Green Finance Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/green-finance/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 17 Mar 2026 10:26:53 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 ถึงเวลาจำนน ‘วิกฤตสภาพภูมิอากาศ – การล้มละลายทางน้ำ’ จริงหรือ? https://thestandard.co/water-bankruptcy-climate-crisis-thailand/ Sat, 07 Mar 2026 03:37:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1185283 ภาพประกอบแสดงถึงผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการขาดแคลนน้ำ เช่น พื้นดินแห้งแตกระแหงหรือน้ำท่วม

ยุค Climate Reality   รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำน […]

The post ถึงเวลาจำนน ‘วิกฤตสภาพภูมิอากาศ – การล้มละลายทางน้ำ’ จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงถึงผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการขาดแคลนน้ำ เช่น พื้นดินแห้งแตกระแหงหรือน้ำท่วม

ยุค Climate Reality

 

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่า แม้ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ ‘Climate Reality’ ยุคการยอมรับและยอมจำนนกับสภาพอากาศสุดขั้วโดยไม่สามารถป้องกันได้ แต่ความจริงเรายังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย หากลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง

 

“ปัจจุบันมีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ถึงภัยคุกคาม ความล่อแหลมและความเปราะบางของพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ ที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวจนทำให้ไม่สามารถรับมือได้ภายใน 10 ปีข้างหน้า ขณะที่การตัดสินใจของผู้กำหนดนโยบายก็ยังไม่มีความชัดเจน เห็นชัดจากมหาอุทกภัยหาดใหญ่ปลายปี 2568 ที่เป็นความล้มเหลวของระบบและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ท่ามกลางโลกกำลังเข้าสู่ยุค Climate reality โดยทางออกที่เหมาะสม แม้กว่าจะสำเร็จต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปี เพราะมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมากมายในหลายมิติ (สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม) หรืออาจดูสายเกินไปในสายตาผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก แต่ย่อมดีกว่าที่จะปล่อยเวลาผ่านไปโดยที่ไม่ทำอะไรเลย ผลกระทบรุนแรงจะตกกับลูกหลานเราที่วันนี้เขาไม่รู้อะไรเลย แต่จะต้องเผชิญกับอนาคตอย่างไร้ความหวัง”

 

โลกกำลังล้มละลายทางน้ำ

 

คาเวห์ มาดานี ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยแห่งสหประชาชาติ ระบุในงานวิจัยว่า โลกกำลังล้มละลายหรือเข้าขั้นวิกฤตในภาวะความไม่มั่นคงทางน้ำ (Global Water Bankruptcy) เพราะประชากร 4,000 ล้านคน หรือ 3 ใน 4 ของประชากรทั่วโลก อาจต้องดิ้นรนสำหรับการรับมือภาวะขาดแคลนน้ำ 1 เดือน/ปี เนื่องจากโลกกำลังสูญเสียทุนทางธรรมชาติอย่างมหาศาล จากการใช้น้ำปริมาณที่มากเกินไปอย่างต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ ตั้งแต่ทะเลสาบ แม่น้ำ ธารน้ำแข็ง ขณะที่พื้นที่ชุ่มน้ำก็กำลังทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งปล่อยให้สารพิษลงสู่ธรรมชาติมากเกินขีดจำกัด จนระบบนิเวศที่อยู่บริเวณแหล่งน้ำเสื่อมโทรมไปถึงชั้นดิน รวมถึงมีการสูบน้ำบาดาลมากและเริ่มส่งผลให้แผ่นดินทรุดตัวในหลายพื้นที่ จนหลายแห่งไม่สามารถฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมได้

 

รายงานยังระบุว่า ปริมาณน้ำลดลงมาจากมลภาวะพื้นที่เพาะปลูกชลประทานมากกว่า 1.7 ล้านตารางกิโลเมตร (170 ล้านเฮกตาร์) ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าประเทศอิหร่าน โดยมีความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่ามากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี ทั่วโลก ทั้งจากความเสื่อมโทรมของที่ดิน น้ำบาดาลลดลง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยังมีคนกว่า 3,000 ล้านคน หรือเทียบเท่ากับการผลิตแหล่งอาหารมากกว่าครึ่งโลกที่ต้องเผชิญการกักเก็บน้ำที่ไม่มีความแน่นอน รวมถึงต้องเผชิญกับภาวะเค็มที่กระทบกับพื้นที่เพาะปลูกเสื่อมโทรมกว่า 1 ล้านตารางกิโลเมตร (1 ล้านเฮกตาร์) และมากกว่า 30% มวลธารน้ำแข็งทั่วโลกได้หายไปหลายพื้นที่ตั้งแต่ปี 1970 หรือกว่า 56 ปี ที่โลกสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำมหาศาลราว 4.1 ล้านตารางกิโลเมตร (410 ล้านเฮกตาร์) หรือมีขนาดเกือบเท่ากับสหภาพยุโรปทั้งหมด

 

การแก้ไข

 

คาเวห์ มองว่า หมดเวลาคิดว่าน้ำจะไม่มีวันหมดไปจากโลก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันยากที่จะฟื้นฟู ดังนั้น การแก้ไขปัญหาควรเป็นการจัดการเชิงโครงสร้างในระยะยาวมากกว่าแบบเฉพาะหน้า เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมา เพราะการขาดน้ำเท่ากับการขาดอาหาร ตั้งแต่ ปัญหาความอดอยาก การว่างงาน การอพยพของประชากร ปัญหาเชิงภูมิรัฐศาสตร์ การคุกคามทางการค้า หรืออาจนำไปสู่ความโกลาหลอื่นได้อีก

 

ปัจจุบัน ทั่วโลกภาคการเกษตรยังเป็นผู้ใช้น้ำรายใหญ่คือ 70% เมื่อปริมาณน้ำลดลงการทำเกษตรย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะต้องเผชิญความไม่แน่นอนปริมาณน้ำทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกเพิ่ม และส่งผลต่อเนื่องไปยังราคาอาหารและการส่งออก ดังนั้น สามารถหันมาปลูกพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ ลดการใช้น้ำในพื้นที่เสี่ยง ทำเกษตรเชิงนิเวศ ลดการสูบน้ำบาดาลและหันมาดูแลแหล่งน้ำในพื้นที่เสี่ยงอย่างจริงจัง ที่สำคัญควรใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ตรวจวัดทางไหลผ่านดาวเทียมหรือเอไอติดตามการทรุดตัวของที่ดิน คุณภาพน้ำ ระดับน้ำบาดาล พร้อมกับหันมาออกแบบเมือง ระบบอาหาร ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและปัญหาที่กำลังเป็นอยู่ให้เข้มงวดกว่าเดิม

 

แม้สัดส่วนการใช้น้ำที่เหลือที่อยู่ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคการบริการ หรือภาคครัวเรือน แต่อย่าลืมว่าการขยายตัวของชุมชนเมืองหรือเขตอุตสาหกรรม ก็ควรผลักดันให้เกิดการบริหารจัดการอย่างเข้มงวดในวงกว้าง เช่น การบริหารจัดการให้เกิดการใช้น้ำซ้ำหรือน้ำหมุนเวียนภายในอุตสาหกรรมให้มากที่สุด แล้วปล่อยของเสียออกมาให้น้อยที่สุด

 

แล้วประเทศไทย?

 

ในรายงานอาจไม่ได้กล่าวถึงประเทศไทยโดยตรง แต่การอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปกติมีปริมาณฝนเฉลี่ยต่อปีค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลก อาจไม่ได้ขาดแคลนน้ำโดยตรง แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคือ มีความเสี่ยงสูงจากความผันผวนของปริมาณน้ำเพราะไม่เป็นไปตามฤดูกาลเหมือนที่ผ่านมา เช่น ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้นจนทำให้เกิดน้ำท่วมขังอย่างรวดเร็ว เผชิญความแล้งถี่และนานขึ้น หรือการขยายเมืองและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ลุ่มต่ำก็ทำให้เกิดการแข่งขันการใช้น้ำมากขึ้นซึ่งอาจเป็นแรงกดดันแหล่งน้ำบาดาลมากขึ้น

 

ประกอบยังมีเรื่องที่น่ากังวลคือ การปนเปื้อนของสารโลหะหนักจากเหมืองแรร์เอิร์ทของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำหลักสายสำคัญหลายแห่งของไทย โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมเและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ล่าสุดเปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง ระบุว่า ผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 จนถึงปัจจุบันผลการตรวจวัดครั้งที่ 14 (เดือนธันวาคม 2568) พบว่า แม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ยังมีสีน้ำตาลแดง มีค่าความขุ่นสูง และผลการตรวจระบุว่าพบค่าโลหะหนัก และค่าสารหนูพบเกินค่ามาตรฐานอยู่

 

น้ำ-ดิน-ป่า ไม่เคยแยกจากกัน

 

แนวคิด ‘น้ำคือชีวิต’ พระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังถือเป็นหัวใจการพัฒนาและความมั่นคงของประเทศอยู่เสมอ เพราะท่านมองว่า น้ำมิใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังสะท้อนหลักการพัฒนาที่ตั้งอยู่บนความพอดีและความรับผิดชอบต่ออนาคต น้ำมิได้ถูกมองว่าเป็นทรัพยากรที่มีไม่จำกัด หากแต่เป็นทุนธรรมชาติที่ต้องรักษาและถนอมไว้เพื่อคนรุ่นต่อไป การใช้น้ำเกินศักยภาพของธรรมชาติเท่ากับบั่นทอนโอกาสการพัฒนาของสังคมในระยะยาว ดังนั้น การพัฒนาที่แท้จริงจึงต้องตั้งอยู่บนการรู้จักประมาณตน รู้จักเก็บออม และรู้จักแบ่งปันทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรม

 

ที่สำคัญน้ำ ดิน และป่า มีความสำคัญในระบบเดียวกัน เพราะป่าที่สมบูรณ์จะช่วยกักเก็บและควบคุมน้ำ ดินที่ดีช่วยรักษาความชุ่มชื้นและลดความรุนแรงของภัยแล้ง ขณะที่น้ำที่มีคุณภาพก็จะเอื้อให้ดินและป่าดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน การพัฒนาที่แยกน้ำออกจากดินและป่าจึงเป็นการพัฒนาที่ขาดรากฐาน หากละเลยย่อมส่งผลต่อความมั่นคงให้กับชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมในระยะยาว

 

น้ำท่วมและน้ำแล้งมิใช่ปัญหาที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นผลจากการบริหารจัดการน้ำที่ขาดความสมดุลและไม่สอดคล้องกับระบบนิเวศ การพัฒนาใดที่มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่คำนึงถึงความเชื่อมโยงของต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ย่อมนำไปสู่ความเปราะบางในระยะยาว พระราชดำริด้านน้ำจึงเน้นการจัดการน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การเก็บกักน้ำในช่วงที่มีความอุดมสมบูรณ์ ไปจนถึงการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าในยามขาดแคลน

 

ถึงเวลาที่ไทยต้องแก้ไขปัญหาเหล่านี้จริงจัง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป จากเป็นแค่ความเสี่ยงอาจกลายเป็นล้มละลายทางน้ำไม่ต่างจากที่อื่น ซึ่งผลเสียหายมหาศาลทั้งเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และปัญหาสังคมต่างๆ ที่จะตามมา

 

ภาพ: Piyaset / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ถึงเวลาจำนน ‘วิกฤตสภาพภูมิอากาศ – การล้มละลายทางน้ำ’ จริงหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคกล้าธรรม’ แนะทบทวนนโยบบาย ‘ประกันรายได้ประชาชน-พลังงานราคาถูก-โครงการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ’ https://thestandard.co/tdri-warns-kla-tham-policies/ Mon, 02 Feb 2026 10:32:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1172716 TDRI วิเคราะห์นโยบายหาเสียงพรรคกล้าธรรม แนะทบทวนโครงการประกันรายได้-พลังงานราคาถูก-กรุงเทพฯ

TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคกล้าธร […]

