IG STORE Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/ig-store/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Fri, 11 May 2018 08:30:34 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ‘คอนเน็กชัน ระบบหลังบ้าน การสร้างประสบการณ์’ ส่วนผสมที่ทำให้ Camp กลายเป็นมากกว่ามัลติแบรนด์สโตร์ https://thestandard.co/news-business-ig-store-camp/ https://thestandard.co/news-business-ig-store-camp/#respond Sun, 04 Jun 2017 19:54:06 +0000 http://thestandard.co:8000/?p=289

     ไม่ว่าคุณจะเรียกตัวเองว่าขาช้อป นัก […]

The post ‘คอนเน็กชัน ระบบหลังบ้าน การสร้างประสบการณ์’ ส่วนผสมที่ทำให้ Camp กลายเป็นมากกว่ามัลติแบรนด์สโตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ไม่ว่าคุณจะเรียกตัวเองว่าขาช้อป นักช้อป เซียนช้อป ฯลฯ เราเชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักมัลติแบรนด์สโตร์ชื่อ Camp ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของหุ้นส่วน 2 กลุ่มใหญ่เมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว (มิถุนายน พ.ศ. 2559) ทั้งจากฝั่งที่มีประสบการณ์ในการจัด flea market รวบรวมแบรนด์ออนไลน์มาขายสินค้าอย่างกลุ่มผู้จัดงาน LOL Market และกลุ่มผู้จัดทำซอฟต์แวร์ดูแลระบบหลังบ้านของร้านค้าออนไลน์อย่าง Sellsuki

     ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีกับ 2 สาขา (กำลังจะเปิดสาขาที่ 3 เร็วๆ นี้) มีแบรนด์มาวางขายภายในร้านมากกว่า 200 แบรนด์ ทั้งยังได้รับกระแสแนะนำแบบปากต่อปากอยู่ตลอดเวลา คำว่า ‘ประสบความสำเร็จ’ จึงอาจจะไม่ใช่นิยามที่ฟังดูเกินจริงสำหรับพวกเขาสักเท่าไร

     เมื่อสบโอกาสและได้ช่วงเวลาที่ลงตัว เราชวนบูม-จิตพล ศิริวัฒนเมธางกูร, ทอม-เลอทัด ศุภดิลก และภัทร เถื่อนศิริ 3 ตัวแทนผู้ก่อตั้ง มาพูดคุยถึงจุดกำเนิดของ Camp และวิธีการเลือกใช้สารกระตุ้นชั้นดีให้มัลติแบรนด์สโตร์-คอมมูนิตี้มอลล์แห่งนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

 

 

คอนเน็กชันที่ดีและประสบการณ์ในตลาด Social Commerce นำไปสู่การเปิดมัลติแบรนด์สโตร์

     ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว เทรนด์ flea market หรือ pop-up market กลายเป็นหนึ่งในกระแสยอดฮิตที่มาแรงมากๆ สำหรับประเทศไทย เพราะถือเป็นตลาดนัดที่รวบรวมเอาแบรนด์ต่างๆ จากร้านค้าบนโลกออนไลน์มารวมตัวกัน ณ สถานที่หนึ่ง ซึ่งนับเป็นมิติใหม่ของการช้อปปิ้งสินค้าออนไลน์ เพราะผู้บริโภคจะได้ลองหยิบจับและใส่สินค้าจริงก่อนตัดสินใจจ่ายเงินซื้อ

     LOL Market คือหนึ่งในตลาดนัดประเภทดังกล่าวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยการคัดเลือกแบรนด์ชั้นนำมารวมตัวกัน พร้อมตกแต่งสถานที่ให้เก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร จุดนี้เองที่กลายมาเป็นข้อได้เปรียบ ซึ่งเสริมให้ Camp มีภาษีเหนือมัลติแบรนด์สโตร์อื่นๆ จากประสบการณ์ในการจัดตลาดประเภทนี้มาก่อน รวมไปถึงความเชื่อมั่นที่ได้รับจากแบรนด์ออนไลน์ต่างๆ

     จิตพลเล่าว่า “ก่อนหน้านี้ผมเคยจัดตลาดนัดเอาต์ดอร์ที่รวบรวมหลายๆ แบรนด์จากอินสตาแกรมในนาม LOL Market ประมาณ 7-8 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะจัดงานตามลานหน้าห้างสรรพสินค้าเป็นหลัก เลยทำให้ผมมีคอนเน็กชันกับแบรนด์ออนไลน์เยอะที่สุดคนหนึ่งในตลาดนี้”

     เขาเล่าต่อว่า เดิมทีตั้งใจจะเปิดมาสักระยะแล้ว แต่ช่วงเวลายังไม่ลงตัว ประกอบกับแบรนด์ต่างๆ ที่เคยร่วมงานกันจาก LOL Market ต่างก็รบเร้าให้เขาเปิดมัลติแบรนด์สโตร์ “ผมรู้สึกว่าเทรนด์มัลติแบรนด์มันยังไปได้อีกไกล ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ก็ซื้อของจากแบรนด์ออนไลน์กันอยู่แล้ว เมื่อทุกอย่างลงตัวก็เลยตัดสินใจเปิดร้าน Camp ขึ้นมา เพราะคิดว่าเราพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของคอนเน็กชันและระบบหลังบ้าน ผมคิดว่าเราเข้าใจตลาดนี้ดีที่สุด สมมติว่าถ้าไปที่มัลติแบรนด์สโตร์ร้านอื่น แทบจะทั้งหมดของแบรนด์ที่อยู่ในร้านเขาก็มีอยู่ในร้านเรา นี่คือในแง่คอนเน็กชันที่เรามี ในเชิงมาร์เก็ตติ้งเราก็เข้าใจตลาดนี้มาก เพราะทำ LOL Market มาก่อน”

 

 

ถ้าระบบหลังบ้านดีก็ตีโค้งเข้าเส้นชัยได้แบบคูลๆ!

