Fitch Ratings – THE STANDARD https://thestandard.co สำนักข่าวออนไลน์ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ให้ความรู้ ความคิด และแรงบันดาลใจ. Tue, 04 Nov 2025 11:42:47 +0000 th hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.5.5 KKP เตือนการคลังไทย ‘ถึงขีดจำกัด’ เสี่ยงกระทบเครดิตประเทศ ซ้ำรอยช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008? https://thestandard.co/kkp-thai-finance-credit-risk/ Tue, 04 Nov 2025 11:42:47 +0000 https://thestandard.co/?p=1139723 KKP เตือนการคลังไทย ‘ถึงขีดจำกัด’ เสี่ยงกระทบ เครดิตประเทศ ซ้ำรอย ช่วงวิกฤตการเงินโลก ปี 2008?

KKP เตือนการคลังไทย ‘ถึงขีดจำกัด’ เสี่ยงกระทบเครดิตประเ […]

The post KKP เตือนการคลังไทย ‘ถึงขีดจำกัด’ เสี่ยงกระทบเครดิตประเทศ ซ้ำรอยช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008? appeared first on THE STANDARD.

]]>
KKP เตือนการคลังไทย ‘ถึงขีดจำกัด’ เสี่ยงกระทบ เครดิตประเทศ ซ้ำรอย ช่วงวิกฤตการเงินโลก ปี 2008?

KKP เตือนการคลังไทย ‘ถึงขีดจำกัด’ เสี่ยงกระทบเครดิตประเทศ เหมือนวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่ไทยรับมุมมองเป็นลบ ดันต้นทุนการเงินพุ่ง ซ้ำเติมเศรษฐกิจ พร้อมคาดอีก 2 ปีหนี้สาธารณะ เพดาน 70% จับตามาตรการกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal policy) เตือนรัฐมีหนี้ที่ยังไม่รับรู้อีกคิดเป็นประมาณเกือบ 5% ของ GDP

 

วันนี้ (4 พฤศจิกายน) KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า ‘บทวิเคราะห์เรื่อง KKP เตือนการคลังไทยถึงขีดจำกัด เสี่ยงกระทบเครดิตประเทศ’ โดยระบุ ข้อจํากัดทางการคลังกําลังกลายเป็นข้อจํากัดสําคัญของเศรษฐกิจไทย หลังจากที่บริษัทจัดอันดับ Credit Rating หลักทยอยปรับมุมมองที่มีต่อเศรษฐกิจไทยที่แย่ลง โดยเฉพาะผลกระทบผ่านช่องทางตลาดการเงินและต้นทุนทางการเงินของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

 

KKP ยังอธิบายว่า บริษัทจัดอันดับเครดิต (Credit Rating Agency) อย่าง Moody’s และ Fitch Ratings ออกมาปรับมุมมองความน่าเชื่อถือด้านการคลังของไทยลงจากมีเสถียรภาพ (Stable) เป็นลบ (Negative) เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร โอกาสที่ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือมีมากกว่าโอกาสจะปรับเพิ่ม

 

นอกจากนี้ KKP ยังกล่าวต่อว่า “มีโอกาสที่ S&P Global Ratings จะปรับตามมาเร็ว ๆ นี้ โดยครั้งสุดท้ายที่ไทยได้รับมุมมองเป็นลบแบบนี้คือใน ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008”

 

การเปิดเผยบทวิเคราะห์นี้ เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 (30 กันยายน 2568) อยู่ที่ 12.22 ล้านล้านบาท นับเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ สัดส่วนหนี้สาธาระณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 (ณ วันที่ 30 กันยายน) อยู่ที่ 64.82%

 

KKP เตือนการคลังไทย ‘ถึงขีดจำกัด’ เสี่ยงกระทบ เครดิตประเทศ ซ้ำรอย ช่วงวิกฤตการเงินโลก ปี 2008? 1

 

เจาะสาเหตุ Moody’s และ Fitch หั่นมุมมองไทย

 

โดยหนึ่งในสาเหตุสําคัญที่ทั้ง 2 บริษัทจัดอันดับพูดถึงตรงกัน คือ ‘ฐานะทางการคลัง’ และ ‘ศักยภาพของเศรษฐกิจไทย’ ที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะหลังจากโควิด-19 ทั้งหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้ภาครัฐที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ความพยายามรักษาฐานะการคลังจากแผนการคลังระยะปานกลางก็มักจะถูกเลื่อนออกไป

 

“หากไม่แก้ไขโดยเร็วก็มีโอกาสที่อันดับเครดิตจริง ๆ อาจถูกปรับลดลงในอนาคตได้” KKP เตือน

 

เปิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ หากไทยถูกลดอันดับเครดิต

 

สําหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่อาจตามมาหากประเทศไทยถูกลดอันดับเครดิต KKP ระบุว่า ย่อมส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลและภาคธุรกิจที่ระดมทุนทั้งในและต่างประเทศปรับเพิ่มสูงขึ้น และจะมีผลกระทบซํ้าเติมในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกําลังอ่อนแอ

 

หนี้สาธารณะต่อ GDP มี จ่อทะลุเพดาน 70% ใน 2 ปี

 

KKP Research ประเมินว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP มี โอกาสจะแตะเพดาน 70% ภายในปีงบประมาณ
2570 เร็วกว่าการประเมินของกระทรวงคลังล่าสุด ในปีที่แล้ว ที่คาดว่าจะไป ‘เฉียด’ เพดานในช่วงปีงบประมาณ 2572 เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง

 

KKP เตือนการคลังไทย ‘ถึงขีดจำกัด’ เสี่ยงกระทบ เครดิตประเทศ ซ้ำรอย ช่วงวิกฤตการเงินโลก ปี 2008? 2

 

KKP ชี้รัฐบาลซุกหนี้สาธารณะไว้ที่แบงก์รัฐฯ ถึง 5% ของ GDP

 

KKP กล่าวต่อว่า นอกจากการใช้จ่ายโดยตรงของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้นโยบายการคลังได้อีก 2 ช่องทาง ซึ่งปัจจุบันกําลังถึงขีดจํากัดเช่นเดียวกัน โดยช่องทางแรกคือมาตรการกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal policy) ที่ดําเนินการผ่านรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็นการพักหนี้หรือรับประกันเงินกู้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ

 

โดยปัจจุบัน ณ เดือน มิ.ย. 2025 อยู่ที่ระดับ 29% ของงบประมาณทั้งหมด จากเพดานที่กําหนดไว้ที่ 32% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท โดยในจํานวนนี้ส่วนหนึ่งมีการรับรู้ในหนี้สาธารณะไปแล้วและเหลือหนี้ที่ยังไม่รับรู้อีกคิดเป็นประมาณเกือบ 5% ของ GDP

 

ขณะที่ช่องทางที่ 2 คือการใช้มาตรการที่เป็นการสูญเสียรายได้ภาษี ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นผลกระทบมากขึ้น

 

KKP เตือนการคลังไทย ‘ถึงขีดจำกัด’ เสี่ยงกระทบ เครดิตประเทศ ซ้ำรอย ช่วงวิกฤตการเงินโลก ปี 2008? 3

 

ทั้งนี้ มาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินและการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 คือมาตราที่มุ่งควบคุมนโยบายกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal policy) ของรัฐบาล โดยปัจจุบัน คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐได้กำหนดเพดานไว้ที่ 32% ของงบประมาณประจำปี

 

4 ทางออกที่ต้องเร่งดำเนินการ

 

KKP Research มองว่าทางออกที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นอย่างน้อยเพื่อรักษาอันดับเครดิตเอาไว้ได้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับตัวจากมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างการคลังในระยะกลาง โดยมีลำดับความสำคัญด้านนโยบาย 4 เรื่อง ดังนี้

 

1. การยกระดับศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว — ผ่านการเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างแรงจูงใจต่อการลงทุนภาคเอกชน และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ดอกเบี้ยในประเทศอยู่ระดับต่ำ หากอัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นเพราะความเสี่ยงด้านการคลังจะให้ทางเลือกของรัฐบาลลดลงอย่างรวดเร็ว

 

2. การเพิ่มศักยภาพด้านรายได้ของรัฐ — ด้วยการขยายฐานภาษี ลดขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบ ลดการยกเว้นภาษีที่ไม่จำเป็น และพัฒนาระบบการจัดเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

3. การปรับโครงสร้างรายจ่ายภาครัฐ — โดยปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการ ปรับเป้าหมายการจัดสวัสดิการให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และลดการรั่วไหลจากคอร์รัปชันและรายจ่ายประจำที่ไม่มีประสิทธิผล

 

4. การสร้างกรอบวินัยการคลังที่น่าเชื่อถือ — ผ่านการจัดทำงบประมาณแบบหลายปี (multi-year budgeting) และการมีองค์กรอิสระด้านการคลัง ทำหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล เพื่อช่วยยึดเหนี่ยวความคาดหวังของตลาด และสนับสนุนความน่าเชื่อถือด้านอันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย

 

 

The post KKP เตือนการคลังไทย ‘ถึงขีดจำกัด’ เสี่ยงกระทบเครดิตประเทศ ซ้ำรอยช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008? appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings มองคุณภาพสินทรัพย์แบงก์ไทยยัง ‘อ่อนแอ’ เตือนสินเชื่อด้อยคุณภาพจ่อเพิ่ม https://thestandard.co/fitch-warns-thai-bank-npls-rise/ Thu, 16 Oct 2025 08:32:44 +0000 https://thestandard.co/?p=1131442 Fitch Ratings

ฟิทช์ เรทติ้งส์ มองคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารไทยยังคง ‘อ่ […]

The post Fitch Ratings มองคุณภาพสินทรัพย์แบงก์ไทยยัง ‘อ่อนแอ’ เตือนสินเชื่อด้อยคุณภาพจ่อเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings

ฟิทช์ เรทติ้งส์ มองคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารไทยยังคง ‘อ่อนแอ’ พร้อมเตือนสินเชื่อด้อยคุณภาพจ่อขยับขึ้นอีกในปีนี้ท่ามกลางอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงอ่อนแอ ประเมินแรงกดดันส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม SME

 

วันนี้ (15 ตุลาคม) ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) คาดว่า อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (impaired-loan ratio) ของภาคธนาคารไทยจะขยับเพิ่มจาก 3.4% ในปี 2567 เป็น 3.7% ในปี 2568 และน่าจะยังทรงตัวในปี 2569

 

โดยแรงกดดันส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งมีอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 7.9% ในครึ่งแรกของปี 2568 (จากสิ้นปี 2567ที่ 7.2%) ท่ามกลางอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ

 

โดยฟิทช์คาดว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) จะอยู่ที่ 2.2% ในปี 2568
และ 1.9% ในปี 2569 นับเป็นอัตราที่ชะลอตัวจากปี 2567 ที่ 2.5%

 

อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับต่ำและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงน่าจะช่วยสนับสนุนความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ได้บ้าง

 

นอกจากนี้ หลายธนาคารได้ทำการปรับลดพอร์ทลูกหนี้กลุ่มเสี่ยงมาก่อนหน้านี้แล้วและธนาคารยังคงมีความสามารถที่จะตัดจำหน่ายสินเชื่อด้อยคุณภาพได้

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

ทั้งนี้ ย้อนกลับไปเมื่อกันยายนที่ผ่านมา Fitch Ratings ประกาศหั่นแนวโน้มอันดับเครดิต แบงก์ไทย 5 แห่งเป็น ‘ลบ’ (Negative) ได้แก่ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) (TTB) ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) (SCBT) และธนาคารยูโอบี (ไทย) จำกัด (มหาชน) (UOBT) ตามการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของรัฐบาลไทย

 

อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ยังคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวธนาคารอื่นๆ ของไทยไว้ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBank) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) และบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX) เหตุพิจารณาจากอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของแต่ละธนาคารยังมีเสถียรภาพ

The post Fitch Ratings มองคุณภาพสินทรัพย์แบงก์ไทยยัง ‘อ่อนแอ’ เตือนสินเชื่อด้อยคุณภาพจ่อเพิ่ม appeared first on THE STANDARD.

]]>
ประเทศไทยถูกปรับ Outlook – สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ – การคลัง https://thestandard.co/thailand-outlook-downgrade-economy/ Mon, 06 Oct 2025 11:19:24 +0000 https://thestandard.co/?p=1127266 Outlook ไทย ถูกปรับลด

ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากทั้งภายน […]

The post ประเทศไทยถูกปรับ Outlook – สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ – การคลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Outlook ไทย ถูกปรับลด

ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากทั้งภายนอกและภายในประเทศ ซึ่งส่งผลลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ส่งผลให้มุมมองของประเทศจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศอย่าง Fitch Ratings มีความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและฐานะการคลังของไทย ดังนั้นจึงได้ประกาศปรับมุมมองของประเทศไทยจาก “Stable” เป็น “Negative” แม้จะยังคงยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือ (BBB+) ไว้เช่นเดิมก็ตาม

 

แม้การปรับมุมมองดังกล่าวมีผลมาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการปรับครั้งนี้ คือ หนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังช่วง โควิด-19 อันเป็นผลจากการที่ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบาย เช่น การแจกเงิน และ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งมีมูลค่าการใช้จ่ายในระดับที่สูงกว่ารายได้ ส่งผลให้เกิดการขาดดุลมาอย่างต่อเนื่อง โดยหนี้สาธารณะของไทยปรับเพิ่มขึ้นมาจากราว 40% สู่ระดับ 59.4% ของ GDP ในเดือน สิงหาคม 2568 ขณะที่ Fitch คาดว่าตัวเลขดังกล่าวยังมีแนวโน้มที่จะปรับสูงขึ้นสู่ระดับ 65% ในอนาคต ซึ่งสูงกว่าที่เคยมองไว้ในปีที่แล้วว่าจะอยู่ในระดับเพียง 61.8% ในปี 2571 จึงเป็นเหตุผลสำคัญในการปรับมุมมองในครั้งนี้ 

 

ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของไทยเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ถูกจับตามอง โดย Fitch คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 2.2% ในปี 2568 และ 1.9% ในปี 2569 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่มีระดับความน่าเชื่อถือ BBB โดยการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่เมื่อมองไปข้างหน้า การส่งออกเผชิญความท้าทายจากภาษีการค้าสหรัฐฯ ที่จะส่งผลให้การค้าโลกหดตัวลง ในขณะที่การท่องเที่ยวไทยเริ่มอิ่มตัว เติบโตได้ช้าลงเมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเข้าใกล้จุดสูงสุดช่วงก่อนโควิด-19 และนักท่องเที่ยวจีนที่ปรับตัวลดลง นอกจากนั้นการเมืองภายในประเทศยังประสบกับความไม่แน่นอนซึ่งอาจจะส่งผลลบต่อทั้งการท่องเที่ยว และการใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มเติม

 

ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่ได้ถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือทันที เนื่องจากยังมีความแข็งแกร่งไม่ว่าจะเป็น เงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูง โครงสร้างหนี้ที่มั่นคง ซึ่งหนี้เกือบทั้งหมดเป็นสกุลบาท อายุเฉลี่ยยาว และภาระดอกเบี้ยต่ำกว่ากลุ่มประเทศ BBB อื่นๆ อย่างไรก็ดี การส่งสัญญาณเตือนครั้งนี้ถือเป็นข้อความสำคัญให้แก่ภาครัฐ ที่จะต้องกลับมาพิจารณาถึงความเหมาะสมของแผนการคลังระยะปานกลาง ที่เคยมองการเพิ่มหนี้สาธารณะไว้สูงถึง 69.3% ในปี 2572 

