G20 Archives – THE STANDARD https://thestandard.co/tag/g20/ สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Thu, 04 Jun 2026 02:10:37 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.8.3 OECD หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เตือนวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลางกดดันการเติบโต ดันเงินเฟ้อกลับมาสูงอีกครั้ง https://thestandard.co/oecd-global-economy-energy-crisis/ Wed, 03 Jun 2026 12:28:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1214309 โลโก้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

OECD ชี้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำ […]

The post OECD หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เตือนวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลางกดดันการเติบโต ดันเงินเฟ้อกลับมาสูงอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
โลโก้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

OECD ชี้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก สร้างแรงกระแทกด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต พร้อมเตือนหากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงปี 2027 การเติบโตทั่วโลกอาจชะลอลงเหลือเพียง 1.8%

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เปิดเผยรายงาน Economic Outlook ฉบับล่าสุด โดยระบุว่า ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลางได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ หลังจากที่สร้างผลกระทบให้เกิดแรงกระแทกด้านพลังงาน (Energy Shock) ซึ่งกำลังผลักดันแรงกดดันเงินเฟ้อและกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ

 

OECD ระบุว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ ทำให้ต้องจัดทำประมาณการเศรษฐกิจภายใต้ 2 สมมติฐานหลัก ได้แก่

 

1. กรณีความขัดแย้งจำกัดระยะเวลา (Time-Limited Disruption)

 

สถานการณ์พลังงานและการค้าของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับทยอยกลับสู่ระดับปกติตั้งแต่กลางปี 2026 และทำให้ผลกระทบด้านอุปทานพลังงานค่อยๆ คลี่คลาย

 

2. กรณีความขัดแย้งยืดเยื้อ (Prolonged Disruption)

 

การหยุดชะงักของการผลิตและส่งออกพลังงานในภูมิภาคยังดำเนินต่อไปจนถึงปี 2027 จะส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ความเสี่ยงด้านอุปทานรุนแรงขึ้น และภาวะการเงินโลกตึงตัวมากขึ้น ซึ่งจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างและยาวนานกว่าเดิม

 

เตือนต้นทุนเศรษฐกิจจะสูงขึ้นหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

 

Mathias Cormann เลขาธิการ OECD กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ปี 2026 ด้วยแรงส่งที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มกลับอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

เขาระบุว่า ยิ่งการหยุดชะงักดำเนินต่อไปนานเท่าใด ต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น พร้อมเสนอแนะว่า หากรัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการช่วยเหลือทางการคลัง ควรเป็นมาตรการเฉพาะกลุ่มและมีระยะเวลาจำกัด เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ และยังคงแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน

 

นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ควรเร่งยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ พัฒนาทักษะแรงงาน และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างการเติบโตและผลิตภาพในระยะยาว

 

เศรษฐกิจโลกอาจโตเพียง 2.8% ในปี 2026

 

ภายใต้สมมติฐานที่ความขัดแย้งคลี่คลายในระยะเวลาอันเหมาะสม OECD คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจาก 3.4% ในปี 2025 เหลือ 2.8% ในปี 2026 ก่อนฟื้นกลับสู่ระดับ 3.1% ในปี 2027

 

สำหรับประเทศเศรษฐกิจหลัก OECD ประเมินว่า

 

  • สหรัฐอเมริกา จะขยายตัว 2.0% ในปี 2026 และชะลอลงเหลือ 1.8% ในปี 2027
  • ประเทศกลุ่มยุโรป เติบโต 0.8% ในปี 2026 ก่อนเร่งขึ้นเป็น 1.2% ในปี 2027
  • จีนจะเติบโต 4.5% ในปี 2026 และชะลอลงเป็น 4.3% ในปี 2027

 

หากวิกฤตยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกเสี่ยงชะลอเหลือ 1.8%

 

OECD เตือนว่า หากปัญหาการผลิตและการส่งออกพลังงานในภูมิภาคอ่าวอาหรับยืดเยื้อไปจนถึงปี 2027 เศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบรุนแรงมากขึ้น

 

ในกรณีดังกล่าว อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงเหลือเพียง 2.1% ในปี 2026 และ 1.8% ในปี 2027 โดยผลกระทบจะรุนแรงเป็นพิเศษในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และประเทศกำลังพัฒนาที่เปราะบางต่อการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและอาหาร

 

ขณะที่กลุ่มประเทศ OECD จะเติบโตเพียง 0.9% ในปี 2026 และ 0.5% ในปี 2027 ต่ำกว่ากรณีสถานการณ์คลี่คลายซึ่งคาดว่าจะเติบโต 1.5% และ 1.7% ตามลำดับ

 

เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเป็นความเสี่ยงอีกครั้ง

 

OECD ระบุว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศเกิดใหม่

 

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกำลังผลักดันต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมได้ส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆ โดยเฉพาะต้นทุนการเกษตรและราคาอาหาร

 

ในกรณีความขัดแย้งคลี่คลายภายในระยะเวลาจำกัด OECD คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของกลุ่ม G20 จะเพิ่มขึ้นจาก 3.4% ในปี 2025 เป็น 4.0% ในปี 2026 ก่อนลดลงสู่ 3.1% ในปี 2027 เมื่อแรงกดดันด้านพลังงานและอาหารเริ่มบรรเทา

 

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อัตราเงินเฟ้ออาจปรับตัวสูงกว่าประมาณการดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

 

แนะรัฐบาลลดพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า

 

Stefano Scarpetta หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ OECD กล่าวว่า รัฐบาลยังมีเครื่องมือหลายด้านในการช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะขาดแคลนอุปทานพลังงาน โดยเฉพาะต่อครัวเรือนเปราะบางและธุรกิจขนาดเล็ก

 

อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนมากขึ้นว่า โลกจำเป็นต้องเร่งลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล และกระจายแหล่งพลังงานให้หลากหลายขึ้น เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและลดความเปราะบางต่อวิกฤตในอนาคต

 

OECD ยังแนะนำให้รัฐบาลดำเนินมาตรการช่วยเหลือด้านราคาพลังงานแบบเฉพาะเจาะจงและชั่วคราว ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังและลดความเสี่ยงจากแรงกระแทกด้านพลังงานในระยะยาว

 

ภาพ: Achim Wagner/ Shutterstock

อ้างอิง:

The post OECD หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เตือนวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลางกดดันการเติบโต ดันเงินเฟ้อกลับมาสูงอีกครั้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ https://thestandard.co/china-us-strategic-stability-competition/ Tue, 26 May 2026 02:31:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1210884 ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญลักษณ์นกอินทรีของสหรัฐฯ และมังกรของจีนเผชิญหน้ากัน

ในโลกยุคสงครามเย็น เราเคยเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหา […]

The post ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงสัญลักษณ์นกอินทรีของสหรัฐฯ และมังกรของจีนเผชิญหน้ากัน

ในโลกยุคสงครามเย็น เราเคยเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจมีเพียงสองทางเลือก คือ “เป็นมิตร” หรือ “เป็นศัตรู” แต่ในวันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 และเบอร์ 2 ของโลก กำลังก้าวเข้าสู่พื้นที่ใหม่ที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก หากจะอธิบายความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ ในเวลานี้ให้เห็นภาพที่สุด อาจต้องใช้คำว่าทั้งสองฝ่ายต่างกำลัง “ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก”

 

ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่า การปะทะกันโดยตรงในขณะนี้ที่ต่างฝ่ายต่างมีไพ่ในมือ จีนมีแร่หายากที่สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพา ส่วนสหรัฐฯ ก็มีเทคโนโลยีชิปที่จีนต้องการ หากเดินเครื่องชนกันทันทีจะเสียหายหนักทั้งคู่ และมีแต่ทำให้ทั้งโลกบาดเจ็บร่วมกันด้วย

 

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ปักกิ่งระหว่างการเยือนจีนครั้งประวัติศาสตร์ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนพฤษภาคมปี 2026 จึงไม่ใช่ “การคืนดี” แบบโรแมนติก หากแต่เป็นการออกแบบกติกาการอยู่ร่วมกันหน้าฉาก ในโลกที่ทั้งสองฝ่ายยังคงแข่งขันกันอย่างดุเดือดหลังฉาก

 

ภาพการต้อนรับทรัมป์ของจีนในครั้งนี้ มีความหมายทางการเมืองสูงมาก รองประธานาธิบดีหานเจิ้ง ไปรับถึงสนามบิน หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นผู้ส่ง ล้วนเป็นการให้เกียรติทางการทูตสูงสุด สีจิ้นผิงยังพาทรัมป์เข้าชมหอฟ้าเทียนถานด้วยตนเอง และเปิดพื้นที่ในทำเนียบจงหนานไห่สำหรับการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งเป็นการต้อนรับขับสู้ทรัมป์อย่างเต็มที่เหนือกว่าการต้อนรับผู้นำชาติอื่นๆ ที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ฝั่งทรัมป์เองก็ส่งสัญญาณสำคัญไม่แพ้กันในทางการทูต นี่คือการเยือนเอเชียที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ไปเยือนประเทศพันธมิตรก่อนเดินทางไปเยือนจีนเช่นตามธรรมเนียมปกติ ไม่มีการแวะโตเกียว โซล มะนิลา ครั้งนี้เขาเลือกปักกิ่งเป็นจุดหมายเดียวของทริป

 

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือการที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ร่วมเดินทางไปด้วยเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี

 

นั่นหมายความว่า การเจรจาระหว่างสองประเทศไม่ได้มีแค่เรื่องการค้าอีกต่อไป แต่รวมถึงการจัดการความเสี่ยงทางทหารด้วย

 

ทรัมป์เองในขณะที่อยู่ที่จีนก็แสดงความระมัดระวังคำพูดและอ่านตามสคริปต์เมื่อเปรียบเทียบกับการพบกันระหว่างทรัมป์กับผู้นำโลกคนอื่นๆ ที่ทรัมป์มักไม่ระมัดระวังคำพูดและออกนอกสคริปต์บ่อยๆ ในขณะที่ทรัมป์เยือนหอฟ้าเทียนถาน นักข่าวตะโกนถามทรัมป์เรื่องไต้หวัน ทรัมป์ซึ่งอยู่กับสีจิ้นผิงก็นิ่งเงียบไม่ตอบคำถามใดๆ ทรัมป์เพิ่งจะมาเอ่ยปากพูดเรื่องไต้หวันก็เมื่อเดินทางออกนอกจีนไปแล้ว

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดจากการพบกันระหว่างทรัมป์กับสีจิ้นผิงในครั้งนี้ จึงไม่ใช่ตัวเลขการค้า ไม่ใช่ดีลซื้อเครื่องบิน Boeing ไม่ใช่การเจรจาภาษีนำเข้า แต่คือการตกลง “นิยามใหม่” ของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ

 

คำที่ปักกิ่งนำเสนอ และสหรัฐฯ ยอมรับ คือ “ความสัมพันธ์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์” (Constructive Strategic Stability) ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่คำสำคัญของความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ คือคำว่า “Partnership” หรือ “หุ้นส่วน”

 

แต่วันนี้ คำว่า “หุ้นส่วน” ถูกแทนที่ด้วยคำว่า “เสถียรภาพ” นั่นสะท้อนว่า ทั้งสองฝ่ายยอมรับความจริงแล้วว่า โลกได้เข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันระยะยาวระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกันเช่นในอดีตได้อีกแล้ว

 

คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้การแข่งขันนี้ควบคุมให้อยู่ในร่องในรอยได้ ไม่บานปลายกลายเป็นสงคราม จีนจึงเสนอแนวคิดที่น่าสนใจมากว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจควรเป็นเหมือน “การแข่งขันกรีฑา” กล่าวคือ ต่างฝ่ายต่างวิ่งในลู่ของตัวเอง แข่งขันกันได้ พยายามแซงกันได้ แต่ต้องไม่เหยียบข้ามลู่มาชนกันจนสนามพังทั้งระบบ

 

การแข่งขันต้องไม่เป็น “การชกมวย” ที่เป้าหมายคือทำลายอีกฝ่ายให้ล้มลง แน่นอนว่าระหว่างสองฝ่าย การแย่งชิงเทคโนโลยีจะยังคงอยู่ การแยกและลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันจะยังคงอยู่ แต่สองฝ่ายจะพยายามสร้าง “รั้วกั้น” และ “กลไกตัดไฟ” เพื่อไม่ให้วิกฤตลุกลามเกินควบคุม

 

โดยเฉพาะในช่วงเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่ปักกิ่งใช้นิยามช่วงความสัมพันธ์ใหม่ต่อจากนี้ จึงเป็นปริศนาที่น่าสนใจมากว่าเพราะเหตุใดปักกิ่งจึงมองที่ “3 ปี” คำอธิบายโดยทั่วไปมักอธิบายว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่เหลือของรัฐบาลทรัมป์ แต่ผมมองว่าเหตุผลแท้จริงคือเวลา 3 ปี คือช่วงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายประเมินว่าทั้งคู่ยังคงมีไพ่ที่เอากันไม่ลง และยังพึ่งพากันสูงจนแตกหักกันทันทีไม่ได้

 

มีการประเมินว่า หากสหรัฐฯ จะสร้างซัพพลายเชนแร่หายากที่ไม่ต้องพึ่งพาจีน อย่างน้อยต้องใช้เวลา 3 ปี และกว่าที่จีนจะสร้างซัพพลายเชนชิปที่พึ่งพาตัวเองได้ ก็อาจต้องซื้อเวลาอย่างน้อย 3 ปี เช่นเดียวกัน

 

ผมจึงไม่เห็นด้วยกับความเห็นที่ว่า สหรัฐฯ และจีนกลับมาตระหนักแล้วว่าทั้งสองฝ่ายแตกหักกันไม่ได้และต้องพึ่งพากัน บางท่านมองว่าที่ทำสงครามการค้าและเทคโนโลยีต่อกันก่อนหน้านี้จึงเป็นเพียงละครเอาใจผู้ชมสไตล์ทรัมป์ แต่สุดท้ายสภาพความจริงบังคับให้สองฝ่ายต้องกลับมาให้เกียรติต่อกันและจับมือกันดังที่เกิดขึ้น

 

ผมกลับมองว่าความจริงก็คือ ที่ทั้งคู่กลับมาจับมือรักกันระยะสั้นตอนนี้ต่างหากที่เป็นเพียงละคร เป็นการพักรบ เป็นการซื้อเวลา แต่หลังฉากสหรัฐฯ และจีนต่างมียุทธศาสตร์ลดการพึ่งพาอีกฝ่ายและกระจายความเสี่ยงออกจากกัน ไม่ใช่หันกลับมาเพิ่มการพึ่งพาค้าขายกัน ตัวสหรัฐฯ เองต้องสร้างซัพพลายเชนแร่หายากที่กระจายความเสี่ยงออกจากจีน และตัวจีนเองก็ต้องเร่งสร้างซัพพลายเชนเทคโนโลยีที่พึ่งพาตัวเอง ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และตะวันตกลงให้ได้

 