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคกล้าธรรม’ แนะทบทวนนโยบบาย ‘ประกันรายได้ประชาชน-พลังงานราคาถูก-โครงการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
TDRI วิเคราะห์นโยบายหาเสียงพรรคกล้าธรรม แนะทบทวนโครงการประกันรายได้-พลังงานราคาถูก-กรุงเทพฯ

TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคกล้าธรรม’ แนะทบทวน นโยบาย ‘พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง’ ‘ประกันรายได้ประชาชน’ และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพฯ ชี้เป็นหน้าที่ กทม. แต่หนุนโครงการ ‘พลังงานจากขยะ’ (Waste-to-Energy)

 

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ ‘ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงิน’ จากนโยบายหาเสียงของ ‘พรรคกล้าธรรม’ จากเอกสารที่พรรคยื่นเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569

 

โดยพบว่า พรรคกล้าธรรมมีนโยบายจำนวนมาก และมีถึง 14 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 3 นโยบาย

 

นอกจากนโยบายด้านเกษตรจำนวนมาก เช่น นโยบาย ‘ที่ไหนมีที่ดินทำกิน ที่นั่นต้องมีน้ำ’ นโยบาย ‘ปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง’ นโยบาย ‘พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง’ และนโยบาย ‘แก้หนี้เกษตรกร ฟื้นชีวิตใหม่’ แล้ว พรรคกล้าธรรมยังมีนโยบายอีก 11 นโยบายเกี่ยวกับกรุงเทพฯ (เช่น ‘Bangkok Shield’ เพื่อลดความเสียหายน้ำท่วมกรุงเทพฯ) ‘Bangkok Green’ (จัดการขยะ) ‘Bangkok Gem’ (ยกระดับการท่องเที่ยว) และ ‘Bangkok Earn’ (ช่วยเหลือแรงงานนอกระบบเช่น ฟรีแลนซ์และลูกจ้างรายวัน) เป็นต้น ตลอดจนยังมีนโยบาย ‘ปราบทุนเทา ทลาย Corruption’ โดยเสนอที่จะแก้กฎหมายให้ชัดเจนและเป็นธรรม

 

จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคกล้าธรรม คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

 

นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล

 

  • โครงการ ‘พลังงานจากขยะ’ (Waste-to-Energy) ในนโยบาย ‘Bangkok Green’ น่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ ลดการฝังกลบ และบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในเมืองใหญ่ได้

 

อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ใช้งบประมาณสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาทในระยะเวลา 4 ปี เพื่อผลิตไฟฟ้าเพียง 90-140 เมกะวัตต์ ซึ่งนับว่ามีต้นทุนต่อหน่วยสูงและเสี่ยงที่จะสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว จึงควรศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ของโครงการอย่างรัดกุมก่อนดำเนินการ

 

ในขณะที่โครงการ Solar Rooftop ในนโยบายเดียวกันใช้งบเพียงประมาณ 1,000 ล้านบาท และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 22-28 เมกะวัตต์ จึงมีความเหมาะสมทางการคลังมากกว่าอย่างชัดเจน

 

นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน

 

  • นโยบาย ‘พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง’ เสี่ยงต่อการสร้างกลุ่มผลประโยชน์ที่กดดันให้ภาครัฐคงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปในระยะยาว นโยบายนี้ใช้วงเงินสูงถึง 9-13 หมื่นล้านบาทต่อปี

 

แม้พรรคกล้าธรรมระบุว่าจะดำเนินการโดย ‘ปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันและใช้ Green Finance’ ก็น่าจะไม่ทำให้โครงการดังกล่าวมีภาระทางการคลังลดลง และน่าจะไม่สามารถใช้กลไก Green Finance ได้ เพราะไม่ทำให้เกิด

 

การประหยัดพลังงาน

 

  • นโยบาย ‘ประกันรายได้ประชาชน’ ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 1.75 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยเน้นการประกันรายได้ของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ เป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร

 

เนื่องจากไม่ว่าจะผลิตสินค้าเกษตรอย่างไร ก็จะได้รายได้ตามที่รัฐประกัน จึงไม่ต้องสนใจเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร

 

พรรคกล้าธรรมจึงควรทบทวนนโยบายนี้ให้เหลือเฉพาะการประกันความเสี่ยงที่เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ

 

  • โครงการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ จำนวนมาก เช่น Bangkok Fix (งานซ่อมเมือง) และ Bangkok Green (โรงกำจัดขยะ) น่าจะเป็นงานของ กทม. ไม่ใช่งานของรัฐบาลกลาง

 

ในขณะที่โครงการ Bangkok Park (ลงทุนสร้างที่จอดรถเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว) ควรใช้กลไกตลาดเป็นหลัก โดยรัฐหนุนเสริมเฉพาะในกรณีที่มีประโยชน์ต่อสังคมแต่ไม่สามารถทำกำไรได้ เช่น สร้างพื้นที่จอดแล้วจร (Park and Ride)

 

  • นโยบาย ‘Banking for Thais’ (ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและแก้ปัญหาหนี้สินประชาชน) ซึ่งใช้วงเงินประมาณ 7.5 พันล้านบาทต่อปีเพื่อ ‘แก้หนี้ประชาชนแบบยั่งยืนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ’ น่าจะไม่มีความยั่งยืนเพราะไม่ได้แก้ปัญหาหนี้ที่ต้นเหตุ

 

ทั้งนี้ หากพรรคกล้าธรรมต้องการให้มีการให้สินเชื่อ ควรใช้กลไกของธนาคารพาณิชย์ โดยรัฐอาจช่วยประกันสินเชื่อเพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : เปิดข้อสังเกตของ TDRI ต่อนโยบายหาเสียง ‘พรรคกล้าธรรม’ แนะทบทวนนโยบบาย ‘ประกันรายได้ประชาชน-พลังงานราคาถูก-โครงการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดทางลัดดันไทยถึงเป้า Net Zero จากงาน ‘Sustainability Spark by PTT Group 2026’ เวทีปลุกแนวคิดสู่การลงมือทำจริง [Advertorial] https://thestandard.co/sustainability-spark-pttgroup-2026/ Mon, 26 Jan 2026 03:50:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1168453 ภาพบรรยากาศงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 เวทีแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ คือ ‘ทางรอด’ และแต้มต่อสำคัญในสมรภู […]

The post เปิดทางลัดดันไทยถึงเป้า Net Zero จากงาน ‘Sustainability Spark by PTT Group 2026’ เวทีปลุกแนวคิดสู่การลงมือทำจริง [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 เวทีแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

เมื่อ ‘ความยั่งยืน’ คือ ‘ทางรอด’ และแต้มต่อสำคัญในสมรภูมิเศรษฐกิจโลกที่กำลังถูกเปลี่ยนกติกาด้วยโจทย์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และสิ่งแวดล้อม กลุ่ม ปตท. จึงเดินหน้ายุทธศาสตร์ Decarbonization เปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย ผ่านการผสานนวัตกรรมสะอาดและพลังของเครือข่ายพันธมิตร เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างสมดุลและมั่นคงในระยะยาว ผ่านการจัดงาน ‘Sustainability Spark by PTT Group 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘SPARKING THE FUTURE พลังจุดประกายอนาคต’ เวทีผนึกความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศ ที่รวบรวมผู้นำนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ และภาคธุรกิจจากทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และนวัตกรรมเพื่อการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจุดประกายพลังความร่วมมือเพื่อขยายผลจากแนวคิดสู่การลงมือทำ เมื่อวันที่ 16-17 มกราคมที่ผ่านมา

 

ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ปัญหาคุณภาพอากาศและฝุ่น PM2.5 รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลก แสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ปัญหาในอนาคต หากแต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน เป็นความจริงที่ทำให้เราทุกคนต้องหยุดคิดและทบทวน เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ทุกคนต้องร่วมกันก้าวข้าม โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ พันธมิตรนานาชาติ และที่สำคัญที่สุด คือ คนรุ่นใหม่

 

ภาพบรรยากาศงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 เวทีแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 1

 

ปลุกพลังทุกภาคส่วนร่วมสร้างโอกาสใหม่จากความยั่งยืน

 

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงพันธกิจหลักของ ปตท. กลุ่มบริษัทพลังงานและปิโตรเคมีครบวงจรของประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการดำเนินงาน ภายใต้หลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ที่คำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี

 

การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่ม ปตท. ในการเป็นแรงขับเคลื่อนที่ผนึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน การศึกษา และภาคประชาชน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เสริมศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยกัน

 

“ปตท. จัดงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 ขึ้นเป็นปีแรก โดยมีวัตถุประสงค์หลักสองประการ คือ สร้างองค์ความรู้และการเรียนรู้ เพื่อทำให้แนวคิดด้านความยั่งยืนสามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้ และเห็นผลชัดเจน โดยเน้นความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม และอีกประการคือ มุ่งสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโลกไปสู่ความยั่งยืน ภายใต้ความเชื่อร่วมกันว่า การสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งเพียงลำพัง”

 

ภาพบรรยากาศงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 เวทีแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 2

 

“ตลอดสองวันของงานมีการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งเวทีเสวนาในสามห้องย่อย การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ Workshop และกิจกรรม Interactive โดยเฉพาะในวันที่สอง ซึ่งเปิดโอกาสให้คนจากหลายเจเนอเรชันร่วมกันมองเห็นปัญหาและสร้างแนวทางแก้ไขร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการนวัตกรรมที่ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ที่สามารถเริ่มต้นได้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยี ทรัพยากร และความร่วมมือในระดับประเทศและนานาชาติ”

 

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานในครั้งนี้จะสามารถจุดประกายความคิด Sparking the Future ให้ทุกท่านได้มีส่วนร่วม เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้โลกเกิดการพัฒนาและก้าวไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

 

ภาพบรรยากาศงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 เวทีแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 3

 

จาก “ความฝัน” สู่ “พลัง” ขับเคลื่อนประเทศไทยสีเขียวอย่างยั่งยืน

 

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฉายภาพการเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศผ่าน ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘Thailand’s New Horizon: ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ’

 

“การที่เราจะเห็นอนาคตการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยที่ดีขึ้น เราต้องมีความฝัน และพลังของความฝันนี่แหละจะทำให้พวกเราร่วมมือกันในการ Sparking the Future ได้”

 

ทุกคนต่างฝันถึงอนาคตที่ดีกว่า ฝันถึงเมืองที่น่าอยู่ อากาศที่บริสุทธิ์ และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ซึ่งการจะทำให้ภาพฝันเป็นจริงได้ ดร.เอกนิติ บอกว่า ‘เราต้องรวมพลังกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน และคนในชุมชน โดยเฉพาะเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ตามที่ให้สัญญาไว้กับนานาประเทศ ภาครัฐจำเป็นต้องวางรากฐานที่แข็งแกร่งผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ นโยบาย กฎหมาย และกลไกราคา”

 

นโยบายที่ชัดเจน ต้องมีแผนงานที่จับต้องได้ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขเป้าหมาย และนโยบายจะชัดเจนได้ต้องมีกฎหมายรองรับ

 

“ปัจจุบัน เรากำลังจะมี พรบ. ลดโลกร้อน ที่รอบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งกลไกสำคัญอยู่ที่ ‘กลไกราคาภาคบังคับเรื่องคาร์บอน’ อาจจะเป็น Carbon Tax หรืออาจจะเป็น ETS ซึ่งพิสูจน์แล้วในทางทฤษฎีและการวิจัยทั่วโลก ว่าประเทศไหนที่มีกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับจะสามารถลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม”

 

“กลไกต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อเราเก็บรายได้ ต้องมีกองทุนที่มาสนับสนุนให้เอกชนไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต สามารถที่จะเปลี่ยนให้กับธุรกิจต่างๆ ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ให้เขาสามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมและธุรกิจสีเขียวได้”

 

