Goal of Life Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/goal-of-life/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 08 Jun 2026 05:39:42 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Ronaldo’s Redemption ทรงผมสุดมหัศจรรย์ และความจริงที่ซ่อนอยู่ในการคืนชีพของ ‘R9’ https://thestandard.co/ronaldo-redemption-haircut-world-cup/ Mon, 08 Jun 2026 05:39:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1215723 ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002

เมื่อภาพของโรนัลโดถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก เสียงหัวเราะก็ […]

The post Ronaldo’s Redemption ทรงผมสุดมหัศจรรย์ และความจริงที่ซ่อนอยู่ในการคืนชีพของ ‘R9’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002

เมื่อภาพของโรนัลโดถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน

 

เพราะกองหน้าอันดับหนึ่งของบราซิลมาในผมทรงใหม่ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน โดยทั้งศีรษะนั้นถูกโกนจนเกลี้ยงเป็นขาวทุกด้าน ยกเว้นเพียงแค่ด้านหน้าที่เหลือเป็นหย่อมเอาไว้หน่อยนึง

 

ทรงผมนี้เหมือนเป็นด้านตรงข้ามของทรงผมแบบซามูไรในช่วงยุคเอโดะซึ่งเรียกว่า ‘ชอนมาเกะ’ (丁髷) ซึ่งนักรบจะไว้ผมด้านข้างและด้านหลังให้ยาวแต่จะโกนศีรษะช่วงด้านบนจนเกลี้ยงใส เพื่อประโยชน์ในการสวมใส่หมวกนักรบคาบูโตะได้มั่นคง และยังเป็นเครื่องแสดงศักดินาฐานะของซามูไรด้วย

 

แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือทรงผมสุดประหลาดนี้คือหนึ่งในการความอัจฉริยะโดยธรรมชาติของนักฟุตบอลที่เกิดมาเพื่อเป็นปรากฎการณ์

 

และด้วยผมทรงนี้นี่แหละที่ทำให้ ‘O Fenomeno’ กลับมาแก้ไขความผิดหวังที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศสได้สำเร็จ

 

ในฟุตบอลโลกหนแรกของโลกบนทวีปเอเชีย

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 1

 

ย้อนกลับไปในฟุตบอลโลก 1994 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากโรแบร์โต บาจโจ ยิงลูกจุดโทษพลาดและส่งบราซิลกลับคืนสู่การเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกอีกครั้งในรอบ 24 ปี เหล่าขุนพลเซเลเซาทยอยเดินขึ้นไปรับเหรียญรางวัลชนะเลิศและถ้วยโทรฟีสีทองที่ทุกคนหมายปองใบนั้น

 

หนึ่งในขุนพลนักเตะของบราซิลในเวลานั้นมีนักเตะดาวรุ่งคนหนึ่งที่ไม่มีใครเคยได้เห็นผลงานของเขาในสนามเลย เพราะไม่ได้ถูกส่งลงเล่นแม้แต่วินาทีเดียวในทัวร์นาเมนต์ปีนั้น

 

กองหน้าหมายเลข 20 คนนั้นมีชื่อว่าโรนัลโด แต่ถูกเรียกในเวลานั้นว่าโรนัลดินโญ หรือโรนัลโดน้อย

 

นั่นเพราะในทีมชาติบราซิลขณะนั้นไม่ได้มีโรนัลโดแค่คนเดียว แต่มีถึง 2 คน เพราะมีโรนัลโด โรดริเกวส เด เชซุส ปราการหลังตัวสำรองจอมแกร่งอีกคน ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วในฐานะเป็นพี่ที่โตกว่าเขาจึงได้ชื่อว่าโรนัลเดา หรือโรนัลโดใหญ่แทน

 

สำหรับโรนัลดินโญในเวลานั้น แม้จะอายุเพียงแค่ 17 ปี แต่สร้างชื่อเสียงระบือในบ้านเกิดด้วยผลงานการถล่มประตูกับครูไซโร ทำไป 12 ประตูจากการลงเล่น 14 นัดในลีกบราซิล ทำให้คาร์ลอส อัลแบร์โต ปาร์เรยรา ตัดสินใจเรียกตัวติดทีมชาติในช่วงต้นปี 1994 ก่อนที่ทัวร์นาเมนต์จะเริ่มแค่ 3 เดือนในเกมอุ่นเครื่องกับอาร์เจนตินา และมาได้โอกาสอีกครั้งในเกมอุ่นเครื่องช่วงเดือนพฤษภาคมกับไอซ์แลนด์ ซึ่งคราวนี้เขาทำประตูแรกในทีมชาติได้ด้วย

 

โรนัลโดที่ยังผอมบางในเวลานั้น

 

ถึงจะยังอายุน้อยมากแต่ความเก่งกาจและพรสวรรค์เกินตัวของเขาทำให้เขาได้รับการเรียกตัวติดทีมไปตะลุยดินแดนแห่งเสรีภาพด้วย ไม่ใช่แค่ในฐานะของตัวสำรองกองหน้าระดับเทพอย่างโรมาริโอและเบเบโต ซึ่งเป็นคู่ศูนย์หน้าตัวจริงที่เก่งกาจและกลมกล่อม

 

แต่ไปในฐานะความหวังแห่งอนาคตของชาติ

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 2

 

หลังได้รับเหรียญแชมป์โลกครั้งแรกโดยไม่ได้ลงสนามแม้แต่นาทีเดียว 4 ปีนับจากนั้นของโรนัลโด คือช่วงเวลาที่ชีวิตของเขาพุ่งเหมือนจรวดขึ้นสู่อวกาศ

 

เขาถูกซื้อตัวมาอยู่กับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟนในเนเธอร์แลนด์ด้วยค่าตัวราว 6 ล้านดอลลาร์ ตามคำแนะนำของโรมาริโอที่มีต่อต้นสังกัดเก่าว่าเด็กคนนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง

 

ความพิเศษในตัวของโรนัลโดนั้น เราสามารถบอกได้ว่านี่คือสิ่งที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน และจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครได้เห็นอีกหลังจากนั้น

 

เพราะเขาคือ ‘ปรากฏการณ์’

 

โรนัลโดกลายเป็นฝันร้ายของกองหลังในลีกดัตช์ที่ไม่รู้จะหาทางหยุดเขาได้อย่างไร เขายิงกระจาย เลี้ยงหลบทุกคน หลอกล่อและล่อหลอกราวกับผู้ใหญ่สอนบอลเด็ก ในฤดูกาลแรกเด็กหนุ่มอายุ 18 ปียิงไปถึง 30 ประตู และรวม 2 ฤดูกาลที่พีเอสวีเขายิงไปถึง 54 ประตูจากการลงเล่น 57 นัด

 

กองหน้าที่เร็วเหมือนสายฟ้า ทรงพลังเหมือนสัตว์ประหลาด เทคนิคการเล่นที่เหมือนมาจากดาวอีกดวง และการจบสกอร์ที่คมกริบ

 

“เขาเป็นเหมือนนักฟุตบอลที่อยู่ในเกมเพลย์สเตชัน” นักเขียนฟุตบอลเปรียบเปรยเอาไว้ให้เห็นภาพในเวลานั้น

 

ผลงานนั้นทำให้ลีกดัตช์คงจะเล็กและง่ายเกินไปสำหรับเขาแล้ว ถึงเวลาที่ต้องออกเดินทางอีกครั้ง และคราวนี้บาร์เซโลนาคือการผจญภัยในเวทีใหญ่อย่างลาลีกาสเปนกับบาร์เซโลนา ซึ่งในสีเสื้อเบลากรานา โรนัลโดยิ่งเก่งและดูแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

 

ในฤดูกาล 1996/97 เป็นที่ยอมรับโดยดุษณีว่าไม่มีใครหยุดโรนัลโดที่เป็นเจ้าของค่าตัวสถิติโลก 19 5 ล้านเหรียญได้ เขาทำไปถึง 47 ประตูในฤดูกาลนั้น ซึ่งรวมถึงประตูระดับตำนาน แฮตทริกในเกมกับบาเลนเซีย ลูกแหวก 2 กองหลังเดปอร์ติโบ ลา คอรุญา และประตูทองคำในเกมกับกอมโปสเตลา

 

ประตูนี้ถึงขั้นถูกนำไปใช้ในฟุตเทจโฆษณาของ Nike ซึ่งเพิ่งเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักให้ทีมชาติบราซิลในปี 1996 โดยมีการลงเสียงว่า “ลองจินตนาการว่าหากคุณขอพรจากพระเจ้าให้กลายเป็นสุดยอดนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและพระองค์ทรงรับฟัง”

 

ช่วงเวลานั้นโรนัลโดยังได้รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของ FIFA ถึง 2 สมัยติดต่อกันในปี 1996 และ 1997 ได้รางวัลรองเท้าทองคำในฤดูกาล 1996/97

 

โลกฟุตบอลเริ่มพูดถึงเขาในฐานะนักฟุตบอลผู้ที่อาจก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับเปเลและดีเอโก มาราโดนา

 

หรืออาจจะไปได้ไกลกว่านั้น

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 3

 

น่าเสียดายที่ความไม่ลงรอยกันในการเจรจาเรื่องสัญญาใหม่กับประธานสโมสรบาร์ซาในเวลานั้นอย่าง โจเซฟ หลุยส์ นูนเยซ ทำให้โรนัลโดตัดสินใจที่จะทิ้งบาร์เซโลนาทันทีเพื่อไปอยู่กับอินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัว 27 ล้านเหรียญ ซึ่งก็เป็นสถิติโลกอีกเช่นเคย

 

และถึงแม้จะเล่นในลีกที่ขึ้นชื่อว่าดีที่สุด โหดที่สุด เล่นยากที่สุดอย่างเซเรีย อา ก็ไม่มีใครหยุดโรนัลโดได้

 

ตราประทับเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ผลงาน แต่มาจากเรื่องเล่าจากปากของมาร์กแซล เดอไซญี กองหลังทีมชาติฝรั่งเศสที่เล่นให้เอซี มิลานในขณะนั้นว่า ครั้งหนึ่งในเกมมิลานดาร์บี เปาโล มัลดินี ซึ่งเป็นหนึ่งในกองหลังที่เพียบพร้อมมากที่สุดที่โลกฟุตบอลเคยมีมาถึงกับหันมาบอกด้วยความรีบร้อนเพราะหวั่นเกรงความเหลือเชื่อของโรนัลโด

 

“มาร์กแซล อยู่ชิดๆ กันหน่อย ฉันต้องการให้นายช่วยด้วย”

 

โรนัลโดทำไป 25 ประตูในฤดูกาลแรกที่เซเรีย อา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะทำได้ และพาอินเตอร์พิชิตยูเอฟา คัพ ในช่วงปลายฤดูกาล 1998/98

 

เขายังได้เกียรติยศชั้นสูงสุดคือรางวัลลูกบอลทองคำหรือบัลลงดอร์ (Ballon d’Or) เป็นครั้งแรกในช่วงปลายปี 1997 (หลังจากได้รางวัลที่ 2 เป็นรองแค่มัทธีอัส ซามเมอร์ เจ้าชายผมแดงที่เป็นเสาหลักทีมชาติเยอรมนีคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 1996) ซึ่งมาจากผลงานที่ไร้คู่แข่ง

 

ทุกอย่างทำให้ทุกคนเชื่อว่าเขาจะสามารถพาบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกใน 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศสได้อย่างแน่นอน ในฐานะกองหน้าอันดับหนึ่งของโลก และนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุดในโลกที่ไม่มีใครหยุดได้ทั้งนั้น

 

แต่ฟุตบอลโลกที่เมืองน้ำหอมกลับเป็นฝันร้ายและเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงชีวิตที่พลิกผัน

 

ถึงแม้ว่าเขาจะทำผลงานได้ดีตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ ในฐานะของสตาร์และในฐานะผู้นำของบราซิล เคียงข้างเบเบโต ศูนย์หน้ารุ่นพี่ที่อยู่ประคับประคองทีม พร้อมรองเท้าพลิกโฉมหน้าของประวัติศาสตร์รองเท้าฟุตบอลยุคใหม่ Nike Mercurial และสามารถพาทีมเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

 

ก่อนเกมที่สตาด เดอ ฟรองซ์ กลับเกิดเรื่องราวใหญ่ขึ้น

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 4

 

มีรายงานวุ่นวายในช่วงก่อนที่เกมจะเริ่มขึ้นว่าโรนัลโดอาจจะไม่สามารถลงสนามได้หลังมีอาการป่วยเป็นลมชักและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แคมป์ทีมชาติบราซิลเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน

 

มาริโอ ซากัลโล ยอดกุนซือผู้เคยพาทีมคว้าแชมป์โลก 1970 ในยุคของเปเล, แจร์ซินโญ, ริเวลิโน ต้องตัดสินใจว่าเขาจะทำอย่างไร ซึ่งมีข่าวว่าเขาเลือกที่จะให้เอ็ดมุนโด กองหน้าตัวสำรองของทีมลงเล่นเป็นตัวจริงแทน แต่ก็เปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้ายโดยยืนยันจะให้โรนัลโดที่ได้รับการตรวจและอนุญาตจากแพทย์ว่าลงสนามได้เป็นตัวจริงเหมือนเดิม

 

แต่ไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมอีกแล้วสำหรับบราซิล พวกเขาพ่ายแพ้ขาดลอยถึง 3-0 ในนัดชิงที่กลายเป็นตำนานของซีเนอดีน ซีดานแทน

 

อาการป่วยของโรนัลโดกลายเป็นเรื่องปริศนาที่มีทฤษฎีสมคบคิดเกิดขึ้นมากมาย บ้างก็ว่าเขาถูกวางยา บ้างก็ว่าเขาโดนบังคับให้ลงเล่นโดย Nike ผู้จ่ายเงินมหาศาลให้บราซิล จนเจ้าตัวต้องไปให้การชี้แจงความจริงกับรัฐบาลของบราซิลถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และในเวลาต่อมาจะออกมาเปิดเผยด้วยตัวเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาเป็นลมชักในช่วงหลังรับประทานอาหารเช้าของวันแข่งขัน แต่ก็ปลอดภัยและได้รับอนุญาตว่าลงสนามได้ ซึ่งเขาปรารถนาที่จะลงไปเล่นมากกว่าจะนั่งอยู่ข้างสนาม

 

ในส่วนความพ่ายแพ้นั้นก็เป็นเพราะฝรั่งเศสเป็นทีมที่ดีกว่าจริงๆ

 

เพียงแต่มันยากจะปฏิเสธได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา ส่งผลต่อสภาพจิตใจ บรรยากาศและสมาธิของทีมชาติบราซิลอย่างมหาศาล

 

มันคือปมใหญ่ในใจมานับจากนั้น

 

แต่เรื่องที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือหลังจากนั้นโรนัลโดได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่เข่าถึง 2 ครั้ง ในช่วงที่เขากำลังจะไปถึงจุดที่พีคที่สุดของชีวิตการเล่น

 

ในครั้งแรกเขาได้รับบาดเจ็บในระหว่างเกมกับเลชเช ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 1999 โดยรู้สึกว่าเข่ามีอะไรที่ผิดปกติก่อนจะโดนเปลี่ยนตัวออกมาและตรวจพบว่าเอ็นหัวเข่าของเขาขาดและจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดทันที

 

การบาดเจ็บครั้งนี้ทำให้เขาต้องพักการเล่นเกือบครึ่งปี แต่ก็กลับมาลงสนามได้อีกครั้งในช่วงปลายฤดูกาลในเกมโคปปา อิตาเลีย นัดชิงชนะเลิศเลกแรกที่อินเตอร์ มิลานพบกับเลชเช ในวันที่ 12 เมษายน 2000

 

แต่หลังได้โอกาสลงสนามแค่ 6 นาที โรนัลโดก็ล้มลงไปกองกับพื้นอีกครั้งพร้อมกับกุมเข่าและร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร แฟนฟุตบอลในสนามและแฟนบอลทั่วโลกที่ได้ดูเกมนั้นอยู่รู้ทันทีว่าเขาบาดเจ็บหนักอีกครั้ง

 

สิ่งที่เราไม่รู้คือครั้งนี้เอ็นไขว้เข่าของเขาไม่ใช่แค่ขาด ตามคำของศัลยแพทย์ที่ดูแลอาการให้บอกว่าเข่าข้างขวาของเขา ‘ระเบิด’ ออก และเป็นหนึ่งในอาการบาดเจ็บของนักกีฬาที่เลวร้ายที่สุดที่เคยประสบมา

 

และสิ่งที่เรากลัวคือเราอาจจะไม่ได้เห็นเขากลับมาอีกแล้ว

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 5

 

ถึงแม้ว่าจะเป็นนักเตะเจ้าสำราญ ขึ้นชื่อว่าใช้ชีวิตอย่างสุดโต่งทั้งสุรา นารี และชีวิตยามค่ำคืน ตามประสานักเตะจากประเทศที่ให้ค่าแก่ความสุขของวันเวลานี้และสิ่งรอบตัวในหลักปรัชญา ‘Ginga’ แต่โรนัลโดไม่เคยยอมแพ้ที่จะกลับมาอีกครั้ง

 

เพราะเขายังมีสิ่งที่อยากทำให้สำเร็จด้วยตัวเอง

 

หลังการผ่าตัด 2 ครั้งและพักการเล่นไปเกือบ 2 ปี โรนัลโดที่ต่อสู้อย่างยากลำบากในการฟื้นฟูสภาพร่างกายของเขาก็กลับมาได้ทันสำหรับศึกฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งเป็นหนแรกที่มาจัดในทวีปเอเชีย และเป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วม 2 ชาติคือเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

 

ทีมชาติบราซิลในช่วงเวลาแม้จะมีนักเตะระดับสตาร์หลายคนทั้งริวัลโด, โรนัลดินโญ แต่ทีมของหลุยส์ เฟลิเป สโคลารี ก็ดูแย่มาก ทิม วิคเคอรี นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอลละตินเปรียบเปรยว่า ลา เซเลเซาที่ไม่มีโรนัลโดนั้นคือหายนะ

 

ถึงจะไม่มั่นใจนักกับนักเตะที่หายไปถึง 2 ปี แต่ ‘เฟลิเปา’ ก็ตัดสินใจเดิมพันกับนักฟุตบอลที่ดีที่สุดของบราซิลด้วยการใส่ชื่อในทีมชุดลุยฟุตบอลโลกด้วย

 

และมันกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดของเขาและของชาวบราซิลทุกคน

 

โรนัลโดกลับมาคืนฟอร์มเก่งของเขาได้อย่างน่าประทับใจตลอดทัวร์นาเมนต์ โดยแม้ว่าจะดูรู้ว่าสภาพร่างกายของเขาไม่ได้เป็นสัตว์ประหลาดเหมือนในช่วง 4-5 ปีก่อนหน้านั้นแล้ว เข่าของเขาแทบจะใช้การได้ข้างเดียว แต่นี่แหละคือความสุดยอดเพราะว่าแค่เข่าข้างเดียวของเขาก็เพียงพอแล้ว

 

เขาคือผู้นำของ ‘Three Rs’ ร่วมกับริวัลโดและโรนัลดินโญ หรือโรนัลโด เด อักซิสที่รับสืบทอดชื่อนี้และกลายเป็นชื่อจำไปแทน และพาบราซิลสยบคู่แข่งทั้งจีน, คอสตาริกา, เบลเยียม ในรอบแรกโดยทำประตูได้ทุกนัด ยกเว้นแค่เกมกับอังกฤษในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเท่านั้นที่เขาทำประตูไม่ได้

 

อย่างไรก็ดีในช่วงก่อนเกมที่จะพบกับตุรกี ม้ามืดของการแข่งขันในเวลานั้นที่นำมาโดยนักเตะชั้นดีหลายคนอย่าง ฮาคาน ซูเคอร์, ฮาซาน ซาส, เอ็มเร เบโลโซกลู และนายทวารฮีโร่ผู้ป้ายสีดำใต้ตา รุสตู เร็คบอร์ เกิดกระแสข่าวลือสะพัดว่าโรนัลโดมีอาการบาดเจ็บรบกวนอีกแล้วที่ขาหนีบ

 

จากประสบการณ์เมื่อ 4 ปีก่อนโรนัลโดรู้ดีว่าข่าวพวกนี้มีผลอย่างไรต่อบรรยากาศภายในทีม เพราะอาการบาดเจ็บของคนอย่างเขามันสามารถทำให้ทั้งทีมเสียสมาธิได้อย่างเหลือเชื่อ เช่นกันกับสื่อที่จะจับจ้องและสนใจแต่เรื่องนี้

 

เขาคิดหาทางที่จะรับมือกับเรื่องนี้ และได้ไอเดียที่น่าเหลือเชื่อออกมา

 

ในช่วงพักก่อนแข่งโรนัลโดไปตัดผม เพียงแต่ครั้งนี้เขาไม่ได้ขอทรงสกินเฮดหรือโกนหัวเกลี้ยงเหมือนทุกครั้ง แต่ขอให้ช่างโกนให้เกลี้ยงทั่วศีรษะยกเว้นด้านหน้าที่ขอให้เหลือผมหย่อมนึงเอาไว้

 

ที่แคมป์บราซิล ทุกคนหัวเราะลั่นหลังได้เห็นเขากลับมาฝึกซ้อมด้วยผมทรงใหม่ที่ไม่มีใครเข้าใจ เช่นกันแฟนๆ ฟุตบอลและสื่อทั่วโลกที่ล้อเลียนผมทรงนี้กันอย่างสนุกสนาน

 

ภาพโรนัลโดในทรงผมสุดประหลาดที่ฟุตบอลโลก 2002 6

 

ทรง ‘ไดโกโระ’ คือชื่อที่ใครสักคนเรียก ขณะที่อีกกระแสบอกว่ามันเป็นทรงผมที่ชื่อ ‘Cascao’ มาจากตัวการ์ตูนในเรื่อง Monica & Friends

 

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นั่นหมายถึงการที่โรนัลโดทำสำเร็จแล้วในการเบี่ยงเบนความสนใจ ทำให้ทุกคนลืมเรื่องการบาดเจ็บของเขา ซึ่งทำให้ตัวเขาเองผ่อนคลายและกลับมามีสมาธิตั้งใจฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามในเกมกับตุรกีอีกครั้ง

 

และมันก็เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของโรนัลโดและบราซิลด้วยในฟุตบอลโลกหนนั้น

 

เติร์กอันตรายกลายเป็นเหยื่อของโรนัลโดจนได้ในรอบรองชนะเลิศ โดยแม้ว่าฮาซาน ซาสจะยิงประตูขึ้นนำไปก่อนแต่ ‘อิล เฟโนเมโน’ ตามการเรียกของสื่ออิตาลี แสดงความเป็นอัจฉริยะของเขาด้วยการลากจี้ใส่แนวรับตุรกีจนเข้ามาในกรอบเขตโทษก่อนยิงด้วยวิธีการดีดหัวเกือก ที่ทำให้ประตูที่เหนียวหนึบสุดๆ อย่างรุสตูเสียท่า เป็นประตูตีเสมอ 1-1 ก่อนที่บราซิลจะได้จุดโทษในช่วงท้ายเกมและเป็นริวัลโดที่ยิงประตูชัยให้ทีม

 

ความมหัศจรรย์คือทรงผมตลกๆ นี้กลายเป็น ‘ฟีเวอร์’ ไปทั่วโลก ลูกเด็กเล็กแดง วัยรุ่นตัดกันตามโรนัลโดกันอย่างสนุกสนาน และความสนุกสนานความผ่อนคลายก็กลายเป็นจุดสำคัญ เพราะโรนัลโดดูผ่อนคลายสบายใจไม่กดดันแม้ว่าจะมีแผลเป็นจากนัดชิงที่สตาด เดอ ฟรองซ์มาก่อน

 

ที่โยโกฮามา สเตเดียม การเจอกับเยอรมนีที่ไม่ได้แข็งแกร่งนักกลายเป็นเรื่องที่ง่ายดาย

 

โรนัลโดทำคนเดียว 2 ประตูในเกมนั้น หนึ่งในนั้นคือลูกยิงประจำตัวด้วยการลากหลบโอลิเวอร์ คาห์น ทำเอาสุดยอดนายทวารจอมกร้าวแกร่งกลายเป็นแค่เด็กน้อย ก่อนจะวิ่งฉลองประตูด้วยรอยยิ้มกว้างและสดใส

 

หลังฝันร้ายเมื่อ 4 ปีก่อน และคำสาปทางเกมลูกหนังที่ทำให้เขาไม่มีวันกลับมาสมบูรณ์แบบได้เหมือนเดิมอีกเลย แต่อย่างน้อยที่สุดโรนัลโดก็ได้ทำสิ่งที่เขาต้องการ และทำคำทำนายของทุกคนให้กลายเป็นความจริงได้สำเร็จ

 

คาฟู กัปตันทีมวันนั้นคือผู้ชูถ้วยแชมป์โลก แต่คนที่พาบราซิลเป็นแชมป์โลกคือกองหน้าผู้เกิดมาเป็นปรากฏการณ์ ที่แม้แต่การตัดทรงผมตลกๆ ก็เปลี่ยนแปลงเรื่องราวได้อย่างยิ่งใหญ่

 

แม้ว่ามันอาจจะไม่ถูกใจคุณแม่ทั่วโลกนักก็ตาม

 

“จริงๆ มันเป็นทรงผมที่แย่มาก ผมอยากขอโทษคุณแม่ทุกๆ คนด้วยในเวลานั้นด้วย”

 

อ้างอิง

 

The post Ronaldo’s Redemption ทรงผมสุดมหัศจรรย์ และความจริงที่ซ่อนอยู่ในการคืนชีพของ ‘R9’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แชมป์ยุโรป 2 สมัยติด เปิดวิธีสร้างสุดยอดทีมเปแอสเช ฉบับหลุยส์ เอ็นริเก https://thestandard.co/luis-enrique-transforms-psg-champions/ Sun, 31 May 2026 10:33:27 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1213099 หลุยส์ เอ็นริเก กุนซือเปแอสเช กำลังฉลองชัยชนะกับลูกทีม

ถึงแม้จะไม่ได้เป็นชัยชนะที่สวยหรูอะไรนัก รูปเกมในสนามก็ […]

The post แชมป์ยุโรป 2 สมัยติด เปิดวิธีสร้างสุดยอดทีมเปแอสเช ฉบับหลุยส์ เอ็นริเก appeared first on THE STANDARD.

]]>
หลุยส์ เอ็นริเก กุนซือเปแอสเช กำลังฉลองชัยชนะกับลูกทีม

ถึงแม้จะไม่ได้เป็นชัยชนะที่สวยหรูอะไรนัก รูปเกมในสนามก็ไม่ได้ตื่นเต้นเร้าใจ เราแทบไม่ได้เห็นลีลาความมหัศจรรย์ของผู้เล่นที่คาดหวังจะได้เห็น

 

แต่อย่างน้อย ‘เปแอสเช’ ปารีส แซงต์-แชร์แมง ทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้อีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์ยุโรป ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ได้สำเร็จเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากที่โชว์ความแกร่งของจิตใจในการดวลจุดโทษเฉือนเอาชนะ อาร์เซนอล ได้อย่างหวุดหวิด

 

ความสำเร็จของทีมจากฝรั่งเศสในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแค่ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ และไม่ได้เป็นแค่ประวัติศาสตร์หน้าหนึ่ง

 

แต่มันคือตราประทับสำหรับหลุยส์ เอ็นริเก ผู้เปลี่ยนแปลง DNA ของสโมสรฟุตบอลที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่แหล่งรวมตัวของเหล่านักเตะซูเปอร์ สตาร์ท ที่มาเพื่อเงินตรามากกว่าความสำเร็จ ให้กลายเป็นทีมที่นอกจากจะกระหายชัยชนะแล้วยังกลายเป็นสุดยอดทีมที่แฟนบอลทั่วโลกต่างพร้อมจะปันใจเพื่อเฝ้าดูการเล่นสุดมันของพวกเขา

 

กุนซือชาวสเปนคนนี้มีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น?

 

เอ็นริเก ไม่ใช่ตัวเลือกที่ถูกมองว่าใช่นักสำหรับเปแอสเช หลังจากที่เขาได้รับการทาบทามให้มารับตำแหน่งนายใหญ่คนใหม่แห่งปาร์ค เดส์ แพรงซ์ เมื่อปี 2023

 

ก่อนหน้านี้ทีมอันดับหนึ่งแห่งนครหลวงของความรัก Paris je t’aime เคยพยายามมาแล้วมากมายกับยอดกุนซือหลายต่อหลายคน

 

คาร์โล อันเชล็อตติ, โลร็องต์ บลองก์, อูไน เอเมรี, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน, และโธมัส ทูเคิล

 

ไม่ใช่คนเหล่านี้จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะอย่างน้อยการคว้าแชมป์รายการภายในประเทศไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนักสำหรับสโมสรที่มีเงินทุนมหาศาลมากที่สุดและมีขุมกำลังที่เหนือกว่าทีมอื่นไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า

 

แต่ไม่มีสักคนที่จะสามารถสร้างทีมในฝันแบบที่ คัลดูล อัล-เคไลฟี นายเหนือหัวแห่ง Qatar Sports Investment (QSI) ทุนที่อยู่เบื้องหลังความยิ่งใหญ่ของเปแอสเช หลังเข้ามาเทคโอเวอร์กิจการของสโมสรแห่งนี้เมื่อ 15 ปีก่อนอยากเห็น

 

ทีมที่เล่นฟุตบอลได้ ไม่ใช่แค่ดี แต่มหัศจรรย์ และเป็นที่รักของแฟนบอลทุกคน

 

ตลอดการเดินทาง 15 ปี เปแอสเช ไม่ได้ลงทุนแค่กับการเฟ้นหาโค้ชในระดับหัวแถว พวกเขาลงทุนกับนักเตะอย่างมหาศาล ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังตบเท้าเข้ามาอยู่ในรั้วของเปแอสเชนับไม่ถ้วน เป็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเหมือนในเพลง A Sky Full of Stars ของ Coldplay

 

ยกตัวอย่าง เช่น

 

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช, เอดินสัน คาวานี, อังเคล ดิ มาเรีย, มาร์โก แวร์รัตติ ในระลอกแรก

 

เนย์มาร์ และคิลียัน เอ็มบัปเป เขย่าวงการด้วยค่าตัวแพงที่สุดของโลกฟุตบอลจนถึงปัจจุบัน

 

แม้แต่ลิโอเนล เมสซี ก็เคยมาอยู่ที่นี่

 

ในหลายครั้งหลายช่วงเวลาที่เปแอสเชเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ดูเหมือนพวกเขาจะยังขาดบางสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเป็นทีมที่จะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกฟุตบอล

 

มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสามารถเฉพาะตัว ไม่ใช่แค่เรื่องของแท็กติกการเล่น แต่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นคือเรื่องวัฒนธรรมในองค์กร

 

มันคือสิ่งที่อาธอส, ปอร์ธอส, อารามิส และดาตาญังน้อยชูดาบขึ้นฟ้าแล้วบอกว่า ‘Unus pro omnibus, omnes pro uno’

 

All for one, one for all

 

สำหรับเอ็นริเก เขาเองก็รับรู้ถึงปัญหาภายในสโมสรของเปแอสเชเป็นอย่างดี และ ยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่านี่ก็ไม่ใช่สโมสรสำหรับเขาเหมือนกัน เพราะแนวทางฟุตบอลของเขาไม่ได้เน้นการพึ่งพานักเตะในระดับซูเปอร์สตาร์ แต่เน้นในเรื่องของทีมเวิร์ก

 

ถึงเขาจะเคยคุมบาร์เซโลนาที่มี ‘MSN’ เมสซี-ซัวเรซ-เนย์มาร์ ซึ่งยิงประตูไปกว่า 363 ประตูใน 3 ฤดูกาลที่พวกเขาร่วมเล่นด้วยกัน และเคยพิชิตแชมป์ยูโรปมาแล้วในปี 2015 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะอยากได้ทีมที่มี เนย์มาร์-เมสซี-เอ็มบัปเป อยู่ด้วยกันอีก

 

แต่หลังการพูดคุยกันและได้รับการยืนยันจากเปแอสเชว่า แนวทางของสโมสรจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว นับจากนี้เปแอสเชจะไม่ได้เป็นทีมที่เน้นซื้อซูเปอร์สตาร์อีกต่อไป ก็ทำให้เอ็นริเกเริ่มใจอ่อน และตกปากรับคำในที่สุด

 

เปแอสเชไม่ได้พูดปากเปล่าแต่พวกเขาให้การหนุนหลังอย่างจริงจังผ่าน หลุยส์ กัมโปส ผู้อำนวยการสโมสรคนใหม่ที่ถูกดึงมาแทนที่ของเลโอนาร์โด เจ้าของตำแหน่งคนก่อนที่แม้จะเป็นที่ชื่นชอบของนักเตะจากความเป็นอดีตแข้งระดับสตาร์ในอดีต แต่ก็ไม่เข้มงวดมากพอกับนักเตะสตาร์ที่ใช้ชีวิตอย่างสบายในปารีส

 

เมสซีและเนย์มาร์ รวมถึงเซร์คิโอ รามอส ถูกปล่อยตัวไปจากสโมสรเมื่อเอ็นริเกเข้ามา โดยที่สโมสรยังลงทุนอยู่และไม่ใช่น้อย แต่เป็นที่สังเกตว่านักเตะที่ซื้อเข้ามาไม่ได้มีซูเปอร์สตาร์ในระดับหัวแถวเข้ามาอีก

 

ในทางตรงกันข้ามมีกลุ่มนักเตะอนาคตไกลอย่าง อูโก เอคิติเก, อีคังอิน, แบรดลีย์ บาโกลา ที่ถูกดึงมาพร้อมกับสตาร์ที่พอมีชื่ออย่างรองดอลล์ โคโล-มัวนี, กอนซาโล รามอส และอุสมาน เดมเบเล

 

ฤดูกาลแรกของเอ็นริเกกับเปแอสเชอาจจะจบด้วยการคว้า 3 แชมป์ในแดนน้ำหอมได้หมด แต่บนเวทียุโรปแล้วพวกเขาถูกหยุดแค่รอบรองชนะเลิศ โดยไปพ่ายต่อโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

 

แต่อย่างน้อยมันทำให้บอสชาวสเปนมองเห็นว่าเขาต้องทำอะไรในขั้นต่อไป

 

ไม่ใช่แค่วิธีการเล่น แต่เป็นระบบความคิด การตัดสินใจ ทัศนคติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการจะไปสู่ทีมที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

 

เป็น ‘Blueprint’ ที่เปลี่ยนแปลงเปแอสเชไปตลอดกาล

 

และโชคดีสำหรับเขาที่เอ็มบัปเปตัดสินใจจะไปจากสโมสรแห่งนี้ ซึ่งแม้มันจะน่าเจ็บปวดสำหรับคนลงทุนอย่าง QSI และอัล-เคไลฟี ที่ประคบประหงมมานาน แต่สำหรับเอ็นริเกมันคือช่วงจังหวะเวลาดีที่สุดที่เขาจะรีเซ็ตทุกอย่างในทีมนี้

 

ให้เป็นแบบ Clean install

 

ฤดูกาล 2024-25 คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญอย่างแท้จริงสำหรับเปแอสเช เมื่อเอ็นริเกค้นพบเสาหลักในทีมที่ชัดเจนครบแทบทุกจุด จากแนวรับที่ยังมี มาร์ควินญอส ค้ำยันเอาไว้ มาถึงแดนกลางที่วิตินญา กับชูเอา เนเวส ผนึกกำลังกันได้ราวกับเห็น ชาบี-อิเนียสตาในสนามอีกครั้ง

 

และแดนหน้าที่มีเดมเบเล ซึ่งเปลี่ยแปลงตัวเองไปแบบคนละคนหลังได้รับการชี้แนะจากเอ็นริเก

 

การชี้แนะของกุนซือเชื้อสายอัสตูเรียนสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะถ่ายทอดฟุตบอลในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เป็นฟุตบอลในแบบที่เขาคิดค้นเพื่อเปแอสเชทีมนี้ทีมเดียว เอ็นริเกยังถ่ายทอดวิธีการคิด และสำคัญที่สุดคือเขาแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างด้วย

 

ในขณะที่โค้ชที่เคยเป็นอดีตนักเตะหลายคนเมื่อมาจับงานคุมทีมอาจจะไม่ได้มีเวลาดูแลสภาพร่างกายของตัวเองมากนัก แต่เอ็นริเกกลับดูแลตัวเองอย่างดี ร่างกายของเขาฟิตและเฟิร์ม ลีนไม่ต่างจากสมัยเป็นผู้เล่น ซึ่งเป็นผลมาจากการลงแข่งขันในรายการระดับ Iron Man หรือ Quebrantahuesos การขี่จักรยานขึ้นเขา Gran Fondo และ Pyrenees

 

โค้ชใช้ชีวิตแบบจริงจังขนาดนี้ ลูกทีมก็ต้องจริงจังตามไปด้วย เป็นการกำหนดสภาพของสิ่งแวดล้อม (Environment) ภายในสโมสรให้สะอาด ปราศจากความเป็นพิษ​ (Toxic)

 

การที่ไม่มีนักเตะสตาร์ระดับนามอุโฆษยังส่งผลให้บรรยากาศในห้องแต่งตัวควบคุมได้ง่ายขึ้น หรือพูดง่ายๆ คือ ‘ว่าง่ายขึ้น’ สอนอะไรก็พร้อมจะเข้าใจและยินดีรับฟัง ต่อให้แท็กติกการเล่นจะละเอียดและยากขนาดไหนก็ตาม

 

และมันสำคัญอย่างมากกับกลุ่มนักเตะรุ่นใหม่ที่อาจจะไม่ได้เป็นสตาร์มาตั้งแต่แรก แต่มีศักยภาพที่จะไปได้ไกล

 

นอกจากวิตินญา, เนเวส ยังมีนูโน เมนเดส, วิลเลียม ปาโช, บาโกลา ไปจนถึงเดซิเร ดูเอ ที่ย้ายมาในฤดูร้อน 2024

 

นักเตะเหล่านี้เมื่อเห็นตัวอย่างที่ดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และได้เล่นกับนักเตะระดับสุดยอดทุกวันก็ยิ่งเติบโตอย่างดี

 

แต่มันยังมีบางอย่างที่ขาดหายไป

 

สตาร์!