     ข้อแตกต่างที่ทำให้ Camp ถือแต้มต่อเหนือมัลติแบรนด์สโตร์ร้านอื่นๆ คือการที่หุ้นส่วนของร้านส่วนหนึ่งเป็นทีมผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จัดการระบบหลังบ้านของร้านค้าออนไลน์ Sellsuki พวกเขาจึงไม่ต้องเสียเงินซื้อซอฟต์แวร์ดูระบบจัดการจากที่อื่น ทั้งยังเป็นประโยชน์แบบวิน-วินที่ช่วยเสริมศักยภาพด้านการจัดการร้าน การจัดคิวลูกค้า และสต็อกสินค้า ขณะที่ผู้พัฒนาระบบก็สามารถนำเคสต่างๆ ไปปรับปรุงพัฒนาประสิทธิภาพของระบบได้ตลอดเวลา

     ภัทรบอกถึงที่มาว่า “Sellsuki เป็นระบบซอฟต์แวร์ที่คอยซัพพอร์ตหลังบ้านให้กับ social commerce หรือร้านค้าออนไลน์ เนื่องจากรูปแบบการค้าขายของชาติในเอเชียจะเน้นซื้อขายผ่านโซเชียล ทำให้ไม่มีระบบจัดการหลังบ้าน ต่างจากชาติตะวันตกที่จะเน้นระบบ add to cart หรือเลือกสินค้าหยิบใส่ตะกร้าบนเว็บไซต์ Sellsuki จึงเกิดขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ร้านค้าออนไลน์ด้านการจัดระเบียบสต็อกและลูกค้าตามขั้นตอน ทำให้ระบบต่างๆ ภายในร้านไหลลื่น ซึ่งระบบที่ว่านี้ก็จะอยู่บน Cloud”

     เมื่อระบบการจัดการที่อยู่บน Cloud ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับร้านค้าแบบออฟไลน์ Camp จึงสามารถเช็กสต็อกข้ามสาขาได้แบบเรียลไทม์ ทำให้อัพเดตยอดการขายและสินค้าที่เหลือให้กับแบรนด์ต่างๆ ได้ทุกวินาที ต่างจากห้างสรรพสินค้าทั่วๆ ไปที่ยังใช้ระบบหลังบ้านซึ่งไม่สามารถคำนวณสต็อกข้ามสาขาแบบเรียลไทม์ได้ เว้นเสียแต่ว่าจะจ้างพนักงานขายนั่งนับสต็อกแบบรายวัน ซึ่งตัวเลขก็จะไม่แม่นยำ 100 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับการสื่อสารระหว่างพนักงานที่หลายๆ ร้านยังคงใช้วิทยุสื่อสารอยู่

     เลอทัดเสริมว่า “เรามีระบบหลังบ้านที่ทำให้พนักงานภายในร้านและระหว่างสาขาทำงานได้อย่างเป็นระบบ เพราะเราเขียนระบบหลังบ้านขึ้นมาเพื่อป้องกันปัญหาหน้าบ้านด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าเป็นการซื้อซอฟต์แวร์สำเร็จรูป วิธีการแก้ไขปัญหาภายในร้านก็จะไปยึดติดกับซอฟต์แวร์และทีมเขียนโปรแกรมนั้นๆ เป็นหลัก ยกตัวอย่างการเข้ามาจัดการระบบหลังบ้านของ Sellsuki ให้เห็นภาพคือ Camp สาขาสยามสแควร์ ซอย 5 จะมีทั้งหมด 4 ชั้น เวลาที่ลูกค้าที่อยากได้สินค้าบนราว แต่สต็อกสินค้าชิ้นดังกล่าวอยู่ชั้น 4 ก็จะมีการลิงก์ระบบเพื่อให้พนักงานสต็อกรู้ว่าตนต้องหยิบสินค้าชิ้นไหนส่งมาให้ลูกค้าในชั้นใด”

 

 

สินค้าต้องหลากหลายเพื่อรองรับสไตล์การแต่งตัวที่ไม่ซ้ำกัน

     เมื่อเดินเข้ามาภายในร้าน Camp สาขาเมกาบางนา นอกจากจะพบว่าตัวร้านถูกจัดวางอยู่บนพื้นที่ที่มีอาณาเขตกว้างขวางแล้ว สินค้าและแบรนด์ต่างๆ ก็มีให้เลือกซื้อหลากหลายสไตล์ไม่แพ้กัน

     จิตพลบอกกับเราว่า เขามีความตั้งใจจะทำให้สินค้าภายในร้านมีสไตล์ที่หลากหลาย มาที่เดียวแล้วจบ เพราะตั้งใจจะให้ลูกค้ารู้สึกสนุกเวลาได้หยิบจับเสื้อผ้าหลายๆ แนว และยังเชื่อว่าการที่มัลติแบรนด์เลือกคุมธีมด้วยสไตล์เดียวอาจจะทำให้หมดเสน่ห์ของความเป็นร้านแบบมัลติแบรนด์ไป

     “สินค้าภายในร้านก็จะมีให้เลือกหลากหลายแนว แต่สไตล์ของสินค้าจะไม่เหวี่ยงจนเกินไป ผมว่ามันก็เหมือนคนทั่วๆ ไปที่ไม่ได้แต่งตัวในลุคเดิมซ้ำกันทุกวัน วันหนึ่งอาจจะแต่งตัวหวาน รุ่งขึ้นมาเปลี่ยนเป็นลุคเปรี้ยว หรือบางวันก็ทาปากสีม่วง เราจะไม่พยายามให้ของในร้านมีแค่สไตล์เดียว เพราะถึงพยายามยังไง แบรนด์ต่างๆ ก็จะมีความหลากหลาย ไม่ซ้ำกันอยู่ดี สู้ทำให้ความหลากหลายนี้กลายเป็นจุดเด่นของเราไปเลยดีกว่า แต่ก็ต้องมีธีมมาครอบการตกแต่งร้านหรือสิ่งที่เราสื่อออกไปบนช่องทางออนไลน์เพื่อให้ความหลากหลายนั้นยังคงดูดี”

 

 

เลือกเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันตามสาขาที่ขยายออกไป

     กลุ่มเป้าหมายหลักของ Camp จะเน้นจับกลุ่มลูกค้าผู้หญิงฐานะปานกลางเป็นสัดส่วนกว่า 99 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเรตราคาของสินค้าแต่ละชิ้นก็จะเหวี่ยงขึ้นลงไม่เท่ากัน เช่น ราคาของเสื้อผ้าชุดหนึ่งๆ ในร้านที่สาขาเมกาบางนาจะเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป เนื่องจาก Camp เน้นจับกลุ่มลูกค้าในช่วงวัยที่โตกว่าและมีกำลังซื้อสูง ส่วนสาขาสยามสแควร์ ซอย  5 จะขยับลงมาเจาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นเป็นหลัก นี่คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่ Camp ใช้ในการขยายสาขาเพื่อเล่นกับกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายตามแต่ละพื้นที่

