เรอัล มาดริด เป็นจอมทุ่มงบประมาณมาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่าน […]
The post 5 นักเตะค่าตัวแพงที่สุดของเรอัล มาดริด appeared first on THE STANDARD.
]]>
เรอัล มาดริด เป็นจอมทุ่มงบประมาณมาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา พวกเขาใช้เงินมหาศาลเพื่อดึงตัวนักเตะมากมายเข้าสู่ทีม จนทำให้เกิดทีมชุดกาลาคติกอส และ กาลาคติกอส 2.0 ที่ดึงเอาสตาร์มาอยู่ในทีมเดียวกันจนเป็นปรากฏการณ์
และนี่คือ 5 นักเตะที่มีค่าตัวแพงที่สุดของเรอัล มาดริด

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร
อ้างอิง:
The post 5 นักเตะค่าตัวแพงที่สุดของเรอัล มาดริด appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปี 2023 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป มีนักเตะหลายๆ คนที่โตมาพร้อ […]
The post 10 นักเตะดังที่ตัดสินใจแขวนสตั๊ดในปี 2023 appeared first on THE STANDARD.
]]>
ปี 2023 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป มีนักเตะหลายๆ คนที่โตมาพร้อมกับลีลาในสนามของเขา ตัดสินใจแขวนสตั๊ดเลิกเล่นฟุตบอล
และนี่คือ10 นักเตะที่หลายๆ คนน่าจะรู้จักและนึกถึงเขา ซึ่งหันหลังจากสนามในฐานะนักฟุตบอล
น่าสนใจว่าบทบาทของพวกเขาเหล่านี้ในปี 2024 ที่จะมาถึง จะเป็นอะไรกันบ้าง?










อ้างอิง:
The post 10 นักเตะดังที่ตัดสินใจแขวนสตั๊ดในปี 2023 appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (24 มกราคม) แกเร็ธ เบล อดีตนักฟุตบอลวัย 33 ปี ที […]
The post แกเร็ธ เบล ประกาศเตรียมลงแข่ง PGA Tour หลังแขวนสตั๊ดได้เพียง 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (24 มกราคม) แกเร็ธ เบล อดีตนักฟุตบอลวัย 33 ปี ที่เพิ่งประกาศแขวนสตั๊ดได้เพียง 2 สัปดาห์ ได้โพสต์อัปเดตชีวิตผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว ระบุว่า เจ้าตัวเตรียมที่จะเข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟรายการ AT&T Pebble Beach Pro-Am ซึ่งเป็นรายการใน PGA Tour โดยมีกำหนดเริ่มในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้
สำหรับ แกเร็ธ เบล และการเล่นกอล์ฟ ถือเป็นงานอดิเรกที่เจ้าตัวทำมาตั้งแต่ยังค้าแข้งกับเรอัล มาดริด จนมักจะถูกสื่อและแฟนบอลแซวอยู่บ่อยๆ ว่าหากเขาอำลาวงการฟุตบอล สถานีต่อไปที่เบลจะเลือกเดินไปหาก็คือกีฬากอล์ฟที่เขาดูจะหลงใหลมากกว่าฟุตบอลในช่วงหลัง
สำหรับ แกเร็ธ เบล แม้ตอนนี้จะไม่ได้อยู่ในสถานะนักฟุตบอลแล้ว แต่อดีตกัปตันทีมชาติเวลส์ก็นับเป็นหนึ่งในนักเตะที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงมากที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะกับสโมสรเรอัล มาดริด ที่เขาคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกไปทั้งหมด 5 สมัย แชมป์ลาลีกา สเปน อีก 3 สมัย และแชมป์สโมสรโลกอีก 4 สมัย และผลงานกับทีมชาติล่าสุดคือมีส่วนสำคัญในการพาเวลส์กลับไปเล่นในฟุตบอลโลกได้เป็นหนแรกในรอบ 64 ปี
อ้างอิง:
The post แกเร็ธ เบล ประกาศเตรียมลงแข่ง PGA Tour หลังแขวนสตั๊ดได้เพียง 2 สัปดาห์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากเมื่อวานนี้ (9 มกราคม) แกเร็ธ เบล อดีตนักเตะของท […]
The post แกเร็ธ เบล เส้นทางและความสำเร็จตลอดการค้าแข้ง 17 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
หลังจากเมื่อวานนี้ (9 มกราคม) แกเร็ธ เบล อดีตนักเตะของท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และเรอัล มาดริด วัย 33 ปี ได้ประกาศแขวนสตั๊ด ยุติเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลทั้งระดับสโมสรและทีมชาติเวลส์อย่างเป็นทางการ
THE STANDARD ขอพาแฟนบอลร่วมย้อนชมเส้นทางค้าแข้งของ แกเร็ธ เบล ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติอีกครั้ง รวมถึงรางวัลและความสำเร็จที่คว้ามาครองได้ตลอดเส้นทางค้าแข้ง 17 ปีที่ผ่านมา

ภาพประกอบ: พุทธิพงศ์ โรจน์ศตพงค์
The post แกเร็ธ เบล เส้นทางและความสำเร็จตลอดการค้าแข้ง 17 ปี appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชื่อของ แกเร็ธ เบล ไม่ได้ถึงกับเป็นความลับของวงการฟุตบอ […]
The post แกเร็ธ เบล นักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งบริเตน? appeared first on THE STANDARD.
]]>
ชื่อของ แกเร็ธ เบล ไม่ได้ถึงกับเป็นความลับของวงการฟุตบอลอังกฤษ เมื่อเสียงร่ำเสียงลือถึงความเก่งกาจของเด็กผู้มีเท้าซ้ายมหัศจรรย์จากคาร์ดิฟฟ์ให้ได้ยินมาระยะใหญ่
บิดเข็มนาฬิกาย้อนเวลากลับไปเมื่อ 17 ปีที่แล้ว รายการ BBC Wales Today มีโอกาสตามไปทำสกู๊ปสัมภาษณ์เด็กหนุ่มน้อยหน้าใสชาวเวลส์ ที่ครอบครัวขับรถออกจากบ้านที่คาร์ดิฟฟ์เพื่อไปฝึกซ้อมที่เมืองเซาแธมป์ตัน ทางตอนใต้เกือบสุดเกาะบริเตนใหญ่
มันเป็นการเดินทางที่ยาวไกลแต่ก็สั้นนักเมื่อเทียบกับการเดินทางในอีก 17 ปีของ แกเร็ธ เบล นักฟุตบอลที่เป็นที่ถกเถียงกันมาสักพักว่าสมควรจะได้รับการขนานนามว่า นักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งเกาะบริเตนใหญ่หรือไม่
แต่ก่อนนั้น ณ จุดเริ่มต้นสมญานามแรกที่เขาได้รับการขนานนามคือ ‘เบ็คแฮมแห่งเวลส์’
สมญานี้ได้มาในช่วงต้นของฤดูกาล 2006/07 เมื่อเซาแธมป์ตันบุกไปเยือนดาร์บี เคาน์ตี ที่สนามไพรด์พาร์ก ในเกมระดับเดอะแชมเปียนชิป ใต้แสงอาทิตย์อันอบอุ่นของเดือนสิงหาคมและใบหญ้าเขียวขจีที่ยังไม่บอบช้ำ เพราะฤดูกาลอันยาวนานของเกมฟุตบอลเพิ่งเริ่มต้นขึ้น
เกมนั้นดาร์บีขึ้นนำไปก่อน 1-0 และดูจะพอใจกับสกอร์ดังกล่าว แต่แล้วทีมนักบุญแดนใต้ก็ได้ฟรีคิกในระยะ 25 หลา
ผู้ที่รับหน้าที่คือเบล แบ็กซ้ายดาวรุ่งวัยแค่ 17 ปีที่เพิ่งจะได้โอกาสลงเล่นตัวจริงเป็นครั้งที่ 2 ของชีวิต ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะมีพิษมีภัยอะไรในความรู้สึกของแฟนดาร์บี และอาจจะรวมถึง ลี แคมป์ ผู้รักษาประตูของทีมแกะเขาเหล็กในวันนั้นด้วย
ปรากฏว่าเบลวิ่งเข้ามาหวดลูกบอล ก่อนที่วิถีของมันจะวาดเป็นเส้นโค้งกลางอากาศ และเสียบเข้าสามเหลี่ยมอย่างเหมาะเหม็งในสไตล์ Bend it Like Beckham

แกเร็ธ เบล ฉลองประตูแรกในชีวิตการเล่นของเขาด้วยฟรีคิกสุดสวย
แต่เขาไม่ได้หยุดแค่นั้น อีก 3 วันถัดมาในเกมที่เซาแธมป์ตันพบกับโคเวนทรี ซิตี้ ทีมได้ฟรีคิกอีกครั้ง ซึ่งแม้คราวนี้ระยะจะไกลขึ้นอีก 10 หลา แต่ไอ้หนุ่มที่ปาดเจลทำผมทรง Spike หรือภาษาไทยน่าจะเรียกกันว่าทรงหัวแห้วในยุคนั้น ก็ปั่นบอลวาดเส้นโค้งเสียบสามเหลี่ยม ทำเอา แอนดี มาร์แชลล์ ผู้รักษาประตูผู้มีประสบการณ์ ไม่ได้แค่เสียประตู แต่ยังเสียทรงอีกด้วย
เท่านั้นเองที่ชื่อเสียงของ แกเร็ธ เบล บักหำน้อยแห่งเวลส์ ก็ได้เป็นที่รู้จักของชาวอังกฤษในวงกว้างขึ้นมา แม้ว่าสำหรับชาวเวลส์แล้วพวกเขาได้ตื่นเต้นกับเด็กคนนี้มาก่อนแล้ว เพราะถูกเรียกตัวติดทีมชาติในเกมอุ่นเครื่องกับตรินิแดด แอนด์ โตเบโก ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีเดียวกันก่อนที่จะอายุครบ 17 ปีเสียอีก
ประตูแรกกับทีมชาติเวลส์ก็ตามมาในเดือนตุลาคม ซึ่งก็ไม่ต่างจากประตูที่ยิงใส่ดาร์บีและโคเวนทรี เมื่อเบลปั่นฟรีคิกเสียบสามเหลี่ยมสโลวาเกีย กลายเป็นนักฟุตบอลอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้ทีมมังกรแดงได้ แม้ว่าในวันนั้นพวกเขาจะพ่ายแพ้ย่อยยับถึง 1-5 ก็ตาม
หลังจากนั้นไม่นาน เบลซึ่งถูกทีมใหญ่รุมล้อมเต็มไปหมด ได้เลือกที่จะย้ายไปท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ในฐานะ ‘วันเดอร์คิด’ คนใหม่จากเซาแธมป์ตัน ต่อจาก ธีโอ วัลคอตต์ ซึ่งย้ายไปอาร์เซนอลหลังถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษไปฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนี
เรื่องราวของเบลกับสเปอร์สก็เกือบจะคล้ายเรื่องราวของวัลค็อตต์กับทีมกันเนอร์ส เมื่อเขาประสบปัญหากับชีวิตในถิ่นไวท์ฮาร์ทเลนที่เหมือนต้องคำสาป ซึ่งนอกจากเรื่องของอาการบาดเจ็บที่ตามรบกวนตลอดเวลาแล้ว ยังมีเรื่องบ้าบอที่ยากจะเชื่ออีก
ในช่วง 2 ปีแรกมีสถิติที่เหลือเชื่อว่า หากเขาได้โอกาสในการลงสนามสเปอร์สไม่เคยชนะเลยในเกมพรีเมียร์ลีก คิดเป็นจำนวนเกมถึง 24 นัด ซึ่งแม้แต่ แฮร์รี เรดแนปป์ ผู้จัดการทีมในขณะนั้นเอง ก็ยอมรับสารภาพว่าเรื่องนี้รบกวนจิตใจของเขาอย่างมากว่าจะส่งเบลลงสนามหรือไม่
มันทำให้เบลเกือบที่จะย้ายออกจากเดอะ เลน อยู่แล้ว แต่โชคดีสำหรับสเปอร์สที่ได้ค้นพบพรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ของนักเตะคนนี้ที่มีดีมากกว่าการยิงฟรีคิกแบบ เดวิด เบ็คแฮม
เกมดังกล่าวเป็นเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซึ่งสเปอร์สไปเยือนจูเซ็ปเป เมียสซา สนามของแชมป์เก่าอินเตอร์ มิลาน และเป็นฝ่ายตามหลังอยู่ไกลถึง 0-4 แต่วันนั้นเองที่เบล ได้โชว์เพลงแข้งที่สะเด่าที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต เมื่อขยับจากแบ็กซ้ายขึ้นมาเป็นปีกซ้าย และจัดการ ‘เผา’ นักเตะอินเตอร์จนเรียบ
“>
10 years ago today:
Gareth Bale scored a second-half hat-trick at the San Siro…
Maicon is still having nightmares…
— SPORTbible (@sportbible) October 20, 2020
เบลแจ้งเกิดเต็มตัวจากเกมนี้
เบลทำแฮตทริกได้ในเกมดังกล่าว ซึ่งแม้สเปอร์สจะแพ้ 3-4 แต่ชื่อของเขากลายเป็นชื่อที่ทุกคนพูดถึงในเช้าวันถัดมา และยิ่งพูดกันดังขึ้นไปอีกหลังเกมที่ 2 ซึ่งสเปอร์สเอาชนะอินเตอร์ได้ 3-1 โดยในเกมนี้เขาทำลายชีวิตการเล่นของไมคอน หนึ่งในแบ็กขวาที่ดีที่สุดของยุคนั้นอย่างสิ้นเชิงด้วย 2 ประตูที่เป็นฝันร้ายและคำล้อเลียน ‘Taxi for Maicon’
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เบลไม่เคยหันกลับไปมองข้างหลังอีกเลย สายตาของเขามองไปข้างหน้า โลกได้ค้นพบปีกซ้ายที่อันตรายที่สุดเท่าที่เคยมีมา เพราะนอกจากจะมีเท้าซ้ายอันมหัศจรรย์ที่พร้อมจะยิงประตูที่เหลือเชื่อได้จากทุกระยะ ยังมีความเร็วเหมือน The Flash ที่สามารถฉีกทำลายเกมรับคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย
ในช่วงนั้นคำถามสำหรับเบลคือ เขาจะสามารถก้าวไปทาบชั้น ลิโอเนล เมสซี และ คริสเตียโน โรนัลโด ซึ่งเป็น 2 นักฟุตบอลที่เก่งที่สุดได้หรือไม่
ทางเดียวที่จะรู้ได้คือการไปพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งหลังจากที่พยายามรั้งตัวเอาไว้อยู่พักใหญ่ ในที่สุดสเปอร์สก็ต้องยอมเปิดทางให้เบลได้ย้ายไปเรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติโลก 85.3 ล้านปอนด์ในปี 2013
น่าเสียดายสำหรับเบลที่ชีวิตในมาดริดไม่ได้สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น
อาการบาดเจ็บ การแก่งแย่งชิงตำแหน่งในทีมกับเหล่าซูเปอร์สตาร์ เงามหึมาของโรนัลโด ก็ว่าหนักแล้ว แต่ไม่เท่ากับความเย็นชาที่เขาต้องเผชิญตลอดระยะชีวิตการเล่นที่ซานติอาโกเบร์นาเบว จากเหล่ากองเชียร์โลส เมเรงเกส ที่ไม่เคยมีความรักให้แก่เขาแม้สักนิด
ไม่พูดภาษาสเปนในการให้สัมภาษณ์ ไม่ยอมสังสรรค์กับเพื่อนร่วมทีม เอาแต่ตีกอล์ฟ ไม่พร้อมจะลงสนาม คือความผิดสำเร็จในความรู้สึกของมาดริดิสตา
เบลถึงขั้นต้องเจอ ‘คุกเย็น’ ในช่วงที่ ซีเนดีน ซีดาน คุมทัพ ไม่มีโอกาสได้ลงสนามจนกลายเป็นตัวสำรองที่มีราคาแพงที่สุดในโลก ทั้งๆ ที่ตลอดระยะเวลา 9 ปีในเบร์นาเบว เขามีส่วนกับความสำเร็จของทีมไม่น้อย