ในมุมหนึ่ง โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Cold Peace มากกว่า Cold War คือไม่ไว้ใจกัน แต่ยังแตกหักกันทันทีไม่ได้ แข่งขันกัน แต่ยังต้องค้าขายกันอยู่ในยามที่ยังเอากันไม่ลง เตรียมรับมือกันทางทหารในอนาคต แต่ระยะสั้นยังต้องนั่งโต๊ะเดียวกันคุยกันให้ได้เพื่อจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน

 

ภายใต้รอยยิ้มและพิธีการทางการทูตที่ให้เกียรติต่อกันสูงสุด จึงมี “คมดาบ” ซ่อนอยู่เต็มไปหมด เรื่องไต้หวันยังคงเป็นเส้นแดงสูงสุดของจีน เรื่องชิป AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังเป็นไพ่ทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

 

เรื่องแร่หายากยังคงเป็นอาวุธไม้เด็ดของปักกิ่งที่สหรัฐฯ ในระยะสั้นไม่มีทางเลือกอื่น แถมท่ามกลางสงครามอิหร่านที่สหรัฐฯ ต้องเร่งผลิตอาวุธมาเติมคลังอาวุธ สหรัฐฯ กลับยิ่งต้องพึ่งแร่หายากจากจีน ซึ่งจำเป็นในการผลิตอาวุธมากขึ้นอีกด้วย

 

หลายคนมองว่าการที่ทรัมป์ลดโทนแข็งกร้าวลง ยังเป็นเพราะแรงกดดันทางเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐฯ เงินเฟ้อในสหรัฐฯ ต้นทุนค่าครองชีพ ความเสี่ยงจากตะวันออกกลาง รวมถึงความเหนื่อยล้าของภาคธุรกิจอเมริกันจากสงครามการค้า ทั้งหมดนี้ทำให้ทรัมป์ต้องการเสถียรภาพในระยะสั้นและระยะกลางมากกว่าความปั่นป่วนหลายสมรภูมิพร้อมกัน

 

ส่วนจีนเองก็ต้องการเวลาเพื่อปรับตัวและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเช่นกัน จีนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตั้งแต่ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ หนี้ท้องถิ่น ไปจนถึงการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับตะวันตก ปักกิ่งเองจึงไม่ต้องการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ แบบเต็มรูปแบบในจังหวะนี้

 

คำถามสำคัญคือ โลกจะสามารถรักษาสมดุลเปราะบางนี้ไว้ได้นานแค่ไหน เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจมักเริ่มต้นจาก “อุบัติเหตุ” มากกว่าความตั้งใจ และในยุคที่ AI, เซมิคอนดักเตอร์, พลังงาน, ห่วงโซ่อุปทาน และไต้หวัน กลายเป็นประเด็นร้อนระดับโลก ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งแรงสั่นสะเทือนสู่การแตกหักของทั้งสองฝ่ายและทั้งระบบโลกได้ทันที

 

อย่างน้อยนี่จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้นำระดับสูงของทั้งสองฝ่ายได้พบกันและได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่เพื่อพูดคุยสื่อสารเส้นแดงของแต่ละฝ่ายต่อกัน และทำให้ได้เปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างกันไว้ ซึ่งผู้นำทั้งสองฝ่ายยังมีกำหนดจะพบกันในปีนี้อีกถึง 3 ครั้ง คือ สีจิ้นผิงเยือนทำเนียบขาวในเดือนกันยายน ทรัมป์ร่วมประชุมเอเปคที่เซินเจิ้นในเดือนพฤศจิกายน และสีจิ้นผิงร่วมประชุม G20 ที่สหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม

 

การเปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างสองผู้นำโลกจึงสำคัญต่อการจัดกรอบสำหรับการแข่งขันระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดของศตวรรษนี้ การแข่งขันที่คงไม่มีใครยอมถอย แต่ก็ไม่มีใครกล้าผลักอีกฝ่ายจนตกเหว เพราะย่อมเสี่ยงจะลากลงเหวกันหมด

 

ภาพ: Andreanicolini via ShutterStock

The post ซ่อนคมดาบ รอจังหวะโลก: ความสัมพันธ์ใหม่จีน-สหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ผ่าดีลแสนล้าน! หลัง ‘ทรัมป์’ เยือนจีนในรอบเกือบ 10 ปี จับมือ ‘สี จิ้นผิง’ ดีลสั่งซื้อ ‘Boeing-สินค้าเกษตร’ พร้อมตั้งบอร์ดการค้าร่วม https://thestandard.co/trump-china-mega-deals/ Mon, 18 May 2026 06:03:26 +0000 https://thestandard.co/?p=1208398 โดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และจีน จับมือกันหลังบรรลุข้อตกลงการค้าและตั้งบอร์ดการค้าร่วม

นับเป็นเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษ หรือตั้งแต่ปี 2017 ที่โลกไม […]

The post ผ่าดีลแสนล้าน! หลัง ‘ทรัมป์’ เยือนจีนในรอบเกือบ 10 ปี จับมือ ‘สี จิ้นผิง’ ดีลสั่งซื้อ ‘Boeing-สินค้าเกษตร’ พร้อมตั้งบอร์ดการค้าร่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
โดนัลด์ ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และจีน จับมือกันหลังบรรลุข้อตกลงการค้าและตั้งบอร์ดการค้าร่วม

นับเป็นเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษ หรือตั้งแต่ปี 2017 ที่โลกไม่ได้เห็นภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง พร้อมนำทัพผู้บริหารระดับท็อป 17 ราย ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดรวมกันสูงถึง 16 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าหารือกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

 

ภาพการจับมือและรอยยิ้มระหว่างสองผู้นำมหาอำนาจของโลก ไม่ได้เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ทางการทูต แต่เบื้องหลังการเจรจาตลอด 2 วันเต็ม ได้ก่อให้เกิดข้อตกลงและดีลขนาดใหญ่ (Mega Deal) ที่เป็นรูปธรรมหลายด้าน ซึ่งทำเนียบขาวและกระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ออกแถลงการณ์ยืนยันถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างเสถียรภาพทางยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์ (Constructive Strategic Stability) บนพื้นฐานของความเท่าเทียมและต่างตอบแทน

 

ตั้งบอร์ดการค้าและการลงทุน สหรัฐฯ-จีน

 

ความสำเร็จที่เป็นรากฐานสำคัญของการเยือนครั้งนี้ คือการที่ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องให้จัดตั้งสถาบันใหม่ 2 แห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคี ได้แก่ คณะกรรมการการค้าสหรัฐฯ-จีน (U.S.-China Board of Trade) ซึ่งจะทำหน้าที่บริหารจัดการการค้าทวิภาคีในกลุ่มสินค้าที่ไม่ละเอียดอ่อน และคณะกรรมการการลงทุนสหรัฐฯ-จีน (U.S.-China Board of Investment) ซึ่งจะเป็นเวทีระดับรัฐบาลในการหารือประเด็นที่เกี่ยวกับการลงทุนโดยเฉพาะ

 

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า คณะกรรมการการค้าอาจนำไปสู่การยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าจากจีนมูลค่าราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคระดับล่างที่สหรัฐฯ ไม่มีความตั้งใจที่จะดึงฐานการผลิตกลับมาในประเทศ ขณะที่ฝั่งจีนก็ส่งสัญญาณพร้อมที่จะลดภาษีแบบต่างตอบแทนเช่นเดียวกัน

 

เปิดโผเมกะดีล อุตสาหกรรมการบิน เกษตร และแร่หายาก

 

การเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ ทรัมป์ยังสามารถบรรลุข้อตกลงที่สำคัญอื่นๆ เพิ่มเติม โดยครอบคลุมทั้งดีลระดับรัฐบาลและเอกชน ประกอบด้วย

 

อุตสาหกรรมการบิน โดยจีนอนุมัติการสั่งซื้อเครื่องบินพาณิชย์ Boeing ลอตแรกจำนวน 200 ลำ ซึ่งถือเป็นคำสั่งซื้อเครื่องบินอเมริกันครั้งแรกของจีนนับตั้งแต่ปี 2017 และมีโอกาสขยายคำสั่งซื้อได้สูงสุดถึง 750 ลำหากตรงตามเงื่อนไข ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ก็รับประกันการจัดหาเครื่องยนต์เจ็ต รวมถึงเครื่องยนต์จาก GE Aerospace ถึง 450 เครื่อง และส่วนประกอบอากาศยานให้กับจีน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการผลิตเครื่องบินโดยสารของจีนที่ยังต้องพึ่งพาชิ้นส่วนจากต่างชาติ

 

สินค้าเกษตร จีนตกลงที่จะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่าอย่างน้อย 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราว 5.6 แสนล้านบาท ไปจนถึงปี 2028 ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มเข้ามาจากข้อตกลงการซื้อถั่วเหลืองที่เคยให้คำมั่นไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2025 นอกจากนี้ จีนยังฟื้นฟูการเข้าถึงตลาดเนื้อวัวสหรัฐฯ โดยการต่ออายุรายชื่อโรงงานเนื้อวัวของสหรัฐฯ กว่า 400 แห่งที่หมดอายุไปแล้ว และเพิ่มรายชื่อโรงงานใหม่ๆ จีนจะทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ เพื่อยกเลิกการระงับโรงงานเนื้อวัวของสหรัฐฯ ทั้งหมด รวมทั้งกลับมานำเข้าสัตว์ปีกจากรัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ ที่ได้รับการประเมินจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) แล้วว่าปลอดจากโรคไข้หวัดนกชนิดก่อโรคระบาดรุนแรง

 

ปลดล็อกวิกฤตแร่หายาก (Rare Earths) โดยจีนรับปากที่จะจัดการกับข้อกังวลของสหรัฐฯ เกี่ยวกับการขาดแคลนห่วงโซ่อุปทานแร่หายากและแร่ธาตุสำคัญอื่นๆ เช่น อิตเทรียม สแกนเดียม นีโอดิเมียม และอินเดียม รวมถึงจะพิจารณายกเลิกข้อห้ามหรือข้อจำกัดในการขายอุปกรณ์และเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปแร่หายาก

 

ในการเดินทางครั้งนี้ ทรัมป์ได้นำแม่ทัพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ 17 รายร่วมขบวนไปด้วย เพื่อเป็นตัวแทนในการเจรจาขยายการเข้าถึงตลาดจีน นำโดย ทิม คุก จาก Apple, อีลอน มัสก์ จาก Tesla/SpaceX, เจนเซน หวง จาก Nvidia, แลร์รี ฟิงก์ จาก BlackRock, ดีนา พาวเวลล์ แมคคอร์มิก จาก Meta, เคลลี ออร์ตเบิร์ก จาก Boeing, ไรอัน แมคอินเนอร์นีย์ จาก Visa, สตีเฟน ชวาร์ซแมน จาก Blackstone, ไบรอัน ไซก์ส จาก Cargill, เจน เฟรเซอร์ จาก Citi, จิม แอนเดอร์สัน จาก Coherent, เฮนรี ลอว์เรนซ์ คัลป์ จาก GE Aerospace, เดวิด โซโลมอน จาก Goldman Sachs, จาคอบ เธย์เซน จาก Illumina, ไมเคิล มีบาค จาก Mastercard รวมถึง ซานเจย์ เมห์โรทรา ซีอีโอ Micron Technology บริษัทที่เคยถูกทางการจีนแบนชิปก่อนหน้านี้

 

สี จิ้นผิง ได้กล่าวกับบรรดาซีอีโอว่า ประตูของจีนจะเปิดกว้างมากขึ้น และองค์กรของอเมริกาจะมีอนาคตที่กว้างไกลในตลาดจีน ขณะที่ อีลอน มัสก์ และ เจนเซน หวง ต่างกล่าวชื่นชมว่า การหารือครั้งนี้เป็นไปอย่างยอดเยี่ยมและสร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก

 

ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่หมดไป ท่ามกลางดีลการค้า

 

แม้วาระหลักคือเรื่องเศรษฐกิจ แต่ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ผู้นำทั้งสองได้หารือถึงสถานการณ์สงครามในอิหร่าน โดยเห็นพ้องว่าอิหร่านไม่ควรครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และช่องแคบฮอร์มุซจะต้องเปิดกว้างเพื่อให้พลังงานไหลเวียนได้อย่างเสรี โดยจีนแสดงความสนใจที่จะซื้อน้ำมันจากอเมริกามากขึ้นเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันที่ต้องผ่านช่องแคบดังกล่าว นอกจากนี้ ทั้งสองยังย้ำเป้าหมายร่วมกันในการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

 

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องไต้หวันยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหว สี จิ้นผิง เตือนทรัมป์อย่างตรงไปตรงมาว่า ไต้หวันคือประเด็นที่สำคัญที่สุด หากจัดการผิดพลาด สองประเทศอาจปะทะกันและทำให้ความสัมพันธ์ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งทรัมป์เองก็มีท่าทีสงวนท่าทีต่อกรณีการอนุมัติขายอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ให้ไต้หวันที่สภาคองเกรสเพิ่งไฟเขียวไป

 

ทรัมป์ได้เชิญ สี จิ้นผิง ไปเยือนทำเนียบขาว ณ กรุงวอชิงตันในเดือนกันยายนนี้ และยืนยันว่าทั้งสองประเทศจะให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันในการจัดงาน G20 และ APEC ในปีนี้

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อย่าง เจคอบ ชาปิโร จาก The Bespoke Group มองว่า นี่เป็นเพียงการบริหารจัดการปัญหา มากกว่าการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ขณะที่ โมน่า พอลเซน นักกฎหมายการค้าจาก London School of Economics เตือนว่า เรายังต้องจับตาดูต่อไปว่าข้อตกลงที่สวยหรูเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติจริง หรือเป็นเพียงแค่วาทกรรมทางการทูตเพื่อซื้อเวลาในยุคที่สงครามเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจยังคงดำเนินต่อไป

 

อ้างอิง:

The post ผ่าดีลแสนล้าน! หลัง ‘ทรัมป์’ เยือนจีนในรอบเกือบ 10 ปี จับมือ ‘สี จิ้นผิง’ ดีลสั่งซื้อ ‘Boeing-สินค้าเกษตร’ พร้อมตั้งบอร์ดการค้าร่วม appeared first on THE STANDARD.

]]>
จนท.เศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯ เตรียมเจรจาการค้า ปูทางทรัมป์-สี พบกันปลายเดือนมีนาคมนี้ https://thestandard.co/us-china-trade-talks-trump-xi/ Sun, 15 Mar 2026 08:22:50 +0000 https://thestandard.co/?p=1187748 แฟ้มภาพ เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจ สหรัฐฯ-จีน หารือการค้า เตรียมประชุมสุดยอดผู้นำ

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านเศรษ […]

The post จนท.เศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯ เตรียมเจรจาการค้า ปูทางทรัมป์-สี พบกันปลายเดือนมีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
แฟ้มภาพ เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจ สหรัฐฯ-จีน หารือการค้า เตรียมประชุมสุดยอดผู้นำ

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและจีน มีกำหนดเข้าร่วมการประชุมรอบใหม่ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันนี้ (15 มีนาคม) เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้า และเตรียมความพร้อมสำหรับการเดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อพบกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้

 

แหล่งข่าวระบุว่า การเจรจาครั้งนี้เตรียมจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยมีผู้แทนหลักคือ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ เหอลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน พร้อมด้วย เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย

 

สำหรับประเด็นหลักของการเจรจานั้น คาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นการปรับเปลี่ยนภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) และแม่เหล็กจากจีนไปยังสหรัฐฯ ตลอดจนมาตรการควบคุมการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ และการจัดซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ โดยฝ่ายจีนมีเป้าหมายหลักคือ การลดความตึงเครียดที่คุกคามการค้าขายระหว่างสองประเทศที่มีเขตเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก

 

โอกาสสำเร็จมีแค่ไหน?

