Hillary Clinton Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/hillary-clinton/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 05 Nov 2025 02:08:03 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Teen Vogue จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ Vogue.com และไม่ถูกแยกอีกต่อไป https://thestandard.co/teen-vogue-joins-vogue-com/ Wed, 05 Nov 2025 02:08:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1139830 Teen Vogue จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ Vogue.com และไม่ถูกแยกอีกต่อไป

Teen Vogue หนึ่งในนิตยสารสำหรับเด็กวัยรุ่นกำลังจะเข้าสู […]

The post Teen Vogue จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ Vogue.com และไม่ถูกแยกอีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
Teen Vogue จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ Vogue.com และไม่ถูกแยกอีกต่อไป

Teen Vogue หนึ่งในนิตยสารสำหรับเด็กวัยรุ่นกำลังจะเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยจะถูกหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Vogue.com และจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในอีกหลากหลายอย่าง

 

บริษัทแม่อย่าง Condé Nast ประกาศว่า Teen Vogue จะอยู่ภายใต้ Vogue.com ในขณะที่ทางบรรณาธิการบริหารอย่าง Versha Sharma จะลงจากตำแหน่ง และ Chloe Malle ผู้ดำรงตำแหน่ง Head of Editorial Content คนใหม่แห่ง Vogue จะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลภาพรวมทั้งหมดของ Teen Vogue แทน Versha Sharma โดยการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่นานหลังจากที่มีการประกาศว่า Vogue Business จะเข้าไปอยู่ใต้ปีกของ Vogue.com ด้วยเช่นกัน

 

Condé Nast เผยถึงทิศทางการทำงานของ Teen Vogue ในอนาคตด้วยว่า Teen Vogue จะยังสร้างคอนเทนต์และเนื้อหาอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของนิตยสารต่อไป รวมไปถึงคงอัตลักษณ์และภารกิจของตัวเองเอาไว้เช่นเดิม โดยที่จริงแล้วพวกเขายุติการตีพิมพ์นิตยสารแบบจับต้องได้มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2017 โดยมี Hillary Clinton มาเป็นผู้ขึ้นปกนิตยสารตีพิมพ์ฉบับสุดท้าย ก่อนที่เข้าสู่การเป็นดิจิทัลอย่างเต็มตัวภายใต้การนำของ Versha Sharma ที่หันไปโฟกัสเรื่องของการเมืองและสิทธิมนุษยชนมากขึ้นตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

ตั้งแต่การสัมภาษณ์ Zohran Mamdani ผู้ชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนิวยอร์กชาวอินเดีย-อเมริกันจากพรรคเดโมแครต, แคมเปญติดตามนักเคลื่อนไหวคนสำคัญ Greta Thunberg หลังจากที่เธอถูกควบคุมตัวที่อิสราเอลเพราะพยายามส่งความช่วยเหลือไปยังฉนวนกาซา ไปจนถึงบทความที่ว่าด้วยเรื่องของบทเรียนจากการประท้วง Black Lives Matter ซึ่ง Condé Nast ยังไม่ได้มีการพูดถึงว่า Teen Vogue จะทำคอนเทนต์เรื่องการเมืองออกมาในรูปแบบใดในอนาคต

 

ภาพ: Phillip Faraone/Getty Images for Teen Vogue

อ้างอิง:

The post Teen Vogue จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ Vogue.com และไม่ถูกแยกอีกต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hillary Clinton ชื่นชม Taylor Swift หลังเธอสนับสนุน Kamala Harris ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ https://thestandard.co/hillary-clinton-praises-taylor-swift/ Sun, 22 Sep 2024 04:24:08 +0000 https://thestandard.co/?p=986572

Hillary Clinton เผยในรายการพอดแคสต์ On with Kara Swishe […]

The post Hillary Clinton ชื่นชม Taylor Swift หลังเธอสนับสนุน Kamala Harris ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Hillary Clinton เผยในรายการพอดแคสต์ On with Kara Swisher เธอรู้สึกชื่นชม Taylor Swift ที่ออกมาประกาศตัวว่าสนับสนุน Kamala Harris ในการชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพราะเธอคิดว่าแรงสนับสนุนของ Taylor Swift ทรงอิทธิพลเป็นอย่างมาก

 

“Taylor Swift สร้างอิทธิพลที่ไม่ธรรมดาเลย แฟนคลับของเธอเหนียวแน่นมาก และพวกเขาก็ได้รับอิทธิพลของเธออย่างน่าเหลือเชื่อ ผลงานเพลงที่เป็นตัวตนของเธอสะท้อนชีวิตของเหล่าแฟนคลับได้เป็นอย่างดี และเธอก็เป็นคนต่อสู้เพื่อตัวเอง สู้กับคนที่คุกคามเธอ สู้เพื่อเอาเพลงของตัวเองคืนมาจากคนที่ได้เพลงของเธอไปอย่างไม่ถูกต้อง เธอแสดงให้เห็นว่าเธอมีความมุ่งมั่นอดทนที่จะควบคุมชีวิตด้วยตัวเธอเอง ซึ่งมันเป็นสารที่ทรงพลังนะ ฉันชื่นชมเธอมาก และฉันก็คิดว่าการสนับสนุนของเธอมันส่งผลกระทบอย่างแท้จริง” Hillary Clinton กล่าว

 

ทั้งนี้ หลังจากที่ Taylor Swift ประกาศตัวว่าสนับสนุน Kamala Harris ได้เพียงหนึ่งวันก็ทำให้ Elon Musk ออกมาโพสต์คุกคามเธอผ่าน X ว่า “เยี่ยมเลย Taylor เธอชนะแล้ว ฉันจะมอบลูกให้เธอ แล้วก็ปกป้องแมวของเธอด้วยชีวิตฉัน” ซึ่ง Hillary Clinton ก็พูดถึงประเด็นนี้เช่นกันว่ามันเป็นการกระทำที่น่าขนลุกและน่าขยะแขยงมาก 

 

Hillary Clinton กล่าวต่อว่า “ฉันไม่เข้าใจเลยว่าเขาจะพูดอย่างนั้นทำไม มันเกินจินตนาการไปมาก…สำหรับคนที่เรียกกันว่าปรมาจารย์โลกเทคโนโลยี การเกลียดชังผู้หญิงเป็นส่วนหนึ่งในมุมมองชีวิตพวกเขา เพราะพวกเขามักจะชอบความแข็งกร้าว ความโหดร้าย และความเป็นชาย แล้วนี่คือ Taylor Swift มหาเศรษฐีที่สร้างตัวเองขึ้นมาเพื่อมอบความสุขให้ทุกคน ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตให้กับเด็กและผู้หญิงทั่วโลก ดังนั้นพวกเขาทนกับสิ่งนี้ไม่ได้หรอก” 

 

ภาพ: TAS23 / Getty Images for TAS Rights Management  

อ้างอิง:

The post Hillary Clinton ชื่นชม Taylor Swift หลังเธอสนับสนุน Kamala Harris ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สังคมนิยม ชนบท และการเลือกตั้งที่ไม่ได้เน้นเรื่องการอพยพ: 3 เหตุผลที่ทำให้ทรัมป์ได้คะแนนเสียงในหมู่ชาวฮิสแปนิกเพิ่มขึ้น https://thestandard.co/elections-that-do-not-focus-on-immigration/ Mon, 14 Dec 2020 03:23:21 +0000 https://thestandard.co/?p=431052 สังคมนิยม ชนบท และการเลือกตั้งที่ไม่ได้เน้นเรื่องการอพยพ: 3 เหตุผลที่ทำให้ทรัมป์ได้คะแนนเสียงในหมู่ชาวฮิสแปนิกเพิ่มขึ้น

แม้ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครตจะเอาชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ ในศ […]

The post สังคมนิยม ชนบท และการเลือกตั้งที่ไม่ได้เน้นเรื่องการอพยพ: 3 เหตุผลที่ทำให้ทรัมป์ได้คะแนนเสียงในหมู่ชาวฮิสแปนิกเพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
สังคมนิยม ชนบท และการเลือกตั้งที่ไม่ได้เน้นเรื่องการอพยพ: 3 เหตุผลที่ทำให้ทรัมป์ได้คะแนนเสียงในหมู่ชาวฮิสแปนิกเพิ่มขึ้น

แม้ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครตจะเอาชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านมาได้ แต่ชัยชนะของเขาไม่ได้เด็ดขาดถล่มทลายเหมือนอย่างที่โพลได้ทำนายไว้ก่อนเลือกตั้ง โดยสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะเขาได้คะแนนเสียงจากกลุ่มคนฮิสแปนิกน้อยกว่าสมัย ฮิลลารี คลินตัน 

 

บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์กันว่า เหตุใดคะแนนนิยมของไบเดนในคนกลุ่มนี้จึงลดลง

 

ชาวฮิสแปนิกบางกลุ่มกลัวคำว่าสังคมนิยมเป็นพิเศษ

ถ้าเราไปดูข้อมูลในระดับเคาน์ตี เราจะพบว่ามีอยู่หนึ่งเคาน์ตีในมลรัฐฟลอริดาที่ ทรัมป์ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น คือที่ ไมอามี-เดด เคาน์ตี ที่เขาแพ้ไบเดนไปแค่ 7% เทียบกับที่เขาเคยแพ้คลินตันอย่างขาดลอยถึง 29%

 

ไมอามี-เดด เคาน์ตี เป็นเคาน์ตีที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิก (เกิน 60%) และมักจะเป็นชาวฮิสแปนิกที่อพยพมาจากคิวบาและเวเนซุเอลา ซึ่งคนกลุ่มนี้มักมีภาพความทรงจำอันโหดร้ายของความล้มเหลวทางเศรษฐกิจในมาตุภูมิของตนจากการบริหารประเทศภายใต้แนวคิดแบบสังคมนิยม ทำให้การโจมตีของทรัมป์ที่ว่าไบเดนเปรียบเสมือนม้าโทรจันให้ฝ่ายซ้ายสังคมนิยมในพรรคเดโมแครตอย่าง อเล็กซานเดรีย โอกาซิโอ-กอร์เตส เข้ามากุมอำนาจบริหารประเทศนั้น ได้ผลเป็นอย่างดี

