ICBM Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/icbm/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 23 Mar 2026 08:40:56 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 อะไรคือศักยภาพที่แท้จริงของขีปนาวุธอิหร่าน หลังโจมตีฐานทัพดีเอโก การ์เซีย ไกล 4,000 กม. โจมตีถึงสหรัฐฯ หรือไม่? https://thestandard.co/key-messages-iran-missile/ Mon, 23 Mar 2026 08:40:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1190290 ภาพขีปนาวุธอิหร่าน 4 ลูก โดยมีธงชาติอิหร่านเป็นฉากหลัง

กรณีที่อิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยไกล 2 ลูก ไปยังฐานสนับสนุ […]

The post อะไรคือศักยภาพที่แท้จริงของขีปนาวุธอิหร่าน หลังโจมตีฐานทัพดีเอโก การ์เซีย ไกล 4,000 กม. โจมตีถึงสหรัฐฯ หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพขีปนาวุธอิหร่าน 4 ลูก โดยมีธงชาติอิหร่านเป็นฉากหลัง

กรณีที่อิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยไกล 2 ลูก ไปยังฐานสนับสนุนทางทะเลดิเอโก การ์เซีย (Naval Support Facility Diego Garcia) ซึ่งเป็นฐานทัพร่วมระหว่างกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพสหราชอาณาจักร ที่ตั้งอยู่บนเกาะปะการังดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) ในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากชายฝั่งอิหร่านเป็นระยะทางเกือบ 4,000 กิโลเมตร เมื่อวันศุกร์ (20 มีนาคม) ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดคำถามสำคัญ เกี่ยวกับ ‘ศักยภาพที่แท้จริง’ ของขีปนาวุธที่อิหร่านมี เนื่องจากก่อนหน้านี้อิหร่านจำกัดระยะทำการของโครงการขีปนาวุธไว้เพียง 2,000 กิโลเมตร

 

จากรายงานโดยแหล่งข่าวทางการของสหราชอาณาจักร พบว่าขีปนาวุธทั้ง 2 ลูก ของอิหร่าน โจมตีไม่โดนเป้าหมายบนเกาะดิเอโก การ์เซีย โดยลูกหนึ่งล้มเหลวระหว่างการบิน อีกลูกหนึ่งมีรายงานว่าถูกสกัดกั้นไว้ได้ แต่ถึงแม้จะไม่เกิดความเสียหาย เหตุการณ์นี้ก็ยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง

 

นักวิเคราะห์ด้านการทหารบางคนตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และนานาชาติอาจประเมินศักยภาพด้านขีปนาวุธของอิหร่านต่ำเกินไป

 

บางคนชี้ว่า การยิงขีปนาวุธดังกล่าว เป็นการแสดงแสนยานุภาพที่แท้จริงของกองทัพอิหร่าน ซึ่งแม้จะยังไม่แน่ชัดว่า สามารถเป็น ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ในสงครามครั้งนี้ได้หรือไม่ แต่ที่ชัดเจนคืออิหร่านกำลังส่งข้อความไปยังศัตรูอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอลรวมถึงพันธมิตรว่า “ตนยังมีไพ่ในมือที่จะเล่นได้” แม้สงครามจะดำเนินมานานกว่า 3 สัปดาห์แล้วก็ตาม

 

หัวรบน้ำหนักเบา ทำให้โจมตีได้ไกล

 

พลตรี แรน โกชาฟ (Ran Kochav) อดีตผู้บัญชาการป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพอิสราเอล วิเคราะห์ว่า มีความเป็นไปได้ที่ขีปนาวุธที่อิหร่านใช้โจมตีไปยังเกาะดิเอโก การ์เซีย จะเป็นขีปนาวุธรุ่น R-27 สมัยสหภาพโซเวียตที่ได้รับการดัดแปลง

 

โดยขีปนาวุธ R-27 นั้น สหภาพโซเวียตใช้ยิงจากเรือดำน้ำเป็นหลัก และอาจมีขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ แต่อิหร่านอาจดัดแปลงให้ยิงจากฐานบนบกได้

 

เอเตียน มาร์คูซ (Etienne Marcuz) นักวิจัยจากมูลนิธิวิจัยยุทธศาสตร์แห่งฝรั่งเศส โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า “การยิงขีปนาวุธครั้งนี้ เป็นพัฒนาการที่น่าจับตามอง”

 

ในการประเมินก่อนหน้านี้ คาดว่าขีปนาวุธพิสัยกลาง (Medium-Range Ballistic Missile : MRBM) ของอิหร่านมีพิสัยทำการประมาณ 3,000 กิโลเมตร

 

ศูนย์วิจัย CSIS ประเมินว่า ขีปนาวุธพิสัยกลาง 2 รุ่นของอิหร่าน คือคอร์รัมชาห์ร (Khorramshahr) และ เซจจิล (Sejjil) มีพิสัยทำการ 2,000 กิโลเมตร โดยขีปนาวุธคอร์รัมชาห์ร-4 นั้นยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา

 

มาร์คูซกล่าวว่า การที่สามารถยิงขีปนาวุธโจมตีไปถึงเกาะดิเอโก การ์เซีย ที่อยู่ห่างไกลได้นั้น อาจเป็นเพราะหัวรบของขีปนาวุธคอร์รัมชาห์ร-4 ที่มีน้ำหนักเบา

 

“ยิ่งน้ำหนักบรรทุกเบาเท่าไหร่ ขีปนาวุธก็ยิ่งเดินทางได้ไกลขึ้นเท่านั้น” เขากล่าว

 

อาลี วาเอซ (Ali Vaez) จากกลุ่มวิเคราะห์วิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (International Crisis Group) เห็นด้วยกับมุมมองนี้ โดยชี้ว่า “อิหร่านสามารถเพิ่มพิสัยทำการของขีปนาวุธบางชนิดได้ โดยขึ้นอยู่กับน้ำหนักของหัวรบ”

 

ขณะที่ทอม ชาร์ป (Tom Sharpe) จาก RUSI (Royal United Services Institute) สถาบันคลังสมองด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงที่เก่าแก่ที่สุดในโลกของอังกฤษ เชื่อว่า “อิหร่านนั้นมีขีปนาวุธที่มีพิสัยทำการไกลเช่นนี้มาโดยตลอด” แม้จะไม่เคยมีการยอมรับอย่างเป็นทางการก็ตาม

 

เขากล่าวว่า การยิงขีปนาวุธครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า “กองทัพอิหร่านยังคงสามารถ เคลื่อนย้ายแท่นยิงขีปนาวุธเคลื่อนที่ไปมายังจุดต่างๆ ได้โดยไม่ถูกตรวจจับ”

 

ใช้จรวดส่งดาวเทียมขยายพิสัยโจมตี

 

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งให้ความเห็นว่า จรวด ‘ซิมอร์ก (Simorgh)’ ซึ่งเป็นจรวดส่งดาวเทียมแบบสองขั้นตอนแบบใช้แล้วทิ้งของอิหร่าน อาจเป็นคำตอบสำคัญในการขยายพิสัยการโจมตีของขีปนาวุธอิหร่าน

 

จัสติน บรองก์ (Justin Bronk) นักวิจัยอาวุโสของ RUSI เชื่อว่าจรวดซิมอร์ก อาจให้พิสัยทำการของขีปนาวุธอิหร่านไปได้ไกลกว่าเดิม โดยอาจแลกมาด้วย ‘ความแม่นยำที่ลดลง’

 

ด้านพลตรีโกชาฟ ให้ความเห็นในทางเดียวกัน ว่าการปล่อยขีปนาวุธของอิหร่านไปยังเป้าหมายที่อยู่ห่างไปเกือบ 4,000 กิโลเมตร น่าจะเกี่ยวข้องกับการใช้จรวดส่งดาวเทียมแบบสองขั้นตอนของอิหร่าน

 

เขาตั้งข้อสังเกตว่า อิหร่านได้พัฒนาเทคโนโลยีการปล่อยแบบสองขั้นตอนมาหลายปีแล้ว เพื่อพยายามส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ

 

โดยทั้งอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่างเตือนว่า การทดสอบดาวเทียมของอิหร่านอาจมีองค์ประกอบที่ใช้ได้ 2 ทาง นำไปสู่การพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ทั้งแบบธรรมดาและแบบบรรจุหัวรบนิวเคลียร์ แม้ว่าอิหร่านจะปฏิเสธความเป็นไปได้ดังกล่าวมาตลอด แต่การโจมตีฐานทัพดิเอโก การ์เซีย ในทางหนึ่งอาจเป็นการเปิดเผยโครงการลับที่อิหร่านดำเนินการมาหลายปีเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าวโดยเฉพาะ

 

ขอบเขตโจมตีขยายไปทั่วยุโรป

 

ที่ผ่านมา ประเทศในยุโรปพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่เข้าไปพัวพันกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน แม้ว่ากำลังพิจารณาว่าจะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ แต่ก็ยืนยันว่า การจะทำเช่นนั้นได้ก็ต่อเมื่อมีการตกลงหยุดยิง และควรได้รับอำนาจจากองค์การสหประชาชาติด้วย

 

อย่างไรก็ตาม การที่ขีปนาวุธอิหร่าน สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลเกือบ 4,000 กิโลเมตร ส่งผลให้สหภาพยุโรป (EU) ต้องหันมาให้ความสนใจอย่างกะทันหัน เนื่องจากขอบเขตการโจมตีของอิหร่าน จะขยายครอบคลุมเมืองหลวงทั่วยุโรป รวมทั้ง เบอร์ลิน ปารีส โรม และลอนดอน

 

“นี่เป็นมิติใหม่ของสงครามอิหร่านสำหรับเรา พูดตามตรง ระบบป้องกันภัยทางอากาศของเราตอนนี้ค่อนข้างอ่อนแอ” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ EU คนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Radio Free Europe

 

โดยนับตั้งแต่เกิดสงครามยูเครนในปี 2022 ชาติยุโรปได้ส่งความช่วยเหลือทางทหารให้แก่รัฐบาลเคียฟไปแล้วกว่า 70 พันล้านยูโร พร้อมทั้งสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศให้แก่ยูเครน

 

แต่ในกลุ่มประเทศยุโรปเอง ยังคงมีช่องว่างด้านการป้องกันภัยทางอากาศอยู่มาก หากต้องเผชิญกับสถานการณ์โจมตีจริง และแม้ว่าบางชาติจะมีเทคโนโลยีคุณภาพสูง เช่น ระบบขีปนาวุธ Patriots, SAMP/T และ IRIS-T แต่กระทรวงกลาโหมของหลายชาติยุโรป ก็ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า ยัง ‘ขาดแคลน’ ขีปนาวุธสกัดกั้นอยู่มาก

 

ปัจจุบัน ยุโรปยังคงพึ่งพาสหรัฐฯ อย่างมากในเรื่องการป้องกันการโจมตีจากระยะไกล ซึ่งนี่คือจุดที่อาจทำให้ยุโรปกลายเป็นเป้าโจมตีจากอิหร่านด้วยเช่นกัน

 

โจมตีถึงสหรัฐฯ เป็นไปได้หรือไม่?

 

สำหรับสิ่งที่หลายฝ่ายสงสัย คือ จากศักยภาพขีปนาวุธของอิหร่าน มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่อิหร่านจะโจมตีไปไกลถึงแผ่นดินสหรัฐฯ

 

โดยในการโจมตีสหรัฐฯ ได้นั้น อิหร่านจำเป็นต้องขยายพิสัยทำการของขีปนาวุธให้ได้ไกลถึง 10,000 กิโลเมตร

 

หนทางที่อาจเป็นไปได้ คือหากอิหร่านสามารถพัฒนาการใช้จรวดส่งดาวเทียมแบบสองขั้นตอน ในการปล่อยขีปนาวุธขึ้นสู่อวกาศได้อย่างเชี่ยวชาญ โดยจรวดจะบรรทุกขีปนาวุธทะลุชั้นบรรยากาศขึ้นไปในวงโคจรนอกชั้นบรรยากาศ ก่อนที่จะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้การขยายพิสัยทำการของขีปนาวุธอิหร่าน ไปเป็นขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ไม่ใช่เรื่องยาก ประกอบกับเมื่อเทคโนโลยีหลายขั้นตอนได้รับการพัฒนาแล้ว

 

ก่อนหน้านี้ หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เคยเผยแพร่รายงานผลการประเมินภัยคุกคามทั่วโลกในปี 2024 เตือนว่า การพัฒนาจรวดส่งดาวเทียมของอิหร่านนั้น “จะทำให้อิหร่านใช้ระยะเวลาในการพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปสั้นลง”

 

โจมตีไกลเพื่อแสดงแสนยานุภาพ

 

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายคน มองว่าประเด็นสำคัญสำหรับอิหร่าน ไม่ได้อยู่ที่การโจมตีให้โดนเป้าหมายที่อยู่ไกลออกไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังเป็นการส่งสัญญาณ ที่แสดงให้เห็นว่า อิหร่านสามารถโจมตีได้ในระยะไกล และเป็นความพยายามฟื้นฟูภาพลักษณ์ในศักยภาพของกองทัพ ที่สั่นคลอนอย่างหนักจากการถูกโจมตีโดยอิสราเอลและสหรัฐฯ

 

“นี่คือการแสดงแสนยานุภาพ เป็นสัญญาณทางการเมืองที่แสดงให้เห็นว่าอิหร่านยังคงมีขีดความสามารถ ‘ลับ’ อยู่อย่างน้อยก็ต่อสาธารณชน แต่ความสำคัญทางทหารที่แท้จริงนั้นมีจำกัด” มาร์คุซกล่าว

 

วาเอซ ชี้ว่าการโจมตีระยะไกลของอิหร่าน “ไม่ใช่แค่เรื่องของประโยชน์ในสนามรบ แต่เป็นเรื่องของการส่งสารเชิงกลยุทธ์ เป็นการส่งสัญญาณไปยังสหรัฐฯ และอิสราเอลว่า การประเมินความมุ่งมั่นและศักยภาพของอิหร่านผิดพลาด อาจเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง”

 

แดนนี่ ซิทริโนวิช นักวิเคราะห์ชาวอิสราเอลจากสถาบันเพื่อการศึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ (INSS) มองว่า การยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพดิเอโก การ์เซีย ยังสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอำนาจของอิหร่าน ภายหลังการลอบสังหารผู้นำระดับสูงหลายคน

 

เขาเรียกความเคลื่อนไหวนี้ว่า “ผลลัพธ์โดยตรง จากการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในเตหะราน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจที่เพิ่มขึ้นของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และผลพวงจากการสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดในวันแรกของสงคราม”

 

“แม้ว่าคาเมเนอีจะมีอุดมการณ์ต่อต้านตะวันตกอย่างรุนแรง แต่เขาก็ใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการใช้ศักยภาพของอิหร่าน ซึ่งความยับยั้งชั่งใจนั้นไม่ได้รับการรับประกันอีกต่อไปแล้วในตอนนี้” ซิทริโนวิช กล่าว

 

อ้างอิง:

 

 

The post อะไรคือศักยภาพที่แท้จริงของขีปนาวุธอิหร่าน หลังโจมตีฐานทัพดีเอโก การ์เซีย ไกล 4,000 กม. โจมตีถึงสหรัฐฯ หรือไม่? appeared first on THE STANDARD.