     จิตพลบอกว่า “นี่คือสาเหตุที่ทำให้เราตัดสินใจจะขยาย Camp สาขาที่ 3 ไปที่เอ็มไพร์ทาวเวอร์ ถนนสาทร เพราะครั้งนี้เราตั้งใจเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นพนักงานออฟฟิศเป็นหลัก จริงๆ ก็มีเซอร์เวย์สถานที่ไว้หลายแห่งเหมือนกัน แต่ผมมองว่าเอ็มไพร์ทาวเวอร์ เป็นอาคารสำนักงานที่ใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทย คิดว่าถ้าจะจับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นพนักงานออฟฟิศ มันก็คงต้องเป็นสถานที่นี้”

 

เป็นมากกว่าสโตร์ขายของด้วยการสร้างประสบการณ์แบบคอมมูนิตี้มอลล์

     หนึ่งในปัญหาหนักใจที่คุณผู้ชายส่วนใหญ่ต้องเจอยามที่คุณผู้หญิงทั้งหลายหมายมุ่งกระโจนเข้าไปช้อปปิ้งตามร้านค้าต่างๆ โดยเฉพาะร้านเครื่องสำอางและร้านเสื้อผ้าคือ ‘การหาที่รอ!’ ถ้าโชคดีหน่อย บางร้านก็จะมีบริเวณหน้าร้านให้นั่งรอ และเมื่อพบว่านี่คือหนึ่งในปัญหาสำคัญของคนที่ต้องมารอเพื่อน แฟน หรือคนในครอบครัวช้อปปิ้ง Camp จึงเนรมิตพื้นที่ส่วนหนึ่งภายในร้านสาขาเมกาบางนาให้กลายเป็นคาเฟ่ขายเครื่องดื่มเพื่อรองรับลูกค้าที่มาใช้บริการและนั่งรอในชื่อ Good Boy

     นอกจากนี้ Camp สาขาสยามสแควร์ ซอย 5 ก็ยังมีการจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปจำพวกงานคราฟต์ให้ลูกค้าได้เข้าร่วมอยู่เป็นประจำ เช่น งานจัดดอกไม้ งานเขียนปากกา หรืองานพับกระดาษ เป็นต้น โดยสาเหตุที่ Camp จัดกิจกรรมเช่นนี้เป็นประจำเพราะพวกเขามองภาพตัวเองว่าเป็นคอมมูนิตี้มอลล์มากกว่าที่จะเป็นแค่มัลติแบรนด์สโตร์ ซึ่งชื่อของ Camp ก็มีความหมายสอดคล้องไปกับการรวมผู้คนมาอยู่ด้วยกันเป็นสังคมๆ หนึ่ง แล้วสร้างฟีลลิงความสนุกและเข้าถึงง่ายให้กับคนที่มารวมตัวอยู่ด้วยกัน

     จิตพลบอกว่า “เราจัดงานพวกนี้ขึ้นมาเพราะเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ และอยากให้ Camp มีความเป็นคอมมูนิตี้ ซึ่งแม้ว่าพื้นที่ภายในร้านจะมีแค่ 700 ตารางเมตร แต่ในความเป็นจริงพื้นที่ดังกล่าวจะใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าบนโลกออนไลน์ สมมติว่าแต่ละแบรนด์ที่อยู่ในร้านมียอดผู้ติดตามของตัวเองเป็นหลักหมื่นยูสเซอร์ แต่เมื่อรวมยอดผู้ติดตามทั้งหลายแบบนับซ้ำกัน ยอดดังกล่าวก็อาจจะเพิ่มมากขึ้นเป็นล้านๆ ยูสเซอร์เลยก็ว่าได้ มันคือคอมมูนิตี้อีกโลกหนึ่ง ความสำเร็จที่เกิดขึ้นก็เกิดจากการที่แบรนด์และ Camp ช่วยกันโปรโมต”

     ฝั่งเลอทัดมองว่า “เราต้องการสร้างประสบการณ์ความสนุกให้คนที่เข้ามาในร้าน ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสให้กับแบรนด์ที่อยู่ในร้านของเรา เพราะภารกิจของเราคือการขยายความสนุกในส่วนนี้ต่อไปเรื่อยๆ ทำให้แบรนด์ที่อยู่กับเราโตไปพร้อมๆ กัน ฝั่งคนที่เดินเข้ามาใน Camp ก็จะได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ กลับไป”

     เมื่อเราถามจิตพลถึงแผนการในระยะยาวของ Camp เขาเพียงแต่ตอบเรากลับมาว่า “ผมเห็นภาพรวมของแบรนด์ร้านค้าออนไลน์มาตั้งแต่ตั้งไข่ สมัยที่ยังไม่มีอินสตาแกรม การทำแบรนด์ยังเป็นรูปแบบการซื้อขายระหว่างเพื่อนกันเอง กระทั่งวันนี้ภาพรวมของระดับอุตสาหกรรมมันเปลี่ยนไปเยอะมาก ผมตอบไม่ได้ว่าในอนาคตภาพรวมของอุตสาหกรรมนี้จะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่เราก็คงจะต้องปรับตัวตามให้ทัน อย่างตอนนี้ก็มีมัลติแบรนด์สโตร์เกิดขึ้นมาเยอะมาก เจ้าที่จะอยู่รอดได้ก็ต้องมีลูกเล่นของตัวเองเยอะเช่นกัน”

The post ‘คอนเน็กชัน ระบบหลังบ้าน การสร้างประสบการณ์’ ส่วนผสมที่ทำให้ Camp กลายเป็นมากกว่ามัลติแบรนด์สโตร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-business-ig-store-camp/feed/ 0
‘ขยายต่อเนื่อง 15 เท่า จาก 20 สู่ 300 แบรนด์’ เทคนิคคือสร้างความมั่นใจให้กับแบรนด์ต่างๆ และลูกค้า https://thestandard.co/news-business-ig-store-sos/ https://thestandard.co/news-business-ig-store-sos/#respond Sun, 04 Jun 2017 19:16:55 +0000 http://thestandard.co:8000/?p=317

     หลังเริ่มต้นดำเนินธุรกิจมัลติแบรนด์ […]

The post ‘ขยายต่อเนื่อง 15 เท่า จาก 20 สู่ 300 แบรนด์’ เทคนิคคือสร้างความมั่นใจให้กับแบรนด์ต่างๆ และลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>

     หลังเริ่มต้นดำเนินธุรกิจมัลติแบรนด์สโตร์มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 พวกเขาใช้ระยะเวลาเพียง 2 ปีกว่าๆ ในการขยายสาขาของร้านได้มากถึง 7 สาขา (เฉลี่ย 2-3 สาขาต่อปี) จากเดิมที่เคยติดต่อแบรนด์ต่างๆ มาวางขายภายในร้านถึง 100 แบรนด์ แต่กลับได้แบรนด์มาร่วมงานจริงๆ เพียง 20 แบรนด์ ผ่านมาถึงวันนี้ประสบการณ์และความสามารถก็พัฒนาให้ SOS (Sense of Style) เติบโตขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากแบรนด์ต่างๆ มาร่วมธุรกิจถึง 300 แบรนด์!

