Gen Z Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/gen-z/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 17 Feb 2026 07:04:52 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 หนังสือแพงทำกำลังซื้อสะดุด! สำนักพิมพ์ไทยเร่งปรับดีไซน์-ลดหน้าคุมราคา พร้อมจับตา ‘มังงะ-หนังสือเด็ก’ ขุมกำลังหลักตลาดปี 2569 https://thestandard.co/book-prices-impact-thai-publishing-market/ Tue, 17 Feb 2026 07:04:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1179328 ชั้นหนังสือในร้านหนังสือที่มีผู้คนเดินเลือกซื้อ สะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมหนังสือไทยที่กำลังปรับตัวรับมือราคาแพงและเทรนด์มังงะ-หนังสือเด็ก

ถึงวันนี้อุตสาหกรรมหนังสือไทย ยังต้องเผชิญความท้าทายจาก […]

The post หนังสือแพงทำกำลังซื้อสะดุด! สำนักพิมพ์ไทยเร่งปรับดีไซน์-ลดหน้าคุมราคา พร้อมจับตา ‘มังงะ-หนังสือเด็ก’ ขุมกำลังหลักตลาดปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชั้นหนังสือในร้านหนังสือที่มีผู้คนเดินเลือกซื้อ สะท้อนภาพรวมอุตสาหกรรมหนังสือไทยที่กำลังปรับตัวรับมือราคาแพงและเทรนด์มังงะ-หนังสือเด็ก

ถึงวันนี้อุตสาหกรรมหนังสือไทย ยังต้องเผชิญความท้าทายจากกระแสดิจิทัลและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว ทำให้ธุรกิจจำหน่ายหนังสือแบบดั้งเดิมต้องเร่งปรับตัว สู่การเป็นแพลตฟอร์มคอนเทนต์ที่สามารถเชื่อมโยงและต่อยอดได้หลายมิติ

 

รุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ภาพรวมตลาดหนังสือในปี 2569 ยังมีโอกาสเติบโต แต่ผู้เล่นจำเป็นต้อง จับเทรนด์ให้แม่นและตรงจุดมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการอ่านเปลี่ยนเร็ว จากเดิมที่การวางแผนซื้อลิขสิทธิ์สามารถมองล่วงหน้า 2-3 ปี ปัจจุบันต้องประเมินสถานการณ์แบบปีต่อปี เพื่อให้สอดรับกับกระแสที่หมุนเร็วขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดหนังสือยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ทำให้ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งมองว่าราคาหนังสือค่อนข้างสูง สำนักพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายจึงต้องปรับรูปแบบบางหมวด เช่น ลดจำนวนหน้า หรือปรับดีไซน์ เพื่อกำหนดราคาให้อยู่ในระดับที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

 

ขณะที่หมวดหนังสือที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ได้แก่ หนังสือเด็ก โดยเฉพาะประเภทที่มีสื่อประกอบ หนังสือเตรียมสอบและคู่มือการเรียน รวมถึงกลุ่มฟิกชัน มังงะ และวรรณกรรมแนวสืบสวน

 

ในส่วนของร้านหนังสือซีเอ็ด ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา บริษัทเดินหน้าปรับภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการเปิดตัวคอนเซปต์ใหม่ทุกปีในงานหนังสือ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและสื่อสารกับลูกค้ารุ่นใหม่ให้ชัดเจนขึ้น

 

ขณะเดียวกัน บริษัทยังพบว่า ภายในงานหนังสือ สัดส่วนบูธงานอาร์ต งานคราฟต์ โมเดล และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับหนังสือเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้มองคอนเทนต์เฉพาะในรูปแบบหนังสือเท่านั้น แต่ให้คุณค่ากับ ไอเดีย และ จินตนาการ ที่สามารถต่อยอดไปสู่สินค้าและประสบการณ์ในรูปแบบอื่นได้

 

จากอินไซต์ดังกล่าว ซีเอ็ดจึงต่อยอดโมเดลร้านสู่แนวคิด ‘Playground’ เปิดพื้นที่ให้ศิลปินและนักสร้างสรรค์นำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในร้าน โดยปัจจุบันสัดส่วนสินค้ากลุ่ม Creative & Merchandise เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ของพื้นที่บางสาขา บริษัทคัดเลือกศิลปินหรือแบรนด์ที่มีคอนเซปต์ชัดเจน มีฐานผู้ติดตามในโซเชียลมีเดีย และมีทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งช่วยให้เข้าถึงกลุ่ม Gen Z และ Gen Alpha ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ผู้บริหารซีเอ็ดย้ำว่า ปัจจุบัน IP ไม่ได้เริ่มต้นจากหนังสือแล้วขยายไปสู่สินค้าเสมอไป แต่บางกรณีเริ่มต้นจากโซเชียลมีเดีย ก่อนต่อยอดกลับมาสู่หนังสือ ยกตัวอย่างคาแรกเตอร์ไทยที่พัฒนาจากงานอาร์ตสู่การ์ดเกม หรือคาแรกเตอร์ที่แจ้งเกิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์แล้วขยายสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ เครื่องเขียน และหนังสือ สะท้อนทิศทางตลาดคอนเทนต์ที่หมุนเวียนข้ามแพลตฟอร์มอย่างชัดเจน

 

หลังจากทดลองเปิดโซน Playground ใน 5 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัลบางนา, ซีคอนศรีนครินทร์, ซีคอนบางแค, ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต และแฟชั่นไอส์แลนด์ ภายในเดือนแรกพบว่า สัดส่วนยอดขายสินค้านอนบุ๊กเพิ่มจากปกติราว 20% เป็นมากกว่า 30% ของยอดขายรวม ขณะเดียวกัน ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในร้านนานขึ้น และมีพฤติกรรมซื้อหนังสือควบคู่กับสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างปีใหม่และวันเด็ก จากผลตอบรับดังกล่าว บริษัทเตรียมขยายคอนเซปต์ดังกล่าวไปยังเกือบ 50 สาขาในระยะถัดไป

 

โดยปัจจุบัน ซีเอ็ดมีสาขาประมาณ 170 แห่ง ถือเป็นผู้เล่นที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในตลาด ขณะที่คู่แข่งอย่าง B2S และร้านหนังสือรายอื่นต่างมีจุดแข็งแตกต่างกัน โดยมองว่าธุรกิจร้านหนังสือเป็นตลาดที่ผู้เล่นสามารถเกื้อหนุนกัน มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

 

ผู้บริหารทิ้งท้ายว่า ตลาดหนังสือยังมีศักยภาพเติบโต หากผู้ประกอบการสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน ปรับตัวได้รวดเร็ว และขยายบทบาทจาก ร้านหนังสือ ไปสู่โมเดล ‘คอนเทนต์ + ประสบการณ์’ ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในยุคใหม่

The post หนังสือแพงทำกำลังซื้อสะดุด! สำนักพิมพ์ไทยเร่งปรับดีไซน์-ลดหน้าคุมราคา พร้อมจับตา ‘มังงะ-หนังสือเด็ก’ ขุมกำลังหลักตลาดปี 2569 appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป 16 อินไซต์เด็ด เจาะกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026: เมื่อ ‘ความเชื่อใจ’ สำคัญกว่า ‘ความหิว’ https://thestandard.co/restaurant-strategy-2026-insights/ Sun, 15 Feb 2026 05:33:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1178626 กราฟิกสรุป 16 อินไซต์เด็ดกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026 จาก Grab และ LINE MAN Wongnai เน้นความเชื่อใจ

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง […]

The post สรุป 16 อินไซต์เด็ด เจาะกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026: เมื่อ ‘ความเชื่อใจ’ สำคัญกว่า ‘ความหิว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
กราฟิกสรุป 16 อินไซต์เด็ดกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026 จาก Grab และ LINE MAN Wongnai เน้นความเชื่อใจ

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งสูง และหนี้ครัวเรือนรัดตัว แต่เชื่อไหมว่าวงการ F&B ไทยไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่คิด แค่ ‘พฤติกรรม’ การเลือกกินของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

 

The Secret Sauce ขอสรุป 16 เทรนด์และอินไซต์สำคัญจากรายงานของ 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง Grab และ LINE MAN Wongnai มาให้ผู้ประกอบการวางแผนสู้ต่อในปี 2026 นี้

 

📌 16 อินไซต์ต้องรู้ เพื่อชัยชนะในสมรภูมิเดลิเวอรี 2026

 

👍 จากงานประกาศรางวัล #GrabThumbsUp Awards 2025 ทาง Grab ประเทศไทย ได้กล่าวถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ดังนี้

 

🔸1. คอนเทนต์นำทางความหิว: การสั่งอาหารในยุคนี้ไม่ได้เริ่มจากเสียงท้องร้อง แต่เริ่มจากภาพบนหน้าจอโดยเฉพาะ TikTok ที่กลายเป็นเครื่องมือค้นหาร้านใหม่ของยุค เพราะสายตาของผู้บริโภคถูกจับจองด้วยอัลกอริทึม การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์จึงไม่ใช่ทางเลือกแต่คือทางรอด

 

🔸2. รสชาติแห่งความเชื่อมั่น: ผู้คนยอมจ่ายให้กับมาตรฐานที่ไว้ใจได้ เพราะในวันที่เงินในกระเป๋าจำกัด ลูกค้าไม่ต้องการเสี่ยงกับมื้ออาหารที่ไม่ได้คุณภาพ ความสม่ำเสมอจึงเป็นสกุลเงินใหม่ที่ใช้ซื้อใจลูกค้าได้ยั่งยืนที่สุด

 

🔸3. การค้นหาที่จำเพาะเจาะจง: ยุคการเสิร์ชคำกว้างๆ จบลงแล้ว ลูกค้าหันไปเสิร์ช ‘ชื่อเมนูเฉพาะทาง’ หรือ ‘ชื่อแบรนด์’ ที่โด่งดังบนโซเชียลแทน ร้านที่สร้าง ‘เมนูเรือธง’ ได้แข็งแรง จะถูกค้นหาพบก่อนใครในมหาสมุทรเดลิเวอรี

 

🔸4. รีวิวคือพนักงานปิดการขายที่เก่งที่สุด: ร้านที่มีรีวิวดีและจำนวนมากส่งผลต่อยอดบิลที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะรีวิวคือหลักฐานความจริงใจที่ทรงพลังกว่าคำโฆษณา ช่วยลดกำแพงความลังเลใจก่อนกดสั่งได้ดีเยี่ยม

 

🔸5. มื้อเช้าและมื้อดึกคือขุมทรัพย์ใหม่: ในขณะที่มื้อเที่ยงและเย็นแข่งขันกันดุเดือด แต่มื้อเช้าและมื้อค่ำคือดาวรุ่งที่ร้านค้ายังเปิดให้บริการไม่เพียงพอต่อความต้องการ การจับจองพื้นที่ในเวลาที่คู่แข่งน้อยคือกลยุทธ์การสร้างน่านน้ำใหม่ในแอปเดลิเวอรี

 

🔸6. อาหารคือเครื่องมือสะท้อนตัวตน Gen Z: สำหรับคนรุ่นใหม่ อาหารต้องบอกตัวตนได้ หากแบรนด์ของคุณมีเรื่องเล่าและ Packaging ที่สวยงาม คุณจะได้พื้นที่สื่อฟรีบนโซเชียลของลูกค้าและสร้างการซื้อซ้ำได้ดีกว่า

 

🔸7. Structural Reset เน้นความคล่องตัว: การลงทุนหน้าร้านขนาดใหญ่ไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป การใช้เดลิเวอรี่ทดลองตลาดก่อนลงทุนจริงช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินและทำให้ธุรกิจปรับตัวได้ไวขึ้นในระบบใหม่

 

🔸8. หรูหราในราคาที่เอื้อมถึง: เมนูคลาสสิกที่ Branding ดี คุณภาพสูง แต่ราคาเข้าถึงง่ายจะครองใจคนยุครัดเข็มขัด เพราะแม้เศรษฐกิจจะฝืดเคือง แต่ลึกๆ แล้วทุกคนยังต้องการให้รางวัลตัวเองด้วยมื้อพิเศษเล็กๆ

 

🔸9. Fast Fashion Food จับกระแสให้ไว: เมนูที่เป็นไวรัลบนโลกโซเชียลสามารถเข้าถึงคนทุกวัยได้รวดเร็วและสร้างยอดขายถล่มทลายในเวลาอันสั้น ช่วยให้แบรนด์ดูไม่ล้าหลังและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ทันที

 

🔸10. Merchant AI ที่ปรึกษาส่วนตัวในร้าน: การนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ยอดขายและพฤติกรรมลูกค้ากำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ การรู้สาเหตุที่ยอดขายขึ้นหรือลงช่วยให้คุณแก้ปัญหาได้ถูกจุดและวางแผนโปรโมชันได้แม่นยำกว่าที่เคย

 

🔸11. ไรเดอร์คือฟันเฟืองสำคัญ: ความสำเร็จไม่ได้จบที่ก้นครัว แต่จบที่มือลูกค้า ไรเดอร์คือจุดสัมผัสเดียวของผู้บริโภคในโลกออนไลน์ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับพาร์ทเนอร์และไรเดอร์จึงส่งผลต่อภาพลักษณ์ของร้านโดยตรง

 

🟢 และจากรายงาน LINE MAN Wongnai Restaurant WrapUp ได้กล่าวถึงสถิติยอดนิยมและการเติบโตเชิงพื้นที่ของร้านอาหารในปีที่ผ่านมา

 

🔸12. ต่างจังหวัด สมรภูมิที่ยังเติบโต: จังหวัดท่องเที่ยวและหัวเมืองใหญ่มีอัตราการเติบโตของยอดขายต่อร้านแซงหน้ากรุงเทพฯ ไปแล้ว การกระจายตัวของกำลังซื้อคือโอกาสใหม่ที่ยังไม่ถูกจับจองจนแน่นเกินไป

 

🔸13. มัทฉะ คือทองคำสีเขียว: มัทฉะกลายเป็นเครื่องดื่มที่มียอดสั่งเติบโตสูงสุดทะลุ 300% แซงหน้ากาแฟหลายประเภท เพราะมัทฉะไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่ม แต่เป็นไลฟ์สไตล์ที่คนรุ่นใหม่ยินดีเปย์แบบไม่ยั้ง

 

🔸14. ส้มตำปูปลาร้า แชมป์ตลอดกาล: ยังคงเป็นเมนูยอดนิยมอันดับ 1 ที่ถูกสั่งผ่านเดลิเวอรีมากที่สุดกว่า 8 ล้านจาน สะท้อนว่ารสชาติที่คุ้นเคยและความแซ่บคือ Comfort Food ของคนไทยที่ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ไม่มีใครโค่นลงได้

 

🔸15. ร้านเล็กโตได้ด้วยพลังสนับสนุน: โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยให้ร้านขนาดเล็กที่มีรายได้ต่ำมียอดขายพุ่งขึ้นได้ถึง 5.9 เท่า แพลตฟอร์มและมาตรการสนับสนุนช่วยเพิ่มการมองเห็นให้ร้านเล็กในชุมชนมีตัวตนเท่าเทียมแบรนด์ใหญ่

 

🔸16. พลังของบริการรับเองที่ร้าน (Self Pick-up): บริการรับเองเติบโตสูงที่สุดในทุกบริการย่อย สะท้อนว่าลูกค้าต้องการความสะดวกของเทคโนโลยีแต่ยังคงต้องการความคุ้มค่าและได้เห็นหน้าร้านจริง

 

ปี 2026 คือปีแห่งความท้าทายที่ร้านอาหารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อผลลัพธ์ที่เท่าเดิม แต่ในวิกฤตยังมีโอกาสเสมอสำหรับร้านที่กล้า ‘Disrupt’ ตัวเอง เข้าหาเทคโนโลยี และให้ความสำคัญกับความไว้วางใจของลูกค้า

 

 

The post สรุป 16 อินไซต์เด็ด เจาะกลยุทธ์ร้านอาหารปี 2026: เมื่อ ‘ความเชื่อใจ’ สำคัญกว่า ‘ความหิว’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนบังกลาเทศแห่ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วง Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ https://thestandard.co/bangladesh-election-gen-z-revolution/ Thu, 12 Feb 2026 04:20:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1177679 ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ

ประชาชนบังกลาเทศพากันออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไ […]

The post ประชาชนบังกลาเทศแห่ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วง Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ

ประชาชนบังกลาเทศพากันออกไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการประท้วงที่นำโดยกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่ม Gen Z ในปี 2024 ที่ส่งผลให้เกิดการโค่นล้มนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา ผู้นำเผด็จการที่ครองอำนาจยาวนานกว่า 15 ปี จนต้องลี้ภัยไปยังอินเดีย

 

การเลือกตั้งครั้งนี้ นับเป็นการกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง ท่ามกลางความหวังของชาวบังกลาเทศ โดยนอกจากการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่แล้ว ยังมีการลงคะแนนประชามติพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

 

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการชิงชัยระหว่าง 2 พรรคการเมืองที่นำโดยพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) และพรรคจามาอัต อี อิสลามี (Jamaat‑e‑Islami) พรรคการเมืองอิสลามที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยพรรค Awami League ของฮาซินา ถูกห้ามไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนชี้ว่า พรรค BNP ได้รับความนิยมมากกว่า

 

เบื้องต้นพบว่ามีชาวบังกลาเทศลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งเกือบ 128 ล้านคน โดยบรรยากาศการลงคะแนนในกรุงธากา พบว่ามีประชาชนออกมาต่อแถวรอใช้สิทธิที่หน่วยเลือกตั้งกันอย่างคึกคักหลังจากเปิดหีบตั้งแต่เวลา 07.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น

 

ผู้ใช้สิทธิหลายคนเผยว่า “รู้สึกตื่นเต้นหลังจากที่รอคอยการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างเสรีมาถึง 17 ปี” ขณะที่ผลสำรวจชี้ว่าปัญหาการทุจริตและภาวะเงินเฟ้อเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงคะแนน

 

มูฮัมหมัด ยูนุส ผู้ชนะรางวัลโนเบลและผู้นำรัฐบาลรักษาการที่จัดตั้งขึ้นหลังการโค่นล้มฮาสินา กล่าวก่อนหน้านี้ว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกตั้งตามปกติ”

 

“การตื่นตัวของประชาชนที่เราได้เห็นต่อความโกรธ ความไม่เท่าเทียม ความขาดแคลน และความอยุติธรรมที่สะสมมานาน ได้รับการแสดงออกทางรัฐธรรมนูญในการเลือกตั้งครั้งนี้”

 

โดยการเลือกตั้งที่ผ่านมา ถูกคว่ำบาตรจากฝ่ายค้านท่ามกลางข้อครหาถึงความไม่โปร่งใสและมีการข่มขู่คุกคาม

 

ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.มากกว่า 2,000 คน รวมถึงผู้สมัครอิสระจำนวนมาก เพื่อชิงเก้าอี้ สส. 300 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และมีพรรคการเมืองเข้าร่วมแข่งขันอย่างน้อย 50 พรรค ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของประเทศ

 

โดยทหารกว่า 100,000 นายจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ จะให้ความช่วยเหลือตำรวจเกือบ 200,000 นายในการรักษาความสงบเรียบร้อย

 

หน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศจะปิดหีบในเวลา 16.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนจะเริ่มการนับคะแนนหลังจากนั้นไม่นาน โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประเมินว่า น่าจะทราบแนวโน้มผลการเลือกตั้งเบื้องต้นช่วงประมาณเที่ยงคืน ส่วนผลการเลือกตั้งที่ชัดเจนอาจจะทราบในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ (13 กุมภาพันธ์)

 

ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ 1ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ 2ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ 3ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ 4ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ 5ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ 6ภาพประชาชน บังกลาเทศ ต่อแถวใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วงของ Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ 7

 

อ้างอิง :

 

The post ประชาชนบังกลาเทศแห่ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก หลังการประท้วง Gen Z โค่นผู้นำเผด็จการ appeared first on THE STANDARD.

