Gaa Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/gaa/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Mon, 06 Jul 2026 02:20:23 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย เปิดให้จองห้องพักแล้ววันนี้ https://thestandard.co/life/waldorf-astoria-kuala-lumpur-hotel/ Mon, 06 Jul 2026 02:20:23 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=1226972 ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย

หลังจากเป็นที่จับตามาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างเมื่อปีที่ผ่าน […]

The post Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย เปิดให้จองห้องพักแล้ววันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย

หลังจากเป็นที่จับตามาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างเมื่อปีที่ผ่านมา ล่าสุด Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมภายใต้แบรนด์ลักชัวรีของ Hilton ได้เปิดระบบให้จองห้องพักล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ ก่อนเปิดต้อนรับแขกกลุ่มแรกในช่วงต้นเดือนมกราคม 2570 และนับเป็นการเปิดตัว Waldorf Astoria แห่งแรกในประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่บนถนน Jalan Raja Chulan ใจกลางย่าน Golden Triangle ใกล้แลนด์มาร์กสำคัญอย่าง Bukit Bintang, Pavilion Kuala Lumpur และตึกแฝด Petronas Twin Towers

 

หนึ่งในจุดเด่นของโรงแรมเลือกนำเสนอห้องพักรูปแบบ All-Suite Property ที่มีห้องพักทั้งหมด 268 ห้อง และทุกห้องเป็นห้องสวีตสไตล์เรสซิเดนซ์ เน้นพื้นที่กว้างขวาง ความเป็นส่วนตัว และการเข้าพักที่สะดวกสบายสำหรับทั้งนักเดินทางระยะสั้นและระยะยาว โดยห้องพักเริ่มต้นที่ขนาด 80 ตารางเมตร ไปจนถึง Waldorf Astoria Suite ขนาด 745 ตารางเมตร พร้อมพื้นที่ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่

 

ด้านงานออกแบบภายในก็เลือกใช้โทนสีธรรมชาติและวัสดุที่ให้พื้นผิวสัมผัสอันประณีต พร้อมผสานรายละเอียดที่สะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมของมาเลเซียเข้าไว้ในพื้นที่อย่างร่วมสมัย

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 1ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 2ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 3ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 4

 

อีกหนึ่งไฮไลต์คือโปรแกรมอาหารและเครื่องดื่มที่ตั้งใจให้เป็นจุดหมายแห่งใหม่ของวงการไฟน์ไดนิ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ผ่านความร่วมมือกับเชฟระดับโลกหลายคน นำโดย Garima Arora เชฟหญิงเจ้าของร้าน Gaa ในกรุงเทพฯ เจ้าของดาวมิชลิน 2 ดวง ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นเชฟหญิงยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ซึ่งจะเปิดตัว Yaari ห้องอาหารอินเดียร่วมสมัยที่ตีความอาหารจากหลากหลายภูมิภาคของอินเดียใหม่ ตั้งแต่แกงจากชายฝั่งทางใต้ เคบับจากภาคเหนือ ไปจนถึงชาต อาหารริมทางยอดนิยมที่ถูกยกระดับด้วยเทคนิคไฟน์ไดนิ่ง ภายใต้แนวคิดที่ยังคงเคารพรากเหง้าของอาหารอินเดีย แต่เล่าเรื่องผ่านมุมมองร่วมสมัย

 

ขณะที่ Jean-Georges Vongerichten เชฟชาวฝรั่งเศสเจ้าของดาวมิชลินหลายดวง จะนำ 3 คอนเซปต์มาสู่โรงแรม ได้แก่ JG KL ห้องอาหารที่ผสมผสานเทคนิคการทำอาหารฝรั่งเศสกับอิทธิพลจากเอเชีย abc kitchens KL ที่ต่อยอดแนวคิดฟาร์มสู่โต๊ะอาหาร พร้อมเมนูที่เน้นวัตถุดิบตามฤดูกาล และ The Bar by JG บาร์ที่นำเสนอเมนูอาหารจานเล็กและค็อกเทลในบรรยากาศร่วมสมัย

 

Peacock Alley เลานจ์และบาร์ซิกเนเจอร์ของแบรนด์ Waldorf Astoria มี Istana ห้องอาหารที่ตีความรสชาติและวัฒนธรรมอาหารของมาเลเซียในรูปแบบร่วมสมัย นอกจากนี้ โรงแรมยังมี Coda บาร์อีกแห่งที่นำดนตรีมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์เครื่องดื่ม โดยค็อกเทลแต่ละแก้วได้รับการออกแบบให้สอดรับกับซาวด์และบรรยากาศของพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงรสชาติ เสียง และศิลปะเข้าไว้ด้วยกัน

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 5

Peacock Alley

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 6

Istana

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 7

JG KL

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 8

abc kitchens KL

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 9

The Bar by JG

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 10

Coda

 

เมื่อโลกของโรงแรมลักชัวรีให้ความสำคัญกับ Wellness มากขึ้น Waldorf Astoria Kuala Lumpur ก็เลือกยกระดับประสบการณ์การเข้าพักผ่าน Waldorf Astoria Spa และ Wellness Studio ภายใต้แนวคิด Holistic Wellness ที่ผสานวิทยาศาสตร์การฟื้นฟูร่างกายเข้ากับศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ

 

ภายในสปารวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการฟื้นฟูร่างกายไว้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Herbal Steam Room, Multi-sensory Shower, Vitality Pools, Hydrotherapy Bathtubs และ Oriental Hammam พร้อมโปรแกรมสปา ทรีตเมนต์ และการดูแลผิวที่ออกแบบเฉพาะบุคคล เพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพ ความงาม และการฟื้นฟูในระยะยาว

 

ส่วนห้องฟิตเนส Wellness Studio ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ก็มาพร้อมอุปกรณ์ออกกำลังกายจาก Technogym Sandstone Collection รวมถึงเทคโนโลยีเพื่อการฟื้นฟูและการออกกำลังกายอย่าง Cryotherapy Cabin, Anti-Gravity Treadmill ลู่วิ่งที่ช่วยลดแรงกระแทกและลดภาระของน้ำหนักตัวระหว่างการวิ่ง และ VR Training ที่นำเทคโนโลยีเสมือนจริงมาเพิ่มมิติให้กับการออกกำลังกาย

 

ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 11ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 12ภาพโรงแรม Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย 13

 

สำหรับนักเดินทางคนไหนที่อยากเป็นกลุ่มแรกๆ แนะนำให้วางแพลนล่วงหน้าได้เลย เพราะตัวโรงแรมจะเปิดให้เข้าพักจริงตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคม 2570 เป็นต้นไป สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมและรายละเอียดการจองห้องพักได้ที่ Waldorf Astoria Kuala Lumpur

 

ภาพ: Waldorf Astoria Kuala Lumpur

The post Waldorf Astoria Kuala Lumpur โรงแรมหรูแห่งแรกในมาเลเซีย เปิดให้จองห้องพักแล้ววันนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก่อนประกาศ 25 มีนาคมนี้: ร้านอาหารไทยใน Asia’s 50 Best 2026 จะไปต่อแบบไหน https://thestandard.co/life/thai-restaurants-asia-50-best-2026/ Mon, 23 Mar 2026 00:34:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1190053 โลโก้ Asia’s 50 Best Restaurants 2026 ในบทความวิเคราะห์อนาคต ร้านอาหารไทย

อีกไม่กี่วันข้างหน้า วงการอาหารเอเชียกำลังจะเข้าสู่ช่วง […]

The post ก่อนประกาศ 25 มีนาคมนี้: ร้านอาหารไทยใน Asia’s 50 Best 2026 จะไปต่อแบบไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้ Asia’s 50 Best Restaurants 2026 ในบทความวิเคราะห์อนาคต ร้านอาหารไทย

อีกไม่กี่วันข้างหน้า วงการอาหารเอเชียกำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอีกครั้ง เมื่อเวที Asia’s 50 Best Restaurants 2026 เตรียมประกาศผลในวันที่ 25 มีนาคมนี้ ที่ฮ่องกง สำหรับคนทั่วไปนี่อาจเป็นแค่ลิสต์ร้านอาหารระดับโลก แต่สำหรับคนทำร้าน เชฟ และสายกินจริงจัง นี่คือ ดัชนีวัดอิทธิพล ของทั้งเมืองและประเทศในแผนที่อาหารโลก

 

ย้อนกลับไปปี 2025 กรุงเทพฯ เคยอยู่ในจุดที่เรียกว่าพีคสุดด้วยจำนวนร้านใน Top 50 มากถึง 9 ร้าน และมี Gaggan ครองอันดับ 1 นับเป็นศูนย์กลางอาหารที่ทั้งเอเชียต้องจับตามอง แต่พอเข้าสู่ปี 2026 สัญญาณจากลิสต์อันดับ 51–100 ที่ประกาศออกมาก่อนหน้า กลับทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปเล็กน้อย หรืออาจจะมากกว่าที่คิด

 

เพราะสิ่งที่เราเห็นคือร้านไทยหลายร้านขยับลงมากกว่าจะไต่ขึ้น ทั้ง Baan Tepa และ Samrub Samrub Thai ที่เคยอยู่ใน Top 50 ลงมาอยู่ในกลุ่ม 51–100 ขณะที่ร้านอย่าง Gaa และ Côte ก็อันดับลดลงเช่นกัน มีเพียง Haoma ที่กลับมาติดอันดับอีกครั้งในฐานะ re-entry ทำให้เราจับตามองว่า ร้านอาหารไทยร้านไหนจะอยู่บนเวที Top 50 ปีนี้บ้าง

 

แน่นอนว่า Gaggan ยังเป็นชื่อที่ทุกคนจับตาว่าจะสามารถรักษาแชมป์ไว้ได้หรือไม่ หากทำได้ จะเป็นการคว้าอันดับ 1 เป็นสมัยที่ 6 ขณะที่ร้านอย่าง Nusara, Potong และ Sorn ก็ยังถูกมองว่าเป็นตัวแทนสำคัญของอาหารไทยร่วมสมัย ที่มีโอกาสยืนระยะอยู่ในอันดับสูง ส่วน Sühring และ Le Du ก็ยังเป็นตัวหลัก ที่มีความสม่ำเสมอและมีฐานแฟนในระดับนานาชาติ

 

แต่ความน่าสนใจของปีนี้ ไม่ได้อยู่แค่รายชื่อที่เราคุ้นเคย แต่อยู่ที่ช่องว่างที่เกิดขึ้นจากร้านที่หลุดลงไป และอาจเปิดทางให้หน้าใหม่ หรือแม้แต่ร้านที่เราไม่คาดคิดขึ้นมาแทรกตัวใน Top 50

