GDP Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/gdp/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Wed, 14 Oct 2026 01:57:14 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 เปิดมุมมอง IMF ต่อฐานะการคลัง ‘ไทย’ พร้อมข้อแนะนำรัฐบาลควรใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษีอย่างไร https://thestandard.co/imf-thailand-fiscal-ai-tax/ Wed, 14 Oct 2026 01:49:06 +0000 https://thestandard.co/imf-thailand-fiscal-ai-tax/ เอรา ดาบลา-นอร์ริส รองผู้อำนวยการ IMF ให้สัมภาษณ์

เอรา ดาบลา-นอร์ริส (Era Dabla-Norris) รองผู้อำนวยการฝ่า […]

The post เปิดมุมมอง IMF ต่อฐานะการคลัง ‘ไทย’ พร้อมข้อแนะนำรัฐบาลควรใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษีอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอรา ดาบลา-นอร์ริส รองผู้อำนวยการ IMF ให้สัมภาษณ์

เอรา ดาบลา-นอร์ริส (Era Dabla-Norris) รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD โดยระบุว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกที่กำลังเข้าใกล้ระดับ 100% ของ GDP ภายในปี 2030 ต้นทุนการกู้ยืมที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการขาดดุลที่อยู่ในระดับสูงในหลายภูมิภาคทั่วโลก ปัจจุบันเราจึงอยู่ในสถานการณ์ที่บริบททางการคลังแตกต่างไปจากช่วง 5 ถึง 10 ปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิงสำหรับหลายประเทศ สภาพแวดล้อมในปัจจุบันคือ แม้จะยังสามารถกู้ยืมได้ แต่ต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าในอดีตมาก ซึ่งหมายความว่า หลายประเทศมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Room) ในการบริหารจัดการลดลง

 

 

ภาระดอกเบี้ยรัฐบาลเอเชียจ่อพุ่งแตะ 2.5% ต่อ GDP บีบพื้นที่การคลังหดตัว

 

โดยหนึ่งสาเหตุที่หลายประเทศมีพื้นที่ทางการคลังลดลงมาจากภาระการชำระดอกเบี้ยสำหรับหนี้ก้อนใหม่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมาอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ในภูมิภาคเอเชีย สัดส่วนการชำระดอกเบี้ยต่อ GDP กำลังเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.5% เป็น 2 5% ของ GDP ภายในสิ้นทศวรรษนี้ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ากรอบงบประมาณทางการคลังจะเหลือพื้นที่สำหรับการใช้จ่ายในด้านอื่นๆ น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นด้านการลงทุน การคุ้มครองทางสังคม และอื่นๆ

 

ดังนั้น ดาบลา-นอร์ริส จึงมองว่า ลำดับความสำคัญเร่งด่วนและข้อเสนอแนะสำหรับประเทศต่างๆ ในขณะนี้ คือการพิจารณาอย่างจริงจังถึงความจำเป็นในการจัดระเบียบวินัยทางการคลัง สำหรับประเทศที่มีระดับหนี้สูงมาก สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ การดำเนินการปรับนโยบายการคลังเข้าสู่สมดุล (Fiscal Consolidation) อย่างน่าเชื่อถือตั้งแต่วันนี้

 

แนะเอเชียปรับสมดุลการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไป ป้องกันผลกระทบฉุดการเติบโต

 

ส่วนประเทศในภูมิภาคเอเชีย ดาบลา-นอร์ริส แนะว่า ควรเน้นการปรับเปลี่ยนทางการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไปและน่าเชื่อถือ โดยมุ่งเน้นที่การสร้างความยืดหยุ่นทางการคลัง (Fiscal Resilience) เพื่อรักษาวินัยทางการคลังให้มีความมั่นคง

 

ดาบลา-นอร์ริส ยังกล่าวถึงประเด็น เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Sovereign Yields) ในกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญเชิงระบบเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น ประมาณ 110 ถึง 120 เบสิสพอยต์ (Basis Points) ตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผลกระทบดังกล่าวได้ส่งผ่านไปยังสภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก รวมถึงกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

 

ดังนั้น ความท้าทายสำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จึงอยู่ที่การกู้ยืมอย่างระมัดระวัง โดยต้องดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด และไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

“ในทางปฏิบัติ สิ่งนี้หมายถึงการบริหารจัดการทรัพยากรทางการคลังอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น การมีระบบบริหารหนี้ที่รัดกุม ตลอดจนการสร้างกันชนทางการคลัง (Fiscal Buffers) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับรองรับความผันผวนในอนาคต”

 

มุมมอง IMF ต่อฐานะการคลังไทย

 

สำหรับประเทศไทย ดาบลา-นอร์ริส มองว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี (Resilient) แม้พื้นที่ทางการคลังนั้นแคบลงกว่าในอดีตมาก เช่นเดียวกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อีกหลายประเทศ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมีกันชนทางการคลัง ทั้งตัวประเทศและระบบเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง

 

“คำถามสำคัญในขณะนี้คือ ไทยจะฝ่าฟันความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกอย่างไร เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศยังมีพื้นที่ในการบริหารจัดการสำหรับการลงทุนที่เอื้อต่อการเติบโต ดังนั้น แผนปฏิบัติที่น่าเชื่อถือในการรัดเข็มขัดทางการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อสร้างกันชนทางการคลังจึงเป็นสิ่งสำคัญ”

 

โดยรัฐบาลไทยควรต้องพิจารณาถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่าย การระดมรายได้โดยไม่สร้างความบิดเบือนต่อระบบเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลอดจนการสร้างความยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เกิดจาก AI ในขณะเดียวกัน การสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ (Shocks) ในอนาคตถือเป็นวาระสำคัญสูงสุด

 

IMF ประเมิน AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษี แต่เสี่ยงดิสรัปต์ตลาดแรงงานรุนแรง

 

ดาบลา-นอร์ริส กล่าวอีกว่า ประเด็นเรื่อง AI และผลิตภาพได้รับการหยิบยกขึ้นมาหารืออย่างมาก โดยเฉพาะในการประชุมประจำปีครั้งนี้ โดยมองว่า AI คือความหวังใหม่สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ

 

ดังนั้น AI จึงสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการคลังของประเทศได้ โดยรัฐบาลเองสามารถนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาครัฐ ทำให้สามารถจัดเก็บรายได้ได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น และบริหารการใช้จ่ายได้มีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีต

 

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มากว่าผลประโยชน์เหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเร็วเพียงใด และฐานภาษีจะยังคงมั่นคงอยู่หรือไม่ ลองจินตนาการถึงโลกที่ตลาดแรงงานถูกดิสรัปต์ และผู้คนจำนวนมากถูกเลิกจ้างอันเป็นผลมาจาก AI ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลจะต้องก้าวเข้ามาแทรกแซงและให้ความคุ้มครองทางสังคม

 

ด้วยเหตุนี้ จึงยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจะเป็นไปในเชิงบวกและขยายฐานรายได้ หรือจะสร้างความปั่นป่วนอย่างรุนแรงต่อตลาดแรงงาน ฐานภาษีของรัฐ และระบบการคุ้มครองทางสังคม สิ่งสำคัญที่สุดคือรัฐบาลจะต้องมีความพร้อม โดยเตรียมรับมือกับฉากทัศน์ (Scenarios) ที่หลากหลาย ทั้งในกรณีที่ดีซึ่งประโยชน์เชิงบวกเกิดขึ้นจริงและสามารถกระจายผลประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง ไปจนถึงกรณีเลวร้ายที่สุดซึ่งเกิดผลกระทบเชิงลบต่อรายได้ การคลังของประเทศ และหนี้สาธารณะ

 

สำหรับข้อแนะนำ อันดับแรก รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อม โดยประเมินว่าประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่เหมาะสมหรือไม่ ประชากรมีทักษะด้านดิจิทัลที่เพียงพอหรือไม่ รวมถึงแรงงานและภาคธุรกิจจะสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ นอกจากนี้ รัฐบาลมีกลไกป้องกัน (Guardrails) เพื่อจัดการกับความเสี่ยงเชิงลบที่ AI อาจก่อให้เกิด เช่น ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินแล้วหรือไม่ ในด้านหนึ่งคือการสร้างความมั่นใจว่าประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานและทักษะที่พร้อม ในอีกด้านหนึ่งคือการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Testing) ภาคการคลังของประเทศ และตั้งคำถามว่า หากผลลัพธ์ไม่ได้เป็นบวกอย่างที่คาดการณ์ไว้ เรามีระบบการคุ้มครองทางสังคมและทรัพยากรที่จำเป็นในการช่วยเหลือประชาชนหรือไม่ หากผลกระทบต่อตลาดแรงงานเลวร้ายกว่าที่คาดไว้

The post เปิดมุมมอง IMF ต่อฐานะการคลัง ‘ไทย’ พร้อมข้อแนะนำรัฐบาลควรใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษีอย่างไร appeared first on THE STANDARD.

]]>
กสิกรไทย ชี้ MSME กระดูกสันหลังเศรษฐกิจไทย มีส่วนจ้างงาน 70% แต่สร้าง GDP เพียง 35% ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยสนับสนุน https://thestandard.co/kbank-msme-economy-support/ Tue, 13 Oct 2026 11:45:05 +0000 https://thestandard.co/?p=1268006 ภาพกราฟิกโลโก้ WEALTH IN DEPTH และธนาคารกสิกรไทย พร้อมข้อความ MSME กระดูกสันหลังเศรษฐกิจไทย

ในงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเท […]

The post กสิกรไทย ชี้ MSME กระดูกสันหลังเศรษฐกิจไทย มีส่วนจ้างงาน 70% แต่สร้าง GDP เพียง 35% ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยสนับสนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกโลโก้ WEALTH IN DEPTH และธนาคารกสิกรไทย พร้อมข้อความ MSME กระดูกสันหลังเศรษฐกิจไทย

ในงานประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) THE STANDARD WEALTH มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ถึงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย

 

พร้อมถอดบทเรียน ประสบการณ์ และมุมมองเชิงลึกจากเวทีระดับโลก นำมาสู่การวางแนวทางปฏิบัติจริงเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต

 

เวทีโลกสะท้อนความเชื่อมั่นของประเทศไทย

 

ขัตติยา เริ่มฉายภาพว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง World Bank Annual Meeting เป็นครั้งที่ 2 นั้น ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยตอกย้ำและสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

 

ภาพกราฟิกโลโก้ WEALTH IN DEPTH และธนาคารกสิกรไทย พร้อมข้อความ MSME กระดูกสันหลังเศรษฐกิจไทย 1

 

ขณะเดียวกัน การประชุมระดับสากลในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเวทีแสดงศักยภาพความแข็งแกร่งของภาคการเงินและสถาบันการเงินไทยให้ทั่วโลกได้เห็นเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาว เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ตลอดจนสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกันต่อไป

 

MSME กระดูกสันหลังเศรษฐกิจไทยที่ต้องเร่งยกระดับ

 

ขัตติยา ให้มุมมองว่า กลุ่มธุรกิจ MSME ซึ่งครอบคลุมทั้ง Micro, Nano และ SME เปรียบเสมือน กระดูกสันหลัง ที่แท้จริงของระบบเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีสัดส่วนสูงเกินกว่า 90% ของจำนวนบริษัททั้งหมดในประเทศ อีกทั้งยังเป็นแหล่งจ้างงานหลักที่รองรับแรงงานไทยมากถึง 70%

 

ภาพกราฟิกโลโก้ WEALTH IN DEPTH และธนาคารกสิกรไทย พร้อมข้อความ MSME กระดูกสันหลังเศรษฐกิจไทย 2

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า MSME จะมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ แต่กลับพบว่าสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ GDP ในประเทศได้เพียง 35% เท่านั้น ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่ามาตรฐานสากลที่ควรจะสะท้อนมูลค่าออกมาได้ราว 40 – 60%

 

สถิติดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนว่า ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องผนึกกำลังกันเร่งสนับสนุนเพื่อยกระดับให้กลุ่ม MSME ให้สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

โดยในส่วนของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดสินเชื่อ SME สูงที่สุดในประเทศอยู่ที่ประมาณ 28% นั้น ยอมรับว่าธนาคารเองยังต้องเรียนรู้และพัฒนาการประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เท่าทันกับพฤติกรรมของลูกค้ารายย่อยที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

 

เจาะลึก 3 ‘คอขวด’ เชิงโครงสร้าง ขวางทางเติบโต

 

นอกจากนี้ ตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ยอดสินเชื่อ SMEs หดตัวลงอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับปัญหาตัวเลขหนี้เสีย (NPL) ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ยืนยันถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก

 

ซึ่ง แม่ทัพใหญ่กสิกร ได้เผยปัจจัยหลักออกเป็น 3 ด้านได้แก่

 

  1. ความเปราะบางของตัวธุรกิจเอง MSME กำลังเจอมรสุมและแรงกระแทกรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ในระดับโลก ตามด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี รวมถึงต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ตลอดจนปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ธุรกิจขาดความสามารถในการปรับตัว
  2. ข้อจำกัดด้านข้อมูลและระบบบัญชี ปัจจุบัน MSME ยังคงทำธุรกรรมด้วยเงินสดมากกว่าครึ่ง ประกอบกับส่วนใหญ่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบบัญชีเล่มเดียว และยังมีการปะปนกันระหว่างบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจ ส่งผลให้ธนาคารขาดข้อมูลเชิงลึกที่ชัดเจนในการประเมินกระแสเงินสดและพฤติกรรมทางการเงินเพื่ออนุมัติสินเชื่อ
  3. กับดักต้นทุนการปล่อยสินเชื่อ เมื่อนำต้นทุนเงิน ต้นทุนการดำเนินงาน และต้นทุนความเสี่ยงทางเครดิต มารวมกัน พบว่าการปล่อยสินเชื่อให้แก่ SMEs ของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบัน แทบจะอยู่ในสภาวะขาดทุน ในทุกๆ บาทที่ปล่อยกู้ ซึ่งกลายเป็นความท้าทายของธนาคารในฐานะผู้บริหารจัดการเงินฝากของประชาชน

 

เพื่อทลายคอขวดดังกล่าว ภาคการเงินจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ ด้วยการนำข้อมูลแบบเปิดและข้อมูลทางเลือก มาประมวลผลร่วมกับ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการประเมินวิเคราะห์สินเชื่อ

 

ขณะเดียวกัน ธนาคารกสิกรไทยมีความพร้อมที่จะจับมือร่วมกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ในฐานะพันธมิตรที่จะเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน

 

พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนบทบาทของธนาคารจากการเป็นเพียงผู้ให้กู้ มาเป็น ผู้สนับสนุน โดยการสนับสนุนเงินทุนให้แก่กลุ่ม Tech Player หรือผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ที่มีความเชี่ยวชาญในการเข้าถึงลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้ดีกว่า เพื่อให้การส่งผ่านสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน ไปถึงมือ MSME ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

เปิดรับโอกาสจากเทรนด์ลงทุนใหม่

 

นอกเหนือจากการอุ้มธุรกิจ MSME แล้ว ธนาคารกสิกรไทยยังคงเดินหน้าสู่การเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืน โดยมองว่ากระแสการลงทุนในศูนย์ข้อมูล และระบบ AI ในปัจจุบัน ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ประเทศไทยกำลังได้รับประโยชน์

 

อย่างไรก็ดี ขัตติยา ยังเน้นย้ำว่า การลงทุนเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ดีเท่านั้น ประเทศไทยต้องเร่งต่อยอดด้วยการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร สร้างแพลตฟอร์ม AI ของตนเอง รวมถึงขยายผลไปสู่อุตสาหกรรมชิป เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับผลประโยชน์จากการลงทุนในระยะสั้นเท่านั้น

 

ชูโมเดลทีมฟุตบอล ขับเคลื่อนประเทศ

 

สำหรับเป้าหมายใหญ่ในการพาประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายใน 12 ปีข้างหน้านั้น หัวเรือใหญ่กสิกรไทย ได้เปรียบเทียบกลยุทธ์การทำงานร่วมกันเป็น ‘โมเดลทีมฟุตบอล’ ที่ทุกตำแหน่งต้องประสานงานกัน ภายใต้ปรัชญา ‘เป้าชัด ทิศตรง ลงมือทำ’ โดยแบ่งหน้าที่ออกเป็น 3 ส่วนหลัก กองหน้า เป็นภาคเอกชน นำโดยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และองค์กรธุรกิจต่างๆ ที่ต้องทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการบุกเสาะหาตลาดใหม่ๆ และสร้างยอดขายให้แก่ประเทศ

 

ตามมาด้วยกองกลาง ธนาคารและสถาบันการเงิน ทำหน้าที่คอยสนับสนุนแหล่งเงินทุน และเฟ้นหาธุรกิจที่มีศักยภาพสูง ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคตและอุตสาหกรรมดั้งเดิม

 

และกองหลัง หน่วยงานกำกับดูแลและรัฐบาล ต้องทำหน้าที่ปลดล็อกกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่อเปิดทางให้เกมการทำงานของทุกภาคส่วนมีความคล่องตัวและรวดเร็วขึ้น

 

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะต้องมีการติดตามและวัดผลอย่างใกล้ชิดผ่านตัววัดผลสำเร็จ (KPI) ทั้งวัดผลล่วงหน้า และวัดผลตามหลัง ในทุกตำแหน่ง หากพบว่าผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทันที ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตของ GDP ที่ระดับ 3% – 5% ต่อปีได้อย่างยั่งยืน

The post กสิกรไทย ชี้ MSME กระดูกสันหลังเศรษฐกิจไทย มีส่วนจ้างงาน 70% แต่สร้าง GDP เพียง 35% ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องช่วยสนับสนุน appeared first on THE STANDARD.