     เราขออาสาพาคุณไปร่วมค้นหาคำตอบว่า อะไรเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้หนุ่มสาวรุ่นใหม่จำนวน 4 คน (ภายหลังเพิ่มหุ้นส่วนเป็น 9 คน) ตัดสินใจลงหลักปักฐานร่วมกันสร้างธุรกิจมัลติแบรนด์สโตร์ตั้งแต่วันที่ประเทศไทยยังไม่คุ้นเคยกับธุรกิจประเภทนี้ดีสักเท่าไร

     และเพราะเหตุใด SOS จึงเติบโตได้เร็วมากถึงเพียงนี้ ผ่านคำบอกเล่าของ โบว์-วิภาดา วงศ์สุรไกร และ นำ-ทรัพย์สิทธิ์ ดำรงรัตน์ สองสมาชิกตัวแทนผู้ร่วมก่อตั้งยุคบุกเบิกของ SOS

 

 

ก้าวข้ามข้อจำกัดการลองสินค้าแบรนด์เสื้อผ้าออนไลน์ด้วยการเปิดร้านมัลติแบรนด์

     ในยุคที่การซื้อขายของออนไลน์กลายมาเป็นวิธีการแลกเปลี่ยนระหว่างเงินและสินค้าที่ง่ายดาย สะดวกสบายเพียงปลายนิ้วแตะบนสมาร์โฟน แต่บรรดาร้านค้าออนไลน์ก็ยังมีช่องโหว่อีกมากมายที่ทำให้พวกเขาเสียเปรียบเหล่าร้านค้าออฟไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการให้บริการและการได้ลองสินค้าจริง

     โบว์-วิภาดา วงศ์สุรไกร เล่าให้เราฟังว่า เธอเองก็เป็นหนึ่งในเจ้าของธุรกิจแบรนด์เสื้อผ้าออนไลน์ในชื่อ ‘ไลลาแบรนด์’ มาก่อน และแม้ว่าจะมีการแจ้งข้อมูลรายละเอียดสินค้าหรือบริการสั่งตัดพิเศษตามไซส์ แต่สิ่งที่ทำให้เธอมักจะพบปัญหาในการทำธุรกิจออนไลน์อยู่บ่อยๆ คือการที่ลูกค้าไม่สามารถลองสินค้าตัวจริงได้ บ่อยครั้งจึงเกิดปัญหาสีไม่ตรงกับรูป ไซส์ไม่พอดีกับตัว การส่งสินค้ากลับคืนจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับธุรกิจของเธอยู่ตลอดเวลา

     นำ-ทรัพย์สิทธิ์ ดำรงรัตน์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง SOS เล่าเสริมให้เราฟังว่า “ตอนนั้นเราก็เลยคิดกันว่าอยากจะมีหน้าร้านเป็นของตัวเองครับ แต่ก็ไม่สามารถจ่ายค่าเช่าที่สยามฯ ได้ด้วยกำลังของแบรนด์ๆ เดียว เลยเกิดเป็นไอเดียว่าจะลองแชร์ค่าเช่าที่กับหลายๆ แบรนด์มาเช่าร้านที่สยามฯ กัน เพราะเมื่อก่อนลูกค้าแบรนด์เสื้อผ้าออนไลน์จะหาสถานที่ลองสินค้าได้ยาก ส่วนใหญ่จะมีแค่อีเวนต์ที่จัดขึ้น 2-3 เดือนต่อครั้งเท่านั้น เราก็เลยเห็นโอกาสที่จะทำให้กลุ่มลูกค้าเหล่านั้นได้มาจับและลองสินค้าของจริงผ่านการเปิดร้านมัลติแบรนด์ SOS ในสาขาแรกที่สยามสแควร์ ซอย 1”

 

 

‘ขยายต่อเนื่อง 15 เท่า จาก 20 สู่ 300 แบรนด์’ เทคนิคคือสร้างความมั่นใจให้กับแบรนด์ต่างๆ และลูกค้า

     ทรัพย์สิทธิ์ย้อนความหลังเล่าให้เราฟังว่า ในช่วงแรกที่คิดจะเปิดร้าน SOS ขึ้นมา ถือเป็นช่วงที่คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับ business model ของธุรกิจประเภทนี้สักเท่าไร (พ.ศ. 2558) ประกอบกับอายุที่น้อย (เริ่มทำ SOS เมื่ออายุ 23 ปี) พวกเขาจึงต้องพิสูจน์ตัวเองมากเป็นพิเศษ

     “ช่วงแรกที่เตรียมเปิดร้านใหม่ๆ เราต้องเข้าไปแนะนำตัวและเสนอสิ่งที่เราจะทำกับแบรนด์ต่างๆ จำนวนทั้งหมด 100 กว่าแบรนด์ ตั้งแต่ 10 โมงเช้าจนถึง 4 ทุ่มทุกวันตลอดระยะเวลา 1 เดือน ตอนนั้นไม่มีใครเคยทำธุรกิจแบบนี้มาก่อน ประกอบกับเห็นว่าเราเป็นเด็ก บางคนมาคุยกับเราแล้วเดินออกไปเลยก็มี จนสุดท้ายเราก็ได้แบรนด์มาลงที่ร้านสาขาแรกจำนวน 20 แบรนด์ ซึ่งก็เป็นจำนวนที่เป็นไปตามความต้องการของเรา”

     เขาเล่าให้เราฟังว่าหลังเปิดตัว SOS สาขาแรกได้ไม่นาน ลูกค้าทั้งฝั่งที่เดินเข้ามาช้อปปิ้งภายในร้านหรือลูกค้าฝั่งแบรนด์ต่างก็ให้ผลตอบรับที่ดีเกินคาด จนเริ่มมีแบรนด์ไว้วางใจติดต่ออยากมาอยู่กับ SOS เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งนำไปสู่การขยายสาขาและการเพิ่มจำนวนแบรนด์ที่เข้ามาวางขายภายในร้าน