นอกจากนี้ ภาครัฐยังคงสนับสนุนการพัฒนา Green Finance อย่างต่อเนื่อง ผ่านเครื่องมือทางการเงินหลากหลายรูปแบบ เช่น Green Bond และ Sustainability-Linked Bond ซึ่งรัฐบาลได้เริ่มนำมาใช้แล้ว โดยภาคเอกชนที่ปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจไปสู่ความยั่งยืน จะมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในต้นทุนที่ต่ำลง และมีเงื่อนไขทางการเงินที่เอื้อต่อการเติบโตในระยะยาวมากขึ้น

 

“เรามีโครงการ Invest Thailand ที่เราทำร่วมกันกับภาคอุตสาหกรรม ภาคสภาหอการค้า และสมาคมธนาคารไทย ตั้งใจอย่างยิ่งว่าจะเป็นโครงการที่ SME จะมีโอกาสได้รับสินเชื่อเหล่านี้ได้มากขึ้น”

 

ดร. เอกนิติ ยังชี้ให้เห็นว่า ภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคพลังงานและขนส่งซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 65% มีบทบาทสำคัญต่อการลดคาร์บอน เรื่องของ Carbon Capture Utilization and Storage (CCUS) เป็นเรื่องสำคัญและเป็นกลไกหลักที่กลุ่ม ปตท. ผลักดัน แต่ไม่สามารถทำได้ลำพัง จำเป็นต้องมีแรงจูงใจและความร่วมมือจากภาครัฐควบคู่กัน

 

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องเปิดให้เอกชนลงทุนไฟฟ้าสะอาดมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนให้ความสำคัญกับพลังงานสีเขียว ต้องเร่งทำเรื่อง Direct PPA ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาด ภาครัฐจึงควรลงทุนระบบสายส่งผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือรูปแบบ Public Private Partnership (PPP) เพื่อระดมทุนจากเอกชนโดยไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะ และเปิดให้เอกชนขายไฟฟ้าคืนเข้าระบบได้

 

การขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมต้องลงไปถึงระดับชุมชน ไม่ใช่หยุดแค่เชิงนโยบาย ดร.เอกนิติ ยกตัวอย่าง ‘สระบุรีโมเดล’ แสดงให้เห็นพลังของชุมชนที่ร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน พัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวรูปแบบใหม่ ทำให้ชุมชนได้รับประโยชน์ ทั้งด้านการแยกขยะ พลังงานสะอาด และสินค้าเกษตร

 

“ล่าสุด คณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติอนุมัติโครงการ Low Carbon City โดยกระทรวงการคลังร่วมกับ กรุงเทพมหานคร ดำเนินโครงการติดโซลาร์บนหลังคาโรงเรียนและโรงพยาบาล ร่วมกับ EXIM Bank และการนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเป็นต้นแบบการทำงานร่วมกับชุมชนและท้องถิ่น”

 

“ทั้งหมดนี่คือฝันที่เป็นจริงได้ถ้าเราร่วมมือกัน แต่เราต้องรวมพลังภายใต้แนวคิด 4P Public, Private, People, Partnership for Planet ผมเชื่อเหลือเกินว่าการจัดงานครั้งนี้จะจุดพลังให้ทุกคนร่วมกันสร้างความยั่งยืนในประเทศไทยไปด้วยกัน” เอกนิติ กล่าวทิ้งท้าย

 

เจาะเส้นทาง Decarbonization ของกลุ่ม ปตท. สู่ Net Zero ที่จับต้องได้ผ่านงานนิทรรศการ

 

นิทรรศการภายในงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 มิได้ทำหน้าที่เพียงบอกเล่าผลงานและโครงการด้านความยั่งยืนของกลุ่ม ปตท. แต่ยังเป็นภาพสะท้อนการลดก๊าซเรือนกระจกและการต่อยอดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม ที่ขับเคลื่อนผ่านแนวทางสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

 

ภาพบรรยากาศงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 เวทีแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 4ภาพบรรยากาศงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 เวทีแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 5ภาพบรรยากาศงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 เวทีแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 6

 

C1: Climate-Resilience Business การปรับพอร์ตธุรกิจสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตที่มุ่งสู่การเป็น Global LNG Player ด้วยการขยายธุรกิจ LNG แบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมไปถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดจนธุรกิจ Lifestyle & Sustainable Ecosystem อาทิ น้ำมัน SAF หรือเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมการบินได้มหาศาล, EV Station Plusz สถานีชาร์จที่ขยายตัวไปทั่วประเทศเพื่อรองรับรถไฟฟ้า, ‘คืนคัพ คืน CUP’ ของ Café Amazon เปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า หรือ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์แผ่นกันกระแทกและกันขอบท่าเรือจากพลาสติก PE ของ IRPC

 

ภาพบรรยากาศงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 เวทีแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 7ภาพบรรยากาศงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 เวทีแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 8

 

C2: Carbon-Conscious Asset มุ่งยกระดับและควบคุมกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ เพื่อลดการใช้พลังงาน ลดการเผาทิ้ง และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงาน ภายในบูธจะนำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้นวัตกรรมสำคัญ อาทิ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการก๊าซ ลดการเผาทิ้งและการรั่วไหล ผ่านระบบตรวจจับก๊าซมีเทนด้วยโดรนและหุ่นยนต์ รวมถึงการใช้ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมการผลิต ช่วยลดการใช้พลังงานและทรัพยากรที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ ยังสะท้อนทิศทางพลังงานสะอาด ตั้งแต่การใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ไปจนถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแห่งอนาคตอย่าง SMR (Small Modular Reactor) หรือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งให้พลังงานที่มีความเสถียรและปลอดภัยสูง เป็นเทรนด์ระดับโลกที่ถูกจับตามองในฐานะกลไกสำคัญในการเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับเป้าหมาย Net Zero และการลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว

 

ภาพบรรยากาศงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 เวทีแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 9ภาพบรรยากาศงาน Sustainability Spark by PTT Group 2026 เวทีแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน 10

 

C3: Coalition, Co-Creation and Collective Efforts for all เน้นการผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีด้านการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างครบวงจร อาทิ โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) การพัฒนาไฮโดรเจนและพลังงานคาร์บอนต่ำ รวมถึงการดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ เพื่อรองรับเป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ พร้อมกันนี้ยังมุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนใหม่ในระยะยาว ควบคู่กับการปลูกและบำรุงรักษาป่าไม้ เพื่อฟื้นฟูสมดุลของธรรมชาติอย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น โครงการ “ปตท. จุดพลังชีวิต พลิกผืนป่า” ของ ปตท. ที่ใช้พลังของธรรมชาติในการช่วยดูดซับคาร์บอนกลับคืนสู่ระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม

 

ท้ายที่สุดแล้วพลังงานสะอาดจะเป็น ‘ความรับผิดชอบ’ ร่วมของเราทุกคน เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยลำพัง แต่ต้องเกิดจากการ ‘จุดประกาย’ ในใจของทุกภาคส่วน และพลังที่จะพาเราไปถึง Net Zero คือพลังแห่งการลงมือทำจริง

The post เปิดทางลัดดันไทยถึงเป้า Net Zero จากงาน ‘Sustainability Spark by PTT Group 2026’ เวทีปลุกแนวคิดสู่การลงมือทำจริง [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
รัฐบาลเวียดนามเดินหน้ารื้อโครงสร้างรัฐ หลัง ‘โต เลิม’ คว้าชัยอีกสมัย ฝันใหญ่ดันเป้า GDP โต 10% https://thestandard.co/vietnam-to-lam-gdp-reform/ Sun, 25 Jan 2026 10:20:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1169228 ภาพประกอบแสดงแนวคิดการปฏิรูปโครงสร้างรัฐและเศรษฐกิจของเวียดนาม ภายใต้การนำของ โต เลิม พร้อมเป้าหมาย GDP เติบโต 10%

เวียดนามกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจครั้งสำคัญ ภาย […]

The post รัฐบาลเวียดนามเดินหน้ารื้อโครงสร้างรัฐ หลัง ‘โต เลิม’ คว้าชัยอีกสมัย ฝันใหญ่ดันเป้า GDP โต 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบแสดงแนวคิดการปฏิรูปโครงสร้างรัฐและเศรษฐกิจของเวียดนาม ภายใต้การนำของ โต เลิม พร้อมเป้าหมาย GDP เติบโต 10%

เวียดนามกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจครั้งสำคัญ ภายใต้การนำของ โต เลิม ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์คนปัจจุบัน โดยรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูประบบรัฐ อย่างจริงจังและรวดเร็วในระดับที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการเมืองยุคใหม่

 

ภายในเวลาเพียง 17 เดือน หลังเข้ารับตำแหน่ง โต เลิม สามารถจัดระเบียบอำนาจภายในพรรค ลดแรงต้านจากกลุ่มคู่แข่ง พร้อมเร่งรวมศูนย์การตัดสินใจไว้ที่ศูนย์กลางอำนาจ

 

ใต้นโยบายสำคัญคือการเปลี่ยนแปลง ปรับ “รื้อโครงสร้างรัฐ” ที่มุ่งลดระบบราชการ ผ่านการยุบและควบรวมหน่วยงาน การปรับกระบวนการกำหนดนโยบาย และการปลดข้าราชการจำนวนมากถึง 150,000 คน

 

ล่าสุด โต เลิม ผู้นำวัย 68 ปี ซึ่งครองตำแหน่งที่ทรงอำนาจที่สุดในระบบการเมืองแบบพรรคเดียวของเวียดนาม ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้า พรรคคอมมิวนิสต์อีกครั้ง เป็นเวลา 5 ปี ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคทั้ง 180 คน ในการประชุมใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมประกาศเดินหน้าการปฏิรูปเพื่อ เร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

เขาให้คำมั่นว่าจะผลักดันการปฏิรูปเพิ่มเติม โดยปีที่ผ่านมา ได้วางแผนปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ พร้อมย้ำว่า หลังจากนี้จะปฏิรูปภายในพรรค เพื่อสร้างระบบการบริหารที่ยึดหลักความซื่อสัตย์ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญ

 

โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปีตลอดทศวรรษหน้า หรือภายในปี 2030

 

แม้เป้าหมายดังกล่าวถูกมองว่า “ค่อนข้างทะเยอทะยาน” เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ของธนาคารโลกที่ประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเวียดนามไว้เฉลี่ยราว 6.5% ในปีนี้และปีหน้า

 

อย่างไรก็ดี นักลงทุนบางกลุ่ม เชื่อมั่นในแนวทางที่เป็นมิตรต่อนโยบายเปิดรับภาคธุรกิจของเขา ซึ่งสะท้อนจากตลาดหุ้นเวียดนามที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วงปีที่ผ่านมา

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อกลางปี 2024 ลัมได้ผลักดันการปฏิรูปครั้งใหญ่และลดขนาดระบบราชการ ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตเร็วขึ้น แต่ก็สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากการปลดข้าราชการจำนวนมาก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มบทบาทภาคเอกชน เขาย้ำจุดยืนว่ารัฐวิสาหกิจยังคงมีบทบาทนำ โดยเฉพาะในภาคยุทธศาสตร์สำคัญ

 

ในอีกด้านนักวิเคราะห์มองว่า โต เลิม เป็นผู้นำที่วางแผนทางการเมืองอย่างรอบคอบ และสามารถรวบรวมการสนับสนุนจากกลุ่มอำนาจต่าง ๆ ภายในพรรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ มีรายงานว่าเขายังมุ่งหวังที่จะก้าว ขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของรัฐในอนาคตอีกด้วย

 

หลิว อานห์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยการเงินฉงหยาง มหาวิทยาลัยเหรินหมิน ประเทศจีน มองว่า เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ กำหนดไว้ในการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม นั้นจะเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมทุกด้านและการปรับปรุงให้ทันสมัย เพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และขจัดอุปสรรคด้านต้นทุนโลจิสติกส์

 

สร้างระบบคมนาคมทั้งทางบก เรือ อากาศ ราง เชื่อมการค้าเหนือจดใต้

 

