Hamas Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/hamas/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 10 Aug 2026 04:14:39 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เนทันยาฮูเผย อิสราเอลปฏิเสธแผน 15 ข้อของทรัมป์สำหรับฉนวนกาซา ยันไม่ถอนทหารจนกว่าฮามาสปลดอาวุธแท้จริง https://thestandard.co/israel-rejects-trump-gaza-plan/ Mon, 10 Aug 2026 04:12:31 +0000 https://thestandard.co/israel-rejects-trump-gaza-plan/ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวในการประชุ […]

The post เนทันยาฮูเผย อิสราเอลปฏิเสธแผน 15 ข้อของทรัมป์สำหรับฉนวนกาซา ยันไม่ถอนทหารจนกว่าฮามาสปลดอาวุธแท้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ (9 สิงหาคม) ว่าอิสราเอลปฏิเสธแผน 15 ข้อของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สำหรับฉนวนกาซา และยืนยันว่า การถอนกำลังทหารออกจากกาซาจะไม่เกิดขึ้นจนกว่ากลุ่มฮามาสจะปลดอาวุธ ‘อย่างแท้จริง’

 

ท่าทีของเนทันยาฮู มีขึ้นหลังคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ของทรัมป์ ประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคมว่าได้บรรลุข้อตกลงสำหรับการ ‘ปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์’ กับกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในฉนวนกาซา

 

แต่กลุ่มฮามาสอ้างว่าการส่งมอบอาวุธหนักที่ใช้ในการสู้รบนั้น ขึ้นอยู่กับการที่อิสราเอลยุติการรุกรานทุกรูปแบบ และถอนกำลังทหารออกจากฉนวนกาซา

 

ขณะที่เนทันยาฮู ย้ำว่า กองทัพอิสราเอลจะยังคงปฏิบัติการเพื่อขัดขวางภัยคุกคามต่อกองทัพและพลเมืองอิสราเอลต่อไป

 

ที่ผ่านมา อิสราเอลยังคงโจมตีฉนวนกาซาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ตกลงหยุดยิงเบื้องต้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

 

ทั้งนี้ BBC รายงานข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฮามาสคนหนึ่ง ซึ่งระบุว่า “กลุ่มฮามาสยืนยันความมุ่งมั่นต่อข้อตกลงหยุดยิง และพร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างจริงจังและมีความรับผิดชอบในการดำเนินการตามแผน 15 ข้อ ของทรัมป์” พร้อมทั้งขอให้ผู้ไกล่เกลี่ยรับประกันว่า “ทุกฝ่ายจะปฏิบัติตามสิ่งที่ตกลงกันไว้”

 

การปฏิเสธของอิสราเอลส่งสัญญาณถึงความล้มเหลวอีกครั้งสำหรับแผนสันติภาพเพื่อฉนวนกาซาของทรัมป์ ซึ่งประกาศตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว

 

โดยมีเนื้อหารวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพเพื่อกำกับดูแลการดำเนินการตามข้อตกลง ตลอดจนการปลดอาวุธกลุ่มฮามาส การถอนกำลังทหารอิสราเอล และการฟื้นฟูฉนวนกาซา

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Jonathan Ernst/File Photo

 

อ้างอิง :

The post เนทันยาฮูเผย อิสราเอลปฏิเสธแผน 15 ข้อของทรัมป์สำหรับฉนวนกาซา ยันไม่ถอนทหารจนกว่าฮามาสปลดอาวุธแท้จริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปาเลสไตน์เตรียมเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปี สำคัญอย่างไร? https://thestandard.co/palestine-election-20-years/ Fri, 10 Jul 2026 07:37:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1229186 ธงชาติปาเลสไตน์โบกสะบัด

ปาเลสไตน์จะมีการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลัง มาห์ม […]

The post ปาเลสไตน์เตรียมเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปี สำคัญอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติปาเลสไตน์โบกสะบัด

ปาเลสไตน์จะมีการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปี หลัง มาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีแห่งองค์การบริหารปาเลสไตน์ (Palestinian Authority: PA) ประกาศวันลงคะแนนเสียงสมาชิกสภานิติบัญญัติปาเลสไตน์ในวันที่ 28 พฤศจิกายน ขณะที่สื่อจับตามองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศ และอาจขัดขวางให้กลุ่มทางการเมืองอื่นๆ อย่างกลุ่มฮามาสออกจากการแข่งขัน

 

 
 

ปาเลสไตน์ประกาศเลือกตั้งในรอบ 20 ปี มีนัยสำคัญอย่างไรบ้าง

 

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา มาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีองค์การบริหารปาเลสไตน์ ประกาศว่า จะมีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติปาเลสไตน์ (Palestinian Legislative Council: PLC) ในวันที่ 28 พฤศจิกายน โดยออกคำสั่งกำหนดการเลือกตั้งทั่วดินแดนปาเลสไตน์ รวมถึงพื้นที่อย่างเยรูซาเล็ม เวสต์แบงก์ และฉนวนกาซา พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งโดยตรง

 

ทั้งนี้ ปาเลสไตน์จัดการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2006 หลังกลุ่มฮามาสคว้าชัยชนะอย่างเหนือความคาดหมาย ส่งผลให้เกิดความแตกแยกทางการเมืองกับพรรคฟาตาห์ (Fatah) พรรคการเมืองหลักที่นำโดยอับบาส ก่อนที่ฮามาสจะเข้ายึดอำนาจในฉนวนกาซาเมื่อปี 2007 ทำให้สภา PLC ไม่ได้ประชุมอีกเลย

 

New York Times ตั้งข้อสังเกตว่า การประกาศเลือกตั้งเป็นความพยายามของ PA ที่หวังแสดงให้สหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป และโลกอาหรับเห็นว่า พร้อมที่จะปฏิรูประบบการเมือง หลังเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตมานานหลายปี ขณะที่ PA มีอำนาจปกครองตนเองแบบจำกัดในบางพื้นที่ของเวสต์แบงก์ที่อิสราเอลยึดครอง

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และชาวปาเลสไตน์จำนวนมากยังตั้งข้อสงสัยว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจากอับบาสเคยประกาศจัดการเลือกตั้งในปี 2021 ก่อนยกเลิกในนาทีสุดท้าย หลังอิสราเอลไม่รับประกันว่า จะอนุญาตให้ชาวปาเลสไตน์ในเยรูซาเล็มตะวันออกลงคะแนนเสียง ท่ามกลางการประเมินว่า การเลือกตั้งอาจสั่นคลอนฐานอำนาจทางการเมืองของอับบาส

 

นอกจากนี้ คำสั่งฉบับล่าสุดยังระบุว่า การเลือกตั้งของปาเลสไตน์ครั้งนี้เป็นการลงคะแนนเสียงสมาชิกสภานิติบัญญัติ แต่ไม่ได้กล่าวถึงประธานาธิบดี ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากอับบาสดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2005 และปัจจุบันมีอายุ 90 ปี โดยก่อนหน้านี้ เขาถูกวิจารณ์ว่า รวบอำนาจ ใช้อำนาจโดยมิชอบ และเผชิญข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต ขณะที่ทำการปกครองประเทศผ่านการออกคำสั่งฝ่ายบริหารมาเป็นเวลานานกว่า 15 ปี

 

ขณะเดียวกัน Al Jazeera และ New York Times ชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเผชิญอุปสรรคหลายด้าน โดยเฉพาะการจัดการเลือกตั้งในฉนวนกาซา ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงคราม ขณะที่ประชาชนราว 2.1 ล้านคนต้องพลัดถิ่น ส่วนโครงสร้างพื้นฐานกว่า 90% ถูกทำลาย ทำให้ระบบทะเบียนประชากรไม่สามารถปรับปรุงข้อมูลได้ตามปกติ

 

นอกจากนี้ กฎหมายเลือกตั้งฉบับใหม่ยังกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้อง ‘ยอมรับ’ แนวทางขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ที่รับรองสิทธิการดำรงอยู่ของอิสราเอล ทำให้มีการประเมินว่า กฎหมายดังกล่าวอาจกีดกันกลุ่มฮามาส และกลุ่ม Palestinian Islamic Jihad (PIJ) ออกจากการแข่งขันทางการเมือง

 

ภาพ: Majdi Fathi via Reuters Connect

 

อ้างอิง:

 

The post ปาเลสไตน์เตรียมเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20 ปี สำคัญอย่างไร? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ถอดสัญญะทางศาสนาและการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ https://thestandard.co/iran-khamenei-funeral-symbols/ Tue, 07 Jul 2026 02:48:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1227523 ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

พิธีศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่จัดขึ้นยาวนานหน […]

The post ถอดสัญญะทางศาสนาและการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

พิธีศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่จัดขึ้นยาวนานหนึ่งสัปดาห์ ไม่เพียงเป็นพิธีตามประเพณีและแสดงให้โลกได้เห็นถึงความโศกเศร้าของชาวอิหร่านที่มีต่ออดีตผู้นำสูงสุดของตนเท่านั้น แต่รัฐบาลเตหะรานกำลังใช้ช่วงเวลาสำคัญนี้เพื่อสร้างภาพความสามัคคีในหมู่ผู้สนับสนุนระบอบการปกครองโดยผู้นำศาสนาที่ครองอำนาจมาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 พร้อมทั้งส่งสารถึงประชาชนทั้งในประเทศและผู้คนทั่วภูมิภาคผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มีนัยทางศาสนาและการเมืองซ่อนอยู่

 

ทางการอิหร่านได้เน้นย้ำถึง “การพลีชีพเพื่อศาสนา” (Martyrdom) ของอดีตผู้นำในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ และผลักดันแนวคิดที่ว่าการร่วมไว้อาลัยในครั้งนี้ถือเป็นหน้าที่ของชาติ โดยพิธีเริ่มต้นด้วยการไว้อาลัยเป็นเวลา 3 วันในกรุงเตหะราน ก่อนที่ขบวนศพจะเคลื่อนผ่านเมืองต่างๆ ทั้งในอิหร่านและอิรัก ซึ่งทุกหมุดหมายล้วนมีนัยสำคัญที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างศรัทธากับความมั่นคงทางการเมือง

 

คำขวัญ “จงลุกขึ้นสู้” และสัญญะ “หมัดที่กำแน่น”

 

บนป้ายประกาศและภาพถ่ายที่ผู้ร่วมพิธีถือเพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไปของผู้นำสูงสุด ปรากฏคำขวัญอย่างเป็นทางการเป็นภาษาเปอร์เซียว่า “เราต้องลุกขึ้นสู้” (We must rise) ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ใช้ภาษาอาหรับและชาวต่างชาติ ทางการได้เลือกใช้คำว่า “จงลุกขึ้นสู้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า” (Rise for God) ซึ่งทั้งสองวลีนี้มีรากฐานมาจากโองการในคัมภีร์อัลกุรอานที่เรียกร้องให้ชาวมุสลิมยืนหยัดเพื่อปณิธานอันศักดิ์สิทธิ์

 

นอกจากสโลแกนดังกล่าวแล้ว ภาพหมัดที่กำแน่นของคาเมเนอีบนพื้นหลังสีดำและสีแดงได้กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของพิธีสำคัญนี้ โดยภาพนี้ปรากฏในสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ของรัฐอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่การเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี หลังมีการเผยแพร่ข้อความจาก โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายและผู้นำสูงสุดคนใหม่ที่ระบุว่า อดีตผู้นำสูงสุดยังคงกำหมัดแน่นด้วยมือข้างที่ยังใช้การได้อยู่

 

ทั้งนี้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี สูญเสียการใช้งานแขนขวาไปหลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสะเก็ดระเบิดและแผลไฟไหม้ในเหตุการณ์ลอบสังหารด้วยระเบิดเมื่อปี 1981 ภาพการกำหมัดซ้ายจึงเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ยอมจำนนแม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต

 

ขณะที่การเลือกใช้สีดำและสีแดงในพิธี เป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดเรื่องความโศกเศร้า การพลีชีพเพื่อศาสนา และการประกาศล้างแค้น

 

“คลื่นมหาชนที่หลั่งไหลมาร่วมอำลาและส่งผู้นำของพวกเขาในขบวนศพนี้ กำลังกู่ร้องตะโกนสองคำขวัญ นั่นคือ การต่อต้านศัตรู และการล้างแค้นให้แก่โลหิตของผู้นำอิหร่านที่พลีชีพ” สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดระบุในแถลงการณ์เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ (5 กรกฎาคม)

 

ผืนธงสีแดงเหนือมัสยิดแกรนด์โมซัลลา

 

นอกจากนี้ ยังมีการคลี่ธงสีแดงขนาดใหญ่เหนือมัสยิดแกรนด์โมซัลลา (Grand Mosalla) ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเตหะราน โดยร่างของคาเมเนอีสถิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้ในวันเสาร์และวันอาทิตย์เพื่อให้ประชาชนเข้าไว้อาลัยและร่วมพิธีสวดอย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะเคลื่อนศพในวันจันทร์

 

บนผืนธงดังกล่าวจารึกข้อความภาษาอาหรับว่า “โอ้ ผู้ล้างแค้นแห่งฮุสเซน” ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงความสูญเสียในครั้งนี้เข้ากับประวัติศาสตร์ของชาวชีอะฮ์เมื่อ 1,300 ปีก่อน ในเหตุการณ์ที่ฮุสเซน หลานชายของศาสดามุฮัมมัด ถูกสังหารที่เมืองคาร์บาลาในอิรักโดยกองทัพของกาหลิบมูอาวียะฮ์ที่ 1 แห่งราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ซึ่งถือเป็นภาพแทนของการปกครองที่กดขี่และไม่ชอบธรรมในสายตาของชาวชีอะฮ์

 

การใช้สัญลักษณ์นี้จึงเป็นการสะท้อนมุมมองทางการเมืองที่ผูกโยงกับ “หน้าที่ทางศาสนา” ในการตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล แม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทางการอิหร่านตั้งใจจะล้างแค้นด้วยวิธีใด

 

โดยย้อนกลับไปยังเหตุการณ์เมื่อปี 2020 ที่นายพลกาเซ็ม โซเลมานี ถูกลอบสังหารในการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ซึ่งกองทัพอิหร่านเลือกตอบโต้ด้วยการโจมตีไปที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรักโดยไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็ประกาศยุทธศาสตร์การแก้แค้นระยะยาว ซึ่งก็คือการขับไล่กองกำลังสหรัฐฯ ออกไปจากภูมิภาคนี้

 

เส้นทางเคลื่อนศพสะท้อนแผนที่การเมืองชีอะฮ์

 

เส้นทางที่ถูกเลือกใช้ในการเคลื่อนย้ายร่างของคาเมเนอีก็มีนัยซ่อนอยู่เช่นกัน โดยเส้นทางเริ่มจากเมืองกุม เมืองศักดิ์สิทธิ์ของนิกายชีอะฮ์ทางตอนใต้ของเตหะราน มุ่งหน้าไปยังเมืองนาจาฟและเมืองคาร์บาลาในอิรัก ซึ่งล้วนเป็นสถานที่สำคัญยิ่งในศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์ ก่อนจะนำร่างไปฝังที่เมืองมัชฮัด ณ สุสานของอิหม่ามเรซา

 

  • มัสยิดแกรนด์มอซัลลา ในกรุงเตหะราน: สถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง รูฮอลเลาะห์ โคมัยนี ผู้นำสูงสุดคนแรก ถูกเลือกเป็นสถานที่เริ่มพิธี เพื่อแสดงถึงการเชื่อมโยงสองบุคคลสำคัญของสาธารณรัฐอิสลามเข้าด้วยกัน
  • เมืองกุม ประเทศอิหร่าน: ศูนย์กลางด้านการศึกษาศาสนา และเป็นจุดเริ่มต้นของการประท้วงครั้งใหญ่เพื่อสนับสนุนโคมัยนีในการต่อต้านราชวงศ์ปาห์ลาวี จนนำไปสู่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979
  • เมืองนาจาฟในอิรัก: ศูนย์กลางอำนาจของชีอะฮ์นอกประเทศอิหร่าน เป็นที่ตั้งของสุสานอิหม่ามอาลี อิหม่ามคนแรกที่ชาวชีอะฮ์เคารพสูงสุด
  • เมืองคาร์บาลา ประเทศอิรัก และสิ้นสุดที่เมืองมัชฮัดในอิหร่าน ณ สุสานของอิหม่ามเรซา: ร่างของคาเมเนอีจะเสร็จสิ้นการจาริกผ่านสถานที่ที่เป็นรากฐานทางอุดมการณ์ของสาธารณรัฐอิสลามและระบออบการปกครองโดยผู้นำศาสนา ซึ่งพยายามเผยแพร่นิกายชีอะฮ์ข้ามพรมแดนตลอดห้าทศวรรษที่ผ่านมา

 

สารถึงพันธมิตร vs สารถึงซาอุดีอาระเบีย

 

ในพิธีศพของอดีตผู้นำสูงสุด ยังเป็นโอกาสให้อิหร่านได้ต้อนรับแกนนำกลุ่มที่เรียกว่า “อักษะแห่งการต่อต้าน” (Axis of Resistance) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธและขบวนการต่างๆ ในภูมิภาคที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะราน

 

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คณะผู้แทนระดับสูงจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน, กลุ่มฮามาสและกลุ่มอิสลามิกจิฮัดของปาเลสไตน์ ตลอดจนกลุ่มฮูตีในเยเมน ต่างได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติและอบอุ่นในกรุงเตหะราน ระหว่างการเข้าร่วมรัฐพิธีเพื่อระลึกถึงคาเมเนอี

 

ในพิธีไว้อาลัยหน้าหีบศพ คณะผู้แทนจากต่างประเทศแต่ละกลุ่มจะได้รับฟังโองการจากคัมภีร์อัลกุรอานที่ขับร้องโดยผู้สวดของรัฐ ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนไปร่วมทักทายเหล่าผู้นำอิหร่าน

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า บทสวดที่ถูกคัดเลือกมาอ่านให้แก่กลุ่มฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ รวมถึงปากีสถาน ซึ่งทางการอิหร่านยกย่องว่าเป็นประเทศ “พี่น้อง” และกำลังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานกับวอชิงตันนั้น ล้วนมีความหมายในเชิงบวก โดยเน้นย้ำถึงความจงรักภักดีต่อพันธสัญญา ความเด็ดเดี่ยว มั่นคง และความศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระผู้เป็นเจ้า

 

ในทางกลับกัน โองการที่เลือกนำมาสวดต่อหน้าคณะผู้แทนจากซาอุดีอาระเบีย ได้กลายเป็นประเด็นที่สื่อภาษาอาหรับให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากบทสวดดังกล่าวเป็นการหยิบยกเรื่องราวประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 7 เกี่ยวกับ “สงครามบัดร์” (Battle of Badr) ซึ่งเกิดขึ้นใกล้เมืองเมดินาในซาอุดีอาระเบีย โดยเป็นการบรรยายถึงการเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ศรัทธากับฝ่ายผู้ไร้ศรัทธา ซึ่งการเลือกหยิบยกโองการนี้มาใช้ ถูกนักวิเคราะห์นำไปตีความในหลากหลายแง่มุมว่า อิหร่านต้องการส่งสัญญาณหรือสะท้อนมุมมองอย่างไรต่อมหาอำนาจของภูมิภาคอย่างซาอุดีอาระเบีย

 

ภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ถอดสัญญะทางศาสนาและการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพิธีศพ ‘คาเมเนอี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสหราชอาณาจักรเตรียมแบนขบวนสนับสนุนปาเลสไตน์บางกรณี https://thestandard.co/uk-ban-palestine-protests/ Mon, 04 May 2026 06:14:14 +0000 https://thestandard.co/uk-ban-palestine-protests/ ภาพการประท้วงสนับสนุน ปาเลสไตน์ ใน สหราชอาณาจักร ขณะที่รัฐบาลพิจารณามาตรการแบน

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า ร […]

The post ทำไมสหราชอาณาจักรเตรียมแบนขบวนสนับสนุนปาเลสไตน์บางกรณี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการประท้วงสนับสนุน ปาเลสไตน์ ใน สหราชอาณาจักร ขณะที่รัฐบาลพิจารณามาตรการแบน

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า รัฐบาลอาจสั่งห้ามการเดินขบวนสนับสนุนปาเลสไตน์ในบางกรณี โดยชี้ว่า เป็นเพราะ ‘ผลกระทบสะสม’ (Cumulative Effect) ของการชุมนุม หลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญชายชาวยิว 2 คนถูกแทงในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา

 

 

สตาร์เมอร์คิดเห็นอย่างไร

 

วันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา สตาร์เมอร์ให้สัมภาษณ์กับรายการ Today ของสถานีวิทยุ BBC Radio 4 โดยถูกถามว่า เขาจะจัดการอย่างไรกับการชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์ เช่น การควบคุมการใช้ภาษา หรือการระงับการเดินขบวนประท้วง

 

นายกฯ อังกฤษระบุว่า การสั่งห้ามเดินขบวนเป็นมาตรการที่เป็นไปได้แน่นอน โดยเฉพาะในบางกรณี แม้จะสนับสนุนสิทธิในการประท้วงเสมอ แต่เขาก็กังวลถึงผลกระทบที่สะสมจากการชุมนุม ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยของชุมชนชาวยิวอย่างยิ่ง

 