 

ในระยะข้างหน้า ประเทศไทยยังคงต้องจัดการกับความท้าทายเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ได้แก่ ความล่าช้าในการควบคุมการขาดดุลงบประมาณจนทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปัญหาการเมืองที่กระทบต่อการท่องเที่ยว และการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำกว่าคาดเป็นเวลานาน 

 

หากพิจารณาผลกระทบต่อการลงทุนตราสารหนี้ เราประเมินว่า ถึงแม้ว่าประเทศไทยอาจจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือไปสู่ระดับ BBB (จากระดับปัจจุบันที่ BBB+) พันธบัตรรัฐบาลไทยยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มหุ้นกู้ที่มีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment Grade) ดังนั้นความผันผวนที่จะเกิดขึ้นต่อพันธบัตรรัฐบาลไทย มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น อย่างไรก็ดี ในระยะยาวพันธบัตรรัฐบาลไทยยังคงมีแรงสนับสนุนจากทั้ง ความสามารถในการชำระหนี้ที่ยังคงแข็งแกร่ง โอกาสในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง และสภาพคล่องในประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งจะสามารถสนับสนุนการลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยของนักลงทุนต่างชาติได้ โดยปัจจุบัน การถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก ดังนั้นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยยังคงมีความน่าสนใจในระยะข้างหน้า 

 

ภาพ: Nuthawut Somsuk/Getty Images

 

The post ประเทศไทยถูกปรับ Outlook – สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ – การคลัง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ห่วงสถานะการคลังไทยด้อยลง แม้ยังจัดหาเงินต้นทุนต่ำช่วยชดเชยขาดดุล https://thestandard.co/fitch-ratings-thailand-fiscal-concern/ Wed, 01 Oct 2025 10:26:01 +0000 https://thestandard.co/?p=1125246

ฟิทช์ เรทติ้งส์ เผย ประเทศไทยเผชิญ แรงกดดันเพิ่มขึ้นจาก […]

The post ฟิทช์ เรทติ้งส์ ห่วงสถานะการคลังไทยด้อยลง แม้ยังจัดหาเงินต้นทุนต่ำช่วยชดเชยขาดดุล appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฟิทช์ เรทติ้งส์ เผย ประเทศไทยเผชิญ แรงกดดันเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว เนื่องจากผลกระทบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ การปรับตัวลดลง ของฟิทช์ เรทติ้งส์ เผย ประเทศไทยเผชิญ แรงกดดันเพิ่มขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว เนื่องจากผลกระทบจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ การปรับตัวลดลง ของความสามารถในการรองรับความเสี่ยงทางการคลัง (fiscal buffer) และภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ

 

งานสัมมนาของฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) หัวข้อ “Global Risks and Regional Economics & Bank Outlook โธมัส รูคมาเคอร์ ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มจัดอันดับเครดิต ประเทศในภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก จากฟิทช์ เรทติ้งส์ (ฮ่องกง) บรรยายถึงความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยคาดว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.4% ในปี 2568 จาก 2.9% ในปี 2567 จากภาวะการชะลอตัว ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่มีมากขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสำหรับประเทศในเอเชีย

 

โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่การส่งออกของประเทศจีนยังคงทรงตัวได้ โดยบางส่วนเป็นการเปลี่ยน เป้าหมายการส่งออกไปยังประเทศปลายทางอื่น ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอลง ก็ส่งผลให้มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง (fiscal consolidation) มีความล่าช้า เนื่องจากความไม่พอใจของประชาชนในประเทศ นำไปสู่การประท้วงด้านธรรมาภิบาล หรืออัตราค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

ทั้งนี้ สถานะทางการคลังของประเทศไทยได้ปรับตัวด้อยลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลจะยังสามารถจัดหาเงินทุนเพื่อชดเชยการขาดดุลได้ด้วยต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอันดับเครดิตใกล้เคียงกัน ในขณะที่สถานะหนี้สินต่างประเทศ (external finance) ยังคงเป็นจุดแข็งที่สำคัญ

 

ก่อนหน้านี้ ฟิทช์ได้ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสากลที่ ‘BBB+ ’ของประเทศไทย เป็น “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ” จาก “แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อฐานะการคลังของประเทศ จากความไม่แน่นอน ด้านนโยบายที่ยืดเยื้อ ประกอบกับอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอตัวลง การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ล่าช้า และการลดระดับหนี้ ของภาคครัวเรือน (household deleveraging)

 

ด้านแนวโน้มการดำเนินงานของภาคธนาคาร โดย พาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสถาบันการเงินของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่ากำไรและคุณภาพสินทรัพย์ ของภาคธนาคารไทยมีแนวโน้มถดถอยลง โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพ มีแนวโน้ม ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ SME ฟิทช์ คาดว่าแนวโน้มการดำเนินงานในปี 2569 จะยังคงมีความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ การเติบโตของสินเชื่อ ในระดับต่ำและอัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับตัวลดลง

 

แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการรองรับความเสี่ยง (loss absorption buffers) เช่น อัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ และฐานะเงินกองทุน (core capital) ของภาคธนาคารยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับธนาคารในภูมิภาค และเกณฑ์มาตรฐานของฟิทช์ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนโครงสร้างเครดิต ที่พิจารณาจากฐานะการเงินของตัวธนาคารเอง (standalone credit profile) แม้ว่าอันดับเครดิตสากลของประเทศไทย จะมี “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ”
ความสามารถในการรองรับความเสี่ยงทางการคลัง (fiscal buffer) และภาวะความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ 

 

งานสัมมนาของฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) หัวข้อ “Global Risks and Regional Economics & Bank Outlook โธมัส รูคมาเคอร์ ผู้อำนวยการอาวุโส กลุ่มจัดอันดับเครดิต ประเทศในภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก จากฟิทช์ เรทติ้งส์ (ฮ่องกง) บรรยายถึงความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยคาดว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก จะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.4% ในปี 2568 จาก 2.9% ในปี 2567 จากภาวะการชะลอตัว ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่มีมากขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสำหรับประเทศในเอเชีย 

 

โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่การส่งออกของประเทศจีนยังคงทรงตัวได้ โดยบางส่วนเป็นการเปลี่ยน เป้าหมายการส่งออกไปยังประเทศปลายทางอื่น ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอลง ก็ส่งผลให้มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง (fiscal consolidation) มีความล่าช้า เนื่องจากความไม่พอใจของประชาชนในประเทศ นำไปสู่การประท้วงด้านธรรมาภิบาล หรืออัตราค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น 

 

ทั้งนี้ สถานะทางการคลังของประเทศไทยได้ปรับตัวด้อยลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่ารัฐบาลจะยังสามารถจัดหาเงินทุนเพื่อชดเชยการขาดดุลได้ด้วยต้นทุนต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มอันดับเครดิตใกล้เคียงกัน ในขณะที่สถานะหนี้สินต่างประเทศ (external finance) ยังคงเป็นจุดแข็งที่สำคัญ 

 

ก่อนหน้านี้ ฟิทช์ได้ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสากลที่ ‘BBB+ ’ของประเทศไทย เป็น “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ” จาก “แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อฐานะการคลังของประเทศ จากความไม่แน่นอน ด้านนโยบายที่ยืดเยื้อ ประกอบกับอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอตัวลง การฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ล่าช้า และการลดระดับหนี้ ของภาคครัวเรือน (household deleveraging) 

 

ด้านแนวโน้มการดำเนินงานของภาคธนาคาร โดย พาสันติ์ สิงหะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสถาบันการเงินของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่ากำไรและคุณภาพสินทรัพย์ ของภาคธนาคารไทยมีแนวโน้มถดถอยลง โดยสินเชื่อด้อยคุณภาพ มีแนวโน้ม ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้ SME ฟิทช์ คาดว่าแนวโน้มการดำเนินงานในปี 2569 จะยังคงมีความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ การเติบโตของสินเชื่อ ในระดับต่ำและอัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับตัวลดลง 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการรองรับความเสี่ยง (loss absorption buffers) เช่น อัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ และฐานะเงินกองทุน (core capital) ของภาคธนาคารยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับธนาคารในภูมิภาค และเกณฑ์มาตรฐานของฟิทช์ อีกทั้งยังเป็นปัจจัยช่วยสนับสนุนโครงสร้างเครดิต ที่พิจารณาจากฐานะการเงินของตัวธนาคารเอง (standalone credit profile) แม้ว่าอันดับเครดิตสากลของประเทศไทย จะมี “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ”

The post ฟิทช์ เรทติ้งส์ ห่วงสถานะการคลังไทยด้อยลง แม้ยังจัดหาเงินต้นทุนต่ำช่วยชดเชยขาดดุล appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings หั่นแนวโน้มอันดับเครดิต 3 บริษัทพลังงานไทย EGAT-PTT-PTTEP https://thestandard.co/fitch-ratings-thailand-energy-outlook/ Tue, 30 Sep 2025 07:54:55 +0000 https://thestandard.co/?p=1124723 Fitch Ratings พลังงานไทย

ฟิทช์ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิต 3 บริษัทพลังงานไทย ได้แก […]

The post Fitch Ratings หั่นแนวโน้มอันดับเครดิต 3 บริษัทพลังงานไทย EGAT-PTT-PTTEP appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings พลังงานไทย

ฟิทช์ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิต 3 บริษัทพลังงานไทย ได้แก่ กฟผ.  ปตท. และ ปตท.สผ. เป็น ‘ลบ’ แต่คงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+ สอดคล้องกับการที่ฟิทช์ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของรัฐบาลไทยเป็นลบ เมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา

 

วันนี้ (29 กันยายน) ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสากลระยะยาว (InternationalLong-Term Issuer Default Rating: IDR) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือ EGAT บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) (ปตท.) และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) เป็นลบ จากเดิมแนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ

และคงอันดับเครดิตไว้ที่ ‘BBB+’

 

ฟิทช์ ยังระบุว่า การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ ปตท. สอดคล้องกับการที่ฟิทช์ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของรัฐบาลไทยเป็นลบ จากเดิมแนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ พร้อมคงอันดับเครดิตรัฐบาลไทยที่ ‘BBB+’ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 

 

ทั้งนี้ภายใต้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับภาครัฐฯ (Government-Related Entities Rating Criteria) อันดับเครดิตสากลระยะยาว และแนวโน้มอันดับเครดิตของ ปตท. ไม่สามารถอยู่สูงกว่าอันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศได้ เนื่องจากไม่มีโครงสร้างที่จำกัดสิทธิของภาครัฐฯในการเข้าถึงเงินสดและสินทรัพย์ของ ปตท. 

 

ดังนั้นการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศจึงส่งผลโดยตรงต่อ ปตท.

 

การปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของ ปตท.สผ. สะท้อนการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทแม่ คือ ปตท.

เนื่องจากอันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตของ ปตท.สผ. อยู่ในระดับเดียวกันกับ ปตท.

 

โดยอ้างอิงจากการประเมินของฟิทช์ว่า ปตท.มีแรงจูงใจเชิงกลยุทธ์และด้านการดำเนินงาน ในการให้การสนับสนุน ปตท.สผ.ที่อยู่ในระดับสูง (High) ภายใต้หลักเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่และบริษัทย่อย (Parent and Subsidiary Linkage

Rating Criteria) 

 

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ของ ปตท. ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากอันดับเครดิตภายในประเทศเป็นการวัดความน่าเชื่อถือสัมพัทธ์ระหว่างประเทศและผู้ออกตราสารอื่นภายในประเทศไทย

 

นอกจากนี้ ฟิทช์ อธิบายเช่นกันว่า อันดับเครดิต และแนวโน้มอันดับเครดิตของ EGAT จะไม่สูงกว่าอันดับเครดิตของรัฐบาลไทยเช่นกัน เนื่องจาก รัฐบาลมีอำนาจควบคุม EGAT อย่างเข้มงวด รวมถึงการไม่มีกลไกจำกัดการเข้าถึงเงินสดหรือสินทรัพย์ของ EGAT จากรัฐบาล ดังนั้น แนวทางการจัดอันดับเครดิตนี้จึงสอดคล้องกับเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตรัฐบาลไทย

 

อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ตระหนักถึงผลงานของรัฐบาลในการบริหารจัดการสถานะทางการเงินของ EGAT อย่างระมัดระวัง ซึ่งเมื่อรวมกับสถานะที่โดดเด่นทางการตลาดและรายได้ที่ชัดเจนจากกรอบการกำกับดูแล ที่มั่นคงส่งผลให้สถานะเครดิตของบริษัทอยู่ที่ระดับ  ‘BBB+’ เช่นเดิม

 

The post Fitch Ratings หั่นแนวโน้มอันดับเครดิต 3 บริษัทพลังงานไทย EGAT-PTT-PTTEP appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings หั่นแนวโน้มอันดับเครดิต 5 แบงก์ไทยเป็น ‘ลบ’ https://thestandard.co/fitch-downgrades-5-thai-banks/ Mon, 29 Sep 2025 11:23:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1124430

Fitch Ratings ประกาศหั่นแนวโน้มอันดับเครดิต แบงก์ไทย 5 […]

The post Fitch Ratings หั่นแนวโน้มอันดับเครดิต 5 แบงก์ไทยเป็น ‘ลบ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>

Fitch Ratings ประกาศหั่นแนวโน้มอันดับเครดิต แบงก์ไทย 5 แห่งเป็น ‘ลบ’ (Negative) ได้แก่ EXIM KTB TTB SCBT และ UOBT หลังการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของรัฐบาลไทย เผยอันดับเครดิต BBL, KBank, SCB และ SCBX ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทย เหตุพิจารณาจากอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของแต่ละธนาคาร

 

วันนี้ (29 กันยายน) ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term Issuer Default Ratings: IDRs) เป็น แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ (Negative) จากมีเสถียรภาพ (Stable) และยังคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว สำหรับธนาคารดังต่อไปนี้

 

  • ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM)
  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB)
  • ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) (TTB)
  • ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด (มหาชน) (SCBT) และ
  • ธนาคารยูโอบี (ไทย) จำกัด (มหาชน) (UOBT)

 

พร้อมกันนี้ ฟิทช์ยังคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวโดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ สำหรับธนาคารดังต่อไปนี้:

 

  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL)
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY)
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) (KBank)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) และ
  • บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCBX)

 

การประกาศอันดับเครดิตดังกล่าวนี้เกิดขึ้นภายหลังการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของรัฐบาลไทยเป็นแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ (BBB+/Negative) จากเดิมแนวโน้มมีเสถียรภาพ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568

 

เปิดปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต

 

ฟิทช์ยังระบุว่า อาจมีการเปลี่ยนแปลงความสามารถในการสนับสนุนของรัฐบาล: แม้อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาล (Government Support Rating) ของ EXIM, KTB, TTB, BBL, KBank, SCB, และ SCBX จะได้รับการคงอันดับเครดิต

 

แต่อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาลมีโอกาสที่จะถูกปรับลดอันดับได้ ในกรณีที่อันดับเครดิตสากลของประเทศไทยถูกปรับลดอันดับ

 

อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ EXIM, KTB และ TTB มีปัจจัยในการพิจารณาหลักมาจากอันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาลของแต่ละธนาคาร และการปรับ “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ” ของธนาคารทั้งสามแห่ง สะท้อนถึงการปรับลดลงของความสามารถของรัฐบาลในการให้การสนับสนุนเป็นพิเศษที่นอกเหนือจากการให้การสนับสนุนด้านการดำเนินงานตามปรกติ (extraordinary support)

