Influencer Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/influencer/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 28 Apr 2026 05:02:58 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘แทนไท’ ส่งทนายยื่นฟ้องศาลอาญา เอาผิดอินฟลูฯ ไลฟ์สด กล่าวหาโยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท https://thestandard.co/tanthai-sues-influencer-gambling-money-laundering/ Tue, 28 Apr 2026 05:02:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1201866 แทนไท ณรงค์กูล ในวันยื่นฟ้อง อินฟลูเอนเซอร์ ปมหมิ่นประมาท

วันนี้ (28 เมษายน) ที่ศาลอาญา กรุงเทพมหานคร แทนไท ณรงค์ […]

The post ‘แทนไท’ ส่งทนายยื่นฟ้องศาลอาญา เอาผิดอินฟลูฯ ไลฟ์สด กล่าวหาโยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
แทนไท ณรงค์กูล ในวันยื่นฟ้อง อินฟลูเอนเซอร์ ปมหมิ่นประมาท

วันนี้ (28 เมษายน) ที่ศาลอาญา กรุงเทพมหานคร แทนไท ณรงค์กูล ได้มอบอำนาจให้กนกวรรณ วัชระ เป็นตัวแทนเข้ายื่นฟ้องดำเนินคดีกับ เขมทัต อินฟลูเอนเซอร์ เป็นจำเลยต่อศาลอาญา ในคดีหมายเลขดำที่ อ1128/2569 ฐานความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งสูงถึง 100 ล้านบาท จากกรณีที่จำเลยได้กล่าวหาผ่านแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำเว็บไซต์พนันออนไลน์และการฟอกเงิน

 

ธนัท แสงอรุณ ทนายความผู้รับผิดชอบคดี เปิดเผยถึงพฤติการณ์แห่งคดีว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 13–17 เมษายน 2569 โดยจำเลยได้ใช้แพลตฟอร์ม TikTok ในการไลฟ์สด และได้กล่าวถ้อยคำพาดพิงถึงแทนไทในลักษณะใส่ความต่อบุคคลที่สาม ซึ่งการแพร่ภาพสดดังกล่าวมีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ข้อมูลถูกเผยแพร่และกระจายออกไปในวงกว้าง

 

ตามคำฟ้องระบุอย่างชัดเจนว่า ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวในไลฟ์สดนั้น มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความเข้าใจผิดว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดกฎหมายร้ายแรง ทั้งในเรื่องของการทำเว็บไซต์พนันออนไลน์และการฟอกเงิน ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ตลอดจนความน่าเชื่อถือทางธุรกิจของโจทก์ ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ

 

ด้วยเหตุนี้ โจทก์จึงได้ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328, มาตรา 393 และมาตรา 59 วรรคสอง เนื่องจากการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไปยังบุคคลจำนวนมาก โดยได้เรียกร้องค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 100,000,000 บาท (หนึ่งร้อยล้านบาทถ้วน) พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

 

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเป็นการยื่นฟ้องร้องโดยตรงต่อศาล โดยที่โจทก์ไม่ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เนื่องจากมีความประสงค์ที่จะดำเนินคดีด้วยตนเองและขอให้ศาลเป็นที่พึ่งในการพิจารณาความยุติธรรมต่อไป โดยศาลได้นัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 16.30 น.

 

สำหรับ แทนไท ณรงค์กูล เป็นนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทหลายแห่ง อาทิ บริษัท ไททัน แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด, บริษัท แทนไท อินดัสตรี้ส จำกัด, บริษัท ณรงค์กูล เวิลด์ จำกัด, บริษัท ริชซิซ จำกัด, บริษัท จัสท์ คาร์ จำกัด, บริษัท จัสท์ โลน จำกัด และบริษัท ญามี่ ไลฟ์ (ไทยแลนด์) จำกัด

The post ‘แทนไท’ ส่งทนายยื่นฟ้องศาลอาญา เอาผิดอินฟลูฯ ไลฟ์สด กล่าวหาโยงเว็บพนัน-ฟอกเงิน เรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.กลาโหมขอประชาชนมั่นใจเล่นสงกรานต์ให้มีความสุข ย้ำไม่มีสัญญาณปะทะไทย-กัมพูชา https://thestandard.co/thailand-cambodia-border-conflict-assured/ Tue, 07 Apr 2026 07:52:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1195507 ภาพ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวถึงความมั่นคงชายแดนและสงกรานต์

วันนี้ (7 เมษายน) พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่า […]

The post รมว.กลาโหมขอประชาชนมั่นใจเล่นสงกรานต์ให้มีความสุข ย้ำไม่มีสัญญาณปะทะไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงข่าวถึงความมั่นคงชายแดนและสงกรานต์

วันนี้ (7 เมษายน) พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางไปยังสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) เพื่อเยี่ยมชมและรับฟังบรรยายสรุปการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ เพื่อให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมติดตามความก้าวหน้างานวิจัยและพัฒนาของ DTI โดยเฉพาะศูนย์ฝึกอบรมระบบอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน

 

พล.ท. อดุลย์ ยังให้ความสนใจการนำระบบโดรนมาใช้ในเหตุการณ์สู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา พร้อมย้ำถึงการบูรณาการระหว่างเหล่าทัพในการพัฒนาองค์ความรู้เรื่องโดรน ส่วนข้อกังวลกรณีที่อาจจะมีการสู้รบในรอบ 3 นั้น ขอให้มั่นใจข้อมูลของทางการและทหารในพื้นที่ เพราะหากจะมีการสู้รบเกิดขึ้นจะมีการแจ้งเตือน และอพยพประชาชน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการรบกันโดยที่ยังมีประชาชนอยู่ในพื้นที่

 

พล.ท. อดุลย์ เชื่อว่า ประเทศฝั่งตรงข้ามก็ต้องประเมินตัวเองด้วยว่าพร้อมจะสู้รบกับไทยอีกหรือไม่ เพราะหากจะเกิดสู้รบขึ้นอีกครั้งก็อาจจะเป็นการสู้รบขนาดใหญ่ ดังนั้น ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นทหารทุกระดับชั้น และขอให้ประชาชนในพื้นที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เล่นสงกรานต์ให้มีความสุข พร้อมย้ำว่าหากมีการแจ้งเตือนสัญญาณการปะทะเกิดขึ้นฝ่ายความมั่นคงก็มีแผนรองรับอยู่แล้ว

 

ทั้งนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้จะลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้กำลังใจทหารที่อยู่แนวหน้า พร้อมฝากถึงประชาชนว่าในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนาน ยังมีคนอีกกลุ่ม ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน

 

ส่วนกรณี สนธยา สวัสดี ยื่นหนังสือที่กระทรวงกลาโหมเพื่อขอให้ยุติการสนับสนุน กัน จอมพลัง ที่ทำกิจกรรมอยู่ในพื้นที่ชายแดน รวมถึงให้ตรวจสอบการใช้เงินของมูลนิธิ กัน จอมพลังด้วย พล.ท. อดุลย์ระบุว่า ช่วงการสู้รบในภาวะมีวิกฤต แม้รัฐบาลจะมีงบประมาณให้ แต่ความต้องการในขณะนั้นต้องใช้อย่างเร่งด่วนและต้องการความรวดเร็ว แต่รัฐบาลมีขั้นตอนถึง 3 เดือน เมื่อมีภาคเอกชนหรือประชาชนมาช่วย ก็ส่งผลให้การดำเนินการต่างๆ รวดเร็วขึ้น แต่หากเกินเลยมากไปก็ต้องไปตรวจสอบ

 

พล.ท. อดุลย์ ยอมรับว่า มีข้อกังวลเรื่องความเคลื่อนไหวของกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่หวังยอดไลก์และนำเสนอเรื่องราวต่างๆ จนทำให้กระทบต่อผู้ปฏิบัติงานบริเวณแนวชายแดน ดังนั้น จึงขอฝากให้คำนึงถึงข้อเท็จจริง และความสามัคคีเป็นหลัก ช่วยกันให้กำลังใจทหารปฏิบัติหน้าที่ แต่หากทหารคนใดกระทำไม่ดีก็ขอให้บอกมา ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นส่วนน้อย

The post รมว.กลาโหมขอประชาชนมั่นใจเล่นสงกรานต์ให้มีความสุข ย้ำไม่มีสัญญาณปะทะไทย-กัมพูชา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พราว อรณิชา ใส่ชุดเจ้าสาวของ Patarasiri ในงานฉลองมงคลสมรสกับ แทน ลิปตา https://thestandard.co/proud-oranicha-patarasiri-wedding/ Fri, 20 Mar 2026 11:59:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1189712 พราว อรณิชา สวมชุดเจ้าสาว Patarasiri ควงคู่ แทน ลิปตา ในงานฉลองมงคลสมรส

งานแต่งระหว่าง พราว Olives หรือ พราว อรณิชา กับ แทน ธาร […]

The post พราว อรณิชา ใส่ชุดเจ้าสาวของ Patarasiri ในงานฉลองมงคลสมรสกับ แทน ลิปตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
พราว อรณิชา สวมชุดเจ้าสาว Patarasiri ควงคู่ แทน ลิปตา ในงานฉลองมงคลสมรส

งานแต่งระหว่าง พราว Olives หรือ พราว อรณิชา กับ แทน ธารณ ลิปตพัลลภ แห่งวง Lipta คือไลน์อัพชุดที่เจ้าสาวแฟชั่นอินฟลูเอนเซอร์จะเลือกใส่ในงาน และ สำหรับช่วงงานฉลองมงคลสมรสในเย็นวันนี้ เธอได้เลือกแบรนด์ไทยอย่าง Patarasiri

 

สำหรับชุดนี้เป็นชุดราตรียาว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากความโรแมนติกเหนือกาลเวลา โดยนำหนึ่งในผลงานซิกเนเจอร์ของ Patarasiri อย่าง Lace Bridal Gown กลับมาตีความใหม่ผ่านซิลูเอตที่มีความอ่อนหวานมากขึ้น ผ่านลวดลายที่มีความละเอียดอ่อนของงานฝีมือ ทั้งการจัดวางลวดลายลูกไม้ พร้อมกับผ้าคลุมประดับโบว์

 

ส่วนแทน ธารณ มาในชุดของ Urban Dude Bespoke แบบ Double-breasted ที่ดูคลาสสิก คู่กับเข็มกลัดดอกกุหลาบสีครีม และรองเท้าบูตหนังสีดำ ที่สะท้อนถึงมุมมองของความรักที่มั่นคงตลอดระยะเวลามากกว่า 10 ปี

 

ในช่วงตลอดระหว่างที่เรารอพิธีวิวาห์ พราว Olives ได้ใส่ชุดของแบรนด์โปรดมากมาย ทั้งสำหรับพรีเวดดิง และชุดพิธีกลางวัน ไม่ว่าจะเป็น ชุดจากแบรนด์ของตัวเองที่ชื่อว่า Uncle’s Atelier ที่เธอรับช่วงต่อมาจากครอบครัว รวมไปถึงชุดของ Landmee และ CHANEL ในเซตแฟชั่นพรีเวดดิง

 

ภาพ: Montree PR

 

The post พราว อรณิชา ใส่ชุดเจ้าสาวของ Patarasiri ในงานฉลองมงคลสมรสกับ แทน ลิปตา appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สแน็ก อัจฉรีย์-อิลฮงมิน’ ร่วมแสดงนำในหนังฮีลใจคนทำงานไกลบ้าน อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า https://thestandard.co/e-lae-aeri-korea-oppa-movie/ Tue, 10 Mar 2026 05:01:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1186150 ภาพยนตร์ 'อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า' ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแรงงานไทยในเกาหลี

กลายเป็นภาพยนตร์ที่น่าจับตามองสำหรับ อีแหล่ แอรี่ เกาหล […]

The post ‘สแน็ก อัจฉรีย์-อิลฮงมิน’ ร่วมแสดงนำในหนังฮีลใจคนทำงานไกลบ้าน อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพยนตร์ 'อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า' ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแรงงานไทยในเกาหลี

กลายเป็นภาพยนตร์ที่น่าจับตามองสำหรับ อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า ภาพยนตร์โอบกอดหัวใจคนทำงานไกลบ้านเรื่องแรกของค่าย โปงลางสะออน ฟิล์ม กำกับโดยศิลปินลูกอีสาน อี๊ด โปงลางสะออน ที่มาพร้อมนักแสดงนำ สแน็ก อัจฉรีย์ รองอันดับ 3 Miss Grand Thailand 2023 และ อิลฮงมิน หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม พี่ฮง อินฟลูเอนเซอร์และยูทูเบอร์ชาวเกาหลี โดยเพิ่งปล่อยตัวอย่างเต็มเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา

 

โดยภาพยนตร์เรื่องนี้มีแรงบันดาลใจมาจากชีวิตของสาวอีสานธรรมดาที่ความจำเป็นของปากท้องทำให้ต้องพลัดถิ่นไปหากินไกลถึงประเทศเกาหลี บอกเล่าเรื่องราวของ ปุ๋ย (สแน็ก อัจฉรีย์) นักร้องสาวรถแห่และเสาหลักของครอบครัวที่ถูกไล่ออกจากวง ทั้งมีหนี้สินรุมเร้าทำให้ต้องตัดสินใจไปทำงานที่เกาหลี ท่ามกลางเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคและความโดดเดี่ยว เธอพบกับลูกค้าหนุ่มชาวเกาหลีอย่าง ฮง (อิลฮงมิน) ที่คอยให้กำลังใจทำให้เธอมีแรงสู้ต่อ แต่แล้วทั้งคู่ก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่ต้องตัดสินใจเลือกระหว่าง หน้าที่ และ หัวใจ

 

ซึ่งนอกจากนักแสดงนำแล้ว ยังเสริมทัพความสนุกด้วยนักแสดงอีกคับคั่ง อาทิ ม้าม่วง สิทธิเดช อินฟลูเอนเซอร์สายฮา รวมถึงตลกซูเปอร์สตาร์ หม่ำ จ๊กมก, แพร แพรเพชร, ลาล่า ขวัญนภา และ ลูลู่ ดวงฤดี ซึ่งกว่าจะมาเป็น อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า ผู้กำกับ อี๊ด โปงลางสะออน ใช้เวลาในการเตรียมงานและถ่ายทำประมาณ 2 ปี โดยสร้างจากเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำงานในประเทศเกาหลีใต้ พร้อมขนทีมงานไปถ่ายทำถึงเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

 

อี๊ด โปงลางสะออน เปิดเผยว่า “มีอยู่ครั้งหนึ่งผมได้มีโอกาสไปแสดงคอนเสิร์ตที่เกาหลี เป็นสนามกีฬาใหญ่ๆ ไปเล่นกับศิลปินไทย 20 กว่าชีวิต แต่พอไปถึงกลับมีคนมาดูไม่ถึง 50 คน ก็มารู้ทีหลังว่าไม่มีคนกล้ามาดู เพราะกลัวโดนรวบ ผมก็ตกใจ เลยไปหาข้อมูลข่าวแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ ตรงนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมอยากหยิบเรื่องนี้ให้คนได้เข้าใจว่า เวลาเราทำอะไรเพื่อครอบครัว เรามักจะนึกถึงแต่ปากท้องคนที่เรารัก ไม่ได้นึกถึงผลกระทบที่เราจะต้องเจอ”

 

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการหยิบยกประเด็นสำคัญอย่างแรงงานไทยในเกาหลีมาตีแผ่ให้ผู้คนเห็นมุมมองต่างๆ มากขึ้น ทำให้เป็นที่น่าจับตามองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะสื่อสารแบบใดให้ผู้ชมเข้าใจ เตรียมพบกับภาพยนตร์ที่จะโอบกอดหัวใจคนทำงานไกลบ้าน วันที่ 26 มีนาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

ภาพ: อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า

The post ‘สแน็ก อัจฉรีย์-อิลฮงมิน’ ร่วมแสดงนำในหนังฮีลใจคนทำงานไกลบ้าน อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ญดา’ นักแสดงชื่อดัง เปิดตัว YoPPa Yogurt วางหมากราคาเข้าถึงง่าย 49 บาท มั่นใจสู้คู่แข่งในตลาดได้แน่! https://thestandard.co/yada-yoppa-yogurt-launch-49-baht/ Wed, 04 Mar 2026 04:29:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1184026 ภาพปกผลิตภัณฑ์ YoPPa Yogurt โดยมีรูป ‘ญดา’ นริลญา กุลมงคลเพชร ผู้บริหารในวงกลม พร้อมข้อความเปิดตัวแบรนด์และราคา 49 บาท

ท่ามกลางกระแสเครื่องดื่มโยเกิร์ตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเ […]

The post ‘ญดา’ นักแสดงชื่อดัง เปิดตัว YoPPa Yogurt วางหมากราคาเข้าถึงง่าย 49 บาท มั่นใจสู้คู่แข่งในตลาดได้แน่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปกผลิตภัณฑ์ YoPPa Yogurt โดยมีรูป ‘ญดา’ นริลญา กุลมงคลเพชร ผู้บริหารในวงกลม พร้อมข้อความเปิดตัวแบรนด์และราคา 49 บาท

ท่ามกลางกระแสเครื่องดื่มโยเกิร์ตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ที่ทั้งผู้เล่นรายเล็กและแบรนด์ใหญ่ต่างเร่งเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด เพื่อดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาเครื่องดื่มทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ

 

หนึ่งในผู้เล่นหน้าใหม่ที่น่าจับตา คือ ญดา–นริลญา กุลมงคลเพชร นักแสดงสาวจากซีรีส์แซฟฟิกของช่อง 3 และ Play Park ที่ตัดสินใจก้าวจากบทบาทในวงการบันเทิงสู่สนามธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (F&B) เตรียมเปิดตัวแบรนด์โยเกิร์ต YoPPa Yogurt ภายใต้บริษัท เด็กพุงป่อง จำกัด ซึ่งจะประเดิมเปิดสาขาแรกวันที่ 6 มีนาคมนี้ ในทำเลสยามสแควร์ ซอย 3

 

การผันตัวครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากกระแสหรือโอกาสทางการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่มีจุดตั้งต้นจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เธอมองว่าจะเป็นการเปลี่ยนวิกฤตสุขภาพให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ

 

ญดาเล่าว่า ช่วงปีที่ผ่านมา ตารางงานถ่ายทำละครแน่นเกือบทุกวัน ทำให้เผชิญปัญหาสุขภาพสะสม ทั้งความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหารอย่างชัดเจน ทั้งท้องอืด และระบบขับถ่ายไม่ปกติ จึงเริ่มกลับมาสำรวจตัวเองจริงจัง ทั้งพฤติกรรมการกิน การนอน และการใช้ชีวิต

 

และจากการศึกษาเรื่องโภชนาการและการดูแลลำไส้ พบว่าโยเกิร์ตเป็นหนึ่งในตัวช่วยสำคัญในการปรับสมดุลจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งช่วยลดอาการท้องอืดและทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้มองเห็นช่องทางพัฒนาสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มสุขภาพ

 