]]>
aminoVITAL Run 2026 รวมพลนักวิ่งกว่า 4,500 คน ส่งต่อแนวคิด ‘กินดี มีสุข’ https://thestandard.co/aminovital-run-2026-healthy-living/ Thu, 12 Feb 2026 01:24:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1177559 นักวิ่งกว่า 4,500 คน ร่วมกิจกรรม aminoVITAL Run 2026 ส่งเสริมสุขภาพดี

บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำแนวคิดไลฟ […]

The post aminoVITAL Run 2026 รวมพลนักวิ่งกว่า 4,500 คน ส่งต่อแนวคิด ‘กินดี มีสุข’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักวิ่งกว่า 4,500 คน ร่วมกิจกรรม aminoVITAL Run 2026 ส่งเสริมสุขภาพดี

บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำแนวคิดไลฟ์สไตล์ “กินดี มีสุข” ด้วยการจัดงาน aminoVITAL Run 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีนักวิ่งและผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 4,500 คนเข้าร่วม ท่ามกลางเส้นทางวิ่งที่ผ่านแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ

 

ภายในงานมีเหล่าเซเลบริตี้สายวิ่ง อาทิ เดี่ยว-สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล, เพื่อน-คณิน ชอบประดิถ, กฤษฎิ์ งามธนกิจจา และ ซี-ธีมา ตงศิริ ร่วมสร้างสีสัน พร้อมด้วย อากิระ อากาซากิ นักวิ่งทีมชาติญี่ปุ่น เจ้าของผลงานอันดับ 2 เบอร์ลินมาราธอน 2025 และอันดับ 6 โอลิมปิกเกมส์ ปารีส 2024 เข้าร่วมกิจกรรมและลงแข่งขันในครั้งนี้ด้วย

 

งานครั้งนี้ยังเปิดโอกาสให้นักวิ่งได้ทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ aminoVITAL FIIT Clear Whey Protein เวย์โปรตีนแบบใสที่พัฒนาด้วยองค์ความรู้ AminoScience ตอบโจทย์การฟื้นฟูร่างกายสำหรับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟ พร้อมเสริมประสบการณ์ด้วยเทศกาลอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งช่วยสะท้อนแนวคิดการออกกำลังกายควบคู่กับโภชนาการที่เหมาะสม

 

กระแสการดูแลสุขภาพในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก Garmin Connect Report ระบุว่า “การวิ่ง” เป็นกิจกรรมออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และกลุ่ม Gen Z ถึง 71% เลือกวิ่งหรือจ็อกกิ้งเป็นประจำ ขณะที่ 47% ให้ความสำคัญกับการบริโภคโปรตีนเพื่อสนับสนุนการออกกำลังกาย

 

นายวันนเรศวร์ สุขีลักษณ์ ผู้จัดการหน่วยงาน Nutrition และ Well-Being บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การวิ่งกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ โดยงาน aminoVITAL Run 2026 ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงการเข้าเส้นชัย แต่ต้องการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืนในชีวิตประจำวัน

 

การแข่งขันภายในงานแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร มินิมาราธอน 10 กิโลเมตร และไมโครมาราธอน 5 กิโลเมตร โดยแชมป์ฮาล์ฟมาราธอนชาย ได้แก่ พงศกร สุขสวัสดิ์ ทำเวลา 1:12:52 ชั่วโมง ส่วนแชมป์โอเวอร์ออลหญิง ได้แก่ อรอนงค์ วงศร ทำเวลา 1:26:29 ชั่วโมง

 

นอกจากนี้ โค้ชแบงก์ จากทีม Kids Go Tri ยังเผยว่า หัวใจสำคัญของการวิ่งอย่างยั่งยืนคือความสม่ำเสมอ ความสนุก และการมีคอมมิวนิตี้ที่ช่วยสนับสนุนกัน ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นผ่านกิจกรรมการวิ่ง

The post aminoVITAL Run 2026 รวมพลนักวิ่งกว่า 4,500 คน ส่งต่อแนวคิด ‘กินดี มีสุข’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ‘ฝ่าฝนลงประชามติ’ อารีย์คึกคักตั้งแต่เช้ายันบ่าย Gen Z หลั่งไหลแห่ใช้สิทธิ ไม่หวั่นแม้อากาศเป็นอุปสรรค https://thestandard.co/gen-z-vote-ari-referendum/ Sun, 08 Feb 2026 08:16:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1175624 ประชาชนเข้าคิวรอใช้สิทธิลงประชามติท่ามกลางสายฝน ที่หน่วยเลือกตั้งกรมประชาสัมพันธ์ ย่านอารีย์

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) บรรยากาศการลงประชามตินอกเขต ณ หน่ […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘ฝ่าฝนลงประชามติ’ อารีย์คึกคักตั้งแต่เช้ายันบ่าย Gen Z หลั่งไหลแห่ใช้สิทธิ ไม่หวั่นแม้อากาศเป็นอุปสรรค appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประชาชนเข้าคิวรอใช้สิทธิลงประชามติท่ามกลางสายฝน ที่หน่วยเลือกตั้งกรมประชาสัมพันธ์ ย่านอารีย์

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์) บรรยากาศการลงประชามตินอกเขต ณ หน่วยเลือกตั้งกรมประชาสัมพันธ์ ย่านอารีย์ กรุงเทพมหานคร คึกคักตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงบ่าย มีประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ เดินทางมารอใช้สิทธิจนเกิดแถวยาวต่อเนื่อง

 

ช่วงบ่ายเวลาประมาณ 14.30 น. เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ผู้มาใช้สิทธิหลายคนต้องกางร่มและหลบฝนเข้าคิวในหน่วยเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงเดินทางมาใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความตื่นตัวทางการเมืองแม้ต้องเผชิญสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย

 


รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/


 ประชาชนเข้าคิวรอใช้สิทธิลงประชามติท่ามกลางสายฝน ที่หน่วยเลือกตั้งกรมประชาสัมพันธ์ ย่านอารีย์ 1ประชาชนเข้าคิวรอใช้สิทธิลงประชามติท่ามกลางสายฝน ที่หน่วยเลือกตั้งกรมประชาสัมพันธ์ ย่านอารีย์ 2ประชาชนเข้าคิวรอใช้สิทธิลงประชามติท่ามกลางสายฝน ที่หน่วยเลือกตั้งกรมประชาสัมพันธ์ ย่านอารีย์ 3ประชาชนเข้าคิวรอใช้สิทธิลงประชามติท่ามกลางสายฝน ที่หน่วยเลือกตั้งกรมประชาสัมพันธ์ ย่านอารีย์ 4ประชาชนเข้าคิวรอใช้สิทธิลงประชามติท่ามกลางสายฝน ที่หน่วยเลือกตั้งกรมประชาสัมพันธ์ ย่านอารีย์ 5ประชาชนเข้าคิวรอใช้สิทธิลงประชามติท่ามกลางสายฝน ที่หน่วยเลือกตั้งกรมประชาสัมพันธ์ ย่านอารีย์ 6ประชาชนเข้าคิวรอใช้สิทธิลงประชามติท่ามกลางสายฝน ที่หน่วยเลือกตั้งกรมประชาสัมพันธ์ ย่านอารีย์ 7ประชาชนเข้าคิวรอใช้สิทธิลงประชามติท่ามกลางสายฝน ที่หน่วยเลือกตั้งกรมประชาสัมพันธ์ ย่านอารีย์ 8

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ‘ฝ่าฝนลงประชามติ’ อารีย์คึกคักตั้งแต่เช้ายันบ่าย Gen Z หลั่งไหลแห่ใช้สิทธิ ไม่หวั่นแม้อากาศเป็นอุปสรรค appeared first on THE STANDARD.

]]>
THE COACH TABBY SHOP ร้านกระเป๋ารุ่นไอคอนิกของ Gen Z แห่งแรกในไทย https://thestandard.co/coach-tabby-shop-opens-thailand/ Sat, 07 Feb 2026 13:24:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1175315 บรรยากาศภายใน The Coach Tabby Shop แห่งแรกในไทยที่ EmQuartier โดดเด่นด้วยกระเป๋า Tabby ขนาดใหญ่และสีเหลืองสดใส

หลังจากที่เปิดตัวแบบเป็นร้านป็อปอัปมาหลายปี ถึงเวลาที่ […]

The post THE COACH TABBY SHOP ร้านกระเป๋ารุ่นไอคอนิกของ Gen Z แห่งแรกในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
บรรยากาศภายใน The Coach Tabby Shop แห่งแรกในไทยที่ EmQuartier โดดเด่นด้วยกระเป๋า Tabby ขนาดใหญ่และสีเหลืองสดใส

หลังจากที่เปิดตัวแบบเป็นร้านป็อปอัปมาหลายปี ถึงเวลาที่ ​​Coach จะเปิดตัว The Coach Tabby Shop แบบเต็มรูปแบบแห่งแรกในไทยที่ EmQuartier สำหรับกระเป๋ารุ่นที่มาแรงที่สุดสำหรับ Gen Z

 

พื้นที่ร้านถูกดีไซน์ให้มีสีเหลืองสดใสและสนุกสนานในแบบของ Coach กลางร้านโดดเด่นด้วยกระเป๋า Tabby ขนาดใหญ่กว่าความเป็นจริง และพอเดินเข้ามาก็จะเจอกับคอลเล็กชันไอคอนิกของแบรนด์ และกระเป๋าในตระกูล New York รวมไปถึงสเตชันสำหรับตกแต่งกระเป๋า

 

ภายในงานเปิดตัวมีนักแสดงและศิลปินมากมายมาร่วมงานนำโดย นนน กรภัทร Friend of Coach South East Asia, เลิฟ ภัทรานิษฐ์, มิลลิ ดนุภา, เก่ง หฤษฏ์, น้ำปิง นภัสกร, เติ้ล มติมันท์, เฟิร์สวัน วรรณกร และเอมี่ ทสร ตอกย้ำกระแสแบรนด์มาแรงสำหรับคนรุ่นใหม่ในขณะนี้

 

บรรยากาศภายใน The Coach Tabby Shop แห่งแรกในไทยที่ EmQuartier โดดเด่นด้วยกระเป๋า Tabby ขนาดใหญ่และสีเหลืองสดใส 1บรรยากาศภายใน The Coach Tabby Shop แห่งแรกในไทยที่ EmQuartier โดดเด่นด้วยกระเป๋า Tabby ขนาดใหญ่และสีเหลืองสดใส 2บรรยากาศภายใน The Coach Tabby Shop แห่งแรกในไทยที่ EmQuartier โดดเด่นด้วยกระเป๋า Tabby ขนาดใหญ่และสีเหลืองสดใส 3บรรยากาศภายใน The Coach Tabby Shop แห่งแรกในไทยที่ EmQuartier โดดเด่นด้วยกระเป๋า Tabby ขนาดใหญ่และสีเหลืองสดใส 4บรรยากาศภายใน The Coach Tabby Shop แห่งแรกในไทยที่ EmQuartier โดดเด่นด้วยกระเป๋า Tabby ขนาดใหญ่และสีเหลืองสดใส 5บรรยากาศภายใน The Coach Tabby Shop แห่งแรกในไทยที่ EmQuartier โดดเด่นด้วยกระเป๋า Tabby ขนาดใหญ่และสีเหลืองสดใส 6บรรยากาศภายใน The Coach Tabby Shop แห่งแรกในไทยที่ EmQuartier โดดเด่นด้วยกระเป๋า Tabby ขนาดใหญ่และสีเหลืองสดใส 7บรรยากาศภายใน The Coach Tabby Shop แห่งแรกในไทยที่ EmQuartier โดดเด่นด้วยกระเป๋า Tabby ขนาดใหญ่และสีเหลืองสดใส 8บรรยากาศภายใน The Coach Tabby Shop แห่งแรกในไทยที่ EmQuartier โดดเด่นด้วยกระเป๋า Tabby ขนาดใหญ่และสีเหลืองสดใส 9

 

ภาพ: Coach

The post THE COACH TABBY SHOP ร้านกระเป๋ารุ่นไอคอนิกของ Gen Z แห่งแรกในไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
รุ่นใหญ่เปย์หนัก-รุ่นใหม่สายคอนเทนต์! AirAsia MOVE เผยอินไซต์ 3 เจนฯ เรื่องเที่ยว Boomers ยอมจ่ายเพื่อความชัวร์, Gen X เน้นคุ้มเพื่อครอบครัว, Gen Y โอนไวถ้าโปรแรง https://thestandard.co/airasia-move-travel-generations-insight/ Sat, 31 Jan 2026 11:40:45 +0000 https://thestandard.co/?p=1171894 รายงาน AirAsia MOVE เผยอินไซต์นักท่องเที่ยว 3 เจนฯ Baby Boomers, Gen X, Gen Y

แพลตฟอร์มจองการเดินทางอย่าง AirAsia MOVE ได้เปิดเผยรายง […]

The post รุ่นใหญ่เปย์หนัก-รุ่นใหม่สายคอนเทนต์! AirAsia MOVE เผยอินไซต์ 3 เจนฯ เรื่องเที่ยว Boomers ยอมจ่ายเพื่อความชัวร์, Gen X เน้นคุ้มเพื่อครอบครัว, Gen Y โอนไวถ้าโปรแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
รายงาน AirAsia MOVE เผยอินไซต์นักท่องเที่ยว 3 เจนฯ Baby Boomers, Gen X, Gen Y

แพลตฟอร์มจองการเดินทางอย่าง AirAsia MOVE ได้เปิดเผยรายงานฉบับสำคัญที่เจาะลึกพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทย ผ่านรายงานรูปแบบ ‘Data-Driven Report’ ประจำปี 2025 โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานการจองจริงกว่าล้านรายการ ซึ่งครอบคลุมทั้งตั๋วเครื่องบิน, โรงแรมที่พัก และบริการเสริมต่างๆ เพื่อถอดรหัสความคิดและการวางแผนเดินทางของคนไทย

 

การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การเปรียบเทียบพฤติกรรมของนักเดินทาง 3 เจเนอเรชันหลัก ได้แก่ Baby Boomers, Gen X และ Millennials ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนให้เห็นว่าแม้ทุกคนจะมีจุดหมายปลายทางคือการพักผ่อนเหมือนกัน แต่วิธีการคิด การจัดลำดับความสำคัญ และขั้นตอนการตัดสินใจจองนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละช่วงวัย

 

เริ่มกันที่กลุ่มพี่ใหญ่อย่าง ‘Baby Boomers’ หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี 1946–1964 ซึ่งเป็นกลุ่มนักเดินทางที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับความสะดวกสบายและความมั่นใจ พฤติกรรมที่เด่นชัดที่สุดของคนกลุ่มนี้คือการวางแผนล่วงหน้าอย่างรัดกุม โดยข้อมูลการจองระบุว่าพวกเขามักจะจองตั๋วและที่พักล่วงหน้านานถึง 1-2 เดือนก่อนออกเดินทางจริง

 

การเตรียมตัวล่วงหน้าในระยะยาวเช่นนี้สะท้อนถึงความต้องการลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงความวุ่นวายหน้างาน โดยช่วงเวลาที่กลุ่มนี้นิยมเดินทางมากที่สุดจะกระจุกตัวอยู่ในไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศเหมาะสมและเอื้อต่อการพักผ่อนแบบผ่อนคลายมากกว่าการผจญภัยที่สมบุกสมบัน

 

ในด้านรูปแบบการเดินทาง กลุ่ม Baby Boomers นิยมเดินทางแบบเดี่ยวหรือไปเป็นคู่มากกว่าการเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่หรือครอบครัวขยาย เพราะต้องการความเป็นส่วนตัวและสามารถกำหนดจังหวะการเดินทางได้เอง โดยเส้นทางยอดนิยมในประเทศมักเป็นเมืองหลักที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสูง เช่น เชียงใหม่, หาดใหญ่ หรือภูเก็ต

 

สำหรับเส้นทางต่างประเทศ คนกลุ่มนี้มักมองหาจุดหมายปลายทางระยะใกล้ในภูมิภาคเอเชียที่คุ้นเคย เช่น ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ หรือมาเลเซีย โดยปัจจัยตัดสินใจหลักคือความสะดวกในการเดินทาง ขั้นตอนวีซ่าที่ไม่ยุ่งยาก และระบบสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลที่ดีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

 

นอกจากนี้ ข้อมูลยังชี้ว่ากลุ่ม Baby Boomers เป็นลูกค้าชั้นดีที่ยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อแลกกับความสบายใจ พวกเขามีอัตราการซื้อบริการเสริมสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเจนอื่น ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดที่นั่งเพื่อความสบาย การซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่ม หรือการทำประกันการเดินทางที่ครอบคลุม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ราคาไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินใจเท่ากับคุณภาพ

 

ขยับมาที่กลุ่ม ‘Gen X’ หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี 1965–1980 ซึ่งเป็นนักเดินทางสายสมดุลที่อยู่ตรงกลางระหว่างความคุ้มค่าและความสะดวกสบาย พฤติกรรมการวางแผนของคนกลุ่มนี้จะมีความยืดหยุ่นมากกว่ารุ่นพี่ โดยนิยมจองล่วงหน้าในระยะกลางประมาณ 15-30 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขามองว่าเหมาะสมที่สุดในการจัดการตารางชีวิต

 

หัวใจสำคัญของการเดินทางสำหรับ Gen X คือ ‘ครอบครัว’ ข้อมูลระบุชัดเจนว่าช่วงเวลาเดินทางยอดนิยมของคนกลุ่มนี้พุ่งสูงที่สุดในช่วงปลายปี โดยเฉพาะเดือนธันวาคม ซึ่งสอดคล้องกับช่วงปิดเทอมและวันหยุดยาว ทำให้การวางแผนทริปส่วนใหญ่เป็นการมองหาจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์สมาชิกทุกวัยในครอบครัวให้มีความสุขร่วมกันได้

 

การเลือกจุดหมายปลายทางของคน Gen X จึงเน้นไปที่ความสะดวกและเป็นมิตรกับครอบครัว ทั้งเมืองท่องเที่ยวหลักในประเทศอย่างเชียงรายและอุดรธานี หรือเส้นทางต่างประเทศระยะใกล้ในเอเชียอย่างเวียดนามและสิงคโปร์ ที่ไม่ต้องใช้เวลาเดินทางนานจนเกินไป ซึ่งช่วยลดความเหนื่อยล้าของเด็กและผู้สูงอายุในทริป

 

ในแง่การใช้จ่าย Gen X ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าที่จับต้องได้จริง พวกเขาเลือกซื้อบริการเสริมที่จำเป็นต่อการใช้งาน เช่น น้ำหนักกระเป๋าสำหรับสัมภาระของครอบครัว หรือประกันการเดินทางเพื่อความอุ่นใจ และจะพิจารณาอัปเกรดที่นั่งก็ต่อเมื่อเดินทางพร้อมครอบครัวเพื่อให้ทุกคนได้รับความสะดวกสบายสูงสุด ไม่ใช่เพื่อความหรูหราส่วนตัว

 

กลุ่มสุดท้ายคือ ‘Millennials’ หรือ Gen Y (เกิดปี 1981–1996) ซึ่งถือเป็นนักเดินที่ตัดสินใจรวดเร็วและขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึก พฤติกรรมการจองของคนกลุ่มนี้มักเกิดขึ้นในระยะสั้นช่วง 15-30 วันก่อนเดินทาง หรือบางครั้งอาจจองล่วงหน้าเพียงไม่กี่วันหากเจอกับโปรโมชันที่ถูกใจ

 

ความน่าสนใจของคนกลุ่มนี้คือความถี่ในการเดินทางที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงเทศกาลเหมือนเจนอื่น แม้ช่วงปลายปีจะยังคงเป็นช่วงพีคที่สุด แต่พวกเขาก็พร้อมจะออกเดินทางในไตรมาสอื่นๆ หากมีแรงจูงใจจากคอนเทนต์ท่องเที่ยวบนโซเชียลมีเดียหรือกระแสรีวิวที่น่าสนใจในขณะนั้น

 

จุดหมายปลายทางของชาว Millennials มักได้รับอิทธิพลจากความ ‘ถ่ายรูปสวย’ และ ‘มีไลฟ์สไตล์’ ที่โดดเด่น ทั้งเมืองท่องเที่ยวสุดฮิตอย่างกระบี่ หรือเมืองรองที่มีคาเฟ่เก๋ๆ เส้นทางต่างประเทศอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นที่นิยม เพราะตอบโจทย์การตามรอยซีรีส์หรือศิลปินที่ชื่นชอบ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการออกเดินทาง

 

แม้จะเป็นกลุ่มที่เดินทางบ่อย แต่พวกเขากลับมีการใช้จ่ายต่อทริปในระดับปานกลางและคำนึงถึงความคุ้มค่าเป็นหลัก คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการอัปเกรดที่นั่งราคาแพง แต่กลับเต็มใจจ่ายให้กับสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์เชิงไลฟ์สไตล์ เช่น การสั่งอาหารบนเครื่องบิน การจองรถรับส่งสนามบิน หรือที่พักที่มีดีไซน์สวยงามแปลกตา

 

ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้สะท้อนให้เห็นโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่ไม่สามารถใช้กลยุทธ์เดียวเพื่อมัดใจคนทุกกลุ่มได้อีกต่อไป สำหรับกลุ่ม Baby Boomers การนำเสนอแพ็กเกจพรีเมียมที่รวมทุกอย่างไว้ล่วงหน้าพร้อมบริการดูแลพิเศษ คือกุญแจสำคัญในการสร้างความประทับใจและความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อ

 

ในขณะที่กลุ่ม Gen X ต้องการความชัดเจนของโปรดักต์ที่เน้นความคุ้มค่าสำหรับครอบครัว แพ็กเกจที่รวมตั๋วพร้อมบริการเสริมที่จำเป็นในราคาที่สมเหตุสมผล จะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจได้ดีกว่าโปรโมชันลดราคาที่ไม่มีเงื่อนไขยืดหยุ่น ซึ่งสอดรับกับภาระหน้าที่ในการดูแลสมาชิกครอบครัวหลายช่วงวัย

 

ส่วนกลุ่ม Millennials นั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเน้นความรวดเร็วและความตื่นเต้น กลยุทธ์ Flash Sales หรือดีลนาทีทองที่กระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจทันที พร้อมภาพลักษณ์ที่สวยงามดึงดูดใจบนโซเชียลมีเดีย คือสิ่งที่ตอบจริตของนักเดินทางรุ่นใหม่ที่พร้อมจะแพ็กกระเป๋าออกเดินทางได้ทุกเมื่อหากข้อเสนอนั้นน่าสนใจพอ

 

ภาพ : ChadaYui / Shutterstock

The post รุ่นใหญ่เปย์หนัก-รุ่นใหม่สายคอนเทนต์! AirAsia MOVE เผยอินไซต์ 3 เจนฯ เรื่องเที่ยว Boomers ยอมจ่ายเพื่อความชัวร์, Gen X เน้นคุ้มเพื่อครอบครัว, Gen Y โอนไวถ้าโปรแรง appeared first on THE STANDARD.

