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 25bps ซึ่งจะส่งผลดีต่อ DIF ในสองทาง 

 

ทางแรกคือ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลของ DIF ดูน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล ทางที่สอง คือ เนื่องจากหนี้ของ DIF มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวและเชื่อมโยงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงทุกๆ 25 bps จะหนุนให้กำไรสุทธิของ DIF ปรับเพิ่มขึ้นได้ปีละ 70 ล้านบาท ทั้งนี้ INVX คาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 2 ครั้ง (ครั้งละ 25 bps) ในปีนี้ คือ ในการประชุมเดือนมิถุนายน และครึ่งหลังของปี 2568

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือน ที่ผ่านมา ราคาหน่วยลงทุน DIF ปรับขึ้น 2.50% สู่ 8.10 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 2.2% สู่ 1,159.00 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research คงคำแนะนำ Outperform สำหรับ DIF โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 อ้างอิงวิธี DCF ที่ 10.5 บาทต่อหน่วย (WACC 7.1% และไม่มี Terminal Value) โดยที่ใช้สมมติฐานว่า TRUE จะต่อสัญญาเช่า FOC ถึงปี 2586 เนื่องจากเข้าเงื่อนไขในการที่ TRUE จะต้องต่ออายุสัญญาเช่าแล้ว

 

ราคาหน่วยลงทุน DIF ปรับตัว Outperform SET อยู่ 11.4% ตั้งแต่ต้นปี 2568 ถึงปัจจุบัน และคาดว่าจะ Outperform ต่อเนื่อง DIF ให้ผลตอบแทน 2.7% สำหรับระยะเวลาถือครอง 1 เดือน นอกจากนี้ยังเล็งเห็นปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 30 เมษายน 2568 ด้วย ความเสี่ยง downside ต่อกำไรของ DIF ยังคงมีจำกัดเมื่อพิจารณาจากกระแสรายได้ที่มั่นคง

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นจะทำให้เงินปันผลดูน่าสนใจน้อยลง และจะทำให้ราคาหน่วยลงทุนมี Upside จำกัด เนื่องจาก DIF จัดอยู่ในกลุ่มหุ้นปันผล

 

DIF – ก้าวข้ามความผันผวน: https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/high-conviction/highconviction-dif-20250428 

The post DIF – ก้าวข้ามความผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
KTB – 1Q68 NIM ที่แย่กว่าคาดถูกชดเชยโดยกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและเงินลงทุนที่ดีกว่าคาด https://thestandard.co/market-focus-ktb-1q68/ Mon, 21 Apr 2025 13:24:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1066659

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 บมจ. ธน […]

The post KTB – 1Q68 NIM ที่แย่กว่าคาดถูกชดเชยโดยกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและเงินลงทุนที่ดีกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 บมจ. ธนาคารกรุงไทย (KTB) รายงานกำไรสุทธิ 1Q68 ที่ 1.17 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 12%QoQ, เพิ่มขึ้น 6%YoY) เป็นไปตามคาด แต่สูงกว่า consensus คาด 5% โดย NIM ที่แย่กว่าคาดถูกชดเชยโดยกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและเงินลงทุนที่มากกว่าคาด

 

รายการที่สำคัญของ KTB ใน 1Q68 มีดังนี้:

 

  1. คุณภาพสินทรัพย์: NPL อยู่ในระดับทรงตัว QoQ (เพิ่มขึ้น 9% เทียบกับ 5% ใน 4Q67 ถ้านำยอดตัดหนี้สูญบวกกลับเข้ามา ซึ่งบ่งชี้ถึง NPL ที่ไหลเข้าเพิ่มขึ้น) credit cost เพิ่มขึ้น 20 bps QoQ (ลดลง 1 bps YoY) มาอยู่ที่ 1.23% LLR coverage ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 182% จาก 183% ณ 4Q67 InnovestX Research คงประมาณการ credit cost ปี 2568 ไว้ที่ 1.15% (ลดลง 3 bps)

 

  1. สินเชื่อ: ลดลง 1.3%QoQ, เพิ่มขึ้น 1.7%YoY การเติบโตของสินเชื่อแยกตามกลุ่ม: สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ เพิ่มขึ้น 5.2%QoQ, ลดลง 11%YoY; สินเชื่อภาครัฐ เพิ่มขึ้น 2 QoQ, เพิ่มขึ้น 25.5%YoY; สินเชื่อ SME ลดลง 1.8%QoQ, ลดลง 6.8%YoY; และสินเชื่อรายย่อย 0%QoQ, เพิ่มขึ้น 3.3%YoY ส่วนปี 2568 คงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อไว้ที่ 0%

 

  1. NIM: แย่กว่าคาด, ลดลง 26 bps QoQ (ลดลง 26 bps YoY) ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ลดลง 37 bps ต้นทุนทางการเงินลดลง 13 bps QoQ ส่วนปี 2568 ปรับประมาณการ NIM ลดลง 18 bps มาอยู่ที่ 2.87% (ลดลง 35 bps) โดยใช้สมมติฐานว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง 100 bps ในปี 2568

 

  1. Non-NII: สูงกว่าคาด, เพิ่มขึ้น 35%QoQ (เพิ่มขึ้น 7%YoY) หลักๆ เกิดจากกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและเงินลงทุนที่มากกว่าคาด รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิลดลง 6%QoQ (ลดลง 2%YoY) ส่วนปี 2568 ปรับประมาณการการเติบโตของ non-NII เพิ่มขึ้นจาก 2% มาอยู่ที่ 9% เพื่อสะท้อนกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและเงินลงทุนที่มากกว่าคาด

 

  1. อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ ลดลง 744 bps QoQ (เพิ่มขึ้น 266 bps YoY) มาอยู่ที่ 25% จากปัจจัยฤดูกาล opex ลดลง 6%QoQ และ 8%YoY 

 

กระทบอย่างไร:

 

หลังรายงานผลประกอบการ 1Q68 วันนี้ 21 เมษายน 2568 ราคาหุ้น KTB ปรับลง 3.80% สู่ 20.50 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 0.7% สู่ 1,143.06 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2568:

 

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ลดลง 3% ซึ่งเป็นผลมาจากปรับประมาณการ NIM เพื่อสะท้อนผลประกอบการ 1Q68 โดยปัจจุบันคาดว่ากำไรสุทธิปี 2568 จะลดลง 5% ซึ่งเป็นผลมาจากสินเชื่อที่เติบโต 0% NIM ที่ลดลง 35 bps credit cost ที่ลดลง 3 bps non-NII ที่เพิ่มขึ้น 9% และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี คาดว่า KTB จะยังคงจ่ายเงินปันผลที่ 1.55 บาทต่อหุ้น (อัตราจ่ายเงินปันผล 52%) สำหรับปี 2568 คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 7.25%

 

กลยุทธ์การลงทุน คงคำแนะนำ OUTPERFORM และคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 27 บาทต่อหุ้น (อิงกับ PBV ปี 2568 ที่ 0.8 เท่า)

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง,การขยายสินเชื่อได้ช้าลงเพราะความต้องการสินเชื่อต่ำและการแข่งขันสูง และ ความเสี่ยงด้าน ESG จากการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (market conduct) และความปลอดภัยทางไซเบอร์

 

KTB – 1Q68 NIM ที่แย่กว่าคาดถูกชดเชยโดยกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและเงินลงทุนที่ดีกว่าคาด

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/company-update/ktb-update-20250421

The post KTB – 1Q68 NIM ที่แย่กว่าคาดถูกชดเชยโดยกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและเงินลงทุนที่ดีกว่าคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มธนาคาร – ปรับลดคาดการณ์กำไรจากสงครามการค้า แต่คงคาดการณ์ DPS https://thestandard.co/market-focus-bank-8/ Wed, 16 Apr 2025 13:23:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1065128

เกิดอะไรขึ้น:   การประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโ […]

The post หุ้นกลุ่มธนาคาร – ปรับลดคาดการณ์กำไรจากสงครามการค้า แต่คงคาดการณ์ DPS appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

การประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ส่งผลทำให้ INVX คาดว่า ธปท. จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงอีก 3 ครั้ง ซึ่งหมายความว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลง 100 bps มาอยู่ที่ 1.25% (ปรับลงครั้งละ 25 bps ในเดือนกุมภาพันธ์ เมษายน มิถุนายน และตุลาคม) ในปี 2568 เปลี่ยนจากสมมติฐานเดิมที่คาดว่าจะปรับลดลง 50 bps มาอยู่ที่ 1.75% ปัจจุบันใช้สมมติฐานว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR (อัตราดอกเบี้ยเงินกู้หลัก) และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลดลงในอัตราเท่ากันที่ 50 bps ในปี 2568 

 

ทั้งนี้หลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps ในเดือนตุลาคม 2567 ธนาคารส่วนใหญ่ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ลดลง 12.5 bps (20 bps สำหรับ BBL) อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ลดลง 5 bps (20 bps สำหรับ BBL) และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลดลง 10-35 bps (15-30 bps สำหรับ BBL) และหลังจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps ในเดือนกุมภาพันธ์ ธนาคารส่วนใหญ่ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ลดลง 10 bps (7.5 bps สำหรับ BBL) และคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้เท่าเดิม 

 

InnovestX Research ปรับประมาณการ NIM ของกลุ่มธนาคารลดลง 5 bps โดยปัจจุบันคาดว่า NIM ของกลุ่มธนาคารจะลดลง 19 bps ในปี 2568 และ 11 bps ในปี 2569 โดยคาดว่า NIM ของกลุ่มธนาคารจะลดลงไตรมาสละ 4-8 bps QoQ ในปี 2568 ขณะที่คาดว่า TISCO และ KKP จะแตกต่างจากธนาคารขนาดใหญ่ตรงที่จะมี NIM ที่กว้างขึ้นในปี 2568 และปี 2569 เนื่องจากมีการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้ออัตราดอกเบี้ยคงที่สัดส่วนสูง

 

นอกจากนี้ INVX ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของ GDP ไทยปี 2568 ลดลงจาก 2.5% มาอยู่ที่ 1.4% ดังนั้น InnovestX Research จึงปรับประมาณการ credit cost ปี 2568 และปี 2569 ของธนาคารส่วนใหญ่ (ยกเว้น TISCO) เพิ่มขึ้นปีละ 5 bps เพื่อสะท้อนความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่สูงขึ้นจากสงครามการค้าและเหตุการณ์แผ่นดินไหว แม้ BBL เป็นธนาคารที่มี LLR coverage สูงที่สุดที่ 318% ณ สิ้นปี 2567 

 

แต่คาดว่า BBL จะตั้งสำรอง Management Overlay เพิ่มในปี 2568 เนื่องจากธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อในประเทศจีนซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสงครามการค้าสัดส่วนสูงที่สุด (ราว 10% ของสินเชื่อรวม) 

 

ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า ทำให้มีความกังวลเกี่ยวกับ KBANK มากที่สุด เนื่องจาก KBANK มีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่ม SME สูงสุดและมี LLR Coverage ต่ำที่สุดในบรรดาธนาคารขนาดใหญ่ เหตุการณ์แผ่นดินไหวทำให้ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ในภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากจะทำให้ความต้องการคอนโดมิเนียมสูงปรับตัวลดลง KKP มีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ 6% ณ สิ้นปี 2567  ซึ่งคาดว่าสูงที่สุดในกลุ่มธนาคาร ปัจจุบันคาดว่า Credit Cost ของกลุ่มธนาคารจะลดลง 12 bps อันเป็นผลมาจากการตั้งสำรอง Management Overlay น้อยลง

 

ทั้งนี้ InnovestX Research ปรับประมาณการการเติบโตของสินเชื่อกลุ่มธนาคารลดลงจาก 1% มาอยู่ที่ 0% สำหรับปี 2568 และจาก 2% มาอยู่ที่ 1% สำหรับปี 2569 เนื่องจากสงครามการค้าจะส่งผลทำให้การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยปรับประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปี 2568 ลดลงจาก 3% มาอยู่ที่ 1% สำหรับ BBL, จาก 3% มาอยู่ที่ 0% สำหรับ KTB (สอดคล้องกับเป้าของธนาคาร) และจาก 1% มาอยู่ที่ 0% สำหรับ SCB, BAY และ TISCO ในขณะที่คงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปี 2568 ของ KBANK, TTB และ KKP ไว้ที่ 0% โดยปัจจุบันคาดว่าธนาคารส่วนใหญ่จะมีการเติบโตของสินเชื่อปี 2568 ที่ 0% โดยคาดว่า BBL จะเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่ขยายสินเชื่อได้เล็กน้อยที่ 1% ในปี 2568 