“ยอมรับว่าตอนแรกแค่ดื่มเพื่อดูแลตัวเอง แต่พอศึกษาตลาดจริงจัง ก็เห็นว่าเทรนด์สุขภาพกำลังมาแรง โดยเฉพาะปลายปีที่ผ่านมา ตลาดโยเกิร์ตดริงก์เริ่มกลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง เห็นได้จากการมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาหลายราย และแม้ตลาดจะมีการแข่งขันสูงขึ้น แต่มองว่ายังมีช่องว่าง โดยเฉพาะในมิติของราคา การเข้าถึง และการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่” ญดา ย้ำ

 

เป็นที่มาของแบรนด์ชื่อ ‘YoPPa Yogurt’ ที่มาจากการเล่นคำพ้องเสียงกับคำว่า Oppa ในภาษาเกาหลี ซึ่งสะท้อนกลิ่นอายวัฒนธรรมป๊อปที่ได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล โดยตั้งใจวางแบรนด์ให้มีภาพลักษณ์ร่วมสมัย สดใส และเข้าถึงง่าย

 

YoPPa Yogurt

 

สำหรับภายในร้านจะมีเมนูประมาณ 15 รายการ ราคาเริ่มต้น 49–129 บาท ครอบคลุมทั้งโยเกิร์ตสมูทตี้ โยเกิร์ตผลไม้ และเมนูที่แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่น เช่น ชา–กาแฟโยเกิร์ต ซึ่งผสานวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของคนเมืองเข้ากับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีแซนด์วิชไข่เฮลตี้เพื่อเพิ่มตัวเลือกอาหารว่าง

 

อีกหนึ่งในจุดที่สร้างความแตกต่าง คือการตั้งราคาเริ่มต้นเพียง 49 บาท ซึ่งถือว่าต่ำกว่าหลายแบรนด์ในตลาด ญดาอธิบายว่า การกำหนดราคาเป็นผลจากการรับฟังเสียงผู้บริโภคในโลกออนไลน์ ที่ตั้งคำถามว่าทำไมโยเกิร์ตหนึ่งแก้วจึงมีราคาค่อนข้างสูง ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังซื้อของผู้บริโภคก็น้อยลงตามไปด้วย

 

ด้วยเหตุนี้จึงมีการคำนวณต้นทุนทุกอย่างใหม่ ตั้งแต่ค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าพนักงาน ดูว่าถ้าบริหารจัดการ จะสามารถตั้งราคาที่คนเข้าถึงได้หรือไม่ และเมื่อประเมินแล้วว่าทำได้ จึงตัดสินใจเริ่มต้นที่ราคาดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ราคาเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างฐานลูกค้าในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะทำเลสยามสแควร์ที่มีทราฟฟิกเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่เป็นหลัก

 

เบื้องต้นสาขาแรกใช้งบลงทุนประมาณ 7 ล้านบาท เปิดเป็นร้านในรูปแบบ Grab & Go ตกแต่งสไตล์เกาหลี เน้นความคล่องตัวและการซื้อกลับอย่างรวดเร็ว รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก

 

ในปี 2569 มีแผนขยายเพิ่มอีก 5 สาขา ทั้งรูปแบบลงทุนเองและแฟรนไชส์ โดยกำหนดค่าแฟรนไชส์แรกเข้า 250,000 บาท และคิดค่า Royalty Fee 2% ของยอดขาย พร้อมสนับสนุนวัตถุดิบบางส่วนจากส่วนกลาง

 

ยอมรับว่ากังวลกับการเปิดแฟรนไชส์ในช่วงที่แบรนด์ยังใหม่ แต่หลังจากมีผู้สนใจติดต่อเข้ามามากกว่า 10 ราย บริษัทจึงเริ่มพัฒนาโมเดลแฟรนไชส์อย่างจริงจัง พร้อมเร่งวางระบบหลังบ้าน ซัพพลายเชน และมาตรฐานควบคุมคุณภาพ เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว

 

“เรายังไม่รีบขยายแบบก้าวกระโดด ที่ผ่านมามีการทำระบบให้แข็งแรง คาดว่าแฟรนไชส์จะเริ่มขายได้ปีนี้ และปีแรกตั้งเป้าไม่เกิน 50 สาขา”

 

ด้านกลยุทธ์การตลาดของ YoPPa Yogurt จะเน้นการสร้างกระแสแบบปากต่อปาก ควบคู่กับการทำงานร่วมกับอินฟลูเอ็นเซอร์ เพื่อขยายการรับรู้สู่ผู้บริโภคในวงกว้าง โดยอาศัยความเข้าใจเชิงลึกต่อพฤติกรรมผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญ

 

ประสบการณ์ดังกล่าวต่อยอดมาจากการทำแบรนด์เครื่องประดับออนไลน์ Today I miss u ในช่วงปี 2023–2024 ซึ่งดูแลทุกกระบวนการด้วยตนเอง ตั้งแต่การสร้างสรรค์คอนเทนต์ การวางทิศทางการสื่อสารแบรนด์ ไปจนถึงการปิดการขาย ทำให้ได้เรียนรู้การสร้างตัวตนของแบรนด์ให้ชัดเจน และการสื่อสารกับลูกค้าอย่างตรงจุด ประกอบกับพื้นฐานด้านการเรียนสาขาการสื่อสารการตลาด ยิ่งช่วยเสริมความเข้าใจเชิงกลยุทธ์ในการวางตำแหน่งสินค้าและสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค

 

นอกจากนี้ ประสบการณ์จากการทำธุรกิจออนไลน์ที่ผ่านมา ไม่เพียงสอนเรื่องการขาย แต่ยังทำให้เข้าใจแก่นของการสร้างแบรนด์และการสื่อสารในโลกดิจิทัล ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันให้ YoPPa เติบโตและสร้างฐานลูกค้าได้อย่างแข็งแรงในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ประกาศเป้าหมายอย่างเป็นทางการ แต่ ญดา ยอมรับว่า ตั้งความหวังไว้ในใจว่ารายได้ปีแรกจะสามารถแตะระดับ 50 ล้านบาท พร้อมมองภาพระยะยาวในการขยายไปต่างประเทศ ซึ่งเริ่มมีพาร์ทเนอร์ติดต่อเข้ามาแล้ว

 

พร้อมย้ำว่าการเติบโตต้องมาพร้อมความมั่นคง และสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือทำให้แบรนด์แข็งแรง มีมาตรฐานเดียวกันทุกสาขา และสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ก่อน ถ้าฐานแน่นพอ การขยายในอนาคตก็จะง่ายขึ้น

 

การขยับบทบาทในครั้งนี้ไม่ได้เจอแค่ความท้าทายทางธุรกิจ หากแต่เป็นบทพิสูจน์สำคัญของศักยภาพในการสร้างความแตกต่าง และความสามารถในการนำพาแบรนด์ให้ยืนหยัดได้ท่ามกลางตลาดที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด

The post ‘ญดา’ นักแสดงชื่อดัง เปิดตัว YoPPa Yogurt วางหมากราคาเข้าถึงง่าย 49 บาท มั่นใจสู้คู่แข่งในตลาดได้แน่! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องเรตค่าจ้าง ‘อินฟลู’ ในแพลตฟอร์มโซเชียล https://thestandard.co/influencer-social-media-rates/ Wed, 25 Feb 2026 04:14:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1181515 ภาพแสดงข้อมูลเรตค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ

หนึ่งในอาชีพ ที่กลายมาเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่คงหนีไม่พ […]

The post ส่องเรตค่าจ้าง ‘อินฟลู’ ในแพลตฟอร์มโซเชียล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงข้อมูลเรตค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ

หนึ่งในอาชีพ ที่กลายมาเป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่คงหนีไม่พ้น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ หรือในอีกชื่อหนึ่งก็อาจจะเป็น ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาชีพที่อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนที่มากมาย อาศัยกล้องโทรศัพท์เพียงหนึ่งเครื่องกับ ไอเดียที่สร้างสรรค์ ก็ทำให้สามารถหาเงินได้หลักหลายหมื่น จนอาจถึงหลักล้านต่อเดือนได้ ถ้ามีผู้ติดตามมากพอ

 

เนื่องจากกระแสการเปลี่ยนวิธีการโฆษณาของแบรนด์ต่างๆ ที่ย้ายจากสื่อโทรทัศน์แบบเก่า มาสู่การโฆษณาแบบออนไลน์มากขึ้น จากข้อมูลของ Shopify เผยว่า การโฆษณาผ่านอินฟลูฯ เป็นหนึ่งในวิธีที่สามารถสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากที่สุด และ มูลค่าที่อินฟลูฯ สร้างให้แบรนด์ต่างๆ เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าตัว และในปัจจุบันมีแบรนด์มากถึง 25% ที่ร่วมงานกับอินฟลูฯ เป็นประจำ

 

ในบทความนี้ทางทีมงาน THE STANDARD WEALTH จะพาไปส่องเรตของอินฟลูเอนเซอร์ในแพลตฟอร์มต่างๆ ตามข้อมูลที่ทาง Shopify ได้รวบรวมมาจากทั้ง Influencer Marketing Hub, Izea, Meltwater, Hootsuite และ Later เป็นต้น

 

ทั้งนี้เรตในการจ้างอินฟลูฯ อาจแตกต่างไปตามแต่ละเอ็นเกจเมนต์ของแต่ละบัญชีผู้ใช้งาน และ ลักษณะของแบรนด์ที่จ้างในแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์

 

ภาพแสดงข้อมูลเรตค่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ 1

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post ส่องเรตค่าจ้าง ‘อินฟลู’ ในแพลตฟอร์มโซเชียล appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่งความสวยให้เปล่งประกายจากภายในสู่ภายนอก ในงาน Definitely Wellness Journey by Menarini [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/life/definitely-wellness-journey-by-menarini/ Wed, 04 Feb 2026 10:00:48 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1172738

จบไปแล้วกับ Definitely Wellness Journey by Menarini กิจ […]

The post ส่งความสวยให้เปล่งประกายจากภายในสู่ภายนอก ในงาน Definitely Wellness Journey by Menarini [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>

จบไปแล้วกับ Definitely Wellness Journey by Menarini กิจกรรมที่ Menarini บริษัทเวชภัณฑ์จากอิตาลีที่มีอายุกว่า 140 ปี ชวนเหล่าแพทย์ความงาม อินฟลูเอนเซอร์ และคนรักการดูแลตัวเอง มาร่วมใช้เวลาช่วงเช้าไปกับการรีชาร์จพลังทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ และร่วมกันค้นหาความหมายของ Well-Being ในแบบที่เหมาะสมของตัวเอง

 

Definitely Wellness Journey by Menarini  

เริ่มเปิดเวทีด้วยการอัปเดตเทรนด์สุขภาพและความงาม สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันผู้คนให้ความสำคัญกับแนวคิด ‘Holistic Wellness’ หรือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมมากขึ้น ความสวยงามจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือการดูดีที่เปล่งประกายจากภายในสู่ภายนอก การดูแลด้านความงามเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ก็ยังต้องคงความเป็นธรรมชาติ และทำควบคู่ไปกับการดูแลตัวเอง ทั้งการรับประทานอาหารที่ดี การพักผ่อนอย่างเพียงพอ และการใช้ชีวิตอย่างสมดุล เพราะ Well-Being ที่แท้จริง คือการเข้าใจตัวเอง และเลือกการดูแลที่เหมาะสมในทุกช่วงของชีวิต เพื่อพาเราไปสู่ The Better Version of Yourself ที่สมดุล สง่างาม และยั่งยืนจากภายในสู่ภายนอก

 

Definitely Wellness Journey by Menarini Definitely Wellness Journey by Menarini Definitely Wellness Journey by Menarini Definitely Wellness Journey by Menarini

 

ต่อด้วย Flow and Stretch Yoga คลาสโยคะเบา ๆ จาก เบเบ้-ธันย์ชนก ฤทธินาคา ที่ดูเหมือนจะง่าย แต่ทำเอาเหงื่อซึมและร้าวไปทั้งตัว ช่วยปลุกพลังให้เช้านี้ได้เป็นอย่างดี รวมถึงมี Smoothie Bar กับเครื่องดื่มสูตรพิเศษบูสต์เอเนอร์จี้สำหรับงานนี้โดยเฉพาะ  ที่เติมเต็มประสบการณ์ได้อย่างลงตัว 

 

Definitely Wellness Journey by Menarini Definitely Wellness Journey by Menarini

 

ปิดจบงานด้วยเพลงสนุก ๆ ที่ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้น ผู้ร่วมงานได้ใช้เวลาพูดคุย แลกเปลี่ยนพลังดี ๆ และซึมซับช่วงเวลาแห่งการดูแลตัวเองอย่างแท้จริง ตอกย้ำการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่ให้ความสำคัญกับทั้งร่างกาย จิตใจ และไลฟ์สไตล์ไปพร้อมกัน

 

Definitely Wellness Journey by Menarini

The post ส่งความสวยให้เปล่งประกายจากภายในสู่ภายนอก ในงาน Definitely Wellness Journey by Menarini [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
POP PICKS Best Influencers of 2025 อินฟลูเอนเซอร์ที่ครองใจทีม THE STANDARD POP https://thestandard.co/pop-picks-best-influencers-2025/ Tue, 30 Dec 2025 10:00:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1159999 POP PICKS Best Influencers of 2025 อินฟลูเอนเซอร์ที่ครองใจทีม THE STANDARD POP

ถ้าหากพูดถึงปี 2025 อีกหนึ่งวงการที่เติบโตอย่างก้าวกระโ […]

The post POP PICKS Best Influencers of 2025 อินฟลูเอนเซอร์ที่ครองใจทีม THE STANDARD POP appeared first on THE STANDARD.

]]>
POP PICKS Best Influencers of 2025 อินฟลูเอนเซอร์ที่ครองใจทีม THE STANDARD POP

ถ้าหากพูดถึงปี 2025 อีกหนึ่งวงการที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศคงจะหนีไม่พ้นวงการ อินฟลูเอนเซอร์ ที่เข้ามามีบทบาทในวงการบันเทิงมากขึ้น ทั้งในเรื่องของไลฟ์สไตล์ ความสนุกสนานจากคอนเทนต์ รวมถึงการสร้างแรงบันดาลที่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ฝากไว้ผ่านคาแรกเตอร์ของตัวเอง

 

ในปี 2025 นี้ เรามาลองดูกันว่า THE STANDARD POP มีอินฟลูเอนเซอร์คนไหนที่ชื่นชอบ คอนเทนต์ประเภทไหนของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่ครองใจทีมงาน จนทำให้ปีนี้มีสีสันมากยิ่งขึ้นผ่านคาแรกเตอร์ของบุคคลเหล่านี้

 

เกล แอบิเกล

 

“เชื่อว่าหลายคนน่าจะคิดเห็นตรงกันว่าแม้ชีวิตจะเครียด งานหนัก หรือเหนื่อยขนาดไหน การ ‘เติมเกล’ ในแต่ละวันก็ช่วยคุณได้”, คริสตอฟเฟอร์ สเวนซัน (คริส) – POP Editor

 

ม๊าเดี่ยว

 

“เขาเป็นตัวของตัวเอง นอกกรอบ จิตใจดี และทำให้เราฉุกคิดได้ในเลเวลที่ลึกและปรัชญามากๆ”, เริ่มต้น เขมะเพ็ชร (เริ่มต้น) – Content Creator (Fashion)

 

นินิว เพชรด่านแก้ว

 

“คนจะรู้จักกันในนาม คริสติน่า แซ่แต้ ที่เรียกว่าเป็นอันดับหนึ่งของอินฟลูเอนเซอร์ตั้งแต่สมัยอดีตกาล มุกเยอะชวนฮากระจาย และหัวไวเป็นเลิศ”, ธนภัทร์ คำลือเกียร (เบเกอร์) – Content Creator (Western)

 

Cayydences

 

“ถึงส่วนตัวจะเป็นเจนซีตอนปลาย แต่อินฟลูเอนเซอร์ขวัญใจเจนซีแบบ Cayydences ทำคอนเทนต์ได้ ‘โดนเส้น’ มากจริงๆ บางครั้งเราไถโซเชียลมีเดียไปก็แค่อยากดูอะไรที่ตลก เสียดสีชีวิตแบบขำๆ แต่ก็ Empower แบบมีมๆ ซึ่งทุกครั้งที่ดู Cayydences แล้วจะขำหนักมาก เขาทำคอนเทนต์ตรงกับสไตล์เราที่เป็นคนเมนทัลเบรกแดนซ์ (ชีวิตเศร้าแต่ติดตลก) มากจริงๆ”, ภัทรณกัญ อนันเต่า (หยิน) – Content Creator (Music)

 

Nicole Nam

 

“หลายคนคงรู้จักเธอในคอนเทนต์ เด็กเส้นฝึกงาน ที่สร้างเสียงหัวเราะและมีมมาแล้วมากมาย แต่ถ้าหากติดตามคอนเทนต์อื่นๆ ของเธอ มันสอดแทรก Self Love และ Empowering อยู่ไม่น้อยเลย”, ขัติยา ฤทธิรุตม์ (อิ่ม) – Content Creator (Thai Culture)

 

brinkkty

 

“ส่วนตัวติดตามมาหลายปีแล้ว และ brinkkty ก็ยังเป็นคนที่ไม่เคยหยุดพัฒนา จากการพาไปเที่ยวแบบเพื่อนสาว ไปจนถึงการตามดูชีวิตทั้งขึ้นและลงของผู้หญิงคนหนึ่ง และล่าสุดกับคอนเทนต์เทสระบบประเทศจีน ที่สนุกและน่าติดตามเสมอ ถือว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่เคยหายไปจากโลกโซเชียลเลยสักวันจริงๆ”, จารุภา รัชตะบุตร (อาย) – Social Video Creator

 

ม๊าเดี่ยว

 

“รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง มีอิสระในหลายๆ ด้าน ถ้าฟังที่เขาพูดมันเหมือนจะตลก พูดแบบทีเล่นทีจริง แต่จริงๆ มีข้อคิดหลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าพูดออกมา ทำให้รู้สึกว่าถ้าทุกคนมีอิสระของตัวเองไม่ว่าจะด้านใดด้านหนึ่ง เราจะปล่อยวางและพูดคำว่าช่างมันได้มากขึ้น”, ชุติกาญจน์ ปิยะมังคลา (ขิม) – Producer

 

Babyjolystar

 

“เป็นคนที่สร้างความปั่นป่วนให้กับวงการอินฟลูเอนเซอร์ทั้งคาแรกเตอร์และคอนเทนต์ที่ทำออกมา”, ภัคธร สุขสำราญ (เสือ) – Video Editor

 

Gift Lee

 

“เก่ง สวย ทำทุกคลิปและภาพออกมาดีมาก บางทีก็มีเคล็ดลับการทำคลิปมาแนะนำด้วย”, พรพิชชา โกสุมพิทักษ์ (ผึ้ง) – Video Editor

 


 

POP PICKS Best Influencers of 2025 อินฟลูเอนเซอร์ที่ครองใจทีม THE STANDARD POP

 

ภาพประกอบ : สุภาวิดา สุขวัฒน์

The post POP PICKS Best Influencers of 2025 อินฟลูเอนเซอร์ที่ครองใจทีม THE STANDARD POP appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น https://thestandard.co/7-things-we-love-about-new-influential-fashion-voices/ Sun, 14 Dec 2025 12:00:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1154146 7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โลกแฟชั่นได้ต้อนรับ “กลุ่มนักวิจา […]