 

การสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นอาจมีข้อจำกัด: อันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้น (Shareholder Support Rating) ของ SCBT, UOBT และ BAY ได้รับการคงอันดับเครดิต ในขณะที่การปรับ “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ” สำหรับ SCBT และ UOBT

 

สะท้อนว่าอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของทั้งสองธนาคาร อาจถูกจำกัดโดยเพดานอันดับเครดิตของประเทศไทย (Country Ceiling) เนื่องจากหากมีการปรับลดเพดานอันดับเครดิต จะส่งผลให้มีการปรับลดอันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นเช่นกัน และนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว ทั้งนี้ อันดับเครดิตสากลสกุลเงินในประเทศระยะยาวของ SCBT ไม่ถูกจำกัดโดยเพดานอันดับเครดิต ดังนั้นจึงยังคงมี “แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ”

 

สำหรับ BAY อันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นของธนาคารไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเพดานอันดับเครดิต และอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวจึงจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเพียงหนึ่งอันดับของเพดานอันดับเครดิตของประเทศไทย

 

ไม่มีผลต่ออันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน:

 

ฟิทช์คงอันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน (Viability Rating) ของ KTB, TTB, UOBT, BBL, BAY, KBank, SCB และ SCBX โดยคะแนนปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการดำเนินงานของธนาคารไทยที่ฟิทช์ประเมิน ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ ‘bbb’/แนวโน้มมีเสถียรภาพ ซึ่งอยู่ต่ำกว่าอันดับเครดิตของประเทศไทย

 

และฟิทช์เชื่อว่าคะแนนปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการดำเนินงานไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทย ฟิทช์ได้ปรับแนวโน้มของคะแนนปัจจัยด้านการระดมทุนและสภาพคล่องของ BBL ที่ ‘bbb+’ เป็น “แนวโน้มเป็นลบ” จากเดิม “แนวโน้มมีเสถียรภาพ” เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่ปัจจัยดังกล่าวจะถูกจำกัดโดยอันดับเครดิตของประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามการปรับแนวโน้มของคะแนนดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคาร

 

ทั้งนี้ อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ BBL, KBank, SCB และ SCBX พิจารณาจากอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของแต่ละธนาคาร ดังนั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทย

 

สำหรับรายละเอียดของปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิตของธนาคารแต่ละแห่ง สามารถดูได้จากประกาศอันดับเครดิตครั้งล่าสุด ดังนี้:

 

  • EXIM: “ฟิทช์ประกาศคงอันดับเครดิตสากลของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยที่ ‘BBB+’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” ลงวันที่ 12 กันยายน 2568 (Fitch Affirms Thai EXIM at ‘BBB+’; Outlook Stable)

 

  • KTB และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหมู่เกาะเคย์แมน: “ฟิทช์คงอันดับเครดิตของธนาคารกรุงไทยที่ ‘BBB+’ และ ‘AAA(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพและปรับเพิ่มอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินเป็น ‘bbb’” ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2568 (Fitch Affirms Krung Thai Bank at ‘BBB+’/’AAA(tha)’; Outlook Stable; Upgrades VR to ‘bbb’)

 

  • TTB: “ฟิทช์คงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ ธ.ทหารไทยธนชาต ที่ ‘BBB’ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘AA+(tha)’; แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 (Fitch Affirms TMBThanachart Bank at ‘BBB’ and ‘AA+(tha); Outlook Stable)

 

  • SCBT: “ฟิทช์คงอันดับเครดิตของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ที่ ‘A-’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2568 (Fitch Affirms Standard Chartered Bank (Thai) at ‘A-‘; Outlook Stable)

 

  • UOBT: “ฟิทช์คงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของธนาคารยูโอบี (ไทย) ที่ ‘A-’ และอันดับเครดิตภายในประเทศที่ ‘AAA(tha)’; แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” ลงวันที่ 13 มีนาคม 2568 (Fitch Affirms United Overseas Bank (Thai) at ‘A-‘ and ‘AAA(tha)’; Outlook Stable)

 

  • BAY: “ฟิทช์คงอันดับเครดิตของธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่ ‘BBB+’ และ ‘AAA(tha)’; แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” ลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 (Fitch Affirms Bank of Ayudhya at ‘BBB+’ and ‘AAA(tha)’; Outlook Stable)

 

  • BBL และ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาฮ่องกง: “ฟิทช์คงอันดับเครดิตของธนาคารกรุงเทพที่ ‘BBB’ และ ‘AA+(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2568 (Fitch Affirms Bangkok Bank at ‘BBB’ and ‘AA+(tha)’; Outlook Stable)

 

  • KBank และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาฮ่องกง: “ฟิทช์คงอันดับเครดิตของธนาคารกสิกรไทยที่ ‘BBB’ และ ‘AA+(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2568 (Fitch Affirms KASIKORNBANK at ‘BBB’/’AA+(tha)’; Outlook Stable)

 

  • SCB SCBX และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาหมู่เกาะเคย์แมน: “ฟิทช์คงอันดับเครดิตของธนาคารไทยพาณิชย์ และ บมจ. เอสซีบี เอกซ์ ที่ ‘BBB’ และ ‘AA+(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2568 (Fitch Affirms SCBX and Siam Commercial Bank at ‘BBB’ and ‘AA+(tha)’; Outlook Stable)

 

เปิดปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต

 

ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบหรือส่งผลให้เกิดการปรับลดอันดับเครดิต (ปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัยรวมกัน) ในกรณีที่มีการปรับลดอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของประเทศไทย:

 

•อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาล ของ EXIM, KTB, TTB, BBL, KBank, SCB และ SCBX น่าจะถูกปรับลดลง

 

•อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวและอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้น (Long-Term และ Short-Term IDRs) ของ EXIM, KTB และ TTB น่าจะถูกปรับลด

 

•อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นของ BBL KBank และ SCB น่าจะถูกปรับลด เนื่องจากจะไม่เป็นอันดับเครดิตที่พิจารณาจากปัจจัยการสนับสนุน (support-driven) อีกต่อไป และคะแนนปัจจัยด้านการระดมเงินทุนและสภาพคล่อง (funding and liquidity) ของธนาคารไม่เข้าเกณฑ์สำหรับตัวเลือกอันดับเครดิตระยะสั้นที่สูงกว่า

 

•อันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้น และอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ SCBT และ UOBT น่าจะถูกปรับลด

 

สำหรับรายละเอียดของปัจจัยที่มีผลกระทบต่ออันดับเครดิตของธนาคารแต่ละแห่ง สามารถดูได้จากประกาศอันดับเครดิตครั้งล่าสุด ที่แสดงไว้ด้านบน

 

ปัจจัยที่อาจส่งผลเชิงบวกหรือทำให้ถูกปรับเพิ่มอันดับ (ปัจจัยเดียวหรือหลายปัจจัยร่วมกัน): แนวโน้มอันดับเครดิตของ EXIM, KTB, TTB, SCBT และ UOBT จะถูกปรับกลับเป็น “แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” หากแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยได้รับการปรับกลับมาเป็น “แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ”
บริษัทย่อยและบริษัทในเครือ: ปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต

 

ฟิทช์คงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหมู่เกาะเคย์แมนที่ ‘BBB+’ และปรับ “แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ” จาก “แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ” ทั้งนี้อันดับเครดิตดังกล่าวอยู่ในระดับเดียวกันกับ KTB เนื่องจากธนาคารและสาขาเป็นนิติบุคคลเดียวกัน

 

ฟิทช์คงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาฮ่องกง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาหมู่เกาะเคย์แมน และ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาฮ่องกง โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

 

บริษัทย่อยและบริษัทในเครือ: ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคต

 

อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของสาขาในต่างประเทศของ KTB SCB และ KBank จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกันกับอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของธนาคารแม่ของแต่ละสาขา (ทั้งเชิงบวกหรือเชิงลบ)

 

แหล่งข้อมูลที่มีนัยสำคัญต่อการพิจารณาอันดับเครดิต

 

แหล่งที่มาของข้อมูลหลักที่ใช้ในการประเมินอันดับเครดิตมีรายละเอียดเปิดเผยอยู่ในเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้องของฟิทช์

 

อันดับเครดิตที่มีความเชื่อมโยงกับอันดับเครดิตอื่น

 

อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาลและอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ EXIM, KTB และ TTB เชื่อมโยงกับอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของประเทศไทย

 

อันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นและอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ SCBT เชื่อมโยงกับอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของ Standard Chartered Bank (Singapore) Limited (A+/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ/a)

 

อันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นและอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ UOBT เชื่อมโยงกับอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของ United Overseas Bank Limited (AA-/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ/aa-)

 

อันดับเครดิตสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นและอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ BAY เชื่อมโยงกับอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของ Mitsubishi UFJ Financial Group (A-/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ/a-)

The post Fitch Ratings หั่นแนวโน้มอันดับเครดิต 5 แบงก์ไทยเป็น ‘ลบ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
สรุป! เครดิตเรตติ้งไทย จาก 3 สถาบันจัดอันดับชั้นนำ https://thestandard.co/thailand-credit-rating-info/ Fri, 26 Sep 2025 06:58:56 +0000 https://thestandard.co/?p=1123334

ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) สถาบันจัดอันดับความน่าเ […]

The post สรุป! เครดิตเรตติ้งไทย จาก 3 สถาบันจัดอันดับชั้นนำ appeared first on THE STANDARD.

]]>

ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ ปรับลดมุมมอง (Outlook) ความน่าเชื่อถือไทยเป็น ‘เชิงลบ’ (Negative) แต่คงอันดับเครดิตเรตติ้งไว้ที่ BBB+

 

โดยให้เหตุผลมาจากความเสี่ยงทางการคลังที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ประกอบกับปัจจัยต้านด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ล่าช้า และกระบวนการลดภาระหนี้ครัวเรือน

 

ภายใต้การตัดสินใจนี้ ฟิทช์ คาดว่า GDP ของไทย จะมีการเติบโตอยู่ที่ 2.2% ในปี 2025 และมีการเติบโตชะลอตัวลงอยู่ที่ 1.9% ในปี 2026

 

การเคลื่อนไหวของฟิทช์เกิดขึ้นหลังจากเมื่อเมษายนที่ผ่านมา มูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody’s Ratings) ประกาศหั่นแนวโน้ม (Outlook) อันดับความน่าเชื่อประเทศไทยเป็น ‘เชิงลบ’ (Negative) จาก ‘มีเสถียรภาพ’ (Stable) แต่คงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1

 

ภายใต้การตัดสินใจนี้ มูดี้ส์ ปรับลดประมาณการ GDP ของไทยลงในปี 2025 โดยคาดว่าจะมีการเติบโตอยู่ที่ 2.0% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.9%

 

ขณะที่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา S&P Global Ratings (S&P) คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

 

ภายใต้การตัดสินใจนี้ S&P คาดว่า GDP ของไทย จะมีการเติบโตอยู่ที่ 2.3% ในปี 2025 และมีการเติบโตอยู่ที่ 2.6% ในปี 2026

 

ด้านนักเศรษฐศาสตร์หลายคน รวมถึง ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เตือนว่า ไทยอาจเห็นการปรับลดมุมมอง หรืออันดับเครดิตเรตติ้งต่อในอนาคต หากข้อกังวลต่างๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไข

 

“หากมองย้อนกลับไป เส้นทางเครดิตเรทติ้งของไทยเต็มไปด้วยบทเรียนสำคัญ ก่อนวิกฤตปี 2540 ไทยเคยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่น่าเชื่อถือสูง ระดับ A

 

แต่เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทต้องลอยตัว เศรษฐกิจทรุดหนัก เรทติ้งไทยก็ร่วงลงไปถึงขั้น ‘Junk’

 

หลังจากนั้นช่วงต้นทศวรรษ 2000 เราจึงค่อยๆ ฟื้นกลับเข้าสู่ Investment Grade ที่ระดับ BBB+/Baa1

 

แต่กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา เราก็ยังคงติดอยู่ในระดับนี้ ไม่สามารถขยับขึ้นไปสูงกว่านี้ได้ ขณะที่เพื่อนบ้านบางประเทศอย่างอินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ กลับเริ่มไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ” ดร.พิพัฒน์กล่าว

 

 

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

The post สรุป! เครดิตเรตติ้งไทย จาก 3 สถาบันจัดอันดับชั้นนำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
‘อนุทิน ‘ตั้งทีมตรวจจับเงินเทาเข้าตลาดทุน พร้อมขอใช้ 4 เดือน ทำงานสร้างความเชื่อมั่น ขับเคลื่อนตลาดหุ้น https://thestandard.co/anutin-fetco-meeting-capital-market/ Fri, 26 Sep 2025 01:27:12 +0000 https://thestandard.co/?p=1123026

ประเด็นสำคัญ   สร้างความเชื่อมั่นด้วยทีมเศรษฐกิจที […]

The post ‘อนุทิน ‘ตั้งทีมตรวจจับเงินเทาเข้าตลาดทุน พร้อมขอใช้ 4 เดือน ทำงานสร้างความเชื่อมั่น ขับเคลื่อนตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>

 

วานนี้ (25 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้แก่ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, วรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางมาประชุมเพื่อหารือร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ในหัวข้อ “ข้อเสนอจากตลาดทุน เพื่อเสริมพลังภาครัฐ” ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

หลังการหารือร่วมกัน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงถึงผลการหารือกับ FETCO โดยได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะใช้เวลา 4 เดือนที่มีอยู่อย่างเต็มที่ในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย 

 

โดยเฉพาะการดำเนินการที่สามารถทำได้ทันทีด้วยอำนาจการตัดสินใจในเชิงบริหาร (Executive Position) โดยไม่ต้องพึ่งพากระบวนการแก้ไขกฎหมายที่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องใช้เวลาที่จำกัด

 

สำหรับหัวใจสำคัญของการหารือ คือการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดทุน, เสริมสร้างความเชื่อมั่นในนโยบายภาครัฐให้กับนักลงทุนไทยและต่างประเทศ, และพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ผ่านกลไกตลาดทุน

 

นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่าในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นี้ การเดินหน้าแก้กฎหมายหรือตรากฎหมายใหม่เป็นสิ่งที่ทำได้ยากและอาจไม่ทันการณ์ ดังนั้น รัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศของกระทรวง ที่สามารถดำเนินการได้ภายใต้อำนาจของหน่วยงานที่กำกับดูแล เพื่อใช้กลไกเหล่านี้ให้ทุกอย่างลื่นไหลไปได้ โดยการดำเนินการ Regulatory Guillotine

 

“ในส่วนที่สามารถทำได้ทันที คือ Re-Bottleneck หรือ ทะลวงท่อ เช่น การทบทวนเรื่องภาระภาษี และกฎระเบียบที่ต้องอาศัยความกล้าหาญในการตัดสินใจ รัฐบาลจะเร่งดำเนินการ” อนุทินกล่าว

 

 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะเดินมาถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อหารือร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)

 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะเดินมาถึงตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อหารือร่วมกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)

 

สร้างความเชื่อมั่นด้วยทีมเศรษฐกิจที่ชัดเจน

 