]]>
คุยกับ ‘จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ’ กับการเมือง ที่เรียนรู้จากแม่ สู่วันลงสนามจริง https://thestandard.co/jinny-yossuda-sudarat-and-politics/ Sat, 31 Jan 2026 11:37:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1171891 จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ บุตรสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง

‘จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ’ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคไทยสร้า […]

The post คุยกับ ‘จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ’ กับการเมือง ที่เรียนรู้จากแม่ สู่วันลงสนามจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ บุตรสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง

‘จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ’ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคไทยสร้างไทย บุตรสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์รายการ “END GAME เกมที่แพ้ไม่ได้” เผยแพร่ทาง THE STANDARD เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 (ถอดแนวคิดการเมือง ‘จินนี่-ยศสุดา’ เรียนรู้จากแม่ สู่สมรภูมิจริง | END GAME #148) ดำเนินรายการโดย เอก-ธนกร วงษ์ปัญญา และ ออฟ-พลวุฒิ สงสกุล

 

จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ บุตรสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง 1

 

ผู้ดำเนินรายการ: ชื่อยศสุดา มีที่มาจาก สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ลูกสาวคนเดียวของคุณหญิงสุดารัตน์ ในบรรดาพี่น้อง 3 คน เป็นครอบครัวนักการเมือง สมัยหาเสียงเลือกตั้งปี 2562 ไปทำข่าวแล้วมีคนมากระซิบบอกว่าคนนี้คือลูกสาวคุณหญิงสุดารัตน์ จึงได้ถ่ายรูปจินนี่นำมาเผยแพร่เป็นคนแรก แล้วเป็นไวรัล ตอนนั้นคนเรียกคุณหญิงสุดารัตน์ว่า “แม่ยายแห่งชาติ” เมื่อคนจดจำเพราะหน้าตาดีแล้วจริงๆ รู้สึกชอบไหมที่คนจดจำแบบนี้

 

ยศสุดา: ตอนนั้นไปเจอกันที่แพลตตินัม ไปซับพอร์ตแม่ตอนแม่ลงพื้นที่ ส่วนเรื่องที่มีคนชื่นชอบรู้สึกขอบคุณ รู้สึกดีใจและเป็นกำลังใจในการทำงานมากๆ อยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยอยากให้มองภาพว่าพรรคเราแค่เอาผู้หญิงคนรุ่นใหม่มาโปรโมทหน้าตาเท่านั้น อยากให้ดูเนื้อหาด้วย เพราะหน้าที่ของเราคือ 1 ใน กระบอกเสียงของพรรคที่จะเอานโยบายดีๆ มานำเสนอ หรือทำให้คนสนใจบุคลากรของพรรคมากขึ้น

 

ผู้ดำเนินรายการ: อยากให้คนจดจำอย่างไร

 

ยศสุดา: อยากให้จำในความตั้งใจจริงๆ ที่จะมาผลักดันองค์กรพรรคไทยสร้างไทย เพราะว่าคนอาจจะถามว่าทำไมถึงมาทำการเมือง คิดว่ามาช่วยแม่ แต่พูดด้วยความสัตย์จริงคือ เราเห็นการเติบโตของพรรคไทยสร้างไทยมาเรื่อยๆ เราเห็นความตั้งใจของทีมงานและบุคลากรในพรรค

 

จริงๆ ในพรรคเราเจอมรสุมเยอะมากๆ ในข่าวน่าจะเห็นกัน แต่ว่าพวกเราก็ยังยืนหยัดต่อสู้ อยากจะทำเพื่อประชาชน ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเรามีกำลังเป็น 1 ในกระบอกเสียงก็อยากมาช่วย

 

ผู้ดำเนินรายการ: มีแรงขับเคลื่อนทางการเมืองสำหรับตัวเองอย่างไร

 

ยศสุดา: อาจจะเป็นผลพลอยได้ของการเป็นลูกนักการเมือง ตั้งแต่จำความได้ตั้งแต่เด็กเราเห็นแม่ทำหน้าที่นักการเมือง เห็นแม่ลงพื้นที่ ประชุมกับคนในพรรค คุยกับประชาชน จึงเป็นอะไรที่ซึมซับมา แล้วเราเห็นตัวอย่าง

 

พอไปติดตามแม่ลงพื้นที่ ก็มีคนมาขอบคุณมีคนมาพูดอยากให้ช่วยทางนั้นทางนี้ ก็เลยรู้สึกว่า ถ้าเรามีโอกาสแล้วเรามีความสามารถมากพอในการช่วยเหลือบ้านเมืองก็เป็นสิ่งที่ดี

 

ผู้ดำเนินรายการ: เสียงชื่นชมมาพร้อมกับคำวิจารณ์ เห็นคุณแม่โดนบูลลี่แล้วรู้สึกว่าอาชีพนี้น่ากลัวไหม

 

ยศสุดา: สิ่งนี้โดนใจมากๆ เพราะในความที่เราเห็นคุณค่าของหน้าที่ทางการเมือง เราก็เห็นข้อเสียเช่นกัน การถูกวิพากษ์วิจารณ์ ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว

 

ตอนเด็กๆ เล่น facebook ก็เข้าไปดูว่าคนคอมเมนต์อะไรเกี่ยวกับแม่บ้าง แต่ด้วยความที่เขาเป็นผู้หญิง มีตำแหน่งทางการเมืองช่วงนั้น ถูกจับจ้องเป็นพิเศษ เราก็จะเห็นคอมเมนต์บูลลี่เรื่องรูปลักษณ์รูปร่างคุณแม่ ตอนเด็กเราก็ไม่เข้าใจ

 

แม่เราก็แค่ทำงาน ทำไมต้องมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องหน้าตาหรือหุ่นเขาด้วย ก็เป็น 1 ในความกังวลเพราะถ้าเรามาทำงานตรงนี้ เราอาจจะเจออะไรแบบนี้ อาจจะไม่ใช่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้านการทำงานอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องส่วนตัวก็มี

 

เป็นอะไรที่สุดท้ายเราต้องทำใจ ต้องมีสติกับมัน แยกแยะให้ออกว่า ถ้าสมมติเขาวิพากษ์วิจารณ์ด้านงานจริงๆ เราเอากลับไปแก้ไข แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นที่เป็นเรื่องส่วนตัว เราต้องสามารถปล่อยผ่านให้ได้

 

จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ บุตรสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง 2

 

ผู้ดำเนินรายการ: เห็นตัวอย่างการจัดการตัวเองของคุณแม่ไหม

 

ยศสุดา: แม่เป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างมหัศจรรย์ในมุมหนู เพราะเขาจัดการกับความเครียดของตัวเองได้ดีมาก เขาเล่าให้ฟังว่าเขาสามารถปิดสวิชก่อนนอนได้ ถ้าเจอเรื่องอะไรหนักๆ มา แต่ก่อนนอนเขาขอ relax เขาแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานได้

 

จริงๆ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำได้ ตัวหนูเองหนูก็ยังทำไม่ได้ แต่อาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ที่เขาทำงานการเมืองมา 30 กว่าปี คงจะสั่งสมความแข็งแกร่ง เป็นวิทยายุทธ์ของเขาไปแล้ว

 

ผู้ดำเนินรายการ: กรณี “โดม ปกรณ์ ลัม” ดาราโพสต์ข้อความไม่เหมาะสม พาดพิงโดยตรง เห็นข่าวนี้ได้อย่างไร

 

ยศสุดา: ตอนนั้นมีคนส่งมาให้ดู ตอนแรกก็ไม่เชื่อเพราะสงสัยว่าเป็นการตัดต่อหรือเปล่า แต่พอได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง สิ่งแรกคือรู้สึกเสียใจ แล้วก็รู้สึกอายที่มีคนพูดถึงแบบนี้ แต่พอสักพักเราจัดการความรู้สึกตัวเอง ตั้งสติ ต้องทำอะไรต่อ หนึ่ง สอง สาม สี่

 

คุณแม่ถามความรู้สึกเป็นอย่างแรกว่า โอเคหรือเปล่า แม่ถามว่าจะให้แม่มาหาไหม แต่บอกแม่ว่าหนูจัดการความรู้สึกตัวเองได้

 

จริงๆ ก็ไม่อยากให้พ่อแม่เป็นห่วงขนาดนั้นเหมือนกัน ส่วนพ่อก็โทรเข้ามาเช่นกัน ก็ตกใจกันทั้งบ้าน ไม่มีใครสบายใจกับเรื่องนี้

 

ผู้ดำเนินรายการ: เขาพยายามจะขอโทษ ถือกระเช้าไปที่บ้าน วันนั้นได้เจอกันไหม

 

ยศสุดา: โดยส่วนตัวยังไม่มีโอกาสคุยกับคุณโดมโดยตรง แต่มีที่คุณโดมทักมาผ่านคนรอบข้างว่าอยากจะเข้ามาคุย แต่ตอนนั้นแจ้งไปว่าทางพรรคจะปิดปีใหม่ ไม่มีใครอยู่ ซึ่งตอนที่คุณโดมมาก็ไม่มีใครอยู่จริงๆ ส่วนเรื่องการคุยต้องนัดแนะกันอีกที

 

ผู้ดำเนินรายการ: เหตุผลที่เดินหน้าใช้กระบวนการยุติธรรม โดยใช้กฎหมายใหม่ เรื่องคุกคามทางเพศ มีเหตุผลในการตัดสินใจอย่างไร

 

ยศสุดา: จริงๆ การฟ้องร้องหรือใช้กฎหมาย โดยนิสัยส่วนตัวของตัวเองไม่ได้เป็นคนชอบทะเลาะกับใครหรือมีเรื่องมีราวกับใคร

 

จริงๆ ก็ไม่ได้สบายใจมากๆ ที่จะต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเรามองว่า เราเป็นพรรคการเมือง แล้วเราต้องยึดในหลักการ ต้องสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคมไทย ซึ่งจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกใครทำหน้าที่ไหนเพศไหนก็ไม่ควรได้รับการพูดถึงแบบนี้ เราควรจะ respect กัน ก็คือเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคม

 

ผู้ดำเนินรายการ: ถ้าเจอคุณโดม มีอะไรจะพูดกับเขาไหม

 

ยศสุดา: ก็คงจะพูดตามที่พูดกับพี่ๆ ยืนยันว่าสิ่งที่ดำเนินการไป ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกโกรธแค้นหรืออะไรส่วนตัว มองว่ามันคือการที่เราต้องสร้างบรรทัดฐานให้สังคมมากกว่า

 

ผู้ดำเนินรายการ: ขั้นตอนตามกฎหมายยังดำเนินต่อไปรักษากติกาปกป้องสิทธิตัวเองด้วย ส่วนการพูดคุยอื่นๆ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

ยศสุดา: ใช่ค่ะ

 

ผู้ดำเนินรายการ: ตอนรับสมัครสส.แบบแบ่งเขต คุณแม่หายไป กลายเป็นจินนี่ต้องมานำทัพ เกิดอะไรขึ้น

 

ยศสุดา: คุณแม่มีโรคประจำตัวที่อาการไม่ค่อยโอเคมาสักพัก ร่างกายไม่ค่อยเต็มร้อย เพราะที่ผ่านมาใช้ร่างกายสมบุกสมบันเหมือนไม่มีวันพรุ่งนี้ให้ใช้แล้ว

 

วันนั้นสภาพร่างกายคุณแม่ไม่ไหวจริงๆ แล้วก็ไม่ได้วางแผนให้หนูเป็นตัวแทน เพียงแต่พรรคมีอีเวนท์สำคัญ เราอยากไปซับพอร์ตพรรค

 

แต่อาจจะได้รับความสนใจเพราะเป็นคนรุ่นใหม่ ถ้าเทียบภาพของพรรคอื่นๆ คนที่มานำการสมัครอาจจะเป็นผู้ใหญ่กว่าเรา นี่อาจจะเป็นภาพอะไรใหม่ๆ จึงได้รับความสนใจ

 

ผู้ดำเนินรายการ: การเป็นลูกนักการเมือง ลูกคุณหญิงสุดารัตน์ เป็นแต้มต่อไหม

 

ยศสุดา: เป็นแต้มต่ออยู่แล้ว เพราะเราได้เห็นประสบการณ์ของคุณแม่มาตั้งแต่เด็กๆ เลยเห็นมาตลอด และด้วยความที่แม่อยู่ในแวดวงการเมืองมานาน ก็จะมีความรู้คำแนะนำที่สามารถถ่ายทอดให้เราได้

 

ผู้ดำเนินรายการ: ต้องไปลงพื้นที่เองไปหาเสียงกับชาวบ้านประชาชน รู้สึกอย่างไรบ้าง ได้รับเสียงตอบรับแบบไหนสำหรับไทยสร้างไทยรอบนี้

 

ยศสุดา: รู้สึกว่า หน้าที่ทางการเมือง พรรคการเมือง เป็นหน้าที่ที่มีเกียรติมากๆ เพราะเราคุยกับพ่อๆ แม่ๆ ชาวบ้านเวลาไปลงพื้นที่ตามต่างจังหวัด เขามาคุยกับเราแล้วเราเห็นว่าเขามีความหวังกับเราจริงๆ เขาฝากชีวิตไว้กับเราจริงๆ

 

ไม่ได้เหมือนเวลาเห็นคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดีย เพราะพอเราไปสัมผัส face to face จริงๆ เราสัมผัสได้จริงๆ ว่าเขาหวังว่าพรรคการเมืองจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้จริงๆ

 

เพราะฉะนั้นก็รู้สึกว่า ถ้าพรรคการเมืองหรือนักการเมืองสามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ เป็นสิ่งที่ดีมากๆ แล้วจะอิมแพคกับชีวิตคนจริงๆ

 

ผู้ดำเนินรายการ: คุณแม่ตั้งพรรคไทยสร้างไทยเอง ลงสมัครรับเลือกตั้งปี 2566 ประสบความสำเร็จ ได้สส. มาจำนวนหนึ่ง รอบนี้ปี 2569 คนถามว่ายังไม่หยุดอีกเหรอ ไหวเหรอ จะได้ สส.เท่าไหร่ จะได้ไหม พอฟังคำถามแบบนี้อยากตอบว่าอะไร ก่อนหน้านี้ก็มีงูเห่า ทำไมยังตัดสินใจเดินหน้า

 

ยศสุดา: ทุกคนอาจจะสงสัยว่าไหวหรือเปล่ายิ่งมีข่าวว่าคุณแม่ป่วย หนูมองว่าเราเริ่มที่สารตั้งต้นของพรรคไทยสร้างไทย ทั้งคุณแม่และบุคลากรที่สร้างพรรคมาด้วยกัน เราตั้งใจอยากจะทำเป็นแพลตฟอร์ม เขาชอบใช้คำว่าเป็นนั่งร้านให้คนรุ่นหลังมาทำงานการเมือง ซึ่งแน่นอนด้วยความเป็นพรรคการเมืองที่เป็นพรรคใหม่และอาจจะไม่ใช่พรรคที่ใหญ่มาก ต้องเจออุปสรรคอยู่แล้ว และการสร้างพรรคการเมืองที่ดี เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ทำ 1-2 วันจบ หรือทำ 1-2 ปีจบ แต่มีการต่อสู้ที่เยอะมากที่เราต้องฝ่าฟัน เพราะฉะนั้น อยากให้มองความตั้งใจ จุดยืนของพรรคไทยสร้างไทยที่เราอยากจะสร้างองค์กรที่ดี

 

ถึงแม้จะเจอปัญหาเรื่องงูเห่าบ้าง หรือปัญหาอะไรต่างๆ ได้เสียงมากเสียงน้อย แต่สุดท้ายแล้ว เราก็ยังยืนหยัดในความตั้งใจของเรา

 

ผู้ดำเนินรายการ: เลือกตั้งรอบนี้ทำหน้าที่อะไร พรรควางเป้าหมายอย่างไรจะได้ สส.กี่คน

 

ยศสุดา: หน้าที่หนู เป็นผู้ช่วยหาเสียง มีทั้งลงพื้นที่ สื่อสารนโยบายในทุกช่องทางให้คนเข้าใจนโยบายมากขึ้น และสนใจพรรคไทยสร้างไทยมากขึ้น เป็นหนึ่งในกระบอกเสียงของพรรค

 

ก่อนหน้านี้มีช่วยงานหลังบ้าน ลงพื้นที่ ฟีดแบคเรื่องนโยบายมาเรื่อยๆ

 

สำหรับสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.

