Gen Z Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/gen-z/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Sun, 17 May 2026 01:51:29 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Retro! เมื่อโลกกีฬาชุบชีวิตหูฟังแบบมีสายให้กลับมาอีกครั้ง https://thestandard.co/wired-headphones-renaissance/ Sun, 17 May 2026 01:51:29 +0000 https://thestandard.co/?p=1208062 ภาพนักกีฬาชายสวมหูฟังแบบมีสายกำลังเดิน

หูฟังมีสายเริ่มกลับมาให้เห็นมากขึ้นในระยะหลัง และมีการพ […]

The post Retro! เมื่อโลกกีฬาชุบชีวิตหูฟังแบบมีสายให้กลับมาอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพนักกีฬาชายสวมหูฟังแบบมีสายกำลังเดิน

หูฟังมีสายเริ่มกลับมาให้เห็นมากขึ้นในระยะหลัง และมีการพูดกันว่านี่นับเป็นการฟื้นคืนชีพของหูฟังแบบมีสาย (Wired Renaissance) แล้วทำไมถึงเป็นแบบนั้น THE STANDARD SPORT มีคำตอบให้

 


 

ภาพนักกีฬาชายสวมหูฟังแบบมีสายกำลังเดิน 1ภาพนักกีฬาชายสวมหูฟังแบบมีสายกำลังเดิน 2ภาพนักกีฬาชายสวมหูฟังแบบมีสายกำลังเดิน 3ภาพนักกีฬาชายสวมหูฟังแบบมีสายกำลังเดิน 4ภาพนักกีฬาชายสวมหูฟังแบบมีสายกำลังเดิน 5ภาพนักกีฬาชายสวมหูฟังแบบมีสายกำลังเดิน 6ภาพนักกีฬาชายสวมหูฟังแบบมีสายกำลังเดิน 7ภาพนักกีฬาชายสวมหูฟังแบบมีสายกำลังเดิน 8ภาพนักกีฬาชายสวมหูฟังแบบมีสายกำลังเดิน 9

The post Retro! เมื่อโลกกีฬาชุบชีวิตหูฟังแบบมีสายให้กลับมาอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะปรากฏการณ์ ‘น้ำตบผิวดื่มแสง’ แคมเปญปลุกกระแสน้ำตบในตำนานให้กลายเป็น ‘Skincare Routine’ ของเหล่า Gen Z [Advertorial] https://thestandard.co/hada-labo-skin-drink-gen-z/ Fri, 15 May 2026 10:59:22 +0000 https://thestandard.co/?p=1207396 ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z

‘ฮาดะ ลาโบะ’ (Hada Labo) แบรนด์สกินแคร์สัญชาติญี่ปุ่นทำ […]

The post เจาะปรากฏการณ์ ‘น้ำตบผิวดื่มแสง’ แคมเปญปลุกกระแสน้ำตบในตำนานให้กลายเป็น ‘Skincare Routine’ ของเหล่า Gen Z [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z

‘ฮาดะ ลาโบะ’ (Hada Labo) แบรนด์สกินแคร์สัญชาติญี่ปุ่นทำอย่างไรถึงเปิดตัว ‘น้ำตบผิวดื่มแสง’ ให้ได้กระแส และยังปลุกชีพน้ำตบในตำนานให้กลายเป็น ‘Skincare Routine’ ที่ขาดไม่ได้ของเหล่า Gen Z​

 

เห็นกระแสในโซเชียลมาสักพักว่าเหล่าอินฟลูฯ และกูรูบิวตี้เขาพูดถึง ‘น้ำตบผิวดื่มแสง’ ที่มาพร้อมกับเทรนด์ ‘ผิวดื่มแสง’ จนเกิดความสงสัยว่า ‘ผิวดื่มแสง’ มันคืออะไร?

 

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 1

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 2

 

กว่าจะเข้าใจก็ตอนที่ ‘ฮาดะ ลาโบะ’ แบรนด์ที่ดังเรื่องน้ำตบจากญี่ปุ่น ปล่อยทีเซอร์เปิดตัวโปรดักส์ใหม่ ฮาดะ ลาโบะ พรีเมียม ไวท์เทนนิ่ง โลชั่น’ หรือที่เรียกกันว่า ‘น้ำตบผิวดื่มแสง’ ในสื่อต่างๆ พร้อมประกาศจัดงานอีเวนท์เปิดตัวผลิตภัณฑ์สุดครีเอท เนรมิตพื้นที่ The Corner House Bangkok อาคารเก่าสุดคลาสสิค ให้กลายเป็นบาร์ลับสกินดริงค์ ชวนทุกคนมาสัมผัสประสบการณ์ผิวดื่มแสงในงาน ‘Hada Labo Skin Drink Experience Bar’ เมื่อวันที่ 8-10 พ.ค. ที่ผ่านมา

 

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 3

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 4

 

ความเริ่ดของงาน นอกจากจะได้รับน้ำตบผิวดื่มแสงไปให้ทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์ผิวไบร์ทด้วยตัวเองกันฟรีๆ เมื่อสั่งเครื่องดื่มสูตรพิเศษที่คอลแลปมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ยังสร้างครีเอทบรรยากาศได้ทัชใจสายคอนเทนต์ ดีไซน์จุดเช็กอินสร้างประสบการณ์ Immersive Digital Art แสงสวยเหมือนหลุดเข้าไปในจุดกำเนิดแสง ถ่ายรูปมุมไหนก็เริ่ด ชอบตรงที่แอบหยอดวิธีการทำงานของน้ำตบผิวดื่มแสงให้เห็น เรียกว่าได้ทั้งคอนเทนต์ ได้ทั้งความรู้ และยังทำให้แบรนด์กลมกลืนเข้าไปกับไลฟ์สไตล์ของเราโดยไม่รู้สึกถูกยัดเยียด

 

 

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 5

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 6

 

ไฮไลท์สุดพิเศษคือ เวิร์กช้อปสุดชิลล์ ‘SKIN DRINK WORKSHOP’ ที่ได้กูรูด้านผิวตัวจริงอย่าง คุณเต๋า EB.Bahboh และคุณตู่ Soundtiss มาร่วม Exclusive Talk ไขทุกข้อสงสัยว่าทำไม ฮาดะ ลาโบะ พรีเมียม ไวท์เทนนิ่ง โลชั่น หรือ ‘น้ำตบผิวดื่มแสง’ ทำให้หน้าดื่มแสงได้ยังไง

 

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 7

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 8

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 9

 

ถึงได้เข้าใจว่าที่มาของ ‘ผิวดื่มแสง’ มันคือความรู้สึกหลังจากเนื้อน้ำตบซึมลงผิวเร็วจนเหมือนผิวได้ดื่มน้ำเข้าไปจริงๆ ด้วยนวัตกรรมกระจ่างแสง WhiTEQ Formula ทำให้เนื้อน้ำตบซึมลึกถึง 5 ชั้นผิว เข้าไปทลายความหมองคล้ำจากข้างใน แล้วเปล่งประกายความสว่างไบรท์ใสออกมาเหมือนกับหน้าได้ดื่มแสงนั่นเอง

 

 

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 10

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 11

“ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง” ที่ซึมลึกทุกชั้นผิวสูตรใหม่นี้ ยังมาพร้อม HYA เติมความชุ่มชื้นให้ผิว ซิมไว ไม่เหนอะหนะ ลดการสร้างเม็ดสีที่เป็นสาเหตุของความหมองคล้ำ จุดด่างดำ ฝ้า กระ ซึมไว ไม่เหนอะหนะ เปลี่ยนผิวให้สว่างไบรท์ใสได้ตรงจุด 1 เฉด ใน 1 สัปดาห์

 

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 12

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 13

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 14

 

แถมยังได้ฟังเคล็ดลับผิวไบรท์แบบเจาะลึกและไอเดียการนำ ‘น้ำตบผิวดื่มแสง’ เข้าไปอยู่ใน Skincare Routine ทั้งเช้า-เย็น ใครจะเชื่อว่า ‘น้ำตบผิวดื่มแสง’ จะมีวิธีใช้ที่ช่วยแก้สารพัดปัญหาได้อยู่หมัด ไม่ว่าจะเป็น แก้หน้ามันบริเวณทีโซน แก้หน้าหมองหลังออกแดด แก้อาการผิวปฏิเสธครีม หรือใช้เพื่อเตรียมผิวให้ไบรท์ก่อนแต่งหน้า

 

 

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 15

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 16

 

และที่บอกว่าเป็นแคมเปญที่ได้แสงและกระแสเกินเรื่อง เพราะแบรนด์ไม่จบแค่งานอีเวนท์เปิดตัว แต่ยังท้าพิสูจน์ความไบร์ทจริงจากรีวิวนับร้อยแบบไม่หลอนฟิลเตอร์เพราะใช้อินฟลูฯ ตัวมันเป็น Human Ad เดินโชว์ผลลัพธ์กันให้เห็นใจกลางเมืองไปเลย สร้างความมั่นใจให้กับชาว Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับความสมจริง

 

ภาพผลิตภัณฑ์ ฮาดะ ลาโบะ น้ำตบผิวดื่มแสง และกิจกรรมในแคมเปญเจาะกลุ่ม Gen Z 17

 

งานนี้นอกจากจะเรียกคืนกระแส ‘น้ำตบ’ ที่เคยเป็นกระแสของชาว Gen Y ให้กลับมาเป็น SKIN ROUTINE ที่ขาดไม่ได้ของชาว Gen Z แต่ยังกลับมาสร้างช่วยแก้โจทย์ หน้าหมองคล้ำแม้จะใช้ไบรท์เทนนิ่งมานาน แท้จริงแล้วอาจเป็นเพราะสกินแคร์ที่ใช้ไม่สามารถซึมลึกถึงผิวชั้นลึก ผิวจึงไม่สามารถดูดซับหรือจะเรียกว่า “ดื่ม” ได้ พอสกินแคร์ไม่ซึม ผิวก็เลยปฎิวัติด้วยการบ้วนครีม ดื้อสกินแคร์อย่างที่เห็น

 

การเปิดตัวโปรดักส์สูตรใหม่ครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำว่าขั้นตอน ‘น้ำตบ’ คือหัวใจสำคัญของ Skincare Routine ที่จะขาดไม่ได้ถ้าอยากให้ผิวอิ่มน้ำ ดูสุขภาพดี ไม่ว่าจะอยู่ใน Gen ไหนก็ตาม

 

 

The post เจาะปรากฏการณ์ ‘น้ำตบผิวดื่มแสง’ แคมเปญปลุกกระแสน้ำตบในตำนานให้กลายเป็น ‘Skincare Routine’ ของเหล่า Gen Z [Advertorial] appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 HOURS LIFE with Mosjookqs กับชั่วโมงพักเบรกที่ไม่ได้สัมภาษณ์น้องฝึกงาน https://thestandard.co/life/4-hours-life-with-mosjookqs/ Fri, 15 May 2026 05:17:31 +0000 https://thestandard.co/?p=1207450 มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน

ใครเกาะติดสายโซเชียลน่าจะคุ้นกับไวรัลบอสเจนซีสุดเนี้ยบก […]

The post 4 HOURS LIFE with Mosjookqs กับชั่วโมงพักเบรกที่ไม่ได้สัมภาษณ์น้องฝึกงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน

ใครเกาะติดสายโซเชียลน่าจะคุ้นกับไวรัลบอสเจนซีสุดเนี้ยบกำลังนั่งสัมภาษณ์เด็กฝึกงานอย่างสุดฮาแน่ ๆ บอสหน้าเด็กในสูทสีดำที่คุ้นเคยนี้ก็คือ ‘มอสมัดจุก’ Mosmudjook (@mosjookqs) หรือ ปฏิภาณ ขุนเงิน ที่มักมาในลุคประธานบริษัทหนุ่มพร้อมเลขาคู่ใจนั่งสัมภาษณ์เคสเด็กฝึกงานมากหน้าลายตาทว่ามักเป็นคนที่เรารู้จักคุ้นเคยกันอย่างดี (มากกว่าตัวบอสเสียอีก) (ฮา) ในชีวิตจริงเขาทำงานทุกวันจนไม่มีวันหยุด แทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง และไม่ค่อยได้เป็นตัวเองอย่างแท้จริง แต่โชคดีที่คราวนี้เราฉวยเวลาชั่วโมงพักเบรกของประธานบริษัทสุดบีซี่คนนี้มาได้ มาตามไปดูเขากันดีกว่าว่าเวลาว่างของบอสผู้ไม่เคยว่างคนนี้เขาแอบเอาเวลาที่มีคุณค่านี้ไปทำอะไรบ้าง

 

 
 

มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน 1

 

“จริง ๆ ถ้าว่างคือชอบนอนกับดูหนังอยู่บ้าน (ฮา) เพราะไม่ค่อยได้พักเลย แต่ถ้ามีเวลาก็ชอบออกไปโน่นมานี่ด้วยเหมือนกัน เพราะชีวิตเมื่อก่อนเราก็เป็นแบบนี้ แต่พอทำงานจนไม่มีวันหยุดก็เลยไม่ค่อยได้ไปไหนตามใจเท่าไร” มอสมัดจุกเล่าถึงสถานการณ์ชีวิตปัจจุบัน แต่ถึงจะดูเหมือนหัวยุ่งตลอดเวลาขนาดนั้นเขาก็ยังบอกว่าพยายามหาสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขในชีวิตทำควบคู่กันไปในแต่ละวันด้วยเสมอ 

 

มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน 2

 

อย่างออกไปดูหนังในโรงที่อยากดูถึงแม้จะเลิกงานดึกแค่ไหนก็ตาม หรือเลือกเลี้ยงปลาพันธุ์ที่ชอบซึ่งเวลากลับถึงบ้านแค่เห็นเขาว่ายไปมาก็มีความสุขแล้ว ไปจนถึงการตามหาของกินอร่อย ๆ สมใจอยากที่ทำให้อิ่มและฟินกับชีวิต “อย่างที่เขาบอกกันว่าบางทีอาหารอร่อย ๆ มื้อนึงก็สามารถเยียวยาเราได้แล้ว จากที่เราเหนื่อยมาทั้งอาทิตย์ แค่ได้กินของอร่อยก็มีความสุขและหายเหนื่อยได้เลยนะ เวลามีคนมาถามเราว่าเราทำงานเยอะแล้วดูแลตัวเองอย่างไร นี่ก็จะบอกเลยนะว่าให้กินอาหารอร่อย ๆ ที่เราอยากกิน หาอะไรทำก็ได้ที่ทำแล้วเรามีความสุข ง่าย ๆ แค่นี้เอง แค่หาความสุขให้กับตัวเอง” มอสบอกเราด้วยตาที่เป็นประกาย 

 

อี_กา (ทรงวาด)

 

มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน 3

 

สองเหตุผลที่มอสเลือกปัดหมุดร้านนี้คือ หนึ่งทรงวาดเป็นย่านป๊อบที่อยากมาเยือนมาก แต่ก็ไม่มีเวลาได้มาสักที สองได้ยินคำล่ำลืมมาว่าอาหารที่อี_กาอร่อยมากเลยอยากบุกมาลองชิมที่ร้านต้นตำรับให้ได้สักครั้ง ส่วนอีกเหตุผลพิเศษที่มอสแอบเดินมากระซิบหลังไมค์ (ด้วยน้ำเสียงจริงจัง) กับเราก็คืออีกาหรือ “อีกาคาสุได (Kasugai Crow)” เป็นตัวละครสำคัญหนึ่งในอนิเมะเรื่องดาบพิฆาตอสูร (Demon Slayer) ที่เขาชื่นชอบนั่นเอง

 

มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน 4

 

ตำรับอร่อยของ อี_กา พัฒนาสูตรเฉพาะตัวขึ้นจากเมนูอาหารท้องถิ่น (Local Thai) ในหลากหลายภูมิภาคทั่วไทย เมนูที่มอสเลือกชิมในวันนี้เริ่มต้นด้วย ข้าวขยำปู จานอร่อยง่าย ๆ ที่เสิร์ฟข้าวสวยร้อน ๆ พร้อมเนื้อก้ามปูนุ่มแน่นและเครื่องเคียงพร้อมยำมากมายครบเครื่อง ตามด้วย หมี่กรอบอี_กา สูตรโบราณสุดคลาสสิกกรุบกรอบสามรสกลมกล่อมที่ถ่ายทอดมาจากเถ้าแก่ร้านกิมเล้ง (เสาชิงช้า) โดยตรง ปิดท้ายด้วยอีกเมนูฮิตที่ห้ามพลาดของร้านนี้ก็คือ หมึกน้ำดำมะนาว จานอร่อยสูตรเด็ดจากแดนใต้ที่นำหมึกกะตอยเนื้อแน่นสดใหม่หวานมันมาผัดปรุงรสเข้มข้นขลุกคลิกตามแบบฉบับเฉพาะถิ่น 

 

มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน 5

 

“อร่อยมว๊าก! ครบรส! หอมเว่อร์! เลิศเลยล่ะ!” เป็นตัวอย่างคำพูดที่เราได้ยินจากปากมอสตลอดเวลาระหว่างเอร็ดอร่อยกับอาหารทุกจานของอี_กา “ใช่เลย … มันเหมือนกับข้าวฝีมือแม่ เหมือนแม่มาทำให้กินเอง” เหมือนเข้าครัวกินอาหารที่บ้าน เหมือนธรรมดาแต่ซ่อนไว้ด้วยความพิเศษ นั่นแหละเสน่ห์ที่ทำให้มอสหลงรัก  

 

Open: ทุกวัน / 10.00-22.00

Address: 829 ถ.ทรงวาด, เขตสัมพันธวงศ์, กรุงเทพฯ 

Map: https://maps.app.goo.gl/xyZth8ejgZoZBvPi8 

 

ตึกแดงวินเทจ (จตุจักร)

 

มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน 6

 

อีกหนึ่งแหล่งขวัญใจบอสที่มอสบอกว่าชอบมาเดินเล่นที่นี่ยามว่าง แถมยังเป็นแหล่งที่รวมของโปรดหลายอย่างเอาไว้ในที่นี่ที่เดียวด้วย ยิ่งไปกว่านั้นมอสหลงรักในไวป์ของบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยกลิ่นอายวินเทจอันน่าหลงใหล “เราเป็นคนชอบเดินตึกแดงมาก เพราะหนึ่งเราชอบเสื้อผ้ามือสอง ชอบของวินเทจ มันเก๋และเป็นตัวเรา” มอสพูดถึงสไตล์แฟชั่นที่ชอบและบ่งบอกตัวตนที่แท้จริงของเขา

 

มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน 7

 

ปกติคนทั่วไปจะมีภาพจำของ ‘มอสมัดจุก’ เป็นวัยรุ่นเจนซีสวมสูทสีดำสุดเนี้ยบอยู่ตลอดเวลา แล้วก็แทบไม่มีใครเคยเห็นหรือคุ้นเคยกับลุคปกติที่เป็นชีวิตจริงของเขาเลย มอสชอบมาเดินช้อปปิ้งเสื้อผ้ามือสองตามร้านวินเทจต่าง ๆ ในตึกแดง เขารู้สึกว่าเสื้อผ้าที่นี่สวยและมีสไตล์ไม่เหมือนใคร แต่ละร้านมีเทสต์ในการคัดสรรเสื้อผ้า แล้วยังมีเซนส์สไตลิสต์ที่มิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าได้น่าสนใจจนดึงดูดให้เข้าร้านได้เสมอ ที่สำคัญมันทำให้เราได้เป็นตัวเราอย่างแท้จริง

 

มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน 8

 