สตาร์เมอร์ยังย้ำว่า บางคำขวัญของการสนับสนุนปาเลสไตน์ เช่น Globalise the Intifada (แปลว่า ขยายการลุกฮือไปทั่วโลก) เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง และผู้ที่กล่าวคำดังกล่าวควรถูกดำเนินคดี

 

“ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่จะพิจารณาการประท้วงในภาพรวมและผลกระทบสะสมที่เกิดขึ้น” ผู้นำอังกฤษยังย้ำว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาข้อกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจในการปฏิบัติงาน

 

อย่างไรก็ตาม สตาร์เมอร์ไม่ได้ปฏิเสธว่า ข้อเรียกร้องปัญหาในตะวันออกกลางและกาซามีความสมเหตุสมผล แต่คนในชุมชนชาวยิวรู้สึกกังวลกับการประท้วงข้างต้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

อนึ่ง ในการประท้วงต่อต้านอิสราเอลทั่วโลก สโลแกน Globalize the Intifada มักถูกนำมาใช้บ่อยครั้ง โดยมีความหมายสื่อถึงการต่อต้านอย่างก้าวร้าว ใช้กำลัง หรือความรุนแรง โดย American Jewish Committee ระบุว่า เจตนาของผู้พูดอาจแตกต่างกันออกไป แต่ก็ก่อให้เกิดความหวาดกลัวและทำให้ชาวยิวรู้สึกไม่ปลอดภัยได้เช่นกัน

 

 

อะไรคือปมเหตุการแบนขบวนสนับสนุนปาเลสไตน์

 

ท่าทีของสตาร์เมอร์เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์โจมตีชาวยิว 2 คน โดยวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา ชลอยมี แรนด์ และ โมเช ไชน์ ถูกแทงที่ย่านโกลเดอร์ส กรีนในกรุงลอนดอน ขณะที่ผู้ก่อเหตุ คือ เอสซา สุไลมาน ชายวัย 45 ปีเชื้อสายโซมาเลีย ซึ่งถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า 3 กระทง

 

ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรได้ยกระดับการเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายสู่ระดับร้ายแรง (Severe) โดย ลอเรนซ์ เทย์เลอร์ หัวหน้าหน่วยตำรวจต่อต้านการก่อการร้ายอังกฤษระบุว่า มีภัยคุกคามต่อบุคคลและสถาบันของชาวยิวหรืออิสราเอลมากขึ้นในอังกฤษ พร้อมเสริมว่า เจ้าหน้าที่กำลังรับมือกับสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้

 

ส่วนสตาร์เมอร์ประณามว่า ใครก็ตามที่เข้าร่วมเดินขบวนสนับสนุนฮามาส คือกลุ่มคนที่สนับสนุนการฆาตกรรมชาวยิว พร้อมย้ำว่า เหตุการณ์โจมตีชาวยิวไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และรัฐบาลต้องมีอำนาจเพิ่มขึ้นเพื่อคุ้มครองชุมชน

 

อย่างไรก็ตาม จอห์น รีส ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Stop the War Coalition ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian ว่า การสั่งแบนการชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์จะส่งผลกระทบต่อสิทธิพลเมืองอย่างรุนแรง โดยยืนยันว่า ตราบใดที่ยังมีสงครามอยู่ ผู้คนก็ต้องการส่งเสียงว่า รัฐบาลอังกฤษมีส่วนสมรู้ร่วมคิด และเรียกร้องให้ยุติการกระทำดังกล่าว

 

รีสแย้งว่า ผู้ก่อเหตุแทงในย่านโกลเดอร์ส กรีน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนสนับสนุนปาเลสไตน์ โดยยืนยันว่า ไม่มีหลักฐานชัดเจน เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย และผู้จัดการชุมนุมไม่มีทางยอมรับการกระทำดังกล่าว

 

รีสยังย้ำว่า การเดินขบวนไม่ใช่ภัยคุกคามต่อชุมชนชาวยิว เพราะในความจริง มีชาวยิวหลายพันคนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของอิสราเอลมาร่วมประท้วงด้วยเช่นกัน

 

อย่างไรก็ดี อเล็กซ์ เดวีส์ โจนส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอังกฤษเชื่อว่า การเดินขบวนสนับสนุนปาเลสไตน์ ถูกคนบางกลุ่มฉวยโอกาสสร้างความแตกแยก พร้อมยืนยันว่า การประท้วงคือสิทธิขั้นพื้นฐาน และต้องตระหนักว่า ไม่ใช่ทุกคนที่สนับสนุนปาเลสไตน์จะต่อต้านชาวยิวเสมอไป ทว่าก็พร้อมแบนบางกรณี หากมีความจำเป็น

 

เบื้องต้น BBC รายงานว่า มาร์ค โรว์ลีย์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลลอนดอนระบุว่า เขากำลังพิจารณาข้อจำกัดในการประท้วงใหญ่ เช่น การประท้วงในวันที่ 16 พฤษภาคม กลุ่ม Stop the War วางแผนเดินขบวนประจำปีในวันนัคบา หรือวันรำลึกการพลัดถิ่นของชาวปาเลสไตน์ในปี 1948

 

แฟ้มภาพ: Lucy North/MI News/NurPhoto via Reuters

อ้างอิง:

 

The post ทำไมสหราชอาณาจักรเตรียมแบนขบวนสนับสนุนปาเลสไตน์บางกรณี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฝ่ายค้านอิสราเอลควบรวมพรรค หวังล้ม ‘เนทันยาฮู’ เลือกตั้งปลายปี 2026 https://thestandard.co/israel-opposition-merge-netanyahu/ Mon, 27 Apr 2026 03:53:20 +0000 https://thestandard.co/israel-opposition-merge-netanyahu/ นาฟตาลี เบนเนตต์ และ ยาอีร์ ลาพิด อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล แถลงข่าวผนึกกำลังพรรคการเมือง

นาฟตาลี เบนเนตต์ (Naftali Bennett) อดีตนายกรัฐมนตรีฝ่าย […]

The post ฝ่ายค้านอิสราเอลควบรวมพรรค หวังล้ม ‘เนทันยาฮู’ เลือกตั้งปลายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
นาฟตาลี เบนเนตต์ และ ยาอีร์ ลาพิด อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล แถลงข่าวผนึกกำลังพรรคการเมือง

นาฟตาลี เบนเนตต์ (Naftali Bennett) อดีตนายกรัฐมนตรีฝ่ายขวาอิสราเอล และ ยาอีร์ ลาพิด (Yair Lapid) ผู้นำฝ่ายค้านและนักการเมืองสายกลาง ประกาศควบรวมพรรคการเลือกตั้ง หวังผนึกกำลังเอาชนะ เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลในการเลือกตั้งระดับประเทศเดือนตุลาคม 2026

 

ฝ่ายขวา-กลางอิสราเอลจับมือ เปิดตัวพรรค Together หวังปิดฉากเนทันยาฮู

 

เมื่อคืนนี้ (26 เมษายน) เบนเนตต์และลาพิดประกาศผนึกกำลัง รับการเลือกตั้งระดับประเทศปลายปี 2026 โดยประกาศควบรวม 2 พรรคการเมือง คือ พรรคเบนเนตต์ 2026 (Bennett 2026) และพรรคเยชอทิด (Yesh Atid) ในชื่อ ‘Together’ พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ ณ เมืองเฮอร์ซลิยาว่า ยุคแตกแยกของอิสราเอลได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

 

“การกระทำของพวกเราแสดงถึงความเป็นไซออนิสต์และรักชาติมากที่สุดเท่าที่เราเคยทำมา เพื่อเห็นแก่ประเทศชาติของเรา”

 

เบนเนตต์ประกาศว่า เขาไม่ได้อยู่ในขั้วฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา แต่ทำเพื่อชาติอิสราเอล และจะร่วมมือพรรคที่ยึดถืออุดมการณ์เดียวกันเท่านั้น ขณะที่อิสราเอลต้องแยกทางกับเนทันยาฮูที่ครองอำนาจมานานถึง 30 ปีได้แล้ว

 

ขณะที่ลาพิดประกาศว่า เขาและพรรคเยชอทิดกำลังละทิ้งอัตตาและทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อชาติ โดยให้เหตุผลคล้ายคลึงกับเบนเนตต์ว่า กลุ่มสายกลางอิสราเอลจำเป็นต้องยืนหยัดเพื่อเบนเนตต์ หากหวังจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้

 

“อิสราเอลมีประชากรที่ดีที่สุดในโลก พวกเขาสมควรได้รับรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ ทำงานได้จริงและซื่อสัตย์ เป็นรัฐบาลที่ลงทุนกับกลุ่มคนวัยทำงานที่รับใช้กองทัพ กลุ่มทหารกองหนุนและครอบครัวของพวกเขา”

 

ลาพิดยังประกาศว่า เขาจะเป็นรัฐบาลที่ดี มอบความมั่นคง การศึกษา แก้ไขปัญหาปากท้อง ไปพร้อมปราบปรามการทุจริต และนำกลุ่มชาวยิวฮาเรดิม หรือชาวยิวที่เคร่งครัดในศาสนาเข้าสู่ระบบเกณฑ์ทหาร

 

ขณะที่เบนเนตต์ยังกล่าวว่า หากชนะการเลือกตั้ง เขาจะจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนระดับชาติเพื่อตรวจสอบว่า ทำไมรัฐบาลเนทันยาฮูจึงล้มเหลวในการปล่อยให้กลุ่มฮามาสเข้ามาโจมตีในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2023 ได้

 

เบนเนตต์และลาพิดคือใคร

 

เบนเนตต์อายุ 54 ปี พื้นเพครอบครัวเป็นผู้อพยพชาวอเมริกัน เขาเคยเป็นอดีตหน่วยคอมมานโดของกองทัพอิสราเอล ก่อนจัดตั้งบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ทอัปในปี 2005 และผันตัวมาเล่นการเมือง

 

ส่วนลาพิดอายุ 62 ปี เป็นบุตรชายของ ทอมมี ลาพิด (Tommy Lapid) อดีตนักข่าว พิธีกรวิทยุ และผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) โดยลาพิดเคยมีชื่อเสียงในฐานะอดีตผู้ประกาศข่าวทางโทรทัศน์ที่หน้าตาดี และโดดเด่นในการเป็นกระบอกเสียงให้กับชนชั้นกลางอิสราเอลที่ไม่เคร่งศาสนา เช่น ภาระภาษีและข้อยกเว้นเกณฑ์ทหารในกลุ่มเคร่งศาสนา

 

ย้อนกลับไปในปี 2021 เบนเนตต์และลาพิดเคยจับมือจัดตั้งรัฐบาล เอาชนะเนทันยาฮูที่ครองอำนาจตั้งแต่ปี 2009 หรือ 12 ปีเต็มในอิสราเอล ทว่ารัฐบาลผสมที่มีเสียงปริ่มน้ำมีอายุสั้นเพียง 18 เดือน หลังเผชิญความแตกแยกจากปมความขัดแย้งปาเลสไตน์

 

ในช่วงเวลานั้น รัฐบาลเบนเนตต์จับมือกับพรรคชนกลุ่มน้อยอาหรับอย่าง United Arab List (UAL) พรรคอิสลามิสต์ นำโดย มานซูร์ อับบาส นักการเมืองผู้นิยามตนเองว่า เป็นชาวปาเลสไตน์ แต่ถือสัญชาติอิสราเอล ทำให้ขั้วการเมืองฝ่ายขวาในประเทศต่อต้านหนัก ก่อนจะล้มรัฐบาลและจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ซึ่งทำให้เนทันยาฮูกลับมาครองอำนาจอีกครั้ง

 

อนึ่ง ในงานแถลงเปิดตัวพรรค Together เบนเนตต์เปิดเผยว่า เนทันยาฮูก็เคยหวังดึงพรรค UAL เข้าร่วมรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี 2021 โดยยกย่องอับบาสว่า เป็นผู้นำอาหรับที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งเคยพบกับอับบาส 3 ครั้ง และอ้างว่า หากจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกัน จะสร้าง ‘ข้อตกลงอับราฮัมฉบับอิสราเอล’ ครั้งประวัติศาสตร์

 

อย่างไรก็ตาม เบนเนตต์ยังมีคะแนนตามหลังเนทันยาฮู โดยคาดการณ์ว่า เขาจะได้ที่นั่งในสภาเพียง 21 ที่นั่งจาก 120 ที่นั่ง ส่วนพรรคลิคุดของผู้นำอิสราเอลจะได้ 25 ที่นั่ง ทว่าหากรวมเสียงกับรัฐบาลผสม (ทั้งลาพิดและพรรคเล็ก) เบนเนตต์อาจมีที่นั่งอย่างน้อย 60 ที่นั่งขึ้นไป

 

ภาพ: Gideon Markowitz / Reuters

อ้างอิง:

 

The post ฝ่ายค้านอิสราเอลควบรวมพรรค หวังล้ม ‘เนทันยาฮู’ เลือกตั้งปลายปี 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ขยายเวลาหยุดยิงอิหร่านออกไปไม่มีกำหนด จนกว่าการเจรจาจะได้ข้อสรุป https://thestandard.co/trump-extends-iran-ceasefire-negotiations/ Wed, 22 Apr 2026 03:35:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1199803 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐฯ แถลงข่าวเรื่อง การขยายเวลาหยุดยิง อิหร่าน

วันนี้ (22 เมษายน) ตามเวลาประเทศไทย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธ […]

The post ทรัมป์ขยายเวลาหยุดยิงอิหร่านออกไปไม่มีกำหนด จนกว่าการเจรจาจะได้ข้อสรุป appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดี สหรัฐฯ แถลงข่าวเรื่อง การขยายเวลาหยุดยิง อิหร่าน

วันนี้ (22 เมษายน) ตามเวลาประเทศไทย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อให้เวลาอิหร่านในการยื่นข้อเสนอที่เป็นเอกภาพเพื่อยุติสงคราม ซึ่งถือเป็นการกลับลำอย่างกะทันหัน จากก่อนหน้านี้ที่ทรัมป์เพิ่งขู่ว่าจะเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านครั้งใหญ่

 

 
 

แม้จะขยายเวลาหยุดยิง แต่สหรัฐฯ ยังคงคำสั่งปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่านต่อไป ซึ่ง อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ประณามว่าการกระทำดังกล่าวเป็น ‘การประกาศสงคราม’ และเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

 

โดยการตัดสินใจขยายเวลาหยุดยิงของทรัมป์ครั้งนี้ เกิดขึ้นตามคำขอของ นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของปากีสถาน ซึ่งเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และพยายามผลักดันให้เกิดการเจรจาสันติภาพขึ้นที่กรุงอิสลามาบัด

 

ทรัมป์อ้างว่าการเจรจาที่ล่าช้า เป็นเพราะรัฐบาลอิหร่านกำลังมีความแตกแยกอย่างหนัก แต่ผู้สื่อข่าวของ Al Jazeera ระบุว่า นี่เป็นความเข้าใจผิด เพราะแท้จริงแล้วคณะผู้นำอิหร่านยังคงมีความเป็นเอกภาพสูงภายใต้การนำของผู้นำสูงสุดคนใหม่ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจาก อาลี คาเมเนอี พ่อของโมจตาบาที่ถูกลอบสังหารไปก่อนหน้านี้

 

อุปสรรคสำคัญในการเจรจา

 

สหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ทั้งหมด จำกัดการผลิตขีปนาวุธ และยุติการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค เช่น ฮิซบอลเลาะห์ และฮามาส

 

ขณะที่อิหร่านยืนยันถึงสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อพลเรือน พร้อมปฏิเสธที่จะนำยูเรเนียมที่สะสมไว้ออกนอกประเทศ และไม่ยอมลดขีดความสามารถทางทหารเพื่อใช้เป็นข้อต่อรอง

 

บาร์บารา สลาวิน นักวิเคราะห์จาก Stimson Center มองว่า การขยายเวลาหยุดยิงของทรัมป์เป็นเพียง ‘วิธีปกปิดความน่าอับอาย’ จากการเจรจาที่ล้มเหลว เนื่องจากสงครามไม่ได้เป็นไปตามที่สหรัฐฯ คาดหวัง และอิหร่านก็พบอำนาจต่อรองใหม่จากการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ โดยเธอเสนอให้สหรัฐฯ ลดข้อเรียกร้องที่ตึงเครียดเกินไป เพื่อแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา

 

แฟ้มภาพ: Kylie Cooper / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทรัมป์ขยายเวลาหยุดยิงอิหร่านออกไปไม่มีกำหนด จนกว่าการเจรจาจะได้ข้อสรุป appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบอร์นี แซนเดอร์สเผยเหตุผล ทำไมสหรัฐฯ ต้องยุติความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอล https://thestandard.co/sanders-us-israel-military-aid-stop/ Thu, 16 Apr 2026 08:43:31 +0000 https://thestandard.co/sanders-us-israel-military-aid-stop/ เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ และภาพทหารอิสราเอลประกอบ

เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกอิสระชาวอเมริกันเชื้อสายยิว […]

The post เบอร์นี แซนเดอร์สเผยเหตุผล ทำไมสหรัฐฯ ต้องยุติความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกสหรัฐฯ และภาพทหารอิสราเอลประกอบ

เบอร์นี แซนเดอร์ส วุฒิสมาชิกอิสระชาวอเมริกันเชื้อสายยิว วัย 84 ปี เผยเหตุผลว่า ทำไมสหรัฐฯ ต้องยุติความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอล ผ่านบทความ Opinion ใน The Guardian พร้อมแสดงจุดยืน ‘คัดค้าน’ การส่งอาวุธของสหรัฐฯ เพื่อหนุนการสู้รบของอิสราเอลในตะวันออกกลาง

 

โดยแซนเดอร์สผลักดันมติในวุฒิสภาสหรัฐฯ เพื่อระงับการขายอาวุธมูลค่ารวมประมาณ 450 ล้านดอลลาร์ ให้กับรัฐบาลอิสราเอล แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วมติดังกล่าวจะถูกโหวตคว่ำโดยสมาชิกสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตบางส่วน แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจที่เพิ่มสูงขึ้นมากในหมู่สมาชิกสภาคองเกรสและพลเมืองชาวอเมริกัน ต่อผลกระทบและความสูญเสียของพลเรือนอันเกิดจากการโจมตีของอิสราเอล

 

แซนเดอร์ส ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐสภาสหรัฐฯ รับฟังเสียงของประชาชนและยุติการส่งความช่วยเหลือทางทหารให้แก่รัฐบาลของ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล โดยเน้นย้ำว่า การวิพากษ์วิจารณ์บทบาทที่อันตรายของอิสราเอล ‘ไม่ใช่การต่อต้านชาวยิว’ (Antisemitic) แต่อย่างใด

 

ทำไมสหรัฐฯ จึงไม่ควรช่วยเหลืออิสราเอลทางการทหารอีก

 

1. การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

 

แม้อิสราเอลจะมีสิทธิในการป้องกันตนเองจากการโจมตีของกลุ่มฮามาส แต่การตอบโต้ของรัฐบาลเบนจามิน เนทันยาฮูนั้น เป็นการ ‘ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ’ และถูกผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ‘เข้าข่าย การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ (Genocide) ต่อชาวปาเลสไตน์ นอกจากนี้ การจัดหาอาวุธให้ยังถือเป็นการ ‘ขัดต่อกฎหมายของสหรัฐฯ’ เอง ได้แก่ พ.ร.บ.ความช่วยเหลือต่างประเทศ (Foreign Assistance Act) และ พ.ร.บ.ควบคุมการส่งออกอาวุธ (Arms Export Control Act)

 

2. ความสูญเสียของพลเรือนจำนวนมหาศาล

 

แซนเดอร์สระบุว่า ผลจากการโจมตีทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 72,000 คน และบาดเจ็บกว่า 170,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เด็ก และคนชรา นอกจากนี้ยังมีการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนัก โดยที่อยู่อาศัยกว่า 90% โรงพยาบาล 94% และมหาวิทยาลัยทั้งหมด 12 แห่งในกาซาถูกทำลาย อีกทั้งการปิดกั้นความช่วยเหลือยังส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญกับภาวะขาดสารอาหารและอดตาย

 

นอกจากนี้ ความรุนแรงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกาซา แต่รวมถึงในเขตเวสต์แบงก์ด้วย ทหารและผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวได้ทำลายบ้านเรือนชาวปาเลสไตน์กว่า 6,000 หลัง และสร้างนิคมผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นกว่า 200 แห่ง สิ่งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นนโยบายของรัฐบาลเนทันยาฮูที่มุ่งทำลายและฝังกลบแนวคิดในการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างถาวร

 

3. การขยายแนวหน้าของสงครามสู่เลบานอนและอิหร่าน

 

อิสราเอลได้เปิดฉากรุกรานเลบานอน ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของผู้คนกว่า 2,000 คน และเข้ายึดครองพื้นที่ถึง 14% ของประเทศ พร้อมทั้งขู่ว่าจะทำลายหมู่บ้านตามแนวชายแดนให้ราบคาบเหมือนในกาซา นอกจากนี้ เนทันยาฮูยังเป็นผู้โน้มน้าวให้โดนัลด์ ทรัมป์เริ่มสงครามกับอิหร่านที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 13 นาย มีพลเรือนล้มตายจำนวนมาก และก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ทำให้สินค้าขาดแคลนและมีราคาแพงขึ้นทั่วโลก

 

4. การคัดค้านจากชาวอเมริกันส่วนใหญ่

 

เสียงสนับสนุนอิสราเอลในสหรัฐอเมริกาลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด โดยผลสำรวจระบุว่า 60% ของชาวอเมริกัน ‘คัดค้าน’ การที่สหรัฐฯ จะส่งอาวุธให้อิสราเอล ขณะที่ 80% ของพรรคเดโมแครตและ 41% ของพรรครีพับลิกันมีมุมมองที่ไม่ดีต่ออิสราเอลในปัจจุบัน

 

5. ผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับโลก

 

การที่เนทันยาฮูโน้มน้าวให้สหรัฐฯ เริ่มทำสงครามกับอิหร่านอย่าง ‘ไม่มีเหตุผลอันควร’ ได้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงต่อผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก ทำให้สินค้ามีราคาแพงขึ้นและเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าจำเป็น

 

จากเหตุผลทั้งหมด แซนเดอร์สจึงผลักดันให้วุฒิสภาลงคะแนนเสียงผ่านมติ (Joint Resolutions of Disapproval) เพื่อขัดขวางการขายอาวุธ 2 รายการ ได้แก่ ระเบิดมูลค่า 151.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรถแทรกเตอร์ (Bulldozers) มูลค่า 295 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยย้ำว่า รถแทรกเตอร์เหล่านี้ไม่ใช่ ‘อาวุธเชิงรับ’ แต่เป็น ‘เครื่องมือสำหรับการกวาดล้างเผ่าพันธุ์’ (Ethnic Cleansing) ที่ใช้เพื่อรื้อถอนบ้านเรือนและกีดกันไม่ให้เกิดรัฐปาเลสไตน์

 

แซนเดอร์สเน้นย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่สมาชิกสภาคองเกรสจะต้องรับฟังเสียงของประชาชนชาวอเมริกัน และยุติการให้ความช่วยเหลือทางทหารของสหรัฐฯ แก่รัฐบาลสุดโต่งของเนทันยาฮู

 

แฟ้มภาพ: Yeongsik Im / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post เบอร์นี แซนเดอร์สเผยเหตุผล ทำไมสหรัฐฯ ต้องยุติความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอล appeared first on THE STANDARD.

