Grab Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/grab/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 22 Apr 2026 02:06:49 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 กทม. ยกระดับป้ายรถเมล์ทั่วกรุง 1,100 แห่ง เพิ่มแผนที่เดินเท้า-จอแสดงผลเรียลไทม์ ดีเดย์ พ.ค. นี้ https://thestandard.co/bangkok-bus-stop-digital-upgrade/ Wed, 22 Apr 2026 02:06:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1199796 ภาพจำลองป้ายรถเมล์ดิจิทัลโฉมใหม่ของ กทม. พร้อมแผนที่เดินเท้าและจอแสดงผลเรียลไทม์

วันนี้ (22 เมษายน) เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหา […]

The post กทม. ยกระดับป้ายรถเมล์ทั่วกรุง 1,100 แห่ง เพิ่มแผนที่เดินเท้า-จอแสดงผลเรียลไทม์ ดีเดย์ พ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจำลองป้ายรถเมล์ดิจิทัลโฉมใหม่ของ กทม. พร้อมแผนที่เดินเท้าและจอแสดงผลเรียลไทม์

วันนี้ (22 เมษายน) เอกวรัญญู อัมระปาล โฆษกของกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม โดยระบุว่า กรุงเทพมหานครกำลังเดินหน้าโครงการปรับปรุงและพลิกโฉมป้ายหยุดรถโดยสารประจำทาง หรือ ป้ายรถเมล์ ทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครเพื่อยกระดับให้มีความทันสมัย ใช้งานง่าย และตอบสนองต่อวิถีชีวิตของคนเมืองอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

การพัฒนาในครั้งนี้ครอบคลุมการให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ณ จุดเดียว ตั้งแต่สายรถ เส้นทาง ไปจนถึงเวลาที่รถจะเดินทางมาถึง โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็นป้ายรถเมล์รูปแบบใหม่ที่ปรับปรุงจากป้ายเดิม และป้ายรถเมล์ระบบดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวในการเข้าถึงข้อมูลการเดินทางได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

 

ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีป้ายรถเมล์ที่เปิดใช้งานทั้งสิ้นประมาณ 5,199 ป้าย ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการยกระดับจำนวนกว่า 1,100 ป้าย แบ่งเป็นป้ายรถเมล์รูปแบบใหม่จำนวน 600 ป้าย และป้ายรถเมล์ดิจิทัลจำนวน 500 ป้าย

 

สำหรับป้ายรถเมล์รูปแบบใหม่นั้น ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิดที่เน้นความชัดเจนและเข้าใจง่าย โดยมีการระบุสายรถและเส้นทางอย่างละเอียดเพื่อลดความสับสน พร้อมเสริมฟังก์ชันแผนที่แสดงจุดบริเวณโดยรอบ (Walking Map) ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบตำแหน่งปัจจุบันและเส้นทางเดินเท้าต่อไปได้อย่างสะดวก

 

รวมถึงมีการรวบรวมข้อมูลสถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงกว่า 30 จุด โดยดีไซน์ของป้ายจะถูกปรับให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นจุดที่มีปริมาณรถหนาแน่นหรือเบาบาง ซึ่งการปรับปรุงนี้มุ่งเป้าไปที่ทำเลสำคัญ ย่านธุรกิจ ใจกลางเมือง และถนนสายหลัก

 

ขณะเดียวกัน ในส่วนของป้ายรถเมล์ดิจิทัล จะเข้ามาเพิ่มศักยภาพการรอรถให้มีความแน่นอนมากยิ่งขึ้น ด้วยระบบแสดงผลเวลารถถึงป้ายแบบเรียลไทม์ที่เชื่อมโยงข้อมูล GPS จากระบบขนส่งสาธารณะ พร้อมทั้งเตรียมต่อยอดบูรณาการร่วมกับแอปพลิเคชันนำทางในอนาคต โดยคาดว่าประชาชนจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ และมีกำหนดการติดตั้งแล้วเสร็จครบถ้วนตามแผนงานภายในปี 2569

 

​ทั้งนี้ โครงการพัฒนาดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือบูรณาการระหว่างกรุงเทพมหานคร กลุ่ม Mayday บริษัท Grab และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ร่วมกันสนับสนุนทั้งในมิติของงบประมาณ เทคโนโลยี และฐานข้อมูลการเดินทาง

 

โดยเอกวรัญญูได้กล่าวทิ้งท้ายว่า การยกระดับป้ายรถเมล์ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การปรับปรุงลักษณะทางกายภาพ แต่ถือเป็นการเปลี่ยนประสบการณ์การเดินทางของคนกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนการเดินทางทำได้ง่ายขึ้น ลดความสับสนเรื่องเส้นทาง และเชื่อมต่อการสัญจรได้อย่างไร้รอยต่อ ทำให้การรอรถเมล์ในกรุงเทพมหานครนับจากนี้ไม่ใช่เรื่องของการคาดเดาอีกต่อไป

The post กทม. ยกระดับป้ายรถเมล์ทั่วกรุง 1,100 แห่ง เพิ่มแผนที่เดินเท้า-จอแสดงผลเรียลไทม์ ดีเดย์ พ.ค. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ศุภจี’ สั่งเพิ่มช่องทางขายออนไลน์ ‘ไทยช่วยไทย’ ห้างดัง ตจว. ลดสูงสุด 50% ส่งฟรี-แจกคูปอง เริ่ม 16 เม.ย.69 https://thestandard.co/thai-chuay-thai-online-discount/ Thu, 16 Apr 2026 05:39:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1198320 โลโก้โครงการไทยช่วยไทย พร้อมข้อความ ‘ศุภจี’ เพิ่มขายออนไลน์ ห้างดัง ตจว. ลดสูงสุด 50% ส่งฟรี และแจกคูปอง

‘ศุภจี’ สั่งเพิ่มช่องทางออนไลน์จำหน่ายสินค้า ‘ไทยช่วยไท […]

The post ‘ศุภจี’ สั่งเพิ่มช่องทางขายออนไลน์ ‘ไทยช่วยไทย’ ห้างดัง ตจว. ลดสูงสุด 50% ส่งฟรี-แจกคูปอง เริ่ม 16 เม.ย.69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้โครงการไทยช่วยไทย พร้อมข้อความ ‘ศุภจี’ เพิ่มขายออนไลน์ ห้างดัง ตจว. ลดสูงสุด 50% ส่งฟรี และแจกคูปอง

ศุภจี’ สั่งเพิ่มช่องทางออนไลน์จำหน่ายสินค้า ‘ไทยช่วยไทย’ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และเดลิเวอรี Shopee, Lazada, TikTok, Grab, Lineman และห้างดังภูธร ทั่วประเทศ ดีเดย์ 16 เม.ย.

 

วันที่ 16 เม.ย. ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ ‘ไทยช่วยไทย’ ได้ขยายแพลตฟอร์มออนไลน์และเดลิเวอรีชื่อดังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้ประชาชน พร้อมโปรโมชันส่งฟรีไม่เกิน 5 กิโลเมตรและคูปองส่วนลดพิเศษ… ‘ลดแล้ว..ลดอีก’ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพพี่น้องประชาชนหลังเทศกาลสงกรานต์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 เป็นต้นไป พร้อมเตรียมขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยให้ใกล้ชิดประชาชนส่วนภูมิภาคมากขึ้น

 

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าผนึกแพลตฟอร์มออนไลน์และเดลิเวอรี Shopee, Lazada, TikTok, Grab และ Lineman เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยผ่านช่องทางออนไลน์และกระจายสินค้าราคาประหยัดให้ประชาชน ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและอำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนให้เข้าถึงสินค้าไทยช่วยไทยได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ภายหลังเปิดตัวสินค้าไทยช่วยไทยไปแล้วครึ่งเดือน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569

 

ทั้งนี้ สินค้าไทยช่วยไทยจะเริ่มจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์และนำส่งสินค้าโดยพนักงานเดลิเวอรีตั้งแต่วันนี้ (วันที่ 16 เมษายน2569) เป็นต้นไป

 

โดยจะนำสินค้าไทยช่วยไทยที่เป็นสินค้าเฮ้าส์แบรนด์จาก 3 โมเดิร์นเทรดชื่อดัง ได้แก่Tops, Big C และ Lotus เข้าจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดัง เช่น Shopee, Lazada และ TikTokโดยจะนำสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

 

เช่น สินค้าอุปโภค : สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟันฯ และ สินค้าบริโภค : ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง มาจำหน่ายในราคาลดพิเศษเฉลี่ย 20 – 50% เช่น ท็อปส์ข้าวหอม 100 เปอร์เซ็นต์ 5กก. ราคาโปรโมชัน 112 บาท ถูกกว่าแบรนด์หลัก 10 – 20 บาท

 

มัสท์ชูกระดาษชำระแบบม้วนเอ็กซ์ตร้า 24ม้วน ราคาโปรโมชัน 95 บาท ถูกกว่าแบรนด์หลัก 20 – 50 บาท

 

ผงซักฟอกสูตรมาตรฐานสำหรับซักเครื่อง 1000 กรัม ราคาโปรโมชัน 35 บาท ถูกกว่าแบรนด์หลัก 20 35 บาท

 

สมาร์ทเตอร์น้ำยาล้างจานกลิ่นมะนาว 740 มล. แพค 3 ราคาโปรโมชัน 99 บาท ถูกกว่าแบรนด์หลัก 20 – 40 บาท เป็นต้น และนำส่งสินค้าไทยช่วยไทยผ่านระบบเดลิเวอรีจาก Grab และ Lineman เป็นการอำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นราคาเดียวกันกับที่จำหน่ายในห้างTops

 

ความพิเศษสำหรับผู้บริโภคที่สั่งซื้อสินค้าไทยช่วยไทยผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และนำส่งผ่านระบบเดลิเวอรี ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ คือ ส่งสินค้าไทยช่วยไทยฟรีในระยะทางไม่เกิน 5 กิโลเมตร และมอบคูปองส่วนลดพิเศษแก่ผู้สั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ในรูปแบบ ‘ลดแล้ว..ลดอีก’ทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเต็มที่

 

‘ไทยช่วยไทย’ นอกจากเป็นการจับมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กับ ห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย (Supplier) กว่า 20 ราย ลดราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน กว่า 3,000 รายการ

 

ยังมีห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศได้เข้าร่วมจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย กว่า 1,000 รายการ ในราคาส่วนลดพิเศษเช่นเดียวกับห้างโมเดิร์นเทรด เช่น

 

ภาคเหนือ ห้างแจ่มฟ้า จ.ลำพูน ห้าง ส.ล.โฮลเซลล์ จ.นครสวรรค์

 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ห้างตั้งงี่สุนซูเปอร์สโตร์ห้างเซฟมาร์ท จ.อุดรธานี ห้างเกียรติสินโฮลเซลจ.ขอนแก่น ห้างทวีกิจ จ.บุรีรัมย์

 

ภาคกลาง ห้างเอกภาพซุปเปอร์ จ.ปราจีนบุรี ห้างทีซี ซุปเปอร์มาร์ทจ.นนทบุรี ห้างทีเอ็มเค กาญจนบุรี เทรดดิ้งจ.กาญจนบุรี

 

ภาคใต้ ห้างซุปเปอร์ชีป จ.ภูเก็ตห้างเคแอนด์เค ซุปเปอร์สโตร์ เซาท์เทิร์น จ.สงขลา

 

พิเศษไปกว่านั้น คือ มีการนำสินค้าชุมชนและสินค้าโอทอปที่เป็นสินค้าแต่ละพื้นถิ่นเข้าร่วมจำหน่ายในชื่อไทยช่วยไทยในราคาพิเศษด้วย ทำให้พี่น้องประชาชนได้อุดหนุนสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งเป็นสินค้าชุมชนในท้องถิ่นของตนเองและช่วยกระจายสินค้าแก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้อีกทางหนึ่ง

The post ‘ศุภจี’ สั่งเพิ่มช่องทางขายออนไลน์ ‘ไทยช่วยไทย’ ห้างดัง ตจว. ลดสูงสุด 50% ส่งฟรี-แจกคูปอง เริ่ม 16 เม.ย.69 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Grab ปรับเกมธุรกิจ ใช้ AI สู้ต้นทุนพุ่ง – เพิ่มรายได้ไรเดอร์ ลดภาระผู้ใช้ยุคน้ำมันพุ่งทั่วภูมิภาค พร้อมเล็งขยายโมเดลธุรกิจใหม่กระจายเสี่ยงระยะยาว https://thestandard.co/grab-ai-business-strategy/ Sun, 12 Apr 2026 11:12:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1197442 ภาพแสดงโลโก้ Grab พร้อมข้อความ Grab 2026 ปรับเกมใช้ AI เพิ่มรายได้ไรเดอร์ ลดภาระผู้ใช้

ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและผันผวน […]

The post Grab ปรับเกมธุรกิจ ใช้ AI สู้ต้นทุนพุ่ง – เพิ่มรายได้ไรเดอร์ ลดภาระผู้ใช้ยุคน้ำมันพุ่งทั่วภูมิภาค พร้อมเล็งขยายโมเดลธุรกิจใหม่กระจายเสี่ยงระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงโลโก้ Grab พร้อมข้อความ Grab 2026 ปรับเกมใช้ AI เพิ่มรายได้ไรเดอร์ ลดภาระผู้ใช้

ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและผันผวน กำลังบีบให้ธุรกิจแพลตฟอร์มเผชิญโจทย์ยากรอบด้าน ทั้งการรักษาระดับราคาบริการ ความสามารถในการแข่งขัน ไปจนถึงรายได้ของพาร์ตเนอร์ในระบบ ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ ร้านค้า หรือผู้ประกอบการรายย่อย

 

วิกฤตครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของต้นทุนที่แพงขึ้นอย่างเดียว แต่กำลังลุกลามเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้าง ที่บังคับให้ผู้เล่นในอุตสาหกรรมต้องเร่งปรับตัว เพื่อรักษาการเติบโตของธุรกิจ

 

ในจังหวะนี้ Grab เลือกเดินเกมรุก ด้วยการยกระดับ AI จากเพียงเครื่องมือเสริม สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญขององค์กร เพื่อใช้เป็นกลไกหลักในการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสใหม่ในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม

 

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว THE STANDARD WEALTH มีโอกาสเดินทางไปยังงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประจำปี GrabX 2026 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นทิศทางการทรานส์ฟอร์มครั้งสำคัญของ Grab ในการใช้ AI เป็นทางรอดของธุรกิจ

 

ฟิลลิป แคนดัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Grab ได้ประกาศวิสัยทัศน์ ‘AI First with Heart’ บนเวที พร้อมเน้นย้ำถึงทิศทางการนำ เทคโนโลยี AI มาแก้ทุก Pain Point ของธุรกิจ

 

หัวใจสำคัญของงานนี้ Grab ได้วางตำแหน่ง AI เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการเติบโตทางธุรกิจ โดยไม่จำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้ที่มีความรู้หรือกำลังซื้อสูง แต่ต้องการให้ทั้งไรเดอร์ แม่ค้า และ ผู้ประกอบการรายย่อย สามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือเพิ่มโอกาสและรายได้ได้อย่างเท่าเทียม