นายกรัฐมนตรีแสดงความมั่นใจในทีมงานเศรษฐกิจชุดนี้ โดยเน้นว่าคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ ตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรีจนถึงรัฐมนตรีที่รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ล้วนเป็นบุคลากรที่มีความสามารถ และไม่มีการครอบงำใดๆ จากการเมือง ซึ่งสามารถใช้ความรู้ความสามารถในการทำภารกิจตามนโยบายอย่างเต็มที่

 

รัฐบาลมั่นใจเรียกความเชื่อมั่น หลัง Fitch ปรับลด Outlook ประเทศไทย

 

นายกรัฐมนตรีได้ถูกสอบถามถึงผลกระทบจากการที่ล่าสุด Fitch Ratings ได้ทำการปรับลด outlook ของประเทศไทยลงมาเป็น ‘ลบ’ ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางการเมืองและเรื่องของรายจ่ายด้วย

 

นายกรัฐมนตรีตอบว่า การปรับลดดังกล่าวเป็นการปรับลดโดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมาแล้ว แต่รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลใหม่ ที่รับทราบปัญหาดังกล่าวมาแล้ว เป้าหมายของรัฐบาลคือการพยายามดำเนินนโยบายให้มีการปรับเพิ่ม Outlook ด้วยการสร้างความเชื่อมั่น

 

ทั้งนี้รัฐบาลได้กำหนดนโยบายและการดำเนินการต่าง ๆ โดยได้เดินสายพบปะผู้ประกอบการ, สมาคมต่างๆ ปัญหาหลักที่รัฐบาลได้รับฟังมาจากทุกภาคส่วนทางเอกชนคือ ประเด็นความไม่ชัดเจนทิศทางการสนับสนุนของรัฐบาลต่อผู้ประกอบการ ดังนั้นรัฐบาลชุดนี้จึงถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยทีมเศรษฐกิจประกอบไปด้วยบุคคลที่มาจาก Real Sector ซึ่งเข้าใจในบริบทของปัญหาเป็นอย่างดี และจะร่วมกันเร่งแก้ไขปัญหานี้

 

ดันนโยบายสร้างความเชื่อมั่นตลาดหุ้นไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

เมื่อผู้สื่อถามมีความหวังให้ภาคตลาดทุนมาช่วยเคลื่อนภาคเศรษฐกิจอย่างไร นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เรื่องของตลาดทุนกับเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่อยู่คู่กันอยู่แล้ว

 

“ต้องการให้ตลาดหุ้นไทยพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเรามีทีมงานที่ดี การลงทุนในตลาดทุน หากผลประกอบการของบริษัทออกมาแล้วจึงเข้าไปลงทุนก็มองว่าไม่ทันแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ซึ่งผมคิดว่าประชาชนมีความเชื่อมั่นในทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้” อนุทินกล่าว

 

โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้าง ความเชื่อมั่น และการอำนวยความสะดวกให้เกิดมูลค่าเพิ่มจากการลงทุน

 

สำหรับเป้าหมายของรัฐบาลเร่งด่วนในช่วงการทำงานระยะเวลา 4 เดือนในภาคตลาดทุน คือการให้ทุกคนได้ Enjoy จากการลงทุน โดยรัฐจะให้การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจการได้อย่างสะดวก สร้างผลกำไร และทำให้นักลงทุนมีมูลค่าเพิ่มจากการลงทุน

 

บรรยากาศการแถลงข่าวภายหลังการหารือร่วมกันระหว่างอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)

บรรยากาศการแถลงข่าวภายหลังการหารือร่วมกันระหว่างอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO)

 

ตั้งทีมงานสกัดเงินเทาเข้าตลาดหุ้นไทย

 

เมื่อสื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อมูลของทุนปริศนาที่อาจผ่านมาหรือมาพักในตลาดหุ้นไทย รัฐบาลจะมีนโยบายดูแลอย่างไร

 

ประเด็นเรื่องที่เป็นสีเทา หรือเงินสีเงินสีเทา ที่อาจเข้ามาพักในตลาดทุนไทย 

นายกรัฐมนตรีระบุว่าได้มอบหมาย ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), และธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ

 

โดยมีการดำเนินการนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามตรวจสอบเงินที่น่าสงสัย อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เงินเหล่านี้เข้ามาสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น ทำให้เงินบาทแข็งค่าจนประชาชนเดือดร้อน หากพบการกระทำผิดกฎหมาย จะดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงการยึดทรัพย์สินหากสามารถทำได้ นายกรัฐมนตรีย้ำว่าทีมงานเศรษฐกิจ ทีมงานความมั่นคง และผู้บริหารระดับสูง เช่น เลขา ปปง. ต่างมีเป้าหมายร่วมกันในการรักษาเสถียรภาพของประเทศ

 

FETCO ชูข้อเสนอ Quick – Big Win ตลาดทุน

 

ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยภายหลังหารือ ร่วมกับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมกับคณะรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ ระบุว่า สภาธุรกิจตลาดทุนไทยในฐานะผู้แทนภาคเอกชนในตลาดทุนไทย พร้อมสนับสนุนรัฐบาลในการขับเคลื่อนตลาดทุนเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และวางอนาคตระยะยาวให้กับประเทศไทย ผ่าน 4 ข้อเสนอหลัก ดังนี้

 

  1. เสริมสร้างความเชื่อมั่นในนโยบายภาครัฐ โดยจัดตั้งทีมงานร่วมระหว่างภาครัฐและภาคตลาดทุน เพื่อสื่อสาร Thailand Story แก่นักลงทุนในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ และเตรียมความพร้อมสำหรับการจัด Country Roadshow

 

2 พัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economic Driver) ด้วยกลไกตลาดทุน ผ่านการจูงใจบริษัทที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

 

  1. เพิ่มสภาพคล่องระยะยาวในตลาดทุนไทย ยกเว้นภาษีเงินปันผลสำหรับการลงทุนระยะยาว สนับสนุนการลงทุนใน Thai ESG Scheme แบบถาวร และเพิ่มแรงจูงใจในการดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันในประเทศ

 

  1. สู่อนาคตไทยที่ยั่งยืน Upskill–Reskill แรงงานไทย ผ่าน e-Learning ขับเคลื่อนโดยตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัทจดทะเบียน ปราบปรามการหลอกลวงการลงทุน เพื่อสภาพแวดล้อมทางการเงินที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน และแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นภาระ อุปสรรค (Regulatory guillotine)

 

“การได้นำเสนอข้อเสนอมาตรการ Quick – Big Win แก่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น และผลักดันให้ตลาดทุนไทยเป็นกลไกสำคัญ

 

ในการสนับสนุนนโยบายภาครัฐ สอดรับกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในด้านการดึงดูดการลงทุน การสร้างธุรกิจใหม่ และการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ซึ่งมาตรการเหล่านี้สอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมการพิจารณามาตรการปฏิรูปตลาดทุนไทย (Taskforce) ซึ่งมาจากความร่วมมือของ 4 หน่วยงานหลัก ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.ล.ต. สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับในขั้นต่อไป สภาธุรกิจตลาดทุนไทยจะนัดเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์เพิ่มเติม เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม อันจะช่วยยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจไทยโดยรวม” ดร. กอบศักดิ์กล่าว

 

ด้านศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แถลงข่าวภายหลังหารือร่วมกับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมกับคณะรัฐมนตรีทีมเศรษฐกิจ ระบุว่า ปัจจัยที่รัฐบาลจะสามารถดำเนินการได้เร็วสุดในช่วงระยะเวลาการทำงานที่มีจำกัด คือ Regulatory guillotine กฎหมาย หรือการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ที่ล้าสมัยและเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ซึ่งถือเป็น Quick win ที่น่าจะทำได้สำเร็จภายใน 4 เดือน ซึ่งจากการประเมินของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประเมินว่าช่วยผลักดัน GDP ของประเทศให้เพิ่มขึ้นได้อีก 1% โดยสามารถช่วยภาคธุรกิจเอกชนให้ต้นทุนลดลงประมาณ 1.34 แสนล้านบาท

 

“เรื่องที่จะทำให้เร็ว 4 เดือน คือกิโยติน ส่วนที่เราไม่ต้องออกเป็น พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก. เราจะทำไปพร้อมๆ กัน ถือว่าข้อเสนอที่ตลาดฯ เสนอไป อาจได้รับการตอบรับเรื่องกิโยตินเร็วที่สุด ส่วนอะไรที่เกี่ยวกับตลาดทุน ไม่ต้องแก้กฎหมาย ท่านจะรับไปดู เรื่องภาษีตลาดทุนก็จะไปดูต่อว่าจะลดหรือยกเว้น เชื่อว่าต้องมีคณะกรรมการทำงานร่วมกันต่อไป วาระครม. แรก การตั้งคณะกรรมการกิโยติน จะมีผล และเราจะเอาเรื่องนี้ทำต่อ คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือนให้เกิดผลสำเร็จ” ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ กล่าว

 

ส่วนโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) เป็นบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้น ที่เปิดให้นักลงทุนที่ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้สิทธิลดหย่อนภาษี ตามโมเดล NISA ของญี่ปุ่นนั้น จะมีการหารือกันในรายละเอียดต่อไป หากเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ก็จะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีขนาดใหญ่ขึ้น และช่วยในเรื่องการออมด้วย ซึ่งคาดว่าเริ่มได้ในช่วงต้นปี 2569

 

สำหรับตัวเลขของการจะหักลดหย่อนภาษีของ TISA จะเป็นตัวเลขที่อัตราใดจะต้องไปคำนวณออกมาอีกครั้ง โดยเรื่องที่หารือกันไว้ก่อนหน้านี้ หากอนุมัติ TISA ในอนาคตต่อไปอาจไม่มีความจำเป็นต้องมีกองทุน RMF หรือ LMF อีกต่อไป เพราะสามารถใช้ TISA แทนได้ ซึ่งในระยะยาวญี่ปุ่นสามารถประสบความสำเร็จสนับสนุนการออมเงินได้จากโครงการนี้

The post ‘อนุทิน ‘ตั้งทีมตรวจจับเงินเทาเข้าตลาดทุน พร้อมขอใช้ 4 เดือน ทำงานสร้างความเชื่อมั่น ขับเคลื่อนตลาดหุ้น appeared first on THE STANDARD.

]]>
ต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ บอนด์ไทยทะลุ 2 พันล้านบาท หลังฟิทช์หั่นมุมมอง https://thestandard.co/foreign-investors-sell-thai-bonds-fitch/ Thu, 25 Sep 2025 13:22:11 +0000 https://thestandard.co/?p=1122982 foreign-investors-sell-thai-bonds-fitch

ต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ บอนด์ไทยทะลุ 2 พันล้านบาทในวันเดียว […]

The post ต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ บอนด์ไทยทะลุ 2 พันล้านบาท หลังฟิทช์หั่นมุมมอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
foreign-investors-sell-thai-bonds-fitch

ต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ บอนด์ไทยทะลุ 2 พันล้านบาทในวันเดียว หลังฟิทช์ เรตติงส์หั่นมุมมองความน่าเชื่อถือไทยเป็นลบ (Negative) นักวิเคราะห์มอง การเคลื่อนไหวนี้อาจมีผลบ้าง ร่วมกับแรงการขายทำกำไรของนักลงทุน ชี้สาเหตุ ผลกระทบจำกัดมาจาก 95% ของบอนด์ไทยถูกถือครองโดยคนไทย ทำให้แรงกระแทกจากนักลงทุนต่างชาติค่อนข้างน้อย

 

วันนี้ (25 กันยายน) สงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า นักลงทุนต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ (Net Sell) พันธบัตรไทยไปประมาณ 2 พันล้านบาท โดยมองว่า มาจากหลายสาเหตุได้แก่การขายทำกำไร ผสมโรงกับการปรับลดมุมมอง (Outlook) ความน่าเชื่อถือไทยเป็นลบ (Negative) ของฟิทช์ เรตติงส์ (Fitch Ratings)

 

“ถามว่า สาเหตุมาจาก Fitch Ratings หั่นมุมมอง (Outlook) ไทยหรือไม่ ผมว่า ผสมกัน” สงวนกล่าว พร้อมอธิบายว่า ช่วงที่ผ่านมา ในตลาดบอนด์ เริ่มเห็นการขายทำกำไร ทั้งจากนักลงทุนต่างชาติและในประเทศ ทำให้เกิดการแกว่งตัวหรือความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Yield) ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับมุมมอง (Outlook) ของไทย

 

แต่เมื่อวาน ต่อเนื่องถึงวันนี้ การปรับมุมมองของ Fitch ส่งเสริมทำให้การขายทำกำไรมันแข็งแรงขึ้น จึงมีความผันผวนเกิดขึ้น และทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวขึ้นประมาณ 2-5 basis point ซึ่งการปรับตัวของ Bond Yield นี้ถือว่า ‘ไม่เยอะ’ โดยมองเป็นการปรับฐาน (Correction) ก็ได้

 

นอกจากนี้ อีกสาเหตุที่ Bond Yield ปรับตัวไม่เยอะ มาจากตลาดเชื่อว่า ดอกเบี้ยนโยบายปลายทาง (Terminal Rate) จะอยู่ที่ 1% แต่ไม่เชื่อว่า จะต่ำกว่า 1% เนื่องจาก อัตราเงินเฟ้อไทยปีนี้ค่อนข้างต่ำ เช่นเดียวกับฐานปีหน้าก็จะต่ำ (Low Base) ดังนั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงไม่น่าต่ำกว่า 1% โดยเส้นอัตราผลตอบแทน Price In ไปหมดแล้ว

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลของตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ในปีนี้ ต่างชาติยังซื้อสุทธิบอนด์ไทยอยู่ที่ 29,401 ล้านบาทตั้งแต่ต้นปี (YTD)

 

ถอดบทเรียน ทำไมไทยถูกหั่นมุมมองเครดิตเรตติ้ง ไม่ค่อยกระทบตลาดบอนด์

 

สงวนกล่าวอีกว่า ย้อนกลับไป เมื่อเดือนเมษายนที่ มูดี้ส์ เรตติงส์ (Moody’s Ratings) ประกาศหั่นแนวโน้ม (Outlook) อันดับความน่าเชื่อถือประเทศไทยเป็น ‘เชิงลบ’ (Negative) ก็แทบไม่มีผลเลย แม้ตามทฤษฎีควรจะเห็นการปรับพอร์ตบ้าง โดยเฉพาะในบอนด์ตัวยาว ทำให้เส้นอัตราผลตอบแทน (Curve) ชันขึ้น หรือ Term Premium สูงขึ้น เนื่องจาก ตลาดตราสารหนี้ไทย นักลงทุน 95% เป็นคนไทย ดังนั้น ถ้านักลงทุนไทยยังซื้ออยู่ แรงกระแทกจึงน้อย

 

ขณะที่ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าทะลุ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐไป สงวนมองว่า การปรับลดมุมมองของ Fitch อาจมีน้ำหนักอยู่บ้าง ท่ามกลางการลดลงของราคาทองคำ และการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังจากผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) รอบล่าสุด

 

“สืบเนื่องจากการประชุม Fed รอบล่าสุด แม้ว่า Fed จะเห็นด้วยว่า จะลดดอกเบี้ยเร็วขึ้นในปีนี้ แต่ก็เป็นการเลื่อนให้เร็วขึ้น หรือหมายความว่า จะลดดอกเบี้ยมากขึ้นในปีนี้ แต่ไปลดดอกเบี้ยน้อยลงในปีหน้า พูดง่าย ๆ คือ ลดดอกเบี้ยเพื่อไม่ให้ตัวเลขการจ้างงานดูแย่ แต่ในมุมมองระยะยาวยังไม่เปลี่ยนแปลง” สงวนกล่าว

 

ตลาดหุ้นมอง ‘การเติบโต’ มากกว่า ‘เสถียรภาพ’

 

สงวน ยังมองว่า การปรับลดมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือของ Credit Rating Agency มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นจึง ‘จำกัด’ เนื่องจาก ในทางทฤษฎี เครดิตเรตติงเป็นเรื่องของตลาดเครดิต ไม่ใช่ตลาดหุ้นโดยตรง กล่าวคือ เครดิตเรตติงจะมุ่งเน้นไปที่ ‘เสถียรภาพของประเทศ’ ขณะที่ตลาดหุ้นเป็นตัวแทนของ ‘การเติบโตทางเศรษฐกิจ’

 

ยกตัวอย่างเช่น เวียดนาม ซึ่งมีอันดับเครดิตเรตติงแย่กว่าไทยหลายอันดับ แต่ยังสามารถดึงดูดเงินลงทุนไหลเข้าตลาดหุ้นได้ เพราะเม็ดเงินที่เข้าสู่ตลาดหุ้นเป็นการเน้นที่การเติบโตเป็นหลัก ไม่ได้มุ่งเน้นการพักเงินหรือเสถียรภาพและมีความผันผวนน้อย

The post ต่างชาติ ‘ขายสุทธิ’ บอนด์ไทยทะลุ 2 พันล้านบาท หลังฟิทช์หั่นมุมมอง appeared first on THE STANDARD.

