Goldman Sachs Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/goldman-sachs/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sat, 25 Jul 2026 05:30:54 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หุ้นชิปเข้าตลาดหมี นักลงทุนควรหนีหรือสู้ https://thestandard.co/chip-stocks-bear-market-strategies/ Sat, 25 Jul 2026 05:30:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1234945 หมีที่สร้างจากชิปคอมพิวเตอร์ AI กำลังปีนป่าย

ตลาดหุ้นกลางปี 2026 กลายเป็นหนึ่งในช่วงที่ความผันผวนพุ่ […]

The post หุ้นชิปเข้าตลาดหมี นักลงทุนควรหนีหรือสู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
หมีที่สร้างจากชิปคอมพิวเตอร์ AI กำลังปีนป่าย

ตลาดหุ้นกลางปี 2026 กลายเป็นหนึ่งในช่วงที่ความผันผวนพุ่งสูงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และศูนย์กลางของความปั่นป่วนทั้งหมด คือหุ้น Semiconductor

 

ดัชนีที่สะท้อนความผันผวนได้ดีที่สุดคือ Philadelphia Semiconductor (SOX) ที่เข้าโหมดกระทิงทะยานขึ้นจากเดือนมีนาคมกว่า 105% ไปทำจุดสูงสุดใหม่เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ก่อนจะพลิกร่วงลงเกิน 20% ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน เข้าสู่ภาวะตลาดหมีด้วยความเร็วสูงไม่แพ้ขาขึ้น

 

สำหรับนักลงทุนไทย คำถามที่เราควรหาคำตอบจึงไม่ใช่แค่ว่า “ตลาดหมี AI เกิดขึ้นแล้วจริงหรือไม่” แต่ควรมองให้ไกล ไปถึงการวางกลยุทธ์ รู้เท่าทันความผันผวนที่สูงผิดปกติในรอบนี้ครับ

 

เรื่องแรกที่ต้องเข้าใจคือเหตุผลของ Chip Bear Market ในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากพื้นฐานที่แย่ลง หรือการเติบโตไม่มาตามคาด แต่เกิดจากแรงขายทำกำไรหลังตลาดปรับตัวขึ้นแรงผิดปรกติ

 

จุดที่ต้องเน้นคือ ‘จังหวะ’ ตลาดหมีเกิดขึ้นหลังจากที่ดัชนีพุ่งขึ้นกว่าเท่าตัว กำไรเติบโตสูงกว่า 50-100% จากปีก่อน และแม้ราคาจะปรับลงแล้ว ดัชนี SOX ก็ยังบวกอยู่กว่า 65% นับจากต้นปี สะท้อนว่าตลาดหมีอาจเป็นเรื่องของความเร็ว มากกว่าทิศของพื้นฐาน

 

เมื่อเข้าใจว่าต้นตอคือแรงขายทำกำไร คำถามถัดมาคือแล้วอะไรเป็นตัวจุดชนวน

 

แม้แรงขายล่าสุดจะมาจากข่าวว่าโมเดล AI Kimi K3 จาก Moonshot ของจีนมีความสามารถเทียบเท่าโมเดลของสหรัฐฯ บนต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่บทสรุปก็อาจไม่ต่างกับเหตุการณ์ DeepSeek เมื่อม.ค. 2025 ที่ตลาดปรับตัวลงแค่ชั่วคราว ถ้าผู้ประกอบการสหรัฐฯ ยังพัฒนาต่อได้

 

สิ่งที่กดดันมากกว่า Model คือความกังวลเรื่องงบ Capex ของ Hyperscaler ที่พุ่งขึ้นสูงจนหลายบริษัทใหญ่ต้องกู้เงินมาเพื่อเร่งลงทุน ทำให้ตลาดปรับตัวลงมาก่อนหน้านี้ แต่ถ้ามองทางตรงก็เป็นความเสี่ยงของผู้ซื้อ ไม่ใช่หุ้น Chip ที่เป็นผู้ขาย

 

ในมุมมองของผม การที่หุ้นชิปเข้าตลาดหมีครั้งนี้ แม้จะมีความน่ากลัวอยู่บ้าง แต่อาจไม่ใช่จุดที่นักลงทุนต้องรีบหนีออกจากตลาด

 

คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ตลาดหมีจะเกิดต่อเนื่องนานแค่ไหน และเพราะอะไร

 

ผมมองว่าการจะตอบคำถามนี้ ต้องเริ่มจากการเข้าใจกายวิภาคของตลาดหมี หรือ Anatomy of Bear Market ก่อน

 

ตลาดหมีไม่ได้มีเพียงแบบเดียว และแต่ละแบบก็มีอายุขัยที่แตกต่างกัน ครั้งนี้ผมมองว่าเป็นตลาดหมีเฉพาะกิจ

 

งานศึกษาคลาสสิกของ Goldman Sachs แบ่งตลาดหมีออกเป็นสามสายพันธุ์ตามต้นเหตุ สายพันธุ์แรกคือ หมีวัฏจักร (Cyclical Bear) เกิดจากวัฏจักรเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยขาขึ้น หรือกำไรที่หดตัว สายพันธุ์ที่สองคือ หมีโครงสร้าง หรือ Structural Bear เกิดจากความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง และฟองสบู่สินทรัพย์แตก และสายพันธุ์สุดท้ายคือ Event-driven Bear หรือหมีเฉพาะกิจ เกิดจากช็อกครั้งเดียว เช่น สงคราม วิกฤตราคาน้ำมัน หรือโรคระบาด

 

ความแตกต่างของอายุขัย คือหัวใจที่นักลงทุนต้องรู้ให้ทัน

 

น่ากลัวที่สุดคือ Structural Bear ที่ตลาดปรับตัวลงเฉลี่ยราว 60% กินเวลากว่าสามปี และมักใช้เวลาถึงสิบปีจึงจะฟื้นเต็มที่ เหมือนกรณี Dot-com ปี 2000 และวิกฤตปี 2008

 

ส่วน Event-driven และ Cyclical มักปรับตัวลงในระดับใกล้เคียงกันคือราว 30% แต่ตลาดหมีแบบ Cyclical มีอายุยาวเฉลี่ยราวสองปีและใช้เวลาราวห้าปีจึงจะกลับสู่จุดเดิม ขณะที่แบบ Event-driven มักกินเวลาราวแปดเดือน และฟื้นตัวภายในราวหนึ่งปี

 

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ผมมองว่าการปรับฐานของหุ้น Chip รอบนี้เข้าข่าย Event-driven มากที่สุด เพราะต้นเหตุคือช็อกจากแรงขายทำกำไร ไม่ใช่เศรษฐกิจถดถอยหรือกำไรที่กำลังมีปัญหา

 

สุดท้าย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตลาดหมีผ่านพ้นไปแล้ว

 

ในทางเทคนิค ตลาดหลุดพ้นภาวะหมีเมื่อฟื้นขึ้นเกิน 20% จากจุดต่ำสุด แต่เส้นทางของตลาดมักไม่เป็นเส้นตรง

 

ตลาดหมีมักมีการเด้งกลับหลอก ระหว่างทาง หรือ Bear Market Rallies 19 ครั้งนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1980 เฉลี่ยกินเวลา 44 วันและให้ผลตอบแทนราว 10-15% ก่อนที่จะกลับลงไปทำจุดต่ำใหม่

 

ดังนั้นสัญญาณที่เชื่อถือได้จริงจึงไม่ใช่แค่ราคาที่เด้ง แต่คือการที่ราคากับกำไรกลับมาสอดคล้องกัน พร้อมกับความผันผวนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

มาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่านักลงทุนไม่ควรตื่นตระหนกจนขายที่จุดต่ำสุด หรือไล่ซื้อโดยไม่มีกรอบ แต่ควรแบ่งกลยุทธ์รับมือตลาดหมีให้เป็นทั้งรุกและตั้งรับ

 

กลยุทธ์แรกคือ ‘ยืนสู้’ ด้วยการลงทุนใน Reasonable Hyperscalers หรือผู้เล่นรายใหญ่ที่ลงทุน AI อย่างมีวินัย

 

เน้นไปที่บริษัทที่เดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่กระแสเงินสดจากธุรกิจหลักแข็งแรงพอจะรองรับ Capex ได้โดยไม่ต้องพึ่งหนี้มากเกินไป และมีสัญญาณรายได้จริง ไม่ใช่แค่คำสัญญา เช่น ผู้ให้บริการคลาวด์ที่รายได้ Cloud โตเร็วกว่า Capex หรือแพลตฟอร์มโฆษณาที่ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพจนเห็นผลเป็นรายได้

 

กลยุทธ์ที่สองคือ ‘ขี่หลังหมี’ หรือ Fast Adopters หรือธุรกิจนอกวงการเทคโนโลยีที่นำ AI มาใช้จริงจนเห็นผลเป็นกำไร

 

ลงทุนในผู้ที่นำ AI ไปลดต้นทุนหรือเพิ่มกำไรต่อหน่วยอย่างวัดผลได้ เช่น เครือข่ายชำระเงินที่ใช้ AI ตรวจจับการทุจริต หรือธุรกิจกระจายสินค้าสุขภาพที่ใช้ AI บริหารห่วงโซ่อุปทาน กลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของนักสะสมกำไร (Compounders) กำไรกำลังเติบโตเร็ว แต่กลับถูกมองข้ามเพราะไม่ใช่หุ้นกลุ่ม Tech จุดเด่นสำคัญที่มองเห็นชัดคือระดับมูลค่าที่ถูกลง แม้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น

 

กลยุทธ์สุดท้ายคือ ‘หนีไป’ หรือ Anti-AI เน้นธุรกิจที่ไม่ถูกกระทบจากทั้งขาขึ้นและขาลงของธีม AI ไปเลย

 

แนวคิดจะเริ่มด้วยการหาธุรกิจที่มูลค่าผูกกับประสบการณ์ทางกายภาพที่ AI แทนที่ไม่ได้ เช่น โรงแรม สวนสนุก และความบันเทิงสด จุดแข็งคือ Valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี สามารถสะสมได้ แต่ความท้าทายที่ต้องจับตาแทน AI คือภาวะเศรษฐกิจ การบริโภค หรือเงินเฟ้อ

 

ผมมองว่าการที่หุ้นชิปเข้าสู่ตลาดหมีรอบนี้ไม่ใช่สัญญาณให้หนี แต่เป็นบททดสอบว่าใครถือหุ้นด้วยเหตุผลที่แท้จริง

 

เมื่อต้นเหตุคือความเร็วของราคาไม่ใช่พื้นฐานเปลี่ยนแปลง การเกิดขึ้นของตลาดหมีอาจเป็นเพียงการคลายความร้อนแรง ไม่ใช่จุดจบของธีม AI

 

คำถามไม่ใช่ ‘หนีหรือสู้’ ที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือการมีทั้งสามกลยุทธ์ผสมกันในพอร์ต ยืนสู้กับตัวจริง ขี่หลังหมีกับผู้ได้ประโยชน์ และเผื่อทางหนีไว้กับธุรกิจนอก AI

 

Howard Marks เคยกล่าวไว้ว่า “You can’t predict, but you can prepare” ในตลาดที่ผันผวนสูงเช่นนี้ การเตรียมพร้อมคือสิ่งที่สำคัญที่สุดครับ

 

ภาพ: Shutterstock AI

The post หุ้นชิปเข้าตลาดหมี นักลงทุนควรหนีหรือสู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมตะวันออกกลางเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? กูรูวิเคราะห์ตลาดกำลังตีความความเสี่ยงใหม่ https://thestandard.co/middle-east-conflict-gold-price-stagnant-risk-reinterpretation/ Sat, 09 May 2026 06:10:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1205423 ภาพกราฟิกแสดงราคาทองคำที่ไม่ขยับท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมข้อความ "ทำไมสงครามเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? เมื่อตลาดกำลังตีความ ‘ความเสี่ยงใหม่’"

แม้ตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด แต่ราคาทองกลับไม่พุ่งตามแ […]

The post ทำไมตะวันออกกลางเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? กูรูวิเคราะห์ตลาดกำลังตีความความเสี่ยงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงราคาทองคำที่ไม่ขยับท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมข้อความ "ทำไมสงครามเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? เมื่อตลาดกำลังตีความ ‘ความเสี่ยงใหม่’"

แม้ตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด แต่ราคาทองกลับไม่พุ่งตามแรงคาดหวังในอดีต โดย YLG ชี้ว่าความต้องการทองโลกยังเร่งตัวแตะ 1,231 ตัน จากแรงซื้อสะสมทั้งทองแท่งและธนาคารกลาง ขณะที่ฝั่งเอเชียยังซื้อสวนทางตะวันตก ด้านฮั่วเซ่งเฮงมองว่า ‘ดอกเบี้ยสูง-ดอลลาร์แข็ง’ คือแรงกดหลัก ทำให้ทองถูกตีความใหม่จากสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นสินทรัพย์ที่ถูกกดดันจาก Real Yield

 

 
 

YLG ชี้แรงซื้อจากเอเชียยังแกร่ง สวนทางสหรัฐฯ เริ่มลด ETF ทองคำ

 

บทวิเคราะห์จาก YLG เผยว่า ไตรมาส 1/2569 ราคาทองคำโลกปรับตัวลดลง 16% จากจุดสูงสุด แต่ความต้องการกลับพุ่งแตะระดับ 1,231 ตัน มูลค่ารวมกว่า 1.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 74% ถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) แรงซื้อหลักมาจากทองคำแท่งและเหรียญที่เพิ่มขึ้น 42% แตะ 474 ตัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์

 

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางทั่วโลกยังเดินหน้าซื้อทองสุทธิต่อเนื่อง รวม 244 ตัน เพิ่มขึ้น 3% และเป็นการซื้อสุทธิติดต่อกัน 17 เดือน โดยเฉพาะ People’s Bank of China ที่อาศัยจังหวะราคาทองพักตัวเข้าซื้อเพิ่มอีก 8.1 ตัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงกว่า 8 เท่า

 

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร YLG ระบุว่า จีนยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำโลก โดยมีการซื้อทองคำในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นก็เพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองอย่างมีนัยสำคัญ

 

ด้านแรงซื้อจากเอเชียยังคงแข็งแกร่ง สวนทางนักลงทุนสหรัฐฯ ที่เริ่มลดการถือครอง ETF ทอง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของ ตลาดทองคำโลก (Structural Turning Point) โดยนักลงทุนเอเชียยังมองทองคำในฐานะสินทรัพย์ ปลอดภัย Safe haven และเครื่องมือกระจายความเสี่ยงมากกว่ามุมมองผลตอบแทน ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่กับวัฒนธรรมเอเชียมาหลายร้อยปี

 

ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินระดับโลกยังคงมุมมองเชิงบวก โดย Goldman Sachs คาดทองปีนี้ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วน JPMorgan และ BNP Paribas มองกรอบ 6,250-6,300 ดอลลาร์ ขณะที่ Deutsche Bank ประเมินระยะยาวอาจแตะ 8,000 ดอลลาร์ภายใน 5 ปี จากกระแส de-dollarization และการสะสมทองของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังต่อเนื่อง

 

YLG ระบุเพิ่มเติมว่า แม้ราคาทองจะผันผวนระยะสั้นจากดอลลาร์แข็งและดอกเบี้ยสูง แต่แรงซื้อเชิงโครงสร้างยังไม่ชะลอ และกำลังเป็นฐานสำคัญของแนวโน้มราคาทองระยะยาวในอนาคต

 

‘ฮั่วเซ่งเฮง’ มองแรงกดดันเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสูง และตลาดกำลังตีความ ‘ความเสี่ยงใหม่’

 

ด้านฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่า ภาพรวมของตลาดทองคำโลกสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอย่างยิ่ง กล่าวคือแม้โลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน

 

“โดยเฉพาะสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่ทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างที่นักลงทุนคุ้นเคยเหมือนในอดีต ตรงกันข้าม ทองคำกลับเผชิญแรงกดดันและเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนตัว สะท้อนให้เห็นว่ากลไกการตีความ ‘ความเสี่ยง’ ของตลาดการเงินโลกกำลังเปลี่ยนไป”

 

ตลาดทองคำโลกในช่วงเดือนที่ผ่านมาเริ่มสะท้อนภาพการลงทุนที่แตกต่างจากในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้ปรับตัวขึ้นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเช่นที่เคยเกิดขึ้นในหลายวิกฤตก่อนหน้านี้

 

“ตรงกันข้าม ทองคำกลับเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยด้านเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า”

 

ข้อมูลจากต่างประเทศให้มุมมองว่า ตลาดกำลังตีความ ‘ความเสี่ยงใหม่’ โดยความตึงเครียดในตะวันออกกลางไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงปัจจัยหนุนการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอีกต่อไป แต่กลับถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่ผลักดันราคา พลังงานและเงินเฟ้อให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง นานกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้

 

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันที่แท้จริงต่อทองคำไม่ได้อยู่ที่ระดับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่การปรับขึ้นของ Real Yield ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น เนื่องจากทองคำไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนโยกเงินไปยังพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

 

โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวชี้นำต้นทุนทางการเงินในระบบ ขณะที่การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนในระยะนี้สะท้อนทั้งความกังวลด้านเงินเฟ้อและการคงนโยบายการเงินตึงตัวในระยะยาว มากกว่าการไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

 

ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดันทองคำ โดยการแข็งค่าของดอลลาร์ในรอบนี้มีลักษณะเป็นแรงหนุนจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและท่าทีของนโยบายการเงินที่ตึงตัว ส่งผลให้ทองคำในสายตานักลงทุนต่างประเทศมีต้นทุนสูงขึ้น และแรงซื้อในตลาดโลกลดลง

 

ตลาดยังเทน้ำหนักท่าที Berkshire Hathaway

 

นอกจากนี้ ตลาดยังให้ความสนใจกับท่าทีของเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ (Berkshire Hathaway) บริษัทโฮลดิ้งยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งถือครองเงินสดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 3.97 แสนล้านดอลลาร์

 

โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ระมัดระวังต่อสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางสภาวะอัตราดอกเบี้ยสูงที่ยังเอื้อต่อการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

 

สำหรับพฤติกรรมของนักลงทุนในตลาดยังสะท้อนแรงกดดันต่อทองคำในเชิงโครงสร้าง เนื่องจากมีเงินทุนบางส่วนไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สถานะการลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สมีการปรับตัวลดลง

 

สะท้อนการลดน้ำหนักการถือครองทองคำในระยะสั้น โดยแรงขายดังกล่าวไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนการลดสัดส่วนการถือครองทองคำของนักลงทุน

 

ปรากฏการณ์ในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน บ่งชี้ว่า ความเสี่ยงจากสงครามไม่ได้หายไป แต่ถูก ‘ตีความใหม่’ ผ่านมุมมองของเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน

 

โดยในรอบนี้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์มีลักษณะเป็นแรงกระตุ้นเงินเฟ้อ (Inflation shock) มากกว่าจะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย (Risk-off)

 

ความไม่แน่นอนในขณะนี้ส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น นำไปสู่การคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูง ซึ่งสุดท้ายกลับเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำ

 

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลงในระยะสั้น แต่มุมมองจากสถาบันการเงินและองค์กรระดับโลกยังคงเห็นตรงกันว่าแนวโน้มระยะยาวของทองคำยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง โดยรายงานจาก World Gold Council ระบุว่า ความต้องการทองคำในตลาดโลกยังคงแข็งแกร่ง

 

โดยเฉพาะการเข้าซื้อของธนาคารกลางหลายประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองระหว่างประเทศ

 

ขณะที่ J.P. Morgan ให้มุมมองว่า แม้ทองคำจะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจากนโยบายการเงินที่เข้มงวด แต่ปัจจัยพื้นฐานในระยะกลางถึงระยะยาว เช่น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง และโอกาสที่ Fed จะกลับมาผ่อนคลายนโยบายการเงินในอนาคต ยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อทองคำ

 

ในระยะต่อไป ตลาดยังคงต้องติดตามปัจจัยสำคัญอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ผ่านดัชนี CPI และ Core PCE ท่าทีของ Fed ในการประชุม FOMC รวมถึงสัญญาณจาก Dot Plot ทิศทางการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และความเคลื่อนไหวของราคาพลังงาน ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อทิศทาง Real Yield ค่าเงินดอลลาร์ และราคาทองคำ

 

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินว่า ขณะนี้ทองคำกำลังเผชิญกับ ‘การปรับฐานภายใต้แรงกดดันจากต้นทุนทางการเงิน’ มากกว่าจะเป็นการสิ้นสุดของแนวโน้มขาขึ้น

 

โดยในระยะต่อไป ทิศทางราคาทองคำจะยังคงขึ้นอยู่กับ แนวโน้มอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) และค่าเงินดอลลาร์เป็นหลัก

 

“หากมีสัญญาณชัดเจนว่า Fed เริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินเมื่อใด ทองคำก็มีโอกาสกลับมาได้รับแรงหนุนอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ในเชิงเทคนิคราคาทองคำในต่างประเทศจะมีแนวรับสำคัญที่ 4,300 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นแนวรับตามเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ SMA 200 วัน”

 

หากหลุดระดับดังกล่าว แนวโน้มราคาทองคำในระยะยาวอาจจะกลับเป็นขาลงได้เช่นกัน

 

The post ทำไมตะวันออกกลางเดือด แต่ราคา ‘ทอง’ ไม่ขยับ? กูรูวิเคราะห์ตลาดกำลังตีความความเสี่ยงใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Dragon Rebirth: จากหุ้น Internet สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI https://thestandard.co/china-ai-infrastructure-investment/ Sat, 09 May 2026 05:42:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1205404 ภาพกราฟิกธีมข้อมูล แสดงภาพเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน

ตลาดหุ้นจีนอาจยังฟื้นตัวช้ากว่าตลาดหุ้นโลก โดยหลังความต […]

The post The Dragon Rebirth: จากหุ้น Internet สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกธีมข้อมูล แสดงภาพเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน

ตลาดหุ้นจีนอาจยังฟื้นตัวช้ากว่าตลาดหุ้นโลก โดยหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลาย ดัชนี MSCI World และ MSCI EM ปรับขึ้นราว 11% และ 21% ตามลำดับ จากจุดต่ำสุดปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีหุ้นจีนฟื้นตัวเพียง 5% เท่านั้น แต่หากมองลึกลงไปจะเห็นว่าโอกาสในจีนไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่กำลังเปลี่ยนจากหุ้น Internet ขนาดใหญ่ ไปสู่กลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI Hardware และ AI Infrastructure มากขึ้น

 

สัญญาณที่ชัดเจนคือ หุ้นในตลาด A-share โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ทำผลงานดีกว่าหุ้นจีน H-share อย่างเห็นได้ชัด โดยดัชนี ChiNext Index เพิ่มขึ้น 18% ตั้งแต่ต้นปี และ CSI 500 / CSI 1000 เพิ่มขึ้น 12-15% ขณะที่ Hang Seng Tech ลดลง 9% และ MSCI China ลดลง 3% ภาพนี้สะท้อนว่า นักลงทุนในประเทศจีนเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับธีมเทคโนโลยีภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะ AI, Robotics, Semiconductor และห่วงโซ่อุปทาน Data Center

 

จุดสำคัญคือ การลงทุนในเทคโนโลยีจีนรอบนี้ไม่ได้เหมือนรอบก่อนที่หุ้น Internet Platform เช่น E-commerce, Social Media หรือ Food Delivery เป็นผู้นำตลาด เพราะกลุ่ม Internet ถูกมองว่าน่าสนใจน้อยลง เนื่องจากการเติบโตเริ่มชะลอ การบริโภคในประเทศยังฟื้นตัวไม่ชัด และ AI Adoption ยังไม่ได้สร้างผลบวกต่อกำไรอย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้น ในทางกลับกันนักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับบริษัทที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน ของ AI มากกว่า เช่น Data Center, GPU, Optical Modules, PCB, Memory Chips, Storage, ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

 

พูดง่ายๆ คือหากในอดีตนักลงทุนถามว่า ‘บริษัทไหนมีผู้ใช้งานมากที่สุด’ วันนี้คำถามเริ่มเปลี่ยนเป็น ‘บริษัทไหนเป็นผู้ขายอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานให้เศรษฐกิจ AI เติบโตได้จริง’ เพราะไม่ว่าบริษัทใดจะชนะในตลาด AI Application ทุกบริษัทล้วนต้องใช้ Data Center, GPU, Memory Chips, Storage, Network และไฟฟ้าจำนวนมาก

 

หนึ่งในธีมที่น่าสนใจที่สุดคือ Data Center ของจีน อ้างอิงข้อมูลจาก Goldman Sachs ‘China Data Centers: Scaling the AI Infrastructure; Initiate Range Intelligent at Buy, Athub at Neutral’ as of 5 May 2026 คาดว่า Demand ของ Data Center ในจีนจะเติบโตเฉลี่ยราว 20% ต่อปีในช่วงปี 2025–2028 ตามความต้องการใช้การคำนวณที่เพิ่มขึ้นจาก AI Training และ AI Inference โดยเฉพาะการใช้งาน AI รูปแบบใหม่ เช่น Multimodal Reasoning และ AI Agents ซึ่งต้องใช้พลังประมวลผลสูงกว่าระบบแบบเดิมอย่างมาก

 

อีกประเด็นที่ทำให้จีนมีความน่าสนใจคือ การลงทุนด้าน AI Infrastructure ของบริษัทคลาวน์ รายใหญ่ในจีนยังต่ำกว่าฝั่งสหรัฐฯ อย่างมาก ทำให้จีนยังมีช่องว่างในการลงทุนเพิ่มอีกมาก หากต้องการยกระดับขีดความสามารถด้าน AI ให้แข่งขันกับผู้นำโลกได้ ขณะเดียวกันข้อจำกัดด้านพลังงานของจีนในภาพรวมยังดูน้อยกว่าสหรัฐฯโดย Goldman Sachs ประเมินว่า Data Center ในจีนอาจใช้ไฟคิดเป็นเพียง 3% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศภายในปี 2028 ขณะที่ในสหรัฐฯ สัดส่วนนี้อาจสูงกว่า 10% ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

 

นโยบาย ‘East Data, West Computing’ ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญ เพราะจีนต้องการย้ายภาระการประมวลผลจากฝั่งตะวันออกที่มีความต้องการสูง ไปยังฝั่งตะวันตกที่มีไฟฟ้า ที่ดิน และพลังงานหมุนเวียนมากกว่า ส่งผลให้ต้นทุน Data Center ในเมืองภาคตะวันตกต่ำกว่าเมืองในภาคตะวันออกของจีนอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้นทุนลงทุนต่อหน่วยต่ำกว่าราว 20% ขณะที่ต้นทุนดำเนินงานต่อปีต่ำกว่าประมาณ 1 ใน 3 จากค่าไฟและค่าแรงที่ถูกกว่า

 

อีกโมเดลธุรกิจที่น่าจับตามองคือ GPU-as-a-Service หรือ GPUaaS ซึ่งเป็นการให้เช่าพลังประมวลผลจาก GPU Cluster แทนที่ลูกค้าจะต้องซื้อ GPU และสร้าง Data Center เองทั้งหมด จุดเด่นคือช่วยให้ลูกค้าเข้าถึง GPU ขั้นสูงได้เร็วขึ้น ลดภาระการลงทุนขนาดใหญ่ และเปลี่ยนต้นทุนคงที่ให้กลายเป็นค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นกว่า ซึ่งเหมาะกับบริษัท AI หรือ LLM ที่ต้องการการคำนวณจำนวนมาก แต่ยังไม่ต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเองทั้งหมด

 

ความน่าสนใจของ GPUaaS คือ ตลาดยังอยู่ในภาวะ Demand เพิ่มขึ้นเร็วมาก แต่ Supply ยังตึงตัวจากข้อจำกัดด้าน Memory Chips และเวลาที่ใช้ในการเพิ่มกำลังการผลิต ส่งผลให้ราคาเช่า GPUaaS ทั้งในสหรัฐฯ และจีนปรับขึ้นราว 30% ตั้งแต่ต้นปี นอกจากนี้ความต้องการใช้งาน AI ในจีนก็เร่งตัวขึ้น โดยปริมาณการใช้ Token สะสมแตะระดับ 21 ล้านล้าน Token ณ สิ้นเดือนเมษายน 2026 สะท้อนว่า AI Inference เริ่มกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ไม่ใช่แค่การ Training โมเดลขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว

 

ในเชิงผลตอบแทน Goldman Sachs ประเมินว่า หากธุรกิจ GPUaaS สามารถรักษา Utilization Rate ที่ 80% ขึ้นไป มีโอกาสสร้าง IRR ระดับเลขสองหลัก และคืนทุนได้ในราว 3-4 ปี อย่างไรก็ตามธุรกิจนี้ยังมีความเสี่ยง เพราะใช้เงินลงทุนสูง และผลตอบแทนขึ้นอยู่กับราคาค่าเช่า อัตราการใช้งาน อายุของ Hardware และความสามารถในการล็อกสัญญาระยะยาวกับลูกค้า

 

ในเชิงหุ้น บริษัท Data Center จีนหลายแห่งกำลังเปลี่ยนจากผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลแบบดั้งเดิม ไปสู่ผู้ให้บริการ AI Infrastructure แบบครบวงจร เช่น Range Intelligent, GDS, VNET และ SUNeVision โดยเฉพาะ Range Intelligent ที่ Goldman Sachs ให้คำแนะนำ ซื้อ จากศักยภาพการเติบโตสูง บริษัทมีปริมาณสำรองมากกว่า 5GW และคาดว่าจะส่งมอบได้ราว 290MW ต่อปีในช่วง 2026- 2028 ขณะที่รายได้และ EBITDA ของบริษัทมีโอกาสเติบโตเฉลี่ย 40% ต่อปีในช่วง 2025-2028

 

กรณีของ Range Intelligent สะท้อนภาพใหม่ของเทคโนโลยีจีนได้ดี บริษัทไม่ได้ขายแอปหรือแพลตฟอร์มผู้บริโภค แต่ขายโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI ทำงานได้จริง เช่น Data Center ระบบ Liquid Cooling ระบบพลังงาน และบริการ GPUaaS ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ AI

 

โดยสรุป ความน่าสนใจของเทคโนโลยีจีนในรอบนี้กำลังเปลี่ยนจาก Consumer Internet ไปสู่ AI Infrastructure มากขึ้น หากในอดีตจีนสร้างความมั่งคั่งจากแพลตฟอร์ม Internet และ E-commerce รอบต่อไปอาจถูกขับเคลื่อนโดย Data Center, GPU, Optical Modules, PCB, Memory Chips, Storage, Cooling System และพลังงานสะอาดที่อยู่เบื้องหลัง AI ทั้งหมด

 

ดังนั้นกลยุทธ์ที่เหมาะสมไม่ใช่การซื้อหุ้นเทคโนโลยีจีนแบบกว้างๆ แต่ควรคัดเลือกบริษัทที่มี Demand มองเห็นได้จริง เพราะแม้คำถามว่า ใครจะชนะใน AI Application อาจยังตอบยาก แต่คำถามว่าใครจะได้ประโยชน์จากการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI เริ่มมีคำตอบที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ และนี่อาจเป็นโอกาสสำคัญของการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า

 

ภาพ: Peshkova / Shutterstock

The post The Dragon Rebirth: จากหุ้น Internet สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง พร้อมสถิติการเคลื่อนไหวสินทรัพย์ หากสงครามคลี่คลายจะลงทุนอะไรดี https://thestandard.co/middle-east-war-investment-scenarios/ Fri, 03 Apr 2026 11:11:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1194527 เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง จากสงครามในตะวันออกกลางที่ […]

The post เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง พร้อมสถิติการเคลื่อนไหวสินทรัพย์ หากสงครามคลี่คลายจะลงทุนอะไรดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง จากสงครามในตะวันออกกลางที่สร้างความผันผวนให้กับภูมิทัศน์การลงทุนทั่วโลก ที่ยังไร้แววว่าจะจบเมื่อไหร่ และปลายทางของสงครามครั้งมีโอกาสจบอย่างไร ไปติดการวิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ จุดจบของสงครามครั้งนี้ รวมทั้งคำแนะนำให้นักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ได้ร่วมให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ของ THE STANDARD WEALTH เพื่อฉายภาพทิศทางตลาด สถิติการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ในภาวะสงคราม รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับมือกับ ‘New Normal’ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

3 ฉากทัศน์การจบลงของสงคราม ‘จุดที่เลวร้ายที่สุด’ ผ่านพ้นไปแล้ว

 

ประเมินภาพรวมของสงครามว่าจะมีบทสรุปในรูปแบบใดนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แนวทางหลัก ได้แก่

 

  • จบด้วยการเปลี่ยนแปลงจากภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คาดหวังไว้ตั้งแต่แรก แต่ไม่สามารถเปลี่ยนกลยุทธ์แบบ Multilateral Strategy ของอิหร่านได้ ทำให้แนวทางนี้ไม่สำเร็จ
  • การเจรจาพบกันคนละครึ่งทาง แม้จะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่ในความเป็นจริงทำได้ยาก เนื่องจากข้อเรียกร้อง 5 ข้อของอิหร่าน และ 15 ข้อของสหรัฐฯ ไม่สามารถตกลงกันได้อย่างลงตัว
  • สหรัฐฯ และประเทศพันธมิตรบุกอิหร่าน หากคุยกันไม่รู้เรื่องและต้องใช้กำลัง แนวทางนี้ต้องอาศัยการชั่งน้ำหนักอย่างหนักจากผู้มีอำนาจ เพราะมีบทเรียนจากอิรักและอัฟกานิสถานว่าการบุกเข้าประเทศเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและอาจเกิดความสูญเสียสูง ทั้งนี้ หากสหรัฐฯ เลือกที่จะถอยหรือประกาศชัยชนะแบบดื้อๆ ก็อาจส่งผลเสียต่อการเป็นมหาอำนาจของตนเอง และทำให้ประเทศในภูมิภาคหันไปพึ่งพามหาอำนาจอีกขั้วอย่างจีนและรัสเซียแทน

 

อย่างไรก็ตาม หากมองสถานการณ์ในปัจจุบัน สิทธิชัยประเมินว่า “สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของสงครามในอิหร่านได้ผ่านไปแล้ว” โดยอ้างอิงจากสถิติการยิงโดรนและขีปนาวุธที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งตลาดได้รับรู้และซึมซับความกังวลไปมากพอสมควรแล้ว เว้นแต่จะลุกลามไปสู่สงครามนิวเคลียร์

 

เปิดสถิติ S&P 500 หากมีการ ‘บุก’ ตลาดหุ้นมักปรับตัวขึ้น

 

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ หากสงครามนำไปสู่การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจบุกอิหร่าน สถิติของดัชนี S&P 500 นับตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนามเป็นต้นมา บ่งชี้ว่า เมื่อมีการบุกเกิดขึ้น ตลาดหุ้นเกือบทั้งหมดจะปรับตัวขึ้น เนื่องจากความชัดเจนของสถานการณ์จะทำให้นักลงทุนสามารถจัดการพอร์ตการลงทุนได้ถูกต้อง โดยการบุกจะถือเป็น จุดกลับตัว (Turning Point) ของการลงทุนในรอบนั้นๆ

 

4 ปัจจัยหนุนการลงทุน หากสงครามคลี่คลาย

 

ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ กลยุทธ์พื้นฐานคือการตั้งรับและป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ด้วยน้ำมันหรือหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จะเกิด 4 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาด ได้แก่

 

  • ราคาน้ำมันลดลง จะเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มสายการบิน สายการเดินเรือ และกลุ่มยานยนต์
  • ความเสี่ยงในภูมิภาคลดลง เมื่อความกังวลเรื่องสงครามลดลง หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มที่อิงกำลังซื้อ และ Tech Platform จะกลับมาฟื้นตัวได้ดี
  • ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยลดลง จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และธนาคารขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มวาณิชธนกิจ (เช่น Goldman Sachs, Morgan Stanley) ที่จะได้ประโยชน์จากดีล M&A และการทำ IPO ที่จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
  • ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) คลี่คลาย กลุ่มที่จะได้ประโยชน์คือหุ้นปิโตรเคมีสาย Naphtha รวมถึงกลุ่มก๊าซธรรมชาติในยุโรป

 

เจาะกลยุทธ์ตลาดหุ้นไทย และฐานราคาน้ำมันยุคใหม่

 

ในส่วนของราคาน้ำมัน สิทธิชัยให้มุมมองว่า โครงสร้างพื้นฐานบางส่วนที่ถูกทำลายไปจะทำให้ราคาน้ำมันไม่สามารถกลับไปอยู่ในระดับ 50-60 ดอลลาร์เหมือนช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่านได้ แต่จะทรงตัวระดับสูงและ ค้างอยู่ที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ ซึ่งสถานการณ์นี้แตกต่างจากช่วงสงครามยูเครนที่ผู้คนยังมีเงินจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในรอบนี้ไม่มีมาตรการกระตุ้นและดอกเบี้ยก็ยังไม่สามารถลดลงได้

 

ดังนั้น แนะนำกลยุทธ์สำหรับตลาดหุ้นไทยจึงแบ่งเป็น

 

  • ระยะสั้น เน้นเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง, ห่วงโซ่อุปทานที่คลี่คลาย และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการทำ Short Covering
  • ระยะกลาง (3-6 เดือน) ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มที่มี Pricing Power (อำนาจในการกำหนดราคา) ซึ่งสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังลูกค้าได้โดยไม่กระทบกับปริมาณการขาย (Volume)
  • ระยะยาว (6-12 เดือน) มองหาโอกาสในหุ้นพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของ New Normal และควรระมัดระวังหุ้นกลุ่มพลังงานแบบดั้งเดิม

 

เปิด 4 New Normal โลกการลงทุนหลังสงครามอิหร่าน

 

สิทธิชัย ยังประเมินต่อว่า หลังจากการสิ้นสุดของความขัดแย้ง โลกจะก้าวเข้าสู่ New Normal 4 ประการ ได้แก่:

 

  • การลงทุนด้านการทหารสูงขึ้น จะมุ่งเน้นไปที่ระบบไร้คนขับ (Unmanned Systems) และเทคโนโลยีโดรน
  • การเติบโตของพลังงานทางเลือก โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานนิวเคลียร์ที่จะได้รับความสนใจมากขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานพลังงาน จะมีการย้ายฐานความพึ่งพาจากเอเชียไปยังสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย (คล้ายกับที่ยุโรปเปลี่ยนจากรัสเซียมาพึ่งพาสหรัฐฯ)
  • ความเสี่ยงด้าน Stagflation ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง จะทำให้นักลงทุนต้องเน้นลงทุนในหุ้นที่มีรายได้แน่นอน มีการจ่ายเงินปันผล มีอำนาจในการกำหนดราคา และเน้นพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play)

 
 

บทสรุปกลยุทธ์ 4C รับมือความผันผวน

 
 

นอกจากนี้ยังแนะนำกลยุทธ์เพื่อให้นักลงทุนนำไปปรับใช้ได้จริง InnovestX ได้สรุปกลยุทธ์ผ่านแนวคิด 4C ได้แก่

 

  • C1 หากเชื่อว่าสงครามกำลังจะจบ ให้เตรียมตัวรับโอกาสการลงทุน
  • C2 หากไม่แน่ใจว่าสถานการณ์จะลากยาวหรือไม่ ให้เน้น ‘ทยอยซื้อสะสม’ หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีในทุกช่วงเวลา (DCA)
  • C3 ซื้อหวังผลระยะยาว เพื่อสอดรับกับเทรนด์ 4 New Normal ที่กำลังจะเกิดขึ้น
  • C4 เน้นตั้งรับเป็นสำคัญ สำหรับผู้ที่ยังไม่มีความมั่นใจในสถานการณ์สงครามเลย

The post เปิด 3 ฉากทัศน์ ของจุดจบสงครามตะวันออกกลาง พร้อมสถิติการเคลื่อนไหวสินทรัพย์ หากสงครามคลี่คลายจะลงทุนอะไรดี appeared first on THE STANDARD.