นอกจากเสื้อผ้าวินเทจแล้วตึกแดงยังเป็นแหล่งรวมของโปรดของเขาอีกอย่างนั่นคือบรรดาอาร์ตทอย โมเดล ตลอดจนของใช้และของที่ระลึกจากอนิเมะ สิ่งที่หลงใหลมาตั้งแต่เด็กจนโตนี้ไม่ใช่แค่การชอบดูการ์ตูนเท่านั้นแต่เขายังสะสมข้าวของจากเรื่องต่าง ๆ มากมายอีกด้วย “ตอนเด็ก ๆ ดู Pokémon แล้วชอบมาก จำได้ทุกตัวเลย เคยสะสมการ์ดด้วย ส่วนตอนนี้สองเรื่องที่ชอบมาก ๆ เลยก็คือ ‘ดาบพิฆาตอสูร (Demon Slayer)’ กับ ‘ผ่าพิภพไททัน (Attack on Titan)’ มันก็เลยทำให้เราเลือกสักรูปเอเรน เยเกอร์ (Eren Yeager) บนแขนเราด้วย” เรียกได้ว่าอนิเมะถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมอสตั้งแต่เด็กจนโตเลยก็ว่าได้ การชอบการ์ตูนต่อยอดให้เขาชอบสะสมอาร์ตทอยไปจนถึงฟิกเกอร์คาร์แรกเตอร์ตัวโปรดหลากหลายคอลเลกชัน ถึงขนาดที่ว่าเคยทุ่มเงินเก็บแรกในชีวิตทั้งก้อนเพื่อเป็นเจ้าของของสะสมชิ้นโปรดมาแล้วด้วย

 

Open: ทุกวัน / จ.-พฤ. 10.00-20.00, ศ.-อา. 10.00-22.00  

Address: 511 ถ.กำแพงเพชร 2, เขตจตุจักร, กรุงเทพฯ 

Map: https://maps.app.goo.gl/An7xKWTCwKCZ9kAM7 

 

ตลาดปลาจตุจักร

 

มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน 9

 

แทบไม่เคยมีใครรู้ว่าอีกมุมหนึ่งของบอสสุดชิคคนนี้คือคนที่ชื่นชอบการเลี้ยงปลาเป็นชีวิตจิตใจ มอสบอกกับเราว่าการชอบเลี้ยงสัตว์ของเขานั้นไม่ใช่การเลือกเลี้ยงตามเทรนด์แต่มันเป็นนิสัยรักสัตว์ที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เด็ก “ตอนเด็ก ๆ พ่อชอบพาไปตกปลาด้วย แล้วพอพ่อเทปลาที่ได้มาลงถังถ้าเราเห็นตัวไหนยังดิ้นอยู่ เราก็จะขอพ่อว่ามันยังไม่ตายเลยเอาไปเลี้ยงได้ไหม จุดนี้เลยทำให้เราชอบเลี้ยงปลามาตั้งแต่เด็กครับ” มอสเล่าถึงที่ไปที่มาที่ทำให้เราหลงรักเขามากยิ่งขึ้น

 

มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน 10

 

จากวิถีต่างจังหวัดย้ายเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองกรุง เมื่อคราวที่เขาได้รู้จักกับตลาดปลาจตุจักรเป็นครั้งแรกมันทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นและมีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก มอสจะสนุกทุกครั้งที่กลับมาเยือนตลาดปลานี้ เขามักจะแวะเวียนไปคุยยังร้านขายปลาต่าง ๆ ที่คุ้นเคยเสมอ “สนุกมากเวลามาตลาดปลาครับ เราเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กจนโต จากที่ไม่มีความรู้เลยก็เริ่มรู้เรื่องมากขึ้นเรื่อย รู้ว่าโรคของปลาคืออะไร พันธุ์ไหนต้องเลี้ยงยังไง หรือแม้แต่การเลือกซื้อปลา เคล็ดลับสำคัญแรกเลยต้องดูการว่ายน้ำ ควรว่ายไปมาไม่เอื่อยเฉื่อย เวลาเอากระชอนลงไปตักต้องหนีไม่ให้จับได้ง่าย ไม่ว่ายอยู่แต่บนผิวน้ำ หางต้องไม่ขาด เหล่านี้เป็นต้นครับ” มอสบอกกับเราว่าความรู้เรื่องปลาเหล่านี้ก็ได้มาจากพวกพี่ ๆ เจ้าของร้านขายปลาต่าง ๆ คอยสอนและแชร์ความรู้ให้เสมอ มันสั่งสมมาเรื่อยจนกลายเป็นคลังความรู้ติดตัวจนทุกวันนี้ เมื่อไรที่ว่างหนึ่งในลิสต์แรกที่อยากมาจึงมักเป็นตลาดปลาที่จตุจักรเสมอ เป็นอีกที่ที่เหมือนแหล่งชาร์จพลังงานชีวิตของเขาเลยทีเดียว 

 

มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน 11

 

ปลาที่มอสชอบเลี้ยงมากมีอยู่สองสายพันธ์หลักคือ ‘ปลาทอง’ และ ‘ปลาหางนกยูง’ นอกจากจะสวยงามแล้วก็ยังดูแลง่ายอีกด้วย แต่ถึงอย่างนั้นการที่ทำงานแทบทุกวันจนไม่มีเวลาพักก็ทำให้เขารู้สึกผิดในใจที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างในการดูแลพวกเขาให้ดีนัก แต่ก็อยากขอบคุณที่อย่างน้อยก็เป็นความสุขเล็ก ๆ ที่เขาได้เจอเสมอไม่ว่าจะกลับมาถึงบ้านเวลาไหนก็ตาม

 

Open: ทุกวัน / 10.00-18.00  

Address: ถ.กำแพงเพชร 2, เขตจตุจักร, กรุงเทพฯ 

Map: https://maps.app.goo.gl/An7xKWTCwKCZ9kAM7 

 

Badminton Ratchada36 Club

 

มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน 12

 

ถ้าถามถึงกิจกรรมเสียเหงื่อ กีฬาสุดโปรดของมอสก็คือแบดมินตัน เมื่อก่อนจะแวะไปตีกับก๊วนเพื่อนกันเป็นประจำ แต่ทุกวนี้มีแทบไม่มีเวลาว่างเลยจึงทำให้ห่างหายการสนุกบนคอร์ทแบดฯ ไปบ้าง นั่นเลยทำให้วันพักเบรกคราวนี้เขาเลือกที่จะหวนคือสู่สนามอีกครั้ง “ชอบเล่นแบดฯ เพราะคิดว่าเราเป็นคนเล่นเก่งมาก (หัวเราะ) เว่อร์มะ แต่ว่ามันจริงนะ แล้วตอนอยู่บนคอร์ทแบดฯ คือเราได้ปล่อยพลังเต็มที่ มีท่าตีแปลก ๆ เยอะมาก เอนจอยทุกครั้งที่ลงสนามเลย”

 

มอสมัดจุก Mosmudjook คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง ในช่วงเวลาพักเบรกจากงาน 13

 

มอสเสริมว่าเหตุผลที่มาตีบ่อยอีกอย่างหนึ่งก็คือใกล้บ้าน ออกำลังกายเสร็จก็กลับบ้านง่ายด้วย แล้วความสุขอีกอย่างของการได้มาดวลฝีมือในสนามแบดฯ มอสบอกกับเราว่ามันคือการได้มาเจอกับเพื่อน เพราะกีฬาประเภทนี้เล่นคนเดียวไม่ได้ ถ้ารู้สึกเหงารู้สึกเบื่อเมื่อไรก็เลยมักจะคิดถึงสนามแบดฯ ขึ้นมาทันที 

 

Open: ทุกวัน / 10.00-24.00  

Address: 381 จันทรเกษมพลาซ่า ซ.รัชดา 36 ถ.รัชดาภิเษก, เขตจตุจักรม กรุงเทพฯ 

Map: https://maps.app.goo.gl/MFfxLbGfntsVCTZp8

The post 4 HOURS LIFE with Mosjookqs กับชั่วโมงพักเบรกที่ไม่ได้สัมภาษณ์น้องฝึกงาน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เคลียร์คิวให้ว่าง ล็อกวันให้พร้อม! ‘Marketing Oops! Summit 2026’ + Canva + “ถกไม่เถียง” Live Debate: AI vs Human ยกระดับสู่ Experience Platform เต็มรูปแบบ 11 มิ.ย. นี้ https://thestandard.co/marketing-oops-summit-2026-ai-human/ Wed, 13 May 2026 09:50:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1206803

AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 กลับมาอี […]

The post เคลียร์คิวให้ว่าง ล็อกวันให้พร้อม! ‘Marketing Oops! Summit 2026’ + Canva + “ถกไม่เถียง” Live Debate: AI vs Human ยกระดับสู่ Experience Platform เต็มรูปแบบ 11 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

AssetWise presents Marketing Oops! Summit 2026 กลับมาอีกครั้งพร้อม Title Sponsor ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ตอกย้ำความร่วมมือระยะยาวในการขับเคลื่อนวงการการตลาดไทย

 

การกลับมาของ AssetWise ในปีนี้สะท้อนบทบาทของพันธมิตรที่ไม่ได้เพียงสนับสนุน แต่ร่วมยกระดับ Marketing Oops! Summit ให้เป็น platform ที่เชื่อมโยงนักการตลาด ธุรกิจ และเทคโนโลยี เพื่อสร้าง impact ที่เกิดขึ้นได้จริง

 

ปีนี้ถือเป็นการ “ยกเครื่องงานครั้งใหญ่ที่สุด” จากเวทีที่พูดถึงเทรนด์ สู่เวทีที่เน้น Execution จริง กับความท้าทายของนักการตลาดที่ไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึง AI, Data หรือ Technology อีกต่อไป แต่คือการรับมือกับโลกที่ “การตลาดยากขึ้น” ในขณะที่ทีมเล็กลง งบถูกกดดัน และ Agentic AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำงานของทั้งองค์กร

 

Marketing Oops! Summit 2026 จัดขึ้นภายใต้ธีม “Intelligence in Action: Bolder, Bigger and Beyond” ในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) งานปีนี้ถูกออกแบบใหม่ให้เป็น Experience Platform ที่ผู้เข้าร่วมจะได้เห็นการทำงานจริงของ AI Growth System ในมุมของ Creative, Performance, New Trend และ Consumer ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์ขององค์กรในปี 2026 ที่ไม่ได้แข่งขันกันที่ “ใครมีเครื่องมือ” แต่แข่งขันกันที่ “ใครใช้ได้จริง”

 

 

“วันนี้ทุกองค์กรมี access ถึง AI และเครื่องมือไม่ต่างกัน แต่ในปี 2026 ความแตกต่างจะอยู่ที่ใครสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นให้กลายเป็น ‘Action’ ได้จริง Marketing Oops! Summit ปีนี้ เราจึงออกแบบให้ทุก session ไม่ใช่แค่ insight แต่คือ execution ที่นำไปใช้ได้ทันที และเพื่อให้นักการตลาดได้ Upgrade และตามทันกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในโลกของการตลาดยุคใหม่ และ Agentic AI” คุณณธิดา รัฐธนาวุฒิ ผู้ก่อตั้ง Marketing Oops! และผู้จัดงาน Marketing Oops! Summit กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในปีนี้

 

“AssetWise รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็น Title Sponsor ของ Marketing Oops! Summit 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพราะเราเชื่อว่างานนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และอินไซต์ใหม่ๆ แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจและนักการตลาดสามารถเปลี่ยน ‘Intelligence’ ให้กลายเป็น ‘Action’ ได้จริง ในยุคแห่ง Disruption ที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ AssetWise ในฐานะแบรนด์อสังหาที่ไม่ได้สร้างแค่ที่อยู่อาศัย แต่ตั้งใจสร้าง Quality of Life ผ่านประสบการณ์และคุณค่าที่ตอบโจทย์ทุกการเปลี่ยนแปลงของ lifestyle ลูกค้าและโลกธุรกิจยุคใหม่” คุณปณีตา มาลัยวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือกับ Marketing Oops!

 

Canva ขึ้นเวทีไทยครั้งแรก และไม่ได้มาแค่ Keynote

 

หนึ่งในสัญญาณสำคัญของปีนี้ คือการที่ Canva เลือก Marketing Oops! Summit เป็นเวทีแรกในประเทศไทย และได้เตรียม ออกแบบความรู้และประสบการณ์รวม 2 sessions ในงานเดียว

 

1. The Canva Generation (Main Stage) — Session ที่สะท้อนการเปลี่ยน paradigm ของการตลาด เมื่อ Gen Z + AI กำลัง redefine productivity และ workflow ของทั้งองค์กร จาก “ทีมครีเอทีฟ” สู่ “ทั้งองค์กรสร้างได้”

 

2. Creative at Scale: Watch AI Build a Campaign (Live Execution Theater) จาก insight สู่ execution แบบ real-time Canva จะทำ Live Demo สร้างแคมเปญด้วย AI บนเวทีจริงให้เห็น ตั้งแต่ ideation, asset creation ไปจนถึง deployment นี่คือ rare moment ที่ได้เห็นว่า “AI กำลังย่น workflow การตลาดจากวัน เหลือไม่กี่นาที”

 

การมี 2 sessions ของ Canva ใน 2 เวทีที่ต่างกัน ไม่ใช่แค่ highlight แต่คือการสะท้อนว่า “อนาคตของ marketing ไม่ได้อยู่ที่การคิด หรือการทำ แต่คือการเชื่อมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน”

 

 

 

 

“ถกไม่เถียง” Live on Stage: เมื่อ AI vs Human คือโจทย์ของทุกองค์กร

 

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ต่างจากทุกเวที คือการนำรายการชื่อดัง “ถกไม่เถียง” มาจัดแบบ Live Debate บนเวทีจริง ภายใต้หัวข้อ “AI vs Human: โลกที่ใครก็เก่งได้ด้วย AI — โอกาส หรือจุดจบของ Skill?” และ Session นี้จะเป็น entertainment ที่เป็น core conversation ของทั้ง industry โดยผู้ร่วม debate เป็นทั้งฝั่งที่ “ใช้ AI อย่างลึก” และฝั่งที่เชื่อใน “human judgment และ experience” ประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาจะไม่ใช่คำถามพื้นฐาน แต่เป็นคำถามที่องค์กรต้องตัดสินใจจริง นี่คือ session ที่ไม่ได้ให้คำตอบเดียว แต่ทำให้ผู้ฟัง “ต้องกลับไปตัดสินใจเอง”

 

 

Experience ใหม่ที่ทำให้ MOS ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

นอกจาก 2 highlight หลัก งานปีนี้ยังถูกออกแบบให้เป็น 4 มิติหลัก:

 

▪ Experience Theater (New Format): Live Demo + Real Case + Deep Dive ไม่ใช่ฟัง แต่คือ “เห็นของจริง”

 

▪ AI LIVE Playground: พื้นที่ทดลอง AI ในบริบทธุรกิจจริง จาก AI Commerce → AI Content → AI-driven CX

 

▪ Physical AI (Exclusive Session): หนึ่งใน theme ใหญ่ของ CES 2026 เมื่อ AI ไม่ได้อยู่แค่ใน software แต่ฝังอยู่ในโลกจริง

 

▪ MOS Black Night (First Time Ever): After Party ครั้งแรกของงาน คืนที่ networking จะไม่เกิดใน panel แต่เกิดใน “conversation จริง” พร้อมการแสดงสด จาก “กรุงเทพราตรี” ศิลปิน Gen Z ที่กำลังไวรัลบน TikTok

 

ความสำเร็จของปีที่ผ่านมา ตอกย้ำบทบาท “ศูนย์กลางอุตสาหกรรม”

 

ในปี 2025 Marketing Oops! Summit มีผู้เข้าร่วมกว่า 2,400 คน รวม 90+ speakers และ 60+ brands สะท้อนบทบาทของงานในฐานะ “แพลตฟอร์มที่ผู้นำใช้กำหนดทิศทาง ไม่ใช่แค่ตามเทรนด์”

 

เปิดขายบัตรแล้ว

 

🎟 Early Bird 1,999 บาท (ถึง 31 พฤษภาคม 2569)
🎟 ราคาปกติ 3,900 บาท (ถึง 11 มิถุนายน 2569)
📍 11 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ฯ สิริกิต์

 

🔥 บัตรทุกใบ

 

✔ ร่วม Workshop: Claude Co-work ฟรี❗

 

✔ ร่วม Workshop: AI Search for Brand ฟรี

 

✔ รับชมย้อนหลังได้ 3 เดือน

 

🔥 Group Discount: ซื้อ 5–9 ใบ ลด 10% | ซื้อ 10 ใบขึ้นไป ลด 15%

 

🎟 ซื้อบัตร ได้ที่ https://bit.ly/MOSummit2026-EarlyBird

 

🎟 ซื้อบัตรองค์กร ได้ที่นี่ https://marketingoops.com/marketingoopssummit2026/quotation/

 

🗒 รายละเอียดเพิ่มเติม https://marketingoops.com/marketingoopssummit2026/

 

เปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจ

 

Marketing Oops! Summit 2026 พร้อมเปิดรับพันธมิตรและสปอนเซอร์ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ platform ที่เชื่อมต่อกับผู้นำองค์กร นักการตลาด และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีกว่า 2,000 คน

 

งานนี้ไม่ใช่แค่การสร้าง visibility แต่คือพื้นที่ที่แบรนด์สามารถเปลี่ยน “Intelligence” ให้กลายเป็น “Strategic Advantage”
และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในโลกธุรกิจจริง

 

[PR NEWS]

The post เคลียร์คิวให้ว่าง ล็อกวันให้พร้อม! ‘Marketing Oops! Summit 2026’ + Canva + “ถกไม่เถียง” Live Debate: AI vs Human ยกระดับสู่ Experience Platform เต็มรูปแบบ 11 มิ.ย. นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
บูธแคมป์การลงทุนดีๆ เรียนได้ฟรีจาก KAsset อัปสกิล ‘ลงทุน x AI’ https://thestandard.co/kasset-investment-bootcamp-ai-gen-z/ Tue, 12 May 2026 05:32:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1206244 ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z

Gen Z สายลงทุน ต้องมาสมัครค่ายนี้ ฟรี!!   “KAsset […]

The post บูธแคมป์การลงทุนดีๆ เรียนได้ฟรีจาก KAsset อัปสกิล ‘ลงทุน x AI’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z

Gen Z สายลงทุน ต้องมาสมัครค่ายนี้ ฟรี!!

 

“KAsset Investment Bootcamp Season 3: Where AI Meets Smart Investing”

 

THE STANDARD อยากชวนน้องๆ นักศึกษามาเปิดประสบการณ์โลกการลงทุนผ่าน Bootcamp Season 3 ของ KAsset ที่เข้มข้นกว่าเดิม พร้อมอัปสกิลโดยกูรูตัวจริงระดับประเทศและระดับโลก ได้เรียนรู้เรื่องการลงทุนแบบที่หาไม่ได้ใน

 

ห้องเรียน พร้อมทริกการใช้ AI สุดล้ำ ให้ทุกการลงทุนเหนือกว่าเดิม เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมก่อนก้าวสู่โลกการทำงานจริง!