]]>
ห่วงซ้ำรอย! ถอดประวัติศาสตร์ ไทยเคยถูกจัดอันดับเครดิตเรตติ้งเป็น Junk นักเศรษฐศาสตร์เตือน ไทยมีโอกาสถูกดาวน์เกรด https://thestandard.co/fitch-ratings-thailand-downgrade/ Thu, 25 Sep 2025 12:07:02 +0000 https://thestandard.co/?p=1122917 fitch-ratings-thailand-downgrade

ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) สถาบันจัดอันดับความน่าเ […]

The post ห่วงซ้ำรอย! ถอดประวัติศาสตร์ ไทยเคยถูกจัดอันดับเครดิตเรตติ้งเป็น Junk นักเศรษฐศาสตร์เตือน ไทยมีโอกาสถูกดาวน์เกรด appeared first on THE STANDARD.

]]>
fitch-ratings-thailand-downgrade

ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ ปรับลดมุมมอง (Outlook) ความน่าเชื่อถือไทยเป็น ‘เชิงลบ’ (Negative) แต่คงอันดับเครดิตเรตติ้งไว้ที่ BBB+ โดยให้เหตุผลมาจากความเสี่ยงทางการคลังที่เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ประกอบกับปัจจัยต้านด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ จากอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ล่าช้า และกระบวนการลดภาระหนี้ครัวเรือน

 

ภายใต้การตัดสินใจนี้ ฟิทช์ คาดว่า GDP ของไทย จะมีการเติบโตอยู่ที่ 2.2% ในปี 2025 และมีการเติบโตชะลอตัวลงอยู่ที่ 1.9% ในปี 2026 

 

การเคลื่อนไหวของฟิทช์เกิดขึ้นหลังจากเมื่อเมษายนที่ผ่านมา มูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody’s Ratings) ประกาศหั่นแนวโน้ม (Outlook) อันดับความน่าเชื่อประเทศไทยเป็น ‘เชิงลบ’ (negative) จาก ‘มีเสถียรภาพ’ (stable) แต่คงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1 

 

ภายใต้การตัดสินใจนี้ มูดี้ส์ ปรับลดประมาณการ GDP ของไทยลงในปี 2025 โดยคาดว่าจะมีการเติบโตอยู่ที่ 2.0% ลดลงจากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.9%

 

ขณะที่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา S&P Global Ratings (S&P) คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

 

ภายใต้การตัดสินใจนี้ S&P คาดว่า GDP ของไทย จะมีการเติบโตอยู่ที่ 2.3% ในปี 2025 และมีการเติบโตอยู่ที่ 2.6% ในปี 2026

 

ด้านนักเศรษฐศาสตร์หลายคน รวมถึง ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เตือนว่า ไทยอาจเห็นการปรับลดมุมมอง หรืออันดับเครดิตเรตติ้งต่อในอนาคต หากข้อกังวลต่างๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไข

 

 


บทความที่เกี่ยวข้อง:


 

สัญญาณเตือน (อีกครั้ง) เรื่องความเสี่ยงการคลังของไทย

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์บน Facebook ส่วนตัวว่า การที่ Fitch ratings ปรับลด Outlook เครดิตเรทติ้งของไทยจาก Stable เป็น Negative เป็นส่งสัญญาณว่า ไทยมีโอกาสถูก Downgrade มากกว่า Upgrade ในอนาคต พร้อมคาดว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายอื่นจะมีความเคลื่อนไหวที่คล้ายคลึงกัน

 

“จริงๆแล้วข่าวนี้ ไม่น่าสร้างความประหลาดใจมากนัก เพราะก่อนหน้านี้ Moody’s ก็เพิ่งปรับมุมมองของไทยเป็น ‘ลบ’ ไปแล้วก่อนหน้านี้ และคาดได้ว่าเดี๋ยว S&P ก็จะตามมาในเร็วๆนี้” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

 

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนภาพความเสี่ยงทางการคลังที่ก่อตัวชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดย Fitch พูดเหมือน Moody’s ว่าความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจระยะยาว การ ‘เลื่อน’ การลดหนี้สาธารณะ ที่บอกว่า จะเอาการขาดดุลลดลงเหลือให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ‘แต่ก็ไม่เคยทำได้เลย เลื่อนไปเรื่อยๆ’

 

เปิดประวัติเครดิตเรตติ้งไทย

 

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า “หากมองย้อนกลับไป เส้นทางเครดิตเรทติ้งของไทยเต็มไปด้วยบทเรียนสำคัญ ก่อนวิกฤตปี 2540 ไทยเคยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่น่าเชื่อถือสูง ระดับ A

 

แต่เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทต้องลอยตัว เศรษฐกิจทรุดหนัก เรทติ้งไทยก็ร่วงลงไปถึงขั้น ‘Junk’ หลังจากนั้นช่วงต้นทศวรรษ 2000 เราจึงค่อย ๆ ฟื้นกลับเข้าสู่ Investment Grade ที่ระดับ BBB+/Baa1 

แต่กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา เราก็ยังคงติดอยู่ในระดับนี้ ไม่สามารถขยับขึ้นไปสูงกว่านี้ได้ (ปี 2019 เรายังลุ้นอยู่เลยว่าจะได้ Upgrade ไหม) 

 

ขณะที่เพื่อนบ้านบางประเทศอย่างอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์กลับเริ่มไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ

สิ่งที่ Downgrade ครั้งนี้สะท้อนชัดเจน คือ พื้นที่การคลังของไทยกำลังแคบลงเรื่อย ๆ รัฐบาลมีหนี้เพิ่มขึ้นมาก การกู้ยืมในอนาคตจะแพงขึ้น และเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้การคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็จะถูกจำกัดด้วยต้นทุนการกู้ที่สูงขึ้นและความเชื่อมั่นที่ลดลง”

 

ส่องเกณฑ์พิจารณาเครดิตเรตติ้ง

 

ดร.พิพัฒน์กล่าวต่อว่า ต้องเข้าใจก่อนว่า Credit Rating Agency ไม่ได้มีเกณฑ์ตายตัวว่าประเทศจะต้องมีหนี้สาธารณะไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของ GDP สังเกตว่าระดับหนี้สาธารณะของไทยก็ไม่ต่างกับประเทศที่มี Rating ใกล้เคียงกัน

 

แต่สิ่งที่เขาดูจริง ๆ คือ เส้นทางความยั่งยืนของหนี้ (Debt to Gdp Path) ว่ายั่งยืน (Sustainable) หรือไม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักเพียง 4 อย่าง ได้แก่

  1. ระดับหนี้ที่มีอยู่ 
  2. ดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย 
  3. ขาดดุลการคลัง 
  4. การเติบโตของ GDP 

 

“ถ้าหนี้สูง ดอกเบี้ยแพง ขาดดุลเยอะ และเศรษฐกิจโตต่ำ เส้นทางหนี้จะ ‘ระเบิด’ ได้ในที่สุด” ดร.พิพัฒน์กล่าว

 

ทางออกจึงอาจจะไม่ใช่การอัดฉีดแบบเดิมๆ

 

ดร.พิพัฒน์กล่าวต่อว่า กรณีของไทยอาจจะโชคดีที่ดอกเบี้ยโดยรวมยังต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ และเพราะมีหนี้ต่างประเทศน้อยมาก การปรับลด Outlook อาจจะไม่ได้ทำให้ดอกเบี้ยเราขึ้นเยอะมาก

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ แนวโน้มของ Nominal GDP เรากำลังโตต่ำลงเรื่อย ๆ 

และนี่คือสิ่งที่ทั้ง Fitch และ Moody’s ชี้ชัดว่า ปัญหาการเมืองบวกกับความท้าทายเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย กำลังทำให้ความเสี่ยงด้านการคลังสูงขึ้น หากไม่มีแผนการลดหนี้และสร้างความยั่งยืนทางการคลัง (Fiscal Consolidation) อย่างจริงจัง

 

“ดังนั้น ทางออกจึงอาจจะไม่ใช่การอัดฉีดแบบเดิม ๆ แต่รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนฟื้นฟูความน่าเชื่อถือการคลัง ในขณะที่เพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว”

 

“การใช้หนี้สาธารณะเพื่อกลบปัญหาโดยไม่ปฏิรูป ไม่ได้ทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้า หากเศรษฐกิจโตช้ากว่าดอกเบี้ย หนี้จะยิ่งเป็นภาระถาวร การคลังที่ดีจึงไม่ใช่แค่กันวิกฤต แต่ต้องสร้างอนาคต และ Downgrade ครั้งนี้ก็คือสัญญาณเตือนดัง ๆ ให้เราเริ่มจริงจังกับเรื่องนี้เสียที” ดร.พิพัฒน์กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Sadik Demiroz/Getty Images

The post ห่วงซ้ำรอย! ถอดประวัติศาสตร์ ไทยเคยถูกจัดอันดับเครดิตเรตติ้งเป็น Junk นักเศรษฐศาสตร์เตือน ไทยมีโอกาสถูกดาวน์เกรด appeared first on THE STANDARD.

]]>
เปิดสาเหตุ Fitch Ratings หั่นมุมมองเครดิตเรตติ้งไทยเป็น ‘เชิงลบ’ https://thestandard.co/fitch-revises-thailand-outlook-negative/ Wed, 24 Sep 2025 13:50:16 +0000 https://thestandard.co/?p=1122457 fitch-revises-thailand-outlook-negative

ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) สถาบันจัดอันดับความน่าเ […]

The post เปิดสาเหตุ Fitch Ratings หั่นมุมมองเครดิตเรตติ้งไทยเป็น ‘เชิงลบ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
fitch-revises-thailand-outlook-negative

ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ ปรับลดมุมมอง (Outlook) ความน่าเชื่อถือไทยเป็น ‘เชิงลบ’ (Negative) แต่คงอันดับเครดิตเรตติ้งไว้ที่ BBB+

 

เปิดสาเหตุ Fitch Ratings หั่นมุมมองเครดิตเรตติ้งไทยเป็น ‘เชิงลบ’ 

 

วันนี้ (24 กันยายน)  ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) เปิดเผยว่า ปัจจัยหลักที่นำมาสู่การตัดสินใจครั้งนี้ ได้แก่ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มการคลังสาธารณะของประเทศไทย อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ (prolonged political uncertainty ) ประกอบกับปัจจัยต้าน (headwinds) ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth) จากอุปสงค์โลกที่ชะลอตัว การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่ล่าช้า และกระบวนการลดภาระหนี้ครัวเรือน (Household Deleveraging)

 

ฟิทช์ อธิบายอีกว่า กันชนทางการคลัง (fiscal buffers) ของไทยได้ลดน้อยลง โดยหนี้สาธารณะรวมของรัฐบาล (gross general government debt) แตะระดับ 59.4% ของ GDP ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งใกล้เคียงกับค่ามัธยฐานของกลุ่มอันดับเครดิต ‘BBB’ ที่ 59.6% และเพิ่มขึ้นถึง 25% จากระดับก่อนโควิด-19

 

“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่อง การเลื่อนการปรับสมดุลทางการคลังตามแผนออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางการคลัง ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อแนวโน้มการคลังระยะกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับปานกลางและแรงกดดันด้านประชากรศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น” ฟิทช์กล่าว

 

อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ยังคง คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ ‘BBB+’ เนื่องมาจากภาคการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง กรอบนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคง และความสามารถในการจัดหาเงินทุนสำหรับหนี้ภาครัฐที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง เนื่องจากหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินท้องถิ่นและไทยยังสามารถจัดหาเงินทุนได้ด้วยต้นทุนต่ำ

 

ฟิทช์ ประมาณการว่า ต้นทุนดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ที่ 5.7% ซึ่งต่ำกว่าค่ามัธยฐานของกลุ่มประเทศในระดับเดียวกันที่ 9.2% จุดแข็งเหล่านี้ถูกถ่วงดุลด้วยความท้าทายทางการคลังที่เพิ่มขึ้น ระดับหนี้สินภาคครัวเรือนที่ยังคงสูง และรายได้ต่อหัวและคะแนนธรรมาภิบาลที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศในอันดับเครดิต ‘BBB’

 

ฟิทช์ คาดว่าการเติบโตของ GDP ไทยจะชะลอตัวลงเหลือ 2.2% ในปี 2568 และ 1.9% ในปี 2569 (ค่ามัธยฐานของกลุ่ม ‘BBB’ อยู่ที่ 2.7%) เนื่องจากอุปสงค์ทั้งในประเทศและทั่วโลกอ่อนตัวลง ประกอบกับการเร่งส่งออกล่วงหน้าจากผลของภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ได้สิ้นสุดลง จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ อยู่ที่ 21.9 ล้านคนในเดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 ซึ่งต่ำกว่าสถิติสูงสุดตลอดทั้งปี 2562 ที่ 39.9 ล้านคนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดลงอย่างรวดเร็วของนักท่องเที่ยวชาวจีนทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับอัตราการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว อุปสงค์ต่อสินค้าส่งออกของไทยจะชะลอตัวลงตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ผ่อนคลายลงและภาษี 19% ที่สหรัฐฯ กำหนด แต่กระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่สม่ำเสมออาจช่วยสนับสนุนการเติบโตได้

 

Fitch จับตาไทยมีแนวโน้มจัดการเลือกตั้งใหม่ในเร็วๆ นี้ ห่วงความไม่ต่อเนื่องด้านการคลัง

 

ฟิทช์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลเสียงข้างน้อยชุดใหม่ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ได้ตกลงกับพรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายค้านว่าจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 4 เดือนเพื่อแลกกับการสนับสนุน สิ่งนี้อาจนำไปสู่แรงกดดันด้านการใช้จ่ายในระยะสั้นและเพิ่มความไม่แน่นอนทางนโยบาย

 