 

อย่างไรก็ตาม โดยรวมส่งผลให้ปรับประมาณการกำไรของกลุ่มธนาคารลดลง 6% ในปี 2568 และ 9% ในปี 2569 โดยปัจจุบันคาดว่ากำไรของกลุ่มธนาคารจะลดลง 3% ในปี 2568 และเพิ่มขึ้น 1% ในปี 2569 

 

แต่คงประมาณการเงินปันผล โดยคาดว่าธนาคารต่างๆ จะยังจ่ายเงินปันผลเท่าเดิม แม้ว่ากำไรจะลดลง ทั้งนี้เป็นเพราะธนาคารต่างๆ มีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและมีความต้องการเงินทุนน้อยลงท่ามกลางสินเชื่อที่ชะลอตัว

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร (SETBANK) ปรับลง 2.50% และราคาหุ้น BBL ปรับลง 4.1% ขณะที่ SET Index ปรับลง 3.8% สู่ 1,128.66 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

แม้ปรับประมาณกำไรลดลง แต่ InnovestX Research ยังคงราคาเป้าหมาย (ซึ่งอิงกับ PBV ที่ได้จาก Gordon Growth Model) ไว้เหมือนเดิม เนื่องจากคาดว่าธนาคารต่างๆ จะยังจ่ายเงินปันผลเท่าเดิม และยังคงเลือก BBL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร เนื่องจากมีเกราะป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวสูงที่สุด เพราะมี LLR Coverage สูงที่สุด และ Valuation ถูกที่สุดในกลุ่มธนาคาร

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง, ความเสี่ยงด้าน NIM จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก, ความเสี่ยงด้าน ESG จากการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม และความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

 

หุ้นกลุ่มธนาคาร – ปรับลดคาดการณ์กำไรจากสงครามการค้า แต่คงคาดการณ์ DPS 

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/industry-analysis/industry-analysis/bank-update-20250416 

The post หุ้นกลุ่มธนาคาร – ปรับลดคาดการณ์กำไรจากสงครามการค้า แต่คงคาดการณ์ DPS appeared first on THE STANDARD.

]]>
CPF – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเติบโตโดดเด่น https://thestandard.co/cpf-q1-68-profit-growth/ Wed, 09 Apr 2025 13:48:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1062596 cpf-q1-68-profit-growth

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคร […]

The post CPF – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเติบโตโดดเด่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
cpf-q1-68-profit-growth

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research ได้จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการ 1Q68 ของ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) โดยคาดกำไรสุทธิ 1Q68 ที่ 7.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 525% YoY และ เพิ่มขึ้น 71% QoQ หากตัดกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ชีวภาพจำนวน 700 ล้านบาท จากราคาสุกรที่สูงขึ้นในเวียดนามและประเทศไทยออกไป กำไรปกติ 1Q68 จะอยู่ที่ 6.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 532 ล้านบาท  ใน 1Q67 และ เพิ่มขึ้น 10% QoQ

 

ปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้กำไรเติบโตคือ: มาร์จิ้นที่ดีขึ้นจากราคาสุกรที่สูงขึ้นในเวียดนามและประเทศไทยที่ VND65,799 ต่อกิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 23% YoY, เพิ่มขึ้น 7% QoQ) และ 79 บาทต่อกิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 19% YoY, เพิ่มขึ้น 9% QoQ) และต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลง

 

ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่สูงขึ้น YoY จาก CTI (ราคาสุกรในจีนดีขึ้นที่ CNY15 ต่อกิโลกรัม, เพิ่มขึ้น 3% YoY, ลดลง 10% QoQ) และต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลง รวมถึง CPALL และ CPAXT (ยอดขาย, มาร์จิ้นดีขึ้น) 3) กำไรที่ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำหรับการดำเนินงานในประเทศอื่นๆ

 

ปี 2568: คาดราคาผลิตภัณฑ์ดีขึ้น, ต้นทุนอาหารสัตว์ระดับต่ำ การดำเนินงานสัตว์บกในประเทศ ใน 2Q68TD ราคาสุกรในประเทศอยู่ที่ 85 บาทต่อกิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 23% YoY, เพิ่มขึ้น 8% QoQ) และราคาไก่เนื้อในประเทศอยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัม (ลดลง 1% YoY, เพิ่มขึ้น 6% QoQ) สูงกว่าจุดคุ้มทุนที่ระดับกำไรขั้นต้นที่ 60-65 บาทต่อกิโลกรัม และ 37 บาทต่อกิโลกรัม

 

สำหรับปี 2568 CPF คาดว่าราคาสุกรในประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้น YoY จากการบริหารจัดการอุปทานที่ดีขึ้นโดยได้แรงหนุนจากมาตรการของภาครัฐ และราคาไก่เนื้อในประเทศจะอยู่ในระดับทรงตัว YoY จากอุปสงค์และอุปทานที่สมดุล

 

ต้นทุนอาหารสัตว์ ใน 2Q68TD ราคา spot กากถั่วเหลืองนำเข้าและข้าวโพดลดลงมาอยู่ที่ 16.3 บาทต่อกิโลกรัม (ลดลง 23% YoY, ลดลง 3% QoQ) และ 10.5 บาทต่อกิโลกรัม (ลดลง 4% YoY, ลดลง 4% QoQ) สำหรับปี 2568 CPF คาดว่าต้นทุนอาหารสัตว์ (โดยเฉพาะกากถั่วเหลืองนำเข้า) จะลดลง YoY จากสภาพอากาศที่เหมาะสมในการเพาะปลูกทั่วโลก

 

การดำเนินงานต่างประเทศ ใน 2Q68TD ราคาสุกรในเวียดนามอยู่ที่ VND69,000 ต่อกิโลกรัม (เพิ่มขึ้น 9% YoY, เพิ่มขึ้น 5% QoQ เทียบกับจุดคุ้มทุนที่ระดับกำไรขั้นต้นที่ VND43,000 ต่อกิโลกรัม) จากอุปทานที่ตึงตัวหลังจากการแพร่ระบาดของโรค ASF ใน 2H67

 

ขณะที่ราคาสุกรในจีนอยู่ที่ CNY14.6 ต่อกิโลกรัม (ลดลง 11% YoY, ลดลง 3% QoQ) ใกล้กับจุดคุ้มทุนที่ระดับกำไรขั้นต้นที่ CNY14.5 ต่อกิโลกรัม สำหรับปี 2568 CPF คาดว่าราคาสุกรในเวียดนามจะปรับตัวดีขึ้น YoY จากอุปทานที่ตึงตัว (6-12 เดือนหลังจากการระบาดของโรค ASF) ขณะที่อุปสงค์ที่เปราะบางอาจส่งผลกระทบต่อราคาสุกรในจีน YoY

 

ผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ผลกระทบโดยตรง จากยอดขายในปี 2567 ของ CPF นั้น  5% มาจากสหรัฐฯ โดยในจำนวนนี้ 0.3% เป็นยอดขายจากการส่งออกโดยตรงจากประเทศไทย (เกี๊ยวกุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้งอื่น ๆ) และส่วนที่เหลือมาจาก Bellisio ในสหรัฐฯ (จัดหาวัตถุดิบ ผลิต และจัดจำหน่ายในสหรัฐฯ) ด้วยเหตุนี้ InnovestX Research คาดว่า CPF จะได้รับผลกระทบโดยตรงจำกัดจากอัตราภาษีนำเข้าใหม่ของทรัมป์

 

ผลกระทบทางอ้อม รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาอนุญาตให้นำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากสหรัฐฯ ได้มากขึ้น การนำเข้าอาหารสัตว์ต้นทุนต่ำจากสหรัฐฯ (ข้าวโพด, กากถั่วเหลือง) เพื่อทดแทนผลผลิตที่ไทยขาดแคลนในช่วงนอกฤดู ช่วยให้ต้นทุนการผลิตของ CPF ลดลง โดยราคารวมสำหรับข้าวโพดที่นำเข้าจากสหรัฐฯ (รวมภาษีและค่าขนส่ง) คาดว่าจะต่ำกว่าราคาข้าวโพดในประเทศอยู่ 1 บาทต่อกิโลกรัม (ลดลง 10%) และข้าวโพดคิดเป็น 50% ของต้นทุนอาหารสัตว์ของ CPF

 

ทั้งนี้ หากมีการอนุญาตให้นำเข้าผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรจากสหรัฐฯ ได้ จะต้องมีการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามกฎหมายไทย (ไม่มีสารแรคโตพามีน ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค) นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์จะไม่สดเท่าเนื้อสุกรในประเทศซึ่งสามารถจำหน่ายภายใน 1 วันหลังชำแหละ

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น CPF ปรับลง 2.90% ขณะที่ SET Index ปรับลง 6.4% สู่ 1,125.21 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research คงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ CPF โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 อ้างอิงวิธี SOTP ที่ 30 บาทต่อหุ้น: 11 บาท สำหรับธุรกิจของ CPF เอง (PE 8-12 เท่าสำหรับธุรกิจอาหารสัตว์ ธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และธุรกิจอาหาร) และ 19 บาท สำหรับการถือหุ้นใน CPALL และ CPAXT

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ราคาที่ลดลงจากกำลังซื้อเปราะบางและอุปทานที่มากขึ้น ต้นทุนอาหารสัตว์สูง และเงินบาทแข็งค่า ปัจจัยเสี่ยง ESG ที่สำคัญ คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก, การบริหารจัดการน้ำและของเสีย (E), สวัสดิภาพของลูกค้า, การบริหารจัดการคุณภาพผลิตภัณฑ์ และนโยบายเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัย (S)

 

CPF – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเติบโตโดดเด่น

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/company-update/cpf-update-20250408

The post CPF – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเติบโตโดดเด่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
GULF – คว้าโอกาสเติบโต https://thestandard.co/gulf-growth-opportunity/ Thu, 03 Apr 2025 11:47:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1060287 gulf-growth-opportunity

เกิดอะไรขึ้น:   การควบรวมกิจการเป็นบริษัท กัลฟ์ ดี […]

The post GULF – คว้าโอกาสเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
gulf-growth-opportunity

เกิดอะไรขึ้น:

 

การควบรวมกิจการเป็นบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) จะทำให้บริษัทมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากขึ้นและมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น InnovestX Research คาดว่า GULF จะมีงบดุลที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนลดลงจาก 1.8 เท่า มาอยู่ที่ 0.8 เท่าหลังจากควบรวมกิจการ 

 

เนื่องจาก INTUCH ไม่มีหนี้ ซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการระดมทุนเพื่อคว้าโอกาสเติบโตในธุรกิจพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรอบที่ 2 (3.6GW) และ PDP2024 (32GW ในส่วนของพลังงานหมุนเวียน) ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจดิจิทัล และธุรกิจการลงทุนอื่นๆ 

 

นอกจากนี้ TRIS Rating ยังได้ปรับเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรของ GULF จากเดิม A+ เป็นระดับ AA- พร้อมทั้งปรับเพิ่มอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน เป็นระดับ AA- จากเดิมที่ระดับ A ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” ซึ่งน่าจะช่วยให้ต้นทุนดอกเบี้ยของ GULF (ปัจจุบันอยู่ที่ 3.8%) มีแนวโน้มปรับตัวลดลงในระยะกลางถึงระยะยาว synergy ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นหลังจากควบรวมกิจการอาจส่งผลทำให้เกิดความร่วมมือในอนาคตระหว่าง GULF SingTel และ ADVANC เพิ่มมากขึ้นในหลายๆ ด้าน 

 

ประโยชน์จาก synergy ล่าสุด คือ การพัฒนา Data Center ที่ GULF ให้บริการระบบจ่ายไฟฟ้าและ ADVANC ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมถึง Virtual Banking ที่เกี่ยวข้องกับ GULF ADVANC และ KTB ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพโดยรวมของบริษัท GULF ตั้งงบประมาณลงทุนตามแผน 5 ปี (ปี 2568-2572) วงเงิน 9.0 หมื่นล้านบาท โดยในปี 2568 จะใช้งบลงทุน 2.3 หมื่นล้านบาท ซึ่ง 70% จะใช้ลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน 20% ใช้ลงทุนในธุรกิจดิจิทัล และ 10% ใช้ลงทุนในธุรกิจก๊าซ

 