 

ยิ่งในช่วงวิกฤตต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น มองว่า AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการลดต้นทุนแฝง และ เพิ่มประสิทธิภาพในระบบทั้งหมด เพื่อรักษาสมดุลระหว่างราคาบริการ ความสามารถในการแข่งขันและรายได้ของพาร์ตเนอร์

 

เปิดตัวนวัตกรรม AI ใหม่ ลดภาระผู้ใช้ยุคน้ำมันแพง

 

Grab ได้เปิดตัว 13 นวัตกรรมและบริการใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยกระดับแพลตฟอร์มจากซูเปอร์แอปไปสู่การเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ (Intelligent Everyday Guide) ที่การใช้งานของพาร์ตเนอร์และลูกค้านับล้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้ชีวิตสะดวกขึ้น

 

 

สำหรับหน้าที่ของ AI จะถูกนำไปต่อยอดในหลายมิติธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ ส่วนของ Group Ride บริการเรียกรถสำหรับการเดินทางเป็นกลุ่ม จะช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าโดยสารได้มากถึง 40% เมื่อเดินทางในเส้นทางใกล้เคียงกัน โดยปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้วในประเทศอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และไทย ส่วนเวียดนามภายจะเปิดในไตรมาสที่ 3 นี้

 

สำหรับการทำงานของ AI จะทำหน้าที่จัดลำดับการเดินทาง พร้อมคำนวณค่าโดยสารของแต่ละคนโดยวัดจากระยะทาง สภาพการจราจรและยังเตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ Waiting Room เร็วๆ นี้ เพื่อให้ทุกคนสามารถเช็กความพร้อมของผู้ร่วมเดินทาง และติดตามสถานะของรถได้แบบเรียลไทม์

 

ตามด้วย Grab More ฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้บริการและคนใกล้ชิดสามารถสั่งอาหารจากร้านที่อยู่ใกล้กันในออร์เดอร์เดียวกันได้โดยไม่ต้องเสียค่าส่งเพิ่ม ไม่มีขั้นต่ำในการสั่งซื้อ และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมคำสั่งซื้อขนาดเล็ก โดยมี AI เป็นตัวช่วยเพื่อให้อาหารจากคนละร้านส่งถึงมือได้ในเวลาเดียวกัน และ Grab AI Assistant เลขาส่วนตัวอัจฉริยะในรูปแบบ AI ที่จะเข้ามาวางแผนงานเลี้ยงบริษัท ทั้งการสั่งผ่านฟูดเดลิเวอรีหรือการทานที่ร้าน

 

รวมถึง Cash Loan สินเชื่อเงินสดของบุคคลทั่วไปที่ใช้ข้อมูลของแกร็บและ AI มาช่วยวิเคราะห์และประเมินศักยภาพทางการเงินของผู้สมัคร ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการทางด้านการเงินของผู้คนหลายล้านคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ ซึ่งเตรียมเปิดตัวในไทยและมาเลเซียภายในช่วงกลางปีนี้

 

“เป้าหมายของการเปิดตัวผู้ช่วย AI ก็เพื่อช่วยหนุนไรเดอร์ ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ แต่ยังช่วยลดการวิ่งรถโดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในช่วงน้ำมันแพง โดยระบบสามารถแนะนำเส้นทาง พื้นที่ที่มีดีมานด์สูง และจัดลำดับงานอย่างเหมาะสม ทำให้คนขับสามารถรับงานได้ต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีพาร์ตเนอร์ใช้งานแล้วกว่า 5 แสนราย และมีแผนขยายอีกหลายล้านราย ซึ่งสะท้อนการเร่งใช้ AI เป็นเครื่องมือรับมือวิกฤตต้นทุนในระดับภูมิภาค” ฟิลลิปย้ำ

 

กลยุทธ์ AI คือทางรอดฝ่าวิกฤต

 

นอกจากนี้ Grab ยังเดินหน้าขยาย AI จากแพลตฟอร์มดิจิทัลสู่โลกความจริง ผ่านการพัฒนา เทคโนโลยี ฮาร์ดแวร์ เช่น กล้องอัจฉริยะ ยานยนต์ไร้คนขับ และหุ่นยนต์ โดยหนึ่งในไฮไลต์คือการเปิดตัว ‘Carrie’ หุ่นยนต์ช่วยรับ-ส่งสินค้า ที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ให้คนขับ เช่น การเสียเวลาหาอาหารในห้าง หรือรอรับสินค้า โดย Carrie จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับสินค้าแทน ซึ่งช่วยลดเวลาที่สูญเสียไปถึงราว 10% และเพิ่มโอกาสในการรับงานต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันจะอยู่ในช่วงทดลอง แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของ Grab ในการเข้าสู่ธุรกิจหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในอนาคต

 

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา Technology Gap โดยเฉพาะในกลุ่มร้านค้ารายย่อยและประเทศที่โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตยังไม่สมบูรณ์ เช่น ฟิลิปปินส์ โดยแนวทางสำคัญคือการใช้ Edge AI หรือการประมวลผลบนอุปกรณ์ภายในร้านโดยตรง เพื่อลดการพึ่งพาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เช่น วิเคราะห์ข้อมูลจาก CCTV แบบเรียลไทม์, ใช้ ดาต้า รองรับร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งจะทำให้สามารถขยายตลาดขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ในระยะยาว

 

เล็งขยายโมเดลธุรกิจใหม่ กระจายเสี่ยง รับแรงกดดันต้นทุนระยะยาว

 

ในเชิงกลยุทธ์ Grab ยังคงยึดแนวทาง Product-led growth โดยมองว่าผลิตภัณฑ์คือหัวใจของการเติบโต และไม่สามารถแยกออกจากรายได้ของบริษัทได้ โดยบริษัทตั้งเป้าเป็น Regional Super Hub ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมขยายไปยังไต้หวัน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการเข้าซื้อกิจการ และรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล

 

ฟิลลิปกล่าวต่อว่า AI จะไม่ใช่แค่เป็นฟีเจอร์เสริม แต่จะเป็นตัวเร่งการเติบโตให้องค์กร และยังตั้งเป้าขยายสู่ธุรกิจใหม่ Travel Solutions ที่ครอบคลุมตั้งแต่การเดินทาง การใช้จ่าย ไปจนถึงการจองที่พัก ซึ่งถือเป็น Blue Ocean ใหม่ในระบบของ Grab

 

นอกจากการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ๆ แล้ว Grab ยังปรับโครงสร้างรายได้เพื่อรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเตรียมพัฒนาโมเดล Subscription สำหรับบริการ Cloud Printer และ Virtual Store Manager และการขยายสู่ Intelligent Everyday Guide จะช่วยเพิ่มความถี่ในการใช้งาน และสร้างรายได้จากบริการใหม่ๆ ที่ไม่ขึ้นอยู่กับธุรกิจขนส่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะยาว

 

ภายใต้ภาพรวมทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า Grab กำลังเร่งทรานส์ฟอร์มแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ ที่ผสาน AI เทคโนโลยี ฮาร์ดแวร์ และบริการทางการเงินเข้าด้วยกัน เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจในระดับภูมิภาค

The post Grab ปรับเกมธุรกิจ ใช้ AI สู้ต้นทุนพุ่ง – เพิ่มรายได้ไรเดอร์ ลดภาระผู้ใช้ยุคน้ำมันพุ่งทั่วภูมิภาค พร้อมเล็งขยายโมเดลธุรกิจใหม่กระจายเสี่ยงระยะยาว appeared first on THE STANDARD.

]]>
“น้ำมันองุ่น” จับมือ “Grab” เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ส่งต่อความใส่ใจถึงหน้าบ้าน https://thestandard.co/grape-oil-grab-modern-lifestyle/ Fri, 03 Apr 2026 10:30:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1194101 โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน

กว่าจะเรียกอาหารจานหนึ่งได้ว่าเป็นอาหารที่ดี นอกจากจะมี […]

The post “น้ำมันองุ่น” จับมือ “Grab” เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ส่งต่อความใส่ใจถึงหน้าบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน

กว่าจะเรียกอาหารจานหนึ่งได้ว่าเป็นอาหารที่ดี นอกจากจะมีรสชาติถูกปากแล้ว ก็ต้องใช้วัตถุดิบคุณภาพดี ที่คัดสรรมาอย่างใส่ใจ “น้ำมันองุ่น” คือส่วนผสมที่ทำให้ทุกวัตถุดิบลงตัว เป็นน้ำมันพืชที่สกัดจากถั่วเหลือง 100% ปราศจากคอเลสเตอรอลและไขมันทรานส์ 0 กรัม มาพร้อมกับแคมเปญ “องุ่นที่ 1 เรื่องใส่ใจ ใส่ใจทุกจาน ใส่ใจทุกเจน” แสดงความมุ่งมั่นส่งต่อความอร่อยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี

 

ในวันนี้แบรนด์องุ่นกำลังขยับตัวครั้งสำคัญ จากการเป็นวัตถุดิบสำคัญก้นครัว สู่ส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ด้วยการจับมือกับ Grab และร่วมมือกับ มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อส่งต่อสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคมไทย

 

โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน 1

 

แคมเปญ Angoon x Grab: ส่งต่อวัตถุดิบคุณภาพถึงหน้าบ้าน

 

ความสำคัญของการดูแลคนในครอบครัวคือการปรุงอาหารทานเอง เพราะได้เลือกวัตถุดิบคุณภาพกับมือ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป คนเจเนอเรชันใหม่มองหาความสะดวกสบายกันมากขึ้น การสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์ม Delivery จึงเป็นเรื่องที่พบเห็นกันจนชินตา 

เพื่อให้มั่นใจว่าอาหาร Delivery ทุกมื้อเริ่มต้นจากวัตถุดิบชั้นดี น้ำมันองุ่นจึงจับมือกับ Grab แพลตฟอร์ม Delivery ชั้นนำของไทย สร้าง “Special Menu Collaboration” ร่วมกับร้านอาหารชื่อดังบนแพลตฟอร์ม เช่น บ้านหญิง, This is Basil, ครัวอัปษร, เนื้อแคมป์ไฟ และนิลทิมพง โดยใช้น้ำมันองุ่นเป็นวัตถุดิบหลัก เพื่อการันตีว่ามาตรฐานความใส่ใจจะส่งตรงถึงบ้าน นอกจากนั้น ยังสร้างสีสันด้วย Troops Day ขบวนพี่ไรเดอร์ที่ออกเดินทางโปรโมตแคมเปญ Snap and Share ส่งต่อความใส่ใจไปทั่วเมือง ตอกย้ำว่าแบรนด์องุ่นไม่ได้อยู่เพียงบนชั้นวางสินค้า แต่พร้อมติดตามไปในทุกโมเมนต์การรับประทานอาหารของทุกคน ที่สามารถส่งมอบสิ่งดี เพื่อสังคมไทยไปด้วยกัน

 

โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน 2

 

“Grab เป็นแพลตฟอร์มที่อยู่ใกล้กับพฤติกรรมการกินของผู้บริโภคในชีวิตประจำวันมากที่สุดแบรนด์หนึ่งในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งอาหาร การค้นหาร้านอร่อย หรือแม้แต่การเชื่อมคนกับร้านอาหารในแต่ละพื้นที่ 

 

การจับมือกับ Grab จึงเป็นความร่วมมือที่ตอบโจทย์มาก เพราะทำให้แบรนด์องุ่นสามารถเข้าไปอยู่ใน “โมเมนต์จริง” ของการเลือกมื้ออาหารของผู้บริโภคได้ และให้มีสุขภาพดีไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่สื่อสารอยู่บนโฆษณาเท่านั้น แต่ได้เข้าไปอยู่ทั้งบนแพลตฟอร์ม หน้าร้าน บนท้องถนน และในบทสนทนาของผู้คน

อีกมุมหนึ่ง Grab เองก็มี ecosystem ที่เชื่อมทั้งผู้บริโภค ร้านอาหาร และไรเดอร์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของแคมเปญนี้ที่ต้องการให้ความใส่ใจเกิดขึ้นในทุกจุดของ journey อย่างแท้จริง” พจนีย์ อัศวพัฒนากูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจน้ำมันพืช กล่าว

 

โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน 3

 

ส่งต่อสิ่งดีๆ ให้สังคมกับมูลนิธิหัวใจฯ 

 

มากไปกว่าการส่งมอบอาหารคุณภาพ คือการส่งต่อความปรารถนาดีคืนสู่สังคม ในแคมเปญครั้งนี้ แบรนด์องุ่นจึงจัดกิจกรรม “Snap and Share” เพื่อร่วมสมทบทุนให้แก่ “มูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์” โดยทุกการแชะภาพเมนูอาหารที่ร่วมแคมเปญ หรือภาพกิจกรรมในวัน Troops Day แล้วแชร์ลงโซเชียลมีเดีย จะมีค่าเท่ากับการร่วมบริจาค 1 บาท และการสั่งอาหารที่ร่วมแคมเปญ 1 จาน มีค่าเท่ากับการสมทบทุน 9 บาท เป็นการต่อยอดแนวคิด “ใส่ใจทุกจาน” ของแบรนด์องุ่น ไปสู่ “การดูแลหัวใจ” ทุกคนในสังคม

 

โลโก้ น้ำมันองุ่น และ Grab สื่อถึงความร่วมมือในการส่งมอบความใส่ใจและสุขภาพดีถึงหน้าบ้าน 4

 

“‘องุ่น ที่ 1 เรื่องใส่ใจ ใส่ใจทุกจาน ใส่ใจทุกเจน’ ไม่ได้เป็นเพียงข้อความสื่อสาร แต่เป็นความตั้งใจที่เราอยากส่งต่อออกไปในทุกมิติ ทั้งผ่านความร่วมมือกับ Grab ร้านอาหาร ผู้บริโภค และกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อทำให้คำว่า ‘ใส่ใจ’ เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่การเลือกสิ่งที่ดีให้กับอาหารในแต่ละจาน ไปจนถึงการส่งต่อสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม

 

เราหวังว่าแคมเปญนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า แบรนด์องุ่นไม่ได้เป็นเพียงน้ำมันถั่วเหลืองที่อยู่ในครัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลหัวใจ และอยู่ในทุกมื้อด้วยความใส่ใจอย่างแท้จริง” วิวัฒน์ วงศ์สุชาต ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด กล่าว

The post “น้ำมันองุ่น” จับมือ “Grab” เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ส่งต่อความใส่ใจถึงหน้าบ้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกร็บ เร่งเครื่องอีโคซิสเต็ม EV รับมือวิกฤตพลังงาน เผยยอดคนขับใช้รถไฟฟ้าพุ่งแตะ 30,000 คัน พร้อมผนึก 9 พันธมิตรใหม่ ชูโปรแกรม ‘เช่า-ผ่อน’ รายวัน เริ่มต้นเพียง 105 บาท ดันเป้า Net Zero ปี 2040 https://thestandard.co/grab-ev-ecosystem-expansion/ Fri, 03 Apr 2026 09:27:53 +0000 https://thestandard.co/grab-ev-ecosystem-expansion/ ภาพ Grab (แกร็บ) เร่งเครื่องผลักดันโครงการ Grab EV เพื่อคนขับและเป้าหมาย Net Zero ปี 2040