 

โดยเฉพาะกรณีของ 4 ร้านไทยที่หายไปจากลิสต์ 51–100 อย่าง Blue by Alain Ducasse, Wana Yook, Bo.Lan และ Ms. Maria & Mr. Singh ที่อาจไปอยู่ Top 50 หรือหลุดจาก 100 อันดับ

 

ในขณะเดียวกัน ภาพใหญ่ของเอเชียก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โซลกลายเป็นเมืองที่ถูกพูดถึงมากขึ้น หลังมีร้านติดอันดับ 51–100 ถึง 7 ร้าน มากกว่ากรุงเทพฯ ที่มี 5 ร้าน สะท้อนให้เห็นว่าอิทธิพลของวงการอาหารไม่ได้กระจุกอยู่แค่เมืองเดิมๆ อีกต่อไป เมื่อเมืองอย่างปูซาน เฉิงตู หรือคานาซาว่า เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ไม่ได้มีเพียงแค่เมืองใหญ่เท่านั้น

 

ดังนั้น ปีนี้จึงน่าติดตามเพราะทุกอย่างยังเปิดกว้าง ทั้งโอกาสของร้านเดิมและ ความหวังของหน้าใหม่ มาติดตาม Top 50 ของเวที Asia’s 50 Best Restaurants 2026 พร้อมกันที่ THE STANDARD LIFE เพราะเราจะรายงานสด ตรงจากงานอีเว้นท์

The post ก่อนประกาศ 25 มีนาคมนี้: ร้านอาหารไทยใน Asia’s 50 Best 2026 จะไปต่อแบบไหน appeared first on THE STANDARD.

]]>
5 ร้านอาหารไทย นำโดย Baan Tepa ติดลิสต์ 51-100 ร้านอาหารดีที่สุดในเอเชีย 2026 https://thestandard.co/life/thai-restaurants-asias-best-2026/ Thu, 12 Mar 2026 08:40:54 +0000 https://thestandard.co/?p=1186769 ภาพ: ร้านอาหารไทย 5 แห่งที่ติดอันดับ 51-100 ร้านอาหารดีที่สุดในเอเชีย 2026

ใกล้เข้าไปทุกทีแล้วกับ Asia’s 50 Best Restaurants 2026 […]

The post 5 ร้านอาหารไทย นำโดย Baan Tepa ติดลิสต์ 51-100 ร้านอาหารดีที่สุดในเอเชีย 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพ: ร้านอาหารไทย 5 แห่งที่ติดอันดับ 51-100 ร้านอาหารดีที่สุดในเอเชีย 2026

ใกล้เข้าไปทุกทีแล้วกับ Asia’s 50 Best Restaurants 2026 งานประกาศรางวัลจัดอันดับ 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมในเอเชีย ที่ปีนี้จัดขึ้นที่ฮ่องกง ในวันที่ 25 มีนาคม 2026 แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ทางทีมผู้จัดขอวอร์มบรรยากาศให้ครึกครื้นขึ้นหน่อยด้วยการประกาศรางวัลพิเศษ (Extend) ลำดับที่ 51-100 ออกมาเป็นน้ำจิ้มกันก่อน ซึ่ง #TeamThailand ของเราก็ไม่ทำให้ผิดหวัง มีติดลิสต์อยู่ 5 ร้านด้วยกัน

 

โดยร้านที่ติดอันดับได้แก่

 

No.53 – Baan Tepa

 

No.67 – Samrub Samrub Thai

 

No.91 – Côte by Mauro Colagreco

 

No.95 – Gaa

 

No.96 – Haoma (Re-Entry)

 

การจัดอันดับนี้มาจากการลงคะแนนโดย Asia’s 50 Best Restaurants Academy ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมอาหารกว่า 350 คนจากทั่วภูมิภาค ทั้งเจ้าของร้านอาหาร เชฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร นักเขียน และนักวิจารณ์อาหาร สิ่งที่น่าสนใจของปีนี้ คือ มีร้านอาหารหน้าใหม่ถึง 12 แห่งที่ติดอันดับ 51-100 เป็นครั้งแรก และมีมาจากเมืองใหม่ๆ มากถึง 10 จุดหมายปลายทาง ทำให้ลิสต์อันดับครอบคลุมถึง 27 เมือง

 

สำหรับพิธีประกาศรางวัล Asia’s 50 Best Restaurants จะมีขึ้นในวันที่ 25 มีนาคม 2026 ที่ฮ่องกง โดยจัดร่วมกับพันธมิตรเจ้าบ้าน Hong Kong Tourism Board และแน่นอนว่าเราอัปเดตผลทันทีจากหน้างาน ติดตามบรรยากาศงานสดๆ ได้จากช่องทาง IG ของ THE STANDARD LIFE

 

ภาพ: Courtesy of Restaurants

The post 5 ร้านอาหารไทย นำโดย Baan Tepa ติดลิสต์ 51-100 ร้านอาหารดีที่สุดในเอเชีย 2026 appeared first on THE STANDARD.

]]>
4 HOURS LIFE with Pat Lipatapanlop เที่ยวอินเดียเหนือจรดใต้ผ่านมื้ออาหารทั่วกรุง https://thestandard.co/life/4-hours-life-with-pat-lipatapanlop/ Thu, 22 Aug 2024 02:00:31 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=973529

ว่ากันว่าประเทศอินเดีย คนที่เคยไปเที่ยวถ้าไม่รักมากก็เก […]

The post 4 HOURS LIFE with Pat Lipatapanlop เที่ยวอินเดียเหนือจรดใต้ผ่านมื้ออาหารทั่วกรุง appeared first on THE STANDARD.

]]>

ว่ากันว่าประเทศอินเดีย คนที่เคยไปเที่ยวถ้าไม่รักมากก็เกลียดมาก แต่สำหรับ ‘แพท-พัทริกา ลิปตพัลลภ’ เจ้าของหนังสือและเพจ ‘ชาติที่แล้วคงเกิดเป็นแขก’ คงไม่ต้องบอกว่าเธอหลงรักอินเดียเพียงใด จากหญิงสาวแบกเป้เที่ยวอินเดียเพียงไม่กี่วัน กลายเป็นคนที่ชื่นชอบอินเดียแบบลงลึก ชนิดที่ว่าในปีปีหนึ่งต้องเดินทางไปอินเดีย 2-3 ครั้งเป็นอย่างต่ำ แถมยังอยู่นานนับเดือน

 

16 ปีที่ไปอินเดียจนเหมือนบ้าน 4 HOURS WITH…คราวนี้เราเลยขอให้ ‘แพท พัทริกา’ พาเราเที่ยวอินเดีย ทว่าไม่ต้องบินข้ามมหาสมุทรไปลงจอดถึงแดนภารตะ แต่เป็นการตะลอนชิมผ่านมื้ออาหารในกรุงเทพมหานคร ที่เธอบอกว่าดี อร่อย และมีให้ลิ้มลองตั้งแต่เหนือจรดใต้ของอินเดีย

 

 

Mama Restaurant

 

ร้านอาหารอินเดียริมคลองโอ่งอ่างที่เปิดมานานเกือบ 30 ปี แต่ยังเป็นขวัญใจของนักชิมเสมอ ที่นี่เสิร์ฟอาหารอินเดียเหนือ โดยมีเมนูเด่นเป็นจานอินเดียที่เราคุ้นเคย เช่น Butter Chicken, Chicken Jalfrezi, Chicken Tikka Masala ฯลฯ

 

“Mama Restaurant เราอยากจะพูดถึงความเป็น Street Food ของอินเดีย ซึ่งเป็นจิตวิญญาณของความเป็นประเทศอินเดียเลย เวลาที่เราเดินตามข้างถนนในอินเดีย จะได้ยินเสียงเคาะกระทะ เสียงเคาะหม้อ ได้กลิ่นควันลอยมา

 

“ในวันเสาร์-อาทิตย์ Mama จะมาทำ ‘เปาบาจี’ โชว์กันริมถนน เปาคือขนมปัง บาจีคือแกงผัดแห้งผสมผักหลายๆ ชนิด ใส่หอมใหญ่ ใส่มาซาลา เวลากินปาดกินกับขนมปัง ขอบอกว่าการมากินหน้าเตาริมถนนเนี่ยสุดยอด” – แพท พัทริกา

 

Location: คลองโอ่งอ่าง

Open: ทุกวัน เวลา 10.00-22.00 น.

Facebook: www.facebook.com/mamaindianfood 

Map:

 

 

 


 

 

Suananda

 

ลืมแป้งนานและแกงไก่ทิกกามาซาลาไปก่อน เพราะ ‘สุอนันดา’ จะพาคุณไปรู้จักอาหารอินเดียอีกรูปแบบ ‘Suananda’ (สุ-อะ-นัน-ดา) แปลว่า ‘ความสุขโดยสมบูรณ์แบบ’ ในภาษาสันสกฤต ที่นี่จึงอยากนำเสนออาหารดีตามวิถีอายุรเวท ถ้าเราอยากมีสุขภาพดีต้องเริ่มจากภายใน และอาหารก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบ

 

“สุอนันดา เป็นตัวอย่างหนึ่งของอาหารตามหลักอายุรเวท ที่นี่เขามีอาหารจานหนึ่งชื่อ Suananda Ayurvedic Set เหมาะสำหรับคนทุกธาตุ เพราะเราแต่ละคนมีธาตุต่างกัน ดินน้ำลมไฟ ในหนึ่งเซ็ตเขาจะบาลานซ์ร้อนเย็นมาให้แล้ว มีหลักการของการกินอะไรก่อนหลัง และปิดท้ายด้วย Butter Milk ราชาแห่งเครื่องดื่มของคนอินเดีย คนอินเดียเชื่อว่าถ้าใครดื่ม Butter Milk ทุกวันจะไม่มีทางป่วย” – แพท พัทริกา

 

Location: ถนนปั้น ย่านสีลม ซอยเดียวกับวัดแขก

Open: วันจันทร์ เวลา 09.00-21.30 น., วันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00-22.00 น. (ปิดทุกวันอังคาร)

Facebook: www.facebook.com/SuanandaBkk 

Map:

 

 

 


 

 

Chennai Kitchen

 

ร้านอาหารอินเดียใต้แบบโฮมเมดจากรัฐทมิฬนาฑู ที่พรีเซนต์วัฒนธรรมการกินอาหารอินเดียแบบครอบครัวได้อย่างน่ารัก ร้านนี้อยู่ริมถนนปั้น ซอยเดียวกับสุอนันดา เสิร์ฟอาหารอินเดียแบบมังสวิรัติ โด่งดังด้วยเมนูที่ทำจากแป้ง เช่น Dosa ขนมเบื้องแบบอินเดียใต้, Vada โดนัทอินเดียที่ทำจากถั่วหมัก หรือ Idli แป้งจากถั่วและข้าวสีขาว