 

ทรัมป์รู้ดีว่าเขาจำเป็นต้องชนะที่ฟลอริดาที่มีคะแนน Electoral College ถึง 29 เสียงจึงจะมีสิทธิชนะการเลือกตั้งในสมัยที่สอง ในขณะที่ฟลอริดาไม่ได้เป็นมลรัฐที่ไบเดน จำเป็นต้องชนะ ทำให้ทรัมป์ลงทุนลงแรงหาเสียงที่ฟลอริดามากกว่าไบเดน (ไบเดน ไปทุ่มเทหาเสียงที่เขตมิดเวสต์มากกว่า) รวมถึงการเข้าชุมชนชาวคิวบาในไมอามี-เดด เคาน์ตี ตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้เขาสามารถสร้างภาพจำให้กับคนในชุมชนว่าการเลือกไบเดนคือการเลือกสังคมนิยม ซึ่งการลงทุนลงแรงของทรัมป์ครั้งนี้ก็ได้ผลตามที่เขาต้องการ เพราะเขาสามารถเอาชนะที่ฟลอริดาไปได้กว่า 3%

 

สังคมนิยม ชนบท และการเลือกตั้งที่ไม่ได้เน้นเรื่องการอพยพ: 3 เหตุผลที่ทำให้ทรัมป์ได้คะแนนเสียงในหมู่ชาวฮิสแปนิกเพิ่มขึ้น

 

เส้นแบ่งของเมืองและชนบทอาจจะแน่นหนากว่าเส้นแบ่งเชื้อชาติ

ไบเดนไม่ได้ทำผลงานแย่ลงแค่กับชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบาและเวเนซุเอลาเท่านั้น ในหมู่ชาวฮิสแปนิกที่อพยพมาจากเม็กซิโก (ซึ่งเป็นชาวฮิสแปนิกส่วนใหญ่ของประเทศสหรัฐอเมริกา) เขาก็ทำผลงานได้แย่ลงกว่าคลินตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบชนบทติดเขตชายแดนเม็กซิโกทางตอนใต้ของมลรัฐเท็กซัส ที่เขาทำคะแนนได้น้อยลงกว่าสมัยคลินตันถึง 20-30%  

 

แต่ในทางตรงข้าม ไบเดนยังคงทำผลงานได้ใกล้เคียงกับคลินตันในหมู่ชาวฮิสแปนิกในเขตเมืองอย่างที่เมืองฮิวสตันหรือฟีนิกซ์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าการที่ทรัมป์พยายามสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองว่าเขาคือฮีโร่ของชาวชนบทที่เคยถูกรัฐบาลหมางเมิน (โดยเฉพาะรัฐบาลของเดโมแครตที่มีภาพลักษณ์ว่าเป็นพรรคของคนเมือง) นั้นได้ผลดี ช่องว่างของความแตกต่างทางการเมืองคนอเมริกันในเมืองและชนบทยังคงกว้างเหมือนสมัยปี 2016 ที่สำคัญในปี 2020 นี้ ช่องว่างไม่ได้เกิดกับแค่กับคนขาวแล้วเท่านั้น แต่เกิดกับคนผิวสีอย่างชาวฮิสแปนิกแล้วด้วย 

 

นี่ไม่ใช่การเลือกตั้งที่ทรัมป์ตะโกนว่า “Build the wall”

อีกประเด็นที่เราจำเป็นจะต้องพิจารณาเมื่อวิเคราะห์ถึงเรื่องนี้คือ ชัยชนะของคลินตันที่มีเหนือทรัมป์ในหมู่ชาวฮิสแปนิกในปี 2016 เป็นเรื่องที่ไม่ปกติ กล่าวคือคลินตันชนะในหมู่ชาวฮิสแปนิกไปอย่างถล่มทลายถึงกว่า 60% ในขณะที่ปีก่อนๆ อย่างสมัยโอบามา เขาเคยทำได้ที่ประมาณ 40% ซึ่งการที่ไบเดนชนะในปี 2020 ที่เกือบๆ 40% อาจจะไม่ใช่เรื่องที่แย่อะไรมาก เมื่อเทียบกับมาตรฐานของพรรคในยุคก่อนๆ 

 

ซึ่งสาเหตุที่คลินตันชนะในหมู่ชาวฮิสแปนิกได้อย่างถล่มทลายขนาดนั้น เป็นเพราะนโยบายหลักในการหาเสียงของทรัมป์ในปี 2016 คือการต่อต้านผู้อพยพ ทรัมป์ปราศรัยตั้งแต่วันแรกของการหาเสียงเลยว่าเขาจะจำกัดจำนวนผู้อพยพ เพราะมองว่าผู้อพยพชาวเม็กซิกันมักจะเป็น ‘โจร นักค้ายา และอาชญากรข่มขืนผู้หญิง’ โดยนโยบายที่เด่นที่สุดของเขาในการหาเสียงในปี 2016 คือเขาสัญญาว่าจะสร้างกำแพงกั้นระหว่างสองประเทศเพื่อที่จะสกัดกั้นการหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งแน่นอนว่าการชูนโยบายเหยียดเชื้อชาติแบบนี้ย่อมสร้างความไม่พอใจกับชาวฮิสแปนิก โดยเฉพาะคนที่มีเชื้อสายเม็กซิกัน

 

อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้งในปี 2020 ประเด็นเรื่องการอพยพไม่ใช่ประเด็นใหญ่ของการเลือกตั้งอีกแล้ว เพราะปัญหาโควิด-19 และเศรษฐกิจที่ชะงักงันจากการระบาดเป็นประเด็นใหญ่ที่มาบดบังความสำคัญของประเด็นอื่นๆ ไปเสียหมด เราจึงไม่ได้เห็น ทรัมป์ปราศรัยบนเวทีว่าชาวเม็กซิกันคืออาชญากรค้ายาและเราต้องสร้างกำแพงมาป้องกันประเทศของเรา ซึ่งก็น่าจะทำให้ภาพลักษณ์ของการเป็นคนเหยียดผิวของเขาลดลง และชาวฮิสแปนิกจำนวนหนึ่งยอมที่จะกลับมาลงคะแนนให้เขา

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post สังคมนิยม ชนบท และการเลือกตั้งที่ไม่ได้เน้นเรื่องการอพยพ: 3 เหตุผลที่ทำให้ทรัมป์ได้คะแนนเสียงในหมู่ชาวฮิสแปนิกเพิ่มขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าจะรู้สึกมีความสุขจากการตกงาน” Alec Baldwin ยุติบทบาท โดนัล ทรัมป์ ในรายการ SNL หลังเสียตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ https://thestandard.co/alec-baldwin-end-donald-trump-role-in-saturday-night-live/ Mon, 09 Nov 2020 06:38:14 +0000 https://thestandard.co/?p=418781 “ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าจะรู้สึกมีความสุขจากการตกงาน” Alec Baldwin ยุติบทบาท โดนัล ทรัมป์ ในรายการ SNL หลังเสียตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

หลังจากที่รับบทล้อเลียนคาแรกเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของโดน […]

The post “ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าจะรู้สึกมีความสุขจากการตกงาน” Alec Baldwin ยุติบทบาท โดนัล ทรัมป์ ในรายการ SNL หลังเสียตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าจะรู้สึกมีความสุขจากการตกงาน” Alec Baldwin ยุติบทบาท โดนัล ทรัมป์ ในรายการ SNL หลังเสียตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ

หลังจากที่รับบทล้อเลียนคาแรกเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของโดนัล ทรัมป์ ผ่านรายการ Saturday Night Live (SNL) มาตั้งแต่ปี 2016 หรือตั้งแต่ที่ทรัมป์ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ในที่สุด อเล็ก บอลด์วิน ก็ได้ฤกษ์ยุติบทบาทนี้หลังผลการเลือกตั้งครั้งสำคัญออกมาอย่างเป็นทางการว่า โจ ไบเดน ได้คว้าตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งปี 2020 เอาชนะทรัมป์อย่างฉิวเฉียด

 

ถึงแม้ว่าจะต้องสูญเสียงานจากรายการ SNL แต่ อเล็ก บอลด์วิน ก็ไม่ได้เสียดายแต่อย่างใด เขาได้ทวีตผ่านแอ็กเคานต์ส่วนตัวแสดงความรู้สึกอย่างชัดเจนว่า ‘ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าผมจะรู้สึกมีความสุขจากการตกงานขนาดนี้’ และยังทิ้งท้ายว่า ‘มันสนุกมาตลอดเลยแหละ’ 

 

ดูเหมือนว่า อเล็ก บอลด์วิน จะทิ้งท้ายหลายอย่างคล้ายบอกลารายการนี้อย่างเป็นทางการ แต่หลายๆ คนก็ยังคาดหวังว่าจะได้เห็นเขากับบทบาทล้อเลียนทรัมป์ในรายการ SNL ต่อไปอีกในอนาคต เนื่องจากทรัมป์เองก็แสดงออกชัดเจนถึงการไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ตั้งแต่ในช่วงนับคะแนน รวมไปถึงการแถลงข่าวอันอื้อฉาวล่าสุดของเขาที่ตั้งคำถามกับระบบการนับคะแนนเสียง พร้อมกล่าวหาว่าเขานั้นโดนโกงผลโหวต จนสำนักข่าวหลายสำนักถึงขั้นปิดการออกอากาศการแถลงดังกล่าวกลางคันเพราะทนไม่ไหว 

 