 

แม้จะเป็นการประชุมระดับสูง แต่นักวิเคราะห์มองว่า โอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงสำคัญนั้นมี ‘ค่อนข้างจำกัด’ เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังให้ความสำคัญกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเป็นหลัก

 

สก็อตต์ เคนเนดี ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จีน มองว่าเป้าหมายหลักของการประชุมที่ปารีสคือ การประคับประคองความสัมพันธ์และลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ ก่อนจะมีการหารือในระดับผู้นำ โดยคาดการณ์ว่าทรัมป์อาจผลักดันให้จีนสั่งซื้อเครื่องบินโบอิ้งล็อตใหม่ รวมถึงซื้อก๊าซธรรมชาติเหลวและถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น แต่เพื่อให้ได้ข้อตกลงเหล่านั้น ทรัมป์อาจต้องยอมผ่อนปรนมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ บางส่วนด้วย

 

อย่างไรก็ตาม เคนเนดีกล่าวว่า มีโอกาสสูงที่การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะ “ดูเหมือนมีความคืบหน้าในเบื้องต้น แต่จริงๆ แล้วกลับทำให้สถานการณ์ยังคงเหมือนเดิมกับช่วงสี่เดือนที่ผ่านมา”

 

อนึ่ง ทรัมป์และสีจิ้นผิง อาจได้พบกันอีกถึง 3 ครั้งในปีนี้ โดยนอกจากการประชุมที่กรุงปักกิ่งช่วงสิ้นเดือนมีนาคมแล้ว ยังมีการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC) ที่จีนเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายน และการประชุมสุดยอด G20 ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพในเดือนธันวาคม ซึ่งอาจนำไปสู่ความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

 

สถานการณ์น้ำมันและสงครามอิหร่าน

 

นอกจากประเด็นทางเศรษฐกิจโดยตรงแล้ว คาดว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน จะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะความกังวลต่อราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและการขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักที่จีนพึ่งพาถึง 45% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด

 

โดยเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (12 มีนาคม) เบสเซนต์ได้ประกาศยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรเป็นเวลา 30 วัน เพื่ออนุญาตให้มีการขายน้ำมันของรัสเซียที่ติดค้างอยู่ในเรือบรรทุกน้ำมันกลางทะเล ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อเพิ่มปริมาณอุปทานในตลาดโลก

 

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความตึงเครียดด้านความมั่นคงยังคงทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากทรัมป์เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ร่วมกันปกป้องการขนส่งทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ภายหลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญของอิหร่าน จนนำไปสู่คำขู่ตอบโต้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ทั้งนี้ สำนักข่าวซินหัวของจีนกล่าวในบทวิเคราะห์ว่า ความคืบหน้า ‘ที่มีความหมาย’ ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและสหรัฐฯ อาจช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ

 

อ้างอิง:

The post จนท.เศรษฐกิจจีน-สหรัฐฯ เตรียมเจรจาการค้า ปูทางทรัมป์-สี พบกันปลายเดือนมีนาคมนี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ลุค Top Gun สร้างเรื่อง! หุ้นบริษัทแว่นที่ ‘มาครง’ ใส่ใน World Economic Forum 2026 เพิ่มขึ้น 28% https://thestandard.co/macron-top-gun-sunglasses-stock-surge/ Sat, 24 Jan 2026 09:31:17 +0000 https://thestandard.co/?p=1168935 เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส สวมแว่นกันแดด Henry Jullien ในการประชุม World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอส

หุ้น iVision Tech บริษัทแม่ของ Henry Jullien เพิ่มขึ้น […]

The post ลุค Top Gun สร้างเรื่อง! หุ้นบริษัทแว่นที่ ‘มาครง’ ใส่ใน World Economic Forum 2026 เพิ่มขึ้น 28% appeared first on THE STANDARD.

]]>
เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส สวมแว่นกันแดด Henry Jullien ในการประชุม World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอส

หุ้น iVision Tech บริษัทแม่ของ Henry Jullien เพิ่มขึ้น 28% หลังได้รับความสนใจล้นหลามจาก ‘ลุค Top Gun’ ของ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสในการประชุม World Economic Forum 2026

 

เมื่อวานนี้ (23 มกราคม) Forbes รายงานว่า หุ้น iVision Tech บริษัทสัญชาติอิตาลี ซึ่งเข้าซื้อกิจการ Henry Jullien แบรนด์แว่นตาฝรั่งเศสสุดเก่าแก่ มีมูลค่าหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 4.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 28% หลัง เอ็มมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส ปรากฏตัวใน World Economic Forum 2026 ในลุคสุดแปลกตาใส่แว่นกันแดดสีเงิน

 

ทั้งนี้ สเตฟาโน ฟุลเคียร์ (Stefano Fulchir) CEO ของ iVision Tech ให้สัมภาษณ์กับ Reuters และ The Guardian ว่า ภาพดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมต่อบริษัททันที โดยทันทีมาครงปรากฏตัวในแว่นกันแดดของ Henry Jullien ราคาหุ้น iVision Tech พุ่งขึ้นราว 28% เมื่อวันที่ 22 มกราคม จนต้องมีการสั่งพักการซื้อขายชั่วคราว และทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเพิ่มขึ้นประมาณ 3.5 ล้านยูโร (ประมาณ 130 ล้านบาท)

 

“ปฏิกิริยาแรกของผมสรุปได้ในสามตัวอักษร ว้าว! วันนี้ไม่ใช่วันธรรมดาเลย ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ประธานาธิบดีเลือกใส่แว่นของเรา” ฟุลเคียร์ระบุว่า หลังจากข่าวแพร่ออกไป เว็บไซต์ของบริษัทก็ล่มเกือบทั้งวัน

 

CEO ของ iVision Tech ยังเล่าว่า สำนักประธานาธิบดีฝรั่งเศสติดต่อบริษัทตั้งแต่ปี 2024 เพื่อขอซื้อแว่นกันแดดรุ่น Pacific S 01 Double Gold ราคา 659 ยูโร (ประมาณ 2.5 หมื่นบาท) เพื่อเป็นของขวัญทางการทูตในเวทีการประชุม G20 รวมถึงซื้ออีก 1 คู่แยกสำหรับผู้นำฝรั่งเศสเอง

 

ฟุลเคียร์เล่าว่า เขายินดีที่จะส่งแว่นกันแดดเป็นของขวัญให้มาครง แต่ทางการปฏิเสธและยืนยันว่า จะขอซื้อด้วยเงินเอง พร้อมตรวจสอบอย่างละเอียดว่า แว่นตาต้องผลิตทั้งในฝรั่งเศสทุกกระบวนการ

 

“นี่ไม่ใช่แว่นธรรมดา แต่เป็นสินค้าหรูที่ไม่พังใน 2 ปี และใช้ได้นาน มันคือการลงทุน เหมือนเครื่องประดับหรือนาฬิกา” CEO ของ iVision Tech เสริมว่า แว่นรุ่นนี้ยังวางจำหน่ายทั่วโลก แม้แต่ยูเครนในห้วงสงคราม หากแต่ยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายในสหราชอาณาจักร

 

ที่ผ่านมา ในการประชุมดาวอสเต็มไปด้วยมีมและไวรัลในโลกออนไลน์มากมาย หนึ่งในนั้นคือลุคสวมแว่นกันแดดของมาครงที่จุดชนวนโซเชียลว่า เขาอยากจะสวมบทบาทเป็นตัวเอกของ Top Gun (1986) ภาพยนตร์สุดโด่งดังที่นำแสดงโดย ทอม ครูซ ไปจนถึงการแซวโยงไปถึงเหตุการณ์ที่ บริฌิต มาครง สตรีหมายเลขหนึ่งฝรั่งเศส ‘ตบหน้า’ เขาในเดือนพฤษภาคม 2025 ว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดจากเธอหรือไม่

 

ขณะที่มีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารทางการเมืองอย่าง ฟิลิปป์ โมโร เชฟโรเลต์ที่ตีความว่า การที่มาครงเลือกใส่แว่นกันแดดที่ผลิตในฝรั่งเศส เป็น ‘สัญญะทางการเมือง’ ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ไม่สู้ดีกับสหรัฐฯ นัก

 

อย่างไรก็ตามมีการเปิดเผยในภายหลังว่า มาครงมีอาการป่วยอย่างเส้นเลือดฝอยในตาขวาแตก ซึ่งไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด โดยก็เรียกรีแอกชันจากทรัมป์ที่กล่าวแซวบนเวทีสุนทรพจน์ว่า “ผมเห็นเขาใส่แว่นกันแดดเท่ๆ แบบนั้น แล้วสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับเขา”

 

อนึ่ง Henry Jullien เป็นแบรนด์แว่นตาที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1921 มีพนักงานทั้งสิ้นเพียง 10 คน โดยแว่นทุกคู่ประกอบด้วยมือ ผ่านการใช้เทคนิคโบราณ คือการยึดทองเข้ากับโลหะฐาน แทนการชุบทองทั่วไป ขณะที่ผลิตแว่นรุ่นเดียวกับที่มาครงประมาณ 1,000 ชิ้นต่อปี

 

ในอดีต แบรนด์นี้ยังเคยเป็นข่าวดังเมื่อปี 2024 หลังจาก ซิกอร์นีย์ วีเวอร์ (Sigourney Weaver) นักแสดงฮอลลีวูดสวมแว่นรุ่น Melrose 15 ขึ้นเวทีงาน Goya Awards ที่ประเทศสเปน

 

ภาพ: Denis Balibouse / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ลุค Top Gun สร้างเรื่อง! หุ้นบริษัทแว่นที่ ‘มาครง’ ใส่ใน World Economic Forum 2026 เพิ่มขึ้น 28% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉากประชุม G20 แม้ไร้เงาสหรัฐฯ ตอกย้ำปัญหาโลกเดือด-ความเท่าเทียม-สงคราม https://thestandard.co/g20-ends-climate-equality-war/ Mon, 24 Nov 2025 03:26:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1146621 ปิดฉากประชุม **G20** แม้ไร้เงา **สหรัฐฯ** ตอกย้ำปัญหา **โลกเดือด-ความเท่าเทียม-สงคราม**

ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ปิดฉากการประชุม G […]

The post ปิดฉากประชุม G20 แม้ไร้เงาสหรัฐฯ ตอกย้ำปัญหาโลกเดือด-ความเท่าเทียม-สงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปิดฉากประชุม **G20** แม้ไร้เงา **สหรัฐฯ** ตอกย้ำปัญหา **โลกเดือด-ความเท่าเทียม-สงคราม**

ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ปิดฉากการประชุม G20 ว่า เป็นความมุ่งมั่นครั้งใหม่ต่อการร่วมมือพหุภาคี แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คว่ำบาตรการประชุมครั้งนี้ ด้วยการไม่เดินทางหรือส่งผู้แทนมาเข้าร่วม โดยอ้างถึงปมละเมิดสิทธิมนุษยชนคนผิวขาว

 

การประชุม G20 ประจำปี 2025 จัดขึ้นที่เมืองโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้ ตั้งแต่วันที่ 22-23 ตุลาคม ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นในทวีปแอฟริกา โดยรามาโฟซากล่าวสุนทรพจน์ปิดท้ายว่า ทุกประเทศพบกันท่ามกลางความยากลำบาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกัน เพื่อมุ่งสู่การสร้างโลกที่ดีกว่า

 

แถลงการณ์ร่วมกันของ G20 คือ การเน้นย้ำประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ความเท่าเทียมทางเพศ และสงครามความขัดแย้ง โดยระบุว่า “ทุกประเทศจะทำงานเพื่อสันติภาพอันยุติธรรม ครอบคลุม และยั่งยืน ทั้งในซูดาน คองโก ดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง ยูเครน ตลอดจนยุติความขัดแย้งและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก”

 

อย่างไรก็ดี อีกหนึ่งไฮไลต์การประชุม G20 ครั้งนี้ อยู่ที่การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ หลังทรัมป์ประกาศว่า เขาจะไม่เดินทางไปร่วม หรือส่งผู้แทนคนไหนไปในการประชุม เพื่อโต้ตอบกรณีรัฐบาลแอฟริกาใต้ละเมิดสิทธิมนุษยชนคนผิวขาว หรือกลุ่มแอฟริกันเนอร์ (Afrikaners) ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่หลายฝ่ายมองว่า ไม่มีมูลความจริง

 

แม้รามาโฟซาจะกล่าวถึง สหรัฐฯ ในช่วงท้าย ในฐานะเจ้าภาพการประชุมปี 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นที่รัฐฟลอริดา แต่ทางทำเนียบขาววิจารณ์ว่า แอฟริกาใต้ ‘ไม่ส่งต่อ’ วาระการเป็นประธานให้กับสหรัฐฯ ด้วยการปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่จะส่งเจ้าหน้าที่จากสถานทูต ‘ระดับรอง’ มาเข้าร่วมพิธี แทนที่จะเป็นระดับเอกอัครราชทูต

 

ขณะที่ โรนัลด์ ลาโมลา (Ronald Lamola) รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ทางการได้ส่งมอบให้แล้ว ถือว่าทุกอย่างเป็นอันจบ และขึ้นอยู่กับสหรัฐฯ ถ้าผู้แทนอยากมา แอฟริกาใต้ก็พร้อมยินดีต้อนรับเสมอ

 

สำหรับท่าทีของผู้นำโลกคนอื่นๆ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิลกล่าวว่า G20 และ COP30 ทำให้เห็นว่า ความร่วมมือแบบพหุภาคียังคงอยู่ ขณะที่ ฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีระบุว่า สหรัฐฯ มีเพียงบทบาทรองในการประชุมครั้ง เพราะโลกกำลังสร้างความเชื่อมโยงครั้งใหม่ และเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์กันเอง

 

ภาพ: Gianluigi Guercia / Reuters

 

อ้างอิง:

The post ปิดฉากประชุม G20 แม้ไร้เงาสหรัฐฯ ตอกย้ำปัญหาโลกเดือด-ความเท่าเทียม-สงคราม appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตการทูตปมไต้หวัน จีนระงับฉายหนังญี่ปุ่น ด้านหลี่เฉียงปฏิเสธพบทาคาอิจิใน G20 https://thestandard.co/china-suspends-japanese-film-releases-diplomatic-crisis-deepens/ Tue, 18 Nov 2025 03:59:52 +0000 https://thestandard.co/?p=1144391 วิกฤตการทูตปมไต้หวัน จีนระงับฉายหนังญี่ปุ่น ด้านหลี่เฉียงปฏิเสธพบทาคาอิจิใน G20