 

คาดหวังเหมือนทุกพรรคคือทำให้ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นตัวเลขก็ประมาณ 20-25 สส. เพราะเราอยากให้บุคลากรของเราได้ไปทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน จริงๆ ก็อยากได้โอกาสตรงนี้

 

ผู้ดำเนินรายการ: จินนี่อายุ 26 ปี Gen Z คนรุ่นนี้มีความคิดทางการเมืองและมองพรรคการเมืองอย่างไร

 

ยศสุดา: ถ้ามองพรรคตัวเอง ที่มีนักการเมืองรุ่นใหญ่ มองว่าเป็นข้อดี สมมติเราอยากจะฝากชีวิตไว้กับนักการเมืองหรือพรรคการเมืองพรรคไหน เราก็อยากได้คนมีประสบการณ์ที่เขาทำงานมาแล้ว เราจะรู้สึกอุ่นใจมากกว่า แต่ขณะเดียวกันนอกจากนักการเมืองรุ่นใหญ่ ก็มีนักการเมืองรุ่นใหม่มาทำงานด้วยกัน รู้สึกเป็น combination ที่ลงตัว

 

ผู้ดำเนินรายการ: เคยรู้สึกไหมว่าความคิดผู้ใหญ่ในพรรค รวมถึงความคิดคุณแม่ ไม่ตรงกับสิ่งที่คนรุ่นเราเชื่อ

 

ยศสุดา: ก็ต้องมีบ้าง แต่ส่วนใหญ่อาจจะเป็นเรื่องแนวทางในการทำงานมากกว่า เพราะเรื่องนโยบายเป็นเรื่องที่เราเห็นด้วยร่วมกันว่าเป็นประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติจริงๆ แต่ถามถึงความต่างระหว่างวัย มีอยู่แล้ว เรื่องการทำงานภายในซึ่งเป็นกระบวนการต้องปรับตัวกันไปเรื่อยๆ

 

จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ บุตรสาวคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง 3

 

ผู้ดำเนินรายการ: พรรคไทยสร้างไทย ให้บทบาท ให้โอกาสรับฟังคนรุ่นใหม่มีปากเสียงในพรรคมากน้อยแค่ไหนในการนำไปทำนโยบาย

 

ยศสุดา: เรื่องนโยบายเราไม่ได้ให้ความสำคัญว่าต้องเป็นรุ่นใหม่เท่านั้น หรือรุ่นใหญ่เท่านั้นที่จะมีสิทธิออกเสียงหรือมีสิทธิคอมเมนต์นโยบายหรือวิธีการของพรรค

 

เราก็ให้โอกาสทุกคนเท่ากันในที่ประชุม ส่วนโอกาสในการผลักดันคนรุ่นใหม่ก็มี อย่างช่วงหาเสียงช่วงนี้อาจจะเห็นสื่อของพรรคดูแปลกตา แปลกใหม่ ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่เราอยากผลักดันและให้เสรีภาพกับคนรุ่นใหม่ในการเลือกวิธีการสื่อสารนโยบายของเขาในแบบคนรุ่นใหม่

 

ผู้ดำเนินรายการ: ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ ต้องการเห็นการเมืองแบบไหน

 

ยศสุดา: ถ้าเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ไม่เกี่ยวพรรคการเมืองไหนเลย อยากเห็นการเมืองที่มีเสถียรภาพ เพราะว่าตั้งแต่เกิด จนจำความได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ได้รู้สึกว่าการเมืองไทยมีเสถียรภาพเลย

 

จริงๆ บางครั้งเราถามเพื่อนๆ กันเอง เรางง ตอนนี้นายกฯ คือใครนะ เปลี่ยนบ่อย เราดูรายการ END GAME หรือเราดูข่าวการแย่งชิงอำนาจ การจัดตั้งรัฐบาล การเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนข้าง เราฟังผิวเผิน ก็เหมือนดูหนังดูอะไรแบบนี้ แต่สุดท้ายก็เศร้าเพราะหนังที่ดูคือชีวิตเรา และคนที่เล่นเกมเหล่านี้อยู่คือคนกำหนดชะตาชีวิตประเทศของเรา

 

เพราะฉะนั้น อยากเห็นภาพที่การเมืองไทยมีเสถียรภาพสักที แล้วก็คนที่มาทำงานการเมืองยึดโยงกับประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่มาถอนทุน

 

ผู้ดำเนินรายการ: ทำอย่างไรให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น

 

ยศสุดา: ทำได้หลายวิธี คือ ต้องแก้รัฐธรรมนูญด้วย เพราะว่าตอนนี้พรรคการเมืองหลายพรรคอาจจะเจอปัญหาเดียวกันกับพรรคไทยสร้างไทยที่กฎกติกาทำให้พรรคการเมืองไม่แข็งแรง ไม่มีอำนาจควบคุมคนในพรรคได้

 

บทบาทของประชาชนก็มีส่วน เราต้องออกไปใช้สิทธิใช้เสียงเลือกตั้ง เลือกคนที่เรามั่นใจว่าเขาจะทำเพื่อประเทศชาติได้จริงๆ แล้วก็ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลหลังได้รัฐบาลแล้ว

 

จริงๆ พี่ๆ สื่อก็เป็น 1 ในกระบอกเสียงสำคัญ ในการทำให้การเมืองไทยเดินได้อย่างมีเสถียรภาพ

 

ผู้ดำเนินรายการ: ถ้า iLaw เอากระดาษมาให้กาว่า จะเห็นชอบหรือไม่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะกาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ

 

ยศสุดา: เห็นชอบ เพราะการเมืองไทยขาดเสถียรภาพมานานแล้ว และ 1 ในต้นตอสำคัญก็คือกฎกติกาที่มันอาจจะไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองแข็งแรง

 

ผู้ดำเนินรายการ: ถ้าเดินหาเสียงแล้วโดนชาวบ้านถามเหมือนที่บางพรรคโดน ถามจะแก้รัฐธรรมนูญทำไม ทำไมไม่แก้ปากท้องก่อน ถ้าเจอคำถามนี้จะตอบอย่างไร

 

ยศสุดา: จริงๆ ทุกเรื่องสำคัญ แต่ว่ารัฐบาล 1 ชุดไม่ได้มีคนเดียว ไม่ได้มีแค่กระทรวงเดียว ไม่ได้มีแค่หน่วยงานเดียวที่ทำอย่างเดียว เพราะฉะนั้นทุกอย่างทำ parallel กันได้ เรื่องปากท้องสำคัญมากๆ แน่นอน

 

แต่เรื่องกฎกติกาก็สำคัญเหมือนกัน เพราะถ้าเรามีนโยบายที่ดี ต่อให้เรามีนโยบายดีขนาดไหน ถ้ากฎกติกาไม่เอื้อให้คนดีไปทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพประเทศก็อาจจะเดินไปได้ในทิศทางที่ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่

 

ผู้ดำเนินรายการ: สถานการณ์การเมืองมีคำว่า “ชาตินิยม” ในช่วงนี้ที่มาพร้อมการสู้รบพื้นที่ชายแดน จินนี่มองเรื่องนี้อย่างไร

 

ยศสุดา: เรื่องชาตินิยมสำหรับบางคนอาจจะมองเป็นคำในแง่ลบ แต่สำหรับตัวหนู เราอยู่ในประเทศไทยเราก็ต้องรักชาติอยู่แล้ว เรื่องชาตินิยมถ้าเรามีชาตินิยมแบบถูกต้อง ไม่ได้ใช้อารมณ์แต่ใช้ด้วยเหตุผล เรารักชาติด้วยเหตุผล เป็นสิ่งที่ดีมากๆ อยู่แล้ว

 

แต่ว่า สิ่งที่อาจจะทำให้ไม่ค่อยสบายใจคือ เราเห็นพรรคการเมืองบางพรรคหรือบางกลุ่มอาจจะใช้ความรักชาติของพี่น้องประชาชนคนไทยมาตีเป็นเรื่องอารมณ์เหนือเหตุผล หรือใช้เป็นผลประโยชน์ทางการเมืองมากเกินไป มากเกินความเหมาะสมหรือควรจะเป็น ก็รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ต้องระมัดระวัง

 

ผู้ดำเนินรายการ: จินนี่คุยกับคุณแม่อย่างไร เรื่องความซับซ้อนทางการเมือง มีเหลี่ยม มีชั้นเชิงทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ การขึ้นสู่อำนาจมีกลไกที่ซับซ้อนมาก คุณหญิงสุดารัตน์เป็น 1 ในคนที่เข้าใจเรื่องนี้ที่สุด คุณแม่เคยคุยอย่างจริงจังหรือไม่ การเมืองไม่ได้มีแต่ด้านเป็นความหวังของประชาชนอย่างเดียว แต่มีด้านเทาๆ ต้องดีล ต้องต่อรอง ต้องทำในสิ่งที่เราไม่ได้เชื่อแต่จำเป็นต้องทำ

 

ยศสุดา: คุณแม่ไม่ได้เล่าละเอียดขนาดนั้น ตอนเราตัดสินใจมาช่วยพรรคไทยสร้างไทย เราแค่เดินไปบอกแม่ ไม่ได้ขอ แค่แจ้งให้ทราบว่าเดี๋ยวจะมาช่วยทีมคนรุ่นใหม่

 

แม่พูดมาประโยคหนึ่งว่า ทำการเมืองอย่างแรกนอกจากเราต้องตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติแล้ว ส่วนตัวเราต้องมีความแข็งแกร่ง เราต้องมีสติ แล้วเขาก็เป็นบุคคลที่เป็นตัวอย่างให้เห็นมาตลอด จึงรู้สึกว่าเราเห็นว่า การเมืองมีด้านบวก ด้านลบ ด้านยากค่อนข้างเยอะ แม่ก็ให้ 2 คำนี้ติดตัวไว้ แล้วเวลาจะดำเนินชีวิตไปสายการเมืองก็ยึดโยงกับคำนี้ เราจะได้แข็งแกร่ง

 

ผู้ดำเนินรายการ: ลูกนักการเมือง ถ้าไม่รักการเมืองก็เกลียดการเมืองไปเลย เพราะเห็นความวุ่นวาย เขาก็มีทางเลือกของเขา แล้วจินนี่ในอนาคตจะเป็นสส. หรือไม่

 

ยศสุดา: คำตอบจริงๆ เลยคือ ถ้าวันนั้นเราพร้อม ก็อยากขอโอกาสค่ะ

 

บางคนอาจจะบอกว่าเรียนรู้ได้ แต่สำหรับตัวหนูจะรู้สึกมั่นใจและสบายใจมากกว่าถ้าเรามีความพร้อมทั้งเรื่องการจัดการอารมณ์และการทำงานให้มีประสบการณ์มากกว่านี้ เพราะตอนนี้ถ้าจะลงสมัครสส. ก็ลงได้เพราะอายุถึงแล้ว แต่มองว่าการทำงานการเมืองไม่ว่าจะตำแหน่งไหนก็เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ เพราะสิ่งที่เราทำส่งผลกับชีวิตคนจริงๆ

 

ไม่เหมือนเราลองทำธุรกิจหรือเราลองทำโน่นทำนี่ แต่อันนี้มีผลกับคนหมู่มากจริงๆ ก็เลยอยากให้เราเก่งมากพอก่อน ดูแลตัวเองได้ก่อน จัดการตัวเองได้ก่อน

 

ผู้ดำเนินรายการ: ในมุมคนรุ่นใหม่ มอง 3 พรรคใหญ่ แดง ส้ม น้ำเงิน อย่างไร

 

ยศสุดา: เท่าที่สังเกตการเลือกตั้งครั้งนี้อาจจะไม่ใช่การต่อสู้ระหว่าง 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน คือ เผด็จการ กับ ประชาธิปไตย เสียงสะท้อนของคนรุ่นใหม่ เท่าที่สัมผัสได้ จะไม่ได้มีพรรคใดพรรคหนึ่งเป็น core หลักสำคัญขนาดนั้นแล้ว ตอนนี้ส่วนใหญ่ดูที่นโยบาย ดูที่ตัวผู้นำว่าถูกจริตกับคนไหน

 

เพราะจริงๆ คนรุ่นใหม่ถึงแม้อยู่ในอายุเดียวกัน แต่ไม่ได้แสดงว่าทุกคนมี mindset หรือ direction ประเทศ ที่อยากให้ไปเหมือนกัน ก็คิดว่าคะแนนเสียงของคนรุ่นใหม่น่าจะถัวๆ สำหรับ 3 พรรคนี้

 

ผู้ดำเนินรายการ: ถ้าพร้อมลงสส. โดยไม่มีพรรคไทยสร้างไทยแล้ว นอกจากพรรคตัวเอง มีพรรคไหนที่รู้สึกว่าเข้ากับแนวคิดเราที่สุด ส้ม แดง น้ำเงิน

 

ยศสุดา: ตอนนี้ยังไม่มี ไม่ได้หมายความว่า 3 พรรคนี้หรือพรรคอื่นๆ ไม่ดี แต่ในมุมของหนู อยากทำงานการเมืองกับพรรคที่เราไว้ใจได้ เรามั่นใจ แล้วพรรคไทยสร้างไทยก็เป็นพรรคที่เราเห็นมาตั้งแต่เริ่มต้น เราใกล้ชิดกับบุคลากร จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมเราเลือกที่จะมาเริ่มที่พรรคไทยสร้างไทย

 

ผู้ดำเนินรายการ: แต่ละพรรคจะมีโจทย์แต่ละแบบ ส่วนพรรคไทยสร้างไทยมีจุดแข็งอะไรที่จะไปโกยแต้มมาเพื่อส่งคุณแม่เป็นนายกฯ

 

ยศสุดา: จริงๆ นอกจากเรื่องนโยบาย เรื่องบุคลากรแล้ว คิดว่าถ้าเราดูตามโพลหรือความรู้สึกของคน ตอนนี้คนยังไม่ตัดสินใจค่อนข้างเยอะ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกไหม

 

แต่เท่าที่เคยเห็นการเลือกตั้งที่ผ่านมา รู้สึกว่ายิ่งใกล้เลือกตั้ง คนควรจะตัดสินใจได้แล้ว หรือมีพรรคในใจกันแล้ว แต่ว่าตอนนี้จะเห็นได้ชัดว่า คนยังไม่ตัดสินใจกันค่อนข้างเยอะ สะท้อนให้เห็นว่า เราอาจจะเดินมาถึงจุดที่คนไทยไม่ได้ไว้ใจพรรคการเมืองไหนแล้ว เพราะที่ผ่านมาก็โดนกันมาทุกพรรค

 

แต่จุดแข็งของเราคือ เราเป็นพรรคที่ไว้ใจได้ เห็นได้จากประวัติการทำงานของทั้งหัวหน้าพรรค คนในพรรคที่มีตำแหน่งทางการเมืองมายาวนานแต่ไม่ได้มีประวัติด่างพร้อย ไม่มีเรื่องทุจริต

 

ตลอดสามสิบกว่าปีที่คุณแม่ทำงานการเมืองมา ก็ทำอย่างตรงๆ ตลอด ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว นี่จึงอาจจะเป็นจุดแข็งของเราว่า ถึงแม้เราเป็นพรรคเล็ก พรรคที่ค่อนข้างใหม่ แต่เราไว้ใจได้ core ของเราคือเราซื่อสัตย์ เราจริงใจกับประชาชน

 

ผู้ดำเนินรายการ: จุดแข็งของไทยสร้างไทยมีแม่หน่อยกับจินนี่ ในแง่ความนิยม ตอนนี้ส่งใครเป็นแคนดิเดตนายกฯบ้าง

 

ยศสุดา: ท่านโภคิน พลกุล, เสธ.แมว ภราดร พัฒนถาบุตร, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

 

ผู้ดำเนินรายการ: มีนโยบายอะไรที่ทำให้คนจำพรรคไทยสร้างไทยได้

 

ยศสุดา: เป็นนโยบายที่คนอาจจะไม่ทราบว่าพรรคเรามี แต่พอไปอธิบายให้คนฟังคนจะสนใจ คือ ต้องเล่าย้อนว่าก่อนหน้านี้ได้ไปทำกิจกรรมให้คนกาว่าชอบนโยบายไหนที่สุด แล้วได้มีการอธิบายนโยบายต่างๆ 4 ข้อ ซึ่งนโยบายที่ได้รับความนิยมมากๆ คือนโยบายพักใช้กฎหมาย ใบอนุญาต ใบประกอบการต่างๆ ที่ไม่จำเป็น เพราะว่าในประเทศไทยมีกฎหมายใบอนุญาตต่างๆ ที่ไม่จำเป็นและใช้เวลานานกว่าจะผ่านการตรวจสอบเยอะมากๆ

 

ทำให้พ่อค้าแม่ค้าคนตัวเล็ก SME ต่างๆ เติบโตยาก และไม่ได้ส่งผลต่อธุรกิจเขาที่เติบโตยากเท่านั้น แต่ด้วยความที่ระบบซับซ้อนต้องใช้เอกสารเยอะ จะทำให้บางครั้งประชาชนอาจจะต้องจ่ายใต้โต๊ะ เรียกว่าเศรษฐกิจหมุนเวียนใต้โต๊ะมีค่อนข้างเยอะ แล้วเชื่อว่าทุกคนคงเคยประสบกับตัวเองหรือเคยได้ยินผู้ประกอบการพูดบอกว่าต้องจ่ายโน่นจ่ายนี่

 

ทางเราก็เลยมีนโยบายว่าเราจะพักใช้กฎหมายหรือใบอนุญาตต่างๆ ที่ไม่จำเป็น เอาไปแก้ก่อน ทำให้คนไทยลืมตาอ้าปากทำธุรกิจเติบโตได้ก่อน แล้วค่อยกลับมาใช้กฎหมายนั้นใหม่

 

ผู้ดำเนินรายการ: กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เปิดช่องเจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจ เปิดร้านอาหารก็เหนื่อย เจอหลายอย่าง ต้องมีใบสัมผัสอาหาร มีนั่นมีนี่เยอะแยะไปหมด

 

ยศสุดา: ขั้นตอนก็จะช้าด้วย หรือบางอันเป็นมาตรฐานที่ดี แต่อาจจะไม่ได้เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กขนาดนั้น

 

ผู้ดำเนินรายการ: หาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ มองนโยบายที่โดนใจคนรุ่นใหม่มีเยอะไหม

 

ยศสุดา: ทางพรรคมีนโยบายตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ค่อนข้างเยอะ แต่ที่ตรงสายมากที่สุดคือนโยบายด้านการศึกษา เราสนับสนุนให้เรียนฟรีจนจบปริญญาตรี เรียนฟรีจริงๆ เพราะเรามองว่าคือการสร้างคน อาจจะเป็นอะไรที่ระยะยาว แต่ว่าสุดท้ายแล้วถ้าบุคลากรในประเทศมีการศึกษา จะไม่ใช่เป็นประโยชน์แค่ตัวบุคคลเท่านั้น แต่จะเป็นประโยชน์ในระดับประเทศเพราะประเทศจะพัฒนาเศรษฐกิจไปในทางที่ดีขึ้น หรือมองในมุมต่างชาติก็อาจจะ attractive มากขึ้นสำหรับต่างชาติที่จะมาลงทุนในประเทศที่มีบุคลากรคุณภาพ

 

ผู้ดำเนินรายการ: จินนี่สนใจเรื่องอะไร นโยบายแบบไหน

 

ยศสุดา: เรื่องการศึกษา เพราะเชื่อมาตั้งแต่เด็กว่า ด้วยความที่เราโชคดีที่ได้รับโอกาสจากทางครอบครัว ได้รับการศึกษาจนจบปริญญาตรี ได้รับโอกาสนี้มา ก็เลยรู้สึกว่าจริงๆ ถ้าทุกคนได้รับโอกาสนี้อย่างเท่าๆ กัน ก็เป็นสิ่งที่ดี

 

ผู้ดำเนินรายการ: มองอนาคตประเทศไทยหลังเลือกตั้งซึ่งมี 3-4 พรรค น้ำเงิน ส้ม แดง ม่วง ต้องมีพรรคที่ได้จัดตั้งรัฐบาล มองข้างหน้าจะเป็นอย่างไร การเมืองจะดีขึ้นหรือแย่ลง

 

ยศสุดา: พูดแบบมีความหวัง คิดว่าในอนาคตการเมืองต้องสะอาดกว่าเดิม เพราะเวลาเราไปลงพื้นที่ เมื่อก่อนประชาชนจะมีฟีดแบคปัญหาปากท้อง ปัญหาเฉพาะพื้นที่

 

แต่สิ่งที่ประชาชนพูดตรงกันไม่ว่าจะอยู่พื้นที่ไหน คือ “เอานักการเมืองโกงออกไปได้แล้ว ไปทำ ต้องทำจริงนะ” ก็รู้สึกว่าตอนนี้ทุกคนตระหนักรู้เรื่องการมีการเมืองแบบสุจริตมากขึ้น รู้สึกว่าในอนาคตไม่รู้ใกล้หรือไกล สุดท้ายแล้วแรงกดดันหรือฟีดแบคจากประชาชนจะบังคับให้วงการการเมืองต้องเปลี่ยน

 

ผู้ดำเนินรายการ: END GAME ที่อยากเห็นการเมืองไทย เป็นอย่างไร

 

ยศสุดา: END GAME ที่อยากเห็นคืออยากเห็นทุกคนทำเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่แค่เรื่องแย่งชิงอำนาจ จะเป็นโน่นเป็นนี่อย่างเดียว จะเอาตำแหน่งอย่างเดียว แต่ว่า อยากให้ทุกคนยึดโยงกับผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ไม่อยากนั่งฟังพล็อตหนังอีกแล้วว่าคนนี้อยู่ฝ่ายนี้

 

หลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวการเมืองเป็นเรื่องเหมือนในละครวนลูปไปมา ไม่ได้เห็นข่าวดีๆ เรื่องการพัฒนาประเทศเท่าไหร่เลย ก็เลยรู้สึกว่าอยากเห็นประเทศไทย มีข่าวเศรษฐกิจดีขึ้น การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น

 

พูดตรงๆ ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยได้ยินไทยเศรษฐกิจดี หรือไทยการเมืองดีเลย ซึ่งไม่แน่ใจว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน แต่สำหรับหนู 26 ปี ยังไม่เคยได้ยิน

 

ผู้ดำเนินรายการ: เทียบประเทศอื่น คนรุ่นใหม่บางคนอยากย้ายประเทศเลย บทสนทนากับเพื่อนแบบนี้มีไหม

 

ยศสุดา: ก็มี เพื่อนๆ ทุกคนอึดอัดกับการเมือง หลายคนที่แต่ก่อนติดตามการเมือง ตอนนี้เพื่อนบางคนพูดว่าเหนื่อยแล้ว เหนื่อยจะฟังแล้ว เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็เล่นเกมอำนาจกันเอง ก็มีฟีดแบคแบบนี้อยู่ แต่สุดท้ายทุกคนก็ยังมีความหวังกับประเทศ แม้จะดูริบหรี่ก็ตาม แต่ถ้าเรายังอยากอยู่ในประเทศนี้อยู่ เราก็ห้ามหมดหวังค่ะ

 

ผู้ดำเนินรายการ: หลังจากนี้จะหายไปไหนจากสนามหาเสียงเลือกตั้ง

 

ยศสุดา: มีหน้าที่ต้องไปเรียนต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศ แต่ว่าถึงแม้อยู่ที่นั่นก็จะพยายามผลักดันเรื่องการสื่อสารเรื่องนโยบายต่างๆ จากที่เรียนมา ไปเรียนปริญญาโท บริหารธุรกิจที่อเมริกา 16 เดือน แต่วางแผนจะกลับมาเรื่อยๆ ไปหาประสบการณ์ โลกเดินไปถึงไหนแล้ว

 

ผู้ดำเนินรายการ: ฝากพรรคไทยสร้างไทยถึงคนไทย

 