ปัจจุบัน ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในเวียดนามคิดเป็นประมาณ 16-18% ของ GDP ในขณะที่ค่าเฉลี่ย ทั่วโลก อยู่ที่เพียง 10.7% และสูงกว่าหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน

 

เธอระบุว่า เพื่อสนับสนุนการผลิตและขยายการส่งออก เวียดนามจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามแผนแม่บท ทั้งการให้ความสำคัญกับระบบทางหลวง ทางรถไฟความเร็วสูง และการขนส่งแบบผสมผสานระหว่างทางรถไฟและทางทะเล

 

ในขณะเดียวกัน จำเป็นต้องปรับปรุงกลไกการระดมทุนเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการขยายรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และพิจารณาจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งชาติพิเศษเพื่อดึงดูดกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติและเงินทุนระยะยาว

 

พื้นที่การลงทุนที่สำคัญ

 

ได้แก่ การยกระดับเส้นทางคมนาคมหลักที่เชื่อมต่อระเบียงอุตสาหกรรมภาคเหนือ (ฮานอย-ไฮฟอง) กับเขตเศรษฐกิจภาคใต้ (โฮจิมินห์ซิตี้-ด่งนาย-บิ่ญเดือง) เพื่อลดระยะเวลาการเดินทาง ลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน

 

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง นอกจากการยกระดับตลาดทุนแล้ว เวียดนามยังจำเป็นต้องขยายมาตรการจูงใจด้านการเงินสีเขียว ขยายขอบเขตของนโยบายเงินอุดหนุนอัตราดอกเบี้ย 2% จัดตั้งแพลตฟอร์มการซื้อขายเครดิตคาร์บอน

 

“อีกความพยายามของเวียดนามที่พยายามจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ (IFC) คือข้อดี เมื่อเวียดนามมี IFC ในนครโฮจิมินห์และดานัง ต้องจัดตั้งหน่วยงานจัดอันดับเครดิตระหว่างประเทศ ระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน และกลไกการออกใบอนุญาตทางการเงินต่างประเทศ นี่จะเป็นอนาคตศูนย์กลางการระดมทุนระดับภูมิภาค”

 

ภาพ : cotuvokne / Getty images

อ้างอิง:

The post รัฐบาลเวียดนามเดินหน้ารื้อโครงสร้างรัฐ หลัง ‘โต เลิม’ คว้าชัยอีกสมัย ฝันใหญ่ดันเป้า GDP โต 10% appeared first on THE STANDARD.

]]>
GCNT ผนึกกำลังทุกภาคส่วน จัด ‘GCNT EXPO 2025’ เร่งเครื่องประเทศไทยสู่หมุดหมายความยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤตและความท้าทาย https://thestandard.co/gcnt-expo-sustainability/ Tue, 22 Jul 2025 11:35:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1098534 gcnt-expo-sustainability

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ซึ่งเป็ […]

The post GCNT ผนึกกำลังทุกภาคส่วน จัด ‘GCNT EXPO 2025’ เร่งเครื่องประเทศไทยสู่หมุดหมายความยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤตและความท้าทาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
gcnt-expo-sustainability

สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือด้านความยั่งยืนของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เตรียมจัดการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ ‘GCNT Expo 2025: Forward SDGs Faster Together – รวมพลังเร่งสร้างโลกที่ยั่งยืน’ โดยผนึกกำลังกับองค์กรสมาชิกและพันธมิตรจากทุกภาคส่วน เพื่อเร่งผลักดันประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายในปี 2030 ผ่านกรอบแนวคิด 7 Transformations หรือ 7Ts งานนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 – 31 กรกฎาคม 2568 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ 

 

ศุภชัย เจียรวนนท์ นายกสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ได้เปิดเผยถึงความท้าทายที่ประเทศไทยและโลกกำลังเผชิญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบรรลุเป้าหมาย SDGs  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:

 

  • การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization): ยังคงมีช่องว่างด้านการลงทุน การเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และการบูรณาการห่วงโซ่อุปทาน 
  • ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Conflicts): ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนในการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ 
  • การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเทคโนโลยี AI (Digitalization): แม้จะช่วยให้บรรลุ SDGs ได้เร็วขึ้น แต่ก็สร้างความกังวลเรื่องการใช้พลังงานที่ค่อนข้างสูง การเข้ามาแทนที่แรงงาน และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและข้อมูล 
  • วิกฤตความมั่นคงทางอาหารและเกษตรกรรม: รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การขาดแคลนแรงงาน และทรัพยากรที่ลดลง 
  • วิกฤตศรัทธา (Crisis of Trust): บั่นทอนความเชื่อมั่นและความร่วมมือข้ามภาคส่วน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของการเดินหน้า SDGs ให้บรรลุผลตามเป้าหมายของสหประชาชาติ 

 

“วันนี้ แม้ประเทศไทยจะเผชิญความท้าทายหลายด้าน แต่เราอยู่ในจุดที่ไม่อาจถอยหลังกลับไปได้ (Point of No Return) และนี่คือโอกาสที่สำคัญของทุกคน ทุกภาคส่วน ที่จะลุกขึ้นมารวมพลัง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ด้วยการเร่งเดินหน้าบรรลุ SDGs ให้เร็วขึ้น เป็นรูปธรรม และวัดผลได้ไปพร้อมๆ กัน” ศุภชัยกล่าวย้ำ 

 

GCNT EXPO 2025 ได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์การเร่งขับเคลื่อน SDGs อย่างรอบด้าน ภายใต้กรอบ 7Ts สะท้อนถึงความสำคัญของธุรกิจไทยในการไม่เพียงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อประเทศในการเร่งบรรลุ SDGs โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย Table, Tourism, Tech, Trade, Transition, Talent และ Trust 

 

งานนี้จะเป็นพื้นที่ที่รวบรวมพลังพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และเยาวชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อน SDGs อย่างเป็นระบบ โดยมุ่งหวังให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ขยายผลและวัดผลได้ รวมถึงกระตุ้นให้ธุรกิจไทยทุกขนาด ทุกภาคอุตสาหกรรมปรับตัวต่อแนวโน้มโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล 

 

“เราหวังว่า GCNT EXPO จะเป็นเวทีต้นแบบด้านความยั่งยืนที่สร้างผลกระทบเชิงบวกได้มากที่สุดเวทีหนึ่งในประเทศไทย ที่จะยกระดับความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมาย SDGs ในระดับประเทศอย่างจริงจังและต่อเนื่อง อาทิ การผลักดันนโยบายเพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน การนำเสนอนวัตกรรมทางธุรกิจเพื่อความยั่งยืนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืน” ศุภชัยกล่าวทิ้งท้าย 

 

GCNT Expo 2025 ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบของความร่วมมือระดับประเทศ ที่จะจุดประกายพลังใหม่สู่การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน การสนับสนุนนวัตกรรมและโมเดลธุรกิจที่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการพัฒนาแรงงานและเยาวชนด้วยทักษะแห่งอนาคต 

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดโปรแกรมต่างๆ และลงทะเบียนเข้าร่วมงาน GCNT Expo 2025 ได้ที่เว็บไซต์ https://expo.globalcompact-th.com และโซเชียลมีเดียทุกช่องทางของ GCNT

The post GCNT ผนึกกำลังทุกภาคส่วน จัด ‘GCNT EXPO 2025’ เร่งเครื่องประเทศไทยสู่หมุดหมายความยั่งยืน ท่ามกลางวิกฤตและความท้าทาย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กะตะกรุ๊ป’ 40 ปีแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน สู่ผู้นำโรงแรม ESG ในภูเก็ต ด้วยวิสัยทัศน์ผู้บริหารและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง https://thestandard.co/ata-group-esg-phuket/ Sun, 20 Jul 2025 01:30:37 +0000 https://thestandard.co/?p=1097795 kata-group-esg-phuket

ภูเก็ต ดินแดนไข่มุกอันดามันที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามทา […]

The post ‘กะตะกรุ๊ป’ 40 ปีแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน สู่ผู้นำโรงแรม ESG ในภูเก็ต ด้วยวิสัยทัศน์ผู้บริหารและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
kata-group-esg-phuket

ภูเก็ต ดินแดนไข่มุกอันดามันที่ขึ้นชื่อเรื่องความงดงามทางธรรมชาติและการท่องเที่ยวระดับโลก ไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ภาคธุรกิจเอกชนแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างยั่งยืน หนึ่งในผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำด้านนี้คือ กะตะกรุ๊ป รีสอร์ต (ประเทศไทย) ผู้ประกอบการโรงแรมและรีสอร์ตชั้นนำ ที่ยืนหยัดในตลาดภูเก็ตมากว่า 4 ทศวรรษ ด้วยปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่หยั่งรากฝังลึกในแนวคิดความยั่งยืน

 

ประมุขพิสิฐ อัจฉริยะฉาย ประธานกรรมการบริหาร กะตะกรุ๊ป รีสอร์ต (ประเทศไทย) และบียอนด์ โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ต เปิดเผยเบื้องหลังความสำเร็จ 40 ปีในตลาดท่องเที่ยวภูเก็ตที่มีการแข่งขันสูง ด้วยหลักการบริหารที่หยั่งรากฝังลึกในแนวคิดความยั่งยืน ผนวกกับกลยุทธ์การตลาดที่หลากหลาย และการสนับสนุนจากพันธมิตรทางการเงินที่เข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้ง

 

จากจุดเริ่มต้น…สู่ความเชื่อมั่นในความยั่งยืน

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน ในปี 2527 กะตะกรุ๊ปเริ่มจากการเป็นบังกะโลไม้ไผ่ขนาดเล็ก 13 ห้องพัก ณ หาดกะตะ จังหวัดภูเก็ต ประมุขพิสิฐเล่าถึงช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และการปรับตัวในยุคแรกเริ่มว่า “ช่วง 8 ปีแรก ธุรกิจเติบโตจากการพึ่งพาชุมชนท้องถิ่นเป็นหลักในการก่อสร้างและออกแบบ พนักงานกว่า 95% เป็นคนภูเก็ต” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาคเอกชนในการเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภูเก็ตตั้งแต่ต้น โดยเน้นการสร้างคุณค่าร่วมกันกับชุมชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของมิติทางสังคม (Social) ในหลักการ ESG

 

ตลอดเส้นทาง 4 ทศวรรษ กะตะกรุ๊ปต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์และความท้าทายมากมาย ทั้งวิกฤตการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤตการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ Y2K สึนามิ ไปจนถึงโควิด-19 ประมุขพิสิฐกล่าวว่า “สึนามิผมไม่เป็นห่วงเลยเพราะว่ามันเป็นภัยธรรมชาติ สำหรับเครือกะตะ เราใช้เวลาแค่ 3 เดือนเท่านั้นเองลูกค้าก็เริ่มกลับมาเที่ยวแล้ว” แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจ ทว่าความท้าทายที่แท้จริงคือการรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน

 

ความยั่งยืนคือหัวใจหลักและแผนการดำเนินงาน (ESG in Action)

 

ปัจจุบัน กะตะกรุ๊ปได้ขยายพอร์ตโฟลิโอเป็น 9 โรงแรมภายใต้แบรนด์ Beyond และ Kata Group Resort ครอบคลุมพื้นที่ภูเก็ต กระบี่ เขาหลัก และเกาะสมุย โดยทุกแห่งล้วนถูกบริหารจัดการภายใต้แนวคิดความยั่งยืนที่เข้มแข็ง นี่คือสิ่งที่กะตะกรุ๊ปให้ความสำคัญ:

  • ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental):
  • การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ: โรงแรมในเครือติดตั้งโซลาร์เซลล์เกือบ 100% ครอบคลุมพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  • ระบบบำบัดน้ำเสียแบบปิด: โรงแรมกะตะบีชรีสอร์ต เป็นโรงแรมแห่งแรกๆ ในภูเก็ตที่ลงทุนติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียแบบครบวงจร น้ำที่บำบัดแล้วถูกนำกลับมาใช้รดน้ำต้นไม้ภายในโรงแรม ช่วยประหยัดทรัพยากรน้ำและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล
  • การลดขยะและจัดการของเสีย: มีการดำเนินงานเพื่อลดปริมาณขยะพลาสติก และส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างเหมาะสม