แนวโน้มปี 2568 ยังแข็งแกร่ง InnovestX Research คาดว่ากำไรปกติจะปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.47 หมื่นล้านบาท ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 12% YoY ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้กำไรเติบโตคือ: 1) กำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมจากโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) หน่วยที่ 2 (COD: มกราคม 2568) ซึ่งมีกำลังการผลิต 770MW (GULF ถือหุ้น 49%), 2) โครงการโซลาร์ฟาร์ม 5 แห่ง (เพิ่มขึ้น 308MW) และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) 2 แห่ง (เพิ่มขึ้น 289MW) ใน 4Q68, 3) การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มเติม (เพิ่มขึ้น 110MW) ภายใต้ GULF1, 4) Data Center แห่งใหม่ เฟส 1 (COD: เมษายน 2568) ที่มีลูกค้าจองเต็มแล้ว (GULF ถือหุ้น 40%), และกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก ADVANC (GULF ถือหุ้น 40.4%) เนื่องจากคาดว่ารายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งาน (ARPU) จะเติบโตและกำไรมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นหลังการประมูลคลื่นความถี่ 

 

นอกจากนี้ยังคาดว่า GULF จะมีรายได้เงินปันผลจาก KBANK (GULF ถือหุ้น 3.25%) ใน 2Q68 ด้วย โดยคาดว่า GULF จะมีกำไรที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจำนวนมากถึง 4.5 หมื่นล้านบาท จากการต่อรองราคาซื้อ ซึ่งคาดว่าจะบันทึกใน 2Q68 ซึ่งจะชดเชยค่าที่ปรึกษาที่บันทึกใน 1Q68 และ 2Q68

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน (SET ENERG) ปรับขึ้น 1.40% ขณะที่ SET Index ปรับลง 3.0% สู่ 1,168.12 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research แนะนำ OUTPERFORM สำหรับ GULF โดยให้ราคาเป้าหมายกลางปี 2568 อ้างอิงวิธี DCF ที่ 70 บาทต่อหุ้น (WACC 4.9% และ terminal value 1.6%) และเลือก GULF เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มสาธารณูปโภค

 

ด้าน valuation ของ GULF น่าสนใจมากขึ้น โดยอัตราส่วน PE ปี 2568 ลดลงจากระดับ 32 เท่าก่อนควบรวมกิจการ มาอยู่ที่ 29 เท่า นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่คาดหวังก็เพิ่มขึ้นจาก 1.9% มาอยู่ที่ 2.3% ทั้งนี้คาดการณ์ถึง sentiment เชิงบวกจากวงจรอัตราดอกเบี้ยขาลงทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อ GULF เนื่องจากธุรกิจของบริษัทต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ทำให้จำเป็นต้องจัดหาเงินทุนด้วยการกู้ยืมค่อนข้างสูง (ปกติแล้วสัดส่วนหนี้สินต่อทุนจะอยู่ที่ 3:1) ดังนั้นจึงคงมุมมองเชิงบวกต่อความแข็งแกร่งของผลประกอบการในระยะ 1-2 ปีข้างหน้าของ GULF

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการใหม่ต่ำกว่าคาด และการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

 

GULF – คว้าโอกาสเติบโต

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/high-conviction/gulf-hc-20250403

The post GULF – คว้าโอกาสเติบโต appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มธนาคาร – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเพิ่มขึ้น QoQ, ทรงตัว YoY https://thestandard.co/bank-stocks-1q68-preview/ Thu, 03 Apr 2025 05:09:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1060070 bank-stocks-1q68-preview

เกิดอะไรขึ้น:   InnovestX Research จัดทำบทวิเคราะห […]

The post หุ้นกลุ่มธนาคาร – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเพิ่มขึ้น QoQ, ทรงตัว YoY appeared first on THE STANDARD.

]]>
bank-stocks-1q68-preview

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research จัดทำบทวิเคราะห์พรีวิวผลประกอบการใน 1Q68 ของกลุ่มธนาคาร โดยคาดว่ากำไรของกลุ่มธนาคารจะเพิ่มขึ้น 8% QoQ (opex ลดลงตามฤดูกาล) แต่จะอยู่ในระดับทรงตัว YoY (NIM ที่หดตัวลงจะถูกชดเชยโดย ECL ที่ลดลง) ทั้งนี้เมื่อเทียบ QoQ คาดว่าธนาคารต่างๆ จะมี credit cost ในระดับทรงตัว โดย NPL จะอยู่ในระดับทรงตัว NIM จะหดตัวลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย สินเชื่อจะหดตัวลง non-NII จะอ่อนแอลง และ opex จะลดลงตามฤดูกาล ทั้งนี้ คาดว่า BBL จะเป็นธนาคารที่รายงานกำไรเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มธนาคารที่ 14% YoY และ 16% QoQ

 

คุณภาพสินทรัพย์ทรงตัว แต่ความเสี่ยงสูงขึ้น โดยคาดว่าคุณภาพสินทรัพย์โดยรวมจะอยู่ในระดับทรงตัวใน 1Q68 และคาดว่า credit cost จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัว QoQ แต่จะลดลง YoY (จากการตั้งสำรอง management overlay น้อยลง) ซึ่งคาดว่า credit cost ของกลุ่มธนาคารจะลดลง 17 bps ในปี 2568 อันเป็นผลมาจากการตั้งสำรอง management overlay น้อยลง อย่างไรก็ดี เล็งเห็นความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่สูงขึ้นจากสงครามการค้าและเหตุแผ่นดินไหว

 

ใน 1Q68 NIM ของกลุ่มธนาคารจะลดลง 4 bps QoQ (เทียบกับ ลดลง 6 bps QoQ ใน 4Q67) ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้หลังจากที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง 25 bps ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ธนาคารต่างๆ ก็ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง 10-25 bps (5-25 bps สำหรับ BBL) แต่ยังคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้ไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง 25 bps ในเดือนตุลาคม 2567 ธนาคารส่วนใหญ่ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง 12.5-25 bps  (5-20 bps สำหรับ BBL) ขณะที่ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ลดลง 5 bps (20 bps สำหรับ BBL) และปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลดลง 10-35 bps (15-30 bps สำหรับ BBL) 

 

ทั้งนี้ คาดว่า NIM ของกลุ่มธนาคารจะลดลง 15 bps ในปี 2568 โดยใช้สมมติฐานว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง 50 bps และปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำลดลง 25 bps 

 

ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2568 สินเชื่อของกลุ่มธนาคารหดตัวลง 0.9% QTD และ 1.4% YoY มีเพียง BBL และ SCB ที่พบสินเชื่อเติบโต YTD อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าสินเชื่อจะลดลง 1% QoQ ใน 1Q68 และคาดว่าสินเชื่อจะเติบโต 1% ในปี 2568

 

ด้าน Non-NII ใน 1Q68 จะลดลง QoQ และ YoY โดยมีทิศทางที่แตกต่างกันในแต่ละธนาคารขึ้นอยู่กับกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ซึ่งคาดว่ารายได้ค่าธรรมเนียมจะอยู่ในระดับทรงตัว YoY และลดลงเล็กน้อย QoQ ตามฤดูกาล ขณะที่อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ ใน 1Q68 คาดว่าธนาคารส่วนใหญ่จะเห็นอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ลดลง QoQ ตามฤดูกาล และจะอยู่ในระดับทรงตัว YoY

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร (SET BANK) ปรับขึ้น 2.80% ราคาหุ้น BBL ปรับลง 2.6% ขณะที่ SET Index ปรับลง 4.0% สู่ 1,155.05 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2568:

 

สำหรับปี InnovestX Research คาดว่ากำไรของกลุ่มธนาคารจะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัว โดยเกิดจากสินเชื่อที่เติบโต 1% NIM ที่หดตัวลง 15 bps credit cost ที่ลดลง 17 bps และ non-NII ที่เติบโตเล็กน้อย โดย BBL จะเป็นธนาคารที่รายงานกำไรเติบโตแข็งแกร่งที่สุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ ยังคงเลือก BBL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร เนื่องจาก: valuation ถูกที่สุด, ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุด และ สินเชื่อมีแนวโน้มเติบโตสูงที่สุด

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง, ความเสี่ยงด้าน NIM จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก และ ความเสี่ยงด้าน ESG จากการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม

 

หุ้นกลุ่มธนาคาร – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเพิ่มขึ้น QoQ, ทรงตัว YoY 

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/industry-analysis/industry-analysis/bank-update-20250401

The post หุ้นกลุ่มธนาคาร – พรีวิว 1Q68 คาดกำไรเพิ่มขึ้น QoQ, ทรงตัว YoY appeared first on THE STANDARD.

]]>
LH – มีโรงแรมระดับลักชัวรีแห่งใหม่เพิ่มเข้ามา https://thestandard.co/market-focus-lh-2/ Thu, 27 Mar 2025 14:09:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1057359

เกิดอะไรขึ้น:   บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) กำลังจะเ […]

The post LH – มีโรงแรมระดับลักชัวรีแห่งใหม่เพิ่มเข้ามา appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

บมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) กำลังจะเปิดโรงแรมแห่งใหม่ ‘Grande Centre Point Lumphini’ ซึ่งเป็นโรงแรมระดับลักชัวรีขนาด 512 ห้อง โดยมีอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยเริ่มต้นที่ 8,000 บาทต่อคืน 

 

โครงการนี้เป็นโครงการแบบ mixed-use ที่มีพื้นที่สำนักงานด้วย LH ตั้งเป้าอัตราการเข้าพักในปี 2568 ที่ 30-40% และจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับอย่างน้อย 80% ในปี 2569 LH ใช้เงินลงทุน 4.8 พันล้านบาท ในโรงแรมแห่งนี้ และจุดคุ้มทุนที่ระดับกำไรสุทธิอยู่ที่อัตราการเข้าพัก 60% 

 

ด้วยเหตุนี้ InnovestX Research จึงคาดว่าการดำเนินงานโรงแรมจะมีกำไรในปี 2569 หลังจากสร้างรายได้ ~500 ล้านบาท ในปี 2568 LH มีโรงแรมอีก 3 แห่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างและจะเปิดให้บริการในอีก 3 ปีข้างหน้า 

 

ได้แก่ Grande Centre Point Prestige Ratchadimri ขนาด 509 ห้อง จะเปิดให้บริการใน 1Q69, Grande Centre Point Voyage Pattaya (โรงแรมธีม) ขนาด 494 ห้อง จะเปิดให้บริการในปี 2570 และ Grande Centre Point Chinatown ขนาด 357 ห้อง จะเปิดให้บริการในปี 2571

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น LH ปรับลง 5.29% ขณะที่ SET Index ปรับลง 3.75% สู่ 1,184.93 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2568:

 

โรงแรมใหม่จะสร้างรายได้จากการให้เช่าตั้งแต่ 2Q68 เป็นต้นไป LH ตั้งเป้ารายได้จากการให้เช่ารวมในปี 2568 ที่ 9.2 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1%) เติบโตเพียงเล็กน้อยเนื่องจากใน 4Q67 มีการขายศูนย์การค้าแห่งหนึ่งให้กับ REIT ของบริษัท และบริษัทยังขายอาคารอพาร์ตเมนต์ 3 แห่งในสหรัฐฯ (1 แห่งใน 1H68 และอีก 2 แห่งใน 2H68) 

 

ปัจจุบัน LH มี backlog มูลค่า 9.25 พันล้านบาท โดย 17% มาจากโครงการแนวราบซึ่งจะรับรู้เป็นรายได้ในปี 2568 และส่วนที่เหลืออีก 83% มาจากคอนโดซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในปี 2569-2570 

 

InnovestX Research ประมาณการรายได้ปี 2568 ไว้ที่ 2.77 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 11.5%) โดย 67% เป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ และ 33% เป็นรายได้จากการเช่า ขณะที่คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2568 ที่ 5.3 พันล้านบาท (ลดลง 2.2%) โดยที่ยังไม่ได้รวมกำไรจากการขายสินทรัพย์ประมาณ 1 พันล้านบาท เข้ามาไว้ในประมาณการ 

 

และคาดว่ากำไร 1Q68 จะลดลง YoY และ QoQ จากนั้นจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 2Q68 เนื่องจากอุปสงค์ฟื้นตัว โดยได้รับการสนับสนุนจากการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV

 

กลยุทธ์การลงทุนยังคงคำแนะนำ NEUTRAL สำหรับ LH โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 6.00 บาทต่อหุ้น อ้างอิง PE เฉลี่ยที่ 13.3 เท่า LH ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับงวด 4Q67 ที่ 0.17 บาทต่อหุ้น (XD วันที่ 30 เมษายน)  คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.95% 

 

ความเสี่ยง ESG ที่สำคัญ: ความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน: การบริหารสินค้าคงเหลือกลุ่มบ้านเดี่ยวและคอนโดลักชัวรี ความเสี่ยงด้าน ESG: LH ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2567 ในระดับ AA โดยได้รับการเลื่อนระดับขึ้นจากระดับ A ในปี 2566 เนื่องจาก LH ตั้งเป้าที่จะคงความเป็นผู้นำในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย โดยมีเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2608 และดำเนินการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนมากขึ้น

 

LH – มีโรงแรมระดับลักชัวรีแห่งใหม่เพิ่มเข้ามา

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/company-update/lh-202500326

The post LH – มีโรงแรมระดับลักชัวรีแห่งใหม่เพิ่มเข้ามา appeared first on THE STANDARD.