]]>
YLG ชี้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วง ‘พักตัวระยะกลาง’ จับตาแนวต้านสำคัญ 72,200-77,300 บาท หากไม่ผ่านเสี่ยงทรุดต่อถึง 55,000 บาท แต่ยังคงเป้าหมายปี 2026 แตะระดับ 90,000 บาท https://thestandard.co/ylg-gold-price-correction-target/ Wed, 25 Mar 2026 08:22:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1191208 ภาพกราฟิกแสดงราคาทองคำในประเทศวันนี้ปรับขึ้น 2,300 บาท พร้อมคำแนะนำจาก YLG เรื่องการพักตัวของราคาทองระยะสั้นและกลาง

ท่ามกลางสมรภูมิเดือดในตะวันออกกลางที่กดดันความผันผวนของ […]

The post YLG ชี้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วง ‘พักตัวระยะกลาง’ จับตาแนวต้านสำคัญ 72,200-77,300 บาท หากไม่ผ่านเสี่ยงทรุดต่อถึง 55,000 บาท แต่ยังคงเป้าหมายปี 2026 แตะระดับ 90,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงราคาทองคำในประเทศวันนี้ปรับขึ้น 2,300 บาท พร้อมคำแนะนำจาก YLG เรื่องการพักตัวของราคาทองระยะสั้นและกลาง

ท่ามกลางสมรภูมิเดือดในตะวันออกกลางที่กดดันความผันผวนของตลาดโลก ราคาทองคำกำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญในการเลือกทาง ระหว่างการ ‘พักฐาน’ เพื่อไปต่อ หรือการ ‘ปรับฐาน’ ลึกกว่าที่คาด ‘วายแอลจี’ ชี้เป็นโอกาสทองในการวางกลยุทธ์ Buy on Dip สำหรับนักลงทุนระยะยาว

 

 
 

สถานการณ์ราคาทองคำในประเทศวันนี้ (25 มี.ค.) อ้างอิงจากสมาคมค้าทองคำ พบว่า ณ เวลา 15.09 น. ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น 2,300 บาทต่อบาททองคำ โดยทองคำแท่งรับซื้อที่ 70,400 บาทต่อบาททองคำ และขายออกกท่ี 70,600 บาทต่อบาททองคำ ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อที่ 68,993.16 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 71,400 บาทต่อบาททองคำ

 

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า การดีดตัวของราคาทองคำล่าสุด (25 มี.ค.) เป็นเพียงสัญญาณรีบาวด์ระยะสั้นหลังจากราคาสไลด์ตัวลงจนเข้าสู่ภาวะขายมากเกินไป (Oversold) และเกิดสัญญาณขัดแย้งเชิงบวก (Bullish Divergence) ในกราฟรายชั่วโมง

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมระยะกลางยังอยู่ในช่วง ‘Correction’ หรือการพักฐาน ซึ่งนักลงทุนต้องระวังแรงเทขายบริเวณแนวต้าน 4,668 – 4,996 ดอลลาร์ (72,200 – 77,300 บาท) เพราะหากไม่สามารถทะลุผ่านได้ อาจเป็นการ ‘ดีดเพื่อลงต่อ’ ไปหาแนวรับสำคัญที่ 4,096 – 3,926 ดอลลาร์ (63,300 – 60,700 บาท)

 
 

เปิด 4 ปัจจัยหนุนทองคำแกร่งในปี 69

 

แม้ระยะสั้นจะผันผวน แต่ YLG ยังคงเป้าหมายปีนี้ไว้ที่ 5,596 – 5,824 ดอลลาร์ (86,600 – 90,000 บาท) โดยมี 4 ปัจจัยสนับสนุน ดังนี้

 

  • Recession & Stagflation Risk: ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง
  • Central Bank Gold Buying: เทรนด์ De-dollarization ถูกเร่งเครื่องด้วยความไม่แน่นอนของนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุดธนาคารกลางจีน (PBOC) เข้าซื้อทองต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 16 (สะสมแล้วกว่า 2,308 ตัน)
  • Fed Policy: Goldman Sachs ยังคงคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ (ก.ย. และ ธ.ค.) ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อทองคำ
  • ETF Flows: แม้ต้นปี 2569 จะเริ่มเห็นเงินไหลออก (SPDR ลดการถือครอง -13.5 ตัน) แต่ในภาพรวมสินทรัพย์ปลอดภัยยังเป็นที่ต้องการสูง

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน YLG แนะนำดังนี้

 

  • ผู้ที่มีทองคำในมือจำนวนมาก: หากราคาดีดตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 4,668 ดอลลาร์ แต่ไม่ผ่าน แนะนำแบ่งขายทำกำไรเพื่อลดสถานะบางส่วน แต่หากผ่าน 4,996 ดอลลาร์ไปได้ ให้ชะลอการขายเพื่อรอไปขายใกล้จุดสูงสุดเดิม (All Time High)
  • ผู้ที่ไม่มีทองคำในมือ: แนะนำใช้จังหวะการพักตัวของราคา (Buy on Dip) เป็นโอกาสทยอยสะสม โดยเฉพาะหากราคาไม่หลุดแนวรับแรกที่ 4,096 – 3,926 ดอลลาร์

 

ภาพ: THE STANDARD

The post YLG ชี้ราคาทองคำเข้าสู่ช่วง ‘พักตัวระยะกลาง’ จับตาแนวต้านสำคัญ 72,200-77,300 บาท หากไม่ผ่านเสี่ยงทรุดต่อถึง 55,000 บาท แต่ยังคงเป้าหมายปี 2026 แตะระดับ 90,000 บาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทำไมสงครามตะวันออกกลางรอบนี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหดตัวสูง 1.1% นักเศรษฐศาสตร์มอง 3 ฉากทัศน์ https://thestandard.co/middle-east-war-thai-economy-risk/ Sun, 15 Mar 2026 05:47:06 +0000 https://thestandard.co/?p=1187642 ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย

นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับ […]

The post ทำไมสงครามตะวันออกกลางรอบนี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหดตัวสูง 1.1% นักเศรษฐศาสตร์มอง 3 ฉากทัศน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย

นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับ อิหร่าน ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สถานการณ์ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซียได้ทวีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรือปฏิบัติการในและรอบช่องแคบฮอร์มุซ ถูกอิหร่านโจมตีแล้วอย่างน้อย 17 ลำ หนึ่งในนั้นคือเรือสินค้าไทย “มยุรี นารี”

 

ขณะเดียวกัน โมจตาบา คาเมเนอี ได้ประกาศท่าทีแข็งกร้าว ยืนยันว่าจะเดินหน้าปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวต่อไป ทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด วิกฤตครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสายสำคัญของโลก

 

ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 1

 

แม้หลายประเทศจะตัดสินใจปล่อย น้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านอุปทาน แต่ราคาน้ำมันกลับยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

 

นับตั้งแต่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประกาศปล่อยน้ำมันดิบสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี ราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นแล้วกว่า 17% โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานของตลาดโลก ปิดเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ปัจจัยสำคัญคือการทยอยนำน้ำมันสำรองฉุกเฉินออกสู่ตลาดต้องใช้เวลา ขณะที่ปริมาณน้ำมันดังกล่าวยังห่างไกลจากปริมาณอุปทานที่อาจหายไป หากการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ยืดเยื้อ ส่งผลให้ความกังวลด้านพลังงานยังคงกดดันตลาดโลกและเศรษฐกิจไทย ทั้งหมดนี้ สะท้อนว่า เหตุการณ์ตะวันออกกลางครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและเริ่มส่งผลกระทบคนไทยแล้ว

 

ชี้สงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงฉุด GDP ไทยร่วง -1.1% ต้นทุนพลังงาน-ท่องเที่ยวทรุดหนัก

 

ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยถึงผลประเมินวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลาง ว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นและโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ‘อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้’

 

แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนกุมภาพันธ์จะปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบ 9 เดือนมาอยู่ที่ระดับ 53.7 แต่สถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นภาย หลังการสำรวจได้กลายเป็นปัจจัยลบใหม่ที่สร้างความกังวลต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต

 

ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 2

 

เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบ GDP

 

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจได้วิเคราะห์ฉากทัศน์ของสงครามไว้ 3 ระดับ

 

1.ความขัดแย้งระยะสั้น (1 เดือน) ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 90 ดอลลาร์/บาร์เรล คาดกระทบ GDP -0.35% ซึ่งมีโอกาสเกิด 45%

 

2. สงครามยืดเยื้อ (3 เดือน) ราคาน้ำมันทรงตัวที่ 90 ดอลลาร์ แต่ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น คาดกระทบ GDP -1.1% มีโอกาสเกิด 45%

 

3.สงครามขยายวงกว้าง (6 เดือนขึ้นไป) ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยในปีนี้มีโอกาสติดลบ ซึ่งมีโอกาสเกิด 10%

 

เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ‘ท่องเที่ยว-ส่งออก’ ชะงัก

 

โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็น ‘เครื่องยนต์หลัก’ ของไทยได้รับผลกระทบในทันที โดยในสัปดาห์แรกนักท่องเที่ยวจาก ยุโรปและตะวันออกกลางหายไปถึง 18% หรือประมาณ 60,000 คน เนื่องจากปัญหาการปรับปรุงเส้นทางบินและค่าตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น 30-80% จังหวัดภูเก็ตได้รับความเสียหายหนักที่สุด

 

โดยมีการแจ้งยกเลิกห้องพักแล้วกว่า 1,311 คืน คิดเป็นรายได้ที่หายไปกว่า 8 ล้านบาทในเบื้องต้น หากสงครามยืดเยื้อถึง 6 เดือน คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวรวมจะสูญเสียถึง 29,250 ล้านบาท

 

ขณะที่ด้านการส่งออก สินค้ากลุ่มรถยนต์และเครื่องจักรกลมีความเปราะบางที่สุด โดยเฉพาะตลาดหลักในตะวันออกกลางอย่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ค่าระวางเรือขนส่งสินค้าปรับตัวสูงขึ้นถึง 3 เท่าจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ภาคพลังงานกับแรงกดดันเศรษฐกิจ แนะขยายเพดานตรึงดีเซล

 

มากไปกว่านั้น ปัจจุบันประเทศไทยมีความเปราะบางสูง เพราะนำเข้าน้ำมันและพลังงานคิดเป็นมูลค่าถึง 5% ของ GDP (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) ก็อยากเสนอให้รัฐบาลใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และภาษีสรรพสามิต ในการตรึงราคาน้ำมัน โดยอาจจำเป็นต้องขยายเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจาก 30 บาท เป็น 35 บาทต่อลิตร เพื่อลดภาระการอุดหนุนของรัฐและป้องกันภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ

 

มองทางออก 5 แนวทาง

 

1. บริหารราคาพลังงานอย่างยืดหยุ่น แม้กองทุนน้ำมันจะเริ่มติดลบอีกครั้ง แต่รัฐควรพิจารณาใช้ “ภาษีสรรพสามิต” เข้ามาชดเชย และอาจจำเป็นต้องขยับเพดานการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจาก 30 บาท เป็น 32-35 บาทแบบเป็นขั้นบันไดเพื่อไม่ให้เกิดสภาวะ “ช็อก” ต่อต้นทุนการผลิต

 

2. ดูแลภาคขนส่ง รัฐต้องเข้าไปดูแลราคาพลังงานสำหรับผู้ประกอบการขนส่งรายใหญ่ที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากราคาหน้าปั๊ม เพื่อป้องกันการผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะนำไปสู่เงินเฟ้อที่รุนแรง

 

3. แคมเปญ “ไทยปลอดภัย” (Thailand is Safe) เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวกลุ่มเอเชีย (จีน มาเลเซีย อินเดีย) เข้ามาทดแทนตลาดยุโรปที่หายไป โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งและมีความปลอดภัยสูงสุด

 

4. รณรงค์ประหยัดพลังงานระดับชาติ รัฐบาลควรเป็นผู้นำในการรณรงค์ให้ประชาชนและภาคธุรกิจใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า รวมถึงพิจารณามาตรการ Work From Home ในช่วงวิกฤตเพื่อลดการใช้น้ำมันและลดปัญหาการจราจร

 

5. อัดฉีดสภาพคล่องผ่าน SFI ใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (เช่น ธนาคารออมสิน, SME Bank) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อประคองสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและส่งออกที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ป้องกันการเลิกจ้างงาน

 

ภาพกราฟิกแสดงการประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย 3

 

พลังงานโลกสะดุดเศรษฐกิจเสี่ยงเจอภาวะ stagflation

 

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน มองว่า ช่องแคบฮอร์มุซ มีความสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันไปในตลาดโลกและไทย คิดเป็นสัดส่วน 20% ของปริมาณการผลิตของโลกต่อวัน (ทั่วโลกผลิตน้ำมันวันละ 100 ล้านบาร์เรล) ปริมาณน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซส่งออกน้ำมัน 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะกระทบการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซาอุฯ UAE และกาต้าร์

 

เมื่อเส้นทางนี้ชะงัก ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยปรับขึ้น 50-140%

 

จึงกระทบเส้นทางการขนส่งสินค้าจากเอเซียและอาเซียน คือ เส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นจากค่าประกันสินค้าปรับสูงขึ้น

 

“หากไม่ผ่านทะเลแดง จะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น เรือต้องอ้อมไปแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ทางตอนใต้ของแอฟริกา ทำให้ระยะทางเพิ่ม 3,000-5,000 กม. ใช้เวลาเพิ่ม 10-14 วันต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าระวางเพิ่ม และราคาสินค้าปลายทางแพงขึ้น

 

ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มสูง จากการเคลื่อนย้ายเงินทุนสู่สินทรัพย์ปลอดภัย”

 

ดังนั้น จึงเกิดความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก เพราะดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักของการค้าโลก การแข็งค่าหรืออ่อนค่าของดอลลาร์ย่อมส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินบาทและคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า เมื่อราคาน้ำมันโลกยังคงพุ่งขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก ท่ามกลางความกังวล ซึ่งอาจกลายเป็นชนวนของแรงกระแทกทาง เศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เตือน ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังสร้างวิกฤติด้านอุปทานพลังงาน ซึ่งอาจผลักดันให้เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น

 

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง ทำให้เกิดความเสี่ยงของภาวะ stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาแต่เงินเฟ้อยังเพิ่มสูง

 

แม้สงครามจะยุติลง ราคาน้ำมันก็อาจไม่กลับไปสู่ระดับต่ำเหมือนก่อนสงคราม เนื่องจากตลาดจะเพิ่มค่าความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เข้าไปในราคาหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

 

ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามการประเมินของ Goldman Sachs และหากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงสามเดือน ราคาน้ำมันอาจสูงถึง 185 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก และเพิ่มความเสี่ยงของภาวะถดถอยทั่วโลก

 

อ้างอิง:

The post ทำไมสงครามตะวันออกกลางรอบนี้ เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหดตัวสูง 1.1% นักเศรษฐศาสตร์มอง 3 ฉากทัศน์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ เปิด 4 ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น จับตาเอเชียกระทบหนัก เสี่ยงเงินเฟ้อเร่งตัว https://thestandard.co/oil-price-geopolitical-risk-asia-inflation/ Tue, 10 Mar 2026 01:24:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1185940 ภาพวิกฤตน้ำมันจากความตึงเครียดตะวันออกกลางกระทบเอเชียหนัก เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประ […]

The post เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ เปิด 4 ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น จับตาเอเชียกระทบหนัก เสี่ยงเงินเฟ้อเร่งตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพวิกฤตน้ำมันจากความตึงเครียดตะวันออกกลางกระทบเอเชียหนัก เสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเด็นความไม่สงบในอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง ล่าสุดราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นที่เรียบร้อย โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งแตะ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นกว่า 15.6% และน้ำมันดิบ WTI ทะลุ 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับขึ้นราว 17% ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยอย่างไร

 

ณัฐนันท์ อภินันท์วัฒนกูล นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าด้านพลังงานที่สำคัญมาก โดยคิดเป็นสัดส่วนราว 17-20% ของการส่งออกพลังงานโลก ทั้งในส่วนของน้ำมันดิบ, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และ LNG

 

เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางนี้ ซาอุดีอาระเบียได้เตรียมท่อขนส่งน้ำมันเชื่อมจากฝั่งตะวันออกไปยังฝั่งตะวันตกเพื่อออกสู่ทะเลแดง (East-West Pipeline) ซึ่งมีความจุราว 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

โดยปัจจุบันใช้งานอยู่ 2 ล้านบาร์เรล และยังเหลือพื้นที่รองรับได้อีก 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ก็มีท่อขนส่งน้ำมันเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซไปยังอ่าวโอมาน ความจุ 1-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งปัจจุบันใช้งานอยู่ราว 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน

 

อย่างไรก็ตาม แม้ท่อขนส่งของทั้งสองชาติจะช่วยบรรเทาผลกระทบได้ราว 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ก็คิดเป็นเพียง 25-30% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น

 

ขณะที่สถานการณ์ยังคงทวีความรุนแรงและมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีรายงานว่าอิหร่านพยายามโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ขนส่งและกักเก็บน้ำมันของฝั่งซาอุดีอาระเบีย นอกจากนี้ แม้จะเลี่ยงไปขนส่งผ่านฝั่งทะเลแดง แต่ก็ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีของกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังของอิหร่าน หรือหากจะเปลี่ยนไปใช้เส้นทางคลองซูเอซ ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องขนาดของเรือขนส่งน้ำมันที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะแล่นผ่านได้ ปัจจัยกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์เหล่านี้ล้วนเป็นแรงผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

จับตาเอเชียรับผลกระทบหนัก จับตา ‘ดีเซล’ ตัวเร่งเงินเฟ้อ

 

ภูมิภาคที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตครั้งนี้คือ เอเชีย เนื่องจากเป็นปลายทางหลักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าจะเป็น จีน, อินเดีย, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น รวมถึงไทย สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายในอ่าวเปอร์เซียส่วนใหญ่เป็น แนฟทา (Naphtha), น้ำมันเจ็ท และน้ำมันดีเซล

 

SCB EIC ประเมินว่า ปัจจุบันส่วนต่างราคา (Spread) ระหว่างน้ำมันดีเซลและน้ำมันดิบเบรนท์ถ่างขึ้นมาก ซึ่งหากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดีเซลก็อาจพุ่งสูงไปถึง 160 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (อิงจากช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ส่วนต่างราคาเคยพุ่งบวกไปถึง 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ทั้งนี้ น้ำมันดีเซลถือเป็นต้นทุนหลักในการขนส่งเชิงพาณิชย์ หากราคาปรับตัวสูงขึ้นรุนแรง จะเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในระยะถัดไป

 

เปิด 4 ฉากทัศน์ราคาน้ำมันโลก SCB EIC ได้ประเมินฉากทัศน์ (Scenarios) ของสงครามในตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมันไว้ 4 กรณี ดังนี้

 

  • จบเร็วด้วยการเจรจา (ภายใน 2 สัปดาห์) โอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างน้อย เนื่องจากผู้นำคนใหม่ของอิหร่านเป็นทายาทของผู้นำเดิมที่ถูกสหรัฐฯ สังหาร ทำให้การเจรจาพูดคุยเป็นไปได้ยาก หากเกิดขึ้น ราคาน้ำมันจะกลับสู่ระดับพื้นฐานที่ราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากตลาดเดิมอยู่ในภาวะที่มีอุปทานเติบโตแซงหน้าความต้องการ
  • ยืดเยื้อ 2-6 สัปดาห์ (กรณีฐานที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด) สอดคล้องกับกรอบเวลาปฏิบัติการทางทหารที่โดนัลด์ ทรัมป์เคยประกาศไว้ที่ราว 4 สัปดาห์ ซึ่งในกรณีนี้จะทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • ยืดเยื้อมากกว่า 6 สัปดาห์ จะผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • ลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาค (Tail Risk) โอกาสเกิดได้ยากแต่มีความรุนแรงสูงมาก ราคาน้ำมันจะทะลุระดับ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไป ซึ่งทาง Goldman Sachs เคยประเมินตามโมเดลคร่าวๆ ว่า หากอุปทานน้ำมันหายไป 1 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็นเวลา 1 ปี จะดันราคาเพิ่มขึ้น 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยังไม่รวมถึงค่าพรีเมียมความเสี่ยงและค่าระวางเรือที่ต้องบวกเพิ่มเข้าไปอีก

 

อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน (ราว 4 เดือนขึ้นไป เช่นเดียวกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน) จะทำให้เกิดภาวะอุปสงค์ถดถอย (Demand Destruction) ผู้คนทนรับราคาไม่ไหวจนความต้องการใช้ลดลง และจะดึงให้ราคาน้ำมันค่อยๆ ปรับลดระดับลงมาในที่สุด

 

รัฐบาลไทยมีกลไกรับมืออย่างไร? สำหรับการเตรียมความพร้อมและการรับมือของประเทศไทยต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน มีหลายมิติ ดังนี้

 

  • ระงับการส่งออกน้ำมันบางส่วน: รัฐบาลมีมาตรการห้ามส่งออกน้ำมันแล้ว (ยกเว้นการส่งออกไปยัง สปป.ลาว เนื่องจากไทยมีข้อตกลงและต้องพึ่งพาแหล่งผลิตไฟฟ้าจากฝั่งลาว จึงต้องประนีประนอมในส่วนนี้)
  • กระจายแหล่งจัดหาน้ำมัน (Diversification): กลุ่มผู้ผลิตและโรงกลั่นพยายามเร่งจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น สหรัฐอเมริกา, แอฟริกาตะวันตก, ออสเตรเลีย และมาเลเซีย
  • กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: หากกองทุนฯ ชดเชยราคาน้ำมันดีเซลที่ระดับ 4 บาทต่อลิตร กองทุนจะมีความสามารถพยุงราคาได้ราว 8 เดือน (ภายใต้เพดานการกู้เงินที่ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท) แต่หากต้องชดเชยหนักถึงเกือบ 10 บาทต่อลิตร (เหมือนช่วงต้นเดือนมีนาคม) จะพยุงได้เพียง 3 เดือน และยิ่งหากราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นรวดเร็วอย่างในปัจจุบัน ระยะเวลาที่กองทุนจะช่วยได้อาจลดลงเหลือเพียง 1-2 เดือนเท่านั้น
  • การใช้ไบโอดีเซล: ภาครัฐเตรียมนำไบโอดีเซล เช่น B1 มาช่วยผสมเพื่อลดสัดส่วนการใช้น้ำมันดิบลง
  • การลดภาษีสรรพสามิต: ปัจจุบันมีการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอยู่เกือบ 7 บาทต่อลิตร ซึ่งกระทรวงพลังงานมองว่าอาจเป็นส่วนที่สามารถนำมาลดทอนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชนในช่วงภาวะสงครามได้

 

ทั้งนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะยังไม่มีใครทราบจุดสิ้นสุดที่แน่ชัด ภาคธุรกิจและประชาชนไทยจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของต้นทุนพลังงานและการบริหารจัดการเงินเฟ้อที่อาจเป็นความท้าทายในระยะยาว

 

ภาพ: Gergitek / Shutterstock

The post เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ เปิด 4 ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น จับตาเอเชียกระทบหนัก เสี่ยงเงินเฟ้อเร่งตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อสงครามกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำจะผันผวนสูงขึ้น https://thestandard.co/war-hormuz-strait-gold-volatility/ Wed, 04 Mar 2026 12:43:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1184339 ทองคำแท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงความผันผวนของราคาทองคำจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทองคำที่นับว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย อาจถึงคราวต้องเจอบทท […]

The post เมื่อสงครามกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำจะผันผวนสูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำแท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงความผันผวนของราคาทองคำจากสถานการณ์ความขัดแย้ง

ทองคำที่นับว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย อาจถึงคราวต้องเจอบททดสอบว่าจะทำผลงานได้ดีเพียงใด ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่าง ‘สหรัฐ-อิสราเอล’ กับ ‘อิหร่าน’ โดยหลังจากสงครามเต็มรูปแบบเริ่มต้นขึ้นในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ราคาทองคำตอบสนองในเชิงบวก เมื่อกลับมาเปิดทำการในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม โดยปรับตัวขึ้นทำระดับสูงสุด 5,419 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (+2.68%) อย่างไรก็ดี ราคาไม่สามารถรักษาช่วงบวกไว้ และปรับตัวลงในวันอังคารที่ 3 มีนาคม กลับมาทดสอบ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (-4.40%)

 

คำถามคือสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ แต่ทำไมทองคำถึงเริ่มถูกเทขายทำกำไรสลับออกมา คำตอบคือไม่ใช่ว่าความเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของทองคำนั้นหมดไป แต่แท้จริงแล้วถูกกดดันจากความกังวลที่สลับเข้ามาคือ ‘การดีดตัวของราคาน้ำมัน’ เนื่องจากอิหร่านพุ่งเป้าโจมตีตอบโต้ไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอ่าวเปอร์เซีย อาทิ โรงกลั่นน้ำมัน ‘Ras Tanura’ ของซาอุดีอาระเบีย ที่นอกจากจะมีกำลังการผลิตถึง 550,000 บาร์เรลต่อวัน ยังเป็นท่าเรือส่งออกที่สำคัญ นอกจากนี้ยังลุกลามไปยัง อาบูดาบี, ดูไบ, โดฮา และโอมาน

 

และที่สำคัญคือการที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) นั้นยิ่งไปเพิ่มความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันมากถึง 15-20% ของน้ำมันทั่วโลก ดังนั้น การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงทำให้มีเรือติดค้างอยู่กว่า 3,000 ลำ ซึ่งเป็นเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูป (Product Tankers) 195 ลำ และเป็นเรือบรรทุกน้ำมันดิบ (Crude Tankers) อีก 112 ลำ (ในจำนวนนี้เป็นเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) มากกว่า 70 ลำ คิดเป็น 8% ของ VLCC ทั่วโลก) อ้างอิงข้อมูลจาก Clarksons Research

 

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 10% และก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งเกือบ 50% ภายในเวลาสั้นๆ เพียง 2-3 วัน ซึ่งนับว่ามีนัยสำคัญมากพอที่จะไปกระตุ้นความกังวลในภาวะเงินเฟ้อ จนอาจเป็นปัจจัยสกัดการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของ Fed

 

Jamie Dimon CEO ของ JPMorgan ได้นิยามความเสี่ยงของเงินเฟ้อครั้งนี้ว่า ‘Skunk at a party’ (สำนวนใช้กับสิ่งที่มาทำลายบรรยากาศ) โดยกล่าวว่า ภาวะสงครามตอนนี้กระทบราคาพลังงานเพียงเล็กน้อย แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะกลายเป็นผลกระทบด้านเงินเฟ้อที่รุนแรง (Major inflationary hit) ขณะที่ David Solomon CEO ของ Goldman Sachs กล่าวว่า ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อวิเคราะห์และซึมซับผลกระทบที่แท้จริงในระยะสั้น-กลาง

 

นอกจากนี้ หากสังเกตการเปลี่ยนแปลงของ CME Fedwatch Tool จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า นักลงทุนเริ่มลดโอกาสที่ Fed จะปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 2 ครั้ง (50 bps) ลดลงเหลือเพียง 1 ครั้ง (25 bps) พร้อมผลักโอกาสการเริ่มปรับลดดอกเบี้ยออกไป จากเดิมคาดการณ์ไว้ช่วงการประชุมเดือนมิถุนายน เลื่อนไปเป็นช่วงการประชุมเดือนกันยายนแทน

 

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว เราจึงเห็น Dollar Index และ US Bond Yield ดีดตัวขึ้นพร้อมกันหลังราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น จนกลับมาเป็นปัจจัยกดดันต่อทองคำ

 

ดังนั้น ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกลาง ทองคำจะกลับไปทำผลงานได้ดีในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ก็ต่อเมื่อราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวลดลง หรือแกว่งตัวในกรอบที่แคบลง อย่างมีนัยสำคัญมากพอที่จะทำให้ตลาดหายกังวลความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่หากราคาน้ำมันยังแกว่งตัวขึ้นด้วยกรอบที่ผันผวน ราคาทองคำก็จะยิ่งผันผวนมากขึ้น ด้วยแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยที่ต่อสู้กับแรงขายจากกลุ่มที่กังวลว่า Fed อาจชะลอการปรับอัตราดอกเบี้ย

 

ภาพ: miss.cabul , Jade ThaiCatwalk / Shutterstock

The post เมื่อสงครามกระทบช่องแคบฮอร์มุซ ทองคำจะผันผวนสูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
IMF เตือนจีน ผลิตล้น-ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย แนะเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ https://thestandard.co/imf-china-overproduction-exports-warning/ Thu, 19 Feb 2026 08:05:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1180003 โลโก้ IMF และธงชาติจีน พร้อมข้อความเตือนจีนเรื่องผลิตล้น ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย

IMF เตือนนโยบายหนุนการผลิต-ส่งเสริมการส่งออกของจีน สร้า […]

The post IMF เตือนจีน ผลิตล้น-ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย แนะเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ IMF และธงชาติจีน พร้อมข้อความเตือนจีนเรื่องผลิตล้น ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย

IMF เตือนนโยบายหนุนการผลิต-ส่งเสริมการส่งออกของจีน สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ แนะรัฐบาลจีนเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ออกมาตรการผ่อนคลายมากขึ้น สู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ

 

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของจีนอย่างเผ็ดร้อนผ่านรายงาน Article IV Consultation ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ โดยระบุว่า นโยบายเศรษฐกิจชุดปัจจุบันของจีนกำลังก่อให้เกิดการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองในประเทศ และสร้างความเสียหายต่อประเทศอื่นๆ พร้อมแนะให้รัฐบาลจีนเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ‘สู่การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ’

 

นอกจากนี้ รายงานยังเน้นย้ำถึงการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงของจีน ซึ่ง ‘ส่งผลกระทบเชิงลบต่อประเทศคู่ค้า’ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลของการส่งออกที่ได้รับแรงหนุนจาก ‘การอ่อนค่าที่แท้จริงของสกุลเงินหยวน’ เมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อ

 

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของ IMF ที่มีต่อนโยบายเศรษฐกิจของจีน ยังสอดคล้องกับข้อวิจารณ์ของสหรัฐฯ ในหลายรัฐบาล และประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ รวมถึงคำเตือนเรื่องผลกระทบเชิงลบต่อประเทศคู่ค้าของจีน ยังมีทิศทางเดียวกันกับการประเมินเมื่อเดือนพฤศจิกายนของนักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs อีกด้วย

 

ด้าน Zhengxin Zhang ผู้แทนจีนในคณะกรรมการบริหารของ IMF ได้ออกมาแย้งคำวิจารณ์ดังกล่าว ผ่านแถลงการณ์แยกอีกฉบับว่า การส่งออกของจีนที่เติบโตอย่างมากในปี 2025 ‘ถูกขับเคลื่อนจากขีดความสามารถทางการแข่งขันและนวัตกรรมเป็นหลัก’ ควบคู่การเร่งส่งออก (front-loading) ซึ่งเป็นผลของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

 

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการบริหารของ IMF โดยรวมยังคงเรียกร้องให้จีนเปลี่ยนกรอบนโยบายครั้งใหญ่ ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่สภาประชาชนแห่งชาติ (National People’s Congress: NPC) จะมีการประชุมประจำปี ซึ่งจะมีการประกาศเป้าหมายเศรษฐกิจประจำปี 2026 ในงานประชุมดังกล่าว และยังเป็นคำเตือนท่ามกลางเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดยาวของจีนอีกด้วย

 

คณะกรรมการบริหารของ IMF ระบุว่า การปรับโมเดลขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของจีน จำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงด้านวัฒนธรรมและนโยบายเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ’ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปักกิ่งดำเนินมาตรการตอบสนองที่ ‘ครอบคลุมและเข้มข้นมากขึ้น โดยเพิ่มการสนับสนุนผ่านนโยบายเศรษฐกิจมหภาคควบคู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

 

IMF ยังเสนอให้จีนใช้ ‘มาตรการแบบผ่อนคลายมากขึ้น’ รวมถึงมาตรการกระตุ้นการคลัง โดยระบุว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะฟื้นฟูมากขึ้น หากรัฐบาลกลางสามารถจัดสรรงบประมาณมาแก้ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหาค้างการก่อสร้างอยู่ได้

 

ทั้งนี้ IMF ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจีนจะชะลอลงสู่ระดับ 4.5% ในปีนี้ หลังจากที่ขยายตัว 5% ในปี 2025 ตามเป้าหมายทางการของรัฐบาลจีน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากคาดว่า จีนจะกำหนดเป้าหมายการเติบโตปี 2026 ในกรอบ 4.5-5%

 

IMF ชี้ ‘ความไม่สมดุล’

 

รายงานประจำปีของ IMF ใช้คำว่า ‘ความไม่สมดุลภายนอก (external imbalances)’ มากกว่า 10 ครั้ง เทียบกับรายงานฉบับปี 2024 ที่ไม่ได้กล่าวถึงคำดังกล่าวเลย โดย IMF ประเมินว่า จีนเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ 3.3% ของ GDP ในปีที่ผ่านมา สูงกว่าระดับ 1.5% ที่เคยคาดไว้ในรายงานปีก่อนหน้ากว่าเท่าตัว ด้าน Zhengxin Zhang ผู้แทนจีน ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าว ‘ดูเหมือนจะสูงเกินไป’

 

อย่างไรก็ดี จากการคำนวณของ Bloomberg โดยอิงตามข้อมูลเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ก่อน พบว่า จีนอาจเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 3.7% ของ GDP ในปีที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากดุลการค้าที่เกินดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์แตะ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์จาก Goldman Sachs คาดการณ์ว่า จีนอาจเกินดุลเพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 1% ของ GDP โลก ในอีกสามปี ซึ่งจะเป็นระดับสูงสุดของประเทศใดก็ตามเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้

 

อย่างไรก็ตาม IMF คาดว่า การค้าที่เกินดุลจะค่อยๆ แคบลงในระยะกลาง สู่ระดับ 2.2% ของ GDP จีนในปี 2030 แม้ยังคงสูงกว่าระดับ ‘ปกติ’ ที่ประเมินไว้ราว 0.9% อย่างมีนัยสำคัญ

 

ไม่เพียงเท่านี้ IMF ยังชี้ว่า การอ่อนค่าของเงินหยวน เมื่อวัดในรูปอัตราแลกเปลี่ยนถ่วงน้ำหนักการค้าและปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้ว ส่งผลให้สินค้าจีนได้เปรียบด้านราคาบนเวทีโลก ขณะที่การนำเข้าซบเซาจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแรง โดย IMF ประเมินว่า เงินหยวนมีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานราว 16% ภายในกรอบประเมิน 12.1% ถึง 20.7%

 

นโยบายที่สูญเปล่า

 

คณะกรรมการบริหารของ IMF เรียกร้องให้จีนเพิ่ม ‘ความยืดหยุ่นของอัตราแลกเปลี่ยน’ ขณะที่ฝ่ายจีนยืนยันว่า นโยบายค่าเงินของจีนมีความชัดเจนและสม่ำเสมออยู่แล้ว โดยอิงให้กลไกตลาดเป็นตัว ‘ชี้ขาด’

 

จีนยังไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าหน้าที่ IMF เกี่ยวกับขนาดและความสิ้นเปลืองของนโยบายอุตสาหกรรมเช่นกัน ซึ่ง IMF คำนวณว่า ต้นทุนทางการคลังของมาตรการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายคิดเป็นราว 4% ของ GDP ณ ปี 2023

 

ทั้งนี้ แม้การเปรียบเทียบระหว่างประเทศทำได้ยาก แต่ IMF ชี้ว่า เงินอุดหนุนภาครัฐของสหภาพยุโรปในปี 2022 อยู่ที่ราว 1.5% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่ากว่าจีนครึ่งหนึ่ง

 

เจ้าหน้าที่ IMF ประเมินว่า การลดมาตรการอุตสาหกรรมที่ ‘ไม่จำเป็น’ ลงราว 2% ของ GDP ในระยะกลาง จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดการจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน และลดภาระทางการคลัง

 

รายงานของ IMF ยังชี้ว่า เกือบหนึ่งในสามของการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีที่แล้วมาจากการส่งออกสุทธิ ความพึ่งพาดังกล่าวก่อให้เกิดความกังวลเรื่องกำลังการผลิตที่ล้นเกิน (Overcapacity) ซึ่งท้ายที่สุดอาจกระตุ้นให้ประเทศคู่ค้าดำเนินมาตรการทางการค้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกของจีน

 

IMF ยังแสดงความกังวลต่อการลดลงอย่างต่อเนื่องของระดับราคาในจีน ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ โดยคำว่า ‘เงินฝืด’ หรือ ‘แรงกดดันเงินฝืด’ ปรากฏมากกว่า 60 ครั้งในรายงาน

 

“หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ว่า แรงกดดันเงินฝืดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชะลอตัวของอุปสงค์ โดยเฉพาะจากการปรับฐานอย่างต่อเนื่องของภาคอสังหาริมทรัพย์” IMF ระบุพร้อมย้ำว่า ภาระหนี้จำนวนมากของรัฐบาลท้องถิ่นยังจำกัดความสามารถในการกระตุ้นอุปสงค์เพิ่มเติมอีกด้วย

 

IMF ประเมินว่า หนี้ภาครัฐของจีนจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปในปี 2025 จนแตะเกือบ 127% ของ GDP หรือเพิ่มขึ้นราว 10 จุดร้อยละจากปี 2024 และมีแนวโน้มขยับขึ้นมากกว่า 135% ในปีนี้ ก่อนจะปรับเพิ่มต่อเนื่องไปจนถึงปี 2034

 

อ้างอิง:

 

The post IMF เตือนจีน ผลิตล้น-ส่งออกสูง ทำประเทศคู่ค้าเสียหาย แนะเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แบงก์ชั้นนำในสหรัฐฯ จ่ายค่าตอบแทนรายปีซีอีโอ ไม่ต่ำกว่าคนละ 1.4 พันล้านบาท https://thestandard.co/us-banks-ceo-compensation-record/ Sun, 15 Feb 2026 07:39:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1178705 ภาพ ซีอีโอธนาคารสหรัฐฯ และสัญลักษณ์ดอลลาร์ แสดงค่าตอบแทนพุ่งสูง

ซีอีโอแบงก์สหรัฐฯ ได้รับค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านดอลล […]

The post แบงก์ชั้นนำในสหรัฐฯ จ่ายค่าตอบแทนรายปีซีอีโอ ไม่ต่ำกว่าคนละ 1.4 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ซีอีโอธนาคารสหรัฐฯ และสัญลักษณ์ดอลลาร์ แสดงค่าตอบแทนพุ่งสูง

ซีอีโอแบงก์สหรัฐฯ ได้รับค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่า 40 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.4 พันล้านบาท เมื่อปีก่อน ทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้ปี 2006 และ 2021

 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ปีที่ผ่านมาซีอีโอของธนาคารชั้นนำในสหรัฐฯ ต่างได้รับค่าตอบแทนรายปีไม่ต่ำกว่า 40 ล้านดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขรวมนี้ทำลายสถิติเดิมที่เคยทำไว้ในปี 2006 และ 2021

 

โดย Brian Moynihan จาก Bank of America Corp. เป็นซีอีโอรายล่าสุดที่มีการเปิดเผยรายได้ โดยค่าตอบแทนของเขาในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 17% เป็น 41 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Citigroup Inc. ระบุในสัปดาห์นี้ว่าได้เพิ่มค่าตอบแทนให้แก่ Jane Fraser ซีอีโอของบริษัทขึ้น 22% เป็น 42 ล้านดอลลาร์สำหรับปี 2025 ซึ่งถือเป็นสัญญาณความเชื่อมั่นจากบอร์ดบริหารที่มีต่อความสามารถของเธอในการพลิกฟื้นบริษัท

 

การจ่ายเงินก้อนโตนี้สะท้อนถึงปีทองของอุตสาหกรรมธนาคาร โดยสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศต่างทำกำไรรายปีสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2021 ส่งผลให้ธนาคารใหญ่อย่าง JPMorgan Chase & Co., Goldman Sachs Group Inc. และ Bank of America เพิ่มวงเงินโบนัสรวม (Bonus Pools) ให้กับนายธนาคารและเทรดเดอร์อย่างน้อย 10% เพื่อตอบแทนความสำเร็จจากกิจกรรมการซื้อขายและการทำข้อตกลงทางธุรกิจที่เฟื่องฟู

 

Alan Johnson กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษาด้านค่าตอบแทน Johnson Associates Inc. กล่าวว่า “ในแง่ค่าตอบแทน ปีนี้ถือเป็นปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับซีอีโอ ธนาคารต่างๆ มีผลประกอบการที่ดีมาก ขาดทุนน้อยและกำไรงาม ผมคิดว่าพวกเขาบริหารจัดการตัวเองได้ดีเยี่ยม”

 

ค่าตอบแทนมหาศาลระดับนี้ไม่เคยปรากฏให้เห็นเลยนับตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการเงิน โดยในปี 2007 Lloyd Blankfein อดีตซีอีโอของ Goldman Sachs เคยได้รับค่าจ้างสูงถึง 68.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของหัวเรือใหญ่วอลล์สตรีทในขณะนั้น ขณะที่ Lehman Brothers Holdings Inc. จ่ายเงินให้ Richard Fuld ซีอีโอของบริษัท 40 ล้านดอลลาร์ในปี 2007 ก่อนที่บริษัทจะยื่นล้มละลายในปีถัดมา

 

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตมาก ด้วยกฎระเบียบ Dodd-Frank ปี 2010 ที่เข้ามาลดความเสี่ยงของธนาคารใหญ่เพื่อเพิ่มเสถียรภาพ

 

สำหรับผลงานปี 2025 David Solomon ซีอีโอของ Goldman Sachs ได้รับค่าตอบแทนสูงสุดในกลุ่มที่ 47 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อนหน้า แต่ยังถือว่าน้อยกว่าค่าตอบแทนของ Blankfein ผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าเขาเมื่อเกือบสองทศวรรษที่แล้ว

 

Mike Mayo หัวหน้าฝ่ายวิจัยธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จาก Wells Fargo & Co. ให้ความเห็นว่า “มีความเชื่อมโยงระหว่างค่าตอบแทนกับผลการดำเนินงาน เมื่อผลงานดีขึ้นก็มีแนวโน้มที่จะดีต่อเนื่อง พวกเขาได้รับค่าตอบแทนเป็นหุ้นจำนวนมาก ซึ่งช่วยให้ผลประโยชน์ของพวกเขาสอดคล้องกับของผู้ถือหุ้น”

 

การขึ้นค่าตอบแทนให้ Solomon และคู่แข่งเกิดขึ้นท่ามกลางการจับตามองเรื่องค่าใช้จ่ายและการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้แพ็คเกจค่าตอบแทนผู้บริหารจะถูกผู้ถือหุ้นตั้งคำถามบ้าง แต่โดยทั่วไปก็ผ่านการโหวตรับรองโดยไม่มีการคัดค้านรุนแรง ดังเช่นกรณีของ Goldman Sachs ในปีที่แล้วที่ได้รับเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องโบนัสพิเศษเพื่อรักษาพนักงาน (Retention bonuses) ก็ตาม

 

อ้างอิง:

The post แบงก์ชั้นนำในสหรัฐฯ จ่ายค่าตอบแทนรายปีซีอีโอ ไม่ต่ำกว่าคนละ 1.4 พันล้านบาท appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อ Black Monday มาเร็วกว่าคาด : นักลงทุนควรตั้งรับอย่างไร https://thestandard.co/black-monday-investor-strategy/ Thu, 12 Feb 2026 02:25:10 +0000 https://thestandard.co/?p=1177622 ภาพกราฟแสดงตลาดหุ้นผันผวน มือที่กำลังซื้อขาย สะท้อนภาวะ Black Monday และกลยุทธ์รับมือของนักลงทุน

เดือนแรกของปีผ่านไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความปั่นป่ว […]

The post เมื่อ Black Monday มาเร็วกว่าคาด : นักลงทุนควรตั้งรับอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงตลาดหุ้นผันผวน มือที่กำลังซื้อขาย สะท้อนภาวะ Black Monday และกลยุทธ์รับมือของนักลงทุน

เดือนแรกของปีผ่านไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความปั่นป่วนของสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่มาตามเสียงทักของนักวิเคราะห์ที่ว่าจะเป็นปีที่เสี่ยงเข้าสู่ขาลง บ้างก็ว่าแค่ปรับฐานแล้วไปต่อ แต่ที่แน่ๆ ‘ทองคำ’ ฟองสบู่แตก ดอลลาร์แข็ง และ Bond Yield พุ่ง ทุกอย่างพลิกผันเกินคาด

 

คลื่น Sell America แรงขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ไม่กี่วัน เมื่อ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขย่าโลกอีกระลอกด้วยการเปลี่ยนแปลงนโยบายในระยะสั้น ทั้งประเด็นภาษีการค้าที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และตั้ง ‘เควิน วอร์ช’ นั่ง ‘ประธาน Fed ’ คนใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปราะบางที่สุดช่วงหนึ่งของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในรอบหลายทศวรรษ

 

ทิศทางการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้จะเป็นอย่างไร และเราควรรับมืออย่างไรดี

 

‘Black Monday’ เทขายทุกสินทรัพย์ – Sell America ยังไม่จบ

 

บรรยากาศการลงทุนในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ ตลาดมีแรงเทขายสินทรัพย์ต่างๆ พร้อมกัน กลายเป็น ‘ทะเลแดง’ แทบทุกกระดาน ตั้งแต่สินทรัพย์เสี่ยงสูง อย่างคริปโทเคอร์เรนซีอย่าง Ethereum -10% ส่วน Bitcoin -5% ไปจนถึงสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลกอย่างน้ำมันดิบ WTI -5% และแม้แต่ ขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ‘ทองคำ’ ที่เคยถูกมองว่าเป็นหลุมหลบภัย ก็เกิดปรากฏการณ์ ‘เทขายทุกราคา’ ทองคำ -1.0%

 