  • ด้านสังคม (Social):
  • การสร้างงานและการสนับสนุนชุมชน: กะตะกรุ๊ปยังคงรักษาการจ้างงานคนท้องถิ่นเป็นหลัก และมีการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนในท้องถิ่น ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ แต่ยังช่วยรักษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้
  • ความรับผิดชอบต่อพนักงานและลูกค้า: มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี และมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและใส่ใจสิ่งแวดล้อมแก่ลูกค้า

  • ด้านธรรมาภิบาล (Governance):
  • การบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพ: โครงสร้างการบริหารที่แข็งแกร่งและโปร่งใส เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้กะตะกรุ๊ปสามารถเติบโตและปรับตัวในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน
  • ความสัมพันธ์อันดีกับพันธมิตร: การมีพันธมิตรทางการเงินที่เข้าใจธุรกิจและวิสัยทัศน์ในระยะยาว ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้กะตะกรุ๊ปผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ มาได้

 

กะตะกรุ๊ป เรียนรู้ ESG ในภูเก็ต กะตะกรุ๊ป เรียนรู้ ESG ในภูเก็ต กะตะกรุ๊ป เรียนรู้ ESG ในภูเก็ต

 

กลยุทธ์การเติบโตและการกระจายกลุ่มลูกค้า

 

กะตะกรุ๊ปยังคงให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างรอบคอบ โดยเน้นการพัฒนาโครงการที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม เช่น การลงทุนในที่ดินเชิงเขาเพื่อให้ลูกค้าได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น แม้ในช่วงที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลง กะตะกรุ๊ปก็สามารถรักษาสมดุลของกลุ่มลูกค้าได้ดี โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 ที่ตลาดต่างประเทศหายไป ทางโรงแรมได้ปรับกลยุทธ์โดยหันมาเจาะตลาดคนไทยมากขึ้นผ่านการทำโปรโมชั่นร่วมกับพันธมิตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการปรับตัวและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการสร้างความมั่นคงให้ธุรกิจ

 

พันธมิตรทางการเงิน…กุญแจสู่ความมั่นคงยั่งยืน

 

ประมุขพิสิฐ เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะธนาคารกรุงเทพ ที่ให้การสนับสนุนและเข้าใจธุรกิจโรงแรมอย่างลึกซึ้ง ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้กะตะกรุ๊ปสามารถขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง แต่ยังเป็นหลักประกันความมั่นคงในช่วงเวลาที่ท้าทาย ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของธรรมาภิบาลที่เชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน

 

ผลประโยชน์ต่อโรงแรม สังคม และเศรษฐกิจ

 

การที่ กะตะกรุ๊ป มุ่งพัฒนาโรงแรมสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนั้น ได้สร้างผลประโยชน์อย่างรอบด้าน:

 

  • ต่อโรงแรม: ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว (เช่น ค่าไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์, ค่าน้ำจากการบำบัดน้ำเสีย) สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและแตกต่างในตลาด ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจในภาวะวิกฤต
  • ต่อสังคม: สร้างงานและรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในพื้นที่ นอกจากนี้ การจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีของโรงแรมยังช่วยรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของภูเก็ตให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นหลัง
  • ต่อระบบเศรษฐกิจ: การดำเนินงานอย่างยั่งยืนของธุรกิจขนาดใหญ่ดังเช่นกะตะกรุ๊ป เป็นต้นแบบและแรงผลักดันให้ธุรกิจอื่นๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหันมาใส่ใจเรื่อง ESG มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมของการท่องเที่ยวไทยมีคุณภาพและคุณค่าเพิ่มขึ้นในระดับโลก

 

สู่ภูเก็ต…เมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

 

ประมุขพิสิฐ กล่าวทิ้งท้าย ซึ่งสะท้อนความคาดหวังถึงบทบาทที่แข็งขันของภาครัฐในการขับเคลื่อนภูเก็ตสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการวางแผนระยะยาวด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการขยะ และการควบคุมการพัฒนา เพื่อให้ภูเก็ตยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่รักษาสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนได้อย่างแท้จริง 

 

บทเรียนจากกะตะกรุ๊ปพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การลงทุนในความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ภาระค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนในอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนสำหรับทุกคน

The post ‘กะตะกรุ๊ป’ 40 ปีแห่งการเติบโตอย่างยั่งยืน สู่ผู้นำโรงแรม ESG ในภูเก็ต ด้วยวิสัยทัศน์ผู้บริหารและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB ลั่น ‘ความยั่งยืนคือ DNA’ พร้อมปักธงหนุนท่องเที่ยวไทยเป็นเครื่องยนต์หลักสู่ Net Zero ปี 2050 https://thestandard.co/scb-sustainability-tourism/ Thu, 17 Jul 2025 08:27:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1097348 scb-sustainability-tourism

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากหลากหลายปัจจัย ‘คว […]

The post SCB ลั่น ‘ความยั่งยืนคือ DNA’ พร้อมปักธงหนุนท่องเที่ยวไทยเป็นเครื่องยนต์หลักสู่ Net Zero ปี 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>
scb-sustainability-tourism

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากหลากหลายปัจจัย ‘ความยั่งยืน’ ไม่ได้เป็นเพียงแค่กลยุทธ์ แต่ถูกยกระดับเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

 

กฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้เปิดเผยวิสัยทัศน์และบทบาทของธนาคารในการขับเคลื่อนความยั่งยืน ภายใต้งาน SCB Live Sustainably in Phuket โดยย้ำว่า “เป้าหมายด้านความยั่งยืนเป็นมากกว่านโยบาย เป็นหนึ่งใน DNA ของ SCB” 

 

ทั้งนี้ ธนาคารไม่เพียงตีความความยั่งยืนในมิติด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการสร้างสรรค์สังคมและเศรษฐกิจที่เติบโตไปพร้อมกัน โดยมีเป้าหมาย Net Zero ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธนาคารเองภายในปี 2030 และครอบคลุมทั้งพอร์ตสินเชื่อภายในปี 2050 

 

SCB ผู้นำสินเชื่อสีเขียวและพันธมิตรยั่งยืนอันดับหนึ่ง

 

กฤษณ์กล่าวถึงความสำเร็จของธนาคารในการปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนว่า “สำหรับตัวเลขสินเชื่อการเงินยั่งยืน 1.8 แสนล้านบาท ถือว่าพอใจ และถ้าเทียบกับแบงก์อื่น เราเป็นที่หนึ่งในอุตสาหกรรม” พร้อมเน้นย้ำถึงปณิธานในการเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่ประกาศจะทำตาม Science Based Target (SBT) ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากแต่ SCB มุ่งมั่นจะทำให้สำเร็จ 

 

โดยธนาคารไทยพาณิชย์มุ่งมั่นที่จะอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤต และพร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกขนาด โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงแนวทางความยั่งยืน

 

SCB รุกความยั่งยืน หนุนภูเก็ตสู่เมืองท่องเที่ยวยั่งยืน

 

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ Chief Economist and Sustainability Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ เสริมว่า SCB มีกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Sustainable Linked Loan หรือ Green Loan ที่มาพร้อมดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อสนับสนุนลูกค้าที่มุ่งมั่นสู่ความยั่งยืน 

 

กฤษณ์ย้ำว่า การขับเคลื่อนความยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนต้องพูดคุยกันมากกว่าตามวาระ ควรจะเป็นการพูดคุยกันในรายละเอียดเชิงลึกว่าประเทศไทยตอนนี้อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ มีองคาพยพอยู่ประมาณนี้ ควรจะช่วยกันอย่างไรเพื่อทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้น

 

สำหรับบทบาทของธนาคาร ธนาคารพร้อมเป็นฟันเฟืองหลักในการเชื่อมโยงและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าสู่ Value Chain ของทุนใหญ่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในภาพรวม

 

SCB รุกความยั่งยืน หนุนภูเก็ตสู่เมืองท่องเที่ยวยั่งยืน

 

3 กรอบการทำงาน ดันท่องเที่ยวภูเก็ตเติบโตสู่โมเดลต้นแบบความยั่งยืน

 

สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ธนาคารไทยพาณิชย์เชื่อว่าการท่องเที่ยว จ.ภูเก็ต เป็นเครื่องจักรสำคัญที่จะขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและเศรษฐกิจให้เติบโตต่อไป สะท้อนจากการท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวหลายๆ จังหวัดเริ่มชะลอตัว หรือปรับตัวลดลง แต่ภูเก็ตยังสามารถยืนระยะสร้างการเติบโตได้ ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนต้องมาร่วมวางแผนร่วมกันหาทางออกเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยกฤษณ์เสนอ กรอบการวางแผนและการร่วมมือกันดังนี้ 

 

  1. การกระจายงบประมาณในการพัฒนาภูเก็ต ต้องมีการตั้งสมมติฐานใหม่ การที่ภูเก็ตยังเติบโตอยู่ บนวิธีการบริหารจังหวัดภูเก็ตที่ยังได้รับแบบงบประมาณต่อหัวของประชากร ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนของเศรษฐกิจจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่และงบลงทุนจากภาครัฐที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นอันดับแรก ต้องปรับวิธีคิดตรงนี้ก่อนว่า ถ้าเราเชื่อว่าภูเก็ตเป็นเศรษฐกิจพิเศษและเป็นเครื่องจักรในการสร้างรายได้ไปสู่อนาคต การกระจายงบประมาณในการพัฒนาภูเก็ต ต้องมีการตั้งสมมติฐานใหม่

 

  1. วางแผนงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากระยะการเดินทางจากสนามบินมาถึงจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมค่อนข้างไกล อีกทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวมาก เส้นทางค่อนข้างแคบทำให้รถติด ดังนั้นการที่ภูเก็ตจะเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก งบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องของการขนส่งมวลชน การเดินทาง ระบบน้ำ ระบบการบริหารจัดการขยะทั้งหมด หรือการบริหารทรัพยากรทั้งหมดจะต้องมีการวางแผนอย่างดี เพื่อลดปัญหา Overtourism หรือ การท่องเที่ยวที่สุดท้ายแล้วกลับกลายมาทำลายเมืองภูเก็ตซึ่งเป็นเมืองสำคัญของประเทศในท้ายที่สุด

 

  1. ออกแบบภูเก็ตแห่งอนาคต ต้องจับทิศทางการมองภูเก็ตในอนาคตให้ชัดเจนว่าต้องการเป็นแบบใด โดยต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนในการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจอันดามัน ซึ่งภูเก็ตเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีสองตลาด ได้แก่ ตลาดแมสซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีอยู่แล้ว และตลาดอัลตราลักชัวรีหรือไฮเอนด์ 

 

“เปรียบเทียบกับบาหลี ทํายังไงให้มันเกิด เพราะทุกวันนี้เที่ยวบินพานักท่องเที่ยวจากประเทศพัฒนาแล้วก็ลงตรงมาที่ภูเก็ตมากมาย แต่เราจะแยกการบริหารจัดการหรือมีแผนอย่างไร ภูเก็ตจำเป็นจะต้องมี man-made destination หรือเปล่า ที่เป็น top destination ที่ยิ่งใหญ่ใครมาถึงก็ต้องแวะ ให้ตอบโจทย์ภาพใหญ่การเชื่อมต่อระเบียงเศรษฐกิจ เพื่อทำให้อันดามันเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้จงได้ ผมเชื่อว่าวิธีการมองอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เหตุและผล และชวนทั้งรัฐและเอกชนมาพูดคุยกันให้เป็นวาระแห่งชาติ จะทำให้ภูเก็ตเข้มแข็ง ประเทศไทยเข้มแข็ง และเราสามารถปักหมุด เป็นหนึ่งในผู้นําด้านการท่องเที่ยวแห่งภูมิภาคอาเซียนได้อย่างแท้จริง” กฤษณ์​กล่าว

 