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โลกแฟชั่นได้ต้อนรับ “กลุ่มนักวิจารณ์รุ่นใหม่” ที่เกิดจากพลังของโซเชียลมีเดีย ผู้เล่าเรื่องแฟชั่นด้วยน้ำเสียงโฉบเฉี่ยวกว่าเดิม หลากหลายกว่าเดิม คนหมู่มากว่าเดิม เสียงใหม่เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องผ่านระบบนิตยสารดั้งเดิม หรือเคยเป็นผู้สื่อข่าวแฟชั่นจากสำนักพิมพ์ใหญ่ พวกเขาเติบโตจาก YouTube, Instagram, TikTok และ Substack พร้อมมุมมองที่ซื่อตรงกว่าที่อุตสาหกรรมเคยชิน ทำให้บทวิจารณ์แฟชั่นกลายเป็นวัฒนธรรมสาธารณะ พื้นที่ที่ใครก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามและตีความแฟชั่นได้ นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่นักวิจารณ์ไม่ได้อยู่หลังบัตรเชิญแถวหน้า แต่คือคนที่สังคมเลือกให้ขึ้นมามีพื้นที่ด้วยความจริงใจและคอนเทนต์ของพวกเขาเอง

 

เมื่อเข้าสู่ยุคปัจจุบัน Fashion Voices เหล่านี้พัฒนาไปไกลกว่าการเป็นเพียงรีวิวคอลเล็กชั่น แต่กลายเป็นผู้กำหนดบทสนทนาในวงการแฟชั่น ช่วยชี้เทรนด์, วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของแบรนด์, วิจารณ์อุตสาหกรรม และแม้แต่ทำนายทิศทางครีเอทีฟของยุคหน้า พวกเขากลายเป็น “คนกลาง” ระหว่างแบรนด์และผู้ชม เป็นทั้งผู้ถอดรหัสความหมายของแฟชั่นและผู้สร้างวัฒนธรรมป๊อปแฟชั่นขึ้นใหม่ในอินเทอร์เน็ต การที่พวกเขาเติบโตมาจากแพลตฟอร์มโซเชียลทำให้เสียงของพวกเขามีความจริงใจ ไม่เกรงใจระบบเดิม และเชื่อมโยงกับผู้ชมได้อย่างลึกซึ้ง จนกลายเป็นความน่าเชื่อถือรูปแบบใหม่ที่สื่อดั้งเดิมต้องหันมาศึกษา

 

วันนี้ THE STANDARD POP จะพาทุกคนไปทำความรู้จักเหล่าคลื่นเสียงลูกใหม่ของวงการแฟชั่น ที่ทรงอิทธิพลต่อคนยุคใหม่ผู้หลงใหลแฟชั่น

 

LUKE MEAGHER OF HAUTELEMODE

 

Luke Meagher เริ่มต้นจาก YouTube ด้วยสไตล์การรีวิวที่ผสมผสานความรู้เกี่ยวกับแฟชั่นแบบแน่นๆ เข้ากับความตลกร้ายและคอมเมนต์เชิงสังคมที่เฉียบคม ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในแฟชั่นยูทูบเบอร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดยุคนี้ จุดเด่นของ Luke Meagher คือความสามารถในการอธิบายประวัติศาสตร์แฟชั่นและเทคนิคของเสื้อผ้าในแบบที่ทั้งเข้าใจง่ายและสนุก โดยไม่กลัวที่จะวิจารณ์แบรนด์ใหญ่หรือดีไซเนอร์คนดังอย่างตรงไปตรงมา เขาเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกคลื่น Digital Fashion Critic และยังคงรักษามาตรฐานสูงในการวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นรีวิว Met Gala, Haute Couture หรือคอลเล็กชันตามฤดูกาล เสียงของ Luke Meagher คือเสียงที่ทั้งฐานแฟนและคนในวงการฟังเพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมแฟชั่นร่วมสมัย

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น 1

 

LYAS

 

Lyas เติบโตจาก Instagram และ TikTok ด้วยสไตล์การติชมแบบทันท่วงทีที่ทั้งเฉียบคม ดิบ และซื่อตรงแบบไร้ฟิลเตอร์ หลายคนรักเขาเพราะน้ำเสียงที่ไม่ประนีประนอมและสายตาที่มองทะลุการตลาดที่แบรนด์พยายามจะขาย จุดเด่นของ Lyas คือความสามารถในการมองเห็น “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของแฟชั่น ตั้งแต่การบริหารแบรนด์ ไปจนถึงทิศทางสร้างสรรค์ของดีไซเนอร์ยุคใหม่ คอนเทนต์ของเขาสั้น กระชับ แต่เต็มไปด้วยมุมมองที่กึ่งการเมือง กึ่งวัฒนธรรมป๊อป ซึ่งทำให้เขาโดดเด่นในหมู่วิพากษ์แฟชั่นออนไลน์ เขาคือเสียงที่ทั้งโผงผางและทรงพลังในยุคที่อินเทอร์เน็ตต้องการผู้พูดความจริงมากกว่าความสวยงาม แถมช่วงหลังเขาได้สร้างปรากฏการณ์การทำ Watch Party ตามเมืองต่างๆ รวมตัวคนให้มาดูแฟชั่นโชว์สำคัญ เช่น โชว์เดบิวต์ของ Matthieu Blazy ที่ CHANEL ซึ่งมีคนมาชมเป็นหลักพันแต่ละครั้ง

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น 2

 

KIM RUSSELL – KIMBINO

 

Kim Russell หรือ Kimbino คือแฟชั่นคูเรเตอร์จากออสเตรเลียที่เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “อ้างอิงทางแฟชั่น (references)” ของทั้งอินเทอร์เน็ต เธอเริ่มจากการโพสต์เทียบภาพต้นทางของดีไซน์และแรงบันดาลใจในประวัติศาสตร์ ทำให้หลายคนตระหนักว่าหลายแบรนด์กำลังหมุนเวียนไอเดียเดิมๆ จุดเด่นของ Kimbino คือสายตาที่แม่นยำราวกับนักประวัติศาสตร์ศิลป์ การเชื่อมโยงภาพชุดหนึ่งกับอีกคอลเล็กชันหนึ่งในยุคต่างๆ อย่างชัดเจนและมีเหตุผล เธอไม่ใช่นักวิจารณ์ที่เน้นความดราม่า แต่เน้นการให้ข้อมูลจริง พร้อมปลูกฝังความเข้าใจเรื่อง “การยืมแรงบันดาลใจ vs การลอกเลียนแบบ” เสียงของ Kim คือความรู้ที่นุ่มนวลแต่ทรงอิทธิพล

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น 3

 

LAUREN SHERMAN OF PUCK NEWS

 

แม้จะไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์จาก TikTok หรือ Instagram แต่ Lauren Sherman คือหนึ่งในนักเขียนด้านธุรกิจแฟชั่นที่สำคัญที่สุดยุคนี้ เธอเริ่มต้นจากการเป็นบรรณาธิการและนักข่าวสายอุตสาหกรรมสำหรับเว็บไซต์อย่าง Business of Fashion ก่อนจะกลายเป็นคอลัมนิสต์ของ Puck News ที่มีอิทธิพลมหาศาล พร้อมมีรายการพอดแคสต์ของตัวเองชื่อ Fashion People ซึ่งจุดเด่นของ Lauren Sherman คือการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง ตั้งแต่รายได้ของแบรนด์ การย้ายตำแหน่งผู้บริหาร ไปจนถึงกลยุทธ์การตลาด และสามารถเล่าเรื่องซับซ้อนให้เป็นบทสนทนาที่ทุกคนอยากอ่าน เธอเป็น “เสียงแห่งเหตุผล” ของยุคนี้ ผู้ที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าแฟชั่นไม่ได้เป็นเพียงรูปลักษณ์ แต่เป็นธุรกิจระดับพันล้านดอลลาร์ที่กำลังกำหนดอนาคตวัฒนธรรมของโลก

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น 4

 

DYLAN KELLY – “WALK WITH ME”

 

Dylan Kelly สร้างชื่อจากวิดีโอ “Walk With Me” บน TikTok และ Instagram ที่พาเขาเดินไปตามงานนิทรรศการ ร้านหนังสือ ไปจนถึงรันเวย์แฟชั่น พร้อมบรรยายด้วยเสียงทุ้มผ่อนคลายแบบตัวละคร Miranda Priesley ใน The Devil Wears Prada โดยวิดีโอของ Dylan ผสมผสาน gentle aesthetics กับการเล่าเรื่องแบบวัฒนธรรมป๊อปยุคใหม่ ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้เดินไปข้างๆ เขาจริงๆ จุดเด่นของ Dylan คือความสามารถในการทำให้แฟชั่นดูเข้าถึงง่าย นุ่มนวล และอบอุ่น แทนที่จะเป็นโลกที่กดดันและเต็มไปด้วยความว้าวุ่น เขานำเสนอมุมมองของแฟชั่นที่ “มนุษย์” มากขึ้น และทำให้ผู้ชมจดจำได้ว่าแฟชั่นคือประสบการณ์ ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น 5

 

HANAN BESOVIC OF IDESERVECOUTURE

 

Hanan Besovic คอนเทนต์ครีเอเตอร์จากโครเอเชียเริ่มต้นจากการทำมีมคัลเจอร์เกี่ยวกับแฟชั่นรันเวย์ ก่อนจะพัฒนาไปสู่การเป็นหนึ่งในเสียงที่มีอิทธิพลที่สุดในอินเทอร์เน็ตแฟชั่นยุคนี้ จุดเด่นคือความตลกเจ็บๆ ที่สะท้อนความจริงเกี่ยวกับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีไซเนอร์ที่กำลังล้า ระบบการทำงานที่ไม่ยั่งยืน หรือการรีแบรนด์ที่ไม่เป็นผล เขามีความสามารถพิเศษในการมองเห็นด้านที่ “คนไม่พูดถึง” ของแฟชั่น และเล่ามันด้วยอารมณ์ขันที่ทั้งกัดและวิเคราะห์ไปพร้อมกัน ผู้ชมรักเขาเพราะเขาพูดแทนพวกเราในโลกแฟชั่นที่มักเคร่งเครียดเกินไป เสียงของ Hanan Besovic คือการปลดล็อกวัฒนธรรมแฟชั่นให้กลับมาสนุกและจริงใจ

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น 6

 

BEKA GVISHIANI OF STYLE NOT COM

 

Beka คือผู้ก่อตั้งแอ็กเคานต์ Instagram ที่ชื่อว่า Style Not Com ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ขนาดแบรนด์และดีไซเนอร์ระดับโลกยังต้องติดตาม เขาเริ่มต้นจากการโพสต์ข่าวอัปเดตแฟชั่นในลักษณะมินิมอลด้วยพื้นหลังสีน้ำเงินและฟอนต์เรียบๆ จุดเด่นคือความไว ความแม่นยำ และการใช้ “น้ำเสียงกึ่งนิ่ง แต่เฉียบคม” ที่ทำให้ข่าวแฟชั่นดูเป็นทั้งศิลปะและมีมในเวลาเดียวกัน Style Not Com กลายเป็นแหล่งข่าวที่สื่อทั่วโลกใช้เช็กข้อมูล เพราะ Beka เข้าใจดีว่าการเล่าเรื่องแบบยุคใหม่ต้องกระชับ น่าแชร์ และมีเอกลักษณ์ ภาพจำของเขาคือความสามารถในการสรุปอุตสาหกรรมแฟชั่นทั้งระบบให้เหลือเพียงไม่กี่ประโยค แต่ทุกประโยคคือพลัง

 

7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น 7

The post 7 THINGS WE LOVE ABOUT NEW INFLUENTIAL FASHION VOICES ผู้ทรงอิทธิพลยุคใหม่ของวงการแฟชั่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลาไทยคุม ‘อินฟลูเอนเซอร์’ แล้วหรือยัง? ก.ล.ต. จ่อเข้มแนะนำการลงทุนเตรียมออกกฎให้ ‘ผู้จ้าง’ ต้องรับผิดชอบ หากโฆษณาผิดกฎ https://thestandard.co/sec-tightens-influencer-investment-rules/ Thu, 04 Dec 2025 01:49:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1151204 ถึงเวลาไทยคุม ‘อินฟลูเอนเซอร์’ แล้วหรือยัง? ก.ล.ต. จ่อเข้มแนะนำการลงทุน เตรียมออกกฎให้ ‘ผู้จ้าง’ ต้องรับผิดชอบ หากโฆษณาผิดกฎ

แม้ตัวเลขผู้เล่นในสมรภูมิอินฟลูเอนเซอร์ไทยจะพุ่งสูงแตะ […]

The post ถึงเวลาไทยคุม ‘อินฟลูเอนเซอร์’ แล้วหรือยัง? ก.ล.ต. จ่อเข้มแนะนำการลงทุนเตรียมออกกฎให้ ‘ผู้จ้าง’ ต้องรับผิดชอบ หากโฆษณาผิดกฎ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถึงเวลาไทยคุม ‘อินฟลูเอนเซอร์’ แล้วหรือยัง? ก.ล.ต. จ่อเข้มแนะนำการลงทุน เตรียมออกกฎให้ ‘ผู้จ้าง’ ต้องรับผิดชอบ หากโฆษณาผิดกฎ

แม้ตัวเลขผู้เล่นในสมรภูมิอินฟลูเอนเซอร์ไทยจะพุ่งสูงแตะ 16 ล้านราย จนดูเหมือนตลาดจะเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ไม่ว่าจะเป็นมืออาชีพกว่า 3 แสนราย หรือกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และผู้ทำ Affiliate อีกนับล้านที่ผันตัวมาเป็นผู้สร้างคอนเทนต์

 

แต่ในมุมของเม็ดเงินโฆษณา ทิศทางกลับสวนทางและยังคงเติบโตอย่างร้อนแรง โดยคาดการณ์ว่าสัดส่วนงบการตลาดในกลุ่มนี้จะขยับจาก 15.5% ขึ้นไปแตะระดับ 21% ภายในปีหน้า

 

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนสัจธรรมข้อหนึ่งที่ว่า ตราบใดที่มนุษย์ยังโหยหาความเชื่อมโยงและต้องการฟังเสียงจาก ‘เพื่อน’ ที่ตัวเองไว้ใจ อินฟลูเอนเซอร์จะยังคงทรงอิทธิพลเหนือสื่อรูปแบบอื่นเสมอ

 

ทว่า ภายใต้ความไว้เนื้อเชื่อใจเปรียบเสมือนเพื่อนสนิท กลับซ่อนความเปราะบางที่น่ากังวล เมื่อพื้นที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นช่องทางชี้นำการตัดสินใจในเรื่องที่เดิมพันด้วยความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน อย่างเรื่อง ‘การเงิน’ และ ‘สุขภาพ’ โดยไร้การคัดกรอง จนเกิดคำถามว่า สังคมไทยกำลังปล่อยให้ความไว้ใจทำงานเกินขอบเขตความปลอดภัยอยู่หรือไม่?

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

ในขณะที่มหาอำนาจอย่างจีน เลือกที่จะขีดเส้นกติกาใหม่อย่างชัดเจน โดยกำหนดให้ผู้ผลิตคอนเทนต์ในหัวข้อที่มีความละเอียดอ่อนสูงทั้งการแพทย์ กฎหมาย และการลงทุน จำเป็นต้องแสดงใบอนุญาตและคุณวุฒิวิชาชีพเพื่อยืนยันตัวตนก่อนจะสื่อสารสู่สาธารณะ

 

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย เราอาจต้องตั้งคำถามกันอย่างจริงจังว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องมีกลไกเข้ามากำกับดูแลมาตรฐานเหล่านี้ ก่อนที่ความเสียหายจะขยายวงกว้างไปมากกว่านี้

 

สัญญาณล่าสุดชี้ว่า ภาครัฐเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและเริ่มขยับตัวเพื่อตอบรับกับความท้าทายนี้แล้ว โดยเฉพาะในฝั่งตลาดทุนที่ต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับผู้แนะนำการลงทุนบนโลกออนไลน์

 

ก.ล.ต. จ่อคุมเข้ม ‘ฟินฟลูเอนเซอร์’ แนะนำการลงทุน

 

ก่อนหน้านี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการโฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้การกำกับดูแลมีความครอบคลุม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

 

ปัจจุบัน สื่อดิจิทัลเป็นหนึ่งในช่องทางหลักในการเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของประชาชน ขณะเดียวกัน ฟินฟลูเอนเซอร์ (Finfluencer) มีบทบาทมากขึ้นในการเผยแพร่ความรู้และให้มุมมองด้านการลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ลงทุนรายย่อย ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีความหลากหลาย ซึ่งช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกและกว้างขวางมากขึ้น แต่มักมาพร้อมกับความเสี่ยง ทั้งด้านความถูกต้อง ความโปร่งใส และการให้คำแนะนำโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

โดย ก.ล.ต. ได้วิเคราะห์ช่องว่างในการกำกับดูแล (Gap Analysis) และพบว่า หลักเกณฑ์ในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในการกำกับดูแลการโฆษณาที่เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมของผู้ลงทุน ก.ล.ต. จึงปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการโฆษณาของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ผู้ประกอบธุรกิจ) เพื่อให้สอดคล้องกับการโฆษณารูปแบบใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมของผู้ลงทุน โดยเพิ่มเติมหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจ ดังนี้

 

  • คัดเลือกผู้จัดทำโฆษณา จัดให้มีหลักเกณฑ์และกระบวนการคัดเลือกผู้จัดทำโฆษณาที่มีความพร้อมและน่าเชื่อถือ

 

  • จัดให้มีข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบธุรกิจและผู้จัดทำโฆษณา และกำหนดรายละเอียดข้อตกลงที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถปฏิบัติตามที่หลักเกณฑ์การโฆษณากำหนดได้

 

  • กำกับดูแลการโฆษณา กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจควบคุมดูแลการจัดทำและการเผยแพร่โฆษณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เช่น การตรวจสอบหรืออนุมัติเนื้อหาการโฆษณาก่อนเผยแพร่ และการดูแลให้ผู้จัดทำโฆษณาปฏิบัติตามที่หลักเกณฑ์การโฆษณากำหนด

 

  • เปิดเผยข้อมูล กรณีโฆษณาผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ให้เปิดเผยคำเตือนเพิ่มเติมไว้ในส่วนของคำอธิบาย/รายละเอียดของโพสต์ (description) หรือในคำบรรยายใต้ภาพ/โพสต์ (caption) และกรณีมีการว่าจ้างผู้จัดทำโฆษณา ให้เปิดเผยให้ผู้ลงทุนทราบว่าเป็นโฆษณาที่ถูกว่าจ้างโดยผู้ประกอบธุรกิจในทุกช่องทางและรูปแบบที่มีการเผยแพร่โฆษณา เว้นแต่เป็นรูปแบบที่เห็นได้ชัดแจ้งอยู่แล้วว่าเป็นการโฆษณา เช่น ป้ายโฆษณา หรือสปอตโฆษณา

 

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็น ซึ่งมีรายละเอียดหลักการในเรื่องดังกล่าวบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถศึกษาและแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ จนถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

 