 

เพียงแต่สตาร์ในความหมายใหม่ของเปแอสเชและเอ็นริเก ไม่ใช่นักเตะขี้แอ็กจอมโวยที่ขี้เกียจวิ่งเหมือนในอดีตแล้ว

 

สตาร์ของพวกเขาที่โชคชะตาส่งมาให้คือนักเตะที่นอกจากจะเก่งกาจ เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ เล่นด้วยความรู้สึกที่เร่าร้อน ยังสู้จนหยดสุดท้ายด้วย

 

การได้ควิชา ควารัตสเกเลีย มาจากนาโปลี ในช่วงตลาดฤดูหนาว 2025 เปลี่ยนทีมนี้ไปอย่างสิ้นเชิง เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้เปแอสเช ซึ่งครึ่งฤดูกาลแรกของฤดูกาล 2024/25 ยังดูงงๆเหมือนหาอะไรไม่เจอ กลายเป็นทีมที่ลงตัวทุกอย่าง

 

‘ควารา’ (โดนา) พิสูจน์ให้เห็นอย่างรวดเร็วว่าเขาเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วยการเล่นที่เร่าร้อน ดุดัน และสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในสนามได้อย่างรวดเร็ว และปลดปล่อยเดมเบเลให้เป็นอิสระสามารถเล่นตามจินตนาการดังใจนึก และเป็นแบบอย่างที่ดีของดูเอที่พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

ครึ่งหลังของฤดูกาล 2024/25 กลายเป็นช่วงเวลาที่เปแอสเชเขย่าวงการได้อย่างมหัศจรรย์ พวกเขากวาดเกือบครบทุกแชมป์ยกเว้นแค่รายการชิงแชมป์สโมสรโลกที่เสียท่าและเสียหน้าให้เชลซีนิดหน่อย

 

โดยที่นอกจากวิธีการเล่นฟุตบอลแบบเกมรุกที่รวดเร็ว ดุดัน อันตราย ยากที่จะหาวิธีรับมือได้แล้ว

 

สิ่งที่เอ็นริเกใส่ลงไปให้กับทีมคือทัศนคติของนักสู้ที่อยากจะเอาชนะให้ได้ด้วยวิธีที่เหมาะสม เล่น Good football และชนะแบบ Proper way ด้วย

 

สิ่งเหล่านี้ค่อยๆทำให้พวกเขาชนะใจแฟนฟุตบอลทั่วโลกที่กลายเป็นต้องรอดูเกมของเปแอสเช โดยเฉพาะในรายการสโมสรยุโรป (แม้ว่าจะถูกค่อนแคะว่าพวกเขาเอาจริงแค่รายการนี้ รายการในประเทศใช้ตัวสำรองลงเล่น)

 

และเรื่องนี้คือสิ่งที่ทำให้เอ็นริเกดีใจและภูมิใจ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ทุกคนหลงรักเปแอสเชไม่ใช่ตัวซูเปอร์สตาร์ แต่เป็นการเล่นเป็นทีม

 

ในมุมของเจ้าของสโมสรอย่าง อัล-เคไลฟี และ QSI แล้ว ฟุตบอลในแบบนี้เป็นผลดีต่อ ‘แบรนดิ้ง’ ของสโมสรอย่างมาก

 

แต่ถึงอย่างนั้นในเกมฟุตบอลสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือถ้วยรางวัล

 

และการที่เอาชนะทีมคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างอาร์เซนอลในเกมที่ต้องเจอกับความยากลำบากโดยเฉพาะเกมรับที่แกร่งเหมือนกำแพงที่ไม่มีวันเจาะเข้าได้สำเร็จนั้น ก็เป็นอีกบททดสอบที่เอ็นริเกและลูกทีมสอบผ่านได้อย่างน่าประทับใจ

 

โดยที่ถึงวันนี้แล้ว แม้เจ้าตัวจะยกย่องว่าไม่มีใครบนโลกใบนี้จะยิ่งใหญ่และเก่งกาจเท่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา

 

แต่ในความรู้สึกของใครหลายคน

 

นี่แหละคือสุดยอดกุนซือเบอร์หนึ่งของโลกในเวลานี้ ต่อให้เจ้าตัวจะไม่อยากรับไว้ก็ตาม

The post แชมป์ยุโรป 2 สมัยติด เปิดวิธีสร้างสุดยอดทีมเปแอสเช ฉบับหลุยส์ เอ็นริเก appeared first on THE STANDARD.

]]>
เพราะทุกก้าวของ ‘มาราธอนเนอร์’ มีเหตุผล ซ่อนอยู่ในนั้น https://thestandard.co/marathon-fridge-fundraising-dementia-story/ Sun, 03 May 2026 02:29:39 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1203444 ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม

สำหรับนักวิ่งทุกคน… คุณออกวิ่งมาราธอนด้วยเหตุผลอะ […]

The post เพราะทุกก้าวของ ‘มาราธอนเนอร์’ มีเหตุผล ซ่อนอยู่ในนั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม

สำหรับนักวิ่งทุกคน… คุณออกวิ่งมาราธอนด้วยเหตุผลอะไรกัน?

 

สัปดาห์ที่แล้วโลกของนักวิ่งเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อมีนักวิ่งคนแรก และ คนที่ 2 ที่ตามมาติดๆ สามารถทำสถิติวิ่งมาราธอนจบได้ภายในเวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมงได้ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก

 

แต่สำหรับใครอีกหลายคน ภาพของนักวิ่งธรรมดาคนหนึ่งที่วิ่งด้วยการแบกตู้เย็นหลังใหญ่น้ำหนักถึง 25 กิโลกรัม กลับเป็นภาพที่จับหัวใจไม่แพ้กัน

 

อะไรคือ ‘เหตุผล’ ที่ทำให้เขาทำแบบนั้น?

 

ในการแข่งขันรายการวิ่งมาราธอนระดับโลก เป็นเรื่องปกติที่จะมีความ ‘แฟนซี’ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผ่านการแต่งกาย หรือการทำอะไรสักอย่าง (ขอแค่ไม่เดือดร้อนนักวิ่งคนอื่น)

 

สำหรับบางคนไม่มีอะไรมากไปกว่าแค่ความสนุกสนาน

 

แต่สำหรับพี่น้องอดัมส์ จอร์แดนและไซแอน การวิ่งโดยมีตู้เย็นหลังโตหนักถึง 25 กิโลกรัมอยู่บนหลังตลอดระยะทางการวิ่ง 42.125 กิโลเมตร ไม่ได้เป็นเรื่องของความสนุกสนาน

 

เหตุผลของพวกเขานั้นมีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน

 

หนึ่งเพื่อเป็นการเชิญชวนให้ผู้คนร่วมบริจาคให้กับการค้นคว้าวิจัยโรคอัลไซเมอร์แก่องค์กร Alzheimer’s Research UK ผ่าน GoFundMe โดยสิ่งที่พวกเขาเสนอเพื่อจะแลกมากับเงินบริจาคคือการท้าทายด้วยการวิ่งมาราธอนพร้อมกับตู้เย็นบนหลัง

 

ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม 1

 

ไอเดียนี้สองพี่น้องได้มาในตอนเดือนพฤศจิกายน ว่าพวกเขาอยากจะหาทางช่วยระดมทุนให้กับการวิจัยด้วยการแบกสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้านไประหว่างการวิ่งมาราธอนด้วย และไม่มีรายการไหนจะดีเท่ากับลอนดอน มาราธอนอีกแล้ว

 

น้ำหนักของตู้เย็นบนหลัง แลกกับเงินบริจาคได้มากถึง 550,000 ปอนด์ มากกว่าเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ 450,000 ปอนด์

 

แต่น้ำหนักของสิ่งที่อยู่ในใจนั้นหน่วงยิ่งกว่า

 

เพราะจอร์แดน และไซแอน เกิดมาพร้อมกับสิ่งที่อาจจะใกล้เคียงกับคำว่าคำสาปทางสายเลือด เพราะครอบครัวชาวไอริชของพวกเขามีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรค ‘Frontotemporal Dementia’ (FTD) หรือ โรคสมองเสื่อมส่วนหน้าและส่วนขมับ

 

ทั้งคู่ได้รับยีนที่ส่งต่อจากคุณแม่ที่จากพวกเขาไปด้วยโรคนี้ในปี 2010 ด้วยวัย 47 ปี ซึ่งในทางการแพทย์มีความเป็นไปได้ที่ทั้งสองจะเป็นโรคนี้สูงมากถึง 99 เปอร์เซ็นต์

 

ในขณะที่ทุกคนมีเข็มนาฬิกาที่เดินไปเพื่อวันข้างหน้า จอร์แดนและไซแอนตระหนักดีว่าเข็มนาฬิกาชีวิตของพวกเขากำลังเดินถอยหลัง

 

“เรารู้ดีว่าเรากำลังใช้ชีวิตสวนทางกับนาฬิกา”

 

เพราะไม่อยากใช้จ่ายวันเวลาอย่างไร้คุณค่า ไม่ว่าเวลาของพวกเขาจะเหลืออีกกี่สักมากน้อย จอร์แดนในวัย 30 กำลังจะครบ 31 ปี ผู้แบกหลังตู้เย็น และไซแอนน้องชายในวัย 26 ปีที่วิ่งไปด้วยกัน เลือกแล้วว่าพวกเขาอยากจะใช้มาราธอนเพื่อทำอะไรสักอย่าง

 

ไม่ใช่แค่ให้โลกได้ตระหนัก รับรู้ และจดจำ

 

แต่เพื่อแม่และญาติๆ อีกรวม 12 ความทรงจำที่จากไปเพราะโรค FTD – ซึ่งในเวลานี้มีคนอีกจำนวนมากมายทั่วโลกที่รู้จักโรคร้ายที่ไม่มีทางรักษานี้ดียิ่งขึ้น

 

ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม 2

 

การวิ่งเพื่อใครสักคนเป็นหนึ่งในเหตุผล (ซึ่งในงานลอนดอน มาราธอน ก็มี Daddy Pig จากเรื่อง Peppa Pig วิ่งเพื่อระดมทุนให้แก่องค์กร National Deaf Children’s Society คล้องไปกับเรื่องที่ George Pig เจ้าตัวเล็กของบ้านมีปัญหาทางการได้ยิน) ของเหล่ามาราธอนเนอร์

 

แต่มันยังมีอีกหลายเหตุผลสำหรับใครสักคนที่ตัดสินใจจะวิ่งมาราธอน

 

สำหรับคนจำนวนไม่น้อย มาราธอนคือจุดสตาร์ทชีวิตครั้งที่ 2

 

ไม่ว่าคุณจะใช้ชีวิตแรกมาอย่างไร จะบาดเจ็บ ผิดพลาด ล้มเหลว ยับเยินขนาดไหน การตัดสินใจเพื่อวิ่งระยะทาง 42.125 กิโลเมตรคือการเริ่มต้นชีวิตครั้งใหม่ของทุกคนได้เสมอ

 

เพราะการวิ่งมาราธอน ไม่ได้หมายถึงแค่มาเพื่อทน แต่มันดีพอที่จะเป็นการ ‘รีเซ็ต’ ทั้งชีวิตและจิตใจได้พร้อมกัน และมันเริ่มตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจว่า “เอาละ ฉันจะลงแข่งมาราธอนดูสักครั้ง”

 

ก่อนจะลงแข่งได้ มันมีสิ่งต่างๆ ที่ต้องทำมากมาย เริ่มตั้งแต่ ‘วินัย’ ในการลุกจากเตียงเพื่อซ้อมวิ่งในทุกเช้า การเผชิญกับความเจ็บปวด เหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่ร่างกายอ่อนแอจนถึงที่สุด เผชิญกับช่วงเวลาที่คิดว่าจะไม่ไหวแล้ว ยอมแพ้เถอะ

 

แต่ถ้าผ่านมันไปได้ ก้าวต่อไปได้ ทุกก้าวหลังจากนั้นคือเหรียญรางวัลที่แม้จะมองไม่เห็นแต่ก็สัมผัสได้

 

มาราธอนสอนอะไรได้หลายอย่าง เช่น ถ้าคุณไม่เตรียมตัว คุณเตรียมตัวที่จะแพ้, การพัฒนาต้องใช้เวลา, ไม่ว่ามันจะยากลำบากแค่ไหนก็ต้องวิ่งต่อไป

 

ไปจนถึงบนโลกใบนี้จะมีใครสักคนที่วิ่งได้เร็วกว่าหรือดีกว่าเราเสมอ

 

ภาพนักวิ่งสองคนแบกตู้เย็นขนาดใหญ่บนหลังขณะวิ่งมาราธอน เพื่อระดมทุนวิจัยโรคสมองเสื่อม 3

 

บทเรียนระหว่างการย่างก้าวจะค่อยๆ เปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนใหม่ ที่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามย่อมเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

 

โดยไม่ทันรู้ตัว ในย่างก้าวนั้นเราก็ได้กลายเป็นคนใหม่แล้ว

 

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความลับของโลก แต่เป็นความจริงที่เราเคยได้เห็น ได้ยินผ่านหูและตามาตลอด เรื่องราวของใครสักคนที่ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองและเริ่มต้นใหม่ด้วยการออกวิ่งระยะทางไกลที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนเราจะวิ่งไกลและนานขนาดนั้น

 

แต่ลึกๆ ในใจของใครหลายคนฝันถึงการท้าทายตัวเองดูสักครั้ง

 

ก่อนจะพบปัญหาใหม่สำหรับการวิ่งมาราธอน คือคำว่าครั้งเดียวไม่มีอยู่จริง

 

เพราะในวันแข่งจริง ถึงเราจะวิ่งเพียงลำพัง แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่เคยออกวิ่งตามลำพัง

 

ข้างหน้าเรามีใครสักคนที่ออกวิ่งด้วยเหตุผลอะไรสักอย่างที่สำคัญกับเขาไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าเหตุผลนั้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม

 

ข้างหลังเราก็ไม่แตกต่างกัน เขาอาจจะอยากวิ่งเพื่อเริ่มต้นใหม่ หรืออาจจะใช้การวิ่งเพื่อลืมใครสักคน

 

ข้างๆ นั้นเต็มไปด้วยผู้คนอีกมากมายที่อาจจะไม่ได้วิ่งด้วย แต่พวกเขามาพร้อมกับกำลังใจที่ไม่มีวันหมด พร้อมจะเติมพลังให้คนลงแข่งขันทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม โดยไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว เพศ หรืออะไรทั้งนั้น

 

ถ้ากำลังวิ่งอยู่ตรงนั้น จงวิ่งต่อไป ทุกคนอยู่เคียงข้างเสมอ

 

เสียงเชียร์ มือที่ยื่นมา อ้อมกอด แตงโมเย็นๆ สักชิ้น หรือแม้แต่การให้ยืมรองเท้าวิ่งสักข้างแม้ไม่รู้ว่าจะได้คืนกลับมาไหม

 

การวิ่งมาราธอนสามารถเชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกันได้อย่างมหัศจรรย์ และสายใยนั้นลึกซึ้งถึงระดับจิตวิญญาณ โดยที่เราต่างไม่รู้ตัว

 

นี่คือความงดงามของสิ่งที่ว่ากันว่าบนโลกนี้มีคนเพียงแค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ได้ลองทำดู

 

ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ไม่จำเป็นต้องทำตามกระแส เพราะถ้ามันถึงเวลา ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม เราจะรู้ได้ทันทีว่ามันถึงเวลาที่เราจะต้องหยิบรองเท้าและออกไปวิ่งแล้ว

 

เพราะในทุกก้าวมีเหตุผลซ่อนอยู่

 

โดยไม่สำคัญเลยว่าจะมีคำตอบอยู่ในนั้นไหม

The post เพราะทุกก้าวของ ‘มาราธอนเนอร์’ มีเหตุผล ซ่อนอยู่ในนั้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
รถถังไม่เหมือนเดิม? บทเรียนจากความพ่ายแพ้ สู่คำถามเรื่องความเป็นมืออาชีพ https://thestandard.co/rodtang-defeat-professionalism-lessons/ Thu, 30 Apr 2026 05:41:28 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1202648 ภาพ รถถัง จิตรเมืองนนท์ นักมวยไทยในสังเวียน สะท้อนคำถามถึงความเป็นมืออาชีพ

ความพ่ายแพ้ของรถถัง จิตรเมืองนนท์ ต่อทาเครุ เกซาวา เมื่ […]

The post รถถังไม่เหมือนเดิม? บทเรียนจากความพ่ายแพ้ สู่คำถามเรื่องความเป็นมืออาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ รถถัง จิตรเมืองนนท์ นักมวยไทยในสังเวียน สะท้อนคำถามถึงความเป็นมืออาชีพ

ความพ่ายแพ้ของรถถัง จิตรเมืองนนท์ ต่อทาเครุ เกซาวา เมื่อคืนที่ผ่านมากลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างมาก โดยเฉพาะบนสื่อสังคมออนไลน์

 

ทั้งแฟนมวย ไปจนถึงเหล่าผู้มีความรู้ – และบางคนที่อาจจะไม่ได้สันทัดมากนัก – ต่างร่วมแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย มีทั้งดอกไม้และก้อนหิน

 

โดยส่วนตัวผมเองไม่ได้ถนัดนักกับเรื่องของหมัดมวย แต่ก็ผ่านตาและผ่านหูมาบ้างกับเรื่องราวของศึก ‘One Samurai 1’ ซึ่งเป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการเปิดตลาดใหม่แบบจริงจังในแดนอาทิตย์อุทัย โดยที่คู่เอกของศึกเปิดหัวคือการรีแมตช์กันระหว่างคู่ปรับเก่าที่ ‘คาใจ’ กันระหว่างรถถังกับทาเครุ

 

เพียงแต่ก็ไม่ต่างอะไรจากทุกคน เพราะสิ่งที่ได้เห็นและได้ยิน โดยเฉพาะจากฝั่งของนักชกขวัญใจคนไทยไม่ได้เป็นเรื่องราวของการเตรียมขึ้นเวทีรายการใหญ่อย่างที่ควรจะเป็น

 

กลับเป็นเรื่องดราม่า กรณีปัญหาที่นำไปสู่คดีความ ที่สุดท้ายมีความพยายามจากหลายฝ่ายในการช่วยสะสางให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี

 

แต่จุดนี้เองที่สำคัญ

 

ภาพ รถถัง จิตรเมืองนนท์ นักมวยไทยในสังเวียน สะท้อนคำถามถึงความเป็นมืออาชีพ 1

 

นักมวยที่ไม่ได้มีจิตใจจดจ่อกับการขึ้นชก อย่าว่าแต่กำลังหมัดที่จะออกไปเพื่อซัดคู่ชกให้ร่วงลงไปกองกับพื้นเลย กำลังใจที่เขาจะเดินขึ้นไปอยู่บนเวทีนั้นเหลือมากน้อยแค่ไหน?

 

คนเดียวที่รู้คือตัวของรถถังเอง และบางทีต่อให้เขาไม่บอก เราก็เห็นได้จากสภาพการณ์ในการชก 5 ยกที่อาริอาเกะ สเตเดียมแล้วว่านี่ไม่ใช่รถถังคนที่พวกเราเคยรู้จัก

 

รถถัง จิตรเมืองนนท์ ที่ทุกคนรู้จักและหลงรัก คือยอดมวยที่ไม่ได้เพียงแค่ฝีมือดี หมัดหนัก แต่ยังหมัดหนัก น้ำอดน้ำทนสูง

 

ที่สำคัญคือมุ่งมั่นเต็มร้อยหรือเกินร้อย ห้าวหาญ ไม่เกรงไม่กลัวใครทั้งนั้น

 

เจอมวยแบบนี้ ต่อให้หัวใจแข็งแค่ไหนแฟนมวยก็ละลายทุกคน ไม่มีใครไม่รักมวยนักสู้หรอกจริงไหม?

 

เพียงแต่ในช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนรถถังจอมแกร่งคนนั้นเปลี่ยนไปในสายตาและการรับรู้ของคนภายนอก เพราะได้เห็นตัวรถถังเองจริงจังกับหลายสิ่งหลายอย่างที่อาจจะไม่ใช่วิถีของนักมวยอาชีพที่ดีมากสักเท่าไร

 

คนพูดถึงกันเยอะเรื่องของการงานอดิเรกอย่างการเตะฟุตบอล (จนบางคนแซวว่าเป็นนักฟุตบอลที่พอจะต่อยมวยเป็นนิดหน่อย)

 

คนพูดถึงกันเยอะในเรื่องของไลฟ์สไตล์

 

คนพูดถึงกันเยอะในอีกหลายๆ อย่าง

 

และมันไม่ใช่แค่คนที่พูดถึงกัน รถถังตกตาชั่งถึง 2 ครั้งและป่วยไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมขึ้นชกอีก 1 ครั้ง มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะเผชิญกับคำถามในเรื่องสำคัญๆ อย่างเรื่องของความเป็นมืออาชีพที่พาดพิงไปถึงภรรยาด้วยว่าอาจจะมีผลหรือเปล่า

 

ถ้ายังจำกันได้ครั้งหนึ่งรถถังเคยออกมาชี้แจงในประเด็นนี้ในวันที่ตกตาชั่งเสียแชมป์โลก (2024)

 

“ใช่.. คุณด่าได้เต็มที่เลยว่าผมไม่มืออาชีพ แต่อยากบอกอะไรให้นะ คุณมาลองอยู่กับผมสักไฟต์สิ ว่าผมทำอะไรบ้างแต่ละวัน ผมแม่งโคตรอยากทำให้ได้เลย ผมอยากไลฟ์สดให้ดูเลยว่าผมต้องอดทนขนาดไหน ผมแม่งโคตรอยากรักษาเข็มขัดเส้นนี้ไว้ให้นานเลยพวกคุณรู้มั้ย

 

“คุณลองมาเป็นผมดูมั้ย ก่อนที่จะด่าจะว่าอะไรออกมา เคยลองคิดกลับไปมองตัวเองมั้ยว่าด่าเขาแล้วผมจะทำได้มั้ย ผมไม่เคยด่าเลยนะ เพราะผมรู้ว่าถ้าผมอยู่จุดแต่ละคนแล้วผมคงทำไม่ได้แน่ สักวันคุณจะเข้าใจ และขอฝากไว้นะครับ ทุกวันนี้ผมทำเพื่อครอบครัวและประเทศไทยจริงๆ มวยไทยผมรักมากที่สุด ขอบคุณที่ทนอ่านนะครับ และขอร้องอย่าเมนต์เสียๆ หายๆ ว่าเมียผมเลย เขาคือคนที่ให้กำลังใจผมตลอดเวลา”

 

วันนั้นได้อ่านคำชี้แจงของ ‘บังถัง’ แล้ว หลายคนอาจจะเข้าใจ แต่อีกหลายคนก็อาจจะไม่เข้าใจ

 

ก็ไม่เป็นไร

 

แต่วันนี้หลายคนพอจะเข้าใจ

 

รถถังไม่ใช่คนเดิมแล้ว

 

เพียงแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ทุกคนต่างก็เติบโตและเปลี่ยนแปลงทั้งนั้น ไม่ใช่หรือ?

 

ภาพ รถถัง จิตรเมืองนนท์ นักมวยไทยในสังเวียน สะท้อนคำถามถึงความเป็นมืออาชีพ 2

 

สิ่งที่ผมเห็นใจในความพ่ายแพ้ของรถถังคือการที่เขาต้องขึ้นเวทีโดยที่หัวใจไม่ได้พร้อมนัก และมีหลายเรื่องหลายราวรบกวนทั้งหัวและหัวใจของเขามากเกินไป

 

โดยที่เป็นสิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธหรือเลี่ยงได้เลย เพราะเรื่องมันใหญ่และสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่

 

สำหรับนักกีฬาอาชีพ โดยเฉพาะกีฬานักสู้แบบนี้ เรื่องของสมาธิและกำลังใจมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในระดับที่อาจจะเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันได้เลยทีเดียว ซึ่งเราได้เห็นภาพสะท้อนในมุมตรงข้ามกับการชกที่ยอดเยี่ยมของทาเครุที่เตรียมมาอย่างดีทั้งตัวและหัวใจ

 

ใช่ เมื่อวานบนเวทีขนาดหัวใจมันต่างกัน

 

พูดให้ตรงและชัด รถถังมาในสภาพนี้ ขึ้นเวทีก็เหมือนขึ้นไปเพื่อยอมรับการเป็นผู้แพ้ ต่อให้จะไม่อยากยอมรับก็ตาม

 

แต่กีฬามันก็แบบนี้ครับ มีวันที่เราชนะ และมีวันที่เราแพ้

 

คำถามสำคัญสำหรับรถถังมันอยู่ที่หลังจากวันนี้ ว่าตัวของเขา ใจของเขา อยากจะก้าวเดินและเติบโตไปในทิศทางไหนต่อไป

 

ถ้าอยากจะกลับมาเป็นยอดมวย โคตรมวย เป็นขวัญใจของคนทั้งชาติอีกครั้ง

 

เขารู้ดีที่สุดว่าเขาต้องทำอะไร

 

แต่มันอาจจะดีกว่านี้ถ้ารถถังได้เจอกับใครสักคนที่ช่วยชี้แนะและดูแลเขาในฐานะของนักกีฬาอาชีพที่มีศักยภาพของการเป็นนักกีฬาระดับโลก เพราะด้วยวัย 28 ปี ยังมีเวลาที่เขาจะกลับลุกขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง และหากกลับมาได้โอกาสที่จะไปได้ไกลยิ่งกว่าเดิมมีแน่ๆ

 

แต่ถ้าคิดว่าพอใจแล้วกับสิ่งที่ได้มาในวันนี้ ซึ่งความจริงแค่นี้ก็นับว่าเด็กชายทินกรคนนั้นมาได้ไกลเกินกว่าที่ใครจะคิดฝันแล้ว

 

นอกจากชื่อเสียงและเงินทอง รถถังมีครอบครัวที่เขารัก และใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความรักที่โอบล้อมจากพรรคพวก ซึ่งหลังความพ่ายแพ้คนเหล่านี้ยังยืนอยู่เคียงข้างให้กำลังใจ ตบบ่า และบอกกับไอ้เด็กคนนี้ว่า “พวกเราอยู่ตรงนี้เสมอ”

 

สำหรับมนุษย์สักคน เราจะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก?

 

จริงอยู่ที่นักกีฬาบางคนอาจจะต้องการความสำเร็จ ต้องการเกียรติยศ ต้องการชัยชนะ แต่สำหรับบางคนซึ่งก็มีอยู่จริงในวงการที่เมื่อถึงจุดหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือความเป็นอยู่ที่ดีของครอบครัวและคนที่รัก

 

เรื่องแบบนี้มันอาจจะขัดใจกับแฟนกีฬาบ้าง แต่ถ้าเรามองอย่างเข้าใจ เราก็จะเข้าใจ

 

ภาพ รถถัง จิตรเมืองนนท์ นักมวยไทยในสังเวียน สะท้อนคำถามถึงความเป็นมืออาชีพ 3

 

นี่คือ ‘Final Fight’ การชกครั้งสุดท้ายของรถถัง ที่คู่ชกไม่ใช่ใคร แต่เป็นตัวและหัวใจของเขาเอง

 

แต่ในยามหัวใจแตกสลายแบบนี้ ผมไม่คาดหวังว่ารถถังจะมานั่งอ่านความคิดเห็นอะไรจากคนไกลตัวให้มันหน่วงหัวใจ

 

เพราะดอกไม้บางครั้งก็มีพิษ ส่วนก้อนอิฐก็ไม่ได้แปลว่าจะหมายมุ่งจะทำร้ายกันเสมอไป

 

พร้อมแล้วค่อยเปิดใจแล้วรับฟัง

 

ตอนนี้อยากให้เขาได้ใช้เวลากับตัวเองเยอะๆ ก่อน ไม่ต้องสนใจใครทั้งนั้น ค่อยๆ หาคำตอบ

 

ไม่ต้องรีบร้อน

 

บางครั้งล้มไม่ต้องรีบลุก

 

เป็นกำลังใจให้รถถังนะครับ จากใจจริง ด้วยรักและหวังดีเสมอในฐานะแฟนชาวไทยคนนึง 🙂

The post รถถังไม่เหมือนเดิม? บทเรียนจากความพ่ายแพ้ สู่คำถามเรื่องความเป็นมืออาชีพ appeared first on THE STANDARD.

]]>
อิตาลีไม่ได้ไปฟุตบอลโลก 3 สมัยติด ยอมรับได้ยาก แต่เข้าใจได้ง่าย https://thestandard.co/italy-miss-world-cup/ Wed, 01 Apr 2026 06:03:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1193598 ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลีแสดงความผิดหวังหลังตกรอบฟุตบอลโลก

ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆสำหรับ ‘อัซซูรี’ พวกเขาไม่ผ่านเข้าสู่ […]

The post อิตาลีไม่ได้ไปฟุตบอลโลก 3 สมัยติด ยอมรับได้ยาก แต่เข้าใจได้ง่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลีแสดงความผิดหวังหลังตกรอบฟุตบอลโลก

ไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆสำหรับ ‘อัซซูรี’ พวกเขาไม่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน

 

ย้อนกลับไปในปี 2018 เป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปีที่อิตาลีไม่ได้ปรากฏตัวในศึกฟุตบอลโลก หลังจากที่พวกเขาพ่ายแพ้ให้แก่ทีมชาติสวีเดนในรอบเพลย์ออฟ ซึ่งในครั้งนั้น คาร์โล ตาเวคคิโอ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลีในขณะนั้นเปรียบเปรยการไม่ได้ไปฟุตบอลโลกของพวกเขาว่าเป็นเหมือน ‘วันสิ้นโลก’

 

หลังจากนั้นแม้จะได้แชมป์ฟุตบอลยูโร 2020 (ที่ต้องแข่งในปี 2021 จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19) อย่างเซอร์ไพรส์เพราะไม่ได้เป็นตัวเต็งอะไรกับเขา อิตาลีก็ตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอีกครั้งเมื่อพลาดท่าให้กับนอร์ทมาซิโดเนีย ในเกมเพลย์ออฟ รอบรองชนะเลิศ

 

จนกระทั่งถึงวันนี้อิตาลี ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายให้ได้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แต่สุดท้ายพวกเขาก็พ่ายให้กับบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา ชาติเล็กๆที่แยกตัวจากยูโกสลาเวียที่เคยยิ่งใหญ่ ในการดวลจุดโทษ

 

ในความรู้สึกของแฟนฟุตบอลอัซซูรี และคนที่อยากเห็นชาติมหาอำนาจลูกหนังอย่างอิตาลี ซึ่งมีศักดิ์ศรีเป็นถึงแชมป์โลก 4 สมัยกลับมาวาดลวดลายในศึกฟุตบอลโลกอีกครั้ง มันเป็นเรื่องยากที่จะทำใจยอมรับได้

 

เพียงแต่หากเรามองลึกลงไปในเรื่องราวที่ผ่านมา การตกรอบอีกครั้งของอิตาลีเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายมาก

 

ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลีแสดงความผิดหวังหลังตกรอบฟุตบอลโลก 1

 

ความล้มเหลวของทีมชาติอิตาลีไม่ได้เกิดจากเหตุผลอื่น นอกจากความล้มเหลวของการบริหารจัดการฟุตบอลภายในประเทศ

 

3-4 ทศวรรษที่แล้ว อิตาลีคือชาติที่มีลีกฟุตบอลอันดับหนึ่งของโลก ทุกคนยกย่องว่ากัลโช เซเรีย อา คือลีกฟุตบอลที่ดีที่สุด แข็งแกร่งที่สุด และมีเฉพาะแค่เหล่าสุดยอดนักฟุตบอลของโลกเท่านั้นที่จะย้ายมาค้าแข้งที่ดินแดนแห่งนี้ได้

 

ความแข็งแกร่งของฟุตบอลอิตาลีไม่ได้เกิดจากการทุ่มทุนสร้างเพื่อซื้อซูเปอร์สตาร์เข้ามาอย่างเดียว แต่เกิดจากพื้นฐานการพัฒนาเกมฟุตบอลที่ดี แข็งแกร่งจากพื้นฐาน และด้วยกฎระเบียบลูกหนังดั้งเดิมที่จำกัดจำนวนผู้เล่นต่างชาติไว้แค่ 3 คนต่อทีม ทำให้มีพื้นที่และโอกาสสำหรับเหล่าดาวรุ่งในประเทศที่จะได้ลงสนามเคียงข้างกับทั้งเหล่ารุ่นพี่ ไปจนถึงเหล่าซูเปอร์สตาร์ระดับโลก

 

โดยเฉพาะในช่วงกลางยุค 80 หลังจากที่ลิเวอร์พูลมหาอำนาจลูกหนังอังกฤษก่อเรื่องในเหตุ ‘โศกนาฏกรรมที่เฮย์เซล’ ที่ทำให้สโมสรฟุตบอลเมืองผู้ดีโดนหางเลขถูกลงโทษแบนห้ามแข่งขันในเกมยุโรปนานถึง 5 ปี เป็นช่วงเวลาที่กัลโช เซเรีย อา ยกระดับลีกการแข่งขันของตัวเองขึ้นมา โดยเฉพาะนโยบายการซื้อผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ที่ดีที่สุด ผ่านการคัดเกรดเท่านั้น

 

รุด ฮุลลิท, แฟรงค์ ไรจ์การ์ด และมาร์โค ฟาน บาสเทน ทยอยตบเท้าย้ายสร้างตำนาน ‘สามทหารเสือชาวดัตช์’ ที่เอซี มิลาน (ก่อนจะมีเดยัน ซาวิเซวิช ฯลฯ ตามมาในเวลาต่อมา) ที่อินเตอร์ มิลานทีมร่วมเมืองที่ใช้สนามเดียวกันมี โลธาร์ มัทเธอุส, เยอร์เกน คลินส์มันน์ และอันเดรียส เบรเม เป็น ‘สามทหารเสือชาวด็อยช์’

 

นาโปลี พวกเขามีดีเอโก มาราโดนา นักเตะต่างชาติเพียงคนเดียวที่พาทีมคว้า ‘สคูเด็ตโต’ (แชมป์ฟุตบอลอิตาลี) ได้สมัยแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรในปี 1986 ก่อนจะมี กาเรกา และอเลเมา สองนักเตะบราซิลเข้ามาผนึกกำลังในการคว้าสคูเด็ตโตสมัยที่ 2 ในปี 1989

 

แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็สร้างนักเตะอย่าง โรแบร์โต มันชินี, จิอันลูกา วิอัลลี, ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี, เปาโล มัลดินี, อเลสซานโดร คอสตาร์คูตา, เดเมตเรโอ อัลแบร์ตินี, จิอันฟรังโก โซลา และโรแบร์โต บาจโจ ขึ้นมาในช่วงเวลานั้นเพื่อทาบรัศมีนักเตะต่างชาติ

 

อิตาลีจึงเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยนักเตะที่ดีที่สุดของโลก ที่ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังต่างชาติหลายต่อหลายคนได้โอกาสมาทดสอบฝีเท้าที่นี่ แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอดจำนวนมากมาย

 

แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปหลัง ‘กฎบอสแมน’

 

กฎที่ไม่ได้ให้แค่อิสระแก่นักฟุตบอลที่สามารถโยกย้ายได้อย่างอิสระภายในสหภาพยุโรป แต่ยังเป็นการทลายกรอบบางอย่างไปด้วย โดยเฉพาะการซื้อขายย้ายทีม

 

หลังปี 1995 ที่มีการตัดสินคดีของฌอง-มาร์ค บอสแมน ระบบการซื้อขายย้ายทีมของโลกก็ถูกเปลี่ยนแปลงไม่ต่างอะไรจากการเปิดกล่องของ ‘แพนโดรา’

 

อิตาลีในฐานะลีกที่ดีที่สุดของโลกก็ยิ่งอู้ฟู่มากกว่าเดิม ทุกสโมสรลงทุนกับการซื้อผู้เล่นมาเสริมทีมแบบไร้ขีดจำกัด ซึ่งไม่ได้สงวนสิทธิ์เอาไว้แค่ทีมดังที่มีฐานแฟนฟุตบอลใหญ่อย่างยูเวนตุส, เอซี มิลาน, อินเตอร์ มิลาน หรือโรมาและลาซิโอ สองทีมดังแห่งเมืองหลวง

 

แม้แต่ปาร์มา ทีมเล็กๆ ก็ยังรวบรวมสตาร์ผู้เล่นในระดับน้องๆ เวิลด์คลาสเอาไว้เต็มทีมไปหมด จนกลายเป็นทีมในความทรงจำของแฟนฟุตบอลในยุค 90

 

ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลีแสดงความผิดหวังหลังตกรอบฟุตบอลโลก 2

 

ในความ ‘ลักชัวรี’ ของฟุตบอลอิตาลีที่น่าอิจฉา มันกลับกลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายฟุตบอลอิตาลีจากภายในให้ตายอย่างช้าๆ

 

1. สโมสรฟุตบอลในอิตาลีทยอยประสบปัญหาทางการเงินอย่างร้ายแรง พวกเขาใช้เงินมากเกินกว่าที่จะหารายได้เข้ามาอุดได้ไหว

 

เรื่องนี้เป็นปัญหาในระยะยาวที่บ่อนทำลายฟุตบอลภายในประเทศจนขาดการลงทุน ขาดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และทำให้ฟุตบอลอิตาลีค่อยๆ กลายสภาพกลายเป็นสินค้าที่ล้าหลัง ทีมและลีกฟุตบอลของพวกเขากลายเป็นของเกรดสอง หรืออาจจะมองเป็นระดับ 3-4 ก็ได้

 

เพราะทีมก็ไม่ได้มีสตาร์น่าดึงดูด สนามฟุตบอลก็เก่าขาดการปรับปรุง แม้แต่ซาน ซิโรที่เคยยิ่งใหญ่ในเวลานี้ก็เป็นแค่สนามแก่ๆ ที่ทรุดโทรมแทบนึกไม่ออกถึงความเกรียงไกรในอดีต

 

2. การหลั่งไหลของซูเปอร์สตาร์ในช่วงหลังกฎบอสแมน ทำลายการพัฒนาฟุตบอลในระดับเยาวชนของอิตาลีลงอย่างราบคาบ

 

หนึ่งในฐานรากสำคัญที่ทำให้อิตาลี ยังเป็นทีมที่แข็งแกร่งในช่วงยุค 90 ต่อจนถึงช่วงปี 2000 ซึ่งพวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2006 อันเป็นแชมป์สมัยที่ 4 เป็นรองเพียงแค่บราซิลชาติเดียวได้ มาจากการพัฒนาฟุตบอลเยาวชนที่เข้มแข็ง

 

อิตาลี ภายใต้การนำของเซซาเร มัลดินี ผู้ล่วงลับคว้าแชมป์ยุโรปในระดับ U-21 มาครองได้ถึง 3 สมัยติดต่อกันในช่วงปี 1992-1996

 

มันเป็นช่วงที่อิตาลีผลิตนักเตะอย่าง ฟาบิโอ คันนาวาโร, คริสเตียน ปานุชช, ฟิลิปโป อินซากี, คริสเตียน วิเอรี, อเลสซานโดร เนสตา, และฟรานเชสโก ต็อตตี ขึ้นมาในทีมชุดนั้น โดยที่ยังไม่นับจิอันลุยจิ บุฟฟอน และอเลสซานโดร เดล ปิเอโร ที่แจ้งเกิดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน

 

แต่หลังจากนั้นนักเตะอิตาลีประสบปัญหาในเรื่องของโอกาสในการลงสนามมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะทุกทีมต่างเลือก ‘ทางลัด’ ในการซื้อผู้เล่นต่างชาติที่ใช้งานได้เลยมากกว่าที่จะให้โอกาสเด็กๆ ได้ลองผิดลองถูกในสนาม

 

สุดท้ายเกมฟุตบอลในระดับเยาวชนถูกละเลย ทิ้งขว้าง อิตาลีทำได้เพียงแค่กินบุญเก่ามาเรื่อยๆ และบุญนั้นก็หมดลง

 

หลักฐานที่มองเห็นได้ไกลจากยอดอัฒจันทร์คือหากเรามองรายชื่อของทีมชาติอิตาลีชุดที่ลงสนามกับบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา เมื่อคืนนี้ อิตาลีแทบไม่มีนักเตะที่จะเป็นความหวังให้กับทีมได้ในอดีตเลย

 

ทั้งๆ ที่พวกเขาเคยมีนักเตะในระดับอัจฉริยะมากมายเต็มไปหมด เพราะคนอิตาลีโดยเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นศิลปินทั้งนั้นไม่ว่าจะเรื่องของศิลปะ การแสดง หรือแม้แต่การทำอาหารของเหล่า ‘นอนนา’ (คุณย่าคุณยาย) ในตำรับดั้งเดิมก็เป็นศิลปะของการใช้ชีวิต

 