]]>
World Bank ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยเป็นโต 2% ในปีนี้ จากอานิสงส์วัฏจักรลงทุน-ส่งออก AI แต่ยังโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 4.5% https://thestandard.co/world-bank-gdp-thailand-ai-forecast/ Tue, 06 Oct 2026 09:47:57 +0000 https://thestandard.co/world-bank-gdp-thailand-ai-forecast/ แผนที่ประเทศไทยแสดงข้อมูลเศรษฐกิจและตัวเลขคาดการณ์ GDP จาก World Bank

World Bank ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยเป็นโต 2% ในปีนี้ ห […]

The post World Bank ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยเป็นโต 2% ในปีนี้ จากอานิสงส์วัฏจักรลงทุน-ส่งออก AI แต่ยังโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 4.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
แผนที่ประเทศไทยแสดงข้อมูลเศรษฐกิจและตัวเลขคาดการณ์ GDP จาก World Bank

World Bank ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยเป็นโต 2% ในปีนี้ หลังชี้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่รับอานิสงส์จากวัฏจักร AI สูงสุดในภูมิภาค แม้ธุรกิจไทยยังใช้ประโยชน์จาก AI ต่ำ อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของไทยในปีนี้ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่คาดว่าจะขยายตัวถึง 4.5% ในปีนี้

 

 

วันนี้ (6 ตุลาคม) ธนาคารโลก (World Bank) เปิดตัวรายงานอัปเดตเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ประจำเดือนตุลาคม 2026 โดยในรายงานได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้เป็น 2.0% เนื่องจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI และมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานที่ออกโดยรัฐบาล

 

นอกจากนี้ รายงานยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวต่อเนื่องแตะ 2.3% ในปี 2027 และ 2.4% ในปี 2028

 

อย่างไรก็ตาม ประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยดังกล่าวยังถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่คาดว่าจะเติบโตที่ 4.5% ในปี 2026 ซึ่งถือเป็นตัวเลขการเติบโตที่ดีกว่าประมาณการฉบับก่อนหน้า 0.3 Percentage Point จากการคาดการณ์เมื่อ 6 เดือนก่อนหน้า

 

โดยการปรับขึ้นประมาณการ GDP ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก เกิดขึ้นหลังการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลกที่กำลังช่วยยกระดับการเติบโตในกลุ่มประเทศที่มีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของ AI แม้มีแรงกดดันจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

 

อย่างไรก็ตาม รายงานตั้งข้อสังเกตว่า แม้อิทธิพลของ AI เป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนในภาคอุตสาหกรรมของภูมิภาค แต่ยังไม่ปรากฏเด่นชัดนักในภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การใช้ AI ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกยังคงมีความแพร่หลายน้อยกว่าในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว โดยในแบบสำรวจภาคธุรกิจ ระบุว่าสาเหตุที่ต้นทุนที่สูง การขาดความรู้ที่เกี่ยวข้อง และข้อกังวลด้านความมั่นคงปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว

 

แผนที่ประเทศไทยแสดงข้อมูลเศรษฐกิจและตัวเลขคาดการณ์ GDP จาก World Bank 1

 

ไทยได้รับอานิสงส์ห่วงโซ่อุปทานสินค้า AI โลก แต่บริษัทไทยยังใช้ AI ต่ำ

 

รายงานยังกล่าวว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI ในภาคการผลิต ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และ มาเลเซีย (กลุ่มที่มีสินค้ากลุ่ม AI คิดเป็น 50-70% ของการเติบโตของการส่งออกทั้งหมด)

 

โดยการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ของไทย มีสัดส่วนสูงกว่า 69% และเป็นสินค้าประเภทอุปกรณ์ประกอบ เช่น คอมพิวเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และ เราเตอร์

 

อย่างไรก็ตาม รายงานยังระบุว่าแม้การใช้งาน AI ในภาคธุรกิจของไทยจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่มีบริษัทไทยเพียง 12% เท่านั้นที่รายงานว่ามีการใช้เทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน ซึ่งยังตามหลังสหรัฐอเมริกาที่มีสัดส่วนสูงถึง 43% อยู่มาก และมีบริษัทไทยเพียง 4% ที่จ่ายเงินสมัครสมาชิกเพื่อใช้ซอฟต์แวร์หรือระบบ AI

 

กระนั้น บริษัทไทยยังมีความคาดหวังในแง่ดีต่อ AI ว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิผล โดยคาดว่า AI จะช่วยเพิ่มยอดขายต่อพนักงานได้เฉลี่ย 3.8% ในอีก 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ บริษัทไทยราว 13% คาดหวังว่าจะได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น 20% หรือมากกว่านั้นจาก AI ในขณะที่เกือบ 80% คาดว่าจะไม่เห็นประโยชน์ใดๆ

 

เปิดข้อเสนอเชิงนโยบาย: No-Regrets Investments

 

รายงานยังแนะว่าเพื่อรักษาการเติบโตและส่งเสริมการจ้างงานที่มีคุณค่ามากขึ้น ประเทศต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จาก AI (Riding the AI Wave) ได้ผ่าน 4 เสา (Pillar) พื้นฐานหลัก ได้แก่

 

  1. ​การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภาครัฐ
  2. การลงทุนในทักษะแรงงานและการศึกษา โดยปรับระบบการศึกษาให้เน้นการคิดวิเคราะห์ และร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดฝึกอบรมในสถานที่ทำงาน
  3. การเพิ่มกำลังผลิตและสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เนื่องจากระบบ AI และศูนย์ข้อมูลจำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมาก รัฐบาลจึงต้องลงทุนในระบบผลิตไฟฟ้าที่มั่นคงและพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้า (Resilient grids) เพื่อรองรับความต้องการใช้งานอย่างเพียงพอ
  4. วางกรอบกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่ชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงด้านการลงทุนและสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชนและประชาชน

 

ภาพ: chanchai howharn / Shutterstock

The post World Bank ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยเป็นโต 2% ในปีนี้ จากอานิสงส์วัฏจักรลงทุน-ส่งออก AI แต่ยังโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 4.5% appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘สภาพัฒน์’ จับตาน้ำท่วมจ่อกดดัน GDP ใน Q4 เร่งประเมินความเสียหาย ยันไม่สะเทือน GDP ใน Q3 https://thestandard.co/nesdc-flooding-gdp-q4-damage/ Mon, 05 Oct 2026 11:25:35 +0000 https://thestandard.co/nesdc-flooding-gdp-q4-damage/ ภาพ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับน้ำท่วมและ GDP ไตรมาส 4

สภาพัฒน์ จับตาสถานการณ์น้ำท่วมจ่อกดดันตัวเลข GDP ในไตรม […]

The post ‘สภาพัฒน์’ จับตาน้ำท่วมจ่อกดดัน GDP ใน Q4 เร่งประเมินความเสียหาย ยันไม่สะเทือน GDP ใน Q3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ พร้อมข้อความเกี่ยวกับน้ำท่วมและ GDP ไตรมาส 4

สภาพัฒน์ จับตาสถานการณ์น้ำท่วมจ่อกดดันตัวเลข GDP ในไตรมาส 4 โดยเผยว่าอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบจากอุทกภัย ทั้งภาคเกษตร-การผลิต หลังพบโรงงานบางแห่งได้รับความเสียหาย พร้อมติดตามผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน ยืนยันความเสียหายไม่สะเทือน GDP ในไตรมาส 3

 

วันนี้ (5 ตุลาคม) ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่าขณะนี้สภาพัฒน์อยู่ระหว่างประเมินความเสียหายจากสถานการณ์อุทกภัย ทั้งในแง่จำนวนจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ขนาดของความเสียหาย และระยะเวลาที่สถานการณ์จะส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อประเมินว่าผลกระทบดังกล่าวจะกดดันตัวเลข GDP มากน้อยเพียงใด

 

โดยในเบื้องต้น ดนุชาประเมินว่า ความเสียหายจากอุทกภัยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคการเกษตร ขณะที่ภาคการผลิตได้รับผลกระทบบางส่วน โดยพบความเสียหายในโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่ง ซึ่งขณะนี้ สภาพัฒน์อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสำรวจว่ามีจุดใดได้รับความเสียหายและส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

 

“น้ำส่วนใหญ่ก็น่าจะท่วมไปที่บ้านเรือนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ กับพื้นที่เกษตรเป็นส่วนใหญ่ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดในแถบปราจีนบุรี เดี๋ยวต้องไปไล่ดูว่ามีโรงงานไหนที่ได้รับผลกระทบบ้าง” ดนุชากล่าว

 

นอกจากนี้ ยังกล่าวต่อว่า ผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในขณะนี้จะยังไม่สะท้อนออกมาในการแถลงตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่คาดว่าจะเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นในการประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2569

 

“ไตรมาส 3 ยังไม่กระทบอะไร เดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน น้ำท่วมจะกระทบไตรมาส 4 เดือนตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม” ดนุชากล่าว

 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน สภาพัฒน์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัว 2.0-2.5% หรือมีค่ากลางที่ 2.2% ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 ไตรมาส 2 ปี 2569 ซึ่งนับว่า ปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการขยายตัวในกรอบ 1.5-2.5% โดยมีค่ากลางที่ 2.0% ในรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยและ GDP ไตรมาส 1 ปี 2569

 

มาตรการช่วยเหลือตามแนวทางกฎหมาย

 

สำหรับมาตรการช่วยเหลือ ดนุชากล่าวว่า ภาครัฐมีแนวทางรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติ (Protocol) ตามกรอบกฎหมายอยู่แล้ว เช่น การจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมถึงเงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมบ้านสูงสุด 49,500 บาท

 

พร้อมกล่าวต่อว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นมา ภาครัฐเริ่มนำ ‘โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน’ มาใช้เป็นอีกหนึ่งกลไกในการรองรับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณในการเยียวยาความเสียหายของภาครัฐได้บางส่วน โดยสภาพัฒน์จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมต่อไป

 

ทั้งนี้ ‘โครงการประกันภัยพิบัติเพื่อประชาชน’ เป็นโครงการที่ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยให้ประชาชน เพื่อคุ้มครองความเสียหายจากภัยธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ 30 ล้านครัวเรือน โดยเริ่มให้ความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 และจะมีการต่ออายุความคุ้มครองเป็นรายปี

 

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครได้ปรับเพิ่มเพดานเงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมบ้านสูงสุดเป็น 88,600 บาท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 เป็นต้นมา

The post ‘สภาพัฒน์’ จับตาน้ำท่วมจ่อกดดัน GDP ใน Q4 เร่งประเมินความเสียหาย ยันไม่สะเทือน GDP ใน Q3 appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหน? ส่องข่าวดีใต้ความเปราะบาง ช็อกน้ำท่วมระยะสั้น และ ‘ร่างแผน 14’ กับเป้าหมายดัน GDP โต 3% Plus https://thestandard.co/thai-economy-plan-gdp-growth/ Mon, 05 Oct 2026 08:11:31 +0000 https://thestandard.co/thai-economy-plan-gdp-growth/ ภาพกราฟิกแสดงข้อความ 'เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหน กับความหวัง ร่างแผน 14 กับเป้าหมาย GDP โต 3% Plus เป็นไปได้แค่ไหน' บนพื้นหลังภาพเมือง

ท่ามกลางกระแสข่าวเศรษฐกิจไทยที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้ […]

The post เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหน? ส่องข่าวดีใต้ความเปราะบาง ช็อกน้ำท่วมระยะสั้น และ ‘ร่างแผน 14’ กับเป้าหมายดัน GDP โต 3% Plus appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ 'เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหน กับความหวัง ร่างแผน 14 กับเป้าหมาย GDP โต 3% Plus เป็นไปได้แค่ไหน' บนพื้นหลังภาพเมือง

ท่ามกลางกระแสข่าวเศรษฐกิจไทยที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งภัยธรรมชาติและตัวเลขการเติบโตที่ชะลอตัวลงเรื่อยๆ ทิศทางในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังมีทั้ง เรื่องดี จากการปรับทบทวนตัวเลขสถิติที่สะท้อนความจริงได้ดีขึ้น เรื่องน่ากังวล จากภัยน้ำท่วมและวิกฤตสภาพอากาศ ตลอดจน ความหวัง จากร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 จะทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหน

 

 

โดยดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันและทิศทางในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังมีทั้ง เรื่องดี จากการปรับทบทวนตัวเลขสถิติที่สะท้อนความจริงได้ดีขึ้น เรื่องน่ากังวล จากภัยน้ำท่วมและวิกฤตสภาพอากาศ ตลอดจน ความหวัง จากร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14

 

ดร.ฐิติมา ระบุว่า ในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีการปรับทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญย้อนหลัง 2-3 ปี ซึ่งทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยดูดีขึ้นใน 2 มิติหลัก ดังนี้

 

  1. ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ปรับเพิ่มสู่ระดับกว่า 4% เดิมทีตัวเลข MPI แทบไม่เติบโต จนเกิดข้อสงสัยว่าทำไมยอดส่งออกไทยโตดีแต่ภาคการผลิตกลับนิ่ง ซึ่งเกรงกันว่าไทยเป็นเพียงทางผ่านของสินค้า ทว่าเมื่อหน่วยงานรัฐปรับการจัดเก็บข้อมูลให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลจากกระทรวงอุตสาหกรรม กรมศุลกากร และ BOI ส่งผลให้ดัชนี MPI ตัวใหม่ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4% กว่าๆ สะท้อนว่าไทยมีการผลิตจริงเพื่อส่งออก ไม่ใช่แค่ทางผ่าน
  2. ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาดีขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ได้ปรับปรุงสถิติดุลการชำระเงินตามมาตรฐานสากล โดยตัดรายการนำเข้าสินค้าที่นำเข้ามาเพื่อ รับจ้างผลิต โดยไม่มีการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ ออกจากหมวดนำเข้าสินค้า แล้วบันทึกเป็น รายได้ค่าบริการรับจ้างผลิต แทน การปรับปรุงนี้ส่งผลให้ดุลการค้าที่เคยติดลบหนักพลิกกลับมาเป็นบวก และดุลบัญชีเดินสะพัดขยับมาติดลบน้อยลงมาก

 

“ภาพนี้บอกเราว่า เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาไม่ได้เปราะบางรุนแรงอย่างที่เราเคยประเมินไว้ การผลิตเกิดขึ้นจริง แต่มียังคงมีภาพ K-Shape ที่อุตสาหกรรมใหม่เติบโต ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมยังทรงตัวหรือหดตัว” ดร.ฐิติมา กล่าว

 

ช็อกน้ำท่วมระยะสั้น กระทบ GDP 0.1% โจทย์ใหญ่ ‘Living with Climate Risk’

 

ในส่วนของปัจจัยท้าทายระยะสั้น เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญช็อกจากภัยธรรมชาติ โดย SCB EIC ประเมินผลกระทบจากน้ำท่วมไว้ ดังนี้

 

  • ผลกระทบไตรมาส 3 ปีนี้ คาดว่าจะฉุด GDP ลงราว 0.3%
  • ภาพรวมทั้งปี 2569 คาดว่าผลกระทบลดลงประมาณ 0.1% จากประมาณการเดิมที่ 2.2%เนื่องจากจะมีแรงหนุนจากการฟื้นฟูและซ่อมแซมเข้ามาในไตรมาสที่ 4 ปีนี้
  • ขอบเขตความเสียหาย น้ำท่วมครั้งนี้ครอบคลุมเกือบครึ่งประเทศ ราว 32 จังหวัด กระทบครัวเรือนและธุรกิจรายย่อยมากกว่า 1.3 ล้านครัวเรือน

 

เมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ซึ่งกระทบ GDP ถึงติดลบ 3.5-4% เนื่องจากนิคมอุตสาหกรรมหลัก 7 แห่งจมน้ำ

 

ภาพกราฟิกแสดงข้อความ 'เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหน กับความหวัง ร่างแผน 14 กับเป้าหมาย GDP โต 3% Plus เป็นไปได้แค่ไหน' บนพื้นหลังภาพเมือง 1

 

นอกจากนี้ ในกรณีฐาน (Base Case) สำหรับฝนระลอกสองและน้ำเหนือไหลผ่านกรุงเทพฯ คาดว่าปริมาณน้ำยังอยู่ในระดับที่พื้นที่กรุงเทพฯ รองรับได้ และไม่ซัดเข้ามาพร้อมกับน้ำหนุน อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุดคือการตระหนักว่า ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ (Climate Risk) กำลังเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น ทุกภาคส่วนจึงต้องเรียนรู้ที่จะ Living with it ผ่านการพัฒนาระบบเตือนภัย ผังเมือง การระบายน้ำ และการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ

 

ทิศทาง 5 ปีข้างหน้า ถอดรหัส ‘ร่างแผน 14’ ดันเศรษฐกิจไทยโต 3% Plus

 

มองข้ามปัจจุบันสู่อนาคต สภาพัฒน์ได้เสนอร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (ปี 2569–2573 / เริ่มใช้จริง ตุลาคม 2569 – 2575) โดยมีเป้าหมายเพื่อ ‘พลิกโฉมเศรษฐกิจไทย’ จากจุด A ไปสู่จุด B

 

  • บริบทที่ต้องแก้ โดยที่ผ่านมา หลังเผชิญวิกฤตแต่ละรอบ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะลดลงครึ่งหนึ่ง มาโดยตลอด จนปัจจุบันเติบโตอยู่เพียงระดับประมาณ 2%
  • เป้าหมายใหม่ (3% Plus) โดยร่างแผน 14 ตั้งเป้าพาเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเกิน 3% ขึ้นไป ผ่านการยกระดับ 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (เช่น เกษตรแปรรูป, ยานยนต์สมัยใหม่, เทคโนโลยี, การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ/Wellness และ Creative Economy)
  • กลยุทธ์ขับเคลื่อน โดยปรับเพิ่มสัดส่วน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายให้ขยายจาก 31% ขึ้นไปเป็นเกือบ 38% ของเศรษฐกิจ โดยต้องโตเกิน 5% ต่อปี
  • โครงสร้างบ้านแห่งอนาคต ดังนี้
  • เสาบ้าน (Pillars) ยกระดับศักยภาพ คน, ทุน และเทคโนโลยี
  • หลังคาบ้าน (Roof) การปฏิรูปนโยบายการเงิน การคลัง และกลยุทธ์การจัดสรรทุนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน

 

ดร.ฐิติมา ปิดท้ายในประเด็นนี้ว่า ความท้าทายที่แท้จริงของแผน 14 ไม่ใช่เรื่องของการตั้งเป้าหมาย แต่อยู่ที่ Execution หรือการนำแผนไปปฏิบัติจริงร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อไม่ให้เป็นเพียง แผนบนหิ้ง เหมือนในอดีต

 

สรุปภาพเศรษฐกิจไทยในภาพเดียว K-Shape ชัดเจน กับ ‘แสงรำไร’ ของการปรับตัว

 

หากต้องสรุปภาพรวมเศรษฐกิจไทยในวันนี้ ดร.ฐิติมา ชูเชิด มองว่า เศรษฐกิจไทยสะท้อนภาพ K-Shape ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

 

  • ขาขึ้น (เครื่องยนต์ใหม่) ไทยเริ่มเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานใหม่ของโลกได้แล้ว แต่โจทย์ใหญ่คือจะกระจายมูลค่าเพิ่มและประโยชน์เหล่านั้นไปสู่คนและธุรกิจในประเทศได้อย่างไร
  • ขาลง/แรงกดดัน (ความเสี่ยงเดิมและสิ่งแวดล้อม) อุตสาหกรรมดั้งเดิมยังชะลอตัว บวกกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นปัจจัยลบซ้ำเติม