แกร็บ ประเทศไทย เร่งเครื่องผลักดันโครงการ Grab EV เต็มส […]

The post แกร็บ เร่งเครื่องอีโคซิสเต็ม EV รับมือวิกฤตพลังงาน เผยยอดคนขับใช้รถไฟฟ้าพุ่งแตะ 30,000 คัน พร้อมผนึก 9 พันธมิตรใหม่ ชูโปรแกรม ‘เช่า-ผ่อน’ รายวัน เริ่มต้นเพียง 105 บาท ดันเป้า Net Zero ปี 2040 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ Grab (แกร็บ) เร่งเครื่องผลักดันโครงการ Grab EV เพื่อคนขับและเป้าหมาย Net Zero ปี 2040

แกร็บ ประเทศไทย เร่งเครื่องผลักดันโครงการ Grab EV เต็มสูบ ฝ่าวิกฤตพลังงาน เผยล่าสุดมียอดคนขับ-ไรเดอร์ใช้รถ EV ให้บริการบนแพลตฟอร์มทะลุ 30,000 คัน ขณะที่ผู้ใช้บริการเลือกใช้ฟีเจอร์ Grab EV Ride เพิ่มขึ้นกว่า 35% ล่าสุดผนึก 9 พันธมิตรใหม่ ซึ่งรวมถึงสหกรณ์แท็กซี่ต่างๆ เพื่อขยายการเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าให้กับคนขับทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ผ่านโปรแกรม ‘เช่าครบจบบนแอป’ และ ‘ผ่อนขับรับรถ’ หวังเพิ่มทางเลือก-ลดต้นทุนการให้บริการ

 

จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า แกร็บถือเป็นแพลตฟอร์มแรกที่ส่งเสริมและผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้บริการในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2563 โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตรในหลายภาคส่วน ทั้งบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่าย EV ผู้ให้บริการสถานีชาร์จและระบบบริหารจัดการชาร์จแบตเตอรี่ ตลอดจนสถาบันการเงิน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงรถ EV ในกลุ่มคนขับและไรเดอร์ พร้อมพัฒนาความร่วมมือและปรับปรุงการดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน โครงการ Grab EV มีคนขับที่ให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารและไรเดอร์จัดส่งอาหาร-สินค้าด้วย EV ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์รวมแล้วมากกว่า 30,000 คัน

 

ขณะเดียวกัน ผู้ใช้บริการก็ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สะท้อนผ่านยอดการเปิดฟีเจอร์เลือกใช้รถอีวี (Grab EV Rides) เพิ่มขึ้นกว่า 35% (เปรียบเทียบไตรมาสแรกของปี 2569 กับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)

 

“จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความท้าทายด้านต้นทุนในอุตสาหกรรมการเดินทางและภาคการขนส่ง ในฐานะผู้นำแพลตฟอร์มเรียกรถและเดลิเวอรีที่มีคนขับให้บริการหลายแสนคนในประเทศไทย แกร็บจึงเร่งเดินหน้าโครงการ Grab EV อย่างต่อเนื่อง โดยไม่เพียงเปิดโอกาสให้คนที่มีรถ EV สามารถให้บริการผ่านแพลตฟอร์มได้ แต่ยังส่งเสริมให้คนขับในระบบที่มีความสนใจสามารถเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าผ่านการเช่าหรือผ่อนกับบริษัทพันธมิตร ล่าสุด แกร็บ ประเทศไทย ได้ผนึกความร่วมมือกับ 9 พันธมิตรรายใหม่ ครอบคลุมทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึง EV ให้กับคนขับทั่วประเทศ พร้อมร่วมกันสร้างอีโคซิสเต็มของยานยนต์ไฟฟ้าที่ครบวงจรมากขึ้น”

 

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ แกร็บยังคงสนับสนุนให้คนขับและไรเดอร์สามารถให้บริการด้วยรถ EV ผ่าน 2 โปรแกรมหลัก นั่นคือ

 

  • โปรแกรม ‘เช่าครบจบบนแอป’: แกร็บผนึกจับมือกับ 5 พันธมิตรผู้ให้บริการเช่าแท็กซี่ไฟฟ้า อันได้แก่ อีวีเซเว่น (EV7) ช.พัฒนาแท็กซี่ สหกรณ์สยามแท็กซี่ สหกรณ์มิตรแท้แท็กซี่ และ พี-ไบค์ (P-bike) เปิดให้บริการเช่ารถแท็กซี่ไฟฟ้าเพื่อให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชัน Grab ด้วยค่าเช่าเริ่มต้นที่ 800 บาทต่อวัน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับ สลีกอีวี (SLEEK EV) เปิดให้บริการเช่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้บริการเดลิเวอรี ด้วยค่าเช่าเริ่มต้นที่ 125 บาทต่อวัน
  • โปรแกรม ‘ผ่อนขับรับรถ’: โดยแกร็บได้ผนึกความร่วมมือกับ 2 พันธมิตรใหม่อย่าง ซีแอล แอนด์ วี กรุ๊ป คาร์เร้นท์ (CL & V GROUP CAR RENT) และ บอร์โรว์ โมบิลิตี้ (โดย บี ออโต้เฮาส์) (BORROW MOBILITY By B Autohaus) เปิดโอกาสให้คนขับแกร็บสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าได้ โดยพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจากประวัติในการให้บริการ ด้วยอัตราผ่อนจ่ายรายวันเริ่มต้นที่ 600 บาท ในระยะสัญญา 5 ปี พร้อมสิทธิประโยชน์อื่นๆ อาทิ ประกันรถยนต์สาธารณะ (ชั้น1) ฟรีค่าบำรุงรักษาตามรอบ รับประกันแบตเตอรี่พิเศษสูงสุด 8 ปีหรือ 600,000 กิโลเมตร และเปลี่ยนยางฟรี 4 เส้นต่อปี ตลอดระยะเวลา 5 ปี (20 เส้น) เป็นต้น นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับ อีเอ็ม มอเตอร์ (EM Motor) เพื่อให้ไรเดอร์สามารถเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้ ด้วยอัตราผ่อนจ่ายรายวันเริ่มต้นเพียง 105 บาท ในระยะสัญญา 2-3 ปี พร้อมสิทธิประโยชน์ต่างๆ อาทิ ฟรีค่าเปลี่ยนยาง 1 คู่ (2 เส้น) และผ้าเบรก 4 คู่ (8 ชิ้น) เป็นต้น

 

นอกจากนี้ แกร็บยังพยายามเพิ่มการเข้าถึงสถานีชาร์จ EV เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับคนขับผ่านการผนึกพันธมิตรกับสถานีชาร์จชั้นนำที่มีเครือข่ายจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น สถานี Sharge โดย บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด สถานี Spark EV ที่ตั้งในสถานีบริการน้ำมันบางจาก (BCP) และ สถานี Altervim Super Charge

 

โครงการ Grab EV ถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจ ‘GrabForGood’ ที่มุ่งส่งเสริมให้คนขับแกร็บเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ยานยนต์ที่มีคาร์บอนต่ำหรือเป็นศูนย์ เพื่อบรรลุเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ให้ได้ภายในปี 2583 ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในสำนักงาน การปรับรูปแบบการดำเนินงานและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการ ทั้งนี้ แกร็บ ประเทศไทย ยังเดินหน้าขยายความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม (Winning Sustainable Impact) ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเป้าหมายหลักของการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ภายใต้แนวคิด ‘Winning with Purpose Together’ ที่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีเป้าหมาย

 

The post แกร็บ เร่งเครื่องอีโคซิสเต็ม EV รับมือวิกฤตพลังงาน เผยยอดคนขับใช้รถไฟฟ้าพุ่งแตะ 30,000 คัน พร้อมผนึก 9 พันธมิตรใหม่ ชูโปรแกรม ‘เช่า-ผ่อน’ รายวัน เริ่มต้นเพียง 105 บาท ดันเป้า Net Zero ปี 2040 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Grab ชะลอเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง’ สู้พิษน้ำมันแพง ห่วงผลักภาระให้ลูกค้า แม้อินเซนทีฟพิเศษ 10 ล้านใกล้หมด https://thestandard.co/grab-avoids-fuel-surcharge/ Fri, 27 Mar 2026 02:25:59 +0000 https://thestandard.co/?p=1191881 ภาพหน้าจอแสดงข้อความ 'Grab เมินเก็บ ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ชี้ไม่ควรผลักภาระให้ลูกค้า' สื่อถึงนโยบาย Grab ไม่ขึ้นค่าธรรมเนียมแม้ราคาน้ำมันแพง

แกร็บ ประเทศไทย (Grab) กางแผนรับมือวิกฤตราคาน้ำมันแพงจา […]

The post Grab ชะลอเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง’ สู้พิษน้ำมันแพง ห่วงผลักภาระให้ลูกค้า แม้อินเซนทีฟพิเศษ 10 ล้านใกล้หมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพหน้าจอแสดงข้อความ 'Grab เมินเก็บ ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ชี้ไม่ควรผลักภาระให้ลูกค้า' สื่อถึงนโยบาย Grab ไม่ขึ้นค่าธรรมเนียมแม้ราคาน้ำมันแพง

แกร็บ ประเทศไทย (Grab) กางแผนรับมือวิกฤตราคาน้ำมันแพงจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง หลังมาตรการอัดฉีดงบ 10 ล้านบาทช่วยคนขับและไรเดอร์เตรียมหมดลงในช่วงต้นเมษายนนี้ รับเร่งศึกษามาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม พร้อมประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เตรียมรุกบริการใหม่ ‘สินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับลูกค้าทั่วไป’ เป็นครั้งแรก

 

 
 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 มีนาคม Grab ผู้เป็นแพลตฟอร์มแอปเรียกรถและเดลิเวอรีรายใหญ่ของไทยได้พิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน จึงประกาศมอบ ‘อินเซนทีฟพิเศษ’ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันให้แก่คนขับและไรเดอร์

 

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งบริการรับ-ส่งผู้โดยสาร และบริการเดลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน Grab โดยจะมีการสนับสนุนค่าน้ำมันในทุกเที่ยวของการให้บริการ คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 10 ล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น

 

โดยในวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่แถลงทิศทางประจำปี 2569 จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab ประเทศไทย ระบุว่างบก้อนดังกล่าวเป็นการอุดหนุน 13 บาทต่อเที่ยว ซึ่งช่วยชดเชยได้บางส่วน และประเมินว่างบกำลังจะหมดในช่วงต้นเมษายน โดยกำลังดูว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือต่ออย่างไรบ้าง

 

คล้อยหลังเพียง 1 วัน คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบในการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด ในวันที่ 26 มีนาคม 2569 ปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 22% ซึ่งการปรับราคาเป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

 
 

ไม่อยากผลักภาระให้ลูกค้า

 
 เมื่อถูกถามว่า ควรเก็บค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) หรือไม่ จันต์สุดา ระบุว่า “ยังอยู่ในช่วงการพิจารณาและไม่ได้ข้อสรุป เนื่องจากสินค้าอื่นก็แพงขึ้นพร้อมกัน ทั้งพลาสติก ปุ๋ย หรือไข่ไก่ การผลักภาระให้ผู้บริโภคทั้งหมดจึงไม่เหมาะสม”

 

ทางออกระยะยาวที่ Grab เน้นคือการผลักดันรถ EV ซึ่งประหยัดค่าพลังงานได้ 60 ถึง 70% เทียบกับน้ำมัน ช่วยให้คนขับไม่ต้องกังวลเรื่องราคาน้ำมันผันผวน

 

โปรแกรม EV เริ่มมาประมาณ 3 ปี จากหลักร้อยคันขยายมาสู่หลักพันคัน โดยมาจากทั้งโปรแกรมของ Grab เองแบบผ่อนหรือเช่าในราคาเริ่มต้นประมาณ 8,000 ถึง 11,000 บาท ผ่อน 5 ปี นอกจากนี้ยังมีคนขับที่มี EV ของตัวเองมาเข้าระบบ พร้อมเตรียมขยายความร่วมมือกับผู้ผลิตรถเพิ่มเติมผ่านโปรแกรมเช่ารถ EV ทั้ง 2 ล้อและ 4 ล้อ

 

แม่ทัพแกร็บ ประเทศไทยมองสถานการณ์ความตึงเครียดนี้คล้ายกับช่วงโควิดที่เป็นภาวะราคาพุ่งฉับพลัน โดย Grab มีข้อได้เปรียบที่ครอบคลุมธุรกิจทั้งฝั่งการเดินทางและฝั่งเดลิเวอรี

 

หากสถานการณ์รุนแรงจนคนต้อง Work from Home มากขึ้น จะใช้วิธีลดงบการตลาดฝั่งการเดินทางลง จากนั้นจะนำงบที่ได้มาอัดฉีดโปรโมชันให้ฝั่ง GrabFood และ GrabMart แทน รวมถึงอาจพิจารณาให้คนขับรถยนต์หันมาช่วยส่งอาหารเหมือนที่เคยทำ

 

ผู้บริหารย้ำว่าโควิดคือสถานการณ์ที่อยู่คนละระดับความรุนแรงกับปัจจุบัน แต่ต้องมีแผนสำรองรองรับทุกความผันผวน ส่วนการช่วยเหลือร้านอาหาร บริษัทยังไม่ลดค่าคอมมิชชัน (ปัจจุบัน Maximum อยู่ที่ 30%) เพราะมีต้นทุนทั้งจ่ายให้ไรเดอร์รวมถึงการทำโปรโมชัน ทำให้มีพื้นที่ลดได้น้อยมาก

“แนวทางที่เลือกใช้แทนคือการดึงงบการตลาดมาสนับสนุนส่วนลดให้ผู้ใช้ เพื่อให้ออเดอร์ร้านค้าเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ สำหรับประเด็นการช่วยเหลือร้านค้าในกรณีที่ค่าน้ำมันขึ้น ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาและเก็บเป็นการบ้านต่อไป”

 

ยอดสั่งซื้อยังทรงตัว

 

ข้อมูล Basket Size หรือยอดสั่งซื้อเฉลี่ยในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 230 ถึง 240 บาทต่อออเดอร์ ส่วนต่างจังหวัดอยู่ที่ 100 กว่าบาทต่อออเดอร์ ปัจจุบันยังคงทรงตัวและไม่มีสัญญาณลดลง รวมถึงยังไม่พบว่าร้านอาหารปรับราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

สิ่งนี้สะท้อนว่าภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่กระทบโดยตรงต่อพฤติกรรมการสั่งอาหาร สอดคล้องกับรายงาน e-Conomy SEA โดย Google, Temasek และ Bain & Company ที่ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โต 15% โดยไทยเติบโตสูงถึง 16% สวนทางกับจีดีพีที่ค่อนข้างต่ำ

 

ขณะที่ตลาดส่งอาหารออนไลน์ในไทยเติบโต 22% มีมูลค่าราว 161,000 ล้านบาท ดันให้ไทยเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 รองจากอินโดนีเซีย แม้จะมีประชากรน้อยกว่าถึง 4 เท่า โดย Grab ครองส่วนแบ่งตลาดในไทยที่ 47%