]]>
หุ้นกลุ่มธนาคาร – สินเชื่อช่วง 2M68 โดยรวมติดลบ; BBL แข็งแกร่งสุด https://thestandard.co/market-focus-bank-2m68/ Tue, 25 Mar 2025 14:13:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1056519

เกิดอะไรขึ้น:   สินเชื่อของกลุ่มธนาคารหดตัวลงต่อเน […]

The post หุ้นกลุ่มธนาคาร – สินเชื่อช่วง 2M68 โดยรวมติดลบ; BBL แข็งแกร่งสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

สินเชื่อของกลุ่มธนาคารหดตัวลงต่อเนื่องในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ที่ 0.2%MoM หลังจากหดตัวลง 0.7%MoM ในเดือนมกราคม สำหรับช่วง 2M68 สินเชื่อของกลุ่มธนาคารหดตัวลง 0.9%YTD และ 1.4%YoY โดย YTD BBL เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อเติบโตแข็งแกร่งที่สุดที่ 1% (หลักๆ เกิดจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์) ตามด้วย SCB ที่เพิ่มขึ้น 0.7% 

 

ในขณะที่ KBANK เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อหดตัวลง YTD มากที่สุดที่ 2.3% (หลักๆ เกิดจากการชำระคืนสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ในเดือนมกราคม) ตามด้วย KTB ที่ 2% (หลักๆ เกิดจากการชำระคืนสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อภาครัฐในเดือนกุมภาพันธ์) TISCO และ KKP มีสินเชื่อเพิ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ แต่สินเชื่อยังคงหดตัวลง YTD 

 

InnovestX Research คงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปี 2568 ของกลุ่มธนาคารไว้ที่ 1% หลักๆ เกิดจาก BBL (สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่) และ KTB (สินเชื่อภาครัฐ) อย่างไรก็ตาม เล็งเห็นความเสี่ยงขาลงต่อการเติบโตของสินเชื่อของ KTB ซึ่งขึ้นอยู่กับโมเมนตัมของสินเชื่อภาครัฐ

 

สำหรับช่วง 2M68 เงินฝากและเงินกู้ยืมของกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.2% YTD แต่ลดลงเล็กน้อยที่ 0.3%YoY อัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากและเงินกู้ยืมลดลงมาอยู่ที่ระดับ 87.7% ในเดือนกุมภาพันธ์ จาก 88.7% ในเดือนธันวาคม 2567 ซึ่งจะสร้างแรงกดดันขาลงต่อ NIM

 

แนวโน้มกำไร 1Q68 และปี 2568 InnovestX Research คาดว่ากำไร 1Q68 จะเพิ่มขึ้น QoQ (OPEX ลดลงตามฤดูกาล) แต่จะอยู่ในระดับที่ค่อนข้างทรงตัว YoY (NIM ที่แคบลงจะถูกชดเชยโดย Credit Cost ที่ลดลง) สำหรับปี 2568 คาดว่ากำไรของกลุ่มธนาคารจะฟื้นตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยสินเชื่อจะเติบโตในระดับต่ำ NIM จะแคบลง Credit Cost จะลดลง และ Non-NII จะเติบโตเล็กน้อย

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร (SET BANK) ปรับขึ้น 0.68% ราคาหุ้น BBL ปรับลง 1.63% ขณะที่ SET Index ปรับลง 3.98% สู่ 1,186.61 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research เลือก BBL (เรตติ้ง Outperform ราคาเป้าหมาย 180 บาทต่อหุ้น) เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร เนื่องจาก Valuation ถูกที่สุด, ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุด และสินเชื่อมีแนวโน้มเติบโตสูงที่สุด 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง, ความเสี่ยงด้าน NIM จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงด้าน ESG จากการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม

 

หุ้นกลุ่มธนาคาร – สินเชื่อช่วง 2M68 โดยรวมติดลบ; BBL แข็งแกร่งสุด: https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/industry-analysis/industry-analysis/banking-20250324 

The post หุ้นกลุ่มธนาคาร – สินเชื่อช่วง 2M68 โดยรวมติดลบ; BBL แข็งแกร่งสุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
WHA – ตั้งเป้าเติบโตแกร่งในปี 2568 https://thestandard.co/market-focus-wha-2568/ Fri, 21 Mar 2025 08:09:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1054741

เกิดอะไรขึ้น:   บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA […]

The post WHA – ตั้งเป้าเติบโตแกร่งในปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ตั้งเป้ายอดขายที่ดินปี 2568 ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมที่ 2,350 ไร่ (ลดลง 8%): ประเทศไทย 1,700 ไร่ (ลดลง 31%) และเวียดนาม 650 ไร่ (เพิ่มขึ้นมากถึง 480%) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคาดว่าในปีนี้ประเทศไทยจะยังคงได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมหลักๆ อย่างอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และศูนย์ข้อมูล อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น WHA จึงเชื่อว่ายอดขายที่ดินใน 1Q68 จะใกล้เคียงกับ 4Q67 ที่ประมาณ 700 ไร่ โดยมีอีก 1,000 ไร่ที่อยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ารายใหญ่ 2 ราย และคาดว่าจะปิดดีลได้ใน 2Q68 ดังนั้นจึงมีโอกาสที่บริษัทจะปรับเป้ายอดขายที่ดินเพิ่มขึ้นใน 2H68

 

สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ WHA วางแผนเพิ่มสินทรัพย์โครงการที่บริษัทเป็นเจ้าของและทำหน้าที่บริหาร 200,000 ตร.ม. ในปี 2568 ธุรกิจโลจิสติกส์สีเขียวของ WHA (Mobilix) ซึ่งมุ่งเน้นสร้างระบบนิเวศด้านยานยนต์ไฟฟ้าแบบ built-to-suite สำหรับลูกค้าองค์กร (B2B) มีการปล่อยเช่ารถ EV จำนวน 318 คันในปี 2567 และตั้งเป้าที่ 1,700 คันในปี 2568

 

ปรับประมาณการกำไรปี 2568 ลดลง 17% สำหรับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม WHA ตั้งเป้าโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 2,100 ไร่ (เปรียบเทียบกับ 2,020 ไร่ในปี 2567) โดยมี backlog ที่ยกมาจากปี 2567 จำนวน 1,535 ไร่ (WHA 1,146 ไร่ JV 384 ไร่ และเวียดนาม 5 ไร่) ซึ่งคาดว่าจะเป็น backlog ที่ดีเพราะมีอัตรากำไรขั้นต้นสูง เนื่องจาก WHA ปรับราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นประมาณ 17% ในปี 2567

 

ส่วนธุรกิจโลจิสติกส์ WHA ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนจากรายได้ประจำ ดังนั้นการขายสินทรัพย์จะต่ำกว่าสมมติฐานที่ InnovestX Research วางไว้ก่อนหน้านี้ โดยในปีนี้คาดว่า WHA จะขายสินทรัพย์ให้กับ WHART รวม 70,000 ตร.ม. คิดเป็น มูลค่า 1.5 พันล้านบาท ดังนั้นจึงปรับประมาณการรายได้รวมลดลง 11.6% มาอยู่ที่ 1.37 หมื่นล้านบาท (เพิ่มขึ้น 21.5%) และปรับประมาณการกำไรสุทธิลดลง 17% มาอยู่ที่ 4.79 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 10%)

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น WHA ปรับลง 23.50% ขณะที่ SET Index ปรับลง 6.82% สู่ 1,176.17 จุด

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research คงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ WHA โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2568 ที่ 5.20 บาทต่อหุ้น (ลดลงจาก 6.60 บาท) อ้างอิง PE เฉลี่ย 7 ปีที่ 16.5 เท่า นอกจากนี้ WHA ยังประกาศจ่ายเงินปันผลครั้งที่ 2 สำหรับปี 2567 อีก 0.1237 บาทต่อหุ้น XD วันที่ 7 พฤษภาคม คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.47%

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ในปี 2568 InnovestX Research คาดว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แต่ความไม่แน่นอนจากการปรับเปลี่ยนนโยบายอาจส่งผลทำให้นักลงทุนบางกลุ่มใช้ระยะเวลาในการตัดสินใจนานขึ้น กลุ่มธุรกิจ new S-curve เช่น ศูนย์ข้อมูล ยังคงได้รับประโยชน์จากแรงงานที่มีทักษะสูงและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพของประเทศ สำหรับธุรกิจสาธารณูปโภค ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและต้นทุนวัตถุดิบ ESG: WHA ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในระดับ AAA สำหรับ SET ESG ratings ประจำปี 2567

 

WHA – ตั้งเป้าเติบโตแกร่งในปี 2568

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/company-update/wha-20250319

The post WHA – ตั้งเป้าเติบโตแกร่งในปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
BJC – ตั้งเป้ายอดขายและมาร์จิ้นปรับตัวดีขึ้นในปี 2568 https://thestandard.co/market-focus-bjc-3/ Fri, 07 Mar 2025 04:01:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1049517

เกิดอะไรขึ้น:   บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ตั้งเป […]

The post BJC – ตั้งเป้ายอดขายและมาร์จิ้นปรับตัวดีขึ้นในปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ตั้งเป้ายอดขายปี 2568 เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับกลาง YoY โดยตั้งเป้ายอดขายจากกลุ่มสินค้าและบริการทางการค้าปลีกสมัยใหม่ (MSC) เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับกลาง YoY จาก SSS ที่เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำถึงกลางและการขยายสาขา ในปี 2568 BJC ตั้งเป้าขยายสาขาขนาดใหญ่ 7 สาขา และร้านบิ๊กซีมินิ 200 สาขา พร้อมกับปรับปรุงสาขาเต็มรูปแบบ 17 สาขา และปรับขนาดสาขา 9 สาขา 

 

สำหรับกลุ่ม Non-MSC คาดว่ายอดขายจะเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำถึงกลาง YoY ในกลุ่ม PSC จากการส่งออกมากขึ้นและการขยายเตาหลอมใน 4Q68, เติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับกลาง YoY ในกลุ่ม CSC จากผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัวและขนมใหม่ๆ และเติบโตเป็นตัวเลขระดับกลางถึงสูง YoY ในกลุ่ม H&TSC จากสินค้าใหม่และงบประมาณรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น 

 

ด้านมาร์จิ้น ตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นกว้างขึ้น 20-40 BPS YoY โดยได้แรงหนุนจากสัดส่วนการขายที่ดีขึ้นในกลุ่ม H&TSC, การล็อกต้นทุนโซดาแอชไว้ในระดับต่ำในปี 2568, ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ต่ำต่อเนื่อง และการมีสัดส่วนยอดขายสินค้าอาหารสดและสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร และ Private Label ที่มีมาร์จิ้นสูงเพิ่มมากขึ้นในกลุ่ม MSC 

 

โดยเป้าหมายของบริษัทได้รวมเอาต้นทุนที่สูงขึ้นจากการทยอยย้ายศูนย์กระจายสินค้า (DC) จากวังน้อยไปยังบางปะอินในเดือนสิงหาคม 2568 เข้ามาแล้ว โดยตั้งเป้าย้ายคลังสินค้าแบบ Cross-Dock เสร็จใน 1Q69 บริษัทตั้งเป้าประหยัดต้นทุนจาก DC แห่งใหม่นี้ได้มากกว่า 150 ล้านบาทในปี 2569 โดยลดระยะเวลาการส่งสินค้าลงได้ 1-2 วัน บริษัทตั้งเป้ารายได้ค่าเช่าเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับต่ำ YoY โดยมีอัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 92% (เทียบกับ 88% ในปี 2567) 

 

บริษัทตั้งเป้าอัตราส่วนค่าใช้จ่าย SG&A / ยอดขายลดลง 10-20 BPS YoY จากการควบคุมค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย ค่าใช้จ่ายพนักงาน และค่าสาธารณูปโภค พร้อมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น ดอกเบี้ยจ่ายมีแนวโน้มลดลง 100 ล้านบาทในปี 2568 จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง อัตราภาษีที่แท้จริงคาดว่าอยู่ที่ 20-24% ในปี 2568 (เทียบกับ 23% ในปี 2567) จากนั้นจะลดลงมาอยู่ที่ 20% ในปี 2570 จากการวางแผนภาษีที่ระดับงบการเงินรวม งบลงทุน จะอยู่ที่ 1.0-1.2 หมื่นล้านบาท