SCB รุกความยั่งยืน หนุนภูเก็ตสู่เมืองท่องเที่ยวยั่งยืน

 

เปลี่ยนมายาคติ ความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการ ‘อยู่รอด’

 

หนึ่งในภารกิจสำคัญของ SCB คือ การลบมายาคติว่า ‘ความยั่งยืน = ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น’ กฤษณ์​ อธิบายว่า ขั้นแรกเลยของความยั่งยืน ต้องเข้าใจก่อนว่าความยั่งยืนไม่จำเป็นต้องกู้แบงก์ เพียงแค่บริหารสิ่งที่มีอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ประหยัดต้นทุนและช่วยโลกได้แล้ว

 

นอกจากนี้ ธนาคารไทยพาณิชย์ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่เป็นลูกค้าเข้ามารับคำปรึกษาได้ฟรี เพื่อให้สามารถวางแผนและวัดผลด้าน Sustainability อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมต่อยอดเข้าสู่ระบบสินเชื่อในอนาคตหากจำเป็น

 

ธนาคารเชื่อว่า การขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความยั่งยืน ต้องเกิดจากความร่วมมืออย่างจริงใจระหว่างรัฐ เอกชน และภาคการเงิน โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ SMEs เข้าสู่ Value Chain ของทุนใหญ่ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่แข็งแรงทั้งแนวลึกและแนวกว้าง

 

“ธนาคารจะไม่มีวันเข้มแข็ง หากประเทศไม่เข้มแข็ง” กฤษณ์ กล่าว 

 

3 ความท้าทายหลักของ SCB ใน 2 ปีข้างหน้า

 

  1. คุณภาพสินทรัพย์: รับมือกับเศรษฐกิจที่ยังเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ
  2. Digital Disruption: เตรียมพร้อมรับการแข่งขันจาก Virtual Bank
  3. New S-Curve: เร่งสร้างรายได้ใหม่และขยายขีดความสามารถขององค์กร

 

กฤษณ์ย้ำว่า ธนาคารจะไม่รอโลกเปลี่ยน แต่จะ ‘บุก’ ด้วยนวัตกรรม กลยุทธ์ใหม่ และการขับเคลื่อนจากภายในองค์กร โดยเฉพาะผ่านพลังของ SCB Wealth ซึ่งจะเป็นหนึ่งในหัวหอกสำคัญในฐานะ Digital Bank with Human Touch

 

“ความยั่งยืนมันอยู่ใน DNA ของเรา ไม่ใช่แค่เพื่อสิ่งแวดล้อม แต่เพื่ออนาคตของประเทศ คนไทย และธนาคารไทยแห่งแรกที่อยากอยู่คู่สังคมไปอีก 100 ปี”

กฤษณ์ กล่าวส่งท้าย

The post SCB ลั่น ‘ความยั่งยืนคือ DNA’ พร้อมปักธงหนุนท่องเที่ยวไทยเป็นเครื่องยนต์หลักสู่ Net Zero ปี 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>
รู้จัก ‘บ้านผีเสื้อ’ แห่งเชียงใหม่ บ้านพักอาศัยแรกบนโลกที่หล่อเลี้ยงตัวเองด้วยไฮโดรเจนและโซลาร์ 100% https://thestandard.co/wealth-in-depth-butterfly-house-chiangmai/ Wed, 22 Jan 2025 03:29:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1032971 butterfly-house-chiangmai

‘ก๊าซไฮโดรเจน’ คำที่บางคนได้ยินแล้วอาจจะทำให้เกิดความคิ […]

The post รู้จัก ‘บ้านผีเสื้อ’ แห่งเชียงใหม่ บ้านพักอาศัยแรกบนโลกที่หล่อเลี้ยงตัวเองด้วยไฮโดรเจนและโซลาร์ 100% appeared first on THE STANDARD.

]]>
butterfly-house-chiangmai

‘ก๊าซไฮโดรเจน’ คำที่บางคนได้ยินแล้วอาจจะทำให้เกิดความคิดทั้งบวกและลบ โดยในเชิงบวกมันกำลังถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทนเพื่อลดการใช้พลังงานจากแหล่งฟอสซิลที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในเชิงลบไฮโดรเจนก็เคยเป็นฉนวนเหตุร้ายในอดีต เช่น กรณีการรั่วและระเบิดของถังไฮโดรเจนของบริษัท Nel ที่นอร์เวย์ เมื่อปี 2019 ทำให้เกิดข้อกังวลในด้านความปลอดภัยของไฮโดรเจน

 

อีกทั้งราคาที่สูงและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังจำกัดก็ล้วนแต่เป็นประเด็นที่ยังทำให้การใช้ไฮโดรเจนในฐานะพลังงานทางเลือกไม่แพร่หลาย

 

แต่ท่ามกลางอุปสรรคหลายอย่างมีสถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ที่บุกเบิกการใช้ไฮโดรเจนมากว่า 10 ปีแล้ว

 

สถานที่แห่งนั้นคือ ‘บ้านผีเสื้อ’ บ้านพักอาศัยที่พลิกโฉมการใช้พลังงานและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า Green Hydrogen หรือไฮโดรเจนสีเขียวที่ถูกผลิตขึ้นจากแสงอาทิตย์ สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่ยั่งยืนและน่าเชื่อถือได้

 

รู้จัก ‘บ้านผีเสื้อ’ แห่งเชียงใหม่

 

 

‘บ้านผีเสื้อ’ ทำได้อย่างไร และไฮโดรเจนสีเขียวจะเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกแห่งอนาคตให้กับไทยได้มากแค่ไหน?

 

‘บ้านผีเสื้อ’ ที่พักอาศัยแรกของโลกที่ขับเคลื่อนบน Green Hydrogen

 

ก่อนจะพูดถึงบ้านผีเสื้อ ขอพามารู้จัก Green Hydrogen ซึ่งเป็นไฮโดรเจนชนิดหนึ่งใน 3 ชนิดหลัก โดยอีก 2 ชนิดคือ Grey Hydrogen (ไฮโดรเจนสีเทา) และ Blue Hydrogen (ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน) ซึ่งทั้งสองมีกระบวนการผลิตโดยใช้พลังงานฟอสซิล แต่ไฮโดรเจนสีน้ำเงินจะมีกระบวนการดักเก็บคาร์บอนและฝังไว้ใต้ดินแทน

 

ข้อมูลล่าสุดที่มีการรายงานจากองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เผยว่า ในปี 2023 มี Green Hydrogen ไม่ถึง 0.1% ที่ถูกผลิตจากไฮโดรเจนทั้งหมดที่มี แสดงให้เห็นความท้าทายที่ยังมีอยู่กับการสร้างแหล่งพลังงานสะอาดชนิดนี้

 

สำหรับบ้านผีเสื้อนี่คือโปรเจกต์บ้านพักอาศัยที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2015 ที่สร้างพลังงานด้วยตนเอง 100% จากการผสมผสานระหว่างไฮโดรเจนและพลังงานแสงอาทิตย์

 

เทคโนโลยีไฮไลต์ที่ทำให้ไฮโดรเจนสีเขียวเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการให้พลังงานกับตัวบ้านได้นั้นคือ อิเล็กโทรไลเซอร์ (Electrolyzers) ที่จะนำพลังงานโซลาร์ส่วนเกินมาใช้สำหรับแปลงน้ำ (H2O) เป็นไฮโดรเจน เพื่อผลิต จัดเก็บ และใช้เป็นพลังงานในช่วงเวลาที่แสงแดดไม่เพียงพอ ซึ่งช่วยให้บ้านผลิตพลังงานได้เอง และไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนที่กระทบสิ่งแวดล้อมเนื่องจากไฮโดรเจนสีเขียวมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ 

 

เครื่องอิเล็กโทรไลเซอร์สำหรับแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ

เครื่องอิเล็กโทรไลเซอร์สำหรับแยกไฮโดรเจนออกจากน้ำ

 

ระบบภายในบ้านผีเสื้อมีแบตเตอรี่ขนาด 384 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ซึ่งเมื่อทั้งไฮโดรเจนและแบตเตอรี่ใช้ร่วมกันจะสามารถกักเก็บพลังงานเพื่อใช้งานอย่างน้อย 7 วัน ในฤดูที่มีแดดน้อยและมีเมฆมากเป็นเวลานาน

 

“บ้านผีเสื้อคือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่สร้างคาร์บอนเป็นศูนย์อย่างแท้จริง ด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และการเก็บไฮโดรเจน” เซบาสเตียน-ยุสตุส ชมิดท์ เจ้าของบ้านผีเสื้อและผู้ก่อตั้ง Enapter บริษัทผู้ผลิตเครื่อง Electrolyzers กล่าว

 

เซบาสเตียน-ยุสตุส ชมิดท์ เจ้าของบ้านผีเสื้อและผู้ก่อตั้ง Enapter

เซบาสเตียน-ยุสตุส ชมิดท์ เจ้าของบ้านผีเสื้อและผู้ก่อตั้ง Enapter

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโครงการบ้านผีเสื้อจะสอดคล้องกับเป้าของประเทศไทยที่ต้องการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 แต่การนำไฮโดรเจนสีเขียวมาใช้เป็นวงกว้างในฐานะแหล่งพลังงานทดแทนแหล่งหนึ่งยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย

 

เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง และโครงสร้างพื้นฐานในการสนับสนุนก็ยังมีอยู่ในวงจำกัด ณ ปัจจุบัน

 

ความเป็นไปได้ของประเทศไทยกับการใช้ Green Hydrogen

 

การจะนำไฮโดรเจนสีเขียวมาใช้เป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานนั้นจำเป็นจะต้องใช้เงินลงทุนล่วงหน้าจำนวนมาก ซึ่งก็อาจจะไม่คุ้มค่าหากมองในมุมของผู้ประกอบการบางรายที่ยังสามารถเข้าถึงพลังงานฟอสซิลหรือถ่านหินที่มีราคาถูกกว่าอย่างมีนัยสำคัญได้

 

จากที่กล่าวไปข้างต้นว่าไฮโดรเจนสีเขียวสามารถถูกผลิตได้โดยอิเล็กโทรไลเซอร์ แต่อุปกรณ์ตัวนี้ที่บริษัท Enapter เป็นผู้ผลิตก็มีราคาอยู่ที่เครื่องละ 400,000 บาท ซึ่งผลิตไฮโดรเจนได้ 1 กิโลกรัมต่อวัน หรือคิดง่ายๆ เป็นปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอต่อการใช้งานได้บ้านทั่วไปครึ่งวัน (หรือตลอดทั้งคืน)

 

ธนัย โพธิสัตย์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย บริษัท Enapter ระบุการประเมินค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ว่า บ้านหลังหนึ่งอาจจำเป็นต้องใช้อิเล็กโทรไลเซอร์จำนวน 2 เครื่อง และรวมการติดตั้งระบบอื่นๆ ที่จะทำให้ต้นทุนขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท ถือว่าเป็นต้นทุนที่ไม่น้อยเลย

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านกฎหมายที่การรองรับพลังงานดังกล่าวก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งรายงานจากกระทรวงพลังงานระบุว่าในระยะสั้น (ค.ศ. 2020-2030) คือการเตรียมพร้อม โดยจะมีการดำเนินโครงการนำร่อง สนับสนุนเงินลงทุน ศึกษารูปแบบธุรกิจใหม่ จัดทำแผนรองรับการนำเข้า/ส่งออก ทดสอบระบบกักเก็บและขนส่ง และจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยในการผลิตและการใช้

 

แต่ในสถานที่ห่างไกล เช่น พื้นที่เกาะ การลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลิตไฮโดรเจนสีเขียวโดยใช้คู่กับโซลาร์เพื่อมาใช้งานก็เป็นตัวเลือกที่ให้ความคุ้มค่า เนื่องจากพื้นที่เกาะบางแห่งไม่ได้ถูกเชื่อมต่อจากโรงงานผลิตไฟฟ้า ทำให้เกาะจำเป็นต้องพึ่งพาน้ำมันสำหรับปั่นไฟ ซึ่งมีต้นทุนมากกว่า 3 เท่าของการใช้ไฮโดรเจนสีเขียว

