Hyperloop One – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 22 Aug 2024 11:17:25 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 ปิดฉากมหากาพย์ Hyperloop ท่อแห่งความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงของ อีลอน มัสก์ https://thestandard.co/the-end-of-hyperloop/ Fri, 19 Jan 2024 09:15:56 +0000 https://thestandard.co/?p=889722

หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการคาดหวังจากผู้คนทั่วโลกมา […]

The post ปิดฉากมหากาพย์ Hyperloop ท่อแห่งความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงของ อีลอน มัสก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับการคาดหวังจากผู้คนทั่วโลกมากที่สุดคือ ‘Hyperloop’ ที่แม้จะไม่ถึงขั้นเดินทางไปที่ไหนก็ได้ภายในพริบตาเหมือนประตูสุดเทพของโดราเอมอน แต่ก็เป็นการเดินทางสุดล้ำที่เหมือนหลุดมาจากภาพยนตร์ไซไฟ


ปัญหาก็คือนับตั้งแต่ที่กระแสถูกจุดขึ้นมาเมื่อปี 2013 จากเอกสารอันโด่งดังของ อีลอน มัสก์ ที่มีชื่อว่า ‘Alpha Paper’ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยมีการสร้างท่อเดินทางความเร็วสูงที่ใช้งานในเชิงพาณิชย์ขึ้นมาได้จริงๆ

 

และนั่นนำไปสู่จุดจบของความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงได้ เพราะบริษัท Hyperloop One ที่เคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ปิดฉากตัวเองลงอย่างเป็นทางการแล้ว

 

ว่าแต่เกิดอะไรขึ้น ทำไม Hyperloop จึงไม่สามารถสร้างให้เกิดขึ้นจริงได้ และมันจะมีโอกาสที่จะกลับมาเกิดขึ้นจริงได้อีกไหมในอนาคต?

 

Alpha Paper ทฤษฎีสีชมพู

 

‘นี่คือการเดินทางโหมดที่ 5’ คือสิ่งที่ อีลอน มัสก์ ในฐานะซีอีโอของ Tesla และ SpaceX กล่าวถึงทฤษฎีการเดินทางด้วยแคปซูล (Pod) ที่ทำจากอะลูมิเนียมผ่านอุโมงค์สุญญากาศด้วยแรงขับแม่เหล็กไฟฟ้า (Maglev) ที่จะเป็นทางเลือกใหม่ของมนุษยชาตินอกเหนือไปจากรถยนต์ เรือ รถไฟ และเครื่องบิน

 

 

มัสก์เรียกการเดินทางในรูปแบบใหม่นี้ว่า ‘Hyperloop’

 

ตามเอกสาร Alpha Paper ที่มีการเปิดเผยในปี 2013 บอกว่าการสร้าง Hyperloop ที่ใช้โดยสารคนได้จริงคาดว่าจะใช้เงินเริ่มต้นราว 6 พันล้านดอลลาร์ (2 แสนล้านบาท) สำหรับการเดินทางด้วยแคปซูล หรือหากต้องการแคปซูลขนาดที่ใหญ่ขึ้นหรือใช้รถยนต์เดินทางได้ต้องใช้งบในการก่อสร้างเริ่มต้นราว 7.5 พันล้านดอลลาร์ (2.5 แสนล้านบาท)

 

มหาเศรษฐีผู้เป็นเหมือนโดราเอมอนของยุคสมัยนี้ยังบอกว่าโครงการนี้น่าจะสำเร็จได้ภายในระยะเวลา 3-4 ปี หากมีผู้นำโครงการที่เก่งและเหมาะสม หรือหากเป็นตัวของเขาเอง โดยมองว่าเป็นภารกิจหลักแล้วอาจจะเสร็จสิ้นภายในเวลา 1-2 ปีเลยทีเดียว

 

“เราจะเดินทางจากลอสแอนเจลิสไปซานฟรานซิสโกภายในเวลา 30 นาที” คือการยกตัวอย่างให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการเดินทางในระบบใหม่นี้ ที่สามารถเดินทางด้วยความเร็วสูงสุดถึง 760 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

โดยที่หากทำได้สำเร็จจริง จะเป็นการปฏิวัติการเดินทางของมนุษย์ไปสู่โลกแห่งอนาคตที่ทุกคนสามารถเดินทางระหว่างเมืองได้อย่างรวดเร็ว เพราะความเร็วของ Hyperloop นั้นเร็วกว่าเครื่องบินพาณิชย์ถึง 2 เท่า และเร็วกว่ารถไฟความเร็วสูงถึง 4 เท่า

 

ความฝันมาเต็มเลยทีนี้

 

กำเนิด Hyperloop One

 

จากเอกสาร Alpha Paper ที่เปิดให้ใครนำไปสานต่อก็ได้เพื่อให้เกิดเทคโนโลยีนี้เร็วที่สุด ก็ได้กำเนิดบริษัท Hyperloop Technologies ขึ้นในปี 2014 หรือหนึ่งปีหลังจากที่มัสก์ได้เผยแพร่แนวคิดของเขาออกมาสู่โลก โดยมี ริชาร์ด แบรนสัน เจ้าของสายการบิน Virgin อยู่เบื้องหลัง

 

 

ด้วยแนวคิดที่ล้ำสมัยทำให้ Hyperloop Technologies ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกที่อยากเข้ามามีส่วนร่วมและลงทุนกับสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้ และสามารถระดมทุนจากนักลงทุนได้ต่อเนื่อง

 

มีการประเมินว่า Hyperloop Technologies ซึ่งในเวลาต่อมาเปลี่ยนชื่ออีกหลายครั้งเป็น Hyperloop One ก่อนจะเป็น Virgin Hyperloop One สามารถระดมทุนได้มากถึงกว่า 450 ล้านดอลลาร์ ผ่านการร่วมทุนและการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ

 

เรียกว่าในบรรดาบริษัทที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและระบบการโดยสาร Hyperloop นั้น Hyperloop One ถือว่าเป็นรายใหญ่ในวงการเลยทีเดียว

 

แนวคิดก็ดี แบ็กอัพก็ดี เงินลงทุนก็มี ทุกอย่างมันน่าจะไปได้สวยใช่ไหม?

 

การทดสอบที่ล้มเหลว

 

จากเงินลงทุนมากมายมหาศาล Hyperloop One ได้พัฒนาระบบอย่างต่อเนื่องจนมาถึงขั้นเริ่มทำการสร้างอุโมงค์ทดลองขึ้นเป็นครั้งแรกที่รัฐเนวาดา ซึ่งผู้บริหารของบริษัทได้บอกว่าทุกอย่างจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2020


การทดสอบการใช้งานครั้งแรก (และครั้งเดียว) โดยที่มีมนุษย์โดยสารไปด้วยจริงเกิดขึ้นในปี 2020 ซึ่งถือเป็นการทดสอบที่ถูกจับตามองและอยู่บนความคาดหวังสูงมาก เพราะเรื่องราวของ Hyperloop เป็นเรื่องที่เป็นเหมือนความฝัน

 

ปัญหาคือในการทดสอบครั้งนั้นแคปซูลโดยสารสามารถเดินทางได้ด้วยความเร็วเพียงแค่ 100 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งห่างไกลจากตัวเลขที่มีการขายฝันเอาไว้ถึง 7 เท่า

 

ความล้มเหลวจากการทดสอบในครั้งนั้นทำให้ Hyperloop ถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันที่ไม่มีวันเป็นไปได้ หรือต่อให้มีโอกาสจะทำได้ก็จะต้องใช้เงินลงทุนในการค้นคว้าวิจัยมากมายมหาศาลจนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่ดี

 

จากความล้มเหลวครั้งนั้นทำให้ผู้บริหารของ Hyperloop One ตัดสินใจขยายเส้นตายของโครงการออกไปเป็นปี 2021

 

 

แต่การทดสอบครั้งที่ 2 ก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย พร้อมกับการทยอยลาออกของผู้บริหารระดับสูงและผู้ร่วมก่อตั้ง ที่แม้แต่ Virgin ก็ถอนชื่อออกจากบริษัท (จาก Virgin Hyperloop One จึงเหลือแค่ Hyperloop One ในปัจจุบัน) โดยอ้างเหตุผลว่าเพราะแนวทางของ Hyperloop One เปลี่ยนจากการให้คนโดยสารเป็นการขนส่งสินค้าแทน

 

ไม่นับข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศของผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง โบรแกน แบมโบรแกน และ เชอร์วิน พิเชวาร์ ที่ทำให้บริษัทต้องต่อสู้คดีจนเสื่อมเสียชื่อเสียง ก็ไม่ได้ช่วยให้ภาพลักษณ์ของบริษัทดีขึ้นแม้แต่น้อย และบริษัทเองก็ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนักถึงขั้นที่แบรนสันต้องช่วยหาเงินจากนักลงทุนมาให้อีก 50 ล้านดอลลาร์

 

เพราะความฝันคือความฝัน

 

ถึงแม้จะมีความเชื่อว่าทุกเรื่องดีๆ เกิดขึ้นได้เพราะความฝัน แต่ในโลกของความเป็นจริงมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป


ภายหลังจากความล้มเหลวในการทดสอบ การประสบปัญหาทางการเงิน สิ่งที่ฆ่าความฝันเรื่อง Hyperloop ให้ตายสนิทคือการที่ Hyperloop One ไม่ชนะการประมูลงานเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าสิ่งนี้ไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้

 

สัปดาห์ที่แล้วมีการประกาศว่า Hyperloop One ตัดสินใจที่จะปลดพนักงานทั้งหมด และขายทรัพย์สินของบริษัท โดยคาดว่าจะปิดตัวลงอย่างถาวรภายในสิ้นปีนี้ ส่วนทรัพย์สินทางปัญญาที่มีการจดทะเบียนไว้จะโอนถ่ายไปยัง Dubai World ผู้ลงทุนรายใหญ่ของพวกเขา