และเอาจริงๆ อิตาลีก็ไม่ควรทำให้ตัวเองต้องลำบากถึงขั้นมาเพลย์ออฟเป็นหนที่ 3 ติดต่อกันด้วยซ้ำไป ถ้าพวกเขาเก่งและดีพอจริง

 

 

ภาพนักฟุตบอลทีมชาติอิตาลีแสดงความผิดหวังหลังตกรอบฟุตบอลโลก 3

 

เหตุผลหลักๆ เหล่านี้คือเหตุผลที่ทำให้เข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมอิตาลีถึงไม่ได้ไปฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน ไม่ใช่ว่าโลกจะแตกตรงหน้าเสียเมื่อไร

 

สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือผลของการกระทำในอดีต อดีตอันยิ่งใหญ่มันคือวันเวลาที่เลยผ่านไปไกลแล้ว

 

หากพวกเขาต้องการที่กลับมายิ่งใหญ่ – ซึ่งไม่ใช่แค่การจะไปฟุตบอลโลกให้ได้อีกครั้ง – มีสิ่งต่างๆ มากมายที่คนอิตาลีต้องช่วยกันทำ ถอดบทเรียนความล้มเหลวจากอดีต วางแผนการไปสู่อนาคตอย่างสร้างสรรค์

 

แต่แน่ละกรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว การจะฟื้นฟูฟุตบอลอิตาลีอีกครั้งอาจจะใช้เวลายาวนาน ห้าปี สิบปี หรืออาจจะนานกว่านั้น

 

ขึ้นอยู่กับพวกเขาเองแล้วว่าจะนั่งถอนหายใจทิ้งไปกับความผิดหวัง หรือรีบลุกขึ้นมาเริ่มต้นกันใหม่ให้เร็วที่สุด

The post อิตาลีไม่ได้ไปฟุตบอลโลก 3 สมัยติด ยอมรับได้ยาก แต่เข้าใจได้ง่าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
130R โค้งซ้ายในตำนานของ ‘อลอนโซ’ กับการแซงที่เปลี่ยนแปลงยุคสมัย https://thestandard.co/alonso-130r-overtake-f1-suzuka/ Sun, 29 Mar 2026 05:30:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1192447 ภาพเฟอร์นันโด อลอนโซ กำลังขับรถแข่ง F1 ทีม Renault บนสนามซูซูกะ โดยมีมิชาเอล ชูมัคเกอร์ ตามหลังในโค้ง 130R

สนามแข่งรถซูซูกะ นอกจากชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์และการเป็นส […]

The post 130R โค้งซ้ายในตำนานของ ‘อลอนโซ’ กับการแซงที่เปลี่ยนแปลงยุคสมัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเฟอร์นันโด อลอนโซ กำลังขับรถแข่ง F1 ทีม Renault บนสนามซูซูกะ โดยมีมิชาเอล ชูมัคเกอร์ ตามหลังในโค้ง 130R

สนามแข่งรถซูซูกะ นอกจากชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์และการเป็นสนามรูปเลข 8 (Figure-Eight Design) ซึ่งเป็นสนามแห่งเดียวในฟอร์มูลาวันที่มีทางข้าม

 

สนามแห่งนี้ยังเป็นที่จดจำในฐานะหนึ่งในสนามแข่งระดับตำนานที่เป็นสนามแข่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยความเป็นสนามที่ผ่านการออกแบบมาอย่างดีและมีทางโค้งที่ทำความเร็วได้สูง รวมถึงโค้งรูปตัว ’S’ ที่ต้องใช้ทักษะการขับขี่ในระดับสุดยอด

 

แต่ในบรรดาโค้งทั้ง 18 โค้งในสนามแห่งนี้ ไม่มีโค้งไหนที่จะโด่งดังมากไปกว่าโค้ง ‘130R’

 

โค้งซ้ายในตำนานที่ทำให้แฟนเอฟวันทั่วโลกเคยเอามือปิดปากพร้อมกันทั้งโลกมาแล้ว กับการดวลกันสุดระห่ำระหว่าง มิชาเอล ชูมัคเกอร์ และเฟร์นานโด อลอนโซ ที่เป็นจุดตัดสินแชมป์โลกในปี 2005

 

ที่ได้รับการจดจำว่าเป็นหนึ่งในการแซงที่สุดยอดและสำคัญที่สุดตลอดกาล

 

ภาพเฟอร์นันโด อลอนโซ กำลังขับรถแข่ง F1 ทีม Renault บนสนามซูซูกะ โดยมีมิชาเอล ชูมัคเกอร์ ตามหลังในโค้ง 130R 1

 

พูดถึงสนามแข่งรถในญี่ปุ่นแล้ว อดคิดถึงเรื่องราวของ เจมส์ ฮันต์ และนิกิ เลาดา ที่เคยเล่าให้อ่านกันไปเมื่อหลายเดือนก่อน

 

การขับเคี่ยวระหว่างสองนักขับที่ดีที่สุดของยุค 70 ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจของภาพยนตร์รถซิ่งที่ไม่ว่าจะหยิบมาดูเมื่อไรหัวใจก็ร้อนเป็นไฟเสมออย่าง ‘Rush’ (2013)

 

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของภาพยนตร์คือการวัดกันตัวต่อตัวระหว่างฮันต์และเลาดา ในสนามฟูจิ สปีดเวย์ ในฤดูกาลแข่ง 1976 ซึ่งกลายเป็นจุดตัดสินแชมป์โลกในฤดูกาลนั้น ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำลงมา

 

ครั้งนั้นเลาดา ซึ่งเพิ่งผ่านประสบการณ์เฉียดตายและกลับมาขับรถได้อีกครั้งเหนือยิ่งกว่าปาฏิหาริย์ ตัดสินใจที่จะถอนตัวในช่วงสุดท้ายของการแข่ง ทำให้ฮันต์ได้กลายเป็นแชมป์โลกในปีนั้น

 

หลังจากนั้นญี่ปุ่นไม่ได้เป็นเจ้าภาพการแข่งรถเอฟวันอีกหลายปีทีเดียวครับ กว่าที่จะได้กลับมาจัดการแข่งขันอีกครั้งในปี 1987 เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ได้จัดกันที่ฟูจิ สปีดเวย์แล้ว แต่เป็นสนามซูซูกะ (Suzuka Circuit) แทน

 

สนามแห่งนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างดีโดย ยอห์น ‘ฮันส์’ ฮูเกินโฮลซ์ นักออกแบบสนามรถแข่งระดับตำนาน ซึ่งได้รังสรรค์ให้สนามแห่งนี้ของญี่ปุ่นมีคุณสมบัติของการเป็นสนามแข่งรถที่ยอดเยี่ยม สามารถแข่งขันกันได้อย่างสนุก รวมถึงการใส่ความเหนือชั้นเอาไว้เล็กๆ ด้วยการออกแบบให้เป็นสนามระดับ Grade 1 แห่งเดียวในปัจจุบันที่มีทางข้าม ทำให้สนามวนกันเป็นเลข 8 (อีกแห่งคือฟิโอราโน ในประเทศอิตาลี ปัจจุบันอยู่ในระดับเกรด B)

 

แต่สิ่งที่เป็นที่จดจำสำหรับแฟนๆ มากกว่าคือโค้งที่มีชื่อว่า ‘130R’ ซึ่งตั้งตามรัศมีเดิมของโค้งที่ 130 องศา โดยเป็นโค้งที่ 15 ซึ่งอยู่ในช่วงท้ายของรอบก่อนที่จะเข้าเส้น

 

โค้งนี้เป็นโค้งที่มีลักษณะพิเศษในความธรรมดา กล่าวคือเป็นโค้งซ้ายที่รถแข่งสามารถอัดความเร็วสูงได้ถึง 310 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือแรง G มหาศาลที่จะกระทำต่อนักแข่งและรถตั้งแต่ 3.5-5 G เลยทีเดียว

 

เมื่อรวมถึงกับการที่เป็นโค้งที่แม้จะเหมือนวิ่งได้หลายไลน์แต่ถ้าพลาดเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นก็มีโอกาสที่รถจะเสียการควบคุมและไถลออกไป การเข้าโค้งนี้ด้วยความเร็วสูงจึงเป็นเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนักหัวใจอยู่ไม่น้อย ว่านักขับคนนั้นกล้าพอไหม?

 

และนั่นทำให้โค้งนี้ที่ซูซูกะได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในโค้งระดับตำนานเทียบเคียงกับโค้งบลองชิมงต์ (Blanchimont) ที่สนามสปา

 

ภาพเฟอร์นันโด อลอนโซ กำลังขับรถแข่ง F1 ทีม Renault บนสนามซูซูกะ โดยมีมิชาเอล ชูมัคเกอร์ ตามหลังในโค้ง 130R 2

 

อย่างไรก็ดีในการแข่งเจแปนีส กรังด์ปรีซ์ ในปี 2005 ได้เกิดตำนานบทหนึ่งขึ้นที่โค้ง 130R นี้

 

ในฤดูกาลนั้นเป็นฤดูกาลแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของนักขับที่กำลังพุ่งแรงชาวสเปนอย่าง เฟร์นานโด อลอนโซ แห่งทีม Renault ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงบัลลังก์ราชาเอฟวันคนใหม่จากจักรพรรดิแดงอย่าง มิชาเอล ชูมัคเกอร์ แห่งทีม Ferrari

 

ตลอดฤดูกาลนั้นอลอนโซ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนคว้าแชมป์โลกมาครองได้สำเร็จ ก่อนเดินทางมาถึงซูซูกะในฐานะ ‘แชมป์โลกคนใหม่’ ที่เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์อายุน้อยที่สุดที่บราซิลในสนามก่อนหน้า ขณะที่ ‘ชูมี’ และเฟอร์รารี ตกอยู่ในสภาวะฟอร์มดิ่งลงอย่างมีนัยสำคัญ จนหมดสิทธิ์ป้องกันแชมป์โลกสมัยที่ 6 ติดต่อกันไปเรียบร้อยแล้ว

 

ถึงอย่างนั้นบารมีของชูมัคเกอร์ยังคงปกคลุมเหนือวงการอยู่เสมอ และมันเป็นความท้าทายของนักขับรุ่นต่อไปที่หากคิดจะก้าวขึ้นมาแทนที่ก็ต้องสำแดงอะไรให้เห็นสักอย่างว่าไม่ว่าชูมัคเกอร์จะยิ่งใหญ่ เก๋าเกมมากขนาดไหน

 

ไม่มีใครที่จะอยู่ค้ำฟ้า และมันถึงเวลาที่เขาควรคิดวางมือได้แล้ว

 

แต่ใครล่ะที่จะกล้าทำแบบนั้น?

 

แน่นอนมันก็ต้องเป็นคนห้าวอย่าง ‘อลอนโซ’ อยู่แล้ว!

 

โดยในการแข่งที่สนามซูซูกะในวันนั้น นักขับชาวสเปนออกสตาร์ตจากกริดท้ายไกลถึงอันดับที่ 16 ขณะที่ชูมัคเกอร์อยู่ในอันดับที่ 14 ก็ขับไล่แซงรถคันอื่นขึ้นมากันเรื่อยๆ จนกระทั่งเริ่มเห็นแววว่าทั้งสองน่าจะต้องวัดฝีมือกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

จนกระทั่งถึงรอบที่ 19 ก็มาถึงจุดสำคัญ

 

ในเวลานั้นอลอนโซ ควบตะบึง Renault R25 ของเขาอย่างเมามันและเริ่มไล่จี้ชูมัคเกอร์จนเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แต่ด้วยศักดิ์ศรีของแชมป์โลกและเบอร์หนึ่งตลอดกาล ชูมีไม่ยอมให้นักขับรุ่นน้องผ่านเขาไปได้ง่ายๆ

 

การบังไลน์ของชูมีปิดทางเข้าโค้ง 130R เอาไว้ได้อย่างสวยงามแล้ว การจะแซงผ่านเขาไปเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

 

แต่อลอนโซกลับทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ขึ้นมา

 

โดยแทนที่จะผ่อนคันเร่งเพื่อตามไปก่อนในโค้งนี้ สิ่งที่นักขับกระทิงดุทำกลับเป็นการกระทืบคันเร่งต่อเพื่อแซงจากด้านนอกแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่นักพากย์ผู้มีประสบการณ์ก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตา

 

เพราะอย่างที่บอกว่าโค้ง 130R เป็นโค้งปราบเซียน มันไม่ใช่ว่าคิดอยากจะเข้าโค้งด้วยความเร็วก็ทำได้เลย แต่ต้องใช้ทั้งการคำนวณที่แม่นยำ การตัดสินใจในเสี้ยววินาที และที่สำคัญที่สุดคือมันวัดหัวใจของนักขับคนนั้นด้วยว่าใหญ่แค่ไหน

 

สำหรับชูมัคเกอร์ เขาทำในสิ่งที่เขาต้องทำและทำได้อย่างไร้ที่ติแล้ว

 

แต่โชคร้ายที่อลอนโซ ทำในสิ่งที่ใกล้เคียงกับความมหัศจรรย์ ด้วยการเข้าโค้งที่ความเร็ว 208 ไมล์/ชั่วโมง (335 กม./ชั่วโมง) โดยสามารถแซงจากด้านนอกก่อนจะผ่านชูมีไปได้อย่างชนิดที่ไม่มีใครอยากจะเชื่อสายตา

 

มันเป็นการแซงทางโค้ง 130R ที่บ้าระห่ำที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นมาเลยทีเดียว

 

ภาพเฟอร์นันโด อลอนโซ กำลังขับรถแข่ง F1 ทีม Renault บนสนามซูซูกะ โดยมีมิชาเอล ชูมัคเกอร์ ตามหลังในโค้ง 130R 3

 

ทั้งนี้แม้ว่าการแซงโค้งนี้จะเป็นแค่เหตุการณ์หนึ่งในการแข่งวันนั้น ซึ่งสำหรับอีกหลายคนอาจจะจดจำการขับสุดมหัศจรรย์ของ คิมี ไรโคเนน จากทีม McLaren ที่ออกสตาร์ทด้วยกริด 17 ก่อนจะผ่านธงตราหมากรุกเข้าเส้นชัยได้เป็นคนแรก

 

แต่โค้งนี้ของอลอนโซ สำหรับผู้เจนวงการ พวกเขามองว่ามันคือช่วงเวลาของการ ‘ผลัดใบ’

 

ยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงในโค้งนั้นเอง

 

จักพรรดิ์แดงผู้ยิ่งใหญ่ได้ถูกโค่นด้วยไอ้หนุ่มเลือดร้อนชาวสเปน ผู้ซึ่งก้าวสู่การเป็นแชมป์โลกในเวลาต่อมาได้สำเร็จ

 

สิ่งที่น่าสนใจที่หลายคนอยากรู้คืออลอนโซ คิดอะไรอยู่ในเวลานั้น? ทำไมเขาถึงกล้าที่จะทำอะไรที่มันบ้าระห่ำขนาดนี้?

 

คำตอบของเขาที่บอกกับ ไนเจล โรบัค นักข่าวอาวุโสสายเอฟวันคือ “ในเวลาเช่นนั้น ผมจำได้เสมอว่ามิชาเอลมีลูก 2 คน”

 

ลูก 2 คนนั้นคือ ‘เบรกที่มองไม่เห็น’ สำหรับชูมัคเกอร์ ที่ทำให้เขาไม่กล้าที่จะวัดกับอลอนโซในจังหวะแบบนั้น ทั้งๆ ที่ตลอดมาเขาเป็นคนที่พร้อมจะบดขยี้คู่แข่งเสมอ

 

และมันทำให้คนที่ยังไม่มีลูกอย่างอลอนโซไม่ลังเลที่จะไปข้างหน้าเพราะไม่มีใครที่ต้องห่วง

 

เพียงแต่มาถึงตอนนี้อลอนโซ ซึ่งคิดแล้วก็น่าเหลือเชื่อที่ยังลงแข่งขันอยู่เลย และวันนี้เขาได้กลายเป็น ‘Papi’ บ้างแล้ว

 

ลูกของเขาเพิ่งคลอดและการลงสนามที่ซูซูกะวันนี้อาจจะทำให้เขาได้หวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อ 21 ปีที่แล้วและอาจจะเข้าใจความรู้สึกของชูมัคเกอร์มากขึ้น

 

เป็นการเดินทางที่ครบรอบวงโคจรได้อย่างน่ามหัศจรรย์

 

เหมือนเลข 8 ที่หากมองอีกมุมคือ ‘Infinity’ หรือนิรันดร์ ของสนามในตำนานแห่งนี้

The post 130R โค้งซ้ายในตำนานของ ‘อลอนโซ’ กับการแซงที่เปลี่ยนแปลงยุคสมัย appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Peacemaker ดิดิเยร์ ดร็อกบา ยอดนักเตะผู้หยุดสงคราม? https://thestandard.co/didier-drogba-peacemaker-ivory-coast/ Wed, 11 Mar 2026 03:00:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1186392 ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง

บางครั้งนักฟุตบอลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่งานของตัวเองที่ […]

The post The Peacemaker ดิดิเยร์ ดร็อกบา ยอดนักเตะผู้หยุดสงคราม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง

บางครั้งนักฟุตบอลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่งานของตัวเองที่อยู่ในสนามเท่านั้น

 

เพราะบางครั้งพวกเขามีความหมายมากกว่านั้นมากนัก

 

เสียงของนักเตะคนหนึ่งอาจดังถึงหัวใจของผู้คนได้มากกว่าเสียงของผู้นำหรือนักการเมืองหรือแม่ทัพนายกองทั้งหลาย

 

เหมือนเรื่องราวในตำนานของ ดิดิเยร์ ดร็อกบา ศูนย์หน้ามหากาฬของทีมชาติโกตดิวัวร์ หรือที่เรายังคงคุ้นเคยกับชื่อ ไอวอรีโคสต์

 

นักฟุตบอลผู้ยุติสงครามได้

 

เพียงแต่เรื่องเล่านี้เป็นความจริงหรือไม่?

 

เพื่อจะค้นหาความจริงในเรื่องนี้ต้องขอพาทุกคนขึ้นรถ DeLorean คันเก่งเพื่อเดินทางย้อนเวลากลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วที่สนาม อัล-เมอร์ริคห์ สเตเดียม สนามฟุตบอลในเมืองใหญ่ลำดับที่ 2 ของประเทศซูดาน

 

สนามเล็กๆที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ มีชื่อเสียง ประวัติความเป็นมาอะไรมากมายนักนอกจากชื่อที่ชาวซูดานเรียกขานสนามแห่งนี้ว่า ‘ปราสาทสีแดง’

 

แต่ที่นี่ได้เกิดเรื่องราวใหญ่ยิ่งในความรู้สึกและความทรงจำ

 

วันที่ 8 คุลาคม 2005 ทีมชาติไอวอรีโคสต์ เดินทางยกพลไปเยือนปราสาทสีแดงแห่งนี้ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม

 

สถานการณ์ในตารางคะแนนวางเงื่อนไขเอาไว้แบบไม่ต้องทำความเข้าใจอะไรให้มากมาย หากแคเมอรูน ทีมคู่แข่งของพวกเขาชนะอียิปต์ได้ทีม ‘หมอผี’ ก็จะได้ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกเป็นสมัยที่ 6

 

แต่ถ้าพวกเขาชนะไม่ได้ ไอวอรีโคสต์จะต้องการเพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้นเพื่อจะเข้าสู่รอบสุดท้ายได้สำเร็จ

 

ทีม ‘คชสาร’ ในเวลานั้นเป็นทีมที่แข็งแกร่งอย่างมาก และได้รับการยกย่องว่าเป็นทีมในยุคทองของวงการฟุตบอลไอวอรีโคสต์ ด้วยขุนพลที่อยู่ในระดับสโมสรชั้นนำของยุโรปมากมาย

 

โคโล ตูเร, ดิดิเย์ โซโกรา, เอ็มมานูเอล เอบูเอ และดิดิเยร์ ดร็อกบา เปล่งประกายในพรีเมียร์ลีก ลีกฟุตบอลอังกฤษที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในโลก ขณะที่ยายา ตูเร น้องชายของโคโล กำลังใกล้แจ้งเกิดอยู่กับโอลิมเปียกอส ในลีกกรีก

 

ด้วยขุนพลระดับนี้ทำให้พวกเขาถูกจับตามองมาสักพักว่าจะเป็นหนึ่งในทีมที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต

 

แต่ความยิ่งใหญ่มันต้องมาพร้อมกับเรื่องราว ซึ่งสำหรับพวกเขาแล้วหากนี่คือนิทานมันก็ยังขาดตอนจบที่ทำให้ทุกคนมีรอยยิ้ม

 

ฟุตบอลโลกคือสิ่งที่ทุกคนฝัน

 

ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง 2

 

เกมตัดสินชะตาว่าใครจะได้ไปฟุตบอลโลกเริ่มลงสนามในเวลาเดียวกัน ระหว่างแคเมอรูนกับอียิปต์ในเมืองยาอุนเด และซูดานกับไอวอรีโคสต์ที่ปราสาทสีแดงในซูดาน

 

วันนั้นไอวอรึโคสต์ ไม่ได้พบกับความยากลำบากมากนัก ระดับฝีเท้าของพวกเขาเหนือกว่าซูดาน ทีมที่อยู่ในอันดับรองบ๊วยของกลุ่มมาก

 

เกมจบลงด้วยชัยขนะของนักเตะตราช้าง ที่มารวมตัวที่ข้างสนาม นำโดยดร็อกบาที่รวบรวมเพื่อนทุกคนมายืนล้อมวงกัน

 

นั่นเพราะเกมที่ยาอุนเดยังไม่จบ แคเมอรูนออกนำไปก่อนก็จริงในเกมนั้นแต่อียิปต์ไล่ตามตีเสมอได้ 1-1 จากโมฮัมเหม็ด ชอว์คี ซึ่งหากเกมจบลงแบบนี้ หมายถึงไอวอรีโคสต์จะได้ตั๋วเดินทางไปฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศเยอรมนี ในปี 2006

 

ห้วงเวลานั้นแค่ไม่กี่นาที แต่ยาวนานเหมือนนิรันดร์

 

ทุกคนที่ยืนล้อมกันอยู่ตรงกัน ฟังการบรรยายจากวิทยุไปด้วยกันและหวังว่ามันจะจบลงที่สกอร์นี้ แต่ในช่วงของการทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 4 เสียงบรรยายก็รายงานขึ้นมา

 

“แคเมอรูนได้จุดโทษ มันเป็นจุดโทษที่ให้ง่ายเกินไป”

 

หัวใจของไอวอรีโคสต์ถูกบีบรัดจนแทบไม่อยากจะเต้นต่อไป ถ้าแคเมอรูนยิงเข้าความฝันอันยาวนานของพวกเขาก็จะล่มสลายและต้องเริ่มต้นกันใหม่อย่างบอบช้ำ

 

แต่เหมือนพระเจ้ากำหนดตอนจบมาแล้ว

 

ปิแอร์ โวเม เพชฌฆาตทำผิดพลาด เขาปลิดชีพคู่แข่งอย่างอียิปต์ไม่ได้ ลูกยิงนั้นไปชนเสาก่อนหลุดกรอบออกไปไกล และนั่นหมายถึงการที่ไอวอรีโคสต์จะได้ไปฟุตบอลโลก

 

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา

 

ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง 3

 

มันกลายเป็นช่วงเวลาของการเฉลิมฉลองของคนไอวอรีโคสต์

 

รอยยิ้มที่หายไปกลับมาอีกครั้ง

 

และมันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ทุกคนไม่ได้คิดถึงเรื่องของการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่มีพวกมึง ไม่มีพวกกู มีแต่พวกเรา เราในความหมายของไอวอรีโคสต์เท่านั้น

 

เพราะในช่วงเวลานั้น ไอวอรีโคสต์ อยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง ​(Civil war) ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2002 และทำให้ประเทศถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย

 

ทางตอนใต้อยู่ในการปกครองของรัฐบาลภายใต้การนำของ โลร็องต์ บักโบ

 

ขณะที่ฝั่งเหนืออยู่ใต้อาณัติการปกครองของ กิลเญม โซโร ผู้นำกองกำลังปฏิวัติ

 

เสียงปืนดังตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2002 จากการบุกจู่โจมหลายเมืองสำคัญโดยคณะปฏิวัติ ไม่มีคืนใดที่ชาวไอวอรีโคสต์จะนอนหลับได้อย่างมีความสุข

 

เพราะถึงเสียงปืนจะเงียบลงในเวลาไม่นาน แต่การแบ่งฝ่ายหมายความว่ามันอาจจะมีเสียงปืนดังขึ้นอีกเมื่อไร วันไหน ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น

 

ความพยายามในการหาทางออกจบลงที่การยุติสงครามในช่วงปี 2004 แต่สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและปะทุขึ้นมาอีกครั้งในปี 2005 โดยที่ยังไม่มีทีท่าว่าทุกอย่างจะสงบจริงๆ

 

ไม่มีใครรู้ว่าจะทำอย่างไร ใครจะหยุดสงครามระหว่างคนสายเลือดเดียวกันได้?

 

ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง 4

 

 

คำถามนี้นำไปสู่เรื่องราวอันเป็นตำนาน

 

หลังพาไอวอรีโคสต์ไปฟุตบอลโลกได้สำเร็จ การเฉลิมฉลองในสนามถูกถ่ายทอดยาวไปจนถึงในห้องแต่งตัวของทีมภายในสนาม อัล-เมอร์ริคห์

 

ที่นั่นเอง ดร็อกบาได้ฉวยคว้าไมโครโฟนของผู้สื่อข่าวที่ตามเข้าไปในห้องแต่งตัวมา

 

เขาไม่ได้เอามาเพื่อจะประกาศชัยชนะอย่างที่ใครคิด แต่เขาทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

 

“ชายและหญิงแห่งไอวอรีโคสต์” เขาบอกด้วยสีหน้าที่จริงจัง “จากเหนือ ใต้ กลาง และตะวันตก วันนี้พวกเราได้แสดงให้เห็นแล้วว่าชาวไอวอเรียนอยู่ร่วมกันได้ และลงสนามด้วยกันโดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการไปฟุตบอลโลก”

 

“เราเคยให้สัญญากับทุกคนว่าการเฉลิมฉลองจะทำให้ผู้คนเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง และวันนี้เราขอคุกเข่าเพื่อขอร้องทุกคน”

 

จบประโยคนี้ดร็อกบาและนักเตะทุกคนที่ล้อมรอบเขาก็คุกเข่าลงกับพื้น

 

“ประเทศหนึ่งในแอฟริกาที่รุ่มรวยด้วยสิ่งต่างๆมากมายไม่ควรจมอยู่กับสงคราม”

 

“ได้โปรดเถอะ วางอาวุธของพวกคุณลง จัดการเลือกตั้ง”

 

“เราอยากจะมีความสุขกัน ดังนั้นหยุดยิงกันได้แล้ว”

 

 

สิ่งที่อาจจะแตกต่างจากความเข้าใจของทุกคน เพราะเรื่องเล่ามันอาจจะถูกบิดเบือนไปตามกาลและเวลาคือ สงครามกลางเมืองในไอวอรีโคสต์ไม่ได้ยุติลงทันทีหลังการร้องขอขอดร็อกบาง

 

เขาไม่ได้หยุดสงครามได้ด้วยตัวคนเดียวทันทีในวันนั้น

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ไอวอรีโคสต์ก็ยังแบ่งแยกเป็นสองอยู่เหมือนเดิม

 

เพียงแต่ภาพเหตุการณ์ในห้องแต่งตัวนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก แม้ว่าในยุคสมัยนั้นโซเชียลมีเดียจะยังไม่เกิด แต่มันก็ถูกนำไปฉายวนซ้ำๆในทุกสื่อของไอวอรีโคสต์

 

หากน้ำหยดลงบนหินทุกวันหินยังกร่อน คำขอร้องของดร็อกบาและเพื่อน การคุกเข่าลงของชายชาตรีผู้ทำความฝันของทุกคนในชาติให้เป็นความจริงก็ค่อยๆซึมเข้าความคิดและจิตใจ

 

การเปลี่ยนแปลงในไอวอรีโคสต์เกิดขึ้นอย่างช้าๆ

 

โดยไม่ทันรู้ตัว การเจรจาสันติภาพระหว่างสองฝ่ายก็เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

 

ก่อนจะนำไปสู่เหตุการณ์ต่อมาในปี 2007 ช่วงที่ดร็อกบากำลังอยู่ในห้วงเวลาที่พีคที่สุดของชีวิต ได้รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปมาครอง

 

ทีมชาติไอวอรีโคสต์มีกำหนดการจะพบกับมาดากัสการ์ในวันที่ 3 มิถุนายน ที่สนามในเมืองอาบิดจาน

 

แต่มีการเปลี่ยนแปลงสนามแข่งขันใหม่ ตามคำขอของดร็อกบาที่ขอให้ไปแข่งกันทางตอนเหนือที่บูอาเก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเหล่ากองทัพปฏิวัติ

 

การปรากฏตัวของดร็อกบาและนักเตะทีมชาติในพื้นที่ของคณะปฏิวัติ หากย้อนกลับไป 2 ปี เป็นสิ่งที่อยู่เหนือจินตนาการไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้ แต่กองหน้าเชลซีผู้ที่ความจริงแล้วเป็นคนตอนใต้ด้วย สามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้จริง

 

แม้ว่าภาพในสนามจะน่ากลัว เพราะมีกองกำลังทหารคอยคุ้มกันทีมตลอดตั้งแต่การเดินทางจนถึงในสนาม แต่ทุกคนที่อยู่ที่นั่นในวันนั้นรู้ดีว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก

 

เพราะไม่มีใครคิดจะถือปืนใส่กันแล้ว

 

ทุกคนอยากจะดูฟุตบอล และเชียร์ไปด้วยกันทั้งนั้น

 

ดร็อกบาผู้ยิงประตูที่ 5 ในเกมนี้ท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้องราวช้างกระทืบปฐพี ได้รับการอารักขาก่อนออกจากสนามไป

 

โดยที่หลายคนคิดว่าสายลมของการเปลี่ยนแปลงพัดมาถึงไอวอรีโคสต์แล้ว

 

ดิดิเยร์ ดร็อกบา และเพื่อนร่วมทีมไอวอรีโคสต์กำลังคุกเข่าร้องขอสันติภาพท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลอง 5

 

แต่สายลมนั้นพัดมาเพียงชั่วคราวแล้วก็ผ่านไป

 

ไอวอรีโคสต์กลับมาแตกแยกกัน หนักขึ้นยิ่งกว่าเก่า เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง

 

5 ปีถัดมามีผู้เสียชีวิตถึง 3,000 คนจากความรุนแรงภายในประเทศ คนไอวอรีโคสต์เข่นฆ่ากันเองอีกครั้ง และยังไม่มีวี่แวว่าสงครามภายในจะจบลงเมื่อไร

 

แต่อย่างน้อย

 

ถึงจะไม่ได้หยุดสงคราม แต่ดร็อกบาก็ทำให้ชาวไอวอรีโคสต์ทุกคนได้สัมผัสกับความรู้สึก ณ ชั่วขณะเวลาหนึ่ง

 

ถึงความสงบ ความสุข สันติภาพ

 

และความหวังว่าสักวัน ไอวอรีโคสต์จะเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง

 

The post The Peacemaker ดิดิเยร์ ดร็อกบา ยอดนักเตะผู้หยุดสงคราม? appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชีวิต / รัก / นักกีฬา (5) Alex & Lily สาวดอกไม้ กับ นายนักซิ่ง https://thestandard.co/alex-albon-lily-muni-he-love/ Sat, 14 Feb 2026 02:12:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1178380 อเล็กซ์ อัลบอน และ ลิลี มูนี เหอ สองนักกีฬาชื่อดังกับเรื่องราวความรักของพวกเขา

“ผมคิดว่าเราต่างติดกับอีกคนแล้วในตอนนี้”   ภาพคู่จ […]

The post ชีวิต / รัก / นักกีฬา (5) Alex & Lily สาวดอกไม้ กับ นายนักซิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
อเล็กซ์ อัลบอน และ ลิลี มูนี เหอ สองนักกีฬาชื่อดังกับเรื่องราวความรักของพวกเขา

“ผมคิดว่าเราต่างติดกับอีกคนแล้วในตอนนี้”

 

ภาพคู่จากกล้องโพลารอยด์ไม่ได้คมชัดมากสักเท่าไรนัก แต่ไม่น่าแปลกใจที่เรามองเห็นความรักของคนทั้งสอง – อเล็กซ์ซานเดอร์ อัลบอน อังศุสิงห์ และ ‘ลิลี’ มูนี เหอ – ได้อย่างชัดเจน

 

และเท่านั้นเองที่มวลของความรักก็อบอวลไปทั้งโซเชียลมีเดีย คำอวยพรของผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนนักกีฬา หรือแฟนกีฬาของทั้งคู่นับจำนวนไม่หวาดไม่ไหวที่ส่งตรงหาพวกเขาด้วยยินดีต่อความรักครั้งนี้ที่สุขและสมหวัง

 

อาจมีบ้างที่ไม่ได้รู้จักหรือติดตามที่มองว่าข่าวความรักครั้งนี้มันเป็นเพียงแสงวูบวาบหวามไหว เป็นความรักแบบต้องขอมีคอนเทนต์ตามประสาของยุคสมัยใหม่ที่ต้องดูใช้ความพยายามมากเป็นพิเศษหรือเปล่า

 

คำตอบคือเปล่า

 

นี่ไม่ใช่ความรักที่ฉาบฉวย และไม่ใช่ความรักที่ปั้นแต่ง

 

ทุกอย่างสำหรับอเล็กซ์และลิลีคือเรื่องจริง ที่เรียบง่ายงดงามกำลังดี ในแบบของ ชีวิต / รัก / นักกีฬา

 

ที่เริ่มต้นจากการส่ง DM ของ…

 

อเล็กซ์ อัลบอน และ ลิลี มูนี เหอ สองนักกีฬาชื่อดังกับเรื่องราวความรักของพวกเขา 1

 

บิดเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปในปี 2019

 

เวลานั้น อเล็กซ์ อัลบอน ยังไม่ได้เป็นนักขับรถแข่งซูเปอร์สตาร์เหมือนในปัจจุบัน เช่นกันกับ มูนี เหอ ที่ยังเป็นแค่ดาวดวงใหม่ที่น่าจับตามองในวงการกอล์ฟ

 

ยังเป็น ‘มือใหม่’ ในโลกของกีฬาทั้งคู่

 

เพียงแต่ด้วยความแตกต่างของกีฬาแล้วทั้งสองมาพบกันได้อย่างไรกันนะ?

 

คำตอบแรกคือ ‘Drive to Survive’

 

ซีรีส์ดังของ Netflix เรื่องนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของทั้งสองได้อย่างเหลือเชื่อ เมื่อ มูนี อยู่ในช่วงฟอร์มการเล่นย่ำแย่และมีปัญหาในเรื่องของสภาพจิตใจค่อนข้างมาก ทำให้หลายคนเป็นกังวลกับสภาพของเธอ

 

ว่าแล้วด้วยความเป็นห่วงเพื่อนของเธอจึงแนะนำให้ลองไปดู ‘Drive to Survive’ เผื่อว่าจะสามารถช่วยสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับเธอได้

 

“เพื่อนของฉันพยายามโน้มน้าวให้ฉันลองดูสารคดี Drive to Survive บน Netflix พวกเขาบอกว่าฉันน่าจะชอบ มันจะช่วยให้ได้มองเห็นมุมมองอื่นๆ ของเกมกีฬาที่อยู่ใต้สถานการณ์กดดันมหาศาลเหมือนกัน”

 

เธอดูจบทั้งซีซันภายในวันเดียว แต่สิ่งที่เธอได้จากการดูกลับไม่ได้มีแค่เรื่องของแรงบันดาลใจ เพราะมันทำให้เธอได้เห็นนักขับคนหนึ่งเข้า ที่แม้จะยังไม่เป็นดาวดังอะไร แต่มันมีบางอย่างที่ทำให้เธอจดจำเขาได้ – อย่างน้อยก็ในฐานะนักกีฬาคนหนึ่ง

 

“โดยธรรมชาติแล้วฉันเป็นคนที่ชอบศึกษาดูกีฬาชนิดอื่นอยู่แล้ว ฉันเลยเริ่มตามเขา (อัลบอน) แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น”

 

อเล็กซ์ อัลบอน และ ลิลี มูนี เหอ สองนักกีฬาชื่อดังกับเรื่องราวความรักของพวกเขา 2

 

ความน่ารักในเรื่องนี้คือคำตอบของมูนี กับอเล็กซ์ไม่ตรงกันทั้งหมดในจุดเริ่มต้น!

 

ในเส้นเรื่องเวอร์ชั่นของอเล็กซ์ เขาเคยให้สัมภาษณ์ถึงจุดเริ่มต้นของการปลูกต้นรักว่า “เรื่องมันกลายเป็นว่าเธอดู Drive to Survive แต่ผมยังไม่ได้อยู่ในซีรีส์ในเวลานั้น (อ้าว!)”