เหตุการณ์ ‘Black Monday’ ที่เรียกว่า ‘เทขายทุกราคา’ ในวันเดียวเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะโดยปกติตามทฤษฎีแล้ว ตลาดการเงินจะมีกลไกคานอำนาจระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ เช่นเวลาหุ้นตก เงินจะไหลเข้าทองคำหรือพันธบัตร แต่สภาพเทขายสินทรัพย์ต่างๆ พร้อมกันที่เกิดขึ้นเวลานี้ กลับตรงกันข้ามกับทฤษฎีอย่างสิ้นเชิง สะท้อนว่ากลไกการคานอำนาจระหว่างสินทรัพย์ ‘แทบไม่ทำงาน’

 

‘Black Monday’ รอบนี้ ข้อมูลสะท้อนชัดว่าเป็นการเทขายแบบปูพรม ซึ่งไม่ใช่การปรับพอร์ตตามปกติ แต่คือการหนีเอาตัวรอด

 

มาดูกันว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้สินทรัพย์ทุกอย่าง ‘ร่วงพร้อมกัน’

 

1. สภาพคล่องถูกดึงกลับ (Liquidity Crunch) จากปัญหาของนักลงทุน (ที่ใช้มาร์จิ้น) ขาดทุนหนักในสินทรัพย์หนึ่งจึงถูกบังคับให้ขาย ‘สินทรัพย์ทุกอย่างที่ขายได้’ เพื่อเติม Margin Call หรือรักษาสภาพคล่อง ดังนั้น สินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย จะต้องถูกขายลงพร้อมกันด้วย

 

2. สัญญาณเศรษฐกิจถดถอยเริ่มดังขึ้น ตลาดกังวลต่อการร่วงลงของทองแดงและน้ำมันที่ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่สะท้อนความกลัวว่า ‘เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอ’ หรือเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ความต้องการพลังงานและวัตถุดิบจึงลดลง ปีนี้จึงเป็นอีกปีที่ต้องจับตาสหรัฐฯ ว่าจะเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือเติบโตได้เหมือนปีที่ผ่านมา

 

3. ดอกเบี้ยสูง และ ความไม่แน่นอน เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผลประชุม Fed ครั้งแรกในรอบปีนี้ มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.5-3.75% แต่นักลงทุนทั่วโลกจับตาการส่งสัญญาณและกรอบความคิดของ Fed ในปีนี้ ซึ่งประธาน Fed ‘เจอโรม พาวเวล’ นั่งตำแหน่งนี้ถึงเดือนพฤษภาคม หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นประธาน Fed คนใหม่ ‘เควิน วอร์ช’ ที่ผู้นำสหรัฐฯ ‘ทรัมป์’ ส่งเข้ามาเพื่อตอบสนองการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ

 

สิ่งที่ Fed กำลังเฝ้ารอดู คือ ผลกระทบนโยบายภาษีนำเข้า (Tariffs) ต่อเงินเฟ้อ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และการค้าโลก ความแข็งแรงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้ครึ่งหลังของปี ตลาดรับรู้แล้วว่า Fed ‘ยังไม่ลดดอกเบี้ย’ แต่ยังไม่ปิดประตูเสียทีเดียว เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านประธาน Fed คนใหม่ที่จะเริ่มเข้ามาทำงานเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งอาจจะเกิดความปั่นป่วนในครึ่งปีหลังของการปรับตัวรับประธาน Fed คนใหม่

 

ณ วันนี้ ตลาดการเงิน ไม่ได้คาดว่าประธาน Fed คนใหม่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายมากนัก แต่ยังคาดการณ์ว่า ปีนี้อาจมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มอย่างมากที่สุดเพียง 2 ครั้ง ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะลงไปใกล้ 3% เป็นระดับเป็นกลาง (neutral) ที่ไม่กระตุ้นและไม่ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

สำหรับบทบาทของประธาน Fed คนใหม่ ‘วอร์ช’ ถูกจับตาว่าจะโอนอ่อนตามแรงกดดันทางการเมืองหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ได้แสดงท่าทีเป็น ‘สายพิราบ’ โดยเสนอให้ลดดอกเบี้ยควบคู่กับการลดขนาดงบดุลของธนาคารกลางอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ตลาดมอง ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของวอร์ช คือสายเหยี่ยวที่แข็งกร้าว

 

นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีนักสำหรับธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก หาก Fed ถูกทรัมป์เข้าแทรกแซง จะเผชิญกับวิกฤติศรัทธาอย่างหนัก ท่ามกลางช่วงเวลาที่ผู้กำหนดนโยบายต้องรับมือกับความเสี่ยงต่อเสถียรภาพราคาและการจ้างงานสูงสุด เส้นทางข้างหน้าจึงมีความไม่แน่นอนอย่างยิ่ง และควรถูกกำหนดด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ด้วยอุดมการณ์หรือความเชื่อส่วนตัว

 

อีกประเด็นสำคัญ คือ ชะตากรรมของพาวเวล โดยปกติประธาน Fed ที่ถูกปลดจากตำแหน่งมักลาออกจากตำแหน่งกรรมการ Fed ด้วย แต่ครั้งนี้อาจไม่เป็นเช่นนั้น พาวเวลยังเหลือวาระในฐานะกรรมการ Fed อีก 2 ปี และอาจเลือกอยู่ต่อเพื่อเป็นแนวกันชนต่อความพยายามของทรัมป์ที่จะบั่นทอนความเป็นอิสระของ Fed

 

สิ่งเดียวที่ช่วยลดความเสี่ยงได้บ้างคือ วอร์ชไม่ได้มีอำนาจเด็ดขาดเพียงคนเดียว นโยบายการเงินยังถูกกำหนดโดยคณะกรรมการ FOMC ซึ่งมีผู้ลงคะแนนเสียง 12 คน และการเปลี่ยนทิศทางนโยบายอย่างมีนัยสำคัญจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ที่แข็งแรงและโน้มน้าวได้จริง

 

ในช่วงที่ทั่วโลกมีความไม่แน่นอนสูงทั้งจากสงครามต่างๆ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้า รวมไปถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มอ่อนแรง แต่นโยบายดอกเบี้ยยังตึงตัว เงินเฟ้อที่ยังสูง ทำให้นักลงทุนจำนวนมากจะเลือก ‘ถือเงินสด’ มากกว่าถือสินทรัพย์ใดๆ แม้กระทั่งทองคำ ทุกคนมองไปทางเดียวกันคือ ในวันที่ไม่แน่ใจ Cash is King

 

การเกิด Black Monday ครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่การปรับฐานราคา แต่มันคือบททดสอบความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนทั่วโลก และหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่เสี่ยงที่สุด โดยเฉพาะตลาดหุ้นอเมริกา ตลาดใหญ่ของโลกที่ปรับตัวขึ้นร้อนแรง 3 ปีติดต่อกันแล้ว

 

เหตุใดนักลงทุนเทขายอเมริกา

 

  • ความกังวลนโยบายภาษี (Reciprocal Tariff) ความไม่แน่นอนนโยบายการค้าของทรัมป์สร้างความกังวลว่าจะมีมาตรการภาษีอย่างจริงจัง ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทต่างๆ แม้ล่าสุด ทรัมป์พยายามผ่อนคลายการใช้มาตรการภาษีกับอินเดีย เกาหลีใต้ก็ตาม โดย JPMorgan ประเมินว่า ความกังวลต่อนโยบายการขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เสี่ยงถดถอยถึง 60%
  • การขายทำกำไรหุ้นเทคโนโลยี (Profit Taking) ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังจากตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวขึ้นติดต่อกันมา 3 ปี (2023-2025) รวมกว่า 60-70% และส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้เกิดกระแส AI Bubble มาในช่วงปีที่แล้ว และต้นปีนี้ นักลงทุนเริ่มขายทำกำไรและมีความระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากมองว่าระดับราคาแพงเกินไป (Overvalued) แม้จะไม่ใช่ถล่มขายหนีตาย แต่ก็ยังเป็นโหมด ‘พักฐาน’ และอยู่ในช่วง ‘Reset ราคา’ มากกว่า
  • ความคาดหวังผลประกอบการสูงเกินไป แม้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะมีผลประกอบการที่ดีออกมาก็จริง แต่เนื่องจากตลาดตั้งความคาดหวังไว้สูงมาก เมื่อผลประกอบการออกมาไม่เกินความคาดหมาย (Surprise) จึงเกิดแรงเทขายทำกำไรถือเงินสดกันก่อน ประกอบกับมีปัญหาคอขวดในการผลิต AI อีก ซึ่งก็เป็นที่มาของการทำสงครามแย่งชิงทรัพยากรอยู่ตั้งแต่ต้นปีนี้
  • การย้ายเงินลงทุน (Rotation) นักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินจากสินทรัพย์อเมริกาไปยังตลาดอื่นที่ราคาถูกกว่าหรือมีความเสี่ยงต่ำกว่า และเอเชียก็เป็นอีกโซนที่นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุน

 

ณ วันนี้ ตลาดโดยรวมยังไม่ถึงจุดวิกฤติใหญ่หรือซึมลงแบบตลาดหมีครับ

 

จริงๆ นักลงทุนกลัวว่า AI จะเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของบริษัทซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีแบบเดิม ซึ่งทำให้บางหุ้นถูกเทขายหนัก ขณะที่ยังไม่มีภาพชัดว่า ผลประกอบการจะสะท้อนกลยุทธ์ AI จริงหรือไม่

 

ดังนั้น Rotation ของเงินบางส่วนได้ไหลออกจากหุ้น Growth โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีราคาแพง ไปหาหุ้นที่ดูมีความปลอดภัยกว่าหรือหุ้น Value เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค พลังงาน หุ้นที่จ่ายปันผลดี

 

ขณะที่ดัชนีความผันผวน VIX ยังขึ้นจากระดับปกติ แสดงถึงความไม่แน่นอนและตลาดต้องการปัจจัยบวกมาหล่อเลี้ยง ท่ามกลาง sentiment ที่เปราะบาง ทำให้ตลาดมีความผันผวนสูง

 

รอสัญญาณชีพ Sell-off ‘2026 งบดี ตลาดไปต่อ’

 

เมื่อไหร่ตลาดหุ้นอเมริกาจะจบรอบ Sell-off จริงๆ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดเดาระบุเวลาได้แน่นอนครับ

 

แต่หลักๆ ปัจจัยที่จะทำให้ Sell-off จบเร็วได้ ก็ขึ้นกับข่าวบวกของรายงานผลประกอบการของบริษัทในตลาดหุ้นที่ชัดเจนและดีกว่าคาด โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่, ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) การจ้างงาน และความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมา เมื่อไหร่ที่ตัวชี้วัดเชิงข้อมูล ‘พื้นฐานแข็งแรงจริง’ ความกังวลเรื่องมูลค่า (Valuation) จะลดลง และแรงเทขายอาจคลี่คลายลง

 

นักวิเคราะห์ มองข้ามงบกำไรปี 2025 กันไปแล้ว แต่โฟกัสอนาคตจะเป็นอย่างไร นั่นก็คือ สิ่งที่ผู้บริหารของแต่ละบริษัทพูดถึงปี 2026 เป็นหลัก

 

ช่วงนี้ยังเป็นฤดูกาลประกาศงบกำไรงวดไตรมาส 4 ปี 2025 ของบริษัทในสหรัฐฯ ที่ทยอยออกมา ซึ่งจริงๆ อาจจะไม่ต้องกังวลมาก เนื่องจากปีที่แล้ว มีบริษัทกว่า 78% ก็ยังทำได้ดีกว่าคาด แต่อย่างไรก็ตาม ผลดำเนินงานปี 2025 กำลังจะเป็นอดีตไปแล้วและราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปล่วงหน้าแล้ว

 

Goldman Sachs ประเมินว่า กำไรของบริษัทใน S&P 500 ปี 2026 จะเติบโต 12% ขณะที่ Consensus มองไว้ที่ 13.5% และสถิติใหม่ที่น่าสนใจ คือ บริษัทใน S&P 500 กว่า 50% ให้เป้าหมายกำไรปี 2026 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ซึ่งสถิตินี้ดีกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่มักจะอยู่ที่ 40%

 

สัญญาณการลงทุน โดยภาพรวมการเติบโตยังเป็นขาขึ้น J.P. Morgan มองว่ากำไรที่แข็งแกร่งจะหนุนให้บริษัทกล้าลงทุนขยายกิจการมากขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ดังนั้น หากจะลงทุนหุ้นอเมริกา ควรเน้นลงทุนในหุ้นที่มีรายได้ชัดเจน และกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่ม Old Economy ที่กระแสเงินสดดี ไม่ควรกระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

 

ในระยะยาว อเมริกายังไปต่อเพราะความเป็นผู้นำขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก หากเศรษฐกิจยังเติบโต กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็เติบโตตาม ตลาดหุ้นก็โตไปด้วยกันครับ โดยปีนี้ คาดการณ์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมี Upside จากการเติบโตของกำไรระดับ 12-13% แต่กุญแจสำคัญ คือ ต้องเลือกบริษัทที่แข็งแกร่ง ซึ่งหากจะลงทุนหุ้นรายตัว ผมแนะนำเข้าไปดูข้อมูลใน Jitta.com ได้ครับ

 

ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ตลาดกลับมาบวก คือ ‘ผลประกอบการ’ โดยเฉพาะกลุ่ม Big Tech หากทำงบกำไรได้ดี ตลาดอาจมองข้ามดอกเบี้ย แต่หากงบฯ ดีแต่ภาพรวมเศรษฐกิจยังต้องระวัง อาจมีความเสี่ยงจะเกิด Sell on Fact ได้

 

กลยุทธ์ ‘ไม่เดาตลาด แต่ออกแบบพอร์ต’ รอดทุกสถานการณ์

 

ตลาดกำลังทำ Stress Test พอร์ตของคุณตั้งแต่ต้นปีเลยครับ เพราะฉะนั้นคุณต้องถามตัวเองว่า ในวันที่ทุกอย่างติดลบพร้อมกัน พอร์ตยังมีสภาพคล่อง และ สติ มากพอหรือไม่

 

ในโลกของการลงทุน ผู้ชนะไม่ใช่คนที่กำไรสูงสุดในตลาดขาขึ้น แต่คือคนที่ยังเหลือเงินทุน พอจะอยู่รอดและเล่นต่อได้ ในวันที่ตลาดกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

 

เพราะฉะนั้น ท่ามกลางสภาวะโลกมีความไม่แน่นอนสูง การพยายาม ‘จับจังหวะตลาด’ ไม่ใช่คำตอบการลงทุนในระยะยาวแน่นอนครับ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ‘จัดพอร์ตให้อยู่รอดได้หลายสถานการณ์’

 

ผมแนะนำกลยุทธ์รับมือปีนี้ ด้วยการ ‘ไม่เดาแต่ออกแบบพอร์ต’ และการจัดพอร์ต Core & Satellite ยังเป็นกรอบที่ใช้ได้เสมอครับ

 

โดย Core Portfolio (พอร์ตหลัก) ให้น้ำหนักลงทุน 70–80% ของพอร์ตทั้งหมด พอร์ตนี้เน้นลงทุนกระจายทั่วโลกทั้งหุ้น และพันธบัตรเป็นหลัก ซึ่งจะอยู่ในสหรัฐฯ แต่วันนี้ลงทุนข้ามสินทรัพย์ไม่พอ แต่จะต้องกระจายลงทุนข้ามภูมิภาคด้วย จะช่วยลดความผันผวนสูงได้มากยิ่งขึ้น และยังสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ผมจะเน้นให้ลูกค้าสร้างพอร์ตหลักให้มั่นคงก่อนครับ เพื่อเป็น ‘รากฐาน’ ให้เงินเติบโตสม่ำเสมอในระยะยาว เช่น Global ETF หรือกองทุนดัชนีทั่วโลก เป็นการกระจายความเสี่ยงครอบคลุม

 

ส่วน Satellite Portfolio (พอร์ตรอง) ให้น้ำหนัก 20–30% พอร์ตนี้เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่ทำกำไรได้สูง เพื่อใช้เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือกว่าตลาด (Alpha) โดยเน้นลงทุนในธีม เช่น ธีม AI พลังงานสะอาด Healthcare หรือเลือกภูมิภาคที่มีศักยภาพเติบโตสูง AI หรือตลาดเกิดใหม่ เพื่อเป็น ‘ตัวช่วยเร่งกำไร’ ให้พอร์ตโตเร็วขึ้น

 

การจัดพอร์ตรองในปีนี้ ใครที่ยังต้องการแสวงหากำไรสูงอยู่ ในภาวะ Sell America ที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่ ผมขอย้ำว่า สิ่งที่ควรทำที่สุด คือ กระจายลงทุนทั้งข้ามสินทรัพย์และข้ามภูมิภาค

 

ผมมองว่า ภูมิภาคฝั่งเอเชียน่าสนใจและเหมาะเป็นหลุมหลบภัยในยามนี้ คือ ASEAN เพราะไม่ใช่คู่ขัดแย้งหลักกับสหรัฐฯ ส่วนรายประเทศแนะนำ China+1 ‘อินเดีย & เวียดนาม’ ที่จะได้ประโยชน์จากสงครามภาษีการค้า

 

‘อินเดีย’ ยังมี Upside เชิง Valuation ปีนี้ยังไปต่อได้

 

อินเดียมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่อีกแห่งของโลกและมีการเติบโตที่สูงมาก โดยธนาคารกลางอินเดียคาดการณ์ GDP ปี 2026 โตสูง 7.3% ส่วนเงินเฟ้อคาดยังต่ำกว่าเป้าหมายที่อยู่ 4% จึงยังใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำได้ แม้ดูมีเงินเฟ้อแบบอ่อนๆ แต่เศรษฐกิจยังเติบโตดี ‘Goldilocks’ ซึ่งเป็นสภาวะที่ดีต่อตลาดหุ้นอินเดีย ผมมองว่าปีนี้หุ้นอินเดีย ยังมี Upside เชิง Valuation เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว แต่ในระยะสั้นอาจเกิดความผันผวนจากเงินทุนต่างชาติไหลออกและ Valuation ที่อาจวิ่งขึ้นไปแพงแซงพื้นฐานในบางช่วงด้วยนะครับ

 

ทั้งนี้ ปีที่แล้ว ดัชนี Sensex ทำผลตอบแทนบวก 8-10% ซึ่งได้แรงส่งจากการเติบโตของกำไรบริษัทและเศรษฐกิจในประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ร้อนแรงทำ All Time High เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัญญาณว่า โดยรวมตลาดยังปรับตัวขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ หากดูดัชนี MSCI India (รวมหุ้นใหญ่ในอินเดีย) ซึ่งวัดผลตอบแทนในสกุลเงินดอลลาร์ปี 2025 สร้างผลตอบแทน +2.5% แม้อาจจะดูช้ากว่าตลาดเกิดใหม่อื่นๆ แต่อินเดียกลับตัวได้แล้วครับ

 

เวียดนาม ปีแห่งโอกาส New Cycle เมื่อขึ้น Emerging Market

 

เวียดนามยังเป็นประเทศดาวเด่นของโรงงานผลิตแห่งใหม่ของโลกรองจากจีน เศรษฐกิจยังเติบโตสูง โดยมีการตั้งเป้า GDP ปี 2026 เติบโตราว 10% ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการบริษัทโดยรวมของตลาดหุ้น ทำให้มีหลายสำนักวิเคราะห์ว่า ปีนี้ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของรอบการเติบโตใหม่ (New Cycle) มากกว่าสิ้นสุดของขาขึ้นที่ผ่านมา โดยตลาดจับตา FTSE จะยกระดับสู่ Emerging Market ในเดือนมีนาคมนี้ และคาด MSCI จะมีการประกาศยกระดับเช่นกัน จะยิ่งดึงดูดเงินทุนไหลเข้าตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ปีที่แล้ว ตลาดหุ้นเวียดนามเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในโลก ดัชนี VN พุ่งทะยานถึง 40% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2024 โดยแตะระดับ 1,800 จุด จาก 1,269 จุดเมื่อต้นปี 2025 และทำสถิติใหม่หลายครั้งเช่นกัน โดยมีแรงขับเคลื่อนจากนักลงทุนในประเทศและเศรษฐกิจที่แข็งแรง ผลประกอบการของบริษัทในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมเติบโตได้ดี และที่สำคัญ นักลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนล่วงหน้ารับข่าว FTSE เตรียมยกระดับสถานะ Emerging Market กันแล้ว ด้านเวียดนามปฏิรูปตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนากฎระเบียบเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ตลาดโปร่งใสขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นเวียดนามมีโอกาสไปต่อ และเติบโตในปีนี้ โดยเฉพาะแรงส่งจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างตลาด แต่ในระยะสั้นยังมีความผันผวนจากแรงขายทำกำไรในระยะสั้นหลังจากปีที่แล้วปรับตัวขึ้นแรง นอกจากนี้ยังมีความเปราะบางจากกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่ใช้มาร์จิ้นมาลงทุน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงหากมีแรงเทขายกะทันหัน ดังนั้นจึงเป็นตลาดที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง ‘สูง’ ไปด้วยกันครับ ดังนั้น คนที่ลงทุนหุ้นเวียดนามต้องพร้อมรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นและอาจต้องตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ด้วย แต่หากเน้นลงทุนระยะยาว ยังสามารถเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดขาลงครับ

 

อีกกลยุทธ์สำคัญนอกจากการออกแบบพอร์ตแล้ว คือ วินัยที่สร้างความแตกต่าง DCA+Annual Boost จะช่วยปลดล็อกการจับจังหวะตลาดในสภาวะตลาดมีความผันผวนสูง

 