]]>
สิ่งที่จีนไม่ได้บอก แต่โลกต้องตีความ กับการยิงขีปนาวุธข้ามทวีปครั้งแรกในรอบ 44 ปี https://thestandard.co/china-missile-launch-global-implications/ Tue, 01 Oct 2024 11:13:21 +0000 https://thestandard.co/?p=990302 ขีปนาวุธข้ามทวีป

สัปดาห์ที่แล้ว ในระหว่างที่ทั่วโลกมุ่งความสนใจไปที่ตะวั […]

The post สิ่งที่จีนไม่ได้บอก แต่โลกต้องตีความ กับการยิงขีปนาวุธข้ามทวีปครั้งแรกในรอบ 44 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขีปนาวุธข้ามทวีป

สัปดาห์ที่แล้ว ในระหว่างที่ทั่วโลกมุ่งความสนใจไปที่ตะวันออกกลางที่กำลังมีสงครามร้อนระอุ จีนยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ไปตกในมหาสมุทรแปซิฟิก ที่น่าสนใจก็เพราะเป็นการทดสอบ ICBM แบบเปิดเผยต่อสาธารณะครั้งแรกในรอบ 44 ปี คำถามคือ ทำไมต้องเลือกเวลานี้ และจุดประสงค์แท้จริงคืออะไร

 

เรารู้อะไรเกี่ยวกับการยิง ICBM รอบนี้

 

สิ่งที่เรารู้จากข้อมูลที่เปิดเผยออกมา บวกกับรายงานข่าวและบทวิเคราะห์คือ ขีปนาวุธลูกนี้เดินทางในอากาศรวมระยะทาง 12,000 กิโลเมตร จากฐานยิงในมณฑลไห่หนาน ทางใต้ของจีน บินเฉียดน่านฟ้าฟิลิปปินส์ และเกาะกวมของสหรัฐอเมริกา ก่อนจะตกใกล้หมู่เกาะมาร์เคซัสของฝรั่งเศสในมหาสมุทรแปซิฟิก

 

จีนชี้แจงว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมตามปกติของกองกำลังจรวด โดยที่ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นการเฉพาะ และได้แจ้งให้สหรัฐฯ และฝรั่งเศส ทราบล่วงหน้าแล้วว่าจะยิงขีปนาวุธรอบนี้ ซึ่งสหรัฐฯ บอกว่าเป็นนิมิตหมายดีที่จีนสื่อสาร และหวังว่าจะสื่อสารเช่นนี้เป็นประจำหากจีนจะทดสอบอาวุธทางยุทธศาสตร์แบบนี้อีกในอนาคต

 

แม้จีนจะไม่บอกรายละเอียดว่าขีปนาวุธ ICBM ที่ทดสอบด้วยหัวรบจำลองคือรุ่นอะไร เป็นแบบไหน แต่นักวิเคราะห์และผู้สังเกตการณ์ทางทหารได้อาศัยภาพถ่ายที่จีนเผยแพร่และมีข้อสรุปว่า น่าจะเป็นขีปนาวุธในตระกูลตงเฟิง-31 (DF-31)

 

ตงเฟิงแปลว่า ‘ลมตะวันออก’ เป็นชื่อที่จีนใช้เรียกขีปนาวุธที่ผลิตในประเทศ โดยมีเลขกำกับท้ายบอกชื่อรุ่น สำหรับ DF-31 เป็นขีปนาวุธ ICBM 1 ใน 3 รุ่นที่จีนมีประจำการในกองทัพปลดปล่อยประชาชน (PLA) ตั้งแต่ปี 2006 ส่วนอีก 2 รุ่นคือ DF-5 ที่เข้าประจำการตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 และ DF-41 ที่ใหม่กว่าและทันสมัยกว่า

 

ขีปนาวุธในตระกูล DF-31 แบ่งย่อยออกได้ 2 รุ่น คือ DF-31A และ DF-31AG สามารถติดตั้งหัวรบได้ตั้งแต่ 1 หัวรบ ไปจนถึง 3 หรือ 4 หัวรบที่เล็กลง และสามารถโจมตีหลายเป้าหมายได้พร้อมกัน โดยมีพิสัยทำการไกลถึง 13,200 กิโลเมตร นั่นหมายความว่าดินแดนของสหรัฐฯ อยู่ในระยะโจมตีของจีนด้วยขีปนาวุธชนิดนี้

 

ย้อนกลับไปครั้งล่าสุดที่จีนทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปโดยยิงออกนอกประเทศคือเดือนพฤษภาคม 1980 ซึ่งครั้งนั้นเป็นการยิง DF-5 ไปตกในน่านน้ำแปซิฟิกใต้ โดยปกติแล้วจีนจะทดสอบขีปนาวุธในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ที่อยู่ห่างไกล หรือไม่ก็ในทะเลป๋อไห่ ซึ่งอยู่ภายในอาณาเขตอธิปไตยของจีน

 

ทำไมเลือกทดสอบเวลานี้ จุดมุ่งหมายคืออะไร

 

ในบทวิเคราะห์ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ South China Morning Post ฝูเฉียนเส้า อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านยุทโธปกรณ์ของกองทัพจีนบอกว่า จีนมีความจำเป็นต้องทดสอบขีปนาวุธรุ่นนี้ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกล เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยทดสอบยิงเต็มระยะมาก่อน แม้ DF-31 จะมีพิสัยทำการในระดับ ICBM ก็ตาม

 

ขณะที่ มัลคอล์ม เดวิส นักวิเคราะห์อาวุโสแห่งสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ในออสเตรเลีย คิดว่าการทดสอบครั้งนี้น่าจะเป็นรุ่น DF-31AG ที่ยิงจากระบบยานเคลื่อนที่ และอาจเป็นการทดสอบในภูมิประเทศป่าเขา เพื่อเปิดทางให้กองทัพสามารถกระจายหัวรบออกจากเครือข่ายถนนหนทาง ทำให้ศัตรูตรวจจับและทำลายยากขึ้น สำหรับ DF-31AG นี้จีนเปิดตัวครั้งแรกในระหว่างพิธีสวนสนามฉลองครบรอบ 90 ปีแห่งการสถาปนากองทัพ PLA เมื่อปี 2017

 

ส่วนคำถามว่า ทำไมจีนเลือกเวลานี้ในการทดสอบขีปนาวุธ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง มองว่าเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก แต่สิ่งที่บอกได้ก็คือ การทดสอบ ICBM ครั้งนี้ทำให้สถานการณ์โลกซับซ้อนขึ้น

 

จากปัจจัยแวดล้อมในช่วงที่ผ่านมา ทั้งสงครามในยูเครนที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซียออกมาเตือนบ่อยขึ้นว่า จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีกับคู่สงครามและพันธมิตร รวมถึงการที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธถี่ขึ้นในคาบสมุทรเกาหลี และสหรัฐฯ ยกระดับการเตรียมพร้อมด้านอาวุธนิวเคลียร์ ล้วนมีส่วนทำให้จีนขยับทั้งสิ้น

 

ส่วนในแง่การตีความนัยต่อปัญหาการเมืองระหว่างประเทศนั้น ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ มองว่าจีนอาจกำลังส่งสัญญาณเตือนบางอย่าง ท่ามกลางความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในเอเชีย ทั้งในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออกที่สถานการณ์ล้วนพัฒนาไปในทางลบมากขึ้น เช่น เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเรือยามฝั่งของจีนและฟิลิปปินส์ และเหตุการณ์ที่ญี่ปุ่นอ้างว่าเครื่องบินทิ้งระเบิดของจีนล่วงล้ำน่านฟ้า ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น

 

ในอดีตจีนมักไม่ยิงขีปนาวุธไปตกในน่านน้ำสากล แต่จะทดสอบภายในประเทศ ครั้งนี้จึงถือเป็นสัญญาณใหญ่ เราได้เห็นพัฒนาการของขีปนาวุธจีน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่เหมาเจ๋อตงเริ่มคิดสร้างจีนให้มีอาวุธนิวเคลียร์ในปี 1955 ซึ่งสมัยนั้นจีนพึ่งพาสหภาพโซเวียตอย่างมาก แต่ต่อมาจีนกับโซเวียตเริ่มแตกคอกันในปี 1960 โดยส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะจีนพยายามเรียกร้องให้โซเวียตสนับสนุนโครงการอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งรัสเซียไม่อยากเปิดเผยความลับ ดังนั้นจีนจึงต้องพึ่งพาตนเองในมิติทางอาวุธนับแต่นั้น และพัฒนาจนมีอาวุธนิวเคลียร์สำเร็จในปี 1964 แต่ในช่วงสงครามเย็น การพัฒนาของจีนค่อนข้างจำกัด เป็นหัวรบนิวเคลียร์ขนาดเล็กที่ไม่น่ากังวลมาก และมีในครอบครองไม่เกิน 200 หัวรบ ในขณะที่สหรัฐฯ และโซเวียตมีมากกว่ากันมาก

 

ช่วงหลังจีนหันมาพัฒนาหัวรบนิวเคลียร์มากขึ้น จากรายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ประเมินว่า ปัจจุบันจีนมีหัวรบนิวเคลียร์ที่พร้อมใช้งานอยู่ที่ประมาณ 500 หัวรบ ขณะที่สหรัฐฯ มีจำนวน 5,044 หัวรบ และรัสเซียมี 5,580 หัวรบ ซึ่งจะเห็นว่า 90% ของหัวรบนิวเคลียร์บนโลกอยู่ในสหรัฐฯ และรัสเซีย อย่างไรก็ตาม หากไม่นับหัวรบที่ปลดประจำการและอยู่ในคลังสำรองแล้ว สหรัฐฯ มีหัวรบที่พร้อมใช้งานอยู่ที่ 1,419 หัวรบ และรัสเซียมีอยู่ 1,549 หัวรบ

 

สัญญาณรอบนี้จีนบอกอะไรเรา ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ มองว่าในมิติความมั่นคงนั้นถือเป็นสัญญาณทางการทหารบนเวทีโลกที่จีนประกาศว่า มีศักยภาพด้านนิวเคลียร์ที่ทันสมัยขึ้นแล้วและสามารถยิงข้ามทวีปได้จริง

 

ขณะเดียวกันก็เป็นการประกาศว่า จีนกลายเป็นรัฐมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์อย่างแท้จริง จากที่เคยถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจชั้นรอง แต่ตอนนี้น่าจะขยับขึ้นเป็นมหาอำนาจหัวแถว

 

นอกจากนี้จีนยังพยายามบอกด้วยว่าจีนมีศักยภาพในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1964 ตั้งแต่หัวรบ ไปจนถึงขีปนาวุธที่ยิงจากยานเคลื่อนที่ ขีปนาวุธที่ติดตั้งในเรือดำน้ำ และระเบิดที่บรรจุในเครื่องบินทิ้งระเบิด

 

อีกเรื่องที่ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจคือ จีนพยายามสร้างชุดความคิดการถ่วงดุลทางยุทธศาสตร์ (Strategic Counterbalance) คล้ายกับที่รัสเซียพยายามทำในช่วงสงครามเย็น นั่นคือการเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยอมรับความเท่าเทียมทางนิวเคลียร์ หรือก็คือการเคารพสถานะทางทหารของจีนบนเวทีโลก

 

เช่นเดียวกับในมิติทางการเมือง จีนก็พยายามเรียกร้องว่าสหรัฐฯ ควรเคารพสถานะการเมืองของจีนบนเวทีระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน

 

และสุดท้ายจีนพยายามคานอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชีย ซึ่งเป็นนัยในมิติทางยุทธศาสตร์ ปัจจุบันจีนแสดงให้เห็นว่ามีขีปนาวุธพิสัยกลางที่สามารถโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในเอเชียได้ นอกจากนี้ยังโจมตีพันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชียได้ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นกังวล โจทย์ใหญ่ในเวลานี้ของเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่นคือ พวกเขาต้องคิดพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ด้วยหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์รอบด้านพร้อมกัน ทั้งจากจีน เกาหลีเหนือ และรัสเซียที่พูดถึงการใช้นิวเคลียร์บ่อยขึ้น แม้จะในบริบทของสงครามกับยูเครนก็ตาม

 

คงต้องติดตามพัฒนาการด้านนิวเคลียร์ของจีนกันต่อไป มีแนวโน้มที่จีนจะขยับเพดานหัวรบนิวเคลียร์ให้แตะ 1,000 หัวรบ ซึ่งจะทำได้เมื่อใดยังเป็นคำถาม ส่วนรัสเซียและสหรัฐฯ นั้นมีการควบคุมจำนวนหัวรบภายใต้สนธิสัญญา New START ซึ่งจำกัดหัวรบที่มีประจำการสำหรับสหรัฐฯ และรัสเซียไว้ที่ประมาณ 1,400 และ 1,500 หัวรบตามลำดับ นั่นหมายความว่า หากจีนเพิ่มไปถึง 1,000 หัวรบ ก็จะสามารถทาบมหาอำนาจ กลายเป็นคู่แข่งบนเวทีนิวเคลียร์อย่างเต็มตัว จากปัจจุบันที่ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ มองว่าจีนยังเป็นมหาอำนาจด้านนิวเคลียร์ในระดับกลาง

 

ในรายงานของเพนตากอนที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม 2023 ระบุว่า กองกำลังจรวดของจีนมีขีปนาวุธประเภท ICBM อยู่ราว 350 ลูกในปี 2022 และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงจำนวนแท่นยิงด้วย ขณะที่รายงานอีกฉบับจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศในสตอกโฮล์มประเมินว่า จีนเพิ่มหัวรบนิวเคลียร์ในคลังแสงมากถึง 90 หัวรบเมื่อปีที่แล้ว

 

ซึ่ง ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ชี้ว่าการที่จีนจะเพิ่มจำนวนหัวรบนิวเคลียร์แตะ 1,000 หัวรบภายในปี 2030 ตามที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ไว้ก็มีความเป็นไปได้ และมีโอกาสที่จะมีขีปนาวุธข้ามทวีปแซงหน้าทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียภายใน 10 ปีข้างหน้าด้วย

 

ภาพ: Jason Lee / Pool / Getty Images

อ้างอิง:

The post สิ่งที่จีนไม่ได้บอก แต่โลกต้องตีความ กับการยิงขีปนาวุธข้ามทวีปครั้งแรกในรอบ 44 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปธน. อิหร่านเดินหน้าแผนสร้างขีปนาวุธต่อ เผยไม่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ หลังทรัมป์ขู่เลิกสนับสนุนข้อตกลงนิวเคลียร์ https://thestandard.co/iran-will-keep-producing-missiles/ https://thestandard.co/iran-will-keep-producing-missiles/#respond Mon, 30 Oct 2017 07:29:03 +0000 https://thestandard.co/?p=39185

     ประธานาธิบดีอิหร่านประกาศผ่านโทรทัศ […]

The post ปธน. อิหร่านเดินหน้าแผนสร้างขีปนาวุธต่อ เผยไม่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ หลังทรัมป์ขู่เลิกสนับสนุนข้อตกลงนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ประธานาธิบดีอิหร่านประกาศผ่านโทรทัศน์ว่าจะไม่ยุติแผนสร้างขีปนาวุธเพื่อป้องกันประเทศ ทั้งยังย้ำว่าไม่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ

     แถลงการณ์ของฮัสซัน รูฮานี มีขึ้นหลังจากสภาผู้แทนฯ สหรัฐอเมริกาลงมติคว่ำบาตรโครงการขีปนาวุธอิหร่านอีกครั้ง โดยไม่ให้กระทบต่อข้อตกลงอาวุธนิวเคลียร์ที่นานาชาติลงนาม

     “เราสร้าง กำลังสร้าง และจะสร้างขีปนาวุธต่อไป และมันไม่ได้ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ” รูฮานีกล่าว พร้อมวิจารณ์ท่าทีของสหรัฐอเมริกาด้วยว่า “ไม่สนใจต่อการเจรจาและข้อตกลงที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอนุมัติในอดีต แล้วยังมาหวังให้ประเทศอื่นเจรจาด้วยอีกหรือ

     “เพราะพฤติกรรมแบบนี้ อเมริกาควรเลิกคิดไปได้เลยว่าจะมีการเจรจาหรือหาข้อตกลงกับประเทศอื่นๆ ได้” ประธานาธิบดีรายนี้เสริมโดยไม่ออกชื่อประเทศหนึ่งในเอเชียตะวันออก ซึ่งคาดว่าน่าจะสื่อถึงเกาหลีเหนือ

     นอกจากนี้ รูฮานีได้พบปะกับ ยูกิยะ อามาโนะ ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ของสหประชาชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอิหร่านอีก 2 ราย

     การพบปะระหว่างสองฝ่ายนี้มีขึ้นหลังวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ปฏิเสธที่จะรับรองการปฏิบัติตามข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยสภาครองเกรสมีเวลาน้อยกว่า 60 วันในการตัดสินใจว่าจะแก้ไขมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลอิหร่าน ซึ่งจะถูกยกเลิกหลังมีข้อตกลงหรือไม่

     IAEA ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า “ผู้อำนวยการอามาโนะได้กำชับว่า พันธกรณีต่างๆ ในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ที่อิหร่านรับปากไว้ยังคงปฏิบัติอยู่” พร้อมย้ำถึงความสำคัญในการทำให้อิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเต็มที่เพื่อความยั่งยืนของแผนปฏิบัติการเบ็ดเสร็จร่วมที่มีขึ้นเมื่อปี 2015

     ขณะเดียวกัน ผู้นำสูงสุดของอิหร่านอย่าง อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี กล่าวว่า รัฐบาลอิหร่านจะยังคงปฏิบัติตามข้อตกลงตราบใดที่ประเทศอื่นทำ แต่จะ ‘ฉีกข้อตกลงทิ้ง’ หากสหรัฐฯ ถอนตัว อย่างที่ทรัมป์ได้ออกมาขู่ไว้

     นิกกี เฮลีย์ ทูตสหรัฐอเมริกาประจำสหประชาชาติ พยายามกดดันให้ IAEA เข้าถึงข้อมูลของกองทัพอิหร่านเพื่อหาข้อมูลยืนยันว่าอิหร่านไม่ได้ปฏิบัติละเมิดข้อห้ามใดๆ อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว IRNA ของอิหร่านชี้แจงว่าผู้อำนวยการ IAEA ไม่ได้ถามถึงประเด็นนี้

 

Photo: STR/AFP

อ้างอิง:

The post ปธน. อิหร่านเดินหน้าแผนสร้างขีปนาวุธต่อ เผยไม่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ หลังทรัมป์ขู่เลิกสนับสนุนข้อตกลงนิวเคลียร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/iran-will-keep-producing-missiles/feed/ 0
ทำไมการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือจึงยังยุติความขัดแย้งไม่ได้ https://thestandard.co/northkorea-banned-cant-solve-conflict/ https://thestandard.co/northkorea-banned-cant-solve-conflict/#respond Tue, 26 Sep 2017 10:34:43 +0000 https://thestandard.co/?p=30377

     สงครามเกาหลี (Korean War) ที่เกิดขึ […]

The post ทำไมการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือจึงยังยุติความขัดแย้งไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     สงครามเกาหลี (Korean War) ที่เกิดขึ้นเกือบ 70 ปีที่แล้วยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากสงครามตัวแทนครั้งนั้นไม่ได้จบลงด้วยสนธิสัญญาสันติภาพ เป็นเพียงข้อตกลงหยุดยิงเพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยหลักการแล้วจึงถือว่า สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และเกาหลีเหนือ ยังเป็นคู่ขัดแย้งหลักของสงครามนี้เรื่อยมา

     ความคิดที่จะครอบครองและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือถูกส่งต่อผ่านผู้นำสูงสุดจากรุ่นสู่รุ่น โดยพวกเขามองว่าอาวุธนิวเคลียร์นี้จะช่วยปกป้องประเทศจากภัยคุกคามจากมหาอำนาจชาติตะวันตก และเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับกองทัพโสมแดงในเวทีโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้นำเกาหลีเหนืออย่างคิมจองอึนจะยังคงเดินหน้าผลักดันและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป แม้จะถูกมาตรการคว่ำบาตรจากนานาประเทศ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติมาโดยตลอด

     THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ ผศ.ดร. จันจิรา สมบัติพูนศิริ อาจารย์ประจำสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความขัดแย้งและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีถึงประเด็นที่ว่า เพราะเหตุใดมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ โดยเฉพาะจากสหประชาชาติที่มีต่อเกาหลีเหนือจึงยังไม่ประสบผลสำเร็จในการยุติปัญหาความขัดแย้งนี้

 

 

‘จีน’ ตัวละครสำคัญท่ามกลางความขัดแย้งตั้งแต่สมัยสงครามเย็น

     ถึงแม้ว่าประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและประชาคมโลก โดยเฉพาะสหประชาชาติจะยกระดับและดำเนินมาตรการคว่ำบาตรที่มีต่อเกาหลีเหนือมาแล้วกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นชอบยกระดับมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ที่มุ่งเป้าไปยังสินค้าส่งออกที่เป็นช่องทางรายได้หลักของเกาหลีเหนือ ซึ่งจะใช้เป็นแหล่งเงินทุนในการขับเคลื่อน ทดสอบ และพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศ

     โดยคาดการณ์กันว่ามาตรการครั้งนี้เป็นมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งจะสามารถตัดช่องทางรายได้ของรัฐบาลโสมแดงได้ถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมดของเกาหลีเหนือเลยทีเดียว แต่ถึงกระนั้นผู้นำและกองทัพโสมแดงเองก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะยุติการทดสอบและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ หรือดำเนินมาตรการที่เอื้อต่อการยุติปัญหาความขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลีนี้แต่อย่างใด

     ผศ.ดร. จันจิรากล่าวว่า “ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลีเป็นมรดกตกทอดมาจากยุคสงครามเย็น ประเทศหนึ่งที่ช่วยเกาหลีเหนือรบกับสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรในช่วงนั้นก็คือจีนและสหภาพโซเวียต ซึ่งหลังจากนั้นเกาหลีเหนือก็ได้รับความช่วยเหลือจากสองประเทศนี้มาโดยตลอด (ตอนสหภาพโซเวียตล่มสลาย เกาหลีเหนือก็ไม่ได้รับผลกระทบจนถึงขั้นต้องเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองภายในประเทศเหมือนที่เกิดขึ้นกับประเทศคอมมิวนิสต์อื่นๆ)”

     “สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มาตรการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือยังไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะจีน หนึ่งในพันธมิตรเพียงไม่กี่ประเทศของเกาหลีเหนือ ณ ตอนนี้ยังคงให้ความช่วยเหลือแก่เกาหลีเหนืออยู่ แม้จะมีมาตรการคว่ำบาตรออกมากี่ครั้งก็ตาม”

 

 

     ซึ่งสอดคล้องกับความคิดของ รศ.ดร. กิตติ ประเสริฐสุข ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เคยให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ถึงกรณีความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีก่อนหน้านี้ว่า

     “เกาหลีเหนือถือว่าเป็น ‘รัฐกันชน’ (Buffer State) ในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเป็นผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของจีน เพราะในเกาหลีใต้มีทหารสหรัฐฯ ประจำการอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีเกาหลีเหนือหรือเกาหลีเหนือล่มสลายไปก็อาจจะเกิดผู้ลี้ภัยเข้าไปในจีนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งจีนเองอาจจะต้องจัดกองทัพไปประจำการในแถบนั้นเพิ่มมากขึ้น การที่มีเกาหลีเหนืออยู่จึงทำให้จีนลดภาระในส่วนนี้ไป”

     นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมที่ผ่านมาประเทศยักษ์อย่างจีนจึงยังคงสงวนท่าทีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ หรือยังไม่ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนืออย่างจริงจัง เพราะแหล่งรายได้ทั้งหมดของเกาหลีเหนือกว่า 90% ก็มาจากจีน ซึ่งจะเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงของโครงการทดสอบและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้นำจีนเองในฐานะ 1 ใน 5 ประเทศสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการเดินหน้าทดสอบและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเสียทีเดียว จีนจึงไม่ยื่นวีโต้คัดค้านมติการคว่ำบาตรครั้งใหม่ต่อประเทศโสมแดง

 

 

มาตรการคว่ำบาตรอาจเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด

     ผศ.ดร. จันจิราแสดงความเห็นว่า “ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาทางประวัติศาสตร์ และวิธีการมองของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรต่างๆ ในประชาคมโลกที่มีต่อเกาหลีเหนือว่าเป็น ‘ภัยคุกคามของโลก’ พอเรามองว่าเขาเป็นภัยคุกคาม เราก็จะมีความต้องการที่จะลงโทษเขาอยู่เสมอ

     “ในแง่หนึ่งสหรัฐฯ ก็พยายามกดดันให้สหประชาชาติคว่ำบาตรเกาหลีเหนือทุกครั้งที่มีการขู่ว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือทดสอบขีปนาวุธ แต่ในขณะเดียวกัน การกระทำนี้เองก็ทำให้เกิดโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ในเกาหลีเหนือ และอำนาจของตัวผู้นำก็ยิ่งเข้มแข็งขึ้นในสายตาของประชาชนชาวเกาหลีเหนือ ถ้าหากไม่มีการข่มขู่หรือสร้างสงครามน้ำลายระหว่างกัน มันอาจจะมีเสียงความไม่พอใจจากประชาชนในเกาหลีเหนือมากกว่านี้ก็ได้ แม้จะทำอะไรไม่ได้มากก็ตาม ถ้าจะแก้ปัญหานี้ การดำเนินมาตรการคว่ำบาตรอาจไม่เป็นผล เพราะมันจะยิ่งไปตอกย้ำโฆษณาชวนเชื่อในประเทศให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ดังนั้นมุมมองที่มองเกาหลีเหนืออาจจะต้องเปลี่ยนจาก ‘ภัยคุกคาม’ เป็น ‘เหยื่อ’ ”

 

 

     ผศ.ดร. จันจิราให้เหตุผลว่า “หากประชาคมโลกมองเกาหลีเหนือเป็นเหยื่อของความขัดแย้งและเป็นมรดกของสงครามเย็น ท่าทีและสถานการณ์หลายๆ อย่างอาจจะจัดการได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีความพยายามที่จะเปลี่ยนวิธีมองจากมุมนี้มาแล้ว อย่างน้อยก็ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ที่รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามที่จะเจรจาและไม่ได้มองว่าเกาหลีเหนือเป็นภัย แต่เป็นประเทศบ้านพี่เมืองน้องที่ได้รับผลกระทบจากสงครามเมื่อราว 70 ปีที่แล้วเหมือนกัน

     “ดังนั้นสิ่งที่สหประชาติต้องทำไม่ใช่การคว่ำบาตร แต่คือการสร้างความสมานฉันท์ คือจะไม่มีทางแก้ปัญหานี้ได้สำเร็จจริงๆ หากเกาหลีไม่รวมชาติ ถึงจุดนี้ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก ซึ่งจริงๆ มันควรจะทำตั้งนานแล้ว และมีความพยายามที่จะทำอยู่ แต่การเมืองโลกมันไม่ได้เอื้อขนาดนั้น เพราะเอาเข้าจริงการแยกประเทศของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ในแง่หนึ่งก็ให้ประโยชน์กับมหาอำนาจไม่น้อย เกาหลีเหนือก็รู้สึกต้องพึ่งพาจีน ในขณะที่เกาหลีใต้(และญี่ปุ่น)เองก็รู้สึกว่าต้องพึ่งพาสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ ยังคงกองทัพของตนไว้ในเอเชียแปซิฟิกได้ การวิเคราะห์ปัญหาผิดตั้งแต่แรกจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมาตรการคว่ำบาตรถึงใช้ไม่ได้ผล”

 

 

     นอกจากนี้ ผศ.ดร. จันจิรายังชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่สหประชาชาติและประชาคมโลกควรให้ความสำคัญเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ว่า “กลไกของ UN ในสมัยประธานาธิบดีคลินตันเคยผ่านสิ่งที่เรียกว่า Six-party talks หรือการเจรจา 6 ฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหานี้มาแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าสำหรับดิฉันคือมีผู้นำเกาหลีใต้สมัยหนึ่งที่มีความพยายามในการแลกเปลี่ยนคนที่เกาหลีเหนือเคยจับไปเป็นตัวประกัน หรือเปิดให้คนที่มีญาติอยู่ในเกาหลีเหนือหรือเกาหลีใต้เดินทางเข้าไปเยี่ยมกันได้ แนวคิดริเริ่มแบบนี้ไม่ใช่แนวคิดหลักของสหประชาชาติ แต่เป็นสิ่งที่ควรจะต้องทำและทำเป็นระยะเวลายาวนาน

     “ปัญหาก็คือการเมืองภายในเกาหลีใต้เองที่พอเลือกตั้งมาก็อาจจะได้ผู้นำอนุรักษนิยมขึ้นมาบริหารประเทศ แนวคิดในลักษณะนี้ก็เลยหายไป ดังนั้นความพยายามที่จะมีการสร้างสันติภาพระดับประชาชนควรจะต้องเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศในภูมิภาค การอาศัยสหประชาชาติอย่างเดียวในการแก้ไขปัญหาอาจไม่เพียงพอ”

 

 

     นี่คือช่วงเวลาที่ประชาคมโลกจะต้องใช้ทุกทางเลือกที่มีช่วยกันยุติและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยื้ดเยื้อนี้โดยเร็ว ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามบานปลายจนถึงขั้นต้องใช้กำลังทางทหารเข้าห้ำหั่นกัน และอาจเกิดเป็นสงครามนิวเคลียร์ในที่สุด

 

Photo: AFP

The post ทำไมการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือจึงยังยุติความขัดแย้งไม่ได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/northkorea-banned-cant-solve-conflict/feed/ 0
เกาหลีเหนือขู่ คว่ำบาตรมีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง https://thestandard.co/north-korea-disagree-with-boycott/ https://thestandard.co/north-korea-disagree-with-boycott/#respond Tue, 19 Sep 2017 08:39:11 +0000 https://thestandard.co/?p=28422

     ทางการกรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือ ออ […]

The post เกาหลีเหนือขู่ คว่ำบาตรมีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ทางการกรุงเปียงยางของเกาหลีเหนือ ออกประกาศแถลงการณ์เรียกร้องให้สหประชาชาติพิจารณามติในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรที่มีต่อเกาหลีเหนือเสียใหม่ เนื่องจากรัฐบาลเกาหลีเหนือเห็นว่ามาตรการดังกล่าวไม่ยุติธรรมต่อประเทศของตน และจะยิ่งทำให้สถานการณ์ต่างๆ บนคาบสมุทรเกาหลีเลวร้ายลง ซึ่งมาตรการคว่ำบาตรของประชาคมโลกจะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่ทำให้เกาหลีเหนือเดินหน้าพัฒนาประเทศให้กลายเป็น ‘รัฐนิวเคลียร์’ โดยสมบูรณ์เร็วยิ่งขึ้น
     
หลังจากที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) มีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ในการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือที่เดินหน้าทดสอบและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในปีนี้ไปแล้วมากกว่า 15 ครั้ง และประสบผลสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายยิ่งวิตกกังวลต่อภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงระหว่างประเทศได้ตลอดเวลา

 

Photo: JUNG YEON-JE/AFP

 

     โดยจุดประสงค์หลักของมติคณะมนตรีความมั่นคงฯ ที่ลงความเห็นเมื่อ 11 กันยายนที่ผ่านมาคือ ต้องการตัดช่องทางแหล่งเงินทุนที่เกาหลีเหนือจะนำไปใช้ในการพัฒนาและทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของตนด้วยการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต และยกเลิกการติดต่อค้าขายกับเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมสิ่งทอ และจำกัดการนำเข้าน้ำมัน

     ขณะนี้รัฐบาลสเปนเป็นชาติที่ 4 แล้วที่มีคำสั่งให้บรรดาเจ้าหน้าที่ทางการทูตของเกาหลีเหนือเดินทางกลับประเทศของตนภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ หลังจากที่กองทัพโสมแดงเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธอย่างก้าวกระโดด ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของประเทศต่างๆ ในประชาคมโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลเม็กซิโก เปรู และคูเวต ต่างร่วมกันดำเนินมาตรการกดดันเกาหลีเหนือด้วยการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต ก่อนที่จะให้คณะผู้แทนทางการทูตทั้งหมดเดินทางออกจากประเทศจนกว่าเกาหลีเหนือจะยุติท่าทีที่เป็นภัยคุกคามดังกล่าว

 

Photo: KENA BETANCUR/AFP

 

     ทั้งนี้กองทัพสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรอย่างเกาหลีใต้ต่างร่วมกันซ้อมรบและบินลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าบริเวณคาบสมุทรเกาหลีเพื่อส่งสัญญาณเตือนแก่กองทัพโสมแดงว่า สหรัฐฯ และชาติพันธมิตร รวมทั้งชาติมหาอำนาจอย่างจีนจะยังคงเดินหน้ากดดันเกาหลีเหนือจนถึงที่สุด หากเกาหลีเหนือยังดึงดันและแสดงท่าทีที่เป็นภัยคุกคามต่อนานาประเทศต่อไป

     โดยประเด็นของเกาหลีเหนือนี้จะเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 72 ที่จะเริ่มต้นขึ้นในวันนี้ (19 ก.ย.) อย่างแน่นอน

 

Photo: Ed JONES/AFP

อ้างอิง:

The post เกาหลีเหนือขู่ คว่ำบาตรมีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/north-korea-disagree-with-boycott/feed/ 0
เกาหลีเหนือ จะเป็น ‘รัฐนิวเคลียร์’ โดยสมบูรณ์? https://thestandard.co/northkorea-nuclear-state/ https://thestandard.co/northkorea-nuclear-state/#respond Mon, 04 Sep 2017 14:30:05 +0000 https://thestandard.co/?p=24501

The post เกาหลีเหนือ จะเป็น ‘รัฐนิวเคลียร์’ โดยสมบูรณ์? appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post เกาหลีเหนือ จะเป็น ‘รัฐนิวเคลียร์’ โดยสมบูรณ์? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/northkorea-nuclear-state/feed/ 0
เกาหลีเหนือโว ยิง ‘ระเบิดนิวเคลียร์’ ครั้งที่ 6 จนแผ่นดินไหว นานาชาติใช้มาตรการโต้ตอบรุนแรงขึ้น https://thestandard.co/world-condemned-northkorea/ https://thestandard.co/world-condemned-northkorea/#respond Mon, 04 Sep 2017 06:37:50 +0000 https://thestandard.co/?p=24254

     เมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (3 กัน […]

The post เกาหลีเหนือโว ยิง ‘ระเบิดนิวเคลียร์’ ครั้งที่ 6 จนแผ่นดินไหว นานาชาติใช้มาตรการโต้ตอบรุนแรงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เมื่อช่วงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (3 กันยายน 2560) เกาหลีเหนือออกมาป่าวประกาศความสำเร็จการทดลองนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 ของประเทศ

     หลายชั่วโมงก่อนหน้าการปล่อยจรวด เกาหลีเหนือเผยแพร่ภาพถ่ายคิมจองอึน ผู้นำสูงสุดตรวจตรายุทโธปกรณ์ที่ระบุว่าเป็นหัวรบที่จะถูกใช้ประกอบเข้ากับมิสไซล์

     ผู้ประกาศข่าวทางการโสมแดงยกย่องการยิงครั้งนี้ว่าประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ และถือเป็นขั้นสุดท้ายเพื่อบรรลุการเป็นรัฐนิวเคลียร์

     เกาหลีเหนืออ้างว่าจรวดที่ถูกยิงออกไปเป็นแบบระเบิดไฮโดรเจนอันรุนแรงกว่านิวเคลียร์ปกติ เนื่องจากใช้ปฏิกิริยาฟิวชันเพื่อเพิ่มรัศมีการระเบิดและพลังทำลายล้าง โดยเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อาวุธเทอร์โมนิวเคลียร์

     อาวุธชิ้นนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งรุนแรงโดยวัดได้ที่ระดับแมกนิจูด 6.3 และแม้จะไม่สามารถตรวจสอบขนาดได้ชัดเจน องค์การติดตามกิจกรรมนิวเคลียร์นอร์ซาร์ในประเทศนอร์เวย์คาดการณ์ว่า รัศมีเทียบเท่าระเบิดทีเอ็นที 120 กิโลตัน อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้คาดการณ์ต่ำลงมาที่ 50 กิโลตัน

     การยิงระเบิดนิวเคลียร์ครั้งประวัติศาสตร์ในฮิโรชิมะ เมื่อปี 1945 ที่พรากชีวิตผู้คนนับ 80,000 คนในญี่ปุ่น มีรัศมีการระเบิด 15 กิโลตัน

 

 

ปฏิกิริยาโต้ตอบจากนานาชาติ

     ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาที่จะยุติการค้าต่อประเทศใดๆ ที่ทำธุรกิจกับโสมแดง

     นอกจากนี้ เจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา เผยต่อผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า ภัยใดๆ ต่อสหรัฐฯ พันธมิตร หรือดินแดนของประเทศจะต้องเผชิญหน้าการโต้ตอบทางการทหารครั้งใหญ่

     ผู้นำโสมขาวอย่าง มุนแจอิน ออกมากล่าวถึงการทดลองนี้ว่า เป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์อันไร้สาระ และต้องการให้มีการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวที่สุด พร้อมกันนี้ เกาหลีใต้ได้ออกปฏิบัติการฝึกซ้อมทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นการส่งเครื่องบินรบหรือการยิงจรวดขีปนาวุธด้วย

 

 

     ด้าน สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนกล่าวปาฐกถาเปิดงานประชุมกลุ่มเศรษฐกิจ BRICS ไว้ว่า “ความขัดแย้งในบางส่วนของโลกที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนและประเด็นร้อนแรงต่างๆ ล้วนท้าทายต่อการสร้างสันติภาพในโลก”

     ฝ่ายผู้นำญี่ปุ่นอย่าง ชินโซ อาเบะ ออกมาเผยถึงภัยคุกคามต่อประเทศว่ายิ่งรุนแรงขึ้นและกระชั้นชิดเข้าไปทุกที

 

 

ความปั่นป่วนจากคำขู่ ‘คิม’

     ในช่วงต้นสิงหาคม ความตึงเครียดระหว่างสองฝ่ายรุนแรงขึ้นจนแทบจับต้องได้ หลังคิมจองอึนและทรัมป์เปิดสงครามน้ำลายอย่างดุเดือด หลังโสมแดงขู่ยิงขีปนาวุธไปทางเกาะกวมในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา โดยปรากฏแล้วว่าไม่มีปฏิบัติการจริงแต่อย่างใด 

     ไม่เพียงแต่กรณีปลายหอกสหรัฐฯ แห่งดังกล่าว ความไม่แน่นอนจากภัยส่วนนี้ทำให้รัฐฮาวายต้องประกาศแผนรับมือหากมีการยิงนิวเคลียร์ขึ้นจริงด้วย 

     จากการยิงขีปนาวุธหลายต่อหลายครั้ง นานาประเทศต่างร่วมกดดันผ่านมติคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหประชาชาติ โดยคาดหวังให้ประเทศสันโดษแห่งนี้ต้องชะลอการทดลองออกไปเนื่องจากปัญหาการคลัง

     ปัจจุบัน รัฐบาลทรัมป์พยายามที่จะเดินหน้ายุทธศาสตร์ในการกดดันเกาหลีเหนืออย่างสันติเพื่อให้ประเทศดังกล่าวยอมร่วมโต๊ะเจรจาถึงประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตาม โสมแดงกล่าวว่า พร้อมพูดคุยแต่จะไม่ยอมละทิ้งแสนยานุภาพ เว้นเสียแต่สหรัฐฯ จะยกเลิกนโยบายที่เป็นปรปักษ์ต่อเกาหลีเหนือออกไป

 

Photo: www.kcna.kp, AFP

อ้างอิง:

The post เกาหลีเหนือโว ยิง ‘ระเบิดนิวเคลียร์’ ครั้งที่ 6 จนแผ่นดินไหว นานาชาติใช้มาตรการโต้ตอบรุนแรงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/world-condemned-northkorea/feed/ 0
4 ทางเลือกแก้ไขวิกฤตการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี https://thestandard.co/koreanpeninsula-crisis/ https://thestandard.co/koreanpeninsula-crisis/#respond Thu, 31 Aug 2017 10:39:47 +0000 https://thestandard.co/?p=23653

     นับวันสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีจะยิ […]

The post 4 ทางเลือกแก้ไขวิกฤตการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี appeared first on THE STANDARD.

]]>

     นับวันสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีจะยิ่งตึงเครียดขึ้น จากการเดินหน้าพัฒนาและทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนืออย่างก้าวกระโดดที่ทำการทดสอบไปแล้วถึง 14 ครั้งในปีนี้ ภายในระยะเวลาเพียง 8 เดือนเท่านั้น

     นอกจากขีปนาวุธนิวเคลียร์จะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดที่เกาหลีเหนือจะใช้ในการต่อรองกับมหาอำนาจตะวันตกและชาติพันธมิตรในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของตนแล้ว เครื่องมือนี้ยังช่วยลบคำสบประมาทที่มีต่อผู้นำสูงสุดรุ่นที่ 3 อย่าง คิมจองอึน ลงได้ไม่มากก็น้อย แม้จะเป็นการนำพาประเทศไปสู่จุดเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นก็ตาม

 

Photo: ED JONES/AFP

 

     ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และประชาคมโลก ต่างดำเนินมาตรการต่างๆ ในการที่จะเยียวยาแก้ไขสถานการณ์ความตึงเครียดนี้ลง ซึ่งวันนี้ THE STANDARD ได้รวบรวมทางเลือกที่เป็นไปได้และภาพรวมของความพยายามในการแก้ไขวิกฤตการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีที่เคยเกิดขึ้นและอาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตมาอยู่ในบทความนี้เเล้ว

 

Photo: NICHOLAS KAMM/AFP

 

ทางเลือกที่ 1 การเจรจา

     น่าจะเป็นทางเลือกที่สันติวิธีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย สหรัฐฯ เองก็เคยพยายามเจรจาในประเด็นนี้กับเกาหลีเหนือมาแล้วในสมัยรัฐบาล บิล คลินตัน โดยยื่นข้อเสนอให้เกาหลีเหนือยุติการเดินหน้าพัฒนาและทดสอบขีปนาวุธ และผลักดันให้เกาหลีเหนือเข้าเป็นสมาชิกในสนธิสัญญาว่าด้วยการไม่แผ่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (The Treaty of Non-Proliferation of Nuclear Weapons) โดยแลกเปลี่ยนกับการช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกาหลีเหนือ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องประสบความล้มเหลว หลังจากที่ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี และมีท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นต่อประเด็นนี้ ส่งผลให้เกาหลีเหนือออกจากการเป็นภาคี

 

Photo: KAZUHIRO NOGI/AFP

 

   ทั้งนี้ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ยังมีความพยายามที่จะผลักดันให้เกาหลีเหนือเข้าสู่พื้นที่ของการเจรจาด้วยการจัดการประชุม 6 ฝ่าย (Six Parties Talk) ระหว่างสหรัฐฯ จีน เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และรัสเซีย เพื่อร่วมกันแก้ไขวิกฤตการณ์เกาหลี ก่อนที่จะประสบความล้มเหลว เนื่องจากความคิดเห็นไม่ตรงกันและไม่สามารถรอมชอมกันได้ จนกระทั่งลดบทบาทลงในที่สุด

 

Photo: KNS/AFP

 

     นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือเองยังเรียนรู้บทเรียนจากอดีตผู้นำเผด็จการคนสำคัญของอิรักอย่าง ซัดดัม ฮุสเซน และ โมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำเผด็จการของลิเบีย ที่ยอมเจรจาอ่อนข้อให้แก่มหาอำนาจตะวันตก และท้ายที่สุดก็ต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของกองทัพสหรัฐฯ เกาหลีเหนือเองก็จะไม่ยอมให้ตนต้องพบจุดจบเช่นนั้นแน่นอน

     สิ่งที่ท้าทายสำหรับทางเลือกนี้คือ ความยากลำบากในการร่างหลักการที่จะใช้ในการเจรจาที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ จะทำอย่างไรเมื่อผลประโยชน์แห่งชาติของเกาหลีเหนือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประชาคมโลก อะไรคือคือเป้าหมายของการเจรจา ทุกฝ่ายจะร่วมมือกันถอยคนละก้าวได้อย่างไร การเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติการครอบครองขีปนาวุธทั้งหมดอาจเป็นข้อเรียกร้องที่สุดโต่งและมีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากการมีขีปนาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองคือเครื่องมือเดียวที่ทำให้เสียงของประเทศปิดแห่งนี้รักษาผลประโยชน์แห่งชาติของตนไว้ได้ การตอบคำถามที่ว่า ทำอย่างไรที่จะสร้างความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงให้กับเกาหลีเหนือได้อีกครั้ง และทำให้เกาหลีเหนือไม่พัฒนาขีปนาวุธที่ตนมีอยู่เพิ่มเติมอีกน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า

 

Photo: JIM WATSON/AFP

 

ทางเลือกที่ 2 การป้องปรามและการใช้จิตวิทยา

     สหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ต่างร่วมมือกันใช้วิธีการนี้มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการตัดความสัมพันธ์ทางการทูต การสร้างสงครามน้ำลาย การเสริมสร้างระบบป้องกันการโจมตีขีปนาวุธภายในภูมิภาคเอเชีย การเพิ่มกองกำลังประจำการตามจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ การลาดตระเวน การซ้อมรบทางทหาร และอาจจะรวมถึงการติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ให้แก่บรรดาชาติพันธมิตรอีกด้วย

     ซึ่งวิธีการนี้ส่งผลกระทบในเชิงจิตวิทยาเป็นอย่างมาก การซ้อมรบที่จัดขึ้นประจำทุกปีอยู่แล้ว หากเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดร้อนระอุ ก็อาจจะยิ่งทำให้คู่ขัดแย้งดำเนินมาตรการตอบโต้ก็เป็นได้ โดยเกาหลีเหนือมักจะใช้การทดสอบขีปนาวุธพิสัยต่างๆ ที่ยิงระยะได้ไกลขึ้นและมีจำนวนครั้งในการทดสอบที่ถี่ขึ้น เพื่อกดดันฝ่ายตรงข้ามกลับ

     หากสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรยังคงดำเนินมาตรการป้องปรามและใช้สงครามจิตวิทยาถี่ขึ้นในช่วงเวลานี้ อาจจะยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งอาจจะดูเหมือนเป็นการส่งเสริมให้ประเทศต่างๆ เร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตนเพื่อป้องปรามเกาหลีเหนือกลับ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความไร้เสถียรภาพภายในภูมิภาคมากยิ่งขึ้น และอาจเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นได้ในอนาคต

 

Photo: MAHMUD HAMS/AFP

 

ทางเลือกที่ 3 การคว่ำบาตร

     นับเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ประชาคมโลกมักเลือกที่จะดำเนินมาตรการนี้ต่อเกาหลีเหนือ รัฐสภาสหรัฐฯ เองก็เพิ่งจะมีมติเห็นชอบยกระดับมาตรการคว่ำบาตรที่มีต่อเกาหลีเหนือไปพร้อมๆ กับการคว่ำบาตรรัสเซีย หลังสืบทราบว่ามีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปลายปี 2016 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรปฏิบัติตามมาตรการเหล่านี้ด้วย

     การเดินหน้าพัฒนาและทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่ประสบผลสำเร็จเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เร่งเร้าให้ประชาคมโลก โดยเฉพาะคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดการประชุมหารือเร่งด่วนในประเด็นนี้ และมีมติเห็นชอบต่อการยกระดับมาตรการในการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือครั้งใหม่ ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ 15 เสียง

 

Photo: JUNG-Yeon-Je/AFP

Photo: KENA BETANCUR/AFP

 

     โดยจะมุ่งเป้าไปที่สินค้าส่งออกที่สำคัญของเกาหลีเหนือ เช่น ถ่านหิน แร่เหล็ก ตะกั่ว และอาหารทะเล รวมถึงยุติการทำธุรกรรมทางการเงินและเจรจาการค้าระหว่างประเทศกับเกาหลีเหนือทั้งหมด ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า การยกระดับมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ในครั้งนี้จะสามารถตัดช่องทางรายได้ของเกาหลีเหนือกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมดของเกาหลีเหนือเลยทีเดียว นับเป็นมาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดของสหประชาชาติที่มีต่อเกาหลีเหนือ

     แต่ดูเหมือนว่ามาตรการคว่ำบาตรต่างๆ อาจจะยังไม่เป็นผล เนื่องจากปกติเกาหลีเหนือแทบจะเป็นประเทศปิด และคบค้าสมาคมกับไม่กี่ประเทศเท่านั้น แต่การยกระดับมาตรการคว่ำบาตรและปิดช่องทางด้านเงินทุนก็ยังคงเป็นวิธีการที่นานาประเทศและองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ อาจจะต้องร่วมมือกันคว่ำบาตรกดดันเกาหลีเหนือต่อไป ซึ่งอาจจะเห็นผลชัดเจนขึ้นในระยะยาว

 

Photo: JUNG Yeon-JE/AFP

 

ทางเลือกที่ 4 การใช้กำลังทางทหารและการทำสงคราม

     เป็นวิธีการที่มีต้นทุนที่ต้องจ่ายสูงที่สุด แม้ใครจะเป็นฝ่ายเริ่มเปิดฉากชิงโจมตีก่อนก็ตาม แต่ทางเลือกนี้ก็ยังมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากทุกประเทศล้วนมีบทเรียนจากบาดแผลของประวัติศาสตร์สงครามในอดีต

     หากทางเลือกนี้เกิดขึ้นจริง และเกาหลีเหนือเป็นฝ่ายเปิดฉากเริ่มโจมตีก่อน โอกาสที่จะชนะในสงครามครั้งนี้เป็นไปได้น้อยมากเมื่อเทียบกับแสนยานุภาพทางทหารของกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตร นอกจากนี้อาจจะยิ่งทำให้พลเมืองชาวโสมแดงของตนต้องตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงจากการถูกตอบโต้กลับอย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้น

     แต่ถ้าหากสหรัฐฯ และพันธมิตรเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีเกาหลีเหนือก่อน แม้ดูเหมือนว่าจะมีโอกาสชนะสงครามมากกว่า แต่ในเรื่องของความชอบธรรมและความปลอดภัยของประเทศพันธมิตรในภูมิภาคที่อาจจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในครั้งนี้ ก็เป็นปัจจัยที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ไม่สามารถละเลยได้

     ยิ่งไปกว่านั้น หากสหรัฐฯ และพันธมิตรสร้างความชอบธรรมด้วยการขอมติเห็นชอบในการเริ่มทำสงครามกับเกาหลีเหนือจากสหประชาชาติ มีความเป็นไปได้ว่า จีน หนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงฯ และพันธมิตรที่ใกล้ชิดเพียงหนึ่งเดียวของเกาหลีเหนือ อาจจะคัดค้านการร้องขอนั้น แม้ว่าจีนจะไม่ต้องการให้เกาหลีเหนือเดินหน้าพัฒนาและทดสอบขีปนาวุธต่อไป

 

Photo: KNS/AFP

 

     แต่ในขณะเดียวกัน เกาหลีเหนือเองก็ถือว่า เป็นรัฐกันชนที่สำคัญของจีนในภูมิภาคนี้ การทำให้เกาหลีเหนือเลือนหายไปจากแผนที่โลกจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้อพยพที่ไหลทะลักเข้าประเทศ หรือแม้แต่การถ่วงดุลกับกองทัพสหรัฐฯ ภายในภูมิภาคเองก็อาจจะประสบความยากลำบากมากยิ่งขึ้น

     ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การพยายามผลักดันให้เกาหลีเหนือเข้าสู่พื้นที่ของการเจรจาพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกันให้ได้ ดูท่าจะเป็นทางออกเดียวที่พอจะช่วยให้สถานการณ์ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีทุเลาลงได้บ้าง การหาจุดร่วมของการพูดคุย พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลโสมแดงและประชาชนในประเทศว่าพวกเขาจะไม่ถูกโค่นล้มเหมือนกับรัฐบาลเผด็จการคนก่อนๆ ที่จบชีวิตลงจึงเป็นเรื่องสำคัญ

     มาลองจับตาดูกันว่า ทิศทางของเกมการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบนคาบสมุทรเกาหลีนี้จะเป็นไปในทิศทางไหน?

     …หรือคุณมีวิธีการที่ดีกว่านี้

 

Cover Photo: KCNA/AFP

อ้างอิง:

The post 4 ทางเลือกแก้ไขวิกฤตการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/koreanpeninsula-crisis/feed/ 0
เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธผ่านน่านฟ้าญี่ปุ่นอีกครั้ง หรือสงครามจะเกิดขึ้นจริง? https://thestandard.co/northkorea-launches-missile-over-japan/ https://thestandard.co/northkorea-launches-missile-over-japan/#respond Tue, 29 Aug 2017 12:12:44 +0000 https://thestandard.co/?p=23182

     การเดินหน้าพัฒนาและทดสอบขีปนาวุธนิว […]

The post เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธผ่านน่านฟ้าญี่ปุ่นอีกครั้ง หรือสงครามจะเกิดขึ้นจริง? appeared first on THE STANDARD.

]]>

     การเดินหน้าพัฒนาและทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ เป็นประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสนใจและจับจ้องมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่เกาหลีเหนือเดินหน้าเต็มสูบในการทดสอบขีปนาวุธโดยไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาคมโลก จำนวนครั้งในการทดสอบที่เพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนน่าตกใจ จากเพียง 5 ครั้งในปี 2016 แต่ปีนี้เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธไปแล้วถึง 14 ครั้ง ภายในระยะเวลาเพียง 8 เดือนเท่านั้น

     อีกทั้งยังประสบความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยิ่งตอกย้ำว่าเกาหลีเหนือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงระหว่างประเทศที่ประชาคมโลกต้องรีบจัดการแก้ไขอย่างแท้จริง

 

Photo: JUNG Yeon-Je/AFP

Photo: Kazuhiro NOGI/AFP

 

     เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันนี้ ประมาณ 6.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เกาหลีเหนือยิงทดสอบขีปนาวุธอีกครั้ง โดยคาดการณ์ว่าขีปนาวุธลูกนี้อาจถูกยิงจากฐานทัพใกล้กรุงเปียงยาง ก่อนที่ขีปนาวุธจะพุ่งทะยานผ่านน่านฟ้าญี่ปุ่นบริเวณตอนเหนือสุดของเกาะฮอกไกโด ก่อนที่จะตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งทางทิศตะวันออกของญี่ปุ่นไปเพียง 1,180 กิโลเมตรเท่านั้น นับเป็นการทดสอบครั้งที่ 5 ที่ทิศทางของขีปนาวุธพุ่งทะยานผ่านน่านฟ้าญี่ปุ่น ส่งผลให้เหตุการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีตึงเครียดเพิ่มมากขึ้นอีกระลอก

     พาดหัวหนึ่งใน Rodong Sinmun หนังสือพิมพ์ทางการของกองทัพเกาหลีเหนือ ใจความว่า “สหรัฐฯ ควรรู้ไว้ว่ามาตรการต่างๆ ที่จะคว่ำบาตรและกดดันเกาหลีเหนือทั้งด้านเศรษฐกิจและกำลังทางทหารนั้น ไม่อาจทำให้เราถอยหนีจากเส้นทางที่พวกเราเลือกเดินไว้แล้วได้” เป็นเครื่องยืนยันว่า เกาหลีเหนือจะยังคงเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธและพัฒนาเครื่องมือนี้ให้ทรงพลังและมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อคงไว้ซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติของตน

 

Photo: STR/JIJI PRESS/AFP

 

เสียงตอบโต้และมาตรการกดดันที่ไร้ผลจากประชาคมโลก

     ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวว่า “การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดเมื่อเช้านี้คือสิ่งที่ทางการญี่ปุ่นไม่ได้คาดคิดหรือสืบทราบมาก่อน มันคือภัยคุกคามที่ร้ายแรงมากสำหรับญี่ปุ่น” รัฐบาลญี่ปุ่นจึงจำเป็นที่จะต้องหามาตรการรับมือกับสถานการณ์ที่ฉุกเฉิน พร้อมกันนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้มีการพูดคุยถึงประเด็นนี้ และยืนยันว่า “สหรัฐฯ จะยืนหยัดอยู่ข้างญี่ปุ่นร้อยเปอร์เซ็นต์”

     ในทางทฤษฏีแล้ว มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และชาติพันธมิตรอื่นๆ ถือว่ายังคงอยู่ในสถานะเป็นคู่สงครามกับเกาหลีเหนือ เนื่องจากสมรภูมิสงครามเกาหลีในปี 1950-1953 นั้นเป็นเพียงการพักรบและหยุดยิงชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้จบลงด้วยการเจรจาสงบศึกในสนธิสัญญาสันติภาพแต่อย่างใด

     สหรัฐฯ ดำเนินมาตรการป้องปราม ต่อต้านการครอบครอง และทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือมาโดยตลอดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 และทวีความเข้มข้นขึ้นทุกระยะ โดยเฉพาะในปีนี้ที่เกาหลีเหนือมีท่าทีไม่เกรงกลัวต่อมหาอำนาจตะวันตกอย่างสหรัฐฯ เลย แม้จะมีการยกระดับมาตรการกดดันทั้งทางทหารและทางเศรษฐกิจแล้วก็ตาม

 

Photo: SAUL LOEB, Ed JONES/AFP

 

     เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เกาหลีเหนือและสหรัฐฯ ต่างทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปสำเร็จในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลให้สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากที่กองทัพเกาหลีเหนือขู่จะยิงขีปนาวุธเข้าโจมตีเกาะกวม หนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ เกิดเป็น ‘สงครามน้ำลาย’ ระหว่างสองผู้นำประเทศและชาติพันธมิตรอื่นๆ จนหลายฝ่ายเกรงว่าอาจจะบานปลายกลายเป็นสงครามที่ใช้กำลังห้ำหั่นกันขึ้นมา

     ทางด้านคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ทั้ง 15 ชาติสมาชิก เตรียมนัดประชุมหารือในประเด็นการทดสอบและครอบครองขีปนาวุธของเกาหลีเหนืออย่างเร่งด่วน ซึ่งก่อนหน้านี้คณะมนตรีความมั่นคงฯ จะมีมติเห็นชอบต่อการยกระดับมาตรการในการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือครั้งใหม่อย่างเป็นเอกฉันท์

     โดยมาตรการคว่ำบาตรเพื่อเป็นการลงโทษเกาหลีเหนือในครั้งนั้นมุ่งเป้าไปที่สินค้าส่งออกที่สำคัญของเกาหลีเหนือ เช่น ถ่านหิน, แร่เหล็ก, ตะกั่ว และอาหารทะเล รวมถึงยุติการทำธุรกรรมทางการเงินและเจรจาการค้าระหว่างประเทศกับเกาหลีเหนือโดยเด็ดขาด นับว่าเป็นมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือที่รุนแรงที่สุด ซึ่งสามารถตัดช่องทางรายได้ของเกาหลีเหนือกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ทั้งหมดของเกาหลีเหนือเลยทีเดียว

     แต่ดูจากท่าทีและสถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลี ณ ขณะนี้แล้ว ดูเหมือนว่า การป้องปรามเกาหลีเหนือด้วยมาตรการกดดันและมาตรการคว่ำบาตรต่างๆ ที่มหาอำนาจและสหประชาชาติมีต่อเกาหลีเหนือจะยังใช้ไม่ได้ผล ทั้งนี้ประชาคมโลกจะทำอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาเรื้อรังที่สั่นคลอนความมั่นคงระหว่างประเทศมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนกว่าเกือบ 4 ทศวรรษ

 

Photo: JUNG Yeon-Je/POOL/AFP

 

ประชาคมโลกทำได้เพียงแค่ดำเนินมาตรการกดดันจริงหรือ

     ที่ผ่านมาเคยมีความพยายามที่จะผลักดันให้คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าเจรจาหารือกัน ซึ่งดูเหมือนว่าการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีโดยการเจรจาดูจะเป็นทางออกเดียวที่มีต้นทุนที่ต้องจ่ายน้อยที่สุด แต่ติดตรงที่การกำหนดข้อตกลงที่จะเจรจากันเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเกาหลีเหนือมองว่า การครอบครองและทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยปกป้องประเทศและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของตนไว้ได้จากการคุกคามของมหาอำนาจตะวันตกและชาติพันธมิตร

     โดยผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือต่างเห็นบทเรียนจากผู้นำประเทศอื่นๆ อย่าง ซัดดัม ฮุสเซน ของอิรัก และ โมอัมมาร์ กัดดาฟี ของลิเบีย ที่ท้ายที่สุดก็ยอมอ่อนข้อให้กับชาติตะวันตก จนถูกกองทัพสหรัฐฯ สังหารและโค่นล้มอำนาจในที่สุด ซึ่งทางการเกาหลีเหนือมองว่า จุดจบเช่นนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับประเทศของตนอย่างแน่นอน

 

Photo: Toru YAMANAKA/AFP

 

     สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีจะยังคงคุกรุ่นและเต็มไปด้วยสภาวะกดดันและน่าอึดอัดใจที่ต่างฝ่ายต่างป้องปรามซึ่งกันและกัน ซึ่งความเป็นไปได้ที่ทั้งสองฝ่ายจะใช้มาตรการชิงโจมตีก่อน (Preemptive Strike) ถือว่าเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากมีต้นทุนที่ต้องจ่ายสูงมาก หากเลือกใช้วิธีการนี้เข้าห้ำหั่นกัน โดยเฉพาะเกาหลีเหนือเองที่แทบจะไม่มีทางใช้มาตรการนี้ชิงโจมตีสหรัฐฯ ก่อนอย่างแน่นอน โดยดูจากกำลังรบและแสนยานุภาพทางทหารของสหรัฐฯ ที่จะผนึกกำลังกับชาติพันธมิตรอย่างเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมทั้งออสเตรเลียอีกด้วย

 

Photo: Kazuhiro NOGI/AFP

 

     รศ. ดร. กิตติ ประเสริฐสุข ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา และรักษาการหัวหน้าสาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นว่า “มีความเป็นไปได้น้อยที่ความขัดแย้งในครั้งนี้จะกลายเป็นสงครามที่ใช้กำลังเข้าโจมตีห้ำหั่นกัน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะหากจะต้องขอความชอบธรรมจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติด้วยแล้ว ชาติมหาอำนาจในภูมิภาคอย่างจีน หนึ่งในสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงฯ และพันธมิตรที่ใกล้ชิดเพียงหนึ่งเดียวของเกาหลีเหนืออาจจะคัดค้านต่อประเด็นดังกล่าว”

     “เนื่องจากการหายไปของเกาหลีเหนือในแผนที่โลกจะส่งผลเสียต่อจีนและประเทศข้างเคียงเป็นอย่างมาก จะเกิดกระแสผู้อพยพไหลทะลักเข้าประเทศ พร้อมกันนี้ จีนจะเสียรัฐกันชนที่เปรียบเสมือนเป็นป้อมคอยกันมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะฐานทัพสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ไม่ไกลจากพรมแดนทางด้านทิศตะวันออกของจีน ซึ่งจะทำให้การป้องปรามของจีนยากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ภาวะตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีจะยังคงดำเนินต่อไปอีกสักระยะ”

     ต้องคอยจับตาดูกันต่อไปว่า สงครามน้ำลายระลอกใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างผู้นำของทั้งสองฝ่ายจะไปสิ้นสุดลงที่ใด เกาหลีเหนือจะยอมเข้าสู่กระบวนการเจรจาหาข้อยุติในเรื่องนี้หรือไม่ สหรัฐฯ ชาติพันธมิตร และประชาคมโลกจะทำอย่างไร หากเกาหลีเหนือยังคงเดินหน้าพัฒนาและทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์ต่อไป… และเมื่อไรที่สถานการณ์ความตึงเครียดที่น่าอึดอัดใจนี้จะจบลงไปเสียที

 

อ้างอิง:

The post เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธผ่านน่านฟ้าญี่ปุ่นอีกครั้ง หรือสงครามจะเกิดขึ้นจริง? appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/northkorea-launches-missile-over-japan/feed/ 0
สหรัฐฯ ทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปสำเร็จ โต้การกดดันจากเกาหลีเหนือ https://thestandard.co/news-world-us-successed-to-launch-icbm-minuteman-iii/ https://thestandard.co/news-world-us-successed-to-launch-icbm-minuteman-iii/#respond Thu, 03 Aug 2017 05:50:30 +0000 https://thestandard.co/?p=18163

       กองทัพสหรัฐประสบความสำเร็จใน […]

The post สหรัฐฯ ทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปสำเร็จ โต้การกดดันจากเกาหลีเหนือ appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

     กองทัพสหรัฐประสบความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (Intercontinental Ballistic Missile: ICBM) เมื่อวานนี้ นับเป็นการทดสอบขีปนาวุธครั้งที่ 4 แล้วในรอบปีนี้ โดยการทดสอบดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธ ICBM ของตนเองอีกครั้ง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

     เกาหลีเหนือจงใจยั่วยุสหรัฐอเมริกา โดยกำหนดวันทดสอบการยิงขีปนาวุธ ICBM ของตนครั้งแรกในวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งตรงกับวันชาติของสหรัฐ ประธานาธิบดีคิมจองอึน กล่าวถึงการทดสอบในครั้งนั้นว่า ความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปที่สามารถยิงไกลได้ถึงแผ่นดินสหรัฐนี้ ถือเป็นของขวัญที่เกาหลีเหนือมอบให้ในวันชาติสหรัฐ

 

Photo: Gene Blevuns/AFP

 

     หลังจากการทดสอบครั้งนั้นผ่านไปได้ราว 3 สัปดาห์ เกาหลีเหนือก็เดินหน้าทำการทดสอบขีปนาวุธ ICBM อีกครั้ง ซึ่งการทดสอบขีปนาวุธเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นับเป็นการทดสอบขีปนาวุธครั้งที่ 11 แล้วในปีนี้ของเกาหลีเหนือ ขีปนาวุธพุ่งอยู่ในอากาศเป็นระยะทาง 621 ไมล์ เป็นเวลา 45 นาที ก่อนที่จะตกลงในทะเลญี่ปุ่น ห่างจากหมู่เกาะฮอกไกโดไปทางทิศตะวันตกเพียง 88 ไมล์ทะเลเท่านั้น โดยเพนตากอนของสหรัฐรายงานว่า นี่คือขีปนาวุธที่ยิงได้ระยะไกลที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกาหลีเหนือ ณ ขณะนี้

     การทดสอบขีปนาวุธที่เพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปีนี้ สร้างความหวาดระเเวงต่อประชาคมโลกในประเด็นด้านความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พวกเราพยายามจะสื่อสารกับชาวเกาหลีเหนือว่า พวกเราไม่ใช่ศัตรูของคุณ ไม่ใช่ภัยคุกคามของคุณ แต่สิ่งที่คุณกำลังกระทำอยู่กลับเป็นภัยคุกคามต่อเรา

Photo: U.S. DEFENSE DEPT.

 

การป้องปรามของสหรัฐในฐานะมหาอำนาจโลก

     สหรัฐทดสอบขีปนาวุธ ICBM ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี โดยได้ทำการยิงขีปนาวุธข้ามทวีป ‘Minuteman III’ ออกจากฐานทัพอากาศ North Vandenberg Air Force Base ซึ่งอยู่ห่างจากนครลอสแอนเจลิส มลรัฐเเคลิฟอร์เนีย ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือราว 130 ไมล์

     กองทัพอากาศสหรัฐเผยว่า “การทดสอบขีปนาวุธ ICBM ของสหรัฐในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตอบโต้การทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือ แต่การทดสอบของเราแสดงให้เห็นว่า โครงการนิวเคลียร์ต่างๆ ของสหรัฐนั้นปลอดภัย มั่นคง มีประสิทธิภาพ พร้อมป้องปราม ป้องกัน และยับยั้งทุกการโจมตีที่มุ่งเน้นจะทำลายสหรัฐและประเทศพันธมิตร”

     โดย Minuteman III นี้สามารถยิงได้ระยะไกลถึง 4,200 ไมล์ (ราว 6,800 กิโลเมตร) ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกจนถึงบริเวณเป้าหมายแถบ Kwajalein Atoll ส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐหมู่เกาะมาร์แชลล์ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการติดตั้งขีปนาวุธข้ามทวีปที่ทำการทดสอบประสิทธิภาพและความแม่นยำเรียบร้อยแล้วบริเวณแถบรัฐอะแลสกาของสหรัฐในเร็วๆ นี้

 

Photo: PAUL J. RICHARDS/AFP

 

     ทางด้านเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน (Rex Tillerson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่า สหรัฐไม่ได้ต้องการที่จะเปลี่ยนเเปลงระบอบการปกครอง (Regime Change) ในเกาหลีเหนือ และพวกเรายินดีที่จะเปิดเวทีการเจรจา หากเกาหลีเหนือยอมยุติการทดสอบและพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์ของตน

     “พวกเราพยายามจะสื่อสารกับชาวเกาหลีเหนือว่า พวกเราไม่ใช่ศัตรูของคุณ ไม่ใช่ภัยคุกคามของคุณ แต่สิ่งที่คุณกำลังกระทำอยู่กลับเป็นภัยคุกคามต่อเรา ที่เราไม่สามารถยอมให้เกิดขึ้นได้ พวกเราจึงจำเป็นต้องตอบโต้กลับ

     “เราอยากจะนั่งพูดคุยกับพวกคุณ เพื่อพูดถึงอนาคตในด้านความมั่นคงของรัฐ รวมถึงความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือที่พวกคุณพยายามแสวงหามาโดยตลอด”

 

Photo: Gene Blevuns/AFP

 

Photo: Kim Won-Jin/AFP

 

     นักวิชาการไทยชี้ว่า สถานการณ์ความตึงเครียดเรื่องขีปนาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี ระหว่างเกาหลีเหนือและสหรัฐพร้อมชาติพันธมิตร จะยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากเป็นการกระทบกันระหว่างผลประโยชน์แห่งชาติและความมั่นคงระหว่างประเทศ จึงทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้ค่อนข้างยาก เเต่ความขัดแย้งในครั้งนี้อาจจะไม่ถึงขั้นใช้มาตรการชิงโจมตีก่อน (Preemptive Strike) ซึ่งกันและกัน เนื่องจากทั้งสองฝ่ายมีต้นทุนที่ต้องจ่ายค่อนข้างสูง หากเลือกใช้วิธีการดังกล่าว

 

อ้างอิง:

The post สหรัฐฯ ทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปสำเร็จ โต้การกดดันจากเกาหลีเหนือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-world-us-successed-to-launch-icbm-minuteman-iii/feed/ 0
มะกันหวั่น ‘ขีปนาวุธเกาหลีเหนือ’ สั่ง ‘รัสเซีย-จีน’ ช่วยมีความรับผิดชอบ https://thestandard.co/news-world-usa-order-china-russia-to-responsibility-northkorea-ballistic-missile-test/ https://thestandard.co/news-world-usa-order-china-russia-to-responsibility-northkorea-ballistic-missile-test/#respond Mon, 31 Jul 2017 12:06:06 +0000 https://thestandard.co/?p=17388

       สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หน้าหนึ่ […]

The post มะกันหวั่น ‘ขีปนาวุธเกาหลีเหนือ’ สั่ง ‘รัสเซีย-จีน’ ช่วยมีความรับผิดชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

     สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นทุกฉบับตีพิมพ์ข่าวแสนยานุภาพเกาหลีเหนือ หลังประสบความสำเร็จในการทดลองขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) เป็นครั้งที่ 2 ตกในทะเลเขตเศรษฐกิจพิเศษญี่ปุ่นที่ห่างออกไป 1,000 กิโลเมตร

     ผู้เชี่ยวชาญจาก Union of Concerned Scientists คำนวณออกมาว่า มิสไซล์ Hwasong-14 อาจทะยานได้ไกลถึง 10,400 กิโลเมตร จนสร้างความกังวลถึงภัยคุกคามเมืองใหญ่อเมริกาแทบทุกหัวระแหง ไม่เว้นชิคาโกที่อยู่ในพิสัย ซ้ำหากคำนวณการหมุนของโลกเพิ่มแล้ว บอสตันและนิวยอร์กก็อาจตกเป็นเหยื่อได้

 

Photo: KCTV/AFP

 

     อย่างไรก็ตาม ประมาณการดังกล่าวยังไม่รวมถึงน้ำหนักหัวรบ ยิ่งน้ำหนักมาก ระยะโจมตียิ่งลดลง นอกจากนี้ International Institute for Strategic Studies แย้งว่า พิสัยอาจอยู่ที่ 9,500 กิโลเมตร แต่ก็สามารถจะโจมตีลอสแอนเจลิสได้อยู่ดี

 

 

     สหรัฐอเมริกาไม่รอช้า ทำการทดสอบระบบต่อต้านขีปนาวุธ (THAAD) เพียงสองวันให้หลัง พร้อมส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1 จำนวนสองลำบินวนบริเวณเกาหลีใต้ด้วย

     ประเด็นคาบสมุทรเกาหลีกระทบต่อบรรยากาศทางการทูตด้วย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ เผยว่า รู้สึกผิดหวังที่รัฐบาลจีนไม่ทำอะไรเลย แม้จีนจะออกแถลงการณ์เตือนโสมแดงให้ยุติการกระทำใดๆ ที่อาจกระตุ้นความตึงเครียด

 

 

     ฝ่ายรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า “ในฐานะผู้ช่วยรองรับเศรษฐกิจเกาหลีเหนือในการพัฒนาขีปนาวุธและนิวเคลียร์ จีนและรัสเซียมีความรับผิดชอบต่อภัยคุกคามภูมิภาคและความมั่นคงโลกที่เติบโตขึ้นนี้” ขณะเดียวกัน ยังเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมสนับสนุนมาตรการคว่ำบาตรสหประชาชาติต่อเกาหลีเหนือให้หนักหน่วงขึ้น

 

 

     สำหรับเกาหลีเหนือที่ถือความคิดปรปักษ์ต่อ ‘จักรวรรดิสหรัฐฯ’ แล้ว การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ถือเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด กอปรด้วยท่าทีแข็งกร้าวของผู้นำอย่าง คิมจองอึน ที่มีรายงานหนาหูถึงการประหัตประหารหอกข้างแคร่ มาตรการคว่ำบาตรอาจไร้ผลหากปราศจากผู้เล่นสำคัญอย่างรัสเซียที่ถือเป็นผู้หนุนหลังมาตั้งแต่ก่อตั้งเกาหลีเหนือเป็นประเทศ

 

 

     ท่ามกลางความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ปัญหาทางการทูตระหว่างมหาอำนาจอย่างรัสเซียและสหรัฐอเมริกายิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะจากข่าวลือแทรกแซงการเลือกตั้ง และประกาศล่าสุดจากหมีขาวที่ไล่เจ้าหน้าที่ทางการทูตสหรัฐ 755 รายออกนอกประเทศ

     ขณะที่กองกำลังเกาหลีเหนือประจำสำนักงานข่าวกรองกลาโหมสหรัฐอเมริกาคาดการณ์ความเป็นไปได้ชี้ว่า เกาหลีเหนือจะสามารถยิงขีปนาวุธข้ามทวีปแบบหวังผลได้อย่างเร็วสุดในปีหน้า

     คลิฟฟ์ คุปชาน (Cliff Kupchan) ประธานบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองยูเรเซีย มองว่าในตอนนี้ อเมริกามีทางเลือกเพียงไม่ยอมรับเกาหลีเหนือให้มีนิวเคลียร์ได้ ก็ออกปฏิบัติการโจมตีทางทหาร ซึ่งจะทำให้มีผู้เสียชีวิตมหาศาล

     ภายในช่วงระยะเวลาไม่ถึงสิบปี เกาหลีเหนือสามารถพัฒนาขีปนาวุธได้อย่างก้าวกระโดดจนสั่นคลอนความมั่นคงของภูมิภาค การตัดทรัพยากรหรือความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจออกไปอาจกระทบต่อการพัฒนาขีปนาวุธ แต่ภายใต้การปกครองของผู้นำสูงสุดวัย 33 ปีรายดังกล่าว โลกใบนี้ไม่มีหลักประกันต่อความมั่นคงใดๆ ได้เลย

 

Cover Photo: US AIRFORCE/USAF/AFP

Photo: CHANNEL90seconds newscom/Youtube, CNN/Youtube, New China TV/Youtube

อ้างอิง:

The post มะกันหวั่น ‘ขีปนาวุธเกาหลีเหนือ’ สั่ง ‘รัสเซีย-จีน’ ช่วยมีความรับผิดชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-world-usa-order-china-russia-to-responsibility-northkorea-ballistic-missile-test/feed/ 0
เครื่องยิงเลเซอร์มาแล้ว! กองทัพเรือสหรัฐฯ ทดสอบ ‘LaWS’ อาวุธเลเซอร์ทำลายล้างโดรน https://thestandard.co/news-world-us-navy-drone-killing-laser/ https://thestandard.co/news-world-us-navy-drone-killing-laser/#respond Wed, 19 Jul 2017 09:10:45 +0000 https://thestandard.co/?p=15028

     การแข่งขันกันพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์เเ […]

The post เครื่องยิงเลเซอร์มาแล้ว! กองทัพเรือสหรัฐฯ ทดสอบ ‘LaWS’ อาวุธเลเซอร์ทำลายล้างโดรน appeared first on THE STANDARD.

]]>

     การแข่งขันกันพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์เเละเพิ่มขีดความสามารถทางด้านการทหารของประเทศมหาอำนาจต่างๆ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงสงครามโลกจนถึงปัจจุบัน เพื่อเสริมสร้างและรักษาอำนาจของตนไว้ให้ได้มากที่สุดและนานที่สุดในเวทีโลก ล่าสุดเจ้าหน้าที่กองทัพเรือสหรัฐฯ เผยว่า ทางกองทัพกำลังทดสอบอาวุธเลเซอร์ที่ถูกออกแบบมาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสามารถทำลายโดรนและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เข้ามาใกล้เรือรบของตนได้ ด้วยเลเซอร์ความเร็วแสง

 

 

     อาวุธชนิดนี้มีชื่อย่อว่า ‘LaWS’ เป็นอาวุธประเภทเครื่องยิงแสงเลเซอร์ ที่พบเห็นได้บ่อยๆ ในภาพยนตร์หรือละครแนวไซไฟวิทยาศาสตร์ โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ทำการติดตั้งอาวุธชนิดนี้บนเรือรบลาดตระเวนและขนส่งสินค้า USS Ponce และประจำการพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่แล้ววันนี้ ภายใต้การบังคับบัญชาของกัปตันคริสโตเฟอร์ เวลส์ (Capt. Christopher Wells) และลูกเรือของเขา

     กัปตันคริสโตเฟอร์ กล่าวกับสำนักข่าวต่างประเทศว่า “อาวุธชนิดนี้มีความเเม่นยำกว่าลูกกระสุนปืนมาก มันไม่ได้เป็นอาวุธที่โจมตีได้จำกัดเหมือนกับอาวุธชนิดอื่นๆ แต่มันสามารถโจมตีเป้าหมายได้หลากหลาย”

 

 

     ‘LaWS’ เป็นอาวุธที่มีความได้เปรียบต่ออาวุธชนิดอื่นๆ อย่างมาก ตัวอย่างเช่น ลำแสงอนุภาคโฟตอนของมัน สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วเทียบเท่าความไวแสง หรือประมาณ 50,000 เท่าของความเร็วของขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM)

     Lt. Cale Hughes เจ้าหน้าที่ควบคุมระบบของอาวุธชนิดนี้กล่าวว่า “พวกเราไม่จำเป็นต้องกังวลต่อปัจจัยอื่นๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นเเรงลมหรือระยะห่าง เพราะพวกเราสามารถจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยลำแสงที่เดินทางด้วยความไวแสง”

     การโจมตีโดรนหรือสิ่งแปลกปลอมต้องสงสัยต่างๆ จะไม่มีเสียงและไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลย Lt. Cale Hughes อธิบายอีกว่า “อาวุธชนิดนี้จะทำงานโดยการปล่อยลำแสงเดินทางผ่านสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่สามารถมองเห็นได้ ดังนั้น คุณจะไม่เห็นแม้กระทั่งลำแสงของเลเซอร์และจะไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลยขณะที่พวกเราโจมตี นี่คือความสามารถที่อาวุธของพวกเราทำได้”

 

 

     กองทัพเรือสหรัฐฯ ใช้งบประมาณทางทหารกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดช่วงระยะเวลา 3 ปีในการพัฒนาและทดสอบ ‘LaWS’ ก่อนที่จะประสบความสำเร็จและนำมาติดตั้งเพื่อปฏิบัติภารกิจจริงในภาคพื้นสนาม อาวุธชนิดนี้จะผลิตลำแสงเลเซอร์จากกำลังไฟฟ้า มีทีมควบคุมระบบ 3 คน โดยจะทำการเล็งเป้าหมายที่เข้ามาใกล้เขตพื้นที่ของตน

     มีการประเมินว่า ในการยิงเเสงเลเซอร์แต่ละครั้งของ ‘LaWS’ เฉลี่ยแล้วมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

     เหตุผลสำคัญที่กองทัพเรือสหรัฐฯ หันมาให้ความสำคัญกับอาวุธประเภทนี้ เนื่องจากประเทศมหาอำนาจในภูมิภาคต่างๆ ส่วนใหญ่หันมาใช้โดรน หรืออากาศยานไร้คนขับกันมากยิ่งขึ้น ความสำเร็จในการคิดค้นและพัฒนาอาวุธชนิดนี้จึงเป็นการป้องปรามประเทศมหาอำนาจเหล่านั้นทางหนึ่งด้วย

 

 

     นอกจากนี้ยังเป็นการตอบโต้การประกาศชัยชนะของเกาหลีเหนือที่มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากที่พวกเขาประสบความสำเร็จในการพัฒนาและทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกล อย่างขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่สามารถยิงไกลได้ถึงแผ่นดินของสหรัฐฯ เพื่อแสดงจุดยืนในฐานะประเทศมหาอำนาจที่มีขีดความสามารถทางการทหารและกองทัพสูงที่สุดในโลกว่า พวกเขาไม่กลัวและพร้อมจะตอบโต้ทุกการโจมตีของเกาหลีเหนือ

     และในขณะนี้กองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังเร่งเดินหน้าพัฒนา ‘LaWS’ รุ่นที่ 2 ที่มีคุณสมบัติและความสามารถพิเศษต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้สามารถจัดการกับอาวุธหรือเป้าหมายได้ทุกชนิด ซึ่งโครงการพัฒนาและทดสอบดังกล่าวยังถูกเก็บเป็นความลับ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่กองทัพสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาอาวุธชนิดใด พวกเขาจะต้องเปิดตัวอาวุธนั้นต่อสายตาของประชาคมโลกอย่างแน่นอน

 

 

 

Photo: CNN/Youtube

อ้างอิง

The post เครื่องยิงเลเซอร์มาแล้ว! กองทัพเรือสหรัฐฯ ทดสอบ ‘LaWS’ อาวุธเลเซอร์ทำลายล้างโดรน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-world-us-navy-drone-killing-laser/feed/ 0
เกาหลีเหนือปิดเมืองหลวงฉลองหลังทดสอบขีปนาวุธ ICBM สำเร็จ https://thestandard.co/video-news-north-korea-celebrate-cause-success-launch-icmb-missile/ https://thestandard.co/video-news-north-korea-celebrate-cause-success-launch-icmb-missile/#respond Fri, 07 Jul 2017 12:05:12 +0000 https://thestandard.co/?p=12932

The post เกาหลีเหนือปิดเมืองหลวงฉลองหลังทดสอบขีปนาวุธ ICBM สำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post เกาหลีเหนือปิดเมืองหลวงฉลองหลังทดสอบขีปนาวุธ ICBM สำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/video-news-north-korea-celebrate-cause-success-launch-icmb-missile/feed/ 0
เกาหลีเหนือฉลองสุดยิ่งใหญ่ หลังทดสอบขีปนาวุธที่ยิงไกลถึงอเมริกาสำเร็จ https://thestandard.co/news-world-pyongyang-celebrates-after-missile-tests-to-america/ https://thestandard.co/news-world-pyongyang-celebrates-after-missile-tests-to-america/#respond Fri, 07 Jul 2017 06:07:56 +0000 https://thestandard.co/?p=12749

     เมื่อค่ำวานนี้ (6 ก.ค.) ตามเวลาท้อง […]

The post เกาหลีเหนือฉลองสุดยิ่งใหญ่ หลังทดสอบขีปนาวุธที่ยิงไกลถึงอเมริกาสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เมื่อค่ำวานนี้ (6 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ประชาชนในกรุงเปียงยาง ออกมารวมตัวกันที่จัตุรัสใจกลางเมือง เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากเกาหลีเหนือสามารถทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่ชื่อ Hwasong-14 ได้สำเร็จ นับตั้งแต่เริ่มมีการพัฒนาและทดสอบขีปนาวุธชนิดนี้ในปี 2006

 

 

     โดยทางการเกาหลีเหนือกล่าวว่า “ขีปนาวุธ ICBM ลูกนี้ มีระยะพิสัยการยิงไกลถึง 8,000 กิโลเมตร ซึ่งสามารถยิงไปได้ไกลถึงมลรัฐอะแลสกา หรือมลรัฐฮาวายของสหรัฐฯ ได้” นี่จึงนับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของกองทัพเกาหลีเหนือ

     พลุและดอกไม้ไฟนับพันถูกจุดขึ้นอย่างสว่างไสวทั่วท้องฟ้ายามราตรี เหนือจัตุรัสคิมอิลซุง (ผู้นำประเทศคนแรกของเกาหลีเหนือ) ในกรุงเปียงยาง ผู้ร่วมงานทุกคนทั้งประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ และตัวแทนจากหน่วยงานอื่นๆ ต่างร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญท่านผู้นำคิมจองอึน และเต้นรำอย่างสนุกสนานครึกครื้นในเมืองหลวงเเห่งนี้

 

     

     แม้จะมีเสียงคัดค้านและถูกประณามจากประชาคมโลก เรื่องการผลักดันและเร่งทดสอบขีปนาวุธอย่างก้าวกระโดดของเกาหลีเหนือ ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถึงกระนั้น มาตรการคว่ำบาตรและการกดดันต่างๆ จากมหาอำนาจชาติตะวันตกอย่างสหรัฐฯ และองค์การสหประชาชาติ ก็ไม่สามารถสั่นคลอนจุดยืนและเปลี่ยนแปลงทิศทางเกมการเมืองของประเทศปิดประเทศนี้ได้

 

     

     สื่อท้องถิ่นของเกาหลีเหนือรายงานว่า “งานเฉลิมฉลองในวันนี้ และความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธ ICBM เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นของขวัญสุดพิเศษสำหรับชาวอเมริกันทุกคนในวันชาติสหรัฐฯ”

     ชาวเกาหลีเหนือทุกคนพร้อมใจกันร่วมจารึกความสำเร็จนี้ลงบนหน้าประวัติศาสตร์ของชาติ เพราะสิ่งนี้จะช่วยปกป้องประเทศและผลประโยชน์แห่งชาติของพวกเขาจากมหาอำนาจตะวันตกอย่างสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร

 

    

     สำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ (KCNA) ยังรายงานอีกว่า “นับจากนี้ต่อไป หากสหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารหรือกระทำการยั่วยุใดๆ ต่อเกาหลีเหนือแม้แต่น้อย กองทัพของเราจะเเสดงให้โลกได้เห็นว่า เวลาที่แผ่นดินสหรัฐฯ กลายเป็นผุยผงนั้น มันเป็นอย่างไร”

 

Photo: KIM Won-jin/AFP

อ้างอิง:

The post เกาหลีเหนือฉลองสุดยิ่งใหญ่ หลังทดสอบขีปนาวุธที่ยิงไกลถึงอเมริกาสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-world-pyongyang-celebrates-after-missile-tests-to-america/feed/ 0
คาบสมุทรเกาหลียิ่งระอุ! หลังเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปสำเร็จ https://thestandard.co/news-world-northkorea-preemptive-strike/ https://thestandard.co/news-world-northkorea-preemptive-strike/#respond Thu, 06 Jul 2017 02:23:56 +0000 https://thestandard.co/?p=12416

     เหตุการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีที่ยังคงตึ […]

The post คาบสมุทรเกาหลียิ่งระอุ! หลังเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เหตุการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีที่ยังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ไม่อาจละสายตาไปจากภูมิภาคนี้ได้ จากประเด็นปัญหาเรื่องการทดสอบและพัฒนาขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือด้วยจำนวนครั้งที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด จากการทดสอบรวมทั้งหมด 5 ครั้งในปี 2016 แต่ในปีนี้ผ่านมาเพียงครึ่งปี เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธไปแล้วถึง 11 ครั้ง ทำให้หลายฝ่ายเกรงว่า การทดสอบดังกล่าวจะกระทบและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการอ้างของเกาหลีเหนือว่า ตนพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ที่สามารถยิงไปได้ไกลถึงสหรัฐฯ สำเร็จแล้วเมื่อ 2 วันก่อน (4 กรกฎาคม)

     มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ในฐานะ (ที่ตั้งตัวเป็น) ตำรวจโลก คงจะไม่อยู่เฉย ถ้าหากสิ่งที่เกาหลีเหนืออ้างเป็นความจริง มาตรการป้องปราม ปัดฝุ่น และกระชับความสัมพันธ์กับบรรดามิตรสหายทั้งเก่าและใหม่ในภูมิภาคนี้จึงเริ่มต้นขึ้น รวมถึงจะใช้เวทีการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่จะจัดขึ้นสุดสัปดาห์นี้ เพื่อกดดันเกาหลีเหนืออีกทางหนึ่งด้วย

 

Photo: JUNG YEON-JE/AFP

 

     สื่อหลายสำนักคาดการณ์ว่า สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีอาจจะบานปลายและมีแนวโน้มที่มาตรการชิงโจมตีก่อนอาจจะถูกสหรัฐฯ นำมาใช้ เพื่อกดดันเกาหลีเหนือให้ล้มเลิกแผนการที่จะทดสอบและพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต ในขณะเดียวกันเกาหลีเหนือเองก็อาจจะใช้มาตรการนี้ เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติของตน หากถูกกดดันจนหลังชนฝา

     THE STANDARD มีโอกาสพูดคุยกับ รศ.ดร. กิตติ ประเสริฐสุข ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษาและรักษาการหัวหน้าสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงความเป็นไปได้ของการชิงโจมตีก่อน ไม่ว่าจะทั้งจากสหรัฐฯ หรือเกาหลีเหนือ ท่าทีของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคบนคาบสมุทรเกาหลี ท่าทีของจีนและรัสเซียในฐานะพี่ใหญ่ที่มีต่อประเด็นนี้ รวมถึงทางออกที่พอจะเป็นไปได้ที่จะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือกับประเทศเพื่อนบ้านและมหาอำนาจอย่างสหรัฐ

 

Photo: ED JONES/AFP

 

การเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ: ความตึงเครียดที่ไม่เบาบางลง

     นับตั้งแต่เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ถึง 3 ครั้งเมื่อปลายปี 2016 และเพิ่มมากขึ้นแบบก้าวกระโดดเป็น 11 ครั้งแล้วภายในครึ่งปีนี้

     ถึงแม้ว่าการทดสอบขีปนาวุธในระยะหลังจะประสบความล้มเหลวบ้าง แต่ก็ไม่ทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณคาบสมุทรเกาหลีเบาบางลง

     รศ.ดร. กิตติ ให้ความเห็นถึงเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำเกาหลีเหนือเดินหน้าพัฒนาและทดสอบขีปนาวุธนิวเคลียร์ต่อไปเป็นเพราะว่า เกาหลีเหนือประกาศจุดยืนของตนไปแล้วว่า การครอบครองและการเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะใช้ต่อรองกับมหาอำนาจตะวันตก เพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของตนไว้ ถ้ายุติกลางคัน อาจกระทบต่อจุดยืนบนเวทีระหว่างประเทศ รวมทั้งแรงศรัทธาของประชาชนภายในประเทศต่อการทำงานของรัฐบาล

     ถึงแม้ว่าอาจจะมีความพยายามจงใจให้การทดสอบประสบความล้มเหลวบ้าง แต่ความถี่ในการทดสอบขีปนาวุธและรัศมีการทำลายล้างที่ค่อยๆ ขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ยิงระยะได้ไกลขึ้น เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาอย่างดีที่ทำให้อุณหภูมิในคาบสมุทรเกาหลีคุกรุ่นมากยิ่งขึ้น รศ.ดร. กิตติ ยังได้สะท้อนอีกประเด็นที่ไม่ควรละเลยคือ ลักษณะบุคลิกของตัวผู้นำอย่าง คิมจองอึน ที่อาจจะส่งผลให้บทสรุปของความตึงเครียดครั้งนี้คาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น

     “สหรัฐฯ หวั่นเกรงว่า เกาหลีเหนือจะสามารถยิงขีปนาวุธไปได้ไกลถึงแผ่นดินสหรัฐฯ คาดการณ์กันว่า หัวรบที่ยิงไกลที่สุดจะพัฒนาได้ในปี 2020 ทำให้สหรัฐฯ จะต้องมาสกัดดาวรุ่งเสียก่อน แต่การประกาศความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปของเกาหลีเหนือ เมื่อวันชาติสหรัฐฯ สร้างเซอร์ไพรส์ให้แก่ชาติมหาอำนาจไม่น้อย แม้ว่าจะยังมีข้อสงสัยอยู่บ้างต่อการกล่าวอ้างดังกล่าว

“ปัจจัยเรื่องผู้นำคิมจองอึน ที่มีลักษณะทำนายได้ยาก (Unpredictable) ถ้าเปรียบเทียบกับพ่อของเขา คิมจองอิล ตัวเขาทำนายได้ยากกว่า เพราะเขาถึงขนาดลอบสังหารพี่ชายตนเองหรือประหารชีวิตอาเขยที่เคยช่วยฟูมฟักเขามาในช่วงแรก เพราะว่าตัวเขาเองต้องการกระชับอำนาจ ปัจจัยนี้จะทำให้สถานการณ์นี้คาดเดาได้ยากขึ้นตามไปด้วย”

 

Photo: ED JONES/AFP

 

ท่าทีของมหาอำนาจและประเทศพันธมิตรต่อเกาหลีเหนือ: อุณหภูมิที่ร้อนระอุ

     สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นได้มีการเจรจาหารือเกี่ยวกับ ‘มาตรการชิงโจมตีก่อน (Preemptive Strike)’ เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกันสถานการณ์ที่อาจจะบานปลาย มีการซ้อมรบประจำปีร่วมกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ (Foal Eagle) ภายใต้ปฏิบัติการ Max Thunder ที่เข้มข้นขึ้น หนักหน่วงขึ้นกว่าทุกปี รวมถึงการจะติดตั้งระบบเครื่องยิงต่อต้านขีปนาวุธ ‘THAAD’ ของสหรัฐฯ บนคาบสมุทรเกาหลี และพร้อมร่วมมือกันใช้มาตรการกดดันขั้นสูงสุดในเวที G20 หากคิมจองอึนยังยืนกรานที่จะผลักดันโครงการอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป แต่ถึงกระนั้นก็ยังจะเปิดช่องทางการเจรจาไว้ หากถึงเวลาที่เห็นว่าสมควร

     ทางด้านรัสเซีย อีกหนึ่งประเทศที่มีพื้นที่อยู่ภายใต้รัศมีการทำลายล้างของขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก็ออกมาเคลื่อนไหว โดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ออกมาประณามเกาหลีเหนือที่ทดสอบยิงขีปนาวุธระหว่างการประชุมงานเส้นทางสายไหม (One Belt One Road) ที่ประเทศจีน ที่มีผู้นำ 29 ประเทศเข้าร่วม รวมถึงการทดสอบครั้งล่าสุดที่ทางเกาหลีเหนืออ้างว่า สามารถทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปได้สำเร็จ พร้อมทั้งเรียกร้องให้เกาหลีเหนือยุติพฤติกรรมยั่วยุที่รัฐอื่นมองว่า เป็นภัยคุกคามที่จะสั่นคลอนความมั่นคงโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจบานปลายทำให้กลายเป็นสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างเลือกใช้กำลังเข้าหากัน

     อีกทั้งรัสเซียยังได้เคลื่อนกำลังพลพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์มาประจำตามแนวพรมแดนของประเทศที่ติดกับเกาหลีเหนือ เพื่อกดดันและเตรียมป้องปรามเกาหลีเหนืออีกทางหนึ่งด้วย หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะกระทบผลประโยชน์แห่งชาติของตน

     จีนเองถึงแม้จะถูกมองว่า เป็นคู่แข่งสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็มองจีนในฐานะตัวแสดงสำคัญที่เป็นพี่ใหญ่ของภูมิภาคนี้ และมีแนวโน้มที่จะสามารถพูดคุยหรือมีอิทธิพลต่อเกาหลีเหนือได้ไม่มากก็น้อย จึงมีการยื่นข้อเสนอทางการค้าให้กับจีน เพื่อแลกกับการให้จีนช่วยป้องปรามเกาหลีเหนือ และแสวงหาทางออกแบบสันติวิธีเท่าที่จะเป็นไปได้บนคาบสมุทรเกาหลี ทั้งนี้ รศ.ดร. กิตติ ยังได้กล่าวเสริมถึงจุดยืนของจีนที่ขัดแย้งกันเอง ซึ่งส่งผลให้ท่าทีของจีนต่อเกาหลีเหนือไม่ชัดเจน เนื่องจากจีนคือพันธมิตรที่ใกล้ชิดเพียงหนึ่งเดียวของเกาหลีเหนือ และยังเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของเกาหลีเหนือ ในขณะเดียวกัน จีนต้องทำหน้าที่ ‘รัฐมหาอำนาจผู้มีความรับผิดชอบ’ ในภูมิภาคนี้ อีกทั้งยังมีฐานะเป็น 1 ใน 5 ประเทศสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) ที่มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงระหว่างประเทศอีกด้วย

     “จีนมีเป้าหมายสองอย่างที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัวเอง เป้าหมายแรกคือ เกาหลีเหนือถือว่าเป็น ‘รัฐกันชน (Buffer State)’ ในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเป็นผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของจีน เพราะในเกาหลีใต้มีทหารสหรัฐฯ ประจำการอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีเกาหลีเหนือหรือเกาหลีเหนือล่มสลาย จะเกิดผู้ลี้ภัยเข้าไปในจีนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งจีนยังจะต้องจัดกองทัพไปประจำการในแถบนั้นเพิ่มมากขึ้น การที่มีเกาหลีเหนืออยู่ทำให้จีนลดภาระในส่วนตรงนี้ไป

     “อีกเป้าหมายหนึ่งของจีนคือ จีนจะต้องถูกทวงถามจากประชาคมโลกในฐานะ ‘มหาอำนาจผู้มีความรับผิดชอบ (Responsible Great Power)’ เพื่อรักษาชื่อเสียงของจีนไว้ ดังนั้น จีนจึงไม่สามารถที่จะไปถือหางเกาหลีเหนือหรือวางเฉยต่อประเด็นนี้ได้ อาจจะมีการกดดันเพื่อแสดงให้เห็นว่า เราก็ทำหน้าที่นะ แต่จะไม่กดดันเต็มสูบ เพราะว่าถ้าหากเกาหลีเหนือหลังชนฝามากๆ จากการถูกละทิ้งจากจีนจริงๆ ก็จะส่งผลเสียต่อตัวจีนเอง อีกทั้งจีนก็ไม่ต้องการให้เกิดความตึงเครียดเรื่องนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น เพราะก็ไม่อยากให้ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ติดอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน”

 

Photo: ED JONES/AFP

 

ความเป็นไปได้ของการชิงโจมตีก่อนบนคาบสมุทรเกาหลี

      แม้จะเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการประณามจากทั่วโลก แต่เกาหลีเหนือก็ยังยืนกรานที่จะเดินหน้าทดสอบขีปนาวุธต่อไป และพร้อมตอบโต้กลับด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เพราะเกาหลีเหนือคิดว่า สิ่งนี้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะใช้ต่อรองและปกป้องประเทศจากสหรัฐฯ และเหล่าพันธมิตรได้ และป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องพบจุดจบแบบเดียวกับผู้นำอิรัก ลิเบีย รวมถึงซีเรียอย่างที่ผ่านๆ มา

     สถานการณ์ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีทำให้หลายฝ่ายมองว่า อาจจะมีการใช้มาตรการชิงโจมตีก่อนเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ทำให้หลายประเทศต้องเตรียมพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น รศ.ดร. กิตติ ได้วิเคราะห์ถึงแนวโน้มของการโจมตีที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตว่า รัฐที่มีอำนาจมากและรัฐที่มีอำนาจน้อยกว่าจะมีเงื่อนไขในการโจมตีที่ต่างกัน โดยมองว่ามีโอกาสน้อยมากที่เกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นรัฐที่มีอำนาจน้อยกว่าจะชิงโจมตีก่อนต่อสหรัฐฯ เพราะถ้าการโจมตีนั้นไม่ประสบผลสำเร็จในทันที สหรัฐฯ จะต้องตอบโต้กลับด้วยวิธีการที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกาหลีเหนือเอง

     “ก็ยังคาดหวังว่าการชิงโจมตีก่อนหรือการใช้กำลังอื่นๆ จะไม่เกิดขึ้นนะ

     “ในอดีตกรณีการโจมตีอ่าวเพิร์ล ฮาร์เบอร์ ของญี่ปุ่น ถือเป็นการชิงโจมตีก่อนของผู้ที่มีอำนาจน้อย โดยหวังว่าผู้ที่มีอำนาจมากจะตั้งตัวไม่ทัน และเกิดความเสียหาย อย่างน้อยก็หน่วงเวลาที่จะให้เขาฟื้นกลับมาตั้งตัวใหม่อีกครั้ง แต่ในกรณีเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ เกาหลีเหนือเผชิญกับความยากลำบาก เพราะสหรัฐฯ มีกองเรือประจำอยู่หลายจุดและประเทศก็กว้างใหญ่ ดังนั้นการชิงโจมตีก่อน ผลที่ได้น่าจะเป็นผลเสียมากกว่ามากๆ แต่ถึงจะมีความเป็นไปได้น้อยมากที่เกาหลีเหนือจะเป็นฝ่ายชิงโจมตีก่อน แต่เราก็ไม่ละเลยปัจจัยผู้นำที่คาดเดาได้ยาก และความจำกัดในเรื่องของข้อมูลที่จะเอามาใช้วิเคราะห์”

     ด้านสหรัฐฯ เอง ก็ต้องคิดหนักเกี่ยวกับผลลัพธ์ ถ้าจะเลือกใช้มาตรการชิงโจมตีก่อนต่อเกาหลีเหนือ เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีการโจมตีซีเรียแล้ว กรณีเกาหลีเหนือมีต้นทุนที่ต้องจ่ายมากกว่าหากจะเลือกใช้กำลัง เพราะคาบสมุทรเกาหลีเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมต่อกับจีน อยู่ไม่ไกลจากมหามิตรอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากเกิดสงครามขึ้น อาจจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของโลก รศ.ดร. กิตติ ยังย้ำชัดว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่การชิงโจมตีก่อนจะเกิดขึ้นบนคาบสมุทรเกาหลี

     “ถ้าสหรัฐฯ ตัดสินใจชิงโจมตีเกาหลีเหนือ วงจรเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศแถบนี้จะได้รับผลกระทบไปหมด และอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เพราะฉะนั้นการตัดสินใจในกรณีนี้เมื่อเทียบกับกรณีซีเรีย ครั้งนี้ cost มันสูงมาก และตัวทรัมป์เอง เขาก็เป็นนักธุรกิจที่คิดบวกลบคูณหาร Cost Benefit Analysis อยู่ในใจเขาตลอดเวลา ท้ายที่สุดสหรัฐฯ เองก็คงไม่อยากทำ”

     THE STANDARD ถาม รศ.ดร. กิตติ ทิ้งท้ายถึงทางออกที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ที่จะช่วยลดความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี โดย รศ.ดร. กิตติ มองว่า การเจรจาระหว่างกันยังเป็นหนทางที่จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นมาบ้าง การส่งจดหมายถึงผู้นำอาเซียนขณะประชุม ASEAN Summit ครั้งที่ผ่านมาของเกาหลีเหนือ เพื่อเรียกแรงสนับสนุน สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของ ASEAN และอาจจะมีการเสนอให้ใช้เวที ARF (ASEAN Regional Forum) ที่เกาหลีเหนือยังคงเป็นสมาชิกอยู่ เปิดพื้นที่ในการหันหน้ามาเจรจาระหว่างกันเพื่อลดความตึงเครียด แทนที่เวที Six-Party Talks ที่ล่มลงไปเมื่อหลายปีก่อนหรืออาจจะใช้ตัวกลางเจรจาในการพูดคุย

     “ถ้าจะมีการเจรจาเกิดขึ้นจริงๆ ก็อาจจะต้องมีตัวแทนเดินทางไปพบกันที่ประเทศที่สามอย่างเช่น จีน ซึ่งดูแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้น แต่ก็จะได้ไม่มี Party มาก ซึ่งอาจจะง่ายกว่า Six-Party Talks ด้วยซ้ำ”

     ทางออกสันติวิธีที่อาจจะเรียกได้ว่า น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดคือ การหันหน้าเข้ามาเจรจากัน เพื่อหาจุดร่วมที่ทุกคนจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติที่สุด หากเกาหลีเหนือยืนกรานว่าจะยังคงเดินหน้าในการทดสอบและพัฒนาขีปนาวุธและอาวุธนิวเคลียร์ต่อไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติของตน ประเทศอื่นๆ คงจะต้องร่วมกันหามาตรการที่จะช่วยลดความเสี่ยงนี้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและลดความหวาดระแวงของประชาคมโลก

     ต้องคอยจับตาดูกันว่า ภายหลังการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 เสร็จสิ้นลง ทิศทางการเมืองโลกจะเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะประเด็นด้านการค้าระหว่างประเทศ ภาวะโลกร้อน รวมถึงความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี ไม่เเน่ว่า เวทีการประชุมที่จะเกิดขึ้นนี้ อาจเปิดพื้นที่ให้ ‘การทูตริมระเบียง (Corridor Diplomacy)’ ที่ลดความเป็นทางการในการเจรจาระหว่างผู้นำลง อาจได้ทำงานและมีส่วนช่วยในการหาจุดร่วมและทางออกที่พอจะเป็นไปได้ของแต่ละปัญหาได้ในที่สุด

 

อ้างอิง:

The post คาบสมุทรเกาหลียิ่งระอุ! หลังเกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปสำเร็จ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-world-northkorea-preemptive-strike/feed/ 0