     อนึ่ง รูปแบบในการดำเนินธุรกิจของ SOS จะมีความคล้ายคลึงกับห้างสรรพสินค้าทั่วๆ ไป (ในสเกลที่เล็กกว่า) โดยจะเก็บค่าเช่ากับแบรนด์ที่นำสินค้ามาลงภายในร้านทั้งในรูปแบบ fix rate  หรือรูปแบบ GP (หักเปอร์เซ็นต์ของราคาขายสินค้าแต่ละชิ้น) ตามระยะเวลาในสัญญา แต่สิ่งที่ทำให้ SOS ต่างจากห้างสรรพสินค้าเป็นเรื่องของการทำการตลาด โดยร้านจะพยายามโปรโมตด้วยรูปแนะนำสินค้าแบรนด์ต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ของ SOS ซึ่งบางแบรนด์ก็จะได้ประโยชน์จากการมียอดผู้ติดตามและคนรู้จักเพิ่มขึ้น

     ทรัพย์สิทธิ์กล่าวต่อว่า “เวลาที่เราโปรโม เราจะไม่ได้โปรโมเฉพาะร้าน SOS ของเรา แต่จะโปรโมให้กับแบรนด์ต่างๆ ควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ก็จะโฟกัสไปที่ลูกค้ากลุ่มที่เข้ามาช้อปในร้าน เราตั้งใจจะให้ SOS เป็นทั้งสวรรค์สำหรับคน้อปเสื้อผ้าและ one-stop service ในเวลาเดียวกัน เมื่อเข้ามาร้านเรา เขาต้องได้สินค้าตั้งแต่หัวจรดเท้า ไล่ตั้งแต่หมวก, แว่นตา, เครื่องประดับ, เสื้อ, กระโปรง, เดรส ไปจนถึงรองเท้า หรือพาวเวอร์แบงก์”

 

 

คอนเซปต์สินค้าต้อง Simple Luxury เพื่อกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน

     หนึ่งในจุดแข็งของร้าน SOS คือการยึดคอนเซปต์หลักการคุมโทนและการรวบรวมสินค้าในสไตล์ Simple Luxury หรือเรียบ หรู ดูดี มาวางขายภายในร้านเท่านั้น เพื่อเป็นการจับกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคที่ชัดเจน

     “เรามองว่าคอนเซปต์ของ SOS จะชัดเจนกว่าร้านอื่นๆ คือการเป็นร้านในสไตล์ Simple Luxury หรือเรียบ หรู ดูดี สินค้าภายในร้านเราจะไม่ได้หวานเวอร์หรือเป็นแนวแบ๊ว ด้วยความที่ร้านเรามีคอนเซปต์ชัดเจน เวลาที่โปรโมตัวร้านหรือสินค้าภายในร้านออกไป กลุ่มเป้าหมายก็จะได้เห็นว่า SOS ต้องมีสินค้าในสไตล์เขาแน่นอน คนที่เข้ามาที่ร้านก็จะไม่เกิดความลังเลว่าสินค้าชิ้นนี้ไม่ใช่สไตล์ของเขาหรือเด็กไป เพราะทุกชิ้นคือสินค้าที่มีสไตล์เดียวกัน” วิภาดาบอกกับเรา

     ขณะที่ทรัพย์สิทธิ์บอกว่า “SOS จะแตกต่างจากมัลติแบรนด์สโตร์ร้านอื่นๆ ตรงที่เขาจะเลือกแบรนด์และสินค้าเข้ามาวางขายที่ร้านเฉพาะสินค้าที่เป็น Simple Luxury เท่านั้น เพราะอยากโฟกัสสไตล์ของความเรียบ หรู ดูดี ให้ลูกค้าที่มีรสนิยมชื่นชอบสไตล์นี้ได้เข้ามาที่ร้านและเลือกสินค้าที่เขาชอบจริงๆ SOS จึงเน้นการโฟกัสไปที่สไตล์ใดสไตล์หนึ่งเป็นหลัก ไม่ได้เลือกสินค้าทุกสไตล์และทุกแนวมารวมอยู่ด้วยกันภายในร้านเดียว”

 

เล่นกับเซกเมนต์ที่หลากหลายผ่าน SOS และ Sense by SOS

     อย่างที่เราได้ทราบกันว่าสินค้าของ SOS จะเน้นโทนของความเรียบ หรู ดูดีเป็นหลัก โดยเสนอราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นว่ากลุ่มผู้บริโภคบางส่วนอาจจะยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเองและมีกำลังซื้อที่ไม่สูงนัก พวกเขาจึงตัดสินใจเปิดเซกเมนต์ย่อยจาก SOS ออกมาเป็น Sense by SOS เพื่อรองรับฐานกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อปานกลาง รวมถึงปรับบุคลิกของการตกแต่งร้านและแนวสินค้าให้ตรงกับกลุ่มผู้บริโภคที่อายุน้อยลงมา แต่ยังคงความเรียบและดูดีไว้

     ทรัพย์สิทธิ์กล่าวว่า “สินค้าส่วนใหญ่ในร้าน SOS จะมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป กลุ่มลูกค้าที่เข้าถึงได้ก็อาจจะเป็นวัยทำงานแล้ว เราเห็นว่าลูกค้าที่เป็นวัยเรียนก็มีดีมานด์อยู่ แต่อาจจะยังไม่มีความสามารถในการซื้อเสื้อผ้าตัวละสองถึงสามพันบาท ประกอบกับเราเห็นว่าแบรนด์เสื้อผ้าที่ราคาไม่เกิน 1,000 บาทก็มีจำนวนมาก เลยคิดจะจับลูกค้ากลุ่มนี้ไปด้วย จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจขยายไลน์ย่อยเปิดร้าน Sense by SOS”

     ซึ่งหากแบ่งตามกลุ่มเป้าหมาย สำหรับ SOS จะมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นผู้หญิง 90 เปอร์เซ็นต์ อีกอย่างละ 5 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ชายและยูนิเซ็กซ์ ในช่วงวัยตั้งแต่ 18-35 ปี เริ่มต้นตั้งแต่เด็กมหาวิทยาลัยไปจนถึงเฟิสต์จ็อบเบอร์ สินค้าส่วนใหญ่จะมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป พร้อมคอนเซปต์ Simple Luxury เรียบ หรู ดูดี
     ส่วน Sense by SOS จะเน้นกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่เด็กรองลงมา ราคาสินค้าภายในร้านก็จะถูกลงตามไปด้วย โดยส่วนใหญ่สินค้าจะมีราคาต่ำกว่า 1,000 บาท มีคอนเซปต์หลักคือ Easy Everyday ใส่สบายๆ ง่ายๆ แต่ก็ไม่ได้แบ๊วเกินไป อาจจะมีลายพิมพ์บ้าง แต่ก็ยังคงความเรียบหรูดูดีแบบ SOS อยู่