ยศสุดา: พวกเราเข้าใจ ปีที่ผ่านๆ มา คนไทยอาจจะเจอเรื่องอะไรมาหนักมากๆ ทุกคนคงรู้สึกเหนื่อย ทั้งกับการใช้ชีวิตส่วนตัว เหนื่อยกับการเมือง เหนื่อยกับสภาพเศรษฐกิจสังคม ทางพรรคไทยสร้างไทยเข้าใจดี เราขออาสา เรามีความพร้อม ทำให้คนไทยหายเหนื่อย เรามีนโยบายดีๆ ที่จะดูแลคนตั้งแต่เกิดจนแก่ มีนโยบายเรื่องปราบคอรัปชั่น เราเชื่อว่าถ้าเราได้โอกาสในการทำงาน เราจะผลักดันนโยบายดีๆ และวิธีการทำงานที่สุจริต ทำให้คนไทยหายเหนื่อย ฝากพรรคไทยสร้างไทยเบอร์ 48 ค่ะ

The post คุยกับ ‘จินนี่-ยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ’ กับการเมือง ที่เรียนรู้จากแม่ สู่วันลงสนามจริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Health is Beauty สู่ ‘Health is Wealth’ วัตสัน เผยคนไทยยอมจ่ายเงินเดือนละ 3,000 ลงทุนกับ ‘ร่างกาย’ มองสุขภาพสำคัญกว่าความงาม https://thestandard.co/watsons-health-wealth-investment/ Sat, 31 Jan 2026 11:25:49 +0000 https://thestandard.co/?p=1171874 ภาพประกอบคนรุ่นใหม่ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองในคอนเซปต์ Health is Wealth

การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันกำลังส่ง […]

The post Health is Beauty สู่ ‘Health is Wealth’ วัตสัน เผยคนไทยยอมจ่ายเงินเดือนละ 3,000 ลงทุนกับ ‘ร่างกาย’ มองสุขภาพสำคัญกว่าความงาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบคนรุ่นใหม่ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองในคอนเซปต์ Health is Wealth

การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันกำลังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม โดยเฉพาะเมื่อค่านิยมเรื่องความสวยงามเพียงภายนอกอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายอีกต่อไป

 

วัตสัน ประเทศไทย ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างกว่า 4,000 คน ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งพบว่า ผู้คนเริ่มหันมาให้คุณค่ากับร่างกายในมิติของการเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของชีวิต ภายใต้มุมมองใหม่ที่เชื่อมั่นว่าสุขภาพที่แข็งแรงคือรากฐานของความมั่นคงในชีวิตระยะยาว

 

จากอดีตที่ผู้คนมักให้ความสำคัญกับความงามมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ผลสำรวจล่าสุดชี้ชัดว่านิยามของความดูดีได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยผู้บริโภคกว่า 72% หันมาให้ความสำคัญกับ ‘สุขภาพ’ นำหน้าเรื่อง ‘ความงาม’ ซึ่งเป็นการพลิกโฉมแนวคิดจากเดิมที่มองว่าความสวยงามคือการปรุงแต่งภายนอก มาสู่การดูแลตัวเองจากภายในให้แข็งแรงยั่งยืน

 

ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าแนวคิดแบบเดิมอย่าง Health is Beauty ได้ถูกยกระดับไปสู่ ‘Health is Wealth’ หรือสุขภาพคือความมั่งคั่งที่แท้จริง โดยผู้บริโภคมองว่าการมีสุขภาพที่ดีไม่ใช่เรื่องรองอีกต่อไป แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญกว่าการปกปิดริ้วรอยเพียงชั่วคราว และเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างแท้จริง

 

สิ่งที่น่าสนใจคือผู้คนเริ่มตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างช่วงอายุขัย หรือ Lifespan กับช่วงเวลาของการมีสุขภาพดี หรือ Healthspan กันมากขึ้น เพราะเป้าหมายของคนยุคนี้ไม่ใช่เพียงแค่การมีชีวิตที่ยืนยาวจนถึงวัยชราตามตัวเลขเท่านั้น แต่ต้องการลดระยะเวลาของการเจ็บป่วยในช่วงบั้นปลายชีวิตให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

เพื่อให้สามารถดูแลตัวเองและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพจนถึงวาระสุดท้าย แนวคิดเรื่อง ‘Longevity’ หรือการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นคนวัยทำงานหรือวัยใกล้เกษียณก็ตาม

 

การเปลี่ยนแปลงทางความคิดนี้ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย จากเดิมที่การจ่ายเงินเพื่อสุขภาพมักเกิดขึ้นเมื่อเจ็บป่วยหรือเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่การมองว่าเป็น ‘Health Investment’ หรือการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคต ที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับการวางแผนทางการเงิน

 

ข้อมูลระบุว่าผู้บริโภคมีการจัดสรรงบประมาณประจำเดือนเพื่อดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง โดยกว่าครึ่งตั้งงบไว้ที่ 1,000 – 3,000 บาท และมีกลุ่มลูกค้าถึง 14% ที่พร้อมลงทุนมากกว่า 3,000 บาทต่อเดือน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการดูแลสุขภาพได้กลายเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยอีกต่อไป

 

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความกังวลที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบในปี 2568 ซึ่งจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุถึง 20% ทำให้คนวัยทำงานเริ่มวางแผนดูแลตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อยโดยไม่ต้องรอให้ถึงวัยเกษียณ เพื่อเตรียมพร้อมร่างกายให้แข็งแรงที่สุดก่อนที่ความเสื่อมตามวัยจะมาเยือน

 

ความต้องการที่เปลี่ยนไปนี้ยังส่งผลให้การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มีความซับซ้อนและเจาะจงมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ผู้บริโภคมักเริ่มต้นด้วยวิตามินพื้นฐานอย่างวิตามินซี ปัจจุบันมีความต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและสารสกัดเฉพาะทางที่ช่วยดูแลระดับเซลล์หรืออวัยวะภายในมากขึ้นตัวอย่างเช่น สารแอสตาแซนธิน, คอลลาเจนเปปไทด์, กรดอะมิโน และที่กำลังกลับมาได้รับความนิยมอย่างเงียบๆ คือ โคเอนไซม์ คิวเทน

 

นอกจากนี้เทรนด์ความงามก็เปลี่ยนทิศทางจากการคลั่งไคล้ความขาวกระจ่างใส มาสู่กระแส ‘Anti-aging’ หรือการชะลอวัยที่มาแรงแซงโค้ง โดยผู้บริโภคยอมรับว่าริ้วรอยคือความกังวลใจสูงสุด และพยายามมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ตอบโจทย์ปัญหานี้โดยเฉพาะอย่างเจาะจง

 

โดยส่วนผสมที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ Hyaluronic Acid 25%, Vitamin C 24%, Retinol 21%, Niacinamide 17%, และ BHA/AHA 14% ซึ่งตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องส่วนผสม (Ingredients) มากขึ้น และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด

 

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคเชื่อว่าความงามที่ยั่งยืนต้องเกิดจาก ‘Inside-Out’ หรือการดูแลจากภายในสู่ภายนอก ผ่านพฤติกรรมประจำวันมากกว่าการพึ่งพาทางลัด โดยกิจกรรมยอดนิยมในการชะลอวัยได้แก่ การใช้สกินแคร์ 25%, การทานอาหารต้านอนุมูลอิสระ 23%, การออกกำลังกาย 22%, และการทานอาหารเสริม 21%

 

ในขณะที่การทำหัตถการทางการแพทย์เพื่อชะลอวัยมีสัดส่วนเพียง 8% เท่านั้น ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าคนส่วนใหญ่เชื่อมั่นในวินัยการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน ทั้งเรื่องอาหารการกิน การนอนหลับ และการออกกำลังกาย ว่าเป็นหนทางสู่ความอ่อนเยาว์ที่แท้จริงและยั่งยืนที่สุด

 

อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองคือการเติบโตของกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ที่หันมาใส่ใจสุขภาพรวดเร็วที่สุด คนกลุ่มนี้เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีและการเข้าถึงข้อมูลที่รวดเร็วผ่านเครื่องมืออย่าง AI หรือ ChatGPT ทำให้พวกเขามีความรู้ในการดูแลตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย

 

พวกเขามีแนวคิดเรื่องการป้องกันริ้วรอยและดูแลตัวเองก่อนวัยอันควร (Pre-aging) ซึ่งถือเป็นโอกาสทางการตลาดใหม่ที่น่าสนใจ เพราะแม้กำลังซื้อหลักอาจจะยังอยู่ที่วัยผู้ใหญ่ แต่คนรุ่นใหม่คือกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของความสนใจและยอดการใช้จ่ายด้านสุขภาพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมยังขยายไปสู่การตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องเผชิญกับออฟฟิศซินโดรม ทำให้สินค้ากลุ่มอุปกรณ์ซัพพอร์ตสรีระ หรือผลิตภัณฑ์ดูแลเฉพาะจุด เช่น หมอนรองคอ หรือเก้าอี้เพื่อสุขภาพ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในร้านเพื่อสุขภาพและความงาม

 

พรรณ ชัยนาม กรรมการผู้จัดการ วัตสัน ประเทศไทย ได้กล่าวสรุปว่า “จากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เราเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าลูกค้าเปลี่ยนแปลงกรอบความคิด ไม่ได้ต้องการที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกต่อไป แต่กำลังมองสุขภาพและความงามในฐานะการลงทุนระยะยาว”

 

“ผู้บริโภคต้องการสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ทั้งกาย ใจ และไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ซึ่งเราเชื่อว่าการเข้าใจผู้บริโภคคือกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในทุกมิติ ตั้งแต่สินค้า บริการ ไปจนถึงประสบการณ์หน้าร้าน เพื่อให้ทุกการลงทุนด้านสุขภาพของผู้บริโภคมีความคุ้มค่าที่สุด”

 

ภาพ : Tang Ming Tung / Getty Images

The post Health is Beauty สู่ ‘Health is Wealth’ วัตสัน เผยคนไทยยอมจ่ายเงินเดือนละ 3,000 ลงทุนกับ ‘ร่างกาย’ มองสุขภาพสำคัญกว่าความงาม appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : ตัว Secret! ‘น้องกระชาย’ ยิงคำถามเด็ดใน THE STANDARD DEBATE สะท้อนความหวังคนรุ่นใหม่ถึง 5 พรรคใหญ่ https://thestandard.co/krachai-standard-debate-youth-hopes/ Thu, 29 Jan 2026 03:42:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1170922 น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่

ดูย้อนหลัง THE STANDARD DEBATE ดีเบตเลือกตั้ง 69 28 ม.ค […]

The post เลือกตั้ง 2569 : ตัว Secret! ‘น้องกระชาย’ ยิงคำถามเด็ดใน THE STANDARD DEBATE สะท้อนความหวังคนรุ่นใหม่ถึง 5 พรรคใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่

 

เรียกเสียงฮือฮาและรอยยิ้มได้ทั่วฮอลล์ สำหรับแขกรับเชิญพิเศษใน THE STANDARD DEBATE เมื่อคืนนี้ (28 มกราคม) อย่าง ‘กระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ’ ที่มาร่วมตั้งคำถามกับ 5 ตัวแทนพรรคการเมือง ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย, วราวุธ ศิลปอาชา พรรคภูมิใจไทย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ และอนุดิษฐ์ นาครทรรพ พรรคกล้าธรรม

 

“ถ้าพี่ทำไม่ได้ในสิ่งที่พี่พูด พี่จะรักษาน้ำใจผมยังไง?”

 

คำถามของน้องกระชายไม่ได้เป็นเพียงสีสันบนเวทีดีเบต แต่คือการส่งสัญญาณว่าคนรุ่นใหม่กำลังเฝ้ามองทุกย่างก้าวของการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด ความใสซื่อที่มาพร้อมความคาดหวังได้กลายเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนว่า ไม่ว่านโยบายจะสวยหรูเพียงใด แต่ ‘ความรับผิดชอบ’ ต่อคำพูดคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

 

น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 1น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 2น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 3น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 4น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 5น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 6น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 7น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 8น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 9น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 10น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 11น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 12น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 13น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 14น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 15น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 16น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 17น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 18น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 19น้องกระชาย-สยบพล แสงพัฒนกรกิจ ร่วมเวที THE STANDARD DEBATE ถาม 5 พรรคการเมืองสะท้อนเสียงคนรุ่นใหม่ 20
 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : ตัว Secret! ‘น้องกระชาย’ ยิงคำถามเด็ดใน THE STANDARD DEBATE สะท้อนความหวังคนรุ่นใหม่ถึง 5 พรรคใหญ่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชิงไก่ทอด 3 หมื่นล้าน! OKJ ส่ง ‘JOE WINGS’ ลบภาพจำสายคลีน หวังตก Gen Z ที่โอ้กะจู๋เข้าไม่ถึง https://thestandard.co/okj-joe-wings-targets-gen-z/ Thu, 29 Jan 2026 02:48:13 +0000 https://thestandard.co/?p=1170881 ภาพไก่ทอดจากร้าน JOE WINGS แบรนด์ใหม่ของ OKJ Group ที่ตั้งเป้าชิงตลาด 3 หมื่นล้านบาท

ธุรกิจร้านไก่ทอดในไทยยังคงเป็นตลาดที่หอมหวนของนักลงทุนท […]

The post ชิงไก่ทอด 3 หมื่นล้าน! OKJ ส่ง ‘JOE WINGS’ ลบภาพจำสายคลีน หวังตก Gen Z ที่โอ้กะจู๋เข้าไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพไก่ทอดจากร้าน JOE WINGS แบรนด์ใหม่ของ OKJ Group ที่ตั้งเป้าชิงตลาด 3 หมื่นล้านบาท

ธุรกิจร้านไก่ทอดในไทยยังคงเป็นตลาดที่หอมหวนของนักลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 30,000 ล้านบาท มีการเติบโตปีละ 3–5% แม้การแข่งขันจะสูงลิบ แต่ก็ยังมีช่องว่างที่เปิดโอกาสให้กับผู้เล่นรายใหม่หมุนเวียนเข้ามาชิงเม็ดเงินในตลาดนี้แบบไม่ซ้ำหน้า

 

ไม่เว้นแม้แต่ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ Group เจ้าของแบรนด์ร้านอาหารเพื่อสุขภาพอย่างโอ้กะจู๋ และ Oh. Juice ที่ตัดสินใจกระโดดเข้าสู่สนามไก่ทอด ด้วยการเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ ‘JOE WINGS’ ร้านไก่ทอดสัญชาติไทย โดยประเดิมสาขาแรกที่ศูนย์การค้าสยามพารากอนเมื่อปีที่ผ่านมา และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจนเกิดกระแสรอคิวยาวในโลกโซเชียล

 

โจ้ – จิรายุทธ ภูวพูนผล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่เกษตรอัจฉริยะ OKJ Group กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าให้ JOE WINGS สามารถชิงส่วนแบ่งตลาดไก่ทอดได้ในระดับ 1–5%

 

พร้อมฉายภาพจุดเริ่มต้นของ JOE WINGS มาจากการทำแบบสำรวจลูกค้าเมื่อราว 2 ปีก่อน ซึ่งทีมผู้บริหารพบอินไซต์สำคัญว่าแบรนด์โอ้กะจู๋ยังไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นและ Gen Z ได้มากนัก เนื่องจากภาพจำของแบรนด์ยังผูกติดกับเมนูผักและโทนสีเขียว ส่งผลให้ความถี่ในการเข้าร้านของกลุ่มวัยรุ่นต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

 

จากอินไซต์ดังกล่าว บริษัทจึงทดลองพัฒนาเมนูใหม่ ‘American Hot & Spicy’ ซึ่งหลังจากวางขายก็ได้รับการตอบรับดีเกินคาด และสามารถสร้างยอดขายระดับหลักร้อยล้านบาทจากเมนูเดียว และช่วยขยายฐานลูกค้าอายุต่ำกว่า 40 ปีได้เพิ่มขึ้น

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน OKJ Group ได้เริ่มศึกษาตลาดไก่ทอดอย่างจริงจัง และพบว่ายังเป็นตลาดที่มีโอกาส แม้จะมีผู้เล่นรายใหญ่อยู่หลายแบรนด์ แต่บริษัทไม่ได้กังวลกับการแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ระบบปฏิบัติการ และการสื่อสารการตลาด โดยเชื่อว่าหากสามารถพัฒนาโปรดักต์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ก็จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

 

จากโอกาสที่มี จึงนำไปสู่การเปิดตัว ‘JOE WINGS’ โดย ‘จิรายุทธ’ ย้ำว่า ชื่อแบรนด์มาจากชื่อเล่นของตนเองที่ชื่อ ‘โจ้’ และได้วางบทบาทของแบรนด์ให้เป็นไก่ทอดที่สามารถรับประทานซ้ำได้ทุกสัปดาห์ และสร้างความแตกต่างจากภาพจำเดิมของไก่ทอดที่มักถูกมองว่าเป็นอาหาร Junk Food

 

“บริษัทพัฒนาเมนูให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้น ด้วยการเลือกใช้น้ำมันที่มีไขมันอิ่มตัวต่ำกว่า 7% และใช้ไก่สดที่ไม่ฉีดฮอร์โมน ปัจจุบันมีเมนูให้เลือก 9 รสชาติ ราคาเริ่มต้น 100 บาท ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับคู่แข่งในตลาด”

 

ที่ผ่านมาในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 JOE WINGS เน้นการจำหน่ายผ่านหน้าร้านเป็นหลัก ก่อนจะเริ่มให้บริการเดลิเวอรีในไตรมาส 4 ซึ่งได้รับการตอบรับดี ยอดขายทะลุเป้า ส่งผลให้บริษัทขยายรูปแบบร้านเป็นนั่งรับประทานภายในร้าน พร้อมยังลงทุนเพิ่มในระบบหลังบ้านและคลังเก็บสินค้า ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 สาขา

 

ตั้งแต่เปิดให้บริการ กลุ่มลูกค้าหลักของ JOE WINGS คือ นักเรียน, นักศึกษา และกลุ่มวัยทำงาน โดยจุดแข็งที่ช่วยดึงดูดลูกค้า คือ การพัฒนาโปรดักต์อย่างต่อเนื่องควบคู่กับการทำตลาดและการสื่อสารแบรนด์ เมื่อผู้บริโภคได้ทดลองและรับรู้ถึงรสชาติที่ดี ก็ช่วยสร้างการกลับมารับประทานซ้ำได้ ปัจจุบันมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลอยู่ที่ 150–300 บาท โดยสาขาสยามสแควร์เป็นสาขาที่ทำยอดขายสูงสุด

 

สำหรับแผนธุรกิจในระยะ 3 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าขยายสาขา JOE WINGS ให้ครบ 50 สาขาภายในปี 2571 โดยในปี 2569 จะเปิดเพิ่ม 5–10 สาขา เน้นทำเลทราฟฟิกสูง ทั้งในศูนย์การค้าและสถานีบริการน้ำมันของ OR ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ แต่ละสาขาใช้งบลงทุนราว 3–5 ล้านบาท เบื้องต้นจะขยายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลก่อน ก่อนต่อยอดสู่ต่างจังหวัดในอนาคต

 

ในปีนี้ บริษัทคาดว่า JOE WINGS จะสร้างรายได้เติบโตถึง 300% หรือราว 150 ล้านบาท และหากขยายครบ 50 สาขา คาดว่าจะสร้างรายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อมบรรลุเป้าหมายการครองส่วนแบ่งตลาดไก่ทอด 1–5%

 

เมื่อมองภาพรวมของ OKJ Group ปัจจุบันมีแบรนด์ในเครือ ได้แก่ โอ้กะจู๋ (Ohkajhu) ธุรกิจหลักด้านอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 70% ตามด้วย Oh. Juice ร้านน้ำผักผลไม้เพื่อสุขภาพ สัดส่วน 20% และ JOE WINGS อีก 10%

 

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 OKJ Group ตั้งเป้าสร้างรายได้รวมทะลุ 3,000 ล้านบาท เติบโต 20–30% โดย JOE WINGS เป็นแบรนด์ที่เติบโตเร็วที่สุด ขณะที่โอ้กะจู๋และ Oh Juice ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อเสริมพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นเร็วที่สุดภายในปีนี้

 

“ทุกอย่างไม่ง่าย เพราะภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อยังซบเซา การทำธุรกิจวันนี้จึงต้องปรับตัวให้รวดเร็ว เพื่อให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน” จิรายุทธกล่าวทิ้งท้าย

The post ชิงไก่ทอด 3 หมื่นล้าน! OKJ ส่ง ‘JOE WINGS’ ลบภาพจำสายคลีน หวังตก Gen Z ที่โอ้กะจู๋เข้าไม่ถึง appeared first on THE STANDARD.