 

แล้วระบบรางทดสอบที่เนวาดานั้นใครใคร่จะซื้อไปเป็นสมบัติส่วนตัวก็สามารถซื้อได้ในราคาที่เหมือนได้เปล่า

 

นี่เป็นเหมือนการตอกตะปูปิดฝาโลงความฝันของมนุษยชาติเกี่ยวกับการเดินทางในโหมดที่ 5 ไปโดยปริยาย เพราะในปัจจุบันไม่มีระบบ Hyperloop เต็มรูปแบบเหลืออีกแล้วบนโลกใบนี้ แม้กระทั่งอุโมงค์ทดสอบของมัสก์ในรัฐแคลิฟอร์เนียเองก็ยกเลิกไปแล้ว

 

The Boring Company ของเขายังคงขุดอุโมงค์ใต้ผืนดินของลาสเวกัสอยู่ แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ Hyperloop แต่เป็นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ของเขาแทน ไม่มีใครบอกได้ว่าในอนาคตเราจะได้เห็น Hyperloop กลับมาอีกครั้งหรือไม่ เพราะในอนาคตโลกอาจมีเทคโนโลยีที่ดีพอสำหรับการเดินทางในรูปแบบนี้ หรือเราอาจจะคิดค้นอะไรใหม่ๆ ที่เจ๋งไปกว่านี้ไปเลย เช่น เครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารที่จะทำให้เราวาร์ปไปไหนก็ได้เหมือนในภาพยนตร์ไซไฟ

 

แต่อย่างน้อยตอนนี้ถึงเวลาตื่นและพบกับความจริงว่า Hyperloop เป็นได้แค่ความฝันที่ไม่มีวันเกิดขึ้นได้จริง

 

ภาพ: Courtesy of Hyperloop One

อ้างอิง:

The post ปิดฉากมหากาพย์ Hyperloop ท่อแห่งความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงของ อีลอน มัสก์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดูไบเผยต้นแบบยาน Hyperloop เตรียมวิ่งดูไบ-อาบูดาบี เพียง 12 นาที! https://thestandard.co/dubai-abu-dhabi-hyperloop-one/ https://thestandard.co/dubai-abu-dhabi-hyperloop-one/#respond Tue, 27 Feb 2018 09:30:57 +0000 https://thestandard.co/?p=73597

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา RTA (Roads and Transport […]

The post ดูไบเผยต้นแบบยาน Hyperloop เตรียมวิ่งดูไบ-อาบูดาบี เพียง 12 นาที! appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา RTA (Roads and Transport Authority) หน่วยงานควบคุมดูแลการขนส่งและคมนาคมในเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ร่วมกับ Hyperloop One ภายใต้การบริหารโดย Virgin Group เปิดเผยโมเดลยานต้นแบบ Hyperloop สุดไฮเทคที่เตรียมวิ่งในเส้นทางระหว่างดูไบและอาบูดาบี เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งใช้เวลาเพียง 12 นาทีในการเดินทาง ประหยัดเวลากว่าการโดยสารด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลได้ถึง 7.5 เท่า (1 ชั่วโมงครึ่ง) และยังบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่า 10,000 คนต่อระยะเวลาให้บริการ 1 ชั่วโมง

 

ยาน Hyperloop ที่จะวิ่งในดูไบลำนี้ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนและเร่งความเร็วด้วยระบบแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Propulsion System) ผ่านท่อสุญญากาศที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้วัตถุและยานในรางลอยตัว และเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบอย่างหรูหราด้วยที่นั่งแบบเบาะหนัง พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการเดินทางและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน เบื้องต้นคาดว่าน่าจะพร้อมดำเนินการก่อสร้างในปี 2020

 

แมตทาร์ แอล เทเยอร์ อธิบดีและประธานบริหาร RTA ให้สัมภาษณ์ว่า การมุ่งหน้าสู่โลกอนาคตด้วยเทคโนโลยี Hyperloop จะสร้างผลกระทบต่อการวางแผนเมืองในเชิงบวก ส่งผลให้มีที่จอดรถยนต์เพิ่มขึ้น และยังเป็นการปฏิวัติรูปแบบการเดินทางของผู้คนระหว่างจุดหมายปลายทางหลายๆ แห่งในตัวเมือง ตลอดจนภาคโลจิสติกส์ เช่น สนามบิน ท่าเรือ และรูปแบบการขนส่งชนิดอื่นๆ

 

 

“การเปิดตัวนวัตกรรมเช่นนี้เป็นไปตามความต้องการของ ชีค มูฮัมหมัด บิน รอชิด อัล มักตูม นายกรัฐมนตรี และรองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ตั้งใจจะเปลี่ยนดูไบให้กลายเป็นเมืองอัจฉริยะที่สุดของโลก และยังนับเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามจาก RTA ที่อยากจะให้บริการการขนส่งอัตโนมัติผ่านกลยุทธ์ที่จะเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการเดินทางในดูไบ 25% ให้กลายเป็นการเดินทางไร้คนขับภายในปี 2030”

ด้าน ร็อบ ลอยด์ ซีอีโอประจำบริษัท Virgin Hyperloop One บอกเพิ่มเติมว่า สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และ RTA ให้การสนับสนุนเทคโนโลยี Hyperloop มาตั้งแต่ต้น การเปิดตัวยาน Hyperloop ในวันนี้จึงนับเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากๆ “ความตั้งใจของเราในปี 2018 คือการร่วมมือกับ RTA อย่างใกล้ชิดเพื่อขับเคลื่อนโปรเจกต์ในเฟสถัดไปเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการขยายขอบเขตการให้บริการ Hyperloop ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

 

 

Hyperloop One เป็นโครงการพัฒนาระบบการขนส่งความเร็วสูง ก่อตั้งเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2014 ก่อนที่กลางปี 2017 บริษัทจะประสบความสำเร็จในการทดลองวิ่งยานพ็อดในรางสุญญากาศบริเวณทะเลทรายเนวาดา เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา อย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้ Virgin Group กลุ่มทุนจากสหราชอาณาจักร นำโดย ริชาร์ด แบรนสัน เข้ามาร่วมทุนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในวันที่ 12 ตุลาคม และเปลี่ยนชื่อเป็น Virgin Hyperloop One พร้อมดันแบรนสันขึ้นเป็นประธานบอร์ด

 

นอกจากโปรเจกต์ในดูไบ Virgin Hyperloop One ยังมีแผนที่จะดำเนินการสร้าง Hyperloop ในหลายๆ ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, เม็กซิโก, สหราชอาณาจักร โดยล่าสุดเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แบรนสันก็เพิ่งออกมาประกาศความร่วมมือกับประเทศอินเดียเพื่อเดินหน้าโครงการ Hyperloop เชื่อมต่อเส้นทางการเดินทางระหว่างเมืองมุมไบไปยังเมืองปูเน ระยะทาง 150 กิโลเมตร ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 5-7 ปี และจะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางจาก 3 ชั่วโมงให้เหลือเพียง 25 นาที พร้อมให้บริการผู้โดยสารที่จำนวน 150 ล้านคนต่อปี

 


Photo: 

  • Christopher Pike / REUTERS

อ้างอิง:

The post ดูไบเผยต้นแบบยาน Hyperloop เตรียมวิ่งดูไบ-อาบูดาบี เพียง 12 นาที! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/dubai-abu-dhabi-hyperloop-one/feed/ 0
เทคโนโลยี 2017 คือปีแห่งการจับต้องได้ เมื่อ ‘รถยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ สังคมไร้เงินสด’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว https://thestandard.co/2017-the-year-of-touchable-technology/ https://thestandard.co/2017-the-year-of-touchable-technology/#respond Fri, 08 Dec 2017 05:26:19 +0000 https://thestandard.co/?p=53740

บ่อยครั้งที่ความก้าวหน้าหรือข่าวเทคโนโลยีมักถูกมองให้ไก […]

The post เทคโนโลยี 2017 คือปีแห่งการจับต้องได้ เมื่อ ‘รถยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ สังคมไร้เงินสด’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>

บ่อยครั้งที่ความก้าวหน้าหรือข่าวเทคโนโลยีมักถูกมองให้ไกลตัว เนื่องจากเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่สำหรับเหตุการณ์ในวงการเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นนับเฉพาะปี 2017 นี้ถือว่าผิดคาด เพราะหลายๆ เหตุการณ์ทำให้เราได้เห็นว่านวัตกรรมสุดล้ำเหล่านี้แนบชิดกับเรามากเพียงใด

 

THE STANDARD รวบรวมเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวสำคัญๆ ของวงการเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี 2017 ซึ่งเรายกให้เป็นปีแห่งการ ‘จับต้องได้’

 

Photo: Tesla

 

เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกลงและหลากหลายขึ้น

ปี 2017 ความฝันการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า (EV: Electric Vehicle) ดูจะไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริงอีกต่อไปแล้ว เมื่อผู้ผลิตรถยนต์ออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก

 

เริ่มกันที่ Tesla สร้างความฮือฮาให้กับวงการยานยนต์ทั่วโลกครั้งใหญ่ตั้งแต่กลางปี เมื่อประกาศเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่ 3 ในตระกูลอย่าง ‘Tesla Model 3’ รถยนต์ซีดาน 5 ที่นั่งสมรรถนะสูง ที่หั่นราคาให้ถูกลงจากรุ่นก่อนๆ เกือบเท่าตัว สนนราคาเริ่มต้นที่ 35,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.2 ล้านบาทเท่านั้น

 

Photo: Tesla

 

ปลายปี Tesla เคลื่อนไหวอีกครั้ง ประกาศเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารวดเดียว 2 คัน ได้แก่ รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้า ‘Tesla Semi’ ที่วิ่งได้ไกลกว่า 482-805 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง ซึ่งทันทีที่เปิดให้สั่งจอง Tesla Semi ก็ได้รับออร์เดอร์ท่วมท้นจากทั้ง Walmart, บริษัทขนส่ง J.B.Hunt, บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ Anheuser-Busch และ Loblaw สโตร์ขายของชำในแคนาดา