 

“อาหารที่นี่ด้วยความเป็นอาหารใต้ พรีเซนเทชันของเขาเสิร์ฟมาเป็นถาดหลุม ถ้าเป็นทาลีก็เสิร์ฟมาบนใบตอง เมนูที่ชอบมาก คือ ‘โดซา’ ที่เรียกว่า ‘ราวาโดซา’ (Rava Dosa) แผ่นแป้งเป็นรูๆ เวลากัดแต่ละคำมีทั้งความคริสปี้ กรอบนิดๆ จิ้มกินกับซอสชัตนีย์ อร่อย” – แพท พัทริกา

 

Location: ถนนปั้น ย่านสีลม ซอยเดียวกับวัดแขก

Open: ทุกวัน เวลา 10.00-15.00 น. (มื้อกลางวัน) และ เวลา 18.00-21.30 น. (มื้อเย็น)

Instagram: www.instagram.com/chennaikitchenbkk 

Map:

 

 

 


 

 

JHOL Coastal Indian Cuisine

 

ร้านอาหารอินเดียในซอยสุขุมวิท 18 ที่เสิร์ฟรสชาติจากแถบชายฝั่งของประเทศอินเดียให้ชิม ตั้งแต่คุชราตมาที่มุมไบลงมาถึงเกรละ แล้ววนขึ้นฝั่งอ่าวเบงกอลไปจนถึงโกลกาตา อาหารที่นี่จึงเน้นไปที่อาหารทะเล รสชาติจัดจ้านและครบรส ร้านนี้ดูแลโดย เชฟฮาริ นายัค เชฟชาวอินเดียมีชื่อที่มีร้านอาหารอยู่นอกประเทศหลายร้าน และเคยออกหนังสือทำอาหารมาแล้วถึง 7 เล่ม

 

“มีเมนูหนึ่งที่อยากให้ลอง เรียกว่า ‘มัสก้าบัน’ ออริจินัลมันคือขนมปังสอดไส้เนย จับคู่กินกับชา แต่ของร้าน JHOL ต่างออกไป แทนที่จะใส่เนยเขากลับใส่ไส้ผักไว้ด้านในแทน แล้วแยกเนยที่ทำเองเสิร์ฟต่างหาก

 

“มัสก้าบันจริงๆ แล้วเป็นอาหารของพวกปาร์ซี ซึ่งเป็นกลุ่มของคนตะวันออกกลางที่อพยพเข้ามาอยู่ในอินเดีย เข้ามาทางทะเลอาหรับคุชราตแล้วย้ายมามุมไบ กลุ่มนี้ทำอาหารเก่ง พออพยพเข้ามาในอินเดียก็เอาอาหารของตนเองมาด้วย” – แพท พัทริกา

 

Location: ซอยสุขุมวิท 18

Open: ทุกวัน เวลา 12.00-14.30 น. (มื้อกลางวัน) และ เวลา 17.30-21.30 น. (มื้อเย็น)

Facebook: www.facebook.com/JHOLbkk 

Map: 

 

 

 

อ่านเพิ่มเติม: TASTE: JHOL Cocktail Bar ชวนนั่งจิบค็อกเทลสไตล์อินเดีย เคล้าของกินเล่นที่รสชาติไม่ใช่เล่น

 


 

 

Tibet Kitchen

 

ร้านอาหารทิเบตและอาหารจีนสไตล์อินเดีย ที่เปิดโดยชาวทิเบตสัญชาติอินเดียจากรัฐอุตตรขัณฑ์ ทางตอนเหนือของอินเดีย ร้านนี้มีเมนูไม่กี่หน้า และมีเมนูเด่นเป็น ‘โมโม่’ หรือเกี๊ยวสารพัดชนิดในสไตล์ทิเบต มีครบทั้งนึ่ง ทอด กึ่งนึ่งกึ่งทอด นักชิมสามารถเลือกไส้ได้หลากหลาย ทั้งผักรวม ผักโขมและชีส ไก่ หมู แกะ ฯลฯ

 

“อินเดียก็เหมือนประเทศอื่นทั่วโลกที่ตั้งอยู่ใกล้ประเทศใดก็รับอิทธิพลอาหารของประเทศนั้นมาด้วย ซึ่งครั้งหนึ่งทิเบตเคยอพยพมาอยู่ในอินเดีย แล้วเขาก็เอา ‘โมโม่’ ติดมาด้วย และทำให้กลายเป็นอาหารยอดฮิต

 

“โมโม่คือเกี๊ยวสไตล์อินเดีย เอาแป้งมาห่อไส้ต่างๆ ไส้เนื้อแพะ เนื้อแกะ เนื้อไก่ ห่อไส้ผัก กินโมโม่ของ Tibet Kitchen แล้วจะลืมที่อื่นไปเลย เพราะที่นี่หลากหลาย ทั้งทอด นึ่ง แกงกะหรี่ โมโม่ผัด ฯลฯ แล้วแป้งเขาทำเอง ไส้ที่ยัดมาก็มาแบบเต็มๆ กินแล้วอิ่มจริงๆ” – แพท พัทริกา

 

Location: ซอยสุขุมวิท 22

Open: วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 11.00-22.00 น. (ปิดวันจันทร์)

Facebook: http://facebook.com/tibetkitchenbkk 

Map:

 

 

 


 

 

Marigold

 

ร้านขนมหวานอินเดียของ Garima Arora เจ้าของร้านและเฮดเชฟ GAA ร้านอินเดียไฟน์ไดนิ่งมิชลิน 2 ดาวที่โด่งดังตรงสุขุมวิท 53 ร้านนี้ไม่มีหน้าร้าน ใครอยากกินต้องสั่งเดลิเวอรี ทำ Catering หรือออร์เดอร์ผ่าน LINE ID เท่านั้น

 

“พูดถึงขนมอินเดียคำแรก หลายคนมักนึกถึงคือคำว่า หวานจัด แต่จริงๆ ขนมอินเดียที่ไม่หวานก็มี เช่น Marigold แบรนด์ขนมของเชฟ Garima Arora เจ้าของร้าน GAA ขนมเขาจะเป็นแบบอินเดียฟิวชัน เราได้กิน Besan Ladoo แล้วไม่สามารถกินที่ไหนได้อีกเลย ผสมด้วยถั่วสามชนิด เวลากัดเข้าไปคำแรกฟินมาก ขนมแบรนด์นี้ลดความหวานลงครึ่งหนึ่งโดยใช้วัตถุดิบธรรมชาติทั้งหมด” – แพท พัทริกา

 

Location: ซอยสุขุมวิท 53

Open: ทุกวัน สั่งทาง LINE ล่วงหน้า

Facebook: www.facebook.com/p/Marigolddelights-100091645714487 

Instagram: www.instagram.com/marigold.delights 

อ่านเพิ่มเติม: Gaa ร้านอาหารอินเดีย 2 ดาวมิชลินที่ต้องลองสักครั้งในชีวิต

 


 

ภาพ: Royal India

 

Royal India

 

ตำนานร้านอาหารอินเดียในย่านพาหุรัด ร้านแรกในกรุงเทพมหานคร ที่เปิดมานานกว่า 65 ปี ด้วยอาหารอินเดียสไตล์โฮมเมดจากสูตรลับที่ส่งต่อจากคุณปู่ ที่นี่เสิร์ฟอาหารแบบอินเดียเหนือ มีครบทุกเมนูแกง ไม่ว่าจะเป็น Chicken Masala, Mutton do Piazza, ไก่ย่างทันดูรี และยังมีขนมหวานสไตล์อินเดีย อย่าง กุหลาบจามุน, ลาดู ฯลฯ

 

“ร้านอาหารอินเดียร้านแรกในประเทศไทย ร้านนี้จะเป็นความรู้สึกแบบกินอาหารในห้องกินข้าวบ้านเพื่อน ไปกินสาขาที่พาหุรัดจะได้อารมณ์สุด เพราะร้านตั้งอยู่ในตรอกเล็กๆ ครัวเปิด เห็นตอนเขาทำอาหารด้วย” – แพท พัทริกา

 

Location: ถนนจักรเพชร

Open: ทุกวัน เวลา 10.00-21.30 น.

Map:

 

 

 


 

ภาพ: BABA (बाबा)

 

BABA (बाबा) – Marché Thonglor

 

ร้านอาหารอินเดียแบบฟิวชัน เปิดใหม่ในย่านทองหล่อที่ปักหลักบนทำเลทองในคอมมูนิตี้มอลล์ Marché Thonglor ร้านนี้เหมาะสำหรับคนที่กล้าๆ กลัวๆ อยากลองอาหารอินเดียครั้งแรก เพราะเมนูส่วนใหญ่ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้าใจง่ายขึ้น ทันสมัยมากขึ้น และเข้าถึงง่ายกว่าเดิม ทุกจานปรุงขึ้นจากวัตถุดิบของไทยผนวกเข้ากับเครื่องเทศนำเข้าจากอินเดีย

 

“ใครที่ยังไม่เปิดใจให้อาหารอินเดียแนะนำให้ไปร้านนี้ เขาทำบรรยากาศร้านให้เข้าถึงง่าย รสชาติอาหารสามารถขอปรับความมากน้อยของมาซาลาได้ บริยานีขนุนคือที่สุด” – แพท พัทริกา

 

Location: Marché Thonglor ซอยสุขุมวิท 55

Open: ทุกวัน เวลา 11.30-22.00 น.

Facebook: https://www.facebook.com/profile.php?id=61556377941228 

Map:

 

 

 


 

ภาพ: Bawarchi Rooftop

 

Bawarchi Rooftop

 

ร้านอาหารอินเดียบนชั้น 16 ของโรงแรม Solitaire Bangkok Sukhumvit 11 ที่เปิดร้านมาตั้งแต่ปี 1998 และยังมีโรงงานเครื่องเทศเป็นตัวเองอยู่ที่เมืองเดลี จุดเด่นของร้านคือประสบการณ์การรับประทานอาหารอินเดียแบบไฟน์ไดนิ่งพร้อมวิวเมืองแบบพาโนรามา แถมพรีเซนเทชันที่สวยงามหวือหวา แต่ยังคงรสชาติอาหารอินเดียแท้เหมือนไปกินถึงถิ่น

 

“ตอนเห็นอาหารบนโต๊ะครั้งแรกก็ตื่นเต้นมากกับพรีเซนเทชัน แต่ไม่ได้จบแค่นั้นนี่สิ รสชาติก็ดีมากด้วย มีความ Authentic” – แพท พัทริกา

 

Location: Solitaire Bangkok Sukhumvit 11

Open: ทุกวัน เวลา 17.00-01.45 น.