 

 

ขยายสาขาไปตามแลนด์มาร์ใหญ่ๆ ในกรุงเทพ และปริมณฑลโดยยึดพื้นที่ที่มีกำลังซื้อเป็นหลัก

     หลังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากการเปิด SOS สาขาแรกที่สยามสแควร์ ซอย 1 เมื่อปีพ.ศ. 2558 พวกเขาก็ใช้ระยะเวลาแค่ 3-5 เดือนถัดมาในการขยาย SOS สาขาที่ 2 ทันที โดยปัจจุบันพวกเขาสามารถขยายสาขาได้มากกว่า 7 สาขาภายในระยะเวลา 2 ปีเศษๆ แบ่งเป็น SOS สยามสแควร์ ซอย 2, สยามสแควร์ ซอย 6, ทองหล่อ, เซ็นทรัล ลาดพร้าว และ Sense by SOS สยามสแควร์ บริเวณ Hard Rock Cafe, ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และเซ็นทรัลลาดพร้าว (คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงเดือนพฤษภาคม) โดยเฉลี่ยแล้วสามารถขยายสาขาได้มากกว่า 2-3 สาขาต่อปี

     และหากเราทำการจำแนกสาขาต่างๆ ตามสถานที่ก็จะพบว่า แค่เฉพาะพื้นที่ในโซนสยามสแควร์ SOS ก็มีการขยายสาขากระจายมากถึง 3 สาขา ขณะที่อีก 4 สาขาแบ่งเป็นโซนลาดพร้าว 2 แห่ง, ทองหล่อ และรังสิตอีกอย่างละ 1 แห่ง

     “ผมว่าในเมืองไทย สยามสแควร์คือแหล่งช้อปปิ้งที่สุดยอดที่สุดแล้วครับ” ทรัพย์สิทธิ์กล่าว “ไทยไม่ได้เหมือนกับญี่ปุ่นหรือเกาหลีที่มีแหล่งช้อปปิ้งหลายๆ ย่านที่ได้รับความนิยมพอๆ กัน ถ้ามองเฉพาะในกรุงเทพฯ ยังไงอันดับแรกก็ต้องเป็นสยามสแควร์ เพราะเป็นสถานที่ที่รวมคนหลากหลายวัย ทั้งวัยรุ่น, มหาวิทยาลัย, วัยทำงาน มันเลยทำให้ที่นี่กลายเป็น prime location นอกจากนี้ก็มีดีมานด์ที่ใหญ่มากๆ การที่เราจะไปเปิดสาขาใหม่สักแห่ง ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ อยากจะเปิดที่ไหนก็เปิด เราต้องทำรีเสิร์ชกันเยอะมาก เซอร์เวย์ที่หลายๆ แห่ง เพราะว่าถ้าแบรนด์เขาไปกับเราแล้วเกิดขายสินค้าไม่ได้ เราก็อยู่ไม่ได้”
   ทั้งนี้เขาได้มองถึงภาพรวมในอนาคตกับการขยายสาขาของ SOS ไว้ว่า “เราวางแผนว่าอยากจะขยายสาขาต่อไปเรื่อยๆ เท่าที่จะทำได้ ส่วนปัจจุบันที่เราสามารถขยายสาขาได้เยอะขนาดนี้ก็คงเป็นเพราะช่วงขาขึ้นของธุรกิจมัลติแบรนด์ แต่มันก็คงไม่ได้เป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ทุกๆ ธุรกิจก็มีช่วงขึ้นและลงของตัวเอง ก็คงต้องเตรียมตัวรับมือกันต่อไปครับ”

The post ‘ขยายต่อเนื่อง 15 เท่า จาก 20 สู่ 300 แบรนด์’ เทคนิคคือสร้างความมั่นใจให้กับแบรนด์ต่างๆ และลูกค้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-business-ig-store-sos/feed/ 0
สินค้าหลากหลาย ดีไซน์ร้านดี มีมุมถ่ายรูป เปิดกล่องความสำเร็จฉบับ Matchbox มัลติแบรนด์สโตร์ชื่อดัง https://thestandard.co/news-business-ig-store-matchbox/ https://thestandard.co/news-business-ig-store-matchbox/#respond Sun, 04 Jun 2017 19:03:56 +0000 http://thestandard.co:8000/?p=311

     หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เดินผ่านไปมาย่า […]

The post สินค้าหลากหลาย ดีไซน์ร้านดี มีมุมถ่ายรูป เปิดกล่องความสำเร็จฉบับ Matchbox มัลติแบรนด์สโตร์ชื่อดัง appeared first on THE STANDARD.

]]>

     หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เดินผ่านไปมาย่านแหล่งช้อปปิ้งยอดฮิตอย่างสยามสแควร์เป็นประจำ หรือมีโอกาสแวะเวียนไปยังละแวกดังกล่าวในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เราเชื่อว่าคุณคงจะเคยเห็นอาคารสีชมพูที่ตั้งตระหง่านบริเวณลานหน้า Hard Rock Cafe เพราะนอกจากจะโดดเด่นด้วยสีชมพูโทนเดียวกับตัวการ์ตูนพิงก์แพนเตอร์แล้ว ยังมีผู้คนจำนวนมากมายืนออบริเวณหน้าร้านให้เห็นเป็นประจำทุกวัน

     ภายหลังการสืบค้นข้อมูลเราจึงทราบว่า ครั้งหนึ่งอาคารหลังนี้เคยเป็นสถานที่ตั้งของร้านไอศกรีมชื่อดังมาก่อน ทั้งยังได้รับการกล่าวขวัญในแง่ของสถาปัตยกรรมที่มีรูปทรงสวยงามในย่านสยามสแควร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยปัจจุบันอาคาร 3 ชั้นแห่งนี้ได้ถูกเนรมิตให้กลายเป็น Matchbox มัลติแบรนด์สโตร์ยอดนิยมในชื่อเก๋ๆ อย่าง Pink Planter สาขาที่ 2 ถัดจาก White Corner

     ในวันที่ธุรกิจมัลติแบรนด์สโตร์กำลังโตวันโตคืนสอดคล้องไปกับทิศทางและจำนวนแบรนด์สินค้าออนไลน์ที่กำลังพุ่งทะยานขึ้นบนกราฟอย่างต่อเนื่อง เราชวน บี-สราลี ชายสมสกุล หนึ่งในทีมผู้ก่อตั้งร้าน Matchbox มาร่วมพูดคุยถึงแรงผลักดันในการตัดสินใจทำธุรกิจมัลติแบรนด์สโตร์ พร้อมถอดเคล็ดลับความสำเร็จในแบบของเธอ