อเล็ก บอลด์วินรับบทล้อเลียนโดนัลด์ ทรัมป์ครั้งแรกในรายการ SNL ตอน 42

ปี 2016 การเปิดตัวในครั้งนั้นได้ดาราสาว เคท แม็กคินนอน มารับบท ฮิลลารี คลินตัน สร้างความฮือฮาและความสนุกสนานให้กับแฟนรายการเป็นอย่างมาก และการแสดงเป็นทรัมป์อันสมจริงของบอลด์วินนั้นเคยส่งให้เขาได้รับรางวัล Emmy เมื่อปี 2017 มาแล้ว 

 

ภาพ: NBC

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

อ้างอิง:

The post “ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าจะรู้สึกมีความสุขจากการตกงาน” Alec Baldwin ยุติบทบาท โดนัล ทรัมป์ ในรายการ SNL หลังเสียตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชานเมืองและคาร์บอน: เบื้องหลังชัยชนะของไบเดนที่เพนซิลเวเนีย https://thestandard.co/bts-bidens-victory-in-pennsylvania/ Sat, 07 Nov 2020 16:45:20 +0000 https://thestandard.co/?p=418200 ชานเมืองและคาร์บอน: เบื้องหลังชัยชนะของไบเดนที่เพนซิลเวเนีย

หลังจากการนับคะแนนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาล […]

The post ชานเมืองและคาร์บอน: เบื้องหลังชัยชนะของไบเดนที่เพนซิลเวเนีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชานเมืองและคาร์บอน: เบื้องหลังชัยชนะของไบเดนที่เพนซิลเวเนีย

หลังจากการนับคะแนนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาล่วงเลยมาถึงวันที่ 3 ในที่สุดเราก็ทราบกันแล้วว่า โจ ไบเดน ของพรรคเดโมแครตคือผู้ชนะที่ได้คะแนน Electoral College เกิน 270 เสียง (แม้ว่าผลจะยังถือว่าไม่เป็นทางการ เพราะทรัมป์และพรรครีพับลิกันกำลังจะดำเนินการทางกฎหมาย โดยกล่าวหาอย่างไม่มีหลักฐานว่าพรรคเดโมแครตได้ทำการทุจริตเลือกตั้ง) 

 

ซึ่งมลรัฐสุดท้ายที่เพิ่งมีการประกาศว่าไบเดนเป็นฝ่ายชนะและทำให้เขามีคะแนนถึง 270 เสียงในท้ายที่สุดก็คือมลรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใด เพราะทั้งทรัมป์และไบเดนต่างก็คาดการณ์ไว้แต่แรกอยู่แล้วว่าเพนซิลเวเนียจะเป็นมลรัฐที่เป็นกุญแจสำคัญต่อการชนะเลือกตั้ง ดังนั้นทั้งสองจึงได้ทุ่มเทหาเสียงในมลรัฐนี้กันอย่างสุดตัวในสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

 

แล้วไบเดนชนะที่เพนซิลเวเนียได้อย่างไร อะไรคือกุญแจสำคัญ เราชวนวิเคราะห์ไปกับบทความนี้

 

ไบเดนไม่ได้ทำคะแนนในหมู่คนผิวสีได้ดีกว่า ฮิลลารี คลินตัน

สาเหตุหนึ่งที่ ฮิลลารี คลินตัน แพ้ทรัมป์ใน 3 มลรัฐสำคัญในเขตมิดเวสต์อย่างมิชิแกน, วิสคอนซิน และเพนซิลเวเนีย เป็นเพราะเธอไม่สามารถดึงคะแนนจากคนผิวสีในเขตเมืองใหญ่ได้มากเท่ากับที่ บารัก โอบามา เคยทำได้ 

 

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเดโมแครตหวังว่าไบเดนที่เคยเป็นรองประธานาธิบดีของโอบามาและมีผู้สมัครรองประธานาธิบดีเป็นคนผิวสีอย่าง คามาลา แฮร์ริส จะสามารถชนะใจคนผิวสีได้อย่างถล่มทลายเหมือนที่โอบามาเคยทำได้ในปี 2008 และ 2012 

 

อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งที่ออกมาไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาคาดหวัง ไบเดนชนะที่เมืองฟิลาเดลเฟีย (ซึ่งเป็นเมืองที่มีคนผิวสีอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก) ที่ประมาณ 430,000 เสียง (ยังมีบัตรเลือกตั้งบางส่วนที่ยังไม่ได้นับ) พอๆ กับที่คลินตันเคยทำได้ที่ 480,000 เสียง

 

แต่เขาทำได้ดีที่เขตชานเมือง

ในทางตรงกันข้าม ไบเดนทำผลงานได้ดีกว่าคลินตันมากในเขตชานเมืองของเมืองฟิลาเดลเฟีย อย่างที่เชสเตอร์เคาน์ตี ไบเดนสามารถชนะที่นี่ได้มากถึงเท่าตัวของที่คลินตันเคยทำได้ (51,000 เสียง เทียบกับ 25,000 เสียง) หรือที่มอนโกเมอรรีเคาน์ตี ที่คลินตันเคยชนะแค่ 90,000 เสียง แต่ไบเดนทำได้ถึง 130,000 เสียง

 

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายคนมองว่าผลงานที่เหนือกว่าของไบเดนในเขตชานเมืองอาจจะไม่ได้เกิดจากตัวไบเดนเอง แต่น่าจะเกิดจากความไม่พอใจของชาวชานเมือง (ที่มักจะเป็นคนขาวที่มีการศึกษา) ต่อการบริหารงานของทรัมป์ โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารจัดการวิกฤตโควิด-19 ที่ไร้ประสิทธิภาพ รวมทั้งพฤติกรรมหลายอย่างที่พวกเขามองว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ไม่เหมาะสมต่อการเป็นผู้นำประเทศ (เช่น การพูดโกหก การพูดจาเหยียดคนผิวสี การใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วง เป็นต้น)

 

และแพ้น้อยลงที่เขตชนบท

อีกปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ไบเดนพลิกกลับมาชนะที่เพนซิลเวเนียได้คือ เขาไม่ได้พ่ายแพ้ที่เขตชนบทของมลรัฐอย่างขาดลอยแบบคลินตัน ไบเดนอาศัยภาพลักษณ์ของการเป็นนักการเมืองสายกลางติดดิน ไม่ใช่ภาพของการเป็นชนชั้นสูงอย่างคลินตัน รวมทั้งอาศัยการชูนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมแบบไม่สุดโต่ง (เช่น การประกาศอย่างชัดเจนว่าเขาไม่สนับสนุนนโยบาย Green New Deal และการแบนการขุดเจาะน้ำมันด้วยเทคโนโลยี Fracking) เพื่อรับประกันชาวชนบทของเพนซิลเวเนียว่ารัฐบาลของเขาจะไม่ทำลายอุตสาหกรรมคาร์บอนอันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจที่นี่ 

 

ด้วยกลยุทธ์นี้ทำให้เขาแพ้คะแนนที่ชนบทน้อยลงกว่าสมัยคลินตันอย่างมีนัยสำคัญ อย่างเช่นที่ ยอร์คเคาน์ตี ที่คลินตันเคยแพ้ถึง 30% เขาก็แพ้แค่ 25%, ที่คัมเบอร์แลนด์เคาน์ตี เขาก็แพ้แค่ 10% จากที่คลินตันเคยแพ้ 18% รวมทั้งการพลิกมาชนะที่เคาน์ตีกึ่งเมืองกึ่งชนบทอย่างอีรี (คลินตันเคยแพ้ 2% แต่เขาพลิกมาชนะที่ 1%)

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ชานเมืองและคาร์บอน: เบื้องหลังชัยชนะของไบเดนที่เพนซิลเวเนีย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: โพลมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ เชื่อถือได้แค่ไหน ย้อนดูกรณีพลิกโผปี 2016 https://thestandard.co/us-election-20202-poll-is-accountable-or-not/ Mon, 19 Oct 2020 10:15:21 +0000 https://thestandard.co/?p=409691 เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: โพลมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ เชื่อถือได้แค่ไหน ย้อนดูกรณีพลิกโผปี 2016

สำหรับหลายๆ คน ความทรงจำที่มีต่อการเลือกตั้งประธานาธิบด […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: โพลมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ เชื่อถือได้แค่ไหน ย้อนดูกรณีพลิกโผปี 2016 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: โพลมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ เชื่อถือได้แค่ไหน ย้อนดูกรณีพลิกโผปี 2016

สำหรับหลายๆ คน ความทรงจำที่มีต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี 2016 คือภาพที่ว่านี่คือการเลือกตั้งที่พลิกล็อกที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะโพลทุกสำนักชี้ตรงกันว่า ฮิลลารี คลินตัน จะชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างถล่มทลาย ดังนั้นหลายคนจึงมองว่าโพลอาจเป็นสิ่งที่เชื่อไม่ได้ และการที่ โจ ไบเดน มีคะแนนนำในโพลตอนนี้จึงไม่สามารถเอามาพยากรณ์อะไรได้เลย ภาพจำที่ว่านี้มีความจริงอยู่มากน้อยเพียงใด บทความนี้จะพาย้อนกลับไปดูข้อมูลปี 2016 กัน

 

โพลมีความคลาดเคลื่อน แต่ไม่ได้คลาดเคลื่อนกว่าที่เคยเป็น

แน่นอนว่าโพลย่อมมีความคลาดเคลื่อนได้ เพราะโพลเกิดจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียงจำนวนหนึ่งมาสัมภาษณ์ จากนั้นก็ใช้กระบวนการทางสถิติมาช่วยทำนายว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร

 