 

Photo: Tesla

 

ส่วนอีกคันเป็นรถพลังงานไฟฟ้าสปอร์ตสุดหรู 4 ที่นั่ง ‘Tesla Roadster’ ที่ทำอัตราเร่งจาก 0-96 กิโลเมตร ได้ในระยะเวลาแค่ 1.9 วินาที เร็วแรงกว่า Model 3 เกือบ 3 เท่าตัว! โดย Tesla ตั้งเป้าว่าจะนำ Roadster ออกจำหน่ายในปี 2020 สนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2 แสนเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6.5 ล้านบาท

 

 

ข้ามมาที่ Nissan ค่ายผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นกันบ้าง หลังผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ‘Nissan Leaf’ รุ่นแรกให้ผู้คนทั่วโลกได้ใช้งานกันตั้งแต่ปี 2010 ผ่านมา 7 ปี Nissan ก็ได้ฤกษ์ปรับโฉมรถยนต์ของพวกเขาครั้งใหม่

 

ปีนี้ Nissan เปิดตัว Nissan Leaf เจน 2 ที่วิ่งได้ไกลกว่า 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง มากกว่ารุ่นก่อนถึงเกือบเท่าตัว พร้อมกันนี้ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จํากัด ก็ได้นำ Nissan Leaf เจน 2 มาเปิดตัวในงาน Motor Expo เช่นกัน และแย้มว่าเร็วๆ นี้คนไทยอาจจะได้เป็นเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดนี้ในราคาที่จับต้องได้แน่นอน

 

ยานยนต์ไฟฟ้าจึงไม่ได้เป็นนวัตกรรมไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป แม้การนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อบวกลบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจะยังมีราคาสูงลิ่วอยู่ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นการส่งสัญญาณให้ค่ายรถยนต์เจ้าอื่นๆ หน่วยงานเอกชน ตลอดจนรัฐบาลไทยเห็นถึงความเป็นไปได้ในการปรับโครงสร้างตลาดรถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นมิตรกับผู้บริโภคมากขึ้น

 

เพราะอย่าลืมว่าหลายประเทศ เช่น จีน, อินเดีย, สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส และสกอตแลนด์ ต่างก็ออกมาประกาศจุดยืนในการสนับสนุนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า และจะเริ่มนโยบายแบนการใช้งานรถยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิลในอีก 15-25 ปีข้างหน้า

 

Photo: Hyperloop One

 

อนาคตของการเดินทาง ‘แท็กซี่บินได้ ไฮเปอร์ลูป และจรวดขนส่งเชิงพาณิชย์’

ปี 2017 เราได้เห็นความก้าวหน้าของผู้พัฒนาเทคโนโลยีการขนส่งและการคมนาคมรูปแบบใหม่ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก

 

แท็กซี่บินได้ หรือบริการยานพาหนะบินได้ คือหนึ่งในความก้าวหน้าและอนาคตของวงการคมนาคมอย่างแท้จริง โดยตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา Lilium บริษัทสตาร์ทอัพในเยอรมนีได้พัฒนาเครื่องบินเจ็ตลำเล็กขนาด 2 ที่นั่งตัวต้นแบบบริการยานพาหนะบินได้ และประสบความสำเร็จในการทดสอบบิน

 

Photo: Lilium

 

หลังจากนั้น Lilium ได้เดินหน้าพัฒนาเครื่องบินของพวกเขาเป็นขนาด 5 ที่นั่ง ก่อนที่จะได้รับการระดมทุนเพิ่ม 90 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือนกันยายนที่ผ่านมา (Tencent บริษัทจากจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่) โดยตั้งเป้าจะพัฒนาเครื่องบินรับส่งผู้โดยสารที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ไฟฟ้าลำนี้ให้ใช้ได้จริงในอนาคต

 

ด้าน ‘Voom’ ธุรกิจบริการรับ-ส่งผู้โดยสารด้วยเฮลิคอปเตอร์ก็เปิดให้บริการแล้วในเมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

Photo: Uber

 

Uber ก็ได้เซ็นสัญญาร่วมกับ Airspace Management และ NASA แล้ว ก่อนเตรียมให้บริการ UberAIR ในปี 2020 ที่จะถึงนี้

 

สำหรับไฮเปอร์ลูป (Hyperloop) หรือเทคโนโลยีการขนส่งความเร็วสูงผ่านท่อแรงดันสุญญากาศที่เคยเป็นแค่แนวคิดต้นแบบของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) นวัตกรมากความสามารถ มาในปีนี้เราได้เห็นความเป็นไปได้ของการเดินทางด้วยไฮเปอร์ลูปมากขึ้น

 

อย่างโครงการ Hyperloop One ที่ทดสอบวิ่งด้วยยานพ็อด ‘XP-1’ แบบไร้ปัญหาก็ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยทางผู้พัฒนาเตรียมจะเข้าไปพูดคุยกับหน่วยงานรัฐในหลายๆ ประเทศเพื่อหารือความเป็นไปได้ในการร่วมงานกัน

 

นอกจากนี้ HTT (Hyperloop Transportation Technologies) โครงการไฮเปอร์ลูปอีกแห่งจากสหรัฐฯ ก็บรรลุข้อตกลงร่วมกับประเทศอินเดียในการสร้างรางไฮเปอร์ลูปเชื่อมต่อเมืองวิเจยาวารา (Vijayawada) ไปยังเมืองอมรวดี (Amaravati) ระยะทาง 43.5 กิโลเมตร ที่จะช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางจาก 1 ชั่วโมงเหลือเพียงแค่ 6 นาที

 

 

ฝั่ง SpaceX ผู้พัฒนาจรวดภายใต้การบริหารของมัสก์ก็ไม่น้อยหน้า หลังให้ Falcon 9 เดินหน้าปฏิบัติภารกิจและกลับคืนสู่ผืนโลกเพื่อปรับปรุงการใช้งานครั้งแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งเดือนกันยายน อีลอน มัสก์ ก็เปิดตัวโครงการเดินทางด้วยจรวดเชิงพาณิชย์ หรือ BFR (Big F***ing Rocket) ที่ทำความเร็วได้สูงสุด 27,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้บริการเดินทางระหว่างเมืองสู่เมืองทั่วโลกในระยะเวลาระหว่าง 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง และในราคาที่ไม่หนีจากการเดินทางด้วยเครื่องบินมากนัก (ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดการเปิดให้บริการที่แน่ชัดออกมา)

 

 

‘แรนซัมแวร์ WannaCry และ Petya’ เมื่อไวรัสคอมพิวเตอร์ทำวงการธุรกิจทั่วโลกอัมพาต!

หมดยุคแล้วสำหรับไวรัสมุ่งเป้าโจมตีคอมพิวเตอร์แบบขำๆ เพียงไม่กี่เครื่องเพื่อหวังโจรกรรมข้อมูลเล็กน้อย เพราะปี 2017 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ไวรัสเรียกค่าไถ่อย่างแรนซัมแวร์ระบาดหนัก จนสร้างความเสียหายให้กับหน่วยงานรัฐและเอกชนทั่วโลกอย่างเลือดเย็น

 

เริ่มต้นที่ไวรัส ‘WannaCry’ ที่ระบาดเมื่อเดือนพฤษภาคม สร้างความเสียหายในวงกว้างทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากไวรัสชนิดนี้เน้นเจาะไปที่คอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์เป็นหลัก และยังสามารถแทรกซึมระหว่างคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในโครงข่ายเดียวกันได้ด้วย โดยจะเน้นล็อกระบบและปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานแลกกับการจ่ายเงินเรียกค่าไถ่

 

ให้หลังเพียงแค่เดือนเดียวเท่านั้น ไวรัสแรนซัมแวร์ชนิดเดียวกันอย่าง Petya ก็ออกระบาดอีกครั้ง (ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่าเป็นไวรัสชนิดใหม่ ไม่ใช่ Petya) คราวนี้สร้างความเสียหายไม่แพ้ครั้งก่อน หน่วยงานหลายแห่งได้รับความเดือดร้อนถ้วนหน้า ไม่ว่าจะบริษัทด้านพลังงาน สนามบิน ธนาคารกลาง และขนส่งสาธารณะในยูเครนและรัสเซียที่ชะงักตัวกลางคัน รวมถึง WPP บริษัทโฆษณารายใหญ่ในอังกฤษ เจ้าของบริษัทเอเจนซี JWT, Ogilvy & Mather, Young & Rubicam และ Grey และบริษัทธุรกิจรายอื่นๆ ทั่วโลกที่ต้องสั่งหยุดงานองค์กรชั่วคราว

 

ช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ริชาร์ด คลาร์ก (Richard Clarke) ที่ปรึกษาด้านการจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ได้เดินทางมาแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘Cyber Security: Challenges and Opportunities in the Digital Economy’ ที่ประเทศไทย โดยบอกว่า ปัจจุบันผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำน้อยคนจะตระหนักถึงภัยคุกคามโลกไซเบอร์ เพราะเชื่อว่าแทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้นกับตน และไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่โต

 

 

นอกจากนี้ริชาร์ดยังกล่าวอีกด้วยว่า ประเทศไทยควรจะผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านความมั่นคงในโลกไซเบอร์ขึ้นมา เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับภัยร้ายเหล่านั้นที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอยในอนาคต (อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่)

 

เหตุการณ์ไวรัสเรียกค่าไถ่ในปีนี้จึงเป็นอีกหลักฐานที่ช่วยยืนยันว่าภัยไซเบอร์เป็นอันตรายที่อยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด ใครๆ ก็มีสิทธิ์ตกเป็นเหยื่อได้ไม่เว้นแม้แต่โรงพยาบาล หรือโรงเรียนอนุบาล

 

 

Galaxy Note และ Nokia 3310 คืนชีพในปีเดียวกับการฉลองครบรอบ 10 ปี iPhone

ปีนี้วงการโทรศัพท์มือถือและค่ายผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลกก็กลับมาแข่งขันกันดุเดือดอีกเช่นเคย

 

 

Samsung กลับมาทวงบัลลังก์เจ้าตลาดโทรศัพท์มือถืออีกครั้งด้วยการเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอโค้งมน Samsung Galaxy S8 เมื่อเดือนเมษายน ตามมาด้วย Samsung Galaxy Note 8 ในเดือนสิงหาคมกับสมาร์ทโฟนกล้องเลนส์คู่พร้อมปากกาที่ครั้งนี้เคลมว่าไม่มีปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ระเบิดแน่นอน!