ความสัมพันธ์ จีน-ญี่ปุ่น ยังตึงเครียด หลังกระทรวงการต่า […]

The post วิกฤตการทูตปมไต้หวัน จีนระงับฉายหนังญี่ปุ่น ด้านหลี่เฉียงปฏิเสธพบทาคาอิจิใน G20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
วิกฤตการทูตปมไต้หวัน จีนระงับฉายหนังญี่ปุ่น ด้านหลี่เฉียงปฏิเสธพบทาคาอิจิใน G20

ความสัมพันธ์ จีน-ญี่ปุ่น ยังตึงเครียด หลังกระทรวงการต่างประเทศจีนเผย หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน จะไม่พบกับ ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในการประชุม G20 ขณะที่ในอุตสาหกรรมบันเทิงจีน ใช้มาตรการ ‘แบน’ หนังญี่ปุ่นบางส่วน ถือเป็นวิกฤตทางการทูตของสองประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชียตะวันออก

 

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า มาซาอากิ คานาอิ (Masaaki Kanai) อธิบดีกรมเอเชียและโอเชียเนีย กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น จะเดินทางไปเจรจากับ หลิวจินซง (Liu Jinsong) รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจีนในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่า เป็นสัญญาณผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสองชาติ จากกรณีความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่นปมไต้หวัน

 

แต่ปรากฏว่า เมื่อวานนี้ (18 พฤศจิกายน) กระทรวงการต่างประเทศจีนเปิดเผยว่า หลี่เฉียงไม่มีแผนพบทาคาอิจิในการประชุม G20 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ โดย เหมาหนิง โฆษกกระทรวงระบุว่า นายกฯ หญิงญี่ปุ่นควรถอนคำพูดที่ ‘ไม่ถูกต้อง’

 

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมบันเทิงจีนยังออกมาตรการระงับการฉายภาพยนตร์จากญี่ปุ่นไปอย่างไม่มีกำหนด เช่น Crayon Shin-chan the Movie: Super Hot! Scorching Kasukabe Dancers หรือ Cells at Work โดยระบุว่า อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์

 

ปัจจุบัน หัวหน้าสมาพันธ์ธุรกิจ 3 แห่งในญี่ปุ่นได้พบทาคาอิจิ ซึ่งเรียกร้องให้มีการเจรจากับจีนเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางการทูต โดย โยชิโนบุ สึสึอิ ประธานกลุ่ม Keidanren ให้สัมภาษณ์ว่า เสถียรภาพทางการเมืองเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการค้าขายทางเศรษฐกิจ

 

ภาพ: KYODO via Reuters

อ้างอิง:

The post วิกฤตการทูตปมไต้หวัน จีนระงับฉายหนังญี่ปุ่น ด้านหลี่เฉียงปฏิเสธพบทาคาอิจิใน G20 appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศคว่ำบาตร G20 ที่แอฟริกาใต้ ชี้รัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชน และเลือกปฏิบัติคนผิวขาวในประเทศ https://thestandard.co/trump-hits-sa-over-discrimination/ Sat, 08 Nov 2025 03:58:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1140963 ทรัมป์ประกาศคว่ำบาตร G20 ที่ แอฟริกาใต้ ชี้ รัฐบาลละเมิด สิทธิมนุษยชน และ เลือกปฏิบัติ คนผิวขาว ในประเทศ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศคว่ำบาตรก […]

The post ทรัมป์ประกาศคว่ำบาตร G20 ที่แอฟริกาใต้ ชี้รัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชน และเลือกปฏิบัติคนผิวขาวในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ทรัมป์ประกาศคว่ำบาตร G20 ที่ แอฟริกาใต้ ชี้ รัฐบาลละเมิด สิทธิมนุษยชน และ เลือกปฏิบัติ คนผิวขาว ในประเทศ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศคว่ำบาตรการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ ชี้รัฐบบาลละเมิดสิทธิมนุษยชน ข่มเหง และเลือกปฏิบัติคนผิวขาวในประเทศ

 

ทั้งนี้ ทรัมป์ออกมาโพสต์ข้อความบน Truth Social ว่า สหรัฐฯ จะคว่ำบาตรการเข้าร่วมประชุม G20 เพราะรัฐบาลแอฟริกันละเมิดสิทธิมนุษยชนคนผิวขาว หรือกลุ่มแอฟริกันเนอร์ (Afrikaners) ซึ่งเป็นกลุ่มเจ้าอาณานิคมชาวดัตช์และฝรั่งเศส ด้วยการข่มเหง สังหาร และยึดที่ดินเกษตรกรเหล่านี้

 

“รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่เข้าร่วม ตราบใดที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนยังเกิดขึ้น” ผู้นำสหรัฐฯ ระบุ

 

ก่อนหน้านี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรการประชุม G20 ผ่านทาง X ว่า แอฟริกาใต้ได้กระทำสิ่งที่เลวร้ายมาตลอด อย่างนโยบายยึดทรัพย์สินส่วนบุคคล และใช้เวทีดังกล่าวส่งเสริมนโยบายความหลากหลาย และเท่าเทียม (Diversity, Equity, Inclusion: DEI) ซึ่งตรงข้ามกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และสิ้นเปลืองภาษีประชาชน

 

ในช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์และกลุ่มอนุรักษนิยมชาวอเมริกันพยายามกล่าวหาว่า แอฟริกาใต้ก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กลุ่มแอฟริกันเนอร์ ซึ่งไม่มีหลักฐานชัดเจน โดยครั้งหนึ่ง ระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ของ ไซริล รามาโฟซา ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ในช่วงต้นปี 2025 ทรัมป์ได้เปิดคลิปวิดีโอนักเคลื่อนไหวผิวดำ ที่เรียกร้องการยึดครองที่ดินจากคนผิวขาว และภาพหลุมศพจำนวนมากให้ดู พร้อมระบุว่า นี่คือหลักฐานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

 

“เขาได้บอกคุณไหมว่า ที่นั่นคือที่ไหน ท่านประธานาธิบดี? ผมอยากจะรู้ว่า มันคือที่ไหน เพราะไม่เคยเห็นมันมาก่อน” รามาโฟซาถามทรัมป์ พร้อมกับแสดงสีหน้างุนงง โดยตอบกลับว่า ส่วนใหญ่คนที่เสียชีวิตจากอาชญากรรมไม่ใช่แค่คนขาว แต่เป็นคนผิวดำมากกว่า

 

อนึ่ง กลุ่มแอฟริกันเนอร์คือชนกลุ่มน้อยผิวขาว ที่ปกครองแอฟริกาใต้ด้วยระบบแบ่งแยกสีผิว เช่น บังคับให้ชนพื้นเมืองดั้งเดิมย้ายไปอยู่บันตูสถาน หรืออาณาเขตสำหรับคนผิวดำ โดยระบอบนี้สิ้นสุดในปี 1994 หลังเกิดการต่อสู้ทางการเมือง ทำให้ประเทศมีการเลือกตั้ง และการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่พลเมืองทุกคนเท่าเทียมกัน

 

ทว่าปัจจุบัน คนผิวขาวในแอฟริกาใต้ออกมาเรียกร้องว่า พวกเขาเผชิญความไม่เป็นธรรม เพราะรัฐบาลออกกฎหมายให้สามารถยึดทรัพย์สิน เพื่อความยุติธรรมและประโยชน์ของสาธารณะโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการยึดที่ดินของคนผิวขาวที่ครอบครองตั้งแต่ยุคอาณานิคมเป็นต้นมา

 

ในช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์เคยประกาศว่า เขาจะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอด G20 ในปี 2026 ซึ่งวางแผนจัดที่รีสอร์ตของเขาในรัฐฟลอริดา โดยระบุว่า ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุผลเรื่องเงิน แต่แผนดังกล่าวไม่เกิดขึ้นในท้ายที่สุด

 

ทั้งนี้ การประชุม G20 ปี 2025 จะจัดขึ้นในวันที่ 22-23 พฤศจิกายน ณ เมืองโจฮันเนสเบิร์ก โดยมีแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ซึ่งแต่เดิมมีกำหนดการว่า เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเดินทางไปเข้าร่วมแทนทรัมป์

 

ภาพ: Evelyn Hockstein / Reuters

อ้างอิง:

The post ทรัมป์ประกาศคว่ำบาตร G20 ที่แอฟริกาใต้ ชี้รัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชน และเลือกปฏิบัติคนผิวขาวในประเทศ appeared first on THE STANDARD.

]]>
“โลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่มีใครเติบโตได้โดยลำพัง” หลี่เฉียง ย้ำ จีนเปิดกว้างหนุนเวที G20-BRICS เชื่อม Belt and Road https://thestandard.co/china-global-role/ Fri, 27 Jun 2025 07:47:32 +0000 https://thestandard.co/?p=1089971 china-global-role

นายกรัฐมนตรีหลี่เฉียงกล่าวในงาน World Economic Forum An […]

The post “โลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่มีใครเติบโตได้โดยลำพัง” หลี่เฉียง ย้ำ จีนเปิดกว้างหนุนเวที G20-BRICS เชื่อม Belt and Road appeared first on THE STANDARD.

]]>
china-global-role

นายกรัฐมนตรีหลี่เฉียงกล่าวในงาน World Economic Forum Annual Meeting of the New Champions 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายนนี้ ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยย้ำว่าจีนจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลก ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในวันนี้โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ คล้ายกับวิกฤตการเงินปี 2008

 

โดยชี้ว่าโลกกำลังอยู่ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่สำคัญ และจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

สรุปประเด็นสำคัญได้ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้

 

ประเด็นที่ 1: การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

 

โดยภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งและรวดเร็ว 4 เรื่องหลัก

ความหลากหลายที่เพิ่มขึ้นและบทบาทของกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) : ประเทศกำลังพัฒนากลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก โดยมีส่วนแบ่งการค้าเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 45% ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

 

การชะลอตัวของการค้าในภาคดั้งเดิมและการเติบโตในภาคใหม่ : การค้าสินค้าเติบโตช้าลง แต่การค้าบริการ การค้าดิจิทัล และการค้าสีเขียว (Green Trade) เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

 

ความท้าทายต่อกลไกระดับโลกและความร่วมมือระดับภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น : มาตรการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก (6 เท่าใน 5 ปี) ทำให้ประเทศต่างๆ หันไปทำข้อตกลงระดับภูมิภาคและทวิภาคีมากขึ้น

 

การลงทุนข้ามพรมแดนที่ลดลงและความเสี่ยงของการแตกแยกของห่วงโซ่อุปทาน : การลงทุนทั่วโลกติดลบ 3 ปีติดต่อกัน และแนวโน้ม “Friend-shoring” “Near-shoring” กำลังเพิ่มความซ้ำซ้อนและลดประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ

 

หลี่เสนอแนะว่า “เราต้องมองข้ามความซับซ้อนและสร้างสะพานแห่งความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์แทนที่จะกลับไปสู่การปิดกั้นและโดดเดี่ยว”

 

ประเด็นที่ 2: ความจำเป็นในการทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ท่ามกลางยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

 

โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจจะไม่ย้อนกลับ แต่จะพัฒนาไปในเส้นทางใหม่ ทุกฝ่ายต้องร่วมกันกำหนดกฎเกณฑ์และระเบียบใหม่ด้วยทัศนคติเชิงบวกและการกระทำที่สร้างสรรค์

 

แก้ไขความขัดแย้งผ่านการเจรจาอย่างเท่าเทียม : ยอมรับว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ แต่ควรแก้ไขผ่านการเจรจาบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน ยึดหลัก “ความปรองดองสร้างธุรกิจที่ดี” (Harmony makes good business)

 

ปกป้องผลประโยชน์ร่วมกันในความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ : ไม่มีใครสามารถเติบโตได้โดยลำพัง ความร่วมมือเป็นสิ่งจำเป็น จีนจะยังคงมีส่วนร่วมในเวทีพหุภาคี (G20, BRICS) และขับเคลื่อนความร่วมมือ Belt and Road

 

สร้างการเติบโตใหม่เพื่อลดการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากร: แทนที่จะแย่งชิงทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด (Zero-sum approach) เราควรสร้าง “เค้กก้อนใหญ่ขึ้น” ผ่านการเปิดกว้างและแบ่งปัน จีนจะยังคงเปิดประเทศกว้างขึ้นเพื่อมอบผลประโยชน์ให้กับโลก

 

ประเด็นที่ 3: บทบาทของเศรษฐกิจจีนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

 

เศรษฐกิจจีนจะยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของโลกต่อไป ด้วยเหตุผล 3 ประการ :

 

การเติบโตที่ยั่งยืนและมั่นคงของเศรษฐกิจจีน: จีนมีความมั่นใจในการรักษาการเติบโตที่รวดเร็วและมีเสถียรภาพ ผ่านการวางแผนระยะยาวที่ชัดเจน (แผน 5 ปี) ซึ่งจะสร้างความแน่นอนให้กับเศรษฐกิจโลก

 

การขยายตัวของตลาดจีนจะสร้างโอกาสใหม่ : จีนกำลังจะกลายเป็นประเทศที่มีรายได้สูงและเป็นมหาอำนาจด้านการบริโภคขนาดใหญ่ ซึ่งจะสร้างพื้นที่ทางการตลาดมหาศาลให้กับองค์กรทั่วโลก

 

นวัตกรรมของจีนจะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาของโลก : จีนเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีหลายอย่าง เช่น พลังงานสีเขียว การผลิตขั้นสูง และปัญญาประดิษฐ์ และยินดีที่จะแบ่งปันเทคโนโลยีและนวัตกรรมเหล่านี้กับทั่วโลก (Open-source innovation) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาร่วมกัน

 

ย้ำผู้ประกอบการคือมันสมองชาติ พร้อมเปิดกว้างทั่วโลกมาลงทุนในจีน

 

อย่างไรก็ตาม บทสรุปสำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

หลี่ เฉียง เน้นย้ำถึงบทบาทที่สำคัญของผู้ประกอบการในยุคใหม่ซึ่งเปรียบผู้ประกอบการเป็น “กลุ่มคนที่มีความสามารถพิเศษ” ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางสังคมและเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้ประกอบการ

 

ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม : สนับสนุนการเปิดกว้างและความร่วมมือ ต่อต้านการกีดกันทางการค้า

 

บุกเบิกสิ่งใหม่ : คว้าโอกาสจากการปฏิวัติเทคโนโลยีและปลดล็อกการเติบโตใหม่ๆ

 

สร้างผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์: เปิดใจยอมรับการพัฒนาของกันและกัน และส่งเสริมการเติบโตร่วมกัน

 

สุดท้าย รัฐบาลจีนให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนผู้ประกอบการและสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นสากลและเอื้อต่อการลงทุนต่อไป

 

“เราจะไม่กลับไปสู่เกาะที่ปิดกั้นและโดดเดี่ยว

และเราจะยอมรับโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายและไม่แบ่งแยกอย่างแน่วแน่ ผมเชื่อเสมอว่าในสังคมมนุษย์ ผู้ประกอบการคือกลุ่มคนที่มีความสามารถพิเศษซึ่งรับบทบาทสำคัญในการเป็นผู้จัดระเบียบการผลิตและการทำงาน และเป็นแรงขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางสังคมในประเทศต่างๆ”

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเศรษฐกิจตลาดขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการดำเนินการที่ยอดเยี่ยม สามารถจัดระเบียบองค์ประกอบทรัพยากรต่างๆ และเปลี่ยนให้เป็นผลิตภาพที่แท้จริง

 

“เปลี่ยนความไม่แน่นอนของการเปลี่ยนแปลงในตลาดให้เป็นความแน่นอนของความสำเร็จในตลาด และกล้าที่จะบุกเบิกเส้นทางใหม่สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พวกเขาร่วมกันเป็นตัวแทนของพลังที่เป็นเอกลักษณ์และทรงพลังรัฐบาลจีนจะให้การสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการ”

 

พร้อมทั้ง ส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นสากล มุ่งเน้นตลาด และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่ดี ด้วยอ้อมแขนที่เปิดกว้าง เรายินดีต้อนรับองค์กรจากทั่วโลกมาลงทุนในจีน หยั่งรากลึกในจีน พัฒนาไปพร้อมกับจีน และทำงานร่วมกับเราเพื่ออนาคตที่ดีกว่า หลี่ทิ้งท้าย

The post “โลกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่มีใครเติบโตได้โดยลำพัง” หลี่เฉียง ย้ำ จีนเปิดกว้างหนุนเวที G20-BRICS เชื่อม Belt and Road appeared first on THE STANDARD.