Facebook: www.facebook.com/bawarchirooftop 

Map:

 

 

 


 

ภาพ: Cafe Mumbai Khaosan

 

Cafe Mumbai Khaosan

 

ร้านอาหารอินเดียในย่านข้าวสาร ที่เป็นทั้งบาร์ คาเฟ่ และที่ฟังเพลงในหนึ่งเดียว ด้านในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีสันจัดจ้าน มอบโมเมนต์การกินสตรีทฟู้ดอินเดียได้สนุกและเป็นตัวของตัวเอง บอกเลยว่าไม่มีใครเหมือน นอกจากจานอาหารอินเดียที่เราคุ้นเคยกันดี ในช่วงค่ำที่นี่ยังมีวงดนตรีเล่นสดให้ฟังด้วย ฉะนั้นถ้าคุณอยากลองกินอาหารอินเดียในบรรยากาศครื้นเครง แนะนำให้มาที่นี่

 

“ที่นี่เป็นอาหารมุมไบสตรีทฟู้ดที่สนุกมาก กินง่ายด้วย คนออกแบบอาหารเป็นแม่เจ้าของร้าน ส่วนคนบริหารคือรุ่นลูก โฮมเมดโยเกิร์ตที่นี่คือดีมาก” – แพท พัทริกา

 

Location: ถนนตานี ย่านข้าวสาร

Open:  ทุกวัน 10.00-02.00 น.

Facebook: www.facebook.com/cafemumbaikhaosan

Map:

 

 

 

ภาพ: ปวรุตม์ งามเอกอุดมพงศ์, Courtesy of Brands

The post 4 HOURS LIFE with Pat Lipatapanlop เที่ยวอินเดียเหนือจรดใต้ผ่านมื้ออาหารทั่วกรุง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Gaa ร้านอาหารอินเดีย 2 ดาวมิชลินที่ต้องลองสักครั้งในชีวิต https://thestandard.co/life/gaa-a-2-michelin-star-indian-restaurant/ Sat, 06 Jan 2024 11:13:42 +0000 https://thestandard.co/?post_type=life&p=884899

คนที่ชอบตามชิมอาหารดาวมิชลินต้องรู้จัก ‘Gaa (กา)’ ร้านอ […]

The post Gaa ร้านอาหารอินเดีย 2 ดาวมิชลินที่ต้องลองสักครั้งในชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>

คนที่ชอบตามชิมอาหารดาวมิชลินต้องรู้จัก ‘Gaa (กา)’ ร้านอาหารอินเดียไฟน์ไดนิ่งของเชฟการิมา อะโรรา (Garima Arora) เชฟหญิงชาวอินเดียคนแรกของโลกที่คว้ารางวัลมิชลินมาได้ แถมเชฟยังได้รางวัล Young Chef Award จากมิชลินไกด์ประเทศไทย ประจำปี 2022 อีกด้วย

 

วันนี้เราจึงจะพาทุกคนไปดูกันว่าประสบการณ์ในร้านอาหาร Gaa ที่หลายคนเฝ้ารอและอยากลองชิมสักครั้งจะเต็มไปด้วยความเซอร์ไพรส์แค่ไหน และอาหารอินเดียในฉบับของเชฟการิมาจะแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร ทำไมเราจึงบอกว่านี่คือร้านไฟน์ไดนิ่งที่ต้องลองสักครั้งในชีวิต

 

 

The Vibe

 

เริ่มแรก Gaa เคยเปิดอยู่ในซอยหลังสวน ก่อนย้ายมาตั้งอยู่ในบ้านเรือนไทยหลังเก่าใจกลางสุขุมวิทที่ยกมาจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้านในแบ่งเป็น 2 บรรยากาศ คือชั้นล่างที่ปรับปรุงใหม่ให้กลายเป็นพื้นที่นั่งรับประทานอาหาร ล้อมด้วยวิวสวนและต้นไม้ แม้ว่าพื้นที่ตรงนี้จะไม่ใหญ่มาก แต่ทุกโต๊ะมีความเป็นส่วนตัวและไม่รู้สึกอึดอัด

 

ตรงข้ามกับชั้นบนที่เป็นโครงสร้างบ้านเรือนไทยชัดเจน แต่มีการออกแบบใหม่ให้โมเดิร์น ล้ำสมัย และเป็นมุมซิกเนเจอร์ของ Gaa

 

 

The Taste

 

เมนูที่เสิร์ฟมีทั้งหมด 11 คอร์ส เรานั่งชิมแล้วรู้สึกสนุกตลอดมื้ออาหาร ทั้งรสชาติและการนำเสนอแต่ละเมนูทำให้มื้อนี้ไม่น่าเบื่อ โดยเฉพาะบางเมนูที่ชื่อคุ้นหูอยู่แล้ว แต่เชฟก็ทำให้เรารู้สึกแปลกใหม่ได้ เช่นคำแรก ‘Chaat’ ที่เสิร์ฟแบบกรอบๆ มีใบชะพลูและใบมะม่วงทอด แต่กินแล้วสดชื่นเพราะมีทับทิมซอร์เบตเปรี้ยวๆ เย็นๆ

 

เช่นเดียวกับของกินเล่น 3 คำที่เสิร์ฟมาในเครื่องปั้นเซรามิกฝีมือศิลปินชาวอินเดีย เราชอบ ‘Paniya’ ขนมครกอินเดียที่เชฟใช้แป้งข้าวหมัก

 

‘DIY Bhel’ เป็นเมนูโอโทโรกับแผ่นแป้งกรอบๆ ให้เราตักกินคล้ายทาโก้ ‘A Taste of Kolkata’ ก็คล้ายๆ กัน แต่น่าสนใจตรงปลาทอด 3 รสที่เสิร์ฟมาให้กินเป็นคู่ เชฟได้แรงบันดาลใจเมนูนี้มาจากวัฒนธรรมอินโดจีน

 

 

หลังจาก ‘Gobi Paratha’ ขนมปังไส้ดอกกะหล่ำกับเนยขิง ก็ตามด้วย ‘Summer Curry’ แกงแบบเย็นให้กินแก้ร้อน มีเนื้อปูม้าจากสุราษฎร์ธานี กับซอสใบตองย่างน้ำกะทิ ‘Papadam’ เมนูนี้ก็เด็ด เพราะเชฟใช้เนื้อหมูช่วงแก้มถึงคอที่ย่างจนนุ่ม เสิร์ฟให้เราฉีกเป็นเส้นกินคู่กับแผ่นแป้งกรอบๆ ลดความหนักลงมาหน่อยด้วย ‘Crayfish’ เป็นเมนูกุ้งก้ามแดงย่าง กินคู่กับซอส ใบชะพลู และข้าวพอง

 

 

‘Ghee Rice & Cola’ นี่คือเมนูที่อยากให้ทุกคนตั้งตารอที่สุด เป็นเมนูข้าวที่เรียบง่ายแต่หอม มัน ยกให้เป็นข้าวผัดในอุดมคติเลย โดยเชฟใช้ข้าวกล้องน้ำนมจากสุรินทร์ นำไปผัด Ghee (เนยใส) ใส่ผักดองชิ้นเล็กๆ กับน้ำมะขามและเครื่องเทศให้ตัดรสชาติ ใส่ถั่วเม็ดเล็กเพิ่มเท็กซ์เจอร์ กินแล้วทุกอย่างเข้ากันลงตัวมาก ไม่แปลกใจถ้าร้านจะบอกว่ามีลูกค้าสั่งเมนูนี้เพิ่มเยอะ

 

 

เมนคอร์ส ‘The Tandoori Story’ เป็นเมนูซิกเนเจอร์ของ Gaa เชฟบอกว่าเพราะคนอินเดียกินมังสวิรัติเยอะ จึงอยากทำจานหลักแบบไร้เนื้อสัตว์ ได้ยินครั้งแรกเราเองก็ลังเล เพราะไม่ใช่แฟนทุเรียนสักเท่าไร แต่เมื่อลองชิมแล้วกลับอยากกินไม่หยุดเลย โดยเชฟใช้ทุเรียนหมอนทองดิบ นำเนื้อไปคลุกเครื่องปรุงและขึ้นย่างบนเตาทันดูรี เวลาเสิร์ฟให้เรากินจะมาพร้อมน้ำแกง Saag ผสมกระเจี๊ยบและผักโขม ให้ราดลงบนทุเรียนและตักวางบนแผ่นโรตี กินพร้อมเครื่องเคียง ซอส และผักดองต่างๆ รสชาติกลมกล่อม ครีมมี่ หอมเครื่องเทศ มีทั้งความนุ่มกรอบ เป็นเมนูที่น่าประทับใจมาก

 

 

หลังจากนั้นเป็นไอศกรีมดอกไม้ป่าอินเดีย และของหวานชื่อ ‘Patori’ เกี๊ยวไส้มะพร้าวกับน้ำตาลโตนด และ ‘Mithai’ ที่แปลว่าขนมหวานอินเดีย ซึ่งเชฟทำเป็นคำเล็กๆ หลายๆ อย่างมาให้ลอง

 

 

Good for

 

Gaa เสิร์ฟอาหารอินเดียได้ไม่เหมือนใคร ทั้งรสชาติและประสบการณ์ อาจเพราะวัตถุดิบ เทคนิคการทำอาหาร การนำเสนอเมนูต่างๆ รวมถึงการหยิบอาหารอินเดียมาผสมกับวัฒนธรรมชาติอื่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีกลิ่นอายญี่ปุ่น ไทย จีน เรียกว่าเป็นอาหารอินเดียสมัยใหม่ก็ไม่ผิดนัก และนั่นทำให้เรารู้สึกชอบเป็นพิเศษ

 

ถ้าใครอยากลองชิมอาหารอินเดียระดับ 2 ดาวมิชลิน นี่คือร้านที่ควรอยู่ในลิสต์

 

Gaa

Address: ซอยสุขุมวิท 53

Open: ทุกวัน เวลา 17.30-00.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ เพิ่มมื้อกลางวัน เวลา 12.00-15.00 น.)

Contact: Gaa

Budget: คอร์สละ 4,700++ บาทต่อคน

Map:

 

 

The post Gaa ร้านอาหารอินเดีย 2 ดาวมิชลินที่ต้องลองสักครั้งในชีวิต appeared first on THE STANDARD.