 

อย่างไรก็ดี ภาพในวันข้างหน้า ยังพอมีแสงรำไร และไม่ใช่เรื่องสิ้นหวัง หากภาครัฐ ภาคเอกชน และกำลังแรงงานร่วมมือกันปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เร่ง Upskill/Reskill ทักษะแรงงาน และยกระดับธุรกิจไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตใหม่ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้เกิน 3% ได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

 

ภาพ: jamesteohart / Shutterstock

The post เศรษฐกิจไทยอยู่ตรงไหน? ส่องข่าวดีใต้ความเปราะบาง ช็อกน้ำท่วมระยะสั้น และ ‘ร่างแผน 14’ กับเป้าหมายดัน GDP โต 3% Plus appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘เอกนิติ’ ประเมินน้ำท่วมกระทบ GDP ไม่ถึง 0.1% คงเป้าโต 2-2.5% ย้ำความเป็นอยู่ของประชาชนสำคัญกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ https://thestandard.co/ekniti-flood-gdp-impact/ Fri, 02 Oct 2026 12:16:23 +0000 https://thestandard.co/?p=1263474 ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พร้อมข้อความประเมินน้ำท่วมกระทบ GDP และความห่วงใยชีวิตประชาชน

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมก […]

The post ‘เอกนิติ’ ประเมินน้ำท่วมกระทบ GDP ไม่ถึง 0.1% คงเป้าโต 2-2.5% ย้ำความเป็นอยู่ของประชาชนสำคัญกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พร้อมข้อความประเมินน้ำท่วมกระทบ GDP และความห่วงใยชีวิตประชาชน

‘เอกนิติ’ รองนายกฯ และรมว.คลัง ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจไทยไม่ถึง 0.1% พร้อมคงเป้า GDP ปีนี้ที่ 2-2.5% ย้ำความเป็นอยู่ของประชาชนสำคัญกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ ยันงานประชุม IMF-World Bank วันที่ 12-18 ตุลาคม มีการเตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์

 

 
 

วันนี้ (2 ตุลาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า กระทรวงการคลังประเมินว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์น้ำท่วมยังอยู่ในระดับจำกัด โดยคาดว่ากระทบต่อ GDP ไม่ถึง 0.1% ทำให้กระทรวงการคลังยังคงเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ไว้ที่ 2-2.5%

 

อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติระบุว่า สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในขณะนี้ไม่ใช่เพียงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่เป็นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม

 

“สิ่งสำคัญผมว่าไม่ใช่ผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจ เป็นเรื่องของชีวิตคนมากกว่า และก็ความลำบากของประชาชน” ดร.เอกนิติกล่าว

 

เตรียมแผนรับมือน้ำท่วมระหว่างประชุม IMF-World Bank

 

นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังระบุอีกด้วยว่า ได้มีการประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ตลอดจนติดตามข้อมูลคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยาอยู่เสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินก่อนที่งานประชุมผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF-World Bank Annual Meetings) จะเริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้

 

โดยหนึ่งในมาตรการสำคัญคือการกำหนดระดับน้ำและเกณฑ์สำหรับการแจ้งเตือน รวมถึงแผนเคลื่อนย้ายผู้เข้าร่วมประชุม หากสถานการณ์มีความเสี่ยง เพื่อให้ทั้งผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศและประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัย

 

“วันนี้ผมว่าเรามีประสบการณ์จากที่น้ำท่วมอยู่ในปัจจุบัน การบริหารจัดการผมคิดว่าเราสามารถมีการเตรียมความพร้อม ทั้งในเรื่องของว่าถ้ามีระดับน้ำเกินระดับไหน เราจะต้องเคลื่อนย้ายคนอย่างไร เพื่อให้ทุกคนปลอดภัย ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาประชุม” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ไม่เพียงเท่านั้น ดร.เอกนิติยืนยันว่า องค์กรระหว่างประเทศอย่าง IMF และธนาคารโลกยังมีความเชื่อมั่นต่อความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพของไทยอย่างเต็มเปี่ยม โดยทั้งสองหน่วยงานมีความเข้าใจว่าภัยธรรมชาติและสภาพอากาศเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ พร้อมเผยว่า ปัจจุบันมีผู้แทนด้านการเงินและผู้นำจากทั่วโลกลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้วมากกว่า 15,000 คน จากเป้าหมายขั้นต่ำที่วางไว้ 5,000 คน

 

เตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ แม้แต่การชุมนุมประท้วง

 

ด้านการเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุม ดร.เอกนิติยืนยันว่าระบบต่างๆ ได้รับการทดสอบเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการประชุม ไม่ว่าจะเป็นไฟดับ แผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือการชุมนุมประท้วง

 

โดย ดร.เอกนิติกล่าวว่า การชุมนุมประท้วงสามารถทำได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย ซึ่งจะมีการจัดพื้นที่สำหรับการแสดงความคิดเห็นของผู้ชุมนุม เพื่อให้การประชุมสามารถดำเนินต่อไปได้ในระหว่างที่มีงานประชุม

 

“ถ้าม็อบจะมา ก็ได้มาแสดงความคิดเห็นอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมา ไม่ได้ทำลายการประชุม ผมว่าอันนี้เป็นชื่อเสียงประเทศไทย” ดร.เอกนิติกล่าว

The post ‘เอกนิติ’ ประเมินน้ำท่วมกระทบ GDP ไม่ถึง 0.1% คงเป้าโต 2-2.5% ย้ำความเป็นอยู่ของประชาชนสำคัญกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
SCB EIC คงเป้า GDP ไทยปี 2569 ที่ 2.2% ชี้สัญญาณฟื้นตัวแบบ K-Shaped รุนแรงขึ้นถึงปีหน้า https://thestandard.co/scb-eic-thailand-gdp-k-shaped/ Wed, 16 Sep 2026 01:45:47 +0000 https://thestandard.co/scb-eic-thailand-gdp-k-shaped/ ภาพกราฟแสดงเศรษฐกิจแบบ K-Shaped และตึกสูงในเมือง

**ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) คงเป้า GDP ไทยป […]

The post SCB EIC คงเป้า GDP ไทยปี 2569 ที่ 2.2% ชี้สัญญาณฟื้นตัวแบบ K-Shaped รุนแรงขึ้นถึงปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟแสดงเศรษฐกิจแบบ K-Shaped และตึกสูงในเมือง

**ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) คงเป้า GDP ไทยปี 2569 ที่ 2.2% และปี 2570 ที่ 2.1% โดยชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแบบ K-Shaped รุนแรงขึ้น ซึ่งหมายถึงผลประโยชน์จากการลงทุน AI และการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มทุนใหญ่และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ SMEs และครัวเรือนจำนวนมากยังคงเผชิญกับภาระหนี้สูงและความเปราะบางด้านรายได้และการเข้าถึงสินเชื่อ

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยเติบโตดีขึ้นจากการลงทุนรอบใหม่และการส่งออก แต่การฟื้นตัวไม่ทั่วถึง มีลักษณะK-shaped ที่ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ โดยผลประโยชน์กระจุกตัวเพียงบางกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจ และกลุ่มแรงงาน

 

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.2% ในปี 2569 และ 2.1% ในปี 2570

 

โดยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก ส่งผลบวกต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดีขึ้น แต่การฟื้นตัวมีลักษณะ K-shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติเนื่องจากการลงทุนและการส่งออกที่ขยายตัวดีมีการพึ่งพาการนำเข้าสูงและเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด ทำให้ผลประโยชน์ด้านรายได้และการจ้างงานกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs จำนวนมากยังเผชิญความเปราะบางด้านรายได้ หนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อ

 

มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่ผลบวกต่อเศรษฐกิจจะขึ้นกับความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มและการสร้างงานในประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ ขณะเดียวกันความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจาก Super El Niño จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันต้นทุน รายได้และการบริโภค โดยเฉพาะครัวเรือนและ SMEs ที่เปราะบางอยู่แล้ว

 

เศรษฐกิจไทยปี 2569 ได้แรงส่งจากการลงทุนและส่งออกต่อเนื่องแต่การส่งผ่านประโยชน์สู่เศรษฐกิจยังจำกัด

 

การส่งออกสินค้ายังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2569

 

โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ของโลก

 

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีตามการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อย่างไรก็ดี

 

เศรษฐกิจไทยยังได้รับประโยชน์จำกัด เนื่องจากธุรกิจกลุ่มนี้พึ่งพาการนำเข้าสินค้าทุน

 

วัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางในสัดส่วนที่สูง ขณะที่ความเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยและแรงงานไทยยังมีไม่มาก การขยายตัวของการส่งออกและการลงทุนที่พึ่งพาการนำเข้าสูงจึงไม่ได้ส่งผ่านเป็นมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจ การจ้างงาน และรายได้ในประเทศอย่างเต็มที่

 

ในช่วงครึ่งหลังของปีการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้าภาระหนี้ครัวเรือนสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยมาตรการภาครัฐโดยเฉพาะวงเงินส่วนที่เหลือภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทในส่วน 2

 

แสนล้านบาทแรกจะช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่วงเงินในส่วน 2 แสนล้านบาทหลังที่เกี่ยวข้องกับโครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานจะทยอยเบิกจ่ายสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2570

 

การฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ

 

SCB EIC มองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในรอบนี้มีลักษณะ K-shaped ชัดเจนขึ้น ทั้งในมิติประเภทธุรกิจ ขนาดกิจการ ตลาดแรงงานและครัวเรือน

 

โดยแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการลงทุน เทคโนโลยีและตลาดต่างประเทศ ขณะที่ SMEs และธุรกิจที่พึ่งพาอุปสงค์ในประเทศ

 

แรงงานส่วนใหญ่โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ และครัวเรือนรายได้น้อยยังฟื้นตัวช้ากว่า

 

  • ประเภทธุรกิจและขนาดกิจการ การเติบโตในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีดิจิทัลที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร ขณะที่ SMEs ยังเผชิญข้อจำกัดจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า อัตรากำไรลดลง ปัญหาสภาพคล่อง การเข้าถึงสินเชื่อซึ่งสะท้อนการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรง และข้อจำกัดในการลงทุนและปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่
  • แรงงานและครัวเรือน รายได้ในกลุ่มแรงงานทักษะสูงและแรงงานในระบบฟื้นตัวได้ดีกว่าแรงงานนอกระบบ ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยยังเผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้สูง และมีความสามารถรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจำกัดทำให้ยังต้องพึ่งพามาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐมากกว่ากลุ่มอื่น

 

SCB EIC มองว่าความแตกต่างของการฟื้นตัวนี้อาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

 

หากแรงส่งจากการลงทุนและการส่งออกยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการจ้างงาน รายได้

 

และกำลังซื้อในประเทศได้มากขึ้น ก็อาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงได้อีกและเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

 

ดังนั้น การเปลี่ยนจากการฟื้นตัวแบบ K-shaped ไปสู่การเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืนขึ้น (Broad-based recovery) จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 3 ด้าน คือ

 

  • ยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ โดยใช้โอกาสจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ผ่านการดึงดูดกิจกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่
  • เชื่อมผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจวงกว้าง ผ่านการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง FDI และบริษัทขนาดใหญ่ กับ SMEs ไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้มากขึ้น
  • ช่วยเหลือกลุ่มที่ยังปรับตัวไม่ทันในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยยกระดับศักยภาพของกลุ่มที่ยังแข่งขันได้และมีกลไกรองรับที่เหมาะสมกับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น

 

เศรษฐกิจไทยปี 2570 มีแนวโน้มที่จะยังโตต่ำกว่าศักยภาพ แต่จะเป็นบททดสอบว่าไทยสามารถเปลี่ยนการลงทุนรอบใหม่ให้เป็นมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้นหรือไม่

 

SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.1% ในปี 2570 ใกล้เคียงปีนี้ แม้ยังได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงเม็ดเงินลงทุนภาครัฐบางส่วนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

 

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพจากข้อจำกัดของแรงขับเคลื่อนเดิม ทั้งการบริโภคภาคเอกชนที่ฟื้นตัวช้าตามรายได้และกระบวนการ Debt Deleveraging ของภาคครัวเรือน ความเปราะบางของ SMEs และข้อจำกัดด้าน Policy space ของภาครัฐ ขณะที่แรงขับเคลื่อนใหม่จากการลงทุนต่างชาติยังต้องการเวลาในการทำตามเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย เพิ่มการใช้วัตถุดิบและบริการในประเทศ และยกระดับศักยภาพแรงงาน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยมากขึ้น

 

ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงสำคัญจาก

 

  • มาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็น Excess capacity และ Transshipment
  • Super El Niño อาจกระทบต่อผลผลิตเกษตร ส่งผลต่อรายได้ภาคเกษตรและกำลังซื้อในส่วนภูมิภาค รวมถึงสร้างแรงกดดันด้านสูงต่อราคาสินค้าหมวดอาหาร
  • ความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานโลก
  • ความเปราะบางของรายได้ครัวเรือนและ SMEs ซึ่งอาจกดดันการบริโภคและธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศ

 

นโยบายการเงินไทยมีแนวโน้มผ่อนคลายต่อเนื่อง คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยต่ำไว้ที่ 1% ถึงสิ้นปี 2570

 

SCB EIC ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% จนถึงสิ้นปี

 

2570 เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและไม่ทั่วถึง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังมีที่มาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก ทั้งราคาพลังงานและราคาอาหารสด โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะทยอยลดลงในช่วงที่เหลือของปี 2569

 

เฉลี่ยทั้งปีอยู่ภายในกรอบเงินเฟ้อ

 

แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่ม Emerging Markets แต่ภาวะการเงินไทยยังค่อนข้างตึงตัว ส่วนหนึ่งจากแรงกดดันภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้นผ่าน Bond yields ที่สูงขึ้นในหลายประเทศ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยสูงขึ้นบ้าง ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้ กลุ่มลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ยังเผชิญภาวะสินเชื่อตึงตัวตามความเสี่ยงด้านคุณภาพหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ยังอ่อนแอ

 

มองไปข้างหน้า มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ทั้งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และมาตรการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ควบคู่กับมาตรการเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลิตภาพ จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องและสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย

 

ธุรกิจไทยยังเผชิญแรงกดดัน แต่โอกาสยังอยู่ในกลุ่มที่เชื่อมโยงกับ AI, FDI และMegatrends

 

ภาคธุรกิจไทยในระยะข้างหน้าจะมีแนวโน้มเติบโตแตกต่างกันมากขึ้น โดยธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ AI การลงทุนจากต่างประเทศ และเมกะเทรนด์โลกมีแนวโน้มเติบโตได้ดีกว่าธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศเป็นหลัก

 

กลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์มากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ Data center โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับสุขภาพ ตลอดจนธุรกิจสนับสนุน (Enablers) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ อาทิ บริการดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ บริการที่ช่วยให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

 

ในทางกลับกัน SMEs และธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนทางการเงินสูง การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และมีข้อจำกัดในการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ

 

เศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้จากการลงทุนในเทคโนโลยี AI ท่ามกลางปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และภาวะการเงินโลกตึงตัว

 

SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกยังเติบโตต่อเนื่องที่ 2.5% และ 2.6% ในปี 2569 และ 2570 ตามลำดับ ตั้งแต่ต้นปีมานี้เศรษฐกิจโลกยังเติบโตต่อเนื่อง แม้เผชิญราคาพลังงานโลกสูงจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่วนหนึ่งจากแรงส่งการลงทุนและการค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทั่วโลก อย่างไรก็ดี ผลประโยชน์จากการลงทุนและการค้าเกี่ยวกับ AI

 

ต่อเศรษฐกิจโลกค่อนข้างกระจุกตัวในบางประเทศ เช่น สหรัฐฯ ที่ใช้งาน AI

 

ในวงกว้างขึ้น ซึ่งมีศักยภาพในการเพิ่มผลิตภาพของการผลิตในองค์กรที่นำ AI มาใช้ แต่เริ่มเห็นสัญญาณกระทบต่อการจ้างงานบางส่วน ด้านจีนเร่งใช้งาน AI

 

ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการผลิตและส่งออก แต่ในระยะสั้นอาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดแรงงานที่เปราะบางอยู่ก่อนแล้ว ขณะที่การใช้งาน AI ของประเทศกำลังพัฒนายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและตามหลังอยู่มาก

 

ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง หลังจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น การขนส่งพลังงานออกจากตะวันออกกลางทำได้ไม่มาก ราคาพลังงานโลกจึงมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นกว่าที่เคยประเมินไว้ นอกจากนี้ สหรัฐฯ อาจใช้มาตรการทางการค้าหลายรูปแบบเพื่อปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยให้กลับไปใกล้ระดับเดิมที่เคยประกาศไว้ในปีก่อน โดยจะพิจารณาประเด็นการเกินดุลการค้ากำลังการผลิตส่วนเกิน และการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้าซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อการค้าโลกต่อเนื่อง

 

ภาวะการเงินโลกตึงตัวผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเทศเศรษฐกิจสำคัญที่ปรับสูงขึ้นมาก ตามความต้องการระดมทุนจำนวนมาก ทั้งจากภาคเอกชนเพื่อลงทุนใน AI และภาครัฐบาลที่ดำเนินนโยบายการคลังขาดดุลสูง ประกอบกับความกังวลของ นักลงทุนต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อและเสถียรภาพการคลังของรัฐบาล

 

SCB EIC มองว่า ความเสี่ยงสำคัญในระยะต่อไปอาจไม่ใช่การกลับเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นเต็มรูปแบบรอบใหม่ แต่เป็นภาวะ Bond Yield ทั่วโลกมีแนวโน้มสูงนาน ด้านนโยบายการเงินธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินแบบระมัดระวังมากขึ้นโดยอาจเห็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในบางประเทศเพื่อยึดเหนี่ยวคาดการณ์เงินเฟ้อแม้แรงกดดันเงินเฟ้อจะมีแนวโน้มทยอยลดลงในระยะข้างหน้า

 

อ่านต่อรายงานฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbeic.com/th/home

 