หนึ่งในคำอธิบายที่คนมักจะพูดกันทั่วไปก็คือความแม่นยำของโพลในยุคดิจิทัลนั้นลดลงเรื่อยๆ เพราะโดยปกติแล้วการสุ่มเลือกคนมาสัมภาษณ์มักจะทำผ่านโทรศัพท์บ้าน (เพราะเลขหมายโทรศัพท์บ้านบอกได้แน่นอนว่าคนที่จะถูกสุ่มสัมภาษณ์นั้นพักอาศัยอยู่ในเขตเลือกตั้งไหน) แต่คนรุ่นใหม่มักไม่มีโทรศัพท์บ้านกันแล้ว (เพราะใช้มือถือกันเป็นหลัก) ทำให้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างมีความคลาดเคลื่อน

 

คำอธิบายนี้มีความจริงในระดับหนึ่งที่ว่าการที่ชาวอเมริกันเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาใช้โทรศัพท์มือถือแทนโทรศัพท์บ้าน ทำให้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างของสำนักโพลทำได้ยากมากขึ้น แต่โพลแทบทุกสำนักก็ปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของชาวอเมริกันด้วยการเสริมการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยการโทรหาโทรศัพท์มือถือและออนไลน์ (โดยไปอาศัยข้อมูลอื่นในการระบุว่าคนที่ถูกสัมภาษณ์อยู่ในเขตเลือกตั้งไหน เช่น ไปเอาข้อมูลจากรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งของแต่ละเมือง)

 

และถ้าเราไปดูที่ข้อมูลจริงๆ เราจะพบว่าความคลาดเคลื่อนของโพลในปี 2016 นั้นไม่ได้แตกต่างจากในอดีตเลย โดยมีความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ประมาณ 3% คือโพลในช่วงสัปดาห์ก่อนเลือกตั้งระบุว่า คลินตันจะชนะป๊อปปูลาร์โหวต 5% แต่คลินตันชนะจริงๆ ที่ 2% (ซึ่งว่ากันตามจริงก็ต้องถือว่าโพลระบุผู้ชนะถูกคนเสียด้วยซ้ำ) และความคลาดเคลื่อนที่ 3% ก็ไม่ได้แตกต่างจากค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนในอดีต (ตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในปี 1972) ที่อยู่ที่ประมาณ 4% (ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ fivethirtyeight.com และ realclearpolitics.com)

 

 

แล้ว คลินตัน แพ้เพราะอะไร

ทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี เพราะเขาชนะคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) เหนือคลินตันอย่างฉิวเฉียดใน 3 มลรัฐทางภูมิภาคมิดเวสต์ อันได้แก่ เพนซิลเวเนีย (0.7%), มิชิแกน (0.2%) และวิสคอนซิน (0.8%) โดยที่เขาชนะคะแนนป๊อปปูลาร์โหวตใน 3 มลรัฐนี้ไปแค่ไม่ถึง 80,000 เสียง

 

ซึ่งถ้าเราไปดูผลโพลของแต่ละมลรัฐที่ว่ามา เราจะพบว่าความคลาดเคลื่อนของผลโพลในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งก็ไม่ได้ผิดมากกว่าโพลของป๊อปปูลาร์โหวตในระดับชาติเท่าไร โดยที่โพลระบุว่า คลินตันมีคะแนนนำที่เพนซิลเวเนีย, มิชิแกน และวิสคอนซินที่ 3.9%, 4.1% และ 5.9% ตามลำดับ และค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนใน 50 มลรัฐรวมกันอยู่ที่ราว 5% ซึ่งก็พอๆ กับค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนในอดีต ไม่ได้แย่เป็นพิเศษแต่อย่างใด

 

Shy Trump Voters

อีกทฤษฎีที่คนพูดถึงกันมากคือทฤษฎีที่ว่าโพลไม่มีความแม่นยำ เพราะคนที่จะเลือกทรัมป์จำนวนหนึ่งอาจจะไม่ยอมรับกับผู้ทำโพลว่าเขาจะโหวตให้ทรัมป์ เนื่องจากเขาเป็นผู้สมัครที่ถูกตีตราว่าเป็นพวกเหยียดผิว คนที่ตั้งใจว่าจะเลือกทรัมป์อาจจะไม่กล้ายอมรับกับคนแปลกหน้าว่าจะเลือกเขา เพราะกลัวจะถูกตีตราว่าเป็นพวกเหยียดผิวไปด้วย (Shy Trump Voters) ทำให้เปอร์เซ็นต์ของคนที่เลือกทรัมป์ในโพลต่ำกว่าเปอร์เซ็นต์ของคนที่เลือกทรัมป์ในคูหาเลือกตั้งจริงๆ

 

ซึ่งว่ากันตามจริง ทฤษฎีเรื่องผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ‘ขี้อาย’ นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทฤษฎีนี้เคยถูกนำไปใช้อธิบายว่าทำไมพรรคคอนเซอร์เวทีฟถึงพลิกกลับมาชนะพรรคเลเบอร์ในการเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักรในปี 1992 โดยในตอนนั้นโพลระบุว่าพรรคเลเบอร์มีคะแนนนำอยู่ 1% แต่พอผลการเลือกตั้งออกมาจริงปรากฏว่าพรรคคอนเซอร์เวทีฟชนะไปได้ถึง 7% ซึ่งคำอธิบายหนึ่งที่ถูกหยิบเอามาใช้ก็คือ คนที่ตั้งใจว่าจะเลือกพรรคคอนเซอร์เวทีฟอาจไม่กล้ายอมรับกับคนแปลกหน้าว่าจะเลือกพรรคนั้น เพราะกลัวจะถูกตีตราว่าเป็นพวกใจแคบที่สนับสนุนให้รัฐสภาตัดรัฐสวัสดิการของคนจน (ตามแนวทางเศรษฐกิจแบบขวาของฝ่ายอนุรักษ์นิยม) ในตอนนั้นสื่อมวลชนเรียกกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหล่านี้ว่า Shy Tories Voters (Tories เป็นชื่อเล่นของพรรคคอนเซอร์เวทีฟอังกฤษ)

 

อย่างไรก็ดีเมื่อมีการศึกษาที่ละเอียดขึ้นเราก็พบว่าไม่มีข้อมูลใดเลยที่จะสนับสนุนทฤษฎี Shy Trump/Tories Voters เพราะถ้าทฤษฎีนี้เป็นจริง เราก็ควรจะพบว่าโพลที่ทำโดยการอาศัยคนจริงๆ โทรไปหาผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรจะให้คะแนนทรัมป์ออกมาต่ำกว่าโพลออนไลน์หรือโพลที่ทำโดยโทรศัพท์อัตโนมัติ เพราะการทำโพลด้วยวิธีหลัง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่จำเป็นจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนจริงๆ และไม่จำเป็นต้องอายที่จะบอกว่าตัวเองชอบทรัมป์ แต่ผลโพลไม่ได้ออกมาแบบนั้น ในปี 2016 โพลออนไลน์/โทรศัพท์อัตโนมัติประเมินคะแนนเสียงของทรัมป์ต่ำกว่าโพลที่ใช้คนจริงๆ เสียด้วยซ้ำ (0.7%) ในขณะที่ปีปัจจุบัน การสำรวจของสำนักโพล Morning Consult เมื่อเดือนที่ผ่านมาที่สุ่มทำโพลแบบออนไลน์และโพลที่ใช้คนจริงๆ ในเวลาเดียวกัน พบว่าคะแนนเสียงของทรัมป์จากออนไลน์สูงกว่าการคุยโทรศัพท์โดยคนจริงๆ เพียงแค่ 1%

 

อีกข้อมูลหนึ่งที่เราเอามาแย้งทฤษฎี Shy Trump/Tories Voters คือทิศทางของความคลาดเคลื่อนของโพล เพราะถ้าทฤษฎีนี้เป็นจริงโพลก็ควรจะประเมินคะแนนเสียงของพรรครีพับลิกัน/อนุรักษนิยมต่ำกว่าผลการเลือกตั้งจริงอยู่เสมอ แต่ข้อมูลจริงที่ออกมาไม่ใช่อย่างนั้น ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 5 ครั้งหลังสุด เราพบว่าโพลประเมินคะแนนของพรรครีพับลิกันน้อยไป 3 ครั้ง และมากไป 2 ครั้ง ในขณะที่ในการเลือกตั้งทั่วไปของสหราชอาณาจักร 10 ครั้งหลังสุดเราพบว่าโพลประเมินคะแนนของพรรคคอนเซอร์เวทีฟน้อยไป 2 ครั้ง และมากไป 8 ครั้ง

 

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือคนอเมริกันเกินครึ่งเชื่อในทฤษฎี Shy Trump Voters จากการสำรวจของสำนักโพล Monmouth เมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าชาวอเมริกัน 55% เชื่อในทฤษฎีนี้ และเชื่อว่าทรัมป์อาจพลิกมาเอาชนะไบเดนได้ แม้ว่าผลโพลจะให้ไบเดนนำอยู่พอสมควร

 

บทเรียนสำหรับปี 2020

สถานการณ์ของไบเดนในตอนนี้ดูดีกว่าคลินตันในปี 2016 เพราะในระดับชาติ เขานำทรัมป์อยู่ที่ประมาณ 10% และใน 3 มลรัฐมิดเวสต์ คะแนนของเขาก็นำมากกว่าโพลของสมัยคลินตันอยู่ประมาณ 2-3% (นำที่เพนซิลเวเนีย 7%, มิชิแกน 8% และวิสคอนซิน 7%) ซึ่งช่องว่างที่ไบเดนนำอยู่ตอนนี้มีระยะห่างที่สูงกว่าความคลาดเคลื่อนของโพลในอดีต ทำให้การนำของเขานั้นค่อนข้างปลอดภัยมากกว่ากรณีการนำของคลินตัน และเขายังมีคะแนนนำในอีกหลายมลรัฐที่คลินตันเคยแพ้ขาดลอย เช่น เธอเคยนำที่แอริโซนา 4%, จอร์เจีย 1% และนอร์ทแคโรไลนา 3% ทำให้ไบเดนยังมีทางเลือกในการไปสู่เป้า 270 เสียงของคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) มากกว่าแค่การเอาชนะที่ภูมิภาคมิดเวสต์เท่านั้น