]]>
เชฟ Garima จาก Gaa, เชฟ DK จาก Haoma และเชฟ Paco แห่ง Ojo มีชื่อเข้าชิงรางวัล The Best Chef 2022 https://thestandard.co/garima-dk-paco-the-best-chef-2022/ Sat, 03 Sep 2022 08:18:29 +0000 https://thestandard.co/?p=675938

รางวัลใหญ่ที่คนในวงการอาหารต้องไม่พลาดติดตามอีกเวทีหนึ่ […]

The post เชฟ Garima จาก Gaa, เชฟ DK จาก Haoma และเชฟ Paco แห่ง Ojo มีชื่อเข้าชิงรางวัล The Best Chef 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>

รางวัลใหญ่ที่คนในวงการอาหารต้องไม่พลาดติดตามอีกเวทีหนึ่งก็คือ รางวัล The Best Chef ที่เป็นการจัดอันดับเชฟยอดเยี่ยมระดับโลก เพื่อยกย่องนักทำอาหารที่น่าชื่นชม 

 

ในแต่ละปีจะมีเชฟ 100 คนจากทั่วโลกมีชื่อเข้าชิงอันดับ ซึ่งจะมีการประกาศผลในเทศกาลใหญ่ที่จะจัดขึ้นในประเทศหนึ่งๆ พร้อมกับกิจกรรมเปิดให้คนที่สนใจซื้อบัตรมาเข้าร่วมได้ เช่น งานทอล์ก งานวิทยาศาสตร์และอาหาร ก่อนปิดท้ายด้วยงานกาล่าประกาศรางวัล

 

ปีนี้งานจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 พร้อมประกาศรายชื่อเชฟที่ได้เข้าชิงอันดับมาให้ทราบกันแล้วด้วย และเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเหมือนกันที่ได้เห็น 3 เชฟผู้มีร้านอาหารในกรุงเทพฯ มีชื่ออยู่ในลิสต์

 

ได้แก่ ‘เชฟ Francisco Paco Runao’ แห่งร้านอาหาร Alcalde ประเทศเม็กซิโก เจ้าของรางวัล Latin America’s 50 Best Restaurants โดยเชฟบินมาออกแบบเมนูให้ร้านเม็กซิกันแห่งใหม่ Ojo ในโรงแรมเดอะ สแตนดาร์ด แบงค็อก มหานคร

 

ตามด้วย ‘เชฟ Deepanker Khosla’ เจ้าของร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งสไตล์นีโอ-อินเดียน Haoma ในซอสสุขุมวิท 31 และ ‘เชฟ Garima Arora’ แห่งร้านอาหารอินเดียไฟน์ไดนิ่งสมัยใหม่ Gaa ในซอยสุขุมวิท 53 ก็มีชื่อเข้าชิงเช่นกัน

 

งานประกาศรางวัลครั้งนี้จะจัดขึ้นที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน ในวันที่ 18-20 กันยายน 2022 โดยการประกาศอันดับจะจัดขึ้นในวันสุดท้าย ณ อาร์ตแกลเลอรี Galería de Cristal สามารถติดตามผลรางวัลได้ที่ The Best Chef 

 

ภาพ: Gaa, The Best Chef

The post เชฟ Garima จาก Gaa, เชฟ DK จาก Haoma และเชฟ Paco แห่ง Ojo มีชื่อเข้าชิงรางวัล The Best Chef 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
Pru, Cote By Mauro Colagreco และ Gaa กับ 3 รางวัลพิเศษจากมิชลิน ไกด์ เล่มล่าสุด 2022 https://thestandard.co/pru-cote-by-mauro-colagreco-gaa-3-michelin-guide-2022/ Thu, 16 Dec 2021 05:07:41 +0000 https://thestandard.co/?p=572045 มิชลิน ไกด์

เช้าวันที่ 16 ธันวาคม 2564 หลังจากที่ทางมิชลิน ไกด์ ประ […]

The post Pru, Cote By Mauro Colagreco และ Gaa กับ 3 รางวัลพิเศษจากมิชลิน ไกด์ เล่มล่าสุด 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
มิชลิน ไกด์

เช้าวันที่ 16 ธันวาคม 2564 หลังจากที่ทางมิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ได้เผยโฉมรายชื่อของร้านอาหารที่ได้รับรางวัลในไกด์บุ๊กเล่มที่ 5 หรือ ​​‘มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ ภูเก็ต และพังงา 2565’ เป็นที่เรียบร้อย ในช่วงท้ายของงานก็ยังมีการประกาศอีก 3 รางวัลพิเศษ เป็นรางวัลที่ริเริ่มขึ้นมาในปีที่แล้วเป็นครั้งแรก

 

ซึ่งความพิเศษของทั้งสามรางวัลก็คือ โดยปกติแล้วรางวัลดาวมิชลินนั้นจะมอบให้กับร้านอาหารไม่ใช่ตัวบุคคล แต่สองในสามรางวัลอย่าง Michelin Guide Young Chef Award และ Michelin Guide Service Award นั้น จะเป็นครั้งแรกที่ถูกมอบให้กับตัวบุคคล เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเชฟและทีมงานทุกคน สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลทั้ง 3 รางวัลในปีนี้ ได้แก่

 

 

Michelin Green Star มอบให้แก่ร้านอาหารที่ดำเนินกิจการภายใต้นโยบายความยั่งยืน ผู้ที่ได้รับดาวเขียวในปีนี้ ได้แก่ Pru จากจังหวัดภูเก็ต

 

 

Michelin Guide Young Chef Award รางวัลสำหรับเชฟหน้าใหม่ในร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลิน โดยผู้ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ได้แก่ เชฟการิมา อโรรา จากร้านอาหาร Gaa ร้านอาหารอินเดียสไตล์โมเดิร์น ที่ในปีนี้ Gaa ก็ได้รับรางวัลดาวมิชลิน 1 ดวงได้สำเร็จ

 

 

Michelin Guide Service Award โดยผู้ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ ได้แก่ Thibaud Charlemarty Restaurant Manager จาก Cote By Mauro Colagreco ที่ในปีนี้ก็ได้รับรางวัลมิชลิน 1 ดาวด้วยเช่นกัน

 

ดูรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลทั้งหมดในปีนี้ได้ที่: 

 

#MICHELINSTAR22 #MICHELINGUIDETH 

 

ภาพ: Courtesy of Michelin Guide

The post Pru, Cote By Mauro Colagreco และ Gaa กับ 3 รางวัลพิเศษจากมิชลิน ไกด์ เล่มล่าสุด 2022 appeared first on THE STANDARD.

]]>
TASTE: HERE ห้องนั่งเล่นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายอาหาร Modern Indian โดยเชฟจาก Gaa https://thestandard.co/gaa-modern-indian-restaurant/ Wed, 14 Apr 2021 12:46:24 +0000 https://thestandard.co/?p=475988

Gaa คือร้านอาหารอินเดียไฟน์ไดนิ่งมากรางวัลโดยเชฟสาวชาวอ […]

The post TASTE: HERE ห้องนั่งเล่นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายอาหาร Modern Indian โดยเชฟจาก Gaa appeared first on THE STANDARD.

]]>

Gaa คือร้านอาหารอินเดียไฟน์ไดนิ่งมากรางวัลโดยเชฟสาวชาวอินเดีย การิมา อะโรรา (Garima Arora) ซึ่งเดิมที่ตั้งอยู่ในซอยหลังสวน ก่อนที่จะย้ายทำเลมายังบ้านใหม่ในซอยสุขุมวิท 53 ช่วงปลายปี 2020 โดยบ้านใหม่ที่ใหญ่ขึ้นนั้นเอื้ออำนวยให้เชฟได้ทำตามความฝันอีกอย่างคือ การทำร้านอาหารอินเดียสไตล์โมเดิร์นแคชวล แบบที่ใครก็มาได้เรื่อยๆ และไม่ไฟน์ไดนิ่งจ๋าแบบ Gaa และ HERE ก็เกิดขึ้น 

 

 

ด้วยความประจวบเหมาะที่ทำเลใหม่ สร้างจากบ้านทรงไทยอายุเก่าแก่กว่า 60 ปี ซึ่งยกโครงทั้งหลังจากพระนครศรีอยุธยามาประกอบที่นี่ และปรับเปลี่ยนใต้ถุนบ้านโล่งเตียนให้กลายสภาพเป็นห้องนั่งเล่นอันเป็นที่ตั้งของ HERE ส่วนชั้นบนคือบ้านใหม่ของ Gaa

 

 

ตัวร้านให้บรรยากาศสบายๆ มิกซ์แอนด์แมตช์เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นให้ดูไม่เข้ากัน เหมือนเป็นห้องนั่งเล่นในบ้านคนทั่วไป ซ้ายมือเป็นห้องเก็บไวน์แบบควบคุมอุณหภูมิ มีลิสต์ไวน์โลกเก่าหลายฉลากให้เลือกจับคู่กับอาหารอินเดีย เพราะเชฟการิมา ตั้งใจออกแบบให้อาหารทุกจานที่ร้านกินคู่กับไวน์ได้หมด หรือจะสั่งค็อกเทล ม็อกเทล จากบาร์ทองเหลืองด้านในสุดก็ได้

 

 

เชฟการิมา ตั้งใจให้ทุกคนได้ลิ้มลองอาหารอินเดียในแบบที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก จึงเลือกสรรรสชาติและเทคนิคการทำอาหารอินเดียหลากหลายจากทั่วทุกภูมิภาค ด้วยเหตุนี้เราอาจจะเห็นจานที่ดูไม่เหมือนอาหารอินเดีย หรือบางเมนูหน้าตาแตกต่างไปจากที่เสิร์ฟกันปกติ แต่รสชาติยังคงตามแบบฉบับดั้งเดิม

 

 

ทีมครัวที่ HERE กับ Gaa เป็นทีมเดียวกัน คอนเซปต์อาหารจะเน้นความเป็นอาหารอินเดียสมัยใหม่ ทั้งเรื่องของการนำเสนอ เทคนิคที่ผสมผสานกับการทำอาหารดั้งเดิม โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นอาหารจากภูมิภาคไหน เพราะเชฟหยิบจับองค์ประกอบและจุดเด่นของอาหารอินเดียทั้งหมดมานำเสนอ โดยเฉพาะเมนูที่คนไทยยังไม่คุ้นชิน

 

เมนูอาหารมีสองแบบ ระหว่างเมนูอาหารเช้า เสิร์ฟตั้งแต่ร้านเปิดจนถึงเที่ยงตรง เชฟค่อนข้างภูมิใจเสนอ เพราะเป็นอาหารประเภทที่เราไม่สามารถหาจากนอกบ้าน เพราะเป็นเมนูที่เหล่าแม่ๆ จะทำให้ลูกและคนในครอบครัวรับประทานเป็นมื้อเช้า รสชาติสไตล์โฮมมี่ เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน

 

หลังจากนั้นจะเป็นเมนู All Day Dining แบบจัดเต็ม ควบคู่กับอาหารพิเศษที่เชฟและทีมทยอยรังสรรค์และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทุกเดือน เมนู All Day Dining รสชาติจะจัดจ้านและเข้มข้นขึ้น มีความเป็นอินเดียสตรีทฟู้ด จับคู่กับไวน์ได้ง่าย และเหมาะสำหรับสั่งมาแบ่งกันรับประทานหลายคน

 

 

เริ่มต้นด้วย Betel Leaf Chaat (250 บาท) ใบชะพลูทอดราดซอสโยเกิร์ตมะขาม และเมล็ดทับทิม ความกรอบ ความเย็น และรสเปรี้ยวหวานเค็มผสมกันชวนเรียกน้ำย่อยได้ดี

 

Crispy Squid Koliwada (360 บาท) จานนี้ได้ไอเดียมาจากอาหารแถบเมืองชายฝั่งอินเดีย ปลาหมึกชุบแป้งทอด บีบมะนาวให้ทั่วแล้วดิปมาโยขึ้นฉ่าย ต่อด้วย Spicy Poppadum Chicken (325 บาท) ไก่ชุบแป้งปาปาดัมกับถั่วดาวปั้นก้อนกลมแล้วชุบแป้งทอด มีกลิ่นของส้มยูซุเล็กน้อย กินพร้อมสลัดแตงกวามะเขือเทศ

 

 

Goan Chilli Beef Tartare (350 บาท) บีฟทาร์ทาร์รสเผ็ดที่เชฟหมักเนื้อกับพริกแดง ท็อปด้วยไข่เยิ้ม กินกับข้าวเกรียบแป้งสาคู คลุกเคล้าไข่แดงกับเนื้อแล้วแย่งกันจิ้มข้าวเกรียบกับสาคูกันได้เลย

 

Gaa Corn: If You Know You Know (380 บาท) จานนี้เป็นไฮไลต์และหนึ่งในความทรงจำของหลายๆ คนที่เคยไปดินเนอร์ที่ Gaa เพราะนี่คือข้าวโพดอ่อนย่างสูตรเด็ดในตำนานที่ตอนนี้สั่งแบบอะลาคาร์ตได้แล้ว เชฟย่างข้าวโพดอ่อนกับพริกแดงและเกลือดำ เสิร์ฟพร้อมนมข้าวโพดข้นๆ จิ้มเพื่อความอร่อยยิ่งขึ้น

 

Lamb Keema, Potato Salli and Butter Bread (390 บาท) เชฟย่อส่วนแกงแกะบดมาทำเป็นขนมปังเนยสดสอดไส้แกงแกะ โรยมันฝรั่งกรอบ

 

 

หากไม่ทานแกะ ก็มีเมนูไก่และกุ้งรอให้ชิม Tamarind-glazed Tandoori Chicken (380 บาท) ไก่เคลือบซอสมะขามย่างในเตาทันดูร์แบบดั้งเดิม กับสลัดผักซอสกระเทียมหอมใหญ่ กินเพลินสุดๆ Kaffir Lime Grilled Prawns (550 บาท) กุ้งย่างตัวโตๆ หมักขมิ้น โยเกิร์ต มัสตาร์ด และชีสอินเดียรสเข้มข้น เสิร์ฟคู่กับแป้งข้าวโพดกรอบและอะโวคาโดผสมใบกะหรี่

 

 

Homemade Butter, Fried Green Chillies, Tomato and Sourdough (290 บาท) นานพิซซ่าท็อปด้วยพริกทอด

 

 

ตบท้ายด้วยของหวาน ไอศกรีมแท่งสไตล์อินเดีย แนะนำ Peanut Butter, Dark Chocolate Kulfi (110 บาท) รสเนยถั่วและดาร์กช็อกโกแลต หรือ Yuzu, Pickled Lime Kulfi (110 บาท) ไอศกรีมแท่งสไตล์อินเดียรสส้มยูซุและมะนาวดอง

 

What You Should Know:

  • อาหารเช้าให้บริการตั้งแต่เวลา 07.30-12.00 น. หลังจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นเมนู All Day และ Dinner
  • จอดรถได้ที่ M.P.K. Apartment หัวมุมซอยก่อนถึงตัวร้าน

 

HERE

Open: ทุกวัน 07.30-23.00 น.

Address: ซอยสุขุมวิท 53

Budget: 1,000-2,000 บาท

Contact: 09 7140 5647

Website: www.herebkk.com

Map: 

 

 

The post TASTE: HERE ห้องนั่งเล่นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายอาหาร Modern Indian โดยเชฟจาก Gaa appeared first on THE STANDARD.

]]>
ร้านอาหาร Gaa คว้าอันดับ 15 จากการประกาศรางวัล Asia’s 50 Best Restaurants ประจำปี 2020 https://thestandard.co/gaa-restaurant-received-15-place-from-asias-50-best-restaurants-2020/ Tue, 24 Mar 2020 09:20:29 +0000 https://thestandard.co/?p=345808

เข้าชาร์ตมาด้วยตำแหน่ง Highest Entry เมื่อปีที่แล้ว (20 […]

The post ร้านอาหาร Gaa คว้าอันดับ 15 จากการประกาศรางวัล Asia’s 50 Best Restaurants ประจำปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>

เข้าชาร์ตมาด้วยตำแหน่ง Highest Entry เมื่อปีที่แล้ว (2019) ในอันดับที่ 16 และ Gaa ก็ยังเป็นที่น่าจับตามองไม่หยุด เมื่อ การิมา อะโรรา (Garima Arora) เอ็กเซ็กคิวทีฟเชฟสาวของร้าน คว้ารางวัลชนะเลิศ Elit® Vodka Asia’s Best Female Chef 2019 และได้รับดาวมิชลินดวงแรกในปีเดียวกัน ทำให้กลายเป็นเชฟหญิงจากอินเดียคนแรกที่คว้าดาวมาได้

 

Gaa มีชื่อเสียงจากการนำรสชาติจากอินเดีย ประเทศบ้านเกิดของเชฟการิมา มาผสมผสานกับวัฒนธรรมการกินและวัตถุดิบในประเทศไทย ด้วยเทคนิคการปรุงอาหารและถนอมอาหารอันเป็นจุดเด่นของที่นี่ ที่ได้รับการยกย่องว่าหยิบอาหารอินเดียมาทำได้ไม่เหมือนใคร ทั้งยังเป็นร้านแรกๆ ในกรุงเทพฯ ที่มีการจับคู่อาหารกับน้ำผลไม้ โดยการเสิร์ฟ Juice Pairing นอกเหนือจาก Wine Pairing ด้วย

 

ใครอยู่บ้านแล้วอยากชิมอาหารจาก Gaa อดใจรอสัปดาห์หน้า เพราะเขากำลังจะออกเมนูดิลิเวอรีมาให้ชิมกันถึงบ้าน ติดตามรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/gaabangkok/ 

 

ภาพ: Courtesy of the Restaurants

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ร้านอาหาร Gaa คว้าอันดับ 15 จากการประกาศรางวัล Asia’s 50 Best Restaurants ประจำปี 2020 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประกาศแล้ว เปิดรายชื่อสุดยอดความอร่อย มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพังงา ปี 2019! https://thestandard.co/michelinguideth19/ https://thestandard.co/michelinguideth19/#respond Wed, 14 Nov 2018 04:23:24 +0000 https://thestandard.co/?p=147338

มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพังงา ประจำปี 2019 เ […]

The post ประกาศแล้ว เปิดรายชื่อสุดยอดความอร่อย มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพังงา ปี 2019! appeared first on THE STANDARD.

]]>

มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพังงา ประจำปี 2019 เปิดตัวแล้ว โดยถือเป็นมิชลิน ไกด์ฉบับที่ 2 ของเมืองไทย โดยหลังจากฉบับปฐมฤกษ์เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งมีการจัดลิสต์เฉพาะเพียงร้านอาหารในเขตกรุงเทพมหานคร ปีนี้พิเศษยิ่งขึ้น ด้วยการเสริมรายชื่อร้านอาหารในจังหวัดทางภาคใต้ ด้วยการเสริมจังหวัดภูเก็ตและพังงาเข้าด้วยกัน นับเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหารให้มาแรงยิ่งขึ้นตามนโยบายของ ททท.

 

งานเปิดตัวและประกาศรายชื่อร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในลิสต์ของสมุดปกแดงเล่มนี้ จัดขึ้น ณ โรงแรม Park Hyatt กรุงเทพฯ ซึ่งมีทั้งเชฟชื่อดังและคนทำงานในอุตสาหกรรมร้านอาหารมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง รวมถึง นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเคยกล่าวว่า “การมาถึงของมิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ นั้นเป็นหมุดหมายที่สำคัญด้านการท่องเที่ยวและอาหารของประเทศไทย” ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทุ่มทุนถึง 143.50 ล้านบาทในการตีพิมพ์มิชลิน ไกด์ บุ๊ก ดังกล่าว โดยมีกรอบระยะเวลา 5 ปี จนถึงปี 2021

 

จากปี 2018 ที่มีร้านที่ได้รับการติดดาวมิชลินทั้งหมด 17 ร้าน (นับรวมร้านที่ได้ดาว 2 ดวง และ 1 ดวง อ่านรายละเอียดได้ที่ เปิดตัวแล้ว มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ!)