 

ตัวเลขดังกล่าวสอดคล้องกับการเติบโตในปี 2568 ที่พบว่าคนขับที่ใช้งานประจำต่อเดือนเติบโตขึ้น 50% ขณะที่ร้านค้าซึ่งมียอดขายจริงเติบโตประมาณ 10% ส่วนผู้ใช้บริการที่ทำธุรกรรมรายวันเติบโตขึ้น 37% ตอบรับกับกลยุทธ์บริการ GrabCar Saver ที่ดันให้ความถี่ใช้งานเติบโต 19%

 

ฝั่งบริการระดับเรียกรถพรีเมียมก็ยังคงเติบโตถึง 90% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ขณะที่บริการ GrabForBusiness สำหรับองค์กรเติบโตถึง 45% โดยมีลูกค้าหลักจากกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา เทคโนโลยี และอีคอมเมิร์ซ

 
 

ส่งสินเชื่อใหม่เจาะกลุ่มบุคคล

 

อีกธุรกิจที่โดดเด่นคือการให้สินเชื่อแก่คนขับและร้านอาหารที่เติบโตถึง 40% ปัจจัยสำคัญคือการมีข้อมูลเชิงลึกของผู้กู้ ทั้งจำนวนรอบการขับต่อวัน, ยอดขายของร้านอาหาร, ความถี่ในการปิดร้าน และคะแนนเรตติง มาประมวลผลเป็นเครดิตสกอริง

 

ข้อมูลทั้งหมดทำให้ตัวเลขหนี้เสียอยู่ในระดับต่ำมากที่ 2% กว่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับในปี 2569 นี้ บริษัทเตรียมรุกตลาดต่อด้วยการทดลองเปิดตัวสินเชื่อเงินสด Grab Quick Cash ให้กับบุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก

 

บริการสินเชื่อใหม่นี้เจาะกลุ่มผู้ที่ต้องการทุนประกอบอาชีพ วงเงินสูงสุด 20,000 บาท ผ่อนจ่ายสูงสุด 6 เดือน เงื่อนไขคือต้องอายุ 20 ปีขึ้นไป ผ่านการยืนยันตัวตน และใช้แอปพลิเคชันมาแล้วอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อใช้ข้อมูลประเมินความเสี่ยง ทั้งการใช้บัตรเครดิตและความถี่ไปสนามบิน

 

รวมถึงการพิจารณาสัดส่วนการใช้ GrabBike เทียบกับ GrabCar และพฤติกรรมการสั่งซื้อรวม โดยเมนูขอสินเชื่อใหม่นี้จะแสดงเฉพาะผู้ที่ผ่านเกณฑ์ประเมินจากฐานข้อมูลแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น GrabCar Group Ride บริการนั่งรถร่วมกับเพื่อนและหารค่าโดยสาร

 

รวมถึงฟีเจอร์ GrabMart Basket Builder ที่ใช้เอไอช่วยค้นหาสินค้าด้วยภาพถ่ายหรือเสียงสั่งงาน และการจับมือกับกลุ่มโรงแรม IHG เพื่อให้บริการรับส่งแขกโรงแรมผ่าน GrabForBusiness โดยสามารถนำค่าเดินทางรวมกับบิลห้องพักได้โดยตรง

 

“เรามุ่งเน้นให้ระบบนิเวศทั้งหมดเติบโตไปพร้อมกับแพลตฟอร์ม แม้ในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน” จันต์สุดา กล่าวทิ้งท้ายถึงทิศทางธุรกิจ “การปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงจะช่วยให้เรารักษาความเป็นผู้นำตลาด และขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้”

The post Grab ชะลอเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง’ สู้พิษน้ำมันแพง ห่วงผลักภาระให้ลูกค้า แม้อินเซนทีฟพิเศษ 10 ล้านใกล้หมด appeared first on THE STANDARD.

]]>
Grab ทุ่ม 10 ล้าน! อัดฉีด ‘อินเซนทีฟพิเศษ’ ช่วยค่าน้ำมันพาร์ทเนอร์คนขับ-ไรเดอร์ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง https://thestandard.co/grab-drivers-fuel-subsidy/ Wed, 18 Mar 2026 06:51:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1188720 โลโก้ Grab พร้อมภาพคนขับและไรเดอร์กำลังรับอินเซนทีฟค่าน้ำมัน 10 ล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเท […]

The post Grab ทุ่ม 10 ล้าน! อัดฉีด ‘อินเซนทีฟพิเศษ’ ช่วยค่าน้ำมันพาร์ทเนอร์คนขับ-ไรเดอร์ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Grab พร้อมภาพคนขับและไรเดอร์กำลังรับอินเซนทีฟค่าน้ำมัน 10 ล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลต่อการปรับขึ้นราคาน้ำมัน ล่าสุด แกร็บได้พิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นและประกาศมอบ ‘อินเซนทีฟพิเศษ’ เพื่อแบ่งเบาภาระของคนขับและไรเดอร์ที่ให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสาร รวมถึงบริการเดลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน Grab เพื่อช่วยเหลือค่าน้ำมันในทุกเที่ยวของการให้บริการรวมมูลค่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้ (18 มีนาคม) จนถึง 1 เมษายน 2569

 

อินเซนทีฟดังกล่าวจะมอบให้กับคนขับและไรเดอร์ที่ให้บริการด้วยรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ใช้น้ำมันเท่านั้น โดยอัตราการให้อินเซนทีฟจะแตกต่างกันไปตามแต่ระดับ (Tiering) ของคนขับและไรเดอร์ ซึ่งแกร็บจะโอนเข้ากระเป๋าเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) ของคนขับและไรเดอร์อัตโนมัติภายในวันที่ 6 เมษายน 2569

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยังคงติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทและ รักษาความสมดุลให้เกิดกับทุกภาคส่วนมากที่สุด

The post Grab ทุ่ม 10 ล้าน! อัดฉีด ‘อินเซนทีฟพิเศษ’ ช่วยค่าน้ำมันพาร์ทเนอร์คนขับ-ไรเดอร์ รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ ออกประกาศพรุ่งนี้ สั่งคุมแท็กซี่-แกร็บ ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา ฝ่าฝืนเจอโทษหนัก https://thestandard.co/phiphat-control-taxi-grab-prices/ Wed, 04 Mar 2026 10:10:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1184275 พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงข่าว

วันนี้ (4 มีนาคม) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีแ […]

The post พิพัฒน์ ออกประกาศพรุ่งนี้ สั่งคุมแท็กซี่-แกร็บ ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา ฝ่าฝืนเจอโทษหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แถลงข่าว

วันนี้ (4 มีนาคม) พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังขึ้นไปพบนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า เกือบ 1 ชั่วโมง โดยระบุว่าจะนำข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่มีการพูดถึงการตรึงราคาค่าขนส่ง ไปหารือในที่ประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2/2569 ที่มีเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยพิพัฒน์ระบุว่า เป็นการหารือเพื่อดูเรื่องค่าขนส่ง ซึ่งในส่วนของกระทรวงคมนาคม จะมีการประชุมกันในวันพรุ่งนี้ (5 มี.ค.)

 

เมื่อถามว่า มีนโยบายเรื่องค่าขนส่งอย่างไรบ้าง เพราะอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้า พิพัฒน์กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีให้ตรึงราคาไว้นานเท่าไร เราก็ตรึงค่าขนส่งได้นานเท่านั้น ซึ่งเรามีเงินกองทุนน้ำมันเป็นตัวกันชนอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเราเห็นแล้วว่า กองทุนน้ำมันมีขึ้น ๆ ลง ๆ เคยติดลบสูงสุดถึงแสนล้านบาท แต่ขณะนี้เป็นบวก ดังนั้นในเมื่อเหตุการณ์ไม่ปกติ เหมือนตอนนี้ที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น เราสามารถนำเงินกองทุนน้ำมันเข้ามาชดเชย เพื่อทำให้ราคาไม่วิ่งขึ้นไปเหมือนราคาน้ำมันดิบของตลาดโลก

 

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางเพิ่มเติม หากพ้นระยะเวลาตรึงราคาน้ำมัน 15 วันหรือไม่ พิพัฒน์กล่าวว่า ทั้งหมดอยู่ที่นโยบายของนายกรัฐมนตรีว่า เมื่อตรึงราคาครบ 15 วันแล้ว เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ถ้าเหตุการณ์ยังเดินหน้าต่อไปอีก เราก็สามารถตรึงราคาต่อไปได้ โดยเอากองทุนน้ำมันมาเป็นตัวซัพพอร์ต

 

เมื่อถามว่าประชาชนไม่ต้องกังวลว่า หากพ้นเวลา 15 วัน จะมีการขึ้นราคาเชื้อเพลิงใช่หรือไม่ พิพัฒน์กล่าวว่า ไม่ต้องกังวล ยืนยันว่าไม่มี เพราะมีกองทุนน้ำมันเป็นตัวซัพพอร์ต

 

พิพัฒน์เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (5 มีนาคม) จะมีการออกประกาศของกระทรวงคมนาคม สั่งห้ามรถโดยสารสาธารณะขึ้นราคา ทั้งแท็กซี่ แกร็บ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นต้น หากมีการฉวยโอกาสขึ้นราคา จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

The post พิพัฒน์ ออกประกาศพรุ่งนี้ สั่งคุมแท็กซี่-แกร็บ ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา ฝ่าฝืนเจอโทษหนัก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดภารกิจ ‘สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย’ เดินหน้าหนุนแพลตฟอร์มใหม่ – SMEs สร้างกติกาแข่งขันเท่าเทียม https://thestandard.co/tdpa-digital-platform-smes-thailand/ Thu, 26 Feb 2026 09:08:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1182048 ภาพผู้บริหารสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) แถลงข่าวเปิดตัว

แพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ของไทย Grab, Lazada, LINE MAN แล […]

The post เปิดภารกิจ ‘สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย’ เดินหน้าหนุนแพลตฟอร์มใหม่ – SMEs สร้างกติกาแข่งขันเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้บริหารสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) แถลงข่าวเปิดตัว

แพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ของไทย Grab, Lazada, LINE MAN และ Shopee ผนึกกำลังจัดตั้ง ‘สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย’ หรือ TDPA อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับและเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทย เติบโตอย่างมีศักยภาพภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่โปร่งใส

 

พันโทหญิง ดร. ธมกร ศุภธนรังสี นายกสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย เปิดเผยว่า รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (e-Conomy SEA Report 2025) ล่าสุดโดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่า มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ราว 1.73 ล้านล้านบาท เติบโต 16% และยังคงมีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากภาคอีคอมเมิร์ซที่ขยายตัวรวดเร็ว ควบคู่กับธุรกิจขนส่งออนไลน์, บริการส่งอาหาร และสื่อดิจิทัล ซึ่งล้วนมีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากแนวโน้มดังกล่าว ผู้นำแพลตฟอร์มจึงเห็นความจำเป็นในการรวมพลัง เพื่อร่วมกำหนดทิศทางและยกระดับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยสู่มาตรฐานสากล พร้อมผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน

 

นายกสมาคมฯ มองว่า ความพร้อมสู่เศรษฐกิจดิจิทัลต้องเริ่มจากความเข้าใจ เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก หากผู้ประกอบการขาดความรู้ที่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดความกังวลและอุปสรรคต่อการปรับตัว

 

“บทบาทของ TDPA จึงไม่จำกัดเพียงการสนับสนุนผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์ม แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ข้อมูล สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และประสานการสื่อสารระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐ เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”

 

ยิ่งไปกว่านั้น การก่อตั้งสมาคม TDPA นับเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในภาคธุรกิจอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานและแรงขับหลักของประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนราว 10% ของ GDP และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

สำหรับภารกิจหลัก TDPA มุ่งสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ เชื่อมโยงผู้ให้บริการ ผู้บริโภค และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ไทย ให้สามารถแข่งขันในระดับสากล พร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนากรอบนโยบายที่สมดุล โปร่งใส เปิดกว้างต่อการแข่งขัน และตั้งอยู่บนหลักความรับผิดชอบร่วมกัน โดยเชื่อว่าการกำกับดูแลที่แม่นยำและสอดคล้องมาตรฐานสากล จะเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับเศรษฐกิจแพลตฟอร์มไทยในระยะยาว

 

ทั้งนี้ TDPA วาง 4 ค่านิยมหลักในการดำเนินงาน ได้แก่

 

1. ความเป็นกลางและการแข่งขันที่เป็นธรรม ส่งเสริมสนามแข่งขันที่เท่าเทียม เปิดโอกาสให้ทั้งแพลตฟอร์มเกิดใหม่และ SMEs เติบโตได้จริง

 

2. การกำกับดูแลที่มุ่งผลลัพธ์ ร่วมผลักดันกฎหมายและนโยบายที่ตอบโจทย์ประโยชน์สาธารณะอย่างสมดุล

 

3. ความโปร่งใสและความไว้วางใจ ยกระดับมาตรฐานด้านข้อมูล ความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้บริโภค

 

4. ส่งเสริมทักษะดิจิทัลและการเข้าถึงโอกาส สนับสนุนธุรกิจไทยก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมีศักยภาพ

 

สมาคมฯ ย้ำว่า แต่ละแพลตฟอร์มมีเครื่องมือและระบบสนับสนุนที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้คู่ค้า ทั้งด้านการบริหารจัดการ การตลาด และการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ต้องการเห็นภาครัฐเปิดพื้นที่หารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อนำไปสู่แนวทางความร่วมมือที่เหมาะสม

 

ในมิติด้านกฎระเบียบ สมาคมมองว่ายังเป็นงานที่ไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากหลายหน่วยงานมีแผนพัฒนากฎหมายของตนเอง สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจต่อโมเดลธุรกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งมีกรอบความรับผิดชอบเฉพาะและความซับซ้อนในหลายมิติ โดยเห็นว่าการนำกฎหมายยุคเดิมมาใช้ อาจไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัลที่เปลี่ยนเร็ว

 

ทั้งนี้ การออกแบบนโยบายจะเกิดจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรม และธุรกิจแพลตฟอร์มจะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขาย

 

ส่วนหลักเกณฑ์การรับสมาชิก จะพิจารณาจากการเป็นธุรกิจแพลตฟอร์มที่ดำเนินกิจการในประเทศไทย มีฐานผู้ใช้งานและผู้ซื้อจริง และเป็นที่รู้จักในระดับหนึ่ง โดยตั้งเป้าดึงสมาชิกเข้ามาอยู่ในสมาคมประมาณ 200 ราย ครอบคลุมแพลตฟอร์มหลากหลายประเภท เช่น เดลิเวอรี่, ท่องเที่ยว และบริการดิจิทัลอื่นๆ ทั้งรายเล็ก, รายกลาง และใหญ่

 

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งสมาคมดังกล่าวเกิดจากการหารือร่วมกันต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งปี ก่อนจะก่อตั้งขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งสอดรับกับทิศทางของภาครัฐที่ต้องการเห็นแพลตฟอร์มดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันกับประเทศอื่นได้มากขึ้น