ภาพ: metamorworks, onapalmtree / Shutterstock

The post SCB EIC คงเป้า GDP ไทยปี 2569 ที่ 2.2% ชี้สัญญาณฟื้นตัวแบบ K-Shaped รุนแรงขึ้นถึงปีหน้า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธุรกิจไทยเป็น ‘บริษัทซอมบี้’ ไปแล้วเกือบ 12% SCB EIC เตือนมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก ภัยเงียบฉุดผลิตภาพเศรษฐกิจ https://thestandard.co/thai-zombie-firms-economy/ Tue, 15 Sep 2026 11:13:27 +0000 https://thestandard.co/?p=1255426 ภาพมือซอมบี้กำลังเอื้อมมือออกมาจากกระดาษขาด

ธุรกิจไทยมีแนวโน้มเป็นบริษัทผีดิบ (Zombie firm) สูงขึ้น […]

The post ธุรกิจไทยเป็น ‘บริษัทซอมบี้’ ไปแล้วเกือบ 12% SCB EIC เตือนมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก ภัยเงียบฉุดผลิตภาพเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพมือซอมบี้กำลังเอื้อมมือออกมาจากกระดาษขาด

ธุรกิจไทยมีแนวโน้มเป็นบริษัทผีดิบ (Zombie firm) สูงขึ้น โดยเฉพาะ SME ด้าน SCB EIC เตือนภาวะดังกล่าวอาจสร้างความเสียหาย เหตุจะทำให้ทรัพยากรประเทศ ทั้งเงินทุน และแรงงานไปจมอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ จนส่งผลให้ GDP ไทยเติบโตชะลอตัวลง คาดเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.2% ในปี 2026 และ 2.1% ในปี 2027 ท่ามกลางการฟื้นตัวไม่ทั่วถึง มีลักษณะ K-shaped ที่ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ

 

 
 

วันนี้ (14 กันยายน) ดร. ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ธุรกิจไทยมีแนวโน้มเป็นบริษัทผีดิบ (Zombie firm) หรือบริษัทที่ทำกำไรได้น้อยกว่าหนี้สิน ‘มากขึ้น’ โดยตามข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแสดงให้เห็นว่า สัดส่วน Zombie firm ของธุรกิจไทยเร่งตัวขึ้นแตะ 11.6% ในปี 2025 จากสัดส่วน 11.4% ในปี 2024

 

สัดส่วน Zombie Firm ใน SME สูงกว่าธุรกิจขนาดอื่นเกือบ 3 เท่า

 

ขณะที่ SMEs มีสัดส่วนผีดิบสูงถึง 12.3% ในปี 2025 แต่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (Large firm) กลับมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5% เท่านั้น สะท้อนว่าความเปราะบางกระจุกตัวอยู่ที่ฝั่ง SME เป็นหลัก

 

โดยสัดส่วนดังกล่าวยังนับว่าสูงกว่าช่วงก่อนโควิดที่ SME มีสัดส่วน Zombie firm อยู่ที่ 11.1% (ภาพรวมอยู่ที่ 10.4%) อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 16.1% (ภาพรวมอยู่ที่ 15.1%) ในปี 2021 ก่อนจะลดลงมา ทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิดในปี 2023–2025

 

ภาพมือซอมบี้กำลังเอื้อมมือออกมาจากกระดาษขาด 1

 

เปิด 3 อุตสาหกรรมมี Zombie Firm มากที่สุด

 

ทั้งนี้ นิยามบริษัทผีดิบ (Zombie firm) ของ SCB EIC หมายถึงบริษัทที่มีความสามารถในการทำกำไรไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ (Interest Coverage Ratio ต่ำกว่า 1) ติดต่อกัน 2 รอบบัญชี และเป็นบริษัทที่มีอายุดำเนินกิจการมากกว่า 3 ปี เพื่อไม่ให้สับสนกับธุรกิจสตาร์ตอัปหรือธุรกิจเปิดใหม่ที่อาจยังไม่มีกำไรในระยะแรก

 

เมื่อแบ่งแยกเป็นรายอุตสาหกรรมพบว่า อสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ธุรกิจที่พักแรมและโรงแรม ธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่ม คืออุตสาหกรรมมี Zombie firm มากที่สุด รองลงมาคือ ธุรกิจสุขภาพ (Healthcare) โทรคมนาคม (Telecommunication) และธุรกิจยางที่มี Zombie Firm ในสัดส่วนสูง

 

Zombie Firm ยิ่งเยอะจ่อฉุดผลิตภาพเศรษฐกิจ

 

ยรรยงกล่าวต่อว่า การปล่อยให้มีบริษัทซอมบี้ค้างอยู่ในระบบเศรษฐกิจจำนวนมากอาจสร้างความเสียหายได้ เนื่องจากจะทำให้ทรัพยากรสำคัญของประเทศทั้งเงินทุน แรงงาน และผู้ประกอบการ ไปจมอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพแทนที่จะถูกนำไปใช้ในภาคธุรกิจที่มีอนาคต ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งที่ทำให้ผลิตภาพ (Productivity) ของแรงงานและธุรกิจไทยลดลง จนส่งผลให้ GDP ไทยเติบโตชะลอตัวลงเรื่อยๆ

 

พร้อมทั้งวิเคราะห์ต่อว่า สาเหตุที่ทำให้ไทยมีบริษัทซอมบี้สะสมอาจมาจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจบางประการช่วยประคองให้บริษัทเหล่านี้ยังรอดอยู่ได้ในระยะสั้น แต่อาจสะสมปัญหาในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยระดับต่ำ และมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ที่ช่วยยื้อให้บริษัทที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดจริงยังคงชำระดอกเบี้ยหรือเปิดกิจการต่อไปได้

 

“ถ้าประเทศไหน เศรษฐกิจไหนที่มี Zombie Firm เยอะอาจจะสะท้อนว่า กลไกของเศรษฐกิจนั้นอาจจะประคบประหงมเศรษฐกิจส่วนที่อาจจะไม่ Productive มากเกินไปหรือเปล่า ดังนั้น ถ้า Zombie Firm อยู่ในระดับที่สูง หรือสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องระมัดระวัง” ดร. ยรรยงกล่าว

 

ฉะนั้น เพื่อแก้ปัญหาบริษัทซอมบี้ให้ตรงจุด ดร. ยรรยงกล่าวว่า ผู้กำหนดนโยบายต้องแยกให้ออกว่ากลุ่มไหนคือกลุ่มที่ ‘พอปรับตัวได้’ ก็ควรเข้าไปช่วย Upskill Reskill หรือ Transform และกลุ่มไหนที่ ‘ไม่สามารถแข่งขันได้แล้ว’ ก็ควรใช้กลไกการย้ายทรัพยากร (Reallocate Resources) ไปในธุรกิจใหม่เกิดขึ้นได้จริง

 

SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยเติบโตดีขึ้นจากการลงทุนรอบใหม่และการส่งออก

 

สำหรับภาพรวมและการประมาณการเศรษฐกิจไทย (Economic Outlook) ดร. ยรรยงเปิดเผยว่า SCB EIC ตัดสินใจปรับขึ้นประมาณการ GDP เล็กน้อยอยู่ที่ขยายตัว 2.2% ในปี 2026 และ 2.1% ในปี 2027 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก ส่งผลบวกต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ในกลุ่มดิจิทัล และ เทคโนโลยี

 

ภาพมือซอมบี้กำลังเอื้อมมือออกมาจากกระดาษขาด 2

 

การฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ

 

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดีขึ้น แต่การฟื้นตัวมีลักษณะ K-shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ เนื่องจากการลงทุนและการส่งออกที่ขยายตัวดีมีการพึ่งพาการนำเข้าสูงและเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด ทำให้ผลประโยชน์ด้านรายได้และการจ้างงานกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs จำนวนมากยังเผชิญความเปราะบางด้านรายได้ หนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อ

 

  • ประเภทธุรกิจและขนาดกิจการ การเติบโตในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีดิจิทัลที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร ขณะที่ SMEs ยังเผชิญข้อจำกัดจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า อัตรากำไรลดลง ปัญหาสภาพคล่อง การเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งสะท้อนการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรง และข้อจำกัดในการลงทุนและปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่
  • แรงงานและครัวเรือน รายได้ในกลุ่มแรงงานทักษะสูงและแรงงานในระบบฟื้นตัวได้ดีกว่าแรงงานนอกระบบ ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยยังเผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้สูง และมีความสามารถรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจำกัด ทำให้ยังต้องพึ่งพามาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐมากกว่ากลุ่มอื่น

 

SCB EIC มองว่าความแตกต่างของการฟื้นตัวนี้อาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย หากแรงส่งจากการลงทุนและการส่งออกยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการจ้างงาน รายได้ และกำลังซื้อในประเทศได้มากขึ้น ก็อาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงได้อีกและเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

 

ภาพมือซอมบี้กำลังเอื้อมมือออกมาจากกระดาษขาด 3

 

ดังนั้น SCB EIC จึงระบุว่า การเปลี่ยนจากการฟื้นตัวแบบ K-shaped ไปสู่การเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืนขึ้น (Broad-based recovery) จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 3 ด้าน คือ

 

  • ยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ โดยใช้โอกาสจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ผ่านการดึงดูดกิจกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่
  • เชื่อมผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจวงกว้าง ผ่านการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง FDI และบริษัทขนาดใหญ่ กับ SMEs ไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้มากขึ้น
  • ช่วยเหลือกลุ่มที่ยังปรับตัวไม่ทันในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยยกระดับศักยภาพของกลุ่มที่ยังแข่งขันได้ และมีกลไกรองรับที่เหมาะสมกับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น

 

ภาพ: leolintang / Shutterstock

 

 

The post ธุรกิจไทยเป็น ‘บริษัทซอมบี้’ ไปแล้วเกือบ 12% SCB EIC เตือนมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก ภัยเงียบฉุดผลิตภาพเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กกร.’ เพิ่มเป้า GDP ปี 69 โต 2.1-2.5% แนะรัฐจัดระเบียบน้ำ-ไฟ ‘Data Center’ ตั้งทีมเอกชนเสริมแกร่ง Ecosystem https://thestandard.co/kkr-gdp-data-center-economy/ Wed, 02 Sep 2026 10:46:30 +0000 https://thestandard.co/kkr-gdp-data-center-economy/ ภาพคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงข่าวปรับเพิ่มเป้า GDP และข้อเสนอแนะเรื่อง Data Center

กกร.ปรับเพิ่ม GDP ปี 69 โต 2.1-2.5% ชี้อานิสงส์ส่งออกโต […]

The post ‘กกร.’ เพิ่มเป้า GDP ปี 69 โต 2.1-2.5% แนะรัฐจัดระเบียบน้ำ-ไฟ ‘Data Center’ ตั้งทีมเอกชนเสริมแกร่ง Ecosystem appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แถลงข่าวปรับเพิ่มเป้า GDP และข้อเสนอแนะเรื่อง Data Center

กกร.ปรับเพิ่ม GDP ปี 69 โต 2.1-2.5% ชี้อานิสงส์ส่งออกโต 12-16% แนะรัฐวางนโยบาย Data Center ให้ชัด ชี้เป็นโอกาสลงทุน 100 MW มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท พร้อมตั้งทีม Data Center เร่งสร้าง Ecosystem เชื่อม PCB พลังงานสะอาด พร้อมเตือนจับตาน้ำมันโลกพุ่ง 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เศรษฐกิจยังเป็น K-shape หวัง Reinvent ไทย เพิ่มมูลค่าในประเทศและดึงลงทุนอุตสาหกรรมใหม่

 

 

 

ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยหลังเป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า กกร. สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าที่ประเมินไว้ จากแรงส่งของการส่งออกและ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงกว่าคาด

 

โดย กกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็น 12%-16% จากเดิม 8%-10% และ ปรับประมาณการ GDP เป็น 2.1%-2.5% จากเดิม 1.6%-2.0%

 

อย่างไรก็ดี แรงส่งจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนสู่เศรษฐกิจในประเทศลดลงอย่างชัดเจน โดยในอดีตการส่งออกที่เติบโตเฉลี่ยราว 14% และการลงทุนที่เติบโต 10% เคยสอดคล้องกับ GDP ที่ขยายตัวเฉลี่ยราว 6-7%

 

สะท้อนว่าไทยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Domestic Value Capture) ได้น้อยลง จากการพึ่งพา Import Content ที่สูง ขณะที่การลงทุนระลอกใหม่ยังสร้างการจ้างงานได้จำกัดเมื่อเทียบกับในอดีต

 

ตั้งคณะทำงาน Data center ภาคเอกชน

 

ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องรักษาการอยู่ในเรดาร์การลงทุนของโลก แต่ต้องเร่งต่อยอดให้เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะ Data Center ซึ่งทุกการลงทุน 100 เมกะวัตต์ (MW) คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ต้องเร่งสร้าง Ecosystem สร้างสมดุลทรัพยากร ให้เกิดเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (vertical integration)

 

อาทิ ขยายการลงทุน PCB ที่ได้รับการอนุมัติโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด น้ำ การยกระดับภาคอุตสาหกรรมไปสู่ smart manufacturing และการเตรียมความพร้อมด้านบุคคลากร

 

โดยมีส่วนร่วมจากสถาบันการศึกษา ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเต็มศักยภาพเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น creative economy เพื่อให้เกิด real impact ต่อเศรษฐกิจในประเทศ

 

โดยล่าสุด กกร. ได้แต่งตั้งคณะทำงาน Data center ภาคเอกชน เพื่อร่วมขับเคลื่อนธุรกิจนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย

 

“ทาง กกร.คิดว่า ต้องมีคณะทำงานภาคเอกชน เพื่อเห็นภาพรวม เชื่อมโยงกับภาครัฐ ผ่านเวที กรอ. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล ทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน เพราะมีหลายหน่วยงานคาบเกี่ยว ต้องมากำกับดูแล อาทิ กระทรวงพลังงาน สภาพัฒน์”

 

ส่วนกรณี ความกังวลว่า จะเกิดการลงทุนจริง จะกระทบต่อทรัพยากร ชุมชน จะเกิดการจ้างงานจริงหรือไม่นั้น เราจะเห็นโมเดลสระบุรีแซนด์บ็อก และควรต้องมีพื้นที่ต่อยอดเพิ่มเติม

 

เมื่อถามว่ามองอย่างไร หาก Data Center มีการจ้างงานน้อย ผยง ระบุว่า อยากให้เปรียบเทียบ Data Center เหมือนกับโรงไฟฟ้า ที่มีพนักงานไม่มากเช่นกัน แต่เป็นธุรกิจที่จำเป็นต้องมี เพราะปัจจุบัน AI เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอยู่แล้ว

 

“ขณะนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาการอยู่ในเรดาร์การลงทุนของโลก ซึ่งต้องเร่งต่อยอดให้เต็มศักยภาพ แต่การลงทุนใหม่ต้องมาพร้อมโครงสร้างพื้นฐานทุกด้าน โดยเฉพาะพลังงาน ซึ่งภาครัฐอยู่ระหว่างผลักดัน Energy transition อีกหลายด้านรองรับ อาทิ พลังงานสะอาด SMR โซลาร์ฟาร์ม”

 

ด้านพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันทุกบริษัทที่เป็น Scaleใหญ่ มี Data center อยู่แล้ว ซึ่งภาคอุตสาหกรรมยังเชื่อว่าสร้างประโยชน์ต่อไทย เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับ Digital Economy

 

หากให้ Data Center ไปลงทุนที่อื่น ถือว่าไทยตกขบวน ซึ่ง Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่ๆของไทย หากไทยต้องการเป็นฮับอุตสาหกรรม จำเป็นต้องมี Data Center

 

“ที่ผ่านมา บริษัทขนาดใหญ่ก็มี Data Centerในการเก็บข้อมูลอยู่แล้ว ดังนั้น Data Center จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่อดีตไม่ได้ถูกพูดถึง แต่เมื่อมีการคัดค้าน ก็กังวลว่าจะเข้ามาแย่งน้ำและไฟฟ้า” พิมพ์ใจ กล่าว

 

เบื้องต้น พบว่าปริมาณไฟฟ้าในประเทศเพียงพอ แต่น้ำยังต้องรอดูข้อมูล คงต้องมีการจัดระบบน้ำและไฟกันใหม่ จะสร้าง Infrastructure อย่างไร ต้องดูแนวทางส่งเสริม นโยบาย

 

วอนรัฐปลดล็อกส่งออกน้ำมันตามกลไกค้าเสรี

 

ส่วนปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมายกระดับ เพิ่มแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลกและสร้างความผันผวนในตลาดการเงิน โดยล่าสุด ณ ต้นเดือน ก.ย. 69 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นแตะ 95 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล (จาก 84 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรลเมื่อเดือน ก.ค.) ท่ามกลางปริมาณน้ำมันสำรองโลกที่ลดลงต่อเนื่อง

 

ขณะเดียวกัน จากมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันดีเซลที่ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันสำเร็จรูปสะสมในคลังสูงขึ้น จนผู้ประกอบการโรงกลั่นจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกลั่นและปริมาณวัตถุดิบพลอยได้จากกระบวนการกลั่น (By-products) อาทิ Naphtha, Benzene, Toluene, Para-Xylene เป็นต้น ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก ยาง เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ และบรรจุภัณฑ์

 

ดังนั้น จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาผ่อนคลายให้สามารถส่งออกน้ำมันได้ตามกลไกการค้าเสรี รวมทั้ง การบริหารสถานการณ์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ตามที่ กกร. ได้เสนอไปก่อนหน้านี้

 

ขณะเดียวกัน กกร. มองเห็นความสำคัญในการยกระดับข้อมูลอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อให้เข้าใจการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในลักษณะ K-shape Economy มากขึ้น ซึ่ง กกร. ได้ติดตามประเด็น K-shape ของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

 

พบว่า K ขาบนกระจุกตัวในธุรกิจ New Economy ที่ได้อานิสงส์จาก Digital และ AI เช่น คอมพิวเตอร์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทจีน สหรัฐฯ และสิงคโปร์

 

ขณะที่ K ขาล่างเป็นธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าต่างประเทศ เช่น ยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้าง

 

เผย 5 ปี ธุรกิจ SMEs ติดหล่ม K ขาล่าง

 

โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่าธุรกิจ SMEs ใน K ขาล่าง สัญชาติไทยที่อยู่ใน 7 อุตสาหกรรมภายใต้ ‘Reinvent Thailand’ มีการผลิตลดลงเฉลี่ย 8% ขณะที่กิจการต่างชาติลดลงสูงถึง 19%

 

โดยเฉพาะธุรกิจญี่ปุ่น ความแตกต่างที่เกิดขึ้นทำให้การมองเพียงตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมอาจไม่เพียงพอ และยิ่งตอกย้ำความสำคัญของข้อมูล ผ่านการยกระดับตัวชี้วัดใน 3 มิติ