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BJC ปรับลง 0.92% สู่ 21.60 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 8.66% สู่ 1,188.41 จุด 

 

แนวโน้มผลประกอบการระยะสั้น:

 

ในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 ยอดขายสาขา (SSS) ของ BJC เติบโต 4%YoY (ถ้าไม่รวมวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567) หรือ 2.5%YoY (ถ้ารวมวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567) โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในกลุ่มสินค้าอาหารสด (17% ของยอดขาย), การปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในกลุ่มสินค้าอาหารแห้ง (66% ของยอดขาย) และการลดลงในอัตราที่ชะลอตัวลงในกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร (15% ของยอดขาย) 

 

หลังจากที่เปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามามากขึ้นด้วยการนำเสนอสินค้าเนื้อไก่และหมูที่มีมาร์จิ้นต่ำเพื่อให้มียอดขายสินค้ากลุ่มเบเกอรี่และ RTE & RTC ที่มีมาร์จิ้นสูงเพิ่มมากขึ้น ยอดขายสินค้าอาหารสดของบริษัทก็กลับมามีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 (ตามข้อมูลจาก Neilson Thailand) และเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก YoY ตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 – กุมภาพันธ์ 2568 

 

ด้วยกลยุทธ์นี้ร่วมกับการพัฒนาสินค้าใหม่ รวมทั้งการจัดหาสินค้าจากแหล่งทั้งในและต่างประเทศโดยตรงมากขึ้น บริษัทคาดว่ายอดขายสินค้าอาหารสดจะเติบโตเป็นเลขสองหลัก YoY อย่างต่อเนื่องในปี 2568 บริษัทตั้งเป้าปรับปรุงสินค้า Private Label และพัฒนาสินค้าใหม่ และปรับกิจกรรมส่งเสริมการขายสำหรับสินค้าอาหารแห้ง พร้อมกับการสร้างหมวดหมู่สินค้าหลักในกลุ่มสินค้าโฮมไลน์และซอฟต์ไลน์ใหม่ รวมทั้งมุ่งเน้นไปที่เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เครื่องทำความเย็น และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์กลุ่มฮาร์ดไลน์ในกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่อาหาร

 

ด้วยยอดขายและมาร์จิ้นที่ดีขึ้นทั้งในกลุ่ม MSC และกลุ่ม Non-MSC ท่ามกลางฐานอัตราภาษีในระดับปกติ InnovestX Research คาดว่ากำไร 1Q68 จะเติบโต YoY แต่จะลดลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาล

 

โดยกลยุทธ์การลงทุนคงคำแนะนำ Outperform สำหรับ BJC โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 อ้างอิงวิธี DCF (WACC 7.1% และการเติบโตระยะยาว 2.5%) ที่ 27.5 บาทต่อหุ้น ปัจจุบันหุ้น BJC ซื้อขายที่ P/E ปี 2568 ระดับ 16.7 เท่า (-2SD เทียบกับ P/E เฉลี่ย 10 ปี) พร้อมกับอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ดีเฉลี่ยปีละ 4%

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ การเปลี่ยนแปลงในกำลังซื้อ ต้นทุนที่สูงขึ้นจากแรงกดดันเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และนโยบายรัฐบาลใหม่ ความเสี่ยง ESG ที่สำคัญคือ การบริหารจัดการพลังงาน ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (E) และแนวปฏิบัติด้านแรงงาน / การจ้างงาน (S)

 

BJC – ตั้งเป้ายอดขายและมาร์จิ้นปรับตัวดีขึ้นในปี 2568: https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/company-update/bjc-update-20250304

The post BJC – ตั้งเป้ายอดขายและมาร์จิ้นปรับตัวดีขึ้นในปี 2568 appeared first on THE STANDARD.

]]>
AU – กำไรสุทธิ 4Q67 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ https://thestandard.co/market-focus-au-4q67/ Wed, 26 Feb 2025 08:38:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1045947

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 บมจ […]

The post AU – กำไรสุทธิ 4Q67 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 บมจ.อาฟเตอร์ ยู (AU) รายงานผลประกอบการ 4Q67 มีกำไรสุทธิรายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 86 ล้านบาท ตามคาด โดยเติบโต 82%YoY และ 3%QoQ ทั้งนี้ปัจจัยหนุนการเติบโต YoY มาจากยอดขายรวมที่เพิ่มขึ้น 36.6%YoY หลังยอดขายสาขาเดิมเติบโต 8.8%YoY จากยอดขายต่อบิลที่สูงขึ้นหลังเปิดตัวเมนูใหม่ต่อเนื่องซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี

 

และจากรับรู้ยอดขายจากสาขาเปิดใหม่ที่มีเพิ่มขึ้น 2 สาขาจาก 4Q66 อีกทั้งยังรับรู้ยอดขายจาก non-café ซึ่งเป็นช่องทางใหม่ เช่น ยอดขายในร้าน 7-11 กว่า 8,000 สาขาซึ่งวางขายสินค้าตั้งแต่ กรกฎาคม 67 (ราว 30-40 ล้านบาทต่อไตรมาส) และยอดขายบนเครื่องบินการบินไทยซึ่งเสิร์ฟสินค้าตั้งแต่ 1 ตุลาคม 67 เป็นต้น

 

ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 64.5% ลดลงจาก 64.9% ใน 4Q66 หลังช่องทาง non-café มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าช่องทางร้านคาเฟ่ After You แต่ยังถูกชดเชยได้จาก SG&A/Sales ที่ลดลงเป็น 42.2% จาก 47.1% ใน 4Q66 หลังเกิดผลประหยัดต่อขนาดจากต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลง จึงทำให้ 4Q67 อัตรากำไรสุทธิทำนิวไฮที่ 19.9% และส่งผลให้ปี 2567 AU มีกำไรสุทธิ 296 ล้านบาท เติบโต 66.2%YoY ตรงกับที่ได้คาดการณ์ไว้

 

สำหรับปี 2568 AU ตั้งเป้ามีรายได้เติบโต 25-30%YoY แรงหนุนจาก 

 

1.ธุรกิจร้านคาเฟ่ After You ซึ่งคาดยอดขายสาขาเดิมจะโตต่อเนื่องจากเพิ่มสินค้าใหม่ๆ และรับรู้ยอดขายสาขาใหม่ที่เปิดต่อเนื่อง โดยปีนี้มีแผนขยายสาขา After You 8 สาขา และลูกก๊อ 5 สาขา

 

2.ธุรกิจ non-café คาดจะรับรู้ยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากขยายช่องทางใหม่ อาทิ ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 67-31 พฤษภาคม 68 ร่วมมือกับการบินไทยให้บริการเสิร์ฟขนมปังอาฟเตอร์ยูบนเครื่องบินเส้นทางขาออกในประเทศและเส้นทางขาออกสู่ประเทศจีน ลาว พม่า เวียดนามและญี่ปุ่น

 

อีกทั้งตั้งแต่ปลาย มกราคม 68 ได้วางจำหน่ายสินค้า 1-2 SKUs ในร้าน 7-11 ครอบคลุมทั่วไทยราว 15,000 สาขาแล้ว อีกทั้งปีนี้มีแผนขยายแฟรนไชส์ร้าน After You เพิ่มในอินโดนีเซียและ UAE เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและสร้างการเติบโตในระยะยาว ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมปีนี้แม้จะลดลงเพราะช่อง non-café มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าช่อง café แต่อัตรากำไรสุทธิปีนี้คาดจะใกล้เคียงหรือสูงขึ้นจากปีก่อนจากการเกิดผลประหยัดต่อขนาด

 

บริษัทตั้งงบลงทุนปี 2568 ราว 300 ล้านบาท สำหรับขยายสาขา 80 ล้านบาท, ซื้ออุปกรณ์เครื่องจักร 70 ล้านบาท และอีก 150 ล้านบาท สำหรับขยายอาคารสำนักงาน อาคารฝึกอบรม รวมทั้งอาคารและระบบคลังสินค้า (บนที่ดินเดิม) ซึ่งคาดจะก่อสร้างเสร็จในปลายปี 69 ทั้งนี้แหล่งเงินทุนจะมาจากเงินหมุนเวียนในกิจการเป็นหลัก โดยสิ้นปี 67 AU มีเงินสดในมือ 245 ล้านบาท และ CFO ราวปีละ 435 ล้านบาท

 

สำหรับ 1Q68 InnovestX Research คาด AU จะมีกำไรเติบโตทั้ง YoY และ QoQ ปัจจัยหนุนจากยอดขายร้านคาเฟ่ After You ที่ยังเติบโตดี สะท้อนได้จาก มกราคม 2568 ยอดขายสาขาเดิมยังเติบโตราว 9%YoY จากเปิดตัวเมนูใหม่และการตอบรับที่ดีของลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนามและอินโดนีเซีย

 

อีกทั้งจะรับรู้ยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากช่อง non-café อาทิ ยอดขายจากการบินไทยและจากร้าน 7-11 ขณะที่ปี 2568 ยังคงคาด AU จะมีกำไรสุทธิ 345 ล้านบาท เติบโตอีกอย่างน้อย 17%YoY

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น AU ปรับลง 7.77% สู่ 8.90 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 8.73% สู่ 1,235.85 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research ยังชอบ AU ด้วยเหตุผล 

 

1.เป็นแบรนด์ร้านขนมหวานในไทยที่มีจุดแข็งด้านการสร้างเมนูใหม่ๆ ซึ่งสามารถได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าได้ต่อเนื่อง 

 

2.ล่าสุดแผนเพิ่มช่องทางจำหน่าย non-cafe จะช่วยผลักดันให้กำไรยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น 

 

3.มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยสิ้นปี 67 แทบไม่มีหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายและมีฐานะเงินสดสุทธิราว 245 ล้านบาท

 

4.ราคาหุ้นปัจจุบันมองยังไม่สะท้อนกำไรที่เติบโตดี 

 

ประเมินราคาเป้าหมายปี 2568 สำหรับ AU ที่หุ้นละ 13 บาทต่อหุ้น อิงวิธี DCF (WACC ที่ 7.3% และอัตราเติบโตระยะยาวที่ 2%) มี Upside 46% และบริษัทยังประกาศจ่ายเงินปันจากกำไรปี 2567 หุ้นละ 0.33 บาท (XD 7 พฤษภาคม) คิดเป็น Div. Yield ปีละ 3.7% กลยุทธ์ลงทุนจึงคงแนะนำ ‘ซื้อ’

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ การขยายสาขาและแฟรนไชส์ต่ำกว่าคาด, ธุรกิจร้านขนมหวานและร้านกาแฟแข่งขันสูง, ความเสื่อมนิยมในตัวสินค้า และ/หรือ กระแสดูแลสุขภาพที่มีมากขึ้น, ส่วนราคาน้ำตาลที่สูงขึ้นคาดกระทบจำกัด หลังมีต้นทุนน้ำตาลคิดเป็นราว 1% ของต้นทุนผลิต

 

ส่วนความเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญ คือ การบริหารจัดการพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม (E) และการจัดการด้านความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อลูกค้า (S)

 

CafeInvest แหล่งรวมข้อมูลการลงทุน และบทวิเคราะห์คุณภาพ โดย InnovestX 🚀 คลิกเลย 👉AU – กำไรสุทธิ 4Q67 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/stock-note/au-note-20250225

The post AU – กำไรสุทธิ 4Q67 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
BCP – 4Q67 ฟื้นตัวตามคาด https://thestandard.co/market-focus-bcp-4q67/ Tue, 25 Feb 2025 13:13:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1045696

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 บมจ […]

The post BCP – 4Q67 ฟื้นตัวตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) รายงานกำไรสุทธิ 17 ล้านบาทใน 4Q67 ฟื้นตัวจากขาดทุน 2.1 พันล้านบาทใน 3Q67 และขาดทุน 977 ล้านบาทใน 4Q66 แม้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ Accounting EBITDA ลดลง 30%YoY แต่ทรงตัว QoQ ทั้งๆ ที่กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันพลิกกลับมามี EBITDA เป็นบวกที่ 173 ล้านบาทจากค่าการกลั่นพื้นฐานที่สูงขึ้น 

 

กำไรของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติลดลง QoQ จากปัจจัยฤดูกาลและปริมาณการขายที่ลดลง QoQ ของ OKEA ซึ่งเป็นผลมาจากการจำหน่ายสัดส่วนการลงทุนในแหล่ง Yme และปริมาณการจำหน่ายที่น้อยกว่ากำลังผลิตตามสัญญา (Underlift) ของแหล่ง Draugen และ Brage กำไรสุทธิปี 2567 ลดลง 8.35%YoY มาอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท เพราะมาร์จิ้นของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันอ่อนแอและขาดทุนสต็อก ประกอบกับค่าการตลาดลดลงเล็กน้อย แม้ว่าจะได้รับการชดเชยจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นหลังเข้าซื้อ BSRC 

 

กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันได้แรงหนุนจากค่าการกลั่นที่สูงขึ้น EBITDA ของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันฟื้นตัวจากขาดทุน 1.6 พันล้านบาทใน 3Q67 กลับมามีกำไร 173 ล้านบาท ค่าการกลั่นทางบัญชีปรับตัวดีขึ้นจากติดลบ 2.95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ลดลง 2.5 พันล้านบาท) มาอยู่ที่ 1.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (เพิ่มขึ้น 1.5 พันล้านบาท) 

 

โดยได้รับปัจจัยหนุนจากค่าการกลั่นพื้นฐานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นผลมาจาก Crack Spread ที่แข็งแกร่งขึ้นของกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นขั้นกลางจากอุปสงค์ตามฤดูกาลและขาดทุนสต็อกน้ำมันที่ลดลง ปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นเพิ่มขึ้น 5%QoQ มาอยู่ที่ 271.8 kbd (อัตราการใช้กำลังการกลั่น 92%) ใน 4Q67 เนื่องจากโรงกลั่นทั้งสองแห่งกลับมาดำเนินงานตามปกติหลังจากโรงกลั่นศรีราชาปิดซ่อมบำรุงบางส่วนใน 3Q67 

 

กำไรจากกลุ่มธุรกิจการตลาดปรับตัวดีขึ้น QoQ จากปริมาณการขายที่สูงขึ้น EBITDA ของกลุ่มธุรกิจการตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 19%QoQ จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าค่าการตลาดสุทธิอยู่ในระดับทรงตัว QoQ ปริมาณการขายของธุรกิจการตลาดเพิ่มขึ้น 7%QoQ มาอยู่ที่ 3.5 พันล้านลิตรใน 4Q67 จากอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งขึ้น แม้ว่าการแข่งขันยังรุนแรง 

 

โดยทำให้ค่าการตลาดปรับลดลงจาก 0.96 บาทต่อลิตรใน 3Q67 มาอยู่ที่ 0.87 บาทต่อลิตรใน 4Q67 ค่าการตลาดสุทธิอยู่ในระดับทรงตัว QoQ ที่ 0.77 บาทต่อลิตร โดยได้แรงหนุนจากขาดทุนจากสินค้าคงเหลือที่ลดลง 

 

นอกจากนี้ปริมาณการขายที่สูงขึ้นของกลุ่มธุรกิจการตลาดยังส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ในกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วย โดยเฉพาะไบโอดีเซล ซึ่งช่วยหนุนให้ EBITDA ของกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพปรับตัวเพิ่มขึ้น 26%YoY และ 98%QoQ เนื่องจากมาร์จิ้นและปริมาณการขายไบโอดีเซลดีขึ้น

 

กำไรจากกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น กำไร (EBITDA) จากกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ลดลง 10%YoY และ 24%QoQ หลักๆ เกิดจากผลกระทบตามฤดูกาล ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าที่ลดลงจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว และการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ EBITDA ของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าลดลง 19%QoQ นอกจากนี้ EBITDA ของกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ (OKEA) ก็ลดลง 26%QoQ จากปริมาณการจำหน่ายที่น้อยกว่ากำลังผลิตตามสัญญา (Underlift) และการจำหน่ายสัดส่วนการลงทุนในแหล่ง Yme ทั้งๆ ที่ราคาก๊าซสูงขึ้น

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BCP ปรับขึ้น 2.88% สู่ 35.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 8.49% สู่ 1,246.21 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research คาดว่า BCP น่าจะสามารถคงปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นไว้ในระดับสูงในปี 2568 เพื่อเพิ่มผลประโยชน์จาก Synergy ของกลุ่มให้สูงที่สุด แม้ว่ากำไร 1Q68 ของกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากค่าการกลั่นที่อ่อนแอ นอกจากนี้ยังคาดว่าผลกระทบจากขาดทุนสินค้าคงเหลือที่ลดน้อยลงจะช่วยสนับสนุนกำไรสุทธิปี 2568 ในขณะที่กำไรของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติจะอยู่ในระดับทรงตัว YoY โดย Upside จะมาจากดีล M&A ใหม่

 

เพิ่มทุนสำหรับโครงการแลกหุ้น BCP ได้ประกาศเพิ่มทุน โดยออกเป็นหุ้นใหม่สำหรับการรับซื้อคืนหุ้น BSRC ที่เหลือ (18.3%) โดยแลกเป็นหุ้น BCP (Share Swap) ที่อัตรา 6.5 หุ้น BSRC ต่อ 1 หุ้น BCP หากทำสำเร็จ หุ้น BSRC จะถูกเพิกถอนออกจากตลาด การออกหุ้น BCP ใหม่จำนวน 97.21 ล้านหุ้นจะทำให้เกิด Dilution 7% และเทียบเท่ากับราคา BSRC ที่ 5.61 บาทต่อหุ้น (อิงกับราคาหุ้น BCP ที่ 36.50 บาท) โดยเชื่อว่าการควบรวมกิจการจะช่วยให้ต้นทุนลดลงได้อีกและทำให้การบริหารงานได้คล่องตัวมากขึ้น และ BCP ก็ไม่ต้องใช้เงินทุนเพิ่มเติมในการเข้าซื้อหุ้น BSRC เพิ่มเติมในรอบนี้

 

กลยุทธ์การลงทุน ยังคงราคาเป้าหมายของ BCP ไว้ที่ 44 บาทต่อหุ้น โดยอิงกับวิธี Sum-of-the-Parts ราคาเป้าหมายคิดเป็น EV/EBITDA ได้ที่เพียง 3.9 เท่า (ปี 2568) เทียบกับ P/E ของหุ้นกลุ่มเดียวกันในตลาดภูมิภาคที่ >9 เท่า และคงคำแนะนำ Outperform

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปและค่าการกลั่น ในขณะที่ความผันผวนของราคาน้ำมันอาจส่งผลทำให้ขาดทุนสต็อกเพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ คือ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รายการด้อยค่าของสินทรัพย์ในธุรกิจ E&P และรัฐบาลเข้าแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและการปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

 

CafeInvest แหล่งรวมข้อมูลการลงทุน และบทวิเคราะห์คุณภาพ โดย InnovestX 🚀 คลิกเลย 👉BCP – 4Q67 ฟื้นตัวตามคาด: https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/company-update/bcp-20250224

The post BCP – 4Q67 ฟื้นตัวตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
หาคำตอบ นโยบายทรัมป์เดินหน้า ‘ปฏิรูป’ ลดขนาดหน่วยงานภาครัฐ สะเทือนผลประกอบการหุ้นกลุ่มไหนบ้าง https://thestandard.co/trump-2-0-stock-impact/ Tue, 25 Feb 2025 12:34:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1045665

จากนโยบายลดขนาดปฏิรูปหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ของ โดนัลด์ ทรัม […]

The post หาคำตอบ นโยบายทรัมป์เดินหน้า ‘ปฏิรูป’ ลดขนาดหน่วยงานภาครัฐ สะเทือนผลประกอบการหุ้นกลุ่มไหนบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>

จากนโยบายลดขนาดปฏิรูปหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ของ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเป็นอีกความเสี่ยงที่จะมาเขย่าผลประกอบการกับบริษัทที่เกี่ยวข้อง และมีความเสี่ยงที่ทำให้ตัวเลขการว่างงานของสหรัฐฯ สูงขึ้น 

 

สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ว่า ประเด็นที่สหรัฐฯ มีนโยบายปฏิรูปหน่วยงานภาครัฐ โดยจะลดขนาดของหน่วยงานภาครัฐลงจากปัจจุบันมองว่าใหญ่เกินไป โดยคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณรายจ่ายได้ประมาณ 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

 

ทั้งนี้ มาจากนโยบายของ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมทั้งข้อเสนอของ อีลอน มัสก์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยเรียนรู้โครงสร้างของหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ ตั้งแต่ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยแรก โดยในช่วงดังกล่าวมีเหตุการณ์ Government Shutdown ทำให้ทราบถึงความจำเป็นในการทำงานของหน่วยงานต่างๆ 

 

นโยบายลดงบประมาณรายจ่ายสหรัฐฯ สะเทือนใครบ้าง

 

โดยจากนโยบายดังกล่าวจะมีการดำเนินการเรื่องสำคัญ ได้แก่ การลดงบประมาณรายจ่ายทางการทหารลง การลดงบประมาณรายจ่ายด้านไอที การลดงบประมาณรายจ่ายของสวัสดิการทหารผ่านศึกของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านสวัสดิการที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก

 

ขณะที่ประเด็นการลดงบประมาณรายจ่ายด้านไอทีของสหรัฐฯ จะผลกระทบให้มีการเปลี่ยนแปลงสัญญาเกี่ยวกับงานระบบ IT and Services ให้มีแนวโน้มการใช้งานลดลง ซึ่งอาจจะมีผลกระทบผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มีความเกี่ยวข้อง

 

อย่างไรก็ดี จากนโยบายลดขนาดหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ ดังกล่าว งบประมาณรายจ่ายประมาณ 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยหากเปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กับจำนวนหนี้คงค้างของสหรัฐฯ ที่มีจำนวน 29 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ลดลงจากนโยบายดังกล่าวถือว่าไม่มาก จึงเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ มากนัก

 

นโยบายทรัมป์ส่อดันตัวเลขว่างงานสหรัฐฯ ขยับขึ้น

 

สิทธิชัยยังประเมินต่อว่า ประเด็นการลดขนาดหน่วยงานและงบประมาณของของภาครัฐดังกล่าวของสหรัฐฯ จะมีผลต่ออัตราการว่างงานให้เพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง แต่บุคคลกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่ม Skilled Labour

 

สำหรับภาพต่อมา ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แนะนำให้มีความระมัดระวังในกลุ่มที่มีการพึ่งพิงรายได้จากภาครัฐของสหรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูง เช่น กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศและไอที

 

หุ้นเทคสหรัฐฯ กับจีน ตลาดไหนน่าลงทุนมากกว่ากัน

 

สำหรับผลประกอบการในหุ้นกลุ่ม Magnificent 7 หรือบริษัท 7 หุ้นนางฟ้า ผลประกอบการในไตรมาส 4/24 ที่รายงานออกมาอยู่ในทิศทางที่ดี สะท้อนภาพถึงปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวในกลุ่มนี้ โดยมีการเติบโตของรายได้ที่เติบโตขึ้นในทุกบริษัทที่ทยอยประกาศผลประกอบการออกมา

 

ทั้งนี้ หากเทียบเคียงกับหุ้น 8 บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของตลาดหุ้นจีนซึ่งมีผลประกอบการที่ออกมาในภาพที่คล้ายกันสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานที่ยังเติบโต ขณะที่ภาพการเติบโตของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มอัตราการเติบโตที่สูงกว่า บจ. กลุ่มเทคของจีนซึ่งมีอัตราการเติบโตของรายได้ที่ยังต่ำกว่า 10%

 

อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างร้อนแรงในช่วงก่อนหน้านี้มีสัดส่วนประมาณ 50% มาจากแรงผลักดันของหุ้น 2 ตัว คือ Tencent กับ Alibaba โดยการแนะนำการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีของจีน แนะนำให้ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ เพราะมีความเสี่ยงทางฐานะการเงินที่ต่ำ อีกทั้งมีความทนทานจากปัจจัยภายนอกมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบของหุ้นขนาดเล็ก

 

ส่วนกรณีของผลกระทบการเข้ามาของ DeepSeek มองว่าเป็นสัญญาณเตือนว่า การพัฒนาการแข่งขันของ AI จะมีความชัดเจนขึ้น เนื่องจากมองว่าหลังจากสหรัฐฯ กดดันจีนบีบให้มีข้อจำกัดในการพัฒนา AI ซึ่งหากจีนสามารถทลายข้อจำกัดดังกล่าว และสามารถพัฒนา AI ออกมาได้ ส่งผลให้สามารถพัฒนา AI ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

 