 

สำหรับประเด็น ‘ราคา’ แม้ว่าปัจจุบันจะยังแพง ธนัยเผยว่านั่นจะไม่ใช่สิ่งที่คงอยู่ตลอดไปเนื่องจากแนวโน้มของการสนับสนุนพลังงานสะอาดเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะทำให้ต้นทุนการใช้งานถูกลงในที่สุด

 

นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญและผู้สนับสนุนพลังงานสะอาดที่เดินทางไปร่วมชมบ้านผีเสื้อชี้ว่า การที่หลายฝ่ายมองพลังงานฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานราคาถูกกำลังมองข้ามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนโดยรวม ซึ่งหากไม่เร่งการเปลี่ยนผ่านและละเลย ราคาที่จ่ายที่ต้องเสียจากการฟื้นฟูปัญหาอาจจะมากกว่าการลงทุนเพื่อเปลี่ยนระบบพลังงานไปสู่แหล่งที่มีความยั่งยืน

 

ตัวเลขการประเมินจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดระบุว่า การเปลี่ยนระบบไปสู่พลังงานที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เข้ามาแทนที่พลังงานฟอสซิลมีแนวโน้มที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายทั่วโลกไปได้ 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (411 ล้านล้านบาท) โดยเป็นตัวเลขที่มีมูลค่าพอกันกับมูลค่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 4 อันดับของโลกอย่าง Apple, NVIDIA, Microsoft, และ Google รวมกัน

 

“ไฮโดรเจนสีเขียวในมุมมองของผมคือหนึ่งในแหล่งพลังงานสำหรับอนาคต แม้ว่าต้นทุนในช่วงแรกจะสูง แต่ประโยชน์ระยะยาวก็มีสูงเช่นกัน สูงกว่าค่าใช้จ่ายในการเยียวยาสิ่งแวดล้อมที่พวกเราต้องจ่ายหากไม่ปรับตัว” เซบาสเตียนกล่าวเสริม

 

สำหรับประเทศไทย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านไฮโดรเจนมองว่าไฮโดรเจนสีเขียวคือสิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งให้ความสำคัญ และผลักดันให้เกิดการใช้งานที่มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน

The post รู้จัก ‘บ้านผีเสื้อ’ แห่งเชียงใหม่ บ้านพักอาศัยแรกบนโลกที่หล่อเลี้ยงตัวเองด้วยไฮโดรเจนและโซลาร์ 100% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สร้าง Green Lifestyle ลดโลกร้อนง่ายๆ พิชิตเป้า Net Zero ด้วยกันกับ KBank ผ่าน ‘บัตรเครดิต/เดบิต ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล’ และ ‘รถ EV Currency Exchange’ [ADVERTORIAL] https://thestandard.co/kbank-green-lifestyle/ Thu, 15 Feb 2024 00:05:34 +0000 https://thestandard.co/?p=899820 KBank Green Lifestyle

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก เผยข้อมูลที่น่ากังวลเกี่ยวกับอุ […]

The post สร้าง Green Lifestyle ลดโลกร้อนง่ายๆ พิชิตเป้า Net Zero ด้วยกันกับ KBank ผ่าน ‘บัตรเครดิต/เดบิต ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล’ และ ‘รถ EV Currency Exchange’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
KBank Green Lifestyle

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก เผยข้อมูลที่น่ากังวลเกี่ยวกับอุณหภูมิโลกช่วง 9 ปี (2558-2566) ถือเป็นช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในช่วงปี 2556-2565 เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าของอัตราที่เคยบันทึกไว้ในทศวรรษแรกของการใช้ดาวเทียมติดตามระดับน้ำทะเล (2536-2565) เนื่องจากภาวะโลกร้อนและการละลายของธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง  ถ้าคิดว่านั่นคือข่าวร้ายแล้ว มันอาจเลวร้ายยิ่งกว่า เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักรเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่ปี 2567 จะร้อนกว่าปี 2566 และอาจสูงเกินกว่าเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสตลอดปี

 

ทุกคนรู้ว่าวิกฤตนี้ส่งผลกระทบต่อทุกคนทั่วโลก ทุกประเทศและทุกภาคส่วนต่างก็ลุกขึ้นมาใส่ใจภาวะโลกร้อนรวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกมิติ ตั้งแต่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ภาคการเงิน’ คำว่า ‘Green Finance’ กลายเป็นเทรนด์ระดับโลกที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าอย่างจริงจังในการเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ ที่เป็นไปตามความตกลงปารีส โดยเน้นลงทุนในบริษัทที่มุ่งมั่นในอุดมการณ์เรื่อง Net Zero รวมถึงตัวองค์กรเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับกระแสด้านความยั่งยืน  

 

 

ภาคการเงินของไทยตอนนี้ก็เร่งปรับตัวมาเป็น ‘Green Finance’ กันอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือ ‘ธนาคารกสิกรไทย’ ที่ตระหนักถึงความสำคัญเร่งด่วนในการแก้ปัญหาโลกร้อน จึงเดินหน้านโยบายและปรับการดำเนินงานต่างๆ ภายในองค์กร รวมถึงส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงไลฟ์สไตล์กรีนเพื่อมุ่งสู่ Net Zero Commitment ตามที่ธนาคารประกาศไว้เมื่อปี 2564  

 

การประกาศ Net Zero Commitment ถือเป็นความมุ่งมั่นที่จะปรับองค์กรผ่านการดำเนินงานเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การส่งเสริมให้พนักงานและบุคลากรมี Green DNA ให้ความรู้และกระตุ้นการสร้างพฤติกรรมที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะใน 4 อาคารสำนักงานหลักเพื่อลดปริมาณขยะที่ไปสู่หลุมฝังกลบให้เป็นศูนย์ 

 

ปี 2566 มีการเปลี่ยนรถยนต์ของธนาคารมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วจำนวน 175 คัน และจะทยอยเปลี่ยนจนครบทั้งหมดภายในปี 2573 สำหรับการดำเนินการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่สำนักงานหลักและสาขาซึ่งมีการทยอยติดตั้งไปแล้ว และตั้งเป้าติดตั้งให้ครบทุกสาขาจำนวน 278 แห่งภายใน 2 ปี รวมไปถึงปรับเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังปรับกระบวนการทำงานและการให้บริการของธนาคารไปสู่ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย  

 

 

นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนให้สังคมไทยร่วมรักษ์โลกด้วยการปล่อย Green Finance อย่างต่อเนื่องผ่านสินเชื่อบ้าน รถ และธุรกิจ หรือการออก Green Bonds และ Sustainable Investment ที่จะช่วยเปิดทางให้นักลงทุนสามารถลงทุนในโครงการที่มีความยั่งยืนได้ โดย 2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทยปล่อยเม็ดเงินลงทุนสู่ตลาดไปแล้วกว่า 53,000 ล้านบาท ตั้งเป้าสนับสนุน Sustainable Finance ภายในปี 2573 ให้ถึง 1-2 แสนล้านบาท 

 

แนวทางสู่เป้า Net Zero ของธนาคารกสิกรไทยปี 2567 จะยิ่งเข้มข้นมากขึ้น โดยส่งเสริมให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการรักษ์โลกไปด้วยกัน ผ่านโครงการ GO GREEN Together ไม่ว่าจะเป็นการใช้บริการของธนาคารที่ใส่ใจเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึง Green Lifestyle ง่ายขึ้น 

 

 

เริ่มตั้งแต่การเปิดตัว ‘EV Currency Exchange’ หรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ขับเคลื่อนได้สูงสุด 120 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และใช้แบตเตอรี่ที่ได้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบริเวณหลังคารถสำหรับการให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราในรถได้ต่อเนื่องสูงสุด 10 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเสียบปลั๊กไฟ 

 

การนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาใช้ ไม่เพียงตอกย้ำว่าธนาคารได้ลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังทำให้เห็นวิธีการสร้าง Ecosystem ของ Green Lifestyle สามารถทำได้หลายวิธี รวมไปถึงการเลือกสถานที่ให้บริการ ไม่ว่าจะเป็น ตลาดนัดจตุจักร เอเชียทีค หรือที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อสร้างการรับรู้ในวงกว้างให้แก่นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ

 

 

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจคือการเปลี่ยนบัตรเครดิตและบัตรเดบิตของธนาคารให้เป็นบัตรที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลทั้งหมด เพราะเป็นการทำให้ลูกค้าเข้าถึง Green Lifestyle ได้ง่ายยิ่งขึ้น 

 

โดยบัตรเครดิตและบัตรเดบิตที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลจะช่วยลดการผลิตเม็ดพลาสติกใหม่ ลดก๊าซเรือนกระจกได้ใบละ 42 กรัมคาร์บอนฯ หรือลดลง 62% จากการใช้วัสดุแบบเดิม โดยเริ่มทยอยส่งมอบบัตรแบบใหม่ให้กับลูกค้าที่ออกบัตรใหม่ บัตรทดแทน และบัตรต่ออายุ เพื่อให้ลูกค้าได้ร่วม GO GREEN Together ใช้ชีวิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ 

 

หากภายใน 7 ปี ธนาคารกสิกรไทยสามารถเปลี่ยนบัตรกว่า 20 ล้านใบได้ทั้งหมด จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 770 ตันคาร์บอนฯ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 51,333 ต้นเลยทีเดียว 

 

นอกจากผลิตภัณฑ์และบริการที่เล่าไป ดูเหมือนว่าปีนี้ธนาคารกสิกรไทยจะเดินหน้าผลักดันลูกค้าให้ร่วม GO GREEN Together อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนเงินทุน องค์ความรู้ และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการจับมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ตามเป้าหมายที่เคยประกาศไว้ว่าจะพาประเทศไปสู่ Net Zero อย่างยั่งยืน ไปพร้อมๆ กับการสร้าง Green Ecosystem ให้เกิดขึ้นจริง 

The post สร้าง Green Lifestyle ลดโลกร้อนง่ายๆ พิชิตเป้า Net Zero ด้วยกันกับ KBank ผ่าน ‘บัตรเครดิต/เดบิต ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล’ และ ‘รถ EV Currency Exchange’ [ADVERTORIAL] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: นักลงทุนขานรับแนวคิด ESG แห่จอง Green Bond ดันยอดซื้อ ล้นจองในเดือนที่ผ่านมา https://thestandard.co/morning-wealth-22082022-3/ Mon, 22 Aug 2022 08:23:20 +0000 https://thestandard.co/?p=670186

การระดมทุนด้วยการเสนอขายหุ้นกู้ยั่งยืน หรือ Green Bond […]

The post ชมคลิป: นักลงทุนขานรับแนวคิด ESG แห่จอง Green Bond ดันยอดซื้อ ล้นจองในเดือนที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>

การระดมทุนด้วยการเสนอขายหุ้นกู้ยั่งยืน หรือ Green Bond ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มนักลงทุนทั่วไปและนักลงทุนสถาบัน โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัท SSE ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้าน Utility ของยุโรป เสนอขายหุ้นกู้ยั่งยืนอายุ 7 ปี ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมาก เช่นเดียวกับ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ที่เสนอขายหุ้นกู้ยั่งยืน มูลค่า 2.25 พันล้านดอลลาร์ แต่มียอดซื้อสูงกว่ามูลค่าเสนอขายถึง 3 เท่า

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: นักลงทุนขานรับแนวคิด ESG แห่จอง Green Bond ดันยอดซื้อ ล้นจองในเดือนที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตากระแส Green Finance กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การเงินโลก เมื่อแบงก์ยักษ์ 450 แห่ง พร้อมทุ่มเงินเพื่อบรรลุเป้า Net Zero ในปี 2050 https://thestandard.co/green-finance-2/ Sat, 06 Nov 2021 11:00:28 +0000 https://thestandard.co/?p=556829 Green Finance

ในการประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลง […]