 

ได้แก่ ความครอบคลุม (Coverage) คุณภาพข้อมูล (Quality) และสะท้อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Structure) ที่เปลี่ยนแปลงไป

 

โดยอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สภาพัฒน์ และสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้เกิดการปฎิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน

 

ขณะที่การลงทุนระลอกใหม่ยังสร้างการจ้างงานได้จำกัดเมื่อเทียบกับในอดีต ทั้งนี้ไทยจำเป็นต้องรักษาการอยู่ในเรดาร์การลงทุนของโลก แต่ต้องเร่งต่อยอดให้เต็มศักยภาพมากขึ้น

 

ทั้งนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง Reinvent เศรษฐกิจ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและปรับตัวรับโอกาสจากจังหวะที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ สร้าง Trust & Confidence และดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่

 

จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” ที่ กกร. และพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ มีความพร้อมที่จะเปิดเวทีสำคัญนี้ในวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 

โดยภายในงานจะมีการหารือถึง New Growth Engines ของประเทศ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

The post ‘กกร.’ เพิ่มเป้า GDP ปี 69 โต 2.1-2.5% แนะรัฐจัดระเบียบน้ำ-ไฟ ‘Data Center’ ตั้งทีมเอกชนเสริมแกร่ง Ecosystem appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะปรับดัชนี MPI เหตุวัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจใหม่ https://thestandard.co/pipat-thai-economy-mpi-adjust/ Sat, 22 Aug 2026 06:31:09 +0000 https://thestandard.co/pipat-thai-economy-mpi-adjust/ ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP

‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะป […]

The post ‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะปรับดัชนี MPI เหตุวัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP

‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะปรับดัชนี MPI เหตุวัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจใหม่

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์เฟซบุ๊ก ‘Pipat Luengnaruemitchai’ วิเคราะห์ความย้อนแย้งของตัวเลขเศรษฐกิจไทยโดยระบุว่า ในปัจจุบันไม่มีตัวเลขตัวไหนเพียงตัวเดียวที่สามารถบอกภาพรวมทั้งหมดของเศรษฐกิจได้เนื่องจากดัชนีแต่ละตัวกำลังจับภาพคนละมุมในภาวะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ดร.พิพัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดินสวนทางกันหลายตัวชี้วัด เช่น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมพุ่งสูงถึง 54.2 สะท้อนกิจกรรมที่ขยายตัวสูงสุดตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ในทางกลับกัน ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายนกลับหดตัว 3% และ GDP ไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.9% ซึ่งต่ำที่สุดในบรรดาประเทศหลักในเอเชีย

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะแต่ละดัชนีตอบคำถามคนละอย่าง PMI บอก ‘ทิศทาง’ ว่าดีขึ้นหรือแย่ลงจากเดือนก่อน MPI วัดปริมาณการผลิตจริง ส่วน GDP วัดมูลค่าเพิ่มทั้งระบบ

 

ดังนั้นแม้โรงงานส่วนใหญ่จะเริ่มดีขึ้นจากฐานต่ำจน PMI พุ่ง แต่หากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังผลิตลดลง MPI รวมก็จะยังติดลบอยู่

 

อย่างไรก็ตามยังมีข่าวดีคือเศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลกแล้วจริงๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เติบโตตามคลื่นการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ชิ้นส่วนโฟโตนิกส์ (Photonics) และอุปกรณ์เครือข่าย โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์

 

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคืออุตสาหกรรมที่เป็น ‘ผู้ชนะ’ กำลังโตเร็วแต่ยังมีขนาดเล็ก ขณะที่ ‘ผู้แพ้’ กำลังหดตัว และยังมีขนาดใหญ่ทำให้น้ำหนักของอุตสาหกรรมเก่าที่กำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น รถยนต์ที่หดตัวต่อเนื่อง ปิโตรเคมีที่เผชิญกำลังการผลิตส่วนเกินจากจีน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สู้สินค้านำเข้าไม่ได้ ยังคงกดทับภาพรวมเศรษฐกิจไทยอยู่

 

ดร.พิพัฒน์ ให้ข้อสังเกตว่าดัชนีเศรษฐกิจแบบเดิมอาจเริ่มตามโครงสร้างที่เปลี่ยนไปไม่ทัน เช่น การวัดเป็น ‘จำนวนหน่วย’ อาจประเมินต่ำเกินไป เช่น ฮาร์ดดิสก์ 1 ลูกในปัจจุบันเก็บข้อมูลได้มากกว่าในอดีตมหาศาล หากวัดแค่จำนวนชิ้นอาจดูเหมือนไม่โต ทั้งที่ศักยภาพเพิ่มขึ้นมาก

 

นอกจากนั้นยังมีเรื่องไส้ในของมูลค่าเพิ่มที่เปลี่ยนไป เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) แม้จำนวนการผลิตจะดูดี แต่มีสัดส่วนการนำเข้าชิ้นส่วนสูงกว่ารถกระบะแบบเดิมที่มีห่วงโซ่อุปทานในประเทศลึกกว่าทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกถึงคนไทยจริงๆ อาจลดลง

 

นอกจากนั้นในไตรมาส 2 แม้ส่งออกและการลงทุนจะขยายตัวแรง แต่ GDP กลับโตต่ำ เพราะกิจกรรมใหม่ๆ มีการนำเข้าสูง (Import Content) เช่น การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องนำเข้าเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จากต่างประเทศเกือบทั้งหมด

 

ดร. พิพัฒน์เห็นประเทศไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่แล้ว ซึ่งเป็นทิศทางที่ต้องไป แต่เสนอแนะว่าเราต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมใหม่ให้มากขึ้น โดยต้องยอมให้ทรัพยากร (แรงงาน-เงินทุน-ที่ดิน) เคลื่อนย้ายออกจากอุตสาหกรรมที่แข่งขันไม่ได้ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีโอกาสมากกว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้อย่างถูกทิศทาง

 

ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP 1ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP 2ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP 3

The post ‘ดร. พิพัฒน์’ ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ฉายภาพคนละทาง’ แนะปรับดัชนี MPI เหตุวัดแบบเดิมไม่ทันการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดร.พิพัฒน์ชี้ ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ชี้คนละทาง’ อุตสาหกรรมใหม่โตเร็วแต่ยังเล็ก แนะปรับ MPI ให้ทันโครงสร้างใหม่ https://thestandard.co/pipat-thai-economy-new-industries/ Sat, 22 Aug 2026 06:17:28 +0000 https://thestandard.co/pipat-thai-economy-new-industries/ ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP

วันนี้ (22 สิงหาคม) ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านั […]

The post ดร.พิพัฒน์ชี้ ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ชี้คนละทาง’ อุตสาหกรรมใหม่โตเร็วแต่ยังเล็ก แนะปรับ MPI ให้ทันโครงสร้างใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP

วันนี้ (22 สิงหาคม) ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์ความย้อนแย้งของตัวเลขเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า ในปัจจุบันไม่มีตัวเลขใดเพียงตัวเดียวที่สามารถบอกภาพรวมทั้งหมดของเศรษฐกิจได้ เพราะดัชนีแต่ละตัวกำลังจับภาพคนละมุม ท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ดร.พิพัฒน์ยกตัวอย่างว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นแตะระดับ 54.2 สูงสุดในรอบ 7 เดือน สะท้อนกิจกรรมภาคการผลิตที่ขยายตัวแข็งแกร่ง ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายนกลับลดลง 3.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามข้อมูลของ S&P Global, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

 

ความแตกต่างดังกล่าวเกิดจากดัชนีแต่ละตัวตอบคำถามไม่เหมือนกัน โดย PMI สะท้อน ‘ทิศทาง’ ว่ากิจกรรมของผู้ประกอบการดีขึ้นหรือแย่ลงจากเดือนก่อน ขณะที่ MPI วัดปริมาณการผลิตจริง และ GDP วัดมูลค่าเพิ่มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งระบบ

 

ดังนั้น แม้โรงงานจำนวนมากจะเริ่มฟื้นตัวจากฐานต่ำจนทำให้ PMI ปรับสูงขึ้น แต่หากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังลดกำลังการผลิต น้ำหนักของอุตสาหกรรมเหล่านั้นก็สามารถฉุดให้ MPI โดยรวมยังติดลบได้

 

อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์มองว่า ข่าวดีคือประเทศไทยเริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่เติบโตตามกระแสการลงทุนด้าน AI ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ชิ้นส่วนโฟโตนิกส์และอุปกรณ์เครือข่าย ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์

 

ปัญหาคืออุตสาหกรรมกลุ่ม ‘ผู้ชนะ’ แม้เติบโตเร็ว แต่ยังมีขนาดเล็ก ขณะที่อุตสาหกรรมกลุ่ม ‘ผู้แพ้’ ซึ่งกำลังหดตัวกลับยังมีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ที่หดตัวต่อเนื่อง ปิโตรเคมีที่เผชิญกำลังการผลิตส่วนเกินจากจีน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ยาก จึงยังคงกดทับภาพรวมเศรษฐกิจไทย

 

ดร.พิพัฒน์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ดัชนีเศรษฐกิจแบบเดิมอาจเริ่มตามโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปไม่ทัน โดยเฉพาะการวัดผลผลิตเป็น ‘จำนวนหน่วย’ เช่น ฮาร์ดดิสก์ 1 ลูกในปัจจุบันสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าในอดีตมหาศาล หากวัดเฉพาะจำนวนชิ้น อุตสาหกรรมนี้อาจดูเหมือนไม่เติบโต ทั้งที่ศักยภาพของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก

 

ขณะเดียวกัน ‘ไส้ใน’ ของมูลค่าเพิ่มก็เปลี่ยนไป เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) แม้จำนวนรถที่ผลิตได้จะเพิ่มขึ้น แต่มีสัดส่วนชิ้นส่วนนำเข้าสูงกว่ารถกระบะแบบเดิม ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศลึกกว่า ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจและแรงงานไทยอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนรถที่ผลิต

 

สถานการณ์เดียวกันยังเกิดขึ้นกับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องนำเข้าเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จำนวนมากจากต่างประเทศ จึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ไตรมาส 2 แม้การส่งออกและการลงทุนขยายตัวแรง แต่ GDP กลับเติบโตในระดับต่ำ เพราะกิจกรรมใหม่เหล่านี้มีสัดส่วนการนำเข้าสูง และยังสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้ไม่เต็มที่

 

ดร.พิพัฒน์สรุปว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นทิศทางที่จำเป็นต้องเดินหน้า แต่โจทย์สำคัญคือการเพิ่มมูลค่าที่ตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย พร้อมยอมให้ทรัพยากรทั้งแรงงาน เงินทุน และที่ดิน เคลื่อนย้ายออกจากอุตสาหกรรมที่แข่งขันไม่ได้ ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีโอกาสมากกว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างถูกทิศทาง

The post ดร.พิพัฒน์ชี้ ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ชี้คนละทาง’ อุตสาหกรรมใหม่โตเร็วแต่ยังเล็ก แนะปรับ MPI ให้ทันโครงสร้างใหม่ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป GDP อาเซียนครึ่งแรกปี 2569 ไทยโตรั้งท้าย https://thestandard.co/asean-gdp-thailand-lowest-growth/ Mon, 17 Aug 2026 08:00:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1242826 ธงชาติกลุ่มประเทศอาเซียนขนาดเล็กบนพื้นหลังเบลอ

เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขยายตัว 1.9% […]

The post สรุป GDP อาเซียนครึ่งแรกปี 2569 ไทยโตรั้งท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ธงชาติกลุ่มประเทศอาเซียนขนาดเล็กบนพื้นหลังเบลอ

เศรษฐกิจไทย (GDP) ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขยายตัว 1.9% YoY ชะลอตัวลงจากที่ขยายตัว 2.8% YoY ในไตรมาสแรกของปี 2569 ดังนั้น เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เหตุไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค พบว่าไทยมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุด ดังนี้

 

🇻🇳เวียดนาม ขยายตัว 8.4% YoY

 

🇲🇾มาเลเซีย ขยายตัว 6.0% YoY

 

🇸🇬สิงคโปร์ ขยายตัว 5.9% YoY

 

🇮🇩อินโดนีเซีย ขยายตัว 5.3% YoY

 

🇵🇭ฟิลิปปินส์ ขยายตัว 2.3% YoY

 

🇹🇭ไทย ขยายตัว 1.9% YoY

 

ทั้งนี้ ลาว กัมพูชา เมียนมา และ บรูไน ติมอร์-เลสเต มีการเปิดเผยข้อมูล GDP อย่างเป็นทางการ แต่ยังมีข้อจำกัดในแง่ ‘ความถี่’ และ ‘ความทันเวลา’ โดยส่วนใหญ่เผยแพร่ GDP ‘รายปี’ มักล่าช้าหลายเดือน และ ไม่มี GDP รายไตรมาส

 

โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ GDP ไทยไตรมาสล่าสุด ชะลอตัวลงมาจาก (1) การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนชะลอตัว (2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลชะลอตัวลงอย่างมาก (3) การลงทุนภาครัฐกลับมาหดตัว (4) ขณะที่ด้านการผลิต หลายสาขาชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ

 

กระนั้น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทยในปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ช่วง 2.0-2.5% (โดยมีค่ากลางการประมาณการอยู่ที่ 2.2%) ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนหน้า (ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2569) ที่เคยคาดการณ์ไว้ในช่วง 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%) จากการส่งออกและภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวดีกว่าคาด การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวอย่างก้าวกระโดด และคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อลดต่ำลง ช่วยหนุนกำลังซื้อและการบริโภค

 

อ้างอิง: สภาพัฒน์ รวบรวมข้อมูล ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569

ธงชาติกลุ่มประเทศอาเซียนขนาดเล็กบนพื้นหลังเบลอ 1

The post สรุป GDP อาเซียนครึ่งแรกปี 2569 ไทยโตรั้งท้าย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ความพิการไม่ใช่ข้อจำกัด: TBDN ชวนธุรกิจไทยมอง Disability Confidence เป็นกลยุทธ์เพื่อการเติบโต และอนาคตแรงงานไทย https://thestandard.co/disability-confidence-thai-business-growth/ Mon, 27 Jul 2026 08:47:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1235602 ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN

จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) 1 ใน 6 ของ […]

The post ความพิการไม่ใช่ข้อจำกัด: TBDN ชวนธุรกิจไทยมอง Disability Confidence เป็นกลยุทธ์เพื่อการเติบโต และอนาคตแรงงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN

จากข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) 1 ใน 6 ของประชากรโลกมีความบกพร่องทางร่างกายหรือการรับรู้ และร้อยละ 80 ของกลุ่มนี้อยู่ในวัยทำงาน แต่อัตราการเข้าสู่ตลาดแรงงานของกลุ่มนี้ยังต่ำกว่าคนทั่วไปถึงร้อยละ 30 ธนาคารโลกประเมินว่า การกีดกันผู้พิการออกจากตลาดแรงงานอาจทำให้ประเทศกำลังพัฒนาสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 3-7% ของ GDP ต่อปี จากผลผลิตที่หายไปและรายได้ภาษีที่ลดลง และในกรณีของประเทศไทย หากลดอุปสรรคการจ้างงานผู้พิการได้สำเร็จ มีการประเมินว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นราว 17.40-40.60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 635,000 ล้านบาทถึง 1.48 ล้านล้านบาท

 

 
 

ตัวเลขเหล่านี้กำลังเปลี่ยนกรอบการมองประเด็นการจ้างงานผู้พิการและบุคคลที่มีความหลากหลายทางการรับรู้ (neurodivergent) ในภาคธุรกิจไทย นอกจากเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายหรือกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ยังส่งผลต่อผลตอบแทนทางธุรกิจและการประเมินความยั่งยืนขององค์กรโดยตรง

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 1

 

TBDN ขับเคลื่อนแนวคิด Disability Confidence เพื่อโอกาสผู้พิการ 

 

เครือข่ายธุรกิจและคนพิการประเทศไทย (Thailand Business and Disability Network: TBDN) คือเครือข่ายพันธมิตรอย่างเป็นทางการในประเทศไทยของ ILO Global Business and Disability Network (GBDN) ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มหลักที่สนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างความพร้อมด้านการยอมรับความแตกต่าง หรือ Disability Confidence ให้เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กร โดยครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการสรรหาบุคลากร การพัฒนาศักยภาพทีมงาน การสร้างสรรค์ผู้นำ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงกลยุทธ์ด้าน ESG แทนที่จะจำกัดอยู่เพียงการทำตามโควตาจ้างงานตามกฎหมายหรือกิจกรรม CSR เป็นครั้งคราว

 

องค์กรสมาชิก TBDN มีทั้งบริษัทข้ามชาติ บริษัทเอกชนไทย และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะได้เข้าถึงกิจกรรมขับเคลื่อนศักยภาพ เครือข่ายพันธมิตร การรับรองความเชี่ยวชาญ และเครื่องมือประเมินมาตรฐานที่แปลงกลยุทธ์ระดับสากลให้ใช้ได้จริงในบริบทไทย

 

เครื่องมือหนึ่งที่ TBDN ผลักดันให้สมาชิกนำไปใช้คือ กลุ่มทรัพยากรบุคคลภายในองค์กร (Employee Resource Groups: ERGs) ซึ่งช่วยเปิดพื้นที่ให้พนักงานร่วมค้นหาโอกาสปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก นโยบาย และประสบการณ์การทำงาน แทนที่จะวัดผลเพียงตัวเลขจ้างงานตามโควตากฎหมาย ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้แนวคิด Disability Confidence ฝังตัวอยู่ในวัฒนธรรมองค์กรอย่างต่อเนื่อง มากกว่าเป็นเพียงโครงการระยะสั้น

 

ดร. อรุณฉัตร ฟูวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการ TBDN ระบุว่า “การสร้างความพร้อมเพื่อเปิดรับความหลากหลาย หรือ Disability Confidence ไม่ใช่เรื่องของแผนกทรัพยากรบุคคล หรือเป็นเพียงกิจกรรม CSR อีกต่อไป แต่นี่คือวาระสำคัญในระดับผู้นำองค์กร”

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 2

 ดร. อรุณฉัตร ฟูวงศ์เจริญ ผู้อำนวยการ TBDN

 

ด้าน ดีปา บาราที (Deepa Bharati) ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านความเท่าเทียมและการยอมรับความแตกต่างจาก ILO มองว่าการเปิดรับความหลากหลายในที่ทำงานไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่เป็น “กลยุทธ์ทางธุรกิจที่ชาญฉลาด” เนื่องจากบุคลากรกลุ่มนี้คือกลุ่มที่มีศักยภาพสูงและยังรอการเปิดพื้นที่อีกมาก