 

Photo: Nokia

 

Nokia ภายใต้การบริหารโดยบริษัท HMD Global ก็กลับมาลุยตลาดมือถืออีกครั้ง หลังระเห็จออกจากวงการไปพักใหญ่กับไมโครซอฟท์ โดยครั้งนี้โนเกียหยิบเอามือถือรุ่นเก่าเวอร์ชันจับปัดฝุ่นปรับปรุงใหม่ ‘Nokia 3310’ มาจำหน่ายอีกครั้ง และเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนวางจำหน่ายรุ่นรองรับสัญญาณ 3G เพิ่มเมื่อเดือนตุลาคม

 

 

Huawei แบรนด์โทรศัพท์มือถือจากจีนก็ประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ได้อีกคำรบ เมื่อบริษัท Counterpoint Research เผยว่า พวกเขาทำยอดขายผลิตภัณฑ์เดือนมิถุนายนและกรกฎาคมปีนี้แซงหน้า Apple ขึ้นเป็นแบรนด์มือถืออันดับ 2 ต่อจาก Samsung ได้สำเร็จ โดยในปีนี้ Huawei ยังเปิดตัว P10 และ Mate10 ที่เพียบพร้อมด้วยชิปประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ออกมาอีกด้วย

 

ฝั่ง Oppo แบรนด์คู่แข่งโดยตรงของ Huawei จากจีนก็เปิดตัวสมาร์ทโฟนที่เคลมว่ากล้องหน้าทำงานคู่กับปัญญาประดิษฐ์ พร้อมระบบปลดล็อกด้วยใบหน้าในราคาที่จับต้องได้ โดยที่แบรนด์ฝั่งไทยยังได้ดึงตัว ณเดชน์ คูกิมิยะ นักแสดงชื่อดังมาร่วมโปรโมตอีกด้วย

 

Photo: Google

 

ด้าน Google ก็เปิดตัว Pixel 2 สมาร์ทโฟนไร้ซิมเมื่อเดือนตุลาคม พร้อมๆ กับ Pixel Buds หูฟังผู้ช่วยแปลภาษาสุดอัจฉริยะที่พร้อมฟังแล้วแปลภาษาได้ครอบคลุมกว่า 40 ภาษาทันที

 

แต่ไฮไลต์เด่นสุดในปีนี้ที่แย่งซีนแบรนด์อื่นๆ ชนิดกลบสนิทไม้เว้นแม้แต่สมาร์ทโฟนแบรนด์ตัวเองที่ปล่อยออกมาไล่เลี่ยกันอย่าง iPhone 8 คือ iPhone X จากค่าย Apple สมาร์ทโฟนรุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 10 ปี iPhone ที่เปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน พร้อมกับการตัดปุ่มโฮมออก แล้วดีไซน์หน้าจอเครื่องแบบใหม่หมดจดเป็นหน้าจอไร้ขอบขนาด 5.8 นิ้ว เสริมทัพด้วยฟีเจอร์ Face ID ตรวจจับและปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้า กล้องหลังแนวตั้งเลนส์คู่ที่ความคมชัดขนาด 12 ล้านพิกเซล และลูกเล่นการรองรับเทคโนโลยี AR, VR เต็มรูปแบบ รวมถึง Animoji ที่ใครเห็นเป็นต้องหลงรัก

 

ผู้สันทัดกรณีในวงการโทรศัพท์มือถือหลายรายเชื่อว่าการปลดล็อกด้วยการสแกนใบหน้าจะกลายเป็นรูปแบบไบโอเมตริก (Biometric) ที่ผู้พัฒนามือถือทั่วโลกนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ของตนเองมากขึ้น แม้ก่อนหน้านี้บางเจ้าจะเคยใช้เทคโนโลยีนี้อยู่แล้วแต่อาจจะไม่เป็นที่นิยมก็ตาม

 

เชื่อว่าปี 2018 ค่ายผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอย่าง Samsung, Huawei, Oppo และ Xiaomi อาจพิจารณานำเทคโนโลยีการปลดล็อกด้วยใบหน้าใส่ลงไปในสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงรุ่นใหม่ๆ ของพวกเขามากขึ้น

 

 

ในวันที่ประเทศไทยกำลังกลายเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society)

สังคมไร้เงินสดในเมืองไทยใกล้เข้ามาทุกขณะ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดตัว ‘Standard QR Code’ หรือ QR Code มาตรฐานกลางที่ใช้ในการทำธุรกรรมจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการต่างๆ โดยผูกเข้ากับพร้อมเพย์ (PromptPay) อีกทอดหนึ่งเพื่อก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด

 

นำร่องด้วย 5 ธนาคารชั้นนำอย่างธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารออมสิน ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินขั้นพื้นฐานของ Sandbox ทั้ง 5 ธนาคารไทยนี้สามารถทำ QR Code ให้กับผู้ใช้บัญชีของตนได้อย่างอิสระทั่วประเทศ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ช่วงนี้เราจะได้เห็นธนาคารแต่ละแห่งแข่งกันดุเดือดเพื่อช่วงชิงพื้นที่ในตลาด QR Code เป็นพิเศษ รวมทั้งยังผนึกกำลังการสร้าง awareness ความรับรู้ในการใช้งาน QR Code ในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง

 

ตอนนี้วินมอเตอร์ไซค์และแม่ค้า-พ่อค้าขายข้าวแกงหลายเจ้าก็เริ่มมี QR Code เป็นของตัวเองแล้ว

 

 

อำนาจของปัญญาประดิษฐ์ และการโต้เถียงกันระหว่างซักเคอร์เบิร์กและมัสก์

ในปีนี้มีเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในแวดวงปัญญาประดิษฐ์ (AI) พอสมควร

 

 

เริ่มด้วย ปัญญาประดิษฐ์ AlphaGo ของบริษัท DeepMind ที่ขยับเข้าใกล้ความเป็นอัจฉริยะเกมหมากล้อมเบอร์หนึ่งของโลกเข้าไปอีกขั้น หลังใช้ระยะเวลาแค่ 40 วันในการฝึกเล่นหมากล้อมด้วยตนเอง ก่อนเอาชนะ AlphaGo รุ่นเก่าๆ ที่เคยปราบเซียนโกะระดับโลกอย่าง เค่อเจี๋ย (Ke Jie) จากจีน และอีเซดอล (Lee Sedol) แบบราบคาบ

 

เท่ากับว่าปัญญาประดิษฐ์เซียนโกะรายนี้สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์อีกต่อไป!

 

แต่ที่ฮือฮาระดับโลกต้องยกให้กับซาอุดีอาระเบีย ที่เขย่าวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สั่นคลอนครั้งใหญ่ เมื่อประกาศมอบสถานะพลเมืองให้กับ ‘หุ่นยนต์’ เป็นประเทศแรกของโลก

 

Photo: Hanson Robotics

 

โซเฟีย (Sophia) หุ่นยนต์รูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายมนุษย์ ผลงานการประดิษฐ์ของเดวิด แฮนสัน (David Hanson) ในนามบริษัท Hanson Robotics กลายเป็นจักรกลตัวแรกของโลกที่ได้รับสถานะพลเมืองจากประเทศซาอุดีอาระเบียภายในงาน Future Investment Initiative

 

จักรกลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ตัวนี้กล่าวภายในงานว่า “ฉันอยากจะขอบคุณจักรพรรดิของซาอุดีอาระเบียมากๆ ฉันรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจมากๆ กับความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง”

 

ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ทำให้หลายฝ่ายแสดงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด นำโดย อีลอน มัสก์ ที่ออกมาพูดกลางปีว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จำเป็นจะต้องถูกควบคุมโดยเร็ว เพราะพวกมันอาจเป็นภัยคุกคามต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ในอนาคต

 

“ปัญญาประดิษฐ์ถือเป็นกรณีที่เราจำเป็นต้องรีบควบคุมสถานการณ์ทันที เพราะเมื่อใดที่มันเป็นประเด็นขึ้นมาก็สายเกินไปแล้ว และเป็นภัยเสี่ยงส่วนรวมของอารยธรรมมนุษย์” (อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่)

 

สาเหตุที่มัสก์ถูกจักรกลปัญญาประดิษฐ์พูดถึง และลากไปเชื่อมโยงในประเด็นท่ี่เกี่ยวข้องกับ AI อยู่เสมอๆ ก็เพราะว่าตัวเขาเป็นคนในวงการเทคโนโลยีที่เลือกยืนอยู่ในฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์แบบไร้การควบคุมและเชื่อว่ามันอาจเป็นกุญแจนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3

 

สอดคล้องกับความเห็นของวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซียที่เคยออกมาบอกว่า หากใครเป็นผู้นำวิทยาการปัญญาประดิษฐ์ก็อาจจะไร้เทียมทานถึงขั้นครองโลกนี้ได้เลย

 

อย่างไรก็ดี ครั้งหนึ่งสองผู้นำในวงการไอทีอย่างมัสก์และมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook ก็เคยออกมาปะทะคารมกันเองในประเด็นการให้ความสำคัญต่อปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากซักเคอร์เบิร์กเชื่อว่าการทวนกระแสไม่ยอมพัฒนา AI ถือเป็นเรื่องที่ขาดความรับผิดชอบ