ลูกจักรยานอากาศในเกมนัดชิงแชมเปียนส์ลีก คือหนึ่งในประตูที่สวยที่สุดที่เบลเคยทำได้
แชมเปียนส์ลีก 5 สมัย, ลาลีกา 3 สมัย, โกปาเดลเรย์ 1 สมัย
106 ประตู (ยิงได้มากกว่า โรนัลโด นาซาริโอ) กับ 65 แอสซิสต์ (น้อยกว่า ซีเนดีน ซีดาน แค่ครั้งเดียว) จากการลงสนามแค่ 256 นัดในรอบ 9 ปี
ไหนจะความทรงจำอันสวยงาม ประตูชัยในเกมนัดชิงโกปาเดลเรย์ที่โชว์ความมหัศจรรย์วิ่งตีวงอ้อม มาร์ค บาทรา ก่อนจะฉีกหนีด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ และส่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย
ลูกตีลังกายิงในนัดชิงแชมเปียนส์ลีก (และลูกยิงไกลสุดสนั่นที่ ลอริส คาริอุส รับไม่อยู่) ที่ดับฝันลิเวอร์พูลในปี 2018
ความสำเร็จเหล่านี้มากพอที่จะบอกได้ว่า เบลคือหนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเกาะบริเตนที่ออกไปวาดลวดลายบนยุโรปแผ่นดินใหญ่ ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าตำนานผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต
แต่ความสำเร็จเหล่านี้สำหรับเบลแล้ว มันไม่อาจเทียบได้เลยกับสิ่งที่เขาภาคภูมิใจที่สุด นั่นคือการที่สามารถพาเวลส์กลับมาเล่นฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ระดับเมเจอร์ได้อีกครั้ง
ในปี 2016 เบลพาเวลส์ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งแรกในรอบ 58 ปีนับจากฟุตบอลโลก 1958 ที่ประเทศสวีเดน
เขาและมังกรแดงสร้างปรากฏการณ์ด้วยการไปถึงรอบรองชนะเลิศได้อย่างน่าประทับใจ
หลังจากนั้นแม้จะมีช่วงเวลาที่เจ็บปวดกับเรอัล มาดริด แต่ทุกครั้งที่ได้กลับมาเล่นให้เวลส์ เบลจะกลับมามีความสุขเสมอ เรียกได้ว่าการเล่นในสีเสื้อทีม ‘Cymru’ คือเซฟโซนสำหรับเขา และเป็นที่ที่เขาจะไม่ยอมทำให้ใครผิดหวังอีกอย่างเด็ดขาด
เบลพาทีมเข้ารอบฟุตบอลยูโร 2020 ได้สำเร็จเป็นทัวร์นาเมนต์ที่ 2 แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเขาคือการพาเวลส์เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2022 ได้สำเร็จ ยุติช่วงเวลาแห่งการรอคอยอันยาวนานถึง 64 ปีที่ไม่เคยมียอดนักเตะเวลส์คนไหนทำได้มาก่อน เป็นการทำความฝันชั่วชีวิตให้กลายเป็นความจริง
ระหว่างนั้นแม้จะมีอาการบาดเจ็บ เบลซึ่งเป็นอิสระจากมาดริดได้ย้ายไปผจญภัยเล็กๆ กับแอลเอ เอฟซี ในเมเจอร์ลีก ซอกเกอร์ และมีส่วนสำคัญในการลงมาเป็นคนเปลี่ยนแปลงโชคชะตาด้วยการโหม่งประตูตีเสมอในนัดชิง MLS Cup ก่อนที่ทีมจะคว้าแชมป์ได้ในการดวลจุดโทษ
ก่อนที่จะนำเวลส์ลงวาดลวดลายในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ซึ่งแม้จะน่าผิดหวังเพราะทีมตกรอบแรก แต่อย่างน้อยเบลก็ทำเต็มที่ที่สุดแล้ว รวมถึงทำประตูได้ด้วยจากลูกจุดโทษในเกมที่พบกับสหรัฐอเมริกา