 

เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 15 พ.ค.69 สมัครตรงนี้เลย คลิก ›

 

(โปรดศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในแบบฟอร์มการรับสมัคร)

  • ฟรี! สำหรับนิสิต / นักศึกษา ทุกคณะ ทุกชั้นปี เรียนได้หมด
  • รับจำนวนจำกัด

 

เรียนทั้ง Online และ Onsite

  • Online : มิ.ย. – ส.ค. 69
  • On-site : ส.ค. – ก.ย. 69

 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ Facebook @KAsset

 

ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z 1ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z 2ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z 3ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z 4ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z 5ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z 6ภาพปก บูธแคมป์การลงทุน KAsset อัปสกิล 'ลงทุน x AI' สำหรับ Gen Z 7

The post บูธแคมป์การลงทุนดีๆ เรียนได้ฟรีจาก KAsset อัปสกิล ‘ลงทุน x AI’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
คนวัย 20 หันเข้าคลินิกความงามเร็วขึ้น Aura Wellness รายได้แตะ 1,746 ล้านบาทในปี 2568 เดินหน้าขยายบุกอุดรธานีและขอนแก่น https://thestandard.co/aura-wellness-revenue-expansion-beauty-clinics/ Fri, 08 May 2026 09:35:42 +0000 https://thestandard.co/?p=1205166 ผู้บริหาร Aura Wellness นั่งบนโซฟาในคลินิก

พฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดคลินิกความงามของไทยเปลี่ยนแปล […]

The post คนวัย 20 หันเข้าคลินิกความงามเร็วขึ้น Aura Wellness รายได้แตะ 1,746 ล้านบาทในปี 2568 เดินหน้าขยายบุกอุดรธานีและขอนแก่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้บริหาร Aura Wellness นั่งบนโซฟาในคลินิก

พฤติกรรมของผู้บริโภคในตลาดคลินิกความงามของไทยเปลี่ยนแปลงชัดเจนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ลูกค้ามักเริ่มเข้าคลินิกในวัย 30 ปีขึ้นไปเพื่อแก้ไขริ้วรอย ปัจจุบันลูกค้าวัย 20 ปีก็เริ่มเข้าคลินิกเพื่อดูแลผิวก่อนเกิดปัญหา

 

 
 

เจตบดินทร์ ประคุณศึกษาพันธ์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Aura Wellness ระบุอีกว่า พฤติกรรมที่เปลี่ยนของผู้บริโภคได้รับอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียที่ทำให้คนตระหนักถึงข้อได้เปรียบทางรูปลักษณ์ ส่งผลให้ฐานลูกค้าของ Aura Wellness ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาขยายจากกลุ่มอายุ 20-30 ปี มาเป็น 20-40 ปี (Gen Y และ Gen Z) ทั้งผู้ชายและผู้หญิง และเริ่มขยายไปยังกลุ่ม 40-60 ปีเพิ่มขึ้น

 

การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมนี้สอดคล้องกับการขยายตัวของตลาด โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในปี 2568 มูลค่าตลาดธุรกิจศัลยกรรมและเสริมความงามของไทยอยู่ที่ราว 75,200 ล้านบาท เติบโต 1.6% เทียบปีก่อน ขณะที่ปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องราว 1.0%

 

ต่างชาติเดินทางมาใช้บริการในไทย ดันตลาด Medical Tourism เติบโต

 

นอกเหนือจากคนไทยแล้ว พบว่าลูกค้าต่างชาติก็เข้ามาใช้บริการความงามที่ไทยมากขึ้น โดย T-Beauty และ Clean Beauty ของไทยกำลังเป็นที่นิยมในระดับโลก ลูกค้าต่างชาติไม่ได้บินมาเพื่อท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ตั้งใจบินมาใช้บริการและกลับมาใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง

 

“T-Beauty มีความยืดหยุ่นและรองรับความหลากหลาย ได้เหนือกว่า K-Beauty ซึ่งมักจะมีรูปแบบความงามที่เฉพาะเจาะจงและตายตัวเกินไป T-Beauty ของเราสามารถปรับแต่งให้เข้ากับทุกสีผิว, โครงหน้า, เพศสภาพ และตอบโจทย์กลุ่ม LGBTQ+ ได้”

 

ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ระบุว่า ในปี 2569 ททท. จะเดินหน้ารุกตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีการใช้จ่าย 107,662 บาทต่อคนต่อทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 102.67% โดยไทยมีจุดแข็งเรื่องสถานพยาบาลมาตรฐานระดับโลก ได้รับการรับรองจาก JCI (Joint Commission International) มากถึง 61 แห่ง ราคาต่ำกว่าประเทศตะวันตก 30-70% และมีสถานพยาบาลครอบคลุมทั่วประเทศมากกว่า 500 แห่ง

 

ในปี 2568 ไทยคาดว่าจะมีรายได้จากตลาด Health Tourism ราว 1.25 แสนล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 5.8 แสนคน คิดเป็นสัดส่วน 1.74% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด โดยประเทศที่นิยมเดินทางมารักษาในไทยมาจากกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น กาตาร์ โอมาน และคูเวต กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา และกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เช่น บังกลาเทศ

 

สำหรับ Aura Wellness เจตบดินทร์ ระบุว่าสิ่งที่ทำแตกต่างจากที่อื่นคือ เราไม่ได้ใช้ระบบเอเจนซี่ แม้จะเคยศึกษาโมเดลนี้ แต่พบว่ามีการเก็บค่าธรรมเนียมที่ค่อนข้างสูง จึงเลือกใช้วิธี Direct Marketing เจาะเข้าถึงลูกค้า ซึ่งนอกจากจะบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่ากว่าแล้ว ยังสามารถสร้างประสบการณ์แบบ Personal Touch เข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง

 

ปัจจุบัน Aura Wellness ดำเนินงานผ่าน 3 แบรนด์ในเครือ ได้แก่

 

  • Aura Bangkok Clinic ซึ่งเจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมียมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่มีรายได้ระดับ 30,000 บาทขึ้นไป ซึ่งตลาดยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมี 19 สาขา
  • Aura Xpress แบรนด์ใหม่ที่เปิดตัวในปี 2568 ออกแบบมาเพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการบริการคุณภาพแต่มีงบประมาณจำกัดในระดับหลักพันบาท ใช้โมเดลไม่มีพนักงานขาย ซึ่งได้รับการตอบรับดีจนสามารถสร้างยอดขายเกือบ 200 ล้านบาทได้ภายในเวลาเพียง 3 ไตรมาสแรก ปัจจุบันมี 6 สาขา
  • AURASOL Wellness & Spa มี 1 สาขา

 

เจตบดินทร์เปรียบเทียบโมเดลธุรกิจของทั้งสองแบรนด์ว่า Aura Bangkok Clinic เป็นเสมือนสายการบินแบบ Full Service ส่วน Aura Xpress คือสายการบิน Low Cost ที่เน้นความกระชับและคล่องตัว โดยทั้งสองแบรนด์ใช้ทีมแพทย์มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งมี Aura Training สำหรับฝึกอบรมพนักงานของเครือ และใช้ประโยชน์จาก Economy of Scale ในการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ร่วมกัน

 

เปิดสาขาแรกในต่างจังหวัดที่อุดรธานี

 

ผลประกอบการของ Aura Wellness ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้ปี 2564 อยู่ที่ 161 ล้านบาท เพิ่มเป็น 324 ล้านบาทในปี 2565, 740 ล้านบาทในปี 2566, 1,210 ล้านบาทในปี 2567 และแตะ 1,746 ล้านบาทในปี 2568 คิดเป็น CAGR ของรายได้ในช่วง 4 ปีที่ 81% ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มจาก 123 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 214 ล้านบาทในปี 2568 หรือเติบโต 74%

 

นอกจากการเติบโตจากการเปิดสาขาใหม่ ยอดขายของสาขาเดิม (Same Store Growth) ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 ก็เติบโต 12% เทียบปีก่อน ส่วนยอดขายต่อสาขาของ Aura Bangkok Clinic ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดถึง 3 เท่า

 

ด้านทำเล Aura Wellness ใช้กลยุทธ์ออนไลน์ในการสร้างการรับรู้และความน่าเชื่อถือ ทำให้ลูกค้าตั้งใจมาใช้บริการโดยตรง ไม่ต้องพึ่งทำเลที่มีคนเดินผ่านไปมามาก นี่คือเหตุผลที่ทำให้สามารถเปิดสาขาในพื้นที่ที่ไม่จำเป็นต้องสะดุดตา เช่น การเปิดคลินิกบนชั้น 21 ของอาคารสำนักงาน หรือการเช่าพื้นที่นอกห้างสรรพสินค้า

 

ขณะเดียวกันเริ่มต้นเจาะตลาดระดับภูมิภาคที่ภาคอีสานเป็นหลัก เช่น ที่อุดรธานีและขอนแก่น โดยสาเหตุที่เราเลือกเปิดสาขาที่อุดรธานีเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพราะมองว่าแม้จะเป็นเมืองรองแต่เห็นกำลังซื้อที่ซ่อนอยู่ อีกทั้งสามารถหาทำเลทองในคอมมูนิตี้มอลล์ท้องถิ่นที่ควบคุมต้นทุนค่าเช่าในระยะยาวได้ดีกว่าการอยู่ในห้างสรรพสินค้า

 

“ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด เราเชื่อมั่นว่าผู้เล่นรายใหญ่ที่มีศักยภาพย่อมได้เปรียบกว่าผู้เล่นรายเล็ก ทั้งในแง่ของงบประมาณการตลาดที่เข้าถึงเป้าหมายได้ และโครงสร้างระบบการฝึกอบรมกับการบริการ”

 

ตั้งเป้าถึง 30 สาขาในปีนี้

 

ล่าสุด Aura Wellness ได้รับการลงทุนจาก Fullerton Thai Private Equity Fund กองทุนจากสิงคโปร์ที่ลงทุนในบริษัทไทยไปทั้งสิ้น 10 แห่ง โดย Aura Wellness เป็นรายสุดท้ายที่กองทุนเลือกลงทุนจนปิดกอง เป็นการซื้อหุ้น 2.857% จากเจตบดินทร์ จึงไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้บริหารและผู้ถือหุ้นหลักที่ยังคงเป็นกลุ่มผู้ก่อตั้งเดิม

 

ตัวแทนของ Fullerton ระบุเหตุผลในการเลือกลงทุนใน Aura ว่ามาจากศักยภาพของอุตสาหกรรม Beauty and Wellness ที่เป็น New Economy ของไทยซึ่งตอบโจทย์ Global Demand, ความสามารถในการสร้างแบรนด์ในตลาดที่แข่งขันสูง และทีมผู้บริหารที่บริหารอย่างเป็นระบบ

 

เจตบดินทร์ ระบุว่าสิ่งที่ Aura Wellness ได้รับจากดีลนี้คือ “ความน่าเชื่อถือและเครือข่ายระดับโลก”

 

ในปี 2569 Aura Wellness วางงบลงทุนหลักหลายร้อยล้านบาทเพื่อเปิดสาขาใหม่ 4-7 สาขาต่อแบรนด์ ขึ้นอยู่กับทำเลและโอกาส โดยในระยะนี้โฟกัสการขยาย Aura Xpress ก่อน ตั้งเป้าจบปีนี้ด้วยจำนวนสาขารวมประมาณ 30 แห่ง จากเริ่มต้นปีที่ 22 สาขา ขณะที่เป้าหมายระยะยาวคือการมีสาขารวม 50 แห่ง

 

ท้ายที่สุดนี้ สำหรับแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ที่เดิมวางแผนในปี 2571 ปัจจุบันนั้น เจตบดินทร์ระบุว่ายังอยู่ในช่วงการศึกษา โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าต้องมีรายได้ถึงจุดใดจุดหนึ่งจึงจะพร้อมเข้าตลาด แต่มองว่า IPO คือเครื่องมือสำคัญในการระดมทุนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นจะ IPO ก็ต่อเมื่อโครงสร้างทีมงานและผู้บริหารมีความแข็งแกร่งและพร้อมที่สุดในการนำเงินลงทุนไปขยายกิจการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

เบื้องต้นนอกจากขยายสาขาในไทยแล้ว Aura Wellness จะมุ่งเน้นการดึงลูกค้าต่างชาติเข้ามาใช้บริการในประเทศไทยเป็นหลัก เนื่องจากต้นทุนการดำเนินงานในไทยทั้งบุคลากรทางการแพทย์และการบริหาร ซึ่งตอบโจทย์กว่าการออกไปเปิดสาขาในต่างประเทศ

 

อ้างอิง:

 

The post คนวัย 20 หันเข้าคลินิกความงามเร็วขึ้น Aura Wellness รายได้แตะ 1,746 ล้านบาทในปี 2568 เดินหน้าขยายบุกอุดรธานีและขอนแก่น appeared first on THE STANDARD.

]]>
แก้เกมกระแสมาไวไปไว! Swensen’s ส่ง ‘The Creation’ ยึดสยาม ให้ลูกค้าเลือกท็อปปิ้งและผสมไอศกรีมซันเดเองได้ มัดใจ Gen Z https://thestandard.co/swensens-the-creation-siam-gen-z/ Thu, 07 May 2026 06:10:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1204684 ภาพเมนูไอศกรีม Swensen's The Creation ที่ให้ลูกค้าเลือกและผสมท็อปปิ้งเอง

Swensen’s เปิดสาขาคอนเซปต์ใหม่ภายใต้ชื่อ ‘T […]

The post แก้เกมกระแสมาไวไปไว! Swensen’s ส่ง ‘The Creation’ ยึดสยาม ให้ลูกค้าเลือกท็อปปิ้งและผสมไอศกรีมซันเดเองได้ มัดใจ Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพเมนูไอศกรีม Swensen's The Creation ที่ให้ลูกค้าเลือกและผสมท็อปปิ้งเอง

Swensen’s เปิดสาขาคอนเซปต์ใหม่ภายใต้ชื่อ ‘The Creation’ ที่ Siam Scape ชั้น 1 ย่านสยามสแควร์ โดยมี Pick and Mix Bar ให้ลูกค้าเลือกท็อปปิ้งและผสมไอศกรีมซันเดเอง พร้อมสเตชันผัดไอศกรีมเทปันยากิหน้าร้าน เป้าหมายเจาะกลุ่ม Gen Z และตั้งเป้ายอดขายต่อสาขาเกิน 1 ล้านบาทต่อเดือนต่อเนื่อง 6 เดือน เพื่อใช้ประเมินก่อนขยายโมเดลไปสาขาอื่นทั้งในและต่างประเทศ

 

 
ปัจจุบันตลาดไอศกรีมในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ ‘ไอศกรีมบรรจุหีบห่อ’ มูลค่าตลาดประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ที่แข่งขันด้วยแบรนด์ใหญ่กว่า 10 ราย พร้อมจุดจำหน่ายมากกว่า 5 หมื่นจุดทั่วประเทศไทย และ ‘กลุ่มร้านไอศกรีม’ มูลค่าตลาดกว่า 1ล้านบาท และมากกว่า 3000 ร้านทั่วประเทศไทย

 

ขณะที่ Swensen’s ทำตลาดในไทยมาแล้ว 38 ปี และมีสาขากว่า 360 แห่ง โดยตลอด 38 ปีที่ผ่านมาได้ปล่อยสินค้าใหม่ทุก 5-10 ปี ตั้งแต่ไอศกรีมถ้วยใหญ่พสุธากัมปนาท, เมนูฟองดู, ช็อกโกแลตลาวา, บิงซู มาจนถึงคราฟท์บาร์ที่เปิดในช่วงโควิด

 

อนุพนธ์ นิธิยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ระบุว่าสิ่งที่ Swensen’s ขายให้ลูกค้าคือ “Customer Experience หรือประสบการณ์และความสุขของลูกค้าที่ได้มารับประทานไอศกรีมร่วมกัน”

 

เลือกทำเลสยามสแควร์จับ Gen Z กลุ่ม Early Adopter

 

Swensen’s เลือกทำเลศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) อย่างสยามสแควร์เพื่อจับกลุ่ม Gen Z ที่เป็น Early Adopter ของตลาด มีความเป็น Foodie, Creator, Trend Setter และ Social Seeker พร้อมรองรับกลุ่มผู้ปกครองที่มารอรับบุตรหลานเรียนพิเศษในย่านนี้

 

แม้ฐานลูกค้าหลักระดับประเทศของ Swensen’s ยังคงเป็นกลุ่มครอบครัวที่มีเด็ก (Family with kids) แต่สาขาต้นแบบนี้ออกแบบมาเพื่อ Gen Z โดยเฉพาะ หน้าตาร้านเน้นความเรียบหรู ลดทอนสีสันฉูดฉาด ใช้ไฟนีออนและวัสดุสีเงิน ขณะที่ยังคงโคมไฟ Tiffany Lamp ตามรูปแบบเดิม

 

Pick and Mix Bar เลือกท็อปปิ้งเอง 30 ชนิด

 

ไฮไลต์หลักของสาขาคือ Pick and Mix Bar ที่ให้ลูกค้าผสมไอศกรีมซันเดเอง มีท็อปปิ้งให้เลือกราว 30 ชนิด รวมถึงท็อปปิ้งพรีเมียมที่ไม่มีในสาขาทั่วไป เช่น ซอสพิสตาชิโอ, เฟอร์เรโร รอชเชอร์, องุ่นไชน์มัสแคต และผลไม้นำเข้าหลายชนิด ซึ่งสับเปลี่ยนหมุนเวียนได้ตามเทรนด์

 

รูปแบบบริการกำหนดปริมาณตามขนาดถ้วย ราคาเริ่มต้นที่ 149 บาท สำหรับไอศกรีม 1 สกู๊ป ลูกค้าผสมได้ 2 รสจากทั้งหมด 24 รสมาตรฐาน เลือกซอสฟรี 1 ชนิด ส่วนท็อปปิ้งพรีเมียมอย่างเฟอร์เรโร รอชเชอร์ บวกราคาเพิ่ม 10-15 บาท

 

อีกสิ่งที่เปลี่ยนไปของสาขานี้คือสเตชันผัดไอศกรีมแบบเทปันยากิที่โชว์การทำหน้าร้าน ใช้แทนการปั่น โดยอาจยกระดับเป็นสเตชันผัดโชว์ตรงกลางร้านในลักษณะคล้าย Benihana ในอนาคต

 

ขณะที่ลูกค้าที่ต้องการความสะดวกสามารถสั่งจากเมนู Chef Recommendation 9 รสที่ทางร้านคิดมาให้ ราคาเริ่มต้น 119 บาท พร้อมจุด Self Service Station สำหรับน้ำดื่มและอุปกรณ์รับประทานอาหาร เพื่อให้รูปแบบการบริการเข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น

 

ตั้งเป้ายอดขายเกิน 1 ล้านบาทต่อเดือน ก่อนขยายโมเดล

 

อย่างไรก็ตามตลาดคาเฟ่ขนมหวานเป็นสนามที่แข่งขันรุนแรง เนื่องจากมีอุปสรรคในการเข้าตลาดต่ำ (Low Entry Barrier) ใช้เงินลงทุนและพื้นที่น้อยกว่าร้านอาหารคาว ไม่ต้องลงทุนระบบดูดควันราคาแพง ขณะที่แบรนด์ใหม่จากต่างประเทศก็เข้ามาตีตลาดต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์หลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่การตัดราคา

 

อีกแรงกดดันสำคัญคืออายุของกระแสสินค้าใหม่ที่สั้นลงมาก อนุพนธ์ระบุว่า “จากเดิมที่สินค้าใหม่เคยอยู่ในกระแสได้ 3 เดือน ปัจจุบันเหลือเวลาเพียงเดือนครึ่งก็หมดกระแสแล้ว”

 

ด้วยเหตุนี้ Swensen’s จึงเลือกสร้างคอนเซปต์ที่นำไอศกรีมรสเดิมมาเปลี่ยนลูกเล่นที่ท็อปปิ้ง ทำให้ออกเมนูใหม่ได้รวดเร็ว ไม่ต้องใช้เวลานาน

 