 

และในช่วงเวลาเดียวกัน ยังได้คลายข้อกังวลเรื่องความเป็นกลาง เนื่องจากสมาชิกบางรายเป็นคู่แข่งทางธุรกิจกัน โดยสมาคมฯ ยืนยันว่าทุกฝ่ายยึดหลักความเชื่อมั่น โปร่งใส และให้เกียรติซึ่งกันและกัน มุ่งทำงานบนเป้าหมายร่วมในการผลักดันระบบนิเวศแพลตฟอร์มไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและพร้อมแข่งขันในเวทีโลก

The post เปิดภารกิจ ‘สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย’ เดินหน้าหนุนแพลตฟอร์มใหม่ – SMEs สร้างกติกาแข่งขันเท่าเทียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป 16 อินไซต์เด็ด เจาะกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026: เมื่อ ‘ความเชื่อใจ’ สำคัญกว่า ‘ความหิว’ https://thestandard.co/the_secret_sauce/restaurant-strategy-2026-insights/ Sun, 15 Feb 2026 05:33:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1178626 กราฟิกสรุป 16 อินไซต์เด็ดกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026 จาก Grab และ LINE MAN Wongnai เน้นความเชื่อใจ

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง […]

The post สรุป 16 อินไซต์เด็ด เจาะกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026: เมื่อ ‘ความเชื่อใจ’ สำคัญกว่า ‘ความหิว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกสรุป 16 อินไซต์เด็ดกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026 จาก Grab และ LINE MAN Wongnai เน้นความเชื่อใจ

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง และหนี้ครัวเรือนรัดตัว แต่เชื่อไหมว่าวงการ F&B ไทยไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่คิด แค่ ‘พฤติกรรม’ การเลือกกินของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

The Secret Sauce ขอสรุป 16 เทรนด์และอินไซต์สำคัญจากรายงานของ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง Grab และ LINE MAN Wongnai มาให้ผู้ประกอบการวางแผนสู้ต่อในปี 2026 นี้

 

📌 16 อินไซต์ต้องรู้ เพื่อชัยชนะในสมรภูมิเดลิเวอรี 2026

 

👍 จากงานประกาศรางวัล #GrabThumbsUp Awards 2025 ทาง Grab ประเทศไทย ได้กล่าวถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ดังนี้

 

🔸1. คอนเทนต์นำทางความหิว: การสั่งอาหารในยุคนี้ไม่ได้เริ่มจากเสียงท้องร้อง แต่เริ่มจากภาพบนหน้าจอโดยเฉพาะ TikTok ที่กลายเป็นเครื่องมือค้นหาร้านใหม่ของยุค เพราะสายตาของผู้บริโภคถูกจับจองด้วยอัลกอริทึม การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์จึงไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอด

 

🔸2. รสชาติแห่งความเชื่อมั่น: ผู้คนยอมจ่ายให้กับมาตรฐานที่ไว้ใจได้ เพราะในวันที่เงินในกระเป๋าจำกัด ลูกค้าไม่ต้องการเสี่ยงกับมื้ออาหารที่ไม่ได้คุณภาพ ความสม่ำเสมอจึงเป็นสกุลเงินใหม่ที่ใช้ซื้อใจลูกค้าได้ยั่งยืนที่สุด

 

🔸3. การค้นหาที่จำเพาะเจาะจง: ยุคการเสิร์ชคำกว้างๆ จบลงแล้ว ลูกค้าหันไปเสิร์ช ‘ชื่อเมนูเฉพาะทาง’ หรือ ‘ชื่อแบรนด์’ ที่โด่งดังบนโซเชียลแทน ร้านที่สร้าง ‘เมนูเรือธง’ ได้แข็งแรง จะถูกค้นหาพบก่อนใครในมหาสมุทรเดลิเวอรี

 

🔸4. รีวิวคือพนักงานปิดการขายที่เก่งที่สุด: ร้านที่มีรีวิวดีและจำนวนมากส่งผลต่อยอดบิลที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะรีวิวคือหลักฐานความจริงใจที่ทรงพลังกว่าคำโฆษณา ช่วยลดกำแพงความลังเลใจก่อนกดสั่งได้ดีเยี่ยม

 

🔸5. มื้อเช้าและมื้อดึกคือขุมทรัพย์ใหม่: ในขณะที่มื้อเที่ยงและเย็นแข่งขันกันดุเดือด แต่มื้อเช้าและมื้อค่ำคือดาวรุ่งที่ร้านค้ายังเปิดให้บริการไม่เพียงพอต่อความต้องการ การจับจองพื้นที่ในเวลาที่คู่แข่งน้อยคือกลยุทธ์การสร้างน่านน้ำใหม่ในแอปเดลิเวอรี

 

🔸6. อาหารคือเครื่องมือสะท้อนตัวตน Gen Z: สำหรับคนรุ่นใหม่ อาหารต้องบอกตัวตนได้ หากแบรนด์ของคุณมีเรื่องเล่าและ Packaging ที่สวยงาม คุณจะได้พื้นที่สื่อฟรีบนโซเชียลของลูกค้าและสร้างการซื้อซ้ำได้ดีกว่า

 

🔸7. Structural Reset เน้นความคล่องตัว: การลงทุนหน้าร้านขนาดใหญ่ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป การใช้เดลิเวอรี่ทดลองตลาดก่อนลงทุนจริงช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินและทำให้ธุรกิจปรับตัวได้ไวขึ้นในระบบใหม่

 

🔸8. หรูหราในราคาที่เอื้อมถึง: เมนูคลาสสิกที่ Branding ดี คุณภาพสูง แต่ราคาเข้าถึงง่ายจะครองใจคนยุครัดเข็มขัด เพราะแม้เศรษฐกิจจะฝืดเคือง แต่ลึกๆ แล้วทุกคนยังต้องการให้รางวัลตัวเองด้วยมื้อพิเศษเล็กๆ

 

🔸9. Fast Fashion Food จับกระแสให้ไว: เมนูที่เป็นไวรัลบนโลกโซเชียลสามารถเข้าถึงคนทุกวัยได้รวดเร็วและสร้างยอดขายถล่มทลายในเวลาอันสั้น ช่วยให้แบรนด์ดูไม่ล้าหลังและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ทันที

 

🔸10. Merchant AI ที่ปรึกษาส่วนตัวในร้าน: การนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ยอดขายและพฤติกรรมลูกค้ากำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ การรู้สาเหตุที่ยอดขายขึ้นหรือลงช่วยให้คุณแก้ปัญหาได้ถูกจุดและวางแผนโปรโมชันได้แม่นยำกว่าที่เคย

 

🔸11. ไรเดอร์คือฟันเฟืองสำคัญ: ความสำเร็จไม่ได้จบที่ก้นครัว แต่จบที่มือลูกค้า ไรเดอร์คือจุดสัมผัสเดียวของผู้บริโภคในโลกออนไลน์ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับพาร์ทเนอร์และไรเดอร์จึงส่งผลต่อภาพลักษณ์ของร้านโดยตรง

 

🟢 และจากรายงาน LINE MAN Wongnai Restaurant WrapUp ได้กล่าวถึงสถิติยอดนิยมและการเติบโตเชิงพื้นที่ของร้านอาหารในปีที่ผ่านมา

 

🔸12. ต่างจังหวัด สมรภูมิที่ยังเติบโต: จังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่มีอัตราการเติบโตของยอดขายต่อร้านแซงหน้ากรุงเทพฯ ไปแล้ว การกระจายตัวของกำลังซื้อคือโอกาสใหม่ที่ยังไม่ถูกจับจองจนแน่นเกินไป

 

🔸13. มัทฉะ คือทองคำสีเขียว: มัทฉะกลายเป็นเครื่องดื่มที่มียอดสั่งเติบโตสูงสุดทะลุ 300% แซงหน้ากาแฟหลายประเภท เพราะมัทฉะไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่ม แต่เป็นไลฟ์สไตล์ที่คนรุ่นใหม่ยินดีเปย์แบบไม่ยั้ง

 

🔸14. ส้มตำปูปลาร้า แชมป์ตลอดกาล: ยังคงเป็นเมนูยอดนิยมอันดับ 1 ที่ถูกสั่งผ่านเดลิเวอรีมากที่สุดกว่า 8 ล้านจาน สะท้อนว่ารสชาติที่คุ้นเคยและความแซ่บคือ Comfort Food ของคนไทยที่ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ไม่มีใครโค่นลงได้

 

🔸15. ร้านเล็กโตได้ด้วยพลังสนับสนุน: โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยให้ร้านขนาดเล็กที่มีรายได้ต่ำมียอดขายพุ่งขึ้นได้ถึง 5.9 เท่า แพลตฟอร์มและมาตรการสนับสนุนช่วยเพิ่มการมองเห็นให้ร้านเล็กในชุมชนมีตัวตนเท่าเทียมแบรนด์ใหญ่

 

🔸16. พลังของบริการรับเองที่ร้าน (Self Pick-up): บริการรับเองเติบโตสูงที่สุดในทุกบริการย่อย สะท้อนว่าลูกค้าต้องการความสะดวกของเทคโนโลยีแต่ยังคงต้องการความคุ้มค่าและได้เห็นหน้าร้านจริง

 

ปี 2026 คือปีแห่งความท้าทายที่ร้านอาหารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อผลลัพธ์ที่เท่าเดิม แต่ในวิกฤตยังมีโอกาสเสมอสำหรับร้านที่กล้า ‘Disrupt’ ตัวเอง เข้าหาเทคโนโลยี และให้ความสำคัญกับความไว้วางใจของลูกค้า

 

 

The post สรุป 16 อินไซต์เด็ด เจาะกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026: เมื่อ ‘ความเชื่อใจ’ สำคัญกว่า ‘ความหิว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
พรรคประชาชน-Grab จัดรถตู้ส่งประชาชนกลับบ้านหาดใหญ่ หลังน้ำลด https://thestandard.co/people-party-grab-hatyai/ Sun, 30 Nov 2025 05:06:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1149775

วันนี้ (30 พฤศจิกายน) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ […]

The post พรรคประชาชน-Grab จัดรถตู้ส่งประชาชนกลับบ้านหาดใหญ่ หลังน้ำลด appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (30 พฤศจิกายน) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมทีมงาน เดินหน้าอำนวยความสะดวกประชาชนในการเดินทางจากศูนย์อพยพเพื่อกลับเข้าบ้านในเมืองหาดใหญ่เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากพรรคได้ประสานกับ Grab บริษัทเทคโนโลยีที่ให้บริการขนส่งอาหารและผู้โดยสาร จัดรถตู้รับส่งประชาชน

 

พริษฐ์กล่าวว่าการขนส่งคนจากศูนย์อพยพกลับบ้านในหาดใหญ่นั้นถือเป็นโจทย์สำคัญสำหรับประชาชน โดยทันทีที่น้ำเริ่มลด คนจำนวนมากที่อพยพไปที่ศูนย์ต้องการเดินทางกลับไปบ้านเพื่อเช็คสภาพบ้านหรือหาครอบครัวที่ไม่ได้อพยพมาด้วยกัน แต่ช่องทางในการเดินทางมีจำกัดเมื่อเทียบกับความต้องการ ซึ่งสามารถแบ่งปัญหาออกเป็น 4 ประเด็นหลัก

 

1. รถของผู้ประสบภัยเสียหาย ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับเองได้ และหาผู้ที่จะมารับที่บ้านไม่ได้
2. การจราจรในเมืองหาดใหญ่ติดขัด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีสิ่งกีดขวางบนถนน
3. เมื่อกลับถึงบ้าน หากบ้านเสียหายหนักและไฟฟ้า-ประปายังใช้ไม่ได้ อาจทำให้บางคนจำเป็นต้องกลับไปใช้บริการศูนย์อพยพอีกครั้ง
4. บางคนที่กลับบ้านแล้ว อาจมีธุระจำเป็นต้องเดินทาง เช่น ไปรับยา หรือรักษาตัวตามจุดต่างๆ

 

พริษฐ์ได้ขอบคุณอาสาสมัครพรรคประชาชนสงขลาที่ช่วยขับรถพาประชาชนกลับบ้าน พร้อมระบุว่าพรรคได้เพิ่มทางเลือกเพื่อความสะดวกของประชาชน โดยประสานกับ Grab เพื่อจัดรถตู้รับ-ส่งจำนวน 10 คัน สำหรับผู้ที่อยู่ที่ศูนย์อพยพมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และต้องการกลับบ้าน แต่ไม่มีช่องทางเดินทาง โดยเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน และยังดำเนินต่อเนื่อง

 

พริษฐ์ และทีมพรรคประชาชนสงขลา ร่วมจัดระบบและส่งประชาชนกลับบ้านโดยแบ่งเส้นทางหลักออกเป็น 4 สาย สำหรับผู้ที่อยู่ในศูนย์และต้องการใช้บริการ สามารถขึ้นรถได้ที่หน้าตึกฟักทอง ม.สงขลานครินทร์ แผนที่ (ผู้ประสานงาน: 095-159-9297 (หนูดี)) หรือสามารถดูเส้นทางและแจ้งความต้องการล่วงหน้าได้ที่ LineOA พรรคประชาชน (https://line.me/R/ti/p/@412kkexg หรือ @peoplesth) โดยกดปุ่ม “บริการรถรับส่ง น้ำท่วมหาดใหญ่”

 

พริษฐ์ขอบคุณภาคเอกชนอีกครั้งที่เข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาการเดินทางของประชาชนในระยะเวลาอันจำกัด พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐและท้องถิ่นร่วมกันจัดระบบรถรับส่งประชาชนในพื้นที่หาดใหญ่อย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับความจำเป็นในการเดินทางของประชาชนในช่วงฟื้นฟู หลังน้ำท่วม

The post พรรคประชาชน-Grab จัดรถตู้ส่งประชาชนกลับบ้านหาดใหญ่ หลังน้ำลด appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีอีเอสถกคมนาคม เปิดให้ไรเดอร์ลงทะเบียนออนไลน์ ใช้สำเนาเล่มรถจด ร.ย.17-18 พร้อมอัดเงินช่วยสูงสุด 2 หมื่น/คน https://thestandard.co/rider-registration-subsidy-program/ Mon, 17 Nov 2025 11:22:48 +0000 https://thestandard.co/?p=1144265 ดีอีเอสถก คมนาคม เปิดให้ไรเดอร์ลงทะเบียนออนไลน์ ใช้สำเนาเล่มรถจด ร.ย.17-18 พร้อมอัดเงินช่วยสูงสุด 2 หมื่น/คน

วันนี้ (17 พฤศจิกายน) เวลา 12.30 น. ที่กระทรวงดิจิทัลเพ […]

The post ดีอีเอสถกคมนาคม เปิดให้ไรเดอร์ลงทะเบียนออนไลน์ ใช้สำเนาเล่มรถจด ร.ย.17-18 พร้อมอัดเงินช่วยสูงสุด 2 หมื่น/คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีอีเอสถก คมนาคม เปิดให้ไรเดอร์ลงทะเบียนออนไลน์ ใช้สำเนาเล่มรถจด ร.ย.17-18 พร้อมอัดเงินช่วยสูงสุด 2 หมื่น/คน