]]>
มองฉากทัศน์สงครามอิหร่าน จะเกิดอะไรขึ้นต่อ หลังทรัมป์สั่งกองทัพสหรัฐฯ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ? https://thestandard.co/iran-us-hormuz-blockade-trump/ Mon, 13 Apr 2026 03:27:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1197603 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศให้กองทัพ […]

The post มองฉากทัศน์สงครามอิหร่าน จะเกิดอะไรขึ้นต่อ หลังทรัมป์สั่งกองทัพสหรัฐฯ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศให้กองทัพเรืออเมริกันปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนเป็นต้นไป หลังคว้าน้ำเหลวในการเจรจากับอิหร่าน ขณะที่สื่ออิสราเอลรายงานว่า ทรัมป์ และ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล วางแผนทำสงครามต่อ

 

ฉากทัศน์ของโลกจะเป็นอย่างไรต่อไป THE STANDARD สรุปสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

 

ทรัมป์ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไร

 

เมื่อวานนี้ (12 เมษายน) ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า กองทัพสหรัฐฯ จะเริ่มมาตรการปิดล้อมทางทะเล โดยสั่งให้กองทัพเรือสกัดกั้นเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่จ่ายค่าผ่านทางให้แก่อิหร่าน พร้อมชี้ว่า ค่าใช้จ่ายนี้ผิดกฎหมายและไม่ได้รับความปลอดภัยในการเดินเรือ

 

ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า การประชุมเจรจาสันติภาพเป็นไปได้ด้วยดีในหลายจุด แต่จุดที่ตกลงกันไม่ได้ในเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ ‘นิวเคลียร์’ ขณะที่มองว่า การที่อิหร่านอ้างเรื่องทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซเป็นการ ‘ขู่กรรโชก’ ต่อนานาชาติ ซึ่งสหรัฐฯ จะไม่ยอมเด็ดขาด

 

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่า หากฝ่ายอิหร่านเปิดฉากโจมตีใส่สหรัฐฯ หรือเรือพลเรือน ก็จะถูกตอบโต้อย่างรุนแรงจนถึงขั้นพินาศ โดยอ้างว่า กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านถูกทำลายไปหมดแล้ว รวมถึงผู้นำส่วนใหญ่ก็เสียชีวิตแล้วด้วย

 

“ในจังหวะที่เหมาะสม เราพร้อมเต็มที่แล้ว และกองทัพของเราจะจัดการกับสิ่งที่เหลืออยู่ของอิหร่านให้หมดสิ้น!” ทรัมป์กล่าว

 

ทั้งนี้ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ชี้แจงว่า กองทัพสหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการปิดล้อมการจราจรทางทะเลทั้งหมดที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน ตั้งแต่เวลา 10:00 น. ตามเวลาของวันที่ 13 เมษายน หรือเวลา 21:00 น. ตามเวลาประเทศไทย

 

อนึ่ง CENTCOM ยังระบุว่า มาตรการนี้จะถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียมต่อเรือของทุกชาติ โดยมีผลเฉพาะเรือที่เข้าและออกจากท่าเรือหรือพื้นที่ชายฝั่งทั้งหมดของอิหร่าน รวมถึงท่าเรืออื่นๆ ของอิหร่านในอ่าวอาหรับและอ่าวโอมาน

 

อย่างไรก็ตาม กองทัพสหรัฐฯ จะไม่ขัดขวางเรือที่สัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อไป-กลับจากท่าเรือที่ไม่ใช่ของอิหร่าน โดยจะมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ลูกเรือพาณิชย์ผ่านการประกาศอย่างเป็นทางการก่อนการเริ่มปิดล้อม

 

อิหร่านตอบโต้อย่างไร

 

โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบัฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน และผู้นำคณะผู้แทนในการเจรจากับสหรัฐฯ ตอบโต้ทรัมป์ว่า หากสหรัฐฯ สู้ อิหร่านก็สู้ และคำขู่ใหม่ของทรัมป์ไม่มีผลใดๆ ต่ออิหร่าน

 

ส่วน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า เตหะรานเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วยความจริงจัง แต่กลับต้องเผชิญภาวะที่สหรัฐฯ ไม่ยอมถอยหรือประนีประนอมเลย อีกทั้งสหรัฐฯ ก็เพิ่มเงื่อนไขที่ยากกว่าเดิม ทั้งที่ข้อตกลงสันติภาพเกือบบรรลุผลแล้ว

 

“ความปรารถนาดีก่อให้เกิดความปรารถนาดี ความเป็นศัตรูก่อให้เกิดความเป็นศัตรู” อารักชีกล่าว

 

เจรจาหรือโจมตีต่อ อะไรคือทางเลือกต่อไปของสหรัฐฯ?

 

สำหรับฉากทัศน์ที่จะเกิดหลังจากนี้ น่าสนใจว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งให้ข้อมูลกับ Reuters ว่า ในการเจรจาสันติภาพที่ผ่านมา อิหร่านปฏิเสธข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ หลังเสนอให้ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม รื้อถอนโรงงานเสริมสมรรถนะหลัก และโอนย้ายแร่เสริมสมรรถนะสูงทั้งหมด

 

ขณะเดียวกัน อิหร่านยังไม่ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ต้องยุติการสนับสนุนกลุ่มฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ และฮูตี รวมถึงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ

 

ล่าสุด ผู้นำสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ Fox News จากสนามกอล์ฟส่วนตัวที่เมืองไมอามี รัฐฟลอริดา หลังจากโพสต์ข้อความบน Truth Social โดยเชื่อว่า อิหร่านจะเจรจาต่อไป และการหารือเป็นได้ด้วยดี

 

“ผมเชื่อว่าพวกเขาจะกลับมาที่โต๊ะเจรจา เพราะไม่มีใครโง่พอที่จะพูดว่า ‘เราต้องการอาวุธนิวเคลียร์’ ทั้งที่พวกเขาไม่มีไพ่ในมือเลย” ทรัมป์บอกกับ Fox News จากสนามกอล์ฟของเขาใกล้ไมอามี รัฐฟลอริดา

 

ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า พันธมิตร NATO ที่ไม่ได้ช่วยเปิดฉากโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ต้องการมีส่วนช่วยเหลือในปฏิบัติการช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้

 

ขณะที่ The Times of Israel รายงานว่า อิสราเอลเตรียมพร้อมรบอีกครั้งหลังการเจรจาล้มเหลว โดยสถานีโทรทัศน์หลัก 3 ช่องของประเทศรายงานตรงกันว่า กองทัพอิสราเอล (IDF) กำลังเตรียมพร้อมสู้กับอิหร่าน ขณะที่ พล.อ. อายัล ซาเมียร์ (Eyal Zamir) เสนาธิการทหาร IDF สั่งให้กองทัพเตรียมพร้อมขั้นสูงสุดเพื่อรับมือการโจมตีของอิหร่าน

 

อนึ่ง แหล่งข่าวความมั่นคงระดับสูงระบุเหตุผลว่า อิสราเอลต้องการทำสงครามต่อ เพราะการหยุดยิงครั้งก่อนจบเร็วเกินไป โดยที่อิหร่านไม่ได้ถูกกดดันในเรื่องนิวเคลียร์และขีปนาวุธมากพอ

 

ขณะนี้ อิสราเอลกำลังรอการตัดสินใจของทรัมป์ เพื่อเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน โดย The Wall Street Journal รายงานว่า ทรัมป์และที่ปรึกษากำลังพิจารณาการโจมตีทางทหารแบบจำกัดวงควบคู่ไปกับการปิดล้อมทางทะเล เพื่อทำลายสภาวะชะงักงันทางการทูต

 

ส่วนประเทศตัวกลางอย่างปากีสถานยังคงพยายามติดต่อทั้งสองฝ่าย เพื่อดึงสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาสู่โต๊ะเจรจา โดยมองว่า หากแก้ปัญหาเรื่องนิวเคลียร์ได้ ประเด็นอื่นๆ เช่น ขีปนาวุธและกลุ่มตัวแทนก็จะสามารถตกลงกันได้หลังจากนั้น

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post มองฉากทัศน์สงครามอิหร่าน จะเกิดอะไรขึ้นต่อ หลังทรัมป์สั่งกองทัพสหรัฐฯ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 แพร่งที่โลกจะเผชิญ หากทรัมป์เร่งรีบ ‘หาทางลง’ จากสงครามอิหร่าน โดยไม่รับผิดชอบ https://thestandard.co/trump-iran-war-exit-perils/ Thu, 02 Apr 2026 10:15:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1194112 ภาพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซ้อนทับฉากหลังแสดงถึง 4 ความท้าทายที่โลกจะเผชิญ หากเขาเร่งถอนตัวจากสงคราม อิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณถอนตัวออก […]

The post 4 แพร่งที่โลกจะเผชิญ หากทรัมป์เร่งรีบ ‘หาทางลง’ จากสงครามอิหร่าน โดยไม่รับผิดชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซ้อนทับฉากหลังแสดงถึง 4 ความท้าทายที่โลกจะเผชิญ หากเขาเร่งถอนตัวจากสงคราม อิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณถอนตัวออกจากสงครามอิหร่าน โดยประกาศชัดในการแถลงล่าสุด ว่าใกล้จะบรรลุเป้าหมายของสงคราม และจะถอนตัวฝ่ายเดียวโดยไม่โค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน ในขณะที่ข้อตกลงกับเตหะรานเพื่อหยุดยิงหรือยุติสงครามอย่างเป็นรูปธรรมยังไม่เกิดขึ้น

 

 
 

ทรัมป์ อวดอ้างว่า “ส่วนที่ยากที่สุดของสงครามผ่านไปแล้ว” และสหรัฐฯ ได้ทำลายศักยภาพกองทัพและโครงการขีปนาวุธ รวมถึงลดภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้แล้ว ในขณะที่มองโลกในแง่ดีว่าการจบสงครามฝ่ายเดียวนี้ จะช่วยบรรเทาวิกฤตพลังงานและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก พร้อมทั้งมั่นใจว่าสหรัฐฯ จะไม่ต้องดำเนินการใดๆ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่เมื่อความขัดแย้งนี้จบลง ช่องแคบก็จะเปิดเองตามธรรมชาติ

 

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยืนยันว่า “จะเป็นฝ่ายเลือกจุดจบของสงคราม” และไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้จนกว่าสหรัฐฯ จะยอมรับข้อเรียกร้อง โดยรัฐบาลเตหะรานปฏิเสธ “เส้นตาย” และพร้อมที่จะสู้รบต่อไป “อีกอย่างน้อยหกเดือน”

 

และนี่คือ 4 แพร่งของผลลัพธ์ที่โลกจะเผชิญ หากทรัมป์เร่งรีบถอนตัวจากสงครามอย่างเร่งรีบและไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งสะท้อนว่า ‘ส่วนที่ยากที่สุดของสงคราม’ นั้นอาจจะยังไม่จบลง

 

1.อิหร่านที่ฮึกเหิมและพร้อมแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าเดิม

 

ภาพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซ้อนทับฉากหลังแสดงถึง 4 ความท้าทายที่โลกจะเผชิญ หากเขาเร่งถอนตัวจากสงคราม อิหร่าน 1

 

  • ทรัมป์ประกาศว่า “เป้าหมายเดียว” ของเขาในการป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์นั้น “ได้บรรลุผลแล้ว” โดยสหรัฐฯ ได้ทิ้งระเบิดโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านหลายแห่ง แต่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงกว่า 400 กิโลกรัมที่สามารถนำไปใช้ทำระเบิดนิวเคลียร์ได้ยังคงหายไป

 

  • แม้ว่าทรัมป์จะยืนยันว่า ตอนนี้ “ผู้คนที่แตกต่างกันมาก” ซึ่งกำลังปกครองอิหร่าน เป็นผู้ที่ “มีเหตุผลมากกว่า” แต่ผู้เชี่ยวชาญยังเชื่อว่า อิหร่านมีแนวโน้มที่จะสามารถแสวงหาระเบิดนิวเคลียร์ได้มากกว่าช่วงก่อนสงคราม

 

  • โดยอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุด ที่เป็นผุ้ออกฟัตวาห้ามการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ถูกสังหารโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลในช่วงเริ่มต้นสงคราม และขณะนี้กลุ่มผู้นำสายแข็งกร้าวในอิหร่าน กำลังเรียกร้องให้มีการนำโครงการนิวเคลียร์มาใช้เป็นอาวุธ โดยอ้างว่าสถานะของอิหร่านในฐานะรัฐที่มีศักยภาพในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ได้ช่วยยับยั้งการโจมตีที่มีประสิทธิภาพของศัตรู

 

2.อิหร่านยังใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นอาวุธ ป่วนพลังงาน-เศรษฐกิจโลก

 

ภาพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซ้อนทับฉากหลังแสดงถึง 4 ความท้าทายที่โลกจะเผชิญ หากเขาเร่งถอนตัวจากสงคราม อิหร่าน 2

 

  • การถอนตัวออกจากสงครามอิหร่านก่อนกำหนด จะเท่ากับเป็นการยอมรับความล้มเหลวของสหรัฐฯ ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะด้วยวิธีทางการทูตหรือทางทหาร

 

  • แต่ทรัมป์เชื่อว่า เมื่อความขัดแย้งนี้จบลงช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดเองตามธรรมชาติ เพราะอิหร่านต้องการขายน้ำมัน เนื่องจากเป็นสิ่งเดียวที่สามารถสร้างรายได้เพื่อฟื้นฟูประเทศ และมั่นใจว่าการผลิตและขนส่งน้ำมันในภูมิภาคจะกลับมาดำเนินต่อไป และราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว

 

  • ขณะที่ทรัมป์มองว่า สหรัฐฯ มีการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างน้อย และการรักษาความปลอดภัยของเส้นทางน้ำผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ควรเป็นหน้าที่ของประเทศผู้นำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางนี้

 

  • อย่างไรก็ตาม หากจะมองว่าชาวอเมริกันไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานอันเนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก โดยราคาน้ำมันที่ชาวอเมริกันจ่าย ถูกกำหนดโดย ‘ตลาดโลก’ โดยไม่คำนึงถึงแหล่งที่มา และหากปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้รับการแก้ไข การขาดแคลนอุปทานน้ำมันก็จะยังคงผลักดันราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ให้สูงขึ้นเช่นกัน

 

  • นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากสงครามโดยไม่มีข้อตกลงในการเปิดช่องแคบ จะเท่ากับเป็นการมอบชัยชนะให้แก่อิหร่านในการประกาศอำนาจอธิปไตยเหนือเส้นทางน้ำนี้ ซึ่งจะทำให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองมหาศาลต่อเศรษฐกิจโลกมากกว่าที่เคยมีมา โดยการที่อิหร่านตรวจสอบเรือต่างๆ ที่แล่นผ่านช่องแคบและการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 2 ล้านดอลลาร์ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ที่สร้างรายได้ใหม่ให้กับรัฐบาลอิหร่าน

 

  • ขณะที่อำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ก็อาจช่วยให้มีการส่งออกน้ำมันได้มากขึ้นเช่นกัน หากรัฐอ่าวเปอร์เซียอื่นๆ เลือกที่จะขออนุญาตจากเตหะรานเพื่อผ่านช่องแคบ ซึ่งอาจจะช่วยบรรเทาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้บ้าง แต่จะเป็นการสร้างแบบอย่างที่ไม่มีพื้นฐานในกฎหมายระหว่างประเทศ

 

3.ความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซียยังไม่ได้รับการแก้ไข

 

ภาพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซ้อนทับฉากหลังแสดงถึง 4 ความท้าทายที่โลกจะเผชิญ หากเขาเร่งถอนตัวจากสงคราม อิหร่าน 3

 

  • อิหร่านได้ละเมิดข้อห้าม 2 ประการกับประเทศเพื่อนบ้านอาหรับในอ่าวเปอร์เซียระหว่างสงคราม ประการแรกคือ การโจมตีดินแดนของประเทศอ่าวโดยตรงเป็นครั้งแรก และประการที่สองคือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่ทำให้ประเทศอ่าวขาดเส้นทางส่งน้ำมันที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของภูมิภาค

 

  • กลุ่มประเทศอ่าวมองว่า ทั้งสองประเด็นนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย และการถอนตัวออกจากสงครามอย่างรวดเร็วของสหรัฐฯ โดยปราศจากการทำข้อตกลงหยุดยิง อาจทำให้พวกเขามีความเสี่ยงต่อการโจมตีซ้ำอีกในอีกหลายปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังจะทำให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองเหนือประเทศอ่าวอย่างมาก โดยสามารถกำหนดเงื่อนไขในการส่งออกน้ำมันได้ พร้อมทั้งยังคงคุกคามด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อเมืองต่างๆ หากประเทศอ่าวไม่ปฏิบัติตามความต้องการของอิหร่าน ที่มีท่าทีเป็นปรปักษ์มากขึ้น

 

  • นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับข้อตกลงเกี่ยวกับกับการคุ้มครองจากสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยงกับความร่วมมือธุรกิจและการลงทุน โดยเมื่อทรัมป์เยือนกาตาร์ หลังรับตำแหน่งในวาระที่ 2 เขาประกาศว่า “เราจะปกป้องคุณ” ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียให้คำมั่นว่าจะลงทุนในสหรัฐฯ หลายล้านล้านดอลลาร์ แต่การถอนตัวอย่างเร่งรีบที่ปล่อยให้รัฐอ่าวต้องดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตนเอง อาจถูกมองว่าเป็นการทรยศต่อคำมั่นสัญญานั้น

 

4.อิสราเอลไม่หยุดถล่มอิหร่าน-เลบานอน 

 

ภาพประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ซ้อนทับฉากหลังแสดงถึง 4 ความท้าทายที่โลกจะเผชิญ หากเขาเร่งถอนตัวจากสงคราม อิหร่าน 4

 

  • บทเรียนจากกรณีที่อิสราเอลสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนและการสู้รบกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า อิสราเอลยังคงโจมตีศัตรูเหล่านี้ แม้จะทำข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม โดยใช้ข้ออ้างว่า ฝ่ายศัตรูละเมิดข้อตกลง
  • โดยในการทำสงครามกับอิหร่านครั้งนี้ อิสราเอลส่งสัญญาณตั้งแต่แรก ว่าต้องการโค่นล้มหรือลดทอนอำนาจของระบอบการปกครองในอิหร่านจนถึงที่สุด ซึ่งการถอนตัวของสหรัฐฯ โดยที่ระบอบการปกครองอิหร่านยังคงอยู่ อาจทำให้อิสราเอลมองว่าเป็นภารกิจที่ ‘ยังไม่เสร็จสิ้น’ และต้องเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป

 

  • อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้วอชิงตันเคยแสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถควบคุมอิสราเอลได้เมื่อต้องการ โดยในช่วงสงครามอิสราเอล-อิหร่าน ในเดือนมิถุนายน 2025 เมื่อทรัมป์ตัดสินใจยุติความขัดแย้ง เขาอ้างว่า ตนเองเป็นผู้บังคับให้อิสราเอลเรียกเครื่องบินรบที่กำลังเดินทางไปโจมตีอิหร่านกลับ

 

  • อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอิสราเอลจะหยุดโจมตีอิหร่านแล้ว แต่ก็ไม่มีการรับประกันใดๆ ว่าเตหะรานจะหยุดโจมตีตอบโต้อิสราเอล ซึ่งอิหร่านมีแนวโน้มที่จะต้องการการรับประกันว่าจะไม่ถูกโจมตีอีก โดยเป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นได้หากไม่มีการเจรจายุติสงครามอย่างเป็นทางการ