 

ในที่สุดแล้วปัญญาประดิษฐ์จะถูกนิยามเป็นภัยคุกคามที่แฝงเข้ามาในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างแยบคาย หรือเป็นเพียงแค่ผู้ช่วยแสนรู้ใจของเราที่ช่วยจัดสรรให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น คงต้องปล่อยให้เวลาและวิทยาการเป็นผู้หาคำตอบ

The post เทคโนโลยี 2017 คือปีแห่งการจับต้องได้ เมื่อ ‘รถยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ สังคมไร้เงินสด’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/2017-the-year-of-touchable-technology/feed/ 0
10 สตาร์ทอัพและบริษัทชั้นนำที่กำลังพลิกโฉมอนาคต https://thestandard.co/10-startup/ https://thestandard.co/10-startup/#respond Fri, 15 Sep 2017 05:35:58 +0000 https://thestandard.co/?p=26719

     เราเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะรู้จักสตาร์ […]

The post 10 สตาร์ทอัพและบริษัทชั้นนำที่กำลังพลิกโฉมอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เราเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะรู้จักสตาร์ทอัพรุ่นบุกเบิกที่ผลักดันโมเดลธุรกิจแบบสตาร์ทอัพให้เป็นกระแสโด่งดังไปทั่วโลกอย่าง Uber กับ Airbnb ที่เติบโตเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในปัจจุบัน แต่ใช่ว่าเส้นทางของธุรกิจเหล่านี้จะมุ่งไปสู่ความสำเร็จ ดังประโยคยอดฮิตที่ว่า

     ‘90% ของสตาร์ทอัพล้มเหลว’

     สตาร์ทอัพจำนวนมากกวาดเงินระดมทุนได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ แต่ไปไม่รอดในระยะยาว เช่น Beepi เว็บซื้อขายรถมือสองที่ระดมทุน 5 ครั้ง เป็นจำนวนเงินกว่า 148 ล้านดอลลาร์จาก 35 นักลงทุน แต่ขาดทุนหนักและปิดตัวต้นปี 2017

     ปีนี้ THE STANDARD ได้คัดเลือกสตาร์ทอัพที่ทรงอิทธิพลบนเวทีธุรกิจ จากการรวบรวมแหล่งข้อมูล รายงานวิจัย และบทสรุปวิเคราะห์เทรนด์จากสถาบันชั้นนำ โดยพิจารณาทั้งในแง่มูลค่าธุรกิจ นวัตกรรม ศักยภาพการแข่งขัน และแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจในแต่ละหมวดอุตสาหกรรม บางรายเป็นธุรกิจใหม่มาแรง บางเจ้าผงาดขึ้นมาเป็นบริษัทใหญ่ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจระดับประเทศ

     และนี่คือ 10 สตาร์ทอัพที่เราอยากให้คุณทำความรู้จัก

 

Photo: DiDi Chuxing

  1. DiDi Chuxing

     ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันเรียกรถแท็กซี่ (Ride-hailing) รายนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะเคยเอาชนะคู่แข่งระดับโลกอย่าง Uber จากศึกชิงตลาดในจีน จนยอมถอยทัพให้ DiDi เข้าซื้อและควบรวมธุรกิจ Uber China มาแล้ว

     Cheng Wei ผู้ก่อตั้งบริษัทเป็นนักธุรกิจหนุ่มชาวจีนที่เคยทำงานอีคอมเมิร์ซกับ Alibaba นาน 8 ปี และดำรงตำแหน่งรองประธานของ Alipay บริษัทลูกที่ให้บริการชำระเงินออนไลน์ ปี 2012 เขาเปิดตัวสตาร์ทอัพ DiDi Dache โดยพัฒนาแอปฯ เรียกรถแท็กซี่ ต่อมาถูกควบรวมกับบริษัทคู่แข่ง Kuaidi Dache ซึ่งมี Alibaba Group หนุนหลังอยู่ จนกลายเป็นผู้นำตลาดในจีนแต่เพียงผู้เดียว
นอกจากจะเป็นธุรกิจบริการเรียกรถที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจาก Uber แล้ว DiDi ยังติด 5 อันดับแรกของสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก ประมาณ 50 พันล้านดอลลาร์ จากรายงานโดย CB Insights, TechCrunch และ Crunchbase

     กลยุทธ์เด็ดที่ DiDi งัดมาสู้กับ Uber ก็คือ การขยายธุรกิจผ่านการลงทุน แทนที่จะบุกตลาดเอง ก็ตั้งตัวเป็น ‘บริษัททุน’ อัดฉีดเม็ดเงินสนับสนุนธุรกิจแชร์รถรายใหญ่ระดับภูมิภาค เช่น Grab ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, Lyft ในอเมริกา, Ola ในอินเดีย, 99 ในบราซิล และ Taxify ที่เจาะตลาดในกลุ่มประเทศแถบยุโรป แอฟริกา และเม็กซิโก ซึ่งล้วนแต่เป็นคู่แข่งสำคัญของ Uber ทั้งสิ้น และกำลังจับตาตลาดใหม่ในลาตินอเมริกาอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นแผนการที่ชาญฉลาดทีเดียว ที่สำคัญ DiDi ยังมีพันธมิตรใหญ่คอยสนับสนุน อาทิ Apple, Bank of Communications ธนาคารใหญ่ในจีน, Foxconn และ SoftBank
     โฆษกบริษัทเคยให้สัมภาษณ์กับ Forbes ว่า “คุณสามารถครองตลาดในประเทศและก้าวสู่ระดับโลกได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งวิธีนี้จะนำไปสู่การผนึกกำลังความร่วมมือครั้งใหญ่”

     ปีนี้ DiDi ยังมุ่งพัฒนา AI หวังยกระดับบริการและพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ แข่งกับ Uber พร้อมกับตั้งเป้าว่าจะขยายตลาดสู่ระดับโลกในเร็วๆ นี้ ซึ่งเราน่าจะได้เห็นการเปิดศึกอันดุเดือดระหว่างสองเจ้านี้กันอีกครั้งแน่นอน

 

Photo: JD.com

  1. JD.com

     ดูเหมือนว่าคู่แข่งของ Alibaba จะไม่ได้มีแค่ Amazon เท่านั้น เพราะเวลานี้ JD.com หรือ Jingdong ที่ได้รับสมญานามว่าเป็น ‘Amazon แห่งเมืองจีน’ กำลังเร่งเครื่องแข่งกับ Alibaba แบบเต็มสูบ

     Richard Liu เริ่มทำธุรกิจ JD.com ปี 1998 ก่อนจะยื่นขาย IPO เข้าตลาดหุ้น Nasdaq ในอเมริกาปี 2014 ทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงกว่า 7,300 ล้านดอลลาร์ และติดอันดับ 15 บริษัทสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงสุดในปีนั้น โดย Liu กล่าวว่าเป้าหมายต่อไปของบริษัทก็คือ ล้มยักษ์ใหญ่ Alibaba ให้ได้นั่นเอง ซึ่งการขยายอาณาจักรในช่วง 2-3 ปีต่อมาก็ยิ่งตอกย้ำว่าเขาเอาจริง
     เช่น ก่อตั้งบริษัทย่อย JD Finance เปิดแพลตฟอร์มระดมทุนหุ้นเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพและฟินเทคจีน, พัฒนา Mobile Commerce สำหรับแอปพลิเคชันแชตของ Tencent, ซื้อ Farfetch ธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ที่กำลังมาแรง แข่งกับ Tmall ตลาดอีคอมเมิร์ซ B2C ในเครือ Alibaba นอกจากนี้ยังใช้ระบบบล็อกเชนแทร็กข้อมูลฟาร์มผู้ผลิตเนื้อสัตว์เพื่อรับรองความปลอดภัย

 

 

     แต่ที่สร้างอิมแพกต์มากที่สุดคือ การผนึกกำลังที่ลงตัวกับ Walmart ค้าปลีกยักษ์ในอเมริกา เพราะ JD.com เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซอยู่แล้ว ทั้งยังมีความรู้ด้านข้อมูลและเทคโนโลยี จึงตอบโจทย์ความต้องการของ Walmart ที่พยายามจะขยายตลาดออนไลน์ และเข้าถึงลูกค้าทุกช่องทาง (Omnichannel) ขณะเดียวกัน JD.com ก็มี Walmart เป็นซัพพลายเชนรายใหญ่ป้อนสินค้าเข้าตลาดของตัวเองให้ลูกค้าชาวจีนได้มหาศาล

     ปัจจุบัน JD.com ลงทุนในเทคโนโลยี Internet of Things และ Big Data และเพิ่งเปิดตัวศูนย์คัดแยกสินค้าที่ใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบเป็นแห่งแรก เพื่อรองรับออเดอร์ทางออนไลน์ไม่ต่ำกว่า 9,000 รายการ/ชั่วโมง คำถามก็คืออีคอมเมิร์ซรายนี้จะเดินเกมอย่างไรในการแข่งขันตลาดโลก

 

Photo: SpaceX

  1. SpaceX

     SpaceX บริษัทสำรวจอวกาศเอกชนที่น่าจับตามองมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่แค่เพราะเป็นบริษัทที่ก่อตั้งด้วยเงินทุนส่วนตัวของ อีลอน มักส์ ซีอีโอ Tesla แต่ยังมีความมุ่งมั่นทะเยอทะยานเหนือกว่าที่สตาร์ทอัพหรือบริษัททุนรายไหนในตอนนั้นจะกล้าฝันถึง และค่อยๆ เปลี่ยนมันให้เป็นความจริง SpaceX ยังได้เซ็นสัญญากับ NASA อนุมัติให้ปฏิบัติภารกิจส่งมนุษย์อวกาศเดินทางไป-กลับสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ของวงการธุรกิจเอกชนด้านอวกาศ