Swensen’s ตั้งเป้ายอดขายของสาขาต้นแบบที่ Siam Scape ให้เกิน 1 ล้านบาทต่อเดือนอย่างต่อเนื่อง 6 เดือน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ประเมินก่อนขยายโมเดลไปยังสาขาอื่นทั้งในหัวเมืองใหญ่และตลาดต่างประเทศ ขณะที่ยอดการใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ย ของลูกค้าปัจจุบันอยู่ที่ราว 240-260 บาท

 

ส่วนเทรนด์สุขภาพ Swensen’s ยังคงเน้นความอร่อยและความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ หลังเคยทดลองทำเมนูหวานน้อยและแคลอรีต่ำมาแล้วไม่ได้รับความนิยม ลูกค้ายังคงต้องการรสชาติเดิมที่คุ้นเคย

 

อนุพนธ์ปิดท้ายว่า “ความเซ็กซี่หรือความแปลกใหม่ของแบรนด์อาจอยู่ได้เพียงชั่วคราว แต่ความยั่งยืนของธุรกิจอาหารจะกลับมาที่แก่นแท้เสมอ นั่นคือรสชาติอาหารที่อร่อย ภาพลักษณ์ที่ตรงปก สินค้าโดนใจ และราคาที่ลูกค้าเข้าถึงได้”

The post แก้เกมกระแสมาไวไปไว! Swensen’s ส่ง ‘The Creation’ ยึดสยาม ให้ลูกค้าเลือกท็อปปิ้งและผสมไอศกรีมซันเดเองได้ มัดใจ Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุณปู่วุ่นYหลานชายYวุ่น ซีรีส์ที่พูดถึงมุมมองคนต่างเจนผ่านการเขียนนิยายบอยเลิฟ https://thestandard.co/grandpa-grandson-bl-generations/ Thu, 07 May 2026 02:38:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1204573 ภาพจาก ThaiPBS ซีรีส์ คุณปู่วุ่น Y หลานชาย Y วุ่น ที่พูดถึงมุมมองคนต่างเจนผ่านการเขียนนิยายบอยเลิฟ

กลายเป็นกระแสบนโลกโซเชียลหลังจาก ThaiPBS เปิดตัวโปรเจกต […]

The post คุณปู่วุ่นYหลานชายYวุ่น ซีรีส์ที่พูดถึงมุมมองคนต่างเจนผ่านการเขียนนิยายบอยเลิฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพจาก ThaiPBS ซีรีส์ คุณปู่วุ่น Y หลานชาย Y วุ่น ที่พูดถึงมุมมองคนต่างเจนผ่านการเขียนนิยายบอยเลิฟ

กลายเป็นกระแสบนโลกโซเชียลหลังจาก ThaiPBS เปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ คุณปู่วุ่นYหลานชายYวุ่น ซีรีส์ที่พูดถึงมุมมองของคนต่างเจนผ่านยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจนทำให้คุณปู่ ที่อยู่ในเจเนอเรชัน Baby Boomer ต้องลุกขึ้นมาเขียนนิยาย Boys’ Love นำแสดงโดย อี๊ด สุประวัติ และ แปลน ธนวัฒน์ พร้อมปล่อย OFFICIAL TRAILER เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมที่ผ่านมา

 

โดย คุณปู่วุ่นYหลานชายYวุ่น บอกเล่าเรื่องราวของ สมศักดิ์ นักเขียนนิยายชื่อดังวัย 75 ปี ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตจากการถูกยึดมูลนิธิเด็กกำพร้าของตระกูล เขาดูแลมูลนิธิด้วยเงินจากการเขียนนิยายแนวผจญภัย แต่หลังๆ มานี้นิยายของเขาหยุดตีพิมพ์เพราะขายไม่ออก หนทางเดียวที่จะหาเงินมาได้เร็วที่สุดก็คือการเขียนนิยายวาย Boys’ Love ตามความสนใจของคนยุคสมัยใหม่ ด้วยความช่วยเหลือของ เซฟ หลานชายเจน Z ที่มีมุมมองและนิสัยต่างกันคนละขั้ว

 

ซีรีส์เรื่องนี้จะพาไปพบกับความวุ่นวายของมุมมองที่แตกต่างกันของคนแต่ละเจเนอเรชัน เพราะนอกจากตัวละครหลัก 2 เจเนอเรชันแล้ว ยังมีมุมมองของตัวละครเจเนอเรชันอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น สร ลูกชายคนโตเจน X ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่พ่อต้องฝืนตัวเองเพื่อไปเขียนนิยายแนวที่ไม่ถนัดจึงช่วยกันหารายได้ทางอื่น หรือจะเป็น สัน ลูกชายคนเล็กเจน Y ที่แนะนำให้ขายบ้านจะได้ไม่เป็นภาระ ส่วน สโนว์ หลานสาวคนเล็กเจน Alpha ก็ให้ AI ช่วยหาทางออก

 

ซึ่งนอกจากมุมมองที่แตกต่างระหว่างวัยแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ยังจะพาผู้ชมค่อยๆ เติบโตและเรียนรู้ไปกับความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ที่ดำเนินเรื่องผ่านตัวละครวัย 75 ปี ท่ามกลางเรื่องราววุ่นวายแต่แฝงไปด้วยข้อคิดและตีแผ่สังคมปัจจุบัน ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นที่น่าจับตามองและเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน

 

สำหรับ คุณปู่วุ่นYหลานชายYวุ่น ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานดีๆ ของ ThaiPBS ที่สร้างสรรค์ผลงานหลากหลายทั้งยังให้ข้อคิดแก่สังคมไปพร้อมๆ กับเนื้อหาที่ทันสมัยและน่าติดตาม โดยซีรีส์เรื่องนี้จะออกอากาศทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.30 น. ทาง ThaiPBS เริ่มตอนแรก 16 พฤษภาคมนี้

 

ภาพ: ThaiPBS

 

อ้างอิง: http://thaipbs.or.th/program/BLWriter

 

 

The post คุณปู่วุ่นYหลานชายYวุ่น ซีรีส์ที่พูดถึงมุมมองคนต่างเจนผ่านการเขียนนิยายบอยเลิฟ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Alysa Liu ขึ้นแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดของ Louis Vuitton https://thestandard.co/alysa-liu-louis-vuitton-ambassador/ Mon, 04 May 2026 08:28:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1203635 Alysa Liu แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดของ Louis Vuitton

Louis Vuitton ขยายกลุ่มแบรนด์แอมบาสเดอร์ในโลกกีฬาและในก […]

The post Alysa Liu ขึ้นแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดของ Louis Vuitton appeared first on THE STANDARD.

]]>
Alysa Liu แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดของ Louis Vuitton

Louis Vuitton ขยายกลุ่มแบรนด์แอมบาสเดอร์ในโลกกีฬาและในกลุ่ม Gen Z อีกครั้งด้วยการแต่งตั้งให้ Alysa Liu นักไอซ์สเกตวัย 20 ปีจากอเมริกา เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกฤดูหนาว 2026 มาเป็นแอมบาสเดอร์คนล่าสุด หลังจากเธอได้ไปร่วมไปชมแฟชั่นโชว์ Fall/Winter 2026 ที่ปารีสแฟชั่นวีคช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

โดยทาง Nicolas Ghesquiere ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ฝั่งเสื้อผ้าผู้หญิงของ Louis Vuitton ได้กล่าวในแถลงการณ์ว่า “

 

“Alysa Liu คือตัวแทนของผู้หญิงสมัยใหม่ในรูปแบบของ Louis Vuitton ที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ความคิดสร้างสรรค์ และไม่เกรงกลัวสิ่งใด พลังและความเป็นตัวของตัวเองของเธอสอดคล้องกับจิตวิญญาณของแบรนด์ Louis Vuitton และเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราทุกคนกล้าแสดงออกในทุกรูปแบบ”

 

นอกเหนือจาก Alysa Liu แล้ว นักกีฬาชื่อดังที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Louis Vuitton ก็มี อาทิ นักเทนนิส Carlos Alcaraz และนักบาสเกตบอล Victor Wembanyama โดยเราจะได้เห็น Alysa Liu ไปร่วมโปรเจกต์อะไรบ้างกับ Louis Vuitton ก็ต้องติดตามดูต่อไป แต่ที่มีโอกาสสูงก็คือการที่เธอจะไปร่วมงาน Met Gala 2026 ในวันพรุ่งนี้เช้า (5 พฤษภาคม) ในลุคของแบรนด์ รวมถึงไปชมแฟชั่นโชว์ Cruise 2027 ที่มหานครนิวยอร์กในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้

 

ภาพ: Louis Vuitton

The post Alysa Liu ขึ้นแท่นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดของ Louis Vuitton appeared first on THE STANDARD.

]]>
เมื่อผู้บริโภค ‘คิดก่อนซื้อ’ มากขึ้น CMMU เผยคนไทย 90% หันใช้ AI เปรียบเทียบสินค้า รีวิวจริงครองความน่าเชื่อถือ https://thestandard.co/thai-consumers-smart-buying-ai-reviews/ Wed, 29 Apr 2026 10:02:57 +0000 https://thestandard.co/?p=1202424 ภาพอินโฟกราฟิกผู้บริโภค 'คิดก่อนซื้อ' คนไทย 90% ใช้ AI เปรียบเทียบสินค้า

แรงกดดันจากค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนกำลังเร่งใ […]

The post เมื่อผู้บริโภค ‘คิดก่อนซื้อ’ มากขึ้น CMMU เผยคนไทย 90% หันใช้ AI เปรียบเทียบสินค้า รีวิวจริงครองความน่าเชื่อถือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกผู้บริโภค 'คิดก่อนซื้อ' คนไทย 90% ใช้ AI เปรียบเทียบสินค้า

แรงกดดันจากค่าครองชีพและภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนกำลังเร่งให้ผู้บริโภคไทยเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าอย่างชัดเจน

 

 
 

วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดผลวิจัย ‘THAI SMARTSUMER 2026 เมื่อผู้บริโภคฉลาดขึ้น เกมธุรกิจต้องเปลี่ยน’ ที่ระบุว่า ผู้บริโภคไทยกว่า 90% หันมาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจซื้อ แทนการรับสารจากแบรนด์โดยตรง โดยรีวิวจากผู้ใช้จริงและประสบการณ์ตรงกลายเป็นปัจจัยชี้ขาด

 

ผลวิจัยชี้ว่าผู้บริโภคได้เปลี่ยนผ่านจากการตัดสินใจเชิงอารมณ์ (Emotional-driven) สู่การตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผลและข้อมูล โดยเฉพาะการใช้ AI เป็นเครื่องมือวิเคราะห์และเปรียบเทียบก่อนซื้อ สะท้อนการก้าวเข้าสู่ยุค ‘Smartsumer’ หรือผู้บริโภคที่คิด, วิเคราะห์ และเลือกอย่างมีเหตุผลมากขึ้น

 

ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่จำกัดเฉพาะคนรุ่นใหม่ แต่เกิดขึ้นในผู้บริโภคทุกช่วงวัย ตั้งแต่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y ไปจนถึง Gen Z สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในภาพรวม

 

5 มิติพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภคไทย

 

งานวิจัยฉบับนี้ใช้วิธี Mixed Method ทั้งการสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถามกับผู้บริโภค 4 เจเนอเรชัน ครอบคลุม 5 หมวดสินค้า ได้แก่ Technology & Gadgets, Beauty & Personal Care, Fashion Apparel & Accessories, Home & Appliances และ FMCG & Daily Essentials

 

ผลสำรวจพบว่าผู้บริโภคไทย 90-97% ทุกช่วงวัยมีความพิถีพิถันในการซื้อสินค้า สะท้อนเป็น 5 มิติพฤติกรรม คือ Search & Compare, Maximize Value, Authentic Demand, Risk Reduction และ Timing & Patience

 

โดย Gen X ให้ความสำคัญกับ 5 มิตินี้สูงสุด ส่วน Gen Z แม้ให้น้ำหนักโดยรวมน้อยที่สุด แต่กลับโดดเด่นในมิติ Timing & Patience โดย 62% ของ Gen Z มีพฤติกรรมรอจังหวะราคาลดและโปรโมชันก่อนตัดสินใจซื้อ

 

ขณะที่ผู้บริโภคไทย 71% ใช้ AI ช่วยหาข้อมูลสินค้า สรุปรีวิว ตรวจสอบร้านค้า เปรียบเทียบราคา และคาดการณ์ราคา โดย Gen Z นำที่ 99% และ Gen Y ที่ 96%

 

ฝั่งความอ่อนไหวต่อราคา ผู้บริโภคเริ่มถูกกระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อเมื่อราคาลดลง 11-20% และทนการขึ้นราคาได้ในช่วง 21-30% ยกเว้นหมวด FMCG ที่ทนการขึ้นราคาได้เพียง 11-20% เมื่อราคาเกินจุดรับได้ พฤติกรรมหลักที่ตามมาคือรอโปรโมชัน, หาข้อมูลเพิ่ม และเปลี่ยนแบรนด์ทันที

 

AI ครองบทบาทเด่นในเทคโนโลยี-ความงาม

 

เมื่อแยกพฤติกรรมรายหมวดสินค้า หมวดที่ AI เข้ามามีบทบาทสูงสุดคือ Technology & Gadgets โดยผู้บริโภค 90% เชื่อถือ AI เป็นเครื่องมือค้นหาและเปรียบเทียบข้อมูล ส่วนใหญ่มีรอบการซื้อทุก 6-12 เดือน (75.5%) และใช้เวลาตัดสินใจ 1-4 สัปดาห์ (60.3%)

 

ในหมวด Beauty & Personal Care ผู้บริโภค 72-86% ให้ความสำคัญกับคุณภาพและผลลัพธ์จริง โดยกว่า 30% ใช้ AI 2 ระบบควบคู่กัน ทั้ง ChatGPT และ Google Gemini เพื่อวิเคราะห์ส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ สะท้อนการเปลี่ยนจาก Brand Image-driven สู่ Ingredient-conscious และ AI-assisted Analysis

 

ส่วนหมวด Fashion Apparel & Accessories ยังเป็นหมวดที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อจาก ‘ความอยากได้’ เป็นหลัก แต่หันมาใช้ AI เป็นแหล่งข้อมูลแซงหน้าโซเชียลอย่าง TikTok ขณะที่ Official Store มีบทบาทน้อยที่สุดในทุกหมวดที่ 68.5% ส่งผลให้แบรนด์ต้องเร่งพัฒนากลยุทธ์แบบหลายช่องทางอย่างไร้รอยต่อ

 

หมวด Home & Appliances เป็นกลุ่มที่ผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจนานที่สุด โดย 85.5% ค้นหาข้อมูลก่อนซื้อ และ 90-97% ศึกษาข้อมูลเชิงลึก ใช้เวลาเฉลี่ย 1-4 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นสินค้าที่เน้นความทนทานและคุ้มค่าระยะยาว

 

ที่น่าสนใจในหมวดนี้ YouTube กลายเป็นแหล่งค้นหาข้อมูลอันดับ 1 สะท้อนว่าคอนเทนต์ Video Review และการสาธิตการใช้สินค้ามีอิทธิพลสูงสุด สินค้ายอดนิยมในหมวดนี้ได้แก่ เครื่องดูดฝุ่นและหุ่นยนต์ดูดฝุ่น

 

ส่วนหมวด FMCG & Daily Essentials เป็นกลุ่มที่ซื้อผ่านออนไลน์สูงสุด พฤติกรรมเปลี่ยนสู่ Smart Choice ผู้บริโภคเปรียบเทียบราคาและโปรโมชันก่อนตัดสินใจ ทำให้เป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อราคาสูงที่สุด หากแบรนด์ปรับราคาขึ้น 11-20% ผู้บริโภคพร้อมเปลี่ยนแบรนด์ทันที

 

น่าสนใจว่ากลุ่ม Baby Boomer พิถีพิถันในหมวดนี้มากที่สุดที่ 96% สะท้อนการเปลี่ยนจากการซื้อแบบเคยชินสู่การซื้อแบบไตร่ตรอง

 

Trust Hierarchy เปลี่ยน รีวิวจริงแซงโฆษณาแบรนด์

 

ผลวิจัยเชิงคุณภาพยังพบว่าผู้บริโภคปรับพฤติกรรมตามระดับราคาอย่างชัดเจน

 

สินค้าราคาต่ำกว่า 1,000 บาทใช้อารมณ์ตัดสินใจ เช่น FMCG, อาหาร และเครื่องสำอางราคาถูก, ระดับ 1,000-10,000 บาทเริ่มเปรียบเทียบคุณภาพและดูรีวิว เช่น แกดเจ็ต, รองเท้า และเสื้อผ้า

 

ระดับเกิน 10,000 บาทใช้เวลาค้นหาข้อมูล 1-3 เดือนจากหลายแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น สมาร์ทโฟน, โน้ตบุ๊ก และเครื่องใช้ไฟฟ้า, ส่วนระดับเกิน 100,000 บาท ผู้บริโภคใช้เวลาไตร่ตรองนานหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น ยานยนต์และเฟอร์นิเจอร์

 

อีกประเด็นสำคัญคือ ‘ลำดับชั้นความไว้วางใจ’ (Trust Hierarchy) ของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ คำแนะนำจากเพื่อนและรีวิวผู้ใช้จริงกลายเป็นแหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือสูงสุด ขณะที่โฆษณาจากแบรนด์มีอิทธิพลลดลง

 

โดย Gen Z ใช้ TikTok และแพลตฟอร์ม E-commerce แทน Search Engine แบบเดิม พฤติกรรม Showrooming หรือทดลองสินค้าหน้าร้านก่อนซื้อออนไลน์ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยผู้บริโภคใช้หน้าร้านเป็นพื้นที่ทดลองสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อออนไลน์ สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของร้านค้าสู่การเป็นศูนย์กลางประสบการณ์มากกว่าจุดขายสินค้า

 

7 กลยุทธ์ที่แบรนด์ต้องปรับเพื่อรับยุค Smartsumer

 

ผลวิจัยยังเสนอ 7 แนวทางที่แบรนด์และร้านค้าปลีกต้องปรับตัว เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

 

  • AI-Ready Content พัฒนาข้อมูลที่มีโครงสร้างชัดเจน ทั้งรายละเอียดสินค้า, คุณสมบัติ, ราคา, รีวิว และคำอธิบายที่ครบถ้วน เพื่อให้ AI สามารถค้นหา แนะนำ และเปรียบเทียบสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Sincerity Marketing เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะหมวด Beauty และ FMCG ที่ผู้บริโภคต้องการข้อมูลเชิงลึก เช่น ส่วนผสม, ใบรับรอง, แหล่งที่มา และผลการทดสอบ พร้อมพัฒนาคอนเทนต์ที่สะท้อนประสบการณ์จริงของผู้ใช้
  • Value-Based Pricing ให้น้ำหนักความคุ้มค่าโดยรวม ครอบคลุมทั้งคุณภาพ, อายุการใช้งาน และตอบโจทย์การใช้งานจริง มากกว่าการแข่งราคาเพียงอย่างเดียว
  • Promotion Strategy ใช้โปรโมชันอย่างมีกลยุทธ์ โดยส่วนลดระดับ 11-20% เป็น Sweet Spot ที่กระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดีที่สุด ควบคู่กับกลยุทธ์เสริม เช่น 1 แถม 1, Bundle Deal, คูปองส่วนลด หรือฟรีค่าขนส่ง
  • Video Content ทำคอนเทนต์รีวิวและเปรียบเทียบสินค้าจากประสบการณ์ผู้ใช้จริงบน YouTube ส่งผลดีต่อหมวด Home & Appliances ที่ต้องการความเข้าใจในการใช้งาน
  • Omni-Channel เชื่อมโยงทุกช่องทางแบบไร้รอยต่อให้ตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภค พร้อมใช้ TikTok และ Marketplace เป็นพื้นที่สร้างการรับรู้ ทดลองตลาด และกระตุ้นการตัดสินใจแบบเรียลไทม์
  • Smart Personal Shopping Assistant พัฒนาผู้ช่วยซื้อสินค้าอัจฉริยะที่ทำงานครบวงจร ตั้งแต่เปรียบเทียบราคาข้ามแพลตฟอร์มแบบเรียลไทม์, สรุปรีวิว, แจ้งเตือนโปรโมชัน, ตรวจสอบความแท้ของสินค้า ไปจนถึงแนะนำสินค้าที่เหมาะกับงบประมาณ