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 3

 ดีปา บาราที ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านความเท่าเทียมและการยอมรับความแตกต่างจาก ILO

 

หลักฐานจากภาคธุรกิจ

 

กรอบแนวคิดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในระดับนโยบาย แต่มีตัวเลขรองรับจากสมาชิก TBDN ที่นำไปปฏิบัติจริง IHG Hotels & Resorts Thailand ดำเนินโครงการนำร่องด้านการจ้างงานแบบมีส่วนร่วมในโรงแรม 5 แห่งในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2567 ผลลัพธ์พบว่าพนักงาน 71.5% เข้าใจความหลากหลายทางการรับรู้ลึกซึ้งขึ้น ความกังวลเรื่องต้นทุนปรับสภาพแวดล้อมลดจาก 60% เหลือ 36% และผู้จัดการโรงแรม 90% มั่นใจในการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม พร้อมสร้างชั่วโมงการอบรมและโอกาสจ้างงานกว่า 7,000 ชั่วโมง คุณเคท เกอริทส์ (Kate Gerits) ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ประเทศไทย ของ IHG ระบุว่าสถานที่ทำงานที่เปิดกว้างคือหัวใจสำคัญในการดึงดูดและรักษาคนเก่งขององค์กร

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 4

เคท เกอริทส์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ประเทศไทย

 

ขณะที่ PCS Thailand ในเครือ OCS Group หนึ่งในนายจ้างรายใหญ่ที่สุดของไทยด้วยพนักงานกว่า 30,000 คน มองว่าการปรับอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกให้เข้าถึงได้ไม่เพียงตอบโจทย์กฎหมาย แต่ยังเปิดโอกาสทางธุรกิจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องรองรับสังคมสูงวัย และยกระดับภาพลักษณ์ ESG ในสายตานักลงทุน คุณวรพงศ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ PCS ประเทศไทย กล่าวว่าบริษัทพร้อมออกแบบและปรับบทบาทหน้าที่ให้เหมาะกับพนักงานแต่ละคน โดยไม่จำกัดประชากรศาสตร์หรือข้อจำกัดส่วนบุคคล

 

ภาพแสดงแนวคิด Disability Confidence เพื่อการเติบโตทางธุรกิจและโอกาสแรงงานไทย โดย TBDN 5

วรพงศ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ PCS ประเทศไทย

 

Disability Confidence กรอบคิดสำคัญที่องค์กรเริ่มให้น้ำหนัก

 

เมื่อประกอบตัวเลขผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาค และกรณีศึกษาจากภาคธุรกิจ ภาพที่ปรากฏคือกรอบ Disability Confidence ไม่ใช่ต้นทุนที่ธุรกิจต้องแบกรับ แต่เป็นกลไกที่ช่วยให้องค์กรเข้าถึงบุคลากร ตลาด และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นประเด็นที่นักลงทุนและองค์กรต่างๆ เริ่มให้น้ำหนักในการประเมินศักยภาพการเติบโตระยะยาวขององค์กร

The post ความพิการไม่ใช่ข้อจำกัด: TBDN ชวนธุรกิจไทยมอง Disability Confidence เป็นกลยุทธ์เพื่อการเติบโต และอนาคตแรงงานไทย appeared first on THE STANDARD.

]]>
เศรษฐกิจไทยหมดหวังโตเกิน 3% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า CIMB ฝากโจทย์รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้าง https://thestandard.co/cimb-thai-economy-low-growth/ Wed, 15 Jul 2026 09:14:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1231114 ภาพกราฟิกแสดงคำเตือนจาก CIMB ว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 3% ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

วันนี้ (15 กรกฎาคม) ดร. อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้ […]

The post เศรษฐกิจไทยหมดหวังโตเกิน 3% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า CIMB ฝากโจทย์รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพกราฟิกแสดงคำเตือนจาก CIMB ว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเติบโตต่ำกว่า 3% ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

วันนี้ (15 กรกฎาคม) ดร. อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามการประเมินของธนาคารพบว่า ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจหรือ GDP ไทย มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% จึงเร่งฝากโจทย์รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้าง เน้นผลลัพธ์สร้างงาน สร้างรายได้ระยะยาว มากกว่าแจกเงินระยะสั้น

 

 
 

ดร. อมรเทพยังปรับประมาณการ GDP ไทยปีนี้และปีหน้า (ปี 2026 และปี 2027) เป็นขยายตัว 2.0% ซึ่งนับเป็นอัตราที่ชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า (ปี 2025) ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ถึง 2.4%

 

“เศรษฐกิจไทยจะเผชิญความเสี่ยงเติบโตระดับ 2-2.5% แบบนี้ไปอีก 3-5 ปี มีโอกาสน้อยมากที่จะกลับมาโตได้เหนือ 3% ยกเว้นจะมีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นปัญหาสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ยังโตต่ำในระยะยาวหากไม่ได้รับการแก้ไข” อมรเทพกล่าว พร้อมทั้งย้ำว่า “การจะไปให้ถึง 3% ผมไม่เห็นเลย ถ้ายังไม่ได้มีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ”

 

ห่วง ‘การบริโภคในประเทศ’ เป็นปัญหาระยะยาว ไม่ใช่ผลกระทบระยะสั้น

 

ดร. อมรเทพกล่าวอีกว่า ‘การบริโภคในประเทศ’ เป็นปัจจัยที่น่ากังวล เนื่องจากยังไม่เห็นการฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพยังสูง และภาระหนี้สินที่อยู่ในระดับสูง

 

นอกจากนี้ แม้ในช่วงที่ผ่านมาการบริโภคจะปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ตามหลักการและสถานการณ์ในอดีตที่ผ่านมาพบว่า หลังมาตรการหมดลง การบริโภคมักจะกลับมาหดตัว เนื่องจากมาตรการแจกเงินไม่ใช่มาตรการที่จะสร้างงานหรือสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ประชาชน

 

“มาตรการภาครัฐในไตรมาส 3 น่าจะเป็นตัวประคองสถานการณ์การบริโภค ซึ่งจะเป็นผลดีต่อกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ทั่วไป แต่ของใช้ขนาดใหญ่ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ เสี่ยงชะลออยู่ เพราะรายได้ของคนไม่ได้โตมาก ขณะที่ความเชื่อมั่นดูไม่ค่อยดีนัก”

 

ดังนั้น หากจะทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจริงๆ แรงขับเคลื่อนจะต้องมาจากการบริโภคภายในประเทศที่เติบโตนำหน้า GDP

 

“แต่ถ้าเรื่องของปัจจัยในประเทศวันนี้ เราห่วงเรื่องการบริโภค ที่จะไม่ใช่แค่ปัญหาระยะสั้น เนื่องจากหลังจากนี้ระยะกลาง 5 ปี เราไม่เห็นการบริโภคจะโตมากกว่า GDP เลย ซึ่งคือส่วนหนึ่งที่เราผิดหวังว่า ถ้าจะฟื้นเศรษฐกิจไทยให้คนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นจริงๆ การบริโภคมันต้องโตได้มากกว่า GDP เป็นการเติบโตจากข้างใน แต่วันนี้เรายังไม่ได้เห็นภาพนั้น”

 

ยังห่วงสงครามการค้ารอบใหม่ คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง

 

นอกจากการบริโภคในประเทศแล้ว ดร. อมรเทพยังห่วงสงครามการค้ารอบใหม่คือความเสี่ยงใหญ่ของครึ่งปีหลัง โดยแม้ความขัดแย้งด้านพลังงานคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงใหม่กำลังย้ายไปที่สงครามการค้า ต้องจับตาการใช้มาตรการ 301 ของสหรัฐฯ ที่เคยบังคับใช้กับจีน อาจกลับมากดดันประเทศคู่ค้าและสร้างความผันผวนต่อบรรยากาศการค้าโลกอีกครั้ง อาจกระทบการส่งออกของไทยระยะต่อไป ต้องติดตามผลดี-ผลเสียอีกครั้ง

 

โดยตามประมาณการปัจจุบัน CIMB คาดว่า ต่อไปปัญหาอิหร่านยังระอุ แม้จะไม่ได้ทวีความรุนแรงเป็นสงครามเหมือนช่วงไตรมาส 2 สำนักวิจัยฯ คาดว่าไตรมาส 3 ราคาจะเฉลี่ยราว 80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แม้ยังมีความเสี่ยงจากหลายปัจจัย แต่ถือว่าอยู่ในระดับที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้

 

ส่วนในด้านการลงทุนภาคเอกชนยังไม่นิ่ง แม้ FDI จะเข้าไทยในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Data Center แต่ยังไม่ได้มีการกระจายตัวไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ จึงยังไม่เกิดการทวีคูณทางเศรษฐกิจที่เร่งมากนัก ตัวภาคก่อสร้างยังทรุดตัว รายได้คนกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก ด้านภาคการส่งออกเป็นบวก และสนับสนุนภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมโดยรวม แต่เนื่องจากในหลายอุตสาหกรรมมีสัดส่วนนำเข้าค่อนข้างสูง จึงยังไม่เห็นการส่งออกสุทธิที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

รัฐบาลเร่งนโยบายสร้างความเชื่อมั่น

 

ดร อมรเทพยังแนะว่า รัฐบาลควรจะหาทางสร้างความเชื่อมั่น หารายได้ ลดการขาดดุลงบประมาณ มีวินัยการคลัง และไม่น่าชนเพดานหนี้ที่ 70% ต่อ GDP ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาเครดิตของประเทศ

 

อีกทั้ง “หวังว่า รัฐบาลจะเน้นการลงทุน ภาครัฐร่วมกับเอกชน หรือการลงทุนใหม่ จะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ เกิดการลงทุนระยะยาวกับประเทศ มากกว่ามาตรการแจกเงินระยะสั้น เพราะจากข้อมูลที่ผ่านมา หลังมาตรการจบ การบริโภคมักกลับมาทรุดตัว จึงอยากเห็นตัวขับเคลื่อนหลักที่มาจากมาตรการ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ประชาชน”

 

ด้านนโยบายการเงิน สำนักวิจัยฯ มองว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ จะทยอยชะลอลงตามราคาพลังงาน และเงินเฟ้อฝั่งสหรัฐฯ ไม่ได้มาจากด้านอุปสงค์มากนัก ค่าเช่าหรือค่าจ้างแรงงานไม่ได้ทวีความทะยานขึ้นสูง จึงน่าจะอยู่ระดับควบคุมได้ เฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ และจะปรับตัวสมดุลในปีหน้า ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อมาจากฝั่งต้นทุนมากกว่าอุปสงค์

 

สำนักวิจัยฯ ยังมองว่า ไตรมาส 3 โอกาสที่ค่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าที่ 33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐตลอดทั้งปีมีโอกาสเป็นไปได้ มีเงินไหลเข้า และการคาดการณ์ว่า สหรัฐฯ จะยังไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยตอนนี้

The post เศรษฐกิจไทยหมดหวังโตเกิน 3% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า CIMB ฝากโจทย์รัฐบาลไทยเร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้าง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดปมส่งออกไทยโตแรงจากกระแส AI แต่ผลต่อเศรษฐกิจและผู้ผลิตไทยอาจไม่มาก https://thestandard.co/bot-governor-thai-exports-ai-impact/ Mon, 13 Jul 2026 10:31:46 +0000 https://thestandard.co/?p=1230169 ภาพผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย วิทัย รัตนากร

ผู้ว่าแบงก์ชาติ เปิดปม ส่งออกไทยโตแรงจากกระแส AI แต่ผลต […]

The post ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดปมส่งออกไทยโตแรงจากกระแส AI แต่ผลต่อเศรษฐกิจและผู้ผลิตไทยอาจไม่มาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย วิทัย รัตนากร

ผู้ว่าแบงก์ชาติ เปิดปม ส่งออกไทยโตแรงจากกระแส AI แต่ผลต่อเศรษฐกิจอาจไม่มาก เหตุการขยายตัวกระจุกแค่บางอุตสาหกรรม และกระจุกแค่บริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ท่ามกลางการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ (Import content) ที่ ‘สูงมาก’ ถึง 70% สะท้อนจากการส่งออกที่โต 14% ไม่เท่าการนำเข้าที่โตถึง 20%

 

วันนี้ (13 กรกฎาคม) วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาประจำปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ หัวข้อ “ธุรกิจใต้ปรับตัวอย่างไร ในโลกที่ไม่แน่นอน” โดยระบุว่า แม้ภาพรวมของการส่งออกไทยในปีนี้ ธปท. คาดว่าจะเติบโตได้สูงถึงประมาณ 14% แต่การเติบโตดังกล่าวไม่ได้กระจายตัวไปในทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ ทว่ากลับมีการกระจุกตัวอย่างมาก ดังนี้

 

  • กระจุกตัวเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี จากการโหนกระแสความต้องการด้าน AI ส่งผลให้กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีเติบโตสูงถึง 43% ในขณะที่เมื่อนำอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมดมารวมกันจะพบว่ามีการเติบโตเพียงแค่ 2-5% เท่านั้น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าน้ำหนักการส่งออกไปกระจุกอยู่ที่สินค้ากลุ่มเดียว
  • กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มบริษัทต่างชาติ โดยเมื่อเจาะลึกลงไปในกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ พบว่าผู้ผลิตราว 1% กลับครองสัดส่วนการส่งออกสูงถึง 85% ของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยจำนวนนี้เป็นบริษัทประมาณ 105 ราย เมื่อเจาะลงไปพบว่า 87 รายเป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย

 

ผู้ว่าการ ธปท. จึงมองว่า การส่งออกที่เติบโตสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ (Local Economy) ประมาณหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากผู้ที่ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่ไม่ใช่บริษัทของคนไทย และมีการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ (Import content) เพื่อนำมาประกอบชิ้นส่วนในอัตราที่ ‘สูงมาก’ โดยในอดีตสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบอยู่ที่ 45% แต่ปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นถึง 70% นอกจากนี้ การส่งออกที่โต 14% ยังตามมาด้วยการนำเข้าที่โตถึง 20%

 

“แต่เดิมเราใช้ Import Content ประมาณ 45% ตอนนี้สัดส่วนนี้ขึ้นไปถึง 70% เราได้อะไรไหม เราได้ครับ แต่ไม่มากอย่างที่คิด แล้วนอกจากนั้นส่งออกที่โต 14% นำเข้าโต 20% เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจก็ไม่ดีอย่างที่คิด อันนี้ก็ต้องช่วยกันแก้ แต่ก็อาจจะอยู่ในบทบาทของรัฐบาลมากกว่าธนาคารแห่งประเทศไทย”

 

อย่างไรก็ดี วิทัยกล่าวว่า ธปท. พยายามปรับบทบาทให้ใกล้ชิดกับภาคเศรษฐกิจจริง (Real Sector) มากขึ้น ภายใต้แนวคิด “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือติดดิน”

 

โดยนอกจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1.00% ต่อปี เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ เห็นได้จากปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายไทยต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสวิตเซอร์แลนด์ ธปท. ยังออกมาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น โครงการ Credit Boost การปล่อยสินเชื่อที่ดิน และเตรียมเปิดตัว SME Portal เพื่อเป็นตัวกลางจับคู่ SME กับธนาคาร

 

ควบคู่กับการใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อสกัดกั้นเศรษฐกิจสีเทา การคอร์รัปชัน และพนันออนไลน์ เช่น คุมเข้มการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำ การตรวจสอบการเบิกถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท นอกจากนี้ ภายในไตรมาส 4 จะมีการบังคับใช้เกณฑ์ให้ผู้ที่ฝากเงินเกิน 5 ล้านบาทต้องชี้แจงที่มาของเงิน เพื่อสกัดกั้นเงินสีเทาเข้าสู่ระบบ

 

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential GDP) ซึ่งหมายถึงระดับการเติบโตสูงสุดที่จะทำได้เมื่อใส่ทรัพยากรและเทคโนโลยีทั้งหมดที่มีเข้าไปนั้น ลดลงเหลือ 2.7% เป็นผลมาจากปัญหาโครงสร้างต่างๆ ได้แก่ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) ทำให้กำลังแรงงานและทรัพยากรบุคคลลดลง และการลงทุนหายตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เนื่องจากขาดการอัปเกรดเทคโนโลยี และยังคงผลิตสินค้าแบบเดิม รวมไปถึงปัจจัยด้านการผลิตที่ไม่มีมูลค่าเพิ่มและการจัดสรรทรัพยากรที่ธุรกิจ SME เข้าไม่ถึง ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดต่ำลง

 

วิทัยอธิบายต่อว่า การลงทุนของประเทศไทย เมื่อเทียบกับปี 2540 โดยให้ปี 2540 เป็นปีฐานดัชนี (Index) ที่ 100 พบว่า นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบัน ดัชนีการลงทุนของไทยเติบโตเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 106 เท่านั้น ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านกลับมีการเติบโตด้านการลงทุนอย่างก้าวกระโดด โดยมาเลเซียเติบโตไปที่กว่า 200 อินโดนีเซียเติบโตถึง 300 และเวียดนามพุ่งสูงไปถึง 900

 

“เมื่อคิดอย่างนี้แปลว่า สิ่งที่หายไปคือการลงทุน เทคโนโลยีไทยไม่ถูกอัปเกรด ไทยยังผลิตสินค้าเดิมๆ อยู่ ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง จนกระทบทำให้ศักยภาพสูงสุดของ GDP ต้องช่วยกันครับ ต้องเร่งลงทุน ต้องช่วยกันปรับตัว” วิทัยกล่าว

 

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวอีกว่า กนง. ประเมินว่า GDP ของไทยในปีนี้จะเติบโตประมาณ 2.3% และเงินเฟ้อรวมน่าจะต่ำกว่า 2.8% ซึ่งไม่นับเป็นอัตราการเติบโตดี แต่ดีกว่าตัวเลขประมาณการ GDP ที่ 1.5% ที่เคยกังวลไว้ในช่วงต้นของสงครามเมื่อเดือนมีนาคม

 

วิทัยยังตั้งข้อสังเกตว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับการฟื้นตัวแบบ K-Shape อย่างรุนแรง โดยธุรกิจขนาดใหญ่และธนาคารพาณิชย์ยังมีผลประกอบการที่ดีสามารถเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำได้ แต่ธุรกิจ SME และผู้มีรายได้น้อยกลับได้รับผลกระทบอย่างหนักและปรับตัวได้ช้ากว่า