 

อย่างไรก็ดี การที่ไบเดนนำมากกว่าค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนของโพลในอดีตก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่า ไบเดนจะชนะทรัมป์ในมลรัฐที่ว่ามา เพราะยังมีความเป็นไปได้ที่โพลในปีนี้จะผิดพลาดมากกว่าในปีที่ผ่านๆ มา ทำให้การนำที่ 7-8% ก็อาจยังไม่ปลอดภัยเพียงพอ

 

สุดท้ายแล้ว ไบเดนอาจพ่ายแพ้ที่มลรัฐดังกล่าวอย่างฉิวเฉียดคล้ายกับกรณีของคลินตันก็เป็นได้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่โมเดลทางสถิติของนักสถิติชื่อดังอย่าง เนท ซิลเวอร์ ยังคงให้ความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะพลิกมาชนะที่ประมาณ 15% (โมเดลของซิลเวอร์เคยให้โอกาสชนะของทรัมป์ในปี 2016 ที่ 30%)

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: โพลมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ เชื่อถือได้แค่ไหน ย้อนดูกรณีพลิกโผปี 2016 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ย้อนรอย ‘เซอร์ไพรส์เดือนตุลาคม’ จากกรณีขายอาวุธสงครามให้อิหร่าน สู่จดหมายอดีต ผอ. FBI และทรัมป์ติดโควิด-19 https://thestandard.co/us-election-october-surprise-sell-war-weapon/ Mon, 05 Oct 2020 09:40:45 +0000 https://thestandard.co/?p=403863 เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ย้อนรอย ‘เซอร์ไพรส์เดือนตุลาคม’ จากกรณีขายอาวุธสงครามให้อิหร่าน สู่จดหมายอดีต ผอ. FBI และทรัมป์ติดโควิด-19

รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกากำหนดไว้ว่าการเลือกตั้งประธานา […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ย้อนรอย ‘เซอร์ไพรส์เดือนตุลาคม’ จากกรณีขายอาวุธสงครามให้อิหร่าน สู่จดหมายอดีต ผอ. FBI และทรัมป์ติดโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ย้อนรอย ‘เซอร์ไพรส์เดือนตุลาคม’ จากกรณีขายอาวุธสงครามให้อิหร่าน สู่จดหมายอดีต ผอ. FBI และทรัมป์ติดโควิด-19

รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกากำหนดไว้ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะต้องจัดขึ้นในวันอังคารแรกของเดือนพฤศจิกายนของทุกๆ 4 ปี ดังนั้นเดือนตุลาคมจึงถือเป็นโค้งสุดท้ายของการหาเสียงของฤดูเลือกตั้งเสมอ และในอดีตเราก็มักจะได้เห็นเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม (October Surprise) ซึ่งส่งผลต่อคะแนนนิยมและผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนอยู่บ่อยๆ 

 

บทความนี้จะพาผู้อ่านย้อนกลับไปดูว่าเคยเกิดเรื่องเซอร์ไพรส์อะไรบ้างในเดือนตุลาคมของปีการเลือกตั้งในอดีต

 

กรณีค้าอาวุธสงครามให้อิหร่าน (1992) การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 1992 เป็นการชิงชัยระหว่างเจ้าของตำแหน่งเดิมอย่าง จอร์จ บุช ผู้พ่อ จากพรรครีพับลิกัน และผู้ท้าชิงอย่าง บิล คลินตัน จากพรรคเดโมแครต


กรณีค้าอาวุธสงครามให้อิหร่าน (1992)
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 1992 เป็นการชิงชัยระหว่างเจ้าของตำแหน่งเดิมอย่าง จอร์จ บุช ผู้พ่อ จากพรรครีพับลิกัน และผู้ท้าชิงอย่าง บิล คลินตัน จากพรรคเดโมแครต

คะแนนเสียงของคลินตันนำบุชมาตั้งแต่ช่วงแรกของการหาเสียง เพราะในปี 1992 นั้นสหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจถดถอยอยู่ ทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากไม่พอใจแนวทางการบริหารเศรษฐกิจแบบขวาของบุช และอยากจะลงคะแนนให้คลินตันที่เสนอนโยบายเศรษฐกิจแบบกลางซ้าย บุชพยายามจะหยิบผลงานด้านการต่างประเทศของเขา เช่น การยุติสงครามเย็น และการชนะสงครามอ่าวเปอร์เซียมาเป็นตัวชูโรง แต่คะแนนนิยมของเขาก็ไม่กระเตื้องขึ้น สุดท้ายบุชจึงตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแนวทางหาเสียงใหม่ โดยมาเน้นที่การโจมตีไปที่คาแรกเตอร์ของคลินตัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาหนีทหาร มีสัมพันธ์นอกสมรส และเคยสูบกัญชา ซึ่งแนวทางนี้เหมือนจะได้ผลอยู่บ้าง เพราะช่องว่างของคะแนนระหว่างบุชและคลินตันเริ่มแคบลง

อย่างไรก็ดี ได้เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคม เมื่ออัยการได้สั่งฟ้อง แคสปาร์ ไวน์เบอร์เกอร์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมในรัฐบาลของ โรนัลด์ เรแกน (ที่บุชเป็นรองประธานาธิบดี) เพิ่มเติมในคดีลักลอบค้าอาวุธสงครามให้รัฐบาลอิหร่าน (Iran-Contra Scandal) ซึ่งอันที่จริงแล้วคดีอื้อฉาวนี้เป็นที่รับรู้ในหมู่ชาวอเมริกันมานานพอสมควร แต่การฟ้องร้องในเดือนตุลาคมมีการเปิดหลักฐานใหม่จากบันทึกของไวน์เบอร์เกอร์และคำให้การของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงกลาโหมว่าบุชรับรู้และมีส่วนร่วมในการอนุมัติขายอาวุธ โดยที่ก่อนหน้านี้บุชปฏิเสธมาตลอดว่าเขาไม่เคยรับรู้ถึงแผนการขายอาวุธนี้

ผลจากเรื่องอื้อฉาวครั้งนี้ทำให้ภาพลักษณ์ของบุชเสียหายไปมาก และการโจมตีเรื่องคาแรกเตอร์ของคลินตันดูจะไม่ได้ผลอีกต่อไป ทำให้สุดท้ายบุชแพ้คลินตันไปอย่างขาดลอยเกือบ 6 ล้านเสียง

 

บุชผู้เป็นลูกเมาแล้วขับ (2000) การเลือกตั้งในปี 2000 เป็นการแข่งขันกันระหว่าง อัล กอร์ ที่ขณะนั้นเป็นรองประธานาธิบดีของคลินตันมา 8 ปีกับ จอร์จ บุช ผู้เป็นลูก ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ว่าการรัฐเท็กซัส คะแนนนิยมของทั้งสองคู่คี่สูสีกันมาตลอดโดยที่บุชมีคะแนนนำนิดๆ ประมาณ 1-2% เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง


บุชคนลูกเมาแล้วขับ (2000)
การเลือกตั้งในปี 2000 เป็นการแข่งขันกันระหว่าง อัล กอร์ ที่ขณะนั้นเป็นรองประธานาธิบดีของคลินตันมา 8 ปีกับ จอร์จ บุช ผู้เป็นลูก ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ว่าการรัฐเท็กซัส คะแนนนิยมของทั้งสองคู่คี่สูสีกันมาตลอดโดยที่บุชมีคะแนนนำนิดๆ ประมาณ 1-2% เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

แต่แล้วบุชก็พบกับฝันร้าย เพราะหนึ่งสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง บุชถูกแฉว่าเขาเคยถูกจับในคดีเมาแล้วขับ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของคนอเมริกันที่มองว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างมาก ไม่สมควรแก่การที่จะเป็นผู้นำประเทศ นอกจากนี้บุชก็หาเสียงด้วยการสร้างภาพของการเป็นคริสเตียนเคร่งศาสนามาตลอด ซึ่งคดีเมาแล้วขับทำให้ภาพที่เขาพยายามสร้างมาพังทลายลงไปในทันที

สุดท้ายแล้วบุชก็พลิกมาแพ้คะแนนดิบ (Popular Vote) ให้กับกอร์ไปกว่า 5 แสนเสียง (แต่สุดท้ายเขาชนะได้เป็นประธานาธิบดีอยู่ดี เพราะได้จำนวนคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) มากกว่าจากการเฉือนชนะที่มลรัฐฟลอริดาไป 537 เสียง)

หัวคะแนนคนสำคัญของบุช (2004)
บุชคนลูกลงรับเลือกตั้งสมัยที่ 2 ในปี 2004 โดยมีคู่แข่งอย่าง จอห์น แคร์รี ซึ่งเป็น ส.ว. จากมลรัฐแมสซาชูเซตส์จากพรรคเดโมแครต ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่คะแนนนิยมของผู้สมัครจากสองพรรคคู่คี่สูสี ผลัดกันนำผลัดกันตามมาตลอด

อย่างไรก็ดี ในวันที่ 29 ตุลาคม อุซามะห์ บิน ลาดิน ได้เผยแพร่วิดีโอประกาศว่าเขาอาจก่อการร้ายโจมตีสหรัฐฯ อีกครั้ง ซึ่งหลังจากที่วิดีโอนี้ได้เผยแพร่ออกมา เรื่องการก่อการร้ายก็กลับมาเป็นประเด็นอันดับหนึ่งในใจของชาวอเมริกันอีกครั้งแทนที่จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือสังคม และประเด็นเรื่องความมั่นคงก็เป็นประเด็นที่ชาวอเมริกันไว้ใจบุชมากกว่าแคร์รี เพราะบุชเคยมีประสบการณ์พาประเทศผ่านวิกฤตวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในปี 2001 มาแล้ว ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้บุชชนะแคร์รีไปอย่างเด็ดขาดที่กว่า 3 ล้านเสียง 