]]>
เลือกตั้ง 2569 : จุลพันธ์ขอบคุณ #genzforpheuthai เลือกถามมากกว่าเลือกตัดสิน ชี้คนยังโหวตเพื่อไทยเหตุไม่เคยเล่นนอกกติกา https://thestandard.co/julapan-pheuthai-genz-election-rules/ Thu, 29 Jan 2026 01:57:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1170859 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กำลังให้สัมภาษณ์ประเด็นทางการเมือง

🔴 LIVE!: ชมสด! THE STANDARD DEBATE ดีเบตเลือกตั้ง 69 28 […]

The post เลือกตั้ง 2569 : จุลพันธ์ขอบคุณ #genzforpheuthai เลือกถามมากกว่าเลือกตัดสิน ชี้คนยังโหวตเพื่อไทยเหตุไม่เคยเล่นนอกกติกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กำลังให้สัมภาษณ์ประเด็นทางการเมือง

 ​

วานนี้ (28 มกราคม) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่า “ล่าสุดผมเห็นแฮชแท็ก #genzforpheuthai มีทั้ง new voter และน้องๆ Gen Z เข้ามาถามกันตรงๆ ว่า ทำไมยังมีคนเลือกเพื่อไทยอยู่”

 

จุลพันธ์ระบุว่า ความรู้สึกแรกของตนคือ ดีใจ ที่น้องๆ เลือกถามมากกว่าเลือกตัดสิน ชอบไม่ชอบไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยการตั้งคำถามคือจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตย วันนี้ตนอยากเล่าให้ฟังไม่ได้เพื่อให้เชื่อ แต่อยากให้เห็นภาพว่าที่ผ่านมา ประเทศไทยเดินมาอย่างไร และพรรคเพื่อไทยอยู่ตรงไหนในสมการการเมืองนี้ ส่วนการตัดสินใจ ตนเคารพทุกคน

 

ย้อนกลับไปปี 2544 การเลือกตั้งครั้งแรกของพรรคไทยรักไทย ทักษิณ ชินวัตร ชนะด้วยเสียงกว่า 250 เสียง และได้จัดตั้งรัฐบาล 4 ปีนั้น ประเทศไทยเติบโตอย่างชัดเจน นโยบายหลายอย่างเปลี่ยนชีวิตคนจริง ไม่ว่าจะเป็น ’30 บาท รักษาทุกโรค’ ‘กองทุนหมู่บ้าน’ จนเศรษฐกิจดี นานาชาติยอมรับ คนไทยเริ่มลืมตาอ้าปากได้ และเชื่อว่าเราจะเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย

 

“ปี 2548 เลือกตั้งใหม่ ไทยรักไทยชนะถล่มทลาย 375 เสียง จากผลงานที่ประชาชนเห็น แต่หลังจากนั้นไม่นาน เราก็เจอรัฐประหารปี 2549 การเลือกตั้งถูกทำให้เป็นโมฆะ และนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ กว่า 20 ปี ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ฝ่ายประชาธิปไตยชนะ และได้รับมอบหมายจากประชาชน แต่ไม่เคยบริหารประเทศครบวาระ รัฐบาลถูกโค่น ถูกยุบ ถูกตัดอำนาจ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอด 20 ปี เราเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปหลายคน และทุกครั้งจบลงด้วยอำนาจนอกระบบ รัฐธรรมนูญถูกฉีก แก้ และเขียนใหม่ ให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ”

 

จุลพันธ์ระบุอีกว่า “แล้วทำไมเพื่อไทยยังมีฐานเสียง เพราะประชาชนเข้าใจว่า ประชาธิปไตยต้องใช้เวลา พวกเขาเห็นว่า แม้จะโดนกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อไทยไม่เคยเล่นนอกกติกา และยืนอยู่บนหลักว่า อำนาจต้องมาจากการเลือกตั้ง เราอาจทำได้ไม่หมด อาจทำพลาดบ้าง”

 

จุลพันธ์ระบุว่า อยากชวนน้องๆ คิดตามอย่างเป็นธรรม ถ้ารัฐบาลหนึ่งทำงานภายใต้แรงต้านจากอำนาจนอกระบบ ระบบราชการที่แข็งตัว และความไม่มั่นคงทางการเมืองตลอดเวลา ก็เหมือนการอ่านหนังสือสอบ แต่ทุกชั่วโมงมีคนโทรมา เคาะประตู บางครั้งถึงขั้นยึดคอมพิวเตอร์ไป

 

คำถามคือ เราจะทำได้เต็มศักยภาพแค่ไหน แม้จะเป็นเช่นนั้น เราก็ยังต้องพยายามสอบให้ผ่านและส่งงานให้สำเร็จ อาจต้องไปซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ ไม่รับโทรศัพท์ ปิดประตู เพื่อโฟกัสกับสิ่งที่ทำให้ดีที่สุด แน่นอนว่าเราอาจไม่ได้ผลลัพธ์สมบูรณ์แบบ แต่คำถามคือ เราทำดีที่สุดแล้วหรือยัง ภายใต้เงื่อนไขที่เราเผชิญ หลายคนถามว่า ทำไมไม่ชน ทำไมไม่แตะโครงสร้าง

 

จุลพันธ์ย้ำว่า “เราทำมาหมดแล้วครับ และนั่นคือผลลัพธ์ที่เราเผชิญมาตลอด 20 ปี เราจึงเลือกถอยหนึ่งก้าว เพื่อเดินหน้าให้ได้สองก้าว เพราะเราเชื่อว่านี่คือหนทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้ประชาธิปไตยยังเดินต่อไปได้ และเรายังมีโอกาสใช้อำนาจรัฐผลักดันนโยบาย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเรา”

 

จุลพันธ์ระบุอีกว่า โลกใบนี้เต็มไปด้วยความหลากหลายทางความคิด ทุกคนไม่ได้คิดเหมือนเรา และไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนเรา เราถึงต้องประคับประคองกันไป เพราะเราต้องอยู่ร่วมกัน เราไม่สามารถผลักใครออกไปได้ และนี่คือความสวยงามของประชาธิปไตย

 

อย่างไรก็ตาม จุลพันธ์ยังระบุอีก ปัญหาหลักของการเมืองไทย หลายคนบอกว่า คอร์รัปชัน ซึ่งใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะปัญหาใหญ่ที่สุดคือรัฐประหารและรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพ เมื่อรัฐบาลไม่สามารถทำงานตามระบอบประชาธิปไตยได้ ประเทศก็เดินหน้าไม่ได้

 

ส่วนที่ทำไมเพื่อไทยไม่ชูเรื่องคอร์รัปชันเป็นนโยบายหลัก หรือเอามืออาชีพที่คิดเก่งเป็นคนดีมาทำงาน จุลพันธ์ ระบุว่า เพราะเราไม่มีไม้บรรทัดวัดความดีของใคร โลกจริงมีทั้งคนดีและคนไม่ดี และเราต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน หลายครั้งไม่ใช่เรื่องคนดี แต่เป็นเรื่องถูกทำให้ดี หลายครั้งไม่ใช่เรื่องคนเลว แต่เป็นเรื่องถูกทำให้เลว

 

สิ่งที่เรายึดคือระบบถ่วงดุลอำนาจ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ตรวจสอบกันและกัน และปล่อยให้ประชาชนลงโทษนักการเมืองด้วยการเลือกตั้ง และประชาธิปไตยจะค่อยๆ เติบโตตามกาลเวลา

 

ส่วนถามว่า ทำไมฐานรากยังเลือกเพื่อไทย เพราะเสียงของเขาถูกได้ยิน พี่น้องในต่างจังหวัดจำนวนมากหาเช้ากินค่ำ บางวันไม่มีเวลามาเล่นโซเชียล ไม่มีพื้นที่จะตะโกนความเดือดร้อนของตัวเอง เพื่อไทยคือความหวังของเขา เพราะนโยบายเคยเปลี่ยนชีวิตเขามาแล้ว

 

จุลพันธ์ ระบุอีกว่า “การลดความเหลื่อมล้ำไม่ใช่การเอาใจใครบางกลุ่ม แต่คือการทำให้ฐานประเทศแข็งแรง เพื่อให้เศรษฐกิจโตอย่างยั่งยืน ถึงน้องๆ Gen Z ผมเข้าใจความโกรธ ความผิดหวัง และความรู้สึกว่ามันช้าเกินไป แต่ขออย่างหนึ่ง อย่าทิ้งประชาธิปไตย อย่าทิ้งการเลือกตั้ง และอย่ายอมรับอำนาจที่ไม่ชอบมาพากล”

 

จุลพันธ์ ระบุทิ้งท้ายว่า “สุดท้ายขอบคุณน้องๆ Gen Z โดยเฉพาะวันที่ปราศรัยใหญ่ที่พารากอน สายตาและพลังในวันนั้น ทำให้ผมรู้ว่า การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนจริงๆ เพื่อไทยกำลังถูกได้ยินจากกลุ่ม Gen Z ขอบคุณจากใจครับ”

 

 


 

เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/

The post เลือกตั้ง 2569 : จุลพันธ์ขอบคุณ #genzforpheuthai เลือกถามมากกว่าเลือกตัดสิน ชี้คนยังโหวตเพื่อไทยเหตุไม่เคยเล่นนอกกติกา appeared first on THE STANDARD.

]]>
จากไมค์สู่เก้าอี้ผู้บริหาร! ‘เนม-ปราการ’ ทายาท S&P ลุยธุรกิจเต็มตัว นำทัพ ‘Wingstop’ ชิงเค้กไก่ทอด 3 หมื่นล้าน https://thestandard.co/name-prakarn-wingstop-chicken-business/ Wed, 28 Jan 2026 03:43:34 +0000 https://thestandard.co/?p=1170417 เนม ปราการ ไรวา ผู้บริหาร Wingstop ประเทศไทย กำลังยืนอยู่ภายในร้าน Wingstop ที่ตกแต่งทันสมัย

13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์ความคึกคักคร […]

The post จากไมค์สู่เก้าอี้ผู้บริหาร! ‘เนม-ปราการ’ ทายาท S&P ลุยธุรกิจเต็มตัว นำทัพ ‘Wingstop’ ชิงเค้กไก่ทอด 3 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เนม ปราการ ไรวา ผู้บริหาร Wingstop ประเทศไทย กำลังยืนอยู่ภายในร้าน Wingstop ที่ตกแต่งทันสมัย

13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์ความคึกคักครั้งใหม่ในย่านสยามสแควร์ เมื่อ ‘วิงสต๊อป’ (Wingstop) แบรนด์ร้านอาหารชื่อดังระดับโลกที่มีเครือข่ายกว่า 3,000 สาขาใน 18 ประเทศ ได้ฤกษ์เปิดตัวสาขาแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ บริเวณชั้น 2 ศูนย์การค้า MBK Center

 

การบุกตลาดไทยในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ เนม – ปราการ ไรวา ซึ่งหลายคนคุ้นเคยในบทบาทนักร้องนำวง Getsunova แต่ในวันนี้ได้ก้าวขึ้นแท่นผู้บริหารธุรกิจเต็มตัวเป็นครั้งแรกกับการเป็น ‘ผู้บริหารแบรนด์วิงสต๊อปประเทศไทย’ หรือ Wingstop Bro ซึ่งนี่อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนักเพราะในอีกด้านหนึ่งตัวปราการเองคือทายาทของเครือ S&P ซึ่งอยู่ในธุรกิจอาหารมานานกว่า 50 ปีด้วยกัน

 

การที่ภาพรวมอุตสาหกรรมไก่ทอดในไทยมีมูลค่าสูงถึง 30,000 ล้านบาท และยังมีอัตราการเติบโตเฉพาะกลุ่มเฉลี่ยปีละ 8 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นเหตุผลที่ทำให้ ปราการ ตัดสินใจลุยในเส้นทางนักธุรกิจหลังใช้เวลาศึกษาวางแผนยาวนานเกือบ 2 ปี เริ่มต้นจากการทำวิจัยและบินไปศึกษาต้นแบบธุรกิจที่สิงคโปร์ เพื่อทำความเข้าใจในแก่นของแบรนด์ ก่อนจะเริ่มฟอร์มทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารเข้ารวมกัน

 

“เป้าหมายของเราในการนำวิงสต๊อปเข้ามาคือการขยายฐานไปสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ อย่าง New Generation หรือ Gen Z เราเชื่อว่า วิงสต๊อปเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งระดับโลกที่คนรุ่นใหม่ในไทยตั้งตาคอยมานานจากกระแสโซเชียลมีเดีย การผสมผสานระหว่างความเก๋าเกมของ S&P และความเป็นแบรนด์ New Gen ของ Wingstop จะสร้างโอกาสความสำเร็จที่เขย่าวงการ Food Industry ในไทยได้อย่างแน่นอน”

 

กลยุทธ์การเลือกทำเลของสาขาแรกที่ MBK Center ยึดหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ประการ คือ ปริมาณผู้คนเดินผ่านต้องสูง (Traffic) แบรนด์ต้องมองเห็นได้ชัดเจนจากจุดเชื่อมต่อต่างๆ (Visibility) และขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมประมาณ 150 ถึง 250 ตารางเมตร เพื่อรองรับระบบบริหารจัดการทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน

 

“MBK Center คือทำเลที่ตอบโจทย์เพราะเป็นจุดหมายปลายทางของทั้งนักท่องเที่ยวและคนไทย จากการทดลองเปิดร้านพบว่าลูกค้าที่พุ่งตัวเข้ามาสอบถามส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เราคาดการณ์สัดส่วนลูกค้าที่สาขานี้ไว้ที่คนไทย 70% และต่างชาติ 30% ซึ่

 

จุดเด่นที่สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนคือปรัชญาที่ว่าแบรนด์ไม่ได้อยู่ในธุรกิจไก่ทอด แต่อยู่ในธุรกิจแห่ง ‘รสชาติ’ (Flavor Business) โดยเน้นการปรุงสดใหม่ทุกออเดอร์หรือ Made to Order ไม่มีการทำทิ้งไว้ล่วงหน้าเหมือนร้าน QSR ทั่วไป เพื่อให้ลูกค้าได้รับรสชาติที่ดีที่สุดจากซอสทั้ง 9 รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

 

นอกจากรสชาติอาหารแล้ว แบรนด์ยังสร้างความแตกต่างผ่านพันธมิตรระดับโลกอย่าง ‘โค้ก’ ด้วยการเปิดตัวเครื่องดื่ม ‘Fanta Fruit Punch’ สีเขียวที่มีจำหน่ายเฉพาะที่วิงสต๊อปเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์

 

สำหรับระบบการทำงานภายในเน้นความเป็นทีมเวิร์กและการบริหารจัดการแบบคนรุ่นใหม่ที่รวดเร็ว (Dynamic) โดยมีการดึงทรัพยากรที่แข็งแกร่งของ S&P ทั้งระบบซัพพลายเชนและโลจิสติกส์มาปรับใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการควบคุมต้นทุนและรักษามาตรฐานคุณภาพ

 

ด้านการจัดการเวลาในครัวมีการนำเทคโนโลยีระบบ ‘KDS’ (Kitchen Display System) มาใช้เพื่อควบคุมระยะเวลาการเสิร์ฟให้คงที่เฉลี่ย 6 ถึง 7 นาทีต่อออเดอร์ หากออเดอร์ใดเริ่มใช้เวลานานเกินกำหนด ระบบจะมีการแจ้งเตือนเพื่อให้ทีมงานเร่งดำเนินการทันทีตามมาตรฐานที่แบรนด์กำหนดไว้ทั่วโลก

 

ปราการยังระบุว่า การทำงานจะอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและตัวเลข แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่เน้นความสนุกและรวดเร็ว แต่ก็ยังยึดถือมาตรฐานการทำงานที่เข้มงวดของ S&P เพื่อให้มั่นใจว่าการขยายสาขาอีก 5 ถึง 6 แห่งภายในปี 2026 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมกับเป้าหมายด้านรายได้ 100 ล้านบาท

 

“ในฐานะที่เติบโตมาในครอบครัวนักธุรกิจ ได้เรียนรู้จากคุณพ่อคุณแม่เสมอว่าเราต้องเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าเรามี Way ในการนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น เราจะสามารถดึงดูดลูกค้าให้กลับมาหาเราได้เสมอ” ปราการ กล่าวทิ้งท้าย

The post จากไมค์สู่เก้าอี้ผู้บริหาร! ‘เนม-ปราการ’ ทายาท S&P ลุยธุรกิจเต็มตัว นำทัพ ‘Wingstop’ ชิงเค้กไก่ทอด 3 หมื่นล้าน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ท่องเที่ยวอาเซียนเปลี่ยนขั้ว จีนเมินไทย – เลี่ยงญี่ปุ่น แห่ไปเที่ยวเวียดนาม แบบไม่ง้อทัวร์ https://thestandard.co/china-shuns-thailand-vietnam-tourism/ Wed, 28 Jan 2026 02:51:09 +0000 https://thestandard.co/?p=1170401 นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินจับจ่ายใน ตลาดเบนถั่น ใจกลาง นครโฮจิมินห์ เวียดนาม

เวียดนามกลายเป็นหมุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวช […]

The post ท่องเที่ยวอาเซียนเปลี่ยนขั้ว จีนเมินไทย – เลี่ยงญี่ปุ่น แห่ไปเที่ยวเวียดนาม แบบไม่ง้อทัวร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินจับจ่ายใน ตลาดเบนถั่น ใจกลาง นครโฮจิมินห์ เวียดนาม

เวียดนามกลายเป็นหมุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวจีน ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเมืองในบางประเทศ รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในเอเชียตะวันออก ส่งผลให้เสน่ห์ของประเทศเพื่อนบ้านทางใต้ของจีนอย่างเวียดนามโดดเด่นขึ้น

 

สะท้อนให้เห็นชัดขึ้น จากภาพบรรยากาศใต้หลังคาทรงสูงในตลาดเบนถั่น ใจกลางนครโฮจิมินห์ซิตี้ ที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินจับจ่าย ท่ามกลางอากาศจะร้อนชื้น แต่ก็มีเสียงเรียกจากพ่อค้าแม่ค้าที่พยายามดึงคนเข้าร้านอย่างคึกคัก ทั้งหมดกลายเป็นภาพสะท้อนของกระแสการท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง

 

หวัง เสวียน นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีน กล่าวว่า จากเดิมแล้วเธอจะชอบเที่ยวในอากาศหนาวจัดในกรุงปักกิ่ง แต่ปีนี้อยากเปลี่ยนบรรยากาศมาเดินตลาดในเวียดนามและได้เลือกเดินทางด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งการซื้อทัวร์ โดยได้วางแผนการเดินทางทั้งหมดผ่านสมาร์ตโฟน ทั้งการจองที่พักผ่านแพลตฟอร์ม Klook จากฮ่องกง และการค้นหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวผ่านแอป Xiaohongshu หรือ Rednote ซึ่งเป็นแอปที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มของชาวจีน

 

เรียกได้ว่าการมาเที่ยวในช่วงปลายเดือนธันวาคมของนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนรายนี้ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เวียดนามทำสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 และก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับนักท่องเที่ยวจีนเป็นครั้งแรก โดยแซงหน้าไทยซึ่งครองตำแหน่งผู้นำมายาวนาน

 

สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามรายงานว่า ในปี 2025 นักท่องเที่ยวชาวจีนขึ้นแท่นเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับหนึ่งของเวียดนาม แซงหน้าเกาหลีใต้ซึ่งครองตำแหน่งดังกล่าวในปี 2024 สอดคล้องกับข้อมูลจาก China Trading Desk ที่ระบุว่า ตลอดปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าเวียดนามราว 5.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 3.7 ล้านคนในปี 2024 ส่งผลให้เวียดนามขยับขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 3 ของนักท่องเที่ยวจีน รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

 

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่นักท่องเที่ยวจีนจำนวนมากเริ่มหลีกเลี่ยงที่จะเดินทางไปประเทศไทย จากความกังวลด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นกรณีนักแสดงจีน หวัง ซิง ถูกลักพาตัวจากไทยไปยังศูนย์หลอกลวงในเมียนมา ในช่วงต้นปี 2025 รวมถึงเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา และความไม่แน่นอนของการเมืองภายในประเทศ ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นก็เผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หลังนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แสดงความกังวลว่า จีนอาจใช้กำลังกับไต้หวัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับปักกิ่ง

 

ในทางกลับกัน เวียดนามกลับได้อานิสงส์จากการเปิดเส้นทางบินใหม่ ควบคู่กับมาตรการยกเว้นวีซ่า และการพัฒนาประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ตั้งแต่ร้านอาหารระดับมิชลิน ไปจนถึงทริปท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมการเที่ยวของชาวจีน โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z นิยมเที่ยวแบบอิสระกันมากขึ้น

 