โดยฟิทช์ ยังกังวลว่า การเปลี่ยนแปลงผู้นำและการเลือกตั้งหมายถึงความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องต่อการปรับสมดุลทางการคลัง หลังปีงบประมาณ 2569 โดยในแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) ในเดือนธันวาคม จะให้ความชัดเจนเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การปรับสมดุลทางการคลังของรัฐบาลหลังปีงบประมาณ 2569 แต่ความคลุมเครือจะยังคงอยู่จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง สำหรับตอนนี้ ฟิทช์ คาดว่าหนี้ภาครัฐจะมีเสถียรภาพที่ระดับต่ำกว่า 65% ของ GDP เล็กน้อยตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป โดยสมมติว่าจะมีการลดการขาดดุลที่เร็วขึ้นหลังปีงบประมาณ 2569 แต่ยังคงมีความเสี่ยงด้านต่ำอย่างมากต่อประมาณการของเรา

 

การเคลื่อนไหวของฟิทช์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 29 เมษายน มูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody’s Ratings) ประกาศหั่นแนวโน้ม (outlook) อันดับความน่าเชื่อประเทศไทยเป็น ‘เชิงลบ’ (negative) จาก ‘มีเสถียรภาพ’ (stable) แต่คงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1 

 

ขณะที่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา S&P Global Ratings (S&P) คงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ BBB+และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook)

 

อ้างอิง:

The post เปิดสาเหตุ Fitch Ratings หั่นมุมมองเครดิตเรตติ้งไทยเป็น ‘เชิงลบ’ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings หั่นแนวโน้มอุตสาหกรรมแบงก์ไทย เป็น ‘ปรับตัวด้อยลง’ เหตุเศรษฐกิจจ่ออ่อนแอ https://thestandard.co/fitch-ratings-downgrades-thai-banking-sector-outlook/ Fri, 20 Jun 2025 06:35:08 +0000 https://thestandard.co/?p=1087170 Fitch Ratings

Fitch Ratings หั่นแนวโน้มอุตสาหกรรม ‘แบงก์ไทย’ ปีนี้ เป […]

The post Fitch Ratings หั่นแนวโน้มอุตสาหกรรมแบงก์ไทย เป็น ‘ปรับตัวด้อยลง’ เหตุเศรษฐกิจจ่ออ่อนแอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings

Fitch Ratings หั่นแนวโน้มอุตสาหกรรม ‘แบงก์ไทย’ ปีนี้ เป็น ‘ปรับตัวด้อยลง’ (Deteriorating) จาก ‘ทรงตัว’ (neutral) เหตุคาดแนวโน้มเศรษฐกิจอ่อนแอจ่อกระทบคุณภาพสินทรัพย์-กำไรแบงก์ หวังรัฐบาลไทยจะยังคงให้การสนับสนุนแก่เศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพของระบบการเงินต่อไป

 

วานนี้ (19 มิถุนายน) ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) คาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และความสามารถในการทำกำไรของธนาคารในปีนี้ ส่งผลให้ฟิทช์ทำการปรับแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคาร (sector outlook) ของไทยในปี 2568 เป็น ‘ปรับตัวด้อยลง’ (Deteriorating) จากเดิมที่ ‘ทรงตัว’ (neutral)

 

อย่างไรก็ตาม แม้ฟิทช์คาดว่าสภาวะเศรษฐกิจจะปรับตัวด้อยลงแต่ก็ไม่น่าจะปรับตัวลงในระดับที่รุนแรงและการจ้างงาน (labour market) ก็น่าจะยังคงมีเสถียรภาพ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญของธนาคารปรับตัวอ่อนแอลงเป็นเวลาต่อเนื่อง 

 

นอกจากนี้ การปรับตัวดีขึ้นในด้านรายได้ของธนาคารตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังช่วยให้ธนาคารมีความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะรับมือกับความเสี่ยงในระยะสั้น

 

ทั้งนี้ฟิทช์ยังคงมองว่าสภาพแวดล้อมในการดำเนินงาน (Operating Environment– OE) ของธนาคารไทยในระยะยาวตลอดวัฏจักรธุรกิจยังคงมีเสถียรภาพ 

 

แม้ผลการดำเนินงานของภาคธนาคารอาจจะอ่อนแอลงในปี 2568 สภาพแวดล้อมในการดำเนินงานของธนาคารไทยได้รับการสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ต่อหัว ของประเทศและการประเมินความเสี่ยงในด้านการดำเนินงาน

 

โดยอันดับคะแนนปัจจัยด้าน OE ตามเกณฑ์ของฟิทช์ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่ ‘BBB+’/Stable และความคาดหวังของฟิทช์ว่ารัฐบาลไทยจะยังคงให้การสนับสนุนแก่เศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพของระบบการเงิน

 

อ้างอิง:

The post Fitch Ratings หั่นแนวโน้มอุตสาหกรรมแบงก์ไทย เป็น ‘ปรับตัวด้อยลง’ เหตุเศรษฐกิจจ่ออ่อนแอ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings เตือนอันดับเครดิตสถาบันการเงินที่ทำธุรกิจสินเชื่ออุปโภคบริโภค เสี่ยงโดนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ https://thestandard.co/fitch-warns-nbfis-credit-ratings-economic-changes/ Mon, 03 Mar 2025 06:35:18 +0000 https://thestandard.co/?p=1047883 Fitch Ratings เตือนสถาบันการเงินที่ทำธุรกิจสินเชื่ออุปโภคบริโภคเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจมหภาค แม้มาตรการ 'คุณสู้เราช่วย' จะไม่ส่งผลกระทบรุนแรง

Fitch Ratings ระบุว่า เชื่อว่ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รา […]

The post Fitch Ratings เตือนอันดับเครดิตสถาบันการเงินที่ทำธุรกิจสินเชื่ออุปโภคบริโภค เสี่ยงโดนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings เตือนสถาบันการเงินที่ทำธุรกิจสินเชื่ออุปโภคบริโภคเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจมหภาค แม้มาตรการ 'คุณสู้เราช่วย' จะไม่ส่งผลกระทบรุนแรง

Fitch Ratings ระบุว่า เชื่อว่ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยกลุ่ม Non-bank ภายใต้โครงการ ‘คุณสู้เราช่วย’ เพิ่มเติมของรัฐบาลที่ประกาศไปเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งขยายการช่วยเหลือให้ครอบคลุมกลุ่มลูกหนี้รายย่อยที่มีความเปราะบางในประเทศไทย ไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการหรือโครงสร้างเครดิตของผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (NBFIs) เนื่องจากขอบเขตของมาตรการที่ยังจำกัด รวมทั้งอาจจะมีการตั้งสำรองไปบ้างแล้ว และเงินชดเชยที่จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐน่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

 

มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ครั้งนี้เป็นมาตรการที่ขยายขอบเขตการช่วยเหลือเพิ่มขึ้นจากมาตรการแรกที่ได้ประกาศใช้ในเดือนธันวาคม 2567 ซึ่งมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกหนี้ของธนาคารและบริษัทลูกของธนาคาร โดย Fitch ได้กล่าวถึงรายละเอียดของผลกระทบไว้ในประกาศ Fitch Wire เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2567 

 

เรื่อง ‘โครงสร้างเครดิตของธนาคารไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนักจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้’ (www.fitchratings.com/site/pr/10294793) ในขณะที่มาตรการล่าสุดนี้ได้ขยายขอบเขตการช่วยเหลือไปสู่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (NBFIs) ที่ไม่ได้เป็นบริษัทลูกของธนาคาร ทั้งนี้ มีบริษัทที่ได้ยืนยันการเข้าร่วมโครงการนี้แล้ว 2 ราย ได้แก่ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (BB/A-(tha) / อันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) และบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) (A-(tha) / อันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) และ Fitch คาดว่าอาจมีบริษัทอื่นเข้าร่วมโครงการนี้เพิ่มเติม

 

สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ตามมาตรการนี้จะได้รับเงินอุดหนุนในรูปแบบของเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่ 0.01% จากสถาบันการเงินของรัฐบาลซึ่งคือธนาคารออมสิน (GSB) ในขณะที่ธนาคารและบริษัทในเครือจะได้รับเงินอุดหนุนจากการลดอัตราเงินนำส่งเงินสมทบกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตาม วงเงินกู้จาก GSB ถูกจำกัดเพดานไว้ที่ 5 พันล้านบาทต่อราย และมีวงเงินรวมสำหรับโครงการสินเชื่อ Soft Loan ที่ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งก็จำกัดผลกระทบของมาตรการนี้

 

Fitch คาดว่าเงื่อนไขของมาตรการช่วยเหลือนี้อาจจำกัดจำนวนลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารที่จะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งอาจคล้ายกับธนาคารและบริษัทลูกที่ลูกหนี้ไม่ได้เข้าร่วมโครงการมากนักอย่างที่คาดการณ์ โดยลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าโครงการจะต้องเป็นหนี้ที่ทำสัญญาก่อนปี 2567 และมีสถานะค้างชำระหนี้ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 

 

นอกจากนี้ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจะไม่สามารถก่อหนี้ใหม่เป็นระยะเวลา 12 เดือน ทั้งนี้ รัฐบาลคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายในการได้รับการช่วยเหลือคิดเป็นยอดหนี้ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท (ซึ่งคิดเป็นน้อยกว่า 3% ของสินเชื่อรวมของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร) แต่ Fitch คาดว่าจำนวนลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการจริงอาจจะน้อยกว่าประมาณการดังกล่าว

 

โดยมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ครั้งนี้เป็นโครงการที่เปิดให้เข้าร่วมสมัคร ซึ่งจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 10% สำหรับสินเชื่อวงเงินผ่อนชำระจะมีการปรับลดภาระผ่อนชำระค่างวดลง 30% เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งอาจรวมไปถึงการลดเงินต้นด้วย สำหรับสินเชื่อหมุนเวียนจะถูกแปลงเป็นการผ่อนชำระรายเดือน โดยกำหนดให้มีการชำระค่างวดขั้นต่ำที่ 2% ของยอดคงค้างสินเชื่อก่อนเข้าร่วมมาตรการ

 

ทั้งนี้ ธนาคารออมสินจะช่วยสนับสนุนเงินชดเชยการลดอัตราดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้ที่ 90% และจะไม่ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลดค่างวดชำระ อย่างไรก็ตาม Fitch คาดว่าลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าข่ายนั้นจะเป็นลูกหนี้ที่มีสถานะเป็น Stage 2 หรือ Stage 3 ซึ่งมีการตั้งสำรองไว้แล้ว นอกจากนี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีโครงการช่วยเหลือดังกล่าวนี้ ผู้ประกอบการสินเชื่อเพื่อการบริโภคก็น่าจะมีการให้ความช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกค้าที่มีปัญหา

 

Fitch ไม่คาดว่ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ครั้งนี้จะมีผลกระทบต่ออันดับเครดิต แต่ Fitch คาดว่าอันดับเครดิตของสถาบันการเงินที่ประกอบธุรกิจสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดย Fitch มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจมหภาคมากกว่า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์และรายได้ของบริษัท

 

Fitch เชื่อว่ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้นี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากหนี้ครัวเรือนของประเทศไทยซึ่งอยู่ในระดับสูงที่ 89% ของ GDP ณ สิ้นเดือนกันยายน ปี 2567 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสินเชื่ออุปโภคบริโภคจะยังคงมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่อาจส่งผลต่อการเติบโตหรือผลประกอบการได้ในอนาคต

The post Fitch Ratings เตือนอันดับเครดิตสถาบันการเงินที่ทำธุรกิจสินเชื่ออุปโภคบริโภค เสี่ยงโดนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings มอง โครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ไม่กระทบเครดิตแบงก์ไทย บางแบงก์อาจได้ประโยชน์ด้วยซ้ำ https://thestandard.co/fitch-ratings-khun-su-program/ Fri, 20 Dec 2024 07:24:41 +0000 https://thestandard.co/?p=1021869 fitch-ratings-khun-su-program

Fitch Ratings มองโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ไม่กระทบเครดิ […]

The post Fitch Ratings มอง โครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ไม่กระทบเครดิตแบงก์ไทย บางแบงก์อาจได้ประโยชน์ด้วยซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
fitch-ratings-khun-su-program

Fitch Ratings มองโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ไม่กระทบเครดิตภาคธนาคารไทยมากนัก บางธนาคารอาจได้รับประโยชน์ด้วยซ้ำ แต่ยังเตือนไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในภูมิภาคที่ยังคงมีการใช้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ต่อจากช่วงโควิด ซึ่งสะท้อนว่าธนาคารไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอยู่อย่างต่อเนื่อง

 

วันนี้ (20 ธันวาคม) Fitch Ratings กล่าวว่า มาตรการล่าสุดในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหาในการชำระหนี้ (Debt Relief Scheme) หรือโครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ของรัฐบาลไทยไม่น่าจะส่งผลกระทบมากนักต่อสถานะทางเครดิตของภาคธนาคารไทยในปี 2568 เนื่องจากขอบเขตของมาตรการมีจำกัด และเป็นสาเหตุให้ Fitch Ratings เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระดับหนี้สินภาคครัวเรือน อัตราการเติบโตของสินเชื่อภาคธนาคาร หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

เชื่อธนาคารไทยตั้งสำรอง หรือ Write-off หนี้บูด-หนี้เน่าไว้แล้ว

 

แม้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของรัฐบาลน่าจะครอบคลุมลูกหนี้ที่มียอดหนี้รวมไม่เกิน 8.9 แสนล้านบาท (ประมาณ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) อย่างไรก็ตาม Fitch Ratings เชื่อว่า ในทางปฏิบัติลูกหนี้ที่เข้าเกณฑ์ส่วนใหญ่น่าจะมีสถานะเป็นลูกหนี้ค้างชำระ (Stage 2) หรือลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Stage 3) ซึ่งธนาคารน่าจะมีการตั้งค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้สูญไว้แล้วหรืออาจถูกตัดบัญชี (Write-off) ไปแล้ว

 

นอกจากนี้การปรับโครงสร้างหนี้ที่เสนอภายใต้มาตรการดังกล่าวจะเป็นการลดการชำระค่างวดและยกเว้นการชำระดอกเบี้ย ซึ่งอาจไม่ได้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญจากเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคารที่ใช้อยู่ ซึ่งปัจจัยดังที่ได้กล่าวมานี้อาจจะลดผลกระทบของมาตรการต่อสถานะทางเครดิตของธนาคาร

 

โดยรัฐบาลระบุว่าค่าใช้จ่ายของธนาคารภายใต้มาตรการนี้จะได้รับการชดเชยโดยการจัดสรรจำนวนเงินครึ่งหนึ่งที่ธนาคารต้องนำส่งให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ซึ่งน่าจะมีระยะเวลา 3 ปี

 

ทั้งนี้ ในปัจจุบันธนาคารทุกแห่งนำส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ในอัตรา 0.46% ของมูลค่าเงินฝากเป็นประจำทุกปี โดยเงินนำส่งส่วนใหญ่ถูกใช้เพื่อชำระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540

 

ทั้งนี้ ยังคงมีความไม่ชัดเจนว่าการจ่ายเงินชดเชยของรัฐบาลจะถูกบันทึกในทางบัญชีอย่างไร หรือว่าเงินที่นำส่งนั้นเพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของธนาคารจากการดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวนี้หรือไม่ ซึ่งรัฐบาลอาจพิจารณาจัดสรรเงินทุนจากโครงการอื่นๆ หากเงินทุนนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินชดเชยให้กับธนาคาร

 

มองบางธนาคารอาจได้รับประโยชน์จาก ‘คุณสู้ เราช่วย’

 