 

  • นอกจากนี้ อิหร่านยังยืนกรานว่าต้องการข้อตกลงหยุดยิงที่ครอบคลุมซึ่งจะรวมถึงการยุติการสู้รบในเลบานอน โดยการถอนกำลังของสหรัฐฯ ไม่น่าจะแก้ปัญหาการโจมตีในเลบานอนได้ ในขณะที่อิสราเอลยังได้เพิ่มความรุนแรงในปฏิบัติการโจมตี และวางแผนที่จะทำลายและยึดครองพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอนจนกว่าจะแน่ใจว่า ภัยคุกคามจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จะหมดสิ้นลง

 

อ้างอิง:

The post 4 แพร่งที่โลกจะเผชิญ หากทรัมป์เร่งรีบ ‘หาทางลง’ จากสงครามอิหร่าน โดยไม่รับผิดชอบ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชนะสงคราม คุมพลังงานโลก เป็นมหาอำนาจเบอร์ 1 สรุปแถลงการณ์ทรัมป์ถึงสงครามอิหร่าน https://thestandard.co/trump-iran-war-us-power/ Thu, 02 Apr 2026 03:50:19 +0000 https://thestandard.co/?p=1193881 โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์ใหญ […]

The post ชนะสงคราม คุมพลังงานโลก เป็นมหาอำนาจเบอร์ 1 สรุปแถลงการณ์ทรัมป์ถึงสงครามอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์ใหญ่ต่อประชาชน (National Address) ในวันที่ 1 เมษายน เวลา 21.00 ตามเวลาท้องถิ่น ถึงความคืบหน้าของสงครามอิหร่าน นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

ชัยชนะท่วมท้นเหนืออิหร่าน การคุมยุทธศาสตร์พลังงานโลก และสหรัฐฯ คือมหาอำนาจอันดับ 1 ทุกมิติ คือคำสำคัญในแถลงการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ ที่เป็นประเด็นต้องจับตาในภูมิรัฐศาสตร์ขณะนี้

 

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

 

THE STANDARD สรุปสุนทรพจน์ของผู้นำสหรัฐฯ ตลอด 20 นาทีว่า ทรัมป์พูดอะไรบ้าง มีประเด็นไหนที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ และสงครามอิหร่านจะมุ่งหน้าไปยังทิศทางใด

 

อิหร่านถูกทำลายอย่างย่อยยับ สหรัฐฯ ชนะอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ทรัมป์ใช้เวลา 20 นาทีในการแถลงใหญ่ เริ่มต้นกล่าวเปิดด้วยการแสดงความยินดีกับ NASA และนักบินอวกาศทั้ง 4 คน ที่ประสบความสำเร็จในการปล่อยยานภารกิจ Artemis II มุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ โดยยกย่องว่า เป็นภารกิจที่น่าทึ่งและสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เนื่องจากเป็นการเดินทางโดยมนุษย์ที่ไกลที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมอวยพรขอให้พระเจ้าคุ้มครองคณะเดินทาง

 

ผู้นำสหรัฐฯ เข้าประเด็นทันทีว่า เป็นเวลา 1 เดือนที่กองทัพสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติมหาพิโรธ (Operation Epic Fury) โดยมุ่งเป้าไปยังอิหร่านในฐานะรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่งของโลก

 

ทรัมป์ชี้ว่า ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้สร้างชัยชนะอย่างรวดเร็ว เด็ดขาด และท่วมท้นในสนามรบ ถือเป็นชัยชนะที่ไม่มีใครได้เห็นมาก่อน ขณะที่อิหร่านกำลังเข้าสู่สภาวะจนตรอก

 

ผู้นำสหรัฐฯอ้างว่า กองเรืออิหร่านหมดสภาพ กองทัพอากาศพังยับเยิน ผู้นำประเทศส่วนใหญ่เสียชีวิตแล้ว ระบบบัญชาการของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ถูกทำลาย ส่วนความสามารถในการยิงขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านลดลงอย่างมาก เช่นเดียวกับโรงงานอาวุธและฐานยิงจรวดโดนทำลายจนหมดสิ้น

 

“ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์สงครามที่ศัตรูจะสูญเสียอย่างหนักขนาดนี้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ศัตรูของเรากำลังแพ้ และอเมริกากำลังชนะ ชนะมากกว่าที่เคยเป็นมา” ทรัมป์ย้ำ

 

เพราะเวเนซุเอลา สหรัฐฯ มีแหล่งพลังงานสำรองเป็นอันดับ 2 ของโลก

 

ทรัมป์ยังขอบคุณกองทัพสหรัฐฯ สำหรับปฏิบัติการในเวเนซุเอลาที่ยึดประเทศภายในเวลาไม่กี่นาที ถือเป็นเป็นการโจมตีที่รวดเร็ว รุนแรง และทั่วโลกยอมรับ

 

ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า ขณะนี้ อเมริกามีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก และกำลังร่วมมือกับเวเนซุเอลาในฐานะ ‘หุ้นส่วนด้านพลังงาน’ โดยชี้ว่า ประเทศมีแหล่งสำรองน้ำมันและก๊าซเป็นอันดับ 2 ของโลก

 

“เรามีความสัมพันธ์ที่ดีมาก และกำลังร่วมกันผลิตและขายน้ำมันและก๊าซจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นแหล่งสำรองอันดับ 2 ของโลก ตอนนี้เราไม่ต้องพึ่งพาตะวันออกกลางอีกต่อไป แต่เรายังอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยพันธมิตร” ทรัมป์ระบุ

 

ไขปริศนา ทำไมสหรัฐฯ ต้องเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน

 

ทรัมป์เริ่มเข้าประเด็นด้วยการอธิบายว่า ทำไมปฏิบัติการมหาพิโรธจึงจำเป็นต่อความปลอดภัยของสหรัฐฯ และโลกเสรี โดยเริ่มกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2015 ที่ลงสมัครท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาเคยสัญญาไว้ว่า จะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์

 

“ระบอบอันบ้าคลั่งนี้ตะโกนคำขวัญอย่าง ‘ความตายจงอยู่กับอเมริกาและอิสราเอล’ มา 47 ปี”

 

ทรัมป์ชี้ว่า เครือข่ายตัวแทนของอิหร่านอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สังหารชาวอเมริกัน 241 คน ในเหตุระเบิดค่ายนาวิกโยธินที่กรุงเบรุต, การสังหารทหารอเมริกันหลายร้อยนายด้วยระเบิดแสวงเครื่องข้างถนน, การมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีเรือ USS Cole และก่อเหตุโหดร้ายอีกนับไม่ถ้วน รวมถึงเหตุการณ์ฮามาสโจมตีอิสราเอลในวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งเป็นความโหดร้ายที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นมาก่อน

 

“ระบอบที่โหดเหี้ยมนี้ยังเพิ่งสังหารประชาชนของตนเองถึง 45,000 คน ซึ่งออกมาประท้วงในอิหร่าน…หากผู้ก่อการร้ายเหล่านี้มีอาวุธนิวเคลียร์ จะเป็นภัยคุกคามที่ยอมรับไม่ได้”

 

ทรัมป์อ้างว่า หากมีอาวุธนิวเคลียร์ อิหร่านในฐานะระบอบรุนแรงและอันธพาลที่สุดในโลก จะก่อการร้าย ข่มขู่บีบบังคับ รุกรานและสังหารหมู่ โดยเขาจะไม่มีวันปล่อยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น พร้อมกล่าวโทษว่า ประธานาธิบดีคนก่อนๆ ก็ไม่ควรปล่อย และอิหร่านควรถูกจัดการไปนานก่อนที่เขาจะเข้ารับตำแหน่งแล้ว

 

ทรัมป์ชี้ว่า เขาได้ทำหลายอย่างเพื่อหยุดยั้งโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน เช่น สังหาร กัสเซม โซเลมานี นายพลอดีตผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษคุดส์ และยกเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ของ บารัก โอบามา โดยชี้ว่า เป็นหายนะสำหรับสหรัฐฯ เพราะโอบามาส่งเงินสด 1.7 พันล้านดอลลาร์ให้อิหร่าน แต่การยุติโครงการก็ไม่ได้ผล

 

“ผมเลือกการทูตก่อนเสมอ แต่พวกเขาปฏิเสธ ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ผมจึงสั่งโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ใน Operation Midnight Hammer เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 ทำหน้าที่อย่างยอดเยี่ยม เราทำลายเป้าหมายทั้งหมด”

 

ผู้นำสหรัฐฯ ชี้ว่า อิหร่านพยายามสร้างขีปนาวุธใหม่ พัฒนาให้มากที่สุด และทำให้ยิงไปได้ไกลที่สุด ปฏิบัติการมหาพิโรธจึงต้องเกิดขึ้นมา เพื่อมีเป้าหมายทำลายกองทัพอิหร่าน ตัดกำลังสนับสนุนกลุ่มตัวแทน และป้องกันการสร้างนิวเคลียร์

 

เมื่อสงครามจบ ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดเอง ขอให้ชาติอื่นช่วยกันดูแล

 

ทรัมป์ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังใกล้บรรลุเป้าหมายแล้ว โดยขอรำลึกถึงทหารอเมริกัน 13 นายที่เสียชีวิต พร้อมขอบคุณพันธมิตรในตะวันออกกลางอย่างอิสราเอล, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, คูเวต และบาห์เรน

 

“ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นเกิดจากการโจมตีของอิหร่าน นี่พิสูจน์ว่าอิหร่านไม่ควรมีนิวเคลียร์ เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ เรามีการลงทุนกว่า 18 ล้านล้านดอลลาร์ ตลาดหุ้นทำสถิติสูงสุด”

 

ทรัมป์ย้ำว่า สหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 1 ของโลก มากกว่าซาอุดีอาระเบียและรัสเซียรวมกัน และแทบไม่ต้องใช้น้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยย้ำว่า ประเทศอื่นต้องดูแลช่องแคบนี้เอง พร้อมให้ข้อเสนอ คือ ซื้อนำ้มันจากสหรัฐฯ และปกป้องช่องแคบฮอร์มุซด้วยตนเอง

 

“เมื่อสงครามจบ ช่องแคบจะเปิดเองตามธรรมชาติ นี่คือสิ่งเดียวที่พวกเขาพยายามฟื้นฟู พวกเขาจะต้องการขายน้ำมัน นั่นคือสิ่งเดียวที่พวกเขามีเพื่อใช้ฟื้นฟูประเทศ

 

“การขนส่งน้ำมันจะกลับมาอีกครั้ง ราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว และตลาดหุ้นจะฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว” ทรัมป์ระบุ

 

สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่าน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าจนกลับสู่ยุคหิน

 

ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า สหรัฐฯ วางแผนโจมตีอิหร่านหนักต่อไปอีก 2-3 สัปดาห์ จนต้องกลับไปอยู่ยุคหิน แต่ในระหว่างนี้ การเจรจาจะยังดำเนินอยู่ หากเตหะรานไม่ทำข้อตกลง อเมริกาจะโจมตีโรงไฟฟ้าทั้งหมด

 

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชี้ว่า ผู้นำอิหร่านชุดใหม่มีความสุดโต่งน้อยกว่า และมีเหตุผลมากกว่า พร้อมหมายเหตุไว้ว่า สหรัฐฯ จะไม่โจมตีโครงสร้างน้ำมัน แม้จะเป็นเป้าหมายที่ง่ายที่สุด เพราะนี่เป็นโอกาสเดียวที่อิหร่านจะอยู่รอดและฟื้นตัวจากทรัพยากรดังกล่าว หากสหรัฐฯ ลงมือจริงก็จะทำลายจนหมดสิ้น และเตหะรานจะไม่สามารถฟื้นตัวได้

 

ทรัมป์ยังอ้างว่า อิหร่านไม่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศ เพราะเรดาร์ถูกทำลายทั้งหมด สหรัฐฯ มีไพ่ทั้งหมดอยู่ในมือ แต่อิหร่านไม่มีเลย พร้อมย้ำว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ผ่านมาแค่ 32 วัน หากเทียบกับประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1 ที่กินเวลา 1 ปี 7 เดือน 5 วัน หรือสงครามอิรักที่ใช้เวลา 8 ปี 8 เดือน 28 วัน

 

“พวกเขาเคยเป็น ‘อันธพาลของตะวันออกกลาง’ แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว นี่คือการลงทุนเพื่ออนาคตของลูกหลานของคุณ ทั้งโลกกำลังจับตามอง และไม่อยากเชื่อในพลังความแข็งแกร่ง และความยอดเยี่ยมที่พวกเขาเห็น

 

“พวกเขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง นี่คือความสามารถของกองทัพสหรัฐฯ คืนนี้ ชาวอเมริกันทุกคนสามารถมองไปข้างหน้าสู่วันที่เราจะเป็นอิสระจากความชั่วร้ายของการรุกรานจากอิหร่าน และภัยคุกคามของการข่มขู่ด้วยอาวุธนิวเคลียร์

 

“จากการกระทำของเรา เรากำลังอยู่ในจุดใกล้ที่จะยุติภัยคุกคามของอิหร่านต่อสหรัฐฯ และโลก และผมบอกได้เลยว่า โลกกำลังจับตามอง เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง สหรัฐฯ จะปลอดภัย แข็งแกร่ง มั่งคั่ง และยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมา” ทรัมป์ทิ้งท้าย

 

ภาพ: Alex Brandon / Reuters

อ้างอิง: 

 

The post ชนะสงคราม คุมพลังงานโลก เป็นมหาอำนาจเบอร์ 1 สรุปแถลงการณ์ทรัมป์ถึงสงครามอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมรัฐอ่าวอาหรับ ‘อดทนอดกลั้นอย่างมาก’ ไม่โจมตีตอบโต้อิหร่าน แม้ตกเป็นเป้าโจมตี https://thestandard.co/arab-gulf-states-iran-restraint/ Tue, 31 Mar 2026 11:48:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1193348 ภาพประกอบแสดงความตึงเครียดระหว่าง รัฐอ่าวอาหรับ และ อิหร่าน ในสถานการณ์ตะวันออกกลาง

สงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว […]

The post ทำไมรัฐอ่าวอาหรับ ‘อดทนอดกลั้นอย่างมาก’ ไม่โจมตีตอบโต้อิหร่าน แม้ตกเป็นเป้าโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงความตึงเครียดระหว่าง รัฐอ่าวอาหรับ และ อิหร่าน ในสถานการณ์ตะวันออกกลาง

สงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมานานกว่า 1 เดือนได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตะวันออกกลาง แต่สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือ ท่าทีของกลุ่มประเทศรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ที่กลับแสดง ‘ความอดทนอดกลั้นอย่างมาก’ โดยทำมากที่สุดเพียงแค่ประณามและเลือกตั้งรับ ‘มากกว่า’ การใช้กำลังทหารตอบโต้อิหร่านโดยตรง หลังพื้นที่บางส่วนของตนตกเป็นเป้าโจมตี

 

 
 

THE STANDARD พูดคุยกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อาทิตย์ ทองอินทร์ อาจารย์ประจำแขนงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ถึงจุดยืนของบรรดารัฐอ่าวอาหรับ รวมถึงแนวโน้มในอนาคตของสงครามครั้งนี้

 

ทำไมรัฐอ่าวอาหรับ ‘อดทนอดกลั้นสูง’ ไม่โจมตีตอบโต้อิหร่านโดยตรง

 

ผศ.ดร. อาทิตย์ระบุว่า ชาติอาหรับตกอยู่ในภาวะ ‘กลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ ในทางหนึ่งระบบความมั่นคงและการป้องกันประเทศต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอย่างสูง ขณะเดียวกันก็เคยมองอิหร่านเป็น ‘ภัยคุกคาม’ จนต้องตั้งกลุ่ม GCC ขึ้นมา แต่ในช่วงหลัง ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ฉนวนกาซาในปี 2023 ชาติอาหรับพยายามปรับความสัมพันธ์กับอิหร่านโดยมีจีนเป็นตัวกลาง เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่าน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชาติอาหรับจึง ‘ไม่สามารถเลือกข้างได้’ อย่างเต็มที่ จะไปประณามสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ หรือจะสนับสนุนการโจมตีอิหร่านแบบ 100% ก็ทำไม่ได้ จึงทำได้เพียงอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพทหาร เพื่อแลกกับความคุ้มครอง

 

อาจารย์อาทิตย์ยังอธิบายว่า ลึกๆ แล้วกลุ่มชาติอาหรับ เช่น ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ประโยชน์หากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านจนอ่อนแอลง เพราะจะทำให้ภูมิภาคอาหรับมีเสถียรภาพและปลอดจากภัยคุกคามมากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่อยากออกหน้าเข้าร่วมอย่างเต็มตัวได้ จนทำให้โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มกดดันให้จ่ายเงินสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร

 

นอกจากนี้ รัฐอาหรับที่เป็นระบอบกษัตริย์จะ ‘หลีกเลี่ยง’ การกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการลุกฮือของมวลชนในประเทศ เนื่องจากมีกระแสการเคลื่อนไหวของกลุ่มมุสลิมฐานรากที่ ‘ต่อต้านอิทธิพลตะวันตก’ อยู่ หากผู้นำอาหรับสนับสนุนสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ ก็จะโดนกระแสต่อต้านจากประชาชนทันที อีกทั้งรัฐอ่าวอาหรับบางประเทศก็มีผลประโยชน์ยึดโยงอยู่กับอิหร่านด้วยเช่นกัน เช่น กาตาร์ รวมถึงไม่ต้องการให้สงครามครั้งนี้ขยายเป็น ‘สงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ’

 

สำรวจจุดยืนของสมาชิก GCC ต่อสงครามอิหร่าน

 

อาจารย์อาทิตย์ชี้ว่า กลุ่มชาติอาหรับมีมุมมองที่แตกต่างกัน บ้างก็เกิดการ ‘เสียงแตก’ แม้กระทั่งในกลุ่มชนชั้นนำด้วยกันเองภายในประเทศ โดย UAE มีความเป็นไปได้สูงที่จะอยู่ฝั่งสหรัฐฯ-อิสราเอล เพราะ UAE ต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ยุค 4.0 ซึ่งต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและการข่าวจากอิสราเอล รวมถึงยังมีข้อพิพาทเรื่องการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนหมู่เกาะกับอิหร่านอีกด้วย

 

ขณะที่ ซาอุดีอาระเบีย ประเทศที่วางตัวเป็น ‘พี่ใหญ่ของโลกอาหรับและมุสลิม’ แม้ลึกๆ จะต้องการให้อิหร่านพินาศย่อยยับ และไม่เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคอีกต่อไป แต่ก็ไม่สามารถออกหน้ากระโจนเข้าสู่สงครามได้โดยตรง หากไปรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับอิสราเอล ซาอุฯ จะสูญเสียอำนาจ Soft Power ในฐานะผู้ครองสองนครศักดิ์สิทธิ์ และสร้างข้อกังขาต่อความชอบธรรมของตนเองทันที

 

ส่วน กาตาร์และโอมาน นั้น อาจารย์อธิบายว่า 2 ประเทศนี้ มักจะทำหน้าที่เป็น ‘กาวใจ’ หรือ ‘ผู้สร้างสมดุล’ (Balancer) ในความขัดแย้งของภูมิภาคมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นลักษณะเด่นทางการทูตของพวกเขา เช่นเดียวกับตอนที่เกิดเหตุการณ์จับตัวประกันโดยกลุ่มฮามาส กาตาร์ก็เป็นตัวกลางสำคัญ และสำนักงานใหญ่ของฮามาสก็ตั้งอยู่ที่กรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์

 

ทางด้าน คูเวต ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีแนวโน้มสูงที่จะอยู่ฝั่งสหรัฐฯ โดยอาจารย์อาทิตย์ให้เหตุผลว่า คูเวตมีผลประโยชน์ผูกพันกันมาตั้งแต่สงครามอ่าวครั้งที่ 1 (ปี 1991) ที่สหรัฐฯ ช่วยปลดแอกคูเวตจากอิรัก อีกทั้ง โครงสร้างทางเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมน้ำมันของคูเวตก็ผสานเข้ากับทุนตะวันตกไปเรียบร้อยแล้ว

 

ขณะที่ บาห์เรน อีกหนึ่งประเทศสมาชิก GCC อาจารย์มองว่า กำลังอยู่ใน ‘จุดที่ตัดสินใจยาก’ แม้จะเป็นที่ตั้งกองบัญชาการทหารเรือที่สำคัญในภูมิภาคของสหรัฐฯ แต่ผู้ปกครองประเทศเป็นมุสลิมสายซุนนี ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมสายชีอะห์ หากผู้ปกครองเข้าร่วมสงครามกับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ จะต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนในประเทศ จนอาจเข้าใกล้ความเป็น ‘รัฐล้มเหลว’ เหมือนช่วงอาหรับสปริง

 

เส้นแดง (Red Line) ของรัฐอ่าวอาหรับคืออะไร

 

อาจารย์อาทิตย์ระบุว่า เส้นแดงของชาติอาหรับในตอนนี้คือ ตราบใดที่การโจมตียังเป็นเพียง ‘เชิงสัญลักษณ์’ หรือโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างโรงกลั่นน้ำมัน หรือฐานทัพอเมริกาที่ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตผู้คน ชาติอาหรับก็น่าจะ ‘ยังพอทนได้และไม่เปิดหน้าตอบโต้’ แต่ล่าสุดอิหร่านเริ่มขู่ว่าจะโจมตีมหาวิทยาลัย และโรงแรมหรือที่พักที่เจ้าหน้าที่ทหารอเมริกันอาศัยอยู่ ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้จะเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตผู้คนมากขึ้น และอาจส่งผลให้บรรดารัฐอ่าวอาหรับต้องปรับเปลี่ยนจุดยืนและยุทธศาสตร์ต่อสงครามครั้งนี้