The post จับตากระแส Green Finance กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การเงินโลก เมื่อแบงก์ยักษ์ 450 แห่ง พร้อมทุ่มเงินเพื่อบรรลุเป้า Net Zero ในปี 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Green Finance

ในการประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 หรือ UN Climate Change Conference of the Parties (COP26) ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์ใหญ่ในแวดวงการเงิน เมื่อสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่กว่า 450 แห่ง ซึ่งประกอบด้วย ธนาคาร กองทุน บริษัทประกัน และหน่วยงานกำกับจากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งมีสินทรัพย์รวมกันมากกว่า 130 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ร่วมกันให้คำมั่นสัญญาที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและช่วยให้โลกบรรลุเป้าในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ ‘Net Zero’ ภายในปี 2050

 

โดยกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ซึ่งรวมตัวกันภายใต้ชื่อ Glasgow Finance Alliance for Net Zero (GFANZ) ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันที่จะผนวกเอาแผนงานต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก เข้ามาเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจของตนเองควบคู่ไปกับการหาแนวร่วมมาร่วมสนับสนุนผลักดันแนวทางการลงทุนในธุรกิจที่มีเป้าหมายรักษาสิ่งแวดล้อม

 

ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายได้ประเมินเอาไว้ว่า การที่โลกจะบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์และควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส อาจต้องใช้เม็ดเงินจากภาคเอกชนสูงถึง 100 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 30 ปีนับจากนี้ หรือเฉลี่ย 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อลงทุนด้านพลังงานสะอาด

 

ดังนั้นการที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ที่มีสินทรัพย์รวมกันกว่า 130 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แสดงจุดยืนที่จะเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมเป้าหมายนี้ควบคู่ไปกับการพยายามผลักดันผ่านการใช้งบประมาณและการกำหนดนโยบายของภาครัฐ ย่อมสะท้อนถึงภูมิทัศน์การเงินโลกที่จะกำลังเปลี่ยนไปนับจากนี้

 

COP26

 

“โครงสร้างของระบบการเงินโลกจะถูกเปลี่ยนเพื่อให้โลกบรรลุเป้าหมาย Net Zero เราพร้อมที่จะนำเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ามาเป็นปัจจัยในทุกการตัดสินใจทางการเงินและธุรกิจ” มาร์ก คาร์นีย์ ผู้แทนพิเศษองค์การสหประชาชาติด้านปัญหาสภาพภูมิอากาศ ผู้จัดตั้งกลุ่ม GFANZ ระบุในการประชุม

 

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว สถาบันการเงินซึ่งเป็นสมาชิกของ GFANZ จะต้องยอมรับเงื่อนไขที่เรียกว่า ‘Race to Zero Criteria’ หรือไกด์ไลน์ที่จะนำไปสู่ Net Zero ในปี 2050 ซึ่งอ้างอิงหลักทางวิทยาศาสตร์ และจะต้องกำหนดเป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวในการลดการปล่อยคาร์บอนในสัดส่วนที่เป็นธรรม โดยสมาชิกยังต้องเร่งลดการส่งเสริมธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานฟอสซิลภายในปี 2030 อีกด้วย

 

ก่อนการประชุม COP26 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีทอย่าง JPMorgan และ Goldman Sachs ไม่ได้แสดงความสนใจจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ GFANZ แต่คาร์นีย์ ซึ่งเป็นอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา และเป็นที่ยอมรับอย่างสูงทั้งจากภาครัฐและเอกชน ก็สามารถโน้มน้าวใจสถาบันการเงินขนาดใหญ่เหล่านี้ได้ในที่สุด

 

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายยังมองว่าการลงนามภายใต้ข้อตกลงของ GFANZ ยังถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นและสถาบันการเงินบางส่วนอาจต้องการใช้การเข้าร่วม GFANZ ในการฟอกเขียวตัวเองเท่านั้น

 

เบคกี้ จาร์วิส นักกลยุทธ์ด้านการธนาคารของ The Bank on our Future Campaign Network ระบุว่า ปัจจุบันสถาบันการเงินที่เข้าร่วม GFANZ ยังมีการส่งเสริมเป้าหมายรักษาสิ่งแวดล้อมและ Net Zero ในสัดส่วนเพียงแค่ 35% ของสินทรัพย์ทั้งหมดเท่านั้น ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินหลายแห่งก็ยังมีแผนสนับสนุนทางการเงินแก่ธุรกิจที่ใช้พลังงานฟอสซิลเพิ่มขึ้น ซึ่งร่วมถึง Brookfield บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่คาร์นีย์เป็นรองประธานอยู่เองด้วย

 

นอกจากนี้ยังมีคำถามในแง่ที่ว่า หากสถาบันการเงินปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทแล้วบริษัทเกิดล้มเหลวไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายความยั่งยืนจะเกิดอะไรขึ้น และการปล่อยกู้ดังกล่าวจะถูกนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายเงินทุนสนับสนุนของกลุ่ม GFANZ หรือไม่

 

มาร์ก คัมปาเนล ผู้ก่อตั้ง Carbon Tracker Initiative ซึ่งเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาของ GFANZ ระบุว่า แม้ว่าสินทรัพย์ทั้งหมดของสมาชิก GFANZ ในปัจจุบันจะยังไม่เชื่อมโยงกับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ และการควบคุมอุณหภูมิโลกทั้งหมดและ GFANZ ยังถูกวิจารณ์โดยกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมว่ายังปล่อยให้สมาชิกให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการพลังงานฟอสซิลอยู่ แต่ความทะเยอทะยานของกลุ่มคือการเชื่อมโยงทั้งหมดเข้าด้วยกันและเอาปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจในอนาคต

 

“ในอนาคตสถาบันการเงินที่ยังเกี่ยวข้องกับการปล่อยกู้ให้โครงการพลังงานฟอสซิลใหม่จะไม่สามารถบอกว่าตัวเองอยู่ในเส้นทางสู่ Net Zero ได้” คัมปาเนลกล่าว

 

ริชาร์ด บรู๊ค ผู้อำนวยการของ Stand.Earth กล่าวว่า ถ้าสถาบันการเงินยังไม่หยุดให้เงินทุนกับธุรกิจถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ การควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเชียส จะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยในเดือนที่ผ่านมา The Financial Times ได้เปิดโปงว่าได้มีสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกของ GFANZ เลือกที่จะไม่ปฏิบัติตามโรดแมปของ International Energy Agency ที่ต้องการให้สถาบันการเงินลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและหยุดสนับสนุนเงินทุนให้โครงการสำรวจถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซใหม่ในปีนี้

 

COP26

 

JPMorgan หนึ่งในยักษ์ใหญ่ทางการเงินที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ GFANZ ในเดือนที่ผ่านมา จะมีเวลาอีกราว 18 เดือน ในการกำหนดแผนลดการสนับสนุนเงินทุนให้กับธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง โดยหลายฝ่ายคาดหวังให้ เจมี ไดมอน ผู้บริหารใหญ่ของ JPMorgan ประกาศถอนการสนับสนุนเงินทุนให้กับธุรกิจถ่านหินภายในปี 2030 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงครึ่งหนึ่งภายในปีเดียวกัน

 

ล่าสุดทางกลุ่ม GFANZ ได้แต่งตั้งให้ ไมเคิล บลูมเบิร์ก อดีตผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ขึ้นเป็นประธานกลุ่มร่วมกับ มาร์ก คาร์นีย์ และให้ แมรี ชาร์ปิโร อดีตประธานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ นั่งเป็นรองประธาน โดยกลุ่ม GFANZ จะมีการรายงานความคืบหน้าของการดำเนินการของสมาชิกให้คณะกรรมการด้านความมั่นคงทางการเงินของกลุ่ม G20 ทราบเป็นระยะ

 

การร่วมมือของสถาบันการเงินใหญ่ของโลกจำนวนมากในด้านสิ่งแวดล้อมครั้งนี้ น่าจะสะท้อนชัดเจนว่าเรื่อง Green Finance ที่เป็นกระแสในโลกมาระยะหนึ่งแล้วจะทวีความรุนแรงมากขึ้น การสนับสนุนทางการเงินในโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น พลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจะมีเพิ่มขึ้น สวนทางกับธุรกิจที่ใช้พลังงานฟอสซิล ที่จะพบความยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการเปิดโครงการใหม่ๆ

 

แรงกดดันที่สถาบันการเงินต่างๆ จะต้องบรรลุเป้าหมายเรื่อง Net Zero จะทำให้มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินสีเขียว เช่น สินเชื่อสีเขียวอัตราดอกเบี้ยพิเศษหรือหุ้นกู้เพื่อสิ่งแวดล้อมออกสู่ตลาดในวงกว้างขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจเองก็ต้องเร่งปรับตัวและโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงกับการอนุรักษ์โลกที่คาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นออกมาในอีกไม่นาน

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

The post จับตากระแส Green Finance กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การเงินโลก เมื่อแบงก์ยักษ์ 450 แห่ง พร้อมทุ่มเงินเพื่อบรรลุเป้า Net Zero ในปี 2050 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาคการเงินมองเทรนด์ Green Finance เติบโต เปิดตัวบัญชีเงินฝากคนรายได้น้อย-ผู้สูงวัย https://thestandard.co/green-finance/ https://thestandard.co/green-finance/#respond Mon, 23 Jul 2018 08:29:51 +0000 https://thestandard.co/?p=109327

งาน Bangkok Sustainable Banking Forum 2018 โดยธนาคารแห่ […]

The post ภาคการเงินมองเทรนด์ Green Finance เติบโต เปิดตัวบัญชีเงินฝากคนรายได้น้อย-ผู้สูงวัย appeared first on THE STANDARD.

]]>

งาน Bangkok Sustainable Banking Forum 2018 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเน้นเรื่องความเสี่ยงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในการบริหารจัดการความเสี่ยงและบทบาทในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของกลุ่มธนาคาร

 

หนึ่งในประเด็นที่สำคัญในงานคือการเสวนาหัวข้อ ‘Financing while preserving environment’ บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ชี้ว่าประเด็นเรื่องการเข้าถึงแหล่งเงินยังเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

 

 

ขณะที่ Vivek Pathak ผู้อำนวยการส่วนงานการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและความเสี่ยงเชิงสังคม International Finance Corporation (IFC) ให้ความเห็นว่าจากนี้กลุ่มสถาบันการเงินจะให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรมากขึ้น เรื่องผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศยังเป็นสิ่งที่ต้องผลักดัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนโยบายจากภาครัฐที่คำนึงเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง ซึ่งจะส่งผลให้สถาบันการเงินสามารถปล่อยกู้เพื่อสนับสนุนผู้ที่ต้องการแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เทรนด์ที่จะเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายจากนี้คือ ‘การเงินสีเขียว’ (Green Finance) ที่รองรับธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และ Green Bond หรือการระดมทุนในรูปแบบตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในโครงการที่สนับสนุนการลดสภาวะโลกร้อน เช่น การลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าชีวมวล หรือการก่อสร้างอาคารสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

ภายในงาน ธนาคารแห่งประเทศไทยยังเปิดตัวโครงการบัญชีเงินฝากพื้นฐานระหว่าง 14 ธนาคารสมาชิกของสมาคมธนาคารไทย ร่วมกับธนาคารรัฐอย่างธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อเป็นบัญชีเงินฝากที่สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเปิดบัญชีและไม่มีค่ารักษาบัญชี พร้อมให้บัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิตใช้โดยไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปี ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปเท่านั้น


นอกจากนี้ยังมีระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Donation ซึ่งรองรับการบริจาคเงินออนไลน์ สามารถนำเงินบริจาคไปลดหย่อนภาษีได้โดยไม่ต้องส่งหลักฐานการบริจาคประกอบการพิจารณาคืนเงินภาษีแก่กรมสรรพากรด้วย

 

อ้างอิง:

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย

The post ภาคการเงินมองเทรนด์ Green Finance เติบโต เปิดตัวบัญชีเงินฝากคนรายได้น้อย-ผู้สูงวัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/green-finance/feed/ 0