บิช เฟือง ไกด์ทัวร์ชาวเวียดนามที่มีประสบการณ์ทำงานมากว่า 15 ปี กล่าวว่า แนวโน้มการท่องเที่ยวเปลี่ยนไปมาก โดยนักท่องเที่ยวอายุต่ำกว่า 40 ปีหันมาวางแผนและเดินทางด้วยตนเองมากขึ้น จากเดิมที่นักท่องเที่ยวแบบแบ็กแพ็กส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตก ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวจีนก็เริ่มเดินทางในลักษณะนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่เปิดรับประสบการณ์แปลกใหม่ กล้าลองสิ่งใหม่ ๆ และใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือหลักในการจัดการการเดินทาง และเลือกซื้อทัวร์แบบรายวันตามความต้องการมากกว่าการซื้อแพ็กเกจทัวร์แบบเหมารวม

 

ด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนาม รายงานว่า ในครึ่งแรกของปี 2025 จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น 16% นักท่องเที่ยวให้ความสนใจกับสถาปัตยกรรมยุคฝรั่งเศสและประสบการณ์แปลกใหม่ ซึ่งสะท้อนศักยภาพจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ระหว่างสองประเทศ และความหวังของเวียดนามในการดึงดีมานด์จากประชากรจีนกว่า 1.4 พันล้านคน

 

อย่างไรก็ดี การเติบโตดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความระมัดระวังของสังคมเวียดนาม จากประวัติความตึงเครียดในอดีตกับจีน ไม่ว่าจะเป็นสงครามปี 1979 เหตุปะทะที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ หรือกรณีแท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเลจีนใต้ แต่ความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรม เช่น การฉลองตรุษจีน อาหาร และรากฐานทางพุทธศาสนา กลับกลายเป็นจุดแข็งสำคัญในปัจจุบัน

 

ฝ่าม ไฮ กวินห์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการท่องเที่ยวเอเชียในฮานอย มองว่า นักท่องเที่ยวจีนสามารถปรับตัวเข้ากับเวียดนามได้ง่ายกว่านักท่องเที่ยวตะวันตก แต่ในอีกมิติหนึ่ง ยังเตือนว่า เวียดนามไม่ควรพึ่งพานักท่องเที่ยวจีนมากเกินไป เนื่องจากจีนเคยใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือทางการเมืองมาแล้ว

 

แม้ผลสำรวจ ISEAS ปี 2025 จะพบว่าชาวเวียดนามที่ยอมรับอิทธิพลเศรษฐกิจของจีนเพิ่มขึ้นเป็น 23% แต่ความระมัดระวังยังคงอยู่ โดยเฉพาะในแง่ภาพลักษณ์และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Agoda ระบุว่า การค้นหาที่พักในเวียดนามจากนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นถึง 90% โดยเมืองยอดนิยม ได้แก่ โฮจิมินห์ซิตี้ ฟู้โกว๊ก ฮานอย และดานัง

 

ทั้งนี้ ภาพรวมตลอดปีที่ผ่านมา เวียดนามรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมกว่า 21 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 768 ล้านล้านดอง หรือราว 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อและความผันผวนด้านการค้า แม้ค่าใช้จ่ายต่อทริปของนักท่องเที่ยวจะยังอยู่ในระดับต่ำกว่าไทยหรืออินโดนีเซีย แต่แนวโน้มการใช้จ่ายในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะหมวดอาหารระดับพรีเมียม กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวียดนามในอนาคตได้อย่างชัดเจน

 

ภาพ: Huy Thoai/shutterstock

 

อ้างอิง:

The post ท่องเที่ยวอาเซียนเปลี่ยนขั้ว จีนเมินไทย – เลี่ยงญี่ปุ่น แห่ไปเที่ยวเวียดนาม แบบไม่ง้อทัวร์ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Dry Dating: เดตแบบไม่พึ่งแอลกอฮอล์ เพื่อ ‘อยู่กับความจริง’ มากขึ้น https://thestandard.co/life/dry-dating-no-alcohol-reality/ Wed, 28 Jan 2026 01:56:04 +0000 https://thestandard.co/?p=1170371 คู่รักกำลังเดตกันโดยไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อการทำความรู้จักที่จริงใจและอยู่กับปัจจุบัน

หลายคนเวลาไปเดต ถ้าไม่มีไวน์สักแก้วหรือค็อกเทลสวยๆ บนโต […]

The post Dry Dating: เดตแบบไม่พึ่งแอลกอฮอล์ เพื่อ ‘อยู่กับความจริง’ มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
คู่รักกำลังเดตกันโดยไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อการทำความรู้จักที่จริงใจและอยู่กับปัจจุบัน

หลายคนเวลาไปเดต ถ้าไม่มีไวน์สักแก้วหรือค็อกเทลสวยๆ บนโต๊ะ ก็คงไปไม่เป็น เพราะแอลกอฮอล์มักถูกใช้เป็นสิ่งที่ช่วยละลายพฤติกรรม กลบความประหม่า และทำให้เดตแรกที่แสนจะกระอักกระอ่วนดูไหลลื่นขึ้นมาทันตาเห็น แต่บอกเลยว่าเดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไปแล้วนะ เอาเป็นว่าคนยุคนี้เริ่มฉุกคิดได้แล้วว่า ถ้าเราต้องพึ่งเครื่องดื่มเพื่อให้กล้าคุยกับใครสักคน นั่นคือเรากำลังตกหลุมรักเขาจริงๆ หรือแค่กำลังตกหลุมรักบรรยากาศในแก้วนั้นกันแน่

 

นี่คือที่มาของเทรนด์ Dry Dating ที่กำลังฮอตฮิตในหมู่ Gen Z ทั่วโลก มันไม่ใช่การแอนตี้แอลกอฮอล์แบบเคร่งครัดอะไรขนาดนั้นหรอกนะ แต่มันคือการเลือกอย่างตั้งใจ ที่จะทำความรู้จักกันในเวอร์ชันที่ Real ที่สุด

 

ทำไม Dry Dating ถึงเป็นทางเลือกที่หลายคนชอบมากกว่า?

 

  • เมื่อไม่มีแอลกอฮอล์มาช่วยกลบความเขิน ทุกอย่างก็เคลียร์ บทสนทนาที่เกิดขึ้นจะสะท้อนตัวตนจริงๆ ไม่ใช่ความกล้าแบบปลอมๆ ที่มาจากฤทธิ์เหล้า ถ้าหัวเราะ ก็คือขำจริง ถ้าเงียบ ก็คือเงียบจริง และความเงียบนั้นแหละที่จะเป็นพื้นที่ให้เราได้ เช็กความรู้สึก ตัวเองว่าเราคลิกกับคนตรงหน้าจริงไหม

 

  • หลายคนพอสร่างเมาแล้วถึงเพิ่งรู้ตัวว่า คนนี้ไม่ใช่ แต่ Dry Dating จะช่วยประหยัดเวลาชีวิตคุณได้มาก เพราะมันทำให้คุณเห็น Red Flags หรือ Green Flags ได้ตั้งแต่วินาทีแรก คุณจะรู้ทันทีว่าที่คุณรู้สึกดี เป็นเพราะ Energy ของเขา หรือเพราะบรรยากาศมันพาไป

 

  • การยอมรับความประหม่า และเผยความเปราะบางออกมาโดยไม่มีตัวช่วย คือความมั่นใจอีกระดับหนึ่งที่ทำให้เราเห็นพลังงานของอีกฝ่ายชัดขึ้น และตัดสินใจได้เลยว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้ แบบไม่ต้องรอให้ตื่นมาเช็กแชตตอนเช้าแล้วต้องอุทานว่า ฉันทำอะไรลงไป

 

  • ยุคนี้ความโรแมนติกอาจไม่ได้วัดกันที่แสงไฟสลัวหรือแก้วไวน์หรูๆ อีกต่อไป แต่มันคือการ นั่งอยู่ตรงหน้ากัน ด้วยสติที่ครบถ้วนและความจริงใจต่อกัน เพื่อสัมผัสให้ได้ว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้นมันคือของจริง เพราะการเดตที่ไม่ต้องมีแอลกอฮอล์เป็นตัวช่วย คือการเลือกความจริงใจมากกว่าความสนุก และถือเป็นการให้เกียรติทั้งหัวใจของตัวเองและหัวใจของคนตรงหน้าไปพร้อมกัน

 

คู่รักกำลังเดตกันโดยไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อการทำความรู้จักที่จริงใจและอยู่กับปัจจุบัน 1คู่รักกำลังเดตกันโดยไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อการทำความรู้จักที่จริงใจและอยู่กับปัจจุบัน 2คู่รักกำลังเดตกันโดยไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อการทำความรู้จักที่จริงใจและอยู่กับปัจจุบัน 3คู่รักกำลังเดตกันโดยไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อการทำความรู้จักที่จริงใจและอยู่กับปัจจุบัน 4คู่รักกำลังเดตกันโดยไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อการทำความรู้จักที่จริงใจและอยู่กับปัจจุบัน 5คู่รักกำลังเดตกันโดยไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อการทำความรู้จักที่จริงใจและอยู่กับปัจจุบัน 6คู่รักกำลังเดตกันโดยไม่ดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อการทำความรู้จักที่จริงใจและอยู่กับปัจจุบัน 7

The post Dry Dating: เดตแบบไม่พึ่งแอลกอฮอล์ เพื่อ ‘อยู่กับความจริง’ มากขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
จงเป็นเสาหลักที่พึ่งพาได้ แต่ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง ศิลปะการเป็นผู้นำในวันที่คนทำงานไม่ไหวจะทน https://thestandard.co/supportive-leadership-employee-well-being/ Mon, 26 Jan 2026 14:10:15 +0000 https://thestandard.co/?p=1169813

ทุกวันนี้ พนักงานจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า ‘สิ่งที่ […]

The post จงเป็นเสาหลักที่พึ่งพาได้ แต่ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง ศิลปะการเป็นผู้นำในวันที่คนทำงานไม่ไหวจะทน appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทุกวันนี้ พนักงานจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า ‘สิ่งที่ทำ’ คุ้มกับ ‘สิ่งที่เสีย’ หรือไม่ โดยเฉพาะสุขภาพจิตในวันที่โลกหมุนเร็วจนหัวใจตามไม่ทัน ความปลอดภัยที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยความกังวล เช่น AI จะมาแทนที่เมื่อไหร่ เศรษฐกิจจะพังลงตอนไหน

 

ท่ามกลางพายุเหล่านี้ สิ่งที่พนักงานต้องการอาจไม่ใช่หัวหน้าที่เก่งที่สุด แต่คือผู้นำที่เป็น ‘ที่พึ่งทางใจ’ และเป็นพื้นที่หายใจสุดท้ายในวันที่ทุกอย่างดูไม่น่าไว้วางใจ

 

🟡 ทำไมคนทำงานยุคนี้ถึงพร้อม ‘ปิดสวิตช์’ ตัวเองตลอดเวลา

 

Edelman Trust Barometer 2026 รายงานว่า โลกกำลังเผชิญ ‘วิกฤตความเงียบ’ ที่น่าเป็นห่วง คนกว่า 70% เลือกจะไม่แสดงความเห็น ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เพราะ ‘เหนื่อย’ ที่ต้องอธิบายตัวตนในสังคมที่ความเชื่อใจพังทลาย

 

McKinsey Health Institute พบว่า Gen Z มีระดับสุขภาวะจิตใจต่ำที่สุดใน 26 ประเทศ ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตมากกว่ารุ่นก่อน จึงกล้าพูดถึงความทุกข์ได้เร็วกว่า และยังต้องรับมือกับ ‘Poly-crisis Anxiety’ ทั้งเศรษฐกิจผันผวน ภูมิอากาศวิกฤต และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็วแบบไม่รอใคร

 

เมื่อสถาบันหลักพึ่งพาไม่ได้ ‘ที่ทำงาน’ จึงกลายเป็นปราการสุดท้ายที่พนักงานยังเหลือไว้สำหรับความเชื่อใจ

 

🟡 ทีมท้อใจ ผู้นำทำไงต่อ

 

ในวันที่ทีมเริ่มไปต่อไม่ไหว ผู้นำต้องเปลี่ยนจาก ‘คนสั่ง’ เป็น ‘โช้คอัพ’ ที่ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือน ผ่านแนวคิด Adaptive Leadership หรือ ‘ภาวะผู้นำเชิงปรับตัว’ ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์ด้วยการมีคำตอบทุกข้อ แต่ด้วยการชวนทีมตั้งคำถาม กล้าปรับเปลี่ยน และเรียนรู้ไปด้วยกัน เพราะบางครั้งสิ่งที่ทีมต้องการไม่ใช่คำสั่ง แต่คือความชัดเจน การฟัง และความเชื่อใจที่ไม่แค่แก้ปัญหาทางเทคนิค แต่เข้าใจความเปราะบางทางอารมณ์ไปพร้อมกัน

 

สิ่งสำคัญคือการ ‘คืนงานให้พนักงาน’ (Give the work back) อย่างเหมาะสม ให้พวกเขายังรู้สึกมีอำนาจในการตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงเบี้ยที่ต้องรอคำสั่ง ผู้นำที่ดีจะรักษาความตึงเครียดในทีมให้ พอดี ไม่เร่งจนตื่นตระหนก ไม่เฉยชาจนหมดไฟ

 

🟡 เปลี่ยนผู้นำธรรมดาให้เป็นเสาหลัก ด้วยโมเดล SCARF

 

สมองมนุษย์ตีความ ‘ความไม่ยุติธรรม’ เหมือนการถูกทำร้ายร่างกาย SCARF Model จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเป็นที่พึ่งทางใจ:

 

🔸 S – Status (ทำให้เขามีตัวตน): หมั่นให้ Feedback ชื่นชมสิ่งเล็กน้อย เพื่อย้ำว่า “คุณสำคัญกับทีม”

 

🔸 C – Certainty (สร้างความชัดเจน): ลดความกลัวด้วยการสื่อสารอย่างโปร่งใส แม้ไม่รู้ทุกอย่าง ก็บอกตรงๆ ได้

 

🔸 A – Autonomy (ให้อิสระที่อุ่นใจ): มอบอำนาจในขอบเขตที่เหมาะสม ให้เขาควบคุมงานได้ โดยมีคุณเป็น ‘ตาข่ายรองรับ’

 

🔸 R – Relatedness (สร้างความเชื่อมโยง): เปลี่ยน ‘ฉัน’ เป็น ‘เรา’ สร้างเป้าหมายร่วมที่เชื่อมคนหลากหลายให้กลายเป็นทีมเดียวกัน

 

🔸 F – Fairness (ยุติธรรมเสมอ): ตัดสินใจอย่างโปร่งใส เพราะความรู้สึกไม่ยุติธรรมคือชนวนให้พนักงานลาออกทางใจ

 

ในปี 2026 คนทำงานไม่ได้ต้องการหัวหน้าที่รู้ทุกอย่าง แต่ต้องการหัวหน้าที่เป็นเหมือน ‘นั่งร้าน’ ให้พวกเขาพิงพักในวันที่โลกเปราะบาง หากองค์กรใดสร้างที่แบบนี้ได้ ไม่ใช่แค่จะได้งานที่ดี แต่จะได้ ‘ใจ’ ของคนทำงานเป็นรากฐานที่มั่นคงที่สุดในอนาคต

 

#TheSecretSauce

The post จงเป็นเสาหลักที่พึ่งพาได้ แต่ไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง ศิลปะการเป็นผู้นำในวันที่คนทำงานไม่ไหวจะทน appeared first on THE STANDARD.

]]>
เจาะลึก ‘Rental Economy’ ทำไมคนรุ่นใหม่เลือก ‘เช่า’ มากกว่า ‘ซื้อ’ และโอกาสทองของธุรกิจยุคใหม่ https://thestandard.co/rental-economy-explained/ Mon, 26 Jan 2026 07:45:53 +0000 https://thestandard.co/?p=1169589 ภาพประกอบบทความเศรษฐกิจการเช่า (Rental Economy) ที่คนรุ่นใหม่นิยมเช่ามากกว่าซื้อและโอกาสทางธุรกิจ

ในอดีตสำหรับคนรุ่น Baby Boomer, Gen X หรือ Gen Y ความมั […]

The post เจาะลึก ‘Rental Economy’ ทำไมคนรุ่นใหม่เลือก ‘เช่า’ มากกว่า ‘ซื้อ’ และโอกาสทองของธุรกิจยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพประกอบบทความเศรษฐกิจการเช่า (Rental Economy) ที่คนรุ่นใหม่นิยมเช่ามากกว่าซื้อและโอกาสทางธุรกิจ

ในอดีตสำหรับคนรุ่น Baby Boomer, Gen X หรือ Gen Y ความมั่นคงในชีวิตมักถูกผูกติดอยู่กับการเป็นเจ้าของทรัพย์สินชิ้นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือรถยนต์ แต่สำหรับโลกยุคปัจจุบัน ‘การครอบครอง’ อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสำเร็จอีกต่อไป เมื่อคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับ ‘การเข้าถึง’ มากกว่าการเป็นเจ้าของ ก่อให้เกิดเทรนด์เศรษฐกิจที่น่าจับตามองอย่าง ‘Rental Economy’ หรือ เศรษฐกิจการเช่า ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

ชญานิศ สมสุข นักวิเคราะห์จากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ถึงเบื้องหลังพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โอกาสทางธุรกิจ และความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องรับมือ

 

ทั้งนี้จาก ‘สัญลักษณ์ความสำเร็จ’ สู่ ‘ความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต’ หากลองสำรวจดูในปัจจุบัน คำถามที่ว่า ‘ชุดที่ใส่ไปงานแต่งครั้งล่าสุดซื้อหรือเช่า’ หรือ ‘กล้อง Action Camera สำหรับทริปดำน้ำ 3 วัน ซื้อมาเก็บหรือเช่าแค่ช่วงที่ใช้?” คำตอบของคำถามเหล่านี้กำลังเปลี่ยนไป

 

ชญานิศชี้ให้เห็นว่า Mindset ของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z เปลี่ยนไปจากเดิมที่มองว่าการมีบ้าน มีรถ หรือมีของใช้เยอะๆ คือสัญลักษณ์ของความมั่นคง แต่คนรุ่นใหม่มองว่า การเข้าถึงสำคัญกว่าการเป็นเจ้าของ’ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 4 ประการ ได้แก่

 

  • ความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Flexibility) การเช่าช่วยให้เข้าถึงสินค้าคุณภาพสูงได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในครั้งเดียว เช่น สินค้าหลักหมื่นอาจจ่ายค่าเช่าเพียงหลักพันเพื่อใช้งานชั่วคราว
  • ความสะดวกสบาย (Convenience) หมดกังวลเรื่องการดูแลรักษา การจัดเก็บ หรือการกำจัดซากเมื่อเลิกใช้ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในคอนโดมิเนียมที่มีพื้นที่จำกัด,
  • ความทันสมัย (Keep up to date) สินค้าเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงเร็ว การเช่าทำให้ได้ใช้รุ่นล่าสุดเสมอโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการตกรุ่น
  • ความยั่งยืน (Sustainability) การเช่าช่วยยืดอายุการใช้งานสินค้า ลดการผลิตใหม่ และลดขยะ ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์รักษ์โลกของคนรุ่นใหม่

 

ตลาดเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์โตวันโตคืน ข้อมูลจาก SCB EIC ระบุว่า มูลค่าการเช่าสินค้าไลฟ์สไตล์ของโลกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยราว 21% ต่อปีในช่วงปี 2022-2026 โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ เครื่องมือช่างและอุปกรณ์ DIY เนื่องจากมีราคาสูงแต่ใช้งานไม่บ่อย รองลงมาคือสินค้ากลุ่มงานอดิเรก วิดีโอเกม และกลุ่มแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า Accessories ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ราว 22%

 

ภาพประกอบบทความเศรษฐกิจการเช่า (Rental Economy) ที่คนรุ่นใหม่นิยมเช่ามากกว่าซื้อและโอกาสทางธุรกิจ 1

 

สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจผู้บริโภคกว่า 2,300 คน พบว่าสินค้าที่คนไทยนิยมเช่ามากที่สุดคือ

 

  • อันดับ 1 สินค้าแฟชั่น หรือมีสัดส่วน 62%
  • อันดับ 2 อุปกรณ์จัดงาน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องเสียง
  • อันดับ 3 อุปกรณ์กีฬาและสินค้าเทคโนโลยี ที่มีราคาสูง

 

ภาพประกอบบทความเศรษฐกิจการเช่า (Rental Economy) ที่คนรุ่นใหม่นิยมเช่ามากกว่าซื้อและโอกาสทางธุรกิจ 2

 

เหตุผลหลักที่ผู้บริโภคเลือกเช่าคือ ความคุ้มค่าในการใช้เงิน ประหยัดค่าใช้จ่ายในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และต้องการลดภาระการจัดเก็บและการดูแลรักษา,