พาทีมชาติเวลส์ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 64 ปี
นั่นทำให้ชีวิตนี้ของเขาไม่มีอะไรให้ไขว่คว้าอีกแล้ว และเมื่อร่างกายส่งเสียงเพรียกให้เขาพอและพักเสียที
แกเร็ธ เบล จึงตัดสินใจที่จะรับฟังเสียงนั้น ขอแขวนสตั๊ดคู่เก่งของเขาเอาไว้แค่ตรงนี้
การเดินทางที่ยาวนาน 17 ปีของเด็กหนุ่มจากเนินเขาในคาร์ดิฟฟ์ ที่กลายเป็นวีรบุรุษของชาวเวลส์จึงสิ้นสุดลง
คำถามว่า เขาเก่งที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด ในหมู่นักเตะจากบริเตนไหม? หรือหากเขายังรักษาความมุ่งมั่นได้เขามีโอกาสจะไปได้ไกลกว่านี้ไหม? เป็นเรื่องของคนอื่นที่จะถกเถียงหาคำตอบกันเอาเอง
The post แกเร็ธ เบล นักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งบริเตน? appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (9 มกราคม) แกเร็ธ เบล อดีตนักเตะของท็อตแนม ฮอตสเ […]
The post แกเร็ธ เบล ประกาศแขวนสตั๊ดทั้งสโมสรและทีมชาติอย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (9 มกราคม) แกเร็ธ เบล อดีตนักเตะของท็อตแนม ฮอตสเปอร์ และเรอัล มาดริด วัย 33 ปี ได้ประกาศแขวนสตั๊ด ยุติเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลทั้งระดับสโมสร และทีมชาติเวลส์อย่างเป็นทางการ
โดยเบลได้ประกาศผ่านทาง Facebook ระบุว่า
“หลังจากการคิดอย่างละเอียด ผมได้ตัดสินใจประกาศเกษียณจากการแข่งขันฟุตบอลระดับสโมสร และทีมชาติอย่างเป็นทางการ
“ผมรู้สึกโชคดีที่ได้ทำตามความฝันในการเล่นกีฬาที่ผมรัก ฟุตบอลได้มอบช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของผม ในช่วงเวลาสูงสุด 17 ฤดูกาล ที่จะไม่มีอะไรมาทดแทนได้ หรือไม่ว่าบทต่อไปในชีวิตผมจะเป็นอย่างไร
“จากช่วงเวลาแรกของผมที่เซาแธมป์ตัน จนถึงช่วงเวลาสุดท้ายที่สโมสรแอลเอ เอฟซี และทุกอย่างระหว่างนั้น ได้สร้างอาชีพที่ผมภาคภูมิใจและรู้สึกขอบคุณตลอดมา การได้ลงเล่นและเป็นกัปตันให้กับทีมชาติของผมทั้งหมด 111 ครั้ง เป็นเหมือนกับความฝันที่เป็นจริง
“เพื่อเป็นการขอบคุณทุกคนที่ร่วมเดินทางมาตลอดเส้นทางของผม ผมรู้สึกขอบคุณทุกคนที่ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของผม และทำให้อาชีพของผมเติบโตไปในแบบที่ผมไม่คิดไม่ฝันตั้งแต่ตอนเริ่มเล่นฟุตบอลเมื่ออายุ 9 ขวบ
“สำหรับสโมสรเซาแธมป์ตัน, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์, เรอัล มาดริด และแอลเอ เอฟซี สำหรับผู้จัดการทีมและโค้ชที่ผ่านมา จนถึงเจ้าหน้าที่ทุกคนและเพื่อนร่วมทีม แฟนบอลที่รัก เอเจนต์ของผม เพื่อนของผมและครอบครัว สิ่งที่พวกคุณได้ช่วยเหลือผมเป็นสิ่งที่มากเกินกว่าจะสามารถอธิบายได้
“ผมกำลังจะก้าวไปสู่บทต่อไปในอาชีพของผม เป็นช่วงเวลาของความเปลี่ยนแปลง และโอกาสในการออกเดินทางใหม่อีกครั้งหนึ่ง”
สำหรับ แกเร็ธ เบล นับเป็นหนึ่งในนักเตะที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงมากที่สุดคนหนึ่ง โดยเฉพาะกับสโมสรเรอัล มาดริด ที่เขาคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกไปทั้งหมด 5 สมัย แชมป์ลาลีกา สเปน อีก 3 สมัย และแชมป์สโมสรโลกอีก 4 สมัย
อ้างอิง:
The post แกเร็ธ เบล ประกาศแขวนสตั๊ดทั้งสโมสรและทีมชาติอย่างเป็นทางการ appeared first on THE STANDARD.
]]>
The Champion วันนี้พาย้อนสรุปประเด็นที่น่าสนใจจากผลการแ […]
The post บอลโลก 2022: เบล vs. เคน! พรีวิวฟุตบอลโลก 4 คู่เด็ดคืนนี้ ชี้ชะตารอบ 16 ทีม I The Champion appeared first on THE STANDARD.
]]>
The Champion วันนี้พาย้อนสรุปประเด็นที่น่าสนใจจากผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 2 (กลุ่ม G-H) ตั้งแต่เกมสุดมันแห่งค่ำคืนระหว่างเกาหลีใต้กับกานา แม้จะจบลงด้วยชัยชนะของทัพดาวดำ แต่รายละเอียดและสถิติในสนามนับว่าน่าสนใจไม่น้อย ไปจนถึงฟอร์มอันยอดเยี่ยมของโปรตุเกส หลังเอาชนะอุรุกวัยไปได้ 2-0 ทำให้ทัพฝอยทองการันตีเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อย
และตบท้ายด้วยพรีวิว 4 แมตช์คืนนี้ หนึ่งในนั้นคือเกมที่แฟนบอลต่างให้ความสนใจระหว่างเวลส์ดวลกับอังกฤษ นอกจากจะมี 3 แต้มสำคัญเป็นเดินพันแล้ว แฟนบอลยังจะได้เห็นการดวลกันของ แกเร็ธ เบล vs. แฮร์รี เคน
ร่วมพูดคุยกับ เมธา พันธุ์วราทร คอลัมนิสต์ THE STANDARD และเจ้าของเพจ Sockr และ มาดามเดียร์-วทันยา บุนนาค ประธานคณะทำงานนวัตกรรมการเมืองกรุงเทพฯ ปชป.
พบกันในรายการพิเศษ The Champion ดำเนินรายการโดย ดิษยุตม์ ธนบุญชัย บรรณาธิการข่าวกีฬา สำนักข่าว THE STANDARD วันนี้ 29 พฤศจิกายน เวลา 12.30 น. เป็นต้นไป ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD
The post บอลโลก 2022: เบล vs. เคน! พรีวิวฟุตบอลโลก 4 คู่เด็ดคืนนี้ ชี้ชะตารอบ 16 ทีม I The Champion appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (1 มิถุนายน) แกเร็ธ เบล ปีกของเรอัล มาดริด ได้ปร […]
The post แกเร็ธ เบล เขียนจดหมายอำลาสโมสรเรอัล มาดริด ขอบคุณสำหรับฝันที่เป็นจริงตลอด 9 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (1 มิถุนายน) แกเร็ธ เบล ปีกของเรอัล มาดริด ได้ประกาศอำลาสโมสรอย่างเป็นทางการ หลังจากรับใช้สโมสรมาเป็นเวลา 9 ปี
โดยปีกทีมชาติเวลส์วัย 32 ปี กล่าวว่า “ผมเขียนข้อความนี้เพื่อขอบคุณเพื่อนร่วมทีมทุกคน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ผู้จัดการทีมและเจ้าหน้าที่ของสโมสร รวมถึงแฟนๆ ทุกคนที่สนับสนุนผมตลอดมา
“ผมมาที่สโมสรแห่งนี้เมื่อ 9 ปีก่อน ในฐานะชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยากจะทำตามความฝันในการลงเล่นให้กับ เรอัล มาดริด การได้ใส่เสื้อราชันชุดขาว ได้ใส่โลโก้บนหน้าอกเสื้อ การได้เล่นในสนามซานติอาโก เบร์นาเบว, การได้คว้าแชมป์ และเป็นส่วนหนึ่งของการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก
“การเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สโมสร และส่วนหนึ่งของความสำเร็จร่วมกันในช่วงที่ผมเป็นนักเตะของเรอัล มาดริด นี่เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม และผมจะไม่มีวันลืม
“ผมอยากจะขอบคุณประธานสโมสร ฟลอเรนติโน เปเรซ, โฆเซ อังเคล ซานเชซ และบอร์ดบริหารที่ให้โอกาสผมได้ลงเล่นที่สโมสรแห่งนี้ เราได้ร่วมกันสร้างโมเมนต์ที่จะคงอยู่ในประวัติศาสตร์ของสโมสรและฟุตบอลตลอดไป
“ขอบคุณ
“Hala Madrid”
แกเร็ธ เบล
สำหรับสัญญาของ แกเร็ธ เบล จะหมดลงในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ โดยฤดูกาลสุดท้ายของเขากับเรอัล มาดริด เขาลงสนามไปเพียง 7 นัด เนื่องจากอาการบาดเจ็บรบกวน
เขาจะอำลาสโมสรพร้อมกับสถิติยิงไปทั้งหมด 106 ประตู จากการลงสนาม 256 นัด คว้าแชมป์ลาลีกา สเปน 3 สมัย แชมป์โกปา เดล เรย์ 1 สมัย และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 สมัย และเป็นคนยิงประตูในนัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกปี 2014 ที่เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 10
อ้างอิง:
The post แกเร็ธ เบล เขียนจดหมายอำลาสโมสรเรอัล มาดริด ขอบคุณสำหรับฝันที่เป็นจริงตลอด 9 ปีที่ผ่านมา appeared first on THE STANDARD.
]]>
เหล่าซูเปอร์สตาร์ลูกหนังนำมาโดย มาร์คัส แรชฟอร์ด, แกเร็ […]
The post แรชฟอร์ด-เบล-เฮนเดอร์สัน นำทัพนักเตะทีม ‘Hope United’ จุดความหวังต่อสู้การเหยียดสีผิวบนโลกออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
เหล่าซูเปอร์สตาร์ลูกหนังนำมาโดย มาร์คัส แรชฟอร์ด, แกเร็ธ เบล และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ประกาศเข้าร่วมทีมใหม่ ‘Hope United’ เพื่อจุดประกายความหวังในการต่อสู้กับการเหยียดสีผิวบนโลกออนไลน์
แคมเปญ Hope United เป็นแคมเปญของสถานีโทรทัศน์ BT ที่มีเป้าหมายในการให้นักฟุตบอลขวัญใจของทุกคนไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ไม่ว่าจะสีผิวใดก็ตามในการช่วยให้ความรู้แก่ทุกคนในการปกป้องตัวเองจากพวกเหยียดสีผิว และสิ่งที่ทุกคนจะสามารถช่วยกันเพื่อทำให้สังคมโซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่ขึ้น
สำหรับทีม Hope United นั้นได้ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ตำนานทีมชาติอังกฤษ และ คาเรน คาร์นีย์ อดีตนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอังกฤษเช่นกันมารับบทผู้จัดการทีม และมีโค้ชคือ ร็อบบี ซาเวจ อดีตสตาร์ทีมชาติเวลส์ และ เอนี อาลูโก อดีตนักฟุตบอลหญิงทีมชาติอังกฤษ ส่วนผู้เล่นในทีมมาจากกลุ่มประเทศสหราชอาณาจักรมีทั้งสิ้น 16 คนด้วยกัน
โดยกลุ่มนักเตะชายได้แก่ เจสซี ลินการ์ด (อังกฤษ), จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (อังกฤษ), มาร์คัส แรชฟอร์ด (อังกฤษ), แกเร็ธ เบล (เวลส์), แอนดี โรเบิร์ตสัน (สกอตแลนด์), เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ (อังกฤษ), ดาเนียล เจมส์ (เวลส์), จามาล ลิวอิส (ไอร์แลนด์เหนือ), อีธาน แอมปาดู (เวลส์), ชาร์ลี ฟอการ์ที (ไอร์แลนด์เหนือ-นักฟุตบอลคนพิการ), เลียม พาลเมอร์ (สกอตแลนด์) ขณะที่นักเตะหญิงประกอบไปด้วย ลูซี บรอนซ์ (อังกฤษ), เดมี สโตคส์ (อังกฤษ), รีเบคกา เซลลาร์ (สกอตแลนด์-นักฟุตบอลคนพิการ) และ ลอเรน เจมส์ (อังกฤษ)
เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมลิเวอร์พูลกล่าวถึงความรู้สึกในการได้ร่วมทีมใหม่ว่า “บางคนเชื่อว่าการเหยียดกันบนโซเชียลมีเดียคือสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในชีวิตของนักฟุตบอล แต่ Hope United จะแสดงให้เห็นเองว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป”
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
อ้างอิง:
The post แรชฟอร์ด-เบล-เฮนเดอร์สัน นำทัพนักเตะทีม ‘Hope United’ จุดความหวังต่อสู้การเหยียดสีผิวบนโลกออนไลน์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
แกเร็ธ เบล เปิดตัวในฐานะนักเตะทีม ‘ไก่เดือยทอง […]
The post เบลคัมแบ็กสเปอร์ส สัญญายืมตัว 1 ปี เปิดตัวพร้อมเรกีลอน appeared first on THE STANDARD.
]]>
แกเร็ธ เบล เปิดตัวในฐานะนักเตะทีม ‘ไก่เดือยทอง’ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ อีกครั้ง หลังลาทีมไปกว่า 7 ปี โดยเซ็นสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล พร้อมกับ เซร์คิโอ เรกีลอน แบ็กซ้ายดาวโรจน์ชาวสเปน ที่ย้ายมาจากเรอัล มาดริด พร้อมกัน
หลังมีข่าวต่อเนื่องมาตลอดสัปดาห์ ในที่สุดซูเปอร์สตาร์ทีมชาติเวลส์ก็ได้กลับคืนรังเก่าอย่างเป็นทางการ โดยเบลได้โพสต์ข้อความสั้นๆ บอกกับแฟนบอลว่า “ถึงแฟนสเปอร์สทุกคน หลังผ่านไป 7 ปี ผมกลับมาแล้ว!”
ในเวลาเดียวกัน สเปอร์สได้เปิดตัวเรกีลอน แบ็กซ้ายดาวรุ่งจากเรอัล มาดริด เช่นกัน แต่เป็นการซื้อขาดด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ โดยมีเงื่อนไขพิเศษในการซื้อตัวกลับได้ พร้อมเซ็นสัญญายาว 5 ปีด้วยกัน โดยจะสวมเสื้อหมายเลข 3
The post เบลคัมแบ็กสเปอร์ส สัญญายืมตัว 1 ปี เปิดตัวพร้อมเรกีลอน appeared first on THE STANDARD.
]]>
7 ปีที่แล้ว แกเร็ธ เบล ได้จากรังไวต์ฮาร์ตเลนของท็อตแนม […]
The post หลัง 7 ปีแห่งความเจ็บปวด ในที่สุด แกเร็ธ เบล ก็ได้กลับ ‘บ้าน’ อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
7 ปีที่แล้ว แกเร็ธ เบล ได้จากรังไวต์ฮาร์ตเลนของท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เพื่อไปพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักเตะระดับโลกในชุดสีขาวของเรอัล มาดริด
เด็กหนุ่มชาวเวลส์จากไปในฐานะนักฟุตบอลเจ้าของค่าตัวสถิติโลก 86 ล้านปอนด์ แซงหน้า คริสเตียโน โรนัลโด เจ้าของสถิติเก่า ท่ามกลางความคาดหวังว่าเขาจะก้าวแซงหน้าไปด้วยความเร็วสายฟ้าฟาดเหมือนที่ทำลายอนาคตการเล่นของ ไมคอน แบ็กขวาทีมชาติบราซิล ในเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเมื่อปี 2010
ไม่มีใครคิดว่า 7 ปีต่อมาเขากำลังจะได้กลับมาสู่บ้านเก่า – ซึ่งความจริงปลูกหลังใหม่อยู่ข้างๆ หลังเดิม – อีกครั้งหนึ่งในสภาพที่เรียกว่าดูไม่ได้นัก
เวลา 7 ปีในซานติเอโก เบอร์นาบิวของเบลไม่ได้ถึงกับแย่ หากมองในเรื่องของผลงานและความสำเร็จ
2 แชมป์ลาลีกา
4 แชมเปียนส์ลีก
3 แชมป์สโมสรโลก
2 แชมป์โกปา เดล เรย์
บ้างก็บอกว่าเขาได้แชมป์มากกว่า ซีเนดีน ซีดาน แอสซิสต์มากกว่า เดวิด เบ็คแฮม และยิงประตูได้มากกว่า โรนัลโด (บราซิลต้นตำรับ) ด้วยซ้ำไป
เพียงแต่เมื่อคิดถึงเรื่องราวทั้งหมดแล้ว เบลกับเรอัล มาดริด กลายเป็นความล้มเหลวที่น่าเจ็บปวด โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงศักยภาพที่มีในตัวที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นแล้วว่านักเตะที่ได้รับการยกย่องว่าจะสามารถเขย่าบัลลังก์ของ คริสเตียโน โรนัลโด และลิโอเนล เมสซี ในฐานะราชาลูกหนังได้นั้นจะเล่นได้ดีที่สุดขนาดไหน
เพราะในช่วงวัยที่ดีที่สุดของเขาคือช่วงที่เบลเริ่มตกอยู่ในสถานะนักโทษทางเกมลูกหนังในคุกสีขาวที่มีชื่อว่าซานติเอโก เบอร์นาบิว
เพียงเพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซีดานที่แตกร้าวและไม่มีวันจะกลับมาเหมือนเดิมได้อีก
อาจจะเป็นเพราะนิสัยการรักความเป็นส่วนตัว ไม่นิยมเข้าสังคมกับหมู่เพื่อนฝูง ที่ทำให้เขาไม่ได้ใจจากใคร
และอาจเป็นเพราะการที่เขาปฏิเสธที่จะพูดภาษาสเปน ที่ทำให้แฟนบอลก็ไม่อยู่เคียงข้าง
หรือเพราะความรักในการเล่นกอล์ฟของเขา ที่กลายมาเป็นสิ่งที่หลายคนนำมาใช้เล่นงานหาว่าเขาอยากเทิร์นโปรมากกว่าจะลงสนามรับใช้เรอัล มาดริด
เหตุผลหลากหลายนำไปสู่การจากลาที่แสนเศร้า โดยสิ่งที่เศร้าที่สุดคือการที่ไม่มีใครในมาดริดสักคนที่เสียใจกับการจากไปของเขา
ในทางตรงกันข้าม ดูเหมือนทุกคนจะโล่งอกที่เบลไปจากเรอัล มาดริด เสียที
เพราะเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่การจากลานี้ควรจะเกิดขึ้น หลังจากที่เบลออกปากเป็นครั้งแรกหลังทำ 2 ประตูช่วยให้ ‘โลส บลังโกส’ สยบลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกสมัยที่ 3 ติดต่อกัน และเป็นสมัยที่ 4 ในรอบ 5 ปีว่า ‘เขาต้องการจะไปจากมาดริด’
การให้สัมภาษณ์หลังจบเกมทั้งๆ ที่ตัวยังสวมชุดขาวใส่สตั๊ดอยู่ในสนามไม่ใช่ภาพที่น่าประทับใจนักสำหรับแฟนบอล แต่เรื่องมันเลวร้ายยิ่งกว่าเมื่อเขาไม่ใช่คนเดียวที่คิดจะจากไป เพราะยังมี คริสเตียโน โรนัลโด ที่ตั้งใจเช่นกันว่าจะย้ายออกจากเบอร์นาบิว หลังอิ่มตัวกับความสำเร็จและต้องการความท้าทายใหม่
ในฐานะประธานสโมสร ฟลอเรนติโน เปเรซ ไม่สามารถจะปล่อยผู้เล่นในระดับนี้ไปพร้อมกันทีเดียวสองคนได้ (ไม่นับซีดานที่วางมือเช่นกัน) มีเพียงคนเดียวที่จะได้ไป ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าทำไมเบลต้องอยู่กับทีมต่อไป
แต่เบลก็ไม่สามารถทำตามความคาดหวังของทุกคนที่อยากให้เขาก้าวมาแทนที่โรนัลโดได้ ไม่ว่าจะด้วยอาการบาดเจ็บทางกาย หรืออาการบาดเจ็บทางใจ
สิ่งที่เลวร้ายหนักกว่าซีดานที่ชัดเจนว่า ‘ไม่เอา’ เบลอีกแล้วได้กลับมารับตำแหน่งเดิมหลังมาดริดประสบปัญหาอย่างหนักในช่วงต้นปี 2019 และหนึ่งในเงื่อนไขคือการที่มาดริดจะต้องอัปเปหิสตาร์ชาวเวลส์ออกไปให้พ้นหูพ้นตา