วันนี้ (17 พฤศจิกายน) เวลา 12.30 น. ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาที่กลุ่มไรเดอร์ร้องเรียนเกี่ยวกับกฎระเบียบและภาระจากกฎหมายจดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน ทั้งรถจักรยานยนต์ (ร.ย.17) และรถยนต์ (ร.ย.18) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปฏิบัติจริงของผู้ขับขี่จำนวนมาก

 

การประชุมครั้งนี้มี มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, สรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.), ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA), ตัวแทนสำนักงาน คปภ., ผู้ให้บริการเรียกรถผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และหน่วยงานอื่นๆ เข้าร่วม

 

ไชยชนกกล่าวว่า ภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนตามข้อร้องเรียน 8 ประการ แม้ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ทั้งหมด แต่มีมาตรการช่วยลดภาระให้ผู้ขับขี่ ดังนี้

 

1. ให้ส่งเอกสารผ่านออนไลน์ได้ลดขั้นตอน ไม่ต้องเดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตัวเอง: ผู้ขับขี่สามารถยื่นผ่านระบบกลางผ่านเว็บไซต์ของ ETDA โดยใช้ ThaiD ยืนยันตัวตน เมื่อเสร็จแล้วระบบจะส่งให้กับแพลตฟอร์มเพื่อตรวจข้อมูล และจะส่งคำยืนยันกลับมา ก่อนจะนำส่งข้อมูลนี้ให้กรมการขนส่งทางบก โดยสามารถให้บริการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

2.ใช้สำเนาทะเบียนรถแทนเล่มจริง: สำหรับรถที่ยังผ่อนไฟแนนซ์ จะพิจารณาปรับกฎหมายให้ใช้สำเนาได้ในระยะสั้น

 

3. บรรเทาค่าใช้จ่ายเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อ: จะมีปรับอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้จดทะเบียนจาก ร.ย.1 เป็น ร.ย.18 จาก 1% เหลือ 0.25% ซึ่งเป็นอัตราต่ำสุด

4. ปรับเกณฑ์ประกันภัยรถติดไฟแนนซ์: ให้สามารถใช้ประกันภัยรถสาธารณะพื้นฐานได้ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อประกันชั้น 1

 

5. ผ่อนปรนเอกสารยืนยันภูมิลำเนา: ให้ใช้เอกสารอื่นแทนการพึ่งคณะกรรมการจังหวัด เช่น บัตรนักเรียน/นักศึกษา หรือเอกสารรับรองการทำงาน เพื่อให้ขั้นตอนง่ายขึ้น

 

6. ทบทวนเกณฑ์เครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ จากเดิม 125 ซีซี ให้สอดคล้องกับรุ่นที่ใช้จริง: โดยกรมการขนส่งทางบกจะหารือข้อดีและข้อเสีย รวมถึงความปลอดภัย ร่วมกับตำรวจ และกระทรวงสาธารณสุข และสรุปผลภายใน 1 เดือน

 

7. เปิดทางรถเช่าให้บริการผ่านแอป: กรมขนส่งทางบกได้ศึกษาข้อดีข้อเสียแล้ว ส่งความเห็นไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพื่อพิจารณาเห็นชอบในหลักการและออกกฎกระทรวงต่อไป

 

8. ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ไรเดอร์ยังมีรายได้ระหว่างดำเนินการจดทะเบียน ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์

 

ทั้งนี้ กระทรวงดีอีเอส ประสานแพลตฟอร์มผู้ให้บริการมอบเงินสนับสนุนพิเศษเพื่อเป็นกำลังใจในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมี Grab และ LINE MAN ให้การตอบรับและพร้อมสนับสนุนเงินพิเศษ ซึ่งผู้ขับขี่จะได้รับเงินสนับสนุน ตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาทต่อคน

 

นอกจากนี้ยังมีแนวทางในการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ หากพบผู้ให้บริการรายใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปล่อยปละละเลยให้รถที่ผิดกฎหมายและไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะมาวิ่งให้บริการ กระทรวงดีอีพร้อมดำเนินการทันที

 

ดีอีเอสถก คมนาคม เปิดให้ไรเดอร์ลงทะเบียนออนไลน์ ใช้สำเนาเล่มรถจด ร.ย.17-18 พร้อมอัดเงินช่วยสูงสุด 2 หมื่น/คน 2
ดีอีเอสถก คมนาคม เปิดให้ไรเดอร์ลงทะเบียนออนไลน์ ใช้สำเนาเล่มรถจด ร.ย.17-18 พร้อมอัดเงินช่วยสูงสุด 2 หมื่น/คน 3
ดีอีเอสถก คมนาคม เปิดให้ไรเดอร์ลงทะเบียนออนไลน์ ใช้สำเนาเล่มรถจด ร.ย.17-18 พร้อมอัดเงินช่วยสูงสุด 2 หมื่น/คน 4
ดีอีเอสถก คมนาคม เปิดให้ไรเดอร์ลงทะเบียนออนไลน์ ใช้สำเนาเล่มรถจด ร.ย.17-18 พร้อมอัดเงินช่วยสูงสุด 2 หมื่น/คน 5
ดีอีเอสถก คมนาคม เปิดให้ไรเดอร์ลงทะเบียนออนไลน์ ใช้สำเนาเล่มรถจด ร.ย.17-18 พร้อมอัดเงินช่วยสูงสุด 2 หมื่น/คน 6
ดีอีเอสถก คมนาคม เปิดให้ไรเดอร์ลงทะเบียนออนไลน์ ใช้สำเนาเล่มรถจด ร.ย.17-18 พร้อมอัดเงินช่วยสูงสุด 2 หมื่น/คน 7

The post ดีอีเอสถกคมนาคม เปิดให้ไรเดอร์ลงทะเบียนออนไลน์ ใช้สำเนาเล่มรถจด ร.ย.17-18 พร้อมอัดเงินช่วยสูงสุด 2 หมื่น/คน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละครึ่งพลัส ต้องใช้สิทธิครั้งแรกก่อน 5 ทุ่มวันนี้ ไม่งั้นถูกตัดสิทธิทันที ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 2.8 หมื่นล้าน https://thestandard.co/khon-la-khrueng-before-11-pm/ Tue, 11 Nov 2025 01:03:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1141846 คนละครึ่งพลัส ต้องใช้สิทธิครั้งแรกก่อน 5 ทุ่มวันนี้ ไม่งั้นถูกตัดสิทธิทันที ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 2.8 หมื่นล้าน

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจ […]

The post คนละครึ่งพลัส ต้องใช้สิทธิครั้งแรกก่อน 5 ทุ่มวันนี้ ไม่งั้นถูกตัดสิทธิทันที ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 2.8 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละครึ่งพลัส ต้องใช้สิทธิครั้งแรกก่อน 5 ทุ่มวันนี้ ไม่งั้นถูกตัดสิทธิทันที ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 2.8 หมื่นล้าน

วันนี้ (11 พฤศจิกายน) อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำเตือนประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ให้รีบดำเนินการใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ครั้งแรก ภายในเวลา 23.00 น. ของวันนี้ หากไม่ดำเนินการใช้จ่ายภายในกำหนดเวลาดังกล่าว จะถือว่าสละสิทธิและถูกตัดสิทธิการเข้าร่วมโครงการในเฟสนี้ทันที

 

รองโฆษกฯ ระบุว่า ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.00 น. โครงการ คนละครึ่งพลัส ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยมีผู้ใช้จ่ายสำเร็จสะสมแล้ว 19.62 ล้านคน จากจำนวนผู้ได้รับสิทธิทั้งหมด 20 ล้านคน ทำให้มียอดการใช้จ่ายสะสมสูงถึง 28,794.53 ล้านบาท ผ่านร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ 820,449 ร้านค้า และเกิดจำนวนรายการใช้จ่ายสำเร็จรวมกว่า 203.99 ล้านครั้ง

 

ในส่วนของการใช้จ่ายผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญของโครงการ ปัจจุบันมียอดใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 360 ล้านบาท จากผู้ใช้งาน 1.31 ล้านคน โดยพบว่าแพลตฟอร์ม LINEMAN ครองอันดับ 1 มียอดใช้จ่ายสูงสุดที่ 215 ล้านบาท ตามมาด้วย Grab 127 ล้านบาท ส่วน ShopeeFood มียอดใช้จ่าย 17 ล้านบาท และ Robinhood มียอดใช้จ่าย 6.1 แสนบาท

 

พร้อมกันนี้ กระทรวงการคลังได้ติดตามตรวจสอบพฤติการณ์ของร้านค้าที่เข้าข่ายทุจริตอย่างต่อเนื่องผ่านการวิเคราะห์ธุรกรรมด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Analytics) และได้ดำเนินการ ระงับสิทธิการเข้าร่วมโครงการฯ ของร้านค้าแล้วรวม 78 ราย เนื่องจากพบพฤติการณ์รับแลกเงินและสแกนรับเงินห่างจุดขายแบบผิดปกติ

 

อัยรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย ขอย้ำเตือนให้ประชาชนรักษาสิทธิคนละครึ่งพลัส หากพ้นเวลา 23.00 น. ของวันนี้ ถือว่าท่านสละสิทธิ โดยยอดเงินที่เหลือจากโครงการในเฟสนี้ จะถูกนำมาพิจารณาเพื่อใช้ในการดำเนินโครงการในเฟสถัดไป เพื่อให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจถูกใช้ อย่างคุ้มค่าที่สุดต่อไป

The post คนละครึ่งพลัส ต้องใช้สิทธิครั้งแรกก่อน 5 ทุ่มวันนี้ ไม่งั้นถูกตัดสิทธิทันที ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 2.8 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
สะเทือนอาเซียน! รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91% https://thestandard.co/grab-goto-merger-creates-asean-giant/ Sat, 08 Nov 2025 08:26:07 +0000 https://thestandard.co/?p=1141044 สะเทือน อาเซียน รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91%

Nikkei Asia รายงานว่า ปราเสทโย ฮาดี รัฐมนตรีประจำทำเนีย […]

The post สะเทือนอาเซียน! รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91% appeared first on THE STANDARD.

]]>
สะเทือน อาเซียน รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91%

Nikkei Asia รายงานว่า ปราเสทโย ฮาดี รัฐมนตรีประจำทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันศุกร์ (7 พ.ย.) ว่า รัฐบาลกำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการระหว่าง Grab และ GoTo สองคู่แข่งยักษ์ใหญ่ด้านบริการเรียกรถและส่งอาหาร

 

การออกมายืนยันครั้งนี้ถือเป็น ‘ความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่’ หลังจากที่มีข่าวลือเรื่องการเจรจาของทั้งสองบริษัทออกมาหลายครั้งในอดีต โดย ฮาดี ยืนยันว่าประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโตได้พบปะกับตัวแทนของทั้งสองบริษัทเมื่อเร็วๆ นี้

 

รัฐบาลอินโดนีเซียมองว่าอุตสาหกรรมเรียกรถยนต์เป็นภาคส่วนที่ ‘สำคัญอย่างยิ่ง’ ต่อการสร้างงานและเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอินโดนีเซียซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่ง Gojek ในเครือ GoTo เพียงแห่งเดียวก็มีผู้ไรเดอร์ออนไลน์มากกว่า 3.1 ล้านคน

 

การรวมกันของสองบริษัทเรียกรถที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซียจะสร้างผู้เล่นที่ ‘ครองตลาดเกือบทั้งหมด’ โดยข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า หากควบรวมกันสำเร็จ บริษัทใหม่จะมีส่วนแบ่งตลาดในอินโดนีเซียสูงถึง 91%

 

ฮาดี กล่าวว่าการตัดสินใจในเรื่องนี้จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ และข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นนี้อาจเกี่ยวข้องกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของอินโดนีเซียอย่าง Danantara ด้วย “กลุ่มไรเดอร์ออนไลน์คือ ‘วีรบุรุษ’ ที่แท้จริงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” เขากล่าว

 

GoTo เป็นกลุ่มเทคโนโลยีในอินโดนีเซียที่มีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ SoftBank Group และ Alibaba Group Holding ส่วน Grab ซึ่งจดทะเบียนในตลาด Nasdaq มีฐานอยู่ในสิงคโปร์และดำเนินงานใน 8 ประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

Reuters เคยรายงานก่อนหน้านี้ว่า Grab กำลังมองหาข้อตกลงเพื่อซื้อคู่แข่งที่มีขนาดเล็กกว่าอย่าง GoTo ในไตรมาสที่สองของปีนี้ โดยแหล่งข่าวระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจมีมูลค่าประเมิน GoTo อยู่ที่ประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.267 แสนล้านบาท)

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.39 บาท ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568

 

ภาพ : Sony Herdiana / Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post สะเทือนอาเซียน! รัฐบาลอินโดนีเซียยืนยัน Grab-GoTo กำลังเจรจาควบรวมกิจการ สร้างยักษ์ใหญ่ครองตลาด 91% appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกร็บหั่น GP เหลือ 7% หนุนร้านค้าร่วม ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมทุ่มงบ 200 ล้าน ลุยโปรโมตแคมเปญทั่วประเทศ https://thestandard.co/grab-reduce-gp-half-half-plus-campaign/ Mon, 20 Oct 2025 05:54:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1132750 แกร็บหั่น GP เหลือ 7% หนุนร้านค้าร่วม ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมทุ่มงบ 200 ล้าน ลุยโปรโมตแคมเปญทั่วประเทศ

แกร็บ ขานรับนโยบาย Quick Big Win ของภาครัฐฯ เร่งกระตุ้น […]

The post แกร็บหั่น GP เหลือ 7% หนุนร้านค้าร่วม ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมทุ่มงบ 200 ล้าน ลุยโปรโมตแคมเปญทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกร็บหั่น GP เหลือ 7% หนุนร้านค้าร่วม ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมทุ่มงบ 200 ล้าน ลุยโปรโมตแคมเปญทั่วประเทศ

แกร็บ ขานรับนโยบาย Quick Big Win ของภาครัฐฯ เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ คนละครึ่ง พลัส หวังแบ่งเบาค่าครองชีพผู้บริโภคในช่วงปลายปี

 

จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า การกลับมาของโครงการคนละครึ่ง พลัสในปีนี้ แกร็บพร้อมเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการฯ นี้ กว่า 800,000 รายทั่วประเทศ ผ่านแคมเปญส่งเสริมการขายตลอดโครงการมากถึง 9 เด้ง

 

เริ่มตั้งแต่ หั่นค่าคอมมิชชัน (GP) เหลือเพียง 7% สำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในวันแรกที่เปิดรับสมัคร วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 และร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป จะถูกคิดค่าคอมมิชชันในอัตรา 9% ควบคู่กับการให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน โดยร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการฯ มีสิทธิ์ได้รับ สินเชื่อเงินสดทันใจ ซึ่งมีวงเงินกู้สูงสุดถึง 1 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ยังมี แคมเปญ แกร็บช่วยลด ซึ่งจะช่วยทั้งลดค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภคและช่วยกระตุ้นยอดขายให้ร้านค้า ควบคู่กับการพัฒนาระบบให้ร้านค้าใช้งานได้ง่าย ทั้งการสมัคร การรับออเดอร์ ไปจนถึงรายงานการขาย ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสร้างยอดขายให้เติบโต