 

ความเป็นไปได้ของการบุกยึด ‘เกาะคาร์ก’ มีมากน้อยแค่ไหน

 

อาจารย์อาทิตย์ชี้ว่า สถานการณ์ ‘ยังคาดเดาได้ยาก’ เนื่องจากบุคลิกของโดนัลด์ ทรัมป์ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ตรรกะเบื้องหลังการระดมกำลังพลนาวิกโยธินของสหรัฐฯ คือ ‘การยกระดับเพื่อข่มขู่’ หรือการสร้าง ‘ความน่าเชื่อถือในการป้องปราม’ (Deterrent Credibility) เพื่อกดดันไม่ให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยยังไม่ได้ตั้งใจจะใช้กำลังจริง ขณะที่ฝั่งอิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการประสานให้กลุ่มฮูตี (Houthi) ยิงขีปนาวุธส่งสัญญาณสัญลักษณ์กลับว่า หากสหรัฐฯ เปิดหน้ารบที่เกาะคาร์ก ฮูตีก็น่าจะตอบโต้ด้วยการพยายามควบคุมช่องแคบบับเอลมันเดบ ทั้งสองฝ่ายต่างใช้ตำราสงครามเดียวกัน แต่อิหร่านนั้นประเมินและคาดการณ์ตามตรรกะได้ง่ายกว่าสหรัฐฯ

 

สงครามครั้งนี้ ‘จะจบเร็ว’ ตามที่ทรัมป์คาดหวังหรือไม่

 

อาจารย์อธิบายว่า กรอบเจรจาจะไม่ทำให้ทั้งสองฝ่ายยุติความเป็นปรปักษ์ต่อกันได้ ข้อเรียกร้องหลายข้อที่เปิดเผยต่อสาธารณะนั้น ‘เป็นไปได้ยาก’ มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารกับประชาคมโลกและสร้างความชอบธรรมให้ตนเองหากจำเป็นต้องยกระดับความขัดแย้ง ว่าตนได้พยายามหาทางลงแล้วแต่อีกฝ่ายไม่ยอม

 

การเจรจาต่อรองของจริงนั้นอยู่ ‘หลังฉาก’ ซึ่งสัญญาณที่หลุดออกมาเป็นระยะๆ หนึ่งในนั้นคือ อิหร่านต้องการให้สหรัฐฯ รับประกันว่าจะไม่มีสงครามโจมตีอิหร่านอีกในอนาคต เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่สหรัฐฯ ติดขัดตรงที่กระทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องไปเจรจากับอิสราเอลด้วย

 

อาจารย์กล่าวทิ้งท้ายว่า สงครามนี้จะ ‘ไม่จบง่ายและยืดเยื้อแน่นอน’ ตอนนี้ทั้งอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล พยายามขู่ว่าจะไต่บันไดความรุนแรงของสงครามขึ้นไปอีก แต่ในความเป็นจริงอาจารย์มองว่า ‘บันไดถึงขั้นบนสุดแล้ว’ ถ้าจะยกระดับไปมากกว่านี้ก็ต้องข้ามไปเป็น ‘สงครามเต็มรูปแบบ’ หรือ ‘สงครามนิวเคลียร์’ ซึ่งไม่มีฝ่ายใดต้องการไปถึงจุดนั้น ปัจจุบันจึงอยู่ในสภาวะหยั่งเชิงรอดูว่าใครจะยอมถอยก่อน โดยมีการทดสอบกัน เช่น สหรัฐฯ ทดสอบด้วยการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านชั่วคราว อิหร่านจึงยอมลดราวาศอกด้วยการยอมเข้าร่วมการเจรจาที่ปากีสถาน และผ่อนคลายการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซลง

 

ส่วนมุมที่เกี่ยวข้องกับมหาอำนาจนั้น อาจารย์ระบุว่า ในภาพใหญ่ โลกกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านดุลอำนาจและการล่มสลายของระเบียบระหว่างประเทศ พฤติกรรมของ ‘รัฐมหาอำนาจภายนอก’ พยายามจะ ‘จำกัดวงสงคราม’ ครั้งนี้ให้เป็นเพียงเรื่องระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน เพื่อไม่ให้ขยายตัวเป็นสงครามระดับภูมิภาคหรือสงครามโลก

 

แฟ้มภาพ: Reuters

The post ทำไมรัฐอ่าวอาหรับ ‘อดทนอดกลั้นอย่างมาก’ ไม่โจมตีตอบโต้อิหร่าน แม้ตกเป็นเป้าโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไม ‘ฮูตี’ จึงเป็นตัวแปรสำคัญในสงครามอิหร่าน เมื่อทะเลแดงอาจเป็นสมรภูมิใหม่ต่อจากฮอร์มุซ https://thestandard.co/houthis-iran-red-sea-war/ Tue, 31 Mar 2026 02:39:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1192989 ภาพกลุ่มฮูตีพร้อมอาวุธในการแสดงแสนยานุภาพทางทหารในเยเมน

ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางกำลังก้าวสู่จุดสุ่มเสี่ยงที่สุ […]

The post ทำไม ‘ฮูตี’ จึงเป็นตัวแปรสำคัญในสงครามอิหร่าน เมื่อทะเลแดงอาจเป็นสมรภูมิใหม่ต่อจากฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกลุ่มฮูตีพร้อมอาวุธในการแสดงแสนยานุภาพทางทหารในเยเมน

ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางกำลังก้าวสู่จุดสุ่มเสี่ยงที่สุดอีกครั้ง เมื่อกลุ่มฮูตีในเยเมน ประกาศเปิดศึกกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลในสงครามอิหร่านเต็มตัว หลังยิงขีปนาวุธพิสัยไกลตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนและกาซา พร้อมยื่นคำขาดระงับเส้นทางเดินเรือสากล หากขั้วอำนาจตะวันตกยังไม่ยุติการรุกราน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

การขยับหมากของฮูตีในฐานะฟันเฟืองหลักของ ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ (Axis of Resistance) ภายใต้การสนับสนุนของอิหร่าน กำลังกลายเป็นตัวแปรอันตรายที่สั่นคลอนเสถียรภาพโลก โดยเฉพาะในเชิงยุทธศาสตร์บริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบในทะเลแดง ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานและสินค้าไม่ต่างจากช่องแคบฮอร์มุซ

 

เหตุใดกลุ่มติดอาวุธจากเยเมนจึงก้าวขึ้นมาเป็นตัวแสดงที่โลกไม่อาจมองข้าม ฉากทัศน์ถัดไปที่โลกต้องเผชิญคืออะไร? THE STANDARD สรุปภาพรวมและประเมินความเสี่ยงที่กำลังทวีความรุนแรงในสมรภูมิตะวันออกกลาง

 
 

กลุ่มฮูตีคือใคร มีบทบาทสำคัญอย่างไรกับตะวันออกกลาง

 
 

ฮูตีหรืออันซารุลเลาะห์ (Ansar Allah) เป็นกลุ่มการเมืองและการทหารของเยเมน ก่อตัวขึ้นในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดยตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้งคือ ฮุสเซน อัล-ฮูตี และมีรากฐานจากนิกายไซดียะห์ในศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์

 

ในช่วงแรก กลุ่มฮูตีวางตัวเป็นขบวนการภาคประชาชนที่ต่อต้านการทุจริตและอิทธิพลจากต่างชาติ ก่อนจะค่อยๆ ขยายอิทธิพลและเติบโตเป็นกำลังหลักของประเทศจากสงครามกลางเมืองเยเมนในปี 2014 หลังยึดกรุงซานาและโค่นรัฐบาลของ อับดุลราบุฮ์ มันซูร์ ฮาดี (Abd-Rabbu Mansour Hadi) ได้สำเร็จ ทำให้กองกำลังต้องเผชิญหน้ากับรัฐบาลเยเมนพลัดถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ, ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

กลุ่มฮูตีเป็นพันธมิตรอิหร่าน ถือเป็นส่วนหนึ่งของ ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ (Axis of Resistance) เช่นเดียวกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา โดยสหรัฐฯ ระบุว่า อิหร่านให้การสนับสนุนด้านอาวุธ เงินทุน และการฝึกฝนทางทาหาร ขณะที่ฮูตีปฏิเสธไม่ได้เป็นตัวแทนของเตหะราน หากแต่มีจุดยืนทางการเมืองที่สอดคล้องกัน

 

ในช่วงที่ผ่านมา ฮูตีเคยเปิดฉากโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดง เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในสงครามกาซา จากเหตุการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2023 แต่ปัจจุบัน การโจมตียุติลงชั่วคราว หลังสหรัฐฯ เข้ามาเป็นตัวกลางเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับฮามาสในเดือนตุลาคม 2025

 
 

ฮูตีเข้าร่วมสงครามอิหร่านสะท้อนอะไร

 
 

ในช่วงรอมฎอนที่ผ่านมา อับดุล มาลิก อัล-ฮูตี (Abdul Malik al-Houthi) ผู้นำกลุ่มฮูตีในเยเมน ส่งสัญญาณเข้าร่วมสงครามอิหร่าน โดยระบุว่า กองกำลังพร้อมเคลื่อนไหวและโจมตีทุกเมื่อ หากสถานการณ์บีบบังคับและจำเป็น พร้อมย้ำว่า นี่คือการต่อสู้เพื่อประชาชาติอิสลามทั้งหมด

 

อัล-ฮูตี ยังกล่าวชื่นชมปฏิบัติการของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกมาชุมนุมครั้งใหญ่ในกรุงซานาและพื้นที่ภายใต้การควบคุม โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า นี่คือท่าทีที่เริ่มชัดเจนของกลุ่มฮูตีในการสนับสนุนอิหร่าน นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

ผศ.ดร.มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างฮูตีกับอิหร่านพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความใกล้ชิดทางศาสนาในนิกายชีอะห์ แต่ยังเชื่อมโยงกันด้วยผลประโยชน์ด้านความมั่นคงในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางที่ซับซ้อน

 

อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางขยายความว่า ในเชิงภูมิศาสตร์ เยเมนตั้งอยู่ติดกับทะเลแดงและอ่าวเอเดน ซึ่งใกล้กับช่องแคบบับเอลมันเดบ เส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมการค้าของยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ฮูตีมีศักยภาพสำคัญ คือ การควบคุมและรบกวนเส้นทางเดินเรือระดับโลกโดยตรง

 

ผศ.ดร.มาโนชญ์มองว่า การเคลื่อนไหวทางทหารของฮูตีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นยุทธศาสตร์เดิมที่เคยใช้มาก่อน โดยสะท้อนนัยสำคัญต่อสงครามอิหร่าน 2 ประการ

 

1.ความเคลื่อนไหวของฮูตีคือยุทธศาสตร์ร่วมกับอิหร่าน โดยมีจุดประสงค์กดดันเส้นทางพลังงานโลก กล่าวคือ หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ฮูตีก็อาจเข้ามาปิดหรือคุกคามฝั่งทะเลแดง เพื่อทำให้การส่งออกพลังงานของฝ่ายตรงข้ามติดขัดในหลายมิติพร้อมกัน

 

อาจารย์ขยายความว่า ก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียพยายามหาทางเลือกในการขนส่งพลังงานจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยเบี่ยงไปใช้เส้นทางในทะเลแดงแทน เนื่องจากซาอุดีอาระเบียตั้งอยู่ระหว่างอ่าวอาหรับกับทะเลแดง ทำให้สามารถเปลี่ยนเส้นทางส่งออกจากฝั่งตะวันออกไปฝั่งตะวันตกได้

 

2. เป็นการกดดันถึงสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศอ่าวให้ชั่งใจก่อนร่วมสงคราม ผศ.ดร.มาโนชญ์อธิบายว่า ในช่วงที่ผ่านมา ความขัดแย้งตะวันออกกลางส่อขยายตัวในวงกว้างยิ่งขึ้น หลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดเจนในการเปิดปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ขณะที่พยายามดึงประเทศอาหรับ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนเข้ามามีส่วนร่วม

 

อาจารย์มองว่า เมื่อความขัดแย้งขยายวงและมีผู้เล่นเพิ่มขึ้น กลุ่มฮูตีในฐานะพันธมิตรอิหร่านจึงขยับเพื่อส่งสัญญาณตอบโต้ โดยเฉพาะ UAE ที่เคยตกเป็นเป้าการโจมตีมาแล้วในอดีต ถือเป็นการกดดันให้ประเทศอาหรับต้องชั่งน้ำหนัก และต้นทุนความเสี่ยงก่อนตัดสินใจเข้าร่วมสงคราม

 

“การเคลื่อนไหวของกลุ่มฮูตีในช่วงเวลานี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เชื่อมโยงกับทั้งยุทธศาสตร์ของอิหร่าน และความพยายามของสหรัฐฯ ในการขยายแนวร่วมในภูมิภาค” อาจารย์ระบุ

 
 

ทำไมฮูตีจึงเป็นผู้เล่นที่สำคัญในสงครามอิหร่านและตะวันออกกลาง

 
 

Asharq Al-Awsat สื่ออาหรับวิเคราะห์ว่า ฮูตีกลายเป็นผู้เล่นที่สำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง​ หลังสามารถพัฒนาบทบาทจากกองกำลังท้องถิ่นสู่กองกำลังนักรบที่มีอาวุธทันสมัยภายใต้การสนับสนุนจากอิหร่าน

 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยทางการทหารระบุว่า กลุ่มฮูตีมีคลังขีปนาวุธหลากหลาย โดยบางส่วนพัฒนาจากแบบจำลอง ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ Toufan ขีปนาวุธพิสัยไกลที่มีระยะยิงถึง 1,350-1,950 กิโลเมตร หรือ Palestine ขีปนาวุธร่อนที่ยิงไกลได้ถึง 2,000 เมตร ยังไม่รวมถึงขีปนาวุธต่อต้านเรืออย่าง Ase และ Tankil ที่สามารถโจมตีเรือในทะเลแดงและอ่าวเอเดนได้

 

นอกจากนี้ กลุ่มฮูตียังเน้นการพึ่งพา ‘โดรน’ ถือเป็นหัวใจหลักของการโจมตี เพราะมีต้นทุนต่ำ แต่สร้างผลกระทบสูงทั้งในเชิงเศรษฐกิจและจิตวิทยา เช่น Samad-3 โดรนโจมตีที่มีพิสัยประมาณ 1,500-1,800 กิโลเมตร หรือ Waed โดรนที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ Shahed-136 ของอิหร่าน โดยมีพิสัยยิงไกลได้ราว 2,000-2,500 กิโลเมตร

 

ที่สำคัญอย่างยิ่ง ขีดความสามารถทางทะเลของฮูตีเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยมีอาวุธสำคัญอย่าง Toufan เรือไร้คนขับติดระเบิด และยานใต้น้ำไร้คนขับที่สามารถโจมตีจากใต้ผิวน้ำเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ ขณะที่ยังสามารถวางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือบริเวณทะเลแดงได้โดยตรง

 
 

ประเมิน Worst Case Scenario ปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ โลกจะเป็นอย่างไร?

 
 

ผศ.ดร.มาโนชญ์ประเมินว่า หากช่องแคบฮอร์มุซและบับเอลมันเดบถูกปิดพร้อมกัน จะเกิดผลกระทบร้ายแรงระดับโลกทันที ทั้งด้านพลังงาน การค้า และห่วงโซ่อุปทาน เพราะเส้นทางหลักของน้ำมันและสินค้าจะถูกตัดพร้อมกันแทบทั้งหมด

 

อาจารย์ยกตัวอย่างในกรณีซาอุดีอาระเบียที่พยายามใช้ท่อส่งน้ำมันไปออกทางทะเลแดง ซึ่งหากเส้นทางนี้ถูกปิดด้วย ผลกระทบจะยิ่งทวีคูณ โดยมองว่า วิธีการปิดช่องแคบบับเอลมันเดบไม่ได้แค่สร้างแรงสั่นสะเทือนในทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์บีบสหรัฐฯ โดยตรง

 

“ในมุมของอิหร่าน การปิดช่องแคบทั้งสองคือการกดดันให้ประเทศต่างๆ ต้องวางตัวเป็นกลางหรือหันมาเจรจา รวมถึงอาจผลักให้หลายประเทศต้องหันไปพึ่งจีนและรัสเซียเพื่อประคองเศรษฐกิจ”

 

ผศ.ดร.มาโนชญ์อธิบายว่า สหรัฐฯ มองฉากทัศน์ดังกล่าวเป็นความเสี่ยงของระเบียบโลก เพราะอาจทำให้หลายประเทศค่อยๆ หลุดออกจากอิทธิพลของตนเอง ดังนั้น ทางเลือกของสหรัฐฯ อาจเหลืออยู่ 2 หนทางหลักคือ ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านและรัสเซียเพื่อบรรเทาวิกฤต และจัดตั้งปฏิบัติการร่วมทางการทหารเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือ

 

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางตั้งข้อสังเกตว่า หลายประเทศไม่ต้องการเข้าสู่สงคราม ทำให้วิธีการการเจรจามีแนวโน้มถูกเลือกมากกว่า

 

อาจารย์ยกตัวอย่างกรณีกลุ่มประเทศอ่าว (Gulf Cooperation Council: GCC) ที่พยายามวางตัวเป็นกลางในความขัดแย้ง เพราะเน้นให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ ตั้งเป้ารีเซ็ตระเบียบภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเน้นปรับความสัมพันธ์กับอิหร่าน ขณะที่ยังเริ่มไม่ไว้วางใจการมีอยู่ของฐานทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง โดยมองว่า เป็น ‘สายล่อฟ้า’ หรือความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีมากกว่าหลักประกันความมั่นคง

 

“ยังมีความกังวลว่า สุดท้ายสหรัฐฯ อาจถอนตัว เหลือเพียงการขายอาวุธ ขณะที่ประเทศในภูมิภาคต้องเผชิญสงครามกันเอง ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงไม่ต้องการเข้าสู่สงครามเป็นหลัก”

 
 

ฉากทัศน์ต่อไป: อิหร่านเล่นเกมยื้อเวลา ยอมเปิดหน้าแลกสหรัฐฯ

 
 

ผศ.ดร.มาโนชญ์ประเมินฉากทัศน์ว่า สงครามมีแนวโน้มยืดเยื้อต่อไป เพราะอิหร่านไม่เชื่อว่า ท่าทีเจรจาของสหรัฐฯ เป็นความตั้งใจจริง โดยชี้ว่า ประสบการณ์ในอดีตสอนให้เตหะรานอ่านเกมว่า การเจรจาเป็นเพียงการซื้อเวลาให้สหรัฐฯ เพื่อเตรียมความพร้อมทางทหาร

 

ฉากทัศน์ต่อไปที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ อิหร่านต้อง ‘ยื้อเกม’ ให้ยาวที่สุด โดยหวังเพิ่มต้นทุนและความสูญเสียของฝั่งสหรัฐฯ กล่าวคือ ยิ่งสงครามยืดเยื้อและควบคุมผลลัพธ์ไม่ได้มากเท่าไร สหรัฐฯ และอิสราเอลก็จะยิ่งลดแรงจูงใจในการโจมตีอิหร่านในอนาคต

 

ขณะที่อาจารย์ยังมองความเป็นไปได้ว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลจะหันกลับไปใช้ยุทธศาสตร์ ‘เปลี่ยนแปลงระบอบ’ (Regime Change) เหมือนกับสถานการณ์ในอิรัก โดยสนับสนุนกลุ่มภายในอิหร่านให้ลุกขึ้นท้าทายอำนาจรัฐ

 

อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะหากตัวแสดงสำคัญอย่าง ‘กลุ่มเคิร์ด’ เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอาจทำให้ตุรกีเข้ามามีบทบาททันที นั่นหมายความว่า ความขัดแย้งจะยิ่งขยายวงกว้างขึ้นอีก

 

ผศ.ดร.มาโนชญ์ยังมองความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะพิจารณาปฏิบัติการยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์บางจุดในอิหร่าน เช่น พื้นที่ชายฝั่งในช่องแคบฮอร์มุซและเกาะคาร์กเพื่อควบคุมเส้นทางพลังงาน แต่จนถึงขณะนี้ ยังติดเงื่อนไขสำคัญคือการขาดการสนับสนุนจากประเทศอาหรับ

 

ส่วนมิติการเมืองภายในของสหรัฐฯ ก็เริ่มมีแรงต้านต่อสงครามมากขึ้น ทั้งฝ่ายเสรีนิยมและฐานเสียงอนุรักษนิยม โดยเฉพาะต่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามอธิบายว่า สงครามนี้เป็นผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ไม่ใช่ของอิสราเอลเพียงอย่างเดียว

 

ดังนั้นในภาพใหญ่ของสงครามวันนี้ จึงไม่สามารถวิเคราะห์แค่ในมุมสงครามทางทหาร แต่เป็น ‘เกมยื้อเวลา’ ที่เดิมพันด้วยเศรษฐกิจโลกและดุลอำนาจของชาติมหาอำนาจ

 

แฟ้มภาพ: Mohammed al-wafi / Shutterstock

อ้างอิง:

 

The post ทำไม ‘ฮูตี’ จึงเป็นตัวแปรสำคัญในสงครามอิหร่าน เมื่อทะเลแดงอาจเป็นสมรภูมิใหม่ต่อจากฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทะเลแดง-ช่องแคบบับเอลมันเดบ เป้าหมายถัดไปจากฮอร์มุซ? ทำไมโลกต้องกังวลฮูตีเข้าร่วมสงครามอิหร่าน https://thestandard.co/houthi-war-red-sea-oil/ Sun, 29 Mar 2026 03:45:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1192419 ภาพกองกำลังฮูตีกำลังเตรียมยิงขีปนาวุธ

กลุ่มฮูตีเข้าร่วมสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่านอย่ […]

The post ทะเลแดง-ช่องแคบบับเอลมันเดบ เป้าหมายถัดไปจากฮอร์มุซ? ทำไมโลกต้องกังวลฮูตีเข้าร่วมสงครามอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกองกำลังฮูตีกำลังเตรียมยิงขีปนาวุธ

กลุ่มฮูตีเข้าร่วมสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล-อิหร่านอย่างเต็มตัว หลังเปิดฉากยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าการรุกรานจะยุติลง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การขยายตัวของสงครามอาจสร้างผลกระทบขนาดใหญ่ต่อการเดินเรือและราคาน้ำมันโลก โดยเฉพาะในทะเลแดงและช่องแคบบับอัลมันเดบ

 

 
 

กองกำลังฮูตีเข้าร่วมสงครามได้อย่างไร

 

เมื่อวานนี้ (28 มีนาคม) ยาห์ยา ซารี โฆษกฝ่ายทหารของกลุ่มฮูตี ออกแถลงการณ์ว่า กองกำลังพร้อม ‘แทรกแซงทางทหารโดยตรง’ หากมีประเทศอื่นเข้าร่วมโจมตีร่วมกับสหรัฐฯ–อิสราเอล หรือมีการใช้ทะเลแดงเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน

 

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา กลุ่มยืนยันว่าได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลจำนวนหนึ่งไปยังเป้าหมายทางทหารของอิสราเอล และจะดำเนินการโจมตีต่อไปจนกว่าการรุกรานของฝ่ายตรงข้ามจะยุติลง โดยสื่อถึงการยกระดับปฏิบัติการของอิสราเอลต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

 

นอกจากนี้ กองกำลังฮูตียังโจมตีอิสราเอลเป็นครั้งที่สองภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ขณะที่อิสราเอลระบุว่าสามารถยิงสกัดขีปนาวุธจากเยเมนได้ 2 ลูก

 
 

กลุ่มฮูตีคือใคร ทำไมโลกต้องกังวลการเข้าร่วมสงคราม

 

ฮูตีเป็นกลุ่มการเมืองและการทหารของเยเมน ก่อตัวขึ้นในพื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศช่วงต้นทศวรรษ 2000 โดยตั้งชื่อตามผู้ก่อตั้งคือ ฮุสเซน อัล-ฮูตี และมีรากฐานจากนิกายไซดียะห์ในศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์

 

ในช่วงแรก กลุ่มวางตัวเป็นขบวนการภาคประชาชนที่ต่อต้านการทุจริตและอิทธิพลจากต่างชาติ ก่อนจะเติบโตอย่างรวดเร็วจากสงครามกลางเมืองเยเมนในปี 2014 โดยเผชิญหน้ากับรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

กลุ่มฮูตีเป็นพันธมิตรของอิหร่าน และนิยามตนเองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ (Axis of Resistance) เช่นเดียวกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา

 

รายงานของ The Wall Street Journal วิเคราะห์ว่า การยิงขีปนาวุธครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของฮูตี จากบทบาทผู้เล่นในระดับท้องถิ่นสู่การเป็นตัวแสดงสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง ซึ่งอาจมีบทบาทในการขยายวงสงครามและเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก

 

ต้องอธิบายก่อนว่า ฮูตีควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของเยเมน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น และอยู่ใกล้กับช่องแคบบับอัลมันเดบ บริเวณตอนใต้ของทะเลแดง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางขนส่งพลังงานและการค้าระหว่างประเทศ

 

นั่นหมายความว่า หากสงครามลุกลามยิ่งขึ้น ทะเลแดงและช่องแคบบับอัลมันเดบอาจกลายเป็นเป้าหมายถัดไปจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมผลกระทบทางเศรษฐกิจและจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียกับเยเมนอีกครั้ง เหมือนในช่วง 7 ปีก่อน

 

ฟาเรอา อัล-มุสลิมี นักวิจัยจากสถาบัน Chatham House ให้สัมภาษณ์กับ The Guardian ว่า การเข้าร่วมของฮูตีถือเป็นการยกระดับสถานการณ์ที่น่ากังวล โดยเฉพาะผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในทะเลแดงและช่องแคบบับอัลมันเดบ รวมถึงความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการทหารในภูมิภาคอ่าวอาหรับ

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ให้ความเห็นกับ The Wall Street Journal ว่า การโจมตีครั้งนี้สะท้อน ‘การเดินเกมอย่างระมัดระวัง’ เพราะแม้ฮูตีจะถูกอิหร่านกดดันให้ยกระดับสถานการณ์ แต่ก็พยายามหลีกเลี่ยงการยั่วยุให้สหรัฐฯ และอิสราเอลตอบโต้ในวงกว้าง โดยการยิงขีปนาวุธเพียงลูกเดียวถูกมองว่าเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ เพื่อย้ำภาพลักษณ์ในฐานะผู้ปกป้องชาวปาเลสไตน์

 
 

ฮูตีเข้าร่วมสงคราม ตลาดน้ำมันโลกเสี่ยงผันผวนมากขึ้น

 

ก่อนหน้านี้ ซาอุดีอาระเบียพยายามลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ โดยเปลี่ยนไปใช้เส้นทางส่งออกน้ำมันดิบผ่านท่าเรือยานบูบนชายฝั่งทะเลแดง ซึ่งเป็นจุดส่งออกหลักไปยังเอเชีย

 

เช่น Saudi Aramco บริษัทน้ำมันของซาอุดีอาระเบียรายใหญ่ที่สุดของโลก ก็ใช้เส้นทางดังกล่าว โดยส่งน้ำมันผ่านท่อไปยังท่าเรือยานบูแทน

 

The Wall Street Journal ระบุว่า หากฮูตีกลับมาโจมตีเรือในทะเลแดงอีกครั้ง ตลาดน้ำมันโลกอาจเผชิญความปั่นป่วนรุนแรงขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำมันจำนวนมากอาจหายไปจากอุปทาน และผลักดันให้ราคาสูงขึ้น

 

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้การเปลี่ยนเส้นทางของซาอุดีอาระเบียจะไม่สามารถชดเชยปริมาณน้ำมันที่ไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยชะลอการปรับขึ้นของราคาน้ำมันได้บางส่วน

 

ทั้งนี้ นาวีน ดาส (Naveen Das) นักวิเคราะห์น้ำมันอาวุโสจาก Kpler ระบุว่า หากเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีในทะเลแดง ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นสัญญาณว่า เส้นทางทางเลือกทั้งหมดกำลังถูกคุกคาม และโลกไม่มีทางออกในการขนส่งน้ำมัน

 

ขณะที่ เดวิด อ็อกลีย์ (David Oxley) จาก Capital Economics วิเคราะห์ว่า หากความรุนแรงกลับมาในทะเลแดง และทำให้อุปทานน้ำมันในตะวันออกกลางทั้งหมดถูกกักไว้ ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 130-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ประมาณ 4,600-5,800 บาท) จากระดับปัจจุบันราว 100 ดอลลาร์ (ประมาณ 3,200 บาท)

 

ปัจจุบัน UK Maritime Trade Operations เตือนว่า ระดับภัยคุกคามในทะเลแดงยังอยู่ในระดับสูง โดยระบุว่า ฮูตียังคงมีทั้งศักยภาพและเจตนาในการโจมตีเรือในภูมิภาค ขณะที่ก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวจากอิสราเอลเปิดเผยกับ CNN ในช่วงต้นเดือนมีนาคมว่า กลุ่มติดอาวุธอาจเปิดฉากโจมตีต่ออิสราเอลเพิ่มเติม

 

ภาพ: Houthi Military Media / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post ทะเลแดง-ช่องแคบบับเอลมันเดบ เป้าหมายถัดไปจากฮอร์มุซ? ทำไมโลกต้องกังวลฮูตีเข้าร่วมสงครามอิหร่าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มฮามาสเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ https://thestandard.co/hamas-iran-gulf-attacks/ Sun, 15 Mar 2026 03:29:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1187552 แฟ้มภาพกลุ่มฮามาสในประเด็นความขัดแย้งตะวันออกกลาง

กลุ่มฮามาสเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีประเทศเพื่อนบ้ […]

The post กลุ่มฮามาสเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟ้มภาพกลุ่มฮามาสในประเด็นความขัดแย้งตะวันออกกลาง

กลุ่มฮามาสเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงสนับสนุนสิทธิของอิหร่านในการป้องกันตนเองจากการรุกรานของสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ฮามาสเน้นย้ำให้ทุกประเทศในภูมิภาคร่วมมือกัน เพื่อยุติความขัดแย้งและรักษาความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง

 

แม้ทางการอิหร่านจะอ้างว่า เป้าหมายการโจมตีตอบโต้คือ ‘ฐานทัพอเมริกัน’ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมากลับสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 คนทั่วภูมิภาค ซึ่งแบ่งเป็นในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 6 คน, คูเวต 6 คน, โอมาน 2 คน, ซาอุดีอาระเบีย 2 คน และบาห์เรน 2 คน นอกจากนี้ ตุรกีและกาตาร์ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มฮามาสก็ถูกอิหร่านโจมตีเช่นกัน

 

ก่อนหน้านี้ ฮามาสได้ออกมาประณามการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล จนเป็นเหตุให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านในช่วงเวลานั้น รวมถึงบุคคลสำคัญของอิหร่านอีกหลายคนเสียชีวิต โดยชี้ว่า เป็น ‘อาชญากรรมที่ชั่วร้าย’

 

ที่ผ่านมาชาติอาหรับต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาททั้งในการเป็นคนกลางเจรจาและการมอบความช่วยเหลือ ล่าสุด กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ให้คำมั่นที่จะมอบเงินสนับสนุนรวมกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับ Board of Peace ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนความพยายามในการยุติความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์

 

ส่วนสถานการณ์ข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาที่ผลักดันโดยสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 หลังจากสงครามที่ยืดเยื้อมา 2 ปีได้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 72,000 ราย อย่างไรก็ตาม อิสราเอลและฮามาสต่างกล่าวหากันและกันว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงแทบจะรายวัน โดยกองกำลังอิสราเอลยังคงก่อเหตุยิงปืนใหญ่และใช้อาวุธปืน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขของกาซาระบุว่ามีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 649 รายนับตั้งแต่เริ่มการหยุดยิง

 

แฟ้มภาพ: Abdelhadi Ramahi / Reuters

 

อ้างอิง:

 

The post กลุ่มฮามาสเรียกร้องให้อิหร่านยุติการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวอาหรับ appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่ ‘คำพูดคือกฎหมาย’ และอยู่เบื้องหลัง ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ https://thestandard.co/khamenei-iran-supreme-leader-axis-resistance/ Sun, 01 Mar 2026 06:08:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1183045 ภาพกราฟิก อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของ อิหร่าน ผู้ที่ได้รับฉายาว่า 'คำพูดคือกฎหมาย'

สื่อทางการอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาล […]

The post รู้จัก คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่ ‘คำพูดคือกฎหมาย’ และอยู่เบื้องหลัง ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิก อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของ อิหร่าน ผู้ที่ได้รับฉายาว่า 'คำพูดคือกฎหมาย'

สื่อทางการอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ในเช้าวันนี้ (1 มีนาคม) หลังถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีร่วมเพื่อโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการอิหร่าน โดยมีเขาเป็นเป้าหมายหลัก

 

คาเมเนอี เป็นหนึ่งในบุคคลที่ทรงอำนาจมากที่สุดในตะวันออกกลาง และปกครองอิหร่านมายาวนานถึง 36 ปี โดยเป็นแกนหลักในการยืนหยัดต่อต้านแรงกดดันจากชาติตะวันตกและอิสราเอลมานานหลายทศวรรษ

 

ภายใต้การนำของเขา อิหร่านที่แม้จะเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ยังสามารถขยายอิทธิพลอย่างกว้างขวาง โดยมีเครือข่ายกลุ่มติดอาวุธในหลายประเทศเป็นพันธมิตร และถือเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของภูมิภาคที่น่าเกรงขาม

 

อย่างไรก็ตาม การเสียชีวิตของคาเมเนอี เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อิหร่านอ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ขึ้นครองอำนาจในปี 1989 เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำอย่างหนักจากการคว่ำบาตร ขณะที่เกิดการประท้วงต่อต้านจากประชาชนจำนวนมากทั่วประเทศตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จนทำให้เกิดการปราบปรามอย่างรุนแรง และคร่าชีวิตผู้ประท้วงไปหลายพันคน

 

สิ่งที่หลายคนอยากรู้ คือบทบาทและความสำคัญของคาเมเนอี ต่ออิหร่านนั้นมากมายแค่ไหน ตัวตนของเขาเป็นอย่างไร และใครจะก้าวขึ้นมาแทนเขาหลังจากนี้?

 

เส้นทางสู่อำนาจ

 

คาเมเนอี เกิดที่เมืองมาชาด ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน ในเดือนเมษายน ปี 1939 โดยความศรัทธาทางศาสนาของเขาชัดเจนตั้งแต่เข้าเป็นนักบวชเมื่ออายุ 11 ปี เขาศึกษาเล่าเรียนในอิรักและในเมืองกอม เมืองหลวงทางศาสนาของอิหร่าน

 

บิดาของคาเมเนอี เป็นนักวิชาการศาสนาเชื้อสายอาเซอร์ไบจาน โดยเป็นนักบวชหัวอนุรักษ์นิยมที่ต่อต้านการผสมผสานระหว่างศาสนากับการเมือง ขณะที่คาเมเนอี ดูจะเป็นนักบวชหัวก้าวหน้าที่สนับสนุนอุดมการณ์ปฏิวัติอิสลาม

 

ในปี 1963 คาเมเนอี วัย 24 ปี ถูกจำคุกเป็นครั้งแรก หลังถูกจับกุมในข้อหาทำกิจกรรมทางการเมือง โดยข้อมูลจากชีวประวัติอย่างเป็นทางการ ระบุว่าเขาถูกจำคุกเป็นเวลา 10 วันในเมืองมัชฮัด และถูกทรมานอย่างรุนแรง

 

หลังจากการล่มสลายของพระเจ้าชาห์ กษัตริย์องค์สุดท้ายของอิหร่าน คาเมเนอีได้ดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่งในสาธารณรัฐอิสลาม โดยในการดำรงตำแหน่งรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เขาได้ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และเป็นบุคคลสำคัญในสงครามระหว่างอิหร่านกับอิรัก ปี 1980-1988 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 1 ล้านคน

 

ด้วยทักษะความสามารถในการพูดที่ดึงดูดใจผู้คน เขาได้รับการแต่งตั้งจากอยาตอลเลาะห์ โคมัยนี ผู้นำคนแรกของอิหร่านหลังปฏิวัติอิสลาม ให้เป็นผู้นำพิธีละหมาดวันศุกร์ในกรุงเตหะราน

 

เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงอย่างรวดเร็ว โดยได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีด้วยการสนับสนุนจากโคมัยนี และกลายเป็นนักบวชคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ อีกทั้งยังเป็นตัวเลือกในการสืบทอดตำแหน่งต่อจากโคมัยนี ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการตั้งคำถามจากหลายฝ่าย เนื่องจากเขาขาดทั้งความนิยมและคุณสมบัติทางศาสนาที่เหนือกว่าโคมัยนี

 

สถาปนิกเบื้องหลัง ‘แกนแห่งการต่อต้าน’

 

คาเมเนอี ยังเป็นประธานของอาณาจักรทางการเงินขนาดใหญ่ผ่านทางเซทาด (Setad) องค์กรกึ่งรัฐภายใต้การควบคุมโดยตรงของผู้นำสูงสุดอิหร่านที่ก่อตั้งโดยโคมัยนี ซึ่งถูกสร้างขึ้นจากทรัพย์สินหลายพันรายการที่ยึดได้หลังการปฏิวัติอิสลาม โดยมีสินทรัพย์มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

 

ภายใต้การนำของคาเมเนอี เขาขยายอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค โดยเสริมกำลังให้แก่กองกำลังติดอาวุธชาวมุสลิมชีอะห์ ทั้งในอิรักและเลบานอน และสนับสนุนการครองอำนาจของบาชาร์ อัล อัสซาด อดีตประธานาธิบดีซีเรีย ด้วยการส่งทหารหลายพันนายไปยังซีเรีย

 

เขาใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ตลอด 4 ทศวรรษไปกับพันธมิตรเหล่านี้ ซึ่งรู้จักในชื่อ ‘แกนแห่งการต่อต้าน (Axis of Resistance)’ ซึ่งรวมถึงกลุ่มฮามาส, กลุ่มอิสลามปาเลสไตน์, กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มกบฎฮูตีในเยเมน ที่มีเป้าหมายหลักเพื่อต่อต้านอำนาจของอิสราเอลและสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง

 

อย่างไรก็ตาม การโค่นล้มอัสซาด และการโจมตีและสังหารผู้นำกลุ่มติดอาวุธเหล่านี้อย่างหนักในปี 2024 ก็ส่งผลให้อิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค เริ่มหดหายไปด้วยเช่นกัน

 

แนวคิดต่อต้านอิสราเอลอย่างแข็งกร้าวของคาเมเนอี ทำให้อิหร่านและอิสราเอลทำสงครามทั้งลับและเปิดเผยกันมายาวนานหลายทศวรรษ โดยที่ผ่นามา อิสราเอลลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์และผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านไปแล้วหลายคน

 

อาลี คาเมเนอี กับปัญหาโครงการนิวเคลียร์

 

ปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านกลายมาเป็นข้ออ้างหลักในการโจมตีล่าสุดของอิสราเอลและสหรัฐฯ

 

ที่ผ่านมา คาเมเนอีปฏิเสธว่าโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์อย่างที่ตะวันตกกล่าวอ้าง

 

คาเมเนอี ปฏิเสธเจตนาที่จะพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และถึงขั้นออกคำวินิจฉัยทางศาสนาอิสลาม หรือฟัตวา ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เกี่ยวกับ ‘การผลิตและการใช้อาวุธนิวเคลียร์’ โดยกล่าวว่า “มันขัดกับหลักคำสอนอิสลามของอิหร่าน”

 

ในปี 2015 เขาให้การสนับสนุนอย่างระมัดระวังต่อข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจกับรัฐบาลอิหร่านในสมัยประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ซึ่งตกลงจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเพื่อแลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร จนทำให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองของอิหร่านลดลง

 

แต่ความเป็นปรปักษ์ของคาเมเนอีต่อสหรัฐฯ กลับทวีความรุนแรงขึ้นอีกในปี 2018 เมื่อรัฐบาลชุดแรกของทรัมป์ ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์และกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรเพื่อบีบอุตสาหกรรมน้ำมันและการขนส่งของอิหร่าน

 

หลังจากการถอนตัวของสหรัฐฯ คาเมเนอีได้เข้าข้างกลุ่มผู้สนับสนุนสายแข็งที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายประนีประนอมของรูฮานีต่อชาติตะวันตก

 

ขณะที่ทรัมป์กดดันอิหร่านให้ตกลงทำข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ในปี 2025 คาเมเนอีได้ประณามทรัมป์ ว่าเป็น “ผู้นำที่หยาบคายและหยิ่งยโสของอเมริกา” และตั้งคำถามว่า “พวกคุณเป็นใครถึงมาตัดสินว่าอิหร่านควรเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมหรือไม่”

 

คำพูดของเขาคือ ‘กฎหมาย’

 

ในฐานะผู้นำสูงสุด คำพูดของคาเมเนอีคือกฎหมาย เขาได้รับสืบทอดอำนาจมหาศาล รวมถึงอำนาจบัญชาการกองทัพ และอำนาจแต่งตั้งบุคคลสำคัญหลายคน เช่น หัวหน้าฝ่ายตุลาการ หน่วยงานความมั่นคง และสถานีวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐ

 

เขายังแต่งตั้งพันธมิตรของเขาให้เป็นผู้บัญชาการ IRGC ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดในระบบการปกครองโดยผู้นำศาสนาและประชาธิปไตยแบบจำกัดที่ซับซ้อนของอิหร่าน

 

คาเมเนอีพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้กลุ่มใด แม้แต่ในหมู่พันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของเขา มีอำนาจมากพอที่จะท้าทายเขาและจุดยืนต่อต้านสหรัฐฯ ของเขา

 

นักวิชาการนอกอิหร่านวาดภาพคาเมเนอี ในฐานะนักอุดมการณ์ผู้เก็บตัวและหวาดกลัวการถูกทรยศ ซึ่งความวิตกกังวลนี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากการพยายามลอบสังหารเขาในปี 1981 ที่ทำให้แขนขวาของคาเมเนอี กลายเป็นอัมพาต

 

การปราบปรามผู้ต่อต้านอย่างรุนแรง

 

ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอิหร่าน ยังทำให้คาเมเนอีและผู้นำรัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากนักเคลื่อนไหวและองค์กรระหว่างประเทศ แม้ว่ารัฐบาลเตหะรานจะยืนยันว่า อิหร่านมีบันทึกด้านสิทธิมนุษยชนที่ดีที่สุดในบรรดาประเทศโลกมุสลิม

 

โดยการจัดการผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลในยุคของคาเมเนอี เป็นไปอย่างรุนแรง ซึ่งในปี 2009 IRGC ภายใต้คำสั่งของคาเมเนอี ทำการปราบปรามการประท้วงอย่างรุนแรง หลังมาห์มูด อะห์มาดิเนจาด ประธานาธิบดีอิหร่านขณะนั้น ชนะการเลือกตั้งอีกสมัยท่ามกลางข้อกล่าวหาจากฝ่ายค้านเรื่องการโกงการเลือกตั้ง

 

ในปี 2022 คาเมเนอีปราบปรามผู้ประท้วงที่โกรแค้นจากการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี หญิงชาวอิหร่านเชื้อสายเคิร์ดวัย 22 ปี ที่เสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัวโดยตำรวจศีลธรรม ในข้อหาละเมิดกฎหมายบังคับให้ผู้หญิงสวมฮิญาบคลุมผมขณะอยู่ในที่สาธารณะ

 

และเมื่อเผชิญกับความวุ่นวายที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การปฏิวัติ คาเมเนอีกล่าวโทษศัตรูจากตะวันตกว่าปลุกปั่นให้เกิดการต่อต้าน ก่อนจะใช้วิธีการแขวนคอผู้ประท้วงและนำศพมาแสดงโดยแขวนไว้บนเครน เพื่อ ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’ หลังจากความไม่สงบดำเนินมาหลายเดือน

 

ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2025 การประท้วงใหญ่ต่อปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นซึ่งปะทุขึ้นในเตหะรานและหลายเมือง และบานปลายเป็นการก่อความไม่สงบทั่วประเทศ ทำให้เกิดการปราบปรามที่รุนแรง

 

ขณะที่คาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ระดับสูง อนุญาตให้กองกำลังความมั่นคงใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ประท้วง จนกลายเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อิหร่านสมัยใหม่ โดยนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนในอิหร่านยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7,000 คน

 

ใครจะสืบทอดตำแหน่งต่อจาก อาลี คาเมเนอี

 

ตามรัฐธรรมนูญอิหร่าน ผู้สืบทอดตำแหน่งของคาเมเนอีจะต้องได้รับการคัดเลือกโดยองค์กรเดียวกันกับที่เลือกเขา นั่นคือ ‘สภาผู้เชี่ยวชาญด้านการเป็นผู้นำ’

 

นี่คือองค์กรที่ประกอบด้วยนักบวช 88 คน ซึ่งตามเอกสารแล้วจะได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนทุกๆ 8 ปี แต่ในความเป็นจริง มีเพียงนักบวชที่จงรักภักดีต่อสาธารณรัฐอิสลามมากที่สุดเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเหตุผลที่สมาชิกส่วนใหญ่ของสภาในปัจจุบัน เป็นนักบวชที่มีแนวคิดสุดโต่งเช่นเดียวกับคาเมเนอี

 

รัฐธรรมนูญระบุว่า นักบวชเหล่านี้จะต้องเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่โดยเร็วที่สุด แต่การรวบรวมทุกคนอย่างรวดเร็วในขณะที่อิหร่านกำลังถูกโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล อาจเป็นเรื่องยากด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย

 

โดยในระหว่างนี้ ประธานาธิบดี หัวหน้าฝ่ายตุลาการ และสมาชิกนักบวชของสภาผู้พิทักษ์ที่มีอำนาจ จะรับหน้าที่แทนผู้นำอิหร่าน

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Fars News (IRAN)/File Photo

 

อ้างอิง :

The post รู้จัก คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่ ‘คำพูดคือกฎหมาย’ และอยู่เบื้องหลัง ‘แกนแห่งการต่อต้าน’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ ประกาศเปิดปฏิบัติการสู้รบอิหร่านครั้งใหญ่ ขจัดภัยคุกคามเร่งด่วน ย้ำ “ระบอบก่อการร้าย ต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์” https://thestandard.co/trump-iran-war-nuclear-weapons/ Sat, 28 Feb 2026 09:49:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1182796 โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะแถลงข่าวประกาศปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน พร้อมชี้ถึงภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์คลิปวิดีโอแถลงการณ์ความ […]

The post ทรัมป์ ประกาศเปิดปฏิบัติการสู้รบอิหร่านครั้งใหญ่ ขจัดภัยคุกคามเร่งด่วน ย้ำ “ระบอบก่อการร้าย ต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์” appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะแถลงข่าวประกาศปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน พร้อมชี้ถึงภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์คลิปวิดีโอแถลงการณ์ความยาวกว่า 8 นาที ผ่าน Truth Social ประกาศเริ่มต้นปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ในอิหร่าน โดยมีเป้าหมายเพื่อขจัดภัยคุกคามและปกป้องประชาชนอเมริกัน พร้อมชี้ถึงอันตรายจากระบอบเผด็จการของอิหร่าน และกองกำลังติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุน ซึ่งกระทำการก่อการร้ายและสังหารชาวอเมริกันและประชาชนผู้บริสุทธิ์ในหลายประเทศ

 

ทรัมป์ ชี้ว่านโยบายของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐบาลของเขาคือ “ระบอบก่อการร้าย จะต้องไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์” และชี้ว่าอิหร่านปฏิเสธโอกาสละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ จึงทำให้สหรัฐฯ ต้องเปิดฉากปฏิบัติการสู้รบครั้งนี้ ซึ่งเขายืนยันว่าจะทำลายอุตสาหกรรมขีปนาวุธของอิหร่านให้ราบเป็นหน้ากลอง และจะทำลายกองทัพเรือของอิหร่าน และทำให้แน่ใจว่ากลุ่มก่อการร้ายที่เป็นตัวแทนของอิหร่าน จะไม่สามารถทำให้ภูมิภาคหรือโลกไร้เสถียรภาพ หรือโจมตีกองทัพและประชาชนอเมริกันได้อีกต่อไป

 

โดยทรัมป์ ยังประกาศกองทัพและตำรวจอิหร่านให้วางอาวุธหรือเผชิญกับความตาย และเรียกร้องให้ประชาชนอิหร่านออกมาควบคุมรัฐบาล ภายหลังปฏิบัติการโจมตีเสร็จสิ้น โดยชี้ว่าเป็น “โอกาสเดียวในรอบหลายชั่วอายุคน”

 

และนี่คือเนื้อหาทั้งหมดของแถลงการณ์จากทรัมป์

 

“เมื่อไม่นานนี้ กองทัพสหรัฐอเมริกาได้เริ่มปฏิบัติการสู้รบครั้งใหญ่ในอิหร่าน เป้าหมายของเราคือปกป้องประชาชนชาวอเมริกันด้วยการขจัดภัยคุกคามเร่งด่วนจากระบอบการปกครองอิหร่าน กลุ่มที่โหดร้าย แข็งกร้าว และเลวร้ายอย่างยิ่ง กิจกรรมที่เป็นภัยคุกคามของพวกเขาส่งผลอันตรายโดยตรงต่อสหรัฐอเมริกา ต่อทหารของเรา ต่อฐานทัพของเราในต่างประเทศ และต่อพันธมิตรของเราทั่วโลก

 

ตลอด 47 ปีที่ผ่านมา ระบอบการปกครองอิหร่านได้ตะโกนคำขวัญว่า ‘ความตายจงมีแด่อเมริกา’ และดำเนินการรณรงค์นองเลือดและสังหารหมู่อย่างไม่สิ้นสุด โดยมุ่งเป้าไปที่สหรัฐอเมริกา ทหารของเรา และประชาชนผู้บริสุทธิ์ในหลายประเทศ หลายประเทศอย่างยิ่ง

 

หนึ่งในการกระทำแรกๆ ของระบอบนี้คือการสนับสนุนการยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในอิหร่าน จับชาวอเมริกันหลายสิบคนเป็นตัวประกันนาน 444 วัน โดยในปี 1983 กลุ่มตัวแทนของอิหร่านได้ก่อเหตุระเบิดค่ายทหารนาวิกโยธิน ในเบรุต คร่าชีวิตทหารอเมริกัน 241 นาย และในปี 2000 พวกเขารู้และอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีเรือ USS Cole ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

 

กองกำลังอิหร่านได้สังหารและทำให้ทหารอเมริกันในอิรักหลายร้อยนายพิการ กลุ่มตัวแทนของระบอบนี้ยังคงเปิดฉากโจมตีกองกำลังอเมริกันที่ประจำการในตะวันออกกลางนับไม่ถ้วนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงโจมตีเรือรบและเรือพาณิชย์ของสหรัฐฯ ในเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ มันคือการก่อการร้ายอย่างมหาศาล และเราจะไม่ทนกับมันอีกต่อไป

 

จากเลบานอนถึงเยเมน และจากซีเรียถึงอิรัก ระบอบนี้ได้จัดหาอาวุธ ฝึกฝน และให้ทุนสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธก่อการร้ายที่ทำให้ผืนแผ่นดินชุ่มไปด้วยเลือดและซากศพ และกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นตัวแทนของอิหร่าน คือผู้ที่เปิดฉากการโจมตีอันอำมหิตเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมต่ออิสราเอล สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์มากกว่า 1,000 คน รวมถึงชาวอเมริกัน 46 คน พร้อมทั้งจับตัวพลเมืองของเรา 12 คนเป็นตัวประกัน มันโหดร้าย เป็นสิ่งที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน

 

อิหร่านคือผู้สนับสนุนการก่อการร้ายระดับรัฐอันดับหนึ่งของโลก และเมื่อไม่นานมานี้ยังได้สังหารประชาชนของตนเองนับหมื่นคนบนท้องถนน ขณะที่พวกเขาออกมาประท้วง

 

นโยบายของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐบาลของผม คือ ระบอบก่อการร้ายนี้จะต้องไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์

 

ผมจะพูดอีกครั้ง พวกเขาจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์ นั่นคือเหตุผลที่ในปฏิบัติการ Midnight Hammer เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เราได้ทำลายโครงการนิวเคลียร์ของระบอบนี้ที่ฟอร์โดว์ นาทานซ์ และอิสฟาฮานจนราบเป็นหน้ากลอง

 

หลังการโจมตีนั้น เราได้เตือนพวกเขาว่า อย่ากลับมาดำเนินการแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ที่เป็นอันตรายอีก และเราได้พยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อทำข้อตกลง เราพยายามแล้ว พวกเขาอยากทำข้อตกลง แล้วพวกเขาก็ไม่อยากทำอีก พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาแค่ต้องการฝึกฝนความชั่วร้าย

 

แต่อิหร่านปฏิเสธ เช่นเดียวกับที่ปฏิเสธมาหลายทศวรรษ พวกเขาปฏิเสธทุกโอกาสที่จะละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ และเราทนไม่ไหวอีกต่อไป

 

แทนที่จะหยุด พวกเขากลับพยายามฟื้นฟูโครงการนิวเคลียร์ และยังคงพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล ซึ่งขณะนี้สามารถคุกคามเพื่อนและพันธมิตรที่ดีของเราในยุโรป ทหารของเราที่ประจำการในต่างประเทศ และในไม่ช้าอาจไปถึงแผ่นดินใหญ่ของอเมริกา

 

ลองจินตนาการดูว่าระบอบนี้จะยิ่งฮึกเหิมเพียงใด หากวันหนึ่งพวกเขามีและติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์จริงๆ เพื่อใช้ส่งสารของพวกเขา

 

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ กองทัพสหรัฐฯ กำลังดำเนินปฏิบัติการครั้งใหญ่และต่อเนื่อง เพื่อป้องกันเผด็จการหัวรุนแรงที่ชั่วร้ายอย่างยิ่งนี้จากการคุกคามอเมริกาและผลประโยชน์ด้านความมั่นคงหลักของชาติ เราจะทำลายขีปนาวุธของพวกเขา และทำให้อุตสาหกรรมขีปนาวุธของพวกเขาราบเป็นหน้ากลอง มันจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงอีกครั้ง

 

เราจะทำลายกองทัพเรือของพวกเขา เราจะทำให้แน่ใจว่ากลุ่มตัวแทนก่อการร้ายของระบอบนี้จะไม่สามารถทำให้ภูมิภาคหรือโลกไร้เสถียรภาพ หรือโจมตีกองกำลังของเราได้อีกต่อไป และจะไม่สามารถใช้ระเบิดแสวงเครื่องหรือระเบิดข้างถนนดังที่เรียกกัน เพื่อทำให้ผู้คนหลายพันหลายหมื่นคนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต รวมถึงชาวอเมริกันจำนวนมาก

 

และเราจะทำให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่ได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ นี่คือข้อความที่เรียบง่ายมาก ‘พวกเขาจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์’

 

ระบอบนี้จะได้เรียนรู้ในไม่ช้าว่า ‘ไม่มีใครควรท้าทายพลังและแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐอเมริกา’

 

ผมได้สร้างและสร้างใหม่กองทัพของเราในรัฐบาลแรกของผม และไม่มีกองทัพใดในโลกที่ใกล้เคียงกับพลัง ความแข็งแกร่ง หรือความล้ำสมัยของเราเลย

 

ถึงกระนั้นก็ตาม และผมไม่ได้กล่าวคำนี้อย่างไม่คิดไตร่ตรอง รัฐบาลอิหร่านมุ่งหมายที่จะเข่นฆ่า

 

ชีวิตของวีรบุรุษชาวอเมริกันผู้กล้าหาญอาจสูญเสียไป และเราอาจมีผู้บาดเจ็บล้มตาย นั่นมักเกิดขึ้นในสงคราม แต่เราทำสิ่งนี้ไม่ใช่เพื่อปัจจุบัน เราทำเพื่ออนาคต และมันคือภารกิจที่สูงส่ง

 

เราขอภาวนาเพื่อทหารทุกนายที่เสียสละเสี่ยงชีวิต เพื่อให้แน่ใจว่าชาวอเมริกันและลูกหลานของเราจะไม่มีวันถูกคุกคามโดยอิหร่านที่ติดอาวุธนิวเคลียร์

 

เราขอให้พระเจ้าปกป้องวีรบุรุษทุกคนของเราในแนวหน้า และเรามั่นใจว่าด้วยความช่วยเหลือจากพระองค์ ชายและหญิงในกองทัพของเราจะได้รับชัยชนะ เรามีกำลังพลที่ดีที่สุดในโลก และพวกเขาจะได้รับชัยชนะ

 

ถึงสมาชิกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม กองกำลังติดอาวุธ และเจ้าหน้าที่ตำรวจอิหร่านทั้งหมด ผมขอกล่าวในค่ำคืนนี้ว่า พวกคุณต้องวางอาวุธลง และจะได้รับการคุ้มกันอย่างสมบูรณ์ หรือมิฉะนั้นจะเผชิญกับความตายอย่างแน่นอน ดังนั้นจงวางอาวุธลง คุณจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม พร้อมเอกสิทธิ์คุ้มกันเต็มรูปแบบ หรือคุณจะเผชิญกับความตายอย่างแน่นอน

 

ท้ายที่สุด ถึงประชาชนผู้ยิ่งใหญ่และน่าภาคภูมิใจของอิหร่าน ผมขอกล่าวในคืนนี้ว่า ชั่วโมงแห่งอิสรภาพของพวกท่านมาถึงแล้ว จงหลบภัยอยู่ภายในบ้าน อย่าออกจากบ้าน ข้างนอกอันตรายมาก ระเบิดจะตกลงมาทั่วทุกแห่ง เมื่อเราดำเนินการเสร็จสิ้น จงเข้าควบคุมรัฐบาลของท่าน มันจะเป็นของท่านให้ยึดครอง นี่อาจเป็นโอกาสเดียวของท่านในรอบหลายชั่วอายุคน

 

เป็นเวลาหลายปีที่ท่านร้องขอความช่วยเหลือจากอเมริกา แต่ท่านไม่เคยได้รับมัน ไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดเต็มใจทำในสิ่งที่ผมกำลังทำในคืนนี้

 

ตอนนี้ ท่านมีประธานาธิบดีที่กำลังมอบสิ่งที่ท่านต้องการให้แก่ท่าน ดังนั้น เรามาดูกันว่าท่านจะตอบสนองอย่างไร อเมริกาสนับสนุนท่านด้วยพลังอันท่วมท้นและกำลังทำลายล้างอย่างรุนแรง

 

บัดนี้ คือเวลาที่จะยึดกุมชะตากรรมของท่าน และปลดปล่อยอนาคตที่รุ่งเรืองและสง่างามซึ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อม นี่คือช่วงเวลาแห่งการลงมือทำ อย่าปล่อยให้มันผ่านไป ขอพระเจ้าทรงอวยพรชายหญิงผู้กล้าหาญในกองทัพสหรัฐอเมริกา ขอพระเจ้าทรงอวยพรสหรัฐอเมริกา และขอพระเจ้าทรงอวยพรทุกท่าน ขอบคุณ”

The post ทรัมป์ ประกาศเปิดปฏิบัติการสู้รบอิหร่านครั้งใหญ่ ขจัดภัยคุกคามเร่งด่วน ย้ำ “ระบอบก่อการร้าย ต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์” appeared first on THE STANDARD.

]]>
สหรัฐฯ เตรียมเปิดกงสุลสัญจรในเขตเวสต์แบงก์ครั้งแรก ทำไมทั่วโลกถึงมองว่า ‘ผิดกฎหมาย’ ? https://thestandard.co/us-west-bank-consulate/ Thu, 26 Feb 2026 04:15:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1181897 เจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ ให้บริการในเขตเวสต์แบงก์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากประชาคมโลก

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในอิสราเอลเผย เตรียมจัดตั้ […]

The post สหรัฐฯ เตรียมเปิดกงสุลสัญจรในเขตเวสต์แบงก์ครั้งแรก ทำไมทั่วโลกถึงมองว่า ‘ผิดกฎหมาย’ ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจ้าหน้าที่กงสุลสหรัฐฯ ให้บริการในเขตเวสต์แบงก์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากประชาคมโลก

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในอิสราเอลเผย เตรียมจัดตั้งกงสุลชั่วคราว 1 วันใน Efrat นิคมชาวยิวทางเขตเวสต์แบงก์ ตอนใต้ของเยรูซาเล็ม เพื่อให้บริการทำหนังสือเดินทางในโครงการ Freedom 250 แต่ประชาคมโลกระบุว่า ‘ขัดกฎหมายระหว่างประเทศ’

 

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แอคเคานต์สถานทูตสหรัฐฯ ในอิสราเอลโพสต์ข้อความบน X ว่า จะจัดมีกิจกรรมจัดตั้งกงสุลสัญจร 1 วัน เพื่อให้บริการทำพาสปอร์ตแก่ชาวอเมริกันในพื้นที่ Efrat, Ramallah, Beitar Illit, Haifa, Jerusalem, Netanya และ Beit Shemesh ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ โดยจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง

 

แม้สถานทูตระบุว่า บริการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Freedom 250 เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวอเมริกันเข้าถึงในทุกพื้นที่ แต่สื่อหลายสำนักชี้ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ จัดบริการกงสุลในนิคมอิสราเอลในเวสต์แบงก์อย่างเป็นทางการ และอาจขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

 

ทั้งนี้ Efrat เป็นนิคมชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ โดยอิสราเอลยึดครองมาจากปาเลสไตน์ในสงครามปี 1967 ทำให้ประชาคมระหว่างประเทศมองว่า การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย และขัดต่อสนธิสัญญาเจนีวา ขณะที่สหรัฐฯ ก็หลีกเลี่ยงเดินทางไปพื้นที่แห่งนี้เพื่อไม่ให้ถูกมองว่า กำลังให้ความชอบธรรมอิสราเอล

 

สำหรับท่าทีของแต่ละฝ่าย กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลยกย่องประกาศดังกล่าวว่าเป็นการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ เช่นดียวกับ กิเดโอน ซาร์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุว่า เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ

 

ยูลี เอเดลสไตน์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลยังระบุว่า เป็นก้าวสำคัญของสหรัฐฯ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถือเป็นการเพิ่มความชอบธรรมของอิสราเอลในระดับนานาชาติ ต่อเขตยูเดียและสะมาเรีย (ชื่อเรียกเขตเวสต์แบงก์ตามพระคัมภีร์)

 

ขณะที่ ไมเคิล สฟาร์ด (Michael Sfard) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และฝ่ายซ้ายอิสราเอลให้สัมภาษณ์กับ New York Times ว่า การนำบริการกงสุลไปตั้งในเขตเวสก์แบงก์ เท่ากับเป็นการ ‘ตราประทับรับรอง’ ดินแดนของสหรัฐฯ และไม่มีเหตุผลอื่นรองรับเลย

 

“บริการทั้งหมดของพวกเขาได้จากเยรูซาเล็ม ถ้าจะไปดูหนัง พวกเขาก็ไปเยรูซาเล็ม เรื่องนี้จึงไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากเป็นถ้อยแถลงทางการเมืองที่ให้ความชอบธรรมแก่นิคมในเวสต์แบงก์” สฟาร์ดอธิบาย โดยสื่อว่า ทุกสิ่งอำนวยความสะดวกของชาวอเมริกันอยู่ในเยรูซาเล็ม ไม่มีความจำเป็นต้องไปเขตเวสต์แบงก์