ถึงเวลาไทยคุม ‘อินฟลูเอนเซอร์’ แล้วหรือยัง? ก.ล.ต. จ่อเข้มแนะนำการลงทุน เตรียมออกกฎให้ ‘ผู้จ้าง’ ต้องรับผิดชอบ หากโฆษณาผิดกฎ 1

 

ใช้งานวิจัยพัฒนาคุม Finfluencers

 

ด้านศาสตราจารย์ ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงความคืบหน้าของการนำงานวิจัยมาพัฒนาเป็นมาตรการกำกับดูแลผู้แนะนำการลงทุนในสื่อสังคมออนไลน์ (Finfluencers) หรือหรืออินฟลูเอนเซอร์ด้านแนะนำการลงทุน อย่างเป็นรูปธรรม

 

โดยยืนยันว่า ก.ล.ต. ได้นำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ในการออกแบบและทบทวนนโยบายอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 5-6 ปีแล้ว และล่าสุดได้รับรางวัลจากการใช้ผลงานวิจัยสร้างสรรค์มาตรการที่เป็นรูปธรรมจากกลุ่มผู้กำกับดูแลในภูมิภาคเอเชีย

 

ใช้ AI ‘กวาดข้อมูล’ ค้นหาหลักฐานก่อนออกเกณฑ์

 

เลขาธิการ ก.ล.ต. ชี้แจงว่า การกำกับดูแล Finfluencers เป็นเทรนด์ที่ผู้กำกับดูแลทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เพิ่มมากขึ้น และการรับคำแนะนำหรือข้อมูลจากสื่อเหล่านี้อาจทับซ้อนกับบทบาทของผู้มีใบอนุญาตในตลาดทุน เช่น ผู้แนะนำการลงทุน

 

ดังนั้น ก.ล.ต. จึงได้ดำเนินการวิจัยโดยใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยในการกวาดหรือรวบรวมข้อมูลเนื้อหา (Content) จากสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ

 

โดยผลจากการวิจัยพบ Finfluencers ว่า

 

  • เนื้อหาส่วนใหญ่ เป็นการให้ข้อมูลข่าวสารทั่วไป
  • มีบางส่วน ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนโดยเฉพาะ
  • มีบางส่วน ที่ให้คำแนะนำการลงทุนและอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest : CIO) เช่น มีสปอนเซอร์ แต่ไม่ได้มีการเปิดเผยหรือแจ้งให้ทราบอย่างชัดเจน ซึ่งตามปกติ ก.ล.ต. สนับสนุนให้มีการเปิดเผย COI)

 

เลือกใช้ ‘Responsible Voice’ คุม Finfluencers แทนการให้ใบอนุญาต

 

เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า แนวทางการกำกับดูแล Finfluencers ทั่วโลกมีตั้งแต่การปล่อยไปตามธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ โดยการกำกับดูแลโดยกำหนดให้ต้องมีใบอนุญาตยังเป็นส่วนน้อย

 

ก.ล.ต. พิจารณาแล้วเห็นว่า Finfluencers มีประโยชน์ในการให้ข้อมูลข่าวสารในรูปแบบที่เข้าใจง่าย โดยเฉพาะต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่เสพสื่อหลักน้อยลง แต่ก็มีความกังวลถึงความเสี่ยงของการให้คำแนะนำที่อาจไม่ถูกต้องหรือเข้าข่ายการให้คุณค่าที่ต้องมีใบอนุญาต

 

ดังนั้น ก.ล.ต. จึงเลือกแนวทางสายกลาง คือ ไม่นำเข้ามาเป็นผู้ได้รับใบอนุญาต แต่ก็จะไม่ปล่อยไปตามธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่โครงการในการดูแล Finfluencers ที่เป็นรูปธรรม คือ Responsible Voice

 

สำหรับโครงการ Responsible Voice ของ ก.ล.ต. มีรายละเอียด ดังนี้

 

  • ใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของ Finfluencers ในการแนะนำการลงทุนที่ถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น (Financial Well-being) ของผู้ติดตาม
  • ก.ล.ต. ได้เชิญ Finfluencers กลุ่มที่มีผู้ติดตามจำนวนมากมาเข้าร่วมโครงการ โดยมีการทำความเข้าใจและสร้างเครือข่ายร่วมกันกับผู้กำกับดูแลอื่น ๆ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
  • โดยจัดอบรม Finfluencers จัดมาแล้ว 2 รุ่น ครอบคลุมเพจ/กลุ่มรวม 75 ราย ซึ่งมีผู้ติดตามรวมประมาณ 14 ล้านราย
  • Finfluencers ที่เข้าร่วมโครงการบางรายได้ตระหนักถึงความเสี่ยงและปิดเพจบางส่วนที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายไป
  • ก.ล.ต. ยืนยันว่าไม่ได้บังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับต้องเลือกใช้บริการเฉพาะ 75 รายนี้ แต่เชื่อว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะมี Branding ที่น่าเชื่อถือ

 

มาตรการใหม่ พุ่งเป้า ‘ผู้ประกอบธุรกิจ’ ที่ว่าจ้าง Finfluencers

 

สำหรับโครงการ Responsible Voice ก.ล.ต. ได้ดำเนินการออกเกณฑ์ใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัล (DA) ที่ไปว่าจ้าง Finfluencers ให้ทำการตลาดหรือโฆษณา

 

เนื่องจากในความเป็นจริง Finfluencers ส่วนใหญ่ทำงานเป็นอาชีพและมีผู้ว่าจ้าง ดังนั้นผู้ที่เสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงิน (Financial Product) จึงต้องรับผิดชอบ

 

หลักเกณฑ์หลัก 4 ข้อที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องดำเนินการ

 

  • กำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือก ผู้จัดทำโฆษณา (Finfluencers)
  • ทำข้อตกลง ที่มีรายละเอียดว่าผู้จัดทำต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การโฆษณาที่เกี่ยวข้องของสำนักงาน
  • ควบคุมดูแล การจัดทำโฆษณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ เช่น ห้ามโฆษณาคริปโทในวงกว้าง)
  • เปิดเผย ให้ผู้ลงทุนทราบว่าการโฆษณาดังกล่าวถูกว่าจ้างโดยผู้ประกอบธุรกิจในทุกช่องทาง (รวมถึง Social Media)

 

สำหรับมาตการบทลงโทษ หากผู้ประกอบธุรกิจไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เหล่านี้ จะถือเป็นความผิดเกี่ยวกับระบบงาน ซึ่งจะมีมาตรการตั้งแต่การสั่งแก้ไข ปรับปรุง และปรับ

 

ก.ล.ต. ระบุว่า เกณฑ์ดังกล่าวได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว และ คาดว่าจะประกาศใช้ได้ในช่วงปลายปีนี้ จะมีผลบังคับใช้จริงในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า

 

ทั้งนี้ ในกรณีที่ Finfluencers ให้คำแนะนำโดยที่ไม่มีผู้ว่าจ้าง แต่มีการให้ข้อมูลที่บิดเบือน โดยให้คำแนะนำการกลงทุนโดยไม่มีใบอนุญาต และสร้างความเสียหาย ก็ยังถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ได้อีกด้วยเช่นกัน

 

ถึงเวลาไทยคุม ‘อินฟลูเอนเซอร์’ แล้วหรือยัง? ก.ล.ต. จ่อเข้มแนะนำการลงทุน เตรียมออกกฎให้ ‘ผู้จ้าง’ ต้องรับผิดชอบ หากโฆษณาผิดกฎ 2

 

อินฟลูฯ ต้องถูก ‘ดูแล’ ไม่ใช่แค่ ‘ควบคุม’

 

ด้าน ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด และผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ถึงมุมมองต่อแนวคิดการออกกฎหมายกำกับอินฟลูเอนเซอร์ โดยเฉพาะผู้ที่ผลิตคอนเทนต์ด้านสุขภาพและการลงทุน ซึ่งอาจต้องมีใบอนุญาตอย่างเป็นทางการก่อนทำคอนเทนต์หรือโฆษณาบนแพลตฟอร์มต่างๆ

 

มองว่า แนวคิดดังกล่าวถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง หากตั้งต้นจากหลักการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สุด ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อน แต่ยังทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ โปร่งใส ในราคาที่เป็นธรรม และไม่ถูกเอาเปรียบจากการสื่อสารที่มีผลประโยชน์แอบแฝง

 

และเมื่อมองผ่านกรอบการคุ้มครองผู้บริโภค ผศ.ดร.เอกก์ชี้ว่า Influencer จึงควรผ่านกระบวนการดูแลบางอย่าง ทั้งด้านมาตรฐานความถูกต้องของข้อมูล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ โดยเฉพาะในคอนเทนต์ที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คน เช่น สุขภาพ การเงิน หรือสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง

 

ยิ่งไปกว่านั้น ระบบกำกับดูแล Influencer ถือเป็นเรื่องจำเป็น แม้รูปแบบที่เหมาะสมยังต้องถกเถียงต่อไป แต่แก่นสำคัญคือการสร้างความปลอดภัยให้ผู้บริโภคในยุคที่ใครก็สามารถสร้างคอนเทนต์ได้ และผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยให้ความเชื่อถือ Influencer มากกว่าสื่อดั้งเดิม

 

ควรยืนยันตัวตนเช่นเดียวกับผู้ค้าออนไลน์

 

สำหรับแนวคิดให้ผู้สร้างคอนเทนต์ที่มีรายได้จากผู้บริโภคต้องยืนยันตัวตนหรือทำ KYC เช่นเดียวกับผู้ค้าออนไลน์ มองว่าไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพราะโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลปัจจุบันเอื้อต่อการตรวจสอบตัวตนอยู่แล้ว ตั้งแต่การเปิดบัญชี การทำธุรกรรม ไปจนถึงการยืนยันตัวตนออนไลน์ที่ทำได้รวดเร็วและมีต้นทุนต่ำ

 

โดยปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับควบคุม Influencer แม้บทบาทของผู้สร้างคอนเทนต์จะอยู่กึ่งกลางระหว่างสื่อและผู้ประกอบการที่แสวงหาผลประโยชน์จากการโปรโมตสินค้า ทำให้เกิดความทับซ้อนกับหลายวิชาชีพที่ต้องมีใบอนุญาตทางการ

 

ทั้งนี้ ในแง่ของการกำกับดูแลยังอาศัยกฎหมายหลักเพียงสองฉบับ ได้แก่ กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเน้นจัดการข้อมูลเท็จบนโลกออนไลน์ แต่กฎหมายเหล่านี้ยังมีความกว้าง ไม่ครอบคลุมพฤติกรรมเฉพาะทาง เช่น การทำงานของอัลกอริทึม การเข้าถึงผู้ติดตาม หรือรูปแบบธุรกิจที่ Influencer ใช้ในการสร้างรายได้ จึงอาจไม่เพียงพอสำหรับสภาพแวดล้อมการตลาดที่ซับซ้อนในปัจจุบัน

 

ผศ.ดร.เอกก์ ย้ำว่า ภาครัฐควรใช้คำว่า ดูแล แทน ควบคุม เพื่อให้เกิดความร่วมมือมากกว่าการบังคับ และการดูแลควรมุ่งไปที่ 2 เป้าหมายหลัก ได้แก่ คัดผู้สร้างคอนเทนต์ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกจากแพลตฟอร์มให้มากที่สุด ส่งเสริมผู้ที่ทำงานคุณภาพ ให้มีมาตรฐานสูงขึ้น เพื่อยกระดับทั้งอุตสาหกรรม

 

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานรัฐที่ดูแล Influencer โดยตรง แต่หลายแพลตฟอร์ม เช่น TikTok, LINE หรือแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลต่างมีโปรแกรมพัฒนาครีเอเตอร์และระบบคัดกรองของตัวเองอยู่แล้ว ทำให้การออกกฎหมายใหม่อาจไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ทันที

 

พร้อมเสนอว่า ภาครัฐควรหารือร่วมกับสมาคมวิชาชีพ เช่น สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย หรือสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกันพัฒนาจรรยาบรรณให้อุตสาหกรรมดูแลกันเอง ซึ่งจะเพิ่มความยืดหยุ่น และไม่สร้างภาระเกินจำเป็น

 

ผศ.ดร.เอกก์ ทิ้งท้ายว่า การยกระดับมาตรฐานควรมาพร้อมกับแรงจูงใจเชิงบวก เช่น ระบบรับรองหรือการมอบรางวัลให้กับ Influencer ที่มีคุณภาพ และมีบทลงโทษ สำหรับผู้ที่ทำผิดจรรยาบรรณหรือชี้นำสังคมอย่างไม่เหมาะสม เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ปลอดภัย โปร่งใส และเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภคในระยะยาว

 

ถึงเวลาไทยคุม ‘อินฟลูเอนเซอร์’ แล้วหรือยัง? ก.ล.ต. จ่อเข้มแนะนำการลงทุน เตรียมออกกฎให้ ‘ผู้จ้าง’ ต้องรับผิดชอบ หากโฆษณาผิดกฎ 3

 

กฎต้องไม่ดึงจนทำลายความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็ไม่หย่อนยานไป

 

ขณะที่ ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด (MI GROUP) และ นายกสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย (MAAT) ได้ฉายมุมมองเรื่องนี้กับ THE STANDARD WEALTH ว่า สำหรับประเทศไทย แม้หน่วยงานอย่าง ก.ล.ต. จะเริ่มมีการขยับตัวเพื่อดูแลกลุ่มสายการลงทุน หรือแพทยสภาที่เริ่มเข้มงวดกับแพทย์ที่ทำคอนเทนต์ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่ในภาพรวมถือว่าเรายังขยับตัวช้ากว่าสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น

 

“ประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีมาตรการกำกับดูแลเรื่องนี้ เพราะบริบทของสื่อสังคมออนไลน์ในบ้านเรามีความก้าวหน้าและทรงพลังมากกว่าหลายประเทศ หากเทียบกับญี่ปุ่นที่ยังมองโซเชียลมีเดียเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต แต่สำหรับคนไทย แพลตฟอร์มเหล่านี้คือกระแสหลักที่กำหนดวิถีชีวิต ค่านิยม และเป็นช่องทางหลักในการซื้อขายสินค้า (Social Commerce)”

 

สิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยคือการที่อินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของผู้คนสูงมาก แต่ผู้บริโภคชาวไทยจำนวนไม่น้อยยังมีความเปราะบางในการเสพสื่อ หรืออาจมี Media Literacy ที่ยังไม่เพียงพอจุดนี้จึงกลายเป็นความเสี่ยง

 

เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่มีใบรับรองวิชาชีพออกมาให้ข้อมูลในเรื่องที่ละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิต เช่น การแนะนำอาหารเสริม การรักษาโรค หรือการลงทุน ซึ่งหากข้อมูลนั้นผิดพลาด อาจนำมาซึ่งความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สินและสุขภาพร่างกาย

 

ดังนั้น แนวคิดเรื่องการจัดระเบียบอินฟลูเอนเซอร์จึงเป็นสิ่งที่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และควรเกิดขึ้นมานานแล้วโดยโมเดลที่เหมาะสมไม่ใช่การเข้าไปจำกัดสิทธิเสรีภาพหรือตัดโอกาสในการประกอบอาชีพ แต่คือการสร้างมาตรฐานการกำกับดูแล เพื่อตีกรอบให้ชัดเจน

 

หากเป็นเรื่องไลฟ์สไตล์ทั่วไป เช่น การท่องเที่ยว ร้านอาหาร หรือความบันเทิง เรายังคงให้อิสระได้เต็มที่ แต่หากเป็นเนื้อหาในกลุ่มเสี่ยง เช่น สุขภาพ ความงาม และการเงิน จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวด ผู้ที่จะให้ข้อมูลเชิงลึกได้ควรต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีใบรับรองวิชาชีพเท่านั้น หรือหากอินฟลูเอนเซอร์ทั่วไปต้องการนำเสนอ ก็ต้องมีการระบุขอบเขตให้ชัดเจนว่าเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล เพื่อให้ผู้รับสารมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ

 

ในส่วนของกลไกการดูแลประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีเจ้าภาพหลักในการออกกฎระเบียบ ซึ่งอาจจะเป็น กสทช. เนื่องจากเป็นผู้กำกับดูแลช่องทางการสื่อสาร โดยทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อวางแผนแม่บทที่เหมาะสม ไม่ตึงจนเกินไปจนทำลายความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็ไม่หย่อนยานจนเกิดความเสี่ยงต่อสังคม

 

“ความท้าทายสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การร่างกฎเกณฑ์ เพราะเรามีกรณีศึกษาจากต่างประเทศอย่างจีนที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือ การบังคับใช้ให้เข้มข้นและจริงจัง”

 

ในฐานะของคนทำงานสื่อและอีกบทบาทคือนายกสมาคมมีเดียเอเจนซี่ฯ ภวัต ยืนยันว่า สนใจและพร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ใช่เจ้าภาพหลัก แต่ถือเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยตรงในระบบนิเวศนี้

 

“การมีกติกาที่ชัดเจนไม่ได้ส่งผลดีแค่ต่อผู้บริโภค แต่ยังเป็นการยกระดับคุณค่าให้กับตัวอินฟลูเอนเซอร์เอง คนที่เป็นตัวจริง รู้จริง มีใบรับรอง จะสามารถพูดได้เสียงดังขึ้นและได้รับความน่าเชื่อถือมากขึ้น ส่วนคนที่ไม่รู้จริงก็จะต้องระมัดระวัง เพื่อให้พื้นที่โซเชียลมีเดียของไทยเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์”

 

ภาพ: Accogliente Design / Shutterstock

The post ถึงเวลาไทยคุม ‘อินฟลูเอนเซอร์’ แล้วหรือยัง? ก.ล.ต. จ่อเข้มแนะนำการลงทุนเตรียมออกกฎให้ ‘ผู้จ้าง’ ต้องรับผิดชอบ หากโฆษณาผิดกฎ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อใครก็แจ้งเกิดได้บน TikTok ถอดมุมคิด 3 ครีเอเตอร์ ทำยังไงให้ไม่จมหายไปกับกระแส https://thestandard.co/tiktok-insights-from-3-creators/ Tue, 25 Nov 2025 13:57:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1147553 เมื่อใครก็แจ้งเกิดได้บน TikTok ถอดมุมคิด 3 ครีเอเตอร์ ทำยังไงให้ไม่จมหายไปกับกระแส

ใครจะเชื่อว่าจากงานอดิเรกยามว่าง จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคั […]

The post เมื่อใครก็แจ้งเกิดได้บน TikTok ถอดมุมคิด 3 ครีเอเตอร์ ทำยังไงให้ไม่จมหายไปกับกระแส appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อใครก็แจ้งเกิดได้บน TikTok ถอดมุมคิด 3 ครีเอเตอร์ ทำยังไงให้ไม่จมหายไปกับกระแส

ใครจะเชื่อว่าจากงานอดิเรกยามว่าง จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล แม้หลายธุรกิจอาจต้องประคองตัว แต่ ‘Influencer Marketing’ กลับเป็นตลาดที่เติบโตสวนกระแส ท่ามกลางการแข่งขันในสนามนี้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ

 

เมื่อโซเชียลมีเดียทลายกำแพงกั้น เปิดโอกาสให้ทุกคนก้าวขึ้นมาเป็น ‘ครีเอเตอร์’ หรือเจ้าของพื้นที่หน้าจอได้เพียงแค่ปลายนิ้ว ไม่ใช่แค่ดารา แต่คือใครก็ได้ที่มีสมาร์ตโฟนและเรื่องเล่าที่น่าสนใจ ก็พร้อมจะกระโดดเข้ามาแย่งชิงเวลาจากผู้ชม

 

ข้อมูลจาก เทลสกอร์ แพลตฟอร์มด้าน Influencer Marketing ประเมินว่าในปี 2025 อุตสาหกรรมนี้จะเติบโตต่อเนื่องกว่า 15% และยังมีแนวโน้มขยายตัวไม่หยุด สอดคล้องกับข้อมูลจาก MI Group ที่ชี้ให้เห็นว่า แม้จำนวนอินฟลูเอนเซอร์จะดูเหมือนถึงจุดอิ่มตัว แต่แบรนด์ต่างๆ ก็ยังคงทุ่มงบการตลาดมาที่นี่ เพราะความเชื่อมั่นในพลังของการบอกต่อ

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

สิ่งที่น่าจับตาต่อคือตัวเลขผู้ใช้งาน TikTok ในไทยที่ปัจจุบันพุ่งสูงกว่า 50 ล้านคนต่อเดือน ซึ่งหมายความว่าประชากรส่วนใหญ่ของประเทศกำลังกระจุกตัวอยู่บนแพลตฟอร์มนี้ และที่น่าสนใจกว่าปริมาณคือพฤติกรรมการใช้งานที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นเสพความบันเทิงเป็นหลัก เริ่มขยายวงกว้างไปสู่การเรียนรู้ การหาข้อมูล จนถึงกลายเป็นช่องทางทำมาหากินที่ไม่อาจมองข้าม

 

ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนออกมาผ่านความสนใจของผู้คนที่แตกแขนงไปอย่างหลากหลาย เห็นได้จากแฮชแท็กอย่าง #TikTokพากิน ที่มียอดคอนเทนต์สะสมกว่า 2.6 ล้านโพสต์ หรือกลุ่มคนรักกีฬาที่รวมตัวกันผ่าน #SportsonTikTok ซึ่งเปลี่ยนภาพจำของกีฬาให้กลายเป็นเรื่องที่ย่อยง่ายและเข้าถึงคนในวงกว้าง

 

คำถามสำคัญคือ ในสมรภูมิที่มีผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน และใครๆ ก็สามารถลุกขึ้นมาเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ได้ คนทำคอนเทนต์จะยืนระยะอย่างไรให้แตกต่างและยั่งยืน?