 

“เธอเข้าวงการกีฬานี้ในช่วงเวลาเดียวกับผมกำลังเริ่มสนใจในการตีกอล์ฟ ผมเริ่มเข้ากอล์ฟคลับครั้งแรกน่าจะปี 2019 ซึ่งมันน่าจะพอบอกได้แหละว่าความสนใจของเราสองคนทาบผ่านกันพอดี”

 

แต่ที่แน่ๆ ถ้าถามว่า ‘ใครเริ่มก่อน’ คำตอบน่าจะตรงกัน

 

“เขาส่งข้อความมาหาฉันก่อน” สาวลิลีบอก

 

“การพูดคุยมันเป็นไปอย่างไหลลื่น แต่เราก็เป็นแค่เพื่อนกันนานพอสมควร” เธออธิบายเพิ่มเติม ซึ่งก็ตรงกันที่อเล็กซ์บอกว่าทั้งสองได้พบกันผ่านโซเชียลมีเดีย เขาก็สนใจในสิ่งที่เธอทำและเธอก็สนใจในสิ่งที่เขาทำเหมือนกัน

 

จากการส่งข้อความก็ไปสู่การโทรหากัน

 

และก็ได้พบกันในที่สุดที่ลอสแองเจอลีส – ในสัปดาห์ที่อเล็กซ์มีแข่งที่เท็กซัสพอดี – ซึ่งกิจกรรมแรกๆ ที่ทั้งสองทำด้วยกันก็คือการตีกอล์ฟ

 

ที่แท่นทีออฟหลุมแรกในวันนั้น คือการเริ่มต้น ‘กีฬารัก’ ของทั้งสอง

 

สิ่งที่น่ารักสำหรับทั้งคู่คือการที่เธอและเขาไม่เคยเอาเรื่องของชื่อเสียง เกียรติยศ ความสำเร็จเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความรัก

 

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะทั้งสองพบกันในวันที่ยังไม่ได้เป็น Someone ของโลกใบนี้

 

เธอและเขาพอใจที่จะเป็นแค่ ‘The One You Love’ ของกันและกัน

 

ดังนั้นต่อให้เติบโตบนเส้นทาง มีชื่อเสียง มีแฟนๆ มีเงินมีทองเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน มันก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่ทั้งสองมีกันและกันอยู่เสมอ และเป็นเช่นนี้มาโดยตลอดโดยที่ไม่เคยหวั่นไหวและไหวหวั่นไปกับอุปสรรคนานา

 

โดยเฉพาะเรื่องของเวลาและระยะทาง

 

สำหรับบางคู่อยู่ใกล้กันแค่ปลายมือสัมผัสก็เหมือนไกลราวกับดาวคนละดวง

 

สำหรับคู่นี้จะไกลแค่ไหนทั้งสองอยู่ใกล้กันเสมอด้วยความรู้สึกและความเข้าใจ

 

มันมีช่วงเวลาที่ไม่ว่าเธอหรือเขาต่างเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ไม่ว่าจะยากหรือลำบากแค่ไหนจะมีอีกคนหนึ่งที่จับมืออีกคนไว้และเดินไปด้วยกันเสมอ

 

นี่คือสิ่งสำคัญที่สุด เพราะความรักไม่ใช่กีฬาประเภทบุคคล แต่เป็นกีฬาประเภทคู่ที่ต้องทำงานกันเป็นทีม

 

“เราต่างเป็นนักกีฬาหมือนกันซึ่งมันดีมากอยู่แล้ว แต่เหนืออื่นใดคือเราต่างเข้าใจกันและกันและมีกันเสมอ เราเริ่มต้นจากการเป็นมือใหม่และเราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมากด้วยกัน”

 

ปัญหาเดียวสำหรับมูนีคือเธอต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าที่จะเก็ตกับ ‘มุกตลกแบบผู้ดี’ ของคนรัก

 

“เขาเป็นคนที่ตลกมาก แต่ตอนแรกๆ ที่พบกัน มุกตลกแบบอังกฤษของเขามันแปลกๆ หน่อย ฉันต้องใช้เวลาสักพักนึงกว่าจะตามทัน”

 

อเล็กซ์ อัลบอน และ ลิลี มูนี เหอ สองนักกีฬาชื่อดังกับเรื่องราวความรักของพวกเขา 3

 

เวลาผ่านไป ความรักก็งอกเงยและงดงาม

 

เมื่อมีเวลาทั้งสองพร้อมที่จะเดินทางไปเพื่อเป็น ‘กองเชียร์หมายเลข 1’ ให้กันและกันในวันที่ฝ่ายนึงต้องลงแข่งและอีกฝ่ายว่าางพอดี

 

ดังนั้นเราจะได้เห็นภาพของอเล็กซ์ไปเป็นกำลังใจให้กับแม่สาวดอกไม้ของเขาในรายการกอล์ฟใหญ่ๆ เสมอ และในทางตรงกันข้ามลิลีก็มาอยู่ข้างแทร็กในวันที่คนรักต้องลงสนาม

 

ภาพที่ปรากฏทางสื่อ เป็นเรื่องง่ายที่ใครจะมองว่าเป็น ‘รักโปรโมต’

 

หรือมันอาจจะชวนให้รู้สึกว่า ‘คลั่งรัก’ กันเกินไปหรือเปล่า

 

แต่อย่างที่บอกว่าสำหรับทั้งสองแล้ว ภาพที่ปรากฏต่อสื่อไม่ใช่สิ่งที่เขาและเธอจะมาใส่ใจ ใครจะสนใจอะไรก็เรื่องของเขาไป เพราะคนที่ต้องใส่ใจกันจริงๆคือคนที่อยู่ข้างๆ เท่านั้น

 

และหลักการของความรักสำหรับทั้งสองหนักแน่นเช่นนั้นมาเสมอ

 

จนมาถึงวันที่ทั้งสองจะตัดสินใจจะใช้ชีวิตด้วยกันที่เหลือนับจากนี้ในฐานะ ‘คู่ชีวิต’ เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา

 

เอาเข้าจริงเล่ามานี่ เรื่องราวของทั้งสองไม่ได้ดูมีอะไรยากหรือสลับซับซ้อนอะไร

 

ก็แค่หนุ่มสาวสองคนที่ตกหลุมรักซึ่งกันและกัน ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรหวือหวา ไม่มีจุดพลิกผัน ไม่มีดราม่าเหมือนในการแข่งขันกีฬาทั่วไป

 

แต่สำหรับกีฬาของความรัก คนที่มีรักหรือเคยมีรักจะรู้

 

การมีกันและกัน อยู่ในโลกของกันและกันได้อย่างพอดี มีระยะห่างที่เหมาะสม ที่สำคัญคือไม่หวั่นไหว นั้นยากยิ่งกว่าอะไรแล้ว

 

กว่า 6 ปีที่ทั้งอเล็กซ์และลิลีพิสูจน์ตัวเองผ่านการลงแข่งขันต่อเนื่อง ทำให้เห็นว่าเธอและเขาเข้ากันได้ดีและคู่ควรแก่การได้เหรียญรางวัลของชีวิตมากแค่ไหน

 

ได้เป็นอีกครึ่งของหัวใจให้กันและกัน

 

ความรักที่เหมือนความฝันเลยว่าไหม

The post ชีวิต / รัก / นักกีฬา (5) Alex & Lily สาวดอกไม้ กับ นายนักซิ่ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
SPORTY AND LEARN รวมบทเรียนวิชากีฬาจากปี 2025 https://thestandard.co/sporty-and-learn-includes-sports/ Wed, 31 Dec 2025 06:39:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1160427 SPORTY AND LEARN รวมบทเรียนวิชากีฬาจากปี 2025

ปี 2025 กำลังจะบอกรักและบอกลาพวกเราไปในวันนี้แล้ว &nbsp […]

The post SPORTY AND LEARN รวมบทเรียนวิชากีฬาจากปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
SPORTY AND LEARN รวมบทเรียนวิชากีฬาจากปี 2025

ปี 2025 กำลังจะบอกรักและบอกลาพวกเราไปในวันนี้แล้ว

 

สำหรับโลกของกีฬา ปีนี้เป็นอีกปีที่มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น มีทั้งเรื่องที่ทำให้หัวใจพองโตอย่างมีความสุข และเรื่องที่ทำให้ทุกข์ถึงขั้นต้องเสียน้ำตากับความสูญเสีย

 

สิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ ต่างเป็นบทเรียนที่ศึกษาได้ไม่ต่างอะไรจากตำราในชั้นหนังสือ ต่างกันเพียงแค่รูปแบบจากบันทึกบนหน้ากระดาษสู่การถ่ายทอดเรื่องราวด้วยเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของคนจริงๆ

 

วันนี้เลยขอเก็บเอาบทเรียนเล็กๆ จากเกมกีฬาในปี 2025 มาฝากกัน เป็นการส่งท้ายปีนะครับ

 

1. ดีโอโก โชตา: เพราะชีวิตช่างเปราะบาง

 

“โชตาตาย เช็กข่าวหน่อย จริงหรือเปล่า”

 

ผมยังจำได้ดีถึงบ่ายแก่ๆ วันนั้นที่กำลังสาละวนอยู่กับการทำงาน แต่จู่ๆ ก็เริ่มมีข้อความและเสียงตามสายเข้ามาหา ก่อนที่มือจะสั่นและหัวใจจะหวิวไปกับรายงานข่าวจากหลายสำนักที่ไปในทิศทางเดียวกันว่า ดีโอโก โชตา กองหน้าขวัญใจแฟนบอลทีมลิเวอร์พูลเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในระหว่างการเดินทางที่ประเทศสเปนพร้อมกับอังเดร ซิลวา ผู้เป็นน้องชาย

 

รายละเอียดและเรื่องราวหลังจากนั้นไม่จำเป็นต้องเล่าย้อนอีก

 

สิ่งสำคัญคือโชตา ที่เพิ่งจะเข้าพิธีวิวาห์กับภรรยาไปไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านั้น และย้อนกลับไปอีกไม่นานก็เพิ่งจะฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกหนแรกของเขากับลิเวอร์พูล ได้จากทุกคนไปแบบไม่มีวันหวนกลับ

 

ไม่ได้บอกรัก ไม่ได้บอกลา ไม่ได้บอกอะไรกับใครเลย

 

เรื่องนี้ทำให้เราได้เห็นว่าชีวิตของเรานั้นช่างเปราะบางแค่ไหนและเราอาจจะต้องไปจากทุกคนแบบกะทันหันจริงๆ

 

แต่ในความสูญเสีย โชตาก็บอกให้เรารู้ว่าหากเราใช้ชีวิตอย่างดีพอและพอดี เราจะไม่มีวันตายจากทุกคนไป อย่างน้อยก็ในความทรงจำ เรื่องเล่าและเรื่องราวของเขา สิ่งดีๆที่เคยทำ บางเรื่องอาจจะไม่เคยได้รับการเปิดเผยก็ถูกเปิดเผยออกมา

 

ตัวของโชตาอาจจะไม่อยู่แล้ว แต่เขายังคงเป็น “FOREVER NO.20” ของแฟนๆทุกคน

 

2. แชมป์โลกของ McLaren: ไม่มีใครเก่งแค่คนเดียว

 

ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่การแข่งขันรถฟอร์มูลาวัน (F1) สนุกมาก (ก.ไก่สิบห้าล้านตัว) และต้องลุ้นกันจนถึงสนามสุดท้ายจริงๆ ซึ่งสุดท้ายแชมป์โลกตกเป็นของแลนโด นอร์ริส ผู้รอคอยวันเวลานี้มาแสนนานที่จะได้ยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดของโลก

 

เพียงแต่นอร์ริสไม่ได้เป็นผู้ชนะแค่คนเดียวในฤดูกาลนี้ เพราะทีม McLaren ได้รางวัล ‘ทีมผู้สร้าง’ (Constructor awards) เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำซ้ำๆ ว่าความสำเร็จของเหล่าชาว Papaya นั้นได้มาเพราะพวกเขาใช้หัวใจดวงเดียวกัน

 

หัวใจที่เรียกว่า ‘ทีมเวิร์ก’

 

ถึงการแข่งรถเอฟวันจะเป็นกีฬาที่มี ‘พระเอก’ แค่คนเดียวคือนักขับที่อยู่หน้างาน ต้องเป็นผู้ควบคุมรถด้วยทักษะที่สูงเหนือมนุษย์ แต่รถแข่งไม่เคยเป็นกีฬาของใครคนหนึ่ง แต่เป็นกีฬาประเภททีมยิ่งกว่าทีม ทุกคนมีบทบาทที่สำคัญของตัวเอง และสิ่งสำคัญที่สุดคือการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

 

ในวงเล็บว่าคลื่นความคิดและจิตวิญญาณต้องเท่าเทียมกันด้วย

 

ความเก่งกาจของ นอร์ริส ไม่มีอะไรต้องสงสัย แต่เราเห็นได้ชัดในสนามสุดท้ายถึงการทำงานเป็นทีมของ McLaren ที่เมื่อรู้ว่าออสการ์ พิอาสทรี หมดโอกาสในการลุ้นแชมป์โลกด้วยแล้ว ทุกคนกลับมารวมพลังวางกลยุทธ์และทำตามอย่างแข็งขันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดคือการมีแชมป์โลกในทีมของพวกเขาอีกครั้ง

 

เรื่องแบบนี้มันก็เหมือนชีวิตจริงในการทำงานของเรา

 

เก่งคนเดียวไม่เคยพอ

 

3. ซีเกมส์: อย่าคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีจากการทำงานชุ่ยๆ

 

มหกรรมกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 กลายเป็นมหกรรมที่ติดตรึงอยู่ในใจของแฟนกีฬาชาวไทยมากที่สุด

 

ผู้คนไม่ได้จดจำว่าเราเป็นเจ้าเหรียญทอง หรือนึกถึงผลงานอันสุดยอดของเหล่านักกีฬาผู้ทุ่มเทกายใจและจิตวิญญาณเพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ

 

แต่จำจนตายถึงการเป็นเจ้าภาพที่แย่และล้มเหลวที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

 

ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม แต่ซีเกมส์ครั้งนี้ล้มเหลวในมิติของการเป็นเจ้าภาพ สนามกีฬาที่ล้าสมัย ไร้ความพร้อม ไม่มีการประชาสัมพันธ์ ระบบต่างๆ การปิดอัฒจันทร์ด้านหนึ่งของสนามราชมังคลากีฬาสถานเพื่อใช้สำหรับพิธีเปิดและพิธีปิด ไปยันนักกีฬาผู้น่าสงสารที่ไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยง

 

ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนได้มีความสุขไปกับมหกรรมกีฬาที่ไม่ได้แวะเวียนมาในบ้านเรานานถึง 18 ปี

 

สิ่งที่ดีที่สุดจากการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้คือการที่คนไทยได้ตระหนักรู้ถึง ‘รากเหง้า’ ของปัญหาว่ามันเกิดจากคนไม่กี่คนที่มองเห็นผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าหน้าตาของประเทศชาติ

 

และไม่ว่ามหกรรมกีฬาครั้งหน้าจะวนกลับมาที่บ้านเราเมื่อไร

 

มันคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่าซีเกมส์ครั้งนี้แล้ว

 

4. ปรากฏการณ์หมอนทองวิทยา: เพราะความฝันไม่มีวันหมดอายุ

 

หนึ่งในความมหัศจรรย์ของวงการกีฬาปีที่ผ่านมาคือปรากฏการณ์ของน้องๆ ทีม ‘หมอนทองวิทยา’ ที่กลายเป็นขวัญใจของคนทั้งประเทศในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์

 

เด็กๆ จากโรงเรียนในเมืองแปดริ้ว สร้างความประทับใจจากผลงานในรายการ ‘ฟุตบอล 7 สี’ ซึ่งเป็นหนึ่งในรายการระดับเยาวชนที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมืองไทย โดยเป็นทีม ‘ม้ามืด’ ที่พลิกโค่นทีมดังๆ ระดับหัวแถวของประเทศได้อย่างมากมาย

 

จากนัดนี้ไปนัดหน้า หมอนทองวิทยากลายเป็น ‘สตอรี’ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนมากมาย

 

เด็กๆ ที่กระจัดกระจายมาจากที่ต่างๆ ถูกขัดเกลาโดยอาจารย์ผู้รักการปั้นดาวรุ่งขึ้นมาประดับวงการ

 

การเดินทางที่ยากลำบากด้วย ‘รถขนฝัน’ แต่ไม่เคยย่อท้อ

 

สุดท้ายแม้ว่าพวกเขาจะไปไม่ถึงปลายทางของความฝันเมื่อเจอคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่างทีมโรงเรียนชัยนาท แต่อย่างน้อยที่สุดระหว่างทางที่ผ่านมาของหมอนทองวิทยาก็เหมือนความฝันแล้ว

 

และสิ่งล้ำค่าที่สุดคือการที่เด็กๆเหล่านี้ได้ทำให้ผู้ใหญ่อีกมากมายได้กลับมานึกออกอีกครั้ง

 

ว่าความฝันหน้าตาเป็นเช่นไร

 

5. ซินเนอร์-อัลคาราซ: คู่แข่งแห่งชีวิต

 

ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ชอบจะมีคู่แข่ง เพราะมันทั้งกดดันและเหนื่อยยาก แต่ไม่ใช่ว่าการมีคู่แข่งทุกครั้งจะเป็นเรื่องไม่ดี

 

ในเชิงกีฬานั้นการมีคู่แข่ง (Rivalry) เป็นเรื่องที่สามารถส่งผลในทางที่ดีให้เกิดขึ้นได้ เพราะยิ่งมีคู่แข่งที่เก่งมากขึ้นเท่าไร ยิ่งต้องเจอกับความยากลำบากแค่ไหนในการจะค้นหาชัยชนะ แต่ในเวลาเดียวกันคู่แข่งนี่แหละที่จะเป็นแรงผลักดันให้เรายิ่งต้องพยายามมากขึ้นและมากขึ้น

 

สุดท้ายจะนำไปสู่การพัฒนาตัวเองไปอีกขั้น

 

เหมือนกรณีคู่ของ ยานนิค ซินเนอร์ และคาร์ลอส อัลคาราซ ที่กลายเป็นคู่แข่งใหม่ของวงการเทนนิสที่ทำให้คิดถึงคู่ของ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์กับราฟาเอล นาดาล ที่ต่างผลักดันกันและกันให้ไปสู่จุดที่สูงยิ่งขึ้น เก่งยิ่งขึ้น และแกร่งยิ่งขึ้น

 

สำหรับเกมกีฬาชัยชนะก็สำคัญอยู่

 

แต่บางครั้งชัยชนะไม่ได้มาในรูปแบบของการล้มคู่แข่งได้อย่างเดียว เพราะการชนะขีดจำกัดของตัวเองได้ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม

 

แค่นั้นก็นับว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่แล้ว

 

เป็นอันสรุปบทเรียนสั้นๆ ที่ได้เรียนรู้จากวงการกีฬาตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา

 

ไม่ว่า 365 วันที่ผ่านมาของทุกคนจะเป็นอย่างไรก็ตาม ขอให้มีกำลังกายกำลังใจเข้มแข็งสำหรับอีก 365 วันข้างหน้า ที่กำลังจะมาถึง

 

สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้านะครับ 🙂

The post SPORTY AND LEARN รวมบทเรียนวิชากีฬาจากปี 2025 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone https://thestandard.co/mo-salah-legacy-ego-slot-conflict-analysis/ Sun, 07 Dec 2025 11:32:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1152116 สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone

เพื่ออะไร?   น่าจะเป็นความรู้สึกของแฟนเดอะ ค็อปจำน […]

The post สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone appeared first on THE STANDARD.

]]>
สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone

เพื่ออะไร?

 

น่าจะเป็นความรู้สึกของแฟนเดอะ ค็อปจำนวนไม่น้อยหลังจากที่ได้เห็นการให้สัมภาษณ์ของ โม ซาลาห์ ที่ระเบิดความรู้สึกออกมาแบบหมดไม่มีกั๊กหลังจบเกมที่ลิเวอร์พูลพลาดท่าโดน ลีดส์​ ไล่ตามตีเสมอ 3-3 อย่างสุดเจ็บช้ำ

 

น้ำคำรุนแรง พุ่งเป้าชัดเจนไปยังอาร์เนอ สลอต นายใหญ่ชาวดัตช์ของทีมที่ตัดสินใจดร็อปเขาพ้นจากทีมตัวจริงเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกัน

 

ไม่มีใครเคยทำกับโม ซาลาห์แบบนี้ที่นี่ และเขาไม่ต้องการจะเป็นฝ่ายที่อดทนข้างเดียวอีกต่อไป

 

จะพังก็พังไปด้วยกัน

 

แต่ในความพังที่กำลังเกิดขึ้น อะไรคือเหตุและผลที่ทำให้ซาลาห์และสลอต ต่างอยากให้อีกคนต้อง Walk alone เดินกลับเพียงลำพัง?

 

ความจริงลิเวอร์พูลก็เจ็บช้ำมากอยู่แล้ว

 

ในเกมที่เหมือนพวกเขาจะเก็บชัยชนะได้อย่างง่ายดาย ด้วยการออกนำลีดส์ไปก่อนถึง 2-0 ที่เอลแลนด์ โรด จากอูโก เอคิติเก ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าคนที่ควรจะเป็นตัวจริงในแดนหน้าของทีมเวลานี้คือเขา ไม่ใช่อเล็กซานเดอร์ อิซัค

 

แต่สุดท้ายความผิดพลาดมากมายทำให้เกมจบลงด้วยการโดนไล่ตามตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

 

‘Arne Time’ ที่เคยทำให้แฟนลิเวอร์พูลมีความสุข กลับมาเป็นฝันร้ายอีกแล้ว

 

3 นัดหลังสุดที่เคยมีการมองว่าเป็นโอกาสแก้ตัวครั้งสุดท้ายของสลอต ว่าจะรักษาเก้าอี้ประจำตำแหน่งของเขาไว้ได้หรือไม่ ผ่านไปด้วยผลงานที่ไม่น่าประทับใจนัก ชนะ 1 เสมอ 2 โดยที่ทีมไม่ได้ดูดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสักเท่าไร

 

ทั้งๆ ที่เขาตัดสินใจเลือกเล่นหมากตาที่เสี่ยงที่สุดแล้วด้วยการดร็อปนักเตะ 1 ใน 2 คนที่อยู่ในสถานะ ‘Indispensable’ หรือ ‘ไม่สามารถแตะต้องได้’ ของทีมอย่างโม ซาลาห์ พ้นจาก 11 ตัวจริงทั้ง 3 นัด

 

และการเดินหมากตานี้ก็นำมาสู่ฉากที่น่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าอาจจะเกิด แต่ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้

 

แต่แค่ 3 นัดความอดทนของซาลาห์ก็ไม่เหลือแล้ว

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 1

 

ที่เอลแลนด์ โรด บริเวณพื้นที่ Mixed zone หรือพื้นที่ที่จัดให้สื่อมารอเก็บสัมภาษณ์กับนักฟุตบอลในระหว่างการเดินกลับขึ้นรถบัสกลับ คือพื้นที่สมรภูมิที่ ‘Egyptian King’ ตัดสินใจวางระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ในแบบเดียวกับ Bomberman

 

ซาลาห์ เป็นนักเตะที่ขึ้นชื่อว่าแทบไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อโดยเฉพาะบริเวณ Mixed zone ซึ่งบทสนทนาจะค่อนข้าง Raw หรือดิบกว่าการนั่งในห้องแถลงข่าวเพราะจะไม่มีเจ้าหน้าที่สื่อมาประกบติด แต่หลังจบเกมเมื่อคืนนี้เป็นหนแรกที่เขาตัดสินใจให้สัมภาษณ์กับสื่อ หลังจากที่เปิดปากครั้งล่าสุดในช่วงเรียกร้องขอสัญญาฉบับใหม่

 

สิ่งที่เก็บไว้ในใจถูกระบายออกมาจนหมดไม่เหลือ

 

ประเด็นสำคัญที่พูด โดยหลักแล้วคือความรู้สึกหงุดหงิดผิดหวังที่ถูกปฏิบัติเหมือนกับให้เป็น ‘แพะรับบาป’ ผลงานที่ตกต่ำระดับดิ่งเหวของลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นความดิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

 

3 นัดที่ผ่านมาซาลาห์ถูกสลอต ดร็อปให้เป็นตัวสำรอง และมีโอกาสลงเล่นเพียงแค่ 1 นัดคือการถูกเปลี่ยนตัวลงมาในเกมที่พบกับซันเดอร์แลนด์ โดยมีเวลาอยู่ในสนาม 45 นาที

 

ทั้งๆ ที่ตลอดช่วงระยะเวลา 8 ปีที่อยู่กับลิเวอร์พูลมาเขาได้ลงสนามต่อเนื่องแทบไม่เคยหายหน้าไปไหน

 

โดยที่เจ้าตัวมองว่าสิ่งที่เขาทำเพื่อสโมสรตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในฤดูกาลที่แล้วที่เป็นฮีโร่ที่พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ มันมากพอที่จะทำให้เขาควรได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 2 

 

“ผมทำเพื่อสโมสรมามาก” คือหนึ่งในคำพูดสำคัญของคิงโม

 

มันทำให้นึกถึง 2 เหตุการณ์ที่ซาลาห์เคย ‘งัด’ กับสโมสร ครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปี 2022 ที่จบด้วยการต่อสัญญาฉบับใหม่ของเขาด้วยคำว่า ‘Mo Stay’ และอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมากับการจัดฉากถ่ายทำการต่อสัญญาครั้งยิ่งใหญ่ในแอนฟิลด์

 

โดยสถานะแล้วซาลาห์ คือหนึ่งในตำนานผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสร โดยเฉพาะในยุคโมเดิร์น ในระดับที่หากมีสายเลือดสเกาเซอร์ไม่ใช่ชาวต่างชาติ เขาอาจจะถูกยกให้ยิ่งใหญ่กว่าสตีเวน เจอร์ราร์ด กัปตันทีมตลอดกาลของแอนฟิลด์ก็ได้

 

แต่สิ่งที่เขาทำวันนี้อาจจะเป็นการกระทำที่ทำให้เขาเสียใจในอนาคต

 

การออกมาพูดแบบตรงไปตรงมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอาร์เนอ สลอต ว่าเป็นเหมือนคนไม่รู้จักกัน ถ้าเป็นเกม Bomberman คือการกดปุ่มเพื่อวางลูกระเบิดสีดำที่ถูกจุดชนวนเอาไว้เรียบร้อย

 

ที่เหลือคือรอเวลาให้ระเบิดทำงาน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ตัวของกุนซือชาวดัตช์ที่เปลี่ยนจากเจ้านายมาเป็นศัตรู

 

แต่สิ่งที่ซาลาห์ทำนั้น – ซึ่งเชื่อว่ามันผ่านการคิดมาอย่างถ้วนถี่แล้ว แต่เลือกที่จะทำแบบนี้ – ในอีกด้านมันก็มีโอกาสที่เขาจะตกหลุมพรางและโดนลูกหลงจากสะเก็ดระเบิดและประกายไฟไปด้วย

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 3

 

สำหรับสลอต ลำพังชีวิตของเขาก็ยากพออยู่แล้วและยิ่งนับวันก็ยิ่งอยู่ยากเพราะผลงานมันสวนทางกับความคาดหวังแบบสุดกู่ ต่อให้เป็นเดอะ ค็อปคนที่ใจกว้างดังแม่น้ำฮวงโหก็ย่อมเกิดคำถามว่าลิเวอร์พูลควรจะปล่อยให้เขาคุมทีมต่อไปแบบนี้จริงๆ งั้นหรือ

 

ทีมเล่นกันแบบไร้แวว เกมรับพังพินาศ หนักสุดคือการบริหารจัดการตัวผู้เล่น ที่ต่อให้มองจากดวงจันทร์ก็เห็นว่ามีระบบ Favouritism ลูกรัก-ลูกชัง

 

อย่าว่าแต่โมเลย ลองมองนักเตะอย่าง เฟเดริโก คิเอซา, วาตารุ เอ็นโด, โจ โกเมซ สิ ไหนจะเด็กหนุ่มที่อนาคตควรจะสดใสอย่าง ริโอ นูโมฮา, เทรย์ นีโอนี

 

ไม่นับคนที่ถูกปิดกั้นอย่าง ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์, ไทเลอร์ มอร์ตัน, เบน โด๊ก และกลุ่ม ‘Klopp’s kid’ ที่ถูกขายแทบยกเข่ง ทั้งๆ ที่หลายคนมองว่าเด็กเหล่านี้มีโอกาสจะก้าวขึ้นมาเป็นอนาคตของทีมได้

 

ปัญหาสารพัดเกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา โดยที่มันชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าสลอต อาจจะไม่มีความสามารถมากพอที่จะแก้ไขปัญหาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไหว เวลาของเขาลดน้อยลงเรื่อยๆ เหมือนกัน

 

ความเป็นไปได้ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนายใหญ่ในแอนฟิลด์ – ต่อให้ลิเวอร์พูลจะเป็นทีมที่ภาคภูมิใจกับการ ‘ซัพพอร์ต’ คนในตำแหน่งเสมอ และสลอตเองก็เพิ่งจะพาทีมเป็นแชมป์เมื่อ 7 เดือนก่อน – มีโอกาสสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

 

พูดตามตรง ซาลาห์ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยก็ได้ เพราะคนที่เขามองว่าเป็นศัตรูก็กำลังจะแพ้ภัยตัวเองอยู่แล้ว

 

และพูดให้ชัด การที่ซาลาห์ทำแบบนี้ก็เป็นการทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสร้างมา

 

Legacy ไม่ได้มีความหมายแค่แชมป์หรือจำนวนประตู จำนวนแอสซิสต์ เพราะ Legacy ที่แท้จริงคือสิ่งที่ผู้คนจะตัดสินเองว่าคุณ ‘ทำเพื่อคนอื่น’ มากแค่ไหน

 

โดยเฉพาะในเวลาที่ทีมต้องการใครสักคนที่ทำเพื่อทุกคน ซาลาห์เป็นคนนั้นได้แต่เขาเลือกที่จะไม่เป็น

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 4

 

แต่หากลองมองย้อนกลับไป ไม่ใช่แค่ในช่วงของการพยายามเรียกร้องสัญญาที่ตัวเองต้องการ แต่ก่อนนั้นเราจะพอมองเห็นเค้าลางอยู่แล้วว่าซาลาห์ เป็นคนที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ก่อนนี้ก็เคยแสดงความไม่พอใจเจอร์เกน คล็อปป์ ที่ดร็อปเขาไว้ข้างสนาม (แม้ว่าคล็อปป์จะยืนยันว่าเรื่องจบไม่มีอะไรก็ตาม)

 

ซาลาห์ก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว และยิ่งนานอีโก้ของเขาก็สูงเสียดฟ้าขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับสัจธรรมของชีวิตที่สภาพร่างกายโรยราลงเร็วจนน่าใจหาย

 

มันทำใจได้ยาก แต่มันมีวิธีอีกตั้งมากมายที่จะทำ

 

เจอร์ราร์ดเองก็เคยตกอยู่ในสภาพคล้ายๆ กันในช่วงฤดูกาลสุดท้ายของเขาที่แอนฟิลด์ แต่ตัดสินใจอดทนอดกลั้นและเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอไปจากสโมสรหลังจบฤดูกาล ทำให้ได้รับการอำลาที่ยิ่งใหญ่สมเกียรติ และยังคงเป็นที่รักของทุกคนจนถึงวันนี้

 

ส่วนซาลาห์ เขาอยากจะทำแค่โบกมืออำลาแฟนๆในเกมพรีเมียร์ลีกนัดหน้ากับไบรท์ตันอย่างนั้นหรือ?

 

ถึงเขาจะบอกว่าทำอะไรให้ลิเวอร์พูลมามากมาย แต่สิ่งสุดท้ายที่เขาควรทำคือการเป็น ‘แบบอย่าง’ ที่ดีให้กับทุกคนจนถึงวันสุดท้าย

 

อยู่ให้รัก จากให้อาลัย

 

แต่ตอนนี้มันอาจจะเป็นแบบนั้นไม่ได้แล้ว อย่างน้อยความรู้สึกก็ไม่เหมือนเดิม

 

การออกมาวางระเบิดกันแบบนี้ มันเป็นการเร่งปฏิกิริยาอย่างยิ่งยวดและบีบให้สโมสรจำเป็นต้องตัดสินใจ

 

เรื่องนี้ไม่ได้แค่วัดความสามารถและบารมีของสลอต ซึ่งโดนท้าทายหนักที่สุด

 

แต่มันวัดไปถึงการตัดสินใจในสถานการณ์วิกฤติ ฝ่ายบริหารของลิเวอร์พูลจะจัดการ Crisis management ครั้งนี้อย่างไร

 

ภาพลักษณ์ที่สร้างมาดีมันไม่เหลือแล้ว ทีมแตกเป็นเสี่ยง และไม่รู้ว่าจะประสานรอยร้าวที่เกิดขึ้นได้หรือไม่

 

สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone 5

 

Fenway Sports Group จะเลือกทางไหน? ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นในเรื่องนี้มีความเป็นไปได้หลายแบบ

 

1. ซาลาห์และสลอต ปรับความเข้าใจกันใหม่
2. ซาลาห์ไปจากทีม โดยที่อาจจะย้ายออกในช่วงตลาดการซื้อขายรอบฤดูหนาวในวันที่ 1 มกราคม
3. สลอตไปจากทีม เริ่มมีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลง มีชื่อคนที่ถูกโยงเข้ามาเกี่ยวข้องทั้ง เจอร์ราร์ด, จอนนี ไฮติงกา อดีตมือขวาของสลอต และชาบี อลอนโซ ที่กำลังระส่ำกับเรอัล มาดริด
4. อยู่กันไปแบบตึงๆ แบบนี้ โดยที่ซาลาห์ อาจจะไม่ได้กลับเข้ามาสู่ทีมอีกเลยจนกว่าสลอตจะไป และต่อให้สลอตไป คนอื่นในทีมจะเปิดใจยอมรับโมอีกครั้งได้ไหม?
5. ไปเถิดทั้งคู่ ไปสู่ประตูสวรรค์

 

ไม่ว่ามันจะออกทางไหนก็ตาม ลิเวอร์พูลที่เคยเกรียงไกรในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

แต่คำถามสุดท้ายที่อยากฝากไว้ชวนคิดคือ “ใครบางคนที่อยากให้ผมไปจากทีม” ที่ซาลาห์พูดนั้นหมายถึงใคร

 

โค้ช

 

เพื่อนสักคนในทีม

 

หรือใครสักคนที่อยู่หลังฉาก

 

เราอาจได้รู้คำตอบที่ชัดเจนหลังสิ้นเสียงกัมปนาท เปลวไฟ ฝุ่นควัน และเศษซากของวันคืนที่ดีในแอนฟิลด์

 

ในอีกหนึ่งหน้าของประวัติศาสตร์ที่คาดไม่ถึงของลิเวอร์พูล

 

The post สลอต vs. ซาลาห์ ในวันที่ต่างคนต่างอยากให้อีกคน Walk alone appeared first on THE STANDARD.

]]>
ได้โปรดอย่าให้ไฟฝันที่จุดขึ้นต้องสูญเปล่า สิ่งที่อยากเห็นหลังปรากฏการณ์ ‘บอล 7 สี’ https://thestandard.co/football-thai-7hd-save-the-dream/ Sat, 08 Nov 2025 11:13:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1141086 ได้โปรดอย่าให้ไฟฝันที่จุดขึ้นต้องสูญเปล่า สิ่งที่อยากเห็นหลังปรากฏการณ์ ‘บอล 7 สี’

ไม่ว่าเกมที่สนามศุภชลาศัยจะจบลงอย่างไรก็ตาม ขอแสดงความย […]

The post ได้โปรดอย่าให้ไฟฝันที่จุดขึ้นต้องสูญเปล่า สิ่งที่อยากเห็นหลังปรากฏการณ์ ‘บอล 7 สี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ได้โปรดอย่าให้ไฟฝันที่จุดขึ้นต้องสูญเปล่า สิ่งที่อยากเห็นหลังปรากฏการณ์ ‘บอล 7 สี’

ไม่ว่าเกมที่สนามศุภชลาศัยจะจบลงอย่างไรก็ตาม ขอแสดงความยินดีกับทั้งสองทีมด้วย

 

น้องๆ สุดยอดทุกคน!

 

น้องๆจากทั้งโรงเรียนอบจ.ชัยนาท และโรงเรียนหมอนทองวิทยา ได้สร้างปรากฏการณ์ลูกหนังครั้งใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในระดับที่เป็นบทสนทนาของทุกบ้านร้านตลาด โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียที่ไม่ว่าจะไถขึ้นหรือไถลงก็จะเจอเรื่องราวของเด็กๆมากมายเต็มไปหมด

 

ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง Untold story ที่น่าประทับใจ ในความเป็นนักสู้ ความพยายาม และความทุ่มเท ที่แต่ละคนต่างก็มีเรื่องราวของตัวเอง

 

เพียงแต่สิ่งสำคัญและมีคุณค่ามากที่สุดจากการแข่งขัน ‘บอล 7 สี’ ในปีนี้ ไม่ได้อยู่ที่สีหรือแสงที่ตกกระทบลงมาแค่อย่างเดียว

 

แต่มันคือการที่น้องๆ ทำให้คนอีกจำนวนมากที่เคยหลงลืม ‘ความฝัน’ ไปแล้ว ได้กลับมามองเห็นมันอย่างชัดเจนด้วยสองตาและหนึ่งหัวใจ

 

มันคือประกายไฟแห่งยุคสมัยที่เด็กๆ ทุกคนช่วยกันจุดขึ้นมาผ่านหยาดเหงื่อ รอยยิ้ม คราบน้ำตา ความบริสุทธิ์ของพวกเขาเอง

 

และเป็นคำถามที่น่าสนใจสำหรับ ‘ผู้หลักผู้ใหญ่’ ในวงการฟุตบอลไทยว่า จะสานต่อหรือพัฒนาอะไรไหมต่อจากนี้?

 

ปรากฏการณ์บอล 7 สี หรือชื่อเต็มๆ ฟุตบอล 7 สี แชมเปียนคัพ 2025 เป็นปรากฏการณ์ที่น่าศึกษาอย่างมาก

 

เพราะเป็นรายการแข่งขันฟุตบอลที่กลายเป็น Talk of the town พูดถึงกันทั่วบ้านทั่วเมืองอย่างแท้จริง ยิ่งกว่าเรื่องของการประกาศรายชื่อทีมฟุตบอลชุดใหญ่ หรือการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก

 

ส่วนหนึ่งนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากเรื่องราวของม้ามืดอย่างทีมหมอนทองวิทยา โรงเรียนเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่กลายเป็นอีกหนึ่งของดีเมืองแปดริ้ว ที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้คนผ่านการเดินทางสุดมหัศจรรย์ของพวกเขา

 

โดยหัวใจของเรื่องราวอยู่กับอาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ช – ไม่สิเราควรเรียกว่า ‘ครูลูกหนัง’ – ระดับตำนานของวงการฟุตบอลขาสั้นเมืองไทย ที่เคยพาโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีเข้าชิงรายการนี้ 5 สมัยติด และคว้า 3 แชมป์ในระดับประเทศ รวมถึงการเป็นโค้ชทีมโรงเรียนระดับชั้นนำของไทยอย่างโรงเรียนราชวินิตบางแก้ว (ที่ทำให้ทุกคนรู้ว่าเคยสอน ‘แบงค์ วงแคลช’ ด้วย)

 

หัวใจความเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ ที่เปลี่ยนทีมฟุตบอลเล็กๆ ที่เกิดจากนักเตะที่ถูกมองข้ามเหมือนดัง ‘เศษแก้ว’ หลอมหัวใจกันใหม่จนกลายเป็นทีมฟุตบอลที่มหัศจรรย์ ยืนหยัดสู้กับทีมเก่งๆ จากทั่วประเทศได้อย่างน่าชื่นชม

 

เรื่องราวแบบนี้ไม่ต้องแปลกใจที่ใครได้ฟังได้ยินจะหลงรัก เพราะมันเหมือนออกมาจาก ‘มังงะ’ สนุกๆ สักเรื่อง ทำให้ทุกคนอยากเอาใจช่วย ทีมหมอนทองวิทยาเลยกลายเป็นทีมขวัญใจมหาชนไปเป็นที่เรียบร้อย

 

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่น้องๆ หมอนทองทีมเดียวที่พยายาม แต่ทุกทีมก็พยายามไม่แตกต่างกัน

 

คู่แข่งในนัดชิงชนะเลิศอย่างทีมโรงเรียน อบจ.ชัยนาท อาจจะเป็นทีม ‘อคาเดมี’ ของสโมสรชัยนาท ยูไนเต็ด ที่ว่าด้วยชื่อและชั้นเหนือกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าน้องๆ จากเมืองนกใหญ่จะไม่ได้ใช้ความพยายาม พวกเขาก็มีสิ่งที่ฝัน มีสิ่งที่ตามหา และมีสิ่งที่อยากได้เหมือนกัน

 

และทีมอื่นๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขันก็เช่นกัน

 

ฟุตบอล 7 สีเลยกลายเป็นก้อนพลังงานของความฝันที่มีขนาดใหญ่มาก ใหญ่มหึมา และใหญ่เสมอมาด้วย ซึ่งต้องปรบมือดังๆ ให้แก่ผู้จัดที่เล็งเห็นความสำคัญของเยาวชน คิดรูปแบบการแข่งขันที่สนุกตื่นเต้น ไปจนถึงการเอาจริงเอาจังกับคุณภาพของการถ่ายทอดสดการแข่งขัน (ซึ่งก็คงเป็นความฝันของผู้ใหญ่ที่จัดการแข่งขันเหมือนกัน)

 

เราเห็นแล้วว่าบอลเด็กไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นเรื่องใหญ่ในระดับประเทศไทย ฟุตบอลเด็กก็มีแสงที่ส่องถึงได้และสว่างจ้ามากด้วย และมี ‘สตอรี’ ดีๆ ที่แบรนด์สามารถนำมาต่อยอดได้อีกมากในการทำ Sport marketing

 

นี่คือสิ่งที่เรียนรู้จากปรากฏการณ์บอล 7 สีในปีนี้

 

และมันชวนให้คิดถึงวันข้างหน้า

 

เราจะต่อยอดจากสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้ไหม และได้อย่างไร?