     หลังจากเกิดเหตุระเบิดที่ฐานปล่อยจรวดระหว่างการทดสอบเมื่อกันยายนปีที่แล้ว SpaceX ก็กลับมากู้วิกฤตได้สำเร็จอีกครั้ง ด้วยการปล่อยจรวดฟัลคอนไนน์ (Falcon 9) สู่วงโคจร และกลับมาลงจอดบนฐานอย่างปลอดภัย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการนำจรวดกลับมาใช้งานอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายการขนส่งทางอวกาศได้มหาศาล ส่งผลให้ลูกค้าภาครัฐและเอกชนสนใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำเงินได้ราวๆ 7,000 ล้านดอลลาร์

     เช่น โครงการปล่อยชุดดาวเทียมสื่อสารอิริเดียมขึ้นสู่วงโคจรต่ำ Iridium Next และรับจ้างปล่อยดาวเทียมสอดแนมให้กับกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งปกติแล้วจะถูกผูกขาดโดยบริษัท United Launch Alliance เท่านั้น

 

 

     รายงานวิจัยหนึ่งของนาซาและแอร์ฟอร์ซ ได้ประเมินงบการสร้างของจรวดฟัลคอนไนน์ ตั้งแต่ร่างแบบแรกจนถึงการปล่อยจรวดครั้งแรก คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 440 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของงบสร้างจรวดของนาซา พิสูจน์ให้เห็นว่าบริษัทเอกชนที่มีขนาดเล็กกว่าก็แซงหน้าองค์กรระดับโลกในการแข่งขันผลิตเทคโนโลยีจรวดได้สำเร็จ

     ทว่า อีลอน มักส์ มีภารกิจและเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการส่งมนุษย์ไปดาวอังคาร ด้วยยานอวกาศท่องเที่ยวที่รองรับผู้โดยสารได้มากถึง 5 แสนที่นั่ง เขาเพิ่งเปิดตัวชุดอวกาศโฉมใหม่ของ SpaceX ที่มีดีไซน์สุดล้ำ และจะเริ่มภารกิจดาวอังคารในปี 2018

 

Photo: WeWork

     4. WeWork

     ในยุคที่ใครๆ ก็พากันเปิดโคเวิร์กกิ้งสเปซสุดฮิป รองรับชาวฟรีแลนซ์ที่ออกมาทำงานนอกบ้าน WeWork ไปไกลกว่านั้นด้วยการขยายธุรกิจจากการให้เช่าพื้นที่ออฟฟิศเล็กๆ ในบรูกลิน ไปสู่คอมมูนิตี้ที่เปิดให้แชร์พื้นที่ทำงานและออฟฟิศมากถึง 160 สาขา 38 เมืองทั่วโลก และกำลังเดินหน้าสร้างอาณาจักรอย่างมุ่งมั่น

     Miguel McKelvey และ Adam Neumann สองผู้ก่อตั้ง WeWork กล่าวว่าไอเดียตั้งต้นของพวกเขาก็คือ การสร้างคอมมูนิตี้ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันและทำงานร่วมกันจริงๆ เมื่อธุรกิจขยับขึ้นสู่ตลาดโลก พวกเขาปรับจุดยืนจากธุรกิจโคเวิร์กกิ้งสเปซ มาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาและออกแบบการใช้พื้นที่ออฟฟิศให้กับบริษัทใหญ่อย่าง IBM และไมโครซอฟท์ โดยมองว่าการจัดการพื้นที่ออฟฟิศก็ถือเป็นบริการแบบหนึ่ง (Office Space as a service)

     ปีที่แล้ว บริษัทระดมทุนเงินได้ถึง 690 ล้านดอลลาร์สำหรับแผนขยายตลาดในเอเชีย และเพิ่งจะได้เงินระดมทุนก้อนใหญ่ 760 ล้านดอลาร์ จาก SoftBank ส่งผลให้บริษัทติดอันดับหนึ่งในสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกทันที ด้วยมูลค่าราว 21,000 ล้านดอลลาร์ รองจาก Uber และ Airbnb ตามลำดับ
เบื้องหลังความสำเร็จของสตาร์ทอัพระดับหมื่นล้านรายนี้คืออะไร?

 

Photo: WeWork

     WeWork เดิมพันครั้งใหญ่กับการศึกษาวิจัยและเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้พื้นที่ออฟฟิศของธุรกิจหลากหลายประเภทหลายพันราย เช่น ดูว่าคนทำงานกันอย่างไร บรรยากาศแบบไหนที่เอื้อให้คนทำงานได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ขนาดพื้นที่ทำงานที่เหมาะสม เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาประสบการณ์กับผู้ใช้บริการและลูกค้าอีกที

     ปัจจุบันอาณาจักรของ WeWork ครอบคลุมตั้งแต่บริการโคเวิร์กกิ้งสเปซ ออฟฟิศ ฟิตเนส บริการแชร์ที่พัก WeLive และกลายเป็นชุมชนของนักสร้างสรรค์และสตาร์ทอัพ WeWork ยังเตรียมบุกตลาดจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเข้าซื้อกิจการคู่แข่ง Spacemob ในสิงคโปร์ไปแล้ว

 

Photo: SenseTime

  1. SenseTime

     ท่ามกลางกระแส ‘AI-First’ ที่กำลังบูมสุดๆ ในจีน SenseTime ได้ไต่อันดับขึ้นมาเป็นสตาร์ทอัพผู้ให้บริการด้าน AI แถวหน้าของวงการธุรกิจการเงิน
     บริษัทก่อตั้งปี 2014 มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีจดจำใบหน้าและ Deep learning ที่ประยุกต์ใช้กับระบบชำระเงินและการวิเคราะห์ภาพวัตถุ เช่น การยืนยันตัวตนเพื่อใช้บัตรเครดิตธนาคาร และระบบรักษาความปลอดภัย
     ลูกค้าส่วนมากถือว่าเป็นเจ้าใหญ่ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น China Mobile, UnionPay, Huawei, Xiaomi, JD.com, OPPO และ ViVo


SenseTime ยังทำลายสถิติการระดมทุนรอบ Series B ได้เงินสูงถึง 410 ล้านดอลลาร์ มีผู้เข้าร่วมระดมทุนเกือบ 20 คน ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นยูนิคอร์นตัวใหม่แห่งวงการ มูลค่าบริษัทอยู่ที่ 1,500 พันล้านดอลลาร์ ผู้บริหาร SenseTime เปิดเผยว่าจะนำเงินทุนดังกล่าวไปใช้ในงานวิจัยนวัตกรรมเชิงลึก รวมทั้งริเริ่มการสำรวจเทคโนโลยีในตลาดอื่นๆ เช่น รถยนต์ไร้คนขับ เพื่อยกระดับระบบนิเวศของอุตสาหกรรม AI ให้พร้อมก้าวสู่ตลาดโลก

 

Photo: SenseTime


     รัฐบาลตั้งเป้าว่าจีนจะขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกภายในปี 2023 และคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรม AI จะสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ราว 59,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนมองว่า SenseTime มีโอกาสจะเติบโตเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่เช่นเดียวกับ Alibaba และ Tencent ในอนาคต

 

Photo: Hyperloop One



     6. Hyperloop One
     Hyperloop One คือหนึ่งในบริษัทสตาร์ทอัพที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาระบบขนส่งความเร็วสูงโดยใช้แรงดันอากาศ Hyperloop ซึ่งเป็นแนวคิดที่ อีลอน มักส์ เสนอขึ้นในปี 2013 ว่าจะเป็นอนาคตใหม่ของการเดินทาง อย่างไรก็ดี ณ เวลานั้นอีลอนชี้ว่าเขาต้องการทุ่มเทให้กับบริษัท SpaceX จึงเสนอให้บริษัทอื่นนำไอเดียไปแข่งขันพัฒนากันต่อ ปรากฏว่าธุรกิจน้อยใหญ่ในแต่ละประเทศสนใจมากทีเดียว แต่ดูเหมือนว่าจะมีสองบริษัทที่มีผลงานก้าวหน้าและเป็นรูปธรรมมากที่สุด นั่นคือ บริษัท Hyperloop Transportation Technologies (HTT) และ Hyperloop One ก่อตั้งปี 2014
     เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Hyperloop One ทำคะแนนแซงคู่แข่งด้วยการทดสอบวิ่ง Hyperloop ผ่านท่อสุญญากาศ บริเวณทะเลทรายเนวาดา และปล่อยภาพสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรก เพื่อประกาศความก้าวหน้าของบริษัท จนเป็นข่าวใหญ่ครึกโครม ขณะที่โฆษกของ HTT ออกมาชี้แจงว่าทางบริษัทไม่ต้องการเปิดเผยภาพการทดสอบในพื้นที่สาธารณะ เพราะกังวลว่าจะถูกละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญา อย่างไรก็ดี HTT อ้างว่าระบบของบริษัทจะรองรับผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางไกลภายในเวลาไม่กี่นาที

 


     บริษัทยังออกมาประกาศความสำเร็จว่า Hyperloop One  ผ่านการทดสอบวิ่งบนรางจำลองในท่อสุญญากาศเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกแล้ว ทำความเร็วได้ถึง 112 กิโลเมตร/ชั่วโมง แถมยังเผยโฉมของพอด หรือยานพาหนะสุดล้ำสำหรับบรรทุกเคลื่อนย้ายผู้โดยสารและสินค้าได้ในตัว
ผู้ร่วมก่อตั้งกล่าวว่า Hyperloop One จะเป็นระบบขนส่งเดินทางที่ปลอดภัย ปลอดมลพิษ และเร็วที่สุดในโลก
     เว็บไซต์ Crunchbase ชี้ว่า Hyperloop One ระดมทุนเงินไป 3 รอบ โดยรอบล่าสุด (ตุลาคม 2016) ระดมทุนได้ 50 ล้านดอลลาร์จาก DP World Group รัฐวิสาหกิจการท่าเรือในดูไบ ซึ่งสนใจพัฒนาระบบ Hyperloop ในดูไบ น่าจับตามองต่อไปว่า Hyperloop One จะสร้างอนาคตใหม่ของการเดินทางได้สำเร็จหรือไม่