อ้อมกอดของโอบามาและคริสตี (2012) บารัก โอบามา ลงสนามเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ในปี 2012 โดยพรรครีพับลิกันได้ส่ง มิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์มาท้าชิง คะแนนนิยมของโอบามานำรอมนีย์มาประมาณ 2-3% ตลอดฤดูหาเสียง จนกระทั่งดีเบตครั้งแรกที่รอมนีย์เสนอวิสัยทัศน์ได้เฉียบแหลมกว่าโอบามาอย่างมากจนคะแนนนิยมของเขาพุ่งขึ้นมานำแทน

อ้อมกอดของโอบามาและคริสตี (2012)
บารัก โอบามา ลงสนามเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ในปี 2012 โดยพรรครีพับลิกันได้ส่ง มิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์มาท้าชิง คะแนนนิยมของโอบามานำรอมนีย์มาประมาณ 2-3% ตลอดฤดูหาเสียง จนกระทั่งดีเบตครั้งแรกที่รอมนีย์เสนอวิสัยทัศน์ได้เฉียบแหลมกว่าโอบามาอย่างมากจนคะแนนนิยมของเขาพุ่งขึ้นมานำแทน

แต่แล้วในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนตุลาคมก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมลรัฐในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ถูกถล่มด้วยเฮอริเคนแซนดี้จนบ้านเมืองแถบชายฝั่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยมูลค่าของความเสียหายในครั้งนั้นถูกประเมินไว้สูงถึง 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ผลจากเหตุภัยธรรมชาติครั้งนี้ทำให้ทั้งโอบามาและรอมนีย์ต้องหยุดหาเสียงไปโดยปริยาย แต่โอบามากุมความได้เปรียบ เพราะเขาเป็นประธานาธิบดีอยู่ ทำให้สื่อมวลชนทุกแขนงพุ่งความสนใจมาที่เขาว่าเขาจะจัดการกับวิกฤตนี้อย่างไร ซึ่งโอบามาก็ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที จนถึงขั้นที่ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์อย่าง คริส คริสตี ซึ่งสังกัดพรรครีพับลิกันถึงกับมากอดเขาในขณะที่ลงพื้นที่ไปตรวจสอบความเสียหาย

การกอดครั้งนี้สร้างภาพผู้นำที่เข้มแข็งและได้การยอมรับจากทุกฝ่ายให้กับโอบามา ทำให้คะแนนนิยมของเขากลับมาเหนือรอมนีย์อีกครั้ง และเขาก็ชนะการเลือกตั้งไปกว่า 5 ล้านเสียง

 

จดหมายของ เจมส์ โคมีย์ (2016) โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งปี 2016 ฮิลลารี คลินตัน มีคะแนนนำทรัมป์อยู่พอสมควรประมาณ 5-6% หลังจากทรัมป์ถูกแฉว่าเขาเคยพูดจาดูถูกผู้หญิงไว้ในทำนองว่า ถ้าคุณมีเงินและชื่อเสียง ไม่ว่าคุณจะทำอะไร พวกเธอก็จะยอมคุณหมด โดยคำกล่าวนี้ถูกบันทึกเสียงไว้ในรายการ Access Hollywood

 

จดหมายของ เจมส์ โคมีย์ (2016)

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งปี 2016 ฮิลลารี คลินตัน มีคะแนนนำทรัมป์อยู่พอสมควรประมาณ 5-6% หลังจากทรัมป์ถูกแฉว่าเขาเคยพูดจาดูถูกผู้หญิงไว้ในทำนองว่า ถ้าคุณมีเงินและชื่อเสียง ไม่ว่าคุณจะทำอะไร พวกเธอก็จะยอมคุณหมด โดยคำกล่าวนี้ถูกบันทึกเสียงไว้ในรายการ Access Hollywood 

แต่สถานการณ์กลับพลิกผันหลังจากนั้น โดยวันที่ 28 ตุลาคม เจมส์ โคมีย์ ผู้อำนวยการของ FBI ในขณะนั้นได้เขียนจดหมายถึงสภาคองเกรสว่าเขาจะสอบสวนคดีเรื่องที่คลินตันแอบใช้เซิร์ฟเวอร์ส่วนตัว (แทนที่จะเป็นเซิร์ฟเวอร์ของรัฐบาล) ในการรับส่งอีเมลระหว่างที่เธอดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในรัฐบาลของโอบามาอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คลินตันเคยถูกสอบสวนมาแล้วหลายครั้ง และเป็นสาเหตุที่ทำให้คะแนนนิยมของเธอตกต่ำ เพราะทำให้คนมองว่าคลินตันเป็นนักการเมืองประเภทคดในข้องอในกระดูก โดยพยายามแอบซ่อนหลักฐานการทุจริต 

 

สาเหตุที่โคมีย์ตัดสินใจสอบสวนเธออีกครั้งเป็นเพราะ FBI เพิ่งไปยึดโน้ตบุ๊กมาจากอดีต ส.ส. แอนโทนี ไวเนอร์ ในคดีอนาจารผู้เยาว์ แล้ว FBI พบว่าในโน้ตบุ๊กเครื่องนั้นมีอีเมลของคลินตันอยู่ด้วย (เพราะ อเบดิน ภรรยาของไวเนอร์เป็นผู้ช่วยของคลินตัน)

ผลจากการที่โคมีย์กลับมาสอบสวนคลินตันอีกครั้ง ทำให้คดีอื้อฉาวเรื่องอีเมลของเธอกลับมาอยู่ในความสนใจของมวลชนอีกรอบ และความนิยมของเธอตกต่ำลงอีกครั้งก่อนการเลือกตั้งพอดี ทำให้คะแนนของเธอที่เคยนำทรัมป์กว่า 5% ตกลงมาเหลือแค่ 2% ในคืนวันเลือกตั้ง อันเป็นเหตุให้เธอแพ้ทรัมป์ในคะแนน Electoral College ในที่สุด

 

ทรัมป์ คะแนน Electoral College

 

สำหรับในปี 2020 นี้เราได้เห็น October Surprise กันไปแล้วหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือทรัมป์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวหลายคนติดเชื้อโควิด-19 แต่เดือนตุลาคมนี้ยังอีกยาวไกล และมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจมีเรื่องเซอร์ไพรส์อีกหลายเรื่องที่จะมาเปลี่ยนแปลงพลวัตของการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนที่จะมาถึงนี้

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ย้อนรอย ‘เซอร์ไพรส์เดือนตุลาคม’ จากกรณีขายอาวุธสงครามให้อิหร่าน สู่จดหมายอดีต ผอ. FBI และทรัมป์ติดโควิด-19 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ฮิลลารี คลินตัน ประกาศชัด ไม่ลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020 https://thestandard.co/hillary-clinton-not-running-for-president-in-2020/ https://thestandard.co/hillary-clinton-not-running-for-president-in-2020/#respond Wed, 06 Mar 2019 02:54:42 +0000 https://thestandard.co/?p=215613 Hillary Clinton

ฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง และรัฐมนตรีต่ […]

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ฮิลลารี คลินตัน ประกาศชัด ไม่ลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Hillary Clinton

ฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง และรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ประกาศจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2020 อย่างแน่นอนแล้ว เป็นการยุติข่าวลือและกระแสคาดหมายว่า เธออาจลงแก้มือกับ โดนัลด์ ทรัมป์ อีกครั้ง

 

“ฉันจะไม่ลงสมัครค่ะ แต่จะทำงาน พูด และยืนหยัดในสิ่งที่ฉันเชื่อต่อไป” คลินตันให้สัมภาษณ์ยืนยันเรื่องนี้ครั้งแรกกับสถานีโทรทัศน์ช่อง News 12 ในนิวยอร์ก หลังถูกตั้งคำถามว่า เธอจะลงชิงเก้าอี้ผู้นำทำเนียบขาวอีกครั้งหรือไม่

 

“ฉันอยากให้แน่ใจว่าประชาชนจะเข้าใจ ฉันจะพูดต่อไป และจะไม่ไปไหน”

 

ก่อนหน้านี้คลินตันลงสมัครเลือกตั้ง 2 ครั้งติดต่อกัน ในนามแคนดิเดตของพรรคเดโมแครต และมีโอกาสได้เป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ แต่สุดท้ายพ่ายให้กับ โดนัลด์ ทรัมป์ จากรีพับลิกัน ในศึกเลือกตั้งปี 2016 ชนิดพลิกโผหลายสำนัก ท่ามกลางข่าวอื้อฉาวจากกรณีที่เธอใช้อีเมลส่วนตัวในการติดต่อเรื่องงาน สมัยที่เธอดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

 

นอกจากคลินตันแล้ว ไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก ก็ปฏิเสธไม่ลงชิงชัยเป็นแคนดิเดตเดโมแครต เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งปี 2020 เช่นกัน เพราะเขามองว่า โอกาสชนะได้เป็นตัวแทนพรรคเป็นเรื่องยาก เพราะมีคู่แข่งที่น่าจับตามองหลายคน หนึ่งในนั้นคือ เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกรัฐเวอร์มอนต์ และ โจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีในสมัย บารัก โอบามา ซึ่งรายหลังระบุว่า ยังอยู่ในช่วงตัดสินใจ

 