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ Tencent กับ Alibaba นำโมเดลการพัฒนา AI ของ DeepSeek ไปศึกษาและประยุกต์พัฒนา AI ของบริษัทในอนาคตข้างหน้า

 

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่สนับสนุนให้ผู้พัฒนา AI สามารถประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก ดังนี้ 

 

  1. การมีใช้บริการจำนวนมาก
  2. การมีผลิตภัณฑ์จำนวนมากให้กับผู้ใช้บริการ

 

ทั้งนี้ แนะนำให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่ม Magnificent 7 มากกว่า 8 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีน โดยมีมุมมองว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่มีความชัดเจนมากกว่า

 

อีกทั้งภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีทิศทางและภาพที่ดีกว่าเศรษฐกิจของจีน รวมถึงรัฐบาลของสหรัฐฯ ยังมีนโยบายเชิงรุกในการจำกัดการพัฒนาเทคโนโลยีของจีน ดังนั้นจึงมีมุมมองว่าหุ้น Magnificent 7 จะมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าแม้จะมีมูลค่าหุ้นหรือราคาที่แพงกว่า แต่มีมุมมองว่ามีปัจจัยพื้นฐานที่มีความแข็งแรงมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ 8 หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของจีน

 

ขณะที่มุมมองต่อตลาดหุ้นจีน A-Shares หากพิจารณาถึงภาพจากการท่องเที่ยวในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา รวมถึงตัวเลขข้อมูลของตลาดที่อยู่อาศัยของจีนจะพบว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นจีนจะเป็นลักษณะฐานฟื้นตัวแบบยูเชฟ ซึ่งการฟื้นตัวยังต้องใช้ระยะเวลาที่นาน ขณะที่ความเสี่ยงของ Downside ของเศรษฐกิจคาดว่าจะไม่ได้ย่ำแย่ไปกว่าปัจจุบันที่เป็นอยู่

 

“ภาพรวมของตลาดหุ้นจีนยังตอบได้ยาก เพราะขึ้นกับ Sentiment ของเศรษฐกิจจีนว่าจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าถามว่าตลาดหุ้นจีนยังลงทุนได้ไหม ก็อยากให้เริ่มลงทุนจากสินค้าอุตสาหกรรมที่มีความชัดเจนอยู่อย่าง เช่น หุ้น Xiaomi หรือกลุ่มที่ทำโทรศัพท์มือถือก็ยังมีแนวโน้มที่จะมีอัตราการเติบโตได้เช่นกัน”

 

ภาพ: Phil Mistry / Shutterstock

The post หาคำตอบ นโยบายทรัมป์เดินหน้า ‘ปฏิรูป’ ลดขนาดหน่วยงานภาครัฐ สะเทือนผลประกอบการหุ้นกลุ่มไหนบ้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
BLA – กำไร 4Q67 ดีกว่าคาด, คาดกำไรปี 2568 เติบโตดี https://thestandard.co/market-focus-bla-4q67/ Sun, 23 Feb 2025 08:04:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1045009

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 บมจ […]

The post BLA – กำไร 4Q67 ดีกว่าคาด, คาดกำไรปี 2568 เติบโตดี appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 บมจ. กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) รายงานกำไรสุทธิ 4Q67 เพิ่มขึ้น 166%YoY และ 55%QoQ มาอยู่ที่ 954 ล้านบาท สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 36% หลักๆ เกิดจากกำไรจากเงินลงทุน เบี้ยประกันภัยรับสุทธิเพิ่มขึ้น 6%YoY แต่ลดลง 17%QoQ 

 

โดยเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่ลดลง 11%YoY แต่เพิ่มขึ้น 29%QoQ อัตรากำไรจากการรับประกันภัยเพิ่มขึ้น 445 bps YoY แต่ลดลง 325 bps QoQ ROI เพิ่มขึ้น 48 bps YoY และ 88 bps QoQ มาอยู่ที่ 4.62% หลักๆ เกิดจากกำไรจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก (661 ล้านบาทใน 4Q67 เทียบกับ 291 ล้านบาทใน 4Q66 และขาดทุน 151 ล้านบาทใน 3Q67)

 

EV เพิ่มขึ้น แต่ VNB ลดลง มูลค่าพื้นฐานของกิจการ (EV) ของ BLA เพิ่มขึ้น 9% มาอยู่ที่ 43.48 บาทต่อหุ้นในปี 2567 โดยได้แรงหนุนจากการรับรู้กำไรจากการดำเนินงานระหว่างปีและการเพิ่มขึ้นของมูลค่ากำไรในอนาคต (Value of In-force) มูลค่าปัจจุบันของกรมธรรม์ใหม่ (VNB) ลดลง 32% มาอยู่ที่ 1.11 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นผลมาจากเบี้ยประกันภัยรับปีแรกแบบคำนวณรายปีที่ลดลง 5% และ VNB Margin ที่ลดลงจากการปรับสมมติฐานด้านการเรียกร้องค่าสินไหมการรักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและอัตราผลตอบแทนด้านการลงทุนที่ลดลง

 

InnovestX Research คาดว่ากำไรปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 18% หลักๆ ได้แรงหนุนจากการลดภาระตั้งสำรองค่าเผื่อความผันผวน (PAD) 5% สำหรับกรมธรรม์ที่ครบกำหนด และการเปลี่ยนมาเน้นขายผลิตภัณฑ์ที่มีมาร์จิ้นสูงเพิ่มมากขึ้น บริษัทคาดว่าอัตราส่วนเงินสำรองประกันชีวิตและผลประโยชน์จ่ายตามกรมธรรม์ (Combined Ratio) จะลดลงอย่างต่อเนื่องในปี 2568-2570 สู่ระดับต่ำกว่า 100% ในปี 2570 จาก 107% ในปี 2567 

 

ขณะที่คาดว่าอัตราส่วนเงินสำรองประกันชีวิตและผลประโยชน์จ่ายตามกรมธรรม์จะลดลงจาก 107% ในปี 2567 มาอยู่ที่ 103% ในปี 2568 และ 100% ในปี 2569 ทั้งนี้ คาดว่าเบี้ยประกันภัยรับสุทธิจะอยู่ในระดับทรงตัวในปี 2568 โดยคาดว่าเบี้ยประกันภัยรับรายใหม่จะเพิ่มขึ้น 4% และเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไปจะลดลงเล็กน้อย และคาดว่า ROI จะลดลง 12 bps โดยเกิดจากอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ลดลงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงและกำไรจากเงินลงทุนที่น้อยลง

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BLA ปรับขึ้น 2.56% สู่ 20.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 5.84% สู่ 1,262.27 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research คงคำแนะนำ Outperform สำหรับ BLA แต่ปรับราคาเป้าหมายลดลงจาก 27 บาท มาอยู่ที่ 25 บาทต่อหุ้น เนื่องจากปรับ PBV เป้าหมายลดลงจาก 0.85 เท่า มาอยู่ที่ 0.8 เท่า เพื่อสะท้อน VNB ปี 2567 ที่ต่ำกว่าคาด

 

หลังจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาแล้ว 22% ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 Valuation จึงดูน่าสนใจที่ Discount 54% จากมูลค่าพื้นฐานของกิจการ (Embedded Value), PBV ที่ 0.64 เท่า (เทียบกับ ROE ที่ 8.4%) และ PE ที่ 8 เท่า (EPS Growth ที่ 18%) สำหรับปี 2568

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือแรงกดดันต่อกำลังซื้อของลูกค้า, ความผันผวนของตลาดทุน, การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร, การใช้มาตรฐานการบัญชีใหม่ โดยเฉพาะ IFRS17 และความเสี่ยง ESG จากการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct)

 

CafeInvest แหล่งรวมข้อมูลการลงทุนและบทวิเคราะห์คุณภาพ โดย InnovestX 🚀 คลิกเลย 👉BLA – กำไร 4Q67 ดีกว่าคาด, คาดกำไรปี 2568 เติบโตดี

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/high-conviction/bla-hc-20250220

The post BLA – กำไร 4Q67 ดีกว่าคาด, คาดกำไรปี 2568 เติบโตดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
BBL – มีโอกาสเพิ่มอัตราจ่ายเงินปันผลและงบดุลแข็งแกร่งที่สุด https://thestandard.co/market-focus-bbl-7/ Sat, 22 Feb 2025 12:47:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1044866

เกิดอะไรขึ้น:   หลังการประชุมนักวิเคราะห์ บมจ. ธนา […]

The post BBL – มีโอกาสเพิ่มอัตราจ่ายเงินปันผลและงบดุลแข็งแกร่งที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

หลังการประชุมนักวิเคราะห์ บมจ. ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ตั้งเป้าลด Credit Cost ลงจาก 1.3% ในปี 2567 มาอยู่ที่ 0.9-1% ในปี 2568 InnovestX Research ยังคงประมาณการ Credit Cost ปี 2568 ตามหลักความระมัดระวังที่ 1.1% (-20 bps) ด้วย LLR Coverage ที่สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารที่ 334% BBL จึงมีโอกาสที่จะลด credit cost ลงได้อีกมาก ธนาคารประเมิน NPL Ratio ได้ที่ 3% ในปี 2567 เทียบกับ 2.7% (ตามการคำนวณของ BBL) ในปี 2567

 

เป้าการเติบโตของสินเชื่อปี 2567 สูงที่สุดในกลุ่มธนาคาร BBL ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อปี 2568 ที่ 3-4% โดยคาดว่าสินเชื่อกิจการต่างประเทศและสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่จะเติบโต 3-5% ในขณะที่สินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อยจะเติบโต 1-2% BBL อยู่ในตำแหน่งดีที่สุดที่จะได้รับประโยชน์จาก FDI ที่ไหลเข้ามาในอาเซียนเพิ่มขึ้น 

 

NIM จะหดตัวลง BBL ตั้งเป้า NIM ที่ 2.8-2.9% ในปี 2568 (เทียบกับ 2.96% ในปี 2567) โดยคาดว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง 25 bps เนื่องจาก BBL เป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่ปรับลดทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ (ปรับลง 10 bps) และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ (ปรับลง 20 bps) ในเดือนพฤศจิกายน ดังนั้นจึงคาดว่า NIM ของ BBL จะหดตัวน้อยกว่าธนาคารขนาดใหญ่อื่นๆ โดยคาดว่า NIM จะหดตัว 13 bps ในปี 2568 โดยคาดว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง 50 bps ในปี 2568 

 

รายได้ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้น BBL ตั้งเป้ารายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวในปี 2568 (เทียบกับ +2% ในปี 2567) โดยได้แรงหนุนจากการขายประกันผ่านธนาคาร (Bancassurance) และกองทุนรวม (Asset Management)

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น BBL ปรับขึ้น 3.65% สู่ 156.00 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 6.20% สู่ 1,257.48 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research ยังคงเลือก BBL เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร โดยคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 180 บาทต่อหุ้น (อิงกับ P/BV ที่ 0.6 เท่า) เนื่องจาก BBL เป็นธนาคารที่มีงบดุลแข็งแกร่งที่สุด สินเชื่อเติบโตมากที่สุด (คาดสินเชื่อปี 2568 เติบโต 3%) ความเสี่ยงเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์ต่ำที่สุด และ valuation ถูกที่สุด รวมถึงมีโอกาสปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล 

 

ในปี 2568 BBL คาดว่าจะเห็น Credit Cost ลดลง การเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่ง (แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มธนาคาร) การฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียม และ NIM ที่หดตัวจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 

 

Upside จากการบริหารจัดการเงินทุน BBL กำลังพิจารณาบริหารจัดการเงินทุนทั้งในรูปของการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืน InnovestX Research ปรับประมาณการอัตราการจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2567 เพิ่มขึ้นจาก 34% เป็น 36% โดยคาดการณ์เงินปันผลงวด 2H67 ที่ 6.5 บาทต่อหุ้น ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 4.2% โดยมองว่าโอกาสที่จะมีการปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลจะเป็นปัจจัยกระตุ้นราคาหุ้นในระยะสั้น

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว,ความเสี่ยงด้าน NIM จากการลดอัตราดอกเบี้ย, การขยายสินเชื่อได้ช้ากว่าคาดเนื่องจากความต้องการสินเชื่อชะลอตัว และ ความเสี่ยงด้าน ESG จากการให้บริการลูกค้าอย่างเป็นธรรม (Market Conduct)  

 

CafeInvest แหล่งรวมข้อมูลการลงทุน และบทวิเคราะห์คุณภาพ โดย InnovestX 🚀 คลิกเลย 👉BBL – มีโอกาสเพิ่มอัตราจ่ายเงินปันผลและงบดุลแข็งแกร่งที่สุด

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/high-conviction/highconviction-bbl-20250219

The post BBL – มีโอกาสเพิ่มอัตราจ่ายเงินปันผลและงบดุลแข็งแกร่งที่สุด appeared first on THE STANDARD.