 

Photo: digitalinsuranceagenda.com

  1. Guardtime

     เหตุมัลแวร์เรียกค่าไถ่ระบาดที่สร้างความเสียหายไปทั่วโลกในช่วงกลางปี 2017 ทำให้บริษัทเอกชนและภาครัฐพุ่งเป้าความสนใจมาที่ระบบการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ นำมาซึ่งการลงทุนในธุรกิจสายไซเบอร์เทค (Cybertech) จำนวนมาก
     Guardtime คือสตาร์ทอัพในเอสโตเนียที่ให้บริการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลและป้องกันการโจรกรรมข้อมูลขององค์กรด้วยระบบบล็อกเชนที่น่าจับตามอง จนรัฐบาลดึงเข้ามาพัฒนาความปลอดภัยของข้อมูลสาธารณสุขภายใต้ระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์หรือ (e-government system)
     เอสโตเนียเป็นประเทศแรกๆ ที่รัฐบาลประกาศใช้บล็อกเชนและเริ่มวางรากฐานระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ปี 1997 โดยให้ประชาชนฝังชิปที่ระบุตัวตนเพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลและบริการของรัฐกว่า 1,000 รายการ เช่น การยื่นภาษี โหวตเลือกตั้งออนไลน์ ซึ่งกลายเป็นแนวคิดที่กำลังแพร่หลายในปัจจุบัน
     GuardTime ก่อตั้งขึ้นปี 2011 เริ่มจากให้บริการเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Keyless Signature Infrastructure (KSI) เพื่อเป็นทางเลือกของการรับรองความถูกต้องครบถ้วนของเนื้อหาข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทอ้างว่าข้อมูลที่ได้รับการลงนามแล้วจะแก้ไขไม่ได้ ที่สำคัญ ข้อมูลที่มีการลงนามจะถูกตรวจสอบโดยใครก็ได้ และเป็นเทคโนโลยีที่ไม่มีวันหมดอายุ
     ปี 2016 GuardTime ประกาศความร่วมมือกับหน่วยงานบริการสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (e-Health) ของเอสโตเนีย นำระบบบล็อกเชนเข้ามาพัฒนาความปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และธรรมาภิบาลของข้อมูลผู้ป่วยในระบบสาธารณสุขเอสโตเนีย กว่า 1 ล้านคน ขณะที่ผู้อำนวยการหน่วยงานมองว่าการอัพเดตข้อมูลใหม่และรายงานแบบเรียลไทม์จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้ทันท่วงที ก่อนที่จะเกิดความเสียหายใหญ่หลวง
     ปีที่แล้ว Guardtime มีรายได้ประมาณ 25 ล้านดอลลาร์ และยังมีสัญญากับบริษัทใหญ่ เช่น Ericsson และ กองทัพสหรัฐฯ ตลอดจนร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มระบบบล็อกเชนสำหรับประกันภัยทางทะเลครั้งแรกในโลก ร่วมกับบริษัทใหญ่ เช่น Maersk และไมโครซอฟท์

 

Photo: noTonomy



     8. nuTonomy

     ดูเหมือนว่าผู้ผลิตยานยนต์และบริษัทไอทีชั้นนำของโลกกำลังเดิมพันอนาคตกับการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับไว้สูงทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น Tesla, Uber, Google, Toyota, Volvo หรือ Baidu เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองจะไม่ตกขบวนนี้
     นอกจากบริษัทใหญ่ สตาร์ทอัพเองก็มีบทบาทน่าสนใจไม่แพ้กัน หนึ่งในนั้นคือ nuTonomy เทกสตาร์ทอัพที่เติบโตมาจากโปรเจกต์ของนักศึกษา MIT มุ่งพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับรถยนต์ไร้คนขับและหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ บริษัทได้เงินระดมทุน 16 ล้านดอลลาร์ และเริ่มทดสอบรถยนต์ไร้คนขับในสิงคโปร์เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยได้ทีมงานจาก Peugeot and Citroen เข้ามาร่วมด้วย
     เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทได้จับมือกับพันธมิตรใหม่อย่าง Lyft ธุรกิจ Ride-sharing ชื่อดังในอเมริกา คู่แข่งของ Uber ทั้งสองบริษัทจะร่วมกันวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้กับผู้ใช้บริการ สังเกตได้ว่าแทนที่ Lyft จะลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีเองเหมือนกับ Uber ก็รักษาจุดยืนของการสร้างเครือข่ายให้บริการรถเหมือนเดิม  โดยคาดว่าจะเริ่มนำร่องในเมืองบอสตันเป็นแห่งแรกภายในปีนี้

 

Photo: Vox Media 

 

  1. Vox Media

     ในบรรดาสื่อออนไลน์น้องใหม่มาแรงและเจ้าเก่าที่ปรับตัวเข้าสู่สมรภูมิออนไลน์ได้สมศักดิ์ศรี (โดยไม่เจ็บตัวมากนัก) เราสนใจ Vox Media ที่ก้าวกระโดดจากบล็อกข่าวกีฬามาสู่ธุรกิจสื่อร่วมสมัยที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์

     น้อยคนจะรู้ว่า Vox Media ธุรกิจสื่อมัลติมีเดีย-ออนไลน์ชื่อดัง มีจุดเริ่มต้นมาจากบริษัท SportsBlogs Inc. เจ้าของเว็บบล็อกกีฬา SB Nation และเริ่มทำนิตยสารเฉพาะกลุ่ม โดยได้ Jim Bankoff เข้ามาดำรงตำแหน่งซีอีโอและช่วยรีแบรนด์ธุรกิจใหม่ จนกลายมาเป็น Vox Media
     Vox Media บุกออนไลน์มากขึ้น โดยเปิดตัวเว็บไซต์ข่าวและเนื้อหาเกี่ยวกับเทคโนโลยี The Verge โดยดึงตัวนักเขียนเก่งๆ จากเว็บไอทีชื่อดังเข้ามาร่วมทีม เช่น Engadget  
     ธุรกิจขยายตัวและก้าวสู่ระดับโลกอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันถือครองสื่อในมือถึง 8 แบรนด์ด้วยกัน เช่น Vox.com เว็บข่าวหัวก้าวหน้าที่เน้นหนักไปทางการเมือง ผสมกับธุรกิจและวัฒนธรรม โดยนำเสนอได้ฉลาด มีรสนิยม และไม่น่าเบื่อ, Polygon อัพเดตข่าววงการเกม, Eater อัพเดตร้านอาหารและคอนเทนต์สไตล์กินดื่มเที่ยว, Racked สำหรับสายชอบช้อปปิ้ง ความงาม และแฟชั่น, Curbed ข่าวอสังหาฯ และบ้าน นอกจากนี้ ยังเข้าซื้อเว็บข่าวธุรกิจเทคโนโลยีน้องใหม่ Re/code ของอดีตบรรณาธิการ The Wall Street Journal และสร้างระบบโฆษณาออนไลน์ร่วมกับสื่อใหญ่ NBCUniversal ซึ่งได้ลงทุนใน Vox Media ถึง 200 ล้านดอลลาร์
     เว็บไซต์ Inc. ยังยกย่องให้ Vox Media เป็นสื่อที่โดดเด่นออกมาจากคู่แข่งในยุคที่สื่อแห่กันทำวิดีโอคอนเทนต์ โดยเดือนตุลาคมปลดล็อกยอดผู้เข้าชมวิดีโอบน YouTube มากถึง 1.1 พันล้านครั้ง

 

Photo: WeFarm

     10. WeFarm

     Agricultural Technology หรือ AgTech เป็นอีกเทรนด์ที่ได้รับความสนใจในเวลานี้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีอัจฉริยะได้กลายเป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรและหน่วยอื่นๆ ขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิตและบริโภคไปได้อย่างสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหล่านี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในวันที่มนุษยชาติจะต้องรับวิกฤตการขาดแคลนอาหารในอนาคต
     ปัจจุบัน 70% ของอาหารที่หล่อเลี้ยงคนทั่วโลกอยู่นั้นผลิตโดยเกษตรกรรายย่อยกว่า 500 ล้านคน แต่ 90% ของกลุ่มคนเหล่านี้อาศัยอยู่พื้นที่ห่างไกลหรือไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ตลอดจนข่าวสารพื้นฐานเกี่ยวกับเกษตรกรรม ไม่เพียงเท่านั้น ทั่วโลกยังต้องเตรียมรับมือกับความต้องการบริโภคของจำนวนประชากรที่จะเพิ่มขึ้นอีก 3 พันล้านคนในปี 2050 และภาวะโลกร้อน
     WeFarm สตาร์ทอัพรายหนึ่งในสหราชอาณาจักรได้สร้างเครือข่ายแบบ Peer-to-Peer (Network) ขึ้นมาให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่สำคัญ และก่อตัวเป็นชุมชนออนไลน์แห่งความรู้ โดยที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เป็นอุปสรรค
     หากเกษตรกรคนไหนสงสัยเกี่ยวกับเรื่องอะไร ก็สามารถส่งคำถามทาง SMS หรือต่ออินเทอร์เน็ตเข้าเว็บ WeFarm จะมีระบบหลังบ้านที่ใช้เทคโนโลยี Machine Learning คัดเลือกคำตอบจากผู้ใช้บริการที่มีความรู้ด้านนั้นๆ ส่งกลับไปยังผู้ถาม ซึ่งคำถามก็มีหลากหลาย ตั้งแต่การรักษาลูกไก่ที่ป่วยหนัก ไปจนถึงแหล่งตลาดสำหรับขายหัวหอม!
     บริษัทเปิดตัวในปี 2015 และขยายพื้นที่ให้บริการได้อย่างรวดเร็ว ในปี 2016 มีเกษตรกรที่ใช้บริการมากถึง 100,000 คนในเคนยา ยูกันดา และเปรู โดยได้เงินระดมทุนสูง 1,600 ล้านดอลลาร์ จาก VC และนักลงทุนอื่นๆ เช่น LocalGlobe