“ซีดานได้ในสิ่งที่เขาต้องการ” สื่อสเปนพาดหัวตัวไม้เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
เรื่องเกือบจะจบลงด้วยดี เมื่อมาดริดและเบลยอมรับข้อเสนอจากเจียงซูซูหนิง สโมสรในไชนีสซูเปอร์ลีก ที่ถูกขัดขวางจากต้นสังกัดในวินาทีสุดท้ายเพียงเพราะบอร์ดบริหารเปลี่ยนใจ จากเดิมที่จะปล่อยไปแบบไม่มีค่าตัว (ซึ่งเป็นผลดีต่อบรรยากาศภายในทีมและลดภาระค่าเหนื่อยมหาศาล) เป็นการเรียกร้องเงินค่าตัว ซึ่งทำให้สุดท้ายการเจรจาต้องยุติลง
สุดท้ายเบลจึงค้างเติ่งอยู่ที่มาดริดอีกปี โดยถูกลดบทบาทในทีมลงเรื่อยๆ จนเหลือศูนย์
ไม่มีตัวตนหลงเหลืออยู่อีกต่อไป
ภาพของเบลที่นั่งหาวในสนาม หรือเอากระดาษมาม้วนทำเป็นกล้องส่องทางไกลเล่น สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกของเขา และในเวลาเดียวกันก็เป็นภาพน่าเศร้าที่นักฟุตบอลที่ควรจะไปได้ถึงจุดสูงสุดของโลกกลับต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้
เรื่องนี้ชี้หน้าโทษใครลำบาก ซีดานแข็งกร้าวก็ใช่ แต่อีกส่วนคือเบลก็ผิดที่ใช้ชีวิตเหมือนเดิมแบบไม่แยแสใคร
อย่างไรก็ดี วันเวลาแห่งความเจ็บปวดกำลังจะจบลง เมื่อเบลกำลังจะได้ย้ายกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง และเขาจะได้กลับมาอยู่กับทีมที่เขารักมากที่สุดทีมหนึ่งอย่างสเปอร์ส
การกลับมาครั้งนี้เริ่มมีสัญญาณตั้งแต่การที่เบลซึ่งดูเหมือนเคยถอดใจกับการเล่นฟุตบอลไปแล้ว และพร้อมจะอยู่เป็นผักเป็นหญ้าในทีมเรอัล มาดริด ไปจนกว่าจะหมดสัญญาในปี 2021 ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนเกมยูฟ่าเนชันส์ลีกเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา
ใจความสำคัญของบทสัมภาษณ์ในครั้งนั้นคือการพูดสองเรื่อง
อย่างแรก เขาไม่ได้ย้ายทีมเพราะเรอัล มาดริด ที่เป็นผู้กุมชะตาของเขา
อย่างที่สอง เขายังไม่หมดไฟในการเล่นฟุตบอล และพร้อมพิจารณาการกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีก (ซึ่งเป็นเหตุผลเบื้องหลังที่เอเจนต์พยายามนัดแนะให้มีการสัมภาษณ์)
การยืนยันในส่วนที่สองนี้ที่มีความหมายอย่างมาก เพราะตลอดช่วงระยะเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา หลายคนคิดว่าเบลอาจจะถอดใจกับการเล่นฟุตบอลไปแล้ว โดยเฉพาะการรับข้อเสนอจากลีกจีน ซึ่งหมายถึงการตัดสินใจทิ้งทุกอย่างเพื่อไปโกยรายได้มหาศาลที่แดนมังกร
นั่นทำให้เริ่มมีข่าวว่าสโมสรในพรีเมียร์ลีกกลับมาสนใจในตัวของเบลอีกครั้ง โดยเฉพาะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มองหาตัวเลือกเพื่อทดแทน จาดอน ซานโช ซึ่งแนวโน้มจะได้ตัวมาในปีนี้ค่อนข้างลำบากมากแล้ว
การได้เล่นในทีมของ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ที่กำลังอยู่ในช่วงการก่อร่างสร้างทีมใหม่เป็นโอกาสที่น่าสนใจ เพราะดูเหมือนทิศทางของปีศาจแดงจะเป็นข้างขาขึ้น และเขาน่าจะช่วงชิงตำแหน่งตัวจริงมาครองได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
แต่ท้ายที่สุดแล้วเมื่อสเปอร์สยื่นมือเข้ามา ดูเหมือนเบลจะตัดสินใจได้ทันที
เขาต้องการกลับมาทีมเก่าอีกครั้ง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม
การเจรจาเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วเกินคาด ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับความพยายามของ แดเนียล เลวี ประธานสโมสรสเปอร์ส และทีมเจรจาซึ่งทำภารกิจคู่กันในการขอซื้อ เซร์คิโอ เรกีลอน แบ็กซ้ายดาวรุ่งจากเรอัล มาดริด ควบคู่ไปกับการทาบทามสู่ขอเบลกลับคืนมาอีกครั้ง
การเจรจาซื้อเรกีลอนซึ่งลุล่วงด้วยดีเพราะสเปอร์สยอมรับข้อเสนอในสิ่งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่อาจยอมรับได้ (เช่น เงื่อนไขการซื้อคืนในอนาคต) ทำให้เรอัล มาดริด ที่คิดจะปล่อยเบลออกไปเพื่อลดภาระค่าเหนื่อยมหาศาลที่บั่นทอนฐานะทางการเงินของสโมสรในช่วงโควิด-19 ยินดีที่จะเปิดทางให้
ขณะที่เบลเองก็ผลักดันเต็มที่ในการย้ายทีม เพราะเขาไม่ต้องการจะสูญเสียโอกาสนี้ไปอีก
ท้ายที่สุดแล้วการเจรจาจบลงด้วยดี โดยสเปอร์สไม่ต้องจ่ายเงินให้ในการยืมตัวมาใช้งานเป็นระยะเวลา 1 ปี และแค่หารค่าเหนื่อยกับเรอัล มาดริด ครึ่งหนึ่ง (และการมาของเบลก็ทำให้เรกีลอนตัดสินใจง่ายขึ้นที่จะรับข้อเสนอจากสเปอร์สมากกว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่อยากได้ตัวเขาเช่นกัน)
หลัง 7 ปีที่จากไป แกเร็ธ เบล ได้กลับมายืนที่เดิมอีกครั้ง
คำถามต่อไปที่หลายคนสงสัยคือเบลในวันนี้ยังเป็นเบลคนเดิมที่เคยสร้างความมหัศจรรย์หรือเปล่า
เรื่องนี้คงพอจะตอบได้ว่าในวัย 31 ปี กำลังวังชาของเบลในวันนี้ไม่เหมือนกับในวันที่เขาจากไปด้วยวัย 24 ปีที่กำลังสดและห้าวแล้ว เพียงแต่แม้จะเริ่มโรยรา สตาร์ชาวเวลส์ก็ยังมีเท้าซ้ายฉมังเดช มีระดับชั้นของฝีเท้าที่สูงส่ง เช่นกันกับประสบการณ์ที่เพิ่มพูนขึ้นตามวัยจากวันเวลาที่ได้เรียนรู้ชีวิต
ถ้าเป็นดังคำโบราณเขาว่า Form is temporary, class is permanent. เราก็น่าจะได้เห็นอะไรดีๆ จากเบลบ้าง
ในสองฤดูกาลสุดท้ายกับมาดริด เบลทำได้ 10 ประตูกับอีก 5 แอสซิสต์จากการเล่น 45 นัด คิดเป็นค่าเฉลี่ยแล้วจะมีส่วนกับ 1 ประตูในทุก 192 นาที โดยที่อย่าลืมว่าเขาเล่นโดยแทบไม่มีใจ
ไม่ได้หมายความว่าเขาจะกลับมาทำผลงานได้ดีทันที แต่ขั้นต่ำที่สุดคือการที่เบลมีใจที่จะกลับมาตั้งใจเล่นฟุตบอลอีกครั้ง ซึ่งเป็นความรู้สึกที่หายไปกว่า 2 ปี
คนตั้งใจ อะไรก็ทำได้!
สำหรับสเปอร์ส นั่นคือการเดิมพันที่มีความเสี่ยง แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่น่าจะมีความสุข อย่างน้อยแค่ข่าวการกลับมาของนักเตะที่ดีที่สุดในรอบ 20 ปีของพวกเขาก็ทำให้ทีมที่กำลังแห้งเหี่ยว (โดยเฉพาะเมื่ออาร์เซนอลกลับมาตั้งหลักใหม่ได้แล้ว) กลับมาคึกคักอีกครั้ง
อย่างน้อย โชเซ มูรินโญ ก็ได้นักเตะที่เขาปรารถนาจะได้ตัวมา แต่คลาดกันตลอดตั้งแต่สมัยคุมเรอัล มาดริด และทีมจะได้นักเตะที่มี Winning Mentality ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมขาดหายไป
ดังนั้นไม่ว่าอีก 1 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร วันที่เบลได้กลับมาสวมเสื้อของสเปอร์สอีกครั้งจะเป็นวันที่ดีที่สุดของเขา สโมสร และแฟนบอล
เพราะมันเป็นการกลับมาพบกันในวันที่ต่างเจอเรื่องหนักหน่วงมามากมายจนแทบยืนไม่ไหว
#COYS
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
The post หลัง 7 ปีแห่งความเจ็บปวด ในที่สุด แกเร็ธ เบล ก็ได้กลับ ‘บ้าน’ อีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีม ‘ไก่เดือยทอง’ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ มั่นใจว่าจะสามารถคว […]
The post สเปอร์ส มั่นใจคว้า แกเร็ธ เบล กลับรังเก่าได้ก่อนสุดสัปดาห์นี้ จ่ายค่ายืมตัว 20 ล้านปอนด์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ทีม ‘ไก่เดือยทอง’ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ มั่นใจว่าจะสามารถคว้าตัว แกเร็ธ เบล อดีตซูเปอร์สตาร์ของทีมกลับคืนสู่อ้อมกอดอีกครั้งได้ภายในสุดสัปดาห์นี้ หลังการเจรจาคืบหน้าไปมาก โดยจะจ่ายค่ายืมตัวรวมค่าเหนื่อยของผู้เล่นเป็นจำนวน 20 ล้านปอนด์ด้วยกัน
ความคืบหน้ากรณีข่าวการย้ายทีมของดาวเตะทีมชาติเวลส์ ล่าสุดสเปอร์สได้รุดเจรจาอย่างรีบเร่ง และเป็นทีมเดียวที่มีโอกาสได้ลุ้นตัวเบลในเวลานี้ หลังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถอนตัวจากการแข่งขัน โดยทางด้าน เรอัล มาดริด ยินดีเปิดทางให้ย้าย และอนุญาตให้เบลโทรศัพท์คุยกับ โชเซ มูรินโญ ซึ่งกุนซือชาวโปรตุเกสเห็นชอบกับการย้ายทีมครั้งนี้ และได้อธิบายถึงแผนการในอนาคตในทีมสำหรับปีกวัย 31 ปีในฤดูกาลที่จะถึงนี้
โจนาธาน บาร์เน็ตต์ เอเจนต์ของเบลกล่าวถึงการเจรจาว่า “แกเร็ธได้คุยกับโชเซ และได้อธิบายว่าสเปอร์สยังเป็นที่พิเศษในใจของเขาเสมอ ขณะนี้ยังมีบางเรื่องที่อาจต้องเจรจากันอีกยาว แต่แกเร็ธใกล้ที่จะได้ออกจากมาดริดมากกว่าครั้งไหนในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ข้อตกลงนั้นซับซ้อนแต่มันมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าดีลใกล้จะจบแล้ว และทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วหากการเจรจาเป็นไปด้วยดี”
โดยทางด้านมูรินโญเองได้ยอมรับเช่นกันว่าเคยต้องการซื้อตัวเบลมาร่วมทีมในขณะที่คุมทัพเรอัล มาดริด ในระหว่างปี 2010-2013 แต่ไม่ประสบความสำเร็จในเวลานั้น ซึ่งเป็นการการันตีถึงความชื่นชมในตัวซูเปอร์สตาร์ลูกหนังชาวเวลส์รายนี้
ขณะที่ทั้งสองสโมสรขณะนี้กำลังทำการเจรจาอย่างรีบเร่ง โดยตามรายงานจาก Sky Sports ฝ่ายกฎหมายของสเปอร์ส และเรอัล มาดริด กำลังทำการร่างสัญญาในการให้เบลย้ายกลับมาอังกฤษในแบบยืมตัวเป็นเวลา 1 ฤดูกาล ซึ่งสโมสรจากพรีเมียร์ลีกจะต้องจ่ายเงินจำนวน 20 ล้านปอนด์ ซึ่งแบ่งเป็นเงินค่ายืมตัวและค่าเหนื่อยของผู้เล่น โดยแชมป์ลาลีกาตกลงที่จะช่วยแบ่งเบาค่าเหนื่อยมหาศาลของเบลที่รับอยู่ถึงสัปดาห์ละ 600,000 ปอนด์ และมีสัญญาจนถึงปี 2021 เนื่องจากเชื่อว่าในระยะยาวจะเป็นผลดีต่อทีมมากกว่า
เบล ถูกสเปอร์สซื้อมาจากเซาแธมป์ตัน ก่อนจะแจ้งเกิดกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกในถิ่นไวท์ฮาร์ทเลน และถูกเรอัล มาดริด ซื้อตัวไปด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกในขณะนั้นที่ 86 ล้านปอนด์ ซึ่งประสบความสำเร็จไม่น้อยในสเปน โดยเฉพาะการคว้ายูฟ่าแชมเปียนส์ลีกมาครองได้ถึง 4 สมัย แต่เกิดปัญหาความสัมพันธ์กับ ซีเนดีน ซีดาน ยอดโค้ชชาวฝรั่งเศส จนถูกดรอปจากทีม ขณะที่ความพยายามในการย้ายไปเล่นลีกจีนเมื่อปีที่แล้วกับ เจียงซูซูหนิง สโมสรในไชนีสซูเปอร์ลีก ถูกสกัดกั้นจากฝ่ายบริหารของสโมสรในนาทีสุดท้าย
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
อ้างอิง:
The post สเปอร์ส มั่นใจคว้า แกเร็ธ เบล กลับรังเก่าได้ก่อนสุดสัปดาห์นี้ จ่ายค่ายืมตัว 20 ล้านปอนด์ appeared first on THE STANDARD.
]]>
โจนาธาน บาร์เน็ตต์ ตัวแทนของ แกเร็ธ เบล ซูเปอร์สตาร์ชา […]
The post สเปอร์สเปิดเจรจาเรอัล มาดริด เตรียมขอยืม แกเร็ธ เบล กลับคืนรัง appeared first on THE STANDARD.
]]>
โจนาธาน บาร์เน็ตต์ ตัวแทนของ แกเร็ธ เบล ซูเปอร์สตาร์ชาวเวลส์ เริ่มต้นการเจรจากับทีม ‘ไก่เดือยทอง’ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เกี่ยวกับการย้ายกลับจากทีม ‘ราชันชุดขาว’ เรอัล มาดริด ในแบบสัญญายืมตัว
ชื่อของเบลกลับมาเป็นที่สนใจในวงการฟุตบอลอังกฤษอีกครั้ง หลังจากที่ดาวเตะวัย 31 ปี ซึ่งประสบปัญหาไม่อยู่ในแผนการทำทีมของ ซีเนดีน ซีดาน โค้ชคนปัจจุบัน และยังเหลือสัญญากับต้นสังกัดอีก 2 ปี ประกาศว่ายังมีไฟและเปิดกว้างสำหรับการย้ายกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกหน
วานนี้ (15 กันยายน) มีรายงานข่าวว่าทางด้านแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้ความสนใจที่จะขอยืมตัวเบลมาร่วมทีม หลังส่อเค้าวืดได้ตัว จาดอน ซานโช ปีกทีมชาติอังกฤษที่ทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ตั้งกำแพงราคาเอาไว้สูงถึง 120 ล้านยูโร แต่ล่าสุดในวันเดียวกันมีรายงานจาก Sky Sports และสื่ออีกหลายสำนักว่าตัวแทนของเบลได้เริ่มทำการเจรจากับทางด้านสเปอร์ส ต้นสังกัดเดิมแล้ว
“เบลยังคงรักสเปอร์สอยู่ มันเป็นที่ที่เขาต้องการจะอยู่” บาร์เน็ตต์ให้สัมภาษณ์กับทาง BBC เวลส์
โดยในระหว่างที่สเปอร์สกำลังทำการเจรจาเรื่องขอซื้อตัว เซร์คิโอ เรกีลอน แบ็กซ้ายดาวรุ่งจากเรอัล มาดริด ซึ่งมีข่าวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาก่อนเช่นกัน แต่ทีม ‘ปีศาจแดง’ ปฏิเสธจะยอมรับเงื่อนไขในการขอซื้อตัวกลับ ซึ่งทีมจากลอนดอนยินดีรับข้อเสนอดังกล่าว จึงได้มีการทาบทามถามถึงการขอยืมตัวเบลด้วย
สำหรับโอกาสในการคว้าตัวเบลซึ่งเคยแจ้งเกิดเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกก่อนย้ายไปอยู่กับเรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกเมื่อปี 2013 ของสเปอร์สมีค่อนข้างสูง เนื่องจากดาวเตะชาวเวลส์เองยังคิดถึงการกลับมาเล่นให้สโมสรเก่า แต่ปัญหาอยู่ที่เรื่องของเงินค่าเหนื่อยมหาศาลของเบลที่สูงถึง 5-6 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
อ้างอิง:
The post สเปอร์สเปิดเจรจาเรอัล มาดริด เตรียมขอยืม แกเร็ธ เบล กลับคืนรัง appeared first on THE STANDARD.
]]>
นอกเหนือจาก ติอาโก อัลกันตารา ที่เป็นข่าวการย้ายทีมได้แ […]
The post แกเร็ธ เบล ในชุด ‘ปีศาจแดง’ เป็นไปได้แค่ไหน และมีอุปสรรคอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.
]]>
นอกเหนือจาก ติอาโก อัลกันตารา ที่เป็นข่าวการย้ายทีมได้แทบทุกวี่ทุกวัน แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ที่ชัดเจนเลย อีกหนึ่งรายที่คาราคาซังและคาใจแฟนฟุตบอลโดยเฉพาะเหล่าสาวก ‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มานานคือกรณีของ จาดอน ซานโช สตาร์ทีมชาติอังกฤษที่เป็นเป้าหมายใหญ่ของ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ดในช่วงตลาดการซื้อขายรอบฤดูร้อนนี้
ชื่อของซานโชเป็นข่าวที่ขายได้ตลอด และเป็นที่ชัดเจนว่าแมนฯ ยูไนเต็ดเองต้องการได้ตัวมาร่วมทีมอย่างแน่นอน โดยที่ทางด้านทีม ‘เสือเหลือง’ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ต้นสังกัดของดาวเตะวัย 20 ปีเองก็แสดงจุดยืนว่าพร้อมจะขายเช่นกัน
แต่ (เสียงสูง) แมนฯ ยูไนเต็ดจะต้องยอมจ่ายค่าตัวที่ตั้งไว้ที่ 120 ล้านยูโรเท่านั้น
ดังนั้น แม้จะกลับมามีกระแสข่าวว่าอดีตแชมป์ลีกอังกฤษ 20 สมัยยังไม่ตัดใจจากซานโชง่ายๆ – แม้ว่าทางด้านดอร์ทมุนด์จะเคยประกาศชัดเจนไปตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ‘หมดเขต’ ที่จะยื่นซื้อตัวมาร่วมทีม โดยสิ่งที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดของการประกาศคือ ถ้ายื่นข้อเสนอตามที่ต้องการก็พร้อมจะคุยกันได้เสมอ – ปัญหาคือแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่พร้อมที่จะจ่ายเงินขนาดนั้นในสถานการณ์นี้
และนั่นคือความคืบหน้าล่าสุดของมหากาพย์ซานโช ที่ไม่ได้แตกต่างจากเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งทางดอร์ทมุนด์เองก็ออกมาสยบกระแสข่าวอีกรอบผ่าน ลูเซียง ฟาฟร์ นายใหญ่ของทีมที่ยืนยันว่าปีกจอมเลื้อยจะอยู่ในเวสต์ฟาเลินต่อไป
อย่างไรก็ดี สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด พวกเขาประเมินแล้วว่าจำเป็นที่จะต้องมีการเสริมทัพในแนวรุก ซึ่งเวลานี้ยังไม่ถึงกับแข็งแกร่งมากพอ
โดยเฉพาะกับรายของ เมสัน กรีนวูด เด็กมหัศจรรย์ที่ตกเป็นข่าวอื้อฉาวรวดเดียวถึง 2 ครั้งในระยะเวลาห่างกันแค่สัปดาห์เดียวจากกรณีการ ‘หิ้วสาว’ เข้าห้องในระหว่างการรับใช้ทีมชาติอังกฤษ และภาพหลุดที่ใช้ก๊าซหัวเราะในระหว่างปาร์ตี้ ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสงสัยในตัวของเจ้าหนูวัย 18 ปีที่มาแรงสุดๆ ในช่วงครึ่งฤดูกาลหลังของฤดูกาลที่แล้ว
นั่นทำให้เริ่มมีการพูดถึง Plan B ซึ่งปรากฏตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างมากอย่าง แกเร็ธ เบล
มีใครบ้างที่ไม่อยากได้นักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในเกาะอังกฤษ และเคยได้รับการยกย่องถึงขั้นว่ามีความสามารถในระดับเดียวกับ คริสเตียโน โรนัลโด และ ลิโอเนล เมสซี ที่สามารถจะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของโลกได้ไม่ยาก
ถึงแม้จะโดนดองจนเค็มในช่วง 2-3 ฤดูกาลที่ผ่านมา และเหมือนจะสูญเสียความสุขในการเล่นฟุตบอลไปแล้ว (ภาพของเบลที่นั่งหาวในสนาม) แต่เมื่อไม่นานมานี้เบล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์พิเศษว่าเขายังคงเหลือไฟในการเล่นฟุตบอลอยู่
ปัญหาที่ผ่านมาคือเรอัล มาดริด ขัดขวางการย้ายทีมของเขา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าหากใครพอจะแก้ไขปัญหานี้ได้ก็แปลว่ามีโอกาสจะได้ตัวเขาไปร่วมทีม
ในวัย 31 ปี แม้จะสนิมเกาะอยู่มากแต่เบลยังดูแข็งแรงอยู่มาก การจะเรียกสภาพความฟิตและฟอร์มการเล่นกลับมาในลีกที่เขาคุ้นเคยดีอยู่แล้วอย่างพรีเมียร์ลีกไม่ใช่เรื่องยาก ขณะที่เรื่องของระดับฝีเท้าและประสบการณ์ไม่ใช่สิ่งที่ต้องมาตั้งคำถาม
หากเบลย้ายมาอยู่ในโอลด์แทรฟฟอร์ด – ซึ่งตามข่าวแล้วจะเป็นการย้ายแบบยืมตัวก่อนเป็นเวลา 1 ฤดูกาล – ปีกเทพชาวเวลส์จะยกระดับให้แมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมที่น่ากลัว และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก
ดีไม่ดีจะแอบมีลุ้นแชมป์เอา และผลพลอยได้ที่เหลือคือการที่นักเตะดาวรุ่งอย่าง กรีนวูด, มาร์คัส แรชฟอร์ด, อองโตนี มาร์กซิยาล หรือแม้แต่ แดเนียล เจมส์ จะได้เรียนรู้จากนักเตะที่อยู่ในระดับเก่งที่สุดของโลกด้วย
ประเด็นเรื่องของข้อเสนอในการยืมตัวไม่ใช่เรื่องใหญ่ แมนฯ ยูไนเต็ดสามารถจัดการได้ไม่ยาก และดูเหมือนทางด้านเรอัล มาดริดเองก็เปิดช่องที่จะให้เบลย้ายออกไปเป็นการชั่วคราวก่อน แล้วค่อยคิดอ่านใหม่ในฤดูกาลหน้าที่ยังมีโอกาสที่จะทำเงินกลับมาได้ในช่วงที่สถานการณ์เรื่องโรคระบาดน่าจะดีขึ้น
ปีนี้เอาเบลมาก่อน ปีหน้าค่อยกลับไปหาซานโช ทำนองนั้น
แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในเรื่องนี้คือเงินค่าเหนื่อยของเบล ที่เชื่อกันว่าสูงถึง 650,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์! (และเหลือสัญญาอีก 2 ปีกับมาดริด) ซึ่งมากเสียยิ่งกว่าที่ อเล็กซิส ซานเชซ เคยได้รับหลังย้ายมาจากอาร์เซนอลเสียอีก
ตรงนี้เองที่จะเป็นจุดวัดใจของบอร์ดบริหารที่นำโดย เอ็ด วูดเวิร์ด ว่ากล้าที่จะทลายเพดานค่าเหนื่อยให้พังลงมาอีกครั้งหรือไม่ หลังจากที่ดาวเตะชาวชิลี เคยกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทีมประสบปัญหาอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา
แน่นอนว่าด้วยระดับฝีเท้าของเบล ค่าเหนื่อยระดับนั้นถือว่าเหมาะสม แต่การจะเสี่ยงให้ทีมกลับไปเผชิญปัญหาแบบเดิมที่ส่งผลต่อบรรยากาศโดยรวมจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าจะเสี่ยงไหม?
หรือจะเปลี่ยนไปหาตัวเลือกอื่นอย่าง ดักลาส คอสตา ปีกจอมสับที่ยูเวนตุสต้องการโละออกจากทีมเพื่อลดรายจ่ายมหาศาลแทน
ตรงนี้เป็นสิ่งที่วูดเวิร์ดต้องประเมินสถานการณ์ให้ดี อย่าลืมว่าปัญหาของยูไนเต็ดไม่ได้มีแค่จุดเดียว และการได้ ดอนนี ฟาน เดอ บีค มาเสริมแดนกลางแม้จะเป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมอย่างมากก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถพอใจได้แค่นี้
เป็นฤดูร้อนที่ไม่เพียงแค่วัดใจ แต่ยังวัดฝีมือของฝ่ายบริหารปีศาจแดงอย่างแท้จริง
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
The post แกเร็ธ เบล ในชุด ‘ปีศาจแดง’ เป็นไปได้แค่ไหน และมีอุปสรรคอะไรบ้าง? appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (14 กันยายน) ข่าวตลาดซื้อ-ขายนักเตะของวงการฟุตบอ […]
The post แมนฯยู เบนเข็มล่า แกเร็ธ เบล, เอมิเลียโน มาร์ติเนซ หนีสำรองย้ายซบ แอสตัน วิลลา, เชลซียังเสริมไม่หยุด: สรุปข่าวตลาดซื้อ-ขายนักเตะ appeared first on THE STANDARD.
]]>
วันนี้ (14 กันยายน) ข่าวตลาดซื้อ-ขายนักเตะของวงการฟุตบอลเวลานี้ยังคงดำเนินต่อไป แม้หลายลีกใหญ่ของยุโรป อย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลาลีกา สเปน ทยอยรูดม่านเปิดฉากฟาดแข้งกันไปบ้างแล้ว
โดยโฟกัสล่าสุดของตลาดซื้อ-ขายนักเตะ ในช่วงนี้ยังไม่มีดีลใหญ่ที่หวือหวามากนัก หากแต่เป็นข่าวลือของ แกเร็ธ เบล สื่อหลักฟากยุโรป ที่รายงานตรงกันว่า ขณะนี้ดาวเตะเลือดเวลส์กำลังได้รับความสนใจจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากโอกาสการคว้าตัว จาดอน ซานโช เริ่มลดน้อยลงเต็มที ทำให้ทัพปีศาจแดงต้องเล็งหาผู้เล่นตำแหน่งริมเส้นเข้ามาเติมเต็มความหลากหลายในเกมรุก
THE STANDARD ได้รวบรวมข่าวสารจากสื่อต่างๆ ชั้นนำที่เชื่อถือได้ รวบรวมมาเป็นคอลัมน์สรุปสถานการณ์ตลาดซื้อ-ขายนักเตะรอบฤดูร้อน ฤดูกาล 2020-21 ส่วนหนึ่งมาให้ได้อ่านกันว่าตอนนี้มีทีมไหนใกล้ปิดดีล และนักเตะคนไหนมีข่าวโยกย้ายทีมกันบ้าง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เบนเข็มล่าตัว แกเร็ธ เบล หลังส่อวืดดีลซานโช
สื่อยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่าง Sky Sports, Eurosport, Mirror UK รายงานข่าวไปในทิศทางเดียวกันระบุว่า ขณะนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวให้ความสนใจกับนักเตะปีกจรวดอย่าง แกเร็ธ เบล เพื่อมาเพิ่มประสิทธิภาพเกมรุกริมเส้นให้กับทีม โดยสาเหตุหลักที่ทีมปีศาจแดงหันมามองเบลเป็นเพราะเชื่อกันว่า พวกเขาเริ่มผิดหวังกับการไล่ล่าตัว จาดอน ซานโช ปีดดาวรุ่งของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งต้นสังกัดของนักเตะดังกล่าวไม่ยอมลดเพดานค่าตัวมาอยู่ในเรตที่แมนฯ ยูไนเต็ด พอจะต่อรองได้เลย
ขณะที่ เบล ซึ่งแม้จะแสดงออกถึงความ ‘ปลง’ กับชีวิตในรั้วซานติอาโก เบร์นาเบว ด้วยการให้สัมภาษณ์ในทำนองเดิมๆ เสมอเมื่อถูกสื่อยื่นไมค์ถาม ซึ่งหลายครั้งเจ้าตัวได้ย้ำว่า ยังมีความสุขดี แต่ไม่นานมานี้หลายอย่างเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อปีกจรวดวัย 31 ปี ระบุว่าตนเองเคยมีความพยายามต้องการย้ายทีม แต่เป็นที่ทราบกันว่าสถานการณ์ส่วนใหญ่หรือการตัดสินใจอยู่ในมือของเรอัล มาดริด ซึ่งปิดกั้นโอกาสในการย้ายทีมมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ซีเนดีน ซีดาน โค้ชคนเก่งของเรอัล มาดริด ก็ได้ออกมาเปิดเผยแล้วว่า เบลไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของตน ซึ่งสัญญาณดังกล่าวก็มีภาพให้เห็นอยู่ตลอด นับตั้งแต่ซีดานหวนกุมบังเหียนทีมอีกครั้งเมื่อกลางฤดูกาลที่ผ่านมา แม้จะยังให้เบลได้ลงสนามบ้าง แต่นั่นก็คือการเล่นในฐานะนักเตะสำรองโดยส่วนใหญ่
และเป็นที่คาดการณ์กันว่า ขณะนี้บอร์ดบริหารของเรอัล มาดริด เริ่มมองถึงโอกาสในการขายเบลออกจากทีม ซึ่งอาจมีการปรับลดค่าตัวให้ทีมที่สนใจจริงๆ ได้ยื่นข้อเสนอมา โดยคาดว่าเรตราคาจะอยู่ที่ราวๆ 20-30 ล้านยูโรเท่านั้น
เสริมต่อเนื่อง! เชลซีเตรียมปิดดีล เอดูอาร์ เมนดี้ มือกาวจากแรนส์
ถ้ามีการมอบรางวัลแชมป์ ‘ตลาดซื้อ-ขาย’ เชลซีน่าจะคว้าไปครองอย่างไร้คู่แข่ง เมื่อล่าสุด Sky Sports และ BBC Sport รวมถึงเจ้าของวลี ‘Here We Go!’ ฟาบริซิโอ โรมาโน นักข่าววงในชื่อดังของวงการฟุตบอล รายงานว่าเชลซีได้บรรลุข้อตกลงส่วนตัวกับนักเตะในการคว้าตัว เอดูอาร์ เมนดี้ ผู้รักษาประตูวัย 28 ปี จากแรนส์ ทีมจากลีกเอิง ฝรั่งเศส เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่เมนดี้ก็ได้บอกต่อสโมสรแล้วว่าต้องการย้ายไปร่วมทีมเชลซี และสัญญาณล่าสุดคือมือกาวชาวเซเนกัลไม่ได้เข้าฝึกซ้อมกับต้นสังกัดก่อนเกมดวลกับนีมส์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยคาดการณ์ว่าดีลดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นพิจารณาจากบอร์ดบริหารของแรนส์ และทุกอย่างน่าจะลุล่วงในเร็ววัน หลังจากทีมสิงโตน้ำเงินครามยอมจ่ายเงินค่าตัวให้ 25 ล้านปอนด์ ตามที่สโมสรของนักเตะต้องการ
นั่นเท่ากับว่าหากทุกอย่างจบลงด้วยดี เมนดี้จะกลายเป็นนักเตะรายที่ 8 ของเชลซีในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้ช้อปปิ้งชุดใหญ่ไปแล้วด้วยการคว้า ฮาคิม ซิเยค, ติโม แวร์เนอร์, ซาเวียร์ เอ็มบูยัมบา, เบน ชิลเวลล์, ติอาโก ซิลวา, มาแล็ง ซารร์ และ ไค ฮาเวิร์ตซ์
รอชูเสื้อ! เอมิเลียโน มาร์ติเนซ หนีสำรองปืน โยกซบ แอสตัน วิลลา 20 ล้านปอนด์
อีกหนึ่งผู้รักษาประตูเนื้อหอมของลีกอังกฤษชั่วโมงนี้ คงหนีไม่พ้น เอมิเลียโน มาร์ติเนซ มือกาววัย 28 ปี ของอาร์เซนอล หลังได้รับความสนใจจาก 2 สโมสรจากพรีเมียร์ลีกด้วยกันอย่าง แอสตัน วิลลา และ ไบรท์ตัน
สัญญาณการย้ายทีมของมาร์ติเนซเริ่มชัดเจนขึ้น หลังจากเจ้าตัวไม่มีชื่ออยู่ในชุดผู้เล่นนัดที่อาร์เซนอลบุกไปชนะฟูแลมนัดเปิดฤดูกาล 3-0 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยล่าสุดมีการเปิดเผยจากสื่อของอังกฤษแล้วว่า สาเหตุที่ผู้รักษาประตูชาวอาร์เจนไตน์ไม่มีชื่อแม้แต่เป็นตัวรอง เพราะเตรียมตัวในการย้ายไปร่วมทัพ แอสตัน วิลลา แล้ว และมีรายงานตามมาอีกว่า ค่าตัวของมาร์ติเนซจะอยู่ที่ 20 ล้านปอนด์เท่านั้น ตอนนี้เหลือเพียงให้สโมสรออกมาประกาศอย่างเป็นทางการเท่านั้น
สำหรับ มาร์ติเนซ เริ่มได้รับโอกาสกับไอ้ปืนใหญ่มากขึ้นในช่วงปลายฤดูกาลที่ผ่านมา หลังจากประตูมือ 1 ของทีมอย่าง แบรนด์ เลโน ได้รับอาการบาดเจ็บ พร้อมใช้โอกาสในการลงเล่นด้วยการโชว์ฟอร์มในระดับที่น่าพอใจ และมีส่วนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพในฤดูกาลก่อน และคว้าแชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ก่อนเปิดฤดูกาลนี้ด้วย และอีกเหตุผลสำคัญที่เจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้า เป็นเพราะต้องการโอกาสในการลงเล่นที่สม่ำเสมอมากขึ้น ซึ่งนั่นจะเป็นสะพานที่นำพาเขาไปสู่โอกาสในการขึ้นไปเป็นมือ 1 ในทีมชาติอาร์เจนตินา
ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ
พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์
อ้างอิง:
The post แมนฯยู เบนเข็มล่า แกเร็ธ เบล, เอมิเลียโน มาร์ติเนซ หนีสำรองย้ายซบ แอสตัน วิลลา, เชลซียังเสริมไม่หยุด: สรุปข่าวตลาดซื้อ-ขายนักเตะ appeared first on THE STANDARD.
]]>
“พวกเขาไม่ยอมให้ผมไป” ขณะที่โลกกำลังจับจ้อ […]
The post “ผมยังมีไฟอยู่” การเปิดใจครั้งแรกของ แกเร็ธ เบล และสัญญาณขอความช่วยเหลือถึงทีมในพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.
]]>
“พวกเขาไม่ยอมให้ผมไป”
ขณะที่โลกกำลังจับจ้องไปยัง ลิโอเนล เมสซี ราชาลูกหนังผู้ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะทิ้งทุกอย่างกับบาร์เซโลนา ที่พยายามเต็มที่เช่นกันที่จะรั้งตัวเขาไว้ในคัมป์นูต่อไปให้ได้ ยังมีอีกมุมหนึ่งเล็กๆ ของโลกลูกหนังที่ แกเร็ธ เบล นั่งรอคอยความหวังอย่างเงียบๆ และโดดเดี่ยว
ภาพของอดีตนักฟุตบอลผู้เคยเป็นความมหัศจรรย์บนโลกใบนี้นั่งหลับบ้าง หาวบ้าง บนอัฒจันทร์ ในระหว่างที่เพื่อนร่วมทีม ‘ราชันชุดขาว’ เรอัล มาดริด กำลังโลดแล่นอยู่ในสนามในช่วงของการรีสตาร์ทลาลีกาฤดูกาล 2019-20 ที่ผ่านมา ทำให้แฟนฟุตบอลจำนวนไม่น้อยเกิดความรู้สึกสงสัย เจ็บปวด และเสียดาย
นักเตะอย่างเบลไม่ควรจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เราควรจะได้ตื่นเต้นกับลีลาสุดยอดมหัศจรรย์ของเขาในสนามมากกว่า ซึ่งภาพที่ปรากฏทำให้หลายคนใจหาย และคิดว่าบางทีเราอาจจะไม่มีวันได้เห็นสิ่งเหล่านั้นอีกแล้ว
อย่างไรก็ดี ในการเปิดใจครั้งแรกของดาวเตะวัย 31 ปีที่กำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมตัวที่จะลงสนามรับใช้ทีมชาติเวลส์ในรายการยูฟ่าเนชันส์ลีก ดูเหมือนว่าเราจะเข้าใจเขาผิดไปมาก
“ผมคิดว่าทุกคนรู้ดีว่าผมรักการออกมาเล่นให้กับเวลส์แค่ไหน การได้กลับมาในที่ที่คุณได้รับการยอมรับและมีกำลังใจจากแฟนๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามเป็นเรื่องที่ดีเสมอ” เบลกล่าวด้วยรอยยิ้ม
สตาร์เจ้าของค่าตัว 85 ล้านปอนด์รอคอยโอกาสจะได้ลงสนามมาตลอด โดยหลังความฝันในการจะได้ย้ายออกจาก ‘คุก’ ที่ชื่อซานติอาโก เบอร์นาบิว และผู้คุมที่ชื่อ ซีเนดีน ซีดาน เมื่อปีกลายล่มสลายไป เพราะเรอัล มาดริดขัดขวางการย้ายทีมในวินาทีสุดท้าย ทั้งๆ ที่เขาเตรียมตัวจะไปเล่นในลีกประเทศจีนแล้ว เบลมีโอกาสได้ลงเล่นแค่ 20 นัดเท่านั้นในฤดูกาลที่ผ่านมา และในช่วงรีสตาร์ทเขาได้โอกาสลงแค่ 2 นัด
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงคือเกมยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกระหว่าง เรอัล มาดริด กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งจบลงด้วยความปราชัยของโลส บลังโกส ทางด้าน ซีดาน ซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการเห็นเบลลงสนามในชุดขาวอีกบอกว่า “เขาไม่ต้องการจะลงสนาม”
ซีเนดีน ซีดาน โค้ชเรอัล มาดริด ผู้ไม่คิดจะญาติดีกับ แกเร็ธ เบล อีกต่อไป
แต่ทางด้านเบลปฏิเสธและยืนยันว่าเขายังรักการเล่นฟุตบอล ต้องการลงสนาม และเขายินดีอย่างยิ่งหากเรอัล มาดริดจะเปิดโอกาสให้เขาได้ไปจากที่นี่เสียที
“ผมอยากจะเล่นฟุตบอล ผมยังมีความกระหายที่จะเล่นฟุตบอล ดังนั้นผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับสโมสรแล้ว พวกเขาควบคุมทุกอย่าง ตัวผมเองมีสัญญาอยู่ ดังนั้นสิ่งที่ผมทำได้ก็คือพยายามทำในสิ่งที่ผมทำอยู่ และหวังว่าจะมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้น”
เบลยืนยันว่าเขาพร้อมพิจารณาทุกโอกาสที่เข้ามา รวมถึงการหวนคืนสู่พรีเมียร์ลีกด้วย
“ถ้ามีทางเลือกปรากฏขึ้น (ความสนใจจากสโมสรในพรีเมียร์ลีก) แน่นอนว่าผมจะต้องพิจารณาเรื่องนี้” เบลกล่าว “เราคงต้องรอดูกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรายังพอมีเวลาอีกมากสำหรับตลาดรอบนี้และโอกาสในตลาดรอบอื่นๆ ด้วย เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้
“แต่เรื่องหลักๆ ผมคิดว่าเหตุผลมันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่อยู่ในมือของเรอัล มาดริด
“ผมพยายามที่จะออกจากทีมเมื่อปีที่แล้ว แต่พวกเขาขัดขวางผมทุกวิถีทางในวินาทีสุดท้าย ทั้งๆ ที่มันเป็นโปรเจกต์ที่ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทำ เพียงแต่มันก็ไม่เกิดขึ้น
“ยังมีโอกาสอื่นๆ ด้วยที่เราพยายามจะไปให้ได้ แต่สโมสรไม่อนุญาต หรือพวกเขาก็จะทำอะไรสักอย่าง ดังนั้นเรื่องนี้มันอยู่กับสโมสร”
ความตั้งใจอาจไม่เหลือข้อสงสัย แต่สภาพร่างกายยังไหวไหม?
“ผมเพิ่งจะอายุแค่ 31 ปี แต่ผมรู้สึกว่าสภาพร่างกายของผมยังดีอยู่มาก และผมรู้สึกว่าผมยังทำอะไรได้อีกมาก เราต้องรอดูกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันอยู่ในมือของสโมสรซึ่งพวกเขาเองทำให้ทุกอย่างมันกลายเป็นเรื่องยาก”
อย่างน้อยเบลจะได้โอกาสในการลงสนามให้กับเวลส์ที่เขาเคยช่วยพาทีมทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลยูโร 2016 โดยมีเกมไปเยือนฟินแลนด์ในคืนนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน) ก่อนจะกลับมาลงสนามที่คาร์ดิฟฟ์ พบ บัลแกเรีย ในวันอาทิตย์ แม้ว่าจะน่าเสียดายที่แฟนบอลไม่สามารถเข้ามาเชียร์เขาได้ก็ตาม
“เรามีเกมสำคัญอีก 2 นัดรออยู่ นี่เป็นการเริ่มต้นในการเตรียมตัวสำหรับฟุตบอลยูโรในปีหน้า
“เราทุกคนมีความตั้งใจเต็มที่ พวกเราไม่มีเวลามากนักสำหรับการเตรียมตัวเล่นเกมเหล่านี้ ผมเองก็ไม่ได้กลับมาซ้อมเต็มที่ ผมเพิ่งจะกลับมาจากการพักผ่อน แต่ผมก็พยายามรักษาสภาพความฟิตเอาไว้ตลอดช่วงฤดูร้อน”
ไม่มีใครรู้ว่าหลังจากนี้อนาคตของเบลจะเป็นอย่างไร
แต่สำหรับทีมที่เคยสนใจแต่ไม่แน่ใจว่ายอดมนุษย์ลูกหนังคนนี้ยังเหลือไฟแค่ไหนอาจได้คำตอบจากสัญญาณขอความช่วยเหลือที่ถูกส่งผ่านการเปิดใจครั้งนี้
อาจมีใครสักคนที่ยื่นมือมาพาเขาหลุดพ้นจากคุกสีขาวแห่งนี้เสียที
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
อ้างอิง:
The post “ผมยังมีไฟอยู่” การเปิดใจครั้งแรกของ แกเร็ธ เบล และสัญญาณขอความช่วยเหลือถึงทีมในพรีเมียร์ลีก appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นอีกครั้งในรอบสัปดาห์ที่แฟนบอลทั่วโลกได้ขำขันไปกับภา […]
The post โนสน โนแคร์! อะไรที่ทำให้ ‘แกเร็ธ เบล’ เต็มใจเป็นตัวสำรองตลอดกาลที่แพงที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
เป็นอีกครั้งในรอบสัปดาห์ที่แฟนบอลทั่วโลกได้ขำขันไปกับภาพอากัปกิริยาของ แกเร็ธ เบล ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังทีมชาติเวลส์ ที่ประจำการบนม้านั่งสำรองของทีม ‘ราชันชุดขาว’ เรอัล มาดริด
จากภาพใช้ผ้าคาดปากมาปิดตานั่งสัปหงกในแมตช์กับอลาเบส มาถึงการเอากระดาษมาม้วนแล้วทำท่าส่องไปยังสนาม ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากนี้เบลจะยิ่งถูกจับตาจากสื่อมวลชนหนักเข้าไปอีกว่าจะมีช็อตเด็ดอะไรออกมาให้เป็นประเด็นข่าวหรือไม่
เพราะดูเหมือนภาพของเขาจะขายได้มากกว่าเรื่องราวการใกล้คว้าแชมป์ลาลีกาในฤดูกาลนี้ของเรอัล มาดริด ที่ต้องการอีกเพียงแค่ 2 คะแนนจาก 2 เกมที่เหลือ ซึ่งจะเป็นการคว้าแชมป์ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017 เสียด้วยซ้ำไป
อย่างไรก็ดี ภาพชวนขันนี้ในสถานการณ์จริงไม่ใช่เรื่องที่น่าขำแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ‘สงครามเย็น’ ที่ยืดเยื้อระหว่างเบลกับซีเนดีน ซีดาน โค้ชของทีมที่มีปัญหาคาใจกันมาอย่างยาวนานและไม่มีวันจะหายคาใจโดยง่าย
ปัญหาคือทั้งคู่ยังต้องทนอยู่กันไปแบบนี้ และคาดว่าจะต้องทนอยู่กันไปแบบนี้อีกนาน
กีเยม บาลาเก กูรูฟุตบอลสเปนเปิดเผยเบื้องหลังของความสัมพันธ์ระหว่างสตาร์ชาวเวลส์ ซึ่งเคยเป็นอดีตนักฟุตบอลที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก และยังเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงสุดของเรอัล มาดริด ในปัจจุบันกับโค้ชชาวฝรั่งเศสผู้เงียบขรึมว่า หากคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่เป็นความสัมพันธ์ที่เลวร้ายลงนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด
เพราะในความจริงแล้วทั้งคู่ไม่เคย ‘ญาติดี’ กันมาตั้งแต่ต้น
จากจุดเริ่มต้นของความเย็นชา เมื่อทั้งเบลและซีดานต่างสัมผัสได้ว่าทั้งคู่ไม่มีวันเข้ากัน สิ่งต่างๆ ก็ยิ่งเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ บาลาเกให้ความเห็นเอาไว้อย่างน่าสนใจ
อย่างไรก็ดี หากจะย้อนความหลังครั้งเก่าจริงๆ ครั้งหนึ่งเบลก็เคยเป็นคนที่ซีดานไว้เนื้อเชื่อใจอยู่พอสมควร
แต่ความไว้เนื้อเชื่อใจนั้นถูกทำลายลงในเกม ‘เอลกลาซิโก’ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน 2017
ในเวลานั้น เรอัล มาดริด นำจ่าฝูงของตารางลาลีกา และมีโอกาสในการลุ้นคว้าดับเบิลแชมป์ถ้วยใหญ่อีกถ้วยคือยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ซึ่งถ้าทำได้ก็จะเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1958 ในยุคเริ่มต้นของตำนานราชันชุดขาวที่มี อัลเฟรโด ดิ สเตฟาโน, เรย์มงด์ โกปา และฟรานซิสโก เกนโต นำทัพ
ก่อนจะรับมือบาร์เซโลนาในวันนั้น ซีดานเฝ้ารอเบลซึ่งมีอาการบาดเจ็บรบกวนตลอดร่วมเดือน และหมายมั่นปั้นมือว่าสตาร์ชาวเวลส์จะมีส่วนช่วยทีมได้อย่างแน่นอนในการเล่นเป็นสามประสานร่วมกับ คริสเตียโน โรนัลโด และคาริม เบนเซมา ในรหัส BBC ซึ่งเป็นระบบการเล่นที่เขายึดมาตลอด
แต่ปรากฏว่าเบลเกิดบาดเจ็บซ้ำที่น่อง และต้องเปลี่ยนตัวออกจากสนามก่อนจบครึ่งแรก
เท่านั้นไม่พอ เกมที่เบอร์นาบิวจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของมาดริดที่โดนทีเด็ดของ ลิโอเนล เมสซี ยิงประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้บาร์ซาไล่ตีตื้นขึ้นมาในการเบียดลุ้นแชมป์
จากที่ลุ้นแชมป์แบบสบายใจ เบลทำให้ซีดานต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันมหาศาล และนำไปสู่การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงแท็กติกการเล่นครั้งสำคัญ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่กุนซือระดับชั้นนำจะยอมทำง่ายๆ โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล
จากเดิมที่เล่นในระบบการเล่นแบบ 4-3-3 ซีดานเปลี่ยนให้เรอัล มาดริด มาเล่นในระบบ 4-4-2 แบบไดมอนด์แทน โดยให้อิสโกยืนเป็นหมายเลข 10 และให้โรนัลโดจับคู่กับเบนเซมาในแดนหน้า
ปรากฏว่าระบบการเล่นนี้เวิร์ก และมันได้นำเรอัล มาดริด คว้าดับเบิลแชมป์ได้สมใจ โดยพวกเขาชนะรวดในลีก 6 นัดสุดท้าย ก่อนจะผ่านด่านแอตเลติโก มาดริด ในรอบรองชนะเลิศแชมเปียนส์ลีกและไปถล่มยูเวนตุส คว้าโทรฟี Big Ears มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่
ฉากสำคัญในเรื่องนี้คือเกมนัดชิงแชมเปียนส์ลีกปี 2017 มีขึ้นที่กรุงคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์ บ้านเกิดของเบล ซึ่งหากเป็นไปตามบทที่ควรจะเป็น วีรบุรุษของชาวมังกรแดงก็ควรจะได้ลงไปวาดลวดลายนำทีมคว้าแชมป์บนแผ่นดินเกิด
แต่วันนั้นซีดานจับเบลนั่งเป็นตัวสำรอง และรอจนกว่าเกมจะชนะขาดจึงจะได้ลงไปเล่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ‘สถานะ’ ของเบลในสายตาของซีดาน
ก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ ในเวลาต่อมา
จุดแตกหักที่สำคัญเกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อซีดานตัดสินใจอำลาเรอัล มาดริด หลังพาทีมพิชิตลิเวอร์พูล คว้าถ้วยยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกได้เป็นฤดูกาลที่ 3 ติดต่อกัน
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้กุนซือชาวฝรั่งเศสตัดสินใจจะไป ก็เพราะเขาไม่ต้องการเห็นเบลอยู่ในทีม ในขณะที่เบลเองก็ต้องการย้ายทีม แต่ความหวังของเขาต้องดับลงไปเพราะ คริสเตียโน โรนัลโด เองก็ประกาศข่าวการย้ายทีมหลังจบเกมนัดชิงชนะเลิศเช่นเดียวกัน
เรอัล มาดริด ไม่สามารถจะสูญเสียสองซูเปอร์สตาร์ค่าตัวแพงที่สุดของพวกเขาได้ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นเบลจำเป็นต้องอยู่ โดยเขาได้รับการหนุนหลังจาก ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสรซึ่งเป็นแฟนตัวยงของสตาร์ชาวเวลส์ และเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าเบลคือคนที่จะก้าวขึ้นมาแทนที่ CR7 ได้
เมื่อโรนัลโดจากไป ตามด้วยซีดานที่วางมือ โดยให้เหตุผลเรื่องการอิ่มตัวในการทำงาน ‘โลส บลังโกส’ ก็เดินหน้าต่อ เพียงแต่เรอัล มาดริดกลับถอยหลังลงคลอง โดยที่เบลเองก็ไม่สามารถที่จะก้าวขึ้นมาทดแทนโรนัลโดได้ตามที่เปเรซหวัง
สถานการณ์ของทีมวิกฤตจนถึงขั้นที่เปเรซจำเป็นต้องไปทาบทามให้ซีดานกลับมาทำงานอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เพิ่งจะประกาศวางมือไปไม่ถึง 9 เดือน
ซีดานแม้จะเป็นชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรียและผ่านการเล่นกับหลายสโมสร แต่ทีมที่เขาผูกพันมากที่สุดคือเรอัล มาดริด ซึ่งการได้กลับมาทำงานในซานติอาโก เบร์นาเบวอีกครั้งไม่ใช่เรื่องที่เขาจะบอกปัดได้
เพียงแต่จะกลับมารอบนี้ซีดานก็มีเงื่อนไข และเงื่อนไขนั้นคือการที่จะต้องไม่มี แกเร็ธ เบล อยู่ในทีมอีกต่อไป
ฝ่ายบริหารของสโมสรยอมรับข้อเสนอ พวกเขาได้ซีดานกลับมาและเริ่มเดินหน้าแผนในการโละเบลให้กับสโมสรใดก็ได้ ซึ่งก็มีการติดต่อมาจากเจียงซูซูหนิง สโมสรในไชนีส ซูเปอร์ลีก ที่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ในช่วงฤดูร้อนปี 2019
ซีดานประกาศข่าวเรื่องนี้ในระหว่างการทัวร์พรีซีซันว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ทางสโมสรเรากำลังพยายามเจรจากับทีมที่เขาจะย้ายไปเล่นด้วย และถ้าเขาจะย้ายไปเลยในวันพรุ่งนี้ก็จะถือเป็นเรื่องดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย”
สำหรับเบล การย้ายทีมครั้งนี้จะทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่รับเงินค่าเหนื่อยสูงที่สุดในโลก โดยไม่จำเป็นต้องสนใจในเรื่องชื่อเสียงที่อาจมัวหมองจากการเลือกย้ายเล่นเพราะเงินมากกว่าเกียรติยศ
ดีที่สุดของเรอัล มาดริดคือการที่พวกเขาจะประหยัดเงินค่าเหนื่อยของเบลที่มีสัญญาระยะยาวไปจนถึงปี 2022 ได้ถึง 35 ล้านปอนด์
ส่วนซีดานแน่นอนว่าเขาจะกำจัด ‘มารหัวใจ’ ในทีมได้

ซีดานและเบลเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบ
ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี จนกระทั่งมีข่าวเรื่องข้อเสนอในการซื้อตัว ฮาเมส โรดริเกซ กองกลางตัวทำเกมชาวโคลอมเบีย ที่เป็นอีกหนึ่งใน Galacticos ที่ล้มเหลว แต่ยังอาจทำเงินให้กับสโมสรได้มากถึง 40 ล้านยูโร
ขนาดฮาเมสยังได้ค่าตัวระดับนี้ แล้วเรื่องอะไรที่พวกเขาจะต้องยอมปล่อยนักเตะที่เคยซื้อตัวมาด้วยสถิติโลกถึง 100 ล้านยูโรไปแบบฟรีๆ ตามที่ โจนาธาน แบร์เรตต์ ตัวแทนของเบลเสนอให้ปล่อยตัวสตาร์ชาวเวลส์ที่ไม่มีความสุขกับทีมไปแบบฟรีๆ
จากที่จะยกให้ฟรีๆ คราวนี้เรอัล มาดริดจึงขอคุยกับเจียงซูใหม่ แต่ทางสโมสรจากจีนไม่สนใจที่จะคุยด้วยแล้ว
สุดท้ายเบลจึงไม่ได้ย้ายทีม และซีดานก็ยังต้องมีมารหัวใจอยู่ในทีมต่อไป (รวมถึงฮาเมสที่ยังค้างเติ่งอยู่ในทีม) และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ การที่ทั้งคู่ต้องทนอยู่ใต้ชายคาเดียวกันโดยที่ไม่มีความรู้สึกดีๆ เหลืออยู่ระหว่างกันเลย
ซีดานไม่จำเป็นต้องเกรงใจใครอีก และเขาก็แสดงออกให้รู้ชัดๆ ว่าเขาไม่ต้องการเบลในทีม ให้ลงสนามก็ตามมารยาทเท่านั้น
สถานการณ์นี้ทำให้เบลอึดอัด เขาทบทวนอนาคตและรู้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการย้ายออกจากทีม โดยได้พยายามครั้งสุดท้ายในเดือนตุลาคมในการจะให้สโมสรยอมเปิดทางให้เขาย้ายทีม
แต่ปัญหาคือการที่เขาถูกหมางเมินไม่เฉพาะจากซีดานที่ไม่คิดจะคุยด้วย แม้แต่เปเรซเองก็ไม่คิดจะทำอะไรเช่นกัน
ท่าทีของทั้งสองทำให้เบลคิดและตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองได้ทันที
คำตอบของเบลต่อชีวิตของตัวเองคือ “ถ้าจะไม่ได้ย้ายไปไหน และถ้าจะไม่ได้โอกาสในการลงเล่น เช่นนั้นการแก้แค้นของเขาคือการจะอยู่ไปแบบนี้จนกว่าจะหมดสัญญาในวันที่ 30 มิถุนายน 2022”
โดยระหว่างนั้นไปจนถึงหมดสัญญา เขาจะได้รับเงินค่าตอบแทนอีก 102 สัปดาห์ คิดเป็นเงินประมาณ 35.7 ล้านปอนด์โดยที่ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องแคร์ใคร สนใจเฉพาะเงินรายได้ที่เข้าบัญชีมาในทุกเดือนก็พอ
ครั้งหนึ่ง โคลด มาเกเลเล่ ตำนานกองกลางตัวรับทีมชาติฝรั่งเศสก็เจอสถานการณ์คล้ายกันกับเชลซี และสิ่งที่ชุบชูใจของเขาคือการเปิดสมุดบัญชีทุกสิ้นเดือน เพราะมันจะนำมาซึ่งรอยยิ้ม
สำหรับเบล ความสุขในเกมฟุตบอลของเขายังเหลืออยู่ นั่นคือการเดินทางไปเล่นให้ทีมชาติเวลส์ซึ่งมีปฏิทินแทบทุกเดือน
หากเขาจะต้องย้ายทีมจริง เงื่อนไขเดียวคือการได้อยู่กับทีมที่จะจ่ายค่าเหนื่อยให้เขาได้มากกว่าที่ได้รับจากเรอัล มาดริด ซึ่งมันแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีสโมสรไหนกล้าจ่ายเงินขนาดนี้กับนักเตะที่อายุเข้าสู่เลข 30 ปีแล้ว
หรือถ้ามันจะเป็นไปได้ เบลก็จะถือว่ามันเป็นโบนัสในชีวิตของเขา
ดังนั้นแม้ว่าในฤดูกาลนี้เบลจะได้รับโอกาสในการลงสนามน้อยลงอย่างมาก เขาได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงแค่ 12 เกม และหลังเข้าปี 2020 เป็นต้นมา เขาได้โอกาสลงเล่นแค่ 5 ชั่วโมงกับอีก 45 นาทีโดยที่แทบทำอะไรไม่ได้ (และเป็นเหตุผลที่ทำให้ซีดานไม่ลังเลที่จะยิ่งจับเขาดองเค็มให้นานขึ้น) โดยเกมสุดท้ายที่เขาได้ลงสนามหลังการรีสตาร์ทคือเกมกับกรานาดา ก่อนที่จะไม่ได้รับโอกาสอีกเลย
ซีดานจะนำเรอัล มาดริดทวงคืนความยิ่งใหญ่ สโมสรกำลังจะก้าวไปสู่อนาคตด้วยนักเตะอย่าง วินิเชียส จูเนียร์, โรดริโก และอื่นๆ ก็ช่างปะไร
พรสวรรค์ที่ฟ้าประทานมาให้เขาจะสูญเปล่าอย่างน่าเศร้า ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นช่วงขวบปีที่เขาจะระเบิดผลงานได้อย่างสุดยอดก็ช่างปะไร
เมื่อ แกเร็ธ เบล คนนี้ได้ตัดสินใจแล้ว และดูเหมือนเขาไม่คิดจะเปลี่ยนใจด้วยครับ
พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า
The post โนสน โนแคร์! อะไรที่ทำให้ ‘แกเร็ธ เบล’ เต็มใจเป็นตัวสำรองตลอดกาลที่แพงที่สุดในโลก appeared first on THE STANDARD.
]]>
“เป็นคนเก่งอยู่ที่นี่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนเก่งในทุก […]
The post ถอดบทเรียน แกเร็ธ เบล กับเรอัล มาดริด ผ่านมุมมอง HR ใครกันคือผู้ที่ต้องปรับตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
“เป็นคนเก่งอยู่ที่นี่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนเก่งในทุกที่ ตัวท็อปขององค์กรนี้ก็อาจจะไม่เป็นที่ต้องการขององค์กรอื่นก็ได้”
นี่คือความจริงของโลก เพราะแค่เก่งเรื่องงานมันไม่พอ ถ้าอยากจะเติบโตอย่างมีคุณภาพ เราจำเป็นต้องเก่งเรื่องคนไปพร้อมๆ กัน
ตัวอย่างหนึ่งที่เป็นที่พูดถึงกันมากในวงการฟุตบอลคือกรณีของ แกเร็ธ เบล นักเตะที่ครั้งหนึ่งเป็นผู้ทำลายสถิติของ คริสเตียโน โรนัลโด ในตลาดซื้อขายนักเตะด้วยการย้ายไปทีมเรอัล มาดริด ด้วยราคาที่สูงถึง 83.5 ล้านปอนด์ ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของ ซีเนดีน ซีดาน หนึ่งในอดีตนักเตะระดับตำนานของสโมสร
วันเวลาผ่านไปจากปี 2013 จนถึงปี 2019 คำถามที่เกิดขึ้นคือทำไมมนต์เสน่ห์ของเบลที่ทำให้เรอัล มาดริด ซื้อมาในราคาที่ทำลายสถิติโลก รวมถึงเป็นผู้เหมาคนเดียว 2 ประตูในเกมนัดชิงยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2017-18 ที่เรอัล มาดริด เอาชนะลิเวอร์พูลไป 3-1 ได้หมดมนต์ขลังกับทีม จนถึงขั้นที่ช่วงหนึ่งสโมสรเรอัล มาดริด มีข่าวว่าพร้อมที่จะขายเบลให้ลีกในประเทศจีน