สำหรับผู้ที่ประกาศตัวว่าจะลงชิงแคนดิเดตพรรคแน่นอนแล้ว ประกอบด้วย แซนเดอร์ส, เอลิซาเบธ วอร์เรน ส.ว. แมสซาชูเซตส์, เคอร์เทน กิลลิแบรนด์ ส.ว. นิวยอร์ก, เอมี โคลบูชาร์ ส.ว. มินนิโซตา, คามาลา แฮร์ริส ส.ว. แคลิฟอร์เนีย และ ทัลซี แกบบาร์ด ส.ส. ฮาวาย

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post เลือกตั้งสหรัฐฯ 2020: ฮิลลารี คลินตัน ประกาศชัด ไม่ลงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/hillary-clinton-not-running-for-president-in-2020/feed/ 0
มิเชล โอบามา ขึ้นแท่นผู้หญิงที่น่ายกย่องที่สุดแห่งปี 2018 แซงหน้าแชมป์เก่า 16 ปีซ้อน อย่าง ฮิลลารี คลินตัน https://thestandard.co/michelle-obama-hillary-clinton-gallup-poll/ https://thestandard.co/michelle-obama-hillary-clinton-gallup-poll/#respond Fri, 28 Dec 2018 04:27:53 +0000 https://thestandard.co/?p=172255

พลเมืองอเมริกันโหวตให้ มิเชล โอบามา อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ […]

The post มิเชล โอบามา ขึ้นแท่นผู้หญิงที่น่ายกย่องที่สุดแห่งปี 2018 แซงหน้าแชมป์เก่า 16 ปีซ้อน อย่าง ฮิลลารี คลินตัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

พลเมืองอเมริกันโหวตให้ มิเชล โอบามา อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ ขึ้นแท่นผู้หญิงที่น่ายกย่องที่สุดแห่งปี 2018 จากการสำรวจความคิดเห็นของ Gallup Poll หยุดสถิติของแชมป์เก่า 16 ปีซ้อน อย่าง ฮิลลารี คลินตัน อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง และอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่รั้งอันดับที่ 3 ในปีนี้

 

โดยอันดับที่ 2 ตกเป็นของ โอปราห์ วินฟรีย์ พิธีกรและผู้จัดชื่อดัง ส่วนสตรีหมายเลขหนึ่งคนปัจจุบันอย่าง เมลาเนีย ทรัมป์ อยู่ในอันดับที่ 4

 

Gallup เผยว่า ฮิลลารี คลินตัน เคยได้รับการโหวตจากพลเมืองอเมริกันให้ติด 1 ใน 10 ผู้หญิงที่น่ายกย่องที่สุดแห่งปีมากที่สุดถึง 27 ครั้ง และเคยกวาดตำแหน่งผู้หญิงที่น่ายกย่องที่สุดแห่งปีไปมากที่สุดถึง 22 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสถิติที่ยอดเยี่ยมที่สุดนับตั้งแต่ Gallup เริ่มสำรวจความเห็นในปี 1946

 

คลินตันคว้าตำแหน่งนี้ครั้งแรกในปี 1993-1994 ในขณะที่เธอยังดำรงตำแหน่งสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เคียงข้าง ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ก่อนจะกลับมาคว้าตำแหน่งนี้อีกครั้งในปี 1997-2000 และยิงยาวคว้าตำแหน่งนี้ 16 ปีรวด นับตั้งแต่ปี 2002-2017 ขณะที่เธอดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ รัฐมนตรีต่างประเทศ รวมถึงร่วมลงชิงชัยในศึกเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึง 2 สมัย

 

นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับการโหวตให้อยู่ในอันดับต้นๆ ในปีนี้ยังมี สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 รวมถึง นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนีอีกด้วย

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post มิเชล โอบามา ขึ้นแท่นผู้หญิงที่น่ายกย่องที่สุดแห่งปี 2018 แซงหน้าแชมป์เก่า 16 ปีซ้อน อย่าง ฮิลลารี คลินตัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/michelle-obama-hillary-clinton-gallup-poll/feed/ 0
ตำรวจสหรัฐฯ เร่งสืบสวน หลังสกัดพัสดุบรรจุระเบิดที่ส่งถึงโอบามา, ฮิลลารี คลินตัน และสำนักงาน CNN https://thestandard.co/suspicious-packages-sent-to-time-warner-center-clinton-and-obama/ https://thestandard.co/suspicious-packages-sent-to-time-warner-center-clinton-and-obama/#respond Thu, 25 Oct 2018 01:22:26 +0000 https://thestandard.co/?p=136730

หน่วยงานตำรวจลับ (Secret Service) ซึ่งเป็นองค์กรเจ้าหน้ […]

The post ตำรวจสหรัฐฯ เร่งสืบสวน หลังสกัดพัสดุบรรจุระเบิดที่ส่งถึงโอบามา, ฮิลลารี คลินตัน และสำนักงาน CNN appeared first on THE STANDARD.

]]>

หน่วยงานตำรวจลับ (Secret Service) ซึ่งเป็นองค์กรเจ้าหน้าที่ที่คอยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงอดีตประธานาธิบดีและครอบครัว สามารถสกัดพัสดุต้องสงสัยที่บรรจุวัตถุระเบิด และส่งถึง บารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต และฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ได้ภายในระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

 

แถลงการณ์จาก Secret Service ระบุว่า พวกเขาสามารถเก็บกู้พัสดุที่ส่งถึง ฮิลลารี คลินตัน ได้ในเขตเทศมณฑลเวสต์เชสเตอร์ รัฐนิวยอร์ก เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (23 ต.ค.) ส่วนพัสดุลึกลับที่ส่งไปตามที่อยู่ของโอบามา ถูกสกัดโดยตำรวจลับในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่น

 

“พัสดุทั้ง 2 ชิ้น ถูกสกัดได้ก่อนที่จะถึงมือผู้รับตามที่อยู่ที่จ่าบนหน้าซอง” แถลงการณ์ระบุ พร้อมยืนยันว่า ทั้งโอบามาและคลินตันยังไม่ได้รับพัสดุ และทั้งคู่ปลอดภัยดี

 

นอกจากพัสดุต้องสงสัยที่ส่งไปยังที่อยู่ของโอบามาและครอบครัวคลินตันแล้ว ยังมีพัสดุคล้ายคลึงกันถูกส่งไปยังตึก The Time Warner ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานของ CNN โดยเจฟฟ์ ซักเกอร์ ประธานบริษัทได้ออกมายืนยันว่า พบพัสดุดังกล่าวภายในห้องไปรษณีย์เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่ทางบริษัทยังไม่ทราบว่าผู้ส่งต้องการส่งให้ใคร

 

หลังพบพัสดุ ตำรวจได้เข้าตรวจค้นทั่วทั้งตึก The Time Warner ในนิวยอร์ก และสั่งอพยพคนออกจากตึกเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการตรวจค้นสำนักงาน CNN ในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกด้วย

 

เมื่อ 2 วันก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ พบวัตถุระเบิดที่บ้านพักของ จอร์จ โซรอส อภิมหาเศรษฐี และนักลงทุนชื่อก้องโลก ในเขตเบดฟอร์ด ชานเมืองนิวยอร์ก แต่ไม่มีใครได้รับอันตราย ขณะที่เจ้าหน้าที่สืบสวนเชื่อว่า ระเบิดที่ส่งให้คลินตันกับโซรอสน่าจะเกี่ยวข้องกัน

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลการสอบสวนต่อสาธารณะ ขณะที่ล่าสุด Secret Service ได้เปิดฉากสืบสวนคดีนี้ในฐานะคดีอาชญากรรมแล้ว

 

ด้าน ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประณามความพยายามก่อเหตุโจมตีครั้งนี้ ว่าเป็นการกระทำที่ชั่วร้ายและขี้ขลาดตาขาว พร้อมประกาศกร้าวผ่านทางทวิตเตอร์ว่า จะนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง:

The post ตำรวจสหรัฐฯ เร่งสืบสวน หลังสกัดพัสดุบรรจุระเบิดที่ส่งถึงโอบามา, ฮิลลารี คลินตัน และสำนักงาน CNN appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/suspicious-packages-sent-to-time-warner-center-clinton-and-obama/feed/ 0
เบื้องหลังแฟชั่นของ ‘เทเรซา เมย์ – ฮิลลารี คลินตัน’ บนเวทีการเมืองโลก และตัวละครลับชื่อแอนนา วินทัวร์ https://thestandard.co/culture-fashion-clinton-vs-may/ https://thestandard.co/culture-fashion-clinton-vs-may/#respond Mon, 05 Jun 2017 12:43:27 +0000 http://thestandard.co:8000/?p=2423

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้แฟชั่นยังคงเ […]

The post เบื้องหลังแฟชั่นของ ‘เทเรซา เมย์ – ฮิลลารี คลินตัน’ บนเวทีการเมืองโลก และตัวละครลับชื่อแอนนา วินทัวร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้แฟชั่นยังคงเป็นอาวุธสำคัญบนเวทีการเมือง เพราะเป็นส่วนสำคัญของภาพลักษณ์ที่เผยแพร่ต่อสังคม ใครใส่ชุดอะไร ซิลูเอตทรงไหน เฉดสีเข้มหรือสว่าง ดีไซเนอร์จากปารีสหรือโลกที่สาม ทุกประเด็นถูกจับตามองหมด

    ถ้ามองและเปรียบเทียบกลยุทธ์การแต่งตัวของเทเรซา เมย์ (Theresa May) และฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton) เราจะเห็นลุคที่คล้ายและแตกต่างกันออกไป ซึ่งสะท้อนหลายปัจจัยและสร้างนิยามใหม่ต่อคอนเซปต์ Power Dressing หรือการแต่งตัวของเหล่าผู้นำ

 