 

ส่วนร้านที่ได้รับการติดดาวอันเป็นสัญลักษณ์ความอร่อยจากมิชลินในมิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพังงา ปี 2019 ที่เพิ่งประกาศไปสดๆ ร้อนๆ มีดังนี้

 

ร้านมิชลิน 1 ดาว หรือร้านอาหารที่อาหารได้มาตรฐานสูงอย่างต่อเนื่อง และเป็นร้านอาหารที่ควรแวะไปชิม (A good place to stop on the journey) มีจำนวน 23 ร้าน ดังนี้

  1. Bo.Lan กรุงเทพฯ
  2. Chim by Siam Wisdom กรุงเทพฯ
  3. Elements โรงแรม ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ กรุงเทพฯ
  4. Ginza Sushi Ichi กรุงเทพฯ
  5. J’AIME by Jean-Michel Lorain กรุงเทพฯ
  6. เจ๊ไฝ กรุงเทพฯ
  7. L’Atelier de Joël Robuchon กรุงเทพฯ
  8. Nahm กรุงเทพฯ
  9. Paste กรุงเทพฯ
  10. Saneh Jaan (เสน่ห์จันทน์) กรุงเทพฯ
  11. Savelberg กรุงเทพฯ
  12. Sra Bua by Kiin Kiin กรุงเทพฯ
  13. Upstairs at Mikkeller กรุงเทพฯ
  14. Canvas กรุงเทพฯ (ร้านใหม่)
  15. GAA กรุงเทพฯ (ร้านใหม่)
  16. Le Du กรุงเทพฯ (ร้านใหม่)
  17. เมธาวลัย ศรแดง กรุงเทพฯ (ร้านใหม่)
  18. PRU ภูเก็ต (ร้านใหม่)
  19. R.HAAN กรุงเทพฯ (ร้านใหม่)
  20. เรือนปั้นหยา สมุทรสาคร (ร้านใหม่)
  21. Saawaan กรุงเทพฯ (ร้านใหม่)
  22. Sorn กรุงเทพฯ (ร้านใหม่)
  23. สวนทิพย์ นนทบุรี (ร้านใหม่)

 

ร้านมิชลิน 2 ดาว หรือร้านที่อาหารผ่านการปรุงอย่างดีเลิศ คุ้มค่า แม้จะต้องอ้อมเส้นทางไปลิ้มลอง โดยคุณภาพอาหารมีความประณีตและโดดเด่น (Worth a detour) มีจำนวน 4 ร้าน ได้แก่

  1. Gaggan กรุงเทพฯ
  2. Le Normandie โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ
  3. Mezzaluna โรงแรมเลอบัว กรุงเทพฯ
  4. Sühring กรุงเทพฯ (ปีที่แล้วได้ 1 ดาวมิชลิน)

 

โดยสรุปแล้วปีนี้มีร้านที่ได้รับการติดดาวมิชลินเข้าใหม่มาในโผจำนวน 10 ร้าน

 

นอกจากร้านที่ได้รับการติดดาวแล้ว ยังได้มีร้านที่ได้รับการจัดหมวดให้อยู่ภายในเล่มอีกหลายประเภท อาทิ บิบ กูร์มองด์ รางวัลสำหรับร้านอาหารที่มีรสชาติที่ดี รับประทานง่าย และราคาสบายกระเป๋า และ มิชลิน เพลท รางวัลที่มอบให้กับร้านอาหารคุณภาพดีที่ใช้วัตถุดิบคุณภาพสดใหม่และปรุงอย่างพิถีพิถัน ซึ่งโดยรวมแล้วมีร้านอาหารอยู่ในลิสต์ทั้งหมดจำนวนมากถึง 217 ร้านเลยทีเดียว

 

ทั้งนี้คาดว่ามิชลิน ไกด์เล่มนี้จะสามารถช่วยกระตุ้นตัวเลขการท่องเที่ยวตามนโยบายการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ของกระทรวงการท่องเที่ยว โดยผู้ตรวจสอบของมิชลินทำงานอย่างไม่เปิดเผยตัว เนื่องจากเป็นกฎเหล็กของบริษัท และไม่ใช่เพียงแค่ร้านอาหารที่ไปชิมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงครอบครัว คนใกล้ชิด และสื่อมวลชน กระทั่งผู้บริหารระดับสูงของมิชลินเองก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ให้คะแนน

 

กรรมการทำงานนอกสถานที่เดือนละ 3 สัปดาห์ ผู้ตรวจสอบเดินทางราว 30,000 กิโลเมตรในฐานะลูกค้าคนหนึ่งเพื่อชิมอาหาร 250 มื้อ และเช็กอินในโรงแรมกว่า 160 แห่ง เพื่อจัดทำหนังสือมิชลิน ไกด์ เล่มดังกล่าว

 

ผู้ทำการตรวจสอบไม่จำเป็นต้องเป็นชาติเจ้าของอาหารเสมอไป แต่ต้องมีความรู้เรื่องอาหาร และต้องเข้าใจในรสอาหารของชาติที่ไปตรวจสอบ

 

สามารถเปิดดูรายชื่อร้านอาหารที่มิชลินระบุในไกด์บุ๊กได้เต็มๆ ในมิชลิน ไกด์ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และพังงา ประจำปี 2019 ได้ตามร้านหนังสือทั่วไป และทาง guide.michelin.com/th/bangkok

 

อ่านเรื่อง ชำแหละดาวมิชลิน ตอนที่ 1 กับเหตุผลที่การท่องเที่ยวไทยอยากได้มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ​ ได้ที่นี่

 

อ่านเรื่อง อร่อยระดับโลก แต่ราคาฟู้ดคอร์ต! บิบ กูร์มองด์ รางวัลมิชลินสำหรับอาหารบ้านๆ ที่คนไทยเอื้อมถึงได้ที่นี่

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

The post ประกาศแล้ว เปิดรายชื่อสุดยอดความอร่อย มิชลิน ไกด์ ฉบับกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพังงา ปี 2019! appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/michelinguideth19/feed/ 0
GAA อร่อยไร้พรมแดนจากวัตถุดิบท้องถิ่นและน้ำผลไม้แพริง https://thestandard.co/lifestyle-restaurant-and-bar-gaa/ https://thestandard.co/lifestyle-restaurant-and-bar-gaa/#respond Thu, 29 Jun 2017 06:13:24 +0000 https://thestandard.co/?p=10771

     เมื่อหลายคนทราบว่า เชฟการิมา อ […]

The post GAA อร่อยไร้พรมแดนจากวัตถุดิบท้องถิ่นและน้ำผลไม้แพริง appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เมื่อหลายคนทราบว่า เชฟการิมา อะโรรา (Garima Arora) มาเปิดร้าน GAA (กา) ก็คงเชื่อมั่นว่าเป็นร้านอาหารอินเดียแน่นอน แต่ไม่ใช่เลย ที่นี่ไม่เน้นเครื่องเทศหนักขนาดนั้น และแทบมองไม่ออกว่าเป็นอาหารสัญชาติไหน มีเพียงกลิ่นอายบางอย่างที่ทำให้เราเชื่อแบบนั้น เธอเรียกอาหารของตัวเองว่า ‘Local Product, Eclectic Flavors’ ซึ่งเธออธิบายว่าเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ได้จากภายในประเทศมาปรุงอาหารที่อร่อย (ซึ่งเชฟหลายคนก็บอกเช่นนี้เหมือนกัน)

 

 

The Vibe

     ตึกสองคูหาทาทับด้วยสีชมพูและสีเหลืองสด ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านอาหารอันดับ 1 ของเอเชีย Gaggan ภายในตกแต่งเรียบหรู แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นร้านอาหารปูผ้าขาว มีความเก๋ในลูกเล่นการตกแต่งด้วยงานไม้และเหล็ก ผนังที่ไม่ได้เนี้ยบ แต่ดูเก๋ รวมถึงโครงสร้างบ้านเก่าที่ทำให้ตัวร้านมีความสลับซับซ้อน มุมที่สวยที่สุดเป็นโต๊ะยาวที่มีฉากหลังเป็นภาพวาดหญิงสาว ซึ่งเราเดาเอาเองว่าเป็นเชฟการิมากระมัง

 

 

The Dishes

     อาหารมีให้เลือกเพียงเทสติงเมนู 8 คอร์ส (1,800 บาท) และ 12 คอร์ส (2,400 บาท) ในสไตล์เอ็กเล็กทริก (eclectic) ที่เรามองว่ามันข้ามเส้นแบ่งสัญชาติของอาหาร ด้วยเทคนิคสมัยใหม่ที่เธอสั่งสมมาจากการทำงานที่ Noma และ Gaggan แน่นอนว่าเร็วๆ นี้เมนูนี้ก็จะเปลี่ยนไปพร้อมวัตถุดิบตามฤดูกาล แนะนำว่าให้รีบไปโดยด่วน

 

 

     เริ่มที่ Crispy Cabbage กะหล่ำปลีอบกรอบไส้พริกหวานและมะระย่าง  Chicken Liver แครกเกอร์ ลิ้นจี่ และตับไก่เย็นๆ หั่นชิ้นมาเต็มแครกเกอร์ คอร์สต่อมาดีงามที่สุด Organic Young Corn ใครเกลียดข้าวโพดอ่อนต้องหลงรักเมนูนี้ ข้าวโพดย่างกับเกลือ ปาปริก้า และมะนาว คล้ายข้าวโพดย่างแบบเม็กซิกัน แต่รสไม่จัดเท่า จิ้มกับซอสน้ำนมข้าวโพด Crayfish กุ้งเครย์ฟิชหอมไหม้ๆ กับซอสเซียนท้อ (คล้ายอะโวคาโด) และแครกเกอร์อินเดีย Goat Milk Cheese ชีสนมแพะ ผักชีฝรั่งซอย และผักกาดฮีนอบแห้ง (ใช้กับลาบอีสาน) Dumpling แป้งไส้ถั่วดาลอุ่นๆ กับมะเขือเทศชัตนีย์ ราดด้วยซุปพีโสะ (ซุปมิโสะที่ทำจากถั่วพี)

 

 

     มาที่อาหารจานที่จริงจังขึ้น Fish Khanom-La ขนมลาภาคใต้กับทาโกเม็กซิกันรวมกันมาในหนึ่งคำ ไส้เนื้อปลาเก๋ากับฮันนี่มัสตาร์ด Crab Cauliflower โมจิมันฝรั่งกับเนื้อปูและดอกกะหล่ำย่างในซอสครีมเต้าหู้ 

 

 

     Pork Ribs ซี่โครงหมูหมักมิโสะผสมโคจิ นำไปย่างแล้วโรยด้วยทับทิม หอมซอย และต้นหอม กินกับขนมปังปูรี ครีมไข่แดงเค็ม และผักดอง Butter and Pav ขนมปังไส้แกงกะหรี่แกะผสมเครื่องเทศคั่วกลิ้ง ปาดด้วยเนยโฮมเมดสีขาวรสเปรี้ยว

 

 

    ตบท้ายที่ของหวาน Soft Serve ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ 3 รส Jaggery Coriander ซอฟต์เสิร์ฟรสน้ำตาลโตนดอินเดีย เมล็ดผักชี และเยลลี่ชาหมักในโคนแป้งสาลีคั่วอบแห้ง Turmeric ซอฟต์เสิร์ฟรสขมิ้น โรยด้วยดอกคำฝอยในโคนงาดำ และ Bee Wax ซอฟต์เสิร์ฟไขผึ้งกับโคนเกสรผึ้ง ราดด้วยน้ำผึ้งป่า และ 4 Elements of Chocolate ช็อกโกแลตที่ให้เนื้อสัมผัส 4 แบบ ที่เก๋คือเป็นใบชะพลูเคลือบช็อกโกแลตครึ่งใบ กับผงยี่หร่าและเยลลี่คอมบูชะ

 

The Drinks

     ฉีกแนวของการแพริงอาหารกับไวน์ด้วยทางเลือกแพริงกับน้ำผลไม้โฮมเมดแทน 3 คอร์ส (500 บาท) และ 5 คอร์ส (700 บาท) แก้วแรกเป็น Strawberry Kombucha ชาหมักคอมบูชะที่รสเปรี้ยวกำลังดี แถมหอมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี่ กินคู่กับอาหาร 3 คอร์สแรก แก้วต่อมา Pumpkin, Mango, Kaffir Lime รสไม่เยอะ ให้กลิ่นฟักทองตามด้วยรสเปรี้ยวหวานของมะม่วง กินกับกุ้งเครย์ฟิช Roselle, Dry Spice น้ำกระเจี๊ยบที่มีความหอมของอบเชยเพิ่มเข้ามา จับคู่กับชีสนมแพะและแป้งไส้ถั่วดาล Guava, Mint, Chilli น้ำฝรั่งที่ซ่อนกลิ่นมินต์และพริกชี้ฟ้าเขียว กินกับขนมลาและเนื้อปูดอกกะหล่ำ และ Green Apple, Basil รสเปรี้ยวของแอปเปิ้ลเขียวกับโหระพาฉุนๆ ไว้ดื่มคู่กับอาหารคาวคอร์สสุดท้าย

 

GAA

Open: 18.00-23.00 น.