]]>
จีนย้ำจุดยืนพหุภาคีนิยม ใช้การประชุม MSC ดึงยุโรปเป็นมิตร ขยับห่างสหรัฐฯ https://thestandard.co/china-multilateralism-and-msc/ Mon, 17 Feb 2025 11:28:51 +0000 https://thestandard.co/?p=1042935

จีนกับ ‘สายลมอุ่น’ สู่ยุโรป   ปีนี้เป็นวาระครบรอบ […]

The post จีนย้ำจุดยืนพหุภาคีนิยม ใช้การประชุม MSC ดึงยุโรปเป็นมิตร ขยับห่างสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>

จีนกับ ‘สายลมอุ่น’ สู่ยุโรป

 

ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 50 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นโอกาสที่จีนใช้ในการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อยุโรป หวังอี้ ได้พบปะกับผู้นำระดับสูงของยุโรป เช่น โอลาฟ โชลซ์ นายกรัฐมนตรีของเยอรมนี และ ฌ็อง-โนเอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส โดยเน้นย้ำว่าจีนไม่ใช่ศัตรูของยุโรป แต่เป็นพันธมิตรที่สามารถร่วมมือกันได้เพื่อเสถียรภาพของโลกหลายขั้ว

 

จีนพยายามเจรจากับยุโรปมาโดยตลอด ทั้งในเรื่องการค้า ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน และบทบาทในการสร้างสันติภาพ อย่างไรก็ตาม ในการประชุม MSC ครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและยุโรปมีความสั่นคลอน ท่าทีของเหล่าผู้นำยุโรปที่มีต่อสหรัฐฯ สะท้อนความไม่พอใจในหลายประเด็น เช่น การที่สหรัฐฯ ไม่ดำเนินมาตรการใดๆ อย่างจริงจังต่อเศรษฐกิจยุโรป อีกทั้ง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังมีแนวคิดตั้งกำแพงภาษีอีกด้วย ขณะที่จีนกลับแสดงจุดยืนสนับสนุนการค้าเสรีและพหุภาคีนิยม พร้อมให้ยุโรปเป็นพันธมิตรในระดับที่เท่าเทียมกัน

 

อ.ภากร กัทชลี

 

อ.ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นว่า จีนศึกษาและเข้าใจจุดอ่อนของยุโรปมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะแนวโน้มของยุโรปที่ต้องการลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่สงครามการค้ารอบแรก และยิ่งเด่นชัดขึ้นในช่วงการระบาดของโควิด-19 สหรัฐฯ มองยุโรปเป็นพันธมิตรที่ต้องให้ผลประโยชน์ตอบแทน แต่จีนกลับเสนอแนวทางความร่วมมือแบบ ‘Win-Win’ ที่สร้างโอกาสให้ยุโรปสามารถเลือกขยายความสัมพันธ์กับจีนโดยไม่ต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ 

 

รัสเซีย-ยูเครน: จุดเปลี่ยนและบทบาทของจีน

 

อ.ภากร มองว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามรัสเซีย-ยูเครนคือการที่ยุโรปพยายามมีบทบาทในกระบวนการทางการทูต แต่กลับถูกลดบทบาทลงเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์มีแนวโน้มเข้าไปเจรจาโดยตรงกับรัสเซีย ซึ่งมีรายงานว่าอาจมีการหารือในซาอุดีอาระเบีย เรื่องนี้ส่งผลให้ยุโรปต้องเผชิญกับคำถามว่า จุดยืนของตนเองบนเวทีระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน

 

กระนั้นแม้ว่ายุโรปอาจมองว่าจีนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับรัสเซีย แต่จีนพยายามใช้แนวทางประนีประนอมและสนับสนุนการเจรจาเพื่อสันติภาพ หวังอี้ได้พบปะกับรัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน แสดงให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการเป็นสื่อกลางและยังคงมุ่งเน้นการค้าเป็นหลัก เช่น การเสริมความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้ากับเยอรมนี

 

ทั้งนี้ ในสายตาของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตกบางแห่ง การดำเนินนโยบายของจีนอาจถูกมองว่าเป็น Sharp Power หรือการใช้พลังอำนาจที่แหลมคมเพื่อขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมือง แต่ในมุมมองของจีนนี่คือ Soft Power ที่มุ่งเน้นความร่วมมือและผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่า

 

G20 และการขยายบทบาทของจีนบนเวทีโลก

 

การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ G20 ที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่จีนกำลังขยายบทบาท ล่าสุดหวังอี้ได้ตอบรับเข้าร่วม ขณะที่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ตัดสินใจไม่เข้าร่วม ซึ่งอาจเป็นสัญญาณถึงช่องว่างที่จีนสามารถเข้าไปเติมเต็มได้ อ.ภากร มองว่านโยบายของสหรัฐฯ ที่ยกเลิกความช่วยเหลือแอฟริกาใต้เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่จีนสามารถใช้เป็นโอกาสในการขยายอิทธิพลในภูมิภาคแอฟริกา

 

อนาคตความสัมพันธ์จีน-ยุโรป

 

เมื่อมองไปข้างหน้า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและยุโรปยังคงเป็นปัจจัยที่จีนให้ความสำคัญมากกว่าสหรัฐฯ เนื่องจากยุโรปเป็นการรวมตัวของประเทศที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพสูง แม้ว่าในปัจจุบันจะยังมีความไม่แน่นอนในนโยบายต่อจีน แต่จีนยังคงให้ความสำคัญกับยุโรปอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น นโยบายการเปิดฟรีวีซ่าสำหรับพลเมืองยุโรป ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ระดับบุคคลและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

 

ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีระหว่างจีนและยุโรป อาจเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสมดุลในระเบียบโลกใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

ภาพ: Sven Hoppe / Pool via Reuters

อ้างอิง:

The post จีนย้ำจุดยืนพหุภาคีนิยม ใช้การประชุม MSC ดึงยุโรปเป็นมิตร ขยับห่างสหรัฐฯ appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาประชุม G20: การกลับมาของทรัมป์ อาจทำให้โลกแตกแยกมากขึ้น? https://thestandard.co/g20-meeting-trump-return-global-impact/ Tue, 19 Nov 2024 11:01:14 +0000 https://thestandard.co/?p=1010496 G20

บรรดาผู้นำและผู้แทนทั้ง 19 ประเทศ รวมถึงผู้นำสหภาพยุโรป […]

The post จับตาประชุม G20: การกลับมาของทรัมป์ อาจทำให้โลกแตกแยกมากขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
G20

บรรดาผู้นำและผู้แทนทั้ง 19 ประเทศ รวมถึงผู้นำสหภาพยุโรป (EU) และสหภาพแอฟริกัน (AU) เข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 ครั้งที่ 19 ที่เมืองรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2024 โดยมี ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล เป็นประธานการประชุมในปีนี้ 

 

ข้อมูลของธนาคารโลกและ World Economic Forum ระบุว่า สมาชิกกลุ่ม G20 ครอบคลุม 2 ใน 3 ของประชากรโลก และมีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็น 85% ของ GDP โลก

 

ผู้เข้าร่วมการประชุม G20

 

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่กำลังจะพ้นวาระในวันที่ 20 มกราคม 2025 เข้าร่วมการประชุม G20 เป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่ เคลาเดีย ไชน์บัม ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเม็กซิโก เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำระดับนานาชาติในครั้งนี้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เธอเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา 

 

ส่วน วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เป็นผู้นำประเทศสมาชิก G20 เพียงคนเดียวที่ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมด้วยตนเอง เนื่องจากเกรงว่าเขาอาจถูกจับกุมตามการออกหมายจับของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในข้อกล่าวหา ‘ก่ออาชญากรรมสงครามในยูเครน’ จึงส่ง เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย เข้าร่วมการประชุมแทน

 

นอกจากผู้นำและผู้แทนจากกลุ่มสมาชิก G20 ทั้ง 21 แห่งแล้ว ยังมีผู้นำและผู้แทนอื่นๆ ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ เช่น นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์และมาเลเซีย, ประธานาธิบดีเวียดนาม, ผู้แทนระดับสูงจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เลขาธิการสหประชาชาติ, ประธานธนาคารโลก และกรรมการผู้จัดการกองทุน IMF 

 

วาระสำคัญในการประชุม G20

 

ผู้นำ G20 ออกแถลงการณ์ร่วมเน้นย้ำถึง ‘ความทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นจากสงครามและความขัดแย้ง’ โดยเฉพาะสงครามในยูเครนและฉนวนกาซาที่กำลังเผชิญหน้ากับ ‘วิกฤตด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่’ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเร่งประสานความช่วยเหลือและคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่พลเรือน ควบคู่ไปกับการเจรจาหยุดยิง

 

ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิลในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ยังได้ประกาศ ‘ต่อสู้กับความหิวโหยและความยากจน’ ผ่านการจัดตั้งเครือข่าย ‘Global Alliance Against Hunger and Poverty’ เพื่อร่วมรับมือกับปัญหานี้ทั่วโลก โดยชี้ว่า “ความหิวโหยและความยากจนไม่ได้เป็นผลมาจากความขาดแคลนหรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่เป็นผลลัพธ์ของการตัดสินใจทางการเมือง”

 

ในแถลงการณ์ร่วม ผู้นำกลุ่ม G20 ยังเห็นพ้องว่าโลกจำเป็นต้องบรรลุข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมว่าด้วยการกำหนดเป้าหมายใหม่ทางการเงิน โดยประเทศร่ำรวยจะต้องจัดหาเงินสนับสนุนแก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนที่การประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ หรือ COP29 ปีนี้ ที่กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน จะปิดฉากลง

 

นอกจากนี้ที่ประชุม G20 ยังหารือเกี่ยวกับประเด็นด้านการค้าและความมั่นคงระหว่างประเทศ อันเป็นผลมาจากการคว้าชัยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2024 ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังจะหวนคืนทำเนียบขาวในเดือนมกราคม ปี 2025

 

แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ โจ ไบเดน จะร่วมต่อสู้กับความหิวโหยและความยากจน รวมถึงให้คำมั่นสัญญาใหม่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศและการพัฒนา แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น และจะถูกลบล้างอย่างรวดเร็วหลังจากที่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ 

 

ความกังวลต่อทรัมป์ 2.0 ในที่ประชุม G20

 

ที่ประชุม G20 ในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่มีต่อการปรับเปลี่ยนแนวทางนโยบายสำคัญของสหรัฐฯ หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมกลับมากุมบังเหียนในการขับเคลื่อนสหรัฐฯ อีกครั้งในยุค ‘ทรัมป์ 2.0’ ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2025 เป็นต้นไป โดยจุดยืนของทรัมป์ในการเพิ่มกำแพงภาษี แนวโน้มที่จะยุติการสนับสนุนยูเครนในสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงการเคยถอนตัวออกจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ต่างสวนทางกับจุดยืนของกลุ่มความร่วมมือต่างๆ รวมถึงกลุ่ม G20 และแนวทางเหล่านี้จะสร้างความท้าทายให้กับประชาคมโลกอย่างมาก

 

ฆาเบียร์ มิเล ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา เจ้าของฉายา ‘ทรัมป์แห่งอาร์เจนตินา’ เป็นผู้นำประเทศคนแรกที่เดินทางเข้าพบทรัมป์ถึงที่ปาล์มบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 47 โดยหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ชัยชนะของทรัมป์ในการเลือกตั้งใหญ่นี้จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับมิเลมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทั้งสองคนมีแนวคิดและอุดมการณ์สอดคล้องกัน

 

นักการทูตบางคนถึงกับแสดงความกังวลว่า ‘แนวนโยบายโดดเดี่ยว’ (Isolationism) จากการถอนตัวจากกลุ่มความร่วมมือต่างๆ โดยเฉพาะความตกลงปารีสของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้นำฝ่ายขวาของอาร์เจนตินาอย่างมิเลปฏิบัติตาม ซึ่งจะนำไปสู่ความแตกแยกครั้งใหญ่ในกลุ่มสมาชิก G20 

 

“สงครามรัสเซีย-ยูเครนทำให้กลุ่มสมาชิกต่างต้องเผชิญหน้ากัน เพราะจุดยืนที่แตกต่างกัน แต่ทรัมป์จะยิ่งทำให้ความแตกแยกนี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น และการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่มากขึ้นนี้หมายความว่าอำนาจและอิทธิพล (ของกลุ่ม G20) ก็จะลดน้อยลง”

 

นอกจากนี้การเตรียมกลับมาของทรัมป์ยังส่งสัญญาณให้เห็นถึงบรรยากาศการแข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจที่มีแนวโน้มดุเดือดและเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดย สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ใช้โอกาสในการเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้กระชับความสัมพันธ์กับบรรดาประเทศ ‘โลกใต้’ (Global South) ผ่านการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ การลงทุนในโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ตลอดจนลดกำแพงภาษีและการค้าให้กับประเทศกำลังพัฒนา และประกาศว่าจีนพร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ เพื่อรักษาช่องทางการสื่อสาร ขยายความร่วมมือ และจัดการกับจุดยืนที่แตกต่างกันของทั้งสองประเทศ

 

ภาพ: Kevin Wurm  / Reuters, Ricardo Moraes / Reuters

อ้างอิง:

The post จับตาประชุม G20: การกลับมาของทรัมป์ อาจทำให้โลกแตกแยกมากขึ้น? appeared first on THE STANDARD.