ก่อนจะตอบเรื่องนั้น ผมขอกลับมาสร้างประเด็นที่ว่าอะไรคือเหตุผลหลักที่สร้างและทำลายแรงจูงใจในการทำงานของคนทำงานบ้าง
จากประสบการณ์และงานวิจัยของ QGEN Consultant ในเรื่อง Employee Engagement Model และ Motivation Driver บอกเราว่ามีอยู่ 6 ปัจจัยคือ
1. Culture วัฒนธรรมองค์กรที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ และสนับสนุนให้พนักงานไปถึงเป้าหมายส่วนตัวของพนักงานได้
2. People ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คนในองค์กร ทั้งหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง รวมถึงลูกค้า
3. Opportunity โอกาสต่างๆ ที่องค์กรมีให้กับพนักงาน ทั้งโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และโอกาสการเติบโตในสายอาชีพ ซึ่งแน่นอนว่าเชื่อมโยงไปถึงผลตอบแทนที่พนักงานคิดว่าควรจะได้รับ
4. Reward การให้รางวัลต่างๆ จากความสำเร็จที่พนักงานทำได้ ทั้งในรูปแบบที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน และแน่นอนว่าความยุติธรรม (Fairness) คือเกณฑ์สำคัญที่มีผลทางความรู้สึกของพนักงาน
5. Organization โครงสร้างองค์กรที่กำหนดและระบุอำนาจในการตัดสินใจอย่างเหมาะสม และช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างมีระบบ
6. Work ลักษณะงานที่มีความมั่นคงไปพร้อมๆ กับความสนุกและความท้าทาย
ประเด็นมันอยู่ที่ข้อที่ 1 กับ ข้อที่ 2 ครับ
วัฒนธรรมองค์กรที่ผ่านการสร้างขึ้นมาอย่างมีหลักการ คือกรอบที่องค์กรคิดมาแล้วว่าการร่วมงานกัน การมีปฏิสัมพันธ์ การมีพฤติกรรมและทัศนคติในลักษณะแบบนี้จะช่วยพาให้ทีมและองค์กรไปสู่เป้าหมายได้