 

ผมกำลังแอบคิดว่า เราจะมี ‘อินเตอร์ไฮ’ ในแบบไทยๆ กับเขาบ้างได้ไหม?

 

เชื่อว่าคุณผู้อ่านจำนวนไม่น้อยน่าจะติดตามหรือเคยได้ยินเรื่องราวการแข่งขันฟุตบอลในระดับมัธยมศึกษาที่เรียกกันว่า ‘อินเตอร์ไฮ’ กันมาอยู่บ้าง

 

สำหรับคนที่อาจจะไม่เคยได้ยิน ฟุตบอลอินเตอร์ไฮคือการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์มัธยมปลายแห่งชาติของญี่ปุ่น

อ่านแบบละเอียดได้ที่ ‘冬の国立 Fuyu no Kokuritsu ฤดูหนาวนั้นฉันฝันถึงเกมฟุตบอล (และเธอ)’

 

สรุปแบบง่ายๆ ไวๆ นี่คือการแข่งขันฟุตบอลระดับเยาวชนของนักเรียนญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยการแข่งขันที่สนุก เข้มข้น ร้อนแรง เต็มไปด้วยแรงใจและไฟฝัน

 

ที่สำคัญมีผู้ชมที่เข้ามาเชียร์กันเต็มความจุของสนามเสมอ เพราะคนดูก็อยากดู (และคนเล่นเห็นคนดูเยอะๆ ก็อยากเล่นเหมือนกัน) เป็นงานเทศกาล (Festival) ที่ทุกคนเฝ้ารอ ซึ่งมองแล้วก็รู้สึกไม่ต่างจากสิ่งที่ได้เห็นจากบอล 7 สี และมันก็น่าคิดว่าเป็นไปได้ไหมที่วงการฟุตบอลไทยจะหันกลับมาให้ความสำคัญกับฟุตบอลนักเรียนมากกว่านี้

 

จริงอยู่ที่ในปัจจุบันวงการลูกหนังขาสั้นของไทยก็มาไกลจากอดีต หลายโรงเรียนก็คืออะคาเดมี่ของสโมสรฟุตบอล นักเตะในทีมได้รับทุนการศึกษาและการดูแลอย่างดี

 

แต่สิ่งที่มันขาดหายไปคือเราไม่มีเวทีที่สนุกคึกคักแบบอินเตอร์ไฮหรือบอล 7 สีมากพอ และพอจะพูดได้ว่าฟุตบอลที่ภาครัฐจัดมันไม่สามารถสร้าง Vibe ในแบบเดียวกันหรือระดับเดียวกันได้

 

ในญี่ปุ่นนั้นฟุตบอลขาสั้นเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นอีกหนึ่ง ‘เส้นทาง’ (Academic path) สำหรับนักฟุตบอลให้เลือกเดิน ซึ่งจะแยกและแตกต่างจากสายระบบอคาเดมีแบบมืออาชีพ

 

ฟุตบอลสายนี้อาจจะดูเป็น ‘มือสมัครเล่น’ (Amateur) ก็จริง แต่ก็มีจุดแข็งในแบบของตัวเอง ในความเป็น ‘ชมรม’ ที่มีความผูกพันแน่นหนา และเชื่อมโยงกับโรงเรียนจนถึงชุมชน ที่สำคัญคือถึงจะเรียนไปเล่นไป แต่ก็สามารถพัฒนาศักยภาพของนักฟุตบอลจนสามารถสู้กับทีมระดับอาชีพได้

 

โดยที่ในญี่ปุ่นฟุตบอลโรงเรียนนั้นไม่ได้จบแค่โรงเรียน แต่ต่อยอดถึงในระดับมหาวิทยาลัย เรียกว่ามีที่ทางให้เดินทางไปต่อ

 

นักฟุตบอลระดับสตาร์หลายคนของทีมชาติญี่ปุ่นในปัจจุบันก็ผ่านเส้นทางนี้มาเหมือนกัน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น คาโอรุ มิโตมะ ปีกเทวดาที่เลือกเส้นทางนี้ ถึงขั้นทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการเลี้ยงบอลเป็นตัวจบการศึกษา

 

นั่นแปลว่าถ้าเราคิดให้ดี วางแผนกันให้ดี มองแบบคนมีวิสัยทัศน์ ฟุตบอลเด็กมีคุณค่าและความหมายมากกว่าที่คิด

 

โดยที่หากสังเกตได้การแข่งขันของน้องๆ เหล่านี้ อย่างน้อยที่สุดจะมีคนเข้ามาชม มาเชียร์ มาเอาใจช่วยเสมอ เพราะพวกเขาเหล่านี้มีความ ‘เชื่อมโยง’ กับเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเดียวกัน พ่อแม่ผู้ปกครอง ญาติสนิทมิตรสหาย ไปจนถึงคนในชุมชน (Community)

 

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่วงการฟุตบอลอาชีพในไทยยังไม่แข็งแรงเท่าเลยด้วยซ้ำ

 

เส้นทางลูกหนังสายการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และชวนคิดถึงการต่อยอดจากปรากฏการณ์บอล 7 สีที่เกิดขึ้น ซึ่งบางทีเราอาจจะพบคำตอบใหม่ของเกมฟุตบอลไทยก็เป็นไปได้

 

จะทำอย่างไรให้ฟุตบอลเด็กไม่ว่าจะรายการเดิมที่มี หรือรายการใหม่ได้รับความสนใจและความสำคัญในระยะยาว ไม่ถูกลบเลือนหายไป เหมือนครั้งหนึ่งที่เราเคยมีฟุตบอลเด็กดีๆ อย่างรายการโค้กคัพ

 

ไม่อยากให้เป็นเพียงแค่ประกายไฟของความฝันที่ถูกจุดขึ้นแล้วดับลง เพื่อรอวันจะจุดใหม่ในปีหน้าไปเรื่อยๆ

 

และไม่อยากให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายให้ความสนใจกันแค่เพียงชั่วเวลาหนึ่ง และเลือกวิธีสนับสนุนด้วยการอัดฉีดเงินแล้วจบ มันง่ายไป

 

เห็นน้องๆ พยายามแล้ว บางที ‘ผู้ใหญ่’ เองก็ควรจะพยายามสานต่อด้วยความรักและทุ่มเทที่มากเท่ากัน

 

ไฟฝันมันจะได้ลุกโชนต่อไป

The post ได้โปรดอย่าให้ไฟฝันที่จุดขึ้นต้องสูญเปล่า สิ่งที่อยากเห็นหลังปรากฏการณ์ ‘บอล 7 สี’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ผมไม่ได้มาเพื่อจะเอาทุกสิ่ง แต่มาเพื่อจะให้ทุกอย่าง’ ถอดบทเรียนชีวิตเจอร์เกน คล็อปป์ https://thestandard.co/jurgen-klopp-wisdom-ceo-diary-interview/ Wed, 22 Oct 2025 01:00:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1133541 jurgen-klopp-wisdom-ceo-diary-interview

แม้ว่าจะวางมือจากการเป็นคนหน้าฉากในบทบาทของผู้จัดการทีม […]

The post ‘ผมไม่ได้มาเพื่อจะเอาทุกสิ่ง แต่มาเพื่อจะให้ทุกอย่าง’ ถอดบทเรียนชีวิตเจอร์เกน คล็อปป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
jurgen-klopp-wisdom-ceo-diary-interview

แม้ว่าจะวางมือจากการเป็นคนหน้าฉากในบทบาทของผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลไปปีเศษแล้ว แต่เจอร์เกน คล็อปป์ ยังคงเป็นหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลอย่างสูงในโลกของฟุตบอล

 

ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร มันจะเป็นเสียงที่ส่งถึงกลางใจของผู้คนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นแฟนฟุตบอลทีมไหนก็ตาม เพราะคำพูดของคล็อปป์นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ลมปาก แต่เป็น ‘ปัญญา’ (Wisdom) ที่ส่งผ่านมาจากคนที่ประสบความสำเร็จมาอย่างมากมายด้วยแนวทางและวิธีการที่พิเศษเฉพาะตัว

 

เพราะแบบนี้รายการสัมภาษณ์พิเศษทางแชนแนล ‘The CEO Diary’ ของสตีเวน บาร์ตเลตต์ พิธีกรสัมภาษณ์ผู้มีชื่อเสียงของโลกสมัยใหม่ ที่ชักชวนให้คล็อปป์มาพูดคุยบอกเล่าและแบ่งปันเรื่องราว มุมมอง ประสบการณ์มากมายของเขาในหลากหลายประเด็นสำคัญจึงเป็นหนึ่งในบทสัมภาษณ์ที่ทรงคุณค่า มีความหมาย และทรงพลังอย่างยิ่งในหลายมิติ

 

ที่สำคัญคือบทสัมภาษณ์นี้มีมากกว่าแค่คำถามที่สร้างความฮือฮาวูบไหวในโซเชียลมีเดียว่า ‘เขาอยากจะกลับมาคุมลิเวอร์พูลอีกครั้งหรือไม่’ 

 

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คล็อปป์เล่าในรายการ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่น่าสนใจ แต่เป็นประโยชน์ สร้างแรงบันดาลใจ และเป็นครั้งแรกๆ ด้วย ที่เราได้ยินสิ่งเหล่านี้จากปากของเขาเอง 

 

ขออนุญาตหยิบเอามาฝากกันในวันนี้ครับ

 

เจอร์เกน คล็อปป์ บทสัมภาษณ์ The CEO Diary

 

1. จงเรียนรู้ที่จะแพ้ก่อนที่จะชนะ

 

สโมสรแรกที่คล็อปป์ได้โอกาสในการทำงานคุมทีมคือไมนซ์ 05 ในปี 2001 โดยที่ในช่วงเวลานั้นทีมกำลังประสบปัญหาอย่างมากภายใต้การนำของเอ็คการ์ด เคราต์ซุน ผู้เป็นโค้ชในเวลานั้น

 

ในภาวะวิกฤติทีมได้ตัดสินใจร่วมกันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทีมเพราะนักฟุตบอลไม่อยากลงเล่นใต้การนำของเคราต์ซุนแล้ว ซึ่ง ‘คล็อปโป้’ ในฐานะนักเตะอาวุโสของทีมได้รับเลือกให้เป็นโค้ชรักษาการณ์แทนเพื่อคุมทีมลงเล่นในเกมกลางสัปดาห์ก่อน

 

แต่ความมหัศจรรย์คือหลังจากเข้ามาคุมทีม ผลงานของไมนซ์ก็ดีขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ

 

อย่างไรก็ดีคล็อปป์เองก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่จะประสบความสำเร็จกับไมนซ์ ในการพาทีมขึ้นสู่บุนเดสลีกาได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร เพราะทีมทำได้แค่ ‘เกือบ’ หลายครั้ง

 

สำหรับบางคนความผิดหวังจากการทำได้แค่เกือบนั้นอาจจะกลายเป็น ‘แผลเป็น’ ทางใจไปจนตาย

 

แต่สำหรับคล็อปป์แล้ว ความพ่ายแพ้โดยเฉพาะการทำได้แค่เกือบนั้นคือต้นทุนสำคัญของชีวิต เพราะมันทำให้เขาได้เรียนรู้และรู้จักกับความพ่ายแพ้ก่อน

 

เพราะแพ้เป็นแล้ว จึงทำให้เขาเรียนรู้วิธีที่จะเอาชนะในเวลาต่อมา

 

คล็อปป์บอกว่า “ผมไม่ได้เป็นคนที่เกิดมาเพื่อชนะไม่หยุด แต่ผมเป็นคนที่ไม่เคยหยุดพยายาม”

 

ไม่มีใครที่ชนะหรือได้ทุกอย่างที่อยากได้เสมอไป มันขึ้นอยู่กับว่าจะรับมือกับความรู้สึกหลังจากนั้นอย่างไรมากกว่า

 

ยังอยากได้สิ่งนั้นอยู่ไหม

 

หรือไม่อยากได้แล้ว?

 

ที่สำคัญ “ถ้าไม่เรียนรู้จากความพ่ายแพ้ นั่นแหละคือความพ่ายแพ้ที่แท้จริง”

 

เจอร์เกน คล็อปป์ บทสัมภาษณ์ The CEO Diary

 

2. เลือกงานที่เหมาะกับเรา

 

ด้วยความที่บาร์ตเลตต์ พิธีกรเป็นแฟนบอลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประเด็นคำถามคาใจที่เขาถามแทนใครอีกหลายคนคือ

 

ทำไมถึงเลือกลิเวอร์พูลแต่ไม่เลือกแมนฯ ยูไนเต็ด?

 

ย้อนเวลากลับไปในปี 2013 คล็อปป์ยอมรับว่าเขาเคยได้รับการติดต่อจากยูไนเต็ดจริงเพราะเป็นช่วงที่เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กำลังจะวางมือ 

 

เพียงแต่ในเวลานั้นนอกจากทีมดอร์ทมุนด์ของเขาจะอยู่ในช่วงที่สุดยอดมากๆ (คว้าแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัยติดต่อกัน, เข้าชิงแชมเปียนส์ ลีก) แนวทางของแมนฯ ยูไนเต็ดที่บอกกล่าวมาก็ฟังดูไม่เข้ากับแนวทางของเขามากนัก

 

คำสำคัญที่คล็อปป์บอกคือ ‘มันไม่ใช่โปรเจกต์ของผม’

 

ในความหมายคือด้วยความที่แมนฯ​ ยูไนเต็ดเป็นหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก พวกเขามีแนวทางของสโมสรใหญ่ ดึงดูดสตาร์มากมาย ซื้อใครก็ได้ (หนึ่งในชื่อที่มีการพูดถึงคือคริสเตียโน โรนัลโด) แต่มันไม่ใช่สิ่งที่คล็อปป์ต้องการ

 

เขาต้องการทำงานในแบบที่เขาต้องการจะทำ สร้างทีมในแบบที่จะเล่นฟุตบอลที่เขาอยากเห็น

 

โชคชะตาคืออีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขาได้มาอยู่กับลิเวอร์พูล เพราะในช่วงปี 2015 หลังจากอำลาดอร์ทมุนด์และประกาศจะพักงาน ซึ่งเวลานั้นก็มีข้อเสนอเข้ามามากมายแต่ไม่ได้รับพิจารณา หลังจากนั้นไม่กี่เดือนลิเวอร์พูลได้ติดต่อเข้ามา

 

โดยทันทีที่เอเยนต์กระซิบบอกกับเขาในวีดีโอคอลว่า “ลิเวอร์พูล” ลูกชายของเขาสองคนที่ดูอยู่ด้วยก็บอกทันทีว่า “YES” และคล็อปป์รู้ตัวทันทีว่าเขาคงต้องกลับมาทำงานอีกแล้ว อีกทั้งลิเวอร์พูลในโลกของฟุตบอลเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นสโมสรที่พิเศษ

 

แต่เหนืออื่นใดมันคือแนวทางการทำงานที่ได้หารือกับผู้บริหารของลิเวอร์พูลและพบว่าเป็นงานที่เหมาะสมกับตัวเองมากกว่าที่แมนฯ ยูไนเต็ด

 

ไม่ได้หมายความว่างานที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดไม่ดี แต่แค่มันไม่เหมาะกับแนวทางของตัวเองเท่านั้น

 

เจอร์เกน คล็อปป์ บทสัมภาษณ์ The CEO Diary

 

3. อย่าเสียเวลาเปล่า

 

ท่ามกลางรายละเอียดในการทำงานมากมายในตำรับของคล็อปป์ หนึ่งในคำพูดที่เขาพูดถึงอย่างน้อย 2 ช่วงในบทสัมภาษณ์คือการบอกว่า “การไม่ทำให้เต็มที่คือการเสียเวลาเปล่า”

 

ในการจะทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าสิ่งนั้นมันจะคืออะไร แน่นอนว่าทุกคนย่อมคาดหวังว่าจะได้อะไรตอบแทนกลับมาบ้างไม่มากก็น้อย

 

ใครก็อยากทำงานให้สำเร็จทั้งนั้น ไม่มีใครอยากพลาด

 

แต่สำหรับคล็อปป์แล้วต่อให้การทำงานนั้นจะผิดพลาด การลงสนามวันนั้นจะพ่ายแพ้ แต่มันจะไม่เป็นไรเลยหากเราได้พยายมอย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว 

 

นั่นเพราะบนโลกใบนี้ไม่มีใครการันตีอะไรให้เราได้ทั้งนั้นว่าถ้าเราทำแบบนั้นแล้วจะดี แบบนี้แล้วจะชนะ แต่ขั้นต่ำที่สุดที่เราจะสามารถการันตีกับตัวเองได้คือวันนั้นเราได้พยายามทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ อย่างดีที่สุดแล้วหรือยัง

 

ถ้าทำแล้วมันสำเร็จก็ดี

 

ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จ ก็พยายามใหม่ พยายามให้มันมากขึ้นจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

 

ใส่ให้สุด แล้วจะไม่เสียใจ

 

คำพูดนึงของเขาที่คมและดีมากๆคือ “ผมไม่ได้มาเพื่อจะได้ทุกสิ่ง แต่ผมมาเพื่อจะให้ทุกอย่าง”

 

เจอร์เกน คล็อปป์ บทสัมภาษณ์ The CEO Diary

 

4. The Secret of Liverpool

 

หนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดของลิเวอร์พูลในยุคของคล็อปป์ไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จ

 

แต่เป็นเรื่องของ ‘วัฒนธรรมองค์กร’ (Culture) ที่ดีมากๆ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่หลายคนอยากรู้ว่าคล็อปป์ทำอะไรทำไมทุกคนถึงพร้อมที่จะโดดน้ำลุยไฟเพื่อเขา

 

คล็อปป์ให้คำตอบว่ามันไม่ได้มีอะไรบอกได้ชัดๆว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น แต่หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดคือสิ่งเล็กๆน้อยๆอย่างเช่น การให้ความเคารพต่อผู้อื่น (Respect) ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล แต่เป็นเรื่องของชีวิตด้วย

 

โดยที่เขาพยายามทำให้ทุกคนเห็นว่าเขาให้เกียรติทุกคนในสโมสรเสมอ ไม่ว่าจะทำงานตำแหน่งไหนก็ตาม จะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายดูแลเสื้อผ้า หรือคนดูแลสนาม ทุกคนเสมอกันหมด เช่นนั้นนักเตะเองก็ให้เกียรติทุกคนเหมือนกัน

 

ยิ่งให้เกียรติคนอื่นมากเท่าไร ก็ยิ่งได้รับเกียรติกลับมามากเท่านั้น

 

สิ่งละอันพันละน้อยแบบนี้มันทำให้เกิดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม และ Vibe ของที่ทำงานที่ชวนให้อยากตื่นเช้ามาทำงาน

 

เกิดเป็นความกลมเกลียวเหนียวแน่น ที่เป็นหัวใจสำคัญของลิเวอร์พูลในยุคของเขา

 

ลิเวอร์พูล ที่เป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่น่าอยู่ คนเก่งๆอยากย้ายมาเล่นด้วย และทุกคนพร้อมจะทำเพื่อคนอื่น ซึ่งนั่นหมายถึงยิ่งช่วยกันมากเท่าไร โอกาสจะชนะก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

 

เจอร์เกน คล็อปป์ บทสัมภาษณ์ The CEO Diary

 

5. ปล่อยมือเมื่อหมดแรง

 

ในชีวิตบางครั้งต่อให้เรารักสิ่งนั้นมากแค่ไหน แต่หากมันมีความรู้สึกว่าหนักหนาจนเกินไป ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการยอมรับและปล่อยวาง

 

ไม่ต้องบอกว่าคล็อปป์รักลิเวอร์พูลมากแค่ไหน แต่ถึงจุดหนึ่งที่เขาเริ่มรู้สึกหมดแรง ไม่อยากคิดถึงวันข้างหน้า เหนื่อยเกินกว่าจะคิดถึงอนาคต มองไม่เห็นภาพของตัวเองยืนคุมทีมข้างสนามอีก

 

คล็อปป์ตัดสินใจทันทีว่าเขาพร้อมจะปล่อยวาง 

 

สำหรับเหตุผลที่ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยนั้นมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโควิด-19 หรือในช่วงที่ทีมไม่มีผู้อำนวยการสโมสรคอยช่วยเหลือ ซึ่งคล็อปป์ยอมรับเองว่าเป็นช่วงเวลาที่เหนื่อยแสนสาหัสและกินพลังอย่างมาก

 

โดยที่ย้ำว่าตัวเขาไม่ได้มีปัญหาอะไรกับไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส (ที่กลับมาช่วยบริหารลิเวอร์พูลอีกครั้งหลังเขาจากไป คล็อปป์แจงว่าเป็นเพราะ FSG ต้องการ ‘ผู้นำ’ สักคนที่จะดูแลโปรเจ็คต์ของสโมสร) 

 

แค่บางทีมันเหนื่อยมากจนเกินไป ไม่เหลือพลังจะทำ 

 

สิ่งที่ต้องทำคือการปล่อยมือและไปพัก อย่าฝืน

 

สำหรับในเวลานี้คล็อปป์มีความสุขกับการทำงานกับ Red Bull ในบทบาท Head of Global Soccer ที่กำกับดูแลและให้คำปรึกษาแก่สโมสรฟุตบอลในเครือที่มีกระจายหลายแห่งทั่วโลก

 

โดยที่เขายืนยันว่าเขาไม่ได้คิดถึงการคุมทีมข้างสนาม ไม่ได้คิดถึงการยืนตากฝนคุมซ้อมวันละ 3 ชั่วโมง ไม่คิดถึงการให้สัมภาษณ์กับสื่อสัปดาห์ละ 3 วัน หรือราว 10-12 ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่ได้คิดถึงห้องแต่งตัว (ที่มีกลิ่นตลบอบอวลด้วย)

 

สิ่งที่เขาคิดถึงคือ ‘ผู้คน’ ในเวลาที่เด็กๆ ในทีมนั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน คิดถึงเสียงหัวเราะของฟาน ไดค์

 

ส่วนคำถามที่หลายคนอยากรู้และพิธีกรถามแทนให้

 

“มีโอกาสที่คุณจะกลับมาคุมทีมลิเวอร์พูลอีกครั้งไหม?”

 

คล็อปป์ไม่ได้ตอบอย่างชัดเจนนัก เขาแค่บอกว่า “ผมเคยบอกว่าผมจะไม่กลับมาคุมทีมในอังกฤษอีก เพียงแต่ถ้าเป็นลิเวอร์พูล ในทางทฤษฎีก็เป็นไปได้”

 

แต่ในทางปฏิบัตินั้นไม่มีใครรู้

 

เพราะคล็อปป์ดูมีความสุขกับชีวิตในเวลานี้ เพียงแต่อนาคตคือสิ่งที่ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า

 

และนี่คือส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ ซึ่งความจริงยังมีรายละเอียดเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอีกมากมายที่สนุกมากๆ

 

เอาไว้มีโอกาส (และถ้าอยากอ่านกัน) จะเอามาเล่าอีกนะครับ 🙂

The post ‘ผมไม่ได้มาเพื่อจะเอาทุกสิ่ง แต่มาเพื่อจะให้ทุกอย่าง’ ถอดบทเรียนชีวิตเจอร์เกน คล็อปป์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Divinity กาก้า เทพบุตรฟุตบอล มนุษย์คนสุดท้ายที่ได้บัลลงดอร์ https://thestandard.co/divinity-kaka-2002-world-cup-prediction/ Sun, 21 Sep 2025 01:40:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1120873 Divinity

ในช่วงก่อนถึงรายการฟุตบอลโลก 2002 หนึ่งใน “R” ของบราซิล […]

The post Divinity กาก้า เทพบุตรฟุตบอล มนุษย์คนสุดท้ายที่ได้บัลลงดอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Divinity

ในช่วงก่อนถึงรายการฟุตบอลโลก 2002 หนึ่งใน “R” ของบราซิลอย่างริวัลโด กำลังถูกล้อมโดยกลุ่มผู้สื่อข่าวที่ถามถึงประเด็นความพร้อมของอดีตแชมป์โลก 4 สมัยซึ่งผิดหวังจากการแพ้ในเกมรอบชิงชนะเลิศเมื่อ 4 ปีก่อนที่ฝรั่งเศส

 

“มีนักเตะดาวรุ่งมหัศจรรย์คนไหนที่เราควรต้องจับตาดูไหม” นักข่าวคนหนึ่งถาม

 

สตาร์แห่งทีมบาร์เซโลนา ผู้เคยพิชิตบัลลงดอร์มาแล้วตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเล่นให้กับทีมเซาเปาโล เขาชื่อว่า กาก้า เด็กคนนี้เล่นอยู่หลังกองหน้า 2 ตัว ในยุโรปเราไม่เคยได้ยินเรื่องของเขาหรอก แต่ลองดูว่าเขาจะได้รับเลือกติดทีมชาติไหม”

 

คำตอบของริวัลโด นำมาซึ่งเสียงหัวเราะคิกคักของนักข่าวบางคน

 

“แต่กาก้า มันแปลว่าอึ ในภาษาสเปนนะ”

 

ริวัลโด ยิ้มอ่อนๆ แทนคำตอบ “ผมรู้ แต่เชื่อผมเถอะว่าเขาไม่เป็นแบบนั้นหรอก เขามีความสามารถมากพอที่จะเป็นสตาร์ดังได้”

 

โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าสิ่งที่ริวัลโดบอกจะกลายเป็นความจริง

 

ไม่เพียงแต่ที่ ริคาร์โด กาก้า จะได้รับการเรียกตัวจากหลุยส์ เฟลิเป สโคลารี ให้ติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ตะลุยฟุตบอลโลก 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่นแล้ว เขายังก้าวสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ของโลกลูกหนัง และเป็นนักเตะมนุษย์ธรรมดาคนสุดท้ายที่ได้รางวัลบัลลงดอร์ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ยุคของ “เมสซี vs. โรนัลโด: คู่ปรับฟ้าประทาน”

 

ย้อนรอยคำทำนายสุดทึ่ง! ก่อนฟุตบอลโลก 2002

 

ฟุตบอลโลก 2002 เป็นแหล่งรวมความทรงจำมากมายของแฟนบอล เพียงแต่หากจะเอ่ยถึง กาก้า แล้วอาจไม่มีอะไรให้นึกถึงและจดจำมากนัก

 

นั่นเพราะเขายังเด็กเกินไปที่จะแทรกตัวในทีมที่อุดมไปด้วยซูเปอร์สตาร์ทุกตำแหน่งของบราซิล ใครจะแทรกตรงกลางระหว่างโรนัลโด โรนัลดินโญ ริวัลโด ได้?

 

แต่ถึงอย่างนั้นการที่เขาถูกเรียกตัวเข้ามาติดทีมด้วย ก็เป็นตราประทับรับรองให้อย่างดีถึงฝีเท้าและพรสวรรค์ในการเล่นที่ทำให้ สโคลารี ให้โอกาสเข้ามาติดทีมเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากรุ่นพี่ ในแบบเดียวกับที่ คาร์ลอส อัลแบร์โต เคยเรียกตัวโรนัลโด ติดทีมฟุตบอลโลก 1994 แม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้ลงสนามแม้แต่วินาทีเดียวเลยก็ตาม

 

ที่สโคลารี เรียกตัวกาก้ามาติดทีมนั้นเป็นเพราะเด็กคนนี้คือความมหัศจรรย์ใหม่ในรูปแบบที่แตกต่าง

 

ปกติแล้วฟุตบอลสไตล์บราซิลนั้นหัวใจอยู่ที่ความสวิงสวายที่เกิดจากปรัชญา “Ginga” การใช้ชีวิตอย่างลื่นไหลและสนุก นักเตะแซมบ้าจึงมีลีลาการเล่นที่เพลิดพลิ้ว เดาทางไม่ถูก หาตัวจับไม่ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โรนัลดินโญ ผู้เป็นนิยามของคำว่า “Joga Bonito” หรือการเล่นอย่างงดงาม

 

แต่สำหรับกาก้าแล้วเขามีความแตกต่างจากนักเตะในสไตล์แซมบ้าดั้งเดิมอยู่บ้าง

 

โดยลีลาการเล่นของกาก้า ไม่หวือหวาเหมือนคนอื่น ในทางตรงกันข้ามการเล่นของเขาเต็มไปด้วยความซื่อตรง โดยเฉพาะการกระชากลากบอลแหวกคู่แข่งแบบดื้อๆด้วยความเร็วสูง ความแข็งแกร่ง และการรักษาสมดุลที่ยอดเยี่ยม

 

เช่นกันกับการทำประตูหรือการผ่านบอลที่ไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคในระดับหลวงวิจิตรวาทการ แต่เป็นการยิงด้วยความหนักแน่น หรือจ่ายตามช่องแต่ด้วยน้ำหนักและความแม่นยำในระดับสูงสุด

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้เอซี มิลาน ซึ่งยังเป็นมหาอำนาจของโลกลูกหนังในเวลานั้นทุ่มเงิน 8.5 ล้านยูโร (6 ล้านปอนด์ในช่วงเวลานั้น) เพื่อคว้าตัวเด็กมหัศจรรย์จากเซา เปาโลมาร่วมทีม โดยที่ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี อดีตประธานสโมสรในตำนานไม่ลังเลเลยสักนิด

 

“เหมือนซื้อถั่วมาแทะเล่น” ดอน ซิลวิโอ เปรียบเทียบให้เห็นว่าสิ่งที่จ่ายกับสิ่งที่ได้จากนักเตะใหม่ของเขามันต่างกันแค่ไหน

 

ย้อนรอยคำทำนายสุดทึ่ง! ก่อนฟุตบอลโลก 2002

 

แบร์ลุสโคนีพูดไม่ผิด และริวัลโดก็พูดถูก กาก้า ค่อยๆ แทรกตัวเข้ามาสู่ทีมชุดใหญ่ของมิลานได้สำเร็จ แม้จะใช้เวลาอยู่บ้างเพราะต้องแข่งขันกับทีมที่มีกองกลางอย่าง คลาเรนซ์ ซีดอร์ฟ, อันเดรีย ปีร์โล, มัสซิโม อัมโบรซินี และเจนนาโร “ริโน” กัตตูโซ

 

ก่อนที่เขาจะพัฒนาไปถึงจุดที่ใกล้เคียงกับคำว่าไร้เทียมทานได้ในฤดูกาล 2004/05 ในบทบาทเพลย์เมกเกอร์หมายเลข 10 ที่คอยปั้นเกมอยู่ข้างหลัง อังเดร เชฟเชนโก และเอร์นาน เครสโป อีกที

 

ฟอร์มการเล่นของกาก้าในเวลานั้นแทบไม่มีใครหยุดได้ ไม่นับความเป็นคนบุคลิกหน้าตาดีระดับเป็นดาราได้ ยิ่งทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะขวัญใจของแฟนฟุตบอลทั่วโลก

 

หนึ่งในเกมที่กาก้า ฝากผลงานไว้น่าประทับใจที่สุดคือเกมนัดชิงแชมเปียนส์ ลีก ในปี 2005 ที่สนามอตาเติร์ก สเตเดียม เมื่อมีส่วนกับการได้ประตูถึง 2 ลูก โดยเฉพาะประตูที่ 3 ของมิลานที่พลิกบอลหนีสตีเวน เจอร์ราร์ด ก่อนจะแทงทะลุช่องช็อตเดียวตัดแผงหลังลิเวอร์พูล ก่อนที่เครสโปจะใส่สกอร์ที่ทำให้ทีมรอสโซเนรีคิดว่าจะคว้าชัยได้แบบสบายๆ

 

น่าเสียดายสำหรับเขาและทีมที่เกิด “ปาฏิหาริย์แห่งอิสตันบูล” (Miracle of Istanbul) ลิเวอร์พูลโกงความตายกลับมาคว้าแชมป์ได้ ซึ่งยิ่งทำให้มิลานช้ำหนักเพราะในเซเรีย อา ก็จบฤดูกาลด้วยการเป็นรองแชมป์ต่อจากยูเวนตุส

 

แต่ในฤดูกาล 2006/07 กาก้า สามารถล้างตาให้กับตัวเองและทีมได้สำเร็จในนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก ที่กรีซ ด้วยการเอาชนะลิเวอร์พูล และเกิดภาพระดับไอคอนิก เมื่อกาก้าถอดเสื้อทีมออกมาเปิดเผยให้เห็นเสื้อยืดที่มีข้อความด้านใน “I Belong to Jesus” โดยที่มี แฮร์รี คีลล์ และเจอร์ราร์ด สองนักเตะลิเวอร์พูลยืนขนาบข้าง

 

โดยเรื่องที่อยู่เบื้องหลังคือการที่เขาเคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงในสระว่ายน้ำตอนอายุ 18 ปีที่เกือบจะทำให้เป็นอัมพาต โดยที่คุณหมอบอกให้ครอบครัวทำใจแล้วว่าอาจจะกลับมาไม่เหมือนเดิม แต่สุดท้ายเขาไม่ใช่เพียงแค่หายดีแต่ยังก้าวมาเป็นซูเปอร์สตาร์ลูกหนังได้ด้วย

 

“หมอบอกว่าผมโชคดีมากที่กลับมาเดินได้ปกติ” กาก้าเคยกล่าวไว้ “พวกเขาพูดถึงโชคและครอบครัวของผมพูดถึงพระเจ้า เรารู้ว่าเราอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าที่ได้ช่วยเราไว้”

 

นี่คือนักฟุตบอลผู้เปี่ยมด้วยศรัทธา เป็นอีกหนึ่งภาพจำของทุกคนที่มีต่อเขา

 

พอๆ กับเรื่องเล่าว่าเขารักษาพรหมจรรย์ของตัวเองไว้ให้ภรรยาในคืนวันวิวาห์เท่านั้น

 

ย้อนรอยคำทำนายสุดทึ่ง! ก่อนฟุตบอลโลก 2002

 

แชมป์ยุโรปในฤดูกาลนั้นทำให้โลกไม่มีข้อสงสัยว่านักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในปีนั้นย่อมหนีไปจากนักเตะเทพบุตรคนนี้ไม่ได้

 

นักเตะที่คาร์โล อันเชล็อตติ เปรียบว่าเหมือน มิเชล พลาตินี, โซคราเตส ตำนานแห่งบราซิลยุค 80 เปรียบว่าเขาเป็นเหมือน ซิโก เพื่อนรักร่วมรุ่นในฟุตบอลโลก 1982 ขณะที่ เปเล มองว่าเขาคล้ายกับ โยฮัน ครอยฟ์ “นักเตะเทวดา” 

 

โดยที่ในปีนั้นกาก้า ได้รับรางวัลใหญ่ทั้งนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของ FIFA (FIFA World Best Player) ซึ่งเปเล เป็นผู้เชิญรางวัลมาให้ในงานประกาศที่โรงละครโอเปรา ในกรุงซูริก และรางวัลเกียรติยศ “บัลลงดอร์” (Ballon d’Or) ลูกฟุตบอลทองคำที่มอบให้แก่นักเตะที่เก่งที่สุดที่เล่นในยุโรป (ตามกฎกติกาในเวลานั้น)

 

สิ่งที่น่าสนใจคือในปีดังกล่าวผู้ที่ได้รับรางวัลที่ 2 และที่ 3 คือ คริสเตียโน โรนัลโด และลิโอเนล เมสซี ที่กำลังอยู่ในระหว่างการไต่ระดับขึ้นมาสู่จุดสูงสุดของโลก

 

กาก้า จึงได้ชื่อว่าเป็นนักฟุตบอลผู้เป็นมนุษย์คนธรรมดาคนสุดท้ายที่ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคของ “คู่ปรับฟ้าประทาน”

 

อย่างไรก็ดีจากจุดสูงสุดในวันนั้นชีวิตของกาก้าในทางเกมลูกหนังตกต่ำลงโดยที่เราไม่ทันได้รู้สึกตัว

 

ในฤดูร้อนปีถัดมา แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่เพิ่งได้เจ้าของใหม่จากอาบูดาบีต้องการซื้อนักฟุตบอลสักคนที่เก่งที่สุดของโลกเพื่อมาเป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยใหม่ คนที่พวกเขาต้องการคือกาก้า ซึ่งแม้ว่าแบร์ลุสโคนีจะตั้งค่าตัวไว้ที่ 100 ล้านปอนด์ ซึ่งสูงมากในเวลานั้นแต่เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนที่มีทุนรอนไร้ขีดจำกัด

 

แบร์ลุสโคนี พิจารณาที่จะปล่อยตัวกาก้าออกไปอย่างจริงจังเพื่อแลกกับเงินก้อนใหญ่ ทำให้เกิดการประท้วงรุนแรงจากแฟนมิลาน แม้จะรู้ว่ายากที่จะยับยั้งการย้ายทีมครั้งนี้ได้

 

แต่สุดท้ายในวันที่ 3 ของกระแสข่าว อยู่ๆ กาก้า ก็ปรากฏตัวออกมาให้เห็นผ่านหน้าต่างในที่พักของเขา พร้อมชูเสื้อแดงและดำบอกกับแฟน ๆ ทุกคนที่มาเพื่ออ้อนวอนไม่ให้เขาย้ายไป ว่าตัวเขาเองจะไม่ย้ายไปไหนแน่นอน

 

กาก้า ขอบคุณพระเจ้าที่พยายามทำให้เพื่อนร่วมทีมทุกคนกล่อมไม่ให้เขาย้ายไปอังกฤษ และประตูบานนั้นได้ปิดตายลงไปตลอดกาล (ส่วนแมนฯ ซิตีหันไปคว้าเคร็ก เบลลามี มาร่วมทีมแทน)

 

อย่างไรก็ดีในปีถัดมากาก้า ก็ย้ายออกจากซาน ซิโร จริงๆ เมื่อฟลอเรนติโน เปเรซ คว้าตัวเขามาร่วมทีมด้วยค่าตัวสถิติโลก 56 ล้านปอนด์ ทำลายสถิติเดิมของซีเนอดีน ซีดาน 

 

เพียงแต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือหลังจากนั้นเปเรซ ได้คว้าตัวคริสเตียโน โรนัลโด มาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตามมาในเวลาห่างกันเพียงแค่สัปดาห์เดียวด้วยค่าตัว 80 ล้านปอนด์

 

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบในชีวิตที่เคยสว่างไสวของเทพบุตรลูกหนัง ที่นอกจากจะประสบปัญหาอาการบาดเจ็บส่วนตัวที่รบกวนการเล่นมาตลอด ยังถูกบดบังด้วยรัศมีของโรนัลโด ผู้ใช้ความมานะพยายายามทลายขีดจำกัดของมนุษย์และไปได้ไกลยิ่งกว่าที่กาก้าเคยไปได้

 

ย้อนรอยคำทำนายสุดทึ่ง! ก่อนฟุตบอลโลก 2002

 

ภาพของกาก้า ค่อยๆ ถูกลบเลือนไปทีละน้อยจนเลือนรางจางลงไป

 

เขาย้ายไปออร์แลนโด ซิตี ในเมเจอร์ลีกสหรัฐ เป็นทีมสุดท้ายของชีวิต และมีโอกาสได้กลับไปเซาเปาโล ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ แบบยืมตัวก่อนจะแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการในปี 2017

 

ถึงอย่างนั้นกาก้า ยังคงเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่อยู่ในความทรงจำที่สวยงามของหลายคน

 

ด้วยภาพลักษณ์ของนักฟุตบอลที่วางตัวดี ประพฤติตัวเป็นแบบอย่าง มีน้ำใจนักกีฬา ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าพรสวรรค์ในการเล่นที่น่าเหลือเชื่อ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขาใครก็หยุดกาก้าไม่ได้