 

กลยุทธ์ทั้งหมดนี้จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มยอดขายให้กับร้านอาหารโดยตรง ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งรายเล็กและรายย่อย ไรเดอร์ รวมไปถึงทุกภาคส่วนในห่วงโซ่ธุรกิจร้านอาหาร เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบายของทางภาครัฐ

The post แกร็บหั่น GP เหลือ 7% หนุนร้านค้าร่วม ‘คนละครึ่ง พลัส’ พร้อมทุ่มงบ 200 ล้าน ลุยโปรโมตแคมเปญทั่วประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดวิธีใช้ ‘คนละครึ่งพลัส’ ผ่านแอปฯ ฟู้ดเดลิเวอรี LINE MAN – ShopeeFood – Grab ยืนยันเข้าร่วม! https://thestandard.co/how-to-use-khon-la-khrueng-plus/ Tue, 07 Oct 2025 10:19:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1127749 คนละครึ่งพลัส วิธีใช้

ประชาชนทั่วไป ที่ต้องการใช้สิทธิ ‘คนละครึ่งพลัส’ ผ่านแอ […]

The post เปิดวิธีใช้ ‘คนละครึ่งพลัส’ ผ่านแอปฯ ฟู้ดเดลิเวอรี LINE MAN – ShopeeFood – Grab ยืนยันเข้าร่วม! appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนละครึ่งพลัส วิธีใช้

ประชาชนทั่วไป ที่ต้องการใช้สิทธิ ‘คนละครึ่งพลัส’ ผ่านแอปพลิเคชัน ฟู้ดเดลิเวอรีต่างๆ สามารถเริ่มใช้สิทธิสั่งได้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 น. – 21:00 น. ของทุกวัน

 

เปิดขั้นตอน ใช้สิทธิผ่านแอปฯ เป๋าตัง ดังนี้

  • เข้าแอปพลิเคชัน เป๋าตัง
  • กดรูปโครงการคนละครึ่งพลัส
  • กดเข้าใช้งานรูป ฟู้ดเดลิเวอรี
  • เลือกฟู้ดเดลิเวอรี แอปฯที่ต้องการใช้บริการ
  • เข้าสู่ฟู้ดเดลิเวอรีแอปฯ
  • กดชำระค่าส่งอาหาร (ประชาชนชำระค่าส่งเอง)
  • รับ Notification เมื่อชำระค่าส่งอาหารสำเร็จ
  • ตรวจสอบรายการสั่งซื้อ เลือกสถานะรอชำระ
  • กดปุ่ม ชำระเงิน เพื่อชำระค่าอาหาร
  • ยืนยันการชำระเงิน
  • ใส่รหัส PIN 6 หลัก
  • บันทึกสลิป ทำรายการสำเร็จ

 

CONTENT_01

 

LINE MAN – ShopeeFood – Grab ยืนยันเข้าร่วม!

 

THE STANDARD WEALTH ได้รับการยืนยันจาก ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ที่ได้กล่าวว่า พร้อมสนับสนุนโครงการคนละครึ่ง และจะมีแคมเปญการตลาดออกมาร่วมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากภาครัฐด้วยแน่นอน แต่ยังต้องรายละเอียดที่ชัดเจนของโครงการก่อน เชื่อว่าไม่เกิน 2 สัปดาห์หน้าจะทราบ

 

โดยประเมินว่าจะมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการมากกว่าครั้งที่แล้ว เพราะทุกคนน่าจะรอโครงการลักษณะนี้ เชื่อว่าจะคึกคักแน่นอน

 

สำหรับโครงการคนละครึ่งครั้งที่แล้ว มีร้านค้าเข้าร่วมบนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเกือบ 100,000 ร้าน ซึ่งจากจำนวนนี้มีจำนวน 60-70% ที่เข้าร่วมกับ LINE MAN

 

ทางด้าน Grab ระบุที่จะเข้าร่วมโครงการเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา Grab ได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เข้าหารือกับพรรคภูมิใจไทย และพร้อมให้การสนับสนุนโครงการ ‘คนละครึ่ง’ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งร้านขนาดเล็กและขนาดกลางที่น่าจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก

 

นอกจากนี้ ยังมองว่าโครงการคนละครึ่งสามารถสร้างผลเชิงบวกที่เป็นรูปธรรม สะท้อนให้เห็นได้ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการในช่วงที่ผ่านมามียอดขายเติบโตขึ้นสูงสุดถึง 5 เท่า

 

และเมื่อรัฐบาลประกาศใช้โครงการอย่างเป็นทางการ Grab พร้อมร่วมผลักดันทั้งในรูปแบบของแคมเปญการตลาด การให้ส่วนลด หรือโปรแกรมแพ็กเกจเพื่อจูงใจร้านค้าต่างๆ อย่างครอบคลุม

 

สำหรับ ShopeeFood ยืนยันกับ THE STANDARD WEALTH จะเข้าร่วมโครงการนี้แน่นอน 

The post เปิดวิธีใช้ ‘คนละครึ่งพลัส’ ผ่านแอปฯ ฟู้ดเดลิเวอรี LINE MAN – ShopeeFood – Grab ยืนยันเข้าร่วม! appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลุ้น ‘คนละครึ่ง’ ต่อลมหายใจร้านอาหาร สมาคมภัตตาคาร – LINE MAN เสนอรัฐปรับเพิ่มวงเงิน 200 บาทต่อวัน https://thestandard.co/wealth-in-depth-khon-la-khrueng/ Tue, 09 Sep 2025 10:57:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1117432

วันนี้ (9 กันยายน) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพ […]

The post ลุ้น ‘คนละครึ่ง’ ต่อลมหายใจร้านอาหาร สมาคมภัตตาคาร – LINE MAN เสนอรัฐปรับเพิ่มวงเงิน 200 บาทต่อวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>

วันนี้ (9 กันยายน) สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยภายหลังหารือกับภาคเอกชนว่า วันนี้เป็นการหารือกันระหว่างสมาคมภัตตาคารไทย แพลตฟอร์มวงใน ไลน์แมน แกร็บ มาพูดคุยกันเกี่ยวกับความเห็นโครงการคนละครึ่ง ที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดว่าจะกลับมาใช้

 

ข่าวดีอย่างหนึ่งที่คิดว่าน่าจะดำเนินการได้เร็ว คือ ภาคเอกชนมีความพร้อมมากที่อยากจะช่วยเหลือในโครงการนี้ และยินดีที่จะแชร์ข้อมูลร้านอาหารให้กับกระทรวงการคลังทำฐานข้อมูล หมายความว่าคนที่ใช้แพลตฟอร์มอยู่แล้วอาจจะไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

 

จากความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น THE STANDARD WEALTH ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย และ ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ที่จะมาร่วมแสดงความเห็นจากโครงการคนละครึ่งไปพร้อมกัน

 

โดย ฐนิวรรณ เริ่มต้นฉายภาพว่า สถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารในปัจจุบันกำลังเผชิญวิกฤติหนัก จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคต้องรัดเข็มขัดค่าใช้จ่าย ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการกินข้าวนอกบ้านซึ่งลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

 

เมื่อจำนวนลูกค้าหายไป ยอดขายของผู้ประกอบการร้านอาหารกว่า 700,000 รายทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก ลดลงถึง 60-90% ขณะเดียวกันยังต้องเจอแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าเช่าพื้นที่ ทำให้การประคองธุรกิจยิ่งลำบากมากขึ้น

 

 

ที่ผ่านมา สมาคมภัตตาคารไทยในฐานะตัวแทนผู้ประกอบการร้านอาหาร ได้รวบรวมปัญหาและยื่นข้อเสนอไปยังรัฐบาลก่อนหน้านี้หลายครั้ง แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดียวกัน สมาคมฯ ได้หารือร่วมกับผู้บริหาร LINE MAN Wongnai เพื่อหาทางออกในการช่วยพยุงธุรกิจร้านอาหาร และหนึ่งในแนวทางที่เห็นตรงกันคือ การฟื้นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ซึ่งเคยพิสูจน์แล้วว่าสามารถกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนและสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจให้คึกคักขึ้นจริงๆ

 

สุดท้ายแล้วความหวังเริ่มกลับมาอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลชุดใหม่หยิบยกโครงการคนละครึ่งมาปัดฝุ่นใช้อีกครั้ง โดยไม่เพียงแต่ประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นด้วย แต่ผู้ประกอบการร้านอาหารก็ตั้งความหวังไว้สูง เนื่องจากเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มการจับจ่ายได้จริง

 

โครงการ ‘คนละครึ่ง’ ทางรอดของผู้ประกอบการไทย

 

ล่าสุดวันนี้ (9 กันยายน) สมาคมภัตตาคารไทยได้เข้าหารือกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อเสนอแนวทางปรับปรุงโครงการ โดยเสนอให้เพิ่มวงเงินการใช้จ่ายต่อวันเป็น 200 บาท จากเดิมที่กำหนดไว้ 150 บาทต่อวัน พร้อมยืนยันในฝั่งผู้ประกอบการว่าการเข้าร่วมโครงการจะไม่ปรับขึ้นราคาอาหารแน่นอน

 

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังฝากข้อเสนอสำคัญถึงรัฐบาลว่า ไม่ควรกำหนดเงื่อนไขที่ซับซ้อนเกินไป ทุกคนควรมีสิทธิเข้าร่วมใช้งานได้อย่างเท่าเทียม ไม่ใช่จำกัดเพียงกลุ่มเปราะบางเท่านั้น อีกทั้งยังควรใช้ระบบเดิมที่เคยดำเนินการไว้แล้ว เพื่อให้สานต่อโครงการได้รวดเร็วและไม่สะดุด

 

ขณะเดียวกันยังอยากให้ภาครัฐสร้างความมั่นใจแก่ผู้ประกอบการว่าการเข้าร่วมโครงการจะไม่ทำให้ถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง เนื่องจากในอดีตผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยกังวลเรื่องนี้อย่างมาก จนเป็นอุปสรรคต่อการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็ได้รับเรื่องดังกล่าวไปพิจารณาแล้ว

 

ฐนิวรรณ ทิ้งท้ายว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารพร้อมให้ความร่วมมือกับนโยบายของภาครัฐเต็มที่ หากโครงการคนละครึ่งกลับมาในรูปแบบที่เหมาะสมและเข้าถึงได้จริง จะไม่เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังจะช่วยฟื้นฟูบรรยากาศการใช้จ่ายและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาพรวมให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

 

มั่นใจช่วยร้านเล็กเพิ่มยอดขายเฉลี่ย 1.7–4 เท่า

 

เช่นเดียวกับ ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ฉายภาพให้เห็นว่า ตั้งแต่ต้นปี 2568 ธุรกิจร้านอาหารเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่หดตัว โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ปีนี้ ยอดขายเฉลี่ยของร้านอาหารทั่วประเทศปรับตัวลดลง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

 

จึงเห็นด้วยที่รัฐบาลนำโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมา โดยมองว่าเป็นมาตรการที่สามารถตอบโจทย์ทั้งในมิติการกระตุ้นเศรษฐกิจได้นานกว่าการแจกเงินสดที่อาจจบลงเพียงการใช้ครั้งเดียว รวมถึงมิติที่จะช่วยเรื่องค่าครองชีพผู้บริโภคได้

 

 

ที่ผ่านมา LINE MAN Wongnai ได้เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งมาแล้ว โดยมีร้านค้าที่เข้าร่วมมากกว่า 50,000 ร้าน และในช่วงที่มีโครงการนี้พบว่ายอดขายของร้านอาหารรายเล็กเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1 7–4 เท่า และหลังจากสิ้นสุดลง ร้านอาหารหลายร้านก็ยังสามารถรักษาระดับยอดขายได้ต่อเนื่อง สะท้อนว่าโครงการดังกล่าวช่วยสร้างฐานลูกค้าประจำและพฤติกรรมการบริโภคที่ยั่งยืนได้

 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวต่อไปว่า หากรัฐบาลใหม่มีกรอบเวลาการทำงานเพียง 4 เดือนก่อนยุบสภา การนำระบบไอทีที่มีอยู่เดิมจากโครงการคนละครึ่งครั้งก่อนกลับมาใช้ น่าจะเป็นทางเลือกที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าการไปสร้างใหม่ ส่วนปัญหาด้านการยืนยันตัวตนของร้านค้าก็สามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขได้

 

ทั้งนี้ LINE MAN Wongnai ได้เก็บข้อมูลที่เคยรวบรวมไว้มาจากโครงการคนละครึ่งครั้งก่อน พร้อมได้อัปเดตจำนวนผู้ประกอบการร้านอาหารไทยมาอย่างต่อเนื่อง ถ้ารัฐบาลต้องการอยากให้ช่วย ก็พร้อมจะสนับสนุนโครงการนี้

 

นอกจากข้อเสนอระยะสั้นแล้ว ยังต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนโครงสร้างระยะยาว โดยเฉพาะการเติบโตของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ผ่านการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป (IPO) เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศมีข้อเสนอที่จูงใจกว่า ทั้งในแง่สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและความยืดหยุ่นของกฎหมาย ซึ่งหากไทยสามารถพัฒนาให้เอื้อต่อการระดมทุนได้มากขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยได้ระยะยาว

 

เช่นเดียวกับ จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า Grab ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เข้าหารือกับพรรคภูมิใจไทยเมื่อเช้าที่ผ่านมา โดยพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่หากมีการนำโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาอีกครั้งเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งร้านขนาดเล็กและขนาดกลางที่น่าจะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก

 

 

ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลที่ Grab เคยสนับสนุนโครงการเมื่อสามปีที่แล้วพบว่า โครงการนี้สามารถสร้างผลเชิงบวกที่เป็นรูปธรรม โดยร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการในช่วงที่ผ่านมามียอดขายเติบโตขึ้นสูงสุดถึง 5 เท่า

 

หากรัฐบาลประกาศโครงการอย่างเป็นทางการ Grab พร้อมร่วมผลักดันทั้งในรูปแบบของแคมเปญการตลาด การให้ส่วนลด หรือโปรแกรมแพ็กเกจเพื่อจูงใจร้านค้าต่างๆ

 

 

ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความผันผวนและเปราะบาง จากทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว การค้าและการลงทุนที่มีข้อจำกัด

 

“ด้วยแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนและต้นทุนภาคธุรกิจที่สูงขึ้น เอกชนพร้อมสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลในมาตรการเชิงรุก โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ”

 

รายงานข่าวระบุอีกว่า กลุ่มสมาคมการท่องเที่ยวหลายแห่ง สนับสนุนโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซัน

 

รัฐบาลชี้เงิน-เวลาจำกัด อาจได้ไม่ถึง 200 บาทตามเอกชนเสนอ แต่ขยายสิทธิ์เพิ่มแน่

 

 