 

ทั้งนี้ Pain Point สำคัญของผู้บริโภคในยุคที่มีข้อมูลจำนวนมาก คือการขาดเครื่องมือช่วยตัดสินใจที่เชื่อถือได้ ขณะที่ความกังวลเรื่องสินค้าปลอมและความน่าเชื่อถือของร้านค้ายังคงเป็นอุปสรรคหลักของการซื้อออนไลน์

The post เมื่อผู้บริโภค ‘คิดก่อนซื้อ’ มากขึ้น CMMU เผยคนไทย 90% หันใช้ AI เปรียบเทียบสินค้า รีวิวจริงครองความน่าเชื่อถือ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เทรนด์ดอกบัว’ ดันยอดค้นหาในไทยพุ่งเกือบ 100% Google ชี้ Gen Z ขึ้นแท่นผู้ใช้ Search แอคทีฟสุด 82% ใช้เป็น ‘เข็มทิศช็อปปิ้ง’ ตรวจสอบแบรนด์-รีวิวเชิงลึก https://thestandard.co/lotus-trend-google-gen-z-search/ Tue, 28 Apr 2026 11:58:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1202093 ภาพกราฟิกแสดงเทรนด์ 'ดอกบัวฟีเวอร์' และพฤติกรรมการค้นหาของ Gen Z บน Google

Google เผยข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานล่าสุดที่ระบุว่า ฟีเจอ […]

The post ‘เทรนด์ดอกบัว’ ดันยอดค้นหาในไทยพุ่งเกือบ 100% Google ชี้ Gen Z ขึ้นแท่นผู้ใช้ Search แอคทีฟสุด 82% ใช้เป็น ‘เข็มทิศช็อปปิ้ง’ ตรวจสอบแบรนด์-รีวิวเชิงลึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงเทรนด์ 'ดอกบัวฟีเวอร์' และพฤติกรรมการค้นหาของ Gen Z บน Google

Google เผยข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานล่าสุดที่ระบุว่า ฟีเจอร์ที่ทำงานด้วยระบบ AI อย่าง AI Mode และ Search Live ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งข้อความ, เสียง และภาพ และเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ Gen Z อายุ 18-24 ปี ก้าวขึ้นเป็นกลุ่มผู้ใช้ Search ที่แอคทีฟที่สุดในขณะนี้

 

 
 

โดยผู้ใช้ที่ล็อกอินเข้าระบบทั่วโลกในกลุ่มอายุดังกล่าวมีจำนวนการค้นหาต่อวันมากกว่ากลุ่มอายุอื่น ขณะที่ในแต่ละปีมีการค้นหาบน Google มากกว่า 5 ล้านล้านครั้ง โดย Gen Z เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตนี้

 

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นพร้อมกับการที่ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบของ Search จากเครื่องมือให้ข้อมูลแบบเดิม สู่ระบบที่สนทนาโต้ตอบและประมวลคำถามที่มีรายละเอียดซับซ้อนได้ ผ่านโมเดล Gemini 3.1 ซึ่งเป็นโมเดลการให้เหตุผลแบบมัลติโมดัลล่าสุดของ Google

 

Gen Z ใช้ Search หาข้อมูลก่อนตัดสินใจ

 

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีประชากรวัยรุ่นและกลุ่มผู้คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัลมากที่สุดในโลก และเป็นภูมิภาคที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ Search ของ Gen Z ได้ชัดเจน

 

ในประเทศไทย 82% ของ Gen Z ใช้ Search ตลอดเส้นทางการช็อปปิ้ง ตั้งแต่ขั้นตอนค้นพบสินค้าจนถึงการตัดสินใจซื้อ ขณะที่ในฟิลิปปินส์ 89% ของ Gen Z ใช้ Google เป็นประจำทุกวัน และในอินโดนีเซียอยู่ในระดับเดียวกันที่ 89%

 

ข้อมูลของ Google ชี้ว่า แม้โซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่ที่ Gen Z ใช้ค้นพบเทรนด์ใหม่ แต่เมื่อต้องการข้อมูลเชิงลึกหรือตรวจสอบข้อเท็จจริง พวกเขาจะกลับมาที่ Search

 

โดยพฤติกรรมที่พบบ่อย ได้แก่ การอ่านรีวิวบน Google Maps เพื่อเก็บข้อมูลจากประสบการณ์จริง, การตรวจสอบประวัติของแบรนด์, ค้นหาความเห็นที่ตรงไปตรงมา และเปรียบเทียบราคาเพื่อประเมินความคุ้มค่า

 

ปัจจัยหลักที่ทำให้ Gen Z ยังกลับมาที่ Search คือเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยเมื่อผู้ใช้ตั้งคำถาม Google จะตรวจสอบข้อมูลเทียบกับคำตอบของ AI พร้อมแสดงแหล่งที่มาที่คลิกเข้าไปตรวจสอบเพิ่มเติมได้

 

Sapna Chadha, Vice President, Google Southeast Asia and South Asia Frontier ระบุว่า “AI คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับ Search ตอนนี้ Search ทำได้มากกว่าแค่การให้ข้อมูล AI ทำให้ Search ฉลาดขึ้นจนสามารถพูดคุยโต้ตอบได้ในหลากหลายรูปแบบ และสามารถตอบคำถามที่มีรายละเอียดที่ซับซ้อนได้”

 

Chadha ระบุเพิ่มเติมว่า สำหรับ Gen Z ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Search ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจหลากหลายเรื่อง ตั้งแต่การเรียนรู้, การสำรวจความสนใจส่วนตัว ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อครั้งสำคัญ พร้อมพบว่าคนกลุ่มนี้ใช้การค้นหาด้วยภาพและเสียงมากกว่าคนรุ่นก่อน

 

‘เทรนด์ดอกบัว’ ดันยอดค้นหาในไทยเพิ่มเกือบ 100%

 

นอกจากบทบาทในการตัดสินใจซื้อ Search ยังเป็นแพลตฟอร์มที่สะท้อนวัฒนธรรมและความสนใจของ Gen Z แบบเรียลไทม์ ผ่าน Google Trends ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกของประเด็นที่กำลังเป็นกระแส

 

กรณีศึกษาในไทยที่ Google ยกขึ้นมาคือ ‘เทรนด์ถ่ายรูปถือดอกบัว’ ที่เริ่มต้นจากแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในกลุ่ม Gen Z ก่อนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับชาติ เมื่อเทรนด์เป็นไวรัล ผู้คนก็ใช้ Search เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับดอกบัว, สถานที่ถ่ายรูปยอดนิยม และร้านขายดอกบัว ทำให้ความสนใจในการค้นหาเพิ่มขึ้นเกือบ 100% และส่งผลถึงเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SME

 

ในระดับภูมิภาคและระดับโลก Search ยังเป็นพื้นที่ที่ Gen Z ใช้เชื่อมโยงกับสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบ ตั้งแต่ศิลปินอย่าง Taylor Swift, BTS และ BINI วงจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ขึ้นเวที Coachella ไปจนถึงกระแสไวรัลในรูปแบบของ Easter Egg หรือลูกเล่นที่ซ่อนอยู่ใน Search อย่าง ‘พันช์คุง’ (Punch the Monkey)

 

The post ‘เทรนด์ดอกบัว’ ดันยอดค้นหาในไทยพุ่งเกือบ 100% Google ชี้ Gen Z ขึ้นแท่นผู้ใช้ Search แอคทีฟสุด 82% ใช้เป็น ‘เข็มทิศช็อปปิ้ง’ ตรวจสอบแบรนด์-รีวิวเชิงลึก appeared first on THE STANDARD.

]]>
Treatonomics 2026: ยอมอดข้าวเพื่อคว้าบัตรคอนเสิร์ต? เมื่อการ ‘เปย์’ คือทางรอดเดียวในวันที่โลกใจร้าย https://thestandard.co/treatonomics-gen-z-millennials-spending/ Tue, 28 Apr 2026 06:59:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1201904 มือคนรุ่นใหม่ชูริสแบนด์ในคอนเสิร์ต EDM แสดงออกถึงความสุขจาก Treatonomics

เคยได้ยินคำว่า Lipstick Effect ไหม? ทฤษฎีคลาสสิกตั้งแต่ […]

The post Treatonomics 2026: ยอมอดข้าวเพื่อคว้าบัตรคอนเสิร์ต? เมื่อการ ‘เปย์’ คือทางรอดเดียวในวันที่โลกใจร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
มือคนรุ่นใหม่ชูริสแบนด์ในคอนเสิร์ต EDM แสดงออกถึงความสุขจาก Treatonomics

เคยได้ยินคำว่า Lipstick Effect ไหม? ทฤษฎีคลาสสิกตั้งแต่ยุค 2000 ที่บอกว่ายิ่งเศรษฐกิจพัง ลิปสติกจะยิ่งขายดี เพราะคนต้องการความสุขเล็กๆ มาปลอบใจในวันที่เอื้อมไม่ถึงของชิ้นใหญ่

 

แต่เชื่อไหมว่าในปี 2026 ปรากฏการณ์นี้กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชันอัปเกรดที่เรียกว่า Treatonomics เทรนด์ที่คนยอมประหยัดค่าใช้จ่ายจำเป็นเพื่อเอาเงินก้อนสุดท้ายไปแลกกับ ‘ความสุขฮีลใจ’ ที่ได้มาง่ายๆ แทน

 

🟡 Treatonomics คืออะไร แล้วทำไมคนถึงยอมจ่ายเพื่อฮีลใจ

 

นิยามของ Treatonomics คือการที่ผู้บริโภคเปลี่ยนจากการซื้อแค่ลิปสติก มาเป็นการซื้อ ‘รางวัลชีวิต’ ที่จับต้องได้ทันที ซึ่งในทางจิตวิทยาคือการทวงคืน Sense of Control เพราะเมื่อเราคุมเศรษฐกิจโลกไม่ได้ การได้ตัดสินใจเปย์กาแฟ Specialty แก้วละสองร้อย หรือกดสั่ง Art Toy ในตะกร้า คือการบอกตัวเองว่า “ฉันยังคุมความสุขตัวเองได้นะ”

 

รายงานจาก Mastercard Economics Institute เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ชี้ว่า ยอดใช้จ่ายในหมวดร้านอาหารพรีเมียมและประสบการณ์พิเศษเติบโตสูงกว่าสินค้าฟุ่มเฟือยชิ้นใหญ่อย่างชัดเจน เพราะคนเลือกที่จะมีความสุขวันนี้ แทนการรอความมั่นคงในอนาคตที่ยังมองไม่เห็น

 

เมื่อซูมอินเข้ามาในประเทศไทย หากดูตัวเลขจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) จะพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ที่ประกาศในเดือนเมษายน 2026 หล่นมาอยู่ที่ 51.8 จากรอบก่อนที่ 53.8 ซึ่งสะท้อนว่าคนไทย ‘กลัว’ การใช้จ่ายขั้นสุด

 

แต่ในความกลัวนั้นกลับมีภาวะ Split Spending หรือการเลือกจ่ายเฉพาะจุด ข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่าตลาดความงามและสินค้า Personal Care ในไทยกลับโตสวนกระแสกว่า 10% และอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ ttb analytics (2026) ที่เผยว่าตลาดสัตว์เลี้ยงในไทยพุ่งทะยานสู่ 100,000 ล้านบาท เจ้าของยอมควักกระเป๋าจ่ายค่าดูแลเฉลี่ยสูงถึง 41,100 บาทต่อตัวต่อปี แม้จะบ่นว่าข้าวกะเพราแพงก็ตาม

 

นั่นเพราะคนปี 2026 ไม่ได้มองหาแค่ ความคุ้มค่าจากการใช้งาน แต่เขากำลังมองหา ‘ความคุ้มค่าทางอารมณ์’ เพื่อมาชดเชยความเหนื่อยล้าในวันที่ค่าครองชีพพุ่งสูงแต่รายได้เท่าเดิม

 

🟡 ทำไมคนรุ่นใหม่ยอมประหยัดค่าข้าวเพื่อไปดูคอนเสิร์ต

 

Insight ที่น่าสนใจจาก PwC Global Consumer Insights 2026 พบปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Doom Spending คือการที่ Gen Z และ Millennials มองว่าในเมื่อเก็บเงินไปก็ซื้อบ้านไม่ได้ในชาตินี้ สู้เอาเงินก้อนนั้นมาเปลี่ยนเป็น ‘ความทรงจำที่ไม่มีวันเสื่อมราคา’ ดีกว่า

 

การไปคอนเสิร์ตศิลปินที่รักจึงไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่มันคือการซื้อสินทรัพย์ทางใจที่เศรษฐกิจแย่ๆ พรากไปไม่ได้ ประสบการณ์เหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็น Social Currency ที่ช่วยยืนยันตัวตนในโซเชียลมีเดียว่าฉันยังมีชีวิตที่มีคุณภาพอยู่ แม้เบื้องหลังจะต้องยอมกินมาม่าไปทั้งสัปดาห์ก็ตาม

 

ธุรกิจควรปรับตัวยังไงท่ามกลางเทรนด์ Treatonomics?

 

ในมุมธุรกิจ ปี 2026 คือปีที่ตลาดระดับกลางกำลังหายไป ตลาดจะแยกเป็นสองขั้วชัดเจนคือ “Value” (ถูกสุดเพื่ออยู่รอด) หรือ “Emotion” (ฮีลใจสุดเพื่อเป็นรางวัล) โอกาสทองจึงตกเป็นของแบรนด์ที่วางตัวเป็น Affordable Luxury เลิกขายแค่สรรพคุณสินค้า แต่ให้ขาย “ทางออกของความเครียด” เช่น กาแฟ Specialty ที่รสชาติเหมือนได้ไปเที่ยว หรือน้ำหอมที่ช่วยให้รู้สึกคุมชีวิตได้ แบรนด์ที่เข้าใจความเปราะบางทางอารมณ์และมอบความสุขเล็กๆ ให้ลูกค้าได้ในราคาที่เขาไม่รู้สึกผิด คือแบรนด์ที่จะอยู่รอดและได้ใจคนยุคนี้ไปเต็มๆ

 

ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความกดดัน แบรนด์ที่ชนะใจคนได้คือแบรนด์ที่เข้าใจว่า บางครั้งคนเราไม่ได้ซื้อของเพราะจำเป็น แต่มันคือการซื้อความหวังและรอยยิ้ม เพื่อให้ยังมีแรงเดินต่อไปได้ในวันที่เศรษฐกิจไม่เป็นใจนั่นเอง

The post Treatonomics 2026: ยอมอดข้าวเพื่อคว้าบัตรคอนเสิร์ต? เมื่อการ ‘เปย์’ คือทางรอดเดียวในวันที่โลกใจร้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘Micro Escape’ คำตอบของ Gen Z ในวันที่ไม่ได้อยากเที่ยว แค่อยากหายใจ https://thestandard.co/life/micro-escape-gen-z-wellbeing/ Thu, 23 Apr 2026 03:00:49 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1199886 แนวคิด Micro Escape การพักผ่อนระยะสั้นของ Gen Z เพื่อการฟื้นฟูจิตใจ

ทุกครั้งที่เปิดแอปจองที่พัก หัวใจจะตุ๊มต่อมเป็นพิเศษ แล […]

The post ‘Micro Escape’ คำตอบของ Gen Z ในวันที่ไม่ได้อยากเที่ยว แค่อยากหายใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แนวคิด Micro Escape การพักผ่อนระยะสั้นของ Gen Z เพื่อการฟื้นฟูจิตใจ

ทุกครั้งที่เปิดแอปจองที่พัก หัวใจจะตุ๊มต่อมเป็นพิเศษ และบางครั้ง มันก็ไม่ใช่เพราะอยากเที่ยว แต่เพราะรู้ว่าเรากำลังจะได้พาตัวเองออกไป ‘พัก’

 

จากจังหวะชีวิตที่เดินเร็วจนแทบลืมหยุดหายใจ

 

ในโลกที่ความเหนื่อยไม่ได้รอให้ถึงวันลาพักร้อน

 

หลายคนจึงเริ่มมองหาการพักที่เกิดขึ้นได้ระหว่างทาง มากกว่าการรอวันหยุดยาวเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี นี่จึงอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม ‘ทริปสั้น’ กำลังกลายเป็นรูปแบบการเดินทางของคนรุ่นใหม่

 

ข้อมูลจากรายงาน Agoda Travel Outlook 2026 ระบุว่า

 

Gen Z ชาวไทยกว่า 65% เลือกเดินทางในทริประยะสั้นเพียง 1-3 วัน

 

และ 62% วางแผนจะออกเดินทางอย่างน้อย 1-3 ทริปภายในปีเดียวกัน

 

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความถี่ของการเดินทางที่เพิ่มขึ้น

 

แต่กำลังบอกว่า ‘วิธีที่เราพัก’ กำลังเปลี่ยนไป

 

จากเดิมที่การท่องเที่ยวเคยเป็นรางวัลก้อนใหญ่ที่ต้องรอคอย

 

วันนี้มันถูกย่อยออกเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่เกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่ระยะเวลา แต่คือ ‘ความหมาย’ ของการเดินทาง

 

77% ของ Gen Z ชาวไทยระบุว่า เป้าหมายหลักของการเดินทางคือ ‘การพักผ่อน’ เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่เพื่อไปเก็บลิสต์สถานที่ให้ครบ แต่เพื่อให้ตัวเองได้หยุดจริงๆ แม้เป็นเพียงช่วงสั้นๆ ก็ตาม

 

ทริป 1-3 วันจึงไม่ใช่เวอร์ชันย่อของการท่องเที่ยวแบบเดิม
แต่มันคือวิธีใหม่ของการดูแลตัวเอง การถอยออกมาจากความวุ่นวายชั่วคราวเพื่อกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมีจังหวะมากขึ้น

 

ในวันที่ชีวิตยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม การพักผ่อนอาจไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่เสมอไป
บางครั้งมันอาจเป็นแค่การให้ตัวเองได้หยุดพักเล็กๆ โดยไม่ต้องรอให้เหนื่อยที่สุดก่อน

 

ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล ไม่จำเป็นต้องวางแผนมากมาย แค่พาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ใจได้เบาลง แล้วคุณอาจค้นพบว่า การพักผ่อนไม่ได้มีไว้เพื่อหนีจากชีวิต แต่เพื่อกลับมาอยู่กับมันได้ดีขึ้นในแบบที่ยังเป็นตัวเองอยู่

 

อ้างอิง:

  • รายงาน Agoda Travel Outlook 2026

The post ‘Micro Escape’ คำตอบของ Gen Z ในวันที่ไม่ได้อยากเที่ยว แค่อยากหายใจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Joji เตรียมจัดคอนเสิร์ตที่ไทยในวันที่ 24 พ.ย. นี้ ณ อิมแพ็ค ฮอลล์ 5 https://thestandard.co/joji-concert-thailand-impact/ Wed, 22 Apr 2026 12:14:56 +0000 https://thestandard.co/joji-concert-thailand-impact/ Joji กำลังแสดงคอนเสิร์ตบนเวที