]]>
MINT – 4Q67 กำไรสุทธิสูงกว่าคาด กำไรปกติเป็นไปตามคาด https://thestandard.co/market-focus-mint-4q67/ Thu, 20 Feb 2025 14:05:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1044314

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 บมจ […]

The post MINT – 4Q67 กำไรสุทธิสูงกว่าคาด กำไรปกติเป็นไปตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) รายงานกำไรสุทธิ 4Q67 ที่ 3.6 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้นอย่างมากจากกำไรสุทธิ 984 ล้านบาท ใน 4Q66 และ 149 ล้านบาท ใน 3Q67) สูงกว่า Consensus คาด 12% จากกำไรพิเศษที่สูงกว่าคาด

 

ซึ่งหลักๆ เกิดจากกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากอัตราแลกเปลี่ยนและสัญญาอนุพันธ์ หากหักรายการนี้ออกพบว่ากำไรปกติแข็งแกร่งที่ 2.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 15%YoY และ 9%QoQ เป็นไปตามที่ Consensus คาด โดยได้แรงหนุนจากธุรกิจโรงแรมที่แข็งแกร่ง ดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง และค่าใช้จ่ายภาษีที่ลดลงจากการใช้ประโยชน์จากผลขาดทุนทางภาษียกมาจากการดำเนินงานในยุโรป

 

สำหรับปี 2567 MINT รายงานกำไรสุทธิ 7.8 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 43%YoY) และหากหักรายการพิเศษออกพบว่ากำไรปกติอยู่ที่ 8.4 พันล้านบาท (เพิ่มขึ้น 18%YoY)

 

ภาพรวมการประชุมนักวิเคราะห์เป็นบวก:

 

เป้าหมายการเติบโต: MINT ตั้งเป้ากำไรปกติปี 2568 เติบโต 15-20%YoY (หลังจากเติบโต 18%YoY ในปี 2567) ซึ่งจะได้แรงหนุนจากรายได้ที่เติบโต 6-8% (ธุรกิจโรงแรมจะแข็งแกร่งกว่าธุรกิจร้านอาหาร) อัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้นจากการเพิ่ม ARR และการทำสัญญารับจ้างบริหารโรงแรมเพิ่ม

 

ดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงจากการชำระคืนหนี้ และการใช้ประโยชน์จากผลขาดทุนทางภาษียกมาอย่างต่อเนื่อง MINT ตั้งเป้าดำเนินงานโรงแรม 850 แห่งในปี 2570 จาก 562 แห่งในปี 2567 โดย 90% ของจำนวนโรงแรมใหม่จะเป็นสัญญารับจ้างบริหาร

 

สถานะทางการเงินดีขึ้น: MINT บรรลุเป้าหมายอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนที่ 0.8 เท่าในปี 2567 ลดลงจาก 1.01 เท่าในปี 2566 ซึ่งเป็นผลมาจากการชำระหนี้ผ่านกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ดีขึ้นและการขายบัญชีลูกหนี้บางส่วน และส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของที่ดิน

 

ในปี 2568 MINT ตั้งเป้าหมายลดอัตราส่วนดังกล่าวลงมาที่ 0.75 เท่า นอกจากนี้ การจัดตั้ง REIT คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นปี 2568 โดย MINT คาดว่ามูลค่าของ REIT จะอยู่ที่ ~1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และบริษัทจะได้รับเงิน ~700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

อัปเดตการดำเนินงานโรงแรม ในเดือนมกราคม RevPAR ในยุโรปเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวระดับกลาง YoY และ RevPAR ในประเทศไทยเติบโตในระดับ 2 หลักระดับต่ำ (Low Teen) YoY ซึ่งบ่งชี้ว่าการดำเนินงานมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

 

MINT เปิดเผยว่า ARR ของโรงแรมในประเทศไทย โดยเฉพาะในสมุยและภูเก็ต (4 แห่ง) มีผลงานที่ดีใน 1Q68 เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซันและได้รับอานิสงส์เชิงบวกจาก The White Lotus Season 3 (ซึ่งมีการมาถ่ายทำที่โรงแรม) InnovestX Research มองเป็นการโปรโมตโรงแรมของ MINT และการท่องเที่ยวของไทย สัดส่วนรายได้จากโรงแรมในประเทศไทยคิดเป็น 8% ของรายได้รวม

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น MINT ปรับขึ้น 16.1% สู่ 27.75 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 6.28% สู่ 1,256.48 จุด

 

แนวโน้มผลประกอบการปี 2568:

 

InnovestX Research ปรับประมาณการกำไรปี 2568 และปี 2569 ของ MINT เพิ่มขึ้นปีละ 11% เพื่อสะท้อนดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายภาษีที่ลดลง โดยคาดว่ากำไรปกติปี 2568 ของ MINT จะเติบโต 10%YoY มาอยู่ที่ 9.2 พันล้านบาท โดยอิงกับรายได้ที่เติบโต 6%YoY (กรอบเป้าหมายด้านต่ำของ MINT)

 

สำหรับ 1Q68 มองว่ามีความเป็นไปได้ที่ MINT จะรายงานกำไรปกติเล็กน้อย พลิกกลับจากที่มีขาดทุนปกติในอดีต เนื่องจากช่วงโลว์ซีซันของธุรกิจโรงแรมในยุโรปจะถูกชดเชยโดยธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยที่แข็งแกร่งและดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง

 

ทั้งนี้ InnovestX Research เชื่อว่าราคาหุ้น MINT จะปรับตัว Outperform SET อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยกระตุ้นคือการคาดการณ์ว่า MINT จะมีกำไรได้ใน 1Q68 (จากปกติที่มักจะขาดทุนในช่วงโลว์ซีซันในยุโรป)

 

MINT เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นในกลุ่มท่องเที่ยว โดยให้คำแนะนำ Outperform และปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2568 ใหม่เป็น 37 บาทต่อหุ้น โดยอิงกับ WACC ที่ 7.1% และอัตราการเติบโตระยะยาวที่ 2%

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทางและต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจร้านอาหาร

 

ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG คือ การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พลังงาน น้ำเสีย และขยะ ที่มีประสิทธิภาพ

 

CafeInvest แหล่งรวมข้อมูลการลงทุน และบทวิเคราะห์คุณภาพ โดย InnovestX 🚀 คลิกเลย 👉MINT – 4Q67 กำไรสุทธิสูงกว่าคาด กำไรปกติเป็นไปตามคาด

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/company-update/mint-update-20250218

The post MINT – 4Q67 กำไรสุทธิสูงกว่าคาด กำไรปกติเป็นไปตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลัง GDP ปี 2567 โตต่ำกว่าคาด และประเมินโครงการ Jump+ ของ ตลท. | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-18022025-2/ Tue, 18 Feb 2025 05:25:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1043199

วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลัง GDP ปี 2567 ขยายตัวต่ำกว่าคาด […]

The post ชมคลิป: วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลัง GDP ปี 2567 โตต่ำกว่าคาด และประเมินโครงการ Jump+ ของ ตลท. | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลัง GDP ปี 2567 ขยายตัวต่ำกว่าคาด โดยบริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ คงประมาณการปี 2568 ที่ 2.5%

 

ประเมินโครงการ Jump+ บันไดขั้นแรกสู่การสร้าง Trust and Confidence

 

พูดคุยกับ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Research หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยหลัง GDP ปี 2567 โตต่ำกว่าคาด และประเมินโครงการ Jump+ ของ ตลท. | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
GULF – 4Q67 กำไรปกติแข็งแกร่งตามคาด https://thestandard.co/market-focus-gulf-4q67/ Mon, 17 Feb 2025 08:58:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1042866

เกิดอะไรขึ้น:   เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 บมจ […]

The post GULF – 4Q67 กำไรปกติแข็งแกร่งตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>

เกิดอะไรขึ้น:

 

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) รายงานกำไรสุทธิ 3.9 พันล้านบาท ใน 4Q67 ต่ำกว่าคาด โดยมีสาเหตุมาจากการรับรู้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 897 ล้านบาท หากหักรายการพิเศษออก พบว่ากำไรปกติ 4Q67 ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ โดยกำไรปกติ 4Q67 เพิ่มขึ้น 12.9%YoY และ 1%QoQ ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มที่ของโรงไฟฟ้า GPD หน่วย 3 (COD: มีนาคม 2567) และหน่วย 4 (COD: ตุลาคม 2567) และ Hin Kong Power (HKP) หน่วย 1 (COD: มีนาคม 2567) นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจ SPP ก็เพิ่มขึ้นกว่า 47%YoY หลังต้นทุนก๊าซลดลง 

 

อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH (GULF ถือหุ้น 47.3%) ลดลง YoY เนื่องจากไม่มีรายได้พิเศษเกี่ยวกับการกลับสำรองของ ITV ที่เข้ามาในช่วง 4Q66 แม้ว่าส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC จะดีขึ้น YoY นอกจากนี้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้า Jackson ที่สหรัฐฯ ก็ลดลง เนื่องจากราคาขายไฟฟ้าปรับขึ้นในอัตราที่น้อยกว่าต้นทุนก๊าซธรรมชาติ

 

เงินปันผลสำหรับงวด 9M67 อยู่ที่ 1.01 บาทต่อหุ้น (ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 1.8% 

 

แนวโน้ม 1H68 ยังแข็งแกร่ง แนวโน้ม 1H68 คาดว่าจะยังคงได้แรงหนุนจากการเพิ่มกำลังการผลิต IPP ใหม่ เช่น HKP หน่วย 2 (ถือหุ้น 49%, กำลังการผลิต 770MW, COD เดือนมกราคม 2568), โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (+108MW) ที่จะทยอย COD ในปี 2568, Data Center (25MW, COD เดือนเมษายน 2568) และระบบสาธารณูปโภคของ One Bangkok 

 

นอกจากนี้ GULF ยังมีแผนเปิดดำเนินการโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน 5 แห่ง (+308MW) และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) 2 แห่ง (+289MW) โดยมีกำหนด COD ใน 4Q68 GULF ตั้งเป้ากำลังการผลิต 16,577MW ในปี 2568 จาก 15,102MW ใน 3Q67 

 

ส่วนการควบรวมกิจการระหว่าง GULF และ INTUCH นั้นยังคงเป็นไปตามกำหนดภายใน 2Q68 ซึ่งคาดว่าจะมีกรอบเวลาที่ชัดเจนขึ้นหลังจากการประชุมสามัญประจำปี ทั้งนี้หลังจากควบรวมกิจการเพื่อจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่ ผู้บริหารคาดว่ารายได้จะเติบโตประมาณ 15-20% ในปี 2568

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้น GULF ปรับลง 2.14% สู่ 57.25 บาท ขณะที่ SET Index ปรับลง 7.13% สู่ 1,270.49 จุด 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

ปัจจุบันหุ้น GULF ซื้อขายที่ PE ปี 2568 ระดับ 31.3 เท่า หรือ -1.0 SD ของ PE เฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี InnovestX Research ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อความแข็งแกร่งของผลประกอบการในระยะ 1-2 ปีข้างหน้าของ GULF และคงแนะนำ OUTPERFORM โดยให้ราคาเป้าหมายกลางปี 2568 อ้างอิงวิธี DCF ที่ 72 บาทต่อหุ้น 

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ 

 

  1. ผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการใหม่ต่ำกว่าคาด แต่ประวัติผลงานที่ดีเยี่ยมของ GULF ในการพัฒนาโครงการให้แล้วเสร็จตามกำหนดและเป็นไปตามงบประมาณที่วางไว้จะช่วยลดความเสี่ยงนี้ 

 

  1. ยอดขายไฟฟ้าและไอน้ำของโครงการโรงไฟฟ้า SPP ให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม อาจได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอและต้นทุนเชื้อเพลิงสูง และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 

 

ปัจจัยเสี่ยงด้าน ESG ที่สำคัญคือ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

 

Cafe Invest แหล่งรวมข้อมูลการลงทุนและบทวิเคราะห์คุณภาพ โดย InnovestX 🚀 คลิกเลย GULF – 4Q67 กำไรปกติแข็งแกร่งตามคาด 

https://www.innovestx.co.th/cafeinvest/research/company-analysis/company-update/gulf-update-20250211

The post GULF – 4Q67 กำไรปกติแข็งแกร่งตามคาด appeared first on THE STANDARD.

]]>