]]>
G20 มองเศรษฐกิจโลกมีโอกาส Soft Landing สูงขึ้น https://thestandard.co/global-economy-soft-landings/ Wed, 28 Feb 2024 07:24:19 +0000 https://thestandard.co/?p=905257

Bloomberg รายงานว่า ในร่างแถลงการณ์ปิดการประชุมรัฐมนตรี […]

The post G20 มองเศรษฐกิจโลกมีโอกาส Soft Landing สูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

Bloomberg รายงานว่า ในร่างแถลงการณ์ปิดการประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่ม G20 ในการประชุมสัปดาห์นี้ที่บราซิล ระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะลงจอดอย่างนุ่มนวล (Soft Landing) มากขึ้น โดยหนึ่งในความเสี่ยงขาขึ้น (Upside Risks) คือภาวะเงินเฟ้อที่ลดเร็วกว่าที่คาด

 

ทั้งนี้ Soft Landing หมายถึงภาวะที่ธนาคารพยายามควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งทะยานตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันจะต้องไม่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวมากเกินไปด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ร่างแถลงการณ์นี้ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด โดยถ้อยแถลงขั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับการประชุมรัฐมนตรีคลังของกลุ่ม G20 ในวันนี้ (28 กุมภาพันธ์) 

 

การร่วมประชุมรัฐมนตรีคลัง G20 นัดนี้เต็มไปด้วยความไม่ลงรอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสงครามในยูเครนและฉนวนกาซาที่ทำให้การเมืองโลกปั่นป่วน

 

อย่างไรก็ดี คำแถลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่ค่อนข้างบวกต่อเศรษฐกิจโลกที่เพิ่งเผชิญการระบาดใหญ่ อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

 

“อัตราเงินเฟ้อได้ลดลงในประเทศส่วนใหญ่ เนื่องมาจากนโยบายการเงินที่เหมาะสมและการบรรเทาปัญหาคอขวดของห่วงโซ่อุปทาน” แถลงการณ์ระบุ

 

มุมมองดังกล่าวก็สอดคล้องกับรายงานล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (​IMF) ที่ระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีความเป็นไปได้ว่าจะ Soft Landing เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งมองว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะอยู่ที่ 3.1% โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวที่ดีกว่าคาดของเศรษฐกิจสหรัฐฯ 

 

IMF ยังมองว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปภาพรวมของโลก (ไม่รวมอาร์เจนตินา) หรือ Global Headline Inflation ยังคงผ่อนคลายลง โดยคาดว่าจะลดลงเหลือ 4.9% ในปีนี้ ลดลง 0.4% จากการคาดการณ์ในเดือนตุลาคม ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวนก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกันสำหรับประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว (Advanced Economies)

 

อ้างอิง:

The post G20 มองเศรษฐกิจโลกมีโอกาส Soft Landing สูงขึ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ออสเตรเลียปล่อยคาร์บอนรายคนมากที่สุดในกลุ่ม G20 เฉลี่ยใช้ไฟฟ้ามากกว่าจีนถึง 2 เท่า https://thestandard.co/morning-wealth-12092023-3/ Tue, 12 Sep 2023 06:49:01 +0000 https://thestandard.co/?p=840711 ปล่อยคาร์บอน

กลุ่ม Ember องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดโลก เปิ […]

The post ชมคลิป: ออสเตรเลียปล่อยคาร์บอนรายคนมากที่สุดในกลุ่ม G20 เฉลี่ยใช้ไฟฟ้ามากกว่าจีนถึง 2 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
ปล่อยคาร์บอน

กลุ่ม Ember องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดโลก เปิดเผยรายงานว่า กลุ่มประเทศ G20 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 80% ในภาคส่วนพลังงานโลก โดยออสเตรเลียและเกาหลีใต้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายคนมากที่สุดในกลุ่ม G20 สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกเกือบ 3 เท่า

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ออสเตรเลียปล่อยคาร์บอนรายคนมากที่สุดในกลุ่ม G20 เฉลี่ยใช้ไฟฟ้ามากกว่าจีนถึง 2 เท่า appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘ออสเตรเลีย’ ปล่อยคาร์บอนรายคนมากสุดในกลุ่ม G20 โดยเฉลี่ยแต่ละคนใช้ไฟฟ้ามากกว่าจีนถึงสองเท่า ส่วนชาวอังกฤษใช้ไฟต่อคนลดลง 93% https://thestandard.co/australia-has-highest-per-capita-co2-emissions/ Mon, 11 Sep 2023 09:44:11 +0000 https://thestandard.co/?p=840256 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ออสเตรเลียและเกาหลีใต้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายคนมาก […]

The post ‘ออสเตรเลีย’ ปล่อยคาร์บอนรายคนมากสุดในกลุ่ม G20 โดยเฉลี่ยแต่ละคนใช้ไฟฟ้ามากกว่าจีนถึงสองเท่า ส่วนชาวอังกฤษใช้ไฟต่อคนลดลง 93% appeared first on THE STANDARD.

]]>
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ออสเตรเลียและเกาหลีใต้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายคนมากสุดในกลุ่ม G20 สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกเกือบ 3 เท่า แม้พยายามเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด และลดการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินตั้งแต่ปี 2558 แต่ช่วงปีที่ผ่านมายังคงเป็น 2 ประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าประเทศกลุ่ม G20 และประเทศเศรษฐกิจหลัก ตรงกันข้ามกับสหราชอาณาจักร หรืออังกฤษ ที่ปล่อยคาร์บอนต่อคนลดลงได้ถึง 93%

 

การประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่ผ่านพ้นไป นับว่าเป็นการรวมตัวกันของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าการค้ารวมคิดเป็น 75% ของทั้งโลก อีกทั้งยังมีประชากรคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 2 ใน 3 ของโลก ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (10 กันยายน) ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย โดยอินเดียได้ส่งมอบตำแหน่งประธานของกลุ่มให้กับบราซิลต่อไป มีประเด็นที่น่าสนใจหลายข้อ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่องของพลังงาน แต่ไม่ได้ถูกหยิบยกมาเป็นวาระสำคัญมากเท่าไรนัก

 

สำนักข่าว The Guardian รายงานว่า กลุ่มคลังสมอง Ember องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดโลก เปิดเผยรายงานว่า กลุ่มประเทศ G20 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 80% ในภาคส่วนพลังงานโลก โดยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อคน (Per Capita Emissions) จากพลังงานถ่านหินอยู่ที่ระดับ 1.6 ตันในปีที่แล้ว เพิ่มจากระดับ 1.5 ตันในปี 2015 และถือเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก 

 

อีกทั้งอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อคนเพิ่มขึ้นเกือบ 7% จากปี 2015 จากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่จีนและอินเดียเพิ่มโรงงานแห่งใหม่หลายแห่ง อย่างไรก็ตาม ประเทศที่มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อคนมากที่สุดคือ  ออสเตรเลีย ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกเกือบ 3 เท่า ตามด้วยเกาหลีใต้และจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดของโลกอยู่ในอันดับที่ 3  

 

 

Dave Jones หัวหน้าฝ่ายข้อมูลเชิงลึกระดับโลกของ Ember กล่าวว่า จีนและอินเดียซึ่งเป็นประเทศเกิดใหม่ที่มีประชากรราว 1 ใน 3 ของโลก มักถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อมลพิษจากถ่านหินรายใหญ่ของโลก แต่บันทึกรายงานแสดงให้เห็นว่า ออสเตรเลียและเกาหลีใต้ ซึ่งเมื่อแยกออกมาดูเป็นรายปัจจัย กลับพบว่ามีอัตราการใช้ไฟฟ้ารายคนสูงสุดในกลุ่ม 

 

สำหรับกลุ่มประเทศ G20 ในปีที่ผ่านๆ มา มีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 80% ทั่วโลก แต่บรรดารัฐมนตรีพลังงานของกลุ่ม G20 ต่างล้มเหลวในการบรรลุฉันทมติในการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แม้ว่าจะมีคำมั่นสัญญาที่จะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน 3 เท่าในทศวรรษนี้

 

Ember ยังระบุอีกว่า ในบรรดา 12 ใน 20 ประเทศเศรษฐกิจหลักมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อคนลดลงตั้งแต่ปี 2015 แต่น่าสนใจว่า ประเทศที่ปล่อยคาร์บอนต่อคนลดลงมากที่สุดคือสหราชอาณาจักร ซึ่งลดลงกว่า 93%

 

อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียยังคงมุ่งมั่นที่จะยุติการใช้ถ่านหิน หรือมีนโยบายไม่สร้างโรงงานถ่านหินแห่งใหม่โดยอาศัยเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนที่แม้ว่ากำลังเป็นที่ถกเถียงกันในกลุ่มสิ่งแวดล้อม และ 7 ประเทศ ได้แก่ บราซิล, จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, แอฟริกาใต้ และสหรัฐอเมริกา ไม่ได้เปิดเผยยุทธศาสตร์การลดปริมาณการใช้ถ่านหินที่ชัดเจนมากนัก

 

อีกทั้งการประชุมครั้งล่าสุดที่อินเดีย กลุ่ม G20 ตกลงที่จะเพิ่มพลังงานสะอาด แต่ไม่มีข้อตกลงในการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือถ่านหินแต่อย่างใด 

 

อ้างอิง: 

The post ‘ออสเตรเลีย’ ปล่อยคาร์บอนรายคนมากสุดในกลุ่ม G20 โดยเฉลี่ยแต่ละคนใช้ไฟฟ้ามากกว่าจีนถึงสองเท่า ส่วนชาวอังกฤษใช้ไฟต่อคนลดลง 93% appeared first on THE STANDARD.

]]>
การประชุม G20 ปิดฉาก อินเดียส่งไม้ต่อบราซิลรับหน้าที่ประธานกลุ่มต่อไป https://thestandard.co/g20-india-to-brazil/ Mon, 11 Sep 2023 02:55:26 +0000 https://thestandard.co/?p=839908 G20

การประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของประ […]

The post การประชุม G20 ปิดฉาก อินเดียส่งไม้ต่อบราซิลรับหน้าที่ประธานกลุ่มต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
G20

การประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ที่กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (10 กันยายน) โดยอินเดียได้ส่งมอบตำแหน่งประธานของกลุ่มให้กับบราซิลต่อไป ขณะที่รัสเซียชื่นชมฉันทมติของการประชุมที่ไม่ได้ประณามมอสโกสำหรับการทำสงครามในยูเครน แต่เรียกร้องให้ชาติสมาชิกหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง

 

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ยังได้ขอให้เหล่าผู้นำประเทศสมาชิก G20 จัดการประชุมเสมือนจริงในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ เพื่อทบทวนความคืบหน้าเกี่ยวกับข้อเสนอแนะด้านนโยบายและเป้าหมายที่ประกาศในที่ประชุมช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

“เป็นความรับผิดชอบของเราที่จะต้องพิจารณาข้อเสนอแนะที่เกิดขึ้นเพื่อดูว่าเราจะสามารถเร่งผลักดันความคืบหน้าได้อย่างไร” ผู้นำอินเดียกล่าวในแถลงการณ์

 

เมื่อวันเสาร์ (9 กันยายน) ซึ่งเป็นวันแรกของการประชุม ที่ประชุม G20 ได้รับรองปฏิญญาผู้นำ (Leaders’ Declaration) ซึ่งหลีกเลี่ยงการประณามรัสเซียสำหรับการทำสงคราม แต่เน้นย้ำถึงความทุกข์ทรมานของประชาชนที่เกิดจากความขัดแย้ง พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกรัฐไม่ใช้กำลังเพื่อยึดดินแดน

 

ฉันทมติดังกล่าวของที่ประชุมถือเป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจ เนื่องจากในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนถึงการประชุมสุดยอด ประเทศสมาชิกยังคงมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากเกี่ยวกับสงคราม ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้อาจคว้าน้ำเหลว โดยชาติตะวันตกเรียกร้องให้สมาชิกประท้วงมอสโกสำหรับการทำสงครามรุกรานยูเครน ด้านรัสเซียขู่ว่าจะขัดขวางมติใดๆ ก็ตามที่ไม่สะท้อนถึงจุดยืนของตน

 

รัฐมนตรีต่างประเทศ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนรัสเซีย กล่าวว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จสำหรับอินเดียและกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ (Global South หรือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาของโลก)

 

ลาฟรอฟกล่าวในการแถลงข่าวว่า จุดยืนของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ในการเจรจาช่วยป้องกันไม่ให้การประชุม G20 ถูกบดบังโดยประเด็นเกี่ยวกับยูเครน “อินเดียรวมสมาชิก G20 จากซีกโลกเข้าด้วยกันได้อย่างแท้จริง”

 

ด้าน เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ปฏิญญาของการประชุมสุดยอด “ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการยืนหยัดต่อหลักการที่ว่ารัฐต่างๆ ไม่สามารถใช้กำลังเพื่อแสวงหาการครอบครองดินแดน หรือละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตย หรือเอกราชทางการเมืองของรัฐอื่น”

 

ขณะที่เยอรมนีและอังกฤษต่างชื่นชมปฏิญญาของการประชุมเช่นกัน แต่ยูเครนกล่าวว่า “ไม่มีอะไรน่าภาคภูมิใจ”

 

ด้านประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า G20 จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ การประชุมนี้จึงไม่ใช่สถานที่ที่จะมาคาดหวังถึงความก้าวหน้าทางการทูตเกี่ยวกับสงครามในยูเครน อย่างไรก็ตาม เขากล่าวในงานแถลงข่าวว่า ปฏิญญาของกลุ่ม G20 ไม่ใช่ชัยชนะทางการทูตสำหรับรัสเซีย ซึ่งถูกโดดเดี่ยวจากการประชุมสุดยอด

 

ด้านนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่น กล่าวว่า การรุกรานยูเครนของรัสเซียอาจสั่นคลอนรากฐานของกลุ่ม G20

 

วาระสำคัญของการประชุมสุดยอดครั้งนี้ยังรวมถึงการประกาศรับสหภาพแอฟริกา (African Union: AU) ซึ่งประกอบด้วยรัฐสมาชิก 55 ประเทศ เข้าเป็นสมาชิกถาวรของ G20 ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นถึงการเป็นตัวแทนของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้

 

เมื่อวันอาทิตย์ บรรดาผู้นำซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ, นายกรัฐมนตรีโอลาฟ ชอลซ์ ของเยอรมนี, นายกรัฐมนตรีริชี ซูนัค ของอังกฤษ, ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส และนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่น ยังได้ไปเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานของมหาตมะ คานธี วีรบุรุษแห่งเอกราชของอินเดีย รายงานข่าวระบุว่า ผู้นำส่วนใหญ่เดินเท้าเปล่าไปยังจุดที่เผาศพคานธี ซึ่งถูกลอบสังหารโดยกลุ่มหัวรุนแรงชาวฮินดูในปี 1948

 

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ไบเดนออกเดินทางต่อไปยังเวียดนามทันที โดยไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดในช่วงสุดท้าย ทำเนียบขาวเผยว่าไม่ทราบว่าไบเดนได้พูดคุยกับลาฟรอฟ หรือนายกรัฐมนตรีหลี่เฉียง ของจีน ซึ่งเป็นผู้นำคณะผู้แทนจีนในการประชุมสุดยอดครั้งนี้หรือไม่

 

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ต่างก็ไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดที่นิวเดลี

 

“นี่เป็นหนึ่งในการประชุมสุดยอด G20 ที่ยากที่สุดในประวัติศาสตร์เกือบ 20 ปีของการประชุม… ใช้เวลาเกือบ 20 วันในการตกลงเกี่ยวกับปฏิญญาก่อนการประชุมสุดยอด และ 5 วันในช่วงของการประชุม” สำนักข่าว Interfax ของรัสเซียรายงานโดยอ้างคำกล่าวของ สเวตลานา ลูกาช ผู้เจรจาของรัฐบาลรัสเซียในการประชุม G20

 

“นั่นไม่ได้เป็นเพราะความขัดแย้งบางประการในประเด็นของยูเครนเท่านั้น แต่ยังเนื่องมาจากความแตกต่างในประเด็นสำคัญทั้งหมด โดยหลักๆ คือประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนไปใช้ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ…”

 

เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปรายหนึ่งกล่าวว่า สงครามในยูเครนเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากที่สุดในการเจรจา

 

“หากไม่ใช่เพราะความเป็นผู้นำของอินเดียมันคงเป็นไปไม่ได้” เจ้าหน้าที่รายนี้กล่าว พร้อมเสริมว่า บราซิลและแอฟริกาใต้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมความแตกต่างด้วยเช่นกัน

 

ภาพ: Money SHARMA / AFP

อ้างอิง:

The post การประชุม G20 ปิดฉาก อินเดียส่งไม้ต่อบราซิลรับหน้าที่ประธานกลุ่มต่อไป appeared first on THE STANDARD.