Joji ศิลปินหนุ่มขวัญใจ Gen Z เตรียมจัดเอเชียทัวร์ครั้งใ […]

The post Joji เตรียมจัดคอนเสิร์ตที่ไทยในวันที่ 24 พ.ย. นี้ ณ อิมแพ็ค ฮอลล์ 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Joji กำลังแสดงคอนเสิร์ตบนเวที

Joji ศิลปินหนุ่มขวัญใจ Gen Z เตรียมจัดเอเชียทัวร์ครั้งใหม่ SOLARIS พร้อมปักหมุดมาเยือนเมืองไทย กับคอนเสิร์ตใหญ่ในวันที่ 24 พฤศจิกายนนี้ ณ อิมแพ็ค ฮอลล์ 5 โดยมีโปรโมเตอร์ Live Nation Tero เป็นผู้จัดงาน

 

SOLARIS TOUR จะเน้นนำเสนอบทเพลงจากอัลบั้มใหม่ Piss In The Wind ที่เขาร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Giveon, 4bats, Yeat และ Don Toliver รวมทั้งผลงานเด่นๆ ก่อนหน้านี้อย่าง Glimpse of Us และ SLOW DANCING IN THE DARK

 

โดยแฟนๆ สามารถรอจองบัตรคอนเสิร์ตได้ในวันที่ 28 เมษายนนี้ กับรอบพรีเซลส์ของแฟนคลับ ตามมาด้วยรอบพรีเซลส์ของผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ดในวันที่ 29 เมษายน รอบสมาชิกไลฟ์เนชันเทโร 30 เมษายน และรอบทั่วไปในวันที่ 1 พฤษภาคมทางเว็บไซต์ Thaiticketmajor ซึ่งราคาบัตรก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละโซน โดยเริ่มจาก 3,000 – 4,600 บาท และแพ็กเกจวีไอพีราคา 8,400 และ 12,100 บาท

 

ภาพ: Kevin Mazur/Getty Images for Coachella

The post Joji เตรียมจัดคอนเสิร์ตที่ไทยในวันที่ 24 พ.ย. นี้ ณ อิมแพ็ค ฮอลล์ 5 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปีที่ 18 ของ Asava Group กับโจทย์โตอย่าง ‘ไม่ประมาท’ ในวันที่แฟชั่นโลกผันผวน https://thestandard.co/asava-group-18-years-growth-fashion/ Mon, 20 Apr 2026 00:27:20 +0000 https://thestandard.co/?p=1198937 ภาพประกอบข่าว Asava Group ครบรอบ 18 ปี พร้อมสโลแกน 'โตอย่าง ไม่ประมาท' ในวันที่แฟชั่นโลกผันผวน

ตลอด 18 ปีของ อาซาว่า กรุ๊ป (Asava Group) ภายใต้การนำขอ […]

The post ปีที่ 18 ของ Asava Group กับโจทย์โตอย่าง ‘ไม่ประมาท’ ในวันที่แฟชั่นโลกผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าว Asava Group ครบรอบ 18 ปี พร้อมสโลแกน 'โตอย่าง ไม่ประมาท' ในวันที่แฟชั่นโลกผันผวน

ตลอด 18 ปีของ อาซาว่า กรุ๊ป (Asava Group) ภายใต้การนำของ ‘หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา’ ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง เส้นทางธุรกิจไม่ได้ราบรื่นมาตั้งแต่ต้น เพราะ 5 ปีแรกคือช่วงล้มลุกคลุกคลาน ก่อนที่ธุรกิจจะลงหลักปักฐานและเติบโตต่อเนื่อง แม้บางช่วงปัจจัยภายนอกจะกดดันจนไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าก้าวกระโดดที่เคยตั้งไว้ แต่บริษัทยังรักษารายได้ที่เพิ่มขึ้นและผลกำไรที่น่าพอใจในทุกปี

 

 
 

“ตอนครบรอบ 15 ปี เคยวางเป้าจะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ด้วยปัจจัยต่าง ๆ จึงต้องพับแผนไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจยังเติบโตได้ทุกปี เพียงแต่ไม่ได้โตเท่ากับที่มุ่งหวัง” พลพัฒน์ระบุ

 

เมื่อเข้าสู่ปีที่ 18 บทเรียนเหล่านั้นกลายเป็นแนวคิดของการเดินหน้าด้วยความ ‘ไม่ประมาท’ ให้น้ำหนักกับความยั่งยืนของบริษัทมากขึ้น มีสติ ไม่หลงระเริง แต่ยังมองหาการเติบโตในจังหวะที่เหมาะสม

 

ปัจจุบันอาซาว่า กรุ๊ป ตั้งเป้ารายได้รวมในปี 2569 เติบโต 30% โดยแบ่งเป็นรายแบรนด์ Asava เติบโต 20%, ASV เติบโต 45% และ MOO Bangkok เติบโต 40% สวนทิศทางอุตสาหกรรมแฟชั่นและลักชัวรีระดับโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ, กำลังซื้อ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จนทำให้แบรนด์ใหญ่ระดับโลกนับ 10 แบรนด์ต้องเปลี่ยนตัวดีไซเนอร์ภายในปีเดียว

 

ในมุมของพลพัฒน์ หลายปีที่ผ่านมาอาซาว่าไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็นแบรนด์ Luxury หรือ Super Luxury แต่จัดอยู่ในกลุ่ม Young Luxury ซึ่งไม่ใช่แค่ในไทย แต่ทั่วโลกมีแบรนด์กลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

 

จากห้องเสื้อสู่พอร์ต 6 แบรนด์ โตรวม 131% ใน 4 ปี

 

หลังเปิดตัวแบรนด์ Asava ปัจจุบันอาซาว่า กรุ๊ป มีธุรกิจในเครือ 6 แบรนด์ ทั้งฝั่งแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และร้านอาหาร ได้แก่

 

  • Asava เสื้อผ้าสตรีแนวเรียบโก้สง่างาม
  • ASV เสื้อผ้าสำหรับหญิงสาวรุ่นใหม่
  • WHITE Asava ชุดเจ้าสาวแบบ Bespoke
  • Uniform by Asava
  • MOO Bangkok เสื้อผ้าสุภาพบุรุษ
  • ร้านอาหาร SAVA THAI THAI FLAVOUR

 

การกระจายพอร์ตในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดขายรวมของกลุ่มเติบโต 131% โดยหนึ่งในแบรนด์ที่กลายเป็นแกนรายได้สำคัญคือ Uniform by Asava ที่ปัจจุบันสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของกลุ่ม

 

Uniform by Asava วางตำแหน่งเป็น Service Identity Design ที่เข้าไปช่วยองค์กรสร้างอัตลักษณ์ผ่านพนักงาน ตั้งแต่การวางคอนเซปต์ร่วมกับฝ่ายการตลาด การออกแบบที่สื่อภาพลักษณ์องค์กร ไปจนถึงการนำเทรนด์ Sustainability และ Zero Waste มาใช้

 

จุดต่างจากผู้เล่นทั่วไปคือระบบ One-stop Shop ที่มีทีมงานครบตั้งแต่ดีไซเนอร์, AE ไปจนถึงโรงงานผลิตของตัวเอง พร้อมระบบเว็บไซต์ที่รองรับให้พนักงานองค์กรสั่งตัดและวัดตัวออนไลน์ได้ และระบบไซส์ที่ละเอียดถึง 200 ไซส์

 

ปัจจุบันลูกค้าหลักเป็นองค์กรชั้นนำที่ทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ในหลายวงการทั้งการบิน, การเงินและโรงแรม เป็นค้น

 

ปรับโฉมสำนักงานใหญ่สุขุมวิท 45 รื้อราคา ASV รับ Gen Z

 

ปีนี้อาซาว่า กรุ๊ป มีแผนปรับโฉมสำนักงานใหญ่ที่สุขุมวิท 45 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโชว์รูมและออฟฟิศเดิม พร้อมเปิด Flagship Store แห่งใหม่ในรูปแบบ Stand-alone ใจกลางเมือง ซึ่งถือเป็นการกลับมาเปิดหน้าร้านนอกห้างสรรพสินค้าอีกครั้ง

 

ที่ผ่านมาอาซาว่าเลือกขยายสาขาในรูปแบบ Shop-in-Shop หรือ Pop-up Store เป็นหลัก แต่เริ่มเห็นข้อจำกัดว่าโมเดลแบบเดิมไม่ได้ดึงการเติบโตจากกลุ่มลูกค้าคนไทยมากเท่าที่คาด เพราะตอบโจทย์ความสะดวกของนักท่องเที่ยวมากกว่า เนื่องจากหาง่าย เดินผ่านแล้วเข้าได้เลย

 

ขณะที่ลูกค้าคนไทยกลับมองหาประสบการณ์ที่มีมิติมากกว่านั้น โดยต้องการรู้สึกถึงตัวตนของแบรนด์ คอมมูนิตี้ของลูกค้ากลุ่มเดียวกัน และบรรยากาศการเลือกซื้อที่เป็นส่วนตัวกว่าพื้นที่ในห้าง การเปิด Stand-alone Store จึงเป็นคำตอบที่ตรงกับพฤติกรรมกลุ่มนี้มากกว่า

 

อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญในปีนี้คือการปรับโครงสร้างของแบรนด์ ASV เพื่อขยายฐานสู่ Gen Z และ Millennials ที่ไม่ได้วิ่งตามเทรนด์แฟชั่นจากนิตยสารเหมือนในอดีต แต่มองหาเสื้อผ้าที่บอกตัวตน เน้นความสบาย คล่องตัว และใช้งานได้จริง

 

“ลูกค้าไม่ได้มองเสื้อผ้าที่ใส่แล้วแสดงสถานะอย่างเดียว แต่ต้องสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ด้วย เป็นเหตุผลที่ต้องปรับโครงสร้างต่าง ๆ ของแบรนด์” พลพัฒน์กล่าว

 

ในแง่ราคา ASV จะปรับระดับราคาเริ่มต้นจากเดิมที่ราว 2,000 กว่าบาท ลงมาอยู่ในระดับหลักพันปลาย ๆ เพื่อให้เป็นตัวเลือกที่จับต้องได้ง่ายขึ้น โดยยังรักษาคุณภาพการตัดเย็บและวัสดุไว้ตามมาตรฐานเดิม อีกด้านหนึ่ง ยอดขายผ่าน Live Commerce ของทั้ง ASV และ MOO Bangkok เติบโตเกิน 100% จากพฤติกรรมที่ลูกค้าต้องการเห็นสินค้าและคำแนะนำสไตลิ่งแบบเรียลไทม์มากขึ้น

 

อาซาว่า กรุ๊ป ยังลงทุนในระบบดิจิทัลและ CRM ที่เชื่อมต่อ Omni-channel ให้ไร้รอยต่อยิ่งขึ้น พร้อมทดลองเปิดจุดจำหน่ายใหม่ในรูปแบบ Pop-up Store ในหัวเมืองใหญ่ เพื่อสร้างแบรนด์ในระยะยาวมากกว่ายอดขายระยะสั้น

 

บุกตลาดใหม่ ขยายไลน์คอนเทนต์-ร้านอาหาร

 

ด้านตลาดต่างประเทศ ก่อนช่วงโควิด อาซาว่าเคยทำตลาดในจีน, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ปีนี้จึงวางแผนกลับมาบุกตลาดเอเชียและตะวันออกกลาง ส่วนยุโรปและสหรัฐฯ ยังไม่อยู่ในแผน เนื่องจากทั้งสองภูมิภาคกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ

 

ในจำนวนนี้ ตลาดตะวันออกกลางเป็นกลุ่มลูกค้าที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัด ทั้งกำลังซื้อสูง และตอบรับสินค้าไลฟ์สไตล์รวมถึงบริการด้านสุขภาพ (Wellness) ของไทยได้ดี ประกอบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีขึ้น

 

ส่วนตลาดจีน เมื่อปีที่ผ่านมาอาซาว่าได้กลับเข้าไปเปิด Pop-up Store ทดลองตลาด และมองว่าเป็นตลาดที่จะต้องกลับเข้าไปอย่างจริงจังแน่นอน โดยเล็งเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองหลัก แต่ก็ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตลาดจีนซับซ้อนและมีกลไกการตลาดที่เฉพาะทาง

 

ในมุมของการสร้างแบรนด์ในต่างประเทศ พลพัฒน์มองว่าการไปเดินแฟชั่นโชว์อาจจะไม่ตอบโจทย์ในแง่ธุรกิจทั้งหมด อาจจะได้แค่เรื่อง Branding แต่หากต้องการเติบโตในตลาดนั้นจริง ๆ จำเป็นต้องมีพาร์ทเนอร์และร้านค้าในประเทศนั้น ๆ จึงเน้นการหา Business Partner ที่ใช่ ทั้งในรูปแบบ Agent และ Showroom ในประเทศเป้าหมาย เพราะมองว่ายั่งยืนและคุ้มทุนกว่า

 

ควบคู่กันนี้ อาซาว่า กรุ๊ป กำลังพัฒนา Global E-commerce ผ่านเว็บไซต์ asavagroup.com และ moobangkok.com เพื่อรองรับลูกค้าทั่วโลก พร้อมเพิ่มจำนวนโชว์รูมและ Pop-up Store ในโซนเอเชีย

 

ขณะที่ฝั่งธุรกิจส่วนตัวของพลพัฒน์ก็แตกไลน์ไปในทิศทางใหม่ ทั้งฝั่งคอนเทนต์และร้านอาหาร โดยพลพัฒน์ซึ่งจบการศึกษาด้านการแสดงและเคยเล่นละครเวทีมาก่อน ได้ก่อตั้ง บริษัท อาซ่า สตูดิโอ จำกัด (ASA Studio) โดยรับบทผู้ก่อตั้งและ Executive Producer เพื่อผลิตซีรีส์ป้อนช่อง Mono 29 ที่กำลังต้องการคอนเทนต์แนวนี้ ปีนี้มีแผนเปิดกล้อง 2 เรื่อง โดยช่องต้องการทั้งหมด 4 เรื่อง แต่คาดว่าจะทำได้จริง 3 เรื่อง โดยจับตลาดซีรีส์แนววายและยูริที่กำลังเป็นที่ต้องการ

 

เพื่อแก้โจทย์เรื่องการขาดแคลนนักแสดง เพราะดาราภายนอกส่วนใหญ่ติดสัญญากับค่ายอื่น พลพัฒน์จึงร่วมก่อตั้ง บริษัท เอ็มเจ อาร์ทิสต์ แมเนจเมนต์ จำกัด (MJ Artist Management) กับ อัพ ภูมิพัฒน์ เพื่อบริหารจัดการศิลปินและป้อนเข้าซีรีส์ของอาซ่า สตูดิโอโดยตรง ตั้งเป้าจะมีดาราในสังกัด 5-6 คนภายในปีนี้

 

ส่วนฝั่งร้านอาหาร แบรนด์ Co-Limited ที่ร่วมมือกับ Nara Group ขยายเข้าสู่ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และอินโดนีเซียแล้ว ด้วยคอนเซปต์ Premium Street Food ที่นำเสนอรสชาติจัดจ้านในบรรยากาศแบบไทยแท้

 

สำหรับพลพัฒน์ ความท้าทายของการบริหารอาซาว่า กรุ๊ป ที่มีพนักงานกว่า 200 ชีวิตในวันนี้ คือการรักษาสมดุลระหว่างจิตวิญญาณของงานสร้างสรรค์กับความเป็นจริงทางธุรกิจ

 

“สิ่งที่ถูกใจเราต้องมีมูลค่าทางธุรกิจด้วย ไม่ใช่เอาความชอบอย่างเดียว เราทำแล้วต้องงอกเงย” พลพัฒน์ทิ้งท้าย

 

นั่นคือเหตุผลที่ 18 ปีของอาซาว่า กรุ๊ป เลือกเส้นทางการเติบโตที่ ‘ไม่ประมาท’ มีสติ และยั่งยืน มากกว่าการเดินหน้าแบบหวือหวา

 

The post ปีที่ 18 ของ Asava Group กับโจทย์โตอย่าง ‘ไม่ประมาท’ ในวันที่แฟชั่นโลกผันผวน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ส่องเทรนด์ Collaboration ฉบับ Karun x PIPATCHARA: เมื่อ Collab คือการครองใจ Community https://thestandard.co/karun-x-pipatchara/ Sun, 19 Apr 2026 08:04:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1198889 Karun x PIPATCHARA

ในวันที่ความน่าสนใจบนหน้าฟีดมีอายุขัยสั้นยิ่งกว่าคลิปสั […]

The post ส่องเทรนด์ Collaboration ฉบับ Karun x PIPATCHARA: เมื่อ Collab คือการครองใจ Community appeared first on THE STANDARD.