ยกตัวอย่าง คนที่ DCA อย่างสม่ำเสมอ เพียงเพิ่มเงินลงทุนปีละ 10% (Annual Boost) หากพอร์ตโตเฉลี่ย 8% ต่อปี ใน 30 ปี ผู้ที่ทำ Annual Boost จะมีมูลค่าพอร์ตมากกว่าคนที่ลงทุนเท่าเดิมทุกเดือนถึงประมาณ 3 เท่า

 

บทสรุปปี 2026 อาจไม่ใช่ปีของคนที่ ‘เสี่ยงที่สุด’ แต่เป็นปีของคนที่บริหารความเสี่ยงได้ดีที่สุด เพราะหน้าที่ของนักลงทุนไม่ใช่การทำนายตลาดให้ถูกทุกครั้ง แต่คือการสร้างพอร์ตที่ไม่พังแม้เราคิดผิด

 

การลงทุนที่ดีอาจไม่ตื่นเต้นทุกวัน แต่ต้องทำให้เราเดินต่อได้ในทุกสภาวะตลาด

 

ผมหวังว่าทุกท่านจะเลือกออกแบบพอร์ตในแบบฉบับที่ทำให้คุณกินอิ่ม นอนหลับสบายใจ และเงินลงทุนเติบโตได้ในระยะยาว

The post เมื่อ Black Monday มาเร็วกว่าคาด : นักลงทุนควรตั้งรับอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดทางรอด-ต่อลมหายใจ ‘กองทุนประกันสังคม’ อยากอยู่รอดเกิน 25 ปี ต้องปฎิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งเปลี่ยนระบบบำนาญ และแยกฟังก์ชันการลงทุนออกจากระบบราชการ https://thestandard.co/social-security-fund-reform-2/ Fri, 30 Jan 2026 11:53:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1171613 ภาพการเสวนาหาทางออกเพื่อปฏิรูป กองทุนประกันสังคม

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2569 ประกันสังคมก้าวหน้า จัดงานเสวนา […]

The post เปิดทางรอด-ต่อลมหายใจ ‘กองทุนประกันสังคม’ อยากอยู่รอดเกิน 25 ปี ต้องปฎิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งเปลี่ยนระบบบำนาญ และแยกฟังก์ชันการลงทุนออกจากระบบราชการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพการเสวนาหาทางออกเพื่อปฏิรูป กองทุนประกันสังคม

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2569 ประกันสังคมก้าวหน้า จัดงานเสวนามองอนาคต ลงทุนประกันสังคมหัวข้อ ‘เงินสมทบที่เราจ่ายทุกเดือนกำลัง ‘งอกเงย’ หรือ ‘ถดถอย’?’ เพื่อฟังข้อเสนอแนะและร่วมหาทางออกปรับปรุงแนวทางการบริหารงานและกองทุนของสำนักงานประกันสังคม ให้มีความโปร่งใสเป็นที่พึ่งของผู้ประกันตนได้อย่างแท้จริง

 

ภัณฑิรา เวอร์การา อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด กองทุนประกันสังคม และอดีตกรรมการบริหารการลงทุนกลุ่มลูกค้าผู้มีความมั่งคั่งสูง ธนาคาร Goldman Sachs ฉายภาพรวมแนวคิดการบริหารเงินลงทุนกองทุนประกันสังคมว่า ปัจจุบันเงินลงทุนของกองทุนประกันสังคม มีมูลค่าประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท หากย้อนดูผลตอบแทนย้อนหลังในช่วง 33 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีผลตอบแทนต่ำมาก เฉลี่ยอยู่ที่ 1-2% ต่อปี, และหากดูผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังก่อนมีการเลือกตั้ง คำนวณโดย TDRI จะอยู่ที่ 2.7% ต่อปี และล่าสุดผลตอบแทนของกองทุนประกันสังคมอยู่ที่ 5.3%ในปี 2567

 

ทั้งนี้ตัวเลขอัตราการเติบโตของผลตอบแทน คำนวณตามมาตรฐานบัญชีไทย ซึ่งไม่ได้สะท้อนมูลค่าผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริง และไม่มีการแจกแจงรายละเอียดปลีกย่อยว่าผลตอบแทนที่ได้มาจากการลงทุนในสินทรัพย์ใด สัดส่วนเท่าไร ผลดำเนินงานเป็นอย่างไร

 

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณากรอบนโยบายการลงทุน (Strategic Asset Allocation: SAA) พบว่า ปัจจุบันพอร์ตกองทุนประกันสังคม เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง ในประเทศ เช่น ตราสารหนี้มากถึง 65% และลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง 35% ในขณะที่พอร์ตกองทุนบำนาญต่างประเทศโดยเฉลี่ย ให้สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้เพียง 33% เท่านั้น สะท้อนกลยุทธ์ถึงการลงทุนที่ให้น้ำหนักในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง เพื่อความยั่งยืนของกองทุนในระยะยาว

 

ภาพการเสวนาหาทางออกเพื่อปฏิรูป กองทุนประกันสังคม 1

 

แต่ด้วยมูลค่ากองทุนประกันสังคมของไทยที่มีขนาดใหญ่เกินตลาดทุนในประเทศ การลงทุนด้วยความเสี่ยงที่ต่ำเกินไปจะฉุดรั้งการเติบโตของพอร์ตในภาพรวมส่งผลให้กองทุนมีอายุสั้นลง

 

ภัณฑิรา กล่าวว่า แนวทางแก้ไขเบื้องต้น คือ ต้องปรับกรอบนโยบายการลงทุนให้กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์นอกตลาด เช่น private equity, อสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานซึ่งให้ผลตอบแทนสูง ในช่วงที่ผ่านมากองทุนบำนาญหลายประเทศได้หันมาให้น้ำหนักการลงทุนมากขึ้น เพื่อพยุงชีพเงินกองทุน ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีแผนรองรับความเสี่ยง ไม่ให้เสี่ยงเกินไป จนกระทบผลตอบแทนในภาพรวม

 

ล่าสุดบอร์ดประกันสังคมมีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนกรอบนโยบายการลงทุน (Strategic Asset Allocation: SAA) ขยายกรอบสัดส่วนการลงทุน ระหว่างสินทรัพย์ เสี่ยงสูง (High Risk) และสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ (Low Risk) ให้อยู่ในระดับที่สมดุลกันคือ 50:50 ในช่วงปี 2571-2572 เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้กองทุน ก่อนเข้าสู่ช่วงสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ

 

ลงทุนความเสี่ยงต่ำเกินจริง ทำกองทุนเสียโอกาสสร้างผลตอบแทน 1.8 แสนล้าน

 

อย่างไรก็ตาม ภัณฑิรา ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงกรอบนโยบาย การลงทุนนั้นไม่เพียงพอที่จะยกระดับผลตอบแทนกองทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด หากสินทรัพย์ที่เลือกลงทุนไม่มีศักยภาพสร้างผลตอบแทนมากพอ เพราะติดระเบียบราชการ สุดท้ายแล้วการบริหารกองทุนก็จะไม่มีประสิทธิภาพไปด้วย

 

โดยเสนอแนวทางแก้ไข ที่เป็นไปได้ 2 รูปแบบ คือ

 

  • นำประกันสังคมออกจากระบบราชการ
  • แก้ความโปร่งใสของระบบราชการ

 

ภาพการเสวนาหาทางออกเพื่อปฏิรูป กองทุนประกันสังคม 2

 

ทั้งนี้ การแก้โครงสร้างระบบราชการให้มีความโปร่งใส เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานเพราะต้องแก้กฎหมาย ในขณะเดียวกันเงินในกองทุนประกันสังคมจะต้องถูกจัดสรรไปเป็นสวัสดิการให้กับผู้ประกันตน 25 ล้านคน จึงมีค่าเสียโอกาสไม่สามารถรอได้ โดยภายใต้กรอบนโยบายการบริหารเงินลงทุนแบบเก่า พบว่า กองทุนประกันสังคมเสียโอกาสสร้างผลตอบแทนมากถึงวันละ 300 ล้านบาท และในช่วง 20 เดือนที่ผ่านมา ระหว่างที่ยังไม่ได้ข้อสรุปนโยบายการบริหารเงินลงทุน กองทุนประกันสังคม เสียโอกาสสร้างผลตอบแทนไปแล้ว 180,000 ล้านบาท

 

“ดังนั้น ทางออกที่ทำได้ง่ายและเร็วที่สุด คือ ต้องนำกองทุนประกันสังคมออก จากระบบราชการ ให้มีความเป็นอิสระแบบกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)” ภัณฑิรากล่าว

 

แยกบัญชีบุคคลออกจากกองทุน ทางรอดประกันสังคม

 

ทีมประกันสังคมก้าวหน้า กล่าวว่า กองทุนประกันสังคมมีโครงสร้างระบบบำนาญ แบบกำหนดผลประโยชน์ตายตัว (Defined Benefit: DB) จึงมีโอกาสล่มสลาย ด้วยกลไกของตัวมันเอง โดยเงินกองทุนอาจหมดก่อนที่จะจ่ายให้กับผู้รับผลประโยชน์ ยามเกษียณ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วโลก

 

อ้างอิงจากข้อมูลล่าสุด พบว่า กองทุนประกันสังคม มีแนวโน้มล่มสลายในอีก 25 ปีข้างหน้า เพราะกลไกกำหนดสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับแบบตายตัว เช่น การรับประกันเงินบำนาญ ทำให้การเติบโตของกองทุนต้องพึ่งพาจำนวนแรงงานที่ยังจ่ายเงินสมทบอยู่ในระบบ เพื่อใช้เงินของแรงงานปัจจุบัน ไปจ่ายให้กับแรงงานที่เกษียณแล้ว

 

คำถามคือจะทำอย่างไรให้กองทุนประกันสังคมอยู่นานขึ้น?

 

ประกันสังคมก้าวหน้า ยกตัวอย่างกองทุนบำนาญเนเธอร์แลนด์ที่ต้องปรับโครงสร้างกองทุนจาก Defined Benefit เป็นแบบผสม (Hybrid) ระหว่าง Defined Benefit กับ Defined Contribution ซึ่งเป็นระบบบำนาญที่แยกบัญชีการลงทุนส่วนบุคคลออกจากบัญชีกองทุนรวม เพื่อให้ความเสี่ยงการลงทุนแต่ละบุคคลไม่กระทบกองทุนในภาพรวม แต่ยังการันตีเงินบำนาญเหมือนเดิม

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมของไทย ยังไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างกองทุนเป็นแบบเนเธอร์แลนด์ได้ เพราะติดระเบียบราชการ

 

“ปัจจุบันเราไม่สามารถทำแบบเนเธอร์แลนด์ได้ เพราะเรายังอยู่ในกรอบ ไม่ต้องพูดถึงเปลี่ยนโครงสร้างกองทุนจาก DB เป็น DC แต่จะทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ที่ 6% ต่อปี ยังไปไม่ถึง”

 

KKP แนะ Spin-off ฟังก์ชันการลงทุนออกมาบริหารแบบมืออาชีพ

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ให้ความเห็นในเรื่องทางออกของกองทุนประกันสังคมว่า ความท้าทายใหญ่ที่สุดของกองทุนประกันสังคมในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ‘ความเชื่อมั่น’ ของผู้ประกันตนที่เริ่มตั้งคำถามว่า เงินสมทบที่จ่ายไปทุกเดือนจะยังคงได้รับคืนอย่างครบถ้วนเมื่อถึงวัยเกษียณหรือไม่

 

ดร.พิพัฒน์ชี้ว่า การบริหารเงินขนาดหลายล้านล้านบาทภายใต้กรอบระบบราชการ อาจไม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น พร้อมเสนอแนวคิดให้แยกฟังก์ชันการลงทุนออกมาบริหารแบบมืออาชีพ (Spin-off) เพื่อเพิ่มความเป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมือง เปิดทางให้สามารถดึงผู้เชี่ยวชาญระดับสากลเข้ามาบริหารพอร์ต และใช้ระบบวัดผลแบบ Mark to Market ที่สะท้อนผลกำไรขาดทุนตามความเป็นจริง เพื่อให้สาธารณชนตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างโปร่งใส

 

ในด้านกลยุทธ์การลงทุน ดร.พิพัฒน์ระบุว่า โครงสร้างพอร์ตในปัจจุบันที่เน้นความปลอดภัย ส่งผลให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่เพียงราว 3% ต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรองรับสังคมสูงวัยในระยะยาว จึงเสนอให้ปรับสัดส่วนการลงทุนครั้งใหญ่ ด้วยการเพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้น จากระดับประมาณ 35% ขึ้นไปสู่ 50% หรือมากกว่า พร้อมกระจายการลงทุนสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น หลังจากแนวทางดังกล่าวเริ่มสะท้อนผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน การปฏิรูปกองทุนไม่อาจพึ่งพาเพียงผลตอบแทนจากการลงทุน แต่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างเชิงระบบควบคู่กันไป แม้จะกระทบความรู้สึกของผู้ประกันตนในระยะสั้น ทั้งการปรับเพดานเงินเดือนที่ใช้คำนวณเงินสมทบซึ่งปัจจุบันถูกตรึงไว้ที่ 15,000 บาท การพิจารณาขยายอายุเกษียณให้สอดคล้องกับอายุขัยที่ยาวขึ้น รวมถึงการขยายฐานผู้ประกันตนไปยังแรงงานนอกระบบ เพื่อเพิ่มความยั่งยืนของกระแสเงินสดในกองทุน

 

ท้ายที่สุด ดร.พิพัฒน์ย้ำว่า ต่อให้กองทุนสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีเพียงใด หากขาดธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ความเชื่อมั่นของผู้ประกันตนก็ยากจะฟื้นกลับมา ประเด็นการลงทุนในสินทรัพย์บางประเภทที่ถูกตั้งคำถาม และความไม่ชัดเจนในการเปิดเผยข้อมูล คือภาพจำที่กองทุนจำเป็นต้องแก้ไขอย่างจริงจัง

 

“หากไม่เริ่มปฏิรูประบบตั้งแต่วันนี้ ภายในราวปี 2572 อาจเริ่มเห็นสัญญาณปัญหาทางการเงิน และในอีก 20–30 ปีข้างหน้า เงินออมตลอดชีวิตของคนรุ่นใหม่อาจเหลือเพียงตัวเลขในกองทุนที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความมั่นคงหลังเกษียณได้อย่างแท้จริง” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

The post เปิดทางรอด-ต่อลมหายใจ ‘กองทุนประกันสังคม’ อยากอยู่รอดเกิน 25 ปี ต้องปฎิรูปเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ ทั้งเปลี่ยนระบบบำนาญ และแยกฟังก์ชันการลงทุนออกจากระบบราชการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำ 100,000 บาท เป็นไปได้แค่ไหน? หลังราคาพุ่งเกือบหมื่นบาทในเวลาไม่ถึงเดือน https://thestandard.co/gold-price-100000-baht-forecast/ Mon, 26 Jan 2026 06:57:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1169551 ทองคำ 100,000 บาท เป็นไปได้แค่ไหน? หลังราคาพุ่งเกือบหมื่นบาทในเวลาไม่ถึงเดือน

ราคาทองคำแท่ง (96.5%) พุ่งเฉียด 75,000 บาทต่อบาททองคำ เ […]

The post ทองคำ 100,000 บาท เป็นไปได้แค่ไหน? หลังราคาพุ่งเกือบหมื่นบาทในเวลาไม่ถึงเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำ 100,000 บาท เป็นไปได้แค่ไหน? หลังราคาพุ่งเกือบหมื่นบาทในเวลาไม่ถึงเดือน

ราคาทองคำแท่ง (96.5%) พุ่งเฉียด 75,000 บาทต่อบาททองคำ เพิ่มขึ้นเกือบ 10,000 บาท ภายในช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือน เช่นเดียวกับราคาทองคำโลกที่พุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางคำถามสำคัญที่ว่า ราคาทองคำรอบนี้จะไปหยุดอยู่ที่ตรงไหน?

 

ก่อนหน้านี้ The Standard Wealth รวบรวมความเห็นของนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินระดับโลก 10 แห่ง ที่ประเมินเป้าหมายราคาทองคำปีนี้ ตั้งแต่ 4,500 ดอลลาร์ ไปจนถึง 6,600 ดอลลาร์ (เป้าหมายของ Jefferies Group)

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

แต่ด้วยความร้อนแรงของทองคำในเวลานี้ ทำให้สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Bank of America และ Goldman Sachs ปรับเพิ่มเป้าหมายราคาทองคำในปีนี้ขึ้นอีก จากเดิม Bank of America (BofA) คาดการณ์ไว้ที่ 5,000 ดอลลาร์ ก็เพิ่มเป็น 6,000 ดอลลาร์ และคาดว่าจะได้เห็นภายในครึ่งปีแรกของปีนี้ ส่วน Goldman Sachs ที่เดิมคาดการณ์ไว้ที่ 4,900 ดอลลาร์ ก็ปรับเพิ่มเป็น 5,400 ดอลลาร์

 

จากเป้าหมายของทองคำเหล่านี้ ถ้าแปลงมาเป็นทองคำไทย เท่ากับว่าเรามีโอกาสจะได้เห็นทองคำบาทละ 100,000 บาท ภายในปีนี้ ถ้าปัจจัยทุกอย่างลงล็อก

 

ทองคำ 100,000 บาท เป็นไปได้แค่ไหน?

 

เบญจมา มาอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บอกว่า ราคาทองคำระดับ 100,000 บาทต่อบาททองคำ เป็นไปได้ หากราคาทองคำโลกวิ่งไปถึงระดับ 6,600 ดอลลาร์ อย่างที่สถาบันการเงินต่างประเทศบางแห่งประเมินไว้ พร้อมๆ กับการที่ค่าเงินบาทอ่อนค่ากลับไปสู่ระดับ 32.9 บาทต่อดอลลาร์

 

ทั้งนี้ ปัจจัยที่สนับสนุนราคาทองคำยังคงเป็นปัจจัยเดิม แต่สถานการณ์ต่างๆ ในปัจจุบันเป็นตัวกระตุ้นให้ปัจจัยเดิมๆ เหล่านี้เร่งตัวเร็วขึ้น เช่น การเข้าซื้อของธนาคารกลางประเทศต่างๆ รวมทั้งแรงซื้อผ่านกองทุน ETF และที่สำคัญคือสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้สงครามการค้าซึ่งหลายคนมองว่าสงบไปแล้ว ปะทุขึ้นมาอีกรอบ เป็นสิ่งที่ยังไม่ได้สะท้อนเข้าไปในราคาทองคำก่อหน้านี้

 

“ก่อนหน้านี้คนคิดว่าสงครามการค้าสงบไปแล้ว แต่ถูกนำกลับมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองอีกครั้ง สะท้อนว่าสหรัฐฯ พร้อมจะใช้ทุกเครื่องมือ ทั้งการค้า การทหาร เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยิ่งเสริมให้แรงซื้อธนาคารกลางแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะขัดแย้งกับสหรัฐฯ การถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ​ อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองได้ ทำให้แต่ละประเทศหันมาหาทองคำมากขึ้น”​

 

ส่วนความเสี่ยงที่อาจจะทำให้ราคาทองคำร่วงแรงได้นั้น ทุกๆ ครั้งจะมีสาเหตุจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อย่างที่เราเห็นช่วงปี 2011 – 2015 ที่ราคาทองคำดิ่งหนัก หลักจากดอกเบี้ยสหรัฐฯ เป็นขาขึ้น

 

ทองคำขาขึ้น 4 ครั้งหลังสุด พุ่งเฉลี่ย 300%

 

“แม้ประวัติศาสตร์อาจไม่ใช่คู่มือบอกอนาคต แต่ค่าเฉลี่ยการพุ่งขึ้นของราคาทองคำในตลาดกระทิง 4 ครั้งหลังสุดอยู่ที่ประมาณ 300% ภายในระยะเวลา 43 เดือน ซึ่งนัยนี้บ่งชี้ว่าทองคำอาจพุ่งแตะ 6,000 ดอลลาร์ภายในฤดูใบไม้ผลินี้” Michael Hartnett นักวิเคราะห์จาก BofA ระบุในข้อมูลที่ส่งให้กับลูกค้า โดย BofA คาดการณ์ว่าราคาทองคำจะไปถึง 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในฤดูใบไม้ผลิ (ช่วงไตรมาส 2) ของปี 2026 ซึ่งจะทำให้ราคาทองคำอยู่สูงกว่าระดับสูงสุดตลอดกาลในปัจจุบันกว่า 20%

 

เมื่อวันที่ 5 มกราคม Michael Widmer หัวหน้าฝ่ายวิจัยโลหะของ Bank of America กล่าวว่าทองคำจะยังคงเป็นสินทรัพย์สำคัญในพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนในปีนี้

 

“ทองคำยังคงโดดเด่นในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedge) และแหล่งสร้างผลตอบแทนส่วนเกิน” Widmer ระบุ พร้อมมองว่าสภาวะตลาดที่ตึงตัวและความอ่อนไหวต่อผลประกอบการที่แข็งแกร่ง จะทำให้ทองคำอยู่ในสถานะตัวป้องกันความเสี่ยงหลักและเป็นตัวขับเคลื่อนผลตอบแทนที่มีศักยภาพในปี 2026

 

มุมมองปี 2026 ของ BofA อิงจากการคาดการณ์เรื่องอุปทานที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้นในภาคทองคำ โดย Widmer คาดว่าผู้ขุดทองรายใหญ่ 13 รายในอเมริกาเหนือจะผลิตได้ 19.2 ล้านออนซ์ในปีนี้ ลดลง 2% จากปี 2025 พร้อมเสริมว่าการคาดการณ์ผลผลิตของตลาดส่วนใหญ่นั้นมองโลกในแง่ดีเกินไป

 

อีกสินค้าหนึ่งที่นักลงทุนกำลังให้ความสนใจไม่แพ้กันคือแร่เงิน Widmer กล่าวว่า แร่เงินอาจดึงดูดนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้สูงเพื่อแลกกับโอกาสทำกำไรส่วนเพิ่มที่มากกว่า และชี้ว่าอัตราส่วนทองคำต่อเงิน (Gold:Silver ratio) ปัจจุบันที่ประมาณ 59 บ่งชี้ว่าแร่เงินยังมีโอกาสทำผลงานได้ดีกว่าทองคำ โดยอ้างอิงสถิติอัตราส่วนต่ำสุดที่ 32 ในปี 2011 ซึ่งบ่งชี้ว่าราคาแร่เงินอาจไปถึง 135 ดอลลาร์ ขณะที่จุดต่ำสุดในปี 1980 ที่ระดับ 14 บ่งชี้ราคาแร่เงินที่ 309 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

Widmer ตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันโลหะมีค่าคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4% ของตลาดการเงินทั้งหมด แต่กลุ่มนักลงทุนที่มีความมั่งคั่งสูง ถือครองทองคำเพียง 0.5% ของสินทรัพย์เท่านั้น

 

ขณะเดียวกันทุนสำรองทองคำของธนาคารกลางได้แซงหน้าการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ไปแล้ว ปัจจุบันทองคำคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยประมาณ 15% ของทุนสำรองทั้งหมดของธนาคารกลาง

 

สำหรับสิ่งที่จะจุดชนวนการหมุนเวียนเงินทุนเข้าสู่ทองคำอีกครั้ง Widmer บอกว่านโยบายการเงินของสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญในปี 2026 เขาตั้งข้อสังเกตว่าช่วงวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงิน เมื่อเงินเฟ้อสูงกว่า 2% ราคาทองคำมักปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 13%

 

ภาพ: brightstars/Getty Images

 

อ้างอิง:

The post ทองคำ 100,000 บาท เป็นไปได้แค่ไหน? หลังราคาพุ่งเกือบหมื่นบาทในเวลาไม่ถึงเดือน appeared first on THE STANDARD.