 

โมเดลธุรกิจ ‘Subscription’ โอกาสใหม่ที่น่าจับตา เทรนด์ Rental Economy ไม่ใช่เพียงทางเลือกของผู้บริโภค แต่คือ “โอกาสทางธุรกิจ” ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวสู่โมเดล Hybrid คือขายควบคู่กับการให้เช่า หรือใช้โมเดล Subscription หรือ ระบบสมาชิก เพื่อสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ

 

ชญานิศ ยกตัวอย่างความสำเร็จของ ‘Nuuly’ แพลตฟอร์มเช่าเสื้อผ้าในเครือ Urban Outfitters สหรัฐอเมริกา ที่คิดค่าบริการสมาชิก 98 ดอลลาร์ต่อเดือน แลกกับการเช่าสินค้าได้ 6 ชิ้น ซึ่งประหยัดกว่าค่าใช้จ่ายซื้อเสื้อผ้าเฉลี่ยของคนอเมริกัน โมเดลนี้ทำให้ Nuuly มีรายได้ในปี 2024 มากกว่า 378 ล้านดอลลาร์ มีกำไร 13 ล้านดอลลาร์ และมีสมาชิกกว่า 300,000 คน

 

นอกจากรายได้แล้ว ประโยชน์ที่ธุรกิจจะได้รับคือ การจัดการสต๊อกสินค้า ที่มีประสิทธิภาพ สินค้าตกรุ่นยังสามารถสร้างรายได้ซ้ำๆ และที่สำคัญคือ การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึก (Data Insight) ของลูกค้าจากการลงทะเบียนเช่า ซึ่งละเอียดกว่าการขายขาด ทำให้สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้าได้แม่นยำยิ่งขึ้น

 

อุปสรรคที่ต้องก้าวข้าม ราคาและความสะอาด แม้แนวโน้มจะสดใส แต่ธุรกิจเช่าก็ยังมีความท้าทาย โดยเฉพาะเรื่อง ‘ราคาเช่า’ ที่ผู้บริโภคมองว่าสูงเกินไปเมื่อเทียบกับราคาซื้อตอนโปรโมชั่น รวมถึงความกังวลเรื่องต้นทุนแฝง และ สุขอนามัย

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลระบุว่าผู้ที่เคยใช้บริการเช่าแล้วเกือบ 90% มีแนวโน้มจะเช่าซ้ำ แสดงให้เห็นว่าหากผู้บริโภคได้ลองเปิดใจจะเกิดความพึงพอใจ ขณะที่คนที่ไม่เคยเช่าอีกกว่า 62% ก็สนใจที่จะทดลองเช่าในอนาคต โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี

 

ภาพประกอบบทความเศรษฐกิจการเช่า (Rental Economy) ที่คนรุ่นใหม่นิยมเช่ามากกว่าซื้อและโอกาสทางธุรกิจ 3

 

ชญานิศ สรุปทิ้งท้ายว่า Rental Economy ไม่ใช่กระแสชั่วคราว แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคที่เน้นการเข้าถึงมากกว่าการครอบครองอย่างแท้จริง ซึ่งนำไปสู่สถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ทุกฝ่าย (Win-Win Situation)

 

  • ผู้บริโภค ได้ความยืดหยุ่นและความสะดวก
  • ผู้ประกอบการ ได้โอกาสธุรกิจใหม่และข้อมูลลูกค้า
  • สังคม ได้ความยั่งยืนจากการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

 

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเจาะตลาดนี้ กุญแจสำคัญคือการสร้างความโปร่งใสเรื่องราคา รักษามาตรฐานความสะอาด และสร้างความสะดวกสบายในการรับ-ส่งสินค้า เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

The post เจาะลึก ‘Rental Economy’ ทำไมคนรุ่นใหม่เลือก ‘เช่า’ มากกว่า ‘ซื้อ’ และโอกาสทองของธุรกิจยุคใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“ทุกวันนี้ฉันพยายามมองตัวเองอย่างเป็นกลางที่สุด” Han So Hee เปิดใจถึงการถูกสาธารณชนจับจ้องและโดนข่าวโจมตี https://thestandard.co/han-so-hee-reflects-on-public-scrutiny-and-growth/ Mon, 26 Jan 2026 00:58:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1169315 han-so-hee-reflects-on-public-scrutiny-and-growth

Han So Hee นักแสดงคนดังวัย 32 ปี เปิดใจถึงการเติบโตและท […]

The post “ทุกวันนี้ฉันพยายามมองตัวเองอย่างเป็นกลางที่สุด” Han So Hee เปิดใจถึงการถูกสาธารณชนจับจ้องและโดนข่าวโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
han-so-hee-reflects-on-public-scrutiny-and-growth

Han So Hee นักแสดงคนดังวัย 32 ปี เปิดใจถึงการเติบโตและทัศนคติที่เปลี่ยนไป จากเมื่อครั้งที่ตกเป็นข่าวใหญ่และถูกจับจ้องจับผิดโดยประชาชนคนสาธารณะในทุกย่างก้าว

 

ระหว่างโปรโมตภาพยนตร์เรื่องใหม่อย่าง Project Y ทาง Han So Hee ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการตกเป็นข่าวฉาวบ่อยครั้ง และยังเคยถูกกระแสโจมตีอย่างหนักจากประเด็นเกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย โดยเธอเผยถึงความคิดและทัศนคติของตัวเองที่แตกต่างจากเมื่อ 2 ปีก่อน และเธอก็ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อแฟนคลับที่ส่วนใหญ่เป็นเด็กสาววัย Gen-Z ว่า

 

“ฉันคิดว่าการโดนอะไรแบบนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในอาชีพนี้ เมื่อก่อนฉันพยายามอย่างหนักที่จะเปิดรับทุกความคิดเห็นจากสาธารณะในหลากหลายแง่มุม และ 10 คนก็ไม่ได้คิดแบบเดียวกัน มีหลายอย่างที่ฉันอาจมองข้ามไป แต่แทนที่ฉันจะปล่อยผ่านให้เป็นเพียงเสียงวิจารณ์ที่ไม่ต้องไปใส่ใจ ฉันกลับพยายามเก็บทุกอย่างมาคิดและพิจารณาว่าบางความเห็นอาจเป็นฟีดแบ็กที่มีประโยชน์จริงๆ ก็ได้”

 

ปัจจุบัน Han So Hee มีทัศนคติต่อการถูกสาธารณชนจับจ้องที่เปลี่ยนไปแล้ว เธออธิบายว่า “แต่ก่อนกับตอนนี้มันแตกต่างกัน เมื่อก่อนนั้นฉันสำรวจของตัวเองอย่างละเอียดถี่ถ้วนจนอาจเรียกได้ว่ามากเกินไปด้วยซ้ำ ฉันถามตัวเองอยู่ตลอดว่าทำไมฉันถึงมีความคิดแบบนั้นแบบนี้ หรือทำไมฉันถึงได้รับความสนใจในลักษณะนี้ ฉันมองตัวเองจากมุมมองส่วนตัวมากๆ

 

“ในทางหนึ่งการได้รับความสนใจจากสาธารณชนก็อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะหลายคนต้องการความสนใจแบบนั้น และฉันก็ได้สิ่งนั้นมาแล้ว แต่เมื่อไรก็ตามที่มีเสียงวิจารณ์หรือการตัดสินเกิดขึ้น ฉันจะได้ยินเสียงตอบรับเหล่านั้นอย่างชัดเจนมาก ทุกวันนี้ฉันจึงพยายามมองตัวเองอย่างเป็นกลางที่สุด ฉันหันไปทำสิ่งที่ต้องพัฒนาตัวเอง ปล่อยวางสิ่งที่ไม่จำเป็น และเรียนรู้วิธียอมรับเรื่องเหล่านั้นให้ง่ายดายมากขึ้น ฉันคิดว่ามันสิ่งที่ฉันต้องทน ด้วยธรรมชาติของอาชีพฉันน่ะ”

 

ภาพ: Claudio Lavenia/Getty Images

อ้างอิง

The post “ทุกวันนี้ฉันพยายามมองตัวเองอย่างเป็นกลางที่สุด” Han So Hee เปิดใจถึงการถูกสาธารณชนจับจ้องและโดนข่าวโจมตี appeared first on THE STANDARD.

]]>
Trip.com Group เผย ‘ญี่ปุ่น-เกาหลี-ไทย’ ครองแชมป์ Top 3 จุดหมายที่คนทั่วโลกอยากมาที่สุดปี 2569 ด้าน ‘Entertainment Tourism’ ฮิตใน Gen Z https://thestandard.co/trip-com-group-2026-travel-trends/ Mon, 26 Jan 2026 00:53:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1169312 ภาพกราฟิกแสดงแผนที่โลกพร้อมสัญลักษณ์การท่องเที่ยวและธงชาติญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย ลอยเด่นสื่อถึงจุดหมายยอดนิยมในรายงาน Trip.com Group ปี 2569

Trip.com Group ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มการท่องเที่ยวประจ […]

The post Trip.com Group เผย ‘ญี่ปุ่น-เกาหลี-ไทย’ ครองแชมป์ Top 3 จุดหมายที่คนทั่วโลกอยากมาที่สุดปี 2569 ด้าน ‘Entertainment Tourism’ ฮิตใน Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงแผนที่โลกพร้อมสัญลักษณ์การท่องเที่ยวและธงชาติญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไทย ลอยเด่นสื่อถึงจุดหมายยอดนิยมในรายงาน Trip.com Group ปี 2569

Trip.com Group ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มการท่องเที่ยวประจำปี 2569 ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมการเดินทางทั่วโลก โดยรวบรวมข้อมูลจากการจองและพฤติกรรมการค้นหา เพื่อวิเคราะห์ถึงจุดหมายปลายทางยอดนิยมและปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจ ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือสามประเทศเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศไทย ครองแชมป์จุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสนใจสูงสุด

 

จากฐานข้อมูลการจองในปี 2569 ยืนยันได้ว่า ‘ญี่ปุ่น’ ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในฐานะจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของโลกไว้อย่างเหนียวแน่น นอกจากนี้ยังติดอันดับ Top 3 ของประเทศที่นักท่องเที่ยวจากอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และประเทศไทย เลือกเดินทางไปเยือนมากที่สุด โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่าง ‘โตเกียว’ และ ‘โอซาก้า’ ที่คาดว่าจะติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติวางแผนจะไปเยือนในปีนี้

 

นอกจากญี่ปุ่นแล้ว จุดหมายปลายทางอื่นๆ ที่อยู่ในกระแสความนิยมของการเดินทางปี 2569 ได้แก่ จีน ประเทศไทย, สหราชอาณาจักร และเวียดนาม เมื่อวิเคราะห์กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักพบว่าเป็นกลุ่ม ‘มิลเลนเนียล’ หรือผู้ที่มีอายุระหว่าง 29-44 ปี ซึ่งมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณการจองทั้งหมด รองลงมาคือกลุ่ม Gen Z อายุ 15-28 ปี ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

 

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการกลับมาของ ‘จีน’ ที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางมาแรงด้วยอัตราการเติบโตด้านการท่องเที่ยวที่สูงที่สุดในปี 2569 โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคาดการณ์ว่ายอดการจองตั๋วเครื่องบินจากภูมิภาคนี้จะเติบโตในระดับสามหลักเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย, สิงคโปร์ และประเทศไทย เป็นกลุ่มหลักที่เดินทางเข้าสู่จีนมากที่สุด

 

ในส่วนของเมืองยอดนิยมในจีน เมืองเศรษฐกิจอย่าง เซี่ยงไฮ้, กว่างโจว และเฉิงตู ยังคงได้รับความนิยมสูง ขณะที่เมืองท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์อย่าง ปักกิ่ง, ฮาร์บิน, ฉงชิ่ง, เซินเจิ้น และซีอาน ก็มีแนวโน้มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเติบโตของการจองตั๋วเครื่องบินจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในหลากหลายมิติ

 

กระแสความสนใจในภูมิภาคเอเชียยังขยายตัวไปถึงนักท่องเที่ยวฝั่งยุโรป โดยพบว่า จีน, ญี่ปุ่น, ประเทศไทย และตุรกี กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในปี 2569 นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มเดินทางไปจีนจนติดอันดับ Top 10 ของกลุ่มที่เดินทางไปเยือนมากที่สุด ในขณะที่ประเทศไทยและตุรกีสามารถครองใจนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันได้เป็นอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ

 

รูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อความบันเทิงยังคงเป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญ โดย ‘สวนสนุก’ ระดับโลกอย่าง Shanghai Disneyland Resort, Hong Kong Disneyland และ Universal Studios Japan ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวทั่วเอเชีย นอกจากนี้ สถานที่ท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์และกิจกรรมบันเทิงรูปแบบต่างๆ ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้

 

กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมป๊อปและศิลปินระดับโลกกลายเป็นจุดหมายใหม่ของการเดินทาง อาทิ สตูดิโอถ่ายทำ Harry Potter หรือคอนเสิร์ต K-pop ของศิลปินอย่าง SEVENTEEN และ TAEMIN รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวจากแฟรนไชส์ดัง เช่น Jurassic World: The Experience ในประเทศไทย และนิทรรศการ EVANGELION Anniversary Exhibition ในกรุงโตเกียว ล้วนอยู่ในแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยว

 

ความสนใจในมหรสพและการแสดงระดับโลกก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรง ไม่ว่าจะเป็นละครเวที Aladdin the Musical หรือการแสดง Broadway ในนครนิวยอร์ก รวมถึงความบันเทิงสุดล้ำอย่าง The Sphere ในลาสเวกัส และการแสดงน้ำประกอบแสงสีเสียงอย่าง The House of Dancing Water ในมาเก๊า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ความบันเทิงที่หาชมได้ยาก

 

เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการผจญภัยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเยอรมนี ประเทศนิวซีแลนด์และจีนได้รับความสนใจมากขึ้นจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น Milford Sound และ Glowworm Caves ในนิวซีแลนด์ รวมถึง Wulong Karst ในจีน ที่ดึงดูดผู้รักธรรมชาติให้เดินทางไปสัมผัสความยิ่งใหญ่

 

สำหรับนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติในจีนได้รับความนิยมสูงเป็นพิเศษ เช่น Chimelong Safari Park, ภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang), ปี้เผิงโกว (Bipenggou) และอุทยานแห่งชาติหวงหลงในมณฑลเสฉวน สถานที่เหล่านี้ตอบโจทย์นักเดินทางที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติที่สมบูรณ์และความแปลกใหม่ของภูมิประเทศที่แตกต่างจากบ้านเกิด

 

ในฝั่งยุโรป นักท่องเที่ยวยังคงให้ความสำคัญกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ สถานที่สำคัญอย่าง พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในปารีส, มหาวิหารซากราดา ฟามีเลีย ในบาร์เซโลนา และมหาวิหาร Grossmünster ในซูริค ยังคงติดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวที่มีการจองสูงสุดในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงมนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่ยังคงดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก

 

รูปแบบการเดินทางด้วยรถไฟและเรือสำราญก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม เช่น นักท่องเที่ยวชาวเวียดนามที่ให้ความสนใจกับรถไฟสาย Arashiyama Sagano ในญี่ปุ่นมากขึ้น ในขณะที่เรือสำราญหรูอย่าง Royal Princess Cruise และ Opulence Cruise กลายเป็นตัวเลือกการพักผ่อนที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน

 

ความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมทำให้นักท่องเที่ยวหันมาให้ความสำคัญกับการเดินทางที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น โดยตั้งแต่ Trip.com Group เริ่มแสดงสัญลักษณ์กำกับด้านการลดการปล่อยคาร์บอน ยอดจองรถเช่าไฟฟ้าในนอร์เวย์ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น, ไทย, สหรัฐฯ, เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

 

สถิติการเดินทางเมื่อสิ้นปี 2568 พบว่านักท่องเที่ยวทั่วโลกมีการเดินทางไปต่างประเทศเฉลี่ย 2.4 เที่ยวบินต่อคน และใช้เวลาบินเฉลี่ย 4.6 ชั่วโมงต่อเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นกลุ่มที่เดินทางบ่อยที่สุดด้วยค่าเฉลี่ยมากกว่า 3 เที่ยวบินต่อคนต่อปี ขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปใช้เวลาเดินทางบนเครื่องบินนานที่สุดเพื่อข้ามทวีปมายังเอเชีย

The post Trip.com Group เผย ‘ญี่ปุ่น-เกาหลี-ไทย’ ครองแชมป์ Top 3 จุดหมายที่คนทั่วโลกอยากมาที่สุดปี 2569 ด้าน ‘Entertainment Tourism’ ฮิตใน Gen Z appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนด์แต่งหน้ายุค 2016 กำลังยึดหน้าฟีด เพราะ Gen Z กำลังโหยหาความสนุกในอดีต https://thestandard.co/2016-makeup-trend-gen-z-fun/ Mon, 19 Jan 2026 04:38:35 +0000 https://thestandard.co/?p=1166667 เทรนด์แต่งหน้ายุค 2016 กำลังยึด หน้าฟีด เพราะ Gen Z กำลังโหยหาความสนุกในอดีต

ใครที่เริ่มเบื่อกับลุค Clean Girl งานผิวใสจนแทบจะเห็นรู […]

The post เทรนด์แต่งหน้ายุค 2016 กำลังยึดหน้าฟีด เพราะ Gen Z กำลังโหยหาความสนุกในอดีต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เทรนด์แต่งหน้ายุค 2016 กำลังยึด หน้าฟีด เพราะ Gen Z กำลังโหยหาความสนุกในอดีต

ใครที่เริ่มเบื่อกับลุค Clean Girl งานผิวใสจนแทบจะเห็นรูขุมขน หรือเทรนด์มินิมอลที่แต่งหน้าเหมือนไม่ได้แต่งกันบ้างไหม? บอกเลยว่าคุณไม่ได้รู้สึกเบื่อไปเองคนเดียว เพราะตอนนี้สัญญาณแห่งความปังฉบับย้อนยุคกำลังมาใหม่กับเทรนด์แต่งหน้าปี 2016 ที่คัมแบ็กกลับมาทวงบัลลังก์อย่างเป็นทางการอีกครั้งในพ.ศ.นี้

 

หลังจากที่เราอยู่กับเทรนด์งานผิวธรรมชาติ ลิปกลอสสีนู้ด และคิ้วฟูๆ กันมานาน ตอนนี้เหล่าบิวตี้เลิฟเวอร์เริ่มโหยหาความสนุกและความจัดเต็มของเมกอัพกันอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคิ้วที่คมกริบ วิธีคัดเบ้าตาแบบ Cut Crease หรือทาปากแมตต์สีตุ่นๆ (Mauve) ในตำนานแบบสาว Instagram Baddie เหมือนยุคที่เทรนด์แต่งหน้าแบบ Kylie Jenner มาแรงมากๆ เมื่อ 10 ปีก่อน

 

เทรนด์นี้แม้แต่แบรนด์ปังๆ เขาก็ขยับตัวกันแล้ว อย่าง Huda Beauty ที่เพิ่งปล่อยไอเท็มใหม่ Blush Filter Palette ก็ Sold Out ในไทยอย่างรวดเร็ว หรือ Make Up For Ever ที่มีผลิตภัณฑ์ยอดนิยมอย่าง HD Skin Face Essentials Palette ก็เป็นพาเลตต์ที่ใช้เตรียมผิวสำหรับแต่งหน้าแน่นจัดเต็มได้อย่างสุดฟิน ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือตัวแม่แห่งยุคอย่าง Kylie Jenner ก็ยังปล่อยคอลเล็กชัน Matte Lip Kit ของ Kylie Cosmetics สำหรับครีเอตลุคสไตล์ 2016 จนขายดิบขายดีอีกรอบ

 

ว่าแต่ทำไมต้องเป็นตอนนี้? ผู้เชี่ยวชาญมองว่า Gen Z กำลังโหยหาความสนุกในอดีต Joel Marlinarson นักกลยุทธ์โซเชียลบอกว่า สำหรับ Gen Z แล้ว ปี 2016 คือสัญลักษณ์ของความไร้กังวล (Carefree) ช่วงเวลาที่เราแต่งหน้าแน่นๆ โดยไม่ต้องแคร์ใคร และไม่ได้เสพติดความสมบูรณ์แบบบนโลกออนไลน์เท่าตอนนี้ การกลับไปแต่งหน้าแบบจัดเต็มจึงเหมือนการเรียกคืนความสุขและความมั่นใจกลับมานั่นเอง

 

Photo by James Devaney/GC Images

The post เทรนด์แต่งหน้ายุค 2016 กำลังยึดหน้าฟีด เพราะ Gen Z กำลังโหยหาความสนุกในอดีต appeared first on THE STANDARD.

]]>