]]>
Karun x PIPATCHARA

ในวันที่ความน่าสนใจบนหน้าฟีดมีอายุขัยสั้นยิ่งกว่าคลิปสั้น 15 วินาที โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายแบรนด์ไทยในยุคนี้ไม่ใช่แค่การตะโกนให้ดังกว่าคนอื่น แต่คือการ ‘ทำอย่างไรให้เสียงนั้นมีความหมาย’ มูฟเมนต์การทำ Collab จึงก้าวข้ามจากการเป็นแค่สีสันทางการตลาดสู่การเป็นอาวุธลับในการขยายฐานที่มั่น 

 

 
 

เคสการคอลแลบที่เพิ่งเกิดไม่นานมานี้ของ ‘Karun x PIPATCHARA’ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่า เมื่อตัวตนที่ทรงพลังมาเจอกับ ‘ชุมชนที่ใช่’ แรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ยอดขาย แต่คือการสร้างมูลค่าเพิ่มที่แบรนด์เดียวทำไม่ได้

 

ทำไมช่วงนี้แบรนด์ไทยแห่ทำ Collab

 

ยุคนี้การทำธุรกิจแบบฉายเดี่ยวอาจไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืนเสมอไป เพราะผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ไม่ได้มองแค่ฟังก์ชันของสินค้า แต่พวกเขากำลังซื้อ ‘ความเชื่อ’ และ ‘รสนิยม’ 

 

รายงานจาก 2022 Edelman Trust Barometer Special Report ย้ำว่า กว่า 73% ของกลุ่ม Gen Z ทั่วโลก คือกลุ่มที่เรียกว่า Belief-driven buyers ซึ่งพร้อมจะสนับสนุนแบรนด์ที่มีคุณค่าตรงกับสิ่งที่พวกเขาเชื่อเท่านั้น การทำ Collab จึงกลายเป็นกลยุทธ์ Identity x Community ที่ลัดสั้นที่สุด พอยต์สำคัญคือการ ‘ผสมเกสร’ ข้ามฝั่งระหว่างแฟนคลับของทั้งสองแบรนด์พ่วงด้วยเงื่อนไขของเวลาและจำนวนที่จำกัด (Limited Edition) ซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้ความต้องการพุ่งสูงขึ้นกว่าสินค้าไลน์ปกติ เมื่อความเชื่อของสองแบรนด์มาบรรจบกันแบบถูกที่ถูกเวลา มันจะเกิดแรงดึงดูดที่ทำให้ลูกค้าจากอีกฝั่งกล้าเปิดใจลองสิ่งใหม่ผ่านความเชื่อใจที่พาร์ตเนอร์สร้างไว้ให้ล่วงหน้าแล้ว

 

จะรู้ได้อย่างไร ว่าแบรนด์เราถึงเวลาหาคู่ Collab

 

ไม่ใช่ทุกแบรนด์ที่จะเดินเข้าสู่เกมนี้แล้วรอด จังหวะที่เหมาะสมที่สุดคือเมื่อแบรนด์เริ่มมองเห็น ‘เพดาน’ ของฐานลูกค้าเดิม หรือต้องการ Rebrand ภาพลักษณ์ให้ดูสดใหม่ขึ้นผ่านสายตาของคนกลุ่มอื่น 

 

แบรนด์ที่จะทำ Collab ได้เวิร์กต้องมี Identity ที่นิ่งและแข็งแรงพอที่จะไม่โดนอีกฝ่ายกลบจนหายไป 

 

อันดับแรกต้องทำ Vibe Checking ว่าทั้งสองฝ่ายมีระดับรสนิยมหรือความใส่ใจในดีเทลที่เสมอกันหรือไม่ เพราะถ้าเคมีไม่ตรงกัน ต่อให้เป็นแบรนด์ใหญ่แค่ไหน ผลลัพธ์ที่ได้อาจกลายเป็นความสับสนในสายตาลูกค้า แทนที่จะเป็นการ Synergy ให้แบรนด์ดูเจ๋งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ทางผู้ก่อตั้ง Karun เผยกับทีมงาน The Secret Sauce ว่าตนเคยมีประสบการณ์ตัดสินใจเลือกที่จะไม่ Collab เพราะมองเห็นว่าในบางกรณี อาจจะทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์เปลี่ยนไป จากฐานลูกค้าที่ไม่สอดคล้องกัน และ Identity ที่ไม่ Match กัน 

 

Karun x PIPATCHARA เทคนิคการ Co-creation อย่างไรให้กลายเป็น Talk of the Town

 

มูฟเมนต์ภายใต้โปรเจกต์ Playground Hopping ระหว่าง Karun และ PIPATCHARA เริ่มต้นด้วยการตีโจทย์ที่ลึกกว่าการเอาโลโก้มาแปะบนแพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นการดึงเอา DNA ของแบรนด์แฟชั่นสาย Sustainable อย่าง PIPATCHARA ที่โดดเด่นเรื่องงานดีไซน์ ‘Infinitude’ (การนำขยะพลาสติกมาร้อยเรียงใหม่) มาเปลี่ยนให้เป็นงานศิลปะที่กินได้ในรูปแบบของท็อปปิ้งและเลเยอร์เครื่องดื่มสูตรพิเศษของ Karun พร้อมกับการจัด Workshop ที่เปิดพื้นที่ให้คนเข้ามามีส่วนร่วมในสเปซจริง

 

สิ่งที่น่าเรียนรู้คือการเปลี่ยน Visual ของแฟชั่นให้กลายเป็น User Experience ผ่านรสชาติและการมองเห็น (Sensory Experience) มูฟเมนต์นี้ช่วยยกระดับให้ Karun ไม่ใช่แค่ร้านชาไทย แต่มีความเป็นแฟชั่นไอคอนที่รักษ์โลกมากขึ้น ในขณะที่ PIPATCHARA ก็สามารถแทรกซึมเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์การกินดื่มของลูกค้าได้อย่างแนบเนียน นี่คือตัวอย่างของการ Co-create ที่เน้นความคราฟต์ จนผลลัพธ์ที่ออกมาดูแพงและมีสตอรี่ที่น่าแชร์ต่อแบบไม่ต้องพยายาม

 

แบรนด์น้องใหม่จะหา Partner อย่างไรถ้าไม่มี Connection

 

สำหรับแบรนด์ที่เพิ่งเริ่มต้นและยังเป็นมดตัวเล็กในตลาด ไม่จำเป็นต้องมองหาแบรนด์ยักษ์ใหญ่เสมอไป 

 

การเริ่มมองหา Shared Value หรือคุณค่าที่ยึดถือร่วมกันคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด เทคนิคคือการสำรวจแบรนด์ในวงการข้างเคียงที่กลุ่มเป้าหมายมีพฤติกรรม ‘ทับซ้อนกัน’ แต่โปรดักต์ไม่ได้แข่งกันโดยตรง เช่น แบรนด์เทียนหอมกับคาเฟ่เล็กๆ หรือแบรนด์เสื้อผ้ากับสตูดิโอโยคะ การเข้าไปเสนอไอเดียที่เน้นความ Creative และการสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับชุมชนของกันและกัน มักจะได้รับการตอบรับที่ดีกว่าการคุยเรื่องตัวเลขเพียงอย่างเดียว ความจริงใจในการสร้าง Small Movement จะเป็นสะพานที่พาไปเจอคอนเนกชันที่ใหญ่ขึ้นในอนาคตเอง

 

การเติบโตในโลกธุรกิจวันนี้วัดกันที่ว่าใครจะสร้างแรงบันดาลใจได้ลึกซึ้งกว่ากัน การเปิดใจรับพาร์ตเนอร์เข้ามาเติมเต็มจิ๊กซอว์ที่ขาดไป คือการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะพาแบรนด์เดินทางไปสู่จุดที่ไกลกว่าเดิม 

 

เมื่อความชัดเจนในตัวตนมาเจอกับพลังของชุมชนที่ถูกต้อง การ Collab จะกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่เปลี่ยนจากแค่แบรนด์ที่คนรู้จัก ให้กลายเป็นแบรนด์ที่คนรักและอยากเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวตลอดไป

The post ส่องเทรนด์ Collaboration ฉบับ Karun x PIPATCHARA: เมื่อ Collab คือการครองใจ Community appeared first on THE STANDARD.

]]>
Workout = Hangout เทรนด์ใหม่ Gen Z ยอมจ่ายให้ ‘สุขภาพ’ มากกว่า ‘ปาร์ตี้’ https://thestandard.co/gen-z-choose-workout-hangout-over-party/ Sat, 18 Apr 2026 04:51:57 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1198716 กลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังออกกำลังกายหรือวิ่งร่วมกันอย่างสนุกสนานกลางแจ้ง สะท้อนเทรนด์ Workout = Hangout

ภาพความสนุกสนานของเหล่าคนรุ่นใหม่ที่พร้อมใจกัน ‘ออกมาเต […]

The post Workout = Hangout เทรนด์ใหม่ Gen Z ยอมจ่ายให้ ‘สุขภาพ’ มากกว่า ‘ปาร์ตี้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังออกกำลังกายหรือวิ่งร่วมกันอย่างสนุกสนานกลางแจ้ง สะท้อนเทรนด์ Workout = Hangout

ภาพความสนุกสนานของเหล่าคนรุ่นใหม่ที่พร้อมใจกัน ‘ออกมาเต้น’ แอโรบิกที่สวนลุมพินี จนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับประเทศ เป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดที่น่าสนใจ

 

สำหรับพวกเขา – เหล่าผู้คนแห่งอนาคตที่เข็มนาฬิกาชีวิตยังคงก้าวเดินไปข้างหน้า – สิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องของการใช้จ่ายวันเวลาและเงินทองมากมายไปกับการอยู่ในผับบาร์มืดๆ เสียงดังสนั่น จะคุยกันต้องตะโกนพอประมาณ และการยกแก้วชนกันกับหนุ่มสาวโต๊ะข้างๆ อย่างเดียวอีกแล้ว

 

แต่มันคือการได้ออกกำลังกาย ได้ดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งตามสวนสาธารณะ วิ่งตามถนนหนทาง การเข้าฟิตเนส เข้าคลาสพิลาทิส ฟิตร่างสำหรับแข่ง Hyrox ไปจนถึงการออกมาเต้น (เอ้า. ออกมาเต้น) แอโรบิกไปพร้อมกัน

 

เหงื่อที่รินไหล แสงแดดที่สาดส่อง และรอยยิ้มของน้องคนนั้นที่เพิ่งเข้ารันคลับมาใหม่

 

ว่าแต่มันใช่ใช่ไหมแบบนี้?

 

กลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังออกกำลังกายหรือวิ่งร่วมกันอย่างสนุกสนานกลางแจ้ง สะท้อนเทรนด์ Workout = Hangout 1

 

ความจริงเทรนด์การออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง ไม่ได้ถึงกับเป็นเรื่องใหม่อะไรขนาดนั้น

 

ถ้อยคำ ‘Healthy is wealthy’ เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงกันมายาวนานประมาณหนึ่งแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจของคนกลุ่มหนึ่งที่ใส่ใจกับการดูแลร่างกายรักษาสุขภาพของตัวเอง เพราะสำหรับชีวิตใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราเหมือนกันคือการไม่มีลาบ เอ้ย ‘การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ’

 

ในช่วงเวลาหนึ่งผู้คนต่างแห่กันไปสมัครเป็นสมาชิกฟิตเนสต่างๆ อย่างมากมาย มีฟิตเนสแบรนด์ทั้งใหญ่และเล็กเปิดกันเต็มไปหมด และหลายเจ้าเปิดขยายบริการอย่างรวดเร็วอย่างผิดสังเกต (ซึ่งมันก็มีกรณีที่ผิดจริงดังสังเกต)

 

จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่อายุหย่อนจากการครบครึ่งศตวรรษไม่เท่าไร ก็เคยเห็นและเคยคิดที่จะสมัครมาก่อนเหมือนกันเมื่อสัก 20 กว่าปีที่แล้ว

 

เช่นกันกับการวิ่งตามสวนสาธารณะก็เคยผ่านการวิ่งมาแล้วหลายสวน และพอจะรู้หัวใจตัวเองว่าชอบบรรยากาศในการวิ่งสวนที่ไหนมากที่สุด​ (ซึ่งในกรุงเทพฯมันก็มีสวนที่ดีขนาดนั้นไม่กี่แห่ง)

 

อย่างไรก็ดีต้องบอกว่ามีความแตกต่างกันอยู่พอสมควรเหมือนกันสำหรับเทรนด์ของคนที่เคยอายุ 20 กว่า (20 Something) เมื่อ 20 ปีที่แล้วกับชาว 20 Something หรือคน Gen Z ในปัจจุบัน

 

เพราะจากที่ได้เห็นน้องๆ คนรุ่นใหม่ที่ดูสดใสในตอนนี้ มีคนจำนวนมากที่เลือกออกกำลังกายกันอย่างจริงจัง ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เฉพาะในประเทศไทย แต่คนรุ่นใหม่ของโลกทั้งใบสนใจในเรื่องของการใส่ใจดูแลสุขภาพอย่างมาก

 

มากเสียจนพวกเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายวันเวลาไปจากคนรุ่นก่อน

 

กลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังออกกำลังกายหรือวิ่งร่วมกันอย่างสนุกสนานกลางแจ้ง สะท้อนเทรนด์ Workout = Hangout 2

 

 

สำหรับคนรุ่นที่เคยอายุ 20 เมื่อ 20 ปีที่แล้ว วันเวลาของเรามักจะถูกใช้จ่ายไปกับไม่กี่อย่าง

 

มีบ้างที่ออกกำลังกาย (เช่น เล่นฟุตบอล), ไปดูหนัง, โยนโบว์ลิง,​ เล่นเกมตามร้านเช่าเกมหรืออินเตอร์เน็ตคาเฟ่

 

และเมื่อตะวันลับฟ้าจะนัดรวมตัวกันสังสรรค์ตามร้านเหล้า ผับ บาร์ แล้วแต่ว่าเพื่อนคนไหนอยากจะชวนไปนั่งดื่มและพูดคุยกันที่ไหน

 

บทสนทนาในร้านเหล้าโดยส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเรื่องของคนหนุ่มสาว เช่น มึงกูชอบน้องคนนั้น, มึงกูอกหักเพราะน้องคนนี้ และสำหรับบางคนที่ช่ำชองก็อาจจะมีเรื่องเล่ามาฝากเพื่อนๆ ในมุมสนุกสนาน

 

ไม่ได้มีอะไรมากหรือน้อยไปกว่านั้นหรอก

 

แต่สำหรับคนหนุ่มสาวของยุคสมัยนี้ ดูเหมือนพวกเขาจะได้รับอิทธิพล ‘ในทางที่ดี’ จากโลกกว้างที่มาพร้อมกับโซเชียลมีเดีย (ที่ไม่ได้มีแต่ข้อเสีย) หรืออาจจะบอกว่าโซเชียลมีเดียนี่แหละที่มีส่วนในการกำหนดเทรนด์สำหรับคนรุ่นใหม่

 

เพราะภาพของคนที่ออกกำลังกาย ได้ถูกเปลี่ยน Perception ไปใหม่ให้ดูเท่ คูล สดใส ตามการนำเสนอของเหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่มีมากมาย ไม่เหมือนในสมัยก่อนที่การไปออกกำลังกายก็ใส่กันตามมีตามเกิด ไม่ได้มีตัวเลือกให้มากนัก

 

ตอนนี้หากเข้าฟิตเนสหรือไปตามสวน ก็จะพบเจอกับคนหนุ่มสาวที่แต่งตัวมาแบบ ‘คิดมาแล้ว’ เสื้อสีนี้ กางเกงสีนี้ และรองเท้ารุ่นนี้สีนี้

 

บางคนมาพร้อมกับหมวกสีสวยและหูฟังเฮดโฟนแบบไร้สายที่ยิ่งดูเท่ดูคูลขึ้นไปอีก

 

ภาพเหล่านี้ถูกฉายย้ำและซ้ำทางโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะบน Instagram ซึ่งทำให้เกิดการรับรู้และความสนใจ มารวมกับเรื่องของข้อมูล ความรู้ ที่มีให้ศึกษากันมากขึ้นกว่าสมัยก่อนมากมายนัก ทำให้น้องกลายเป็นคนที่ Well-educated ในเรื่องของการดูแลร่างกาย

 

ยกตัวอย่างง่ายๆแค่เรื่องของรองเท้าในการออกกำลังกาย สำหรับคนสมัยก่อน (ไม่อยากใช้คำนี้เลย) เวลาไปเลือกซื้อรองเท้ามากที่สุดเราก็แค่ลองสวมและใส่มันดูว่าเข้ากับเท้าไหม แต่ไม่ได้รู้หรอกว่ามันดีหรือเหมาะกับเท้าเราอย่างไร (เพราะคนขายก็ไม่รู้เหมือนกัน)

 

ผู้เขียนเคยซื้อรองเท้าวิ่ง Nike Free มาใส่เพราะชอบในความเท่ แต่หารู้ไม่ว่ามันไม่ได้เหมาะนักกับร่างกายและสภาพหนทางที่จะไปวิ่ง จนทำให้ครั้งหนึ่งหลังวิ่งจบมินิมาราธอน ตะคริวขึ้นเท้าถึงกับเดินไม่ได้อยู่พักใหญ่

 

ส่วนในปัจจุบันน้องๆ รู้และเข้าใจว่ารองเท้าแต่ละแบบมีความหลากหลาย แบบนี้ Daily run แบบนี้ Trainer แบบนี้ใช้ซ้อม แบบนี้ใช้แข่ง เช่นกันกับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่มีการเลือกอย่างดีทรงนี้เข้ากับตัวหรือไม่เข้ากับตัว

 

ที่เหลือคือการลงสนามจริง และสิ่งที่ดีสำหรับยุคนี้คือการที่มี Community หรือชุมชนที่รองรับคนที่สนใจและใส่ใจในสิ่งที่คล้ายกัน

 

เช่น รันคลับ (Run club)

 

กลุ่มคนรุ่นใหม่กำลังออกกำลังกายหรือวิ่งร่วมกันอย่างสนุกสนานกลางแจ้ง สะท้อนเทรนด์ Workout = Hangout 3

 

15 ปีก่อนหน้านี้คำว่า ‘รันคลับ’ เป็นของใหม่สำหรับคนไทย ที่แบรนด์จากต่างประเทศพยายามจุดกระแสขึ้นมาแต่ยังไม่ได้รับการตอบรับสักเท่าไร

 

จำได้ว่าครั้งหนึ่งที่เคยร่วมงานกับ Nike เคยตั้ง ‘มิชชัน’ สำหรับน้องๆ ในโรงเรียนมัธยมว่าหากทุกคนช่วยกันวิ่งได้ระยะทางที่กำหนด (โดยวัดจากอุปกรณ์เฉพาะในช่วงเวลานั้น) จะพาวงร็อคเบอร์หนึ่งอย่าง Bodyslam มาแสดงถึงโรงเรียน – คือต้องหาวิธีเชิญชวนกันขนาดนั้น (แต่ก็สำเร็จด้วยดีนะ)

 

10 ปีก่อนการวิ่งเริ่มบูมหนักเป็นกระแสในบ้านเรา รันคลับในแนวทางแบบไทยๆ คือทีมหรือชมรมวิ่งต่างๆ ซึ่งมีส่วนทำให้วงการวิ่งคึกคักมาตั้งแต่นั้น แต่รันคลับมาเปรี้ยงจริงๆ เอาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่เกิดการนัดกันไปวิ่งตามสวนสาธารณะในเมือง

 

ไลฟ์สไตล์ของคนจึงเริ่มเปลี่ยนไปจากการนัดไปแฮงก์เอาต์กันที่ร้านมืดๆ เปลี่ยนมาเป็นการนัดเจอและวิ่งไปด้วยกันในสวน

 

ก่อนจะตบท้ายด้วยกาแฟดีๆ สักแก้ว และบทสนทนามากมายที่พรั่งพรูพร้อมกับอะดรีนาลีนที่หลั่งไหล

 

รันคลับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะมันกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมที่ทำหน้าที่ทดแทนการไปนั่งดื่มตามผับหรือบาร์ได้อย่างดี นั่นคือการพาเราไปพบเจอและทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ ได้

 

เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง หรืออาจจะเปลี่ยนสถานะได้ในอนาคต

 

แน่นอนว่าอาจจะมีการตั้งคำถามว่าไปวิ่งหาแฟนกันหรือเปล่า แต่มันไม่ใช่เรื่องผิดอะไรสักหน่อย คนสมัยโบราณเขาก็ต้องไปหาคู่กันในวัด คนรุ่นพ่อรุ่นพี่หลายคนก็พบรัก (ที่ดี) กันผ่านการชนแก้ว เราก็ทำกันผ่านวิธีแบบนี้ทั้งนั้น

 

และอย่างน้อยที่สุดสิ่งที่เป็นหัวใจของเรื่องราวคือการออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง คนที่ได้ก็คือตัวเราเอง (แต่หัวใจให้คนอื่นดูแลไป)

 

มีข้อมูลที่น่าสนใจจาก Strava ระบุว่าคน Gen Zers ใช้การออกกำลังกาย (วิ่ง ฟิตเนส จักรยาน ฯลฯ) เพื่อพบกับคนอื่นเพื่อแชร์เรื่องราวสิ่งที่สนใจมากกว่าคน Gen Xers มากถึง 39 เปอร์เซ็นต์

 

ในรายงานข่าวจาก Wall Street Journal ยังมีถ้อยคำที่ยกมาและน่าสนใจว่า “ฉันคิดว่าการวิ่งเป็นสิ่งที่จะสามารถนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่จริงจังและยั่งยืนได้ในอนาคต”

 

เหตุผล?