]]>
G20 เปิดฉากประชุมซัมมิตวันแรก ประกาศรับสหภาพแอฟริกาเป็นสมาชิกถาวร https://thestandard.co/g20-summit-first-day-2023/ Sat, 09 Sep 2023 08:57:28 +0000 https://thestandard.co/?p=839585

ผู้นำกลุ่มประเทศที่ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก […]

The post G20 เปิดฉากประชุมซัมมิตวันแรก ประกาศรับสหภาพแอฟริกาเป็นสมาชิกถาวร appeared first on THE STANDARD.

]]>

ผู้นำกลุ่มประเทศที่ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก 20 ประเทศ หรือ G20 เริ่มเปิดฉากการประชุมสุดยอดประจำปีที่กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ด้วยการมอบสถานะสมาชิกถาวรให้แก่สหภาพแอฟริกา (African Union) โดยหวังว่าจะทำให้กลุ่ม G20 เป็นตัวแทนประเทศต่างๆ ของโลกมากขึ้น แม้ในความเป็นจริงแล้วบรรดาประเทศสมาชิกยังคงมีความแตกแยกกันเกี่ยวกับสงครามในยูเครน โดยชาติตะวันตกผลักดันให้กลุ่ม G20 ประณามรัสเซียอย่างรุนแรง ในขณะที่ประเทศอื่นๆ เรียกร้องให้กลุ่มมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทางเศรษฐกิจมากกว่า

 

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ และผู้นำประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม G20 ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรีโอลาฟ โชลซ์ ของเยอรมนี, ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส, นายกรัฐมนตรีริชี ซูนัค ของอังกฤษ, เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน นายกรัฐมนตรีของซาอุดีอาระเบีย และ ฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้น ณ Bharat Mandapam ศูนย์การประชุมรูปทรงสังข์มูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ที่เพิ่งสร้างใหม่ และตั้งอยู่ตรงข้ามป้อมหินสมัยศตวรรษที่ 16 

 

ธุรกิจ ร้านค้า สำนักงาน และโรงเรียนหลายแห่งในกรุงนิวเดลี ซึ่งมีประชากร 20 ล้านคน ปิดทำการในช่วงที่เมืองเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม เพื่อจำกัดการจราจร ขณะที่ทางการจัดการพื้นที่สลัม รวมทั้งนำลิงและสุนัขจรจัดออกจากถนน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้การประชุมระดับโลกนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่น

 

การประชุมสุดยอด G20 ครั้งนี้จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วันในวันที่ 9-10 กันยายน ซึ่งในวันแรกของการประชุมนั้น นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ในฐานะประธานการประชุม ได้ประกาศการรับสหภาพแอฟริกา หรือ AU เข้าเป็นสมาชิกถาวรของกลุ่ม G20 ซึ่งทัดเทียมกับสหภาพยุโรป และในการกล่าวเปิดการประชุม โมดีได้เชิญ อาซาลี อัสซูมานี ประธานสหภาพแอฟริกา ในฐานะตัวแทนกลุ่ม AU นั่งที่โต๊ะผู้นำ G20

 

อย่างไรก็ดี คาดว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้จะถูกครอบงำโดยชาติตะวันตกและพันธมิตร ในขณะที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน ส่งนายกรัฐมนตรีหลี่เฉียงมาร่วมประชุมแทน ส่วนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ไม่เดินทางมาร่วมประชุมเช่นกัน

 

ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายมองว่าการประชุมสุดยอดในครั้งนี้อาจเป็นโอกาสให้สีและไบเดนได้พบปะหารือกัน หลังจากตลอดหลายเดือนของความพยายามเยียวยาความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ อันเนื่องมาจากความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์

 

จอน ไฟเนอร์ รองที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเดลีว่า “เป็นหน้าที่ของรัฐบาลจีนที่จะต้องอธิบายว่า ผู้นำของจีนจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมการประชุมเพราะเหตุใด” 

 

ไฟเนอร์ยังได้กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่า จีนกำลังจะ ‘ละทิ้ง G20’ เพื่อหันไปสนับสนุนกลุ่มอื่นๆ เช่น BRICS ซึ่งเป็นกลุ่มที่จีนมีอำนาจเหนือกว่า

 

BRICS ประกอบด้วยบราซิล, รัสเซีย, อินเดีย, จีน และแอฟริกาใต้ และเห็นชอบที่จะเพิ่มสมาชิกใหม่อีก 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, อิหร่าน, เอธิโอเปีย, อียิปต์, อาร์เจนตินา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่มุ่งเร่งผลักดันให้เกิดการสับเปลี่ยนระเบียบโลกที่สมาชิกของกลุ่มเห็นว่าล้าสมัย

 

สำนักข่าว Reuters รายงานเกี่ยวกับเนื้อหาในร่างปฏิญญาของการประชุมสุดยอด G20 ซึ่งปรากฏว่า คณะผู้เจรจาของแต่ละประเทศไม่สามารถแก้ไขข้อขัดแย้งในส่วนของข้อความเกี่ยวกับสงครามในยูเครนได้ จึงต้องปล่อยให้บรรดาผู้นำทำหน้าที่ประนีประนอมหากเป็นไปได้ รายงานข่าวระบุว่า ร่าง 38 หน้าที่เผยแพร่ระหว่างประเทศสมาชิก มีการปล่อยให้ย่อหน้าที่เกี่ยวกับ ‘สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์’ เว้นว่างไว้ ขณะที่เห็นชอบกับอีก 75 ย่อหน้า

 

รายงานข่าวระบุว่า ความเห็นต่างของบรรดาประเทศสมาชิกเกี่ยวกับสงครามในยูเครน ทำให้คณะผู้เจรจาของ G20 ต้องพยายามกันอยู่หลายวันเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับภาษาที่จะใช้ในปฏิญญาผู้นำ (Leaders’ Declaration) โดยทางกลุ่มหวังว่า รัสเซียจะร่วมให้ความเห็นชอบในปฏิญญาผู้นำฉบับนี้

 

เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย ซึ่งเป็นตัวแทนประธานาธิบดีปูตินเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เปิดเผยว่าเขาจะขัดขวางร่างปฏิญญา (Final Declaration) ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์ของการประชุม เว้นแต่ร่างปฏิญญาดังกล่าวจะสะท้อนถึงจุดยืนของมอสโกเกี่ยวกับยูเครนและวิกฤตการณ์อื่นๆ

 

แหล่งข่าวระดับสูงรายหนึ่งเปิดเผยกับ Reuters ว่า ย่อหน้าเกี่ยวกับสงครามกับยูเครนได้รับการอนุมัติจากประเทศตะวันตก และส่งไปยังรัสเซียเพื่อขอความเห็น เจ้าหน้าที่รายนี้กล่าวว่า รัสเซียมีทางเลือกที่จะยอมรับความคิดเห็นของประเทศตะวันตก หรือแสดงความเห็นแย้งโดยเป็นส่วนหนึ่งของปฏิญญา

 

ในกรณีที่ไม่มีข้อตกลง อินเดียจะต้องออกแถลงการณ์ของประธานการประชุม (Chair Statement) แทน ซึ่งจะเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีของการประชุมสุดยอด G20 ที่จะไม่มีการออกปฏิญญาผู้นำ

 

ด้านเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีไบเดนจะกดดันให้ประเทศที่เป็นแกนนำของกลุ่ม G20 ดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในระดับที่สูงขึ้น เนื่องจากมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการขาดฉันทมติของที่ประชุมในเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

ทั้งนี้ ประเทศ G20 คิดเป็น 80% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก และความคิดเห็นของที่ประชุมในครั้งนี้ถูกจับตามองเป็นอย่างมากก่อนถึงการประชุมโลกร้อน COP28 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในช่วงปลายปีนี้

 

ภาพ: Kay Nietfeld / Picture Alliance via Getty Images

อ้างอิง:

The post G20 เปิดฉากประชุมซัมมิตวันแรก ประกาศรับสหภาพแอฟริกาเป็นสมาชิกถาวร appeared first on THE STANDARD.

]]>
จับตาประชุม G20 ผู้นำโลกจะคุยอะไรกัน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่แตกร้าว https://thestandard.co/g20-what-will-they-talk/ Fri, 08 Sep 2023 09:56:03 +0000 https://thestandard.co/?p=839178

เหลือเวลาอีกแค่เพียง 1 วัน การประชุม G20 ซึ่งอินเดียรับ […]

The post จับตาประชุม G20 ผู้นำโลกจะคุยอะไรกัน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่แตกร้าว appeared first on THE STANDARD.

]]>

เหลือเวลาอีกแค่เพียง 1 วัน การประชุม G20 ซึ่งอินเดียรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในปีนี้ก็จะเปิดฉากขึ้นแล้ว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอีเวนต์สำคัญประจำปฏิทินการเมืองโลก เนื่องจากผู้นำจากประเทศระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 19 ประเทศ บวกกับสหภาพยุโรป (EU) จะมาร่วมกันหารือประเด็นต่างๆ ที่เป็นวาระสำคัญของโลกในแต่ละปี

 

ปีนี้อินเดียได้พลิกโฉมการประชุม G20 ให้เป็นเวทีเจรจาทางการทูตสุดยิ่งใหญ่ โดยนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2023 อินเดียได้จัดการประชุมไปแล้วกว่า 200 ครั้งใน 60 เมือง ขณะที่มีการติดป้ายบิลบอร์ดและโปสเตอร์ขนาดใหญ่กระจายตัวทั่วกรุงนิวเดลี โดยเป็นภาพของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี พร้อมข้อความแสดงการต้อนรับผู้แทนจากทุกประเทศ อันเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าอินเดียพร้อมแล้วที่จะรับบทบาทเจ้าภาพเวทีการประชุมระดับโลกที่หลายฝ่ายตั้งตาคอย

 

แถลงการณ์ร่วมจะวินหรือวืด?

 

สิ่งที่อินเดียมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งนั้นคือ ‘แถลงการณ์ร่วม’ ของแต่ละชาติที่จะออกมาภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม เพราะหากการประชุม G20 ปีนี้เกิดวืด ไม่สามารถบรรลุฉันทมติร่วมกันได้ ก็จะถือเป็นปีแรกในประวัติศาสตร์ที่ไร้ซึ่งแถลงการณ์ใดๆ หลังการประชุมรูดม่านลง

 

ทว่าความพยายามดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มประเทศ G20 มีความคิดเห็นต่างกันในหลายประเด็น และประเด็นใหญ่ที่สุดก็หนีไม่พ้นสงครามยูเครน เฉกเช่นเดียวกับสถานการณ์ในการประชุม G20 เมื่อปี 2022 โดยย้อนกลับไปครั้งนั้น กว่าที่นานาประเทศจะเห็นชอบยอมออกแถลงการณ์ร่วมที่มีการประณามสงครามยูเครน ก็เล่นเอาเจ้าภาพอย่างอินโดนีเซียต้องปาดเหงื่อกว่าที่จะเฟ้นหาถ้อยคำที่เหมาะสมและได้รับการยอมรับจากทุกชาติสมาชิก รวมถึงรัสเซียและจีนที่มีท่าทีคัดค้านก่อนหน้านี้

 

โดยในที่สุดข้อความของแถลงการณ์ก็สรุปได้อย่างคร่าวๆ ว่า สมาชิก ‘ส่วนใหญ่’ ประณามสงครามในยูเครนอย่างรุนแรง แต่ถึงเช่นนั้นก็มีบางชาติที่มีมุมมองต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในรูปแบบที่แตกต่างออกไป

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าสถานการณ์ในวันนี้อาจยากลำบากกว่าที่เคย เพราะจีนและรัสเซียอาจไม่ยินยอมดังเช่นที่ผ่านมา ขณะที่ฝั่งโลกตะวันตก นำโดยสหรัฐอเมริกา ก็คงไม่ยอมถอยเช่นกัน เพราะอยากจะให้แถลงการณ์ที่ออกมานั้นมีการระบุถ้อยคำประณามสงครามยูเครนอย่างชัดแจ้ง

 

ส่วนเจ้าภาพอย่างอินเดียนั้นก็เป็นชาติที่วางตัวเป็นกลางมาตลอด โดยพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่ประณามเพื่อนรักเก่าอย่างรัสเซีย จึงทำให้เป็นที่จับตาว่าแล้วโมดีจะแสดงออกอย่างไรในการประชุมที่เตรียมเปิดฉากขึ้นนี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งสองฝั่ง

 

นอกจากนี้การที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง แห่งจีน ไม่มาเข้าร่วมการประชุมด้วยตัวเอง ก็อาจทำให้การตัดสินใจต่างๆ ยากขึ้นกว่าเดิม เพราะถึงแม้รัสเซียจะเลือกส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่าง เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเป็นผู้แทน รวมถึงจีนที่เลือกส่ง หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรี มาแทนสีจิ้นผิง แต่เขาทั้งสองก็อาจไม่มีอำนาจมากพอที่จะตัดสินใจใดๆ ในนาทีสุดท้ายโดยไม่ปรึกษาผู้นำของตนเองเสียก่อน