]]>
Goldman Sachs คาด S&P 500 พุ่งต่อปี 2569 ลุ้นแตะ 7,600 จุด แรงหนุนกำไรหุ้น AI – เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว https://thestandard.co/goldman-sachs-sp-500-2569/ Thu, 08 Jan 2026 05:32:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1162733 Goldman Sachs คาด S&P 500 พุ่งต่อปี 2569 ลุ้นแตะ 7,600 จุด แรงหนุนกำไรหุ้น AI - เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว

Goldman Sachs สถาบันการเงินข้ามชาติชั้นนำระดับโลก เผยบท […]

The post Goldman Sachs คาด S&P 500 พุ่งต่อปี 2569 ลุ้นแตะ 7,600 จุด แรงหนุนกำไรหุ้น AI – เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
Goldman Sachs คาด S&P 500 พุ่งต่อปี 2569 ลุ้นแตะ 7,600 จุด แรงหนุนกำไรหุ้น AI - เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว

Goldman Sachs สถาบันการเงินข้ามชาติชั้นนำระดับโลก เผยบทวิเคราะห์แนวโน้ม ตลาดหุ้นสหรัฐในปี 2569 โดยแบ่งคาดการณ์ออกเป็น 5 ประเด็นหลัก โดยนักวิเคราะห์วอลล์สตรีทส่วนใหญ่ ยังคงมุมมองในแง่บวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐ แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2565 โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 16% ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในอดีตที่ 10% ต่อปี

 

1. ตลาดหุ้นสหรัฐยังเป็นขาขึ้น แต่โตชะลอลง

 

แม้ตลาดหุ้นสหรัฐจะยังคงอยู่ในสภาวะ ‘ตลาดกระทิง (Bull Market)’ ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 แต่จะลดความร้อนแรงลง Goldman Sachs ประเมินว่า ดัชนี S&P 500 จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 7,600 จุด หรือเติบโตขึ้น 12% ในปี 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลัก จากการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

 

2. หุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclicals) ผลตอบแทนโดดเด่น

 

ภาวะการเงินในช่วงต้นปี 2569 คาดว่าจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical Investments) ซึ่งมักจะให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นเมื่อเศรษฐกิจขยายตัว โดย Goldman Sachs มองว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐจะเริ่มฟื้นตัว เนื่องจากหน่วยงานรัฐกลับมาดำเนินการตามปกติ หลังรัฐบาลกลางถูกชัตดาวน์ยาวนาน ที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นเวลา 43 วัน ทั้งนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ ที่สำคัญได้แก่

 

  • แรงส่งจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ‘Big Beautiful Bill’ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
  • ภาวะการเงินที่ผ่อนคลายลง
  • ผลกระทบจากภาษีศุลกากร (Tariffs) ที่น้อยกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้

 

“ภาคธุรกิจจะได้รับอานิสงส์จาก ‘ปัจจัยหนุนด้านรายได้’ (Revenue Tailwinds) ตามการเร่งตัวของเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านค่าแรง ที่พุ่งสูงขึ้น หรือการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งมักเป็นลักษณะเด่นของภาวะเศรษฐกิจช่วงปลายวัฏจักร (Late-cycle)”

 

อย่างไรก็ตาม แม้หุ้นกลุ่มวัฏจักรจะเริ่มขยับตัวขึ้นมานำตลาดตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 แต่เหล่านักกลยุทธ์มองว่า นักลงทุนยังไม่ได้สะท้อนปัจจัยบวก (Priced in) เข้าไปในราคาหุ้นอย่างเต็มที่

 

3. Big Tech ทุ่มเงินลงทุน AI 16 ล้านล้าน

 

ค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CapEx) ด้าน AI ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Hyperscalers) จะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดย Goldman Sachs คาดว่า เม็ดเงินลงทุนใน AI อาจพุ่งสูงขึ้น 36% สู่ระดับ 5.39 แสนล้านดอลลาร์ (16 ล้านล้านบาท) ในปี 2569 และเป็นแนวโน้มต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินลงทุน จะเติบโตขึ้นอีก 17% จนแตะระดับ 6.29 แสนล้านดอลลาร์ (19 ล้านล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปค่าใช้จ่ายการลงทุน AI มีแนวโน้มชะลอลง

 

“เมื่อตัวเลขรายจ่ายและภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ในท้ายที่สุดผลกำไร จำเป็นต้องเติบโตล้อตามกันไป เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความสมเหตุสมผล และความคุ้มค่าของการลงทุนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

 

4. หมดยุคขายฝัน AI ต้องทำกำไรจริง

 

นักวิเคราะห์มองว่า หุ้นกลุ่ม AI กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตใหม่ ซึ่งเป็นเฟส 3 ในปี 2569 โดยมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญดังนี้

 

  • ค่าใช้จ่ายในการลงทุน AI ชะลอลง โดยในช่วง ‘เฟส 2’ ที่ผ่านมา ราคาหุ้น AI ถูกกำหนดด้วยการทุ่มงบประมาณลงทุนมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เช่น การสร้าง Data Center และซื้อชิปประมวลผล แต่ในเฟส 3 นี้ แนวโน้มค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะเติบโตในอัตราที่ช้าลง
  • หมดยุคขายฝัน AI ต้องทำกำไรได้จริง แม้ในเฟสที่ 3 บริษัทต่างๆ จะหันมาประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจมากขึ้น แต่นักลงทุนจะยังไม่ปักใจ เชื่อว่าบริษัทนั้นจะได้ประโยชน์ในระยะยาว จนกว่าบริษัทจะสามารถพิสูจน์ ให้เห็นในงบการเงินว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ได้จริง และประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนั้น ทำให้กำไรเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม
  • ผู้ชนะกลุ่มใหม่ปรากฎตัว เมื่อการนำ AI มาประยุกต์ใช้ ขยายวงกว้างไปสู่ภาคธุรกิจต่างๆ มากขึ้น ตลาดจะเริ่มเห็นความชัดเจน ว่าหุ้นตัวไหนคือ ‘ผู้ชนะที่แท้จริง’ โดยไม่เหมารวมการเติบโตทั้งอุตสาหกรรม หลังผู้ชนะในเฟส 2 คือบริษัทผู้ผลิตชิป และโครงสร้างพื้นฐาน

 

5. ดีลควบรวม-ซื้อกิจการ(M&A) ยังแข็งแกร่ง

 

ในปี 2569 คาดว่าธุรกรรมการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) จะเติบโตขึ้น 15% โดยมีปัจจัยสนับสนุนต่างๆ เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สภาพแวดล้อม การเงินที่ผ่อนคลายลง และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในหมู่ผู้นำธุรกิจ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้จะช่วยสนับสนุนให้ดีล (M&A) ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้น

 

ทั้งนี้ กิจกรรม M&A เริ่มฟื้นตัวในปี 2568 โดยมูลค่าธุรกรรม M&A ขนาดใหญ่ในสหรัฐ ทั้งในกลุ่มผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์ (Strategic Acquirers) และกลุ่มทุนสปอนเซอร์ (Sponsor Acquirors) พุ่งทะลุระดับ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 75% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

 

อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs เตือนให้นักลงทุนระมัดระวังเรื่องราคาหุ้นที่ค่อนข้างแพง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง รวมถึงความผันผวนจากนโยบายภาษีศุลกากร และความไม่แน่นอนทางการคลัง ซึ่งอาจทำให้ตลาดเกิดการปรับฐาน (Correction) ได้เป็นระยะ แต่ในภาพรวมระยะยาวตลาดยังคงมีทิศทางเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน

 

ภาพ: Pavel Ignatov/Shutterstock

 

อ้างอิง:

The post Goldman Sachs คาด S&P 500 พุ่งต่อปี 2569 ลุ้นแตะ 7,600 จุด แรงหนุนกำไรหุ้น AI – เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำจ่อทำนิวไฮปี 2026 สถาบันการเงินทั่วโลกคาดมีโอกาสแตะ 4,900 ดอลลาร์ หนุนแรงซื้อธนาคารกลาง – Fed เดินหน้าลดดอกเบี้ย https://thestandard.co/gold-new-high-2026-fed-rates/ Sun, 30 Nov 2025 06:32:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1149813 ทองคำจ่อทำนิวไฮ ปี 2026 สถาบันการเงินทั่วโลกคาดมีโอกาสแตะ 4,900 ดอลลาร์ หนุนแรงซื้อธนาคารกลาง - Fed เดินหน้าลดดอกเบี้ย

สถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งประเมินว่า ราคาทองคำมีแนวโน้ […]

The post ทองคำจ่อทำนิวไฮปี 2026 สถาบันการเงินทั่วโลกคาดมีโอกาสแตะ 4,900 ดอลลาร์ หนุนแรงซื้อธนาคารกลาง – Fed เดินหน้าลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทองคำจ่อทำนิวไฮ ปี 2026 สถาบันการเงินทั่วโลกคาดมีโอกาสแตะ 4,900 ดอลลาร์ หนุนแรงซื้อธนาคารกลาง - Fed เดินหน้าลดดอกเบี้ย

สถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งประเมินว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มฟื้นตัวจากการปรับฐานครั้งล่าสุด และอาจทำสถิติสูงสุดใหม่ในปี 2026 โดยได้รับแรงหนุนจากทั้งการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก และความคาดหวังว่า Fed จะเดินหน้าลดดอกเบี้ย ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน Deutsche Bank ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาเฉลี่ยทองคำในปี 2026 ขึ้นเป็น 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิม 4,000 ดอลลาร์ พร้อมประเมินว่าราคาจะเคลื่อนไหวในกรอบ 3,950-4,950 ดอลลาร์ ตลอดทั้งปี

 

ไมเคิล ซูห์ นักวิเคราะห์ของธนาคาร กล่าวว่า กระแสเงินทุนเริ่มทรงตัว และสัญญาณเชิงเทคนิคชี้ว่าการปรับฐานด้านสถานะการลงทุนได้สิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่ความต้องการทองคำที่เติบโตเร็วกว่าซัปพลายยังคงตอกย้ำแนวโน้มขาขึ้น สอดคล้องกับข้อมูลในไตรมาส 3 ซึ่งชี้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง

 

แนวโน้มเชิงบวกดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการฟื้นตัวของราคาทองคำที่ยังคงผันผวน หลังจากร่วงแรงเมื่อเดือนก่อนจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนหน้านี้ราคาทองคำได้ปรับขึ้นจากแรงซื้อจำนวนมากของธนาคารกลาง ท่ามกลางความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์ในระยะยาว

 

ด้านจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำหนักสำคัญของตลาดโลก ได้ซื้อทองคำเพิ่มเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกันในเดือนตุลาคม ในปริมาณ 30,000 ออนซ์ ส่งผลให้ทองคำสำรองรวมอยู่ที่ 74.09 ล้านออนซ์ คิดเป็นมูลค่าราว 2.9 แสนล้านดอลลาร์

 

Goldman Sachs คาดว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นเกือบ 20% แตะระดับ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปีหน้า โดย ดาน สตรอย์เวน หัวหน้าฝ่ายวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์โลก ระบุว่า ปัจจัยหนุนที่ผลักดันราคาทองคำในปี 2025 จะเกิดขึ้นซ้ำอีกในปี 2026 ไม่ว่าจะเป็นการเข้าซื้อทองคำในระดับสูงของธนาคารกลางนับตั้งแต่กรณีอายัดสินทรัพย์ของรัสเซียในปี 2022 หรือแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งช่วยลดต้นทุนโอกาสของการถือครองทองคำที่ไม่มีผลตอบแทน

 

นอกจากนี้ Fed ยังกลับมาดำเนินนโยบายลดดอกเบี้ยอีกครั้งตั้งแต่เดือนกันยายน และได้ลดไปแล้วสองครั้งในปีนี้ ขณะที่เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า ตลาดให้ความเป็นไปได้ต่อการลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปมากกว่า 80%

 

อย่างไรก็ตาม ไมเคิล วิดเมอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยของธนาคารกลาง ชี้ว่าแม้ก่อนหน้านี้ตลาดจะอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไปจนเกิดแรงขายทำกำไร แต่ในเชิงประวัติศาสตร์ การย่อตัวลักษณะนี้มักเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ โดยการปรับขึ้นรอบนี้ไม่ได้ผิดปกติเมื่อเทียบกับรอบตลาดกระทิงของทองคำตั้งแต่ทศวรรษ 1970 พร้อมเสริมว่าการปรับฐานราว 10% ถือเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อย และหลังจากนั้นราคามักกลับมาพุ่งแรงอีกครั้ง

 

อ้างอิง:

The post ทองคำจ่อทำนิวไฮปี 2026 สถาบันการเงินทั่วโลกคาดมีโอกาสแตะ 4,900 ดอลลาร์ หนุนแรงซื้อธนาคารกลาง – Fed เดินหน้าลดดอกเบี้ย appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผน 15 กับพอร์ตจีน: จากแผนห้าปีสู่ห้าธีมลงทุน https://thestandard.co/plan-15-china-five-themes/ Thu, 20 Nov 2025 04:38:38 +0000 https://thestandard.co/?p=1145293 แผน 15 กับพอร์ตจีน: จากแผนห้าปีสู่ห้าธีมลงทุน

นโยบายเศรษฐกิจกับตลาดหุ้นจีนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกขาดจ […]

The post แผน 15 กับพอร์ตจีน: จากแผนห้าปีสู่ห้าธีมลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผน 15 กับพอร์ตจีน: จากแผนห้าปีสู่ห้าธีมลงทุน

นโยบายเศรษฐกิจกับตลาดหุ้นจีนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้

 

และเมื่อปี 2026 กำลังจะมาถึง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 สำหรับปี 2026-2030 ก็จะเริ่มบังคับใช้

 

แผนห้าปีรอบนี้ตั้งเป้าหมายให้เศรษฐกิจจีนขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม เน้นคุณภาพ และความมั่นคง โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน เป็นครั้งแรกที่ไม่มีการตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP สะท้อนว่าทิศทางเศรษฐกิจจะเฉพาะเจาะจง และมุ่งเชิงโครงสร้างมากกว่าเดิม

 

มองย้อนกลับไปในอดีต การจัดพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับแผน 5 ปี มักทำผลตอบแทนได้ดีกว่าการลงทุนแบบไม่เจาะจง

 

ตัวอย่างเช่น บทวิเคราะห์ของ Goldman Sachs ที่ใช้แบบจำลองภาษา (LLM) สกัดสัญญาณการลงทุนที่คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากแผนห้าปี ชี้ว่าหากลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรม (GICS Level 2) ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด 5 อันดับแรก นับตั้งแต่ปี 2001 (แผนฉบับที่ 5) มาจนถึงปัจจุบัน นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีราว 128% หรือชนะดัชนีหุ้นจีนเฉลี่ยประมาณปีละ 9% ทีเดียว

 

ผมจึงวิเคราะห์ทิศทางแผน 15 พร้อมหาโอกาส และประเมินความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นจีน สรุปได้เป็น 5 ธีมเด่นที่มีทั้งนโยบายหนุน การเติบโตสูง และมูลค่าเหมาะสม มาให้นักลงทุนได้เลือกตัดสินใจไปพร้อมกัน

 

1. กลุ่มไบโอเทค โอกาสสู่การเป็นฐานผลิตภัณฑ์และการวิจัยของโลก

 

กลุ่ม Biotech ได้รับการกล่าวถึงในแผน 15 จากหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงด้านสาธารณสุข ลดการพึ่งพายาต่างประเทศ และเศรษฐกิจสูงวัย จุดเด่นสำคัญคือต้นทุนการวิจัยระดับสูงที่ถูกกว่าประเทศพัฒนาแล้ว มีตลาดผู้ซื้อขนาดใหญ่ และในอนาคตถ้าสามารถประยุกต์ใช้ AI ในวิจัยยาได้ยิ่งจะมีประสิทธิภาพสูง

 

กำไรของกลุ่มไบโอเทคกำลังฟื้นตัว แม้กลุ่มนี้จะซื้อขายในระดับ P/E เฉลี่ยสูงถึง 30-40 เท่า แต่แลกมาด้วยการเติบโตที่ระดับ 15-25% แบบไม่อ่อนไหวตามวัฏจักรเศรษฐกิจ นับว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ

 

2. กลุ่มยานยนต์และพลังงานสมัยใหม่ พลังขับเคลื่อนด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง

 

กลุ่มยานยนต์เป็นกลุ่มที่ได้รับแรงหนุนจากนโยบายตั้งแต่แผน 10-13 คิดเป็นการพัฒนาต่อเนื่องถึงกว่า 20 ปี เป้าหมายของการพัฒนาแผนใหม่นี้แตกต่างจากเดิม โดยมองไปที่ความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงการต่อยอดให้ผู้ผลิตยานยนต์จีนก้าวไปสู่ระดับโลก

 

จุดเด่นของธุรกิจคือมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำ ยอดขายเติบโตเร็ว และอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ Margin ไม่สูง ทำให้ P/E เข้าถึงได้ เมื่อนำมารวมกับ Battery Supply Chain ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ทำให้การลงทุนกลุ่มนี้มีโอกาสเติบโตได้

 

3. กลุ่มอุตสาหกรรมขั้นสูง เสริมเครื่องจักรด้วย AI ดันผู้นำธุรกิจให้เติบโตระยะยาว

 

การยกระดับอุตสาหกรรมเดิมด้วย AI เป็นหนึ่งในแผนล่าสุดในฉบับที่ 15 เป้าหมายหลักคือการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่ม และลดการพึ่งพาอุปกรณ์เฉพาะทางจากต่างประเทศ

 

ภาคการผลิตที่สามารถนำ AI เข้ามาช่วยได้ประกอบด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ เครื่องจักรความแม่นยำ ไปจนถึงอากาศยานและอวกาศ การลงทุนในกลุ่มนี้ คาดว่าจะเป็นการสนับสนุนผู้นำในแต่ละกิจกรรมการผลิตเฉพาะทาง สำหรับนักลงทุน จุดเด่นของการลงทุนในผู้ผลิตขั้นกลางคือ Valuation จะอยู่ราวระดับ 15-30 เท่า เหมาะสมเมื่อเทียบกับการเติบโตที่สูง

 

4. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Technology ยกระดับเครือข่าย Computing ไม่หลุดเมกะเทรนด์เติบโตระยะยาว

 

เมื่อต้องการเติบโตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การรวมเป้าหมายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเข้าไว้ในการลงทุนภาครัฐเป็นความต่างสำคัญเมื่อเทียบกับฝั่งสหรัฐที่สนับสนุนให้เอกชนหรือ Hyperscalers เป็นผู้ลงทุน

 

แม้จุดอ่อนที่เห็นได้ชัดคือความเชื่องช้าเมื่อเทียบกับสหรัฐ แต่ก็แลกมาด้วยความคุ้มค่าและมีมาตรฐานเดียวกัน ธุรกิจที่จีนมีแต้มต่อประกอบด้วย Server ออปติกความเร็วสูง ไปจนถึง Power Supply กำไรขั้นต้นอาจไม่สูง แต่ถ้าสามารถขยาย Network ไปต่างประเทศได้ ก็คาดว่าจะมีโอกาสเติบโตก้าวกระโดดให้เห็นเช่นกัน

 

5. กลุ่มผู้ผลิตชิปกลายเป็นธุรกิจหลักเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ

 

ทางการจีนไม่ได้แค่กล่าวถึงธุรกิจ Semiconductor ในแผน 15 มากที่สุด แต่ยกธุรกิจ Chip ขึ้นเป็นยุทธศาสตร์ชาติเพื่อความมั่นคงเทคโนโลยีไปแล้ว

 