Address: 68/4 ซอยหลังสวน ถนนเพลินจิต ลุมพินี กรุงเทพฯ

Budget: 8 คอร์ส ราคา 1,800++ บาท และ 12 คอร์ส ราคา 2,400++ บาท

Contact: 09 1419 2424

Page: www.facebook.com/gaabangkok หรือ www.gaabkk.com

Map: 

 

The post GAA อร่อยไร้พรมแดนจากวัตถุดิบท้องถิ่นและน้ำผลไม้แพริง appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/lifestyle-restaurant-and-bar-gaa/feed/ 0
อัปเดตฟู้ดเทรนด์ เมื่ออาหารเริ่ม ‘ไร้สัญชาติ’ และ ‘วัตถุดิบท้องถิ่น’ คือพระเอก https://thestandard.co/lifestyle-eat-and-drink-local-ingredient-food/ https://thestandard.co/lifestyle-eat-and-drink-local-ingredient-food/#respond Wed, 14 Jun 2017 11:39:30 +0000 https://thestandard.co/?p=6715

     เรามองว่าวัฒนธรรมการกินของเรากับชาว […]

The post อัปเดตฟู้ดเทรนด์ เมื่ออาหารเริ่ม ‘ไร้สัญชาติ’ และ ‘วัตถุดิบท้องถิ่น’ คือพระเอก appeared first on THE STANDARD.

]]>

     เรามองว่าวัฒนธรรมการกินของเรากับชาวต่างชาติมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่น เรามักจะได้ยินจากเชฟชาวต่างชาติหลายคนบอกว่า “ทุกอย่างที่อยู่ในจานอาหารจะต้องกินได้” ภาพของการกินอาหารแบบฝรั่งจึงต้องกินจนเกลี้ยงจานแบบไม่ต้องเช็ดล้าง เอาขนมปังปาดซอสได้ก็ปาด แต่ต้องอร่อยถูกปากนะ

     โดยส่วนตัวเราคิดว่า วงการอาหารของไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความพยายามพัฒนาให้อาหารไทยเดินไปในทางของอาหาร ‘ฟิวชัน’ หรือ ‘โมเดิร์น’ (ตามแต่ที่เชฟแต่ละคนยินดีที่จะให้เราเรียกแบบไหน) ซึ่งเป็นการผสมผสานรสชาติกันระหว่างอาหารหลายสัญชาติ หรือการที่อาหารแต่ละชาติเลือกนำวัตถุดิบที่ไม่เคยมีอยู่ในอาหารของประเทศตนมาใช้ แนวทางดังกล่าวไม่ใช่ไม่ดี เพราะในแง่หนึ่งเป็นความพยายามที่จะทำให้ชาวต่างชาติเข้าใจอาหารไทยได้ง่ายขึ้น

 

อาหารมื้อพิเศษจากร้าน KRBB โดยเชฟวีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์

     

     ปัจจุบันนี้กระแสอาหารฟิวชันหรือโมเดิร์นก็ร่วงโรยไปตามกาลเวลา และแวดวงอาหารในโลกสมัยใหม่ก็มีการหยิบยืมเทคนิค ตลอดจนวัตถุดิบของกันและกันไปใช้ จนช่วงหลังๆ เราเริ่มจะเห็นว่าเกิดเทรนด์ที่บรรดาเชฟรุ่นใหม่ๆ เริ่มทำอาหารแบบ ‘ไร้สัญชาติ’ ซึ่งอาศัยเพียงเทคนิคการทำอาหารสากลสมัยใหม่ (ที่อนุมานได้ว่า ส่วนใหญ่แล้วเป็นการนำเทคนิคการทำครัวของอาหารฝรั่งเศส) มานำเสนอผ่านวัตถุดิบท้องถิ่นเป็นหลัก กลายเป็นอาหารที่อร่อยและเข้าใจได้ง่าย เป็นอันว่าจบ

 

อาหารจากร้าน Canvas โดยเชฟไรลีย์ แซนเดอร์ส

     

     เช่นเดียวกับร้านอาหาร Noma ของเชฟเรเน เรดซิพี (René Redzepi) ที่เป็นรายแรกๆ ซึ่งทำอาหารในแนวทางนี้ แต่เดิมแล้ว Noma มีต้นสาขาอยู่ที่โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก และต่อมาเชฟเรเนก็ตระเวนย้ายตัวเองไปทำอาหารในแต่ละเมืองทั่วโลก

     เชฟเรเนบอกกับเชฟผู้ช่วยถึงเรื่องการนำเสนออาหารที่แตกต่างจากร้าน Noma ในเดนมาร์ก ผ่านสารคดีอาหาร ‘Ants on a Shrimp’ ถึงตอนที่เชฟเดินทางไปเปิดร้าน Noma ในโตเกียว เชฟเรเนตระเวนหาวัตถุดิบท้องถิ่นเหมือนคนบ้า เพียงเพื่อจะทำให้อาหารของที่นี่แตกต่างจากที่บ้านเกิด และทำเช่นเดียวกันเมื่อร้านของเขาไปเปิดในเม็กซิโก ร้านอาหาร Noma ในปัจจุบันให้ความสำคัญกับวัตถุดิบท้องถิ่นมากกว่าการนำเสนอความเป็น Noma

 

ซอฟท์เสิร์ฟจากร้าน Gaa โดยเชฟการิมา อะโรรา

     

     ย้อนกลับมาที่บ้านเรา ร้านอาหารสมัยใหม่ หรือไฟน์ไดนิ่งส่วนใหญ่ มักจะให้ความสำคัญกับวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ (ซึ่งร้านก็มักจะให้เหตุผลถึงเรื่องความสม่ำเสมอในคุณภาพของวัตถุดิบ) แต่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เราสังเกตเห็นว่า เริ่มมีกระแสการนำเอาวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยมาเป็นพระเอกและพระรองในจานอาหารได้อย่างน่าสนใจขึ้นแบบที่เห็นแล้วต้องอุทานว่า ‘แบบนี้ก็ได้เหรอ!?’ ในทางที่ดี ซึ่งเรามองว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์ของคนกินได้เป็นอย่างดี เพราะบางครั้งคนเราก็มักจะชอบถามตัวเองว่า เรากินอาหารของประเทศไหน และสิ่งที่เรากินมันเป็นสูตรดั้งเดิมไหม แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว สิ่งที่อร่อยจะเป็นอย่างไร มันก็อร่อยอยู่วันยังค่ำ

     ยกตัวอย่างร้านอาหาร 2 ร้านล่าสุดที่เพิ่งเปิดใหม่ไปเมื่อไม่นานมานี้คือ ร้าน Gaa และร้าน Canvas ที่ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของบ้านเราให้เป็นพระเอก

 

อาหารจากร้าน Canvas โดยเชฟไรลีย์ แซนเดอร์ส

     

     อาหารของเชฟการิมา อะโรรา (Garima Arora) จากร้าน Gaa เชฟเชื้อสายอินเดียนั้น เธอไม่ได้บอกว่าจานที่เธอทำเป็นอาหารอินเดียหรืออาหารชาติไหน แต่บอกเพียงว่าใช้วัตถุดิบจากเชียงใหม่ และสิ่งที่เธอทำก็คือ ‘Fish Khanom La’ ซึ่งเป็นการผสมความเป็นขนมท้องถิ่นทางภาคใต้อย่างขนมลา เข้ากับทาโก้ของทางเม็กซิกัน กรอบด้านนอกด้วยขนมลา เนื้อในเป็นแป้งทาโก้สอดไส้เนื้อปลาเก๋า

     หรืออาหารของเชฟไรลีย์ แซนเดอร์ส (Riley Sanders) จากร้าน Canvas ที่นำเอาหอยแครงลวกแบบฉ่ำเลือด กับสะตอที่กลิ่นแรงหน่อยไปปรุงร่วมกับเนื้อสันคอแกะ ออกมาเป็น Lamb Neck & Blood Clam ซึ่งเรายังบอกเชฟว่า

     “ยูลองเอาเมล็ดกระถินไปทำแทนสะตอบ้างสิ ไอว่าน่าจะเข้ากับหอยได้ดีเลยล่ะ”

     เราชอบมุมมองในการทำอาหารแบบนี้ของเชฟ ซึ่งปัจจุบันไม่มีเส้นแบ่งแล้วว่ามันต้องเป็นแบบนั้นหรือแบบนี้ ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นแล้วจะทำให้ดูไม่มีมูลค่า

     เอาเข้าจริงแค่ ‘อร่อย’ ทุกอย่างก็จบแล้ว

 

อาหารจากเชฟเทเบิ้ลร้าน Vapor โดยเชฟมนต์เทพ กมลศิลป์

 

Cover Photo: อาหารจากเชฟเทเบิ้ลร้าน Vapor โดยเชฟมนต์เทพ กมลศิลป์

The post อัปเดตฟู้ดเทรนด์ เมื่ออาหารเริ่ม ‘ไร้สัญชาติ’ และ ‘วัตถุดิบท้องถิ่น’ คือพระเอก appeared first on THE STANDARD.

]]>
https://thestandard.co/lifestyle-eat-and-drink-local-ingredient-food/feed/ 0