 

กรณีศึกษาที่น่าสนใจท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด คือโมเดลของผู้ที่เพิ่งคว้ารางวัลใหญ่จากเวที TikTok Awards Thailand 2025 ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปในวิธีคิดของทั้งตัวแทน 3 ครีเอเตอร์ จะช่วยฉายภาพให้เห็นว่า ภายใต้คลิปสั้นๆ ที่สร้างรอยยิ้ม แท้จริงแล้วมีกลยุทธ์ทางธุรกิจและการเอาตัวรอดซ่อนอยู่อย่างไร

 

แข่งกับอัลกอริทึมไม่พอ ต้องแข่งกับคนกันเองด้วย ‘ความเร็ว’

 

รางวัลใหญ่ที่สุดของงานอย่าง Creator of the Year ตกเป็นของ โบว์ กัญญารัตน์ ปิยะนันทสมดี (bowkanyaratp) เจ้าของช่องที่เปลี่ยนวิกฤตโควิดให้เป็นโอกาส จนค้นพบสูตรสำเร็จว่าคนดูไม่ได้ต้องการแค่คอนเทนต์กิน แต่ต้องการความเป็น ‘คอมมูนิตี้ครอบครัว’ ที่มีความ ‘เรียล’ (Real) จับต้องได้

 

ความน่าสนใจอยู่ที่กลยุทธ์หลังบ้าน โบว์เปิดเผยอินไซต์สำคัญว่า ‘ความเร็ว’ คือปีศาจที่ครีเอเตอร์ต้องวิ่งแข่งด้วยเสมอ ไม่ใช่แค่แข่งกับช่องอื่น แต่ต้องแข่งกันเองภายในครอบครัวด้วย หากมีคอนเทนต์กระแสเกิดขึ้น ใครถ่ายเสร็จและตัดต่อลงช่องได้ก่อน คนนั้นคือผู้ชนะที่กวาดยอดวิวไปครอง

 

เหตุผลคือพฤติกรรมคนดู หากเห็นคอนเทนต์ซ้ำจากช่องพี่น้องหรือช่องอื่นผ่านตามาแล้ว โอกาสที่จะหยุดดูซ้ำจะลดน้อยลงทันที การชิงพื้นที่การมองเห็นเป็นเจ้าแรกจึงเป็นสำคัญ ไม่แพ้ความท้าทายของการทำคลิปสั้นคือต้อง “มัดใจคนดูตั้งแต่วินาทีแรก”

 

ดังนั้นอีกหนึ่งตัวเลขที่โบว์ให้ความสำคัญมากคือ ‘Retention Rate’ หรืออัตราการดูจนจบ โดยใช้หลักการ “Data โกหกไม่ได้” เข้ามาจับ หากคลิปถูกนำส่งแล้วคนดูสนใจเกิน 50% หรือ 80% ระบบจะดันคลิปนั้นต่อว่าเป็นคลิปคุณภาพ แต่ถ้าตัวเลขต่ำกว่าเกณฑ์ การมองเห็นจะถูกลดทอนทันที

 

เมื่อใครก็แจ้งเกิดได้บน TikTok ถอดมุมคิด 3 ครีเอเตอร์ ทำยังไงให้ไม่จมหายไปกับกระแส 1

 

โบว์จึงใช้วิธีวิเคราะห์กราฟคนดูแบบวินาทีต่อวินาที หากช่วงไหนคนกดออก หรือกราฟดิ่งลง ช่วงเวลานั้นจะถูกตัดทิ้ง หรือปรับเปลี่ยนวิธีเล่าเรื่องใหม่ในคลิปถัดไป และเมื่อไหร่ที่เจอปัญหา Burnout วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือการนอนพัก แล้วตื่นมาวิเคราะห์ใหม่ หากคลิปไหนยอดไม่ดีให้ทิ้งไป แล้วเริ่มใหม่ทันทีโดยไม่เสียเวลานั่งเสียดาย หรือถ้ายังอยากเล่าเรื่องเดิม ก็แค่เปลี่ยนวิธีการนำเสนอใหม่ เพื่อให้คนดูรู้สึกสนุกขึ้นกว่าเดิม

 

เปลี่ยนเรื่องยากให้ง่าย และมองคู่แข่งเป็นเพื่อนร่วมวงการ

 

ขยับมาที่รางวัล Food Creator of the Year อย่าง เคน เจ้าของช่อง paratt_ ผู้จบสายตรงจากสถาบันอาหาร และเคยผ่านงานในร้านระดับมิชลิน แต่กลับเลือกทิ้งกรอบทฤษฎีที่ซับซ้อน แล้วหันมาทำคอนเทนต์ภายใต้แนวคิด Simplify หรือการทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย

 

เคนมองว่าการทำอาหารคือปัจจัย 4 ที่ทุกคนควรสนุกกับมันได้ จึงเลือกนำเสนอเมนูสไตล์ Asian Twist ที่ผสมผสานวัตถุดิบเอเชียเข้ากับเทคนิคตะวันตก แต่ย่อยวิธีทำให้ออกมาดูง่าย ไม่ซับซ้อน เพื่อบอกผู้ชมว่า “การเข้าครัวไม่ใช่เรื่องไกลตัว”

 

สิ่งที่น่าสนใจคือทัศนคติต่อ ‘คู่แข่ง’ เคนไม่ได้มองว่าการที่มีครีเอเตอร์หน้าใหม่เกิดขึ้นมากมายเป็นภัยคุกคาม แต่กลับมองว่าเป็นเรื่องน่ายินดี ยิ่งคนเข้ามาในวงการเยอะ อุตสาหกรรมก็จะยิ่งขยายตัว เม็ดเงินหมุนเวียนมากขึ้น ผู้ว่าจ้างมีสเกลงานที่ใหญ่ขึ้น และรูปแบบธุรกิจก็จะหลากหลายขึ้น สุดท้ายผลพลอยได้จะตกอยู่กับทุกคนในวงการ

 

บทเรียนสำคัญที่เคนฝากไว้คือ “อย่าลืมวันแรกว่าลงคลิปเพราะอะไร” พลังงานและความสุขในวันแรกที่ทำคลิปคือสิ่งที่ดีที่สุด แม้ในวันที่ต้องเจอกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากอย่างการเปลี่ยนอัลกอริทึม หรือยอดวิวที่ลดหายไป การยึดมั่นในตัวตนและไม่หยุดทำ คือหนทางเดียวที่จะทำให้ผ่านช่วงเวลานั้นไปได้

 

เมื่อใครก็แจ้งเกิดได้บน TikTok ถอดมุมคิด 3 ครีเอเตอร์ ทำยังไงให้ไม่จมหายไปกับกระแส 2

 

พลิกเรื่องหัวร้อน ให้เป็นคอนเทนต์ ‘Blue Ocean’

 

จากความพ่ายแพ้ของทีมลิเวอร์พูลต่อลีดส์ 2-0 เมื่อ 4 ปีก่อน กลายเป็นจุดกำเนิดของ huafulldooball (หัวฟูดูบอล) เจ้าของรางวัล Sports Creator of the Year คลิปบ่นระบายอารมณ์ที่มีคนดู 40,000 วิว ทำให้รู้ว่ามาถูกทาง แต่ลำพังแค่การวิเคราะห์บอลแบบจริงจัง หรือการบ่นทีมรัก อาจไม่ใช่คำตอบในระยะยาว

 

หัวฟูดูบอลจึงตัดสินไม่อยู่ในกรอบด้วยการหนีจากทะเลแดงที่คนทำข่าวกีฬาเยอะแล้ว ไปสู่การเล่าเรื่องแปลก เรื่องราวในประวัติศาสตร์ หรือมุมมองตลกๆ อย่าง ‘ปลาเตะบอล’ เพื่อสร้างความแตกต่างและขยายฐานคนดูให้กว้างขึ้น

 

กลยุทธ์นี้ทำให้ช่องกลายเป็นพื้นที่ผ่อนคลายสำหรับคอบอล เพราะฟุตบอลเป็นลูกกลมๆ ที่มองได้หลายมุม ไม่จำเป็นต้องเครียดเสมอไป เป้าหมายของช่องจึงไม่ใช่แค่ยอดวิว แต่คือการมอบ ‘กำไร’ ให้กับคนดู หากใครสักคนเครียดจากการเรียนหรือการทำงาน แล้วมาดูคลิป 2 นาทีจนยิ้มได้ นั่นถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว

 

สำหรับใครที่อยากเริ่มต้น หัวฟูดูบอลแนะนำให้ลองทำไปก่อนสัก 10 คลิป แล้วนำคลิปที่ยอดวิวดีที่สุดมา ‘แกะ’ ดูอย่างละเอียดว่าพูดคำไหน เปิดคลิปด้วยคำถามอะไร หรือมีจุดไหนที่ดึงคนดูได้ แล้วทำซ้ำในรูปแบบที่เป็นตัวเอง และเมื่อไหร่ที่หมดไฟ วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือการกลับไปดูคลิปเก่าที่เคยทำได้ดี เพื่อเตือนตัวเองว่าเราเดินทางมาไกลแค่ไหน และมีคนรอดูผลงานอยู่อีกมาก

 

บทเรียนจากทั้ง 3 กรณีศึกษา สะท้อนให้เห็นว่าในสนามที่มีผู้เล่นกว่า 16 ล้านคน ความสำเร็จอาจไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่คือส่วนผสมของ Data, ความสม่ำเสมอ และการสร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ซึ่งหากรักษาคุณภาพและเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย พื้นที่สำหรับครีเอเตอร์ตัวจริงก็ยังคงเปิดกว้างเสมอ

The post เมื่อใครก็แจ้งเกิดได้บน TikTok ถอดมุมคิด 3 ครีเอเตอร์ ทำยังไงให้ไม่จมหายไปกับกระแส appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เสรีภาพ มาพร้อมความรับผิดชอบ’ ถอดบทเรียนดราม่าหน้า Lawson ถึงปัญหานักท่องเที่ยวล้นญี่ปุ่น https://thestandard.co/lawson-drama-overtourism-japan/ Tue, 18 Nov 2025 12:12:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1144729 ‘เสรีภาพ มาพร้อมความรับผิดชอบ’ ถอดบทเรียนดราม่าหน้า Lawson ถึงปัญหานักท่องเที่ยวล้น ญี่ปุ่น

กำลังเป็นกระแสร้อนแรง หลังอินฟลูเอ็นเซอร์ชาวไทยถอดเสื้อ […]

The post ‘เสรีภาพ มาพร้อมความรับผิดชอบ’ ถอดบทเรียนดราม่าหน้า Lawson ถึงปัญหานักท่องเที่ยวล้นญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เสรีภาพ มาพร้อมความรับผิดชอบ’ ถอดบทเรียนดราม่าหน้า Lawson ถึงปัญหานักท่องเที่ยวล้น ญี่ปุ่น

กำลังเป็นกระแสร้อนแรง หลังอินฟลูเอ็นเซอร์ชาวไทยถอดเสื้อเต้นโชว์บนหลังคารถยนต์หน้า Lawson สาขาคาวากุจิโกะในญี่ปุ่น จนได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากทั้งในโลกออนไลน์และโลกออฟไลน์ โดยพฤติกรรมดังกล่าว ไม่เพียงแต่ถูกมองว่า เสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการซ้ำเติมปัญหา ‘การท่องเที่ยวที่เกินขีดจำกัด’ (Overtourism) ในญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งคนท้องถิ่นกำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนจากนักท่องเที่ยวอย่างหนัก

 

ดราม่าครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่แค่เรื่องของอินฟลูเอ็นเซอร์รายบุคคล แต่เป็นภาพสะท้อนที่สำคัญของ ‘จริยธรรมการสร้างคอนเทนต์’ และ ‘ความรับผิดชอบทางสังคม’ ของผู้มีอิทธิพลบนโลกดิจิทัลในปัจจุบัน

 

THE STANDARD ได้สัมภาษณ์ ภัทรพล เหลือบุญชู เจ้าของเพจ JapanSalaryman เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยภัทรพลระบุว่า ปัญหาที่นักท่องเที่ยวไปสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับคนญี่ปุ่นมักจะเกิดขึ้นในช่วงระยะหลังๆ เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางไปญี่ปุ่น จนเกิดเป็นปัญหา ‘Overtourism’

 

“แม้จะมีนักท่องเที่ยวที่ดีจำนวนมาก แต่ก็มีนักท่องเที่ยวบางส่วนที่อาจจะยังไม่เข้าใจกฎกติกา และอาจทำผิดกฎหมายของญี่ปุ่น” ภัทรพลยังระบุว่า “นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เห็นนักท่องเที่ยวไทยเป็นข่าวในลักษณะนี้ ชัดเจนขนาดนี้”

 

ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเกินในญี่ปุ่นเป็นปัญหาที่ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวหลังช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวในญี่ปุ่นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่า และความต้องการที่จะเดินทางมาเยือนญี่ปุ่นอย่างล้นหลาม โดยจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้าญี่ปุ่นทำสถิติสูงสุดใหม่ทุกเดือนในปีนี้ โดยเฉพาะเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 3.26 ล้านคน หรือคิดเป็น 13% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายนในปีที่แล้ว

 

แม้ว่าการท่องเที่ยวที่เกินขีดจำกัด (Overtourism) อาจจะสร้างเม็ดเงินและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับญี่ปุ่นอย่างมาก แต่ในปัจจุบันเสียงร้องเรียนของชาวญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากปัญหานี้ก็เริ่มดังขึ้นเช่นเดียวกัน เนื่องจากนักท่องเที่ยวที่มากจนเกินไป อาจมีส่วนเพิ่มแนวโน้มการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เคารพทางวัฒนธรรมและกฎหมายของญี่ปุ่น เช่น การส่งเสียงดังในพื้นที่สาธารณะ การขีดเขียนหรือทำลายสาธารณสมบัติ รวมถึงการไม่เคารพสิทธิความเป็นส่วนตัว (Privacy) ของผู้อื่น

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่นของญี่ปุ่น ได้ริเริ่มเสนอมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ล้นเกินขีดจำกัดนี้ เช่น การประกาศขึ้นภาษีโรงแรมในย่านท่องเที่ยวชื่อดัง ทำให้นักท่องเที่ยวอาจเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าพักในอัตราที่สูงขึ้น, การติดตั้งสิ่งกีดขวางหรือกำแพงในบางจุด เพื่อลดหรือชะลอความแออัดของนักท่องเที่ยว รวมถึงการออกแคมเปญ ‘Mind Your Manners’ เพื่อเตือนให้นักท่องเที่ยวรักษามารยาท ไปจนถึงการจัดรถบัสสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อระบบขนส่งสาธารณะในท้องถิ่นของญี่ปุ่น

 

ภัทรพลอธิบายว่า รัฐบาลญี่ปุ่นชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นได้มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ดูแลคนต่างชาติโดยเฉพาะ และมีท่าทีที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นจะเข้มงวดกับคนต่างชาติที่ไม่รักษากฎหมาย เช่น การรุกล้ำพื้นที่ของคนญี่ปุ่น หรือการอยู่เกินวีซ่ากำหนด (Overstay) แล้วไปทำงานที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น โดยภัทรพลเชื่อว่า มาตรการการพิจารณาจำกัดวีซ่าหรือคัดจำนวนนักท่องเที่ยวเข้าประเทศญี่ปุ่นนั้น น่าจะยังไม่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้

 

เสรีภาพในการสร้างคอนเทนต์ กับความรับผิดชอบทางสังคม

 

ผศ. ดร.เอกพล เธียรถาวร อาจารย์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และประธานชมรมเครือข่ายนักสื่อสารข้อมูลเชิงลึกแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า กระแสสังคมที่เกิดขึ้นค่อนข้างเป็นไปตามแนวทางที่คาดเดาได้อยู่แล้ว นั่นคือ ผู้คนจะเข้ามาแสดงจุดยืน ‘ต่อต้าน’ การกระทำดังกล่าว และในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดการมีส่วนร่วม (Engagement) กับอินฟลูเอ็นเซอร์คนนั้นเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบของการทำคอนเทนต์ในลักษณะนี้ว่า เป็น ‘เทรนด์เลียนแบบ’ เพื่อเรียกยอด Engagement เพราะเห็นว่า คนอื่นทำแล้วได้ยอด Engagement เยอะ จึงทำต่อๆ กัน

 

อาจารย์เอกพลยังระบุว่า อินฟลูเอ็นเซอร์ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์เหล่านี้ มีเสรีภาพในการสื่อสารในแบบของตัวเอง แต่เสรีภาพนั้นต้องอยู่ในกรอบของ ‘ความรับผิดชอบ’ ด้วย อีกทั้งยังควรคำนึงถึงกฎกติกามารยาทของชุมชน รวมถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา

 

พร้อมเน้นย้ำว่า ปัจจุบันการเข้าถึงเครื่องมือสื่อสารได้ง่าย ทำให้ใครๆ ก็มีพลังในการสื่อสารได้ แต่ก็ต้องใช้เครื่องมือและการสื่อสารนั้นอย่าง ‘มีความรับผิดชอบ’

 

สอดคล้องกับภัทรพลที่มองว่า ประเด็นสำคัญในการทำคอนเทนต์คือ ‘การเคารพกฎกติกาที่ค่อนข้างชัดเจนของแต่ละสถานที่’ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นรักความสงบ และไม่ต้องการความเดือดร้อนวุ่นวายจากการใช้ชีวิตประจำวัน

 

ทั้งยังอธิบายว่า การกระทำของอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดังคนดังกล่าว มีความเสี่ยงที่อาจจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายของญี่ปุ่นได้ หากมีคู่กรณี เนื่องจากบริเวณหน้าร้าน Lawson นั้นเป็นจุดที่ Sensitive มาก หากร้าน Lawson มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวขัดขวางการทำธุรกิจและสร้างความเดือดร้อน พวกเขาก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ เพราะมีคลิปวีดีโอเป็นหลักฐานชัดเจน

 

ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย และแนวทางปฏิบัติ

 

ภัทรพลแสดงความกังวลอย่างมากว่า พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ พร้อมระบุว่า คนไทยส่วนใหญ่รักประเทศญี่ปุ่นมาก มีมารยาททางสังคม ค่อนข้างเคารพและปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจทำให้คนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งเข้าใจผิด และเกิด ‘การเหมารวม’ ว่า คนไทยเป็นแบบนี้ และเนื่องจากอินฟลูเอ็นเซอร์คนนี้มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก จึงอาจถูกตีความได้ว่า คนไทยที่ติดตามอยู่ให้การยอมรับพฤติกรรมดังกล่าว

 

ขณะที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์สื่อถึงกรณีอินฟลูเอ็นเซอร์ชาวไทยแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่แลนด์มาร์กชื่อดังของประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ว่า เมื่อเราไปประเทศไหนก็ต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมของประเทศนั้นๆ ซึ่งเราก็รู้ว่า ‘สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีระเบียบ’ เราต้องระมัดระวัง เพราะการไปแสดงพฤติกรรมแบบนั้น กระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย และเราไม่อยากให้กระทบการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย

 

เจ้าของเพจ JapanSalaryman ยังได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปท่องเที่ยว หรือทำคอนเทนต์ในญี่ปุ่น โดยเน้นย้ำถึงวัฒนธรรม ‘การรักสงบ’ และ ‘การเคารพสิทธิส่วนบุคคล’ ของชาวญี่ปุ่น ดังนั้น หากถ่ายรูปหรือทำคอนเทนต์ใดๆ ไม่ควรให้ใบหน้าของคนญี่ปุ่นปรากฏอยู่ในภาพ หากไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงหลีกเลี่ยงการก่อความเดือดร้อนวุ่นวาย หรือส่งเสียงดัง เพราะคนญี่ปุ่นรักความสงบมาก และต้องการดำเนินชีวิตตามธรรมเนียมเดิมอย่างปกติสุข หากแสดงพฤติกรรมใดที่ละเมิดความเป็นส่วนตัว และความปกติสุขในการดำเนินชีวิตของคนญี่ปุ่นมีโอกาสที่จะเกิดดราม่าได้ง่าย

 

ส่วนอาจารย์เอกพลกล่าวทิ้งท้ายโดยเน้นย้ำว่า อำนาจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอีกส่วนหนึ่งอยู่ในมือผู้ชม หรือผู้รับสาร แม้ว่าในตอนแรก อินฟลูเอ็นเซอร์ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์เหล่านี้จะทำเหมือนไม่สนใจใคร แต่ถ้ายอดไลก์ หรือยอด Engage ลดลง ก็จะส่งผลกระทบต่อพวกเขาอย่างแน่นอน

 

ดังนั้น อำนาจในการต่อรองที่สำคัญ เพื่อให้ผู้มีอิทธิพลในโลกโซเซียลอย่าง อินฟลูเอ็นเซอร์ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์เหล่านี้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้นนั้น อยู่ในมือของ ‘ผู้ชม หรือผู้รับสาร’ ทุกคน

 

อ้างอิง:

The post ‘เสรีภาพ มาพร้อมความรับผิดชอบ’ ถอดบทเรียนดราม่าหน้า Lawson ถึงปัญหานักท่องเที่ยวล้นญี่ปุ่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ต่างประเทศติงอินฟลูฯ ไทย ไปประเทศไหนต้องทำตามธรรมเนียมประเทศนั้น หวั่นพฤติกรรมกระทบภาพลักษณ์นักท่องเที่ยวไทย https://thestandard.co/thai-tourists-behavior-abroad/ Tue, 18 Nov 2025 04:26:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1144413 รมว.ต่างประเทศติงอินฟลูฯ ไทย ไปประเทศไหนต้องทำตามธรรมเนียมประเทศนั้น หวั่นพฤติกรรมกระทบภาพลักษณ์นักท่องเที่ยวไทย

วันนี้ (18 พฤศจิกายน) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่า […]

The post รมว.ต่างประเทศติงอินฟลูฯ ไทย ไปประเทศไหนต้องทำตามธรรมเนียมประเทศนั้น หวั่นพฤติกรรมกระทบภาพลักษณ์นักท่องเที่ยวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รมว.ต่างประเทศติงอินฟลูฯ ไทย ไปประเทศไหนต้องทำตามธรรมเนียมประเทศนั้น หวั่นพฤติกรรมกระทบภาพลักษณ์นักท่องเที่ยวไทย

วันนี้ (18 พฤศจิกายน) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแลนด์มาร์กชื่อดังของประเทศญี่ปุ่นว่า เมื่อเราไปประเทศไหนก็ต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมของประเทศนั้นๆ ซึ่งเราก็รู้ว่าสังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีระเบียบ เราต้องระมัดระวังเพราะการไปแสดงพฤติกรรมแบบนั้นกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย และเราไม่อยากให้กระทบการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทย

 

ส่วนที่มีการเรียกร้องให้ถอนพาสปอร์ตของอินฟลูเอ็นเซอร์ และไม่ให้เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นอย่างถาวรนั้น สีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของตัวเขาเอง เข้าใจว่าทางการญี่ปุ่นจะมีการดำเนินการตามกฎหมาย

The post รมว.ต่างประเทศติงอินฟลูฯ ไทย ไปประเทศไหนต้องทำตามธรรมเนียมประเทศนั้น หวั่นพฤติกรรมกระทบภาพลักษณ์นักท่องเที่ยวไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนสั่งคุมเข้มอินฟลูเอนเซอร์ ห้ามพูดเรื่องการเงิน กฎหมาย สุขภาพ หากไม่มีใบปริญญาหรือใบอนุญาตวิชาชีพมายืนยัน สวนทางสหรัฐฯ ที่ ‘ทรัมป์’ หนุน-Meta เลิก Fact-Check https://thestandard.co/china-influencer-license-rules/ Mon, 17 Nov 2025 10:36:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1144239 จีนสั่งคุมเข้ม อินฟลูเอนเซอร์ ห้ามพูดเรื่องการเงิน กฎหมาย สุขภาพ หากไม่มีใบปริญญาหรือใบอนุญาตวิชาชีพมายืนยัน สวนทาง สหรัฐฯ ที่ ‘ทรัมป์’ หนุน-Meta เลิก Fact-Check

The Economic Times รายงานว่า รัฐบาลจีนได้สร้างแรงสั่นสะ […]

The post จีนสั่งคุมเข้มอินฟลูเอนเซอร์ ห้ามพูดเรื่องการเงิน กฎหมาย สุขภาพ หากไม่มีใบปริญญาหรือใบอนุญาตวิชาชีพมายืนยัน สวนทางสหรัฐฯ ที่ ‘ทรัมป์’ หนุน-Meta เลิก Fact-Check appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนสั่งคุมเข้ม อินฟลูเอนเซอร์ ห้ามพูดเรื่องการเงิน กฎหมาย สุขภาพ หากไม่มีใบปริญญาหรือใบอนุญาตวิชาชีพมายืนยัน สวนทาง สหรัฐฯ ที่ ‘ทรัมป์’ หนุน-Meta เลิก Fact-Check

The Economic Times รายงานว่า รัฐบาลจีนได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการอินฟลูเอนเซอร์ โดยกำหนดให้ผู้สร้างคอนเทนต์ต้องแสดงหลักฐานคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง หากต้องการพูดคุยในหัวข้อที่ ‘จริงจัง’ (Serious) เช่น การเงิน, สุขภาพ, การแพทย์, กฎหมาย หรือการศึกษา

 

Social Media Today ชี้ว่า แม้กฎนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของแนวปฏิบัติสำหรับผู้แพร่ภาพออนไลน์ (Conduct for Online Broadcasters) มาตั้งแต่ปี 2022 แล้ว แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนเพิ่งจะเริ่มนำมาบังคับใช้อย่างจริงจังมากขึ้นในขณะนี้

 

กฎระเบียบใหม่นี้ กำหนดให้ผู้สร้างคอนเทนต์ต้องมีปริญญาหรือใบอนุญาตวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะเผยแพร่เนื้อหา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัดข้อมูลที่ผิดๆ จากผู้มีอิทธิพลที่ขาดความรู้จริง และอาจต้องเผชิญกับโทษปรับสูงถึง 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.5 แสนบาท) หากมีการละเมิดกฎหมาย

 

โดยหน่วยงานกำกับดูแลด้านไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) ได้ออกมาปกป้องกฎหมายนี้ว่าถูกนำมาใช้เพื่อ ‘ปกป้องประชาชนจากเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจผิดและคำแนะนำที่เป็นอันตราย’ บนโลกออนไลน์

 

นอกจากการกำหนดคุณสมบัติของผู้พูดแล้ว CAC ยังได้สั่งห้ามการโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์, อาหารเสริม และอาหารเพื่อสุขภาพ เพื่อป้องกันการ ‘โฆษณาแฝง’ ที่มาในรูปแบบของการให้ความรู้ และยังกำหนดให้ผู้สร้างคอนเทนต์ต้องระบุอย่างชัดเจนหากเนื้อหาส่วนใดสร้างขึ้นโดย AI หรือมีการอ้างอิงมาจากงานวิจัย

 

แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Douyin (TikTok เวอร์ชันจีน), Weibo และ Bilibili จะต้องมีหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สร้างคอนเทนต์เหล่านี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวัฒนธรรมอินฟลูเอนเซอร์ของจีน และได้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

 

ผู้ใช้งานจำนวนมากต่างแสดงความยินดีกับกฎหมายใหม่นี้ โดยผู้ใช้ Weibo รายหนึ่งแสดงความเห็นว่า “ถึงเวลาแล้วที่ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจะได้เป็นผู้นำในการสนทนา” แต่ในทางกลับกัน หลายฝ่ายก็แสดงความกังวลว่ากฎหมายนี้จะเป็นการจำกัด ‘เสรีภาพในการพูด’ และทำลายความคิดสร้างสรรค์ “อีกหน่อยเราคงต้องมีใบอนุญาตเพื่อแสดงความคิดเห็น” ผู้สร้างคอนเทนต์ในปักกิ่งคนหนึ่งกล่าว

 

Social Media Today ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แนวคิดในการควบคุมอินฟลูเอนเซอร์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเกาหลีใต้ที่กำลังพิจารณาออกกฎหมายในลักษณะคล้ายกัน โดยมุ่งเป้าไปที่การจำกัดชาวต่างชาติที่แสดงความคิดเห็นเชิงลบหรือสร้างความเกลียดชังต่อประเทศ

 

The Korea Times รายงานว่า รัฐมนตรียุติธรรมของเกาหลีใต้ จองซองโฮ (Jung Sung-ho) ได้กล่าวว่า รัฐบาลกำลังทบทวนมาตรการที่จะจำกัดการเข้าประเทศของชาวต่างชาติที่แสดงความคิดเห็นเชิงลบหรือสร้างความเกลียดชังต่อเกาหลีใต้จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกว่าเนื้อหาของพวกเขาอาจส่งผลกระทบมากกว่าแค่กระแสต่อต้านในโซเชียลมีเดีย

 

การพิจารณากฎหมายนี้เป็นผลมาจากกรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นล่าสุดหลายครั้ง กรณีแรกคือ จอห์นนี่ โซมาลี (Johnny Somali) สตรีมเมอร์ชาวอเมริกันที่ถูกดำเนินคดีเมื่อปีที่แล้ว หลังจากเผยแพร่คลิปที่เขาสร้างความวุ่นวายในร้านสะดวกซื้อ อีกกรณีคือ เดโบะจัง (Debo-chan) ยูทูบเบอร์ชาวเกาหลีที่อาศัยในญี่ปุ่น ซึ่งกำลังถูกสอบสวนจากคลิปไวรัลที่อ้างข้อมูลเท็จว่ามีการค้นพบ ‘ศพที่ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ หลายสิบศพ’ ในเกาหลีใต้

 

การเคลื่อนไหวของประเทศในเอเชียเหล่านี้ช่างดู ‘แตกต่าง’ อย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับแนวทางในสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังเผชิญกับความแตกแยกทางสังคมและการเมืองที่รุนแรงอันเป็นผลมาจากข้อมูลบิดเบือน แต่กลับดูเหมือนว่าจะยิ่งส่งเสริมให้อินฟลูเอนเซอร์มีตัวตนและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

 

ตัวอย่างเช่น Meta ได้ประกาศยุติโครงการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยบุคคลที่สาม และผ่อนคลายกฎเกณฑ์ด้านเนื้อหา หลังจากถูกกดดันทางการเมืองจากรัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งต้องการให้มีการควบคุมเนื้อหาน้อยลง

 

ในขณะที่สื่อกระแสหลักถูกทรัมป์โจมตีอย่างต่อเนื่องว่านำเสนอข้อมูลเท็จ เขากลับเลือกที่จะยกระดับความน่าเชื่อถือให้กับเหล่าพอดแคสเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์ที่ช่วยกระจายข่าวสารของเขา ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจเป็นประโยชน์ต่อตนเอง แต่ก็ทำให้ชาวอเมริกันมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของทฤษฎีสมคบคิดและการโฆษณาชวนเชื่อได้ง่ายขึ้น

 

ประเด็นนี้จึงนำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า การเปิดให้ใครก็ได้พูดในสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้โดยปราศจากความรับผิดชอบนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ แม้ว่าเสรีภาพของสื่อจะเป็นรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเห็นที่ขาดความรู้ความเข้าใจในประเด็นที่ซับซ้อนก็กำลังสร้าง ‘ความเสียหาย’ และความแตกแยกทางสังคมอย่างเห็นได้ชัด

 

ในโลกที่ทุกอย่างถูกย่อยให้เหลือเพียงมีมสั้นๆ ช่องว่างทางความรู้นี้ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของสื่อยุคใหม่ที่มักจะจุดประเด็นดราม่าเพื่อกระตุ้นอารมณ์และเรียกยอดการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นแนวทางที่สื่อตะวันตกกำลังส่งเสริม ในขณะที่สื่อในฝั่งเอเชียกำลังพยายามหาทางควบคุม
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 32.44 บาท ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568

 

ภาพ: amenic181/Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post จีนสั่งคุมเข้มอินฟลูเอนเซอร์ ห้ามพูดเรื่องการเงิน กฎหมาย สุขภาพ หากไม่มีใบปริญญาหรือใบอนุญาตวิชาชีพมายืนยัน สวนทางสหรัฐฯ ที่ ‘ทรัมป์’ หนุน-Meta เลิก Fact-Check appeared first on THE STANDARD.

]]>
27 FRIDAY FALL/WINTER 2025 คอลเล็กชันใหม่ในชื่อ ‘Made in Thailand’ https://thestandard.co/27friday-made-in-thailand-bifw2025/ Mon, 20 Oct 2025 07:55:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1132832 COVER - Made In Thailand Collection

อีกหนึ่งโชว์ที่สะกดสายตาเหล่าคนรักแฟชั่นได้อย่างน่าทึ่ง […]

The post 27 FRIDAY FALL/WINTER 2025 คอลเล็กชันใหม่ในชื่อ ‘Made in Thailand’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
COVER - Made In Thailand Collection

อีกหนึ่งโชว์ที่สะกดสายตาเหล่าคนรักแฟชั่นได้อย่างน่าทึ่งคือโชว์ของ ๒๗ FRIDAY แบรนด์สุดที่ผสมผสานงานศิลปะและฝีมือการประดิษฐ์ผ่านแนวคิดของตนเอง ถ่ายทอดออกมาเป็นคอลเลกชันเสื้อผ้าที่มีความเป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจน ซึ่งนำเสนอคอลเลกชัน “Made in Thailand” มุ่งผลิตความรู้สึกของความเป็นไทยในมุมมองต่างๆ ผ่านการนำสัญลักษณ์ (Symbolic) มาสื่อถึงความเป็นไทยในหลากหลายรูปแบบ ตีความความเป็นไทยที่สดใหม่และร่วมสมัย ผ่านโชว์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน งานนี้ยังได้ศิลปินดาราอย่าง แจม-รชตะ หัมพานนท์, ตูมตาม-ยุทธนา เปื้องกลาง, แนท-อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์, น้ำตาล-ชลิตา ส่วนเสน่ห์, ต่าย- เพ็ญพักตร์ ศิริกุล, เพิร์ล-ศัจกร ฉลาด, พีค-ภีมพล พาณิชย์ธำรง ตลอดจนเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ มะเดี่ยว, เมญ่า ซันซัน และ ฟลุ๊คกะล่อน มาร่วมเดินแบบนำเสนอความเป็นไทยในมุมใหม่จนเรียกเสียงปรบมือได้สนั่นเต็นท์ขาว

 

1 2 3 4 5 6 7 8 9

 

ภาพ: BIFW

The post 27 FRIDAY FALL/WINTER 2025 คอลเล็กชันใหม่ในชื่อ ‘Made in Thailand’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินฟลูเอนเซอร์ (ยัง) ไม่ตาย! ปี 2025 ตลาดโต 15% ผู้เชี่ยวชาญชี้ ถ้าปั้นยอดขายได้จริง แพงแค่ไหนแบรนด์ก็พร้อมจ่าย https://thestandard.co/influencer-market-growth-thailand-2025/ Wed, 15 Oct 2025 04:49:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1130650

หลังจาก คมสันต์ แซ่ลี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Flash Express […]

The post อินฟลูเอนเซอร์ (ยัง) ไม่ตาย! ปี 2025 ตลาดโต 15% ผู้เชี่ยวชาญชี้ ถ้าปั้นยอดขายได้จริง แพงแค่ไหนแบรนด์ก็พร้อมจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>

หลังจาก คมสันต์ แซ่ลี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Flash Express กล่าวบนเวทีเสวนาในงาน The Secret Sauce Summit 2025 ที่ผ่านมา ว่า ในอนาคต ‘อินฟลูเอนเซอร์’ จะหายไป พร้อมอธิบายว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบ่งออกเป็น 3 ยุค ซึ่งยุคแรกคือยุคของการส่งสินค้าจากโรงงานไปยังลูกค้าโดยตรงในราคาที่ต่ำที่สุด และเป็นยุคที่ไทยกับจีนได้ผ่านมาแล้ว