ในธุรกิจนี้ จีนยังคงตามผู้นำอย่างสหรัฐฯ อยู่ราว 2-3 generations เป้าหมายแรก คาดว่าจะเป็นการยกระดับ Value Chain ตั้งแต่ออกแบบ ผลิตวัสดุ อุปกรณ์ Packaging ไปจนถึง Foundry ก่อนที่จะเริ่มลดการพึ่งพาชิปขั้นสูงจากต่างชาติ

 

จุดแข็งสำคัญที่สุดของธุรกิจนี้ คือการเป็นพื้นฐานของทุกธีมข้างต้น จึงมีแนวโน้มการเติบโตสูงและต่อเนื่อง สิ่งที่ต้องระวังคือ Valuation ที่อาจสูงเกินไปในบางจังหวะตามความคาดหวังของตลาด

 

ท้ายที่สุด เมื่อแผน 15 เริ่มใช้ปี 2026 การจัดพอร์ตให้สอดคล้องธีมเติบโตใหม่ อาจสำคัญกว่าเดาทิศทางตลาดหุ้นจีน

 

แผนห้าปีรอบนี้เป็นก้าวสำคัญของทั้งประเทศจีนและนักลงทุน แม้ห้าปีอาจไม่ใช่เวลาสั้นๆ และตลาดมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ตลอด แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราเลือกลงทุนตามแผนที่ถูกต้อง อย่างน้อยในอนาคตปี 2030 เราจะไม่ต้องมองกลับมาเสียดายกับโอกาสครั้งนี้แน่นอนครับ

 

แผน 15 กับพอร์ตจีน: จากแผนห้าปีสู่ห้าธีมลงทุน 1

สรุปภาพรวมเชิงกลยุทธ์ภาครัฐและเอกชนจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีนฉบับที่ 15

 

อ้างอิง: Gov.cn และ FSS

ภาพ: XIUYUAN YAO / Getty Images

The post แผน 15 กับพอร์ตจีน: จากแผนห้าปีสู่ห้าธีมลงทุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
SKIMS ของ Kim Kardashian มีมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์แล้ว https://thestandard.co/skims-hits-5-billion/ Fri, 14 Nov 2025 01:00:39 +0000 https://thestandard.co/?p=1143127 SKIMS ของ Kim Kardashian มีมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์แล้ว

SKIMS แบรนด์ที่ Kim Kardashian ปลุกปั้นร่วมกับ Jens Gre […]

The post SKIMS ของ Kim Kardashian มีมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
SKIMS ของ Kim Kardashian มีมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์แล้ว

SKIMS แบรนด์ที่ Kim Kardashian ปลุกปั้นร่วมกับ Jens Grede ปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์แล้ว หลังจากที่สามารถระดมทุนครั้งล่าสุดได้ 225 ล้านดอลลาร์

 

ผู้ที่มาทุ่มทุน 225 ล้านดอลลาร์ให้กับ SKIMS ในครั้งนี้คือ Goldman Sachs Alternatives ของ Golden Sachs อันเป็นบริษัทด้านการเงินและการลงทุน โดยก่อนหน้านี้พวกเขาเคยระดมทุนให้กับ SKIMS มาแล้วในปี 2023 หรือ 4 ปีหลังการเปิดตัวแบรนด์ และในปีเดียวกันนั้น SKIMS ก็สามารถกวาดรายได้ไป 270 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่มีมูลค่าแบรนด์อยู่ที่ 4 พันล้านดอลลาร์

 

Kim Kardashian เผยความรู้สึกถึงความสำเร็จครั้งใหม่ที่จะทำให้ SKIMS สามารถแผ่ขยายอาณาจักรธุรกิจต่อไปในอนาคตว่า “การประกาศในวันนี้เป็นเครื่องมือตอกย้ำถึงผลของการทำงานหนักของทีมงานที่น่าทึ่งของเรา และพาร์ตเนอร์ที่คอยสนับสนุนให้เราได้ก้าวสู่บทใหม่ที่น่าตื่นเต้น”

 

หลังข่าวการลงทุนให้กับ SKIMS ครั้งใหม่ ทาง Global Sachs Alternatives ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่าน The New York Times ถึงความสำเร็จอันน่าทึ่งของแบรนด์ที่เกิดขึ้นจากการบุกเบิกหมวดหมู่สินค้าใหม่และการให้นิยามใหม่แก่การแต่งกายในชีวิตประจำวัน

 

ซึ่งก็จะเห็นได้จากโปรดักต์ที่สร้างโมเมนต์ไวรัลบนโลกออนไลน์ของ SKIMS ไม่ว่าจะเป็นสายรัดกระชับหน้าเรียว ไปจนถึงกางเกงใน G-String ที่มาพร้อมกับเส้นขน (มีให้เลือกทุกเฉดสี) และขายดีแบบเทน้ำเทท่า สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ SKIMS มีความแตกต่างและโดดเด่น อีกทั้งยังสามารถดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี

 

ภาพ: Kevin Mazur/Getty Images for SKIMS

 

อ้างอิง:

The post SKIMS ของ Kim Kardashian มีมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์แล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ใกล้ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์! ราคา ‘ทองคำ-เงิน’ นิวไฮ! หลังความขัดแย้งการค้าสหรัฐฯ-จีนระอุ https://thestandard.co/gold-price-record-us-china-trade-tension/ Mon, 13 Oct 2025 08:11:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1129906 ราคาทองคำ

ราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ หลังปมความขัดแย้งการค้าส […]

The post ใกล้ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์! ราคา ‘ทองคำ-เงิน’ นิวไฮ! หลังความขัดแย้งการค้าสหรัฐฯ-จีนระอุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ราคาทองคำ

ราคาทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ หลังปมความขัดแย้งการค้าสหรัฐฯ – จีนมีสัญญาณว่า จะทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ราคาโลหะเงินก็แตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน

 

วันนี้ (13 ตุลาคม) ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย หลังความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ – จีนที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อ ขณะที่ราคาโลหะเงินก็ทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน

 

ราคาทองคำตลาดสปอต (Spot gold) ปรับตัวขึ้น 1.5% สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,078.05 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ขณะที่ ทองคำฟิวเจอร์ส สำหรับการส่งมอบเดือนธันวาคม ก็พุ่งขึ้น 2.3% แตะ 4,093.50 ดอลลาร์สหรัฐเช่นกัน

 

การเคลื่อนไหวดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษี 100% ต่อสินค้านำเข้าจากจีน และประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกซอฟต์แวร์ที่สำคัญฉบับใหม่ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อตอบโต้มาตรการจำกัดการส่งออกแร่หายาก (Rare Earth) และอุปกรณ์ของจีน ซึ่งต่อมารัฐบาลจีนได้ออกมาชี้แจงว่า มาตรการของตน ‘มีความชอบธรรม’

 

ไคล์ ร็อดดา (Kyle Rodda) นักวิเคราะห์จาก Capital.com กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหนุนตลาดทองคำลดลง แต่ตอนนี้เรากลับมามีความเสี่ยงใหม่ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง จากความตึงเครียดทางการค้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน”

 

Goldman Sachs คาดทองมีโอกาแตะ 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในธ.ค.นี้

 

ย้อนกลับเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ได้ประกาศปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำ ณ เดือนธันวาคม ปี 2026 ขึ้นเป็น 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 4,300 ดอลลาร์ โดยอ้างอิงถึงการไหลเข้าของเงินทุนอย่างแข็งแกร่งในกองทุน ETF ของฝั่งตะวันตก และแนวโน้มการเข้าซื้อของธนาคารกลางต่างๆ

 

โกลด์แมนระบุว่า “เรามองว่าความเสี่ยงต่อการคาดการณ์ราคาทองคำฉบับปรับปรุงใหม่นี้ โดยรวมแล้วยังมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้อีก เนื่องจากการกระจายการลงทุนของภาคเอกชนมาสู่ตลาดทองคำซึ่งมีขนาดค่อนข้างเล็ก อาจผลักดันให้การถือครองของกองทุน ETF สูงเกินกว่าที่เราได้ประเมินไว้”

 

ราคาเงิน ‘พุ่งแรง’ กว่าทอง

 

ส่วนราคาเงินในตลาดสปอตพุ่งขึ้น 2.7% ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 51.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยเดียวกับทองคำ ประกอบกับสภาวะอุปทานที่ตึงตัวในตลาดสปอต โดยนับตั้งแต่ต้นปี ราคาเงินมีอัตราเพิ่มขึ้นแซงทองคำแล้ว หรือเพิ่มขึ้น 73.51% (YTD)

 

โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ระบุเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ราคาเงินคาดว่า จะปรับตัวสูงขึ้นในระยะกลาง จากกระแสการลงทุนของภาคเอกชน แต่เตือนถึงความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้นและความเสี่ยงขาลงที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับทองคำ

 

ทั้งนี้ ทองคำแท่งซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย มีมูลค่าเพิ่มขึ้นแล้วราว 53% นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเข้าซื้อทองคำอย่างแข็งแกร่งของธนาคารกลางต่างๆ เงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF การคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากมาตรการทางภาษี

 

ปัจจุบัน ตลาดคาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในเดือนตุลาคมนี้ และจะปรับลดดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันอีกครั้งในเดือนธันวาคม

 

โดยเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed มีกำหนดจะกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีของสมาคมเศรษฐศาสตร์ธุรกิจแห่งชาติ (National Association for Business Economics: NABE) ในวันอังคารที่ 14 ตุลาคมนี้ ซึ่งอาจให้สัญญาณใหม่ๆ เกี่ยวกับการลดดอกเบี้ย ขณะที่เจ้าหน้าที่ Fed คนอื่นๆ ก็มีกำหนดการจะกล่าวถ้อยแถลงตลอดทั้งสัปดาห์

 

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวโทษพรรคเดโมแครตว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนต้องตัดสินใจเลิกจ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหลายพันคนในช่วง Government Shutdown ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และทำให้การเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญต่างๆ ต้องล่าช้าออกไป

 

ด้านสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ผู้นำโลกหลายคน รวมถึงประธานาธิบดีทรัมป์ มีกำหนดจะเข้าร่วมการประชุมที่ประเทศอียิปต์ในวันจันทร์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการหยุดยิงในฉนวนกาซา

 

ภาพ: VladKK / Shutterstock

อ้างอิง:

The post ใกล้ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์! ราคา ‘ทองคำ-เงิน’ นิวไฮ! หลังความขัดแย้งการค้าสหรัฐฯ-จีนระอุ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซีอีโอ Goldman Sachs เตือน ‘หุ้น’ เสี่ยงปรับฐานครั้งใหญ่ ในอีก 1-2 ปี https://thestandard.co/goldman-sachs-ceo-warns-stock-correction/ Sun, 05 Oct 2025 04:58:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1126681 David Solomon ซีอีโอ Goldman Sachs เตือนตลาดหุ้นทั่วโลกเสี่ยงปรับฐานครั้งใหญ่จากกระแส AI

David Solomon ซีอีโอของ Goldman Sachs เตือนตลาดหุ้นเสี่ […]

The post ซีอีโอ Goldman Sachs เตือน ‘หุ้น’ เสี่ยงปรับฐานครั้งใหญ่ ในอีก 1-2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
David Solomon ซีอีโอ Goldman Sachs เตือนตลาดหุ้นทั่วโลกเสี่ยงปรับฐานครั้งใหญ่จากกระแส AI

David Solomon ซีอีโอของ Goldman Sachs เตือนตลาดหุ้นเสี่ยงปรับฐานครั้งใหญ่ใหญ่ใน 1-2 ปีข้างหน้า สัญญาณซ้ำรอย ‘ฟองสบู่ดอทคอม’

 

David Solomon ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Goldman Sachs หนึ่งในสถาบันการเงินผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกซึ่งทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์จากกระแสความคลั่งไคล้ในปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการปรับตัวลดลงครั้งสำคัญในอีก 1-2 ปีข้างหน้า

 

Solomon กล่าวในงาน Italian Tech Week ที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับวิกฤต ‘ฟองสบู่ดอทคอม’ (Dot-com Bubble) ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นคำเตือนที่ตอกย้ำความกังวลของนักลงทุนระดับโลกหลายราย

 

Solomon อธิบายว่า ตลาดมักจะเคลื่อนไหวเป็นวัฏจักร โดยเฉพาะเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลก “เมื่อใดก็ตามที่เรามีการเร่งตัวขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ที่สร้างการก่อตัวของเงินทุนจำนวนมาก โดยทั่วไปคุณจะเห็นว่าตลาดวิ่งนำหน้าศักยภาพไปก่อน มันจะมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้”

 

เขาชี้ว่าปรากฏการณ์นี้คล้ายคลึงอย่างยิ่งกับยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู ซึ่งแม้จะสร้างบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้นักลงทุนจำนวนมากต้องสูญเสียเงินมหาศาลไปกับบริษัทที่ไม่สามารถอยู่รอดได้

 

“ผมจะไม่แปลกใจถ้าในอีก 12 ถึง 24 เดือนข้างหน้า เราจะได้เห็นการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้น ผมคิดว่าจะมีเงินทุนจำนวนมากที่ถูกนำไปใช้แล้วปรากฏว่าไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ และเมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น ผู้คนจะรู้สึกไม่ดี” โซโลมอนกล่าว

 

แม้จะหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า ‘ฟองสบู่’ โดยตรง แต่โซโลมอนได้อธิบายถึงจิตวิทยาของตลาดกระทิงในปัจจุบันว่า “ผมรู้ว่าผู้คนกำลังยอมรับความเสี่ยงมากขึ้นเพราะพวกเขากำลังตื่นเต้น และเมื่อนักลงทุนตื่นเต้น พวกเขามักจะคิดถึงแต่สิ่งดีๆ ที่อาจเกิดขึ้น และลดความสำคัญของสิ่งที่คุณควรจะสงสัยว่าอาจผิดพลาดได้”

 

“มันจะมีการปรับฐาน จะมีการตรวจสอบ ณ จุดใดจุดหนึ่ง จะมีการปรับตัวลดลง อย่างแน่นอน” Solomon กล่าว

 

คำเตือนของโซโลมอนสอดคล้องกับมุมมองของผู้นำธุรกิจคนอื่นๆ โดยในงานเดียวกัน Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ได้ระบุว่า AI กำลังอยู่ในภาวะ “ฟองสบู่อุตสาหกรรม” ขณะที่นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Leon Cooperman ก็ได้เตือนว่าตลาดกำลังอยู่ใน “ช่วงท้ายของตลาดกระทิงที่ซึ่งฟองสบู่สามารถก่อตัวขึ้นได้”

 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเตือนถึงความเสี่ยงในระยะสั้นถึงกลาง แต่ Solomon ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกอย่างยิ่งต่อศักยภาพของเทคโนโลยี AI ในระยะยาว

 

“สิ่งที่น่าตื่นเต้นสุดๆ คือเทคโนโลยีกำลังขยายตัว บริษัทใหม่ๆ กำลังก่อตั้งขึ้น และศักยภาพของเทคโนโลยีนี้เมื่อนำไปใช้ในระดับองค์กรจะมีพลังอย่างยิ่งยวด ดังนั้น มันเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นครับ” Solomon กล่าว

 

อ้างอิง:

The post ซีอีโอ Goldman Sachs เตือน ‘หุ้น’ เสี่ยงปรับฐานครั้งใหญ่ ในอีก 1-2 ปี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Goldman Sachs เพิ่มเป้าหมายดัชนีหุ้นจีน 11% บนความหวังสหรัฐฯ เจรจาการค้ากับจีนลุล่วง https://thestandard.co/goldman-sachs-china-stocks-outlook/ Mon, 28 Jul 2025 05:32:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1100871 goldman-sachs-china-stocks-outlook

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Goldman Sachs Group Inc. […]

The post Goldman Sachs เพิ่มเป้าหมายดัชนีหุ้นจีน 11% บนความหวังสหรัฐฯ เจรจาการค้ากับจีนลุล่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>
goldman-sachs-china-stocks-outlook

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Goldman Sachs Group Inc. สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลก ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีหุ้นจีน โดยคาดการณ์ว่ามีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีก 11% ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ท่ามกลางความหวังที่เพิ่มขึ้นว่าสหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้ ซึ่งจะช่วยขจัดความไม่แน่นอนที่กดดันตลาดมาอย่างยาวนาน

 

มุมมองเชิงบวกดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ และจีน เริ่มต้นการประชุมเจรจาครั้งสำคัญเป็นเวลาสองวัน ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ในวันนี้ (28 กรกฎาคม) โดยมีวาระสำคัญคือการขยายระยะเวลา ‘การพักรบทางภาษี’ (Tariff Detente) ที่กำลังจะสิ้นสุดลงในช่วงกลางเดือนสิงหาคมนี้

 

ทีมนักกลยุทธ์ของ Goldman Sachs นำโดย คิงเกอร์ เลา ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี MSCI China ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า สู่ระดับ 90 จุด จากเดิมที่ 85 จุด ซึ่งหมายถึงโอกาสในการปรับตัวขึ้น (Upside) อีก 11% จากราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

 

“จากรูปแบบการซื้อขายที่เห็นในประเทศอื่นๆ ที่ได้บรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ข้อตกลงการค้าที่อาจเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน อาจเป็นเหตุการณ์ที่ช่วยปลดล็อกตลาดหุ้นจีนได้” นักกลยุทธ์ระบุในบทวิเคราะห์

 

นอกเหนือจากความหวังเรื่องข้อตกลงการค้าแล้ว ปัจจัยหนุนอื่นๆ ยังรวมถึงค่าเงินหยวนที่มีเสถียรภาพและแข็งค่าขึ้น, ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบต่อภาคเอกชนในจีนที่ลดน้อยลง และสภาพคล่องในตลาดที่ยังคงเอื้ออำนวย

 

ความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นนี้ สะท้อนผ่านตลาดหุ้นจีนที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่คล้ายคลึงกับที่สหรัฐฯ ได้ทำไว้กับประเทศอื่นๆ ก่อนหน้านี้ เช่น ญี่ปุ่น

 

การประชุมที่สวีเดนในสัปดาห์นี้ นำโดย เหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ถือเป็นการพบปะกันครั้งที่สามในรอบไม่ถึงสามเดือน โดยมีวาระสำคัญคือการหารือถึงระยะเวลาที่จะขยายการพักรบทางภาษีออกไป

 

ก่อนหน้านี้ นายเบสเซนต์ได้กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า สหรัฐฯ จะใช้การประชุมครั้งนี้เพื่อหาข้อสรุปสิ่งที่ “น่าจะเป็นการขยายเวลา” ของการพักรบทางภาษีออกไป พร้อมเสริมว่า “ผมคิดว่าการค้ากับจีนกำลังอยู่ในจุดที่ดีมาก”

 

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการขยายเวลาพักรบแล้ว โต๊ะเจรจายังเต็มไปด้วยประเด็นที่ซับซ้อนและอ่อนไหว ซึ่งรวมถึงการที่จีนต้องการให้สหรัฐฯ ลดภาษีที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบค้ายาเฟนทานิล ซึ่งทรัมป์เคยกำหนดไว้ที่ 20% โดยอ้างว่าบริษัทจีนเป็นผู้จัดหาสารเคมีตั้งต้น

 

ด้านสหรัฐฯ ต้องการให้จีนผ่อนคลายการควบคุมการส่งออกแม่เหล็กแร่หายาก (Rare-Earth Magnets) ซึ่งจำเป็นต่ออุตสาหกรรม EV และยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ รวมถึงต้องการหารือประเด็นที่จีนยังคงสั่งซื้อน้ำมันจากรัสเซียและอิหร่านซึ่งถูกคว่ำบาตร

 

ฌอน สไตน์ ประธานสภาธุรกิจสหรัฐฯ-จีน (US-China Business Council) มองว่า ประเด็นเรื่องเฟนทานิลถือเป็นโอกาสที่ใหญ่ที่สุดในการเจรจาครั้งนี้ หากจีนแสดงความร่วมมือมากขึ้น ก็อาจเปิดทางให้สหรัฐฯ ลดภาษีในส่วนนี้ ซึ่งจะเปิดประตูให้จีนลดภาษีตอบโต้ในสินค้าเกษตร เครื่องบิน และรถยนต์ของสหรัฐฯ ต่อไปได้

 

ความหวังดีลการค้า สู่การประชุม Politburo ปลายเดือน

 

ความคืบหน้าในการเจรจาครั้งนี้อาจเป็นการปูทางไปสู่การพบปะกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในช่วงปลายปีนี้ โดยเมื่อเดือนที่แล้ว ผู้นำจีนได้เชิญทรัมป์และภริยาให้เดินทางเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการแล้ว

 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตามองการประชุม Politburo ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อหาสัญญาณทิศทางนโยบายเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี แม้ Goldman Sachs จะมองว่ารัฐบาลจีนอาจยังไม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุกในทันที แต่คาดว่าจะมีมาตรการสนับสนุนออกมาในช่วงปลายปีนี้หากเศรษฐกิจส่งสัญญาณอ่อนแอลง

 

อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs เตือนว่าการฟื้นตัวของตลาดหุ้นจีนก็ยังคงมีความเสี่ยง หลังจากที่ดัชนี MSCI China ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 25% ตั้งแต่ต้นปี โดยแนะนำให้นักลงทุนมุ่งเน้นการเลือกหุ้นเป็นรายตัว พร้อมปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มประกันภัยและวัสดุ และลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคารและอสังหาริมทรัพย์

 

ภาพ: Prasit photo / Getty Images 

 

อ้างอิง:

The post Goldman Sachs เพิ่มเป้าหมายดัชนีหุ้นจีน 11% บนความหวังสหรัฐฯ เจรจาการค้ากับจีนลุล่วง appeared first on THE STANDARD.

]]>