 

ขณะเดียวกัน ซาเวียร์ อาบู เอด อดีตโฆษกฝ่ายเจรจาขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะทำให้การผนวกดินแดนกลายเป็นเรื่องปกติ ถือเป็นการลบล้างจุดยืนในตลอด 5 เดือนที่กล่าวอ้างว่า ต่อต้านเรื่องดังกล่าว

 

ด้านฮามาสออกแถลงการณ์ว่า การตั้งกงสุลชั่วคราวบนเวสต์แบงก์เป็นแบบอย่างอันตราย และการยอมรับโดยพฤตินัยว่า สหรัฐฯ ให้ความชอบธรรมต่ออิสราเอลในการครอบครองดินแดนดังกล่าว

 

ส่วนคณะกรรมาธิการต่อต้านการตั้งถิ่นฐานและกำแพงของปาเลสไตน์ระบุว่า การเคลื่อนไหวนี้อาจละเมิดกฎหมาย และขัดต่อพันธกรณีของสหรัฐฯ ที่สนับสนุนแนวทางสองรัฐ (Two-State Solution)

 

อนึ่ง ไม่กี่วันที่ผ่านมา ไมค์ ฮัคเคบี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอล ให้สัมภาษณ์กับ ทักเกอร์ คาร์ลสัน นักวิจารณ์สายอนุรักษนิยม ว่า คงไม่เป็นไร หากอิสราเอลเข้าครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของตะวันออกกลาง

 

ในตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์ คาร์ลสันถามว่า อิสราเอลควรได้รับอนุญาตให้ยึดครองดินแดนไกลถึงแม่น้ำยูเฟรทีสในอิรักหรือไม่ ฮัคคาบีตอบว่า “ถ้าพวกเขาจะยึดทั้งหมดก็คงไม่เป็นไร” แต่ถ้าอิสราเอลไม่ได้ดินแดนทั้งหมดก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยขอแค่ดินแดนที่กำลังยึดครองตอนนี้ พร้อมทั้งยืนยันว่า เวสต์แบงก์คือสิทธิของอิสราเอลตามพระคัมภีร์

 

สหรัฐฯ เคยละเมิดข้อห้ามดังกล่าวหลายครั้ง เช่นในปี 2018 เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิสราเอลเดินทางเยือนเวสต์แบงก์ด้วยตนเอง ขณะที่ ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศในสมัยแรกของทรัมป์เคยกล่าวในปี 2019 ว่า การตั้งนิคมไม่ได้ผิดกฎหมายแต่อย่างใด

 

แฟ้มภาพ: Ammar Awad / Reuters

 

อ้างอิง:

 

 

The post สหรัฐฯ เตรียมเปิดกงสุลสัญจรในเขตเวสต์แบงก์ครั้งแรก ทำไมทั่วโลกถึงมองว่า ‘ผิดกฎหมาย’ ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
บอร์ดสันติภาพทรัมป์ลงขัน 7,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซา https://thestandard.co/trump-peace-board-gaza-funding/ Fri, 20 Feb 2026 03:58:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1180281 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวการระดมทุน 7,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศขณะร่วมปร […]

The post บอร์ดสันติภาพทรัมป์ลงขัน 7,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซา appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวการระดมทุน 7,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซา

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศขณะร่วมประชุม ‘คณะกรรมการแห่งสันติภาพ’ (Board of Peace) ครั้งแรก ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวานนี้ (19 กุมภาพันธ์) ตามเวลาท้องถิ่นว่า สมาชิกบอร์ดสันติภาพ 9 ประเทศ ได้แก่ คาซัคสถาน, อาเซอร์ไบจาน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, โมร็อกโก, บาห์เรน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, อุซเบกิสถาน และคูเวต ได้ร่วมกันลงขันเงินราว 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.4 แสนล้านบาท) เพื่อเป็น ‘แพ็กเกจช่วยเหลือ’ และฟื้นฟูฉนวนกาซาจากสงคราม

 

ขณะที่ทรัมป์ก็ประกาศสหรัฐอเมริกาจะสนับสนุนงบประมาณจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่บอร์ดสันติภาพนี้ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ชี้แจงชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยื่นขออนุมัติงบประมาณดังกล่าวต่อสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการแล้วหรือไม่ ซึ่งตามระเบียบแล้วจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภา

 

ทางด้านองค์การสหประชาชาติ (UN) จะสมทบทุนอีก 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และฟีฟ่า (FIFA) จะระดมทุนอีก 75 ล้านดอลลาร์สำหรับโครงการด้านฟุตบอลในฉนวนกาซา โดยบอร์ดสันติภาพทรัมป์ตั้งเป้าหมายที่จะสร้างบ้าน 100,000 หลังในเมืองราฟาห์ (Rafah) พร้อมงบโครงสร้างพื้นฐาน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะขยายให้ถึง 400,000 หลัง

 

การจัดตั้งกองกำลังชุดใหม่

 

แผนการด้านความมั่นคงของบอร์ดสันติภาพทรัมป์ เสนอให้จัดตั้ง ‘กองกำลังรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ’ (ISF) ขึ้น พร้อมส่งกองกำลังนี้จำนวน 20,000 นาย เข้าไปประจำการในฉนวนกาซา โดยจะเริ่มที่เมืองราฟาห์ก่อนจะกระจายไปยังพื้นที่อื่นๆ อีก 5 พื้นที่

 

นอกจากนี้ยังเสนอให้สร้าง ‘กองกำลังตำรวจปาเลสไตน์ชุดใหม่’ ขึ้นมาตั้งแต่ต้น โดยต้องผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวด ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลยืนกรานว่าจะไม่ใช้กองกำลังที่เกี่ยวข้องกับฮามาส หรือแม้แต่กองกำลังขององค์การบริหารปาเลสไตน์ (PA) จากเวสต์แบงก์เลย

 

พลเอก แจสเปอร์ เจฟเฟอร์ส ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาสันติภาพนานาชาติ (ISF) สำหรับฉนวนกาซา เปิดเผยว่า อินโดนีเซีย, โมร็อกโก, คาซัคสถาน, โคโซโว และแอลเบเนีย ได้ตกลงส่งกำลังทหารเข้าร่วมปฏิบัติการ ขณะที่อียิปต์และจอร์แดนตกลงที่จะช่วยฝึกอบรมกองกำลังตำรวจ โดยเจฟเฟอร์สยังยืนยันว่า อินโดนีเซียจะดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการของกองกำลัง ISF อีกด้วย

 

ท่าทีของชาติตะวันตก

 

พันธมิตรตะวันตกหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร แคนาดา ฝรั่งเศส และเยอรมนี ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมบอร์ดสันติภาพ เนื่องจากกังวลว่าองค์กรนี้ถูกตั้งขึ้นมา เพื่อลดบทบาทหรือแทนที่ UN

 

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยันว่าจะทำงานร่วมกับ UN อย่างใกล้ชิด โดยระบุว่า บอร์ดสันติภาพจะคอย ‘กำกับดูแล’ (looking over) ให้ UN ทำงานอย่างเหมาะสม และสัญญาว่าจะมอบเงินอุดหนุน เพื่อช่วยเหลือวิกฤตทางการเงินของ UN ด้วย

 

การปลดอาวุธกลุ่มฮามาส

 

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่ส่งรัฐมนตรีต่างประเทศเข้าร่วมการประชุมนัดแรกนี้แทนการเดินทางเข้าร่วมด้วยตนเองยืนยันชัดเจนว่า ‘จะไม่มีการฟื้นฟูกาซา หากพื้นที่ดังกล่าวยังไม่ปลอดทหาร’ แม้ทรัมป์จะแสดงความหวังว่า กลุ่มฮามาสจะยอมปลดอาวุธ แต่สถานการณ์จริงกลับไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้เช่นนั้น โดยกลุ่มฮามาสดูเหมือนจะตั้งเงื่อนไขว่า อิสราเอลจะต้องถอนกำลังออกจากกาซาก่อน จึงจะพิจารณาเรื่องการปลดอาวุธในลำดับต่อไป

 

ด้าน นิโคไล มลาเดนอฟ ทูตพิเศษด้านตะวันออกกลาง เตือนว่า หากแผนเหล่านี้ไม่คืบหน้าอย่างรวดเร็ว กาซาจะยังคงถูกแบ่งแยก และถูกตัดขาดจากเวสต์แบงก์ ซึ่งจะทำให้การตั้งรัฐปาเลสไตน์อิสระในอนาคต ‘ยากที่จะเป็นไปได้’

 

ขณะที่ไทยก็ส่งผู้แทนเข้าร่วมสังเกตการณ์ในการประชุมนัดแรกนี้ด้วย แต่ยังไม่ตอบรับเข้าร่วมในฐานะประเทศสมาชิก

 

ภาพ: Kevin Lamarque / Reuters

 

อ้างอิง:

The post บอร์ดสันติภาพทรัมป์ลงขัน 7,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซา appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฮามาสจี้บอร์ดสันติภาพทรัมป์ ต้องหยุดอิสราเอลไม่ให้สังหารประชาชนในฉนวนกาซา https://thestandard.co/hamas-urges-trump-peace-board-israel-gaza/ Wed, 18 Feb 2026 03:28:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1179588 อาคารบ้านเรือนเสียหายในฉนวนกาซา ท่ามกลางความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส

กลุ่มฮามาสได้เรียกร้องให้คณะกรรมการสันติภาพ (Board of P […]

The post ฮามาสจี้บอร์ดสันติภาพทรัมป์ ต้องหยุดอิสราเอลไม่ให้สังหารประชาชนในฉนวนกาซา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาคารบ้านเรือนเสียหายในฉนวนกาซา ท่ามกลางความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส

กลุ่มฮามาสได้เรียกร้องให้คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บังคับให้อิสราเอลหยุดการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในกาซา ที่สหรัฐฯ เป็นคนกลางในการเจรจา เมื่อเดือนตุลาคม 2025 โดยระบุว่าสงครามและการปิดล้อมยังคงดำเนินอยู่ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า บอร์ดสันติภาพนี้จะต้องหยุดอิสราเอลไม่ให้สังหารประชาชนในฉนวนกาซาอีก

 

ทางการปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มข้อตกลงหยุดยิง เมื่อ 10 ตุลาคม 2025 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตกว่า 600 คน และบาดเจ็บอย่างน้อย 1,600 คน จากปฏิบัติการของกองกำลังอิสราเอล

 

อุปสรรคที่ยังไม่สิ้นสุด

 

อิสราเอลยังคงปิดกั้นการส่งความช่วยเหลือบรรเทาทุกข์และขัดขวางไม่ให้ผู้ป่วยหนักนับพันคนออกไปรักษาตัวนอกฉนวนกาซา ทางด้าน สเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ระบุว่าความช่วยเหลือจากอียิปต์ถูกอนุญาตให้เข้าพื้นที่ได้ไม่ถึง 60% และการประสานงานกับทางการอิสราเอลยังคงเผชิญอุปสรรคอย่างหนัก

 

ฮาเซ็ม กัสเซ็ม โฆษกกลุ่มฮามาสระบุในแถลงการณ์วิดีโอว่า ‘สงครามล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา’ ยังคงดำเนินอยู่ ทั้งการเข่นฆ่า การขับไล่ที่อยู่อาศัย การปิดล้อม และการปล่อยให้อดอยาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไม่หยุดลงแม้แต่วินาทีเดียว

 

กัสเซ็มยังเรียกร้องให้บอร์ดสันติภาพของทรัมป์อำนวยความสะดวกในการส่ง ‘คณะกรรมการเทคโนแครต’ (Committee of Technocrats) ซึ่งประกอบไปด้วยนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญที่ถูกรับเลือกให้เข้ามาบริหารฉนวนกาซาที่ถูกทำลายจากสงครามและความขัดแย้ง เพื่อเริ่มกระบวนการฟื้นฟูดินแดนครั้งใหญ่และยุติความทุกข์ยากของประชาชนในกาซา

 

กัสเซ็มกล่าวเสริมว่า เราเรียกร้องให้ยกเลิกการปิดล้อมกึ่งถาวรและเปิดด่านชายแดนทั้งหมด ไม่ใช่แค่เปิดเพียงบางส่วนหรือในระดับต่ำสุด…พร้อมทั้งหยุดการละเมิดสิทธิต่อผู้ที่เดินทางข้ามพรมแดนโดยฝ่ายยึดครอง (อิสราเอล) ทั้งยังเตือนว่า อิสราเอลอาจใช้บอร์ดสันติภาพนี้เป็น ‘ฉากบังหน้า’ เพื่อทำสงครามต่อและขัดขวางการฟื้นฟูบูรณะฉนวนกาซา

 

สถานการณ์ความรุนแรง

 

แม้จะเริ่มต้นกระบวนการสันติภาพในเฟสแรกแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะยังคงมีรายงานการโจมตีด้วยปืนใหญ่และโดรนจากอิสราเอลในพื้นที่ต่างๆ ของฉนวนกาซา เช่น ย่านตุฟฟาห์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองกาซาซิตี, ข่าน ยูนิส เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา และ นูเซรัต ซึ่งเป็นที่ตั้งของค่ายผู้อพยพขนาดใหญ่ในพื้นที่ตอนกลางของฉนวนกาซา รวมถึงการโจมตีชาวประมงและการรื้อถอนที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์

 

บอร์ดสันติภาพนี้ที่มีทรัมป์นั่งเป็นประธานตลอดชีพ ถูกมองว่า กำลังขยายขอบเขตจากการดูและเรื่องกาซาไปสู่การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศอื่นๆ ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลว่า ทรัมป์อาจต้องการสร้างองค์กรนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นคู่แข่งกับ UN

 

การประชุมอย่างเป็นทางการนัดแรกของบอร์ดสันติภาพที่ตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์นี้จะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้ (19 กุมภาพันธ์) ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ท่ามกลางการรอคอยของชาวปาเลสไตน์ในดินแดนที่บอบช้ำจากสงคราม เพื่อให้ข้อตกลงสันติภาพระยะที่สองมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ

 

แฟ้มภาพ: Abdalhkem Abu Riash / Anadolu via Getty Images

อ้างอิง:

The post ฮามาสจี้บอร์ดสันติภาพทรัมป์ ต้องหยุดอิสราเอลไม่ให้สังหารประชาชนในฉนวนกาซา appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิสราเอลเริ่มจดทะเบียนที่ดินเวสต์แบงก์ เป็นทรัพย์สินของรัฐ การตัดสินใจนี้น่ากังวลอย่างไร https://thestandard.co/israel-registers-west-bank-land/ Mon, 16 Feb 2026 03:43:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1178809 ภาพแผนที่แสดงพื้นที่เวสต์แบงก์ พร้อมการทำเครื่องหมายแสดงขอบเขตและการจดทะเบียนที่ดินโดยอิสราเอล ซึ่งมีผลต่อสถานะของดินแดนและชาวปาเลสไตน์

คณะรัฐมนตรีอิสราเอลมีมติเมื่อวานนี้ (15 กุมภาพันธ์) โดย […]

The post อิสราเอลเริ่มจดทะเบียนที่ดินเวสต์แบงก์ เป็นทรัพย์สินของรัฐ การตัดสินใจนี้น่ากังวลอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแผนที่แสดงพื้นที่เวสต์แบงก์ พร้อมการทำเครื่องหมายแสดงขอบเขตและการจดทะเบียนที่ดินโดยอิสราเอล ซึ่งมีผลต่อสถานะของดินแดนและชาวปาเลสไตน์

คณะรัฐมนตรีอิสราเอลมีมติเมื่อวานนี้ (15 กุมภาพันธ์) โดยได้อนุมัติให้เริ่มกระบวนการจดทะเบียนที่ดินในเขตเวสต์แบงก์ ให้กลายเป็น ‘ทรัพย์สินของรัฐ’ (State Property) ซึ่งถือเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1967 ที่มีการดำเนินมาตรการนี้

 

ข้อเสนอนี้ผลักดันโดยรัฐมนตรีขวาจัดอย่าง เบซาเลล สโมทริช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับ ยารีฟ เลวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ อิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยการจดทะเบียนนี้มีเป้าหมาย เพื่อกำหนดให้พื้นที่ขนาดใหญ่ในเวสต์แบงก์กลายเป็นทรัพย์สินของอิสราเอลอย่างถาวร

 

มุมมองและเหตุผลจากอิสราเอล

 

สโมทริชกล่าวว่านี่คือ การปฏิวัติการตั้งถิ่นฐาน เพื่อเสริมสร้างการยึดครองพื้นที่ทั้งหมดของอิสราเอล ขณะที่ คัตซ์อ้างว่า เป็นมาตรการความมั่นคงที่จำเป็นและเป็นการตอบโต้กระบวนการจดทะเบียนที่ดินที่ดำเนินการโดยทางการปาเลสไตน์ ส่วนกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลยังระบุว่า มาตรการนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินที่มีอยู่ในขณะนี้

 

นอกจากนี้ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลยังมองว่า การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์เป็น ‘ภัยคุกคามความมั่นคง’ และพรรคร่วมรัฐบาลของเขาก็มีฐานเสียงสนับสนุนจากกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานที่ต้องการให้ผนวกเวสต์แบงก์ให้เป็นของอิสราเอล

 

โดยมาตรการนี้มีส่วนสำคัญที่จะช่วยกระชับการควบคุมเวสต์แบงก์ให้แน่นหนาขึ้น อำนวยความสะดวกให้ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลซื้อที่ดินได้ง่ายขึ้น และขจัดข้อจำกัดทางกฎหมายในการขยายนิคมชาวยิวในเวสต์แบงก์

 

การตัดสินใจนี้น่ากังวลอย่างไร

 

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ ความเสี่ยงที่ชาวปาเลสไตน์จะสูญเสียที่ดินจำนวนมหาศาล โดยกลุ่ม Peace Now ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบการตั้งถิ่นฐานของชาวยิว ตือนว่ามาตรการนี้อาจนำไปสู่การแย่งชิงที่ดินจากชาวปาเลสไตน์ได้มากถึง ‘ครึ่งหนึ่ง’ ของพื้นที่เวสต์แบงก์

 

โดยการจดทะเบียนที่ดินจะเป็นการกำหนดสิทธิความเป็นเจ้าของอย่างถาวร แต่ปัญหาคือที่ดินส่วนใหญ่ของชาวปาเลสไตน์ ‘ไม่ได้’ มีการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ยาวนาน ซับซ้อน และที่สำคัญคืออิสราเอลได้ระงับกระบวนการจดทะเบียนนี้ไปตั้งแต่ปี 1967 ทำให้ชาวบ้านขาดเอกสารสิทธิ์ที่รัฐบาลอิสราเอลรับรอง

 

นักวิเคราะห์และทางการปาเลสไตน์มองว่า นี่ไม่ใช่แค่การจัดการบริหารที่ดิน แต่คือ ‘การผนวกดินแดนโดยพฤตินัย’ (De-facto Annexation)

 

การจดทะเบียนที่ดินให้เป็นทรัพย์สินของรัฐ เป็นการเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายของ ‘ดินแดนที่ถูกยึดครอง’ (Occupied Territory) ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอิสราเอลอย่างถาวร ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า อิสราเอลกำลัง ซ่อนการผนวกดินแดนไว้ในรูปแบบของระบบงานของรัฐ (Bureaucratic Move) โดยทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องทางเทคนิค เพื่อขจัดอุปสรรคทางกฎหมายในการขยายถิ่นฐานชาวยิว

 

อีกทั้งการตัดสินใจดังกล่าว ยัง ‘ปิดกั้นโอกาส’ ในการตั้งรัฐปาเลสไตน์ โดยเวสต์แบงก์เป็นพื้นที่แกนหลักที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการใช้สำหรับจัดตั้ง ‘รัฐเอกราช’ ในอนาคต การที่รัฐบาลอิสราเอลเร่งกระบวนการนี้ สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาที่จะ ‘ขัดขวาง’ การเกิดขึ้นของรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งเนทันยาฮูมองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล การผนวกที่ดินอย่างถาวรจะทำให้ ‘แนวทางสองรัฐ’ (Two-State Solution) เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

 

นอกจากนี้ นานาชาติยังมองว่า การกระทำนี้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยกฎหมายระหว่างประเทศระบุว่า ‘ผู้มีอำนาจยึดครอง’ (Occupying Power) ไม่สามารถยึดหรือตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่ถูกยึดครองได้ ขณะที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เคยมีความเห็นในปี 2024 ว่า การยึดครองและการตั้งถิ่นฐานของอิสราเอลนั้น ‘ผิดกฎหมายและควรยุติลง’

 

ปาเลสไตน์ระบุว่าการกระทำนี้เป็นการ ‘ยกระดับความรุนแรง’ ที่ทำให้ข้อตกลงที่เคยลงนามร่วมกันไปแล้ว ‘เป็นโมฆะ’ และกลุ่มฮามาสยังระบุว่า การตัดสินใจนี้ยังเป็นการขโมยดินแดนของชาวปาเลสไตน์ไปอย่างโจ่งแจ้งอีกด้วย หลายฝ่ายกังวลว่า มาตรการนี้อาจจะทำให้ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสคุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง

 

อ้างอิง:

The post อิสราเอลเริ่มจดทะเบียนที่ดินเวสต์แบงก์ เป็นทรัพย์สินของรัฐ การตัดสินใจนี้น่ากังวลอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>