 

“เพราะเราต่างผ่านช่วงเวลาความเจ็บปวดมาด้วยกัน” ฟังแล้วง่อววว ทันที

 

แน่นอนว่ามันไม่ใช่แค่การวิ่ง แต่ยังสามารถเป็นการออกกำลังกายอะไรก็ได้อีกมากมาย จะเข้าฟิตเนส เข้าคลาสพีลาทีส ไปเล่น Hyrox ไปเต้นแอโรบิก

 

หรือปัจจุบันที่มาแรงที่สุดคือการไปตีเทนนิส กีฬาที่ดู ‘แกรม’ ถูกใจวัยใส

 

อะไรก็ได้ ทำไปเถอะ เพราะใช้จ่ายวันเวลา (และเงินทอง) ไปกับการดูแลตัวเองแบบนี้มันดีเสมอ 🙂

 

The post Workout = Hangout เทรนด์ใหม่ Gen Z ยอมจ่ายให้ ‘สุขภาพ’ มากกว่า ‘ปาร์ตี้’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Starbucks เปิดตัวแอป Beta บน ChatGPT รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ เปลี่ยนวิธีเลือกเครื่องดื่มจาก ‘ความรู้สึก’ มากกว่าการไล่ดูเมนูแบบเดิม https://thestandard.co/starbucks-beta-chatgpt-app/ Fri, 17 Apr 2026 06:40:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1198527 ภาพประกอบลูกค้าใช้คอมพิวเตอร์พกพาในร้าน Starbucks พร้อมข้อความข่าว ‘Starbucks เปิดตัวแอป บน ChatGPT’

Starbucks เปิดตัวแอปเวอร์ชันทดลอง (Beta) บน ChatGPT เพื […]

The post Starbucks เปิดตัวแอป Beta บน ChatGPT รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ เปลี่ยนวิธีเลือกเครื่องดื่มจาก ‘ความรู้สึก’ มากกว่าการไล่ดูเมนูแบบเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบลูกค้าใช้คอมพิวเตอร์พกพาในร้าน Starbucks พร้อมข้อความข่าว ‘Starbucks เปิดตัวแอป บน ChatGPT’

Starbucks เปิดตัวแอปเวอร์ชันทดลอง (Beta) บน ChatGPT เพื่อช่วยลูกค้าค้นหาเมนูเครื่องดื่มใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยมุ่งตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มักตัดสินใจจาก ‘อารมณ์และความรู้สึก’ มากกว่าการไล่ดูเมนูแบบเดิม

 

พอล รีเดล รองประธานอาวุโสฝ่ายดิจิทัลและลอยัลตี้ของ Starbucks กล่าวว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยอินไซต์สำคัญคือ ลูกค้าจำนวนมากไม่ได้เริ่มต้นจากการเลือกเมนู แต่เริ่มจากความรู้สึก เช่น อยากได้เครื่องดื่มที่สดชื่น หรืออยากดื่มอะไรหวานๆ ก่อนจะค่อยหาตัวเลือกที่ตรงใจ

 

ดังนั้น บริษัทจึงพยายามเข้าไปมีบทบาทตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความต้องการ เพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และนี่คือที่มาของการพัฒนาแอปเวอร์ชันทดลองบน ChatGPT

 

ในด้านการใช้งาน ลูกค้าจะต้องเปิดใช้งานแอป Starbucks ผ่านไดเรกทอรีภายใน ChatGPT จากนั้นพิมพ์คำสั่งพร้อมใส่ ‘@Starbucks’ เพื่อเริ่มต้นค้นหาและปรับแต่งเครื่องดื่มตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประเภทเครื่องดื่ม ระดับความหวาน หรือส่วนผสมเพิ่มเติม รวมถึงสามารถเลือกสาขาที่ต้องการสั่งซื้อได้ แต่ขั้นตอนการชำระเงินยังคงต้องดำเนินการผ่านแอปหรือเว็บไซต์ของ Starbucks โดยตรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบสมาชิกยังคงเป็นแกนหลักของกลยุทธ์ในการรักษาฐานลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว

 

รีเดลยังเน้นย้ำว่า การเปิดตัวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูธุรกิจในสหรัฐฯ ภายใต้กลยุทธ์ Back to Starbucks ที่มุ่งดึงลูกค้าให้กลับมาใช้บริการหน้าร้านมากขึ้น ผ่านมาตรการหลายด้าน เช่น การนำพื้นที่นั่งในร้านกลับมาให้บริการ ตามด้วยการปรับเมนูให้กระชับและเข้าใจง่ายขึ้น รวมถึงการนำระบบระดับสมาชิกกลับมาใช้ในโปรแกรมสะสมแต้ม เพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการกลับมาซื้อซ้ำ

 

ขณะเดียวกัน Starbucks ยังเดินหน้าพัฒนาแอปมือถืออย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า เช่น การเพิ่มหมวดหมู่เครื่องดื่มยอดนิยมและเมนูลับในแท็บ offers ซึ่งช่วยให้ลูกค้าค้นพบตัวเลือกใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มีพฤติกรรมชอบทดลองสิ่งใหม่และให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าความคุ้นเคย

 

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Starbucks เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังเผชิญจำนวนลูกค้าลดลงต่อเนื่องนานถึง 2 ปี โดยสถานการณ์เริ่มดีขึ้นจากการที่บริษัทสามารถรายงานยอดธุรกรรมเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2025 สะท้อนว่ามาตรการปรับกลยุทธ์เริ่มเห็นผลมากขึ้น

 

ทั้งนี้ การนำ AI มาใช้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของ Starbucks เพราะก่อนหน้านี้บริษัทได้พัฒนา Green Dot Assist ผู้ช่วย AI สำหรับบาริสต้า ร่วมกับแพลตฟอร์ม Microsoft Azure OpenAI เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในร้าน

 

และในภาพกว้าง เทรนด์การนำ AI มาผสานกับประสบการณ์ชอปปิงกำลังขยายตัวไปทั่วอุตสาหกรรมค้าปลีก โดยผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Walmart, Etsy และ Booking.com ต่างเริ่มทดลองใช้ ChatGPT เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถค้นหาและสั่งซื้อสินค้าได้โดยตรงผ่านอินเทอร์เฟซแชต ซึ่งอาจกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญของอีคอมเมิร์ซในอนาคต

 

ภาพ: Kimsoomin22/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

The post Starbucks เปิดตัวแอป Beta บน ChatGPT รับเทรนด์คนรุ่นใหม่ เปลี่ยนวิธีเลือกเครื่องดื่มจาก ‘ความรู้สึก’ มากกว่าการไล่ดูเมนูแบบเดิม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ตลาดแมสไปต่อยาก แถมร้านอาหารแบกต้นทุนพุ่งแต่ขึ้นราคาไม่ได้ ‘เซ็น กรุ๊ป’ พลิกเกมส่งแบรนด์ Specialty ชิงฐานลูกค้า พรีเมียม https://thestandard.co/zen-group-premium-specialty-strategy/ Fri, 17 Apr 2026 02:10:53 +0000 https://thestandard.co/zen-group-premium-specialty-strategy/ ภาพประกอบข่าวกลยุทธ์ ‘เซ็น กรุ๊ป’ พลิกเกม ส่งแบรนด์ Specialty ชิงตลาดพรีเมียม พร้อมรูป ฐิตานันท์ ทวีผล ผู้ช่วยผู้อำนวยการแบรนด์ Premium

ถึงวันนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื […]

The post ตลาดแมสไปต่อยาก แถมร้านอาหารแบกต้นทุนพุ่งแต่ขึ้นราคาไม่ได้ ‘เซ็น กรุ๊ป’ พลิกเกมส่งแบรนด์ Specialty ชิงฐานลูกค้า พรีเมียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบข่าวกลยุทธ์ ‘เซ็น กรุ๊ป’ พลิกเกม ส่งแบรนด์ Specialty ชิงตลาดพรีเมียม พร้อมรูป ฐิตานันท์ ทวีผล ผู้ช่วยผู้อำนวยการแบรนด์ Premium

ถึงวันนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและไม่มีสัญญาณคลี่คลายลง ส่งผลให้หลายๆ บริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารที่ต้องแบกรับต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น และในช่วงเวลาเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้การปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

 

เช่นเดียวกับ ฐิตานันท์ ทวีผล ผู้ช่วยผู้อำนวยการแบรนด์ Premium บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า การทำธุรกิจปีนี้ค่อนข้างท้าทาย หลังจากเกิดความไม่แน่นอนต่างๆ บริษัทได้ติดตามสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด พร้อมวางแผนบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวดตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ควบคู่ไปกับการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายซัพพลายเออร์และพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดซื้อ รวมถึงบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบในระยะยาว

 

ที่ผ่านมา บริษัทใช้กลยุทธ์ทำสัญญาซื้อขายระยะยาวแบบปีต่อปี โดยเฉพาะวัตถุดิบหลักที่ใช้ในหลายๆ แบรนด์ เช่น เนื้อนำเข้าเกรด A4/A5 ปลาสด และเนื้อวัว เพื่อช่วยล็อกต้นทุนและรักษาเสถียรภาพด้านราคา ซึ่งแนวทางดังกล่าวพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดความผันผวนและสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจได้ในระดับหนึ่ง

 

“แม้ต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์โลก แต่ระยะสั้นบริษัทจะไม่เลือกผลักภาระไปยังผู้บริโภคผ่านการปรับขึ้นราคา โดยยังคงตรึงโครงสร้างราคาขายเดิมเอาไว้ก่อน” ฐิตานันท์ ย้ำ

 

ในด้านทิศทางธุรกิจ เซ็นกรุ๊ปประเมินว่า ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นกลุ่ม Premium Mass ซึ่งมีมูลค่าราว 17,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 30% ของตลาดรวม ยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี สวนทางกับตลาดกลุ่ม Mass ที่เริ่มชะลอตัว จึงมองว่ากลยุทธ์การเติบโตในระยะถัดไปจะมุ่งเน้นการพัฒนาร้านอาหารรูปแบบ Specialty หรือร้านเฉพาะทางมากขึ้น

 

หนึ่งในตัวอย่างคือการพัฒนาแบรนด์ Cyu Shabu เพื่อสร้าง New Space ในตลาด ผ่านการนำเสนอ Specialty Shabu ที่แตกต่างจากคู่แข่ง ทั้งในด้านคุณภาพวัตถุดิบ การออกแบบประสบการณ์ ปัจจุบัน Cyu Shabu มีทั้งหมด 3 สาขา ทุกสาขาการวางตำแหน่งแบรนด์ให้อยู่ในเซกเมนต์พรีเมียม ซึ่งตลาดดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท หรือราว 10% ของตลาดรวม แม้จะมีกลุ่มลูกค้าเพียง 3-5% ของประชากร แต่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง

 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดชาบูยังคงแข่งขันรุนแรง จากสงครามราคาและการอัดโปรโมชันของผู้ประกอบการหลายราย แต่ Cyu Shabu เลือกที่จะไม่แข่งขันด้านราคา โดยเน้นสร้างความแตกต่างผ่านคุณภาพและประสบการณ์ เพื่อรองรับผู้บริโภครุ่นใหม่ในกลุ่ม Urban Lifestyle ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าราคา

 

ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้เก็บรวบรวมข้อมูล พบว่า ปัจจัยหลักในการตัดสินใจของผู้บริโภค จะมองความคุ้มค่าที่สอดคล้องกับคุณภาพเป็นอันดับแรก รองลงมาคือประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ และคุณภาพของมื้ออาหาร ซึ่งล้วนเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความแตกต่างและความยั่งยืนในระยะยาว

 

สำหรับแผนระยะสั้น แบรนด์จะมุ่งยกระดับมาตรฐานทั้งด้านผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า ก่อนขยายสาขาไปยังทำเลใหม่ โดยจะลดการพึ่งพาศูนย์การค้าแบบเดิม และหันไปเน้นคอมมูนิตี้มอลล์ รวมถึงย่านไลฟ์สไตล์ใจกลางเมืองที่มีกำลังซื้อสูง เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ เช่น Gen Y, Gen Z และ Gen Alpha พร้อมทั้งมีแผนขยายสู่พื้นที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีในระยะยาว

 

ในด้านการตลาด บริษัทใช้งบประมาณอย่างระมัดระวัง โดยเน้นกลยุทธ์ Organic Marketing ผ่านการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า เพื่อกระตุ้นการบอกต่อแบบปากต่อปาก ซึ่งที่ผ่านมาแนวทางดังกล่าวสามารถเพิ่มสัดส่วนลูกค้าที่กลับมาใช้บริการซ้ำได้อย่างเห็นได้ชัด

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มแบรนด์ Premium Mass และ Specialty มีสัดส่วนรายได้เกือบ 10% ของรายได้รวมบริษัทอยู่ราว 4,000 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโต 3-5% ตามทิศทางตลาด แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมก็ตาม

 

The post ตลาดแมสไปต่อยาก แถมร้านอาหารแบกต้นทุนพุ่งแต่ขึ้นราคาไม่ได้ ‘เซ็น กรุ๊ป’ พลิกเกมส่งแบรนด์ Specialty ชิงฐานลูกค้า พรีเมียม appeared first on THE STANDARD.

]]>
SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกในไวบ์บาร์สไตล์ Gen Z https://thestandard.co/life/sasa-khaotom-bar-gen-z/ Thu, 16 Apr 2026 04:19:25 +0000 https://thestandard.co/?p=1198295 ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์

หากนึกย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ ‘ข้าวต้มกุ๊ย’ หรือข้า […]

The post SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกในไวบ์บาร์สไตล์ Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์

หากนึกย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของ ‘ข้าวต้มกุ๊ย’ หรือข้าวต้มมื้อดึกที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี อันที่จริงมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมการกินของชาวจีนที่เข้ามาตั้งรกรากในไทยฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน โดยนิยมต้มข้าวใส่น้ำเยอะๆ กินคู่กับกับข้าวรสเค็มจัดหลายๆ อย่างมา ‘แชร์ริ่ง (Sharing)’ กันในครอบครัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการได้นั่งล้อมวง พูดคุย และใช้เวลาร่วมกัน

 

‘SASA Khaotom Bar’ จึงหยิบภาพจำของ ‘ข้าวต้มกุ๊ย’ มาเล่าใหม่ให้สนุกและครีเอทีฟเข้ากับยุค Gen Z มากขึ้น แต่ยังคงเสน่ห์ของวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้

 

สไตล์ของร้านมีความโมเดิร์น เน้นโทนสีแดง ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่ในคาเฟ่เท่ๆ ผสมกับบาร์มู้ดดีที่สามารถนั่งแฮงก์เอาต์กับกลุ่มเพื่อนได้ยาวๆ จนร้านปิดเลยล่ะ

 

ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 1ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 2ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 3

 

ความน่าสนใจของที่นี่คือมีเซ็ตอาหารให้เลือกได้แบบไม่ต้องคิดเยอะ ครบทั้งจานเรียกน้ำย่อย จานเครื่องเคียง จานหลัก และขนมหวาน ทำให้ในหนึ่งมื้อจะได้ลองหลากหลายเมนู เรียกได้ว่าอิ่มจบในมื้อเดียว

 

เริ่มด้วย APPETIZERS อย่าง ‘เห็ดไมทาเกะย่างน้ำมันงา’ และ ‘ปลาฮามาจิซอสเต้าเจี้ยวจีน’ คำนี้กินแล้วสดชื่น ตัวซอสมีรสชาติเปรี้ยวนำเค็มตาม แอบติดขมนิดๆ จากผัก แต่ถือเป็นคำเปิดที่ดีเตรียมพร้อมไปต่อสำหรับเมนูถัดไป

 

ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 4ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 5ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 6

 

สำหรับจานเครื่องเคียง เราสามารถเลือกได้ 3 อย่างใน 1 เซ็ต แต่ที่อยากแนะนำเลยคือ ‘ยำไข่เป็ดดาวกรอบ (80 บาท)’ ไข่แดงเยิ้ม ไข่ขาวกรอบฟูทำให้ดูดน้ำยำไว้จนฉ่ำจุ๊ยซี่, ‘หมูอิโมบูตะหนำเลี๊ยบคั่วแห้ง (100 บาท)’ หมูสับคั่วมาแบบแห้งได้เท็กซ์เจอร์กรอบๆ และ ‘เกียมบ๊วยหมูเด้งไข่เค็มพริกนรก (80 บาท)’ เมนูซุปร้อนๆ แม้ว่าสีอาจจะดูชืด แต่ซดแล้วแซ่บสมชื่อแน่นอน เมนูนี้เราชอบที่สุดเลย

 

กินคู่กับข้าวต้มกุ๊ยชามใหญ่ร้อนๆ ที่เสิร์ฟให้แบบไม่อั้น ซึ่งสามารถเลือกได้ 3 รสชาติ แต่ที่เราอยากแนะนำให้ลองเลยคือ ‘ข้าวต้มหมึกดำ’ รสชาติกลมกล่อม หรือถ้าใครชอบความเบสิก ‘ข้าวต้มขาว’ ก็อร่อยไม่แพ้กัน

 

ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 7ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 8ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 9

 

ส่วนจานกลางที่จะได้แชร์ริ่งกับคู่ของเราอย่าง ‘หนมปังหน้ากุ้งพันชั้น (280 บาท)’ ตัวขนมปังกรอบนอก ไส้แน่น กินคู่กับซอสวาซาบิช่วยตัดเลี่ยนได้ดีเลย ต่อด้วยอีกหนึ่งจานไฮไลต์ ‘ไข่เจียวออส่วนหอยนางรมฮิโรชิม่าดอง (420 บาท)’ ไข่เจียวกรอบฟูที่ความพิเศษคือท็อปปิ้งจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล อย่างตอนที่เราไปก็จะได้กินเนื้อปูจักรพรรดิแทน เมนูนี้เราก็ชอบเหมือนกัน

 

ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 10ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 11

 

ก่อนปิดท้ายมื้อด้วยของหวานอย่าง ‘โทสต์บริยอช & ซอสคัสตาร์ดไข่เค็ม (190 บาท)’ ขนมปังเนื้อนุ่มโรยด้วยมะพร้าวขูด ดิปกับซอสไข่เค็มหอมกลิ่นไข่เค็มชัดเจนมาก แนะนำให้กินตอนร้อนๆ จะฟินสุดๆ

 

ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 12ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 13

 

Good for

 

สำหรับใครที่ชอบความหลากหลาย อยากลองหลายเมนูพร้อมกันในมื้อเดียว ‘SASA Khaotom Bar’ ถือว่าตอบโจทย์มาก ด้วยรูปแบบการเสิร์ฟเป็นเซ็ตทำให้ได้ลองครบทั้งจานเครื่องเคียงเล็กๆ และจานหลักแบบใหญ่ๆ รวมถึงสายแฮงก์เอาต์ที่กำลังมองหาบาร์ชิลๆ นั่งคุยกับเพื่อนต่อได้ยาวๆ โดยมีเมนูอุ่นท้องอย่างข้าวต้มคอยบาลานซ์มื้อ ไม่ว่าจะเป็นมื้อแก้แฮงก์หลังปาร์ตี้ หรือแค่อยากหาที่นั่งชิลยาวๆ แบบไม่ต้องย้ายร้าน บอกเลยว่าครบจบในที่เดียว

 

ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 14ภาพบรรยากาศร้าน SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกสไตล์โมเดิร์นพร้อมเมนูอาหารสร้างสรรค์ 15

 

SASA Khaotom Bar

 

Open: เปิดทุกวันอาทิตย์ – พฤหัสบดี เวลา 11.00-23.00 น. (ออเดอร์สุดท้าย 22.00 น.) และวันศุกร์ – เสาร์ เวลา 11.00-04.00 น. (ออเดอร์สุดท้าย 03.00 น.)

Contact: SASA Khaotom Bar 

Address: Market Place Thonglor ชั้น 2, ซอยสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ ซอย 15), กรุงเทพฯ

Budget: 300-600++ บาท

 

ภาพ: ลักษณา บุญญาปฏิภา

The post SASA Khaotom Bar ร้านข้าวต้มมื้อดึกในไวบ์บาร์สไตล์ Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>