ค่าเช่าออกบูทตามตลาด flea market ระยะสั้นๆ 2-3 วันก็เริ่มต้นเฉลี่ยไล่เลี่ยกับค่าเช่าที่เขามาอยู่ภายในร้านเราทั้งเดือนแล้ว

 

มัลติแบรนด์สโตร์ จาก Online สู่ On Ground ร่วมแชร์ค่าที่ เพิ่มโอกาสการขาย

     ย้อนกลับไป พ.ศ. 2558 สราลีเริ่มขายเสื้อผ้าออนไลน์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองชื่อ Saralee Boutique เมื่อดำเนินธุรกิจมาสักระยะจนพบว่าลูกค้าให้การตอบรับดี เธอจึงมองข้ามสเต็ปไปถึงการมีหน้าร้านเป็นของตัวเองเพื่อให้ลูกค้าได้มาเลือกลองสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ เนื่องจากหนึ่งในปัญหาสำคัญที่เธอมักพบในช่วงดำเนินธุรกิจคือความลังเลเรื่องไซส์และสีที่นำไปสู่การไม่กล้าตัดสินใจซื้อสินค้าบนโลกออนไลน์

     “ตอนนั้นเราอยากได้หน้าร้านที่สยามสแควร์มาก แต่พอมาลองคำนวณค่าเช่าก็พบว่าราคาค่อนข้างสูงเลยทีเดียว แค่พื้นที่ห้องเล็กๆ ก็เริ่มต้นประมาณ 2 แสนบาทต่อเดือนแล้ว รู้สึกว่าถ้าทำแบรนด์เดียวในร้านเล็กๆ ก็คงไม่เวิร์ก ฉะนั้นก็เปิดเป็นมัลติแบรนด์สโตร์ไปเลยดีกว่า เพราะคงมีเจ้าของแบรนด์สินค้าออนไลน์อีกหลายแบรนด์ที่อยากมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง เรามองว่ามัลติแบรนด์สโตร์คือโมเดลธุรกิจที่วิน-วินทั้งเจ้าของสถานที่และเจ้าของแบรนด์ เพราะค่าเช่าออกบูทตามตลาด flea market ระยะสั้นๆ 2-3 วันก็เริ่มต้นเฉลี่ยไล่เลี่ยกับค่าเช่าที่เขามาอยู่ภายในร้านเราทั้งเดือนแล้ว ที่สำคัญสิ่งที่แบรนด์ต้องทำก็มีแค่การอัพเดตสต็อกเข้ามา ฝั่งเราจะบริการด้านงานขายและจัดการระบบสต็อกให้ทุกอาทิตย์”

     กระทั่งเดือนมีนาคม พ.ศ. 2559 สราลีก็เปิดตัวมัลติแบรนด์สโตร์ Matchbox สาขาแรกอย่างเป็นทางการบริเวณสยามสแควร์ ซอย 11 ในชื่อสาขา White Corner ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก ก่อนที่ความท้าทายครั้งใหญ่จะมาเยือน หลังทราบว่าสถานที่ตั้งของร้านติดปัญหาสัญญาที่สยามสแควร์มีแพลนจะทำการรีโนเวตตึกใหม่

     “เราตัดสินใจเริ่มต้นหาสถานที่ขยายร้านสาขาที่สอง ก่อนจะมาได้อาคารบริเวณ Hard Rock Cafe โดยเปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาในชื่อ Pink Planter เพราะเรามองว่าถ้าตัวร้าน White Corner ต้องปิดตัวลง ยังไง Matchbox ก็จะต้องมีสาขาที่สยามสแควร์ เพราะเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยม และเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้ขยายพื้นที่ร้านไปในตัว”

 

 

ทำธุรกิจเน้นกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ดีไซน์ร้านต้องเลิศ! มุมถ่ายภาพเก๋ๆ ต้องมา!

     หนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตของคนไทยในยุคที่กล้องโทรศัพท์มือถือทรงประสิทธิภาพไม่ต่างจากกล้องถ่ายรูปดิจิทัลคือ การถ่ายรูปพร้อมตกแต่งก่อนอัพโหลดลงบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งกลายมาเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้สราลีผุดแนวคิดทำการตลาดด้วยการตกแต่งร้าน Matchbox ในแต่ละสาขาให้เก๋ไก๋ด้วยรูปลักษณ์ที่ต่างกัน โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อดึงดูดลูกค้าและผู้คนให้เข้ามาถ่ายรูปที่ร้าน ก่อนจะอาศัยรูปภาพเหล่านั้นเป็นตัวช่วยโปรโมตร้านบนโลกออนไลน์ เช่น White Corner ที่เน้นการตกแต่งด้วยโทนสีขาวและดำในสไตล์คลีนและลอฟต์ ขณะที่ Pink Planter จะเน้นโทนสีชมพูกลางๆ พร้อมประดับตกแต่งด้วยกระถางต้นไม้นานาพรรณ เราจึงมีโอกาสได้เห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยทั้งในและหน้าร้าน Matchbox โพสท่าถ่ายรูปในหลากมุมและหลายอิริยาบถ

     “โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลมากๆ แค่คนคนเดียวมาถ่ายรูปที่ตัวร้านก็อาจจะกลายเป็นกระแสส่งต่อให้คนอื่นๆ อยากแวะเข้ามาในร้านของคุณมากขึ้นได้แล้ว การที่ร้านค้าต่างๆ มีมุมถ่ายรูปให้คนได้นำไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดียถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมีผลในการสร้าง awareness กับคนทั่วๆ ไปให้ได้รู้จักตัวร้านและธุรกิจของคุณมากขึ้น ไม่จำเป็นว่าเขาจะได้ถ่ายรูปต่อเมื่อเป็นลูกค้าที่ร้าน แต่ถ้าเขาได้ถ่ายรูปกลับไปแล้วรู้สึกดี ครั้งต่อไปเขาอาจจะอยากกลับมาอุดหนุนเราก็ได้ อย่างตอนนี้เราตั้งใจไว้ว่าถ้าจะขยายสาขาในอนาคต การออกแบบร้านก็จะต้องไม่ซ้ำกับ 2 สาขาแรกแน่นอน”

การที่ร้านค้าต่างๆ มีมุมถ่ายรูปให้คนได้นำไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดียถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมีผลในการสร้าง awareness 