 

หนึ่งในเกมระดับตำนานคือเกมแชมเปียนส์ ลีก นัดไปเยือนแมนฯ ยูไนเต็ดที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ที่เขาแหวกผ่าน 3 นักเตะปีศาจแดงก่อนจะยิงผ่านเอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ อย่างง่ายดาย จนกลายเป็นที่มาของเพลง “ผีกาก้า” ที่แฟนบอลในไทยที่เล่นเกม Winning Eleven คุ้นหูกันเป็นอย่างดี

 

ขณะที่ความทรงจำที่บันทึกไว้ในโลกฟุตบอลนั้น กาก้า เป็นหนึ่งในกลุ่ม “Fantasista” ชุดสุดท้ายของโลก

 

และความทรงจำส่วนตัวของผมเองคือการเดินเข้าร้านเครื่องกีฬา เพื่อซื้อรองเท้ารุ่นใหม่ที่เขาเป็นพรีเซนเตอร์

 

ทุกวันนี้ Adipure คู่นั้นไม่อยู่แล้ว แต่ผมยังมี Adipure ที่ทำขึ้นใหม่เก็บไว้อย่างดีและใส่ลงสนามในบางทีอยู่เสมอ

The post Divinity กาก้า เทพบุตรฟุตบอล มนุษย์คนสุดท้ายที่ได้บัลลงดอร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘O Fenômeno’ ทำไม R9 ถึงเป็นนักเตะที่หาไม่ได้อีกแล้วในยุคนี้ https://thestandard.co/r9-greatest-football-legend/ Sun, 20 Jul 2025 04:00:36 +0000 https://thestandard.co/?p=1097802

หากเราเปิดประเด็นสนทนาภาษาลูกหนังกันในหัวข้อยากๆ ขึ้นมา […]

The post ‘O Fenômeno’ ทำไม R9 ถึงเป็นนักเตะที่หาไม่ได้อีกแล้วในยุคนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

หากเราเปิดประเด็นสนทนาภาษาลูกหนังกันในหัวข้อยากๆ ขึ้นมาว่า “ใครคือนักฟุตบอลผู้เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์”

 

สามชื่อแรกที่ทุกคนจะคิดถึงย่อมหนีไม่พ้นเปเล ราชาลูกหนังตลอดกาลชาวบราซิล, ดีเอโก มาราโดนา เทพเจ้าลูกหนังชาวอาร์เจนไตน์ และคนสุดท้ายคือ ลิโอเนล เมสซี ราชาฟ้าขาวผู้ถ่อมตน

 

เหตุผลประกอบการพิจารณาของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไป เปเลเป็นเจ้าของแชมป์ฟุตบอลโลกมากที่สุดถึง 3 สมัย ขณะที่มาราโดนามีพรสวรรค์ในการเล่นระดับฟ้าประทาน ส่วนเมสซีนั้นเก่งเหนือจินตนาการ อีกทั้งมีทั้งสถิติผลงานและถ้วยรางวัลรองรับครบถ้วนของเกมฟุตบอลในยุคโมเดิร์น

 

แต่นั่นเป็นเรื่องของ “ตำแหน่ง” 

 

ถ้าเราคุยกันในเรื่องของ “ตำนาน” แล้วจะมีนักฟุตบอลอีกคนหนึ่งที่สำหรับใครหลายคนแล้ว เขานี่แหละคือสุดยอดนักเตะผู้เก่งกาจที่สุดตลอดกาล คนที่สามารถทำอะไรให้เกิดขึ้นก็ได้ในสนาม และคนที่เป็นแรงบันดาลใจของนักฟุตบอลมากมายทั่วโลก

 

เรากำลังพูดถึง โรนัลโด ลุยส์ นาซาริโอ เด ลิมา 

 

หรือที่หลายคนจดจำเขาแบบสั้นๆ ว่า R9

 

ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ผมเพิ่งเจอโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่พาย้อนเวลากลับไปถึงนัดชิงชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกาได้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันเป็นสมัยแรก

 

โฟกัสของเกมนัดชิงในวันนั้นถูกจับจ้องไปที่ โรแบร์โต บาจโจ ซูเปอร์สตาร์หมายเลขหนึ่งของทีมชาติอิตาลี ซึ่งเป็นนักเตะที่โด่งดังที่สุดของยุคสมัยนั้น 

 

บาจโจเป็นผู้เล่นในแบบ ‘Fantasista’ นักฟุตบอลที่เหนือขั้นยิ่งกว่า ‘Trequartista’ (หรือ ‘หมายเลข 10’ ในฉบับภาษาอิตาลี) เพราะเป็นมากกว่าแค่คนทำหน้าที่ในการรังสรรค์เกม แต่คือคนที่พร้อมสร้างสิ่งมหัศจรรย์ตัดสินเกมในสนามได้

 

R9 โรนัลโด ตำนานนักเตะบราซิล

 

แต่วันนั้นบาจโจ นักเตะเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ในปี 1993 กลับเจอเกมรับอันเหนียวแน่นของทีมชาติบราซิล ทำให้เล่นไม่ออก และปิดฉากฟุตบอลโลกครั้งนั้นแบบช้ำๆ ด้วยการยิงรับหน้าที่สังหารจุดโทษคนสุดท้ายของทีมชาติอิตาลี แต่ยิงข้ามคานออกไปไกลแสนไกล

 

ภาพของ “เทพบุตรเปียทองคำ” ที่ยืนเท้าสะเอวก้มหน้าด้วยความผิดหวังเป็นหนึ่งในภาพระดับ Iconic ของโลกลูกหนัง

 

ในชั่วขณะเดียวกันที่ซุ้มม้านั่งสำรองของทีมชาติบราซิลที่ออกมาฉลองชัยชนะอันยิ่งใหญ่ แชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 4 ของพวกเขา มีหนุ่มน้อยหัวโล้นคนหนึ่งที่มีฟันกระต่ายยื่นออกมาอย่างโดดเด่น ออกมาเฮฮากับสตาร์ทีมชาติบราซิลทุกคนด้วย

 

เวลานั้นน้อยคนนักที่จะรู้จักโรนัลโด

 

R9 โรนัลโด ตำนานนักเตะบราซิล

 

เรารู้กันแค่ว่าเขาคือนักเตะดาวรุ่งวัย 17 ปีที่ถูก มาริโอ ซากัลโล โค้ชทีม ‘เซเลเซา’ ในเวลานั้นหนีบติดทีมมาด้วย โดยที่ไม่ค่อยมีใครเข้าใจหรอกว่าทำไมถึงทำแบบนั้น

 

ซากัลโลไม่จำเป็นต้องให้คำตอบอะไรกับใครอีกเลย เพราะนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อของโรนัลโดคือชื่อที่ถูกกล่าวขานมากที่สุดในเกมฟุตบอล

 

เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอาจจะคล้ายกับ ลามีน ยามาล ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังทีมชาติสเปนในเวลานี้ที่เป็นคนที่ถูกพูดถึงและได้รับการยกย่องมากที่สุดถึงความมหัศจรรย์ในการเล่นที่เหมือนมีมนตร์สะกดที่ปลายเท้า

 

แต่ความต่างของยุคสมัยคือในเวลานั้นโลกยังแทบไม่รู้จักกับอินเทอร์เน็ต และเราก็ไม่มีโซเชียลมีเดียที่จะรีรันคลิปวิดีโอการเล่นของโรนัลโด

 

สิ่งที่เรารับรู้ได้ถึงความมหัศจรรย์ของโรนัลโดคือ “เรื่องเล่า” ที่ผ่านมาทางข่าว บทความ และบทวิเคราะห์ที่หาอ่านได้ตามหนังสือพิมพ์และนิตยสารลูกหนังในเวลานั้น

 

เรื่องเล่าในเวลานั้นบอกกันว่านี่แหละคือนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุดในโลกคนใหม่ คนที่อาจจะมีโชคชะตาในแบบเดียวกับเปเล (ได้แชมป์โลกสมัยแรกตั้งแต่อายุ 17 ปีเหมือนกัน แตกต่างกันที่โรนัลโดไม่ได้ลงสนามเลย) 

 

ไม่แปลกหากจะมีคนตั้งข้อสงสัยบ้างว่าสิ่งที่เป็นเรื่องเล่านี้เป็นเรื่องจริง หรือเป็นเพียงแค่ข่าวลือ เพราะลีกที่โรนัลโดเล่นอยู่ก็เป็นเพียงดัตช์ลีก กับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ลีกที่ถูกตัดสินจากโลกภายนอกว่าก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรสักหน่อย

 

จนกระทั่งเราได้เห็นด้วยสองตา

 

R9 โรนัลโด ตำนานนักเตะบราซิล

 

โรนัลโดย้ายจากพีเอสวีมาอยู่กับบาร์เซโลนาในช่วงฤดูร้อนของปี 1996 ด้วยค่าตัวถึง 19.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติโลกในเวลานั้น และแน่นอนว่านำมาสู่เครื่องหมายคำถามอีกเหมือนเดิม

 

ทำไมบาร์เซโลนากล้าทุ่มมากขนาดนี้สำหรับเด็กที่ยังอายุแค่ 20 ปีเท่านั้น

 

แต่คำตอบนั้นปรากฏชัดต่อสายตาของทุกคนในเวลาต่อมา

 

“ปีศาจ” คือสิ่งที่หลายคนคิดเมื่อได้เห็นฟอร์มการเล่นของโรนัลโดในสีเสื้อแดง-เลือดหมูของบาร์เซโลนาในเวลานั้น เพราะนอกจากจะมีสปีดความเร็วที่เหนือมนุษย์แล้ว ยังมีทักษะการครอบครองบอลก็ไร้ที่ติ การตัดสินใจเร็วในระดับมิลลิวินาที (ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่แยกระหว่างนักเตะธรรมดากับยอดนักเตะ) การจบสกอร์ที่คมกริบได้ทุกรูปแบบ

 

ในประเทศไทยยุคนั้นเราไม่มีฟุตบอลลาลีกาให้ชมกันสดๆ แบบยุคนี้ แต่ในช่วงข่าวกีฬาของช่วงต้นสัปดาห์จะมีการนำเสนอข่าวฟุตบอล ซึ่งทำให้ได้เห็นความมหัศจรรย์ของโรนัลโดกันแบบเต็มตา

 

หนึ่งในประตูที่สุดยอดที่สุดที่เป็นตัวแทนความมหัศจรรย์พันลึกของนักเตะคนนี้คือประตูในเกมที่บาร์เซโลนาพบกับกอมโปสเตลลา ที่โรนัลโดพลิกบอลได้กลางสนามก่อนจะทั้งเตะ ทั้งดึง ทั้งรั้งเสื้อไว้ แถมโดนรุมจากนักเตะคู่แข่งอีก 3-4 คน แต่ไม่มีอะไรหยุดเขาได้เลย 

 

โรนัลโดกระชากพาบอลไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายหลอกยิงหักข้อเข้าเสาแรกไปแบบเหนือชั้นสำหรับคนทั่วไป แต่เป็นเหมือนเรื่องง่ายๆ ที่เขาทำได้ปกติอยู่แล้ว

 

ลูกนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดประตูตลอดกาลของลาลีกา

 

แต่ยังมีอีกลูกหนึ่งที่สะท้อนความเป็นปีศาจของโรนัลโดได้ ซึ่งเกิดห่างจากประตูในเกมกับกอมโปสเตลลาไม่นาน เกมนั้นเป็นการพบกันระหว่างบาร์เซโลนากับบาเลนเซีย คู่ปรับจากแดนใต้ เกมนั้นซูเปอร์สตาร์ชาวบราซิลสำแดงอภินิหารให้ชาวโลกได้เห็น

 

ประตูแรกที่เขาทำได้ในเกมนั้นว่าสุดยอดแล้วด้วยการกระชากแหวกผ่านแนวรับบาเลนเซียเข้าไปยิงประตูแบบง่ายๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ประตูสุดท้ายที่เป็นการทำแฮตทริกในวันนั้นคือประตูในระดับตำนานตลอดกาล

 

จังหวะนั้นบาร์เซโลนาตัดบอลได้แถวกลางสนาม ลูกมาถึงเท้าของโรนัลโดที่อยู่ตรงนั้นพอดี ก่อนที่เขาจะติดเครื่องกระชากพาบอล และ “แหวก” ผ่าน 2 กองหลังของบาเลนเซียไปในแบบที่เหมือนเดินผ่านประตูมิติ ก่อนจะเลือกมุมยิงอย่างเลือดเย็น

 

ประตูนี้แม้แต่แฟนบอลบาเลนเซียเองก็ยังยอมสยบซูฮกให้

 

ถึงตรงนี้ไม่มีใครสงสัยหรือตั้งคำถามในตัวเขาอีกแล้ว

 

โรนัลโดไม่ได้เป็นแค่นักฟุตบอลธรรมดา แต่เป็น “ปรากฏการณ์” ทางเกมลูกหนังที่เกิดขึ้น และผู้คนที่เกิดทันในเวลานั้นโชคดีที่ได้เห็นความมหัศจรรย์นี้

 

น่าเสียดายสำหรับบาร์เซโลนาที่โรนัลโดอยู่กับพวกเขาได้เพียงแค่ฤดูกาลเดียว มัสซิโม โมรัตติ ประธานสโมสรอินเตอร์ มิลานในขณะนั้นตัดสินใจทุบสถิติโลกอีกครั้งด้วยค่าตัว 27 ล้านดอลลาร์ ในการจ่ายค่าฉีกสัญญาของสตาร์บราซิลเลียนกับบาร์ซาที่พยายามจะรั้งตัวไว้ในคัมป์นูแล้วด้วยการต่อสัญญาใหม่แต่ทำไม่สำเร็จ

 

R9 โรนัลโด ตำนานนักเตะบราซิล

 

ที่ จูเซ็ปเป เมียสซา โรนัลโด กลายเป็นซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของโลกอย่างสมบูรณ์ เขาคว้ารางวัลดาวซัลโวในเซเรียอาได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ย้ายมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะฟุตบอลอิตาลีในยุคนั้นคือลีกที่ดีที่สุดของโลก และมีสุดยอดกองหลังที่ขึ้นชื่อลือชาว่าเก่งกาจที่สุดในโลกอยู่เต็มไปหมด

 

25 ประตูในฤดูกาลนั้นทำให้เขาได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของอิตาลี และได้รางวัลบัลลงดอร์ (Ballon d’Or) สมัยแรก (จริงๆ แล้วได้รับในช่วงปลายปี 1997 เป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างผลงานกับบาร์ซาและอินเตอร์)

 

โดยที่สไตล์การเล่นของเขาได้รับการขัดเกลาให้สมบูรณ์แบบมากขึ้นไปอีก จากนักเตะที่ใช้สัญชาตญาณในการเล่นล้วนๆ โรนัลโดเริ่มใช้ไหวพริบและการเล่นเพื่อทีมมากขึ้น เขาไม่ได้เป็นแค่ศูนย์หน้าที่รอหาโอกาสเข้าทำประตูอย่างเดียว และไม่ได้คิดจะใช้ลูกเล่นแพรวพราวปั่นหัวกองหลังให้เสียหน้าอีกแล้ว

 

และบันทึกการเล่นของเขาในเกมนัดชิงชนะเลิศยูฟ่าคัพที่พบกับลาซิโอ เป็นหนึ่งในบันทึกการเล่นที่สมบูรณ์ที่สุดของนักเตะที่ชาวอิตาลีเรียกขานกันว่า “Il fenomeno” (อิลเฟโนมีโน)

 

อย่างไรก็ตาม ชีวิตของโรนัลโดประสบกับช่วงขาลงอย่างรุนแรงหลังจากนั้น

 

อาการป่วยปริศนาในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1998 (ซึ่งยังคงเป็นเรื่องเล่าปริศนาในความทรงจำของแฟนฟุตบอลทั่วโลก) ที่ทำให้เขาไม่อยู่ในสภาพพร้อมสำหรับการลงแข่งขัน ก่อนที่บราซิลจะแพ้ฝรั่งเศสขาดลอยถึง 3-0 ในนัดชิงที่สตาด เดอ ฟรองซ์ เป็นจุดเริ่มต้นของความตกต่ำ

 

สไตล์การเล่นหวือหวาของเขานำไปสู่การแตกสลายของร่างกาย

 

โรนัลโดได้รับบาดเจ็บรุนแรงในระดับเอ็นหัวเข่าฉีกครั้งแรกในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี 1999 จนต้องพักการเล่นเป็นเวลานานหลายเดือน

 

เมื่อกลับมาลงสนามได้อีกครั้งในช่วงปลายฤดูกาล ด้วยการพบกับลาซิโอในเกมโคปปาอิตาเลีย รอบชิงชนะเลิศในเดือนเมษายน 2000 โรนัลโดซึ่งถูกเปลี่ยนตัวลงสนาม ได้อยู่ในสนามเพียงแค่ 6 นาทีเท่านั้น ก่อนที่เขาจะล้มลงไปนอนกลางสนามด้วยสีหน้าเจ็บปวด

 

ผมจำได้ดีถึงความรู้สึกในวันนั้นเพราะดูการถ่ายทอดสดอยู่ และคิดว่าทุกคนที่ได้ดูน่าจะรู้สึกเหมือนกันคือ เราต่างเจ็บปวดและใจสลายไปด้วยกับโรนัลโด 

 

เพราะนี่คือนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุด แต่กลับเผชิญกับโชคชะตาที่โหดร้ายที่สุด

 

นักกายภาพประจำตัวของโรนัลโดอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “สะบ้าหัวเข่าของเขาเหมือนเกิดระเบิดขึ้นมา” และบอกว่า “นี่เป็นหนึ่งในอาการบาดเจ็บของนักกีฬาที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นเลยทีเดียว”

 

อาการบาดเจ็บครั้งนั้นทำให้โรนัลโดไม่สามารถกลับมาเป็นคนเก่าได้อีกแล้ว

 

ความเร็วปีศาจของเขาหายไป และสไตล์การครองบอลเปลี่ยนทิศไปมาไม่ใช่สิ่งที่เขาทำได้อีกต่อไป

 

R9 โรนัลโด ตำนานนักเตะบราซิล

 

เพียงแต่อย่างน้อยที่สุดโรนัลโดยังพาตัวเองกลับมาได้อีกครั้ง ด้วยเข่าข้างเดียวก็ยังดีเพียงพอที่จะปลดล็อกทางใจให้ตัวเองได้ด้วยการพาบราซิลคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2002 โดยเป็นทั้งดาวซัลโวและนักเตะที่โดดเด่นที่สุดของรายการ (ใครจะลืมทรงผมไดโกโระ?)

 

หลังจากนั้นเขาย้ายมาอยู่ในสเปนกับเรอัล มาดริด และยังคงความสุดยอดอยู่ ไม่เพียงแต่จะเป็นกำลังสำคัญของพลพรรค “กาลาคติกอส” ร่วมกับซีเนดีน ซีดาน, หลุยส์ ฟิโก และ ราอูล กอนซาเลซ ยังพาทีมคว้าแชมป์ลาลีกาได้สำเร็จ และคว้าบัลลงดอร์สมัยที่ 2 (เหตุผลหลักมาจากการพาบราซิลคว้าแชมป์โลก) 

 

ก่อนที่ประกายแสงในตัวจะค่อยๆ ริบหรี่ลงเรื่อย ๆ เพราะสภาพร่างกายที่ไม่เพียงแค่บาดเจ็บหนัก แต่ยังมีไลฟ์สไตล์สุดแสบชนิดที่บางเรื่องลึกๆ ไม่เล่าจะดีกว่า เอาเป็นว่าเป็นนักฟุตบอลที่ใช้ชีวิตได้ “สุด” คนหนึ่ง

 

ในบั้นปลายชีวิตการเล่น โรนัลโด อำลาเรอัล มาดริด กลับมาอิตาลีอีกครั้งเพื่อเล่นให้กับเอซี มิลาน แต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก แถมบาดเจ็บรุนแรงที่เข่าในระดับต้องพักตลอดฤดูกาลอีกเป็นครั้งที่ 3

 

ก่อนที่จะกลับไปบ้านเกิดกับโครินเธียนส์ ที่แม้สภาพร่างกายจะแทบไม่ไหวและไม่ได้ดูแลร่างกายด้วย แต่ “คลาส” ยังเหนือชั้นกว่าคนอื่นอยู่ดี เขามีส่วนในการช่วยนำทีมคว้าแชมป์โคปาดูบราซิลในปี 2009 และใช้ช่วงเวลาที่เหลืออย่างมีความสุข โดยมีคนดังทั่วโลกผลัดกันแวะเวียนมาเยี่ยมเพื่อถ่ายภาพคู่เป็นที่ระลึก (จนโดนแซวว่าเป็นซูเปอร์สตาร์คนหนึ่งที่พอเล่นฟุตบอลได้นิดหน่อย)

 

R9 โรนัลโด ตำนานนักเตะบราซิล

 

แน่ละ ถ้าเราว่ากันด้วยผลงานและเกียรติยศแล้ว R9 คนนี้อาจจะไม่ได้เป็นนักฟุตบอลที่สะสมสิ่งเหล่านี้เอาไว้มากที่สุด และแน่นอนว่ามันย่อมมีคำถามตามมาว่าถ้าเขาเกิดในยุคนี้ สไตล์การเล่นแบบ “ข้ามาคนเดียว” จะยังไหวหรือไม่ หรือถ้าเขามีทัศนคติแบบมืออาชีพมากกว่านี้ เขาจะไปได้ไกลถึงไหนกัน

 

แต่เรื่องนั้นมันไม่สำคัญหรอก เพราะในความมหัศจรรย์ของโรนัลโดแล้ว ไม่มีนักฟุตบอลคนไหนที่จะเป็นแบบเขาได้อีก กับนักเตะที่มีครบทุกอย่าง เก่งกาจจนเหมือนมาจากดาวคนละดวงกับคนอื่น

 

นักเตะแบบนี้ห้าสิบปีหรือร้อยปีอาจจะมีสักคน หรืออาจจะมีแค่คนเดียวก็ได้ในชั่วชีวิตหนึ่ง


โดยที่ลึกๆ ในใจของใครหลายคนแล้ว ถ้าเราถามว่าโรนัลโด “ต้นตำรับ” คนนี้สุดยอดแค่ไหน

 

คนที่รู้จักและรักฟุตบอลจะรู้คำตอบดีอยู่ในใจ

 

แค่นี้ก็พอแล้ว

The post ‘O Fenômeno’ ทำไม R9 ถึงเป็นนักเตะที่หาไม่ได้อีกแล้วในยุคนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fevernova & Beckham Mania Adidas กับช่วงเวลาแสนดีในฟุตบอลโลก 2002 https://thestandard.co/brand-war-wc2002/ Sun, 06 Jul 2025 01:58:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1093365 brand-war-wc2002

คลับคล้ายคลับคลาเหมือนไม่กี่วันก่อนจะผ่านตากับคอนเทนต์ […]

The post Fevernova & Beckham Mania Adidas กับช่วงเวลาแสนดีในฟุตบอลโลก 2002 appeared first on THE STANDARD.

]]>
brand-war-wc2002

คลับคล้ายคลับคลาเหมือนไม่กี่วันก่อนจะผ่านตากับคอนเทนต์ “ฟุตบอลนัดหยุดเรียน” ใช่ไหมนะ

 

ตอนแรกเห็นแล้วก็รู้สึกอิ่มใจดีนะครับเพราะเป็นช่วงเวลาที่ดีและสวยงาม แต่อีกแวบก็คิดขึ้นมาได้ว่ามันผ่านมาตั้ง 23 ปีแล้วเหรอเนี่ย รอยตีนกาและความเหี่ยวย่นบนใบหน้าพยักหงึกๆ อย่างช้าๆ แทนการตอบว่าคนเขียนนั้นแก่แล้วจริงๆ

 

แต่ความทรงจำในช่วงเวลานั้นยังถูกเก็บและรักษาเอาไว้อย่างดี มีอะไรให้หยิบมาเล่าได้หลายเรื่องทีเดียวเชียว

 

หนึ่งในนั้นคือเกมนัดหยุดเรียน เพื่อให้เด็กๆ ในบ้านเราได้นั่งดูเกมฟุตบอลโลกนัดสำคัญระหว่างทีมชาติอังกฤษและบราซิล (สมัยนั้นไม่มี YouTube หรือระบบรับชมย้อนหลังเหมือนวันนี้ พลาดแล้วคือพลาดเลย)

 

เพียงแต่วันนี้คงไม่ได้หยิบเอาเรื่องของเกมในสนามมาเล่ากัน

 

ขอเป็นเล่าเรื่องของลูกฟุตบอล รองเท้าฟุตบอล และซูเปอร์สตาร์ กับชัยชนะในเกมนอกสนามของแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีก่อนนะครับ (เรื่องอื่นถ้าอยากอ่านรีเควสต์ได้นะ)

 

ลูกบอลและรองเท้าฟุตบอลในฟุตบอลโลก 2002

 

ฟุตบอลโลก 2002 ถือเป็นฟุตบอลโลกสมัยแรกในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นทวีปที่ 4 ของโลกต่อจากอเมริกาใต้, อเมริกาเหนือ และยุโรป เป็นหนึ่งในฟุตบอลโลกที่คนจดจำและคิดถึงมากที่สุดครั้งหนึ่ง 

 

เพราะนอกจากมันจะเป็นฟุตบอลโลกที่สนุกตื่นเต้น (พอสมควร) เนื่องจากเป็น “ยุคทอง” (Golden generation) ที่มีนักฟุตบอลในระดับสุดยอดลงสนามชิงชัยกันอย่างมากมาย

 

ซีเนอดีน ซีดาน, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร, ริวัลโด, โรนัลดินโญ, โรนัลโด, โรแบร์โต คาร์ลอส, โอลิเวอร์ คาห์น, มิชาเอล บัลลัค, หลุยส์ ฟิโก, ชุนสุเกะ นากามูระ ไปจนถึงสตาร์ที่แจ้งเกิดในรายการอย่างเอล ฮัดจิ ดิยุฟ

 

เรียกว่าดารานักเตะมากมายเต็มไปหมด

 

เพียงแต่ฟุตบอลโลก 2002 ไม่ได้สนุกแค่เรื่องของเกมในสนามเท่านั้นครับ เพราะเกมนอกสนามเองก็ดุเดือดไม่ได้น้อยไปกว่ากัน เผลอๆ อาจจะเดือดกว่าด้วย

 

เหตุผลเพราะว่าเป็นฟุตบอลโลกหนแรกที่เริ่มมีการทำการตลาดแบบยุคใหม่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะการห้ำหั่นกันระหว่างยักษ์ใหญ่เจ้าวงการอย่าง adidas กับผู้ท้าชิงที่เริ่มจะครองพื้นที่ในหัวใจของแฟนฟุตบอลคนรุ่นใหม่อย่าง Nike

 

สิ่งที่เราได้เห็นคือการดวลกันแบบหมัดต่อหมัด ปลายสตั๊ดต่อปลายสตั๊ดเลยทีเดียว

 

อย่าง Nike นำมาโดยรองเท้า Mercurial Vapor ไซโลรองเท้าสายความเร็ว (Speed) ที่มีนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกเวลานั้นอย่าง โรนัลโด เป็นพรีเซนเตอร์ และยังมีสายคลาสสิกอย่าง Tiempo ที่ได้โรนัลดินโญมาสวมใส่

 

ลูกบอลและรองเท้าฟุตบอลในฟุตบอลโลก 2002

 

แต่ทีเด็ดใหม่คือ Air Zoom T90 II ที่กำลังมาแรงและเป็นหนึ่งในรองเท้ารุ่น Iconic ของยุคสมัยซึ่งได้ หลุยส์ ฟิโก, พอล สโคลส์, ฟรานเชสโก ต็อตติ และโรแบร์โต คาร์ลอส มาใส่

 

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเป็นผู้มีชัยในเกมนี้

 

ในมุมมองของคนในวงการ แชมป์ตัวจริงในฟุตบอลโลก 2002 ให้เป็น adidas ที่เฉือนคว้าชัยไปได้แบบเล็กน้อยครับ

 

เรื่องนี้มันมีเหตุผลอยู่ จากกลยุทธ์ของ adidas ในการผสมผสานระหว่างผลิตภัณฑ์ที่ก้าวล้ำนำสมัย, กลยุทธ์การตลาดที่แยบยล และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือพลังของซูเปอร์สตาร์

 

โดยเฉพาะเจ้าพ่อลูกนิ่งที่เป็นเบอร์หนึ่งของพวกเขาในเวลานั้นอย่าง เดวิด เบ็คแฮม

 

แต่ก่อนจะไปถึงเบ็คแฮม adidas ได้สร้างความประทับใจให้กับแฟนฟุตบอลและคนในวงการด้วยลูกฟุตบอลประจำการแข่งขัน (Official ball) ในรุ่น “Fevernova”

 

ลูกบอลและรองเท้าฟุตบอลในฟุตบอลโลก 2002

 

ลูกฟุตบอล Fevernova นี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการของลูกบอลเลยก็ว่าได้ ด้วยดีไซน์การออกแบบที่ฉูดฉาดสดใสสมชื่อ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากความเป็นเอเชีย (ตะวันออก) ที่แตกต่างจากลูกฟุตบอลแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น Tango มาจนถึง Tricolor (ในฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส) ที่เป็นลูกฟุตบอลแบบดั้งเดิมที่ดูสุภาพเรียบร้อย

 

ภาพลักษณ์ใหม่ของ Fevernova เป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้กับวงการได้รู้ว่า เอ้อ ลูกฟุตบอลมันทำสีสันสดใสแบบนี้ก็ได้นะ

 

ที่สำคัญคือไม่ได้มีแค่งานออกแบบ แต่ยังมีเรื่องการใส่เทคโนโลยีเข้าไปเป็นจุดขายด้วย ซึ่งก็เป็นของดีที่ใช้งานได้จริง เป็นหนึ่งในผลงานการออกแบบลูกบอลที่ดีที่สุดของ adidas ที่ชวนคิดถึง

 

ลูกฟุตบอลดีก็ยังมาพร้อมกับรองเท้าฟุตบอล – ที่คนไทยเรียกกันว่า “สตั๊ด” – ที่ดีด้วย 

 

ท่ามกลางรองเท้าสตั๊ดมากมาย หนึ่งในรุ่นที่โดดเด่นที่สุดของรายการที่แฟนฟุตบอลยังจดจำและคิดถึงเสมอคือรองเท้า Predator Mania โดยเฉพาะรองเท้าของเดวิด เบ็คแฮม กัปตันทีมชาติอังกฤษ ที่เป็นรองเท้าในสีแชมเปญ (Champagne Mania)

 

ลูกบอลและรองเท้าฟุตบอลในฟุตบอลโลก 2002

 

ความเท่ของสตั๊ดขาวกับลิ้นแดง (ที่ปักชื่อ Brooklyn ลูกชายของเขาไว้บนนั้น ซึ่งเป็นเรื่องใหม่เพราะโลกยังไม่รู้จักการ Personalisation เลย) ทำเอาเด็กผู้ชายทั่วโลกคลั่งไคล้อยากจะได้ Predator มาใส่ไว้ปั่นฟรีคิกเท่ๆ แบบเบ็คแฮมบ้าง

 

โดยเบ็คแฮมในช่วงนั้นถือเป็นช่วงพีคด้วยฝีเท้า ประสบการณ์ และออร่าซูเปอร์สตาร์ โดยเฉพาะหลังการนำอังกฤษเข้ารอบสุดท้ายได้จากฟรีคิกสุดมหัศจรรย์ในเกมกับกรีซแล้ว (ตอนนั้นใส่รุ่น Predator Precision) ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจไอคอนในระดับโลก

 

ปรากฏการณ์ความคลั่งไคล้นี้ได้รับการเรียกกันเล่นๆว่า “Beckham Mania” ซึ่งส่งผลอย่างมากมายมหาศาล ที่ adidas ได้แต่ยิ้มกว้าง

 

เพราะถึงแม้ว่าทีมชาติอังกฤษของเบ็คแฮมจะพ่ายแพ้เสียที (และเสียท่า) ให้กับบราซิล และฟรีคิกลักไก่ในระดับตำนานของโรนัลดินโญ แต่ผลตอบรับที่ได้กลับมาจากกระแสที่เกิดขึ้นตลอดรายการ

 

โดยเฉพาะการเปิดตลาดในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีขนาดใหญ่มาก โดยที่ adidas พยายามที่จะทำการตลาดอย่างเข้าใจในธรรมชาติของชาวเอเชียอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

 

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ adidas ใช้งบประมาณในการโปรโมตช่วงฟุตบอลโลก 2002 สูงถึง 25 ล้านปอนด์ โดยนอกจากการเป็นสปอนเซอร์ให้เบ็คแฮมแล้วยังเป็นสปอนเซอร์ให้กับซูเปอร์สตาร์อีกหลายคน รวมถึงซีเนอดีน ซีดานและอเลสซานโดร เดล ปิเอโร

 

10 จาก 32 ทีมในฟุตบอลโลกครั้งนั้นยังใช้เสื้อผ้าชุดแข่งของ adidas อยู่เลยในแคมเปญใหญ่ “Footballitis” (ขณะที่ Nike มี 8 ทีม)

 

ลูกบอลและรองเท้าฟุตบอลในฟุตบอลโลก 2002

 

ผลตอบแทนจากการลงทุนนี้คือยอดสั่งสินค้า 11 เปอร์เซ็นต์ ส่วนยอดขายนับเฉพาะในทวีปเอเชีย เพิ่มขึ้นเกือบ 1 ใน 3 เป็น 177 ล้านปอนด์ และเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นที่ทำให้แบรนด์ติดตลาดมาจนถึงทุกวันนี้

 

นอกจากตำนานทรงผมไดโกโระของโรนัลโด ในนัดชิงชนะเลิศ การเข้ารอบตัดเชือกแบบน่ากังขาของเกาหลีใต้ ด้วยชัยชนะเหนือสเปนและอิตาลี รวมถึงอีกมากมายหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้น

 

รองเท้า Predator Mania สีแชมเปญของเบ็คแฮม ยังเป็นหนึ่งในรุ่นสุด Iconic ที่แฟนฟุตบอลจดจำได้มากที่สุดจากฟุตบอลโลก 2002 ที่ไม่ว่าจะมีการผลิตใหม่ (รีเมค) อีกกี่ครั้งก็ยังเป็นที่ต้องการของแฟนฟุตบอลเสมอ

 

นี่คือชัยชนะที่สำคัญที่สุดของ adidas

 

ไม่ใช่ชนะแค่ในเกม

 

แต่ชนะในใจคน และยังคงติดตรึงในความทรงจำจนถึงทุกวันนี้

The post Fevernova & Beckham Mania Adidas กับช่วงเวลาแสนดีในฟุตบอลโลก 2002 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Kappa แบรนด์ลูกหนังสุดคัลต์จากโรงงานถุงเท้าในตูริน https://thestandard.co/kappa-football-history/ Sun, 22 Jun 2025 05:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1087601 kappa-football-history

ท่ามกลางแบรนด์มากมายในวงการฟุตบอล หนึ่งในแบรนด์และโลโก้ […]

The post Kappa แบรนด์ลูกหนังสุดคัลต์จากโรงงานถุงเท้าในตูริน appeared first on THE STANDARD.

]]>
kappa-football-history

ท่ามกลางแบรนด์มากมายในวงการฟุตบอล หนึ่งในแบรนด์และโลโก้ที่คนรักลูกหนัง – โดยเฉพาะคนที่เติบโตมากับฟุตบอลยุค 90 – จดจำได้ดีที่สุดคือ “Kappa”

 

สำหรับคนไทยส่วนหนึ่งที่จำได้แม่นอาจจะมาจากชื่อที่นำมาพ้องคล้องกันสนุกๆ ตามประสาชนชาติอารมณ์ดีว่า “ครับป้า” (ผ่าม!) แต่อีกส่วนหนึ่งคือโลโก้ที่โดดเด่นจดจำได้ง่าย และการออกแบบดีไซน์ที่ต้องบอกว่ามีเสน่ห์ในแบบที่ยากจะอธิบาย

โดยเฉพาะชุดแข่งของทีมยูเวนตุส ในยุค 90 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยุคทองของทีมเบียงโคเนรี ด้วยสุดยอดนักเตะมากมายไม่ว่าจะเป็น โรแบร์โต บาจโจ, อเลสซานโดร เดล ปิเอโร, ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี หรือซีเนอดีน ซีดาน ต่างก็เคยใส่เสื้อใต้การออกแบบของ Kappa มาแล้วทั้งนั้น

ฝีมือในการออกแบบนี้ หลายคนอาจจะพอรู้หรือเคยได้ยินมาบ้างว่าเป็นเพราะ Kappa เดินทางมาจากประเทศอิตาลี ชนชาติผู้มีศิลปะอยู่ในทุกลมหายใจ (เธอคือทุกสิ่ง)

แต่ไม่ได้รู้จักมากไปกว่านั้นหรือลึกไปกว่านี้ ทั้งๆ ที่แบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

เอาแค่เปิดฉากมาด้วยการบอกว่า จริงๆ แล้ว Kappa ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นแบรนด์กีฬาอะไรหรอก เพราะพวกเขาก่อตั้งโรงงานขึ้นเพื่อทำถุงเท้ากับกางเกงในให้ทหารที่ออกไปรบในสมัยมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่างหาก!

แล้ว Kappa มาเป็นหนึ่งในแบรนด์สุดคัลต์ของโลกฟุตบอลได้อย่างไรและตอนไหนนะ?