โดยผลกระทบต่อธนาคารแต่ละแห่งอาจแตกต่างกันไป แต่มีความเป็นไปได้ว่าบางธนาคารอาจได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว

 

หากธนาคารนั้นได้รับเงินชดเชยส่วนใหญ่จากสินเชื่อที่ได้มีการตั้งสำรองหนี้สูญไว้แล้ว ขอบเขตของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ในครั้งนี้น่าจะอยู่ในระดับที่น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของทางการในช่วงการระบาดของโควิด

 

Fitch Ratings จึงเชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวจะจำกัดประสิทธิภาพในการจัดการกับความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาค เช่น ระดับหนี้สินครัวเรือนที่สูง ซึ่งอยู่ที่ 90% ของ GDP ณ เดือนมิถุนายน 2567 หรืออาจจำกัดการกระตุ้นการเติบโตของสินเชื่อธนาคาร

 

ทั้งนี้ เกณฑ์และมาตรการเพื่อการควบคุมการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหนี้สินครัวเรือน เช่น เพดานอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อรายย่อย ยังคงมีการดำเนินการอยู่ต่อเนื่อง

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในภูมิภาคที่ยังคงมีการใช้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ต่อจากในช่วงหลังการระบาดของโควิด ซึ่งสะท้อนว่าธนาคารไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอยู่ต่อเนื่อง

The post Fitch Ratings มอง โครงการ ‘คุณสู้ เราช่วย’ ไม่กระทบเครดิตแบงก์ไทย บางแบงก์อาจได้ประโยชน์ด้วยซ้ำ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: เตือนไทย ‘การเมืองหยุดชะงัก’ เสี่ยงโดนหั่นเรตติ้ง https://thestandard.co/morning-wealth-21082024-4/ Wed, 21 Aug 2024 08:00:47 +0000 https://thestandard.co/?p=973455

เจาะเหตุผล ทำไม Fitch Ratings เตือนไทย หากการเมืองหยุดช […]

The post ชมคลิป: เตือนไทย ‘การเมืองหยุดชะงัก’ เสี่ยงโดนหั่นเรตติ้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • เจาะเหตุผล ทำไม Fitch Ratings เตือนไทย หากการเมืองหยุดชะงักจะนำไปสู่การลดอันดับเครดิตเรตติ้งของประเทศได้

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: เตือนไทย ‘การเมืองหยุดชะงัก’ เสี่ยงโดนหั่นเรตติ้ง appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings เตือน การหยุดชะงักทางการเมืองใดๆ อาจนำไปสู่การลดอันดับเครดิตเรตติ้งหรือมุมมองได้ https://thestandard.co/fitch-warns-thai-political-disruption-ratings/ Tue, 20 Aug 2024 08:08:29 +0000 https://thestandard.co/?p=973104 Fitch Ratings

Fitch Ratings มอง กรณีเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและยุบพรรคก […]

The post Fitch Ratings เตือน การหยุดชะงักทางการเมืองใดๆ อาจนำไปสู่การลดอันดับเครดิตเรตติ้งหรือมุมมองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings

Fitch Ratings มอง กรณีเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีและยุบพรรคก้าวไกลมีโอกาสนำไปสู่ความไม่สงบทางการเมืองในระดับ ‘ต่ำ’ ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ย้ำว่า Fitch Ratings ไม่สามารถตัดทอนความเสี่ยงทางการเมืองที่อาจเพิ่มขึ้นได้ พร้อมเตือนว่า การหยุดชะงักทางการเมืองใดๆ (Political Disruption) อาจนำไปสู่การลดอันดับเครดิตหรือมุมมองได้ (Negative Rating Action)

 

วันนี้ (20 สิงหาคม) Fitch Ratings ระบุว่า หลังจากที่ แพทองธาร ชินวัตร ได้รับการโหวตเลือกจากสภาผู้แทนราษฎร และรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา น่าจะช่วยรักษาความต่อเนื่องของนโยบายได้ แต่เหตุการณ์ล่าสุดนี้ได้เน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดความผันผวนของการเมืองไทย ซึ่งมีผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายและความเชื่อมั่นของนักลงทุน 

 

Fitch Ratings เชื่อว่า โดยทั่วไปแพทองธารจะยึดมั่นในจุดยืนทางนโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เนื่องจากพรรคเพื่อไทยยังครองเสียงส่วนใหญ่ในฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลไว้ได้

 

เตือนว่า การหยุดชะงักทางการเมืองนำไปสู่การลดอันดับเครดิตเรตติ้งหรือมุมมองได้

 

เราเชื่อว่าการแต่งตั้งแพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรี และการตอบโต้ของสาธารณชนต่อกรณีการยุบพรรคก้าวไกลที่ค่อนข้างเงียบงัน แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงที่จะเกิดความไม่สงบทางการเมืองในวงกว้างยังอยู่ในระดับ ‘ต่ำ’ ในขณะนี้

 

อย่างไรก็ตาม Fitch Ratings ไม่สามารถตัดทอนความเสี่ยงทางการเมืองที่อาจเพิ่มขึ้นได้ พร้อมย้ำว่า การหยุดชะงักทางการเมืองใดๆ (Political Disruption) ก็เป็นปัจจัยเพียงพอที่จะทำให้การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอลงได้แล้ว นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่การลดอันดับเครดิตหรือมุมมองได้ (Negative Rating Action)

 

“ความผันผวนทางการเมืองยังเป็นอุปสรรคต่อความพยายามของประเทศไทย ในการเพิ่มความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนต่างชาติ ธุรกิจในท้องถิ่น และผู้บริโภค” Fitch Ratings ระบุ

 

ประเมินความเสี่ยงงบประมาณปี 68 ล่าช้าอยู่ในระดับต่ำ

 

โดย Fitch Ratings เห็นความเสี่ยงที่จะเกิดความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ 2568 อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากมีกำหนดจะเข้าวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 4-6 กันยายนแล้ว ก่อนที่จะส่งให้วุฒิสภาและขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อ

 

เชื่อรัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจ จับตาไทยขาดดุลสูงกว่าเพื่อน BBB

 

เนื่องจากแพทองธารระบุว่า รัฐบาลจะศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต Fitch Ratings จึงมองว่าแนวโน้มที่จะเกิดการยกเลิก ปรับเปลี่ยน หรือเกิดความล่าช้าเพิ่มเติม ไม่สามารถตัดออกได้ แต่ Fitch Ratings คาดว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 

 

โดยการคาดการณ์ล่าสุดของ Fitch Ratings รวมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต คาดว่าการขาดดุลการคลังจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.3% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2567 และ 4.4% ในปีงบประมาณ 2568 จาก 2.0% ในปีงบประมาณ 2566 เมื่อเทียบกับค่ามัธยฐานสำหรับประเทศ ‘BBB’ ที่ 3.2-3.0%

 

หากรัฐบาลลดขนาดดิจิทัลวอลเล็ตลง Fitch Ratings เชื่อว่ารัฐบาลจะใช้ทรัพยากรทางการคลังที่มี เพื่อใช้เป็นเงินทุนสำหรับมาตรการอื่นๆ

 

นอกจากนี้อาจมีแรงกดดันทางการเมืองเพิ่มเติมให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการการใช้จ่ายขนาดใหญ่เพิ่มเติมนอกเหนือจากปีงบประมาณ 2568 ซึ่งอาจทำให้การรัดเข็มขัดทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ในระยะกลางเป็นไปได้ยากขึ้น

 

โดยสิ่งนี้จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการขาดดุลการคลังและหนี้ภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการใช้จ่ายภาครัฐที่สูงขึ้นช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แทนที่จะจัดการกับอุปสรรคในการเติบโตเชิงโครงสร้าง

 

ย้ำหากไทยก่อหนี้เพิ่ม แต่กระตุ้นได้แค่ระยะสั้น เสี่ยงถูกลดเครดิต

 

อย่างไรก็ดี Fitch Ratings เชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถเข้าถึงตลาดทุนในประเทศ และโครงสร้างหนี้ที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาครัฐต่อ GDP ได้ กระนั้นภาระหนี้ที่สูงขึ้นอาจจำกัดความสามารถทางการคลังของรัฐบาลในการตอบสนองต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจในอนาคต

 

โดยย้อนกลับไป เมื่อ Fitch Ratings ยืนยันอันดับเครดิตของประเทศไทยที่ BBB+ ด้วยแนวโน้มมีเสถียรภาพ ในเดือนพฤศจิกายน 2566 Fitch Ratings ระบุว่า การที่รัฐบาลไม่สามารถรักษาเสถียรภาพอัตราส่วนหนี้สาธารณะ (Public Debt Ratio) อาจเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดทางเคลื่อนไหวเชิงลบด้านเครดิต (Negative Rating Action)

 

จับตาอันดับธรรมาภิบาลไทย ร่วงทิ้งกลุ่ม BBB

 

โดยความผันผวนทางการเมืองที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทยได้ขัดขวางประสิทธิภาพของการกำหนดนโยบาย เมื่อเวลาผ่านไป ตัวชี้วัดด้านธรรมาภิบาลของไทยก็ดูไม่ดีเท่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม BBB และการพัฒนาล่าสุดก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่ออันดับคะแนนของประเทศไทยในตัวชี้วัดด้านธรรมาภิบาลของธนาคารโลก (World Bank Governance Indicators) ที่ Fitch Ratings คาดการณ์ไว้ในการประเมินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ด้วย

The post Fitch Ratings เตือน การหยุดชะงักทางการเมืองใดๆ อาจนำไปสู่การลดอันดับเครดิตเรตติ้งหรือมุมมองได้ appeared first on THE STANDARD.

]]>
ดีล GULF ควบ INTUCH เสี่ยงฉุดเครดิตเรตติ้ง AIS หลัง Fitch Ratings ประกาศนำอันดับเครดิต AIS สู่เครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบแล้ว! https://thestandard.co/gulf-intuch-deal-ais-credit-rating/ Wed, 24 Jul 2024 03:49:17 +0000 https://thestandard.co/?p=961992

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Fitch Rat […]

The post ดีล GULF ควบ INTUCH เสี่ยงฉุดเครดิตเรตติ้ง AIS หลัง Fitch Ratings ประกาศนำอันดับเครดิต AIS สู่เครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบแล้ว! appeared first on THE STANDARD.

]]>

บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Fitch Ratings ประกาศนำอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘AAA(tha)’ อันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1+(tha)’ และอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันที่ ‘AAA(tha)’ ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ AWN เข้าสู่เครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ (Rating Watch Negative)

 

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา Fitch Ratings ได้นำอันดับเครดิตดังกล่าวเข้าสู่เครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ หลังจากที่บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 ถึงแผนที่จะควบรวมกิจการกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ AIS คือบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และจัดตั้งบริษัทใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลักคือ INTUCH, GULF และบริษัท สิงคโปร์ เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด หรือ Singtel จะเป็นผู้เสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ AIS (Tender Offer) ก่อนการควบรวมกิจการ ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวต้องผ่านการขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ของบริษัทที่เกี่ยวข้อง

 

โดยเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ (Rating Watch Negative) สะท้อนถึงความเสี่ยงที่บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการอาจมีอำนาจควบคุม AIS หลังจากการเสนอซื้อหุ้น โดยสถานะทางเครดิตของบริษัทแม่ที่มีอำนาจควบคุมที่อาจอ่อนแอกว่า AIS อย่างมีนัยสำคัญ อาจส่งผลให้อันดับเครดิตของ AIS ถูกปรับลดลงได้หลายระดับ ตามหลักเกณฑ์การจัดอันดับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่และบริษัทลูกของ Fitch Ratings (Parents and Subsidiary Linkage Rating Criteria) ปัจจุบันอันดับเครดิตของ AIS สะท้อนถึงสถานะทางเครดิตโดยลำพังของบริษัท (Standalone Credit Profile)

 

Fitch Ratings คาดว่าจะมีการนำอันดับเครดิตออกจากเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ เมื่อการเสนอซื้อหุ้นเสร็จสิ้นและโครงสร้างการถือหุ้นของ AIS มีความชัดเจน ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่า 6 เดือน

 

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

 

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือหุ้นที่อาจเกิดขึ้น: การเสนอซื้อหุ้นอาจส่งผลให้โครงสร้างการถือหุ้นของ AIS เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หากบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการมีอำนาจควบคุม AIS โดย Fitch Ratings จะใช้เกณฑ์การจัดอันดับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่และบริษัทลูก เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่าง AIS และบริษัทแม่ ซึ่ง Fitch Ratings คาดว่าจะมีสถานะทางเครดิตที่อ่อนแอกว่า AIS โดย Fitch Ratings คาดว่าจะพิจารณาเรื่องความสามารถในการเข้าถึงและการควบคุม (Access and Control) ของบริษัทแม่ต่อ AIS จะอยู่ในลักษณะกึ่งเปิด (Porous) หรือเปิด (Open) และกลไกการป้องกันทางกฎหมาย (Legal Ring-fencing) จะอยู่ในลักษณะเปิด (Open)

 

ดังนั้นอันดับเครดิตของ AIS จะถูกจำกัดที่สถานะทางเครดิตของกลุ่มบริษัทแม่ หรืออาจสูงกว่าได้หนึ่งระดับ ซึ่งการพิจารณาดังกล่าวอาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตของ AIS หลายระดับ

 

บริษัทแม่ที่มีสถานะอ่อนแอกว่า: Fitch Ratings เชื่อว่าบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการจะมีสถานะทางเครดิตที่อ่อนแอกว่าสถานะเครดิตโดยลำพังของ AIS ซึ่ง Fitch Ratings คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA net Leverage) ของบริษัทใหม่ (ซึ่งรวมงบการเงินของ AIS และหนี้ที่เกิดขึ้นจากการเสนอซื้อหุ้น) จะอยู่ที่ประมาณ 4-5 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนหนี้สินของ AIS ณ ปัจจุบันที่ระดับประมาณ 1.5 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม การรวม INTUCH และ AIS เข้ากับบริษัทใหม่จะทำให้มีการกระจายตัวที่ดีขึ้นของกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งธุรกิจโทรคมนาคมและพลังงาน

 

สถานะทางเครดิตโดยลำพังของ AIS ที่มีความแข็งแกร่ง: สถานะทางเครดิตโดยลำพังของ AIS ยังคงสะท้อนถึงสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยมีส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการประมาณร้อยละ 48 การเข้าซื้อกิจการของบริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการบรอดแบนด์รายใหญ่อันดับสองของประเทศไทย ได้สนับสนุนการกระจายตัวของแหล่งที่มาของรายได้ของ AIS ไปสู่บริการที่ไม่ใช่โทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้สถานะทางการตลาดของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นและสนับสนุนการเติบโตของรายได้และความมั่นคงของกำไรในระยะกลาง Fitch Ratings คาดว่า AIS จะรักษาสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ประมาณ 1.5 เท่าในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า (2566: 1.5 เท่า)

 

สภาวะการแข่งขันที่ปรับตัวดีขึ้น: Fitch Ratings เชื่อว่าอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่จะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันด้านราคาที่เป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะสนับสนุนรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการและการเติบโตของรายได้ของ AIS ทั้งนี้อุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยเริ่มมีสัญญาณการเติบโตที่แข็งแกร่งขึ้นจากการแข่งขันที่ปรับตัวดีขึ้นหลังจากการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เสร็จสิ้นในปี 2566 ผู้ประกอบการมุ่งเน้นไปที่การทำกำไรมากกว่าการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด และค่อยๆ ปรับลดการเสนอแพ็กเกจข้อมูลแบบไม่จำกัด