The post ผู้ว่าฯ ธปท. เปิดปมส่งออกไทยโตแรงจากกระแส AI แต่ผลต่อเศรษฐกิจและผู้ผลิตไทยอาจไม่มาก appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘กรณ์’ เตือนรัฐบาลระวังกับดักกฎหมาย ชี้งบปี 70 ส่อเค้าวิกฤตการคลัง แนะเร่งลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้แทนการกู้ https://thestandard.co/korn-warns-fiscal-crisis-trap/ Sat, 04 Jul 2026 05:11:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1226530 ภาพ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

วันนี้ (4 กรกฎาคม) กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิ […]

The post ‘กรณ์’ เตือนรัฐบาลระวังกับดักกฎหมาย ชี้งบปี 70 ส่อเค้าวิกฤตการคลัง แนะเร่งลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้แทนการกู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

วันนี้ (4 กรกฎาคม) กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงสถานการณ์ด้านงบประมาณและวินัยทางการคลังของประเทศ โดยประเมินว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ทางตันงบประมาณ และเสี่ยงที่จะเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ภายใน 2-3 ปี หากรัฐบาลยังคงไม่มีการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง

 

กรณ์ ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2570 รายจ่ายประจำของรัฐบาลได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับรายได้ที่รัฐบาลจัดเก็บได้พอดี สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากหมายความว่า งบประมาณทุกบาทที่รัฐบาลนำไปใช้สำหรับการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ล้วนต้องมาจากเงินกู้ทั้งสิ้น

 

นอกจากประเด็นด้านรายได้ที่น้อยกว่ารายจ่ายแล้ว ประเทศไทยยังมีกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับที่ทำหน้าที่กำกับการจัดทำงบประมาณ ซึ่งอาจกลายเป็นกับดัก ทางการคลังในอนาคตอันใกล้ ได้แก่

 

  1. พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ: กำหนดเงื่อนไขว่า รัฐบาลต้องจัดสรรงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และงบลงทุนดังกล่าวต้องมีมูลค่าไม่น้อยกว่ายอดเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล
  2. พระราชบัญญัติการบริหารหนี้สาธารณะ: กำหนดกรอบเพดานห้ามรัฐบาลกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี (บวกด้วย 80% ของงบชำระคืนต้นเงินกู้)

 

​กรณ์ อธิบายภาพจำลองสถานการณ์ว่า หากในปีหน้ารายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นเพียง 2% ของงบรวม ในขณะที่รายได้จากการจัดเก็บภาษีอยู่เท่าเดิม รัฐบาลจะเผชิญภาวะรายจ่ายประจำสูงกว่ารายได้ ส่งผลให้ต้องกู้เงินมาเพื่อจ่ายเงินเดือนข้าราชการ จ่ายบำนาญ และจ่ายคืนหนี้เดิม

 

​ผลกระทบที่ตามมาคือ รัฐบาลจะเหลือวงเงินกู้เพียง 18% สำหรับนำไปลงทุน (เนื่องจากถูกจำกัดเพดานกู้ไว้ที่ 20%) ซึ่งจะทำให้รัฐบาลทำผิดเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ทันที เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องมีงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรวม

 

เพื่อเป็นการป้องกันวิกฤตดังกล่าว กรณ์ ได้เสนอแนวทางแก้ไข 6 ประการ ประกอบด้วย:

 

  1. ​ลดค่าใช้จ่ายประจำ: ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีอัตราการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกปี
  2. ​เพิ่มรายได้ภาษี: โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนการจัดเก็บภาษีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปรับตัวลดลงอย่างนัยสำคัญ
  3. ​แก้ไข พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ: เพื่อปรับลดสัดส่วนขั้นต่ำของการลงทุน
  4. ​แก้ไข พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ: เพื่อขยายเพดานให้รัฐบาลสามารถกู้เงินชดเชยการขาดดุลได้มากขึ้น
  5. ​กู้นอกระบบงบประมาณ: ดำเนินการผ่านการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้
  6. ​ปล่อยให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น: เพื่อทำให้ตัวเลข Nominal GDP เติบโตขึ้น แม้จะส่งผลให้กำลังซื้อที่แท้จริงของประชาชนลดลงก็ตาม

 

​กรณ์ เน้นย้ำว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญและเลือกเดินตามแนวทางที่ 1 และ 2 เป็นหลัก คือการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ เนื่องจากการใช้แนวทางอื่นจะส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และอาจนำพาประเทศไปสู่ความยากจนได้

 

​อย่างไรก็ตาม แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะยืนยันถึงความจำเป็นในการแก้ไขโครงสร้าง แต่ในทางปฏิบัติกลับยังพึ่งพาการกู้เงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างกรณีการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่าเป็นการใช้เงินกู้ที่สะท้อนถึงความขาดวินัยทางการคลังอย่างสิ้นเชิง

 

ทั้งนี้ กรณ์ยืนยันว่าพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ที่สามารถปฏิบัติได้จริงในโอกาสต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจภายใน 2-3 ปีข้างหน้า

 

อ้างอิง : https://www.facebook.com/share/p/1BMxrC9ADX/?mibextid=wwXIfr

The post ‘กรณ์’ เตือนรัฐบาลระวังกับดักกฎหมาย ชี้งบปี 70 ส่อเค้าวิกฤตการคลัง แนะเร่งลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้แทนการกู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
US Economic Literacy & Portfolio 101 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องรู้ https://thestandard.co/us-economic-data-investors-portfolio/ Tue, 30 Jun 2026 08:00:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1222461 นักลงทุนวิเคราะห์กราฟและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพื่อวางแผนการลงทุนในตลาดโลก

นโยบาย Fed และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลักที่ขับ […]

The post US Economic Literacy & Portfolio 101 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
นักลงทุนวิเคราะห์กราฟและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพื่อวางแผนการลงทุนในตลาดโลก

นโยบาย Fed และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นและพอร์ตลงทุนทั่วโลกผ่านการเชื่อมโยงของสินทรัพย์ต่างๆ ข้อมูลเหล่านี้คือดัชนีชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม แม้การตอบสนองของราคาอาจไม่เป็นไปตามคาดการณ์เสมอไป

 

กล่าวได้ว่า ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศ แต่เป็น “ภาษากลาง” ของตลาดเงินโลกที่บ่งบอกทิศทางกระแสเงินทุน การเปลี่ยนแปลงต้นทุนทางการเงิน และความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดกำลังจับตามองในขณะนั้น

 

บทความนี้มุ่งสร้างความเข้าใจว่าทำไมรายงานเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงสำคัญ ข้อมูลใดที่ควรจับตา และส่งผลอย่างไรต่อพอร์ตการลงทุน เพราะในโลกปัจจุบัน การประกาศตัวเลขเพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนทิศทางสินทรัพย์ทั่วโลกได้ทันที

 

ทำไมข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงสำคัญกับพอร์ตลงทุนของคนไทย

 

เหตุผลที่ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นจุดเริ่มต้นการประเมิน “ต้นทุนเงิน” โลก เมื่อตัวเลขเศรษฐกิจประกาศออกมา ตลาดจะคาดการณ์ทันทีว่า Fed จะปรับดอกเบี้ยอย่างไร เมื่อความคาดหวังต่อ Fed เปลี่ยน Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์จะขยับตาม กดดันราคาหุ้น ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ พร้อมบีบให้ประเมินมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยงใหม่ตามต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น

 

นอกจากนี้ยังมีผลต่อบรรยากาศการลงทุน (Risk Appetite) ทั่วโลก หากตัวเลขเศรษฐกิจชะลอตัวเหมาะสม นักลงทุนจะกล้าเปิดรับความเสี่ยง แต่หากเงินเฟ้อสูงหรือเศรษฐกิจแย่เกินคาด ตลาดจะระมัดระวังทันที ข้อมูลเพียงชุดเดียวจึงสร้างแรงกระเพื่อมต่อสินทรัพย์ทุกประเภทได้พร้อมกัน

 

ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผ่านมาถึงพอร์ตลงทุนอย่างไร

 

ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีน้ำหนักกับตลาด ไม่ใช่เพียงเพราะตัวเลขนั้นออกมาดีกว่าหรือแย่กว่าคาด แต่เพราะผลที่ตามมาหลังจากนั้น

 

จุดเริ่มต้นของกระบวนการทั้งหมดคือ ความคาดหวังต่อ Fed หากเงินเฟ้อสูงกว่าคาด ตลาดจะเริ่มมองว่า Fed อาจยังไม่พร้อมลดดอกเบี้ย แต่หากเศรษฐกิจเริ่มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ ตลาดก็อาจมองว่า Fed มีพื้นที่ผ่อนคลายนโยบายมากขึ้น

 

เมื่อความคาดหวังต่อดอกเบี้ยเปลี่ยน สิ่งที่ขยับตามมาคือ Bond Yield โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปีและ 10 ปี Yield ที่ปรับขึ้นมักหมายถึงต้นทุนเงินที่สูงขึ้น หุ้นเติบโตจึงมักถูกกดดัน พันธบัตรเดิมเผชิญแรงกดดันจากราคาที่เคลื่อนไหวสวนทางกับ Yield ขณะที่ทองคำมักเสียเปรียบเมื่อผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น

 

ถัดจากนั้น ค่าเงินดอลลาร์ก็มักตอบสนองตามมา หากตลาดเชื่อว่า Fed จะคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ดอลลาร์ก็มักแข็งค่าขึ้น และเมื่อดอลลาร์แข็ง ผลกระทบก็จะขยายไปยังทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ และตลาดเกิดใหม่

 

พูดอีกแบบหนึ่ง ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้กระทบพอร์ตแบบเส้นตรง แต่มักเดินผ่านลำดับเดิมซ้ำๆ จากตัวเลขเศรษฐกิจ ไปสู่การคาดการณ์นโยบายของ Fed จากนั้นไปสู่ Bond Yield และดอลลาร์ ก่อนจะสะท้อนออกมาเป็นราคาของหุ้น พันธบัตร ทองคำ และสินทรัพย์อื่น ๆ

 

เงินเฟ้อ ตัวเลขแรกที่ต้องติดตาม

 

ถ้าจะมีตัวเลขเศรษฐกิจชุดไหนที่ทำให้ตลาดต้องรีบตีความมากที่สุด ชุดนั้นมักเป็น “เงินเฟ้อ” เพราะมันกำลังบอกว่า Fed มีพื้นที่มากน้อยแค่ไหนในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน

 

ถ้าเงินเฟ้อยังสูงกว่าที่ตลาดหวัง การลดดอกเบี้ยก็อาจต้องถูกเลื่อนออกไป แต่ถ้าเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงต่อเนื่อง ตลาดก็จะเริ่มมองหาโอกาสที่ต้นทุนเงินจะค่อยๆ ลดลงตามมา

 

ตัวเลขที่นักลงทุนเห็นบ่อยที่สุดคือ CPI (Consumer Price Index) หรือ ดัชนีราคาผู้บริโภค แต่ในทางปฏิบัติ ตลาดไม่ได้หยุดอยู่แค่ CPI เท่านั้น สิ่งที่ถูกจับตาไม่แพ้กันคือ Core CPI ซึ่งช่วยกรองความผันผวนระยะสั้นออกไปเพื่อดูว่าแรงกดดันด้านราคาที่แท้จริงยังเหนียวอยู่หรือไม่

 

ขยับลึกลงไปอีก ตลาดจะดู PCE (Personal Consumption Expenditures) และโดยเฉพาะ Core PCE มากขึ้น เพราะนี่คือมาตรวัดเงินเฟ้อที่ Fed ให้ความสำคัญมากกว่าในการกำหนดนโยบาย หากตัวเลขนี้ค่อยๆ ชะลอลง ภาพของการลดดอกเบี้ยก็จะเริ่มชัดขึ้น แต่ถ้ายังทรงตัวในระดับสูง ความหวังเรื่องดอกเบี้ยขาลงก็มักถูกเลื่อนออกไป

 

ส่วน PPI (Producer Price Index) หรือดัชนีราคาผู้ผลิตช่วยสะท้อนแรงกดดันฝั่งต้นทุน ขณะที่ Inflation Expectations สำคัญเพราะหากคนเริ่มเชื่อว่าเงินเฟ้อจะอยู่สูงไปอีกนาน ความคาดหวังนั้นเองก็อาจกลายเป็นแรงกดดันใหม่ต่อเงินเฟ้อในอนาคต

 

เมื่อข่าวเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด Bond Yield มักมีแนวโน้มขยับขึ้น ดอลลาร์มีแรงหนุน และสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยอย่างหุ้นเติบโตหรือทองคำมักถูกกดดัน แต่ถ้าตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มอ่อนลงในจังหวะที่เศรษฐกิจยังไม่ทรุดมาก ตลาดก็มักตอบรับในอีกแบบหนึ่ง เพราะนั่นหมายถึงความเป็นไปได้ที่ Fed จะผ่อนคลายได้โดยไม่ต้องแลกกับเศรษฐกิจที่เสียหายรุนแรง

 

ดังนั้น กุญแจสำคัญสำหรับนักลงทุนคือการทำความเข้าใจว่ารายงานแต่ละประเภทกำลังทำหน้าที่ตอบโจทย์ที่แตกต่างกัน

 

  • CPI สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าที่ผู้คนต้องแบกรับจริง
  • Core CPI ทำหน้าที่กรองเสียงรบกวนระยะสั้นเพื่อค้นหาแรงกดดันที่แท้จริง
  • PCE และ Core PCE คือเลนส์สายตาที่ Fed ใช้มองภาพรวมเงินเฟ้อ
  • PPI บอกเล่าเรื่องราวความกดดันจากฝั่งต้นทุนการผลิต
  • Inflation Expectations บ่งบอกถึงระดับความเชื่อมั่นของตลาดต่อสถานการณ์ในวันข้างหน้า

 

ตลาดแรงงาน ความแข็งแรงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ

 

หากเงินเฟ้อคือตัวชี้วัดจังหวะการลดดอกเบี้ยของ Fed ตลาดแรงงานก็คือคำตอบว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งหรือร้อนแรงเกินไป ความสำคัญของตลาดแรงงานอยู่ที่การเป็นฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนการบริโภค แต่หากตึงตัวเกินไปจะกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้เงินเฟ้อลดลงช้ากว่าคาด

 

สถานการณ์นี้มักสร้างความย้อนแย้งในการลงทุน เพราะตัวเลขจ้างงานที่แข็งแกร่งอาจทำให้ตลาดกังวลว่า Fed จะยังไม่ลดดอกเบี้ย เนื่องจากค่าจ้างที่สูงจะหนุนให้เงินเฟ้อภาคบริการยังทรงตัว

 

รายงานหลักที่ต้องติดตามคือ Nonfarm Payrolls ซึ่งสามารถพลิกทิศทางตลาดได้ทันที หากตัวเลขสูงกว่าคาด ตลาดจะมองว่าเศรษฐกิจยังร้อนแรงเกินกว่าจะผ่อนคลายนโยบายการเงิน ส่วนอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ช่วยชี้สัญญาณการอ่อนแรง หากเพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสมอาจเป็นสัญญาณชะลอตัวที่ดี แต่หากพุ่งเร็วเกินไปจะเปลี่ยนความกังวลไปสู่ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยแทน

 

อีกมาตรวัดสำคัญคือ Average Hourly Earnings หรือค่าจ้างเฉลี่ย ซึ่ง Fed มองว่าเป็นต้นทุนเงินเฟ้อภาคบริการโดยตรง หากยังเติบโตสูง ผู้ประกอบการมีแนวโน้มส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า และนอกจากนี้ Initial Jobless Claims ชี้วัดความเร็วการเลิกจ้าง และ JOLTS (Job Openings and Labor Turnover Survey) หรือรายงานสำรวจข้อมูลทางสถิติของสำนักงานสถิติแรงงานแห่งสหรัฐอเมริกาจะสะท้อนระดับความตึงตัวของตลาดผ่านตำแหน่งงานเปิดใหม่ หากตำแหน่งงานยังสูงกว่าผู้ว่างงาน แรงกดดันด้านค่าจ้างจะยังคงอยู่

 

สำหรับนักลงทุน ข้อมูลแรงงานที่แข็งแกร่งเกินไปอาจไม่ใช่ข่าวดีเสมอไป สิ่งที่ตลาดต้องการคือภาวะที่ค่อย ๆ “เย็นลง” อย่างมีระบบ โดยที่การจ้างงานยังดำเนินต่อไปได้และค่าจ้างชะลอตัวลงโดยไม่เกิดการเลิกจ้างรุนแรง

 

การเติบโตและการบริโภค ตัวบ่งชี้เศรษฐกิจ ไปต่อหรือพอแค่นี้

 

ถ้าเงินเฟ้อบอกว่า Fed มีพื้นที่ลดดอกเบี้ยหรือยัง และตลาดแรงงานบอกว่าเศรษฐกิจยังร้อนแรงแค่ไหน ตัวเลขการเติบโตและการบริโภคก็บอกอีกด้านหนึ่งว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังไปต่อได้มากน้อยเพียงใด

 

หมวดนี้สำคัญเพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดหุ้นไม่ได้ซื้อขายอยู่บนดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่ซื้อขายอยู่บนความคาดหวังต่อกำไรบริษัทด้วย และกำไรของบริษัทก็หนีไม่พ้นสุขภาพของเศรษฐกิจจริง

 

ตัวเลขแรกที่คนมักนึกถึงคือ GDP ซึ่งทำหน้าที่บอกภาพใหญ่ของการเติบโต แต่สำหรับตลาด สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขแข็งแรงหรืออ่อนแอ หากคือแข็งแรงภายใต้เงื่อนไขแบบไหน ถ้า GDP โตดีในช่วงที่เงินเฟ้อยังสูง ตลาดอาจไม่ได้ดีใจมากนัก แต่ถ้า GDP ยังขยายตัวได้ ขณะที่เงินเฟ้อค่อยๆ ชะลอลง ภาพที่ตลาดเห็นอาจกลายเป็นอีกแบบหนึ่ง

 

Retail Sales สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยตรง หากยอดค้าปลีกยังแข็งแรง ย่อมบอกว่าครัวเรือนยังจับจ่ายและเศรษฐกิจยังไม่สะดุดง่ายๆ แต่ถ้าเริ่มอ่อนลงต่อเนื่อง ตลาดก็จะตั้งคำถามว่าแรงส่งของผู้บริโภคเริ่มหมดหรือยัง

 