 

กระทั่งมาถึง ‘ยุคที่ 2’ ที่ผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อสินค้าจาก Influencer/KOL ที่พวกเขาติดตาม สู่ ‘ยุคที่ 3’ ที่อัลกอริทึมและ AI ทำคอนเทนต์ซ้ำได้เร็วและถูก จนคุณค่าของผู้ขายแบบ KOL จะลดลงเรื่อยๆ และคนที่จะอยู่รอดได้ไม่ใช่คนที่เคยมีฐานแฟนคลับมากที่สุด แต่เป็นคนที่ทำแบรนด์เอง

 

ยิ่งปัจจุบันแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต้องการใช้อินฟลูเอนเซอร์เป็นคนหาลูกค้ามาให้ แต่ถ้าวันหนึ่ง แพลตฟอร์มมีอัลกอริทึมที่ทำให้เจ้าของแบรนด์เข้าถึงตัวลูกค้าได้เอง แล้วตัวกลางอย่างอินฟลูฯ จะมีประโยชน์อะไร ทั้งหมดจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า ‘อวสานอินฟลูเอนเซอร์’

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 


 

เทลสกอร์ ชี้ ‘อวสานอินฟลูเอนเซอร์’ ไม่ใช่จุดจบ แต่คือจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรม

 

จากความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น THE STANDARD WEALTH ได้ร่วมวงสัมภาษณ์ ‘เทลสกอร์’ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้าน Influencer Marketing ในประเทศไทย

 

สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด กล่าวว่า กระแส ‘อวสานอินฟลูเอนเซอร์’ ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าอาชีพอินฟลูเอนเซอร์กำลังถึงทางตันหรือไม่ แต่ในความเป็นจริง ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่การสิ้นสุดของอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ แต่เป็นยุคของการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมครีเอเตอร์

 

สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทลสกอร์ จำกัด

 

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังผันผวน แต่ตลาด Influencer Marketing ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่การแข่งขันจะรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถสร้างคอนเทนต์และเข้าถึงผู้ชมได้ง่าย ส่งผลให้จำนวนอินฟลูเอนเซอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกระดับ ตั้งแต่ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ไปจนถึงระดับซูเปอร์สตาร์ หรือแม้แต่ดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงก็เข้ามาในตลาด

 

โดยประเมินว่าอุตสาหกรรม Influencer Marketing ในปี 2025 จะเติบโตต่อเนื่องกว่า 15% จากปีก่อน และยังมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

“สิ่งสำคัญคือแบรนด์ต้องเข้าใจการทำ Branding via Creators ไม่ใช่แค่การสร้างความแตกต่าง แต่ต้องบอกเล่าอย่างมี Human Connection ว่าแบรนด์นำเสนอคุณค่าอะไร สื่อสารผ่านใคร และเชื่อมโยงกับคอมมูนิตี้อย่างไร และการสร้างแบรนด์ยุคใหม่ควรผสานกลยุทธ์ O2O Marketing (Online-to-Offline) ผ่านกิจกรรมจริง เช่น อีเวนต์, เวิร์กชอป หรือคอนเสิร์ต เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค”

 

อีกแนวทางสำคัญคือ การอยู่ร่วมกับ AI ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง AI Avatar ของอินฟลูเอนเซอร์เพื่อทำคอนเทนต์สั้น ๆ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง หรือใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาแบรนด์

 

ทั้งนี้ต้องสื่อสารอย่างโปร่งใสและระบุชัดเจนว่าเป็นคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI เพื่อป้องกันความสับสน และเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาผู้บริโภคและแบรนด์ และต้องให้ความสำคัญกับการมีจริยธรรมในการใช้ AI โดยเฉพาะการสร้างภาพหรือข้อมูลที่บิดเบือนความจริง เช่น ไม่ควรใช้ภาพเหตุภัยพิบัติหรือเหตุการณ์อ่อนไหว ซึ่งอาจสร้างความตื่นตระหนกให้สังคมได้

 

ในมุมของ ‘ภูมิทัศน์แพลตฟอร์มออนไลน์’ สุวิตามองว่า TikTok ยังคงเป็นแพลตฟอร์มมาแรง ขณะที่ YouTube จะเน้นการผลิต Long-form Content และขยายความร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อรุกตลาด Social Commerce ด้าน Instagram ยังคงโดดเด่นในฐานะแพลตฟอร์มของ Trend Setter โดยเฉพาะคอนเทนต์รูปแบบ Story ที่สร้าง Engagement ได้สูง

 

ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มที่น่าจับตา ได้แก่ Lemon8 ซึ่งได้รับความนิยมจากกลุ่ม Gen Z ด้วยคอนเทนต์ที่เข้าใจง่ายและรวดเร็ว และ XiaoHongShu (RED) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยครีเอเตอร์ที่สามารถใช้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนได้ จะมีโอกาสขยายฐานผู้ติดตามในระดับภูมิภาคมากขึ้น

 

อีกหนึ่งโอกาสในการสร้างการเติบโตของครีเอเตอร์กลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งสะท้อนความเปิดกว้างของสังคมและขับเคลื่อน Rainbow Economy แบรนด์ที่ร่วมงานกับครีเอเตอร์กลุ่มนี้ไม่เพียงสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ แต่ยังสร้าง Emotional Bonding และความเชื่อมั่นกับผู้บริโภคเจเนอเรชันใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials ที่ให้ความสำคัญกับ Trust, Authenticity และ Inclusion

 

แบรนด์รัดเข็มขัดงบการตลาด แต่เทหมดหน้าตักให้ ‘อีเวนต์-อินฟลูฯ’ ที่สร้างสรรค์จริง

 

สุวิตา กล่าวต่อว่า ในปีนี้ หลายแบรนด์เริ่มรัดเข็มขัดงบการตลาดมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันกลับให้ความสำคัญกับการจัดอีเวนต์และคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์อย่างรอบคอบ โดยเน้นคอนเทนต์ที่มีคุณค่า สร้างสรรค์ และสื่อสารกับผู้บริโภคได้อย่างจริงใจ ดังนั้น ใครที่ปรับตัวได้เร็ว จะกลายเป็นผู้ได้เปรียบในยุคใหม่

 

นอกจากนี้ อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์ยุคใหม่จำเป็นต้องหานิยามใหม่ให้ตัวเอง เพื่อสร้างความแตกต่างและความยั่งยืนในอาชีพที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นอาชีพในฝันของใครหลายคน และแม้หลายคนจะเข้าใจว่าการเป็นครีเอเตอร์ต้องมีบุคลิกแบบเอ็กซ์โทรเวิร์ต ที่ชอบเข้าสังคมและพูดเก่ง

 

แต่ในความเป็นจริง ครีเอเตอร์จำนวนมากกลับเป็นอินโทรเวิร์ต ที่มีจุดแข็งด้านการคิด วิเคราะห์ และสร้างสรรค์ผลงานหน้ากล้องได้อย่างมีคุณภาพ มีความละเอียดและความตั้งใจในเนื้อหากลายเป็นพลังสำคัญที่ทำให้โดดเด่นในตลาด

 

และมีอีกเทรนด์ที่น่าจับตา คือ การเกิดขึ้นของครีเอเตอร์รุ่นใหม่วัยประมาณ 45 ปีขึ้นไป ซึ่งเพิ่มจำนวนอย่างชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและการจ้างงาน ทำให้ผันตัวมาเป็นครีเอเตอร์เพื่อสร้างรายได้ และใช้ประสบการณ์ชีวิตถ่ายทอดคอนเทนต์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

‘อวสานอินฟลูเอนเซอร์’ เป็นเพียงสัญญาณเตือน

 

แม้คำว่า ‘อวสานอินฟลูเอนเซอร์’ จะถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา แต่ ผศ. ดร. เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด และผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองกับ THE STANDARD WEALTH ว่า คำนี้เป็นเพียง ‘สัญญาณเตือน’ ให้คนที่อยู่ในวงการอินฟลูเอนเซอร์ได้เห็นถึงการแข่งขันที่ดุเดือด มากกว่าจะเป็นการสิ้นสุดของอาชีพอินฟลูเอนเซอร์จริง ๆ

 

ดร. เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตรปริญญาโทด้านแบรนด์และการตลาด และผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

โดยมองว่าอินฟลูเอนเซอร์ไม่มีวันอวสาน เพราะในอดีตในการตลาด มีสิ่งที่เรียกว่า Opinion Leader หรือผู้มีอิทธิพลทางความคิด ซึ่งก็คือคนที่สามารถโน้มน้าวให้ผู้อื่นตัดสินใจซื้อได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พ่อแม่ หรือคนใกล้ตัว นั่นคือรูปแบบดั้งเดิมของอินฟลูเอนเซอร์

 

สะท้อนให้เห็นว่าอินฟลูเอนเซอร์เป็นเพียงวิวัฒนาการตามธรรมชาติของมนุษย์ ที่เปลี่ยนรูปแบบไปตามเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ตั้งแต่อินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นบุคคลจริง ไปจนถึงคาแรกเตอร์ในรูปแบบการ์ตูนหรือมาสคอต เช่น น้องหมีเนย และน้องหมูเด้ง ที่เคยสร้างกระแสโด่งดัง

 

หรือแม้แต่อินฟลูเอนเซอร์ AI อย่าง Alexa ลำโพงอัจฉริยะจากสหรัฐฯ ซึ่งสามารถพูดจาโน้มน้าวและกระตุ้นการซื้อได้โดยไม่ต้องเห็นตัวจริง และตราบใดที่มนุษย์ยังมีอยู่ อินฟลูเอนเซอร์ก็จะยังไม่หายไป เพราะมันคือธรรมชาติของการสื่อสารและการโน้มน้าว

 

แบรนด์ยุคใหม่ไม่มองยอดฟอลโลว์ แต่มอง ‘ฐานแฟนตัวจริง’

 

ผศ. ดร. เอกก์ กล่าวต่อไปว่า แบรนด์ในยุคนี้ไม่ได้มองที่ยอดฟอลโลว์อย่างเดียว แต่สิ่งที่แบรนด์ต้องการจริง ๆ คือ ฐานแฟน ที่มีความผูกพันและภักดีต่ออินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งคนติดตามที่แท้จริงไม่ใช่แค่คนที่ติดตาม แต่ต้องเป็นคนที่รัก ชอบ และพร้อมปกป้อง

 

 

ยกตัวอย่าง น้องหมีเนย และ หมูเด้ง ที่มีฐานแฟนเหนียวแน่นจนเกิดการปกป้องเมื่อถูกวิจารณ์ ซึ่งสะท้อนถึงพลังของ fan-based influence ที่แบรนด์ต่าง ๆ ต้องการ และจากเดิมที่การตลาดจะแข่งขันกันด้วย คอนเทนต์ที่แปลกใหม่ แต่ปัจจุบันการแข่งขันเปลี่ยนมาเป็นแนว Conversion หรือผลลัพธ์ทางยอดขาย อินฟลูเอนเซอร์ที่สามารถการันตีได้ว่าหลังจากโพสต์แล้วสินค้าขายได้จริง คือกลุ่มที่แบรนด์พร้อมจ่ายไม่อั้น

 

“ยิ่งถ้าอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่งทำให้ยอดขายจากเงินลงทุน 5 หมื่นบาท กลายเป็นยอดขาย 5 แสนบาทได้ แบรนด์ก็พร้อมจ่ายทันทีไม่ว่าค่าตัวจะเท่าไหร่” ผศ. ดร. เอกก์ ย้ำ

 

ขณะที่ดาราหรือนักร้องที่ผันตัวมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์นั้นไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกคน เพราะความสำเร็จขึ้นอยู่กับพลังของฐานแฟน มากกว่าชื่อเสียง ยกตัวอย่างเช่น Taylor Swift, ลิซ่า BLACKPINK และแบมแบม GOT7 ที่ถือเป็น Ultra Influencer ระดับโลกซึ่งมีแฟนคลับเหนียวแน่นจนสามารถขับเคลื่อนยอดขายให้แบรนด์ได้อย่างมหาศาล

 

‘คอนเทนต์แนวความจริงใจ’ ไม่ใช่สูตรสำเร็จเสมอไป

 

เมื่อถูกถามถึงต่อว่าคอนเทนต์แนว authenticity หรือความจริงใจ กำลังเป็นเทรนด์หลักหรือไม่ ผศ. ดร. เอกก์มองว่า แม้จะเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยม แต่ก็ไม่ได้สำเร็จเสมอไป เนื่องจาก อินฟลูเอนเซอร์บางคนสร้างคอนเทนต์แนวตลกหรือเกินจริง แต่ยังได้รับความนิยมสูง เพราะผู้ชมเข้าใจว่าเป็นการแสดงและรู้สึกสนุก

 

พร้อมฝากถึงอินฟลูเอนเซอร์รุ่นใหม่ที่ต้องการก้าวเข้าสู่วงการ ควรเริ่มจากการให้คุณค่ากับผู้ติดตาม ไม่ใช่หวังเพียงยอดไลก์หรือรายได้ โดยอินฟลูเอนเซอร์ที่คนจะรักได้ ต้องเป็นคนที่ให้สิ่งดี ๆ กับแฟนคลับ เช่น ความรู้ ความบันเทิง หรือแรงบันดาลใจ เมื่อแฟนคลับรู้สึกว่าได้อะไรจากเรา เขาจะอยู่กับเราไปนาน และนั่นทำให้แบรนด์อยากร่วมงานด้วย

 

เปิด 3 เทรนด์การตลาดปี 2026 แม่นยำ ฟื้นฟู และสมจริง

 

พร้อมกันนี้ ผศ. ดร. เอกก์ ยังได้เปิดเผยแนวโน้มสำคัญของวงการการตลาดในปี 2026 ซึ่งจะขับเคลื่อนผ่าน 3 เมกะเทรนด์หลัก ได้แก่

 

1.Precision Marketing การตลาดแบบแม่นยำ ที่ใช้ข้อมูลลูกค้าในการส่งสาร โปรโมชัน หรือคอนเทนต์ให้ตรงใจผู้บริโภคแต่ละกลุ่มมากที่สุด

 

2.Regenerative Marketing การตลาดที่ไม่เพียงแค่รักษาสิ่งแวดล้อม แต่ต้อง ฟื้นฟู สังคมและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น สร้างผลลัพธ์เชิงบวกคืนกลับให้กับชุมชน

 

3.Immersive Marketing การตลาดเชิงประสบการณ์สมจริง ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งกับแบรนด์ ผ่านเทคโนโลยีอย่าง AR, VR หรือ Metaverse รวมถึงกิจกรรมที่ออกแบบให้ผู้บริโภครู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในโลกของแบรนด์จริง ๆ

 

เทรนด์การใช้ Influencer ของแบรนด์ในปีหน้า ยังโตต่อเนื่อง

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด หรือ MI แสดงความเห็นกับ THE STANDARD WEALTH ว่า Influencer ยังไม่ถึงขั้นอวสาน เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังต้องการเพื่อน ต้องการฟังจากคนที่ไว้ใจ ต้องการความเชื่อมโยงทางสังคม อินฟลูเอนเซอร์ในฐานะเพื่อนคนหนึ่งบนโลกออนไลน์ จะไม่มีวันหายไปแน่นอน

 

ถ้าดูจากนัยสำคัญที่คมสันต์ แซ่ลี จะสื่อก็คือว่า Influencer เปรียบเหมือนเป็นเครื่องมือทางการตลาดหนึ่งรูปแบบ แต่เมื่อเทคโนโลยี Generative AI เข้ามา โดยเฉพาะในด้านภาพ วิดีโอ และคอนเทนต์ เริ่มเข้ามาทดแทนบางฟังก์ชันของ Influencer ได้ เช่น การสร้างวิดีโอขายของอัตโนมัติ หรือ AI ที่สามารถจำลองบุคลิกของแม่ค้าออนไลน์ได้อย่างแนบเนียนขึ้น

 

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด

 

ในมุมของเอเจนซี มองว่า ฟังก์ชันบางอย่างของ Influencer โดยเฉพาะสายขายของ เช่น การไลฟ์ขายของบนโซเชียล หรือการรีวิวแบบเชิญชวน อาจถูก AI เข้ามาแทนที่ได้ เพราะเครื่องมือ AI ทำงานได้เร็วกว่า เนียนกว่า และปรับตัวได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ในภาพรวม ตลาด Influencer ยังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างชัดเจน

 

จากข้อมูลพบว่า เทรนด์การใช้ Influencer ของแบรนด์ในปีหน้า ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้จำนวน Influencer โดยรวมจะถึงจุดอิ่มตัวแล้วก็ตาม โดยปัจจุบันมีอินฟลูเอนเซอร์มืออาชีพราว 3 แสนราย และรวมผู้เล่นทั่วไป เช่น แม่ค้า พ่อค้าออนไลน์ หรือผู้ใช้ที่ติดระบบ Affiliate เกือบ 9 ล้านราย รวมๆ แล้วทั้งตลาดมีมากกว่า 16 ล้านรายทั่วประเทศ

 

แบรนด์สินค้า Beauty ยังนำโด่ง ใช้ Influencer ทุกกลุ่ม

 

สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ลงทุนใช้ Influencer มากที่สุด ยังคงเป็นสินค้าประเภท Beauty ผิวหน้า ผม และความงาม รองลงมาคือกลุ่มเครื่องดื่มและอาหาร ส่วนอันดับสามคืออุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีเม็ดเงินโฆษณาสูงและใช้ Influencer เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์

 

ขณะเดียวกัน แบรนด์ไม่ได้มองหา Influencer ที่ดังที่สุดคนเดียวอีกต่อไป แต่ต้องการผสมผสานที่เหมาะสม เพื่อให้ตอบโจทย์แต่ละเป้าหมายทางการตลาดที่ผ่านมาได้เห็นแนวโน้มการใช้ Influencer หลากหลายระดับมากขึ้น ตั้งแต่ Nano, Micro ไปจนถึง Macro และ Mega

 

โดยเฉพาะ Nano และ Micro Influencer ที่แบรนด์นิยมมากขึ้น เพราะทำหน้าที่เป็นเหมือนเสียงสะท้อนของผู้บริโภค ในขณะที่ Macro หรือ Mega Influencer เช่น ดารา ยังคงมีบทบาทในด้านการสร้างภาพจำ ความน่าเชื่อถือ และการเข้าถึงในวงกว้างได้ดี

 

ตลาดยังโตแรง คาดปีหน้าทะลุ 20% ของงบโฆษณาทั้งหมด

 

 

ภวัตกล่าวต่อว่า ถ้ามองภาพรวมงบโฆษณาทั้งตลาด ปีนี้ถึงปี 2569 มีแนวโน้มทรงตัว แต่ช่องทาง Digital Media ยังโตเล็กน้อยราว 5% ตามการประเมินของ DAAT ส่วนงบ Influencer Marketing กลับเติบโตแรงที่สุดในกลุ่มดิจิทัล โดยคาดว่าจะเพิ่มจาก 15.5% ของงบทั้งหมดในปีนี้ เป็นกว่า 21% ภายในปีหน้า