เสรีภาพในการแต่งตัวของเทเรซา เมย์

    เทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ และผู้ลงแข่งขันเลือกตั้งครั้งล่าสุด ตัวแทนพรรคอนุรักษนิยม เธอมีสไตล์ที่คาดเดาไม่ได้ โดยความกล้าหาญในการเลือกไอเท็มเสื้อผ้าและแอ็กเซสซอรีของเธอจะเห็นได้จากชุดสูทลายทาง รองเท้าบู๊ตหนังจระเข้ โค้ตหนัง โค้ตสีแดงสด ไปจนถึงรองเท้าส้นเตี้ยทรง kitten heels ลายเสือดาว

    เทเรซามักจะเลือกแบรนด์อังกฤษ เช่น L.K. Bennett, Amanda Wakeley  และเจ้าแม่พังก์อย่าง Vivienne Westwood เพื่อเป็นการสนับสนุนแบรนด์บ้านเกิดและดีไซเนอร์ที่เป็นผู้หญิง

    เทเรซาเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ฉันเชื่ออยู่เสมอว่าหากคุณเป็นผู้หญิงที่ทำงานในวงการการเมืองหรือธุรกิจอะไรก็ตามแต่ ก็ควรทำงานในรูปแบบที่ไม่ต้องตามหลังผู้ชาย” ประโยคนี้สะท้อนถึงความหลากหลายของเสื้อผ้าที่เทเรซาสวมใส่ได้อย่างชัดเจน เธอยังเคยกล่าวในการประชุม The Women in the World Summit ไว้ว่า “ฉันชอบเสื้อผ้า ฉันชอบรองเท้า… หนึ่งในความท้าทายของการทำงานที่ไหนก็ตามแต่ คือการยังคงเป็นตัวของตัวเองได้ ฉันคิดว่าผู้หญิงฉลาดที่มีหน้าที่การงานก็ชอบเสื้อผ้าและแฟชั่นได้เหมือนกัน”

 

 

Photo: Stefan ROUSSEAU, AFP/Photo

Photo: Justin TALLIS, AFP/Photo 

วิวัฒนาการในการแต่งตัวของฮิลลารี คลินตัน

    แฟชั่นของฮิลลารี คลินตัน ถือว่ามีข้อมูลมากกว่าถ้าเทียบกับเทเรซา เพราะสื่อได้ทำการศึกษาเธอตั้งแต่ยังเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา โดยมีชุดที่สร้างการจดจำอย่างเดรสปักเลื่อมลายลูกไม้สุดไอคอนิก ออกแบบโดยซาร่าห์ ฟิลลิปส์ (Sarah Phillips) ในงานสาบานตนของสามี บิล คลินตัน (Bill Clinton) ปี 1993 จนกระทั่งเธอมาลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากับชุดแพนต์สูทของ Ralph Lauren

    ชุดของฮิลลารีช่วงหาเสียง ถ้าเทียบกับเทเรซาจะดูทางการและมัสคูลีนกว่า โดยจะไม่โชว์เนื้อหนังเหมือนเทเรซาที่ยังเลือกใส่เดรสเปิดไหล่หรือเกาะอกในงานกลางคืน ไอเท็มที่ฮิลลารีใส่มักจะเน้นความเรียบง่ายและเรียบหรู เช่น สร้อยมุก Mikimoto และแจ็กเก็ตผ้าทวีตของ Giorgio Armani ที่มีราคาสูงถึง 12,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งหนึ่งในกลไกสำคัญที่ดูแลภาพลักษณ์ของเธอคือคริสติน่า เชก (Kristina Schake) ทีมสื่อสารของฮิลลารี ก่อนหน้านี้คริสติน่าเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายสื่อสารของมิเชลล์ โอบามา (Michelle Obama) ที่คอยวางกลยุทธ์ต่างๆ ทั้งรายการทีวีที่มิเชลไปออกจนถึงชุดที่จะใส่ ซึ่งพอเธอมาทำงานกับฮิลลารี คริสติน่าก็ช่วยไกด์ให้ฮิลลารีดูเข้าถึงง่าย และลดทอนความจัดจ้านของเสื้อผ้าให้ดูเรียบขึ้น เพื่อให้คนสนใจภาพลักษณ์นักการเมืองมากกว่าการจะเป็นสไตล์ไอคอน

 

 

Facebook.com/HillaryClinton

 

เมื่อแอนนา วินทัวร์ เข้ามามีบทบาท

    แอนนา วินทัวร์ (Anna Wintour) บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue อเมริกา เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญในช่วงหาเสียงของทั้งเทเรซาและฮิลลารี ตลอดระยะเวลา 29 ปีที่ทำงานที่นี่ เธอได้เชิญนักการเมืองหลายคนมาถ่ายภาพลงในนิตยสาร โดยตัวฮิลลารีเองก็เคยลง Vogue อเมริกา หลายต่อหลายครั้ง รวมถึงการขึ้นปกฉบับเดือนธันวาคม ปี 1998 ในชุดของ Oscar De La Renta ซึ่งเป็นครั้งแรกของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งที่ได้ขึ้นปกนิตยสาร

    จากนั้นในวันที่ 16 ตุลาคม ปี 2016 Vogue ก็สร้างประวัติศาสตร์ให้ตัวเองกับการออกมาสนับสนุนฮิลลารีอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นิตยสารกล้าเลือกข้าง โดยแอนนาได้สวมเสื้อยืดสกรีนลายหน้าฮิลลารีที่ออกแบบโดย Marc Jacobs ในช่วงนิวยอร์กแฟชั่นวีกอีกด้วย

    อันที่จริงความสัมพันธ์ระหว่างแอนนากับฮิลลารีก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะย้อนไปในปี 2008 เกิดเหตุการณ์ที่ฮิลลารีไม่อยากขึ้นปก Vogue ทั้งที่มีการจัดเตรียมวันถ่ายไว้เรียบร้อย เพราะกลัวว่าภาพลักษณ์ตัวเองจะดูซอฟต์ลง ซึ่งแอนนาก็ได้โต้กลับด้วยการเขียนในบทบรรณาธิการนิตยสารไว้ว่า “จินตนาการดูว่าฉันอึ้งขนาดไหน ตอนที่ฮิลลารี คลินตัน ประธานาธิบดีหญิงความหวังเดียวของเราตัดสินใจไม่ลงหนังสือของเรา เพราะกลัวจะดูเฟมินีนเกินไป ความคิดที่ว่าผู้หญิงที่มีอำนาจควรจะดูมีความเป็นชายมันช่างน่าผิดหวัง นี่คืออเมริกา ไม่ใช่ประเทศซาอุดีอาระเบีย”

vogue ฉบับเดือนธันวาคม ปี 1998 ถ่ายโดยแอนนี่ เลโบวิตซ์ (annie leibovitz)

    ส่วนใน Vogue ฉบับเมษายนที่ผ่านมา แอนนาได้ตัดสินใจทำสกู๊ปเกี่ยวกับเทเรซาที่มีการถ่ายแบบพร้อมสัมภาษณ์ที่ประเทศอังกฤษ โดยเทเรซาใส่ชุดเดรสราคา 395 เหรียญสหรัฐ พร้อมโอเวอร์โค้ตสีน้ำเงินราคา 795 เหรียญสหรัฐ ของแบรนด์ L.K. Bennett หนึ่งในแบรนด์โปรดของสาวทำงานในอังกฤษ สิ่งที่น่าสนใจคือเทเรซาไม่ได้เลือกใส่แบรนด์อังกฤษที่มีราคาสูงกว่า เช่น Victoria Beckham หรือเลือกชิ้นอู้ฟู่ แต่กลับเลือกแบรนด์ที่เน้นความเรียบง่าย

    หลายคนได้แต่สงสัยว่าทำไมแอนนาจึงเลือกเทเรซามาลง Vogue ทั้งที่เป็นนิตยสารเวอร์ชันของอเมริกา แอนนาได้ให้เหตุผลกับ Business of Fashion ไว้ว่า “หน้าที่ของ Vogue คือการสะท้อนสังคมปัจจุบัน ตอนนี้เราได้ผู้หญิงมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษอีกครั้งหลังจากมาร์กาเร็ต แทตเชอร์… เรารู้ว่าคนอ่านของเราสนใจเรื่องการเมือง สนใจเรื่องผู้หญิง และสนใจเรื่องของโลก ซึ่งแน่นอน เธอเหมาะกับการอยู่ในนิตยสารฉบับนี้”

 

VOGUE ฉบับเดือนเมษายน ปี 2017 ถ่ายโดยแอนนี่ เลโบวิตซ์

คุณค่าของแฟชั่นอยู่ที่ไหน

    พูดได้ว่าในโลกปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียได้เข้ามาล้อมรอบทุกองศาของชีวิต บทบาทของผู้หญิงก็ไม่ใช่แค่การเป็นแม่ศรีเรือนอีกต่อไป ผู้หญิงเป็นได้แม้กระทั่งผู้นำระดับประเทศ และแฟชั่นได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของผู้หญิง มันจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองและเป็นกรณีศึกษาอยู่เสมอ

    ถึงแม้เทเรซาหรือฮิลลารีจะมาจากต่างถิ่น ต่างพรรค ต่างความคิด แต่พูดได้ว่าสิ่งที่พวกเธอทั้งคู่จะจับมือและมองเห็นไปในทางเดียวกันคือความสำคัญของแฟชั่นที่ไม่ใช่จะมาแข่งกันว่าใครดูปังกว่า แต่คือการที่แฟชั่นจะมาเชิดชูและทำให้คนคนหนึ่งดูมีพลัง น่าเชื่อถือ และขับเคลื่อนโลกของเราไปข้างหน้า

 

อ้างอิง:

The post เบื้องหลังแฟชั่นของ ‘เทเรซา เมย์ – ฮิลลารี คลินตัน’ บนเวทีการเมืองโลก และตัวละครลับชื่อแอนนา วินทัวร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/culture-fashion-clinton-vs-may/feed/ 0