อย่างไรก็ตาม รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังย้ำว่า ได้รับฟังปัญหาของโครงการในช่วงที่ผ่านมาแล้ว เช่น หลักเกณฑ์เงื่อนไขที่มากไป ระยะเวลาการใช้จะใช้อย่างไรให้เหมาะสม วงเงินอย่างไรที่จะเหมาะสม ซึ่งภาคเอกชนเสนอ 200 บาทต่อวัน จากเดิมที่โครงการคนละครึ่งให้ 150 บาทต่อวัน

 

แต่ด้วยภาวะที่เราเป็นรัฐบาลช่วงรอยต่อ เงินที่เหลือในโครงการมีไม่มาก และนโยบายของนายกฯ จะไม่มีการกู้เพิ่ม เพราะหนี้สาธารณะค่อนข้างสูง ทำให้ทรัพยากรเงิน ทรัพยากรเวลามีจำกัด ก็อาจจะได้ไม่ถึงตามที่ท่านเสนอมา แต่ยืนยันว่าไม่น่าเกลียดสามารถที่จะขับเคลื่อนได้แน่นอน และครั้งนี้เราจะขยายสิทธิ์เพิ่มจำนวนด้วย แต่ก็จะนำไปหารือให้ท่านนายกฯ ลองพิจารณาดูว่าจะหาเงินมาจากไหน

The post ลุ้น ‘คนละครึ่ง’ ต่อลมหายใจร้านอาหาร สมาคมภัตตาคาร – LINE MAN เสนอรัฐปรับเพิ่มวงเงิน 200 บาทต่อวัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แกร็บรุกตลาดเอ็กซ์แพตและดิจิทัลโนแมด เปิดตัวฟีเจอร์ AI แปลภาษาและแพ็กเกจส่วนลดใหม่ https://thestandard.co/grab-expat-features-launch/ Wed, 06 Aug 2025 03:50:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1104180 grab-expat-features-launch

แกร็บเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจว่า กลุ่มผู้ใช้บริกา […]

The post แกร็บรุกตลาดเอ็กซ์แพตและดิจิทัลโนแมด เปิดตัวฟีเจอร์ AI แปลภาษาและแพ็กเกจส่วนลดใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
grab-expat-features-launch

แกร็บเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจว่า กลุ่มผู้ใช้บริการชาวต่างชาติในไทย โดยเฉพาะกลุ่มเอ็กซ์แพตและดิจิทัลโนแมด มีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดใช้บริการเดลิเวอรีเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ ล่าสุดแกร็บจึงได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ‘One Click Translation’ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และเปิดตัวแพ็กเกจส่วนลดพิเศษ ‘Expat Pass’

 

แกร็บพบว่าอาหารไทยยังคงเป็นเมนูยอดนิยมอันดับต้นๆ โดยเฉพาะ ‘ข้าวผัด’ ‘ข้าวมันไก่’ และ ‘ชาไทย’ ที่มียอดสั่งสูงสุด นอกจากนี้ บริการ GrabBike ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการใช้บริการเติบโตถึง 30% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการบริการที่สะดวกและรวดเร็วของกลุ่มผู้ใช้ต่างชาติ

 

จิรกิตติ์ กว้างสุขสถิตย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจเดลิเวอรี แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นประเทศที่ชาวต่างชาติจำนวนมากเลือกมาพักอาศัยและทำงาน

 

ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดชาวต่างชาติคือค่าครองชีพที่ไม่แพง โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่ล่าสุดได้รับการจัดอันดับให้เป็นเมืองที่เหมาะกับการทำงานแบบ Remote working มากที่สุดสำหรับชาวอเมริกัน

 

“กลุ่มเอ็กซ์แพตและดิจิทัลโนแมดเป็นลูกค้ากลุ่มสำคัญของแกร็บ เพราะมีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับคุณภาพบริการ” จิรกิตติ์กล่าวเสริม ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มลูกค้าดังกล่าวมีการใช้จ่ายในบริการ GrabFood และ GrabMart เพิ่มขึ้นกว่า 50% ด้วยยอดสั่งเฉลี่ย 300 – 500 บาทต่อครั้ง โดย 5 ชาติหลักที่ใช้บริการสูงสุดคือ ชาวอเมริกัน อังกฤษ จีน เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในหัวเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่

 

เปิดพฤติกรรมกลุ่ม เอ็กซ์แพตและดิจิทัลโนแมด 

 

จากการวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้ากลุ่มเอ็กซ์แพต แกร็บพบว่า:

 

  • 5 ประเภทอาหารยอดนิยม: ฟาสต์ฟู้ด อาหารตามสั่ง อาหารเพื่อสุขภาพ ข้าวหน้าต่างๆ และเครื่องดื่ม
  • เมนูไทยยอดฮิต: ‘ข้าวผัด’ มียอดสั่งกว่า 627,000 จานต่อปี ตามมาด้วย ‘ข้าวมันไก่’ กว่า 326,000 จาน ส่วน ‘ชาไทย’ คือเครื่องดื่มที่มียอดสั่งสูงถึง 127,000 แก้วต่อปี
  • บริการเรียกรถ: ลูกค้าส่วนใหญ่ (สองในสาม) นิยมใช้บริการรถยนต์อย่าง JustGrab และ GrabCar ขณะที่หนึ่งในสามเลือกใช้บริการ GrabBike ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยอัตรา 30%

 

เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานและรองรับลูกค้าหลากหลายเชื้อชาติ แกร็บจึงได้เปิดตัวสองบริการใหม่:

 

  • ฟีเจอร์ One Click Translation: ใช้เทคโนโลยี GenAI เพื่อแปลเมนูอาหารและรายละเอียดร้านค้าได้ถึง 9 ภาษา ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับร้านอาหารขนาดเล็กและ SME
  • แพ็กเกจ Grab Expat Pass: แพ็กเกจส่วนลดพิเศษสำหรับชาวต่างชาติโดยเฉพาะ มอบส่วนลดสูงสุดถึง 2,000 บาท ครอบคลุมทั้งบริการส่งอาหาร ของชำ การเดินทาง และส่งพัสดุ

 

การขยายบริการเชิงรุกครั้งนี้ตอกย้ำถึงความสำคัญของตลาดผู้ใช้ต่างชาติในประเทศไทย ซึ่งแกร็บได้ปรับกลยุทธ์เพื่อตอบสนองความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของลูกค้ากลุ่มนี้อย่างชัดเจน

The post แกร็บรุกตลาดเอ็กซ์แพตและดิจิทัลโนแมด เปิดตัวฟีเจอร์ AI แปลภาษาและแพ็กเกจส่วนลดใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ขยี้ไอเดียแคมเปญ ‘Grab Summer Trip, Safety Tips’ ตีฟูความห่วงใยจากใจ (พี่ Grab) ถึงใจ (พี่น้องคนไทย) ผ่านสื่อบิลบอร์ดทั่วประเทศตลอดเดือนเมษายน [PR NEWS] https://thestandard.co/grab-summer-trip-safety-tips/ Fri, 11 Apr 2025 06:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1061585

เข้าสู่เดือนเมษาหน้าร้อนซะที เดือนที่เต็มไปด้วย Story ใ […]

The post ขยี้ไอเดียแคมเปญ ‘Grab Summer Trip, Safety Tips’ ตีฟูความห่วงใยจากใจ (พี่ Grab) ถึงใจ (พี่น้องคนไทย) ผ่านสื่อบิลบอร์ดทั่วประเทศตลอดเดือนเมษายน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>

เข้าสู่เดือนเมษาหน้าร้อนซะที เดือนที่เต็มไปด้วย Story ให้นักการตลาดหยิบมาเล่นได้หลายมุม ทั้งความสนุกของเทศกาลสงกรานต์ ความปลอดภัยในการเดินทางกลับบ้าน ความร้อนขั้นสุดของอากาศ

 

Grab ในฐานะแบรนด์ที่ให้บริการเดลิเวอรีและบริการเรียกรถรับส่ง จึงให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางมาเป็นอันดับ 1 นำไปสู่การตีฟูไอเดียปั่นแคมเปญ Grab Summer Trip, Safety Tips นำพี่คนขับ Grab ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการขับขี่บนท้องถนนมาเป็นตัวแทนของแบรนด์ให้คำแนะนำเคล็ดลับการขับขี่ และการเดินทางให้ปลอดภัยไปกับ Grab ผ่านบิลบอร์ดทั่วประเทศตลอดเดือนเมษายน

 

ไอเดียที่ถูกตีฟูผ่านเคล็ดลับการขับขี่แบบปลอดภัยช่วงหน้าร้อนบนท้องถนนของ Grab จะเป็นอย่างไร คาดเข็มขัดนิรภัยแล้วเคลื่อนทัพไปรับชมกัน!

 

จากใจ (พี่ Grab) ถึงใจ (พี่น้องคนไทย)

 

เบื้องหลังไอเดียการนำพี่คนขับ Grab มาเป็นตัวแทนของแบรนด์ (Brand Representative) เพราะ Grab เชื่อว่าคนขับ Grab ล้วนมีความเชี่ยวชาญและรอบรู้เกี่ยวกับการขับขี่เป็นที่สุด จึงเหมาะที่จะเป็นตัวแทนในการสื่อสารข้อความเหล่านี้ เหมือนพี่บอกน้อง เพื่อนเตือนเพื่อน

 

Grab Summer Trip, Safety Tips

 

โดยเคล็ดลับการขับขี่แบบปลอดภัยช่วงหน้าร้อนบนท้องถนนในแคมเปญ Grab Summer Trip,Safety Tips ที่ปรากฏบนบิลบอร์ดทั่วประเทศตลอดเดือนเมษายนนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น เคล็ดลับขับขี่ช่วงหน้าร้อน ข้อความเตือนใจให้เช็กรถระหว่างทาง เตือนให้จอดพักเพื่อความปลอดภัย อาทิ

 

  • “หายร้อนทั้งคน หายร้อนทั้งรถ อย่าลืมจอดพักทุกๆ 2-3 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่” ด้วยความปรารถนาดีจากใจพี่น้อย คนขับ GrabCar
  • “ไม่ไหวอย่าฝืน เพื่อความปลอดภัย จอดงีบหลับ ค่อยขับต่อ” ความห่วงใยจากใจพี่ฮัท คนขับ GrabBike

 

คุยเรื่องท้องถนนต้องคุยบนถนน

 

เหตุผลที่ Grab เลือกใช้สื่อ Out-of-Home หรือป้ายบิลบอร์ด เพราะเป็นสื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างขวาง สามารถกระจายสารได้ทั่วประเทศตลอดเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงที่คนเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด หรือเดินทางไปเที่ยวช่วงสงกรานต์ ที่สำคัญยังให้ความรู้สึกเหมือนแบรนด์คอยเป็นห่วงทุกคนที่กำลังเดินทางบนท้องถนนตลอดเส้นทาง 

 

แด่ทุกความสู้บนถนนหน้าร้อน!

 

พอเห็นถึงความห่วงใยของ Grab ที่จริงจังและจริงใจเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนผ่านแคมเปญนี้ ในมุมของผู้บริโภคนอกจากจะอุ่นใจว่าจะมีพี่คนขับ Grab คอยเตือนด้วยความห่วงใยตลอดการเดินทางแล้ว ยังตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าลูกค้าทุกคนจะได้รับบริการที่ดีและปลอดภัยจากพี่คนขับ Grab ด้วยเช่นกัน

The post ขยี้ไอเดียแคมเปญ ‘Grab Summer Trip, Safety Tips’ ตีฟูความห่วงใยจากใจ (พี่ Grab) ถึงใจ (พี่น้องคนไทย) ผ่านสื่อบิลบอร์ดทั่วประเทศตลอดเดือนเมษายน [PR NEWS] appeared first on THE STANDARD.

]]>
Grab ตั้ง ‘จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม’ ผู้บริหารหญิง ขึ้นเก้าอี้แม่ทัพคนใหม่ https://thestandard.co/grab-new-ceo-chantsuda-thananitayaudom/ Fri, 14 Feb 2025 01:25:21 +0000 https://thestandard.co/?p=1041648 จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม

Grab ประกาศแต่งตั้ง จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ขึ้นดำรงตำแห […]

The post Grab ตั้ง ‘จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม’ ผู้บริหารหญิง ขึ้นเก้าอี้แม่ทัพคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม

Grab ประกาศแต่งตั้ง จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ (Grab) ประเทศไทย แทน วรฉัตร ลักขณาโรจน์ ที่ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป 

 

การประกาศปรับเปลี่ยนผู้บริหารในครั้งนี้เป็นไปตามแผนการสืบทอดตำแหน่งระยะยาวที่บริษัทฯ วางไว้ ซึ่งสะท้อนถึงนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์และความสามารถในการบริหารธุรกิจดิจิทัล

 

จันต์สุดาจะเข้ามานำทัพทีมบริหารเพื่อขับเคลื่อนองค์กรและทิศทางธุรกิจของ Grab ในประเทศไทย โดยครอบคลุมทั้งการวางแผนกลยุทธ์ การกำหนดโรดแมปขององค์กร ตลอดจนการพัฒนาต่อยอด 4 กลุ่มธุรกิจหลัก อันได้แก่

 

  1. กลุ่มธุรกิจการเดินทาง (Mobility)
  2. กลุ่มธุรกิจเดลิเวอรี (Deliveries)
  3. กลุ่มธุรกิจการเงิน (Financial Services)
  4. กลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร (Enterprise Solutions)

 

นอกจากนี้จันต์สุดามุ่งที่จะยกระดับและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของ Grab ทั้งในภาคธุรกิจบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชันและบริการฟู้ดเดลิเวอรี รวมทั้งการรักษาสมดุลของ Ecosystem ไม่ว่าจะกับคนขับหรือพาร์ตเนอร์ร้านค้า ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนผ่าน 3 เสาหลัก นั่นคือ ธุรกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนบุคลากร

 

จันต์สุดาเริ่มงานกับ Grab ในปี 2561 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของแกร็บ ประเทศไทย โดยเป็นผู้ดูแลงานด้านการตลาดและการสื่อสารแบรนด์ ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ปลุกปั้นแบรนด์ GrabFood จนกลายเป็นที่นิยมในประเทศไทย 

 

ด้วยประสบการณ์ด้านธุรกิจและผลงานที่ได้ทำให้กับบริษัทฯ ทำให้จันต์สุดาได้รับความไว้วางใจให้ขยายความรับผิดชอบเพื่อดูแลธุรกิจในด้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจร่วมกับพันธมิตรและคู่ค้าชั้นนำ การรุกตลาดเพื่อขยายบริการ GrabMart

 

จันต์สุดาถือเป็นผู้บริหารที่มีศักยภาพและประสบการณ์ยาวนานในด้านการตลาดและอีคอมเมิร์ซจากบริษัทยูนิลีเวอร์ (Unilever) โดยได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น หัวหน้าฝ่ายอีคอมเมิร์ซ ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย และหัวหน้าฝ่ายการตลาด ยูนิลีเวอร์ สปป.ลาว ทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการแบรนด์ กลุ่มธุรกิจไอศกรีม ซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผลิตภัณฑ์คอร์นเนตโตในประเทศไทย

The post Grab ตั้ง ‘จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม’ ผู้บริหารหญิง ขึ้นเก้าอี้แม่ทัพคนใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>