ถึงจะเก่งแค่ไหน แต่มีพฤติกรรมและทัศนคติที่ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับองค์กร ก็ไม่แปลกที่คนเก่งแบบนั้นจะกลายเป็นส่วนเกินที่องค์กรไม่ต้องการ
แต่ถามว่าคนเก่งแบบนั้นผิดไหม คำตอบก็คือไม่ แค่อาจจะอยู่ผิดที่ผิดทาง เพราะถ้าคนเก่งไปอยู่ในวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะกัน นั่นคือที่ที่เขาจะได้ฉายแสงอีกครั้งหนึ่ง
เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้ด้วยว่าเก่งในแบบที่เขาต้องการหรือเปล่า
อีกเรื่องคือ People ซึ่งต้องมองให้ลึกลงไปถึงระดับของความสัมพันธ์ทั้งกับหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง ไปจนถึงลูกค้า คนเก่งให้ราคากับความสัมพันธ์เหล่านี้มากน้อยแค่ไหน ถ้าคนเก่งไม่ให้ราคาเรื่องของความสัมพันธ์ เขาก็จะเก่งแค่ในงาน แต่ไม่เก่งคนเลย และคนที่ไม่เก่งคนคือคนที่โอกาสจะเติบโตหรืออยู่รอดในสังคมการทำงานเป็นไปได้ยาก
ลองนึกภาพคนเก่งที่ไม่มีคนเชื่อใจดูสิ ถ้าวันหนึ่งเขาต้องขึ้นมาเป็นผู้นำ แล้วจะมีใครอยากเป็นผู้ตามด้วยความเต็มใจ คนที่เติบโตขึ้นไปโดยไม่มีใครสนับสนุน จะจากหัวหน้า จากเพื่อนร่วมงาน จากลูกน้อง จากลูกค้า การขึ้นตำแหน่งของเขาจะอ่อนไหวและถูกโค่นได้ง่าย เพราะไม่มีใครเลยที่พร้อมจะออกมาปกป้องเมื่อเกิดปัญหา
ยิ่งอยากโตแค่ไหน ยิ่งต้องเก่งคนมากเท่านั้น