ด้านภาคธุรกิจ ตลาดมักตาม ISM Manufacturing PMI และ ISM Services PMI เพื่อดูว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังขยายตัวหรือหดตัว ขณะที่ Durable Goods Orders และตัวเลขภาคที่อยู่อาศัยอย่าง Housing Starts หรือ Existing Home Sales ช่วยเติมภาพอีกด้านหนึ่งว่า ภาคธุรกิจยังกล้าลงทุนหรือไม่ และภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยกำลังรับแรงกดดันมากแค่ไหน

 

สิ่งที่นักลงทุนต้องระวังคือ ตัวเลขกลุ่มนี้ไม่ได้ตีความได้ตรงเสมอไป เศรษฐกิจที่แข็งแรงอาจเป็นข่าวดีต่อกำไรบริษัท แต่ถ้าแข็งแรงเกินไปในช่วงที่เงินเฟ้อยังไม่ยอมลง ก็อาจกลายเป็นเหตุผลให้ Fed ต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ในทางกลับกัน เศรษฐกิจที่ชะลอลงอาจช่วยให้ตลาดหวังเรื่องดอกเบี้ยขาลง แต่ถ้าชะลอลงมากเกินไป ตลาดก็จะเริ่มหันไปกังวลเรื่อง Recession และผลประกอบการแทน

 

Fed, Bond Yield และดอลลาร์ ตัวเลขสุดท้ายที่ห้ามมองข้าม

 

เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจเปิดเผย ตลาดจะประเมินทิศทางนโยบาย Fed ทันที รายงานการประชุมและถ้อยแถลงของ Fed จึงสำคัญกว่าบทวิเคราะห์ย้อนหลัง เพราะเป็นเครื่องชี้วัดแนวโน้มดอกเบี้ยและเงินเฟ้อในสายตานักลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของตลาดต่อการกระทำในอนาคตของ Fed มีอิทธิพลไม่แพ้กัน

 

Fed Funds Futures จึงเป็นตัวแปรสะท้อนน้ำหนักการปรับดอกเบี้ยที่ตลาดคาดหวัง ซึ่งส่งผลให้ราคาสินทรัพย์ตอบสนองอย่างรุนแรงตามความเปลี่ยนแปลง โดยมี Bond Yield เป็นตัวส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด พันธบัตรอายุ 2 ปี สะท้อนนโยบายระยะสั้น ส่วนอายุ 10 ปี สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจระยะยาว เมื่อ Yield ขยับ คือสัญญาณว่าต้นทุนการเงินโลกกำลังเปลี่ยนไป

 

ซึ่งนำไปสู่การปรับฐานมูลค่าสินทรัพย์ใหม่ หุ้นกลุ่มเติบโตจะรับผลกระทบหนักจากมูลค่ากระแสเงินสดในอนาคต ราคาพันธบัตรจะเคลื่อนไหวสวนทางกับ Yield ทองคำจะลดความน่าสนใจเมื่อผลตอบแทนจากดอกเบี้ยสูงขึ้น และสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภทจะถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าตามต้นทุนที่สูงขึ้น

 

นอกจาก Yield แล้ว ค่าเงินดอลลาร์มักเคลื่อนไหวสอดรับกัน หาก Fed คงดอกเบี้ยสูงหรือเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ดอลลาร์จะแข็งค่า กดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดเกิดใหม่จากเงินทุนไหลออก

 

อิทธิพลของข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงอยู่ที่พลังในการเปลี่ยนความคาดหวังต่อ Fed และแรงส่งไปยัง Bond Yield กับดอลลาร์ เพราะตลาดขับเคลื่อนด้วย “การตีความ” ว่าข้อมูลนั้นจะเปลี่ยนทิศทางกระแสเงินและราคาสินทรัพย์โลกอย่างไรมากกว่าตัวเลขดิบเพียงอย่างเดียว

 

จุดที่นักลงทุนมักอ่านข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผิด

 

บ่อยครั้งที่ตลาดไม่ได้ขยับตามคุณภาพของตัวเลข แต่ขยับตามความต่างจากสิ่งที่คาดไว้ หากข้อมูลตรงตามการวางเดิมพัน ตลาดอาจนิ่งเฉย แต่ถ้าผิดไปจากสมมติฐานเพียงนิดเดียว การเคลื่อนไหวของสินทรัพย์อาจรุนแรงกว่าที่คิด

 

นักลงทุนจำนวนมากมักยึดติดกับตัวเลขพาดหัวจนละเลยบริบทการตีความ ทั้งที่ประเด็นสำคัญคือตัวเลขนั้นส่งผลต่อมุมมองด้านดอกเบี้ย Bond Yield ดอลลาร์ และบรรยากาศการลงทุนอย่างไร

 

สิ่งสำคัญคือตัวเลขนั้นเปลี่ยนมุมมองตลาดต่อดอกเบี้ย Yield ดอลลาร์ และบรรยากาศลงทุนอย่างไร

 

  • อย่ามองแค่ตัวเลขดีหรือแย่ ตัวเลขที่ดีเกินคาดอาจเป็นลบต่อตลาดหากทำให้ Fed คงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ขณะที่ตัวเลขที่อ่อนแออาจเป็นบวกถ้าตลาดต้องการให้เศรษฐกิจเย็นลง
  • อย่าดูตัวเลขเดี่ยว ตลาดอ่านเงินเฟ้อ แรงงาน การเติบโต และดอกเบี้ยควบคู่กันเสมอ ตัวเลขที่ดีอาจเปลี่ยนความหมายตามบริบทนโยบาย Fed
  • ระบุความกลัวหลักของตลาด ข้อมูลชุดเดียวกันอาจถูกตีความต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าตลาดกำลังกังวลเรื่องเงินเฟ้อหรือเศรษฐกิจถดถอย
  • เทียบกับสิ่งที่คาดไว้ ตลาดเคลื่อนไหวตามความเบี่ยงเบนจากสิ่งที่คาดการณ์ล่วงหน้า ไม่ใช่แค่ความดีหรือแย่ของตัวเลขดิบ
  • เน้นกรอบการตีความ ให้ความสำคัญว่าข้อมูลนั้นเปลี่ยนทิศทางต้นทุนการเงินและกระแสเงินทุนโลกอย่างไร มากกว่าแค่ตัวเลขพาดหัว

 

อ่านข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้เป็น คืออ่านทิศทางเงินของโลกให้ชัดขึ้น

 

ข่าวเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญเพราะเป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนมุมมองต่อดอกเบี้ย Bond Yield ค่าเงินดอลลาร์ และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก นักลงทุนจึงไม่ควรดูเพียงตัวเลขแยกส่วนหรือพยายามทายทิศทางตลาดระยะสั้น

 

หัวใจสำคัญคือการเข้าใจว่าข้อมูลแต่ละชุดตอบโจทย์ใด เช่น เงินเฟ้อบ่งชี้พื้นที่การลดดอกเบี้ยของ Fed ตลาดแรงงานสะท้อนความแข็งแกร่งหรือความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ส่วนการบริโภคบอกถึงแรงส่งทางการเติบโต เพื่อเข้าใจว่าตลาดตีความข้อมูลเหล่านั้นสู่ราคาสินทรัพย์อย่างไร

 

การอ่านข่าวให้เป็นจะช่วยให้เข้าใจโครงสร้างตลาดและความเสี่ยงหลักในแต่ละช่วงเวลา มากกว่าเพียงตื่นเต้นกับความผันผวน เพราะในโลกที่ตัวเลขเดียวเปลี่ยนทิศทางเงินทุนได้ทันที ทักษะนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการลงทุนอย่างเข้าใจ

 

*ข้อมูลนี้มิใช่คำแนะนำด้านการลงทุน การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากความเข้าใจและระดับความเสี่ยงของนักลงทุน

The post US Economic Literacy & Portfolio 101 ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องรู้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ครม. ต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% อีก 1 ปี หวังกระตุ้นอสังหาฯ คลังคาดดัน GDP โตเพิ่ม 1.06% https://thestandard.co/cabinet-extends-property-fee-cut/ Tue, 30 Jun 2026 07:12:28 +0000 https://thestandard.co/?p=1225055 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงมติ ครม. ต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% ถึง 30 มิ.ย. 2570

ครม. ต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% อีก 1 ปี […]

The post ครม. ต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% อีก 1 ปี หวังกระตุ้นอสังหาฯ คลังคาดดัน GDP โตเพิ่ม 1.06% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงมติ ครม. ต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% ถึง 30 มิ.ย. 2570

ครม. ต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% อีก 1 ปี หวังกระตุ้นอสังหาฯ คลังคาดดัน GDP โตเพิ่ม 1.06%

 

วันนี้ (30 มิถุนายน 2569) คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยปี 2569 โดยลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์จากอัตราปกติ 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนการจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% เพื่อกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัยและบรรเทาภาระประชาชนที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง

 

รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการต่ออายุมาตรการเดิมที่กำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2570 พร้อมเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ เพื่อรองรับการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว

 

มาตรการครอบคลุมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว อาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงห้องชุดที่จดทะเบียนอาคารชุด โดยกำหนดให้ราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาทต่อสัญญา ไม่รวมกรณีการขายเฉพาะส่วน

 

โฆษกรัฐบาลระบุว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการซื้อขายที่อยู่อาศัยทั้งมือหนึ่งและมือสอง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง พร้อมรักษาระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

 

นอกจากนี้ เนื่องจากการลดค่าธรรมเนียมอาจส่งผลให้รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ลดลง ครม. จึงมอบหมายให้สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาจัดสรรงบประมาณชดเชยรายได้ให้แก่ อปท. ตามความเหมาะสม เพื่อให้สามารถดำเนินภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง

 

โดยกระทรวงการคลังประเมินว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยให้เกิดมูลค่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 540,810 ล้านบาทต่อปี ก่อให้เกิดการลงทุนราว 305,814.81 ล้านบาท และช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ได้ประมาณ 1.06% ต่อปี เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีมาตรการ พร้อมช่วยประคับประคองความเชื่อมั่นและสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

The post ครม. ต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% อีก 1 ปี หวังกระตุ้นอสังหาฯ คลังคาดดัน GDP โตเพิ่ม 1.06% appeared first on THE STANDARD.

]]>
The Race to 2030: Bangkok’s Governor Election and the Future of Thailand https://thestandard.co/bangkok-governor-election-thailand-2030/ Mon, 22 Jun 2026 01:42:03 +0000 https://thestandard.co/?p=1221221 ภาพแสดงการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. และอนาคต กรุงเทพฯ สู่ปี 2030

Bangkok is gearing up to elect the city’s next Governor […]

The post The Race to 2030: Bangkok’s Governor Election and the Future of Thailand appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพแสดงการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม. และอนาคต กรุงเทพฯ สู่ปี 2030

Bangkok is gearing up to elect the city’s next Governor. With the election looming on Sunday, 28th June, candidates are racing against external pressures and the capital’s own deeply rooted challenges to become the person in charge. Thailand held a nationwide election in February, but the upcoming one is equally significant, and the stakes are high as the city prepares to enter a new era.

 

 
 

Whilst the Bangkok Governor election may be a localized event, the capital houses 18 million residents, of whom 5.5 million are registered voters. The capital reflects how Thailand is represented and how it presents itself against a global backdrop. As the country continues to measure itself against fast-moving regional peers and a rapidly shifting world with increased competition, the speed at which Bangkok progresses and changes with the world around it is key in measuring the country’s ability to thrive on the world stage.

 

The consensus here is that the next Governor should shape Bangkok into a truly global city by 2030, but whether this is achievable within the country’s structural constraints remains to be seen.

 

Charting Chadchart’s Path

 

Former Governor and current independent frontrunner Chachart Sittipunt has dedicated a significant portion of his prior term to tackling “capillary policies” and leveraging the Traffy Fondue platform to record over 1.3 million public complaints on topics ranging from pavements to waste collection.

 

Under Chadchart’s directive, Bangkok began to see challenges chipped away at, from tackling flooding through science-led approaches to independently managing PM2.5.

 

Voter-friendly initiatives, such as championing a greener Bangkok and eliminating waste, also exist against the backdrop of structural limitations and the bureaucratic setup of the Bangkok Metropolitan Administration (BMA). It is also this very challenge that led to the epic saga of BMA’s 4 billion baht debt to BTS, an obligation inherited from previous administrations under a pre-signed operating contract extending through 2042.

 

What this issue highlights isn’t merely the billions of baht that could have been used to build hospitals, schools, or bus networks; it underscores Bangkok’s complex governance structure and how it places limitations on whoever is in charge.

 

A Role With Bureaucratic Constraints

 

The BMA Act of 1985 established the Governor as an elected executive with powers over matters such as transport, urban planning, and waste management. However, there are significant limitations, such as power-sharing. The BMA currently shares power with over 30 national agencies, meaning that the Governor can rarely sign an executive order. There are also the matters of fiscal dependency and legislative subordination.

 

Whilst any Governor can dream up a future-forward city, the real challenge is going beyond day-to-day management. Bangkok’s wide-ranging structural issues, from traffic congestion to overhead cables, are the product of the law’s limitations.

 

Meanwhile, as candidates focus on building the city of the future, it’s worth noting that the laws that govern it are over 40 years old. One of the biggest challenges is operating within the restrictions of the past.

 

Candidates United on Tackling Corruption

 

Often touted as a critical battleground for political parties, the Bangkok Governor election is a race of contradictions, as it doesn’t necessarily prioritize party over candidates. The capital holds symbolic and structural significance and can serve as a litmus test of what a population demands and seeks.

 

This year’s race features Chadchart against the Democrat Party’s Anucha Burapachaisri and the People’s Party’s Chaiwat Sathawornwichit. At a recent debate hosted by THE STANDARD, all three candidates laid out plans to tackle corruption and increase transparency across construction permits, procurement, and budgetary processes, a telling convergence, given that anti-corruption sentiment has long been among the most reliable drivers of Bangkok voter behavior. The national government also declared corruption a priority agenda item earlier this year, underscoring its structural drag on Thailand’s competitiveness.

 

Candidate debates for the Bangkok governor tend to revolve around the daily issues of city life, from drainage systems to footpath conditions and air quality. This year, the theme of eradicating corruption across the entire value chain reflects how it has become a priority on the agenda. Corruption and transparency are no longer confined to national politics but have embedded themselves in the day-to-day management of the city.

 

Paving Priorities: Bangkok in 2030

 

The stakes for a new and improved Bangkok have never been higher, particularly against the backdrop of Thailand’s renewed regional ambitions. In a race against itself to pursue meaningful reform and create new growth engines to fuel economic growth, Thailand is at a crossroads. The country has its sights set on becoming ASEAN’s hub for chip manufacturing, whilst also committing to reforming its energy landscape and tackling longstanding challenges such as household debt. Thailand’s GDP growth forecast for 2026 sits at just 1.6%, the lowest among major ASEAN economies.

 

The country’s ambitions and success will depend heavily on Bangkok functioning like a world-class city. Investors, businesses, and agencies look to the capital as an indicator, and as Thailand seeks to reposition itself as a digital hub and ASEAN economic anchor, pivoting away from low-cost manufacturing toward higher-value industries, the city will need to do more than just function well.

 

The governor elected on June 28th will be in office until 2030, the year that has emerged globally as a benchmark for urban reform, climate resilience, and economic repositioning. Ho Chi Minh unveiled its double-digit growth plan for 2030, aiming to join the ranks of Global Top 50 Smart Cities by integrating AI and a digital operating system to manage things from traffic to flood control. Meanwhile, Singapore revealed its Green Plan 2030, setting concrete sustainability targets and expanding urban greenery.

 

Bangkok has ambition. In this campaign, Chadchart is also pushing for the city to become a productive economic growth engine through key touchpoints such as improving mobility and expanding access to education through digital classrooms. The key is balancing future blueprints with tackling daily realities and navigating bureaucratic processes.

 

Looking to the Future

 

Thailand is at risk of being stranded between idealistic ambitions and the structural realities that make them difficult to execute. Bangkok sits at the heart of this, and the next four years are critical in determining whether the country will remain a competitive player on the regional scale. If 2030 is being used as a global benchmark for reform, then the incoming Governor will be tasked with a balancing act: delivering on daily fixes while simultaneously pushing for a city of the future.

The post The Race to 2030: Bangkok’s Governor Election and the Future of Thailand appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หาก ‘สหรัฐ-อิหร่าน‘ ลงนามสันติภาพ เชื่อสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้นหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ https://thestandard.co/supajee-gdp-us-iran-peace-hormuz/ Tue, 16 Jun 2026 05:47:43 +0000 https://thestandard.co/?p=1218900 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

วันนี้ (16 มิถุนายน) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี […]

The post ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หาก ‘สหรัฐ-อิหร่าน‘ ลงนามสันติภาพ เชื่อสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้นหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังกล่าวสุนทรพจน์

วันนี้ (16 มิถุนายน) ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาเตรียมลงนามข้อตกลงเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านอย่างเป็นทางการ ว่า ก็ดี ขณะที่เป้าส่งออกไตรมาสแรกปี 69 ก็ดีมาก ฉะนั้นคาดว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ถึงอย่างไรต้องติดตามดูสถานการณ์ก่อน และเราต้องเตรียมตัวให้ดีที่สุด

 

ส่วนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ศุภจีกล่าวว่า ปัจจุบันยังเป็นเหมือนเดิม ฉะนั้นต้องรอการเซ็นสัญญาสงบศึก หากมีการดำเนินการจริงๆ ก็น่าจะดีสำหรับพวกเราทุกคน เเต่ก็ต้องรอดูทิศทางหลังจากนี้อีกเพียง 1-2 วัน แต่ต้องเตรียมตัวให้ได้มากที่สุด พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยทางกระทรวงพาณิชย์จะดูความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและมาตรการต่างๆ ซึ่งวันนี้ก็จะมีการสรุปอีกครั้ง

 

เมื่อถามว่า จะมีการปรับทบทวน GDP หรือไม่ ศุภจีกล่าวว่า ไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.8% และขณะนี้จะต้องมีการทบทวนเพิ่มเติม เพราะทั้งปี 2569 เรามอง GDP อยู่ที่ 1.5-2% หากสถานการณ์เป็นเช่นเดิม แต่เมื่อมีความชัดเจนการลงนามสันติภาพดังกล่าว ก็คาดว่า GDP น่าจะดีขึ้น เพราะการส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะไม่ติดขัด รวมถึงราคาพลังงานที่เป็นปัจจัยสำคัญน่าจะผ่อนคลายลง ทำให้เรามีกำลังซื้อที่ดีขึ้น มีการค้าขายที่ดีขึ้น

The post ศุภจี คาด GDP ปี 69 โตเกิน 2% หาก ‘สหรัฐ-อิหร่าน‘ ลงนามสันติภาพ เชื่อสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้นหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ appeared first on THE STANDARD.

]]>