 

ทั้งนี้ เมื่อมองเฉพาะงบโฆษณาดิจิทัล จะเห็นว่า Influencer มีสัดส่วนสูงเกือบ 40% แล้ว ซึ่งหมายความว่าแบรนด์ที่ทำการตลาดออนไลน์ แทบทุกแบรนด์ต้องมี Influencer อยู่ในแผนเสมอ และบางแคมเปญขนาดกลางใช้งบ Influencer ถึง 100% ด้วยซ้ำ

 

ภาพ: Krisada tepkulmanont / Getty Images

The post อินฟลูเอนเซอร์ (ยัง) ไม่ตาย! ปี 2025 ตลาดโต 15% ผู้เชี่ยวชาญชี้ ถ้าปั้นยอดขายได้จริง แพงแค่ไหนแบรนด์ก็พร้อมจ่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
คมสันต์ แซ่ลี ชี้เกมอีคอมเมิร์ซเปลี่ยน ยุค AI กลืนอินฟลูเอนเซอร์ ไทยต้อง ‘เลี้ยงปลาเอง’ ด้วยแบรนด์ – ลุย MICN นำเข้า-ส่งออก-พัฒนา 100 แบรนด์ เชื่อมห่วงโซ่ไทย-จีน พร้อมลุยสนาม ‘ร้านสะดวกซื้อ’ https://thestandard.co/komsan-e-commerce-ai-revolution/ Thu, 18 Sep 2025 04:57:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1120200

คมสันต์ แซ่ลี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Flash Express ระบุบนเ […]

The post คมสันต์ แซ่ลี ชี้เกมอีคอมเมิร์ซเปลี่ยน ยุค AI กลืนอินฟลูเอนเซอร์ ไทยต้อง ‘เลี้ยงปลาเอง’ ด้วยแบรนด์ – ลุย MICN นำเข้า-ส่งออก-พัฒนา 100 แบรนด์ เชื่อมห่วงโซ่ไทย-จีน พร้อมลุยสนาม ‘ร้านสะดวกซื้อ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

คมสันต์ แซ่ลี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Flash Express ระบุบนเวทีเสวนา เปิดวิสัยทัศน์ในงาน The Secret Sauce Summit 2025 ว่าภูมิทัศน์อีคอมเมิร์ซไทย – จีนกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่จาก ‘ยุคที่ 2’ ที่ Influencer/KOL เป็นศูนย์กลาง สู่ ‘ยุคที่ 3’ ที่อัลกอริทึมและ AI ทำคอนเทนต์ซ้ำได้เร็วและถูก จน ‘คุณค่าของผู้ขายแบบ KOL จะลดลงเรื่อยๆ’ ผู้เล่นที่จะรอดต้อง ‘สร้างแบรนด์’ ให้ผู้บริโภคจดจำ ไม่ใช่แค่เช่าพื้นที่ในแพลตฟอร์ม

 

คมสันต์ เปรียบว่า ‘ยุคแรก’ คือการไป ‘จับปลาในบ่อที่มีคนอยู่’ (ของถูก ส่งเร็ว ยิงโฆษณาเอา ROI) ‘ยุคสอง’ คือสร้าง ‘กลุ่มปลา’ ด้วยคาแรกเตอร์ครีเอเตอร์ แต่ ‘ยุคสาม’ บ่อปลาเริ่มแห้ง ผู้เล่นต้อง ‘เลี้ยงปลาเอง’ ด้วยการสร้างฐานแฟนบนทรัพย์สินของตัวเอง (แบรนด์, ดาต้า, ช่องทาง) ไม่ขึ้นกับอัลกอริทึม

 

จากภาพใหญ่นี้ คมสันต์เปิดแผนบริษัทใหม่ MICN ทำ 3 เสาหลัก:

 

1. นำเข้าแบรนด์ต่างชาติคุณภาพสูงเข้ามาลงหลักปักฐานในไทยเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี/โมเดล

2. ส่งออกแบรนด์และ IP ของไทยเจาะตลาดจีน

3. พัฒนาแบรนด์ใหม่ๆ ขึ้นเอง

 

โดยตั้งเป้านำเข้า ‘100 แบรนด์’ ซึ่งคมสันต์ยอมรับความเสี่ยงที่แบรนด์ส่วนใหญ่อาจจะล่ม หรือล้มหายตายจากไปได้ แต่ก็ทำให้ได้เรียนรู้และได้บทเรียนแห่งความล้มเหลว เพื่อกลับมาแตกหน่วยธุรกิจไทยต่ออีกนับพันบริษัทในระยะยาว

 

 

เปิดกรณีศึกษา ‘ชาจี’ และธุรกิจ IP

 

กรณีศึกษา ชาจี (ChaGee) แบรนด์ชาจากจีน (ที่คมสันต์ย้ำว่าเป็นผู้นำในตลาดบ้านเกิด) เตรียมลงทุนในไทยราว 1,400 ล้านบาท ภายใต้โมเดลบริษัทแม่ลงทุนเอง ไม่ทำแฟรนไชส์ พร้อมตั้ง R&D/โรงงานในไทย โดยเฉพาะเชียงใหม่ – เชียงราย เพื่อยกระดับใบชาไทย เชื่อมตลาดส่งออก และตั้งเป้า 400 สาขาใน 5 ปี

 

ขณะเดียวกัน จะใช้ช่องทางการค้าและเทคโนโลยีของพาร์ตเนอร์จีน พาธุรกิจ IP (ลิขสิทธิ์) ไทยออกนอก เช่น ธุรกิจการ์ดสะสม/ลิขสิทธิ์ ที่มีฐานผู้บริโภคเฉพาะทางแต่เติบโตสูง

 

ในมุมการแข่งขัน คมสันต์ย้ำว่า เขายึดถือในกติกาอธิปไตยธุรกิจ คือดีลที่นำต่างชาติเข้ามานั้น เขาจะต้องถือหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 51% เพื่อให้เกิดการร่วมพัฒนา และป้องกันไม่ให้ทุนต่างชาติมาตักตวงผลประโยชน์แล้วจากไป

 

 

เตรียมลุยสนาม ‘ร้านสะดวกซื้อ’

 

พร้อมชี้ว่า ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่และร้านสะดวกซื้อ ‘ต้องเปลี่ยนอีกหลายอย่าง’ ผู้บริโภควันนี้ต้องการตัวเลือกใหม่ โมเดลเดิมที่ต้นทุนการกระจายสูงทำให้ “เงิน 10 บาท ผู้บริโภคได้ของจริงไม่ถึง 25%” จึงเห็นช่องให้ผู้เล่นใหม่เข้ามาออกแบบซัพพลายเชนที่คุ้มค่ากว่า

 

ต่อคำถามที่ว่า SME/แบรนด์เล็กจะชนะได้อย่างไร? คมสันต์ระบุว่า เขายึดหลักคิด ‘Small but Beautiful’ คือการโฟกัสกลุ่มนิชที่เซ็กซี่พอ แล้วค่อยขยายออกไปใช้โรงงาน OEM แทนการลงทุนหนักตั้งแต่วันแรก ใช้กลยุทธ์ ‘ทดลองกว้าง – คัดลึก’ (นำเข้า 300 – 400 SKU ยิงเข้าสนามจริง ดูอัตราซื้อซ้ำก่อนสเกล) และ ‘ยกระดับวัตถุดิบไทยด้วยการแปรรูป’ ไม่ส่งออกดิบๆ อีกต่อไป

 

คมสันต์ ทิ้งท้ายว่าอีก 10 ปีข้างหน้าทุกอุตสาหกรรมจะถูกเทคโนโลยีแทรกซึม ผู้ประกอบการไทยต้อง ‘แปลงร่างเป็นปีศาจ’ ในความหมายคือ “ไม่ยอมแพ้ – เปลี่ยนตัวเองจริงจัง” พร้อมเรียนรู้จากจีนแบบพาร์ตเนอร์ ไม่ใช่คู่แข่งอย่างเดียว

 

เป้าหมายสุดท้ายของคมสันต์คือ “ให้ไทยสร้างเทคโนโลยีเอง และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยทั้งระบบ”

The post คมสันต์ แซ่ลี ชี้เกมอีคอมเมิร์ซเปลี่ยน ยุค AI กลืนอินฟลูเอนเซอร์ ไทยต้อง ‘เลี้ยงปลาเอง’ ด้วยแบรนด์ – ลุย MICN นำเข้า-ส่งออก-พัฒนา 100 แบรนด์ เชื่อมห่วงโซ่ไทย-จีน พร้อมลุยสนาม ‘ร้านสะดวกซื้อ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตร. สั่งเฝ้าระวังเข้ม อินฟลูฯ ปลุกปั่นทำร้ายชาวกัมพูชา-เพจหลอกรับบริจาค https://thestandard.co/police-anti-cambodian-influencers/ Sat, 26 Jul 2025 07:03:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1100306

วันนี้ (26 กรกฎาคม) พล.ต.ท. อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำ […]

The post ตร. สั่งเฝ้าระวังเข้ม อินฟลูฯ ปลุกปั่นทำร้ายชาวกัมพูชา-เพจหลอกรับบริจาค appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (26 กรกฎาคม) พล.ต.ท. อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกกองบัญชาการและทุกสถานีเร่งสืบสวนหาข่าวกลุ่มบุคคลที่ใช้โซเชียลมีเดีย บิดเบือนข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการเปิดรับบริจาคสิ่งของ และ กลุ่มคนที่มีแนวโน้มใช้โซเชียลมีเดียปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งอาจนำไปสู่การทำร้ายร่างกายผู้อื่น เพื่อเป็นการพิทักษ์ความปลอดภัยของประชาชน

 

ในส่วนของสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดตราดที่เกิดการปะทะเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.ต.ท. อาชยน กล่าวว่า ได้รับรายงานเบื้องต้นว่าตั้งแต่กลางดึกของคืนวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตำรวจภูธรภาค 2 ได้สนธิกำลังกับหน่วยงานความมั่นคงทางทหาร ประเมินความเสี่ยงและเข้าดำเนินการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

 

สำหรับมาตรการดูแลบริเวณด่านชายแดนในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด โฆษก ตร. ชี้แจงว่า ยุทธการขึ้นอยู่กับการดำเนินการของฝ่ายทหาร โดยจะมีการ เปิด-ปิดด่านเป็นช่วงเวลา เพื่อให้คนไทยและคนกัมพูชาที่ต้องการเดินทางกลับภูมิลำเนาสามารถเดินทางเข้าออกได้สะดวก พร้อมขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิดเพื่อความเรียบร้อย

 

ในส่วนของการดำเนินการกับชาย 2 คนที่ถูกควบคุมตัวในพื้นที่ อำเภอ กาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เนื่องจากพบว่ามีการพกพากล้องถ่ายภาพในพื้นที่ต่างๆ นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการ ดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตอยู่ในราชอาณาจักรและรอการส่งกลับ แต่ระหว่างนี้จะมีการสืบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการเข้ามาในประเทศไทยต่อไป

 

พล.ต.ท. อาชยน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เตรียมลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดน ในเร็วๆ นี้

The post ตร. สั่งเฝ้าระวังเข้ม อินฟลูฯ ปลุกปั่นทำร้ายชาวกัมพูชา-เพจหลอกรับบริจาค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลาซาด้า ทุ่ม 100 ล้านดอลลาร์ เปิดตัว Affiliate โฉมใหม่ เพิ่มค่าคอมมิชชัน ดันอินฟลูทำรายได้ https://thestandard.co/lazada-affiliate-2025-investment-commission/ Mon, 26 May 2025 06:17:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1078572 อินฟลูเอ็นเซอร์ร่วมโปรแกรม Lazada Affiliate โฉมใหม่ พร้อมรับค่าคอมมิชชันและสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น

ลาซาด้า ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใ […]

The post ลาซาด้า ทุ่ม 100 ล้านดอลลาร์ เปิดตัว Affiliate โฉมใหม่ เพิ่มค่าคอมมิชชัน ดันอินฟลูทำรายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อินฟลูเอ็นเซอร์ร่วมโปรแกรม Lazada Affiliate โฉมใหม่ พร้อมรับค่าคอมมิชชันและสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น

ลาซาด้า ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกาศแผนการลงทุนมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพื่อยกระดับโปรแกรม Lazada Affiliate มุ่งไปที่การเพิ่มค่าคอมมิชชัน ค่าตอบแทน และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ เข้าเสริมศักยภาพพาร์ตเนอร์ในเครือข่าย

 

Jared Chan หัวหน้าฝ่าย Affiliate ลาซาด้า กรุ๊ป กล่าวว่า ลาซาด้าเดินหน้าสนับสนุนอินฟลูเอ็นเซอร์และครีเอเตอร์ให้สามารถเข้าถึงโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ และต่อยอดอิทธิพลของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ เราเชื่อมั่นว่าการลงทุนครั้งนี้จะช่วยสร้างเครือข่ายนักสร้างรายได้ ซึ่งไม่เพียงส่งเสริมการเติบโตของครีเอเตอร์ในทุกกลุ่ม แต่ยังช่วยเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภคด้วยเช่นกัน

 

สิ่งที่น่าสนใจของโปรแกรม Lazada Affiliate เวอร์ชันใหม่ มาพร้อมโครงสร้างค่าตอบแทนและฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมศักยภาพให้กับพาร์ตเนอร์นักสร้างรายได้ในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์และครีเอเตอร์ที่มีชื่อเสียง ไมโครอินฟลูเอ็นเซอร์หน้าใหม่ หรือนักช้อปทั่วไป เพื่อต่อยอดการสร้างรายได้จากคอนเทนต์และเพิ่มการเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เรียกได้ว่ากลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้เกิดโมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์อย่างแท้จริง โดยแบรนด์และผู้ขายจะชำระเงินเมื่อเกิดการซื้อสินค้าจริงเท่านั้น ช่วยให้การร่วมงานกับเหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์สามารถวัดผล ต่อยอด และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

The post ลาซาด้า ทุ่ม 100 ล้านดอลลาร์ เปิดตัว Affiliate โฉมใหม่ เพิ่มค่าคอมมิชชัน ดันอินฟลูทำรายได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจสอบสวนกลางเตือนภัยอินฟลู ระวังกลโกง ‘รีวิวโรงแรม’ หลอกทำภารกิจโอนเงิน สูญหลักล้านบาท https://thestandard.co/fake-hotel-review-scam-cib-warning/ Mon, 19 May 2025 05:03:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1075684 ตำรวจสอบสวนกลางแถลงข่าวเตือนภัยกลโกง รีวิวโรงแรม ปลอม

วันนี้ (19 พฤษภาคม) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือนภัยกลุ่ม […]

The post ตำรวจสอบสวนกลางเตือนภัยอินฟลู ระวังกลโกง ‘รีวิวโรงแรม’ หลอกทำภารกิจโอนเงิน สูญหลักล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตำรวจสอบสวนกลางแถลงข่าวเตือนภัยกลโกง รีวิวโรงแรม ปลอม

วันนี้ (19 พฤษภาคม) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือนภัยกลุ่มนักรีวิว, KOL, และอินฟลูเอ็นเซอร์ ให้เพิ่มความระมัดระวัง หลังพบมิจฉาชีพใช้ช่องทางยอดนิยมนี้เป็นเครื่องมือหลอกลวง โดยอ้างเสนองาน รีวิวโรงแรม แต่สุดท้ายกลับชักชวนให้ทำภารกิจโอนเงิน จนมีผู้ตกเป็นเหยื่อสูญเสียเงินไปแล้วเป็นจำนวนมากถึงหลักล้านบาท

 

สืบเนื่องจากปัจจุบัน การโฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการผ่านนักรีวิวและผู้มีอิทธิพลทางสื่อสังคมออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับคนจำนวนไม่น้อย มิจฉาชีพจึงได้ฉวยโอกาสนี้สร้างกลโกงรูปแบบใหม่ขึ้น

 

พฤติการณ์ของมิจฉาชีพกลุ่มนี้คือ จะสร้างเพจปลอมขึ้นมาบนโซเชียลมีเดีย โดยมีเนื้อหาประกาศหานักรีวิวเพื่อโปรโมตโรงแรมหรือที่พักต่างๆ เมื่อเหยื่อซึ่งเป็นนักรีวิวหรืออินฟลูเอ็นเซอร์สนใจและติดต่อกลับไป มิจฉาชีพจะชักจูงให้แอดไลน์เพื่อพูดคุยรายละเอียด โดยมักจะแอบอ้างว่าเป็นตัวแทนจากแอปพลิเคชันจองที่พักชื่อดัง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

 

จากนั้น มิจฉาชีพจะเริ่มหลอกให้เหยื่อทำ ‘ภารกิจ’ ต่างๆ ซึ่งภารกิจดังกล่าวก็คือการให้เหยื่อโอนเงินจำนวนหนึ่งเข้าไปก่อน โดยอ้างว่าจะได้รับเงินคืนพร้อมค่าตอบแทนหรือค่าคอมมิชชันเพิ่มเติม

 

ในช่วงแรก เหยื่ออาจได้รับเงินคืนจริงตามที่กล่าวอ้าง เพื่อสร้างความตายใจและทำให้เชื่อว่านี่คือโอกาสในการหารายได้จริง

 

แต่เมื่อเหยื่อหลงเชื่อและเริ่มทำภารกิจที่ต้องใช้เงินโอนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มิจฉาชีพก็จะเชิดเงินหนีไปในที่สุด ทำให้เหยื่อไม่ได้รับเงินคืนและต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล บางรายมูลค่าความเสียหายสูงถึงหลักล้านบาท

 

ตำรวจสอบสวนกลางจึงขอเตือนภัยประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพนักรีวิว หรือผู้ที่สนใจหารายได้พิเศษในลักษณะดังกล่าวว่า หากได้รับการติดต่อที่ชักชวนให้แอดไลน์เพื่อพูดคุยเรื่องงาน และมีการให้ทำภารกิจซึ่งต้องมีการโอนเงินหรือวางเงินไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าใด หรืออ้างว่าจะได้รับเงินคืนพร้อมผลตอบแทนที่สูง โปรดอย่าหลงเชื่อโดยเด็ดขาด

 

ขอให้พึงระลึกไว้ว่า การที่อาจได้รับเงินคืนจริงในครั้งแรกๆ นั้น เป็นเพียงกลลวงที่มิจฉาชีพใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและจูงใจให้เหยื่อตกหลุมพรางลึกยิ่งขึ้น

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจโอนเงินทุกครั้ง ขอให้มีสติ คิดไตร่ตรอง ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ที่ติดต่อมาอย่างรอบคอบ และพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของข้อเสนอดังกล่าวให้ดีที่สุด ทั้งนี้ หากประชาชนหรือนักรีวิวท่านใดตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพในลักษณะนี้ หรือพบเบาะแส สามารถติดต่อเพื่อขอคำปรึกษาหรือแจ้งความออนไลน์ได้ที่ สายด่วนศูนย์ AOC 1441 หรือเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง

The post ตำรวจสอบสวนกลางเตือนภัยอินฟลู ระวังกลโกง ‘รีวิวโรงแรม’ หลอกทำภารกิจโอนเงิน สูญหลักล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>