เพราะคนที่องค์กรอยากจะรักษาไว้อาจจะไม่ใช่คนที่เก่ง แต่เป็นคนที่เหมาะกับองค์กรมากกว่า
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
The post ถอดบทเรียน แกเร็ธ เบล กับเรอัล มาดริด ผ่านมุมมอง HR ใครกันคือผู้ที่ต้องปรับตัว appeared first on THE STANDARD.
]]>
กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ แกเร็ธ เบล เคยถูกมองว่าเป็น Th […]
The post สิ่งเล็กๆ ที่ทำให้ แกเร็ธ เบล ไม่เคยเป็น ‘ที่รัก’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ แกเร็ธ เบล เคยถูกมองว่าเป็น The Next Big Thing เป็นคนที่สามารถจะเหยียบโลกลูกหนังเอาไว้ใต้เท้าของเขาด้วยพรสวรรค์ในการเล่นที่ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์
ความเร็วที่เหมือนการวาร์ปด้วยความเร็วแสง ลูกยิงเข้าข้อที่หนักหน่วงและคาดเดาทิศทางไม่ได้ พลังในการโจนทะยานที่ไปได้ไกลกว่าและสูงกว่า
ไม่มากก็น้อย เราต่างเคยเห็นความมหัศจรรย์ของเบลมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเกมโกปาเดลเรย์กับบาร์เซโลนา หรือลูกจักรยานอากาศในเกมนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ลีกกับลิเวอร์พูลเมื่อปีกลาย
คำถามที่น่าสนใจในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ อะไรที่ทำให้เขาถูก ซีเนดีน ซีดาน นายใหญ่ของทีมราชันชุดขาว ขับไล่ออกจากทีมเหมือนเกลียดกันมาแต่ชาติปางก่อนแบบนี้
เรื่องนี้เป็นปริศนาที่คนนอกยากจะเข้าใจครับ แม้กระทั่งคนในอย่างแฟนบอลมาดริดิสตาเองก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้อดีตนักฟุตบอลเจ้าของค่าตัวสถิติโลกที่กวาดแชมป์มากับทีมมากมายถึง 14 รายการในช่วงระยะเวลา 6 ปีต้องตกอยู่ในชะตากรรมแบบนี้

เบลทำอะไรผิด? พลาดอะไรตรงไหน? แก้ไขไม่ได้เลยหรือ?
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นในกรณีของเบลกับเรอัล มาดริด ผมอยากแยกออกเป็น 2 ส่วนครับ
ส่วนแรก เรื่องของผลงานในสนามซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ผมคิดว่าเราสามารถพูดได้ว่าเบลประสบความสำเร็จพอสมควรในซานติเอโก เบอร์นาบิว ใต้สีเสื้อชุดขาวสะอาดตาชุดนี้ครับ
นอกจากแชมป์ 14 รายการที่บอกไปข้างต้นแล้ว ใน 231 นัดที่รับใช้ทีมมา เบลทำได้ถึง 102 ประตูกับอีก 65 แอสซิสต์ หรือคิดเป็น 0.72 ประตูหรือแอสซิสต์ต่อนัด ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ และในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เขาคือ 1 ใน 3 ประสานที่น่ากลัวที่สุดในโลก ‘BBC’ (เบล-เบนเซมา-คริสเตียโน)
แต่ถ้าเทียบกับความคาดหวังที่มีต่อเขาแล้ว สำหรับแฟนมาดริด ผลงานของสตาร์ชาวเวลส์นั้นผ่านเพียงแค่คาบเส้นเท่านั้น เพราะสิ่งที่พวกเขาหวังจากเบลนั้นมากกว่านี้มากมายนัก และเขาทำได้ไม่ถึงครึ่งของที่ คริสเตียโน โรนัลโด ทำได้
เบลหลีกเลี่ยงการถูกนำไปเปรียบเทียบแบบนี้ไม่ได้ และต้องยอมรับว่าเขาพ่ายแพ้ให้แก่โรนัลโด ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
และไม่ว่าโรนัลโดจะอยู่หรือไปจากสโมสรแล้ว เบลก็ไม่เคยเป็นนักเตะที่อยู่ในใจของแฟนบอล
ส่วนหนึ่งเป็นความโชคร้ายที่เขามักจะประสบปัญหาอาการบาดเจ็บรังควานตลอด พอเล่นดีก็เจ็บ หรือเล่นไม่ดีก็เจ็บ ตลอดระยะเวลา 6 ปีในเบอร์นาบิว เขาบาดเจ็บรวมมากถึง 22 ครั้ง และคิดจำนวนนาทีเฉลี่ยในการเล่นแล้ว เบลเล่นได้เพียงแค่ 53% ของจำนวนนาทีทั้งหมดที่เขาควรจะได้ลงสนาม
สื่อสเปนถึงกับตั้งสมญาว่าเบลเป็น ‘Mr Glass’
ไม่ต้องตก แค่จิ้มเบาๆ ก็แตก
อย่างไรก็ดี ในสิ่งเหล่านี้นั้นเป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้ครับ และหากตัดเรื่องพวกนี้ออก เบลเองก็มอบความสุขและความทรงจำดีๆ ให้กับแฟนบอลเอาไว้ไม่น้อย
สิ่งที่ทำให้เขาตกที่นั่งลำบากในทุกวันนี้จริงๆ แล้วมาจากเรื่องเล็กๆ สิ่งเล็กๆ ที่เหมือนจะไม่สำคัญ แต่สำคัญอย่างยิ่ง 2 เรื่องครับ
สำคัญในขนาดที่ทำให้เขากลายเป็น ‘ส่วนเกิน’ ของทุกคนที่มาดริด

เรื่องที่ 1 คือเรื่องของ ‘ภาษา’ ครับ
การที่เบล ไม่เคยอยู่ในดวงใจของแฟนบอลได้ไม่ใช่แค่เรื่องอาการบาดเจ็บหรือการทำผลงานไม่ได้ตามความคาดหวังครับ แต่เป็นเพราะเบลไม่เคยพูดหรือสื่อสารกับพวกเขาด้วยภาษาสเปนเลย
ทั้งนี้แม้จะมีความเชื่อว่าไม่ใช่เบลพูดไม่ได้ เพราะก็มีการพูดคุยสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีมอยู่ เพียงแต่ในการพูดออกสื่อแล้วอู้บ่จ้างของเขาทำให้เขาเลือกที่จะเลี่ยงในการพูดภาษาสเปนกับสื่อ ซึ่งสำหรับแฟนบอลแล้ว มันทำให้เกิดความเหินห่างอย่างไม่น่าให้อภัย
ทั้งๆ ที่หากเขาพูดไม่เก่ง แค่พูดบ้างสักคำสองคำก็จะทำให้แฟนบอลเกิดความรู้สึกอยากต้อนรับ เพราะว่าเป็น ‘ครอบครัว’ เดียวกันแล้ว
เหมือนที่ โทนี โครส ชอบตอบคำถามสื่อเป็นภาษาสเปน หรืออย่าง อารอน แรมซีย์ ที่พูดภาษาอิตาลีในการแถลงข่าวเปิดตัวกับยูเวนตุส
หรือกรณีศึกษาใกล้คนไทยอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่พยายามเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อสื่อสารกับทุกคน ไม่ว่าจะกับเพื่อนร่วมทีมและสื่อ (เขาเก่งขนาดที่เคยให้สัมภาษณ์เป็นภาษาญี่ปุ่นออกรายการโทรทัศน์มาแล้ว) และสำคัญที่สุดคือกับแฟนบอล การพูดคุยอย่างเป็นกันเองทำให้ชนาธิปเป็นที่รักของทุกคน
หรือล่าสุดก็มีกรณีของ ทาเคฟุสะ คุโบะ ไอ้หนูมหัศจรรย์ชาวญี่ปุ่นที่ย้ายจากเอฟซี โตเกียว เพื่อไปอยู่กับเรอัล มาดริด และกลายเป็นที่เอ็นดูของใครต่อใครมากมายได้อย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแค่เรื่องของอุปนิสัย แต่ยังเป็นเรื่องของการสื่อสารด้วยภาษาสเปนที่คล่องแคล่ว (ซึ่งมาจากการที่คุโบะเคยมาเป็นเด็กฝึกหัดของบาร์เซโลนาในลามาเซียมาหลายปี)
ยิ่งสื่อสาร ยิ่งเข้าใจ

เรื่องที่ 2 คือเรื่องของ ‘มิตรไมตรี’
ระหว่างเบลกับเพื่อนร่วมทีมเองต่างไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากนัก เขาถูกวิจารณ์อย่างมากกับการที่เป็นคนชอบเก็บตัวเงียบ ชอบอยู่บ้าน เข้านอนเร็ว ไม่ออกมาพบปะสังสรรค์กับเพื่อนร่วมทีม ซึ่งเป็นกิจวัตรที่ตัวเขาเองมองว่าไร้สาระ ไม่เกิดประโยชน์อันใดกับชีวิต
การเป็นคน Introvert ที่ชอบเก็บตัวไม่ใช่เรื่องผิดอะไรครับ แต่การอยู่ในสังคม บางครั้งก็จำเป็นต้องมีสัมพันธ์กับคนรอบข้างบ้าง
เหมือนคนเฒ่าคนแก่ท่านว่าไว้ ‘เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม’
ยิ่งนานวันเข้า ความสัมพันธ์ก็ยิ่งแย่ลง แย่ถึงขั้นที่ในช่วงฤดูกาลที่แล้วเบลปฏิเสธที่จะฉลองประตูร่วมกับเพื่อนร่วมทีม ทั้งๆ ที่เพื่อนมาร่วมแสดงความยินดีด้วย เพราะรู้ว่าเขากำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทั้งบาดเจ็บและฟอร์มการเล่นตก
มันยิ่งทำให้เขาโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าเพื่อนจะอยากยื่นมือเข้ามาช่วยแค่ไหนก็ตาม
เช่นกันกับความสัมพันธ์กับเจ้านายอย่าง ซีเนดีน ซีดาน หรือแม้แต่กับ ซานติอาโก โซลารี ที่เข้ามาทำงานแทนซีดานในฤดูกาลที่แล้ว ที่เบลแสดงความกระด้างกระเดื่องอย่างเห็นได้ชัด
จนสุดท้ายซีดานทนไม่ไหว ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการกำจัดคนที่เขามองว่าไม่คู่ควรที่จะใส่ชุดขาวของเรอัล มาดริด ลงสนาม โดยเบลเป็นนักเตะคนที่ตำนานลูกหนังชาวฝรั่งเศสต้องการที่จะโละทิ้งออกจากทีมให้ได้เป็นคนแรกโดยไม่สนวิธีการ ไม่สนว่าใครจะพูดอะไร
เรายังไม่รู้ครับว่าเรื่องของเบลจะจบอย่างไร แม้จะพอคาดเดาได้โดยไม่ต้องสปอยล์ว่าเขาคงอยู่ในเบอร์นาบิวต่อไปไม่ได้ เพราะไม่มีใครเอาแล้ว
แต่สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากเรื่องนี้คือต่อให้เป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกที่เก่งในระดับที่พลิกฟ้าผ่าปฐพีได้แบบนี้ก็สามารถตกระกำลำบากได้ เพียงเพราะสิ่งเล็กๆ ที่ทำให้เขาไม่ได้เป็น ‘ที่รัก’ ของทุกคน
ทั้งๆ ที่หากสื่อสารกับแฟนบอลแบบที่พวกเขาอยากได้ยินบ้าง ไปเที่ยวไปเล่นกับเพื่อนบ้างตามมารยาท ต่อให้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้ก็ยังมีคนพร้อมจะยื่นมือช่วยหรือเอาตัวปกป้องเขาบ้าง
ถ้าต้องจบแบบนี้จริงๆ ก็น่าเสียดายนะครับ ว่าไหม
พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์
The post สิ่งเล็กๆ ที่ทำให้ แกเร็ธ เบล ไม่เคยเป็น ‘ที่รัก’ appeared first on THE STANDARD.
]]>
ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan
The post แบรนด์ต้องจ่ายเงินเท่าไร เพื่อซื้อโพสต์ Instagram ของนักฟุตบอลระดับโลก appeared first on THE STANDARD.
]]>

ภาพประกอบ: Pichamon Wannasan
The post แบรนด์ต้องจ่ายเงินเท่าไร เพื่อซื้อโพสต์ Instagram ของนักฟุตบอลระดับโลก appeared first on THE STANDARD.
]]>