 

แนวโน้มของการวืดแถลงการณ์ก็เคยปรากฏให้เห็นมาแล้ว เพราะการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีคลังกลุ่ม G20 เมื่อช่วงต้นปีก็ปิดฉากลงโดยไม่มีการออกแถลงการณ์ร่วมแต่อย่างใด คงต้องลุ้นกันว่าในที่สุดนั้นอินเดียจะแก้ปมที่ยุ่งเหยิงนี้ด้วยวิธีการใดกันแน่

 

ถกประเด็นเศรษฐกิจ Global South

 

แม้ประเด็นสงครามยูเครนที่ยืดเยื้อ-เรื้อรังจะใหญ่แค่ไหน แต่เจ้าภาพอย่างอินเดียก็หวังว่ามันจะไม่ใหญ่พอจนเข้ามาบดบังความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาของกลุ่มประเทศ Global South ซึ่งประกอบไปด้วยบรรดาประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งอินเดียเตรียมที่จะผลักดันให้ถูกขึ้นโต๊ะเจรจาด้วย

 

ดังที่เกริ่นไปแล้วข้างต้นว่ากลุ่ม G20 เป็นการรวมตัวกันของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ถามว่าใหญ่แค่ไหน ก็ต้องแจกแจงแบบนี้ว่ามีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือ GDP รวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 85% ของ GDP โลก และมีมูลค่าการค้าคิดเป็น 75% ของทั้งโลก อีกทั้งยังมีประชากรคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 2 ใน 3 ของโลก

 

ที่ผ่านมานั้นอินเดียย้ำอยู่บ่อยครั้งว่าชาติสมาชิก G20 มีภาระความรับผิดชอบต่อประเทศที่ไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย อีกทั้งยังได้ตั้งตนขึ้นเป็นชาติผู้แทนที่คอยเป็นกระบอกเสียงให้กับ Global South ขณะที่สหภาพแอฟริกาก็ได้ประกาศส่งเสริมจุดยืนของอินเดียที่ต้องการมุ่งช่วยเหลือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งประสบปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหนี้สิน ตลอดจนราคาอาหารและพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลพวงต่อเนื่องมาจากสงครามและโรคระบาด

 

ทันวี มาดัน (Tanvi Madan) นักวิชาการอาวุโสแห่งสถาบัน Brookings Institution กล่าวว่า อินเดียและบรรดาประเทศกำลังพัฒนาในกลุ่ม G20 ต้องการให้ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เข้ามาช่วยมอบทุนสนับสนุนเพื่อนำมาแก้ไขปัญหาต่างๆ ข้างต้น

 

แต่ประเด็นนี้ก็คงไม่ง่ายอีกเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของการปรับโครงสร้างหนี้ ที่ผ่านมาอินเดียและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ พยายามเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยและสถาบันการเงินใหญ่ๆ อาทิ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้ามาให้ความช่วยเหลือแก่ชาติต่างๆ ที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชำระหนี้เงินกู้

 

ตัวแปรสำคัญในเรื่องนี้คือจีน โดย เดวิด มัลพาสส์ อดีตประธานธนาคารโลก เคยกล่าวเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกมีหนี้สินรายปีรวมกันมากถึง 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และเงินจำนวน 2 ใน 3 จากสัดส่วนดังกล่าวก็มีจีนที่เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ โดยมีความเสี่ยงที่หลายประเทศจะผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์ความยากจนทวีความรุนแรง รวมถึงราคาอาหารและพลังงานที่จะถีบตัวสูงขึ้นอีกเป็นเงาตามตัว

 

มาดันกล่าวว่า ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ต้องการเจ้าหนี้ที่ช่วยพวกเขาปรับโครงสร้างกำหนดเวลาการชำระหนี้ได้ และในบางกรณีก็อาจต้องการให้ช่วยเหลือเรื่องการเงินมากขึ้นด้วย ซึ่งแม้ในตอนนี้เรายังไม่อาจรู้ได้ว่าผลลัพธ์จากการประชุมคืออะไร แต่แนวคิดหลักๆ คาดว่าจะเป็นเรื่องของการประนีประนอมให้มากขึ้น

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2020 ชาติสมาชิก G20 ได้เห็นพ้องภายใต้กรอบความร่วมมือเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ของกลุ่มประเทศยากจน แต่การดำเนินการดังกล่าวก็เป็นไปอย่างล่าช้า โดยชาติตะวันตกจวกว่าจีนเป็นชาติที่ถ่วงให้กระบวนการต่างๆ ชะลอตัว ขณะที่จีนก็โต้กลับว่าไม่เป็นความจริง

 

อย่างไรก็ตาม อินเดียคาดหวังว่าจะได้รับคำมั่นจากบรรดาประเทศร่ำรวยมากกว่านี้ โดยอินเดียสนับสนุนให้มีการขยายกรอบความร่วมมือดังกล่าวไปยังชาติ Global South มากขึ้น รวมถึงกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง แต่หากว่าชาติตะวันตกยังคงยืนกรานที่จะกล่าวโทษจีนว่าเป็นสาเหตุของวิกฤตหนี้สิน ก็อาจทำให้ความฝันของอินเดียนั้นไปไม่ถึงดวงดาวได้

 

นอกจากนี้อินเดียยังหวังที่จะผลักดันให้มีการกำหนดกฎระเบียบกำกับดูแลสกุลเงินคริปโตในระดับโลก และยกเครื่องสถาบันการเงินหลักๆ เช่น ธนาคารโลก และ IMF ด้วย

 

โลกร้อน-โลกรวน

 

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญนอกเหนือไปจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์และเรื่องเงินๆ ทองๆ คือเรื่องของภาวะโลกรวน ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ที่อินเดียหยิบยกมาพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง โดยอินเดียกล่าวว่าประเทศยากจนบางประเทศนั้นมีความเปราะบางต่อภาวะสภาพอากาศสุดขั้วอย่างมาก

 

ผู้นำอินเดียได้เขียนบทความฉบับหนึ่งที่มีการเผยแพร่วานนี้ (7 กันยายน) โดยระบุว่า “ความทะเยอทะยานในการดำเนินการแก้ไขปัญหาโลกรวนจะต้องสอดคล้องกับการดำเนินการด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี”

 

คำกล่าวของโมดีนั้นสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่แตกต่างกันของสมาชิก G20 เกี่ยวกับประเด็นการเงินที่จะนำมาใช้เป็นงบแก้ปัญหาโลกรวน โดยปัจจุบันประเทศกำลังพัฒนานั้นแสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากเข้าร่วมในเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะกังวลว่าจะกระทบต่ออุตสาหกรรม ซึ่งจะทำให้เม็ดเงินที่ไหลเวียนในเศรษฐกิจนั้นลดลง และในทางเดียวกัน ประเทศกำลังพัฒนาก็กล่าวโทษประเทศอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้วิกฤตสภาพอากาศลุกลาม และประเทศเหล่านี้มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบด้วยการช่วยมอบงบประมาณ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานแก่พวกเขา เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มประเทศดังกล่าว

 

ในข้อนี้ แฮปปีมอน เจคอป (Happymon Jacob) ศาสตราจารย์ด้านนโยบายต่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัย Jawaharlal Nehru University ของอินเดีย กล่าวว่า สำหรับตัวเขาแล้ว เขาไม่คิดว่าการประชุม G20 ครั้งนี้จะให้ผลลัพธ์ที่เด็ดขาดเกี่ยวกับการดำเนินการเพื่อต่อสู้ภาวะโลกรวน แต่ถึงเช่นนั้นก็ชัดเจนว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมจะเป็นหนึ่งในหัวข้อใหญ่ที่ชาติสมาชิก G20 รวมถึงเจ้าภาพอย่างอินเดีย จะร่วมกันผลักดันให้ชาติร่ำรวยทุ่มทรัพยากรมาช่วยเหลือปัญหานี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม

 

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นงานใหญ่สำหรับอินเดียที่จะต้องทำทุกอย่างให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี พร้อมกับผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพราะมันจะช่วยส่งเสริมสถานะของอินเดียในฐานะชาติมหาอำนาจสำคัญบนเวทีโลก

 

โดยในช่วงเวลาที่เปราะบางเช่นนี้หากอินเดียสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้จริง ก็จะเป็นการแสดงให้โลกเห็นว่าอินเดียไม่ใช่แค่ ‘เข้าใจ’ และยังสามารถ ‘สร้างสมดุล’ ท่ามกลางการขับเคี่ยวกันของชาติต่างๆ ทั้งยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีโมดีในระดับโลก รวมถึงในระดับประเทศ ก่อนที่อินเดียจะเปิดฉากการเลือกตั้งทั่วไปรอบใหม่ในปีหน้าด้วย

 

ภาพ: Money SHARMA / AFP

อ้างอิง:

The post จับตาประชุม G20 ผู้นำโลกจะคุยอะไรกัน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่แตกร้าว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบเดนผิดหวัง สีจิ้นผิงจะไม่เข้าร่วมประชุม G20 ที่อินเดียสัปดาห์นี้ https://thestandard.co/biden-disappointed-xi-g20/ Mon, 04 Sep 2023 05:12:00 +0000 https://thestandard.co/?p=837132

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เผยว่าตนเองรู้สึกผิดห […]

The post ไบเดนผิดหวัง สีจิ้นผิงจะไม่เข้าร่วมประชุม G20 ที่อินเดียสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เผยว่าตนเองรู้สึกผิดหวัง หลังทราบว่า สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะไม่เดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G20 ที่จะจัดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ที่ประเทศอินเดีย โดยสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักคาดการณ์ว่า หลี่เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน จะเดินทางเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้แทน

 

ไบเดนระบุว่า “ผมรู้สึกผิดหวัง แต่ผมก็จะเดินทางไปพบเขา” ซึ่งเบื้องต้นยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอย่างแน่ชัดว่าผู้นำของสหรัฐฯ และจีนจะพบปะกันอีกครั้งที่ใดและเมื่อใด โดยผู้นำทั้งสองประเทศพบกันครั้งสุดท้ายที่การประชุมสุดยอดผู้นำ G20 เมื่อปี 2022 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย 

 

ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวว่า ผู้นำจีนจะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ที่กรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย แต่กระทรวงการต่างประเทศจีนกลับไม่ยืนยันในประเด็นนี้ และแหล่งข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักก็ระบุว่า สีจิ้นผิงไม่มีแผนที่จะเดินทางไปประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ในปีนี้

 

การถอนตัวดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงอยู่ในภาวะถดถอยอย่างต่อเนื่องในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอินเดียเองก็ไม่ค่อยสู้ดีนักในช่วงเวลานี้ หลังจากที่ทั้งสองประเทศเพิ่งมีการเผชิญหน้ากันตามแนวชายแดนพิพาทแถบหิมาลัย โดยรัฐบาลอินเดียได้ประท้วงที่รัฐบาลจีนอ้างกรรมสิทธิ์เหนือรัฐอรุณาจัลประเทศและที่ราบสูงอักไสชินว่าเป็นดินแดนของตนเอง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

 

หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ทั้งไบเดนและสีจิ้นผิงยังมีโอกาสที่จะพูดคุยกันอีกครั้งที่การประชุมสุดยอดผู้นำความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างวันที่ 15-17 พฤศจิกายนนี้

 

แฟ้มภาพ: Saul Loeb / AFP

อ้างอิง:

The post ไบเดนผิดหวัง สีจิ้นผิงจะไม่เข้าร่วมประชุม G20 ที่อินเดียสัปดาห์นี้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ‘ไบเดน’ เตรียมเยือนเวียดนามกันยายนนี้ ยกระดับความสัมพันธ์สองประเทศ | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-29082023-3/ Tue, 29 Aug 2023 06:56:52 +0000 https://thestandard.co/?p=835123

ทำเนียบขาวแถลงกำหนดการเดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางก […]

The post ชมคลิป: ‘ไบเดน’ เตรียมเยือนเวียดนามกันยายนนี้ ยกระดับความสัมพันธ์สองประเทศ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

ทำเนียบขาวแถลงกำหนดการเดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ในวันที่ 10 กันยายน 2566 หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเข้าร่วมการประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 ประเทศ หรือ G20 ที่อินเดีย เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไปสู่การเป็นพันธมิตรหุ้นส่วนที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ‘ไบเดน’ เตรียมเยือนเวียดนามกันยายนนี้ ยกระดับความสัมพันธ์สองประเทศ | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ไบเดนเตรียมเยือนเวียดนามเดือนหน้า มุ่งกระชับสัมพันธ์สหรัฐฯ-เอเชีย แต่ไม่มาร่วมประชุมอาเซียน https://thestandard.co/biden-visit-vietnam-meet-key-leaders/ Tue, 29 Aug 2023 04:54:20 +0000 https://thestandard.co/?p=835033 โจ ไบเดน

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะเดิน […]

The post ไบเดนเตรียมเยือนเวียดนามเดือนหน้า มุ่งกระชับสัมพันธ์สหรัฐฯ-เอเชีย แต่ไม่มาร่วมประชุมอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>
โจ ไบเดน

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะเดินทางเยือนกรุงฮานอยของเวียดนามในวันที่ 10 กันยายน ภายหลังเสร็จสิ้นการร่วมประชุมผู้นำ G20 ที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ระหว่างวันที่ 9-10 กันยายน โดยมีกำหนดการพบปะกับ เหงียน ฟู้ จ่อง (Nguyen Phu Trong) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และผู้นำรัฐบาลเวียดนาม

 

กำหนดการเยือนเวียดนามของไบเดนมีขึ้นท่ามกลางความพยายามของวอชิงตัน ในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และประเทศในเอเชีย รวมถึงการต่อต้านการขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยมุ่งความสนใจไปที่เวียดนามในฐานะหุ้นส่วนสำคัญของภูมิภาค

 

แครีน ฌอง ปิแอร์ (Karine Jean-Pierre) โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยว่า การเยือนเวียดนามของไบเดน คาดว่าจะมีการหารือในหลายประเด็นสำคัญ ตั้งแต่เรื่องการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงประเด็นเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

 

อย่างไรก็ตาม ผู้นำสหรัฐฯ ตัดสินใจที่จะไม่ไปร่วมการประชุมผู้นำอาเซียนครั้งที่ 43 ที่จัดขึ้นในกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 4-7 กันยายน โดยจะส่งรองประธานาธิบดีคามาลา (กมลา) แฮร์ริส เข้าร่วมประชุมแทน

 

ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นการเยือนเวียดนาม ไบเดนมีกำหนดการเดินทางต่อไปยังรัฐอะแลสกา เพื่อร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 22 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน

 

ภาพ: Celal Gunes / Anadolu Agency via Getty Images

อ้างอิง:

 

The post ไบเดนเตรียมเยือนเวียดนามเดือนหน้า มุ่งกระชับสัมพันธ์สหรัฐฯ-เอเชีย แต่ไม่มาร่วมประชุมอาเซียน appeared first on THE STANDARD.

]]>