 

Kappa

 

เรื่องราวความเป็นมาของแบรนด์ Kappa นั้นเรามี “จุดเซฟ” ให้ได้เลือกกัน 2 จุด

 

จุดแรกคือการก่อกำเนิดของแบรนด์ Kappa จริงๆ ซึ่งเกิดขึ้นมาในปี 1967 แต่หากจะย้อนกลับไปหาจุดเซฟแรกที่เป็นการเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ ต้องย้อนกลับไปไกลมากกว่า 100 ปีเลยทีเดียว

 

ในปี 1916 อบราโม วิตาเล ได้ก่อตั้งโรงงานแบรนด์ คาลซิฟิโอ โตริเนเซ ซึ่งรับมอบหมายในการผลิตสินค้าสำคัญ 2 อย่างคือถุงเท้ากับกางเกงใน โดยไม่ได้ผลิตเพื่อจำหน่ายทั่วไปอย่างเดียว แต่ผลิตเพื่อการใช้ในกองทัพของอิตาลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 

 

โรงงานของคาลซิฟิโอ โตริเนเซ ตั้งอยู่ในเมืองตูริน ตั้งแต่ในวันนั้นและยังคงอยู่มาจนถึงวันนี้ไม่เคยย้ายที่หรือเปลี่ยนแปลงไปที่ไหน

 

แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือธุรกิจของแบรนด์ โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นในปี 1956 เมื่อถุงเท้าของพวกเขาที่ผลิตในเวลานั้นเกิดปัญหาในเรื่องของคุณภาพและการกระจายสินค้า 

 

ถุงเท้าจำนวนมหาศาลถูกตีกลับมาที่โรงงาน ซึ่งทำให้ทางด้านแบรนด์จำเป็นที่จะต้องหาทางกอบกู้ชื่อเสียงกลับมาให้ได้เป็นการด่วน ไม่อย่างนั้นก็เสี่ยงต่อการที่จะเจ๊ง

 

สิ่งที่พวกเขาทำคือการปรับปรุงคุณภาพของสินค้า มีการออกแบบการผลิตใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือบรรจุภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์ตัวอักษร “K” พร้อมกับคำภาษาเยอรมันกำกับว่า “Kontroll” เพื่อเป็นการบ่งบอกว่านี่เป็นถุงเท้าที่ได้รับการผลิตและควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด 

 

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาชาวอิตาลีจะซื้อถุงเท้า (รวมถึงชุดชั้นใน) ที่มีตัวอักษร “K” กำกับเท่านั้น เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพ เรียกได้ว่ากลยุทธ์ในการกอบกู้ชื่อเสียงของคาลซิฟิโอ โตริเนเซ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จนกลายเป็นผู้นำในตลาด

 

ก่อนจะมีการเปลี่ยนชื่อของแบรนด์ใหม่ที่จดทะเบียนการค้าว่า “Kappa” ซึ่งตัว “K” นั้นมีที่มาจากภาษาละตินที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง, การไม่ยอมแพ้ และความทนทาน

 

แต่นี่เป็นเพียงแค่การตั้งท่าก่อนสตาร์ทสำหรับแบรนด์จากตูรินเท่านั้น

 

ความบังเอิญบางครั้งก็นำพาสิ่งดีๆ มาอย่างไม่ตั้งใจ

 

Kappa

 

ในปี 1969 ในการถ่ายแบบแคตตาล็อกของชุดว่ายน้ำแบรนด์ Beartrix โดยฝีมือการถ่ายของช่างภาพ เซอร์จิโอ ดรูเอ็ตโต ซึ่งมีการถ่ายภาพเป็นจำนวนมาก ได้มีหนึ่งในภาพที่กลายเป็นภาพระดับ “ไอคอนิก” ในประวัติศาสตร์ของโลกกีฬา

 

ภาพดังกล่าวเป็นภาพเปลือยของนายแบบและนางแบบสาวที่นั่งชันเข่าหันหลังให้แก่กันในอิริยาบถที่เหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่ ภาพนี้ได้ถูกนำมาปรับให้กลายเป็นโลโก้ของ Kappa 

 

เราเรียกโลโก้นี้ว่า “Omini” ที่กลายเป็นตัวแทนของแบรนด์ที่บอกว่านอกจากจะสนับสนุนความเท่าเทียมและความร่วมมือกันระหว่างหญิงและชายแล้ว นับจากนี้ Kappa จะไม่ผลิตเพียงแค่ถุงเท้ากับชุดชั้นในอีกต่อไป

 

พวกเขาคือ “ความอิสระ” ที่จะผลิตเสื้อผ้าอะไรก็ได้ออกมา และแน่นอนว่าสิ่งที่ออกจากโรงงานแห่งนี้คือของดีมีคุณภาพตำรับตูรินอย่างแน่นอน

 

โดยคนที่อยู่เบื้องหลังคือ เมาริซิโอ วิตาเล ทายาทของครอบครัวที่ขึ้นมาเป็นซีอีโอของบริษัทในวัยเพียง 23 ปี สัมผัสได้ถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ที่กรอบต่างๆ ที่กำหนดมาตั้งแต่รุ่นพ่อและแม่ได้เริ่มถูกทลายลง รวมถึงการแต่งกายด้วย

 

วิตาเล ได้แรงบันดาลใจจากจอห์น เลนนอน ศิลปินก้องโลกจากวง The Beatles ที่ออกรายการโทรทัศน์โดยใส่เสื้อของทหารที่เสียชีวิตจากสงครามเวียดนาม ซึ่งทำให้เขาไขรหัสได้ว่าโลกยุคใหม่เสื้อผ้าจะต้องประกอบไปด้วยสิ่งสำคัญ 2 อย่าง

 

อย่างแรกคือความสบายในการสวมใส่

 

และอย่างต่อมาคือ Unisex เป็นเสื้อผ้าที่ผู้หญิงใส่ก็ได้ ผู้ชายใส่ก็ดี 

 

แต่แค่เสื้อผ้าธรรมดายังไม่พอ เพราะ Kappa ไปได้ไกลกว่านั้น

 

จุดเปลี่ยนสำคัญครั้งที่ 2 ของแบรนด์เกิดขึ้นในปี 1978 เมื่อ มาร์โก บอกลิโอเน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดจับกระแสความต้องการชุดแข่งกีฬาได้ และได้พยายามนำเสนอไอเดียให้แก่ วิตาเล ให้ตั้งแผนกกีฬาขึ้นมาในโรงงานเป็นการเฉพาะ

 

ไอเดียของบอกลิโอเน ได้รับการตอบรับจากวิตาเล ที่มองเห็นภาพในแบบเดียวกัน (Vision ของผู้นำถึงสำคัญ) โดยไม่เพียงแค่ก่อตั้งแผนกชุดกีฬาเท่านั้น Kappa – ซึ่งรีแบรนด์จากชื่อเต็ม Robe di Kappa มาอีกที – ได้ใช้กลยุทธ์ Sport marketing แบบเต็มตัว

 

ก้าวแรกของพวกเขาและเป็นก้าวที่ใกล้แต่สำคัญที่สุดคือการเป็นสปอนเซอร์ให้แก่สโมสรฟุตบอลยูเวนตุส หนึ่งในสโมสรดังของเมืองตูริน 

 

แต่ Kappa ไม่ได้คิดแค่จะ “หาแสง” จากเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เป็นหัวใจของแบรนด์มาโดยตลอดคือเรื่องของ “คุณภาพ” โดยได้มีการพัฒนาเสื้อแข่งให้เหมาะสมกับการเล่นกีฬามากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเนื้อผ้าที่เบาและระบายอากาศได้ดี ไปจนถึงการตัดเย็บที่ต้องรักษาคุณภาพสูงสุดเอาไว้ให้ได้

 

ความไม่เคยเอาหัวใจออกจากผลิตภัณฑ์ทำให้ Kappa ไม่ใช่แค่ได้รับการยอมรับ แต่ได้รับความชื่นชมเป็นที่ชื่นชอบของชาวอิตาลี ก่อนที่จะเริ่มแตกไลน์ไม่ได้โฟกัสแค่เพียงชุดฟุตบอล แต่ไปถึงชุดกอล์ฟ, ชุดกรีฑา และกีฬาบนภูเขา

 

ในปี 1984 และ 1988 Kappa แบรนด์จากอิตาลี ได้เป็นแบรนด์ชุดกรีฑาทีมชาติสหรัฐอเมริกาในการแข่งขันโอลิมปิกที่เมืองลอสแอนเจลิสและโซล

 

เพียงแต่ “ภาพจำ” ของคนจำนวนมากแล้วย่อมหนีไม่พ้น Kappa ในสนามฟุตบอล ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ยูเวนตุสทีมเดียวเท่านั้น

 

Kappa

 

เอซี มิลาน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดทีมของยุค 80 ต่อ 90 ไปจนถึง บาร์เซโลนา, โมนาโก หรือแม้แต่ทีมชาติอิตาลี ก็เคยเป็นผลงานการออกแบบของ Kappa ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเสื้อที่ “สวยงามเหนือกาลเวลา” ที่ในปัจจุบันยังเป็นที่ต้องการของแฟนฟุตบอลทั่วโลกอยู่เลย

 

ไม่เพียงเท่านั้น Kappa ยังเป็นไม่กี่แบรนด์ในโลกที่ “ครอส” ข้ามฝั่งจากกีฬาไปหาแฟชั่นได้อย่างแยบยลจนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน 

 

ไม่ได้เป็นเพียงแค่เสื้อฟุตบอล แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Football Culture วัฒนธรรมลูกหนังที่เกิดขึ้น เติบโต และคงอยู่ตลอดมา

 

สมราคา “งานอิตาลี”​ 

 

ถึงแม้ว่าปัจจุบัน Kappa จะไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีตแล้ว แต่ในวงการพวกเขายังถือเป็นหนึ่งในแบรนด์รุ่นครูที่ได้รับการยกย่องเสมอ และมักจะมีผลงานการออกแบบดีๆ ออกมาให้ฮือฮาอยู่เรื่อยๆ เรียกว่ายังคงรักษา “จิตวิญญาณ” ของแบรนด์เอาไว้ได้

 

เป็นหนึ่งในความทรงจำที่สวยงามที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชักของความรักและความคิดถึง

 

“ป้าครับ…ซื้อ Kappa ให้หนูหน่อย”

 

อ้างอิง:

The post Kappa แบรนด์ลูกหนังสุดคัลต์จากโรงงานถุงเท้าในตูริน appeared first on THE STANDARD.

]]>
แยกไทยลีกอาจเป็นการตอบที่ไม่ตรงคำถาม รอดแค่วันนี้…แล้ววันหน้ายังไหวหรือ? https://thestandard.co/thai-league-breakaway/ Thu, 29 May 2025 10:30:58 +0000 https://thestandard.co/?p=1080074 thai-league-breakaway

ฟุตบอลไทยเดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง เมื่อกร […]

The post แยกไทยลีกอาจเป็นการตอบที่ไม่ตรงคำถาม รอดแค่วันนี้…แล้ววันหน้ายังไหวหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
thai-league-breakaway

ฟุตบอลไทยเดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง เมื่อกระแสการ ‘แยกตัว’ ของสโมสรในระดับไทยลีก 1 เริ่มก่อตัวรุนแรงขึ้น

 

โดยวัตถุประสงค์ของการแยกตัวนั้นอยู่บนเรื่องของผลประโยชน์ ที่มีการหยิบยกกรณีการแยกตัวของสโมสรฟุตบอลในระดับสูงสุดของอังกฤษเพื่อก่อตั้งพรีเมียร์ลีก เป็นกรณีตัวอย่างเทียบเคียง

 

แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถใช้กรณีของพรีเมียร์ลีกเป็นตัวอย่างได้ทั้งหมด เพราะมีความแตกต่างกันทางรายละเอียดค่อนข้างมาก

 

โดยเฉพาะบนคำถามถึงอนาคตของฟุตบอลไทย

 

ว่ามันจะไปต่อได้จริงไหม? และที่ว่าไปนั้นจะไปทางไหน? หรือจริงๆ แล้วเรามีสิ่งที่ควรหาคำตอบเรื่องอื่นกันแน่

 

ความจริงเรื่องของการแยกลีกไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการฟุตบอลไทย เพราะเคยมีการหยิบประเด็นนี้ขึ้นมา ‘จุดพลุ’ กันไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้วในช่วงที่มีการประมูลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก 1 ที่มีปัญหากันเพราะตัวเลขค่าลิขสิทธิ์ที่เคยได้ในระดับ ‘ลีกพันล้าน’ หดลงมาเหลือแค่ปีละ 50 ล้านบาท

 

แต่เรื่องได้เงียบหายไปในเวลาต่อมา

 

ก่อนที่เรื่องจะวนกลับมาใหม่ในจังหวะใกล้เคียงกับของเดิมคือเป็นช่วงที่ทุกสโมสรยังคงรอคอยเรื่องการประมูลลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีกรอบใหม่ ซึ่งความจริงควรจะมีความคืบหน้าที่ชัดเจนแล้วแต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการ

 

นี่จึงเป็นจังหวะที่มีการจุดพลุเรื่องของการแยกไทยลีกออกมาอีกครั้ง เพื่อขอบริหารจัดการสิทธิประโยชน์กันเองระหว่าง 16 สโมสรในลีกสูงสุด ซึ่งจะเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากันทั้งหมด

 

ส่วนสโมสรในระดับลีกรองอย่างไทยลีก 2 และไทยลีก 3 ข้อเสนอแนะใหม่จากเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์​ ยูไนเต็ด ที่มีต่อสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์คือการปรับให้กลับไปเป็นรูปแบบ ‘เซมิ-โปรลีก’ หรือลีกฟุตบอลกึ่งอาชีพ

 

เพื่อให้สโมสรในระดับไทยลีก 2 และ 3 ยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ประหนึ่งการต่อท่อออกซิเจนให้ โดยที่ไทยลีก 1 จะแบ่งรายได้ ‘บางส่วน’ ให้ด้วย

 

หากทำแบบนี้ฟุตบอลไทยจะไปต่อได้

 

คำถามที่น่าคิดคือทำแบบนี้แล้วฟุตบอลไทยจะไปต่อได้จริงไหม?

 

แยกไทยลีก ทางออกจริงหรือแค่แก้ปัญหาระยะสั้น?

 

เริ่มที่ ‘ข้อดี’ ของการแยกตัวก่อน

 

โดยแนวคิดและแนวทางแล้วคือการแยกไทยลีกออกมาตั้งเป็นบริษัทใหม่เพื่อบริหารจัดการและดูแลสิทธิประโยชน์กันเอง ไม่ยึดติดอยู่กับสมาคมฟุตบอลอีกต่อไป

 

ในเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เชื่อว่าหลายฝ่ายเห็นด้วย เพราะลีกฟุตบอลอาชีพที่มีมาตรฐานจะมีบริษัทเฉพาะที่ตั้งขึ้นเพื่อบริหารจัดการการแข่งขันและบริหารธุรกิจขึ้นโดยเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น พรีเมียร์ลีกที่แยกตัวจากเอฟเอ, ในเยอรมนีมีบุนเดสลีกาที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับเดเอฟเบ, สเปนมีลาลีกาที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับสหพันธ์ฟุตบอลสเปน หรือเลกากัลโชที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี

 

การแยกตัวออกมาแบบนี้ทำให้การบริหารธุรกิจเป็นเรื่องง่าย เพราะดูแลแค่สโมสรฟุตบอลที่อยู่ในลีก ไม่ต้องดูแลทั้งองคาพยพซึ่งรวมถึงทีมชาติชาย/หญิง ทีมชาติเยาวชน ไปจนถึงงานด้านการพัฒนากีฬาฟุตบอลซึ่งเป็นพันธกิจใหญ่ของสมาคมฟุตบอลที่เป็นชาติสมาชิกของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือ FIFA อีกทอดหนึ่ง

 

เปรียบให้เห็นภาพง่ายๆ ก็เหมือนสมาคมฟุตบอลเป็นภาครัฐ ลีกฟุตบอลเป็นเอกชน หน้าที่แตกต่างกันแต่ทำงานร่วมกัน

 

อันนี้เห็นด้วย ไม่ติด

เรื่องของการที่ฟุตบอลไทยลีก 1 จะ ‘รับเต็ม’ ในเรื่องของค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดรวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นๆ อันนี้ก็ไม่ติดเช่นกัน เพราะเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ฟุตบอลอังกฤษที่ก่อตั้งมายาวนานนับร้อยปีก็มีปัญหาเรื่องของความรู้สึกไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการจัดสรรเงินส่วนแบ่งของแต่ละสโมสร (จนนำไปสู่การ ‘แยกพรีเมียร์ลีก’ – อ่านเรื่องการแยกตัวของพรีเมียร์ลีกได้ที่: ไทยลีกเตรียมแยกตัว? ย้อนรอยการแยกตัวพรีเมียร์ลีก จุดเปลี่ยนวงการฟุตบอลอังกฤษ )

 

ทีมเก่งไม่เท่ากัน ทีมดึงดูด Eyeball ไม่เท่ากัน จะรับค่าตัวเท่ากันก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกเสมอไป

 

ในพรีเมียร์ลีกปัจจุบันยังมีการแบ่งเงินรายได้เป็น 2 ระบบ คือ ระบบส่วนแบ่งหลักที่ทุกสโมสรจะได้รับเท่าเทียมกัน และระบบที่เรียกว่า Merit systems ที่จะดูจากผลงานในตารางคะแนน ไปจนถึงการถูกเลือกให้เป็นแมตช์ถ่ายทอดสด ทีมไหนทำผลงานดี ได้ออกทีวีบ่อยก็ได้ส่วนแบ่งมากกว่า

 

มองแบบนี้ถือว่า ‘สารตั้งต้น’ มีความคล้ายคลึงกัน คือเป็นเรื่องของสิทธิประโยชน์ส่วนแบ่ง 

 

ส่วนเหตุผลที่มีการพยายามบอกว่า “ถ้าได้เงินส่วนแบ่งมากขึ้น ทีมจะได้งบกลับมาพัฒนามากขึ้น ลีกฟุตบอลจะแข็งขึ้น น่าดูขึ้น” อันนี้ยังไม่ซื้อเท่าไร เพราะในความเป็นจริงต่างรู้กันดีว่าที่พยายามผลักดันทางนี้เพราะปัจจุบันรายได้ที่มีมันไม่มีทางพอสำหรับการทำทีมฟุตบอลได้อยู่แล้ว

 

รายได้ส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ปีละ 10 ล้านบาท แต่ทีมมีรายจ่ายในการทำทีมฟุตบอลปีละหลัก ‘ร้อยล้าน’ จะหารายได้จากไหนถึงจะเพียงพอ?

 

มีเพียงบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทีมเดียวที่ในเชิง Business แล้วไปรอด (แต่ก็ไม่ได้อยู่รอดด้วย Pure football business) ขณะที่ผลเสียที่เกิดขึ้นคือศักยภาพของการแข่งขันภายในลีกต่ำลงจากในอดีตมาก สโมสรที่เคยเป็นคู่แข่ง อาทิ ชลบุรี เอฟซี, เมืองทอง ยูไนเต็ด ต่างล้มหายตายจากไปเพราะไม่มีเงินมากพอ จะทำทีมให้แข่งขันในระดับสูงสุดได้

 

แยกไทยลีก ทางออกจริงหรือแค่แก้ปัญหาระยะสั้น?

 

ส่วนข้อเสียของการแยกตัวที่หลายคนกังวลคือการผลักไสไทยลีก 2 และ 3 ออกไป ถูกมองว่าไม่ต่างอะไรจากการ ‘ไล่ให้ไปตาย’

 

เพราะไม่ใช่ทุกสโมสรในไทยลีก 2 และ 3 ที่จะมีฐานแฟนฟุตบอลใหญ่พอที่จะพยุงสโมสรได้ด้วยรายได้จากการจำหน่ายค่าตั๋วเข้าชมเกมในสนาม หรือสินค้าที่ระลึก ท่อหายใจเดียวที่รักษาชีพจรของพวกเขาได้คือรายได้ส่วนแบ่งจากค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด

 

แต่ใครจะซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดของลีกที่ไม่มีมูลค่า ไม่มีสายตาผู้ชมจับจ้องมากพอสำหรับการลงทุน

 

การ ‘แนะ’ ให้กลับไปเป็นลีกฟุตบอลกึ่งอาชีพเพื่อให้รัฐช่วยพยุงจากกองทุนการกีฬาแห่งชาติยิ่งแล้วหนัก เพราะไม่ต่างอะไรจากการเดินถอยหลังกลับไปอีก 20 ปี

 

กว่าจะได้เป็นลีกฟุตบอลอาชีพต้องพยายามมากแค่ไหน กว่าจะอยู่รอดกันมาได้จนถึงทุกวันนี้เลือดตาแทบกระเด็นกันขนาดไหน 

 

อดทนแค่ไหน อดมื้อกินมื้อกันมานานแค่ไหน แล้วจะกลับไปจุดเดิมเพื่อเริ่มต้นกันใหม่แบบไม่มีความหวัง?

 

ความตายของไทยลีก 2 และ 3 ถูกมองว่าจะเป็นความตายของฟุตบอลไทยทั้งระบบ เพราะสุดท้ายแล้วจะเป็นการแข่งขันที่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีความหมาย

 

เพียงแต่สิ่งที่มีความกังวลกันคือไม่มีฟุตบอลของประเทศไหนที่ยอดจะอยู่รอดได้หากฐานพัง

 

เพราะความจริงสิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ยอด แต่อยู่ถึงระดับ ‘รากหญ้า’ (Grassroots) หรือฟุตบอลตามชุมชนท้องถิ่นเลยด้วยซ้ำ

 

คำถามคือในชุมชนมีสนามฟุตบอลสำหรับเด็กๆ กี่สนามที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ดี? เส้นทางหรือแนวทางสำหรับการพัฒนาเยาวชนชัดเจน ดีพอ และพอดีกับบ้านเราไหม?

 

อย่างไรก็ดี ในเรื่องนี้นำมาซึ่งคำถามอีกมากมายที่ผุดขึ้นมาในหัว และคิดว่าบางทีมันอาจเป็นจังหวะเวลาเหมาะสมที่เราจะทบทวนกัน

 

คราวนี้ไม่ใช่เรื่องของการแยกลีกไม่แยกลีกแล้ว แต่เป็นเรื่องความเป็นลีกฟุตบอลอาชีพของไทย ตกลงแล้วเราเป็นฟุตบอลอาชีพจริงอย่างที่เรียกตัวเองหรือไม่?

 

แยกไทยลีก ทางออกจริงหรือแค่แก้ปัญหาระยะสั้น?

 

ฟุตบอลอาชีพที่สโมสรอยู่รอดได้ด้วยสองขาของตัวเอง ผ่านการหารายได้จากช่องทางต่างๆ การมีทุนเข้ามาสนับสนุน จนถึงสายสัมพันธ์กับชุมชน (Community) มีฐานแฟนฟุตบอลที่พร้อมให้การสนับสนุนจริงๆ หรือไม่

 

เพราะบ้านเราไม่ใช่จะไม่มีแฟนฟุตบอลเลย

 

ในขณะที่ฟุตบอลอาชีพซบเซา หลายปีที่ผ่านมา ‘ฟุตบอลเดินสาย’ กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในบ้านเรา ด้วยรูปแบบที่พัฒนาขึ้นจากอดีต ลดปัญหาความรุนแรงและการพนันขันต่อที่เป็นรอยด่างพร้อย เงินรางวัลจากผู้สนับสนุนมากพอที่จะดึงดูดให้แม้แต่นักฟุตบอลอาชีพก็ร่วมทีมลงแข่งขันด้วย (ต่อให้เสี่ยงต่อการทำผิดกฎและวินัยของนักฟุตบอลอาชีพ) เพราะใช้เวลาแข่งน้อยและที่สำคัญได้เงินจริง อิ่มท้องจริงไม่อิ่มทิพย์

 

มันน่าคิดว่าทำอย่างไรฟุตบอลอาชีพในไทยจะได้รับความสนใจในแบบนี้บ้าง? ซึ่งบางทีหลักการตลาดทั่วไปที่ได้ผลในต่างประเทศอาจจะไม่ตอบโจทย์กับฟุตบอลในบริบทแบบไทยๆ ก็เป็นได้

 

หรือบางทีเราควรจะคิดใหม่ทำใหม่ กดปุ่ม ‘รีเซ็ต’ เพื่อเริ่มต้นกันใหม่ทุกอย่าง

 

สร้างทีมฟุตบอลที่พร้อมและมีศักยภาพจริง โดยที่มีภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันสนับสนุน

 

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในปี 1993 ฟุตบอลเจลีก เริ่มต้นโดยมีจำนวนทีม 10 ทีมด้วยกัน ซึ่งแต่ละทีมจะกระจายไปตามแต่ละจังหวัดทั่วญี่ปุ่น​ โดยที่แต่ละทีมจะมีผู้สนับสนุนเป็นบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพพร้อมที่จะให้งบประมาณสนับสนุนซึ่งถือเป็นงานด้าน CSR 

 

โดยที่เจลีก (ซึ่งก็แยกตัวจากสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นหรือ JFA) วางแผนอย่างละเอียดในการสร้างลีก มีการกำหนดกลยุทธ์ (หานักเตะดาวดังระดับโลกในวัยใกล้เกษียณมาโชว์ตัว) แผนการตลาด ไปจนกระทั่งแม้แต่เรื่องของแบรนดิ้งอย่างการออกแบบโลโก้ มัสคอต และ CI ของแต่ละทีมโดยมีสตอรีสอดคล้องกับท้องถิ่น โดยมีการวางแผนงานกันล่วงหน้าเป็นเวลาหลายปี เพื่อให้ฟุตบอลมันน่าดู

 

การเริ่มด้วยจำนวนทีมให้น้อยที่สุด ทำให้บริหารจัดการกันได้ง่าย ทีมไหนไปไม่รอดก็มีการยุบและรวมกับทีมอื่นได้ด้วย

 

แยกไทยลีก ทางออกจริงหรือแค่แก้ปัญหาระยะสั้น?

 

เช่นกันกับในเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ (MLS) ของสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มในปี 1996 เพื่อต่อยอดกระแส ‘ซอกเกอร์’ จากฟุตบอลโลก 1994 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพการแข่งขัน ก็เริ่มต้นจากจำนวนทีมแค่ 10 ทีม (สายตะวันออก 5 สายตะวันตก 5) 

 

แต่ละทีม – หรือที่คนอเมริกันเรียกว่าแฟรนไชส์ (Francise) – ต้องผ่านการคัดเลือกจาก MLS ว่าทีมมีศักยภาพและมีโอกาสที่จะไปรอดหรือไม่ ซึ่งเป็นปกติของทีมกีฬาในสหรัฐอเมริกาที่จะมีการพิจารณาอย่างเข้มข้น

 

การพิจารณานั้นมองลึกถึงเจ้าของสโมสรหรือนักลงทุนว่ามีความพร้อมแค่ไหนสำหรับการลงทุน

 

มีเงินจริงไหม มีแผนระยะยาวไหม และไว้ใจได้ใช่ไหม ซึ่งในพรีเมียร์ลีกก็มีการตรวจสอบที่เรียกว่า ‘Fit and Proper Test’ เพื่อป้องกันเจ้าของสโมสรที่หวังเข้ามากอบโกยหรือมีความไม่ชอบมาพากล

 

ในไทยไม่มีการตรวจสอบแบบนี้ ใครมีเงินก็เข้ามา ซึ่งการทำทีมฟุตบอลมีความเชื่อกันว่าเป็นการ ‘เผาเงินทิ้ง’ ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามาลงทุนจริงจัง นอกจากนักการเมืองที่หวังใช้ความนิยมหรือสร้างชื่อเสียงจากการทำทีมฟุตบอลเอาเงินมาลงทุน

 

และสโมสรก็ต้องบริหารให้อยู่ในต้นทุนที่มี ซึ่งหมายถึงการจ้างนักฟุตบอลเองก็ไม่ควรจะ ‘เฟ้อ’ เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ลีกฟุตบอลถึงทางตันจนแทบเอาตัวไม่รอดในทุกวันนี้ 

 

ทำอย่างไรสโมสรในฟุตบอลไทยถึงจะเป็นธุรกิจที่อยู่รอดได้จริง ลีกฟุตบอลมีมูลค่า โดยไม่ต้องหวังพึ่ง ‘ใคร’ และนักฟุตบอลก็อยู่รอดได้ มีกินมีใช้ อาจจะไม่อู้ฟู่แต่อย่างน้อยก็ขอให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีและสบาย

 

เรื่องนี้ฟุตบอลไทยเรากด ‘ข้าม’ ไม่เคยตอบคำถามและไม่เคยคิดหาคำตอบอย่างจริงจัง

 

แน่ล่ะว่ามันต้องใช้เวลา (อาจจะหลายปี) พลัง และความอดทนอย่างมาก ซึ่งวันนี้ความอดทนของทีมฟุตบอลไทยเราต่ำมากและไม่ใช่จะไม่เข้าใจ เพราะความเป็นกับความตายอยู่ใกล้กันมากเหลือเกิน ไม่ใช่คนในวงการจะไม่รู้ แต่วันนี้อาจจะคิดว่า ‘ต้องรอด’ ก่อน

 

แต่ถ้าหาคำตอบนี้ได้เมื่อไร วันนั้นฟุตบอลไทยจึงจะมองเห็นอนาคตและไปต่อกันได้จริงๆ

The post แยกไทยลีกอาจเป็นการตอบที่ไม่ตรงคำถาม รอดแค่วันนี้…แล้ววันหน้ายังไหวหรือ? appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอริก ‘The King’ คันโตนา ราชาของความขัดแย้ง การเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน https://thestandard.co/eric-cantona-man-utd/ Sun, 25 May 2025 05:00:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1078078 eric-cantona-man-utd

ถึงแม้ว่า อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะใช้ความพยายามมากสักแค่ไห […]

The post เอริก ‘The King’ คันโตนา ราชาของความขัดแย้ง การเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
eric-cantona-man-utd

ถึงแม้ว่า อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะใช้ความพยายามมากสักแค่ไหนในการทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาครองความยิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ดูเหมือนพวกเขายังขาดอะไรสักอย่าง

 

ใครสักคนที่จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้ปีศาจแดงกลับมาเป็น ‘ผู้ชนะ’ อีกครั้งแต่เขาคนนั้นจะเป็นใครนะ?

 

บางครั้งเรื่องราวบางเรื่องมันก็ยากที่จะหาคำอธิบาย

 

ในระหว่างที่เฟอร์กูสันกำลังขบคิดถึงบทสนทนากับ สตีฟ บรูซ และ แกรี พัลลิสเตอร์ สองปราการหลังตัวหลักของทีมที่คุยกันในห้องอาบน้ำของสโมสร และเอ่ยปากชมระคนยกย่อง เอริก คันโตนา กองหน้าตัวเก่งของลีดส์​ ยูไนเต็ด ว่ามีทักษะการเล่นที่ยอดเยี่ยมหาตัวจับยาก การเคลื่อนที่ที่ทำให้จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน

 

บ่ายวันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน ปี 1992 ก็มีโทรศัพท์เข้ามาถึง มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานสโมสรแมนฯ ยูไนเต็ด ในเวลานั้น

 

และเสียงตามสายในวันนั้นเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของทีมปีศาจแดงไปตลอดกาล

 

พฤศจิกายน 1986 ในวันสายฝนโปรยที่แมนเชสเตอร์

 

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หนึ่งในผู้จัดการทีมสายเลือดใหม่ไฟแรงแต่ไม่อ่อนประสบการณ์ เพราะผลงานโดดเด่นในวงการฟุตบอลสกอตแลนด์ ทั้งการพาอเบอร์ดีนครองความยิ่งใหญ่ในแผ่นดินลูกหนังไฮแลนด์และการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสตาฟฟ์โค้ชของปรมาจารย์ จ็อก สตีน นำทีม ‘ตาร์ตัน’ ชุดลุยฟุตบอลโลก ถูกเปิดตัวในฐานะผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูร้อนปี 1986 โดยมาแทนที่ของ รอน แอตกินสัน หรือ “บิ๊กรอน” หนึ่งในกุนซือจอมเก๋าของวงการฟุตบอลอังกฤษ ซึ่งประสบปัญหาผลงานย่ำแย่ยาวนานจนต้องถูกไล่ออกไป

 

ความจริงจะโทษบิ๊กรอนก็ไม่ถูกนัก เพราะยูไนเต็ดในช่วงเวลานั้นไม่ได้อยู่ในยุคทองเหมือน 20 ปีที่แล้ว ในช่วงเวลาของเซอร์แมตต์ บัสบี และเหล่า ‘บัสบีเบบส์’ ซึ่งรวมถึง 3 นักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลของสโมสรในยุคนั้นอย่าง บ็อบบี ชาร์ลตัน, จอร์จ เบสต์ และ เดนิส ลอว์ 

 

เฟอร์กูสันใช้ความพยายามและความอดทนในการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของสโมสรแห่งนี้ เพื่อหวังจะยืนหยัดต่อสู้กับมหาอำนาจแห่งยุค 80 ซึ่งเป็น 2 ทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์ อย่างลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นคู่ปรับกันโดยตรง และเอฟเวอร์ตันที่ถือเป็นทีมชั้นนำในเวลานั้น

 

เฟอร์กูสัน

 

การเปลี่ยนแปลงยาวนานกว่าที่คิด จนกุนซือชาวสกอตติชเกือบเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน แต่แชมป์เอฟเอคัพ ด้วยการเอาชนะคริสตัล พาเลซ ในนัดชิงชนะเลิศปี 1990 ที่ต้องพบกันถึง 2 นัดหลังจากที่เสมอในเกมนัดแรกมา 3-3 ซึ่ง ลี มาร์ติน ทำประตูชัยในเกมนัดรีเพลย์ (ในยุคนั้นฟุตบอลถ้วยอังกฤษ ถ้าเสมอกันก็แข่งใหม่) เป็นการ ‘ซื้อเวลา’ ให้เฟอร์กูสัน

 

หลังจากนั้นมาแมนฯ ยูไนเต็ด ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ จนกลับมาลุ้นแชมป์เต็มตัวในฤดูกาล 1991/92 โดยทีมคู่แข่งในเวลานั้นคือ ลีดส์​ ยูไนเต็ด คู่ปรับอีกทีมแห่ง ‘สงครามกุหลาบ’ (Roses Wars) ที่ชิงชังกันรุนแรง 

 

ปรากฏว่าลีดส์ ภายใต้การนำของ โฮเวิร์ด วิลกินสัน หรือ ‘วิลโก้’ กุนซือผู้ยิ่งใหญ่แห่งเอลแลนด์ โรด แกร่งและสม่ำเสมอกว่า คว้าแชมป์ฟุตบอลดิวิชัน 1 ฤดูกาลสุดท้าย ก่อนจะมีการแยกลีกสูงสุดไปตั้งพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลถัดไป

 

ความจริงแมนฯ ยูไนเต็ด ในเวลานั้นก็นับว่าเก่งและแกร่งมากแล้ว ด้วยขุนพลอย่าง ‘กัปตันมาร์เวล’ ไบรอัน ร็อบสัน (ในวัยเริ่มโรยรา), ไบรอัน แม็คแคลร์, ลี ชาร์ป, อังเดร แคนเชลสกี, ปีเตอร์ ชไมเคิล, สตีฟ บรูซ, แกรี พัลลิสเตอร์

 

แต่พวกเขายังขาดบางอย่างจากบางคนที่จะสร้างความแตกต่างได้

 

บางอย่างที่ลีดส์มี แต่แมนฯ ยูไนเต็ดไม่มี

 

พฤศจิกายน 1992 สายฝนยังคงโปรยปรายเสมอที่เมอร์เชสแตน (อนุญาตให้ผวนได้)

 

ในห้องทำงานเล็กๆ ของ มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส ผู้อำนวยการสโมสรแมนฯ ยูไนเต็ดในเวลานั้นมีเสียงตามสายต่อตรงมาถึง และความจริงเป็นเสียงตามสายที่ไม่น่ารับแขกสักเท่าไรนัก

 

“สวัสดีมาร์ติน” เป็นคำทักทายจาก บิลล์ โฟเธอร์บี ประธานสโมสรลีดส์ถึงประธานสโมสรคู่แข่งก่อนจะเข้าเรื่องทันทีว่า “คุณคิดอย่างไรถ้าหากเราจะขอซื้อ เดนิส เออร์วินมาอยู่กับเรา”

 

เดนิส เออร์วิน งั้นเรอะ นี่คือฟูลแบ็กในแบบหายากกับการเป็นผู้เล่นแบ็กซ้ายที่ถนัดเท้าขวา แถมยังมีทักษะในการเปิดบอลที่แม่นยำหาตัวจับได้ยาก ถ้าใครได้ตัวไปร่วมทีมก็ถือเป็นโชคดี เพราะสามารถสลับไปเล่นแบ็กขวาได้ด้วยถ้าจำเป็น

 

แต่แบ็กไอริชผู้นี้คือนักเตะที่เฟอร์กูสันไว้ใจและหวงแหนมาก และแน่นอนเมื่อเรื่องถึงหูบอสใหญ่ในโรงละครแห่งความฝันก็ควันออกหูทันที

 

“ไม่ขาย”

 

แต่ในเวลานั้นเองที่เขาได้ความคิดอะไรดีๆ ขึ้นมา

 

2 เดือนก่อนหน้านั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ลงสนามในโอลด์แทรฟฟอร์ด และสามารถเอาชนะลีดส์ คู่ปรับได้สำเร็จด้วยสกอร์ 2-0 จากการทำประตูของ อังเดร แคนเชลสกี ปีกจรวดยูเครน และ สตีฟ บรูซ ปราการหลังจอมแกร่ง

 

หลังเกมจบลงในระหว่างที่ทุกคนอาบน้ำแต่งตัว เฟอร์กี้ซึ่งนึกอย่างไรไม่รู้เข้าไปห้องอาบน้ำร่วมกับทีมด้วย ได้พูดคุยกับบรูซ และ ‘พัลลี’ แกรี พัลลิสเตอร์ คู่ปราการหลังเกี่ยวกับเกมที่เพิ่งจบลงไป

 

‘พัลลี’ แกรี พัลลิสเตอร์

 

ปรากฏว่าทั้งสองพูดถึงความเก่งกาจของ เอริก คันโตนา กองหน้าเฟรนช์แมนจอมศิลปินของลีดส์ขึ้นมาว่าเก่งจนยากที่จะรับมือ เรื่องนี้ได้เข้าไปอยู่ในความคิดของเฟอร์กี้มาตั้งแต่วันนั้น และความคิดนี้ก็ผุดออกมาเหมือนมาริโอ้ที่โผล่มาจากท่อ

 

“มาร์ติน คุณลองถามให้หน่อยว่ามีโอกาสไหมที่พวกเขาจะขายคันโตนา”

 

ถึงการทำธุรกิจระหว่างสโมสรฟุตบอลจะไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะไม่ว่าภาพของความขัดแย้งจะรุนแรงแค่ไหนแต่คนทำงานนั้นรู้กันว่าทุกอย่างคุยกันบนโต๊ะเจรจาได้ แต่การจะคว้าตัวนักเตะระดับดาวเด่นของคู่แข่งมาแบบนี้ไม่น่าเป็นความคิดที่ดีนัก

 

แต่ประธานแมนฯ ยูไนเต็ดก็ถามให้ตามคำขอ และคำตอบที่ได้ก็ชวนตกใจ

 

โฟเธอร์บี บอกว่า “เป็นไปได้” สาเหตุนั้นเป็นเพราะคันโตนา มีปัญหาภายในทีมลีดส์ เริ่มไม่มีความสุขกับการเล่น ซึ่งเอ็ดเวิร์ดสรู้ได้ทันทีว่าพวกเขาจะได้ตัวมาอย่างแน่นอน แต่การเจรจาจะต้องรวดเร็วไม่ให้เกิดความลังเลที่อาจจะทำให้เปลี่ยนใจได้

 

“ผมอยากได้คันโตนา ผมให้เวลา 24 ชั่วโมงแล้วกัน คุณไปคิดมาว่าจะขายหรือไม่ขาย”

 

แค่ชั่วโมงเดียวโฟเธอร์บีก็โทรกลับมาแล้ว 

 

เอริก คันโตนา ย้ายจากลีดส์มาอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยค่าตัวเพียง 1.2 ล้านปอนด์ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 1992 เดือนเดียวกับที่เฟอร์กี้ย้ายมาคุมทีมในโอลด์ แทรฟฟอร์ดเมื่อ 6 ปีก่อนหน้านั้น

 

เอริก คันโตนา แมนยู

 

คันโตนา นั้นขึ้นชื่อในเรื่องของความเป็น ‘แบดบอย’ นักฟุตบอลอารมณ์ร้อนที่ยากจะควบคุมได้ และพร้อมก่อปัญหาเสมอในทีม 

 

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ แกรมม์ ซูเนสส์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลเคยปฏิเสธโอกาสจะเซ็นสัญญากับเขาในปี 1991 ในช่วงที่คันโตนามีปัญหาในทีมโอแซร์ จนมิเชล พลาตินี โค้ชทีมชาติฝรั่งเศสแนะนำให้ย้ายไปเล่นในอังกฤษเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง และพยายามช่วยเสนอขายให้ลิเวอร์พูล แต่ ‘ซูอี้’ ไม่รับข้อเสนอเพราะไม่อยากทำลายความกลมเกลียวภายในแอนฟิลด์

 