 

‘มาที่เดียวต้องได้ครบ’ มีสินค้าให้เลือกจับจ่ายหลากหลาย ไม่จำกัดแค่เสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ

     มัลติแบรนด์สโตร์อย่าง Matchbox เน้นจับกลุ่มเป้าหมายเพศหญิงในช่วงวัยรุ่นไปจนถึงวัยทำงานเป็นหลัก แต่ก็มีสินค้าบางชิ้นที่เป็นยูนิเซ็กซ์ โดยเฉลี่ยราคาของสินค้าทั่วๆ ไปจะเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 500 บาท

     และเมื่อกวาดสายตาคร่าวๆ ไปทั่วร้านก็จะพบกับสินค้ามากมายหลากหลายประเภทถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบบนเชลเตอร์และราวแขวนสินค้า ทั้งเสื้อผ้าหลากสไตล์, นาฬิกา, เครื่องประดับ, กระเป๋า, เครื่องสำอาง หรือแม้แต่อาหารเสริม โดยสาเหตุที่สราลีเลือกนำสินค้าเข้ามาวางขายในร้านหลากประเภท เพราะเธอต้องการให้ลูกค้ามาที่ Matchbox ที่เดียวแล้วได้สินค้ากลับออกไปครบทุกชิ้นที่ต้องการ

     “เราเลือกสินค้าเข้ามาวางขายหลายประเภท ซึ่งส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างขายดีเลยนะ เพราะลูกค้ามาที่เดียวแล้วจบ อย่างก่อนหน้านี้ก็เคยรับเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านเข้ามาวางขายอยู่บ้าง แต่ติดปัญหาเรื่องพื้นที่ไม่เพียงพอ ส่วนสินค้าแนวเสื้อผ้า เราจะรับแบรนด์สตรีทที่เข้าถึง everyday look ของคนทั่วไปและราคาไม่สูงเข้ามาวางขายเป็นหลัก เพราะกลุ่มเป้าหมายของเราจะไม่เน้นกลุ่มที่โตมาก”

 

เลือกใช้ Influencer โปรโมตร้านถูกคน ผลลัพธ์ยิ่งทวีคูณ!

     เราพบว่า Matchbox มักจะจัดกิจกรรมโปรโมตตัวร้านและสินค้าต่างๆ โดยให้เน็ตไอดอลหรืออินฟลูเอนเซอร์บนโลกออนไลน์มาทำวิดีโอไลฟ์บนเฟซบุ๊กให้เห็นอยู่เป็นประจำ โดยเบื้องหลังกลยุทธ์นี้มาจากการสังเกตของสราลีที่เธอมองว่าคนไทยชอบดูวิดีโอไลฟ์กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็เป็นหนึ่งเทคนิคที่ช่วยเรียกยอดไลก์และผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย

     “เรามีการโปรโมตผ่านทั้งการทำวิดีโอไลฟ์และการถ่ายแบบลงบนโซเชียลมีเดีย อย่างวิดีโอไลฟ์ เราพบว่ามันมีผลในแง่การสร้าง awareness กับตัวคนดูมากๆ เลยทีเดียว เวลาที่คนทำไลฟ์วิดีโอนำเสนอสินค้าภายในร้านชิ้นไหน สินค้าชิ้นนั้นก็จะขายดีขึ้นมาทันตา ส่วนใหญ่จะพยายามใช้เน็ตไอดอลมาไลฟ์ เพราะเขาชำนาญในการทำวิดีโอไลฟ์ ส่วนการถ่ายแบบก็จะเลือกใช้นางแบบที่เป็นคนทั่วๆ ไป ไม่เน้นใช้งานคนที่หน้าตาดีมากหรือเป็นดารา เพราะต้องการให้คนทั่วไปรู้สึกอินกับสินค้าที่ตัวแบบสวมใส่มากที่สุด”

 

 

ใช้พื้นที่ภายในร้านให้เกิดประโยชน์ด้วยการทำธุรกิจรูปแบบ Collaborative Store

     ปัจจุบัน Matchbox สาขา Pink Planter ใช้พื้นที่ในการวางขายสินค้าในชั้น 1 และ 2 เป็นหลัก ส่วนพื้นที่บริเวณชั้น 3 ถูกตกแต่งเป็นคาเฟ่และจะเปิดให้บริการในเดือนมิถุนายน ซึ่งความพิเศษของคาเฟ่อยู่ที่การเป็นพาร์ตเนอร์กันระหว่าง Matchbox เจ้าของสถานที่ และ Bonca Cookie Ice Cream แบรนด์ไอศกรีมที่มีจุดเด่นด้านการตกแต่งหน้าตาขนมเป็นคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนได้อย่างน่ารักน่าชัง

     “เราพอแล้วกับร้านเสื้อผ้าจำนวน 2 ชั้น และคนก็คงเดินช้อปเสื้อผ้าจนเหนื่อยแล้ว เลยรู้สึกว่าต้องมีพื้นที่ให้เขาได้ขึ้นไปนั่งพักกินขนม เครื่องดื่ม หรือถ่ายรูป เราจับมือกับ Bonca Cookie Ice Cream ที่ในระยะหลังๆ เริ่มเป็นที่รู้จักของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ Matchbox ได้กลุ่มลูกค้าชาวจีนเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเขาจะครีเอตเมนูใหม่ๆ สำหรับร้านเราขึ้นมาโดยเฉพาะ

     “สุดท้ายเราก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่ามัลติแบรนด์สโตร์มันจะกลายเป็นแค่ธุรกิจที่อิงกับกระแสในช่วงเวลาหนึ่งหรือเปล่า แต่เรามองว่าคนรุ่นใหม่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองกันมากขึ้น มีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งแม้ว่าโมเดลธุรกิจของเราจะคล้ายกับห้างสรรพสินค้า แต่แบรนด์ที่จะเข้าไปวางขายในห้างสรรพสินค้าได้ส่วนใหญ่จะต้องดูดีและดูแพง กระบวนการเข้าไปวางขายก็ทำได้ยากกว่า ขณะที่มัลติแบรนด์อย่างเราจะเข้าถึงกลุ่ม SMEs หรือเจ้าของแบรนด์ที่มีความเป็น local ได้ดีกว่า”

The post สินค้าหลากหลาย ดีไซน์ร้านดี มีมุมถ่ายรูป เปิดกล่องความสำเร็จฉบับ Matchbox มัลติแบรนด์สโตร์ชื่อดัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-business-ig-store-matchbox/feed/ 0