 

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

 

อันดับเครดิตของ AIS มีความแข็งแกร่งกว่าอันดับเครดิตของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ThaiBev ซึ่งมีอันดับเครดิตที่ ‘AA(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดสุราและเบียร์ในประเทศไทย เวียดนาม และเมียนมา



AIS และ ThaiBev มีสถานะทางธุรกิจในระดับใกล้เคียงกัน เนื่องจากบริษัททั้งสองเป็นผู้นำในธุรกิจที่ตนดำเนินการอยู่  AIS มีการกระจายตัวของธุรกิจในด้านภูมิภาคที่น้อยกว่า ThaiBev แต่อันดับเครดิตภายในประเทศของ AIS อยู่ในระดับสูงกว่า ThaiBev อยู่สองอันดับ เนื่องจาก AIS มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า

 

อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของ AIS อยู่ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ซึ่งมีอันดับเครดิตที่ ‘AAA(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย AIS มีสถานะทางธุรกิจที่อ่อนแอกว่า ปตท. เล็กน้อย โดย ปตท. มีขนาดธุรกิจที่ใหญ่กว่า และมีการกระจายตัวของธุรกิจมากกว่า AIS ซึ่งช่วยลดทอน ความผันผวนที่เกิดจากธุรกิจย่อยแต่ละธุรกิจ ในขณะที่ธุรกิจโทรคมนาคมของ AIS มีความผันผวนน้อยกว่า นอกจากนี้ AIS มีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า โดยมีอัตราส่วน EBITDA Net Leverage อยู่ที่ระดับประมาณ 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับ ปตท. ที่ระดับ 2.0 เท่า

 

สมมติฐานที่สำคัญ

 

สมมติฐานที่สำคัญของ Fitch Ratings ที่ใช้ในการประมาณการ

  • รายได้จากการให้บริการเติบโตประมาณร้อยละ 3 ต่อปีในปี 2567 และ 2568 เนื่องจากเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นและสภาวะการแข่งขันที่ปรับตัวดีขึ้น
  • Operating EBITDA Margin ที่ลดลงเหลือร้อยละ 38 ในปี 2567 (ปี 2566 อยู่ที่ร้อยละ 40.7) หลังจากการเข้าซื้อกิจการบรอดแบนด์ที่มีอัตราส่วนกำไรต่อรายได้ที่ต่ำกว่า
  • เงินลงทุนในการขยายโครงข่ายอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาทต่อปีในปี 2567 (ปี 2566 อยู่ที่ 3.7 หมื่นล้านบาท)
  • จ่ายเงินปันผลในอัตราร้อยละ 95 ของกำไร

 

ปัจจัยที่อาจมีผลต่ออันดับเครดิตในอนาคตของ AIS และ AWN

 

ปัจจัยบวก

 

Fitch Ratings อาจยกเลิกเครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบและประกาศคงอันดับเครดิต หากการควบกิจการไม่ถูกดำเนินต่อ การเสนอซื้อหุ้นถูกยกเลิก หรือหากบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการมิได้มีอำนาจควบคุม AIS

 

ปัจจัยลบ

 

Fitch Ratings อาจปรับลดอันดับเครดิตของ AIS หากการเสนอซื้อหุ้นส่งผลให้บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการมีอำนาจควบคุม AIS โดยอันดับเครดิตของ AIS จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาสถานะทางเครดิตของกลุ่มบริษัทแม่และกลไกการป้องกันทางกฎหมาย (Legal Ring-fencing) หากมี รวมถึงพิจารณาเรื่องความสามารถในการเข้าถึงและการควบคุม (Access and Control) ของบริษัทแม่ต่อ AIS ภายใต้หลักเกณฑ์การจัดอันดับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทแม่และบริษัทลูก (Parents and Subsidiary Rating Linkage Criteria)

 

สภาพคล่องและโครงสร้างหนี้

 

AIS มีหนี้จำนวน 5.5 หมื่นล้านบาทที่จะถึงกำหนดชำระภายใน 12 เดือนนับตั้งแต่สิ้นเดือนมีนาคม 2567 โดยจำนวน 3.7 หมื่นล้านบาทเป็นเงินกู้ระยะสั้นชั่วคราว (Bridging Loan) เพื่อสนับสนุนการเข้าซื้อกิจการ TTTBB ในปี 2566

 

โดย Fitch Ratings คาดว่า AIS จะกู้ระยะยาวหรือออกหุ้นกู้ภายในประเทศเพื่อชำระหนี้ดังกล่าว โดยหนี้ที่เหลือ 1.8 หมื่นล้านบาทที่ถึงกำหนดชำระน่าจะรองรับด้วยเงินสดจำนวน 2.33 หมื่นล้านบาท ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2567 สภาพคล่องของ AIS ยังได้รับการสนับสนุนจากความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ภายในประเทศ เนื่องจากสถานะทางเครดิตที่แข็งแกร่งของบริษัท

The post ดีล GULF ควบ INTUCH เสี่ยงฉุดเครดิตเรตติ้ง AIS หลัง Fitch Ratings ประกาศนำอันดับเครดิต AIS สู่เครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบแล้ว! appeared first on THE STANDARD.

]]>
Fitch Ratings ชี้แนวโน้มธุรกิจอุตสาหกรรมไทยจ่อดีขึ้น เผยจำนวนบริษัท Negative Outlook ลดเท่าช่วงก่อนโควิดแล้ว https://thestandard.co/thai-industrial-businesses-is-about-to-improve/ Thu, 11 Jul 2024 02:09:17 +0000 https://thestandard.co/?p=956209

Fitch Ratings เผยรายได้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยฟื้นตัวชะล […]

The post Fitch Ratings ชี้แนวโน้มธุรกิจอุตสาหกรรมไทยจ่อดีขึ้น เผยจำนวนบริษัท Negative Outlook ลดเท่าช่วงก่อนโควิดแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>

Fitch Ratings เผยรายได้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยฟื้นตัวชะลอและไม่เท่ากัน โดยตั้งแต่ปี 2023 ถึงไตรมาส 2 ปีนี้ปรับลดอันดับเครดิตบริษัทภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยไป 7 แห่งแล้ว อย่างไรก็ดี จำนวนบริษัทที่มี Negative Outlook กลับมาลดเท่าช่วงก่อนโควิดแล้ว พร้อมมองระยะข้างหน้าสถานการณ์จ่อดีขึ้น

 

วานนี้ (10 กรกฎาคม) โอบบุญ ถิรจิต ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายจัดอันดับเครดิตภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวในงาน Global Financial Market and Thailand’s Corporate Credit Outlook 2024 โดยระบุว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา (ถึงไตรมาส 2 ปี 2024) มีการปรับลดอันดับเครดิตบริษัทในไทยลง (Negative Rating Actions) รวม 7 บริษัท โดยแบ่งเป็น ปี 2023 รวม 4 แห่ง และปี 2024 ปรับลดไปแล้ว 3 แห่ง จากบริษัทภาคธุรกิจอุตสาหกรรมในประเทศไทยที่ Fitch Ratings รับจัดอันดับให้ทั้งหมด 23 แห่ง

 

โดยปัจจัยหลักมาจากความอ่อนแอของการบริโภค และภาวะอุปทานล้นตลาด ทำให้มีแรงกดดัน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และปิโตรเคมี

 

นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ทำให้ Fitch Ratings ต้องปรับลดมุมมองหรืออันดับความน่าเชื่อถือลง เนื่องมาจากหลายบริษัทลงทุนเพิ่มขึ้นสูงกว่าคาด ดังนั้นอัตราส่วนหนี้สินจึงแย่ลง

 

 

อย่างไรก็ดี จำนวนบริษัทที่มีแนวโน้มเป็นลบ (Negative) ลดลงเท่าช่วงก่อนโควิดแล้ว ขณะที่ในระยะต่อไป 12-18 เดือนข้างหน้า จำนวนบริษัทที่ Negative Rating Actions น่าจะลดลง เนื่องจากบริษัทที่ Fitch Ratings จัดอันดับเครดิตส่วนใหญ่มีแนวโน้ม ‘มีเสถียรภาพ’ (Stable) สะท้อนว่าโอกาสที่จะมีการปรับเปลี่ยนเรตติ้งก็น้อยตามไปด้วย

 

หลังจากมีการดาวน์เกรดไปแล้วก่อนหน้านี้ ปัจจุบัน Fitch Ratings จึงมองว่าบริษัทที่รับจัดอันดับก็มีสถานะทางการเงินและอัตราส่วนหนี้สินสอดคล้องกับอันดับเครดิตแล้ว

 

นอกจากนี้ กระแสเงินสดของบริษัทต่างๆ ยังมีความแข็งแกร่ง แม้จะมีการเติบโตไม่มากนัก แต่ยังเพียงพอที่จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายการลงทุน และช่วยลดความเสี่ยงในช่วง 12 เดือนข้างหน้าได้

 

โดยช่วงปีที่ผ่านมา ผู้ออกหุ้นกู้หลายตัวจะประสบปัญหาในการชำระหนี้ โดยโอบบุญมองว่าจากปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีตสำหรับผู้ออกหุ้นกู้บางราย อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนบางส่วน เช่น ต่อหุ้นกู้ที่ไม่ได้รับการจัดอันดับหรือได้รับอันดับเครดิตต่ำ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่อาจได้รับผลประโยชน์ด้วยซ้ำ

 

 

ใครถูกดาวน์เกรดในปีนี้แล้วบ้าง

 

  • 21 มีนาคม 2024: Fitch Ratings ปรับลดอันดับเครดิต บมจ.ไออาร์พีซี เป็น ‘BBB+(tha)’ จาก ‘A-(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ
  • 24 เมษายน 2024: Fitch Ratings ปรับลดอันดับเครดิต บมจ.บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ เป็น ‘BBB(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ
  • 16 พฤษภาคม 2024: Fitch Ratings ปรับลดอันดับเครดิต บจ.เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ เป็น ‘BBB+(tha)’ จาก ‘A-(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ

 

รายได้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยฟื้นตัวชะลอและไม่เท่ากัน

 

โอบบุญกล่าวอีกว่า ขณะนี้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยมีการฟื้นตัวของรายได้ไม่เท่ากัน นอกจากนี้ ระดับหนี้สินของบริษัทต่างๆ ก็น่าจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง เนื่องจากการลงทุนขนาดใหญ่ในช่วงก่อนหน้านี้

 

 

โดยบริษัทในอุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมโรงแรมและบริการ และอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดย Fitch Ratings ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของภาครัฐ

 

ขณะที่รายได้ของบริษัทในอุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคน่าจะปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวลดลง

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนขนาดใหญ่ในพลังงานหมุนเวียนที่ต่อเนื่องอาจส่งผลให้ระดับหนี้สินที่สูงอยู่แล้วสำหรับบริษัทในอุตสาหกรรมสาธารณูปโภคปรับตัวสูงขึ้นอีกได้

 

โดย Fitch Ratings คาดว่ารายได้ของบริษัทน้ำมันและก๊าซน่าจะชะลอตัวลงบ้าง เนื่องจากฐานที่สูงในปีก่อนหน้า ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันและก๊าซน่าจะปรับตัวอ่อนตัวลง

 

อย่างไรก็ตาม รายได้โดยรวมน่าจะยังคงอยู่ในระดับที่สูง แต่อุปสงค์ที่อ่อนแอจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และการเพิ่มขึ้นของอุปทานใหม่ จะเป็นอุปสรรคในการปรับตัวของรายได้ของธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

 

บริษัทในประเทศไทย (ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดย Fitch Ratings) มีการบริหารจัดการกระแสเงินสดอย่างระมัดระวังในช่วงการระบาดของโควิด โดยมีการลงทุนอย่างระมัดระวังและลดอัตราการจ่ายเงินปันผลลง

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนและการเข้าซื้อกิจการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำหรับบริษัทในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Transition) และการเปลี่ยนกระบวนการดำเนินธุรกิจและเทคโนโลยี (Business and Technology Transformation) คาดว่าจะส่งผลให้ระดับหนี้สินทรงตัวอยู่ในระดับสูงและจะจำกัดโอกาสที่จะได้รับการปรับเพิ่มอันดับเครดิต

The post Fitch Ratings ชี้แนวโน้มธุรกิจอุตสาหกรรมไทยจ่อดีขึ้น เผยจำนวนบริษัท Negative Outlook ลดเท่าช่วงก่อนโควิดแล้ว appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: Fitch Ratings หั่น Outlook อุตสาหกรรม ‘แบงก์ไทย’ เข้าใกล้วิกฤตแค่ไหน | THE STANDARD WEALTH https://thestandard.co/morning-wealth-21062024-3/ Fri, 21 Jun 2024 06:00:40 +0000 https://thestandard.co/?p=947975

แบงก์ไทยโดน Fitch หั่น Outlook ลงมาเป็น Neutral จากเดิม […]

The post ชมคลิป: Fitch Ratings หั่น Outlook อุตสาหกรรม ‘แบงก์ไทย’ เข้าใกล้วิกฤตแค่ไหน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>

แบงก์ไทยโดน Fitch หั่น Outlook ลงมาเป็น Neutral จากเดิม lmproving สะท้อนถึงสถานการณ์อย่างไร เข้าใกล้วิกฤตแค่ไหน

 

พูดคุยกับ ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ Head of Global Investment Strategy บมจ.หลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส ติดตามรายการ Morning Wealth ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 07.00-08.00 น. ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ – ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: Fitch Ratings หั่น Outlook อุตสาหกรรม ‘แบงก์ไทย’ เข้าใกล้วิกฤตแค่ไหน | THE STANDARD WEALTH appeared first on THE STANDARD.

]]>
ชมคลิป: ปริศนา? โหมงานหนักทำพนักงานเทคยักษ์จีนเสียชีวิต | Morning Wealth 21 มิ.ย. 2567 https://thestandard.co/morning-wealth-21062024/ Fri, 21 Jun 2024 02:48:32 +0000 https://thestandard.co/?p=947841

จุดกระแสถกเถียง ‘วัฒนธรรม 996’ อีกครั้ง หลังพบพนักงานเท […]

The post ชมคลิป: ปริศนา? โหมงานหนักทำพนักงานเทคยักษ์จีนเสียชีวิต | Morning Wealth 21 มิ.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>
  • จุดกระแสถกเถียง ‘วัฒนธรรม 996’ อีกครั้ง หลังพบพนักงานเทคยักษ์จีนเสียชีวิตปริศนา 2 คนในสัปดาห์เดียว ฟากข้อมูลของคนไทยพบ ทำงานเกินค่าเฉลี่ยโลก รายละเอียดเป็นอย่างไร
  • แบงก์ไทยโดน Fitch หั่น Outlook เข้าใกล้วิกฤตแค่ไหน พูดคุยกับ ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ Head of Global Investment Strategy บมจ.หลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส

 

ติดตาม รายการ Morning Wealth ทุกวัน จันทร์ศุกร์ เวลา 7.00-8.00 . ทาง Facebook และ YouTube ของ THE STANDARD WEALTH

 

อัปเดตข่าวสารจากสำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD ได้ที่ https://thestandard.co/wealth/

The post ชมคลิป: ปริศนา? โหมงานหนักทำพนักงานเทคยักษ์จีนเสียชีวิต | Morning Wealth 21 มิ.ย. 2567 appeared first on THE STANDARD.

]]>