สุดท้ายคันโตนาได้มาทดสอบฝีเท้ากับ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ แต่กลายเป็นลีดส์ที่ได้ตัวเขามาร่วมทีม ในเดือนมกราคม 1992 โดยที่มีสัญญาการยืมตัวจากนีมส์ สโมสรต้นสังกัดในเวลานั้นถึงเดือนเมษายน หากถึงตอนนั้นลีดส์ ต้องการได้ตัวมาร่วมทีมถาวรต้องจ่ายเงิน 900,000 ปอนด์

 

แต่เพชรไม่ว่าอยู่ที่ใดก็เปล่งประกาย แบดบอยคันโตนากลายเป็นคนสำคัญในทีมลีดส์ เพราะพรสวรรค์ที่สูงส่งในการเล่นของเขาคือสิ่งที่สร้างความแตกต่างขึ้นในเกมการแข่งขัน เป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากที่สุดในนักฟุตบอล

 

สุดท้ายลีดส์ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อตัวเขามาและคันโตนา ก็มีส่วนสำคัญในการชนะรวด 5 นัดสุดท้าย พาทีมคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ในที่สุดในเกมรองสุดท้ายของฤดูกาลซึ่งพวกเขาเอาชนะเวนส์เดย์ได้และแมนฯ ยูไนเต็ดไปพลาดพ่ายให้ลิเวอร์พูล

 

อย่างไรก็ดีการทำตัวของเขาทำให้คันโตนากลายเป็นปัญหาเหมือนเดิม การขายให้แมนฯ ยูไนเต็ดด้วยเงิน 1 ล้านปอนด์ ถือว่าลีดส์ได้กำไรด้วยซ้ำ

 

แต่ทีมที่ได้กำไรกว่ากลับเป็นคู่แข่ง

 

การได้คันโตนามาก็เป็นการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดในชีวิตของเฟอร์กี้และแมนฯ ยูไนเต็ด เพราะนี่คือกองหน้าที่พวกเขารอคอย คนที่สร้างความแตกต่างในสนามให้เกิดขึ้นได้ด้วยพรสวรรค์การเล่นที่เหนือชั้นหาตัวจับได้ยาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เฟอร์กี้เคยอยากได้และพยายามติดตาม แมตธิว เลอ ทิสซิเอร์ พ่อมดลูกหนังแดนใต้จากเซาแธมป์ตันแต่ไม่สำเร็จ

 

สุดท้ายกองหน้าจอมศิลปินผู้ถูกจดจำด้วยการทำคอปกเสื้อแข่งให้ตั้ง ก็พาแมนฯ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลปฐมฤกษ์ได้สำเร็จในฤดูกาล 1992/93 เป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรกในรอบ 26 ปีของสโมสร และเป็นจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด

 

ถีบผู้ชมในสนาม

 

สำหรับคันโตนา การมาอยู่กับเฟอร์กี้ ก็เหมือนได้พ่อคนใหม่ที่เข้าใจและพร้อมอยู่เคียงข้าง แม้ว่าจะยังคงมีพฤติกรรมสร้างปัญหาบ้าง โดยเฉพาะเหตุการณ์ “ลูกเตะกังฟู” ที่กระโดดถีบใส่แมตธิว ซิมมอนส์ แฟนบอลปากปีจอของคริสตัล พาเลซ ในเดือนมกราคม 1995 จนถูกตัดสินลงโทษสถานหนักด้วยการแบนห้ามลงแข่งขันถึง 9 เดือน

 

โทษนั้นหากเป็นสโมสรอื่นคันโตนาจะโดนตัดหางปล่อยวัดแน่นอน แต่เฟอร์กี้ปกป้องและให้โอกาส รอคอยเขากลับมา ซึ่งสุดท้ายคันโตนาก็กลับมา และเกมแรกในการกลับมาก็เป็นตำนานด้วยการทำคนเดียว 2 ประตูหยุดไม่ให้ลิเวอร์พูลบุกมาคว้าชัยชนะได้ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในฤดูกาล 1995/96

 

ก่อนที่ ‘ก็องโต้’ หรือที่แฟนในสมัยนั้นจะร้องเรียก (Chant) กันสนุกปากว่า “อุ๊อ๊า” จะช็อกวงการด้วยการประกาศแขวนสตั๊ดหลังจบฤดูกาล 1996/97 แบบไม่มีใครได้ตั้งตัว

 

การลงสนามในสีเสื้อแมนฯ ยูไนเต็ด ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นหลังนัดส่งท้ายฤดูกาลแค่ 5 วัน ในเกมเทสติโมเนียลของเดวิด บุสต์ อดีตกองหลังโคเวนทรี ผู้โชคร้ายขาหักสะบั้นในจังหวะปะทะกับชไมเคิล ในปีก่อนหน้านั้น และหลังจากนั้นคันโตนาก็ลาจากทีมไป

 

โดยที่ไม่มีแฟนปีศาจแดงคนไหนลืม ‘คิง เอริก’ คนนี้ได้เลย

The post เอริก ‘The King’ คันโตนา ราชาของความขัดแย้ง การเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
“วินนิ่งเปล่า?” Winning Eleven 30 ปีของเกมนี้ที่เราเคยล้อมวงเล่นด้วยกัน https://thestandard.co/winning-eleven-30th-anniversary/ Sun, 27 Apr 2025 02:00:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1068561 winning-eleven-30th-anniversary

สืบเนื่องจากไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ได้เขียนถึงเรื่องของ “อ […]

The post “วินนิ่งเปล่า?” Winning Eleven 30 ปีของเกมนี้ที่เราเคยล้อมวงเล่นด้วยกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
winning-eleven-30th-anniversary

สืบเนื่องจากไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ได้เขียนถึงเรื่องของ “อาเดรียโน จักรพรรดิลูกหนังผู้น่าเสียดาย” ก็อดคิดถึงเกมฟุตบอลระดับตำนานอย่าง “Winning Eleven” ขึ้นมาไม่ได้

 

เพราะในเกมช่วงยุคสมัยนั้น อาเดรียโนเป็นหนึ่งในผู้เล่นในเกมที่ขึ้นชื่อว่าเก่งจนใกล้โกงมากที่สุดคนหนึ่ง ด้วยสปีดความเร็ว ความแข็งแกร่ง และพลังการยิงที่เต็มหลอดที่สามารถทำประตูแบบแฟนตาซีให้เกิดขึ้นได้แบบสบายมาก (และตัวจริงก็ดันเก่งพอจะทำได้ในเกมด้วย!)

 

แต่อาเดรียโนไม่ได้เป็นความทรงจำเดียวของเกมนี้ครับ เพราะ Winning Eleven – หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า Pro Evolution Soccer (PES) – ยังมีเรื่องราวทำนองนี้อีกมากมายที่เกิดขึ้นตลอดช่วงระยะเวลาร่วม 30 ปีที่เกมออกวางจำหน่าย

 

และแต่ละสิ่งนั้นก็เป็นความทรงจำที่ถูกเก็บไว้อย่างดีสำหรับหลายคน

 

แต่ก่อนจะกดเข้ามาอ่านเรื่องราวกันต่อในลิงก์​ พอจะนึกถึงเรื่องอะไรออกบ้างครับเกี่ยวกับ “วินนิ่ง”?

 

Winning Eleven

 

ไม่ว่าจะนึกอะไรออก ขออนุญาตเล่าความเป็นมาตามความเข้าใจที่พอรู้กันสักนิดนึงครับ

 

Winning Eleven (ウイニングイレブン) เป็นตระกูลเกมฟุตบอลที่มีประวัติความเป็นมายาวนานมากจนน่าตกใจครับ

 

เพราะเผลอไผลแค่แป๊บเดียวเกมในตระกูล “วินนิ่ง” นั้นกำลังจะอายุครบรอบ 30 ปีในปีนี้แล้ว หากเรานับต้นตระกูลของเกมในภาคแรกคือ J-League Jikkyō Winning Eleven (Jリーグ 実況ウイニングイレブン) ซึ่งออกวางจำหน่ายเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1995 ซึ่งเป็นผลงานของค่ายเกม Konami หนึ่งในค่ายเกมที่ดีที่สุดตลอดกาลของญี่ปุ่น

 

ปกติแล้ว Konami ทำเกมหลากหลายนะครับ และมีเกมที่ได้รับความนิยมเยอะมากในช่วงยุค 80-90 เช่น TwinBee, Gradius, Akumajo Dracula (Castlevania หรือเกมแส้) Gambare Goemon (โกเอมอน) หรือ Metal Gear Solid ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกมแนว Action หรือ Shooting ตะลุยด่านเล่นเพลินๆ

 

แต่หนึ่งในตระกูลเกมที่ Konami ทำด้วยคือเกมกีฬา และเกมฟุตบอลเป็นหนึ่งในนั้น

 

ความจริงแล้วเกมแล้ว J-League Jikkyō Winning Eleven ไม่ใช่เกมฟุตบอลแรกของพวกเขาครับ เพราะต้นตระกูลของเกมตระกูล “Eleven” นั้นคือเกม “Jikkyō World Soccer Perfect Eleven” หรือที่จดกันง่ายๆ ว่า Perfect Eleven (และ International SuperStar Soccer หรือ ISS สำหรับภาษาอังกฤษ) ซึ่งออกวางจำหน่ายให้กับเครื่อง Super Famicom เมื่อปี 1994 

 

ก่อนจะมีภาคต่อมาคือเกม Jikkyō World Soccer Fighting Eleven (พร้อมกับสูตรกรรมการเป็นน้องหมา) ที่ออกวางจำหน่ายในปีถัดมา

 

และหากจะย้อนกลับไปอีก Konami ก็เคยทำเกมฟุตบอลมาก่อนแล้วอย่าง Exciting Cup (1989) และ Hyper Soccer (1992) ซึ่งทำโดยทีมพัฒนาในยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบให้ Perfect Eleven อีกที

 

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจริงๆคือการผลัดยุคสมัยของเครื่องเกมคอนโซล จาก Super Famicom มาสู่ยุคใหม่ของเกมที่เป็น Polygon ที่สามารถสร้างในรูปแบบ 3 มิติที่สมจริงขึ้น

 

โดยเกมแรกที่ออกมาในช่วงเวลานั้นก็คือ J-League Jikkyō Winning Eleven นั่นเองครับ ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูเข้าสู่ยุคใหม่ของเกมฟุตบอลไปด้วย เพียงแต่เกมในเวอร์ชั่นเจลีก (ซึ่งออกมาเพื่อท้าชนกับ J-League Excite Stage จากค่าย Epoch ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในสมัยนั้น) เป็นเหมือนแค่การชิมลางมากกว่า เพราะทีมในนั้นมีแต่ทีมเจลีกซึ่งไม่กว้างมาก

 

เกมแรกที่ถือเป็นเกมที่ “แมส” จริงๆคือ “Goal Storm” ซึ่งเป็นเกมเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษที่ออกวางจำหน่ายในช่วงปลายปี 1995 ที่จับเอาเกม “วินนิ่งเจลีก” มาปัดฝุ่นแปลงโฉมใหม่ให้เป็นเกมทีมชาติที่เข้าถึงแฟนเกมทุกคนทั่วโลกได้

 

หลังจากนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากสำนวนภาษาอังกฤษเลยครับ

 

The rest is history…

 

Winning Eleven

 

ความนิยมที่เกิดขึ้นทำให้ Konami พัฒนาเกม 2 ภาษาสลับกันมาเรื่อยๆ ระหว่างภาษาญี่ปุ่นกับภาษาอังกฤษ โดยในทุกปีก็จะมีการพัฒนาขึ้นมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันออกไป 

 

แต่หัวใจคือการทำเกมฟุตบอลสนุกๆ มีเสียงพากย์ (Commentary) และเสียงบรรยากาศในสนามที่ตื่นเต้น (Ambience) และการเล่น (Gameplay) ที่สนุกเข้าใจง่าย แต่ก็พอมีอะไรให้ได้ชิงไหวชิงพริบในการเล่นกัน เช่น การจัดทีม จัดตัวลงเล่น ไปจนถึงระบบค่าความฟิตของผู้เล่นที่มีผลต่อการลงสนามไม่ต่างอะไรจากชีวิตจริง

 

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ Konami ทำได้และคาดหวังได้ในฐานะค่ายเกม

 

แต่สิ่งที่ Konami ไม่ได้คาดหวังคือการที่เกมของพวกเขาอย่าง Winning Eleven (ในชื่อภาษาอังกฤษที่มีหลากหลายเหลือเกินตั้งแต่ ISS, Goal Storm ก่อนจะมาจบที่ PES) คือการที่เกมนี้ได้สร้าง Community ฟุตบอลให้เกิดขึ้น

 

ในยุคสมัยที่เรายังไม่ได้ติดอยู่กับอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียมากนัก หนึ่งในการใช้ยามว่างสำหรับเด็กๆ คือการจับกลุ่มไปนั่งเล่นเกมด้วยกัน จะเป็นที่ร้านเกมแถวบ้านบ้าง ร้านเกมแถวโรงเรียนบ้าง ร้านเกมในห้างสรรพสินค้าบ้าง หรือจะเป็นที่บ้านเพื่อนที่มีเครื่องเกมบ้าง

 

นั่นทำให้เด็กๆ หลายคนได้ใช้จ่ายวันเวลาไปด้วยกัน แข่งกันเองบ้าง ขิงกันบ้าง ข่มกันบ้าง ช่วยติวกันบ้างเวลาเจอคนเก่งๆ ไปจนถึงคิดค้นหาสูตรวิธีการเล่นต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเพื่อไว้เอาชนะคนอื่น หรือเพื่อแบ่งปันกันก็ตาม หรือบางครั้งต่อให้มันจะมีบ้างที่ผิดใจกันซึ่งเป็นธรรมดาของวัยรุ่นที่เลือดยังร้อน แต่ทุกอย่างก็ผ่านไป

 

ความนิยมของเกมในหลายประเทศสูงขึ้นมากตามจำนวนภาคที่เกิดขึ้นของเกม โดยเฉพาะในช่วงเกม “วินนิ่ง 3” (1998) และ “วินนิ่ง 4” (1999) ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศสที่ความนิยมของเกมพุ่งสูงสุดทั่วโลก

 

ยอดนักเตะในยุคนั้นมากมายมีให้เลือกเล่นในเกม ไม่ว่าจะเป็น โรนัลโด, โรแบร์โต คาร์ลอส, ริวัลโด, ซีเนอดีน ซีดาน, ยูริ จอร์เกฟฟ์, ไมเคิล โอเวน หรือแม้แต่ตัวละครที่เป็นที่รักของคนเล่นเกมอย่าง โรเบิร์ต ยาร์นี, เอ็นวานโก คานู และตัวละครอีกมากมายหลายคน (ส่วนใหญ่จะเป็นพวกสปีด 9 ที่สร้างความแตกต่างได้ง่าย) 

 

เกมวินนิ่งจึงฮิตติดลมบนตั้งแต่นั้น จนเหมือนสายลมที่ไม่เคยแผ่วเลย มีอะไรใหม่ๆ มาให้เล่นให้ลองกันเรื่อย ซึ่งรวมถึงโหมดการเล่นแบบ Master League ที่พูดง่ายๆ คือการจำลองการแข่งรายการฟุตบอลลีกยุโรปมาให้เราได้เติมเต็มจินตนาการกัน

 

จากทีมที่มีแต่นักเตะโนเนม ค่อยๆ เก็บสะสมเงินจากการเอาชนะคู่แข่ง เอาไปซื้อตัวผู้เล่นดีๆ เข้ามาเพื่อให้เอาชนะคู่แข่งได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะทีมใหญ่ที่หากไม่มีตัวทีเด็ดในทีมเลยก็ยากจะเอาชนะ ก็ทำให้คนเล่นติดกันงอมแงมมากขึ้น

 

ความฮิตนั้นยังทำให้ในบ้านเรามีช่วงนึงที่เกิดการแฮกดัดแปลงเกมได้ มี Mod เกมที่แต่งโน่นเติมนี่กันอย่างสนุกสนาน เช่น ใส่เสียงพากย์ไทยลงไป ซึ่งตอนนั้นถือเป็นเรื่องที่สุดยอดอย่างมากเพราะคนทำ Mod ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก (แม้จริงๆ มันจะเป็นเรื่องที่ผิดก็เถอะ)

 

Winning Eleven

 

เขียนมาถึงตรงนี้ก็ต้องบอกว่ายิ่งเขียนยิ่งคิดถึง 

 

เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ดีและงดงามของชีวิตสำหรับหลายๆ คน ซึ่งก็รวมถึงตัวผมเองด้วย

 

ทั้งๆ ที่เกมวินนิ่งในยุคเก่านั้นก็ไม่ได้มีกราฟิกที่คมชัด สวยงาม สมจริงทั้งในเชิงของฟิสิกส์หรือแสงเงา ไม่ต้องกดปุ่มมากมายเพื่องัดลีลามหัศจรรย์ในการเลี้ยงบอล หรือโหมดการเล่นที่ซับซ้อน วางแผนกันละเอียดยิบยิ่งกว่าทำการบ้าน

 

แต่แค่เกมฟุตบอลที่เรียบง่าย จริงใจ สนุก และการได้เล่นด้วยกันกับคนจริงๆ นั่งข้างกัน สบตากัน เอาตัวบังจอยเวลาจะยิงลูกจุดโทษ สิ่งเหล่านี้คือ Human touch ที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากการเล่นเกมแบบออนไลน์บ้านใครบ้านมันตามยุคสมัยปัจจุบัน (แต่ถ้าใครยังได้เล่นกับเพื่อนตัวเป็นๆ ก็ถือว่าดีมากเลย) 

 

บางครั้งเด็กก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ครับ

 

แค่เพื่อนรู้ใจสักคน เวลาว่างสักชั่วโมงหลังเลิกเรียน 

 

“วินนิ่งป่าว” 

 

“เอาดิ๊”

 

อ้างอิง:

The post “วินนิ่งเปล่า?” Winning Eleven 30 ปีของเกมนี้ที่เราเคยล้อมวงเล่นด้วยกัน appeared first on THE STANDARD.

]]>
อาเดรียโน ‘จักรพรรดิลูกหนังผู้น่าเสียดาย’ https://thestandard.co/adriano-soccer-emperor/ Sun, 13 Apr 2025 01:37:40 +0000 https://thestandard.co/?p=1063963

แค่เพียงได้เห็นภาพของเขาขึ้นมา คำถามและความรู้สึกมากมาย […]

The post อาเดรียโน ‘จักรพรรดิลูกหนังผู้น่าเสียดาย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

แค่เพียงได้เห็นภาพของเขาขึ้นมา คำถามและความรู้สึกมากมายก็เกิดขึ้นตามมาด้วย

 

หากวันนี้ “มิรินญา” ยังมีชีวิตและลมหายใจอยู่ 

 

อาเดรียโน และเท้าซ้ายพลังช้างสารของเขาจะถูกเราทุกคนจดจำในแบบไหน? บางทีประวัติศาสตร์ลูกหนังอาจจะพลิกโฉมไปจากสิ่งที่เราเห็นและเป็นอยู่ไปอีกด้านเลยก็ได้

 

เพราะนี่คือนักฟุตบอลที่ฟ้าประทานพรทุกอย่างมาให้ไม่ได้น้อยไปกว่า “โอ เฟโนเมโน” โรนัลโด หรือ “โอ โจโก โบนิโต” โรนัลดินโญ ที่ครั้งหนึ่งเคยสะกดเกมฟุตบอลไว้ด้วยฝ่าเท้าของตัวเอง

 

นักเตะผู้ได้รับสมญานามอันยิ่งใหญ่ “L’ Imperatore” จักรพรรดิลูกหนังผู้ยิ่งใหญ่

 

แต่กลายเป็นนักฟุตบอลที่มีเรื่องราวน่าเสียดายที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล

 

ย้อนกลับไปไม่กี่วันก่อนหน้านี้ผมได้เห็นภาพถ่ายของอดีตนักเตะคนหนึ่งที่เคยโด่งดังในช่วงยุคมิลเลนเนียมที่หลายคนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี และสำหรับบางคนอาจจะเป็นฮีโร่ในดวงใจ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีคนเคยฝากความหวังเอาไว้ที่เขาเวลาเล่นเกมฟุตบอลกันบ้าง

 

ใครบ้างจะไม่รักเท้าซ้ายที่ไม่มีใครหยุดได้ของอาเดรียโน? นักฟุตบอลเจ้าของที่มีค่าพลังในเรื่องของความเร็ว การยิง และพลังเต็มหลอดที่แทบไม่ต่างอะไรจาก “ตัวอีดีต” ที่ขอแค่ส่งบอลมาถึงเท้าเท่านั้นแหละ ที่เหลือก็แค่ลากพาบอลไปเรื่อยๆ แล้วกดปุ่มยิงค้างไว้ให้ได้จังหวะก็พอ

 

บอลก็จะพุ่งเสียบสามเหลี่ยมกระทบตาข่ายแทบขาดเอง

 

อาเดรียโน ‘จักพรรดิลูกหนังผู้น่าเสียดาย’

 

ในชีวิตจริงของอาเดรียโนก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากในเกมเลยครับ เขาเป็นกองหน้าบราซิลที่เล่นไม่ได้แตกต่างอะไรจากเวลาที่หลายคนบังคับตัวละครของเขาเล่นในเกมเลย ด้วยความเร็วที่เหมือนปีศาจ พลังและความแข็งแกร่งที่พร้อมจะลากและไถบอลไปโดยไม่มีใครหยุดได้ ก่อนจะสับไกด้วยอีซ้ายที่ทรงพลานุภาพไม่ต่างอะไรจากฟ้าผ่ากลางประตู

 

ถ้าไปหาดูไฮไลต์การยิงประตูของเขาก็จะพบเห็นลูกยิงเต็มข้ออันหนักหน่วงมากมายเต็มไปหมด แต่ไม่ใช่ว่าเขาทำประตูได้แค่แบบเดียว การเลือกยิงบังคับทิศทางก็ทำได้อย่างสุดยอดไม่แพ้กัน

 

ในช่วงเวลาหนึ่งอาเดรียโน ถูกคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนของโรนัลโด ที่เริ่มโรยราหลังการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2002

 

และนั่นหมายถึงการเป็นนักฟุตบอลอันดับหนึ่งของโลก

 

เรา “เชื่อ” กันแบบนั้นจริงๆ ครับ

 

แต่แล้วความหวังทุกอย่างก็ค่อยๆ มลายหายไป หลังการจากไปอย่างกระทันหันของ “มิรินญา” พ่อของเขาในปี 2004 

 

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อของอาเดรียโน ก็หมองหม่นลงเรื่อยๆ กลายเป็นนักเตะที่ถูกบอกว่าไร้ความรับผิดชอบ ใช้ชีวิตเละเทะ และสุดท้ายเรื่องราวจบลงด้วยการ “หนี” ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในช่วงชีวิตที่ควรจะเดินทางไปสู่จุดสูงสุดของการเป็นนักฟุตบอล เพื่อกลับไปใช้ชีวิตในบ้านเกิดที่บราซิล

 

ใน “ฟาเวลา” ที่แสนอันตรายและไม่น่าอภิรมย์จากสายตาของโลกภายนอก

 

เรื่องนี้เป็นหนึ่งในปริศนาลูกหนังที่ยากจะเข้าใจ

 

อาเดรียโนเองดูเหมือนจะรู้ว่าคนคิดกับเขาอย่างไร และเคยพยายามออกมาสื่อสารเพื่อลบล้างความเข้าใจผิดนั้นผ่านการบอกเล่าเรื่องราวตัวเองให้แก่ “The Players’ Tribune” สื่อกีฬาที่เป็นตัวแทนของนักกีฬา

 

“O Adriano Tem Uma História Para Contar” หรือ “อาเดรียโนมีเรื่องที่อยากเล่า” เป็นบทความที่ถูกเผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2021 หรือ 5 ปีนับตั้งแต่วันที่เขาประกาศเลิกเล่นฟุตบอลอย่างเป็นทางการ ซึ่งเรื่องราวเปิดฉากด้วยคำถามจากโลกภายนอกที่พูดถึงตัวเขากัน

 

“พวกเขาบอกว่าผมหายตัวไปบ้าง บอกว่าผมทิ้งเงินหลายล้านบ้าง บอกว่าผมติดยาบ้าง”

 

ความจริงนั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย

 

ในเรื่องเล่าขนาดยาวที่ต้องใช้เวลามากพอสมควรที่จะอ่านและทำความเข้าใจ เราสามารถสรุปใจความสำคัญของเรื่องราวเอาไว้ได้แบบง่ายๆ ที่จะไขปริศนาที่โลกลูกหนังไม่เคยเข้าใจ

 

สิ่งที่ทำให้อดีตซูเปอร์สตาร์ของวงการฟุตบอล ที่เคยสร้างปรากฏการณ์โดยเฉพาะในช่วงที่อยู่ในสีเสื้อของทีมอินเตอร์ มิลาน กับเจ้าของสถิติ 74 ประตูจากการลงสนาม 177 นัด และอีก 27 ประตูในสีเสื้อ “กานารินญา” บราซิล ตัดสินใจที่จะทิ้งทุกอย่างเพื่อกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของตัวเองนั้นเกิดจากความอ่อนแอ

 

ไม่ใช่ความอ่อนแอทางร่างกาย แต่เป็นหัวใจที่เปราะบางจนเกินไป จนไม่สามารถที่จะรับมือกับความจริงที่ยากจะทำใจได้

 

อาเดรียโน ‘จักพรรดิลูกหนังผู้น่าเสียดาย’

 

จุดเปลี่ยนชีวิตของอาเดรียโนเกิดขึ้นในวันที่ 4 สิงหาคม 2004 – 9 วันหลังจากที่เขาเพิ่งยิงประตูสำคัญช่วยให้บราซิลไล่ตามตีเสมออาร์เจนตินาได้ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลรายการโคปา อเมริกา ซึ่งมีความหมายและความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวละติน ก่อนที่ทีมแซมบ้าจะเอาชนะได้ในช่วงของการดวลจุดโทษ

 

ในช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของชีวิตนั้น จู่ๆ อาเดรียโนก็ได้รับสายโทรศัพท์จากทางบ้าน

 

“พ่อเสียแล้วนะ” 

 

อาเดรียโน ที่ฟังอยู่ปลายสายแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน พ่อผู้เป็นคนสอนให้เขารักฟุตบอลจู่ๆ ก็จากกันไปโดยไม่ทันและไม่มีวันได้เอ่ยคำล่ำลา

 

วินาทีนั้นเองที่กองหน้าผู้แข็งแกร่งดุดันเหมือนสัตว์ป่าคนนี้ได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงไม่ต่างอะไรจากแก้วที่ถูกทำให้ตกหล่นและแตกเป็นเสี่ยงๆ

 

“หลังจากวันนั้น ความรักของผมที่มีต่อเกมฟุตบอลก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย”

 

ความจริงแล้วทุกคนต่างก็ต้องเผชิญกับความสูญเสียด้วยกันทั้งนั้น แต่สำหรับอาเดรียโน การจากไปของพ่อ – ที่ทุกคนเรียกกันว่า “มิรินญา” ชายผู้มีชื่อเสียงแห่งวิลา ครูไซโร – ทำให้เขาเสียศูนย์ และเหมือนอยู่ในสุญญากาศ

 

เพราะสำหรับอาเดรียโน พ่อคือหนึ่งในคนที่สำคัญที่สุดของชีวิต ถ้าไม่มีพ่อก็ไม่มีอาเดรียโนเหมือนกัน

 

ความผูกพันระหว่างทั้งสองนั้นลึกซึ้งถึงจิตวิญญาณ การที่จู่ๆ วันนึงมิรินญาก็หายไปไม่ต่างอะไรจากการฉีกเอาวิญญญาณอีกครึ่งของอาเดรียโนไปด้วย

 

เขาไม่รู้จะรับมือกับความสูญเสียครั้งนี้อย่างไร มันมากเกินไปสำหรับเด็กหนุ่มจากฟาเวลา ที่จู่ๆ โชคชะตาก็ส่งให้เขาทะยานขึ้นฟ้ากลายเป็นดวงดาราของวงการฟุตบอล ไม่เฉพาะแค่ในบราซิล แต่ในอิตาลีบนแผ่นดินยุโรปที่ไกลแสนไกลทุกคนต่างก็เชิดชูลูกชายของมิรินญาคนนี้

 

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชีวิตของอาเดรียโนเหมือนจมอยู่ในความมืดมนอนธการ แม้ว่าจะยังพยายามกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ ลงฝึกซ้อม ลงเล่น แต่รอยแผลใหญ่กลางหัวใจของเขามันไม่มีวันที่จะรักษาได้หาย

 

ยิ่งอยู่ไกลบ้านมากเท่าไร หัวใจของเขาก็หดลงทุกวัน

 

อาเดรียโน เล่าว่าในคืนวันคริสต์มาสของปีหนึ่ง เขานอนจับเจ่าอยู่ที่บ้านคนเดียว แม้ว่าคลาเรน ซีดอร์ฟ รุ่นพี่ในทีมจะชวนออกมาดื่มกินสังสรรค์ด้วยกันที่บ้าน แต่สุดท้ายนั่นก็ไม่ใช่ “บ้าน” ของเขาอยู่ดี

 

บ้านของเขาอยู่ที่วิลา ครูไซโร ฟาเวลาแห่งหนึ่งชานเมืองริโอ ที่ซึ่งสมาชิกครอบครัว – ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่คนในครอบครัวแต่หมายถึงญาติสนิทและมิตรสหายหลายสิบคน – กำลังรวมตัวกันปาร์ตี้ฉลองวันคริสต์มาสกัน

 

“ลูกรัก เป็นอย่างไรบ้าง” เสียงอบอุ่นจากปลายสายโทรเข้ามาหา อาเดรียโนได้ฟังแล้วหัวใจอุ่นขึ้นนิดหน่อย “ผมสบายดีครับแม่ ผมเพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงที่บ้านของเพื่อนเอง” 

 

แต่ทันทีที่เขาได้ยินเสียงกลองและการร้องรำทำเพลงของทุกคนที่หลุดมาตามสายด้วย หัวใจของอาเดรียโนก็ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ จนไม่เหลือชิ้นดี

 

ก่อนที่จะสะกดความรู้สึกไว้ไม่ไหว อาเดรียโนบอกรักและบอกลาแม่ ผู้ที่หาเลี้ยงดูเขาอย่างยากลำบากเพราะมิรินญา ไม่สามารถทำงานได้จากอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดเมื่อโดนลูกหลงจากเหตุปะทะกันจนกระสุนฝังอยู่ในหัว

 

อาเดรียโนคิดถึงแม่ คิดถึงพ่อ คิดถึงคุณย่า ผู้กระเตงพาเขาไปฝึกซ้อมทุกวันกับทีมฟลาเมงโก

 

และทุกคนที่นั่น

 

คืนนั้นเขาดื่มว็อดก้าคนเดียวจนหมดขวดก่อนจะฟุบหลับอยู่บนโซฟาคนเดียว

 

อาเดรียโน ‘จักพรรดิลูกหนังผู้น่าเสียดาย’

 

ความคิดถึงบ้านและการไม่สามารถรับมือกับความสูญเสียทำลายชีวิตของอาเดรียโนอย่างร้ายกาจ

 

หลังคืนค่ำที่ต้องดื่มด่ำกับความเหงาและเดียวดาย อาเดรียโนไม่เคยฉลองคริสต์มาสคนเดียวอีกเลย เขาจะหาโอกาสเดินทางกลับบ้านเพื่อไปใช้เวลากับทุกคนเสมอ และการกลับบ้านของเขาก็เริ่มบ่อยขึ้น บ่อยขึ้นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

 

บางครั้งเขาหายตัวไปเป็นระยะเวลานาน จนเริ่มมีกระแสข่าวลือว่าอาเดรียโน ถูกลักพาตัวบ้าง ไปติดยาอยู่ในฟาเวลาบ้าง หรือติดเหล้าติดผู้หญิงบ้าง ถึงขั้นมีการติดต่อให้ตำรวจในเมืองริโอพยายามปูพรมค้นหาตัวกันก็มี

 

แต่ไม่มีวันที่ใครจะพบเจอเขาได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากคนในฟาเวลา ที่พร้อมจะปกป้องคนในครอบครัวด้วยชีวิต

 

ความประพฤติของอาเดรียโน ทำให้สื่อตั้งคำถามถึงการทำตัวไม่สมกับเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่แบกรับความคาดหวังของแฟนฟุตบอลจำนวน

 

มหาศาล แต่อย่างน้อยบนโลกใบนี้ก็มีคนที่เข้าใจเขาบ้าง และคนที่เข้าใจมากที่สุดคือมัสซิโม โมรัตติ ประธานสโมสรอินเตอร์ มิลาน คนที่เป็นคนเซ็นเช็คจ่ายเงินมหาศาลในแต่ละเดือนให้กับนักเตะคนนี้

 

โมรัตติรู้และเข้าใจในสิ่งที่อาเดรียโนเผชิญอยู่ และเจ้าตัวจะพยายามที่จะปรับตัวให้ดีขึ้น พยายามต่อรองหาจุดตรงกลางร่วมกับโค้ชทุกคนที่ได้ร่วมงาน แต่ไม่มีอะไรที่ช่วยให้สิ่งต่างๆ มันดีขึ้นได้เลย

 

ในฤดูหนาวของเดือนธันวาคม 2009 อาเดรียโนขออนุญาตโชเซ มูรินโญ บอสใหญ่ในเวลานั้นของทีมในการเดินทางกลับบ้านเกิดอีกครั้ง

 

“นายกลับไปครั้งนี้แล้วจะไม่กลับมาอีกแล้วใช่ไหม” มูรินโญถามอย่างตรงไปตรงตรงมา “เจ้านายรู้คำตอบอยู่แล้วนี่”

 

สุดท้ายอาเดรียโน ตัดสินใจเด็ดขาดที่จะบอกลาอินเตอร์โดยได้รับการอนุญาตจากโมรัตติที่ไม่ติดใจอะไรทั้งสิ้น เพราะให้ความสำคัญของ “ความเป็นมนุษย์” ของอาเดรียโนมากกว่าเรื่องอื่น และนี่คือเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดที่ไม่ได้ระบุเอาไว้ในสัญญาระหว่างเขากับสโมสร

 

เรื่องราวหลังจากนั้นเป็นสิ่งที่หลายคนอาจจะไม่รู้ หรือหากรู้บ้างก็อาจจะแค่ผิวเผิน

 

อาเดรียโน ยังคงมีปัญหาทางใจอยู่เหมือนเดิมแม้ว่าจะกลับมาเล่นในบ้านเกิดแล้ว แต่อย่างน้อยเขาก็มีช่วงเวลาที่ดีกับฟลาเมงโก สโมสรรักแรกในดวงใจที่เขามีส่วนสำคัญในการช่วยพาทีมคว้าแชมป์สูงสุดได้เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี

 

มันเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการจะบอกว่าเขากลับมาค้นพบความสุขอีกครั้งในชีวิตการเป็นนักฟุตบอล

 

และอาจจะเป็นความสุขครั้งสุดท้ายด้วย

 

เพราะหลังจากนั้นอาเดรียโนโชคร้ายได้รับบาดเจ็บรุนแรงเอ็นร้อยหวายฉีกขาด อาการที่เจ้าตัวรู้ได้ในทันทีว่าสำหรับเขา ชีวิตการเป็นนักฟุตบอลได้จบสิ้นลงไปแล้ว

 

บาดแผลใหญ่นี้ทำให้เขาสูญเสียการระเบิดพลังในชั่วพริบตาที่เป็นพรจากฟ้า สูญเสียความเร็ว และแม้แต่สูญเสียในเรื่องของการทรงตัวที่ไม่มีการฝึกฝนใดๆ จะช่วยทำให้เขากลับมาเป็นคนเดิม ต่อให้ผ่านการลงมีดจากหมอที่เก่งขนาดไหนก็ตาม

 

อาเดรียโน ยังคงอยู่ในวงการต่ออีกระยะก่อนจะตัดสินใจปิดฉากการเป็นนักฟุตบอลอย่างเป็นทางการในปี 2016 และเก็บตัวอยู่ในความเงียบ

 

เงียบเสียจนเคยมีข่าวลือว่าเขาตายแล้ว จนต้องออกมาแก้ข่าวเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต

 

แต่ท่ามกลางความเสียดายของแฟนฟุตบอลมากมายที่เชื่อว่าอาเดรียโน คือพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ที่ถูกทิ้งขว้างอย่างไม่ควรจะเป็น กับคำถามและเรื่องราวซุบซิบมากมาย

 

อาเดรียโน ‘จักพรรดิลูกหนังผู้น่าเสียดาย’

ภาพ: adrianoimperador / instagram

 

อาเดรียโน กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่ฟาเวลา ซึ่งยังคงเป็น “บ้าน” ของเขาเสมอ

 

ที่นี่มีสนามฟุตบอล มีเพื่อน มีครอบครัวที่ทำให้เขาสามารถเป็นตัวของตัวเอง ได้รับการยอมรับและความเคารพ สนุกไปกับการเล่นไปเรื่อย ร้องรำทำเพลงด้วยลำโพงตัวเขื่องที่ขับกล่อมฟาเวลาให้ตื่นตัวและคึกคักเสมอ

 

สำคัญที่สุดคือ “อิสระ” ที่ไม่สามารถหาที่ไหนได้อีก

 

อย่าห่วงเรื่องอิสตรีหรือยาเสพติดเลย มิรินญาสอนเขามาดีมากพอที่จะไม่ให้แตะต้องกับของแบบนี้ อย่าว่าอย่างนั้นเลยแค่เหล้าเบียร์มิรินญา ผู้เคยสูญเสียพ่อของตัวเองเพราะเป็นคนดื่มหนัก ก็ห้ามปรามไม่ให้เด็กๆ ในฟาเวลาแตะต้องของมึนเมาแล้ว

 

อาเดรียโน ผู้เคยขนพองสยองเกล้าเพราะริดื่มเบียร์แก้วแรกในชีวิตตอนอายุ 14 แล้วพ่อเห็นจนบรรยากาศมาคุในงานฉลอง ตอนนี้เขาโตพอที่จะดื่มได้และดื่มได้หนักด้วยแต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากหรือน่าเป็นห่วงจนเกินไป

 

เขามีความสุขดีและเข้มแข็งขึ้นอย่างช้าๆ

 

หนึ่งในสิ่งที่สะท้อนเรื่องนี้คือการตัดสินใจที่จะจัดการแข่งขันนัดอำลาชีวิตการเล่นของตัวเองอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมปีกลาย 8 ปีหลังการตัดสินใจแขวนสตั๊ด ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในวันที่น่าจดจำของโลกลูกหนัง

 

จักรพรรดิผู้น่าเสียดายกลับมาวาดลวดลายอยู่ในสนามอีกครั้ง

 

เคียงข้างเพื่อนๆ ผู้เป็นที่รัก และแฟนบอลที่คิดถึงเขาอยู่เสมอ

 

ไม่ว่าจะเคยฟังเรื่องราวของอาเดรียโนมาแบบไหน และไม่ว่าจะเข้าใจกับเรื่องราวและการตัดสินใจในชีวิตของคนที่แตกต่างกันหรือไม่

 

อย่าเสียดายกับอาเดรียโนเลย

 

เขาค้นพบความสงบในชีวิตแล้ว ในฟาเวลาที่อาจจะดูไม่น่าอภิรมย์สำหรับคนนอก

 

แต่ที่แห่งนั้นในทุกขั้นบันไดมีความรักและความทรงจำซ่อนอยู่

 

มิรินญาเคยอยู่ตรงนี้

 

อาเดรียโนจึงอยู่ตรงนี้

The post อาเดรียโน ‘จักรพรรดิลูกหนังผู้น่าเสียดาย’ appeared first on THE STANDARD.

]]>