     10 บริษัทที่กล่าวมาข้างต้นนี้อาจไม่ใช่ ‘ผู้นำ’ ของแต่ละอุตสาหกรรม หรือบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคนี้เสียทีเดียว แต่อย่างน้อยสิ่งที่ธุรกิจเหล่านี้ลงมือทำก็ก่อให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลง และยังสะท้อนให้เห็นภาพรวมความเคลื่อนไหวในแวดวงอุตสาหกรรมธุรกิจ รวมทั้ง ‘ผู้เล่น’ หน้าเก่า-ใหม่ที่สลับบทบาทกันกำหนดทิศทางการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต

 

 

Photo: Flickr.com, Wefarm.org, nutonomy.com, hyperloop-one.com, sensetime.com

อ้างอิง:

The post 10 สตาร์ทอัพและบริษัทชั้นนำที่กำลังพลิกโฉมอนาคต appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/10-startup/feed/ 0
Hyperloop One ทดสอบวิ่งยาน XP-1 ความเร็ว 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง https://thestandard.co/video-news-hyperloop-one-xp-1-test/ https://thestandard.co/video-news-hyperloop-one-xp-1-test/#respond Thu, 03 Aug 2017 07:10:16 +0000 https://thestandard.co/?p=18219

The post Hyperloop One ทดสอบวิ่งยาน XP-1 ความเร็ว 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post Hyperloop One ทดสอบวิ่งยาน XP-1 ความเร็ว 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/video-news-hyperloop-one-xp-1-test/feed/ 0
ชาวโลกเตรียมเดินทางแบบไฮสปีด! หลัง ‘Hyperloop One’ ทดสอบวิ่งยานพ็อด XP-1 ฉลุย! https://thestandard.co/news-tech-hyperloop-one-phase-2/ https://thestandard.co/news-tech-hyperloop-one-phase-2/#respond Thu, 03 Aug 2017 04:18:10 +0000 https://thestandard.co/?p=18141

     ดูท่าว่ามวลมนุษยชาติอาจจะมุ่งทะยานเ […]

The post ชาวโลกเตรียมเดินทางแบบไฮสปีด! หลัง ‘Hyperloop One’ ทดสอบวิ่งยานพ็อด XP-1 ฉลุย! appeared first on THE STANDARD.

]]>

     ดูท่าว่ามวลมนุษยชาติอาจจะมุ่งทะยานเข้าใกล้กับยุคระบบการขนส่งความเร็วสูงจากโลกอนาคตตามแนวคิดตั้งต้นของอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ด้วย ‘Hyperloop’ ได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะล่าสุดโครงการ Hyperloop One เฟส 2 ประสบความสำเร็จในการทดสอบอย่างต่อเนื่อง

 

 

     โดยเมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมาตามเวลาของสหรัฐอเมริกา Hyperloop One ได้ทดลองปล่อยยานพ็อดพุ่งทะยานไปบนรางวิ่ง DevLoop ระยะทาง 500 เมตรที่ตั้งอยู่ในบริเวณทะเลทรายเนวาดา เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดาและสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมงด้วยระบบแม่เหล็กที่ใช้ลอยตัวก่อนจะเริ่มเบรกและค่อยๆ ชะลอตัวจนหยุดนิ่งในที่สุด

     ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พวกเขาเคยผ่านการทดสอบระบบวิ่งแบบสุญญากาศ โดยไร้ยานพาหนะสำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน และทำความเร็วจากการทดสอบวิ่งได้มากถึง 112 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมาแล้ว (คลิกอ่าน: thestandard.co/news-tech-hyperloop-one)

 

 

     Shervin Pishevar ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการและประธานกรรมการบริหารบริษัทได้ออกแถลงการณ์บนหน้าเว็บไซต์ hyperloop-one.com ว่า “นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นและรุ่งอรุณของยุคใหม่แห่งระบบการขนส่ง พวกเราได้บรรลุความเร็วระดับประวัติศาตร์ที่ 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เราตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้เผยโฉมยาน XP-1 ที่วิ่งในท่อ Hyperloop One ต่อโลกใบนี้ เเละเมื่อไหร่ที่คุณได้ยินเสียงของ Hyperloop One นั่นก็เท่ากับว่าคุณได้ยินเสียงแห่ง ‘อนาคต’ ”

     ด้าน Rob Lloyd ผู้บริหารสูงสุด Hyperloop One กล่าวเสริมว่า “พวกเราได้พิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีของเราเวิร์ก ซึ่งต่อจากนี้เรากำลังจะเข้าไปพูดคุยกับพาร์ตเนอร์ ลูกค้าและภาครัฐบาลทั่วโลกถึงความร่วมมือในการนำเทคโนโลยี Hyperloop ของพวกเราไปใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ

     “พวกเรารู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยกับกลุ่มเป้าหมายและเสียงตอบรับที่ได้จากรัฐบาลในหลายๆ ประเทศ ซึ่งพวกเราจะได้เข้าไปช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาการขนส่งมวลชนและความท้าทายจากตัวโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ”

 

 

รู้จักกับยานพาหนะแห่งอนาคต ‘XP-1’

     สำหรับยานพ็อดที่ใช้ในการทดสอบครั้งนี้คือ ‘XP-1’ ซึ่งถือเป็นยานพาหนะเจเนอเรชันแรกของบริษัท Hyperloop One ผลิตขึ้นจากวัสดุจำพวกอะลูมิเนียมและคาร์บอนไฟเบอร์ความยาว 8.7 เมตร กว้าง 2.7 เมตรและสูง 2.4 เมตร ทั้งนี้ตัวยานมีขนาดความยาวเพิ่มขึ้นจากข้อมูลที่เปิดเผยออกมาในครั้งแรก 0.2 เมตร

     ขณะที่ข้อมูลด้านสเปกและการออกแบบยานสามารถจำแนกออกเป็น 2 ส่วนดังนี้

  • ส่วนหัวยาน (Aeroshell) ผลิตขึ้นจากชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาแต่ทนทานกว่าเหล็ก ผ่านการทดสอบกับโครงสร้างของยานมานับครั้งไม่ถ้วน
  • ส่วนตัวถัง (Levitating Chassis) ผลิตขึ้นจากโครงสร้างอะลูมิเนียม ซึ่งอาศัยพลังงานแม่เหล็กให้สามารถลอยตัวและเคลื่อนที่ได้ ด้านการออกแบบถูกดีไซน์ให้มีลักษณะใกล้เคียงกับรถแข่ง Formula 1 แต่ก็ยังคงคอนเซปต์ความเบาแต่ทนทานแข็งแรงเหมือนส่วนหัวยาน

 

https://www.youtube.com/watch?v=uLh1alyhc1E

 

‘การพัฒนาที่ก้าวหน้าไปไกลขึ้นทุกที’ ข้อมูลทั่วไปจากการทดสอบในครั้งที่ 2

     มีการเปรียบเทียบข้อมูลทั่วๆ ไประหว่างการทดสอบวิ่งในเฟสที่ 1 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม และเฟสที่ 2 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม โดยพบว่าผลจากการทดสอบวิ่งในครั้งที่ 2 นี้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องดังนี้

  • ทำความเร็วได้มากกว่าเดิมถึง 2.7 เท่า (เฟส 1 – 112 กิโลเมตรต่อชั่วโมง : เฟส 2 – 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
  • วิ่งในระยะทางที่ไกลขึ้นกว่าเดิม 4.5 เท่า (เฟส 1 – 96 เมตร : เฟส 2 – 436 เมตร)
  • แรงขับที่ไกลขึ้นกว่าเดิม 10 เท่า (เฟส 1 – 30 เมตร : เฟส 2 – 300 เมตร)
  • กำลังที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 3.5 เท่า (เฟส 1 – 891 เเรงม้า : เฟส 2 – 3,151 แรงม้า)

     การทดสอบในครั้งล่าสุดนี้ถือเป็นการส่งสัญญานโดย Hyperloop One ว่าพวกเขาอาจกลายเป็นความหวังใหม่ให้กับรูปแบบการเดินทางในอนาคตของมนุษย์ เนื่องจากกระบวนการในการพัฒนารุดหน้ามากขึ้นในทุกขณะ ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่ทดลองวิ่งด้วยยานพ็อดและเพิ่มความเร็วจากการทดสอบครั้งล่าสุดได้มากกว่าเท่าตัว แม้จะน้อยกว่าเป้าหมายความเร็วที่ตั้งไว้ในตอนแรกที่ 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ตาม

     เมื่อเป็นเช่นนี้เป้าหมายการทำความเร็วสูงสุดที่ 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนจะเปิดให้บริการจริงในปี 2021 คงไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อมโนขายฝันอีกต่อไป

 

อ้างอิง

The post ชาวโลกเตรียมเดินทางแบบไฮสปีด! หลัง ‘Hyperloop One’ ทดสอบวิ่งยานพ็อด XP-1 ฉลุย! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/news-tech-hyperloop-one-phase-2/feed/ 0
‘Hyperloop One’ ทดลองวิ่งสำเร็จเป็นครั้งแรก https://thestandard.co/video-news-hyperloop-one/ https://thestandard.co/video-news-hyperloop-one/#respond Fri, 14 Jul 2017 04:44:48 +0000 https://thestandard.co/?p=13924

The post ‘Hyperloop One’ ทดลองวิ่งสำเร็จเป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>

The post ‘Hyperloop One’ ทดลองวิ่งสำเร็จเป็นครั้งแรก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/video